<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Class blog &quot;Mutation&quot; by jatina s.</title>
      <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw</link>
      <description>Post your blog!</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-12-13 02:19:05 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-01-02 13:27:06 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f9ec.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ข้าวโพดมาร์เวล</title>
         <author>6540026215</author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2823295406</link>
         <description><![CDATA[<p>ข้าวโพดมาร์เวล: ปลดล็อกพลังของตัวแปรทางพันธุกรรมเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กและรับมือกับการบกพร่องทางอาหาร ส่งเสริมคุณค่าทางโภชนาการของพืชผลโดยการเพิ่มสารอาหาร</p><p><br></p><p>ข้าวโพดเป็นแหล่งอาหารที่สําคัญในแอฟริกาใต้ แถบทะเลทรายซาฮารา มักขาดธาตุเหล็กในส่วนที่กินได้เพียงพอ นักวิจัย นําโดย Yan et al ศึกษารูปแบบพันธุกรรมธรรมชาติในข้าวโพดและระบุปัจจัยการถอดความสําคัญ NAC78 ซึ่งควบคุมระดับเหล็กในเมล็ด เส้นข้าวโพดบางเส้นที่จัดแสดงลําดับที่แตกต่างกันในโปรโมเตอร์ NAC78 และสายพันธุ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการแสดงออกของ NAC78 ที่เพิ่มขึ้นในเซลล์การถ่ายโอน endosperm เพิ่มธาตุเหล็กในข้าวโพด แก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กในภูมิภาค</p><p>ที่มา: <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.science.org/doi/10.1126/science.adf3256">https://www.science.org/doi/10.1126/science.adf3256</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2252322800/8bd3edc517c879ac45669fc6cd05f96e/409436690_841600411091980_6752605737930985159_n.jpg" />
         <pubDate>2023-12-13 02:19:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2823295406</guid>
      </item>
      <item>
         <title>&quot;กระเบนสีชมพู&quot;</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828029166</link>
         <description><![CDATA[<p>ทั้งนี้จากการศึกษาของโปรเจกต์แมนตา (Project Mantra–โครงการปลากระเบน) กลุ่มนักวิจัยจากออสเตรเลียที่ศึกษาปลากระเบนสีชมพูตัวนี้ ได้ยืนยันว่าเป็นสีผิวจริงของมัน ในตอนแรก พวกเขาคิดว่าสีชมพูนี้ เป็นผลมาจากการติดเชื้อของผิวหนังหรือผลค้างเคียงจากอาหารที่กิน เช่นเดียวกับนกฟลามิงโกสีชมพู ที่ได้สีผิวมาจากการกินสัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็ง หรือครัสเตเชียน (crustaceans) อันหมายถึงสัตว์น้ำจำพวก กุ้ง กั้ง หรือ ปู แต่จากการศึกษาในปี 2016 โดยนักวิจัย เอมิเลีย อาร์มสตรอง ที่ได้นำตัวอย่างผิวหนังของมันมาศึกษา ก็ค้นพบว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุทั้งสองที่เคยคาดการณ์ไว้</p><p>ในตอนนี้ เชื่อว่าปลากระเบนตัวนี้มีภาวะการกลายพันธุ์ของยีน (Genetic Mutation) ในเมลานินหรือหรือเม็ดสีผิว อาเซีย เฮนส์ (Asisa Haine) ผู้ช่วยนักวิจัยกลุ่มโปรเจกต์แมนตรา ระบุ</p><p>โดยปลากระเบนตัวนี้ไม่เพียงแค่เป็นสัตว์น้ำที่ดูดี แต่มันมีประโยชน์ต่อการศึกษาได้อีกด้วย เฮนส์กล่าวและเสริมว่า “การทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการกลายพันธุ์ในยีนอาจช่วยบอกเรา” ว่าปลากระเบนมีกระบวนการพัฒนาสีผิวอย่างไร</p><p>โซโลมอน เดวิด นักนิเวศวิทยาทางน้ำประจำมหาวิทยาลัย Louisiana’s Nicholls Sate สงสัยว่ากลายการพันธุ์จะเกิดจากภาวะที่เรียกว่า Erythrism อันเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่มีผลให้ร่างกายผลิตเม็ดสีแดงมากกว่าปกติ</p><p>ที่มา : <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/289062">https://www.thaipbs.or.th/news/content/289062</a></p><p>นายอิทธิพัทธ์ แก้วลูก ม.4/1 เลขที่ 18</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1230793410/927deb712dbaf02a87483792a1eddec8/IMG_7335.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:16:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828029166</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การกลายพันธุ์เบื้องหลังฮันติงตันเชื่อมโยงกับความฉลาดในวัยเด็กที่สูงขึ้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828030382</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดภาวะสมอง โรคฮันติงตัน อาจส่งผลให้คนหนุ่มสาวมีความฉลาดมากขึ้นซึ่งอาจหมายถึงวิวัฒนาการที่เลือกไว้</strong></p><p><strong>การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดโรคฮันติงตัน ซึ่งเป็นภาวะทางสมองที่ทำลายล้าง อาจถูกเลือกโดยวิวัฒนาการ เพราะมันนำไปสู่ความฉลาดที่สูงขึ้นในวัยเด็กและวัย 20 ของผู้คนด้วย</strong></p><p><strong>แนวคิดนี้ไม่เพียงแต่นำไปสู่การคิดใหม่เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการรักษาฮันติงตันเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนมุมมองของเราเกี่ยวกับพันธุกรรมของสติปัญญาได้อีกด้วย “มีความหมายมากมายต่อความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชีววิทยาของสมอง” </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://medicine.uiowa.edu/psychiatry/profile/jordan-schultz"><strong>Jordan Schultz</strong></a><strong> จากมหาวิทยาลัยกล่าว</strong></p><p><br></p><p><strong>ที่มา </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.newscientist.com/article/mg26034663-700-mutation-behind-huntingtons-linked-to-higher-childhood-intelligence/"><strong>https://www.newscientist.com/article/mg26034663-700-mutation-behind-huntingtons-linked-to-higher-childhood-intelligence/</strong></a></p><p><br></p><p><strong>น.ส.อภิญญา บุตร์น้อย ม.4/1 เลขที่ 17</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258023368/3d261df32f0347924e3da5fd375428c5/IMG_0590.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:18:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828030382</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผลวิจัยมะเร็ง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828031154</link>
         <description><![CDATA[<p>งานวิจัยชิ้นใหม่ เขียนโดย นายแพทย์เบิร์ต โวเกลสตีน พยาธิแพทย์จากศูนย์เพื่อบูรณาการมะเร็งซิดนีย์คิมเมล ในสังกัดมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ เจอร์นัล ไซนซ์ เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ผลศึกษาวิจัยใหม่แสดงให้เห็นว่า มะเร็งส่วนใหญ่มากถึง 2 ใน 3 ของมะเร็งทั้งหมด เกิดขึ้นจากข้อผิดพลาดในดีเอ็นเอ ที่เกิดขึ้นในลักษณะสุ่มโดยสิ้นเชิง ในขณะที่เหตุปัจจัยจากสภาวะแวดล้อม ก่อให้เกิดมะเร็งเพียง 29 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายคือมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคิดเป็นสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น</p><p><br></p><p>สัดส่วนดังกล่าวได้มาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากระเบียนผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก ควบคู่กับข้อมูลที่ได้จากการจำแนกดีเอ็นเอ จากนั้นนำมาใช้กับแบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาวิจัยนี้โดยเฉพาะ นายแพทย์โวเกลสตีนชี้ว่า แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะตรงกันข้ามกับความเข้าใจก่อนหน้านี้ที่เชื่อกันว่าการกลายพันธุ์หรือมิวเทชั่นในดีเอ็นเอเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็ง ต่อด้วยปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม อาทิ การสูบบุหรี่ หรือแสงอัลตราไวโอเลต ที่ส่งผลให้ดีเอ็นเอเสียหาย เป็นสาเหตุหลักในการเกิดมะเร็ง แต่ผลการวิจัยครั้งนี้กลับสอดคล้องกับผลการประเมินจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ที่ชี้ว่ามะเร็ง 42 เปอร์เซ็นต์สามารถป้องกันได้โดยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำรงชีวิต</p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_512190">https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_512190</a></p><p>น.ส ขวัญชนก ฟุ้งเฟื่อง ม.4/1 เลขที่1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258034969/8c4e0cb29a157fe02b56e65271623e14/inbound5724397358827374264.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:19:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828031154</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปลาหมาป่าไซส์ยักษ์ 🐟🔥</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828031380</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>สาเหตุน่าจะมาจากการกลายพันธุ์เพราะการสัมผัสกัมมันตรังสีมากเกินปกติ</strong></p><p>ปลาที่อยู่ในภาพคือปลาหมาป่า (Bering Wolffish) พบได้ในทะเลทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น เกาะฮอกไกโด ทะเลโอค็อตสค์ และอะแลสก้า</p><p>ปลาหมาป่าไซส์ยักษ์ถูกถ่ายเอาไว้ตั้งแต่ปี 2015 ขนาดของตัวปลาที่ยาวถึง 120 เซนติเมตร </p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://tna.mcot.net/sureandshare-1241673">https://tna.mcot.net/sureandshare-1241673</a></p><p><br></p><p>น.ส.มัลลิกา ชายกุล เลขที่ 14 ม.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258030790/ca942304c1a9e71b8798a5b64ab7d3f0/4175E6B6_E277_4DD4_A949_9C690FD6A20C.webp" />
         <pubDate>2023-12-18 06:20:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828031380</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิจัยพบหญิงสูงวัยในสกอตแลนด์มียีนกลายพันธุ์ชนิดหายากที่ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บปวด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032330</link>
         <description><![CDATA[<p>โจ คาเมรอน หญิงวัย 75 ปี เป็นบุคคลเดียวในโลกที่ได้รับการบันทึกว่า เป็นผู้ที่มียีนกลายพันธุ์สองครั้ง นั่นหมายความว่าเธอแทบจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยและช่วยให้เธอรักษาร่างกายให้หายเร็วยิ่งขึ้น</p><p>นักวิจัยใช้เวลาถึง 10 ปีเพื่อศึกษาการทำงานของการกลายพันธุ์นี้ เมื่อปี 2013 การผ่าตัดที่มือของโจ คาเมรอน ซึ่งตอนนั้นมีอายุ 65 ปี นำไปสู่การค้นพบการกลายพันธุ์ของยีนที่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเธอจึงไม่อ่อนไหวต่อความเจ็บปวด</p><p>"ฉันเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะข้ออักเสบที่มือ ตอนนั้นฉันก็พูดคุยไปด้วย แล้วหมอวางยาสลบก็พูดว่า การผ่าตัดจะทำให้เจ็บปวดมาก ๆ และหลังจากนั้นก็จะยังปวดไปต่อเนื่อง" คาเมรอน ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับทะเลสาบล็อกเนสส์ เขตที่ราบสูงตอนเหนือของสกอตแลนด์บอกกับบีบีซี</p><p>เมื่อ นพ.เทวจิต ศรีวัสตวา วิสัญญีแพทย์ที่รักษาโจ คาเมรอน เห็นว่าเธอไม่ได้รู้สึกเจ็บหรือปวดจากการผ่าตัดเลย เขาได้ส่วนตัวเธอไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ความเจ็บปวดที่มหาวิทยาลัยยูซีแอล (ยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน) และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ทีมนักวิจัยพันธุศาสตร์เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อและเลือดของคาเมรอน เพื่อศึกษาดีเอ็นเอของเธอ ผลการศึกษาในอีก 6 ปีต่อมา พบว่า คาเมรอนมียีนในร่างกายตัวหนึ่งที่ชื่อว่า FAAH-OUT เกิดการกลายพันธุ์ จึงทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ตึงเครียด หรือรู้สึกกลัวแต่อย่างใด</p><p>ที่มา:<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bbc.com/thai/articles/cl5zdzdk4gwo">https://www.bbc.com/thai/articles/cl5zdzdk4gwo</a></p><p>นายกฤษณรงค์ ซ้อนขำ ม.4/1 เลขที่23</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031289/399866da56ae49368cebfb18506c0ed6/inbound7874164619760766721.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:21:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032330</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเกิด Cardiomyopathies ในชาวเอเชียใต้มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน MYBPC3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032509</link>
         <description><![CDATA[<p>การเกิดมิวเทชันที่หลากหลายของยีนที่สร้าง myosin binding protein C (MYBPC3) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของกล้ามเนื้อหัวใจ ก่อให้เกิดโรคหัวใจที่มีลักษณะเป็น mild hypertrophy, late onset และ low penetrance อย่างไรก็ตามการเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดการขาดหายไปของยีน (The 25-bp deletion) พบได้ร้อยละ 4 ของประชากรในประเทศอินเดียโดย carrier ของการเกิดมิวเทชันนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวซึ่งถูกกระตุ้นได้จากภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะ, อายุที่มากขึ้น, ความดันโลหิตสูง เป็นต้น</p><p><br></p><p>มีการศึกษาการเกิดมิวเทชัน (The 25-bp deletion) ของ MYBPC3 ต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิด cardiomyopathies โดยการศึกษาเริ่มจากการตรวจสอบ DNA ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น cardiomyopathies เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้ไปศึกษาต่อโดยแบ่งเป็น 2 การศึกษา การศึกษาแรก แบ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็น cardiomyopathies จำนวน 354 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 238 คน ผลการตรวจสอบ DNA พบว่าผู้ป่วยที่เป็น cardiomyopathies มีมิวเทชัน (The 25-bp deletion) ของ MYBPC3 ร้อยละ 13.8 ส่วนกลุ่มควบคุมพบเพียงร้อยละ 2.9 โดยผู้ที่มีมิวเทชัน (The 25-bp deletion) ของ MYBPC3 มีความเสี่ยงของการเป็น cardiomyopathies มากกว่าคนปกติ 5.3 เท่า (P= .000002) การศึกษาที่สอง แบ่งผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ป่วยที่เป็น cardiomyopathies จำนวน 446 คน และกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 466 คน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดเป็นประชากรจากหลากหลายภูมิภาคของอินเดีย ผลการตรวจสอบ DNA พบว่าผู้ที่มีมิวเทชัน (The 25-bp deletion) ของ MYBPC3 มีความเสี่ยงของการเป็น cardiomyopathies มากกว่าคนปกติ 8.59 เท่า (P= .00000003) โดยพบว่าการเกิดมิวเทชัน (The 25-bp deletion) ของ MYBPC3 พบบ่อยในอินเดียทางตะวันตกและทางตอนใต้เมื่อเปรียบเทียบกับอินเดียทางตอนเหนือ</p><p>ที่มา https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/news_week_full.php?id=462</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2193588177/3a37ccc5eed9aa44542a5263e0a197f1/inbound6317734424514168600.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:22:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032509</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สิงโตภูเขามีกรามที่สอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032560</link>
         <description><![CDATA[<p>สัตว์แปลกประหลาดนี้ถูกเก็บเกี่ยวอย่างถูกกฎหมายในเมืองเพรสตัน รัฐไอดาโฮ หลังจากที่มีคนสังเกตเห็นว่ามันโจมตีสุนัข ตามรายงานของ Idaho Fish and Game</p><p>นายพรานรู้สึกสับสนอย่างยิ่งเมื่อเขาเข้าใกล้สัตว์ตัวนั้นอย่างใกล้ชิด มันมีชุดฟันที่สมบูรณ์และมีหนวดเล็ก ๆ งอกออกมาจากหน้าผาก เห็นได้ชัดว่านี่คือหลักฐานของซากแฝดติดกันที่เสียชีวิตขณะยังอยู่ในครรภ์ หรือเนื้องอกที่หายาก</p><p>นางสาวกมลวรรณ เอ่งฉ้วน เลขที่3 ม.4/1</p><p>แหล่งที่มา:<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://roaring.earth/the-most-bizarre-documented-animal-mutations/">https://roaring.earth/the-most-bizarre-documented-animal-mutations/</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258022708/eeb0be8fff0fcde3b327f3b3cc5f8543/IMG_6855.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:22:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เเกะกลายพันธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032963</link>
         <description><![CDATA[<p>การกลายพันธุ์ หรือ การผ่าเหล่า หรือ มิวเทชั่น, มิว เตชั่น (Mutation) คือ สภาพของสิ่งมีชีวิตที่เกิดมี การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้พันธุกรรม ของสิ่งมีชีวิตที่เกิดการกลายพันธุ์(การผ่าเหล่า, มิว เทชั่น, Mutation)นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจาก เดิมที่เคยเป็น หรือ แตกต่างไปจากประชากรของ สิ่งมีชีวิตชนิดนั้น โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงของ ยีน(Gene)ของสิ่งมีชีวิตนั้น</p><p><br/></p><p>การกลายพันธุ์ (การผ่าเหล่า, มิวเทชั่น, Mutation) จัดว่าเป็นกลไกหนึ่งของการวิวัฒนาการ ซึ่งอาจจะ ทำให้เกิดลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม หรือ แย่ลงกว่าเดิมก็ได้ หรือ อาจจะทั้งไม่ดีขึ้นและไม่แย่ ลงเลยก็ได้ ถ้าดีกว่าเดิมอาจทำให้สิ่งมีชีวิตที่มี การกลายพันธุ์(การผ่าเหล่า, มิวเทชั่น, Mutation)นั้นอยู่รอดในธรรมชาติได้ดีกว่าเดิม(เกิด วิวัฒนาการที่ดีขึ้น) หรือ ถ้าแย่กว่าเดิมอาจทำให้สิ่ง มีชีวิตที่มีการกลายพันธุ์ (การผ่าเหล่า, มิวเทชั่น, Mutation)นั้นเกิดโรค หรือ ภาวะต่างๆที่ไม่เอื้อ อำนวยต่อการดำรงชีวิตก็ได้(เกิดการวิวัฒนาการที่</p><p>ที่มา<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.blockdit.com/posts/5dc277ed3168551fd6c105ce">https://www.blockdit.com/posts/5dc277ed3168551fd6c105ce</a></p><p>นายศุภวิชญ์ ศิริตะงัน เลขที่36 ม.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031155/78d9e53220afb8145649a9dd7c9f02e5/inbound610872785128903227.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:22:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828032963</guid>
      </item>
      <item>
         <title>&quot;ผิวเผือก&quot;</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828033720</link>
         <description><![CDATA[<p><br></p><p>ผิวเผือก (Albinism) เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติขึ้นกับกระบวนการผลิตเม็ดสีในร่างกายที่ทำหน้าที่กำหนดสีผิว สีผม และสีม่านตา เมื่อเป็นโรคนี้ ร่างกายของผู้ป่วยอาจไม่ผลิตเม็ดสีออกมา หรือผลิตเม็ดสีออกมาน้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการ เช่น ผิวซีด ผมขาว มีปัญหาในการมองเห็น เป็นต้น ซึ่งความผิดปกติดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยได้รับยีนที่ผิดปกติจากพ่อแม่ และแม้จะยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ แต่ผู้ป่วยอาจดูแลดวงตาและผิวหนังของตนเอง รวมถึงปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นได้ทั้งนี้ โรคผิวเผือกชนิดที่พบได้บ่อยและร้ายแรงมากที่สุด คือ Oculocutaneous Albinism ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เม็ดสีที่อยู่ในผิวหนัง เส้นผม และบริเวณดวงตามีจำนวนลดลง โดยผู้ป่วยมักมีสีผิว สีผม และสีม่านตาเป็นสีขาวหรือสีชมพู รวมถึงมีปัญหาในการมองเห็น</p><p>นอกจากนี้ ยังมีโรคผิวเผือกชนิดอื่น ๆ อย่าง Ocular Albinism Type 1 (OA1) ซึ่งผู้ป่วยจะมีเพียงปัญหาเกี่ยวกับดวงตา โดยมักมีสีผิวและสีตาที่ปกติ แต่ต้องตรวจตาจึงจะเห็นความผิดปกติที่จอตา ซึ่งโรคผิวเผือกชนิดนี้มักเกิดกับผู้ชาย ส่วนโรคผิวเผือกชนิดที่เป็นกลุ่มอาการทางพันธุกรรมอย่าง Hermansky-Pudlak Syndrome (HPS) ผู้ป่วยอาจมีเลือดออกผิดปกติ เป็นโรคปอด โรคไต โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หรือมีแผลฟกช้ำ และแบบ Chediak-Higashi Syndrome (CHS) ที่ผู้ป่วยอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ติดเชื้อซ้ำ ๆ มีความผิดปกติทางระบบประสาท หรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่รุนแรง</p><p>•สาเหตุของผิวเผือก</p><p>โรคผิวเผือกเกิดจากยีนที่ผิดปกติในร่างกายของผู้ป่วยที่อาจได้รับมาจากคนในครอบครัว โดยยีนดังกล่าวจะไปยับยั้งการผลิตหรือการลำเลียงเม็ดสีในร่างกาย และอาจส่งผลให้เม็ดสีในร่างกายลดลงเป็นจำนวนมาก หรือร่างกายอาจไม่ผลิตเม็ดสีออกมาเลย ซึ่งชนิดของโรคผิวเผือกที่ผู้ป่วยเป็นอาจขึ้นอยู่กับว่ายีนตัวใดที่ทำให้เกิดความผิดปกติดังกล่าวด้วย   </p><p>ที่มา: <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81">https://www.pobpad.com/%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81</a></p><p>นางสาว ชญานิศ หอแก้ว ม.4/1 เลขที่9</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258033570/b995f0cc4ea6e0657cbac700630cbcc5/inbound7495491514140547085.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:24:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828033720</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828033840</link>
         <description><![CDATA[<p>ทีมผู้วิจัยได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดหรือจีโนมของกระต่ายซูเตอร์แดลฟอร์ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของกระต่ายที่วิ่งได้ตามปกติ ทำให้พบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีน RORB ซึ่งทำหน้าที่สร้างเส้นประสาทในกระดูกสันหลังที่เชื่อมต่อร่างกายฝั่งซ้ายเข้ากับฝั่งขวา และเป็นยีนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขา</p><p><br></p><p>ยีน RORB ที่กลายพันธุ์ได้แปรสภาพเป็นยีนด้อย ทำให้กระต่ายหกสูงเหล่านี้มีระบบประสาทบางส่วนผิดปกติตั้งแต่เกิด ซึ่งลักษณะด้อยนี้สามารถสืบทอดไปยังลูกหลานได้</p><p><br></p><p>ทีมผู้วิจัยยังคาดว่ายีน RORB อาจมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ รวมทั้งกับมนุษย์ด้วย ซึ่งทำให้น่าติดตามศึกษากันต่อไปว่า ยีน RORB ที่ผิดปกติในคนจะส่งผลให้เกิดความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวขึ้นได้หรือไม่</p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bbc.com/thai/international-56555645">https://www.bbc.com/thai/international-56555645</a></p><p>นส.รวงข้าว ทองช่วย เลขที่15 ม.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://www.bbc.com/thai/international-56555645" />
         <pubDate>2023-12-18 06:24:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828033840</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สหรัฐฯ อนุมัติการบำบัดด้วยยีนรักษาโรคโลหิตจางเป็นครั้งแรก🔬🧪</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035124</link>
         <description><![CDATA[<p>สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA อนุมัติการบำบัดด้วยยีน 2 ประเภท สำหรับการรักษาโรคโลหิตจาง โดยหนึ่งในนั้นเป็นการบำบัดด้วยยีนในสหรัฐฯ ที่เป็นการตัดต่อยีน CRISPR ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล ตามรายงานของรอยเตอร์</p><p><br></p><p>การบำบัดด้วยยีนในชื่อ Casgevy ที่พัฒนาโดย Vertex Pharmaceuticals และ CRISPR Therapeutics และการบำบัดด้วยยีนในชื่อ Lyfgenia จากบริษัท bluebird bio ได้รับการอนุมัติโดย FDA ให้ใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป</p><p><br></p><p>CRISPR ได้รับการค้นพบโดยเจนนิเฟอร์ ดูนา และเอ็มมานูเอล ชาร์เพนเทียร์ ซึ่งใช้ "กรรไกร" ระดับโมเลกุลเพื่อตัดส่วนที่ผิดพลาดของยีน ซึ่งสามารถปิดการใช้งานหรือแทนที่ด้วยสายใหม่ของ DNA ปกติได้ โดยผู้ป่วยจะต้องเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูก เพื่อส่งไปเข้ารับการตัดต่อยีนกลับมาให้ผู้ป่วย ซึ่งต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 1 เดือน</p><p><br></p><p>ส่วนการบำบัดด้วยยีนของ Bluebird ออกแบบมาเพื่อให้ทำงานโดยการใส่ยีนที่ถูกดัดแปลงเข้าไปในร่างกายผ่านไวรัสที่มีความบกพร่อง</p><p><br></p><p>โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-cell disease) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้เม็ดเลือดมีอายุสั้นและแตกสลายได้ง่าย จนเกิดเป็นภาวะเลือดจางในที่สุด และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยพบผู้ที่มีโรคดังกล่าวราว 100,000 คนในสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ</p><p><br></p><p>ในการทดสอบกับมนุษย์ พบว่าการรักษาทั้ง 2 แบบนี้ ได้ช่วยลดอาการเจ็บปวดในผู้ป่วยโรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงรูปเคียว โดยผู้ป่วย 29 จาก 31 คนที่ได้รับการบำบัด Casgevy และผู้ป่วย 28 จาก 32 คนที่ได้รับการบำบัด Lyfgenia มีอาการดีขึ้น</p><p><br></p><p>ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์ต่างชี้ว่าการบำบัดด้วยยีนของตนเป็นการรักษาแบบครั้งเดียวจบ แต่ข้อมูลการศึกษาถึงระยะเวลาที่การบำบัดนี้จะมีผลในระยะยาวยังมีอยู่อย่างจำกัด</p><p><br></p><p>โดยการรักษาระยะยาวเพียงอย่างเดียวสำหรับโรคนี้คือการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น ส่วนยาพื้นฐานสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ที่มีในท้องตลาด คือ ยาคีโม hydroxyurea หรือยา Oxbryta ที่ผู้ป่วยต้องได้รับยาดังกล่าววันละ 1 ครั้ง ซึ่งมุ่งเป้าชะลอการแตกสลายของเซลล์เม็ดเลือดแดง</p><p><br></p><p>อย่างไรก็ตาม การบำบัดด้วยยีนอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการรักษา และจำเป็นต้องทำคีโมร่วมกับการปลูกถ่ายเซลล์เม็ดเลือด พร้อมกับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะมีบุตรยาก</p><p><br></p><p>ทาง FDA ระบุคำเตือนสำหรับการบำบัดด้วยยีนของ Lyfgenia ว่าอาจมีความเสี่ยงเรื่องมะเร็งเลือด และต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพเรื่องความเสี่ยงโรคมะเร็งไปตลอดชีวิต ขณะที่ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจีโนมโดยไม่ได้ตั้งใจจากการบำบัดของ Casgevy</p><p><br></p><p>ที่มา:<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.voathai.com/a/us-approves-two-gene-therapies-for-sickle-cell-disease/7390449.html">https://www.voathai.com/a/us-approves-two-gene-therapies-for-sickle-cell-disease/7390449.html</a></p><p><br></p><p>นางสาว มัชฌิมา จันทร์รุ่งเรือง เลขที่ 13 4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2006470961/1a7d06f30567e99f4ae23b6423f58f87/IMG_20231218_131813.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:26:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035124</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้าวแปลงร่าง(ข้าวทอง)🍚</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035492</link>
         <description><![CDATA[<p>พืช GMO หรือ พืชดัดแปรพันธุกรรม</p><p><br/></p><p>         คือ พืชที่ได้รับการคัดเลือกให้มาผ่านกระบวนการทางพันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) เพื่อที่จะให้พืชชนิดนั้นมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่จำเพาะเจาะจงตรงตามความต้องการ พืชดัดแปรพันธุกรรม ซึ่งอาจเป็นข้อดีคือ  มีความต้านทานต่อแมลงศัตรูพืช คงทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนสารโภชนาการหรือชีวโมเลกุลบางชนิด เช่น วิตามิน โปรตีน ไขมัน เป็นต้น พืชดัดแปรพันธุกรรมถือเป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ (GMOs – Genetically Modified Organisms) ประเภทหนึ่ง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ข้าว GMOs                                                 เราสามารถทำให้ได้ข้าวที่มีลักษณะที่ดีขึ้น มีความต้านทานต่อสภาพอากาศ  สามารถทนแล้ง ทนเค็มได้ หรือ ทำให้มีสารอาหารเพิ่มขึ้นอย่างบีต้าแคโรทีน (beta-carotene) ที่เป็นสารเริ่มต้น (precursor) ของวิตามิน A ได้</p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.scimath.org/lesson-biology/item/8800-gmo">https://www.scimath.org/lesson-biology/item/8800-gmo</a></p><p>นาย ภูมินทร์ ทองทิพย์ เลขที่22 ม.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258032672/546c6f37bdb1bb34b4375178b1fd821f/inbound6547491573604831498.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:27:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035492</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ซากฟอสซิลยืนยัน &quot;ฉลามมีปีก&quot; บินร่อนในทะเลได้เหมือนกระเบนราหู เมื่อ 93 ล้านปีก่อน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035796</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ทีมนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติจากฝรั่งเศส เยอรมนี และเม็กซิโก เผยผลวิเคราะห์ซากฟอสซิลของ "ฉลามมีปีก" อายุเก่าแก่ 93 ล้านปี ในวารสาร Science โดยชี้ว่าเป็นฉลามรูปร่างประหลาดที่ไร้กระโดงหรือครีบหลัง แต่กลับมีครีบด้านข้างลำตัวที่ยาวและกว้างคล้ายปีกเครื่องบิน สามารถใช้ร่อนเหมือนกับบินในน้ำทะเลเช่นเดียวกับกระเบนราหูได้</strong></p><p>ฉลามโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วดังกล่าวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aquilolamna milarcae มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสที่ไดโนเสาร์ครองโลก ก่อนที่กระเบนราหูซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของฉลามจะถือกำเนิดขึ้นมาหลายสิบล้านปี</p><p>ฉลามมีปีกชนิดนี้เป็นฉลามที่กรองกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเหมือนกับฉลามวาฬ อาศัยอยู่ในบริเวณ Western Interior Seaway ซึ่งเป็นช่องที่น้ำทะเลไหลเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ จนกลายเป็นทางน้ำเชื่อมต่ออ่าวเม็กซิโกและมหาสมุทรอาร์กติกในยุคโบราณ </p><p>(นางสาวเสาวนี ชายเชื้อ) <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bbc.com/thai/international-56452643">https://www.bbc.com/thai/international-56452643</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2193588077/4a2fca14bf2c2dd4656838fa1fa85f96/IMG_1325.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:27:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035796</guid>
      </item>
      <item>
         <title>องุ่นเคียวโฮและองุ่นไซมัสคัส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035834</link>
         <description><![CDATA[<p>ประโยชน์ขององุ่น</p><p><strong>1. ช่วยบำรุงผิวพรรณ</strong></p><p>องุ่นไซมัสคัส อุดมไปด้วย วิตามิน C &nbsp;สูง ซึ่งมีคุณสมบัติต่อต้านสารอนุมูลอิสระ &nbsp;และ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนในชั้นเซลล์ผิว เมื่อรับประทานแล้ว จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเปล่งปลั่ง สุขภาพดี</p><p><strong>2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง</strong></p><p>เนื่องจาก องุ่นไชน์มัสแคท มีวิตามิน C และ สารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มให้แข็งแรง ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เป็นต้น</p><p><strong>3. ป้องกันโรคกระดูกพรุน</strong></p><p>วิตามินอีกหนึ่งชนิด ที่มีอยู่ในองุ่นไซมัสคัส คือ วิตามิน K ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญคือ ช่วยสะสมแคลเซียมไปยังเนื้อเยื่อกระดูก เมื่อรับประทานองุ่นชนิดนี้บ่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายสามารถสะสมแคลเซียมได้ดี ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนในกลุ่มผู้สูงอายุได้</p><p><strong>4. ทำอาหารคาวหวานได้</strong></p><p>ด้วยความที่มีรสหวาน กรอบอร่อย ไม่เหมือนองุ่นชนิดอื่น ๆ ทำให้คนนิยมนำ องุ่นไซมัสคัส มาทำเป็น อาหาร ของหวาน และ น้ำผลไม้ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สลัด มูส แยม เค้ก ไอศกรีม น้ำองุ่นไซมัสคัส ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้มีประโยชน์มากกว่าการนำมากินเป็นแค่ผลไม้</p><p>ที่มา:<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.sgethai.com/article/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%9E/">https://www.sgethai.com/article/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%AA-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C-%E0%B8%9E/</a></p><p>น.ส.อิสราพร ศรีชาย เลขที่19 มา.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031212/9982f690118129649107fdce3e7c97f0/IMG_1393.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:27:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828035834</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โรคฮีโมฟีเลีย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828036974</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคฮีโมฟีเลียเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เลือดจะไม่สามารถแข็งตัวได้อย่างปกติ ทำให้มีเลือดออกที่ไม่สามารถควบคุมได้ในกรณีที่มีความรุนแรง โดยอาจเกิดขึ้นได้เองหรือเกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียไม่ได้มีเลือดออกมากหรือเร็วกว่าคนปกติแต่มีเลือดออกเป็นระยะเวลานานกว่าคนปกติ และการมีเลือดออกซ้ำ ๆ สามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณข้อต่อของผู้ป่วย</p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.synphaet.co.th/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2-hemophili/">https://www.synphaet.co.th/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AE%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%9F%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2-hemophili/</a></p><p>นางสาวกนิฐยา ไร่ใหญ่ ม.4/1 เลขที่7</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258032854/54411493325b73d0c2d9c26501029316/IMG_6447.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:29:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828036974</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผลวิจัย Normal Flower and Fasciated Flower</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828037067</link>
         <description><![CDATA[<p>ดอกไม้ธรรมดาและดอกไม้หลงใหล ความหลงใหลในพืชคือการกลายพันธุ์ที่ แปลกประหลาดในเนื้อเยื่อ (จุดที่เติบโต) ส่งผล ให้ก้านดอกแบน ดอกไม้ ผลไม้ และราก บิดเบี้ยว นอกจากนี้ยังสามารถนำไปสู่วงแหวนของ ดอกไม้เล็ก ๆ ที่ล้อมรอบดอกไม้หลัก ซึ่ง เรียกว่า 'แม่ไก่และลูกไก่' และสามารถ เห็นได้ในภาพ Veronicastrum บางส่วน ด้านล่าง เนื้อเยื่อเจริญคือส่วนที่เซลล์แบ่งตัว อย่างแข็งขันเพื่อเติบโตหรือสร้างดอกและใบ ใหม่ การรบกวนกระบวนการนี้อาจนำไปสู่ การแบ่งเซลล์ที่รุนแรงขึ้นและเกิดขึ้น ในลักษณะจับจดซึ่งนำไปสู่การบิดเบือน โดย พื้นฐานแล้วจุดที่กำลังเติบโตจะสิ้นสุดลงเป็นจุด และก่อตัวเป็นหงอนไก่แทน สำหรับพืชหลายชนิด อาการนี้มักสังเกตได้จากดอกไม้ ซึ่ง ต่อมาจะเกิดผลบิดเบี้ยว แต่สำหรับกระบองเพชรและ เฟิร์นมักพบเห็นได้ในใบไม้</p><p>สาเหตุ ทางพันธุกรรม ในพืชบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง (Glycine max) ความพังทลายเกิดจากยีนด้อยเพียงยีน เดียว ซึ่งหมายความว่าความหลงใหลจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อทั้งพ่อและแม่ของพืชมียีนนั้นและถ่ายทอด ต่อไป ความเป็นส่วนตัวและคุกกี้: ไซต์นี้ใช้คุกกี้ การใช้เว็บไซต์</p><p>นางสาว สิริยากร สำราญ ม4/1 เลขที่28</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031301/8432968ca2afccb6e415381605e7235e/IMG_0079.png" />
         <pubDate>2023-12-18 06:29:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828037067</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โรคตาบอดสี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828037823</link>
         <description><![CDATA[<p>ตาบอดสี คืออะไร?</p><p><br></p><p>โรคตาบอดสี (Color Blindness) ภาวะพร่องการมองเห็นสี ผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะมีการมองเห็นสีบางสีได้ไม่ชัดเจนหรือผิดเพี้ยนไปจากผู้มีสายตาปกติ โดยส่วนใหญ่มักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ผู้ที่เป็นตาบอดสีจะยังคงมองเห็นภาพได้ชัดเจน แต่เห็นสีต่างๆ ผิดจากคนปกติ โดยไม่สามารถมองเห็น สีแดง สีเขียว หรือสีน้ำเงินได้ชัดเจน</p><p><br></p><p>ตาบอดสี เกิดจากอะไร?</p><p><br></p><p>สาเหตุของการเกิดโรคตาบอดสีนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เป็นได้ตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นได้ในภายหลัง ดังนี้</p><p><br></p><p>•กรรมพันธุ์ หรือเป็นตาบอดสีมาแต่กำเนิด เป็นสาเหตุหลักที่พบได้มากที่สุด โดยอาการที่พบบ่อยคือ บอดสีเขียวและสีแดง โดยพบในเพศชาย 7% และในเพศหญิงประมาณ 0.5-1%</p><p>•อายุ อายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ไปตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น</p><p>โรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น โรคต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก</p><p>โรคอื่นๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน</p><p>•สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ การได้รับบาดเจ็บที่บริเวณดวงตาจากอุบัติเหตุ การได้รับสารเคมีเป็นระยะเวลานาน ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค เป็นต้น</p><p>อาการของโรคตาบอดสี</p><p><br></p><p>อาการของโรคตาบอดสี จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้</p><p><br></p><p>ระดับน้อย สีภาพที่เห็นอาจไม่เหมือนคนทั่วไป แต่สามารถบอกได้ว่าน่าจะเป็นสีอะไร</p><p>ระดับปานกลาง ความสามารถในการแยกสีน้อยลง</p><p>ระดับรุนแรง เห็นทุกอย่างเป็นสีขาวกับดำ ซึ่งระดับนี้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก</p><p><br></p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.sikarin.com/health/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3">https://www.sikarin.com/health/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3</a></p><p><br></p><p>นายชัชพงศ์ ขาวแดง ม.4/1 เลขที่33</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2222985566/063bf989c4228a32f495faec717a1b37/273000354_5039324802784485_5248822378167334888_n_jpg.webp" />
         <pubDate>2023-12-18 06:30:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828037823</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ม้าน้ำเรืองแสง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038027</link>
         <description><![CDATA[<p>ปลาม้าลายเรืองแสงเป็น ปลาที่ไม่ได้พบเห็นในธรรมชาติ(แน่นอน) เพราะมันเกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม โดยนำยีนจากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลชนิดพิเศษ ซึ่งควบคุมการสร้างโปรตีนที่เรืองแสงได้เองตามธรรมชาติใน ไปใส่ไว้ในสายของดีเอ็นเอที่ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลาม้าลาย จึงทำให้ปลาม้าลายซึ่งปกติมีลักษณะใสและไม่เรืองแสง เปลี่ยนแปลงลักษณะกลายไปเป็นปลาม้าลายที่เรืองแสงได้ เช่นเดียวกับ แมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลที่เป็นเจ้าของดีเอ็นเอนั้นๆ โดยการทดลองนี้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดยทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย แห่งชาติสิงคโปร์นำโดย ดร. ซีหยวน กง (Dr. Zhiyuan Gong) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ปลาม้าลายเรืองแสงเหล่านี้เป็นตัวสภาพ ความเป็นพิษของแหล่งน้ำ</p><p><br></p><p>ปัจจุบันมีการซื้อขายปลาม้าลาย เรืองแสงสีแดงในชื่อ โกลฟิช (GloFish) เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม 2004โดยก่อนหน้านั้น มีการทดลองเพื่อตรวจสอบประเมินความเสี่ยงอย่างเข้มงวดเป็นเวลานานกว่า 2 ปี จนในที่สุด องค์การอาหารและยา (Food and Drug Administration, FDA) ของประเทศสหรัฐฯ ก็อนุญาตให้จำหน่ายได้ โดยระบุชัดเจนว่า "ไม่มีหลัก ฐานว่าปลาม้าลายดังกล่าวมีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าปลาม้าลายทั่วไปแต่ อย่างใด"</p><p>ที่มา:<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.sanook.com/campus/943557/">https://www.sanook.com/campus/943557/</a></p><p>ชื่อ:น.ส.ปณิตตรา  ศรีลับขวา เลขที่39 ชั้น ม.4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031311/a2784d30c71166dac5567c8d982769ea/inbound978773597494587776.png" />
         <pubDate>2023-12-18 06:31:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038027</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038439</link>
         <description><![CDATA[<p>นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮิโรชิมาได้ใช้เทคโนโลยีการแก้ไขจีโนม (genome) หรือ TALENs เพื่อพัฒนาไข่ไก่ที่ไม่มีโปรตีนโอโวมิวคอยด์ (ovomucoid) เพื่อให้ปลอดภัยสำหรับผู้ที่แพ้ไข่ขาว</p><p>โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำปฏิกิริยามากเกินไปต่อโปรตีนที่พบในไข่ไก่นั้น ทำให้คนเราสามารถแพ้ไข่ขาวหรือไข่แดงได้ แต่การแพ้ไข่ขาวนั้นพบได้บ่อยกว่า และโดยปกติแล้วมักพบในช่วงวัยเด็กก่อนเป็นวัยรุ่น ซึ่งอาการของการแพ้ไข่ขาวจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่ลมพิษ คัดจมูก คลื่นไส้อาเจียน ไปจนถึงปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตซึ่งต้องได้รับการรักษาพยาบาลทันที</p><p>โดยอาการแพ้ไข่ขาวนี้ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ที่มีผู้ที่มีอาการแพ้ต้องใส่ใจกับอาหารต่าง ๆ มากขึ้นกว่าคนทั่วไป แต่ในตอนนี้นักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขจีโนม เพื่อพัฒนาไข่ไก่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น</p><p>นักวิจัยมหาวิทยาลัยฮิโรชิมา (Hiroshima University) ได้ใช้เทคโนโลยีการแก้ไขจีโนม (genome) หรือ Transcription activator-like effector nucleases (TALENs) เป็นเอนไซม์เทียมที่ออกแบบมาเพื่อตัด DNA ที่ลำดับเฉพาะ ทำลายสายคู่ของ DNA เมื่อเส้นใยขาดเซลล์จะตอบสนองโดยเริ่มกลไกการซ่อมแซมเพื่อให้ทั้ง 2 ด้านของส่วนที่ขาดเชื่อมต่อกันใหม่ เพื่อพัฒนาไข่ไก่ที่ไม่มีโปรตีนโอโวมิวคอยด์ (ovomucoid - OVM) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 11% ของโปรตีนทั้งหมดที่พบในไข่ขาว เพื่อให้ปลอดภัยสำหรับผู้ที่แพ้ไข่ขาว</p><p>TALENs จะทำลาย RNA ของไก่ที่เรียกว่า exon 1 ซึ่งเป็นรหัสของโปรตีนเฉพาะ ไข่ไก่ที่แม่ไก่วางนั้นจะได้รับการทดสอบเพื่อหาโปรตีนโอโวมิวคอยด์ และโปรตีนโอโวมิวคอยด์ที่กลายพันธุ์ รวมถึงผลกระทบนอกเป้าหมายอื่น ๆ ซึ่งผลการทดสอบพบว่าไข่ไม่มีความปกติ และไม่มีร่องรอยของโอโวมิวคอยด์ หรือโปรตีนที่กลายพันธุ์ โดยผลลัพธ์เหล่านี้บ่งชี้ถึงความสำคัญของการประเมินความปลอดภัย และเผยให้เห็นว่าไข่ของไก่ที่ถูกทำลาย RNA จะช่วยแก้ปัญหาการแพ้อาหาร และวัคซีนได้</p><p>ในขั้นตอนต่อไป นักวิจัยจะประเมินคุณสมบัติทางกายภาพ และความเหมาะสมในการประมวลผลของไข่ไร้โปรตีนโอโวมิวคอยด์ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพผ่านการทดลองทางคลินิก อีกทั้งจะยังคงดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไข่ที่ช่วยลดอาการแพ้ต่อไป</p><p>ที่มาข้อมูล: <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.thaipbs.or.th/news/content/328156">https://www.thaipbs.or.th/news/content/328156</a></p><p> นาย ณัฐพล เสรีพงษ์ ม.4/1 เลขที่ 11</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258044591/6921d1eae0844782ee6b98d294584d18/IMG_7336.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:31:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038439</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การกลายพันธุ์ หรือ มิวเทชั่น (mutation) คือ สภาพของสิ่งมีชีวิตที่เกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่เกิดการกลายพันธุ์ (มิวเทชั่น, mutation)นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยเป็น หรือ แตกต่างไปจากประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น โดยเฉพาะ การเปลี่ยนแปลงของยีน(gene)ของสิ่งมีชีวิตนั้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038456</link>
         <description><![CDATA[<p>น.สนุชนารถ ม่วงน้อยเจริญ เลขที่5</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031746/1f5b686fdee73e5fbf65949574cc4cab/9936FFBF_C424_43BC_9119_266D27736A0F.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:31:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828038456</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039012</link>
         <description><![CDATA[<p>กระรอกเผือกได้ในที่ที่เขาอาศัยอยู่ โดยพบในสวนสาธารณะในเมือง แต่ภาพถ่ายที่น่าสนใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ที่มีการกลายพันธุ์ และหายากนั้นดูไม่ดีเท่าที่คุณจะจินตนาการได้&nbsp;ซึ่งสัตว์ที่น่ารักเหล่านี้มักถูกนำมาเปรียบเทียบกับหนู ที่มีอยู่ทั่วเมือง</p><p>Tim Clifton&nbsp;&nbsp;เขาสามารถถ่ายภาพสัตว์เผือกหายากนี้ได้ ซึ่งเขาเคยเห็นหลายครั้งในสวนสาธารณะของเมือง Hastings&nbsp;&nbsp;ตอนแรกที่เขาเห็นมัน ก็ไม่แน่ใจว่ามันคือสัตว์เผือกชนิดใด และเข้าใจผิดว่าเป็นนกนางนวลด้วยซ้ำ&nbsp;เมื่อหาข้อมูลก็พบว่า มันเป็นกระรอกขาว เขาจึงถ่ายรูปขณะที่เจ้ากระรอกเผือกตัวนี้ กำลังขออาหารจากชายคนหนึ่ง</p><p>"กระรอกเป็นสัตว์ขี้อาย แต่เจ้าตัวนี้กล้าหาญมาก โพสท่าต่อหน้าผมอย่างมั่นใจ ผมโชคดีอย่างไม่น่าเชื่อเลย การได้ถ่ายรูปกระรอกเผือกต่อหน้าถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก”</p><p>ซึ่งภาวะผิวเผือกเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างเม็ดสี ซึ่งอัตราการเกิดกระรอกเผือกมีเพียงแค่ 1 ต่อ 100,000 ตัวเท่านั้นเอง นั่นกลับข้อเสียมากกว่า มันผิดธรรมชาติ ทำให้มันอยู่ยากในธรรมชาติ&nbsp; สีขนทีเคยซ่อนพรางไปกับสภาพแวดล้อมในสัตว์บางประเภท หากเปลี่ยนเป็นสีขาวเด่นชัด มันย่อมเป็นเป้าที่มองเห็นได้ชัดเจน สำหรับสัตว์ที่เป็นเหยื่อของสัตว์อื่นมันย่อมจะถูกล่าได้ง่ายกว่าเดิม เพราะการซ่อนพรางสีขาวเอาไว้คงเป็นเรื่องยากมาก</p><p><br></p><p>นายนพรุจ นบนอบ เลขที่25 เลขที่4/1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031423/6cce0b81293301f23d58303eddd66a1a/inbound4277660627195844921.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:32:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039012</guid>
      </item>
      <item>
         <title>&#39;เพนกวินสีเหลือง&#39; ครั้งแรกของโลก สุดหายาก หนึ่งในแสนเท่านั้น!</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039104</link>
         <description><![CDATA[<p>แน่นอนว่าหลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับ “เพนกวิน” นกที่บินไม่ได้ ด้วยลักษณะที่แสนจะน่ารักที่มาพร้อมกับสีขาวดำประจำตัวที่เหมือนกับว่าพวกมันจะสวมชุด ‘ทักซิโด้’ คลุมตลอดเวลา แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากสีขาวดำสุดคลาสสิคแล้วยังมี “เพนกวินสีเหลือง” อยู่บนโลกใบนี้ด้วยย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 อีฟ อดัมส์ ไกด์นำเที่ยวและช่างภาพสัตว์ป่าชาวเบลเยี่ยม ได้ออกเดินทางสำรวจระยะเวลานานกว่า 2 เดือนในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ เพื่อถ่ายภาพสัตว์และบรรยากาศต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาได้แวะที่เกาะแห่งหนึ่งในเซาท์จอร์เจีย เพื่อถ่ายภาพฝูงเพนกวินราชา ที่อยู่รวมกันมากกว่า 120,000 ตัว</p><p><br></p><p>     ในขณะที่พวกเขาขนของและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ อดัมส์ก็ได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดสายตาของเขาเป็นอย่างมาก ปกติแล้วเพนกวินราชาจะมีสีขาวดำ แต่เพนกวินตัวที่เขาเห็นกลับมีสีขาวเหลือง “ผมไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับนกเพนกวินสีเหลืองมาก่อน” อดัมส์กล่าว “มีพวกมันอยู่ราว 120,000 ตัว บนชายหาดนั่นแต่มันกลับเป็นเพนกวินสีเหลืองตัวเดียวที่นั่น”อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการพบเห็นนกเพนกวินสีเหลืองในประวัติศาสตร์เนื่องจากมีการศึกษาเกี่ยวกับ ภาวะ Leucism หรือ ภาวะด่าง ในเพนกวินตั้งแต่เมื่อปี 2543 แต่ไม่มีการรูปภาพเป็นหลักฐานปรากฏ นี่จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถบันทึกภาพไว้ได้</p><p><br></p><p>ทั้งนี้ภาวะด่างนั้นเกิดจากจากความผิดปกติเฉพาะการสร้างเม็ดสีบนลำตัวสัตว์ ที่ทำให้เซลล์ผิวหนังมีเม็ดสีน้อย โดยเป็นลักษณะผิดปกติของการสร้างเม็ดสีที่เกิดเฉพาะบนลำตัว ทำให้มีสีผิวขาวซีด แต่ยังคงมีการสร้างสีเข้มในเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้ดวงตาเป็นสีดำสนิท ซึ่งแตกต่างจาก ภาวะผิวเผือก ที่ดวงตาจะเป็นสีแดง</p><p>     นายธนวัฒน์ ศรีศิริ ม.4/1 เลขที่26</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2222985919/6dce8f9135ed7293c8515bf5e8eb8e3e/inbound9164957219645052966.png" />
         <pubDate>2023-12-18 06:32:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039104</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โลมาสีชมพู</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039537</link>
         <description><![CDATA[<p>โลมาสีชมพูยิ่งมีอายุมากจะมีสีสว่างขึ้น จนถึงเป็นสีชมพู สีชมพูนี้ไม่ได้มาจากเซลเม็ดสี แต่มาจากสีของหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะที่อุณหภูมิของร่างกายสูงเกินไป</p><p><br>พฤติกรรมโดยทั่วไป ชอบอยู่บริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณที่มีความลึกไม่เกิน 20 เมตร บริเวณที่โลมาอาศัยอยู่มักจะพบว่า ชายฝั่งทะเลนั้นจะมีป่าชายเลนอยู่ด้วยเสมอๆ&nbsp; แต่จะต้องอยู่ในบริเวณน้ำตื้นเท่านั้น&nbsp; โลมาสายพันธุ์นี้ชอบอาศัยประจำที่หรือมีการย้ายที่อพยพน้อยมากและอาศัยไม่ห่างจากชายฝั่งเกินระยะ 1 กิโลเมตร ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้โดยง่าย โดยมักจะพบเห็นตั้งแต่ตอนเช้า จะอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 10 ตัว ว่ายน้ำช้า ประมาณ 4.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะดำน้ำประมาณ 40-60 วินาที ก่อนจะโผล่ขึ้นมาหายใจ&nbsp; บางครั้งมีพฤติกรรมดุร้าย <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://www1a.biotec.or.th/BRT/index.php/2010-08-09-09-38-28/170-qpinky-dolphinq-hero-of-khanome-">โดยเฉพาะ</a>เมื่อมีผู้ล่าเข้ามา</p><p>น.ส.นงนภัส สุตระ เลขที่2<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="http://www1a.biotec.or.th/BRT/index.php/2010-08-09-09-38-28/170-qpinky-dolphinq-hero-of-khanome-">1</a></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031592/41c639fdf18be20617b594cb3fd14e66/IMG_1599.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:33:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828039537</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สาเหตุการกลายพันธุ์เเละสูญพันธุ์ของเเมมมอส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828041168</link>
         <description><![CDATA[<p>ยีนมิวเทชัน กับการสูญพันธุ์ของแมมมอธ</p><p>ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กลีย์ ตีพิมพ์รายงานการศึกษาหาสาเหตุการสูญพันธุ์ของช้างโบราณ แมมมอธ พบว่าสาเหตุใหญ่เกิดจาก การกลายพันธุ์ หรือมิวเทชันของยีนของแมมมอธรุ่นสุดท้าย เมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อน</p><p>คณะนักวิทยาศาสตร์ นำโดย รีเบคาห์ โรเจอส์ (Rebekah Rogers) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์รายงานในวารสาร Plos Genetics (วันที่ 2 มีนาคม 2560) เปรียบเทียบยีนของแมมมอธตัวหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 4,300 ปีก่อน กับยีนของแมมมอธอีกตัวหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 45,000 ปีก่อน พบว่ายีนของแมมมอธตัวแรก เกิดการกลายพันธุ์ หรือมิวเทชันอย่างรุนแรง จนกระทั่งแมมมอธรุ่นสุดท้าย มีปัญหาทางด้านร่างกาย และการทำงานของระบบประสาท ดังเช่น การได้กลิ่น และระบบร่างกาย ดังเช่น ปัสสาวะที่มีความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกลุ่มกัน และการหาคู่</p><p>แมมมอธ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายช้าง มีงายาว ขนยาวปกคลุมทั้งตัว ตามหลักฐานของซากแมมมอธโบราณ พบว่ามีอยู่มากบนโลก ตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 ล้านปีมาแล้ว และยังมีอยู่จนกระทั่งถึงยุคประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เมื่อประมาณ 4,500 ปีก่อน แต่เหลืออยู่เป็นจำนวนน้อยเพียงไม่กี่พันตัว จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในที่สุด</p><p><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.thairath.co.th/scoop/1165853">https://www.thairath.co.th/scoop/1165853</a></p><p>น.ส.ปรียาภรณ์ เปลี่ยนวงศ์ ม.4/1 เลขที่12</p>]]></description>
         <enclosure url="https://www.thairath.co.th/scoop/1165853" />
         <pubDate>2023-12-18 06:36:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828041168</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สตรอเบอรี่กลายพันธุ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828041178</link>
         <description><![CDATA[<p>สตรอว์เบอร์รี่ มีลักษณะพิเศษกว่าพืชชนิดอื่นการขยายสามารถ ทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนำไปใช้ประโยชน์และลักษณะประจำพันธุ์ ซึ่ง การขยายพันธุ์ สตรอว์เบอร์รี่ มีวิธีดังต่อไปนี้การเพาะเมล็ด &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมล็ดของสตรอว์เบอร์รี่โดยทั่วไปมีความงอกพอใช้ได้ แต่สายพันธุ์สตรอว์เบอร์รี่ไม่สามารถผสมพันธุ์ให้เหมือนพันธุ์เดิมได้เสี่ยงในการกลายพันธ์และต้นทุนสูง วิธีนี้จึงมักใช้ในการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ๆ นอกจากนั้นยังใช้ในกรณีที่ไม่มีการผลิตไหล โดยการคัดแยกเมล็ดออกจากเนื้อผลไปเพาะให้เกิดเป็นต้นกล้า เพื่อนำไปปลูกในดิน น.ส.กมลชนก ทองทิพย์เลขที่20 4/1&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031664/7ce725882f13aaffec0bbceb47cfca34/IMG_5029.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:36:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828041178</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828045315</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>เหตุการณ์ </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://hilight.kapook.com/view/57132"><strong>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิชิระเบิด</strong></a><strong> ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ล่วงผ่านไปกว่า 4 ปีแล้ว (เหตุการณ์เกิดวันที่ 11 มีนาคม 2554) แม้ข่าวจะเริ่มเงียบหายไปตามกาลเวลา แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์ยังคงทิ้งหลักฐานฟ้องมาจนถึงบัดนี้ และนี่คือ "ดอกเดซี่กลายพันธุ์" ผลจากกัมมันตภาพรังสีในการระเบิดครั้งนี้</strong></p><p><br></p><p><strong>เว็บไซต์ </strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.kapook.com/webout.php?url=http://fukushima-diary.com/2015/07/photo-deformed-shasta-daisy-in-nasushiobara-city-0-5-%CE%BCsvh-at-1m-above-the-ground/"><strong>fukushima-diary</strong></a><strong> เผยภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุว่าเป็นภาพที่ชาวบ้านในเมืองนาสุชิโอะบาระ ในจังหวัดโทชิกิ ซึ่งอยู่ประชิดกับจังหวัดฟุกุชิมะ ถ่ายไว้ได้ กอดอกเดซี่ที่ดูเผิน ๆ เหมือนสวยงามเป็นปกติดี แต่สังเกตใกล้ ๆ จึงเห็นว่า บางดอกมีรูปร่างประหลาด เหมือนมี 2 ดอกงอกเบียดขึ้นมาพร้อมกัน</strong></p><p><br></p><p><strong>นี่เป็นตัวอย่างอันตรายจากภัยเงียบที่มองไม่เห็น มันเริ่มปรากฏผลแล้วในดอกไม้ แล้วสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่โดยรอบ ต่อไปจะเป็นอย่างไรกัน ?</strong></p><p><br></p><p><strong>โดย นางสาวชญาดา เล่เล็ก เลขที่32</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258045061/1f69079fe798688ed46b4ac400102d6f/IMG_6913.jpeg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:42:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828045315</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พฤติกรรมกินพี่น้องร่วมท้องของตัวอ่อน อาจทำให้ฉลามยักษ์ &quot;เม็กกาโลดอน&quot; มีขนาดมหึมา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828056692</link>
         <description><![CDATA[<p>ทีมนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ สันนิษฐานว่า การที่ฉลามยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ "เม็กกาโลดอน" มีขนาดมหึมาจนกลายเป็นปลานักล่าขนาดใหญ่ที่สุดในท้องทะเลนั้น อาจเป็นผลมาจากการที่ตัวอ่อนซึ่งกำลังเติบโตอยู่ในมดลูกของแม่ปลามีพฤติกรรมกินไข่ใบอื่น ๆ ที่ยังไม่ฟักในท้องแม่</p><p><br/></p><p>งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Historical Biology โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดอโปล ในนครชิคาโก ของสหรัฐฯ ค้นพบเรื่องนี้ระหว่างการศึกษาเรื่องขนาดที่แท้จริงของฉลามเม็กกาโลดอน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบขนาดและรูปทรงฟันของฉลามเม็กกาโลดอน ซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว กับฉลามที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันในกลุ่มเดียวกันที่เรียกว่า "อันดับปลาฉลามขาว" (lamniform sharks) อาทิ ฉลามขาว (Carcharodon carcharias), ฉลามบาสกิน (Cetorhinus maximus), ฉลามเมกาเมาท์ (Megachasma pelagios) และฉลามมาโก (Isurus spp.) เป็นต้น</p><p><br/></p><p>4 เรื่องจริงของฉลามยักษ์ "เม็กกาโลดอน" ที่ต่างจากหนังดังอย่างสิ้นเชิง</p><p>หัวขโมยฉกฟอสซิลฟันฉลามยักษ์ "เม็กกาโลดอน" จากแหล่งมรดกโลกออสเตรเลีย</p><p>นักดำน้ำตะลึงพบฉลามขาวใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของโลกนอกชายฝั่งฮาวาย</p><p>ทีมนักวิจัยพบว่า ฉลามเม็กกาโลดอน น่าจะมีลำตัวยาวประมาณ 50 ฟุต หรือกว่า 15 เมตร</p><p><br/></p><p>ศาสตราจารย์เคนชู ชิมาดะ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดอโปล หัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้เผยให้เห็นชัดเจนว่าฉลามเม็กกาโลดอนมีขนาดใหญ่โตเพียงใด</p><p><br/></p><p>ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนขนาดและรูปร่างของฉลามเม็กกาโลดอนโดยประเมินจากฟอสซิลฟันที่พบ ว่าน่าจะมีลำตัวยาวประมาณ 16-18 เมตร เท่ากับรถเมล์สองชั้นจำนวนสองคันต่อกัน และอาจมีน้ำหนักได้ถึง 100 ตัน</p><p><br/></p><p>ที่มา : <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bbc.com/thai/features-54426447">https://www.bbc.com/thai/features-54426447</a></p><p>น.ส.สุมิตรา บุญส่ง ม.4/1 เลขที่37</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258038179/2f197164632a99f71dc2e238393a52dc/inbound1392942765677373280.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 06:58:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828056692</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เเมวสกอตติชโฟลด์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828092798</link>
         <description><![CDATA[<p>สกอตติชโฟลด์ เป็นแมวอีกหนึ่งพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากเหล่าคนรักแมว เพราะพวกมันมีหน้าตาบ้องแบ๊ว และมีใบหูที่พับลงมาเป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกระแสเรียกร้องให้เลิกเพาะพันธุ์แมวชนิดนี้ โดยสมาคมสัตวแพทย์อังกฤษ ระบุว่าการปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อให้ได้แมวที่มีลักษณะเฉพาะตัวเช่นนี้ ทำให้แมวที่เกิดมามีความผิดปกติทางพันธุกรรม ส่งผลให้เกิดโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานแก่พวกมัน</p><p><br/></p><p>สกอตติชโฟลด์ มีถิ่นกำเนิดในสกอตแลนด์ ใบหูที่พับลงมาจนเป็นเอกลักษณ์ของแมวพันธุ์นี้เกิดจากการกลายพันธุ์ สมาคมสัตวแพทย์อังกฤษ ระบุว่า ยีนที่ให้กระดูกอ่อนที่หูแมวผิดปกติและพับลงนั้น ยังส่งผลต่อกระดูก และทำให้พวกมันเสี่ยงเป็นโรคที่เจ็บปวด เรื้อรัง และรักษาไม่หาย เช่น โรคข้ออักเสบด้วย</p><p>ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-39747697</p><p>อรปรียา หลานน้อย ม.4/1 เลขที่38</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2258031295/1601f0cca585e46a206146148bb69f91/inbound6578792507540250810.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 07:45:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828092798</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โรคธาลัสซีเมีย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828335039</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคธาลัสซีเมียคืออะไร</p><p><br></p><p>          ธาลัสซีเมีย คือ โรคในกลุ่มพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติกับเม็ดเลือดแดง ทำให้การสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย โดยยีนธาลัสซีเมียอาจเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคก็ได้ และถ้ายีนธาลัสซีเมียเป็นโรคขึ้นมา อาการของโรคก็จะมีความรุนแรงต่างกัน บางรายอาจอยู่ในภาวะโลหิตจางน้อย แต่บางรายก็ต้องทนทรมานกับภาวะโลหิตจางมาก หรืออาจมีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตเลย­ก็มี</p><p><br></p><p>พาหะธาลัสซีเมียมีกี่ชนิด</p><p><br></p><p>          อันที่จริงแล้วพาหะธาลัสซีเมียมีอยู่หลายชนิด แต่ทางการแพทย์ได้แบ่งชนิดของธาลัสซีเมียออกเป็น 2 กลุ่ม ตามยีนที่เปลี่ยนแปลงไปดังนี้</p><p><br></p><p>           1. พาหะกลุ่มยีนอัลฟา - ธาลัสซีเมีย (a - thalassemia) แยกเป็นอัลฟา-ธาลัสซีเมีย 1, และอัลฟา-ธาลัสซีเมีย 2, ฮีโมโกลบิน และคอนสแตนต์สปริง</p><p><br></p><p>           2. พาหะกลุ่มยีนเบต้า - ธาลัสซีเมีย (b - thalassemia) แยกออกเป็นเบต้า - ธาลัสซีเมีย และฮีโมโกลบิน อี</p><p><br></p><p>ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหรือพาหะต้องมีลักษณะอย่างไร</p><p><br></p><p>           1. ตัวซีดและอาจมีอาการตับม้ามโตร่วมด้วย</p><p>           2. คนในครอบครัวมีประวัติตัวซีด ตับและม้ามโต</p><p>           3. ทุกครั้งที่ป่วยหนัก ตัวจะซีดลงอย่างรวดเร็ว</p><p>           4. เคยมีประวัติบุตรเสียชีวิตในครรภ์ เนื่องจากภาวะทารกบวมน้ำ</p><p>           5. มีบุตรเป็นพาหะหรือโรคธาลัสซีเมีย</p><p>           6. ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดง (MCV &lt; 80 fL.)</p><p>           7. ผลตรวจเลือดด้วยวิธีทดสอบความเปราะของเม็ดเลือด (Osmotic fragility test) ให้ผลบวก หรือผลตรวจเช็กเม็ดเลือด Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ผลบวก</p><p><br></p><p>เป็นพาหะธาลัสซีเมียอันตรายไหม</p><p><br></p><p>          การเป็นพาหะโรคนี้ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพกับตัวคุณเอง คนเป็นพาหะธาลัสซีเมียสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่หากคุณแต่งงานกับคนที่มีพาหะธาลัสซีเมียชนิดเดียวกัน กรณีนี้โรคธาลัสซีเมียจะไปตกอยู่ที่บุตรหลานของคุณแทน ดังนั้นหากต้องการแต่งงาน ควรตรวจเช็กสุขภาพร่างกายให้แน่ชัดก่อน</p><p><br></p><p>ที่มา : <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://health.kapook.com/view117381.html#google_vignette">https://health.kapook.com/view117381.html#google_vignette</a></p><p><br></p><p>นาย ชาญณรงค์ สมหวัง ม.4/1 เลขที่34</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2193588781/b681592ad3a52886794c239ad48b517d/Thalassemia4.jpg" />
         <pubDate>2023-12-18 12:42:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/6540026215/zsgj8n5upjbbsyhw/wish/2828335039</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
