<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การปฏิรูปสมัย ร.5 ห้อง 8 by </title>
      <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-10-31 16:48:03 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-03-16 15:00:47 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ไปรษณีย์ไทย</title>
         <author>waruneelokaew</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2363648940</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</strong> ทรงจัดตั้งการไปรษณีย์ขึ้นในประเทศสยาม เพื่อดูแลกิจการไปรษณีย์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ เตรียมการจัดตั้งการไปรษณีย์ตามแบบอย่างในต่างประเทศ และดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์เป็นพระองค์แรก และได้เปิดรับฝากส่งหนังสือ (จดหมาย) ในเขตพระนครและธนบุรีเป็นการทดลองเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง เรียกว่า<strong> "ไปรษณียาคาร"</strong> ในวันเดียวกันยังมีการจัดตั้งกรมโทรเลข เพื่อดูแลกิจการโทรเลข ซึ่งเป็นการให้บริการการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการแรกของประเทศสยาม<br><br>ในปี พ.ศ. 2429 กรมโทรเลข (ซึ่งได้ก่อตั้งมาก่อนหน้านี้) ได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกระทรวงกลาโหมมาดำเนินการ และขยายบริการโดยเปิดให้ประชาชนได้เช่าใช้เครื่องโทรศัพท์ภายในกรุงเทพและธนบุรีเป็นครั้งแรก<br><br></div><div>ในปี พ.ศ. 2441 ได้มีการยุบรวมกิจการกรมโทรเลขเข้ากับกรมไปรษณีย์ ใช้ชื่อใหม่ว่า <strong>"กรมไปรษณีย์โทรเลข"</strong> โดยดำเนินกิจการไปรษณีย์ โทรศัพท์ และโทรเลข และได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ที่ถนนเจริญกรุง ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 ได้รับโอนคลังออมสินจากกรมพระคลังมหาสมบัติ มาดำเนินการรับฝากเงินจากประชาชน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2472 และได้แยกคลังออมสินออกไปจัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจในชื่อ ธนาคารออมสิน ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2490 และมีการโอนกิจการกิจการโทรศัพท์กรุงเทพฯ และธนบุรี ให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2497<br><br>ชื่อ-สกุล เลขที่<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.thaigoodview.com/files/u907/pyakarn.jpg" />
         <pubDate>2022-10-31 16:48:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2363648940</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปด้านการศึกษา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364566383</link>
         <description><![CDATA[<div>Timeline การปฏิรูปการศึกษาไทยในสมัยราชกาลที่ 5<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2414 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เรียบเรียงแบบเรียนหลวงขึ้น 1 เล่ม ชุดมูลบรรพกิจ เพื่อใช้เป็นบทหลักสูตรวิชาชั้นต้นปี เริ่มมีการจัดแบบเรียนหลักสูตรและการสอบไล่ จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดันทางการเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจากับมหาอำนาจตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูที่ประเทศอังกฤษ<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2423 จัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนสตรี<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2424 ปรับปรุงโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบให้เป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2427 กำหนดหลักสูตรชั้นประโยคหนึ่ง โดยอนุโลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกที่จัดให้มีการสอบไล่วิชาสามัญ และมีการกำหนดหลักสูตรชั้นประโยคสอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาสามัญศึกษา หมายถึง ความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้สำหรับเสมียนในราชการพลเรือนตามกระทรวงต่าง ๆ จัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง และแห่งแรก คือ โรงเรียนมหรรณพาราม<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาทั้งหมด ให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการอีกตำแหน่งหนึ่ง<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2432 รวมกรมศึกษาธิการเข้าไปอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ ตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้น เรียกว่า โรงเรียนแพทยากร ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลศิริราช ใช้เป็นที่สอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2435 ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา การพยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา จัดตั้งโรงเรียนมูลศึกษาขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นแห่งแรกที่ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส<br>&nbsp;<br>พ.ศ. 2459 จัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br><br>นายอัครัช โทบุรี เลขที่ 49 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.rimkhobfabooks.com/media/catalog/product/cache/1/image/9df78eab33525d08d6e5fb8d27136e95/9/7/978-616-500-200-4.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:54:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364566383</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568220</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การเลิกทาส</strong><br>ในการเลิกทาส ได้มีพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย พ.ศ. 2417 ระบุไว้ว่า<br>ลูกทาสที่เกิดปีมะโรง พ.ศ. 2411 คือ ปีที่เสวยราชย์นั้นและในปีต่อ ๆ มา ให้มีขั้นตอนของการลดค่าตัว จนกระทั่งอายุ 21 ปีเต็มแล้วทุกคนจะหมดค่าตัวเป็นอิสระทันที การที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับลูกทาสก่อนทาสประเภทอื่นเพราะเมื่อเกิดมาก็ต้องเป็นทาสทันที เมื่ออายุ 21 ปี ทุกคนจะเป็นอิสระ<br>นาย พงษ์ศกร ระแสนพรหม ม.5/8 เลขที่28<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869804010/76bbb16948ba26130222873a8c8937fe/56CD3611_7139_4B6A_8891_E951E29C327C.png" />
         <pubDate>2022-11-01 07:55:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568220</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568574</link>
         <description><![CDATA[<div>พระองค์ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานทั้งหมด&nbsp; โดยมีพระราชดำรัสเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาว่า <em>“ธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเป็นเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมและกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นก้มศีรษะ”</em> เป็นการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนจากการหมอบคลานเข้าเฝ้า เป็นการโค้งศีรษะตามอารยประเทศ<br>นาย วรธันย์ จูปราง เลขที่6 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://3.bp.blogspot.com/-HSc_5d4zqxo/WQ5jFgDUGEI/AAAAAAAArpE/mNBhDKkrLvgPmjlt06jdo5MoAr7UczLBgCLcB/s1600/14734267801473426998l.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:55:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568574</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วันเลิกทาส                                         1 เมษายน 2564. 1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนกโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้  นายศักดิ์นรินทร์ นราฤทธิ์ เลขที่32 ม.5/8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568595</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869804498/4aea9c92629490f5ef2488d38efabf8d/6a4cc413c25f8bcb55963438756f0a5c.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:55:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364568595</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปรับเปลี่ยนสถาบันที่สำคัญ ซึ่งส่งผล ให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยด้วย นั่นคือการปฏิรูประบบ บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งหัวใจคือการปฏิรูประบบภาษีและระบบ เทศาภิบาล ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจเก่าเข้ามาอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ การปฏิรูปอันนั้นทำให้รัฐบาลมีรายได้มาใช้จ่ายเพื่อพัฒนามากขึ้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569077</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ณัฐวุฒิ ศรีปานเงิน เลขที่ 23 5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869804046/1aae66b609f7d29084760331975c906f/inbound1316914468645674649.tmp" />
         <pubDate>2022-11-01 07:56:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569077</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569204</link>
         <description><![CDATA[<div>ทาส หมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือนสิ่งของของผู้อื่น ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่นโดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ(นายทาส)เช่น การรับใช้ทางด้านแรงงาน และหากไม่เชื่อฟังคำสั่ง อาจถูกลงโทษได้ตามแต่นายทาสจะกำหนด ยกเว้นเป็นการกระทำอันทำให้ถึงแก่ความตาย</div><div>ชนิดของทาส<br>ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่<br>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสสินไถ่- เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน<br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสในเรือนเบี้ย-เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้<br>3.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก - ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก่อต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป<br>4.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสท่านให้ - ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น<br>5.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ - ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ<br>6.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก - ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส<br>7.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทาสเชลย - ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้</div><div>การพ้นจากความเป็นทาส<br>การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้<br>1.โดยการหาเงินมาไถ่ถอน<br>2. การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส<br>3. ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้<br>4.แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส<br>5.นายทาสถูกข้อหากบฏ<br>6.การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเลิกทาส เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่ง ที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช”<br>สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมือง ของประเทศ เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทาสกันตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป<br>กฎหมายที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย 14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลด ต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้ อายุทาสถึง 100 ปี ก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต<br>ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่า เมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปีก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง<br>พอถึงปี พ.ศ. 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124” (พ.ศ. 2448) เลิกเรื่องลูกทาส ในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด</div><div>สาเหตุการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมสมัยรัชกาลที่ 5<br>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สาเหตุภายนอก<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การคุกคามของมหาอำนาจตะวันตก รัชกาลที่ 5 จึงทรงผ่อนปรนต่อการบีบบังคับของประเทศตะวันตกและเร่งปรับปรุงภายในประเทศให้เจริญก้าวหน้าขึ้น<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรับอิทธิพลแนวความคิดแบบตะวันตก โดยการเรียนรู้และศึกษาศิลปวิทยาการตลอดจนแนวความคิดแบบตะวันตกมากขึ้น<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเสด็จประพาสประเทศใกล้เคียง ทำให้เห็นความเจริญของประเทศเหล่านี้ จึงได้ทรงปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เจริญทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน<br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สาเหตุภายใน<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การมีไพร่และทาสทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าการเกณฑ์แรงงานของไพร่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การมีไพร่อยู่ในความดูแลเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ขุนนางผู้ใหญ่ใช้เป็นฐานกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมือง และล้มล้างพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การมีทาสทำให้ชาติตะวันตกดูถูกว่าเมืองไทยเป็นเมืองเถื่อนและอาจใช้เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองประเทศได้</div><div>การปฏิรูปสังคมไทยสมัยรัชกาลที่5<br>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเลิกระบบไพร่ เพื่อลดอิทธิพลอำนาจของมูลนายหรือขุนนางที่ควบคุมไพร่ และดึงกำลังคนให้มาอยู่ใต้ อำนาจการควบคุมของรัฐ โดยมีการดำเนินการเลิกไพร่ตามขั้นตอนดังนี้<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทรงจัดตั้งกองทหารหน้าขึ้นใน พ.ศ. 2413 โดยรับจากไพร่ที่มูลนายถึงแก่กรรม<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทรงตราพระราชบัญญัติทหารขึ้นใน พ.ศ. 2431 เพื่อฝึกทหารให้อยู่ใต้บังคับบัญชาเดียวกัน<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทรงออกพระราชบัญญัติเรียกเก็บเงินค่าราชการจากไพร่ปีละ 6 บาท<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทรงออกพระราชบัญญัติลักษณะการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 กำหนดให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุครบ18 ปีบริบูรณ์ ต้องรับราชการทหารคนละ 2 ปีแล้วปลดเป็นกองหนุน<br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเลิกทาส เพราะระบบทาสเป็นตัวการของความล้าหลังของสังคมไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเตรียมแผนการดำเนินการเลิกทาสอย่างมีขั้นตอน ดังนี้<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การออกประกาศให้ทำการสำรวจจำนวนทาสใน พ.ศ. 2417<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การประกาศใช้พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท พ.ศ. 2417 เป็นผลให้ลูกทาสลูกไทส่วน หนึ่งสามารถหาเงินมาไถ่ตนได้ และพระราชบัญญัติฉบับนี้ยังบังคับให้ลูกทาสลูกไทที่เกิดปี พ.ศ. 2411 เป็นอิสระทีเดียวในปี พ.ศ. 2432 คือมีอายุครบ 21 ปี<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การประกาศเลิกทาสในมณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ (มณฑลพายัพ) พ.ศ. 2443<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การประกาศแผนการเลิกทาสในมณฑลบูรพา พ.ศ. 2447<br>o&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การประกาศใช้พระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ศก 124 ใน พ.ศ. 2448</div><div>ผลกระทบของการเลิกทาสระบบไพร่และทาสต่อสังคมไทย<br>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เกิดแรงงานอิสระ ประชาชนเป็นอิสระในการดำเนินชีวิต<br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลดีต่อการปฏิรูประบบราชการแผ่นดินในรูปกระทรวง ทบวง กรม<br>3.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ราษฎรหันมาจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์และพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากขึ้น<br>4.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ราษฎรได้เป็นทหารอย่างแท้จริง<br>5.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลดอิทธิพลและอำนาจของขุนนางลงได้<br><br>นาย อภิรักษ์ เร่บ้านเกาะ เลขที่37</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.horonumber.com/upload/files/24f277ea6aa66f7e.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:56:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569204</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การสร้างทางรถไฟ ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569978</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อปี 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ – นครราชสีมาเป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร</div><div>&nbsp;</div><div>ในปี 2439 การก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา สำเร็จบางส่วนพอที่จะเปิดการเดินรถได้ ดังนั้นในวันที่ 26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างสถานีกรุงเทพฯ – อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ – อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2439 เป็นต้นไป โดยการรถไฟถือวันที่ 26 มีนาคมของทุกปีเป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ</div><div>&nbsp;</div><div>อย่างไรก็ตาม ในปี 2443 การสร้างทางรถไฟสายนครราชสีมาได้เสร็จเรียบร้อย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถสายนี้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2443 รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ทั้งสิ้น 265 กิโลเมตร สิ้นเงินในการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ 17,585,000 บาท<br><br><br>&lt;นาย.พิพัฒพงศ์ ชมเชย ม.5/8 เลขที่29&gt;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869803775/6918fe084d84bca48f129f1eb7193862/inbound1956238492247050240.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:57:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364569978</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเปลี่ยนแปลงในสมัยรัชกาลที่ ๕ จะพบว่า GDP เพิ่ม ๑ เท่าตัว จาก ๕,๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๑ หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมากในสมัยนั้น ขณะที่ GDP เพิ่ม ๑ เท่าตัว รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น ๑๐ เท่าตัว จาก ๗.๔ ล้านบาท เป็น ๑๔.๔ ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปฏิรูประบบ บริหารราชการแผ่นดิน </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570533</link>
         <description><![CDATA[<div>นายพีรพัฒน์ ไข่สุก ม.5/8 30</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706381470/002ab2e68eed04e4edac91b6c7dd1c41/A241E557_6141_49E1_B955_89D3DEC04FD7.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:57:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570533</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570861</link>
         <description><![CDATA[<div><br>นับตั้งแต่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2411&nbsp; ประชากรชาวสยามจำนวนกว่าหนึ่งในสามของทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นทาสทั้งสิ้น การที่ทาสมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีสาเหตุเพราะว่า ทาสนั้นเป็นกันตลอดชีวิต เมื่อหญิงชายที่เป็นทาสพบรักกันแล้วมีลูก ลูกที่กำเนิดออกมาก็จะกลายเป็นทาส เมื่อมีลูกสืบหลานก็จะเป็นทาสกันต่อไป ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br></div><div><br>ทาสที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสเรียกว่า "ทาสในเรือนเบี้ย" ซึ่งเป็นประเภทของทาสที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากสื่อสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ มีการนำเสนอชีวิตเกี่ยวกับทาสประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง<br><br></div><div><br>ทั้งนี้ประเภทของทาสไม่ได้มีแค่ทาสในเรือนเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด 7 ประเภทด้วยกัน &nbsp;<br>นาย อดิเทพ พาลเสือ เลขที่10<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869806877/a6d82a25a72c1d10653f8caab3ea2be1/750x422_873959_1585741130.webp" />
         <pubDate>2022-11-01 07:58:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570861</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570869</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br><br>นาย วิชยุตม์ พึ่งเกิด เลขที่8. 5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869803898/3263dd557df09c14ecf15298fca19907/3.png" />
         <pubDate>2022-11-01 07:58:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364570869</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364571114</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปการศึกษาไทยในสมัยราชกาลที่ 5<br>&nbsp;<br><strong>พ.ศ. 2414</strong> ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เรียบเรียงแบบเรียนหลวงขึ้น 1 เล่ม ชุดมูลบรรพกิจ เพื่อใช้เป็นบทหลักสูตรวิชาชั้นต้นปี เริ่มมีการจัดแบบเรียนหลักสูตรและการสอบไล่ จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดันทางการเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจากับมหาอำนาจตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูที่ประเทศอังกฤษ<br> <br><strong>พ.ศ. 2423</strong> จัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนสตรี<br> <br><strong>พ.ศ. 2424</strong> ปรับปรุงโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบให้เป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน<br> <br><strong>พ.ศ. 2427 </strong>กำหนดหลักสูตรชั้นประโยคหนึ่ง โดยอนุโลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกที่จัดให้มีการสอบไล่วิชาสามัญ และมีการกำหนดหลักสูตรชั้นประโยคสอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาสามัญศึกษา หมายถึง ความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้สำหรับเสมียนในราชการพลเรือนตามกระทรวงต่าง ๆ จัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง และแห่งแรก คือ โรงเรียนมหรรณพาราม<br>&nbsp;<br><strong>พ.ศ. 2430</strong> ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาทั้งหมด ให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการอีกตำแหน่งหนึ่ง<br> <br><strong>พ.ศ. 2432 </strong>รวมกรมศึกษาธิการเข้าไปอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ ตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้น เรียกว่า โรงเรียนแพทยากร ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลศิริราช ใช้เป็นที่สอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน<br>&nbsp;<br><strong>พ.ศ. 2435</strong> ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา การพยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา จัดตั้งโรงเรียนมูลศึกษาขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นแห่งแรกที่ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส<br> <br><strong>พ.ศ. 2459</strong> จัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br>นาย เมธัส แววดี เลขที่31</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706381324/317e22ff36659887abc6532b657168f4/04B73B09_8FE1_4C77_9722_7A363591BD1A.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:58:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364571114</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม        เนื่องในสมัยรัชกาลที่  ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน   </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364571287</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย.สุรดิช ศรีสมุทรนาค 5/8 เลขที่34</div>]]></description>
         <enclosure url="http://2.bp.blogspot.com/_xU7QnXLW7So/TG3xqKTi49I/AAAAAAAAAF4/d1M-zZZa3ww/s1600/post-1-1192892277[1].jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:58:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364571287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จากการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงการอภิวัฒน์ 2475 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572141</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี (พ.ศ. 2463-2563) ของการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือวันปิยมหาราช เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ในพระราชกรณียกิจที่ปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย เช่น การยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ การดำเนินวิเทโศบายให้ “สยาม” รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมแบบเต็มรูปของจักรวรรดินิยมตะวันตก&nbsp; สังคมไทยควรร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เริ่มต้นด้วยการหยุดคุกคามผู้เห็นต่าง ยัดคดีและข้อหาต่าง ๆ ต่อเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ เปิดเวทีรัฐสภาเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการไม่แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง จัดเวทีสานเสวนาในการหาทางออกปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ร่วมกัน ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยในการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อปรึกษาหารือกันนี้ควรจัดโดยหน่วยงานที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีจุดยืนประชาธิปไตย สถาบันปรีดี พนมยงค์ ยินดีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ&nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าภายใต้รัฐสภา และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดเวทีการหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ &nbsp;<br><br></div><div>ต้นรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานทั้งหมด&nbsp; โดยมีพระราชดำรัสเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาว่า <em>“ธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเป็นเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมและกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นก้มศีรษะ”</em> เป็นการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนจากการหมอบคลานเข้าเฝ้า เป็นการโค้งศีรษะตามอารยประเทศ<br><br></div><div>ธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวตะวันตกอันเนื่องมาจากแนวคิดที่ต่างกัน ทำให้ชาวตะวันตกวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่กดขี่เหยียบย่ำมนุษย์ด้วยกัน นั่นคือธรรมเนียมการหมอบคลานของบรรดาข้าทาสบริวารที่ปฏิบัติต่อบรรดาเจ้านายของตน ดังปรากฏในคำวิจารณ์ของชาวตะวันตกที่มีโอกาสเข้ามาติดต่อกับชาวสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น มิสเตอร์ฟินเลสัน (Mr. Finlayson) หนึ่งในคณะทูตของจอห์น ครอว์เฟิร์ด บันทึกวิจารณ์ไว้ว่า <em>“—วิธีที่บรรดาคนรับใช้ปฏิบัติต่อเสนาบดีดุจทาสนั้น เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งเป็นการเหยียบย่ำมนุษยชาติด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลาการเข้าพบเสนาบดีนั้น พวกเขาทั้งหมอบราบกับพื้นเบื้องหน้าเสนาบดีในระยะห่าง ในขณะที่พูดกับเสนาบดีนั้น พวกเขาไม่กล้ามองสบตาเสนาบดี—”</em> (ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, <strong><em>วารสารศิลปวัฒนธรรม</em></strong>, ก.ค. 2557)<br><br></div><div>ช่วงสมัยของรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องจนถึงรัชกาลที่ 5 เป็นยุคล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ประเทศรอบข้างล้วนตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส&nbsp; ด้วยพระปรีชาสามารถของทั้งรัชกาลที่ 4 และ 5 ประเทศสยามจึงรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สยามปิดจุดอ่อนของประเทศในแถบนี้ที่ตะวันตกใช้เป็นหนึ่งในข้ออ้างหลาย ๆ ข้อ ทำให้ประเทศเป็นเมืองขึ้นด้วยเหตุผลล้าหลัง ป่าเถื่อน และไม่ทันสมัย&nbsp; การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นส่วนผสมของพระปณิธานในการปฏิรูปสยามบวกกับสภาพแวดล้อมภายนอกบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย<br><br></div><div>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิรูปประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ปรับปรุงระบบศาล ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจการเมืองการปกครองไว้ที่ส่วนกลาง ทรงประกาศเลิกทาส สร้างทางรถไฟและระบบคมนาคมทันสมัย จัดตั้งหน่วยงานไปรษณีย์โทรเลข&nbsp; การปฏิรูปให้ทันสมัยในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ได้ทำแบบเร่งรีบ และใช้เวลายาวนานถึง 35 ปี และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบางระดับของโครงสร้างทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมอย่างกว้างขวาง ขณะที่เปิดโอกาสให้เกิดการเติบโตของชนชั้นขุนนางหรือข้าราชการยุคใหม่ และชนชั้นพ่อค้า<br><br></div><div>ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมวงศ์ชั้นสูง 4 พระองค์ และข้าราชการของสถานทูตสยามประจำกรุงลอนดอนและกรุงปารีส 7 ท่าน ซึ่งได้ไปเห็นความเจริญความมีอารยธรรมของฝรั่ง จึงมีหนังสือลงวันที่ 8 มกราคม ร.ศ. 103 กราบทูลรัชกาลที่ 5 ให้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ท่านเหล่านั้นคือ กรมพระนเรศวรฤทธิ์&nbsp; กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา&nbsp; &nbsp; สมเด็จกรมพระสวัสดิ์วัดนวิศิษฏ์&nbsp; พระยาชนินทรภักดี (เปลี่ยน หัสดิเสวี)&nbsp; พระยาสิงหเสนี (สะอาด สิงหเสนี)&nbsp; พระยามหาโยธา (นกแก้ว คชเสนี)&nbsp; พระยาอภัยพิพิธ (สุ่น สาตราภัย)&nbsp; จมื่นไวยวรนาถ (บุศย์ เพ็ญกุล)&nbsp; พระยาไชยวิชิตสิทธิสาตรา (นาค ณ ป้อมเพชร์)&nbsp; ขุนปฏิภาณพิจิตร์ (หรุ่น)&nbsp;<br><br></div><div>ปรากฏว่า การเรียกร้องครั้งนั้นไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่า ประเทศสยามยังไม่พร้อม แต่พระองค์ท่านก็ทรงดำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมและวางรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยที่จะได้รับสถาปนาขึ้นในระยะต่อมา และภารกิจการปฏิรูปประเทศปรากฏผลชัดเจนตลอดช่วงเวลา 42 ปีแห่งการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 แต่การปฏิรูปประเทศได้เข้าสู่สภาวะแห่งความยุ่งยากซับซ้อนในสมัยรัชกาลที่ 6<br><br></div><div>นักวิชาการส่วนใหญ่มองความสำเร็จในการปฏิรูปสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเป็นต้นแบบและเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศมีความทันสมัยก้าวหน้าขึ้น และทำให้หลุดพ้นจากภัยของจักรวรรดินิยมจากยุโรปและทำให้เรารักษาเอกราชไว้ได้&nbsp; นักวิชาการจีนในยุคนั้นอย่าง “เหลียง ฉี่ เชา” และ “เชียะ ฝู เฉิง” ยกย่องให้จีนเอาไทยเป็นแบบอย่าง และกล่าวถึงสยามอย่างยกย่องว่า&nbsp; &nbsp; &nbsp;“แม้นถูกรุมเร้าสยามก็ยืดหยัดอย่างภาคภูมิ”&nbsp;<br><br></div><div>ขณะที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งมีแง่มุมที่แตกต่าง งานวิจัยประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์วิจารณ์ของฉัตรทิพย์ นาถสุภา, สุธี ประศาสน์เศรษฐ และนอร์แมน จาคอบส์ ตลอดจนถึงงานวิชาการของนักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตกอย่าง เบเนดิก&nbsp; แอนเดอร์สัน มองการปฏิรูปว่าเป็นส่วนหนึ่งขอความต้องการในการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง มีความมุ่งหมายเพื่อรักษาอำนาจของระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น จึงอาจเป็นการตอบสนองต่อผลประโยชน์ของผู้ปกครองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนโดยทั่วไป<br><br></div><div>ความเห็นในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ “พระสารสาสน์พลขันธ์” ได้วิจารณ์ว่า การปฏิรูปในสยามจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อฐานะกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ จึงมีการพลักดันให้มีการปรับปรุง ขณะที่การรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อความเป็นเอกภาพแห่งชาติถูกท้าทายโดยอำนาจของชุมชนและท้องถิ่นต่าง ๆ เมื่อกรุงเทพฯ และอำนาจจากส่วนกลางได้ยกเลิกระบบเกณฑ์แรงงานและนำระบบภาษีรัชชูปการมาใช้แทน ได้ก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยาต่อต้านในดินแดนทางเหนือและอีสาน บรรดาอดีตเจ้าเมืองบางส่วนก็อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวเหล่านี้<br><br></div><div>รัชกาลที่ 5 มีแรงจูงใจหลายประการในการดำเนินการปฏิรูปแม้นจะมีความยากลำบาก<br><br></div><div>ประการหนึ่งต้องการกระชับอำนาจและทำให้ฐานอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าที่มีความเชื่อแบบโบราณอ่อนแอลง&nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2411 โดยมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา&nbsp; ขณะนั้นการปกครองส่วนใหญ่อยู่ในมือของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนแผ่นดิน เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะแล้วจึงทรงพยายามที่จะรวบรวมอำนาจที่อยู่ในมือของขุนนางมาที่สถาบันพระมหากษัตริย์ ใน พ.ศ. 2413 หลังจากขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางรากฐานทางอำนาจด้วยการตั้งกรมทหารมหาดเล็กขึ้น เพื่อสร้างฐานพระราชอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง และใน พ.ศ. 2416 ได้ออกพระราชบัญญัติหอรัษฎากรพิพัฒน์รวบรวมการเก็บภาษีเข้าสู่ศูนย์กลาง<br><br></div><div>ประการที่สอง พื้นฐานทางศีลธรรมและความเชื่อว่า ความทันสมัยจะนำมาสู่ความรุ่งเรืองของสยาม&nbsp; มีการออกพระราชบัญญัติรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง มีการจัดทำงบประมาณ&nbsp; มีการให้สัมปทานผูกขาดการค้าฝิ่น บ่อนเบี้ย ซึ่งเป็นการทำลายกลุ่มผลประโยชน์ที่ฉ้อราษฎรบังหลวง เลิกระบอบทาสและไพร่ซึ่งเท่ากับการยกเลิกระบบการเกณฑ์แรงงานอันเป็นฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญของกลุ่มขุนนางเก่า มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาในพระองค์ และสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งมีอำนาจในการออกกฎหมายให้คำปรึกษาและตรวจสอบ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม ทั้งที่เป็นพระอนุชาและสหาย เป็นการถ่วงดุลอำนาจกับขุนนางอนุรักษ์นิยมหัวโบราณ<br><br></div><div>การปฏิรูปให้ทันสมัยและการยกเลิกระบบไพร่ทาสทำให้เกิดพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในระยะต่อมา ขบวนการทหารประชาธิปไตย ร.ศ. 130 และการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 ล้วนเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากการปฏิรูปครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2440 ทั้งสิ้น กระแสความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตยนั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีใครกระทำการจนสำเร็จ แม้นจะมีความกล้าหาญและเสียสละมากเพียงใดก็ตาม<br><br></div><div>มีความพยายามแต่ก็ล้มเหลว เช่น เหตุการณ์ ร.ศ. 130<br><br></div><div>ร.ต. เหรียญ ศรีจันทร์ และ ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ แกนนำของคณะทหารหนุ่มผู้ก่อการ ร.ศ. 130 ได้บันทึกไว้ในหนังสือ <strong><em>หมอเหล็งรำลึก</em></strong> โดย ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ มีข้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า<br><br></div><div><em>“สาเหตุส่วนสำคัญยิ่งของความคิดปฏิวัติอยู่ที่ความรักชาติยิ่งกว่าชีวิต และมีความปรารถนาอย่างมุ่งมั่นที่จะให้ชาติของตนเข้าถึงสมัยแห่งความเจริญก้าวหน้าของโลกทุกด้าน จึงจำต้องเป็นหน้าที่ของคนไทยเท่านั้นที่จะคิดชำระสะสางความเสื่อมสลายของสังคมชาติ ผดุงความมั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุขของปวงชนชาวไทย ... เรื่องเศรษฐกิจของชาติยังหาได้ดำเนินไปเยี่ยงอารยประเทศทั้งหลายไม่ อย่างน้อยก็เยี่ยงประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งเคยเดินคู่กันมาแท้ ๆ กับประเทศไทยสมัยที่ปิดเมืองท่า แต่ครั้นญี่ปุ่นเปลี่ยนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบราชาธิปไตยภายใต้กฎหมายแล้ว มิช้ามินานเท่าใดนัก ความเจริญก้าวหน้าก็วิ่งเข้าหาประชาชาติของเขาอย่างรวดเร็ว จนเกินหน้าประเทศไทยอย่างไกลลิบ ทั้งนี้ ก็เนื่องจากเขาปลุกพลเมืองของเขาให้รักชาติฉลาดหลักแหลมและมั่นคงในวัฒนธรรมอันดีงาม ด้วยโครงการการศึกษาอันแน่นอนตามเงื่อนเวลา มาเป็นกำลังการปกครองและแก้เศรษฐกิจแห่งชาติ ... ส่วนกำลังเงินงบประมาณของชาติที่เคยฟุ่มเฟือยก็รวบรวมสะสมด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมและด้วยความประหยัด จากการเปลี่ยนระบอบประเพณีการปกครองนั้นชั่วไม่กี่ปี ญี่ปุ่นก็มีการค้าไปทั่วโลกจากผลิตผลแห่อุตสาหกรรมของตนเอง ... ส่วนของไทยเราสิ ยังล้าหลังอย่างน่าเวทนาสงสารยากที่จะหยิบยกภาวะใดอันเป็นความเจริญก้าวหน้าแห่งสังคมชาติมาเทียบเคียงให้ชื่นอกชื่นใจได้ มิหนำซ้ำยังมีเหตุการณ์ภายในบ้านเมือง”<br></em><br></div><div>ความสำคัญของ “คณะ ร.ศ. 130” มิใช่อยู่ที่ว่า สมาคมนี้กระทำการสำเร็จหรือล้มเหลว แต่เหตุการณ์ ร.ศ. 130 นี้เป็นปรากฎการณ์สะท้อนภาพความคิดต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นเป็นประชาธิปไตยของกลุ่มทหารหนุ่มและข้าราชการรุ่นใหม่<br><br></div><div>แม้นความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะถูกปราบปรามในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2454 หรือ ร.ศ. 130 ก็ตาม แต่ความไม่พอใจต่อสภาพบ้านเมืองและความล้าหลังทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ในหมู่ชนชั้นข้าราชการรุ่นใหม่และปัญญาชนทั้งหลาย<br><br></div><div>ความคิดอภิวัฒน์ประชาธิปไตยเกิดขึ้นกับท่านปรีดีมาก่อนที่จะไปเรียนฝรั่งเศสทั้งจากเหตุการณ์ในประเทศอย่าง เหตุการณ์ ร.ศ. 130 และแรงบันดาลใจจากข้อเขียนของเทียนวรรณ และ ก.ศ.ร. กุหลาบ<br><br></div><div>ท่านเทียนวรรณ หรือวรรณาโภ ได้ออกนิตยสารชื่อว่า <strong><em>ตุลวิภาคพจนกิจ </em></strong>เรียกร้องให้รัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์เปลี่ยนแปลงการปกครองแบบรัฐสภาแบบนานาอารยประเทศ ก่อนที่นิตยสาร <strong><em>ตุลวิภาคพจนกิจ</em></strong> ถูกสั่งปิด นิตยสารเล่ม 7 วันที่ 8 กันยายน ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2450) ได้ทำหน้าที่กระบอกเสียงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างสมภาคภูมิหนังสือพิมพ์สื่อมวลชน มีข้อความดังนี้<br><br></div><div><em>“ไพร่เป็นพื้นยืนร้องทำนองชอบ<br>ตามระบอบปาลิเมนต์ประเด็นขำ<br>แม้นนิ่งช้าล้าหลังยังไม่ทำ<br>จะตกต่ำน้อยหน้าเวลาสาย<br>ขอให้เห็นเช่นเราผู้เฒ่าทัก<br>บำรุงรักษาชาติสะอาดศรี<br>ทั้งเจ้านายฝ่ายพหลและมนตรี<br>จะเป็นศิวิไลซ์จริงอย่านิ่งนาน<br>ให้รีบหาปาลิเมนต์ขึ้นเป็นหลัก<br>จะได้ชักน้อมใจไพร่สมาน<br>เร่งเป็นฟรีปรีดาอย่าช้ากาล<br>รักษาบ้านเมืองเราช่วยเจ้านาย”<br></em><br></div><div>พอมาเรียนฝรั่งเศส ท่านปรีดีจึงไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนนักเรียนทั่วไป ได้ดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมการอภิวัฒน์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2466-2467 ท่านปรีดีได้ร่วมกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และประเทศอื่นในยุโรปจัดตั้งสมาคมสามัคยานุเคราะห์ หรือมีชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า S.I.A.M.<br><br></div><div>คณะราษฎรได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ผู้ก่อตั้งเป็นนักเรียนและข้าราชการในสายทหารและพลเรือน กำลังศึกษาอยู่ทั้งในประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และ สวิตเซอร์แลนด์<br><br></div><div>ตรงนี้สะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายที่เข้มแข็งของ “นักเรียนนอก” เหล่านี้<br><br></div><div>การประชุมครั้งแรกของคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเริ่มต้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างเมื่อ ค.ศ. 1926 (ตรงกับปฏิทินไทยขณะนั้น คือ ปี พ.ศ. 2469 ปฏิทินไทยปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2470) ประชุมทางการครั้งแรกที่หอพัก ถนน Rue Du Sommerard ซึ่งกลุ่มนักเรียนผู้ก่อการได้เช่าห้องใหญ่ไว้สำหรับการประชุมโดยเฉพาะ มีผู้เข้าร่วมประชุม 7 คน คือ <strong>นายปรีดี พนมยงค์</strong> นักศึกษาปริญญาเอกวิชากฎหมายและเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปารีส ข้าราชการและนักเรียนทุนกระทรวงยุติธรรม&nbsp; <strong>ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี </strong>นายทหารกองหนุน เคยเป็นผู้บังคับหมวดทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ รัชกาลที่ 6&nbsp; <strong>ร้อยโท แปลก ขิตตะสังคะ </strong>สำเร็จวิชาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบกสยาม แล้วมาศึกษาที่โรงเรียนนายทหารปืนใหญ่ฝรั่งเศส&nbsp; <strong>ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี </strong>นายทหารกองหนุนเคยเป็นผู้บังคับหมวดกรมการทหารม้าที่ 5 นครราชสีมา แล้วมาศึกษาที่โรงเรียนทหารม้าฝรั่งเศส&nbsp; <strong>นายตั้ว พลานุกรม </strong>นักศึกษาวิทยาศาสตร์ในสวิตเซอร์แลนด์ เคยเป็นจ่านายสิบในกองทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1&nbsp; <strong>หลวงสิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) </strong>ผู้ช่วยสถานทูตสยามประจำกรุงปารีส&nbsp; และ<strong>นายแนบ พหลโยธิน </strong>เนติบัณฑิตอังกฤษ หลานอาของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์)&nbsp; ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ท่านปรีดีเป็นประธานและเป็นหัวหน้าคณะราษฎรจนกว่าจะมีบุคคลที่เหมาะสมเป็นหัวหน้าคณะราษฎรในกาลต่อไป<br><br></div><div>หลังจากประชุมติดต่อกันยาวนาน 5 วัน วัตถุประสงค์ของคณะราษฎร คือ เปลี่ยนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีศัพท์สมัยใหม่ว่า “ปฏิวัติ” หรือ “อภิวัฒน์” เพื่อถ่ายทอดคำฝรั่งเศสอังกฤษ REVOLUTION ดังนั้น ทางคณะก่อการจึงใช้ศัพท์ธรรมดาว่า “เปลี่ยนการปกครองของกษัตริย์เหนือกฎหมายมาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย” และมุ่งหมายให้สยามบรรลุเป้าหมายหลัก 6 ประการ<br><br></div><div>อันเป็นหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ได้แก่<br><br></div><div><strong>หนึ่ง </strong>รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง<br><br></div><div><strong>สอง </strong>รักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก<br><br></div><div><strong>สาม </strong>บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก<br><br></div><div><strong>สี่ </strong>ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน<br><br></div><div><strong>ห้า </strong>ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน<br><br></div><div><strong>หก </strong>ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร<br><br></div><div>ท่านปรีดีได้ทำการบันทึกเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า <em>“โดยคำนึงถึงสภาพของสยามที่ถูกแวดล้อมโดยอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งชาติทั้งสองนี้มีข้อตกลงกันถือเอาสยามเป็นประเทศกันชน แต่เขาอาจพร้อมกันยกกำลังทหารเข้ายึดครองแล้วแบ่งดินแดนสยามเป็นเมืองขึ้น หรืออยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของประเทศทั้งสอง ดังนั้น เราจึงเห็นว่า วิธีเปลี่ยนแปลงการปกครองดังกล่าวจะต้องกระทำโดยวิธี Coup D’etat หรือการยึดอำนาจโดยฉับพลัน เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีผู้ใดตั้งศัพท์ไทยว่า รัฐประหาร เพื่อป้องกันการแทรกแซงของมหาอำนาจ เพราะเมื่อคณะราษฎรได้อำนาจโดยฉับพลันแล้ว มหาอำนาจก็ต้องเผชิญต่อสถานการณ์ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Fait Accompli คือ พฤติกรรมที่สำเร็จรูปแล้ว”&nbsp;<br><br><br>นาย สุรทิน เวฬุวนารักษ์ เลขที่9 ม.5/8<br></em><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869804709/c82af76bb693f7402af0692e9618b7bf/FB9C1B5B_1134_43FB_AAEF_482DEAB824D9.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:59:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572235</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;การปฎิรูปการปกครองส่วนกลาง<br><br>1.จัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจ<br>2 .ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง<br>3.ตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : ขุนนางถูกลดอำนาจ รัชกาลที่ 5 ทรงควบคุมการบริหารประเทศ<br>&nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค<br><br>1.จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล<br>&nbsp;2.ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง<br>3.ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้<br>&nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : เป็นการฝึกฝนให้ราษฎรได้มีโอกาสเรียนรู้การปกครองในระดับท้องถิ่นและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br><br>&nbsp;นาย ธีรศักดิ์ ต้นสาย เลขที่25 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.siameagle.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_7636-400x267.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:59:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572235</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปยุติธรรมและการศาล การปฏิรูปยุติธรรมและการศาลขึ้นใน พ.ศ.2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงพยายามริ่เริ่มปฏิรูปการศาลให้ดีขึ้น โดยการจัดตั้งศาลรับสั่งซึ่งขึ้นตรงต่อพระองค์ เพื่อพิจารณาคดีความที่อยู่ในกรมพระนครบาล มหาดไทย กลาโหม และกรมท่า เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงรวมอำนาจไปขึ้นส่วนกลาง ทำให้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่พวกขุนนางเคยได้จากศาลลดลง และไม่เปิดโอกาสให้ใช้จ่ายทางการศาลในทางที่ผิดได้อย่างสะดวกสบายอีกตลอดไป นอกจากนี้ยังโปรดฯให้จัดตั้ง… “กระทรวงยุติธรรม” ขึ้นใน พ.ศ.2435</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572339</link>
         <description><![CDATA[<div><br>นาย ณรงค์ศักดิ์ แตกเงิน ม.5/8 เลขที่20</div>]]></description>
         <enclosure url="http://3.bp.blogspot.com/-9C_MGoWaBFg/TlorFKrPutI/AAAAAAAAAD0/XqQ_rQ38Auw/s320/post-1-1192892277.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 07:59:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364572339</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การแต่งตั้งยศสยามมกุฎราชกุมาร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573013</link>
         <description><![CDATA[<div>นายร้อยโท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร หรือ สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (27 มิถุนายน พ.ศ. 2421 – 4 มกราคม พ.ศ. 2437 นับแบบปัจจุบันตรงกับ พ.ศ. 2438) เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของประเทศไทย แต่หลังจากดำรงตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารได้เพียง 8 ปี ก็เสด็จสวรรคต ขณะมีพระชนมายุ 15 พรรษา<br>นาย กรวิชญ์ กล้าแข็ง ม.5/8 เลขที่18</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869804789/e8954ab928d91619f6176a52b1af99a8/images__1_.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:00:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573147</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว&nbsp;<br> นาย ธนกฤต สุทาวัน เลขที่24 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.ytimg.com/vi/E4o0IuUeFOQ/maxresdefault.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:00:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573147</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573365</link>
         <description><![CDATA[<div>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก<br><br>นาย ดุลยพล สุขประเสริฐ เลขที่ 3 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1730232105/66348c579bd5da90d3e7db2a03b535c8/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:01:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573365</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลังการปฏิรูปประเทศระยะแรกการปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย  รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้าการปฏิรูปประเทศระยะหลังรัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435  และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10  กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573521</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย อัยการ ปะกินัง เลขที่11 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706381367/c43c11db117aab5386b15e6af5edefd0/1.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:01:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573521</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษาไทย อดีต ปัจจุบัน </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573773</link>
         <description><![CDATA[<div><br>วิวัฒนาการการศึกษาไทย การศึกษาในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ต่างมีวิวัฒนาการเพื่อปรับให้เข้ากับยุคและสมัยของผู้คนในแต่ละยุค ปัจจัยที่ทำให้การศึกษามีวิวัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างเช่น ปัจจัยภายในเกิดจากความต้องการพัฒนาสังคมให้มีความเจริญและทันสมัย ปัจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในด้านต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งประเทศเองก็มีวิวัฒนาการทางการศึกษาด้วยเช่นกัน การศึกษาในอดีต นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้นการศึกษาได้ถูกจัดแบ่งตามเพศ โดยการศึกษาสำหรับผู้ชายจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การศึกษาของฝ่ายอาณาจักร และพุทธจักร การศึกษาของฝ่ายอาณาจักรเป็นการศึกษาสำหรับผู้ชายที่เป็นทหาร โดยจะเล่าเรียนเกี่ยวกับมวย กระบี่กระบอง อาวุธ ตำราพิชัยยุทธ์ต่าง ๆ ส่วนการศึกษาของพุทธจักรเป็นการศึกษาสำหรับพลเรือนชาย เป็นการเล่าเรียนเกี่ยวกับคัมภีร์ไตรเวท โหราศาสตร์เวชกรรม และการศึกษาสำหรับเพศหญิงจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับงานบ้านงานเรือน กิริยามารยาท กาทำอาหาร เป็นต้น<br>นางสาว พนิตานันท์ ภิรมย์โต เลขืี่14</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706381586/b45c007a380b176fad5ed4be0daabc74/22_678x381.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:01:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364573773</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระราชกรณียกิจด้านการขนส่งและสื่อสาร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364576281</link>
         <description><![CDATA[<div>ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้คณะเสนาบดีและกรมโยธาธิการสำรวจเส้นทาง เพื่อวางรากฐานการสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ - <a href="https://travel.sanook.com/thailand/chiangmai/">เชียงใหม่</a> มีการวางแผนให้ทางรถไฟสายนี้ตัดเข้าเมืองใหญ่ๆ ในบริเวณภาคกลางของประเทศแล้วแยกเป็นชุมสายตัดเข้าสู่จังหวัดใหญ่ทางแถบภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นหัวลำโพงเมืองที่เป็นศูนย์กลาง<a href="https://www.sanook.com/money/">ธุรกิจ</a>การค้า<br><br></div><div>การสำรวจเส้นทางในการวางเส้นทางรถไฟนี้เสร็จสิ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ และในวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินขุดดินก่อพระฤกษ์ เพื่อสร้างทางรถไฟครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยโปรดเกล้า ฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็นรถไฟหลวงแห่งแรกของไทย<br><br>นาย อธิพงษ์ สำเภาทอง ม.5/8 เลขที่ 36</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.tvpoolonline.com/wp-content/uploads/2016/10/5-144.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:04:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364576281</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความสัมพันธ์ของ ร.๕ กับราชวงศ์รัสเซีย</title>
         <author>k3317828</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364576417</link>
         <description><![CDATA[<div>ความสัมพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย คือสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ ๒ นั้น เป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้งและจริงใจต่อกันมาตั้งแต่ครั้งเจ้าชายนิโคลัสยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนสยามในปี พ.ศ.๒๔๓๔ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯเสด็จไปเยือนรัสเซียในปี ๒๔๔๐ ขณะเจ้าชายนิโคลัสได้ขึ้นครองราชบัลลังก์แล้ว พระเจ้าซาร์ทรงจัดให้ฉายพระรูปคู่ของกษัตริย์ ๒ พระองค์ออกเผยแพร่ไปทั่วยุโรปในช่วงเวลาที่สยามกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากนักล่าอาณานิคม จึงเป็นภาพที่มีผลต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างมาก แต่ความสัมพันธ์ของทั้ง ๒ พระองค์ ยังลึกซึ้งกว่านั้นอีกอย่างน่าอัศจรรย์&nbsp;<br>เมื่อเสด็จไปถึงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ ซึ่งอยู่ในความปกครองของรัสเซีย สมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสก็ทรงส่งโทรเลขมาต้อนรับด้วยความยินดีแล้ว และเมื่อรถไฟพระที่นั่งถึงสถานีเมืองปิเตอร์ฮอฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังฤดูร้อน ทันทีที่ก้าวพระบาทลงสู่สถานี พระเจ้าจักรพรรดินิโคลัสในเครื่องแบบเต็มยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี ที่ได้รับพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จมาเยือนสยาม พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการก็เข้ามาต้อนรับ พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยศิริ) ได้บันทึกตอนนี้ไว้ใน “จดหมายเหตุเสด็จประพาสยุโรป ร.ศ.๑๑๖” ไว้ว่า “...พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์มีพระราชหฤทัยโสมนัสยินดี ต่างพระองค์ทรงคำนับและทรงกอดรัดจุมพิตตามขัตติยราชประเพณี...”<br>นายพิเยศ&nbsp;บุญมี  เลขที่4 5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869813045/8eaa14a52cecaec7525f5fc77257a0a9/5fc8e6ca8345780cd8cb52b0_800x0xcover_LAvxixvx.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:05:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364576417</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปรับเปลี่ยนสถาบันที่สำคัญ ซึ่งส่งผล ให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยด้วย นั่นคือการปฏิรูประบบ บริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งหัวใจคือการปฏิรูประบบภาษีและระบบ เทศาภิบาล ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจเก่าเข้ามาอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ การปฏิรูปอันนั้นทำให้รัฐบาลมีรายได้มาใช้จ่ายเพื่อพัฒนามากขึ้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364577093</link>
         <description><![CDATA[<div>นายณัฐวุฒิ ศรีปานเงิน เลขที่23 5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869803924/775f97438a162e9d663c15a153e34378/received_638575397929567.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 08:05:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2364577093</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2418840690</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้าง</strong></div><div>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะแรก</strong></div><div>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง</strong></div><div>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br><br></div><div><br></div><div>นิซอฟรอน ปะดอลี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349943120/dd456e4ec230c814bb607410d462cdc8/93E6E1E5_A07C_47DC_8D7A_CEBDBAD80D32.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-13 07:48:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2418840690</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>phanuwatfolkx2</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2418848264</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้าง<br><br>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะแรก<br><br>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง<br><br>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br>นายภานุวัฒน์ นมัสสิลา เลขที่44<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1901429596/42e7b1c2d1086e3076eb5878f30cdd75/C66EFEC1_164A_453F_98C3_FEC494992FC6.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-13 07:56:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2418848264</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปสมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429259654</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฎิรูปการปกครองส่วนกลาง<br><br>จัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจ<br>ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง<br>ตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : ขุนนางถูกลดอำนาจ รัชกาลที่ 5 ทรงควบคุมการบริหารประเทศ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค<br><br>จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล<br>&nbsp;ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง<br>ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : เป็นการฝึกฝนให้ราษฎรได้มีโอกาสเรียนรู้การปกครองในระดับท้องถิ่นและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br><br>น.ส.สุรัสวดี เดชทะศร เลขที่1</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-27 06:38:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429259654</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปสมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429259809</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;การปฎิรูปการปกครองส่วนกลาง</div><ol><li>จัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจ&nbsp;</li><li>ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง&nbsp;</li><li>ตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์&nbsp;</li></ol><div><br>การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค</div><ol><li>จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล&nbsp;</li><li>&nbsp;ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง&nbsp;</li><li>ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่</li></ol><div>การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก<br>น.ส.สุนิตา คำมะณี เลขที่15 ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-27 06:38:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429259809</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปสมัยร.5 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429260080</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อนสณัฐฏธิดา หงษ์พิศุทธ์ เลขที่12<br>สาเหตุ &nbsp;</div><ul><li>ความเสื่อมของระบบศักดินา ระบบมูลนาย ทำให้กษัตริย์ไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อย่างแท้จริงกลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจในการควบคุมกำลังคน</li><li>ความซ้ำซ้อนและความเลื่อมล้ำของการบริหารฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ทำให้มีการก้าวก่ายในการปฎิบัติราชการ&nbsp;</li><li>ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมรับรองสิทธิของฝรั่งเหนือดินแดนของเขมรส่วนนอกและฝรั่งเศสไม่ต้องรับรู้สิทธิของไทยเหนือเขมร สมัยรัชกาลที่ 5 ไทยต้องสูญเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสถึง 4 ครั้ง ได้แก่ พ.ศ.2431 สูญเสียแคว้นสิบสองจุไทย วิกฤติการณ์ ร.ศ.112 เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พ.ศ.2446 เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง พ.ศ.2449 เสียเขมรส่วนใน พ.ศ.2451 เสียดินแดนหัวเมืองมลายูให้แก่อังกฤษ&nbsp;</li></ul><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>การปฎิรูปการปกครองที่สำคัญ</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฎิรูปการปกครองส่วนกลาง</div><ol><li>จัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจ&nbsp;</li><li>ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง&nbsp;</li><li>ตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์&nbsp;</li></ol><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : ขุนนางถูกลดอำนาจ รัชกาลที่ 5 ทรงควบคุมการบริหารประเทศ</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค</div><ol><li>จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล&nbsp;</li><li>&nbsp;ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง&nbsp;</li><li>ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่&nbsp;</li></ol><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : เป็นการฝึกฝนให้ราษฎรได้มีโอกาสเรียนรู้การปกครองในระดับท้องถิ่นและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-27 06:39:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429260080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูป</title>
         <author>6dpwt8vcmz</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429261915</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฎิรูปการปกครองส่วนกลาง<br><br>จัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจ<br>ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง<br>ตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : ขุนนางถูกลดอำนาจ รัชกาลที่ 5 ทรงควบคุมการบริหารประเทศ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค<br><br>จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล<br>&nbsp;ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง<br>ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก<br><br>นายณัฐพล กิจพนาพร เลขที่20</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-27 06:43:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429261915</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429263233</link>
         <description><![CDATA[<div>ในการเลิกทาส ได้มีพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย พ.ศ. 2417 ระบุไว้ว่า<br>ลูกทาสที่เกิดปีมะโรง พ.ศ. 2411 คือ ปีที่เสวยราชย์นั้นและในปีต่อ ๆ มา ให้มีขั้นตอนของการลดค่าตัว จนกระทั่งอายุ 21 ปีเต็มแล้วทุกคนจะหมดค่าตัวเป็นอิสระทันที การที่ออกกฎหมายเกี่ยวกับลูกทาสก่อนทาสประเภทอื่นเพราะเมื่อเกิดมาก็ต้องเป็นทาสทันที เมื่ออายุ 21 ปี ทุกคนจะเป็นอิสระ<br>นาย จิรวัตน์ ป้อมหิน ม.5/8 เลขที่1<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-27 06:47:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429263233</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429264487</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้าง</strong></div><div>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะแรก</strong></div><div>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง</strong></div><div>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br><br><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;</strong></div><div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</li></ol><div><br><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;</strong></div><div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>นายพิชญุตม์ ไชโยแสง ม.5/8 เลขที่38<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1824118034/cc2e0d7608f9f940430ebbca45df408b/59A50CA6_8648_440C_9A76_2D407C414DA7.png" />
         <pubDate>2022-12-27 06:50:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2429264487</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น &#39;ไท&#39; จนถึงทุกวันนี้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432171670</link>
         <description><![CDATA[<div>ธรรมธรรศ&nbsp;เชิดตระกูล ม.5/8 เลขที่39</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.ytimg.com/vi/LZ30sCAyfJo/maxresdefault.jpg" />
         <pubDate>2023-01-03 07:36:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432171670</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435  และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10  กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432184337</link>
         <description><![CDATA[<div>นายสีวิศิษฏ์ นวลผกา เลขที่35</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1925392840/ecaff408dfb479c6f6856c2bf0324897/image.jpeg" />
         <pubDate>2023-01-03 07:53:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432184337</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432184986</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สาเหตุสำคัญในการปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5<br></strong><br></div><div>การปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 มีสาเหตุสำคัญ ดังนี้ 1) เกิดจากภยันตรายที่มาจากการคุกคามของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ถ้าคนไทยไม่มีการปรับปรุงตนเองให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับอารยประเทศ อาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้ชาติตะวันตกเข้ามาปกครองประเทศไทยได้ 2) การปกครองในระบบเก่า อำนาจการปกครองบ้านเมืองตกอยู่กับขุนนาง ถ้ามีการปฏิรูปแผ่นดินให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปทางการปกครองแล้ว จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงดำเนินการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกในทุกๆ ด้าน และทางด้านการเมืองการปกครองก็เป็นการปฏิรูปที่สำคัญประการหนึ่ง<br><br></div><div>Advertisement</div><div><strong>พัฒนาการเมือง<br></strong><br></div><div>รัชกาลที่ 5 ทรงจัดตั้งสภาที่ปรึกษาเพื่อช่วยในการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนี้ คือ 1) การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาบริหารราชการแผ่นดิน (Council of State) ซึ่งประกอบด้วยขุนนางข้าราชการทั้งหมดเป็นสมาชิก จำนวน 12 คน มีหน้าที่ถวายคำปรึกษาราชการแผ่นดินแด่พระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ทางด้านตุลาการอีกด้วย งานสำคัญของสภานี้ คือการออก พ.ร.บ.เลิกทาสและปฏิรูปภาษีอากรแผ่นดิน 2) การจัดตั้งสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ (Privy Council) ประกอบด้วย สมาชิก 49 คน มีทั้งพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการ มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในพระองค์ทั้งสองสภา เริ่มได้ตั้งใน พ.ศ.2417<br><br></div><div>3) คำถวายบังคมทูลของเจ้านายและข้าราชการให้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.ศ.103 (พ.ศ.2427) ต่อมาใน พ.ศ.2427 (ร.ศ.103) ได้มีเจ้านายและขุนนางและข้าราชการกลุ่มหนึ่งจำนวนทั้งสิ้น 11 คน ซึ่งล้วนแต่ได้รับการศึกษาจากประเทศตะวันตก มองเห็นว่าตราบใดที่ยังไม่ปฏิรูปการปกครองให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกอย่างแท้จริงแล้ว ประเทศไทยไม่สามารถรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกได้ จึงได้เสนอคำกราบบังคมทูลความเห็น การเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดิน แด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชี้ให้เห็นว่าการป้องกันรักษาเอกราชของชาติที่ได้ผลดีที่สุดในขณะนั้น คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นแบบพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ<br><br></div><div>Advertisement</div><div>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับอันตราย และทรงเห็นด้วยกับการดำเนินการใดๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของชาติบ้านเมืองแต่ต้องกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเห็นว่าจะต้องทำการปฏิรูปการปกครองก่อนสิ่งใดทั้งหมด ถ้าการปกครองยังมิได้รับการปรับปรุงเรื่องอื่นๆ ก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ตลอด ต่อมาในปี พ.ศ.2430 พระองค์ทรงโปรดฯให้สมเด็จกรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการฯ เสด็จไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะเสนาบดีตามแบบยุโรปที่ประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้นไม่นานก็มีการปฏิรูปการปกครองขึ้นในประเทศไทย<br><br>น.ส ปวีณ์นุช เขตเขื่อน เลขที่12</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1730232216/fea7b0712020f481e8386297fe2fb1d8/_________.jpeg" />
         <pubDate>2023-01-03 07:54:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432184986</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานไปรษณีย์รัชกาลที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432185130</link>
         <description><![CDATA[<div>ระบบไปรษณีย์ของประเทศไทย เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการไปรษณีย์ในสมัยแรกคือ กรมไปรษณีย์ เปิดให้บริการเป็นครั้งแรก ณ วันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไปรษณียาคาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากคลองโอ่งอ่าง ปัจจุบันรื้อทิ้งเพื่อสร้างสะพานพระปกเกล้า<br>นายณัฐวัฒน์ เรืองสวัสดิ์ ม.5/8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.count.center/wp-content/uploads/2021/09/1280px-1903_emperors-2-1024x782.jpg" />
         <pubDate>2023-01-03 07:54:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432185130</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รถไฟสมัยรัชกาลที5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432186201</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โซเชียลร้อนฉ่ากันเลยทีเดียว<br></strong><br></div><div>วานนี้ (๑๗ เมษายน) แรปเปอร์สาวชาวไทย "มิลลิ-ดนุภา คณาธีรกุล" เวทีเทศกาลดนตรีโคเชลลา ที่เมืองอินดิโอ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา&nbsp;<br><br></div><div>ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นศิลปินเดี่ยวชาวไทยคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงผลงานบนเวทีระดับโลกเวทีนี้<br><br></div><div>อีกนัยหนึ่งมันคือ "ซอฟต์เพาเวอร์" แนวทางที่เกาหลีใต้ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย<br><br></div><div>แต่การมองงานแสดงของ "มิลลิ" คงต้องถอดเรื่องการเมืองออกไป ไม่เช่นนั้นจะสับสน แทนที่จะเป็น "ซอฟต์เพาเวอร์" จะกลายเป็นแค่ประเด็นด่าทอกันในโซเชียล<br><br></div><div>ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย<br><br></div><div>อย่างเช่นเพจสามนิ้ว เอาไปสรุปว่าเพลงของ "มิลลิ" บ่งบอกความเป็นกะลาแลนด์&nbsp;<br><br></div><div>ชังชาติไปซะทุกเรื่อง!<br><br></div><div>ท่อนแรปที่สร้างความฮือฮาคือ<br><br></div><div>&nbsp;“I didn’t ride the Elephant คนไทยไม่ได้ขี่ช้าง รถไฟฟ้าบีทีเอสก็มีค่ะ subway ก็มี” และ “เสาไฟกินรีต้นละแสนล่ะซิ รถไฟสมัย ร.๕ ใช้มาแล้ว ๑๒๐ ปี”<br>มัฆวัต จันทรัตน์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://2.bp.blogspot.com/-acwAoGRdzJU/TZYJ6LBNrKI/AAAAAAAAMbE/mr96dKfPPiU/s320/%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2596%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%2B%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2581.jpg" />
         <pubDate>2023-01-03 07:56:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2432186201</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฎิรูปสมัยร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454145235</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี (พ.ศ. 2463-2563) ของการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือวันปิยมหาราช เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ในพระราชกรณียกิจที่ปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย เช่น การยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ การดำเนินวิเทโศบายให้ “สยาม” รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมแบบเต็มรูปของจักรวรรดินิยมตะวันตก&nbsp; สังคมไทยควรร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เริ่มต้นด้วยการหยุดคุกคามผู้เห็นต่าง ยัดคดีและข้อหาต่าง ๆ ต่อเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ เปิดเวทีรัฐสภาเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการไม่แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง จัดเวทีสานเสวนาในการหาทางออกปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ร่วมกัน ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยในการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อปรึกษาหารือกันนี้ควรจัดโดยหน่วยงานที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีจุดยืนประชาธิปไตย สถาบันปรีดี พนมยงค์ ยินดีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ&nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าภายใต้รัฐสภา และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดเวทีการหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ &nbsp;<br><br>ต้นรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานทั้งหมด&nbsp; โดยมีพระราชดำรัสเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาว่า “ธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเป็นเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมและกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นก้มศีรษะ” เป็นการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนจากการหมอบคลานเข้าเฝ้า เป็นการโค้งศีรษะตามอารยประเทศ<br><br>ธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวตะวันตกอันเนื่องมาจากแนวคิดที่ต่างกัน ทำให้ชาวตะวันตกวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่กดขี่เหยียบย่ำมนุษย์ด้วยกัน นั่นคือธรรมเนียมการหมอบคลานของบรรดาข้าทาสบริวารที่ปฏิบัติต่อบรรดาเจ้านายของตน ดังปรากฏในคำวิจารณ์ของชาวตะวันตกที่มีโอกาสเข้ามาติดต่อกับชาวสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น มิสเตอร์ฟินเลสัน (Mr. Finlayson) หนึ่งในคณะทูตของจอห์น ครอว์เฟิร์ด บันทึกวิจารณ์ไว้ว่า “—วิธีที่บรรดาคนรับใช้ปฏิบัติต่อเสนาบดีดุจทาสนั้น เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งเป็นการเหยียบย่ำมนุษยชาติด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลาการเข้าพบเสนาบดีนั้น พวกเขาทั้งหมอบราบกับพื้นเบื้องหน้าเสนาบดีในระยะห่าง ในขณะที่พูดกับเสนาบดีนั้น พวกเขาไม่กล้ามองสบตาเสนาบดี—” (ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, วารสารศิลปวัฒนธรรม, ก.ค. 2557)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://3.bp.blogspot.com/_lz0pBFlmypg/TEFh_ga13tI/AAAAAAAAADU/CqKKSlVNYy0/s1600/1251079874.jpg" />
         <pubDate>2023-01-24 03:33:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454145235</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฎิรูปสมัยร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454145934</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในวาระครบรอบ 110 ปี (พ.ศ. 2463-2563) ของการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือวันปิยมหาราช เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ในพระราชกรณียกิจที่ปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย เช่น การยกเลิกระบบทาสและระบบไพร่ การดำเนินวิเทโศบายให้ “สยาม” รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคมแบบเต็มรูปของจักรวรรดินิยมตะวันตก&nbsp; สังคมไทยควรร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ด้วยการปฏิรูปอย่างรอบด้าน เริ่มต้นด้วยการหยุดคุกคามผู้เห็นต่าง ยัดคดีและข้อหาต่าง ๆ ต่อเยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติ เปิดเวทีรัฐสภาเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการไม่แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง จัดเวทีสานเสวนาในการหาทางออกปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ร่วมกัน ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยในการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อปรึกษาหารือกันนี้ควรจัดโดยหน่วยงานที่มีความเป็นกลางทางการเมืองและมีจุดยืนประชาธิปไตย สถาบันปรีดี พนมยงค์ ยินดีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ&nbsp; ไม่ว่าจะเป็นสถาบันพระปกเกล้าภายใต้รัฐสภา และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดเวทีการหารือเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ &nbsp;<br><br></div><div>ต้นรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานทั้งหมด&nbsp; โดยมีพระราชดำรัสเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาว่า <em>“ธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเป็นเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมและกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นก้มศีรษะ”</em> เป็นการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนจากการหมอบคลานเข้าเฝ้า เป็นการโค้งศีรษะตามอารยประเทศ<br><br></div><div>ธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวตะวันตกอันเนื่องมาจากแนวคิดที่ต่างกัน ทำให้ชาวตะวันตกวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่กดขี่เหยียบย่ำมนุษย์ด้วยกัน นั่นคือธรรมเนียมการหมอบคลานของบรรดาข้าทาสบริวารที่ปฏิบัติต่อบรรดาเจ้านายของตน ดังปรากฏในคำวิจารณ์ของชาวตะวันตกที่มีโอกาสเข้ามาติดต่อกับชาวสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น มิสเตอร์ฟินเลสัน (Mr. Finlayson) หนึ่งในคณะทูตของจอห์น ครอว์เฟิร์ด บันทึกวิจารณ์ไว้ว่า <em>“—วิธีที่บรรดาคนรับใช้ปฏิบัติต่อเสนาบดีดุจทาสนั้น เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งเป็นการเหยียบย่ำมนุษยชาติด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลาการเข้าพบเสนาบดีนั้น พวกเขาทั้งหมอบราบกับพื้นเบื้องหน้าเสนาบดีในระยะห่าง ในขณะที่พูดกับเสนาบดีนั้น พวกเขาไม่กล้ามองสบตาเสนาบดี—”</em> (ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย, <strong><em>วารสารศิลปวัฒนธรรม</em></strong>, ก.ค. 2557)<br>นาย นิคกี้ อันโตนีอึส ยัน เดอะโกรน เลขที่24<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://3.bp.blogspot.com/_lz0pBFlmypg/TEFh_ga13tI/AAAAAAAAADU/CqKKSlVNYy0/s1600/1251079874.jpg" />
         <pubDate>2023-01-24 03:35:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454145934</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สยามมกุฎราชกุมาร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454281134</link>
         <description><![CDATA[<div>สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารของประเทศไทย ซึ่งเป็นพระอิสริยยศของผู้ที่จะสืบราชสมบัติต่อจากพระมหากษัตริย์ไทย โดยสยามมกุฎราชกุมารจะดำรงพระยศนี้ไปจนกว่าพระมหากษัตริย์จะสวรรคตหรือสละราชสมบัติ&nbsp; &nbsp;<br><br>ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงตรากฎมนเทียรบาลซึ่งมีการลำดับยศของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั่วไป ในกฎมณเฑียรบาลนั้นลำดับพระยศของพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ประสูติแต่พระอัครมเหสีเป็น "สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า" มีพระเกียรติยศเหนือกว่าพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งปวง แต่ก็ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่า ตำแหน่งสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าเป็นรัชทายาท จนกระทั่ง ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาพลเรือนขึ้น จึงทรงกำหนดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอซึ่งได้เฉลิมพระราชมณเฑียรแล้วทรงศักดินาหนึ่งแสนดำรงพระราชอิสริยยศเป็นพระมหาอุปราช แต่ตำแหน่งพระมหาอุปราชก็หาได้แต่งตั้งในทุกแผ่นดินไม่<br><br>นาย พีรสั ธรรมนูญกิจ เลขที่5 </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731117186/c1726c497f710922087c0545383e5bc0/Crown_Prince_s_Standard_of_Thailand.svg" />
         <pubDate>2023-01-24 07:36:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2454281134</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2481078645</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาติตะวันตกได้ขยายอิทธิพลมายังดินแดนแถบเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้เพื่อครอบครองเป็นอาณานิคมของตน เหตุผลประการหนึ่งท่ีชาติเหล่าน้ีใช้เป็นข้ออ้างในการ เข้าครอบครอง คือ ประเทศในภูมิภาคนี้มีความล้าหลังอยู่มากจึงจะเข้ามาเพ่ือสร้างความเจริญให้ ปรากฏว่า ประเทศเพื่อนบ้านรอบสยามต่างตกเป็นเมืองข้ึน ต้ังแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลต่อ ๆ มาจึงทรงพัฒนา ประเทศในด้านต่าง ๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ เพื่อป้องกันมิให้ประเทศตะวันตกมี ข้ออ้างในการครอบครองสยามเป็นอาณานิคม ดังนั้น ปัจจัยสําคัญที่ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง คือ การคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก และความจําเป็นที่จะต้องปรับปรุงระบบการบริหารราชการที่ล้าสมัย และไม่มีประสิทธิภาพ<br>รูปแบบการปกครองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังคงมีลักษณะเดียวกับการจัดการ ปกครองในสมัยรัชกาลที่ ๑-๓ ที่มีอัครมหาเสนาดี๒ตําแหน่ง คือ สมุหพระกลาโหม และสมุหนายกและ จตุสดมภ์ ๔ ตําแหน่ง ส่วนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ซ่ึงเรียกกันว่า การปฏิรูปการปกครองนั้น มี เป็นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br><br>                  นายสิริพล กำจัดโรค เลขที่33</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1963333516/bcb220463d29ce620bff54ba1e202ffc/7E9D1E27_043C_4F1F_8CD8_684B04E31DAF.jpeg" />
         <pubDate>2023-02-14 07:48:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2481078645</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2481079190</link>
         <description><![CDATA[<div>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br>นาย ปรเมศวร์ จันทร์แก้ว</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1963337024/c3c468c33612ba69281e147bee8165bb/831B97AC_9A7C_45C9_8676_88E46A54DBE7.jpeg" />
         <pubDate>2023-02-14 07:48:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2481079190</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2519553492</link>
         <description><![CDATA[<div>ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ[2] เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่<br><br>ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ[1] มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก<br><br>เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติทาษ รัตนโกสินทรศก 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป[3] นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว<br>น.ส.อินธิวา ครคง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-03-16 15:00:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/zdi3bc3vy83wsrwx/wish/2519553492</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
