<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>เขียนแบบเทคนิค by Terk. trin</title>
      <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl</link>
      <description>สืบค้นข้อมูลและเขียน #ระบุชื่อ </description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-11-20 17:30:26 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2021-11-28 03:57:06 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title> PM</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904137051</link>
         <description><![CDATA[<div>การเขียนภาพฉาย เป็นวิธีเขียนอีกแบบหนึ่งที่เขียนแล้วสามารถมองเห็นลักษณะและรูปทรงของสิ่งนั้นๆ ได้ง่ายตามความเป็นจริง เพราะแบบงานที่จะนำไปใช้ผลิตจะต้องเป็นแบบที่มีรายละเอียดครบถ้วน วิธีการเขียนภาพฉายนั้นจะต้องเขียนลักษณะรูปทรงครบทุกด้าน คือด้านบน ด้านล่าง ด้านข้างซ้าย ด้านข้างขวา ด้านหน้า และด้านหลัง แต่ถ้าเป็นรูปทรงที่มีลักษณะด้านตรงข้ามเหมือนกันก็นิยมเขียนเพียง 3 ด้าน คือ ด้านบน ด้านหน้า และด้านข้าง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 07:33:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904137051</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เครื่องมือและอุปกรณ์ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904138376</link>
         <description><![CDATA[<div><br>1 &nbsp; โต๊ะเขียนแบบ<br>2 &nbsp; กระดาษเขียนแบบ<br>3 &nbsp; ไม้ที&nbsp;<br>4 &nbsp; บรรทัดสามเหลี่ยม<br>5 &nbsp; บรรทัดมาตราส่วน<br>6 &nbsp; บรรทัดเขียนส่วนโค้ง<br>7 &nbsp; แผ่นแบบ<br>8 &nbsp; วงเวียน<br>9 &nbsp; วงเวียนวัดระยะ<br>10&nbsp; ปากกาเขียนแบบ<br>11&nbsp; เครื่องเหลาดินสอ<br>12 &nbsp; เครื่องมือทำความสะอาด<br>13 &nbsp; ยางลบ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 202185132​&nbsp; วิ​รัตน์​ หิน​กอง​</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 07:35:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904138376</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1. โต๊ะเขียนแบบ (DRAWING TABLE)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904144563</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โต๊ะเขียนแบบโดยทั่ว ๆ ไปจะมีขนาดมาตรฐานจาก 600 X 900 มม.ถึง 1,050 X 2100 มม. คุณลักษณะที่ดีของโต๊ะเขียนแบบ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. สามารถควบคุมการปรับเอียงของโต๊ะได้ 1 ด้าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp; สามารถควบคุมการปรับความสูงได้ด้วยมือหรือเท้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. สามารถปรับตำแหน่งกระดานให้อยู่ในแนวตั้งได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. มีโคมไฟ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;5.&nbsp; มีอุปกรณ์ประกอบในการเขียนแบบ<br><br>         นายอดิศร ศรีกุลวงศ์ 202185128</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 07:45:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904144563</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1. มาตรฐานของเส้นในงานเขียนแบบงานเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดงความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และท าให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904196007</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr. วรเชษฐ์ มณุรีย์&nbsp; 202185118</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:05:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904196007</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904196997</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; <strong>ไม้ที (T SQUARE)</strong></div><div>ไม้ทีเป็นเครื่องมือที่สำคัญในงานเขียนแบบ ไม้ทีมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือหัว (HEAD) ทำจากไม้เนื้อแข็ง และใบ (BLADE)ทำจากไม้ทีขอบทำจากพลาสติกใส ทั้งสองส่วนจะยึดตั้งฉากกัน ไม้ทีใช้สำหรับเขียนเส้นในแนวนอน และใช้ประกอบกับฉากสามเหลี่ยม สำหรับเขียนเส้นในแนวดิ่ง และเส้นเอียงเป็นมุมต่าง ๆ<br>น.ส.อารียา บัวพันธุ์&nbsp; 202185112</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:06:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904196997</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904202691</link>
         <description><![CDATA[<div>- ความหมายและความสำคัญของภาพฉาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ<br><br>หัตถพล&nbsp;นนฤาชา รหัส 202184629</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:13:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904202691</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วงเวียน (Compass)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904202765</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นเครื่องมืองานเขียนแบบที่ใช้สำหรับเขียนวงกลม ส่วนโค้งหรือใช้วัดระยะเพื่อถ่ายขนาดลงบนแบบงาน โดยทั่วไปแล้ววงเวียนจะมีลักษณะเป็นแท่งโลหะตรงสองแท่งประกบกันคล้ายกับขา ส่วนบนขาของวงเวียนยึดด้วยสกรูหรือตัวหนีบเข้าด้วยกัน ทำให้ขาวงเวียนทั้งสองข้างสามารถกางเข้า-ออกเพื่อปรับระยะรัศมีหรือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้สะดวก&nbsp;<br>น.ส อรัญญา พินธุนิบาต 202185125</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:13:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904202765</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มาตรฐานในการเขียนแบบ การเขียนแบบจัดเป็นกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิคเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานด้านทฤษฎีและปฏิบัติ  ช่างเทคนิคที่เขียนแบบจะถ่ายทอดความคิด  และการสเกตซ์ของวิศวกรสถาปนิกมาเป็นรายละเอียดในงานเขียนแบบ  และการระบุรายการในงานเขียนแบบเพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้สั่งงานกับผู้ปฏิบัติงาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904204863</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr.วายุ ชัยภูมี 202185120<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:16:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904204863</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904205108</link>
         <description><![CDATA[<div>การเขียนตัวเลขและตัวอักษร<br>•ในการเขียนแบบซึ่งไม่สามารถแสดงเป็นรูปทรงโดยเส้นอาจแสดงโดยกำหนดขนาดเป็นตัวเลข&nbsp; ตัวอักษร&nbsp; ซึ่งจะให้รายละเอียดในแบบงานได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายที่สมบูรณ์ &nbsp;<br>•ตัวอักษรระบบโกติกใช้วิธีเขียนแบบซิงเกิลสโตรค&nbsp; (Single&nbsp; Stroke&nbsp; Gothic&nbsp; Lettering)&nbsp; คำว่าชุดตัวพิมพ์&nbsp; (front)&nbsp; หมายถึง&nbsp; การจำแนกหรือการจัดเป็นชุดเดียวกัน เหตุผลที่งานอุตสาหกรรมยอมรับการเขียนตัวอักษรรูปแบบนี้ก็เพราะว่าตัวอักษรชนิดเขียนได้เร็วมาก ตัวอักษรโกติกแบ่งออกเป็น ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ และตัวอักษรพิมพ์เล็ก(ตรงและเอียง)<br>•รูปแบบของการเขียนตัวอักษรตัวใหญ่นั้นบางกลุ่มมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงเท่ากันแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูง<br>•ตัวอักษรพิมพ์เล็กนั้นประกอบด้วย&nbsp; 3&nbsp; ส่วน&nbsp; คือ&nbsp; ส่วนหลักซึ่งอยู่ตรงกลาง&nbsp; ส่วนบน&nbsp; และส่วนล่าง<br><br>202184565 นางสาวกรวิภา บุดดีคง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:16:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904205108</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904205867</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบ</strong><br>ในงานเขียนแบบชิ้นส่วนของเครื่องจักรกลหรือแบบงานทั่วไปภาพที่ใช้มีอยู่กด้วยกัน 2 ชนิด คือ ภาพ 2 มิติ และ ภาพ 3 มิติ<br><strong>ภาพ 2 มิติ </strong>คือภาพที่แสดงรูปทรงของภาพใน 2 มิติ คือ ความกว้าง และความสูง หรือความกว้างและความยาวโดยจะมองเห็นเป็นลักษณะของพื้นที่เช่นรูปสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยม วงกลม<br><strong>ภาพ 3 มิติ </strong>คือภาพที่แสดงรูปทรงของภาพใน 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว หรือความสูง และความลึกลักษณะของภาพจะแสดงปริมาตรของสิ่งที่อยู่ในภาพนั้น<br><strong>นิชาภัทร แสนเพียง รหัส202184507</strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:17:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904205867</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904228073</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;</strong></div><div>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบที่นิยมเขียนเป็นแบบทำงานนั้นนิยมเขียนภาพ 2 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; ภาพสามมิติ ( ภาพ 3 D )</div><div>•&nbsp; ภาพฉาย ( ภาพ 2 D )</div><div><strong>ภาพสามมิติ</strong></div><div>ภาพสามมิติ (Pictorial View) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นมิติของภาพได้ถึง 3 ด้านด้วยกันในภาพเดียวกัน คือ ขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกของชิ้นงาน มีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นงานจริง ในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้ภาพ 3 มิติเป็นแบบทำงาน จะใช้สำหรับดูรูปร่างของชิ้นงาน ส่วนแบบในการปฏิบัติงานจะใช้ภาพฉาย โดยมีภาพ 3 มิติดูประกอบการทำงาน</div><div>ภาพสามมิตินั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ</div><div>•&nbsp; ภาพออบลิก มี 2 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; แบบคาวาเรียร์</div><div>•&nbsp; แบบคาบิเนต<br><strong>ภาพฉาย</strong></div><div>ในวงการอุตสาหกรรมนิยมใช้แบบภาพฉายเป็นแบบสั่งงานและการปฏิบัติงานของช่างฝีมือ เพื่อนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ แบบของชิ้นงานนั้นต้องมีรายละเอียดอย่างครบถ้วน ดังนั้น จึงควรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับภาพฉาย ตลอดจนการอ่านแบบและเขียนแบบภาพฉายได้อย่างถูกต้อง</div><div><br>Cr.ปรียาภรณ์ สุนา 202184599</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:47:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904228073</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบที่นิยมเขียนเป็นแบบทำงานนั้นนิยมเขียนภาพ 2 แบบ คือ•  ภาพสามมิติ ( ภาพ 3 D )•  ภาพฉาย ( ภาพ 2 D )ภาพสามมิติภาพสามมิติ (Pictorial View) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นมิติของภาพได้ถึง 3 ด้านด้วยกันในภาพเดียวกัน คือ ขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกของชิ้นงาน มีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นงานจริง ในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้ภาพ 3 มิติเป็นแบบทำงาน จะใช้สำหรับดูรูปร่างของชิ้นงาน ส่วนแบบในการปฏิบัติงานจะใช้ภาพฉาย โดยมีภาพ 3 มิติดูประกอบการทำงานภาพสามมิตินั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ•  ภาพออบลิก มี 2 แบบ คือ•  แบบคาวาเรียร์•  แบบคาบิเนต•  ทัศนียภาพ มี 3 แบบ คือ•  แบบ 1 จุด•  แบบ 2 จุด•  แบบ 3 จุด•  แบบแอกโซโนเมตริก มี 3 แบบ คือ•  ภาพไดเมตริก•  ภาพไตรเมตริก•  ภาพไอโซเมตริก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904232899</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr.พัชรินทร์ พานพินิจ 202184597</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:54:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904232899</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904233888</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบ</mark></strong></div><div><strong>&nbsp;</strong>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบที่นิยมเขียนเป็นแบบทำงานนั้นนิยมเขียนภาพ 2 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; ภาพสามมิติ ( ภาพ 3 D )</div><div>•&nbsp; ภาพฉาย ( ภาพ 2 D )</div><div><strong>ภาพสามมิติ</strong></div><div>ภาพสามมิติ (Pictorial View) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นมิติของภาพได้ถึง 3 ด้านด้วยกันในภาพเดียวกัน คือ ขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกของชิ้นงาน มีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นงานจริง ในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้ภาพ 3 มิติเป็นแบบทำงาน จะใช้สำหรับดูรูปร่างของชิ้นงาน ส่วนแบบในการปฏิบัติงานจะใช้ภาพฉาย โดยมีภาพ 3 มิติดูประกอบการทำงาน</div><div>ภาพสามมิตินั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ</div><div>•&nbsp; ภาพออบลิก มี 2 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; แบบคาวาเรียร์</div><div>•&nbsp; แบบคาบิเนต</div><div>•&nbsp; ทัศนียภาพ มี 3 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; แบบ 1 จุด</div><div>•&nbsp; แบบ 2 จุด</div><div>•&nbsp; แบบ 3 จุด</div><div>•&nbsp; แบบแอกโซโนเมตริก มี 3 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; ภาพไดเมตริก</div><div>•&nbsp; ภาพไตรเมตริก</div><div>•&nbsp; ภาพไอโซเมตริก</div><div>&nbsp;CR วิชาญ สุวรรณชัยรบ&nbsp; c202184536<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 09:56:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904233888</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904239745</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>บรรทัดเขียนส่วนโค้ง (IRREQULAR CURVES)</strong></div><div>บรรทัดเขียนส่วนโค้ง เป็นการเขียนที่จะใช้ในการเขียนส่วนโค้ง หรือเส้นโค้งในแบบงานที่ไม่สามารถใช้วงเวียนเขียนการใช้บรรทัดส่วนโค้งเป็นการเขียนที่จะต้องให้เส้นต่อเนื่องกันโดยการให้ส่วนโค้งของบรรทัดสัมผัส 3 จุด แล้วจึงลากเส้นผ่านจุดซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการใช้บรรทัดเขียนส่วนโค้งจึงสามารถเขียนส่วนโค้งได้สมบูรณ์<br>น.ส.น้ำฝน มืมขุนทด 202185126</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 10:04:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904239745</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904325156</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพไอโซเมตริก (Isometric) เป็นภาพสามมิติที่เส้นแนวตั้งจะแสดงด้านตั้งของ วัตถุ ส่วนแนวนอนจําใช้เส้นที่ทํามมุ 30 องศา กับ แกนนอน และเส้นทุก เส้นในภาพจะใช้มาตราส่วน เดียวกัน หลักการเขียนภาพไอโซเมติรกมีดังนี้<br>1) เขียนภาพฉายเพื่อให้ทราบความยาวและความกว้างจากภาพด้านบน ความยาว และความสงู จากภาพด้านหน้า และความกว้างหรือความหนาและความสูง จากภาพด้านข้าง<br>2)เขียนวัตถุรูปแบบกล่องสี่เหลี่ยมที่ประกอบด้วยแกนสามแกนทํามุมกัน120 องศา แกนแรกเขียนในแนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและทางขวา โดยทํามุม30 องศา กับเส้นแนวนอน<br>3. ภาพเพอร์สเปกทีฟ (Perspective) หรือภาพทัศนียภาพ เป็นภาพสามมิติที่มอง<br><br>นางสาว ศิริยากร ทองทิพย์ 64171114434</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 12:01:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904325156</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้อสังเกตในการเขียนแบบภาพไอโซเมตริก     1. มุมที่ใช้ในการเขียนแบบภาพไอโซเมตริกนี้จะมีเพียง 2 มุมเท่านั้นคือมุม 30 และ 90  กล่าวคือ เส้นที่ขีดทำมุมด้านซ้ายและขวา จะทำมุม 30 องศา  ส่วนเส้นที่ขีดขึ้นหรือขีดลงจะเป็นมุม 90 องศา     2. เส้นที่ขีดจะเป็นเส้นขนานกันโดยตลอดคืนเส้นที่ทำมุมด้านซ้ายก็จะขนานกัน เส้นที่ลากด้านขวากจะขนานกัน และเส้นตั้งฉากก็จะขนานกัน     3. การเขียนเส้นระนาบเส้นแรกควรให้อยู่ด้านล่างเพราะภาพที่เขียนจะอยู่ด้านบนและควรคำนึงถึงความสูงของภาพที่จะเขียนด้วยเพื่อไม่ให้ภาพที่เขียนล้นกรอบกระดาษเขียนแบบ     4. ก่อนที่จะเขียนเส้นตั้งฉากจะต้องดูก่อนว่าภาพเอียงไปด้านใด หากภาพที่จะเขียนเอียงด้านซ้ายเส้นตั้งฉากจะต้องอยู่ด้านขวา เป็นต้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904338937</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr. นาย กฤษฎา แสงรัตน์<br>(64171110444-4)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 12:19:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904338937</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904389693</link>
         <description><![CDATA[<div>ทิศทางการมองภาพฉายทั้ง 3 ด้าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การหาภาพด้านหน้า เมื่อมีภาพด้านข้างและภาพด้านบนแล้ว ให้ใช่วิธีการลากเส้นฉายจากเส้นขอบรูปของภาพด้านข้างไปแนวนอนทางซ้าย และลากเส้นฉายจากภาพด้านบนขึ้นไป เพื่อให้มาตัดเป็นจุดขอบรูปของภาพด้านหน้า เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านหน้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การหาภาพด้านข้าง ให้ลากเส้นฉายเอียง 45 องศากับแนวราบจากมุมล่างขวาของภาพด้านหน้า แล้วลากเส้นฉายแนวนอนจากภาพด้านหน้าไปทางขวาเพื่อให้ตัดกับเส้นฉายของขอบรูปที่ลากมาจากภาพด้านบนผ่านเส้นเอียง 45 องศา แล้วหักขึ้นสู่ภาพด้านข้างไปตัดกันจะได้เป็นจุดตัดของขอบรูปของภาพด้านข้าง เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านข้าง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การหาภาพด้านบน ให้ลากเส้นฉายแนวดิ่งจากภาพด้านหน้าลงมาตัดกับเส้นฉายที่ลากลงจากภาพด้านข้างซึ่งหักมุมผ่านเส้นเอียง 45 องศามาตัดเป็นจุดของขอบรูปของภาพด้านบน เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านบน<br>&nbsp;<br>- การบอกขนาดมิติของภาพฉาย ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. เส้นบอกขนาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. เส้นช่วยบอกขนาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. หัวลูกศร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ตัวเลขบอกขนาด มีดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.1 ตัวเลขจะต้องเขียนอยู่บนเส้นบอกขนาด และห่างเล็กน้อยในตำแหน่งกึ่งกลางเส้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.2 ตัวเลขในแนวนอนให้เขียนตัวเลขชี้ขึ้นบน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.3 ตัวเลขในแนวตั้งให้เขียนตัวเลขชี้ไปทางขวา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.4 ขนาดความสูงของตัวเลขควรเท่ากับความยาวของลูกศร<br>&nbsp;<br>- ตัวอย่างการเขียนภาพฉายมุมที่ 1<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การฉายภาพระบบมุมที่ 1 E (E –Method)ชิ้นงานจะถูกสมมติให้วางลอยอยู่ในควอแดรนท์ที่ 1 เมื่อฉายเส้นต่าง ๆไปตกที่ระนาบรับภาพของทั้ง 3 ด้าน แล้วคลี่ระนาบรับภาพทั้ง 3ออกให้อยู่ในระนาบดิ่ง จะได้ภาพด้านบนอยู่ข้างล่างของภาพด้านหน้า ภาพที่มองด้านซ้ายจะอยู่ขวามือของด้านหน้า<br>ศศิยามล นาสมภักดิ์<br>รหัสพนักงาน202184495</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:17:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904389693</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904392460</link>
         <description><![CDATA[<div>แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2&nbsp; ลักษณะ&nbsp; คือ<br>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ<br>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 2&nbsp; มิติ<br><br>เมื่อเราจะกล่าวถึงลักษณะของวัตถุแต่ละอย่างแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป&nbsp; เรามักจะเปรียบเทียบวัตถุนั้นกับสิ่งอื่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในวงการช่างซึ่งต้องการคำจำกัดความที่แน่นอนของรูปชิ้นงาน&nbsp; เรามักจะใช้การเปรียบเทียบกับรูปทรงทางเรขาคณิต&nbsp; เช่นทรงกลม&nbsp; ทรงเหลี่ยม&nbsp; ทรงกรวย เป็นต้น&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเขียนและการอ่านแบบงาน&nbsp; อีกทั้งยังช่วยให้ช่างสามารถหาวิธีการในการผลิตชิ้นงานนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย<br><br>ภาพฉาย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า<br><br>นางสาว วราภรณ์ ไชยเชษฐ์&nbsp;<br>รหัสพนักงาน202184543</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:20:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904392460</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความหมายและความสำคัญของภาพฉาย     ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ  โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ  ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3มิติ  ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย  แต่การเขียนภาพ 3 มิติ  นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง  จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต  เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  ภาพ 3  มิติ  เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่าการที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนำเอาแต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน  จะทำให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทำให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น - หลักการมองภาพฉาย ภายฉายสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ     1. การเกิดเงา     2. การมองเห็นวัถุ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904394530</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ณัฐพล ตุ้งประโคน<br>รหัสพนักงาน 202184477</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:22:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904394530</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มาตรฐานของเส้นในงานเขียนแบบ  งานเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดง ความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และท าให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์  เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12) แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 0.25, 0.35, 0.5, 0.7, 1.0, 1.4 และกลุ่มเส้น 2.0 มิลลิเมตร ส่วนการเลือกใช้กลุ่มเส้นใดนั้นจะขึ้นอยู่กับ ขนาดและรูปร่างของชิ้นงานที่น ามาเขียนแบบ เช่น กระดาษเขียนแบบขนาด A4 และ A3 นิยมใช้กลุ่ม เส้น 0.50 และกลุ่มเส้น 0.70 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904410468</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr.กมลชัย เบิกบาน 202184514</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:37:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904410468</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เส้นที่ใช้ในการเขียนแบบมีหลายชนิด​ แต่ละชนิดจะมีลักษณะและความหมายที่ต่างกันออกไป​ เช่น​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904428938</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เส้นร่างแบบ​ นำมาใช้ร่างเป็นแนวก่อนการเขียนตัวอักษรประกอบแบบ<br>2.เส้นขอบหรือเส้นกรอบ​ นำมาใช้เพื่อกำหนดให้แบบหรือรูปทรงที่เขียนอยู่ภายในกรอบ<br>3.เส้นประหรือเส้นไข่ปลา​ เป็นเส้นแสดงวุตถุในส่วนที่ถูกบังเอาไว้หรือด้านหลังซึ่งมองไม่เห็น<br>ฯลฯ<br><br><strong>มาตราส่วน</strong><br>การเขียบแบบงานจึงต้องมีการย่อหรือขยายภาพจากขนาดของจริงของชิ้นงาน​ ให้มีความเหมาะสมกับขนาดของกระดาษ​ และขนาดที่พอจะเขียนได้ง่าย​ มี2ชนิด​ คือ<br>1.​&nbsp;<strong>การย่อส่วน​&nbsp;</strong>ในกรณีที่ขนาดของวัตถุที่เรานำมาเขียนแบบมีขนาดใหญ่มากเกินกว่าขนาดของกระดาษเขียนแบบ​ เราจำเป็นต้องย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมาะกับขนาดของกระดาษ​ เช่น​ มาตราส่วน​ 1​ : 20​ หมายความว่า ขนาดของจริง​ 20ส่วน​ ย่อลงเหลือเพียง​ 1ส่วน​ ในกระดาษเขียนแบบ<br>2.​&nbsp;<strong>การขยายส่วน​ </strong>ในกรณีที่ขนาดของจริงเล็กมาก​ จนไม่สามารถกำหนดขนาดลงในกระดาษเขียนแบบให้เห็นอย่างชัดเจนได้​ เราจำเป็นต้องขยายส่วนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น​ เพื่อให้สามารถกำหนดขนาดได้อย่างชัดเจนและเขียนลงในกระดาษเขียนแบบได้<br>เช่น​ มาตราส่วน​ 20​ : 1​ หมายความว่า​ ขนาดของจริง​ 1ส่วน​ นำไปขยาย​ 20เท่า​ เขียนลงในกระดาษเขียนแบบ<br>Cr.วรารัตน์​ แสนทวีสุข​ รหัสพนักงาน​ 202184606</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:56:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904428938</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ออบลิก” (Oblique) แปลว่า เอียง เฉียงหรือทแยง ดังนั้นการเขียนภาพออบลิกจึงหมายถึง การเขียนภาพ 3 มิติ ที่เอียงเพียงด้านเดียว โดยจะเอียงเฉพาะด้านข้างเท่านั้น ส่วนด้านหน้า จะมองเห็นเป็นภาพฉายเต็มหน้า โดยมีสัดส่วนเป็น 1:1 กับชิ้นงานจริง เช่น วงกลม f 60 มม. เมื่อเขียนเป็นภาพด้านหน้าก็จะเห็นเป็นวงกลม f 60 มม. เป็นต้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904431362</link>
         <description><![CDATA[<div>Crสุนทร  กุลวงศักดิ์  202184465</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 13:58:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904431362</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หลักการพื้นฐานของการฉายภาพ  ภาพฉาย  หมายถึง  ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงแล้วฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพดังนั้นการมองภาพแต่ละด้านดังได้กล่าวมาแล้วนั้นคือการมองภาพเพื่อนำไปสู่การฉายภาพนั้นเอง  ปกติแล้วแสงที่ฉายผ่านชิ้นงานจะกระทบกับระนาบระนาบรองรับภาพ ภาพที่เกิดขึ้นบนระนาบจะมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นตามระยะหางของระนาบนั้น   แต่การมองภาพเมื่อฉายไปยังระนาบรับภาพในทางเขียนแบบเครื่องกลให้ถือว่าเส้นที่ฉายไปยังระนาบนั้นเป็นเส้นขนานกันทุกเส้น ดังนั้นภาพที่ปรากฎบนระนาบจะมีสัดส่วนสองด้านที่มองเท่ากับของจริง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904452107</link>
         <description><![CDATA[<div>ณัฐวุฒิ วงศ์สง่า รหัส202184588</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 14:19:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904452107</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มาตราฐานในการเขียนแบบ 2.1  กระดาษเขียนแบบ2.2  เส้นต่าง ๆ ที่ใช้ในงานเขียนแบบ2.3  การเขียนตัวอักษร  2.  มาตรฐานในการเขียนแบบ การเขียนแบบจัดเป็นกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิคเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานด้านทฤษฎีและปฏิบัติ  ช่างเทคนิคที่เขียนแบบจะถ่ายทอดความคิด  และการสเกตซ์ของวิศวกรสถาปนิกมาเป็นรายละเอียดในงานเขียนแบบ  และการระบุรายการในงานเขียนแบบเพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้สั่งงานกับผู้ปฏิบัติงาน  จึงมีการกำหนดมาตรฐานในงานเขียนแบบขึ้น ความหมายของมาตรฐานมาตรฐาน  หมายถึง  ข้อกำหนดหรือข้อตกลงกันระหว่างผู้ผลิต  และผู้ใช้เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับขนาดรูปร่าง น้ำหนัก  และส่วนผสมของวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำการผลิตขึ้นจากแหล่งผลิตต่าง ๆ ให้มีคุณสมบัติและคุณภาพเหมือนกันสามารถนำมาใช้สับเปลี่ยนทดแทนกันได้ 2.1    กระดาษเขียนแบบ กระดาษเขียนแบบมีหลายขนาด  ผู้เขียนสามารถเลือกใช้ขนาดของกระดาษเขียนแบบให้เหมาะสมกับขนาดของแบบที่ต้องการ  ขนาดของกระดาษเขียนแบบในระบบ  SI unit  หรือระบบเมตริก  ขนาดของกระดาษ  A0  จะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า  โดยมีพื้นที่  1  ตารางเมตร  มีความกว้าง  : ความยาว  คือ  (1 : 1.141)  ดังแสดงในภาพที่  2.1   ภาพที่  2.1  แสดงวิธีการคำนวณหาขนาดของกระดาษ  A0       กระดาษเขียนแบบ  A0  ถ้านำไปแบ่งครึ่งออกไปเรื่อย ๆ กระดาษจะเล็กลงครึ่งหนึ่ง  จากกระดาษมาตรฐาน  A0  จะเปลี่ยนเป็นขนาด  A1, A2, A3 และ  A4  ตามลำดับ  โปรดสังเกตกระดาษ  A1  จะมีพื้นที่น้อยกว่ากระดาษ  A0  จำนวน 1  เท่า  และกระดาษ  A2  จะมีพื้นที่น้อยกว่ากระดาษ  A1  จำนวน  1  เท่า  เป็นสัดส่วนลงไปเรื่อย ๆ ดังแสดงในภาพที่  2.2 ภาพที่  2.2  แสดงสัดส่วนของกระดาษเขียนแบบตามมาตรฐานระบบเมตริกซึ่งมีอัตราส่วนความกว้าง : ความยาว  คือ  เปรียบเทียบขนาดของกระดาษเขียนแบบระบบเมตริกและระบบอังกฤษ        2.2  การติดกระดาษ ในการติดกระดาษจะต้องติดกระดาษลงบนกระดาษเขียนแบบให้สนิท โดยใช้เทปกาว  ควรวางตำแหน่งของกระดาษเขียนแบบให้ใกล้กับขอบซ้ายมือของกระดานเขียนแบบ  เพื่อให้เกิดระยะผิดพลาดจากการเขียนแบบน้อยที่สุด    ภาพที่  2.3  การติดกระดาษเขียนแบบ 2.3  ตารางรายการ เป็นตารางบอกรายละเอียดต่าง ๆ ของแบบ  เช่น ชื่อของแบบงาน  ชื่อผู้เขียนแบบ  มาตราส่วนชื่อบริษัทหรือสถานศึกษา  วัน/เดือน/ปี ที่เขียนแบบและหมายเลขแบบ  เป็นต้น  ตารางรายการนี้ถ้าใช้กระดาษเขียนแบบขนาด A4  สามารถแสดงไว้ด้านล่างตลอดความยาวของกระดาษ  แต่ถ้าใช้กระดาษ  A3  ซึ่งมีความยาวมาก  อาจเขียนไว้บริเวณมุมขวามือของกระดาษได้  ดังแสดงในภาพที่  2.4       ภาพที่  2.4  แสดงลักษณะและขนาดของตารางรายการของแบบ      ภาพที่  2.5  แสดงลักษณะและขนาดของตารางรายการของแบบของกระดาษขนาด  A3 3.  เส้น เส้นร่างแบบใช้เพื่อร่างแบบงานโดยเขียนอย่างเบาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเขียนอีกหรือเป็นการเข้าใจผิดกันเส้นอื่น ๆ  ในการเขียนแบบโดยทั่ว ๆ ไปชนิดของเส้นในงานวิศวกรรมมีอยู่หลายชนิด  ดังตารางแสดงชนิดของเส้น  ชื่อของเส้นและลักษณะการใช้งาน     ภาพที่ 2.6  ลักษณะของเส้นในการใช้งานเขียนแบบ 3.1.1          แสดงชนิดของเส้นการใช้งานและตัวอย่างการใช้งาน       4.   การเขียนตัวอักษรและตัวเลข ข้อมูลในการเขียนแบบซึ่งไม่สามารถแสดงเป็นรูปทรงโดยเส้นอาจแสดงโดยกำหนดขนาดเป็นตัวเลข  ตัวอักษร  ซึ่งจะให้รายละเอียดในแบบงานได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายที่สมบูรณ์  การเขียนตัวเลขและตัวอักษรเขียนได้หลาย ๆ วิธี  การเขียนด้วยมือ  การเขียนด้วยอุปกรณ์โดยใช้แผ่นแม่แบบ  เป็นต้นตัวอักษรระบบโกติกใช้วิธีเขียนแบบซิงเกิลสโตรค  (Single  Stroke  Gothic  Lettering)  มาตรฐานของตัวอักษรได้พัฒนาดัดแปลงรูปแบบของชุดตัวพิมพ์ตัวอักษรแบบโกติก  คำว่าชุดตัวพิมพ์  (front)  หมายถึง  การจำแนกหรือการจัดเป็นชุดเดียวกันในขนาดและรูปแบบของตัวอักษรและคำว่า  ซิงเกิลสโตรก  (Single-stroke)  มาจากหลักความจริงว่า  แต่ละตัวอักษรเขียนขึ้นด้วยเส้นตรงเดี่ยวหรือเส้นโค้งพื้นฐาน  ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียนและสะดวกต่อการอ่าน  เหตุผลที่งานอุตสาหกรรมยอมรับการเขียนตัวอักษรรูปแบบนี้ก็เพราะว่าตัวอักษรชนิดเขียนได้เร็วมาก ตัวอักษรโกติกแบ่งออกเป็น ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ และตัวอักษรพิมพ์เล็ก(ตรงและเอียง)ดังรูป  4.1           การเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษ    ภาพที่  4.7  การเขียนอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ตรงและตัวพิมพ์เล็กตรง      ภาพที่  2.8  การเขียนอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่เอียงและตัวพิมพ์เล็กเอียง การเขียนตัวอักษรและตัวเลขไทย     ภาพที่  2.9  การเขียนตัวอักษรภาษาไทยและตัวเลขรูปแบบในการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ รูปแบบของการเขียนตัวอักษรตัวใหญ่นั้นบางกลุ่มมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงเท่ากันแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูง  คือ 5/6  แต่มีอยู่  1  ตัวที่มีความกว้างมากกว่าความสูง  นั่นก็คือ  ตัว  “W”  ดังแสดงในภาพที่  2.10  และภาพที่  2.11 ภาพที่  2.10  แสดงอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงของตัวอักษรตัวตรง      ภาพที่  2.11  แสดงอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงของตัวอักษรตัวเอียง   ตัวอักษรพิมพ์ตัวเล็กตัวอักษรพิมพ์เล็กนั้นประกอบด้วย  3  ส่วน  คือ  ส่วนหลักซึ่งอยู่ตรงกลาง  ส่วนบน  และส่วนล่าง  โดยส่วนหลักจะมีความสูงเป็น  2/3  ของความสูงของตัวอักษรนำ  ถ้าส่วนหลักเป็น  2/3  ของตัวอักษรนำส่วนบนและส่วนล่างก็จะเป็น  1/6  ของอักษรนำ  ดังแสดงในภาพที่  2.12  และ  2.13   ภาพที่  2.12  แสดงโครงสร้างของอักษรตัวพิมพ์เล็ก      ภาพที่  2.13  แสดงขั้นตอนการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก    5.  มาตราส่วน มาตราส่วน  (scale)  โดยทั่ว ๆ ไปจะอยู่ใต้ภาพของชิ้นงานหรืออยู่ภายในบล็อคของกระดาษเขียนแบบเป็นการยากที่จะเขียนแบบขนาดเต็มเท่ากับชิ้นงานจริง  เช่น  เครื่องบิน  อาคารสิ่งก่อสร้าง  เป็นต้น  จึงจำเป็นต้องมีการลดขนาดโดยใช้มาตราส่วนย่อ  ในทางตรงกันข้ามกัน  ชิ้นส่วนเล็ก ๆ เช่น เฟืองนาฬิกา  ก็ต้องขยายภาพเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ชัดเจน  จึงต้องมีการใช้มาตราส่วนขยายมาตราส่วนที่นิยมใช้ในงานเขียนแบบเครื่องกล  คือ1.       มาตรฐานส่วนเต็ม  เช่น  มาตราส่วน  1:1      ภาพที่ 2.14  มาตราส่วนเต็ม  1 :1   2.       มาตราส่วนย่อ  เช่น  มาตราส่วน  1:2  1:5  1:10  หรือ  1:1000  เป็นต้น     ภาพที่ 2.15  มาตราส่วน  1 :2   3.       มาตราส่วนขยาย  เช่น  มาตราส่วน  2:1  5:1  10:1 เป็นต้น   ภาพที่ 2.16  มาตราส่วนขยาย  2:1  ตัวอย่างมาตราส่วนเต็ม  มาตราส่วนขยาย  และมาตราส่วนย่อ       ตารางแสดงการเปรียบเทียบมาตราส่วน มาตราส่วนขนาดงานจริงขนาดที่เขียนลงในแบบงาน1 :12 :15 :110 :11 :21 :51 :101010205010052120204010020010423030601503001563 สัญลักษณ์ของหน่วยในระบบเมตริก                             การแปลงหน่วยระบบเมตริกเป็นระบบนิ้ว         มิลลิเมตร                 =          มม.                                           1  มิลลิเมตร         =             0.03937      นิ้ว         เซนติเมตร               =          ซม.                                           1  เซนติเมตร       =             0.3937        นิ้ว         เดซิเมตร                  =          ดม.                                           1  เมตร                 =             39.37           นิ้ว         เมตร                         =          ม.                                              1  กิโลเมตร          =             0.6214        ไมล์  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904458956</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr. นางสาวเกตุวรี คำลือฤทธิ์ รหัสพนักงาน 202184526</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 14:25:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904458956</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดง ความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และทาให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12) แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 0.25, 0.35, 0.5, 0.7, 1.0, 1.4 และกลุ่มเส้น 2.0 มิลลิเมตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904466477</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr.นางสาวศิริกัลยา คุณสิงห์ รหัสพนักงาน202184591</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 14:32:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904466477</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดง ความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และทาให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904473891</link>
         <description><![CDATA[<div>Crนางสาวรัชนี ศรีแก้ว 202184589</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 14:39:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904473891</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904508328</link>
         <description><![CDATA[<div>มาตราฐานในการเขียนแบบ<br>1. กระดาษเขียนแบบ<br>2. เส้นต่าง ๆ ที่ใช้ในงานเขียนแบบ<br>3. การเขียนตัวอักษร<br><br>&nbsp; &nbsp;การเขียนแบบจัดเป็นกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิคเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานด้านทฤษฎีและปฏิบัติ&nbsp; ช่างเทคนิคที่เขียนแบบจะถ่ายทอดความคิด&nbsp; และการสเกตซ์ของวิศวกรสถาปนิกมาเป็นรายละเอียดในงานเขียนแบบ&nbsp; และการระบุรายการในงานเขียนแบบเพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้สั่งงานกับผู้ปฏิบัติงาน&nbsp; จึงมีการกำหนดมาตรฐานในงานเขียนแบบขึ้น<br>&nbsp;&nbsp;<br>ความหมายของมาตรฐาน<br>&nbsp; มาตรฐาน&nbsp; หมายถึง&nbsp; ข้อกำหนดหรือข้อตกลงกันระหว่างผู้ผลิต&nbsp; และผู้ใช้เพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันเกี่ยวกับขนาดรูปร่าง น้ำหนัก&nbsp; และส่วนผสมของวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำการผลิตขึ้นจากแหล่งผลิตต่าง ๆ ให้มีคุณสมบัติและคุณภาพเหมือนกันสามารถนำมาใช้สับเปลี่ยนทดแทนกันได้<br><br>กระดาษเขียนแบบ<br>&nbsp; &nbsp;กระดาษเขียนแบบมีหลายขนาด&nbsp; ผู้เขียนสามารถเลือกใช้ขนาดของกระดาษเขียนแบบให้เหมาะสมกับขนาดของแบบที่ต้องการ&nbsp; ขนาดของกระดาษเขียนแบบในระบบ&nbsp; SI unit&nbsp; หรือระบบเมตริก&nbsp; ขนาดของกระดาษ&nbsp; A0&nbsp; จะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า&nbsp; โดยมีพื้นที่&nbsp; 1&nbsp; ตารางเมตร&nbsp; มีความกว้าง&nbsp; : ความยาว&nbsp; คือ &nbsp; เขียนแบบ&nbsp; A0&nbsp; ถ้านำไปแบ่งครึ่งออกไปเรื่อย ๆ กระดาษจะเล็กลงครึ่งหนึ่ง&nbsp; จากกระดาษมาตรฐาน&nbsp; A0&nbsp; จะเปลี่ยนเป็นขนาด&nbsp; A1, A2, A3 และ&nbsp; A4&nbsp; ตามลำดับ&nbsp; โปรดสังเกตกระดาษ&nbsp; A1&nbsp; จะมีพื้นที่น้อยกว่ากระดาษ&nbsp; A0&nbsp; จำนวน 1&nbsp; เท่า&nbsp; และกระดาษ&nbsp; A2&nbsp; จะมีพื้นที่น้อยกว่ากระดาษ&nbsp; A1&nbsp; จำนวน&nbsp; 1&nbsp; เท่า&nbsp; เป็นสัดส่วนลงไปเรื่อย ๆ ดังแสดงในภาพที่&nbsp; 2.2<br><br>&nbsp;<br><br><br>ภาพที่&nbsp; 2.2&nbsp; แสดงสัดส่วนของกระดาษเขียนแบบตามมาตรฐาน<br><br>ระบบเมตริกซึ่งมีอัตราส่วนความกว้าง : ความยาว&nbsp; คือ&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>เปรียบเทียบขนาดของกระดาษเขียนแบบระบบเมตริกและระบบอังกฤษ<br><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;2.2&nbsp; การติดกระดาษ<br><br>&nbsp;<br><br>ในการติดกระดาษจะต้องติดกระดาษลงบนกระดาษเขียนแบบให้สนิท โดยใช้เทปกาว&nbsp; ควรวางตำแหน่งของกระดาษเขียนแบบให้ใกล้กับขอบซ้ายมือของกระดานเขียนแบบ&nbsp; เพื่อให้เกิดระยะผิดพลาดจากการเขียนแบบน้อยที่สุด<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>ภาพที่&nbsp; 2.3&nbsp; การติดกระดาษเขียนแบบ<br><br>&nbsp;<br><br><br>2.3&nbsp; ตารางรายการ<br><br>&nbsp;<br><br>เป็นตารางบอกรายละเอียดต่าง ๆ ของแบบ&nbsp; เช่น ชื่อของแบบงาน&nbsp; ชื่อผู้เขียนแบบ&nbsp; มาตราส่วนชื่อบริษัทหรือสถานศึกษา&nbsp; วัน/เดือน/ปี ที่เขียนแบบและหมายเลขแบบ&nbsp; เป็นต้น&nbsp; ตารางรายการนี้ถ้าใช้กระดาษเขียนแบบขนาด A4&nbsp; สามารถแสดงไว้ด้านล่างตลอดความยาวของกระดาษ&nbsp; แต่ถ้าใช้กระดาษ&nbsp; A3&nbsp; ซึ่งมีความยาวมาก&nbsp; อาจเขียนไว้บริเวณมุมขวามือของกระดาษได้&nbsp; ดังแสดงในภาพที่&nbsp; 2.4<br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;ภาพที่&nbsp; 2.4&nbsp; แสดงลักษณะและขนาดของตารางรายการของแบบ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>ภาพที่&nbsp; 2.5&nbsp; แสดงลักษณะและขนาดของตารางรายการของแบบของกระดาษขนาด&nbsp; A3<br><br>&nbsp;<br><br><br>3.&nbsp; เส้น<br><br>&nbsp;<br><br>เส้นร่างแบบใช้เพื่อร่างแบบงานโดยเขียนอย่างเบาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเขียนอีกหรือเป็นการเข้าใจผิดกันเส้นอื่น ๆ&nbsp; ในการเขียนแบบ<br><br>โดยทั่ว ๆ ไปชนิดของเส้นในงานวิศวกรรมมีอยู่หลายชนิด&nbsp; ดังตารางแสดงชนิดของเส้น&nbsp; ชื่อของเส้นและลักษณะการใช้งาน<br><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>ภาพที่ 2.6&nbsp; ลักษณะของเส้นในการใช้งานเขียนแบบ<br><br>&nbsp;<br><br>3.1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แสดงชนิดของเส้นการใช้งานและตัวอย่างการใช้งาน<br><br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>4. &nbsp; การเขียนตัวอักษรและตัวเลข<br><br>&nbsp;<br><br>ข้อมูลในการเขียนแบบซึ่งไม่สามารถแสดงเป็นรูปทรงโดยเส้นอาจแสดงโดยกำหนดขนาดเป็นตัวเลข&nbsp; ตัวอักษร&nbsp; ซึ่งจะให้รายละเอียดในแบบงานได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายที่สมบูรณ์&nbsp; การเขียนตัวเลขและตัวอักษรเขียนได้หลาย ๆ วิธี&nbsp; การเขียนด้วยมือ&nbsp; การเขียนด้วยอุปกรณ์โดยใช้แผ่นแม่แบบ&nbsp; เป็นต้น<br><br>ตัวอักษรระบบโกติกใช้วิธีเขียนแบบซิงเกิลสโตรค&nbsp; (Single&nbsp; Stroke&nbsp; Gothic&nbsp; Lettering)&nbsp; มาตรฐานของตัวอักษรได้พัฒนาดัดแปลงรูปแบบของชุดตัวพิมพ์ตัวอักษรแบบโกติก&nbsp; คำว่าชุดตัวพิมพ์&nbsp; (front)&nbsp; หมายถึง&nbsp; การจำแนกหรือการจัดเป็นชุดเดียวกันในขนาดและรูปแบบของตัวอักษรและคำว่า&nbsp; ซิงเกิลสโตรก&nbsp; (Single-stroke)&nbsp; มาจากหลักความจริงว่า&nbsp; แต่ละตัวอักษรเขียนขึ้นด้วยเส้นตรงเดี่ยวหรือเส้นโค้งพื้นฐาน&nbsp; ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียนและสะดวกต่อการอ่าน&nbsp; เหตุผลที่งานอุตสาหกรรมยอมรับการเขียนตัวอักษรรูปแบบนี้ก็เพราะว่าตัวอักษรชนิดเขียนได้เร็วมาก ตัวอักษรโกติกแบ่งออกเป็น ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ และตัวอักษรพิมพ์เล็ก(ตรงและเอียง)ดังรูป&nbsp; 4.1<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br>การเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br>&nbsp;ภาพที่&nbsp; 4.7&nbsp; การเขียนอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ตรงและตัวพิมพ์เล็กตรง<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;การเขียนตัวอักษรและตัวเลขไทย<br>รูปแบบในการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่<br>รูปแบบของการเขียนตัวอักษรตัวใหญ่นั้นบางกลุ่มมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงเท่ากันแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูง&nbsp; คือ 5/6&nbsp; แต่มีอยู่&nbsp; 1&nbsp; ตัวที่มีความกว้างมากกว่าความสูง&nbsp; นั่นก็คือ&nbsp; ตัว&nbsp; “W”&nbsp; ดังแสดงในภาพที่&nbsp;<br>ตัวอักษรพิมพ์ตัวเล็ก<br>ตัวอักษรพิมพ์เล็กนั้นประกอบด้วย&nbsp; 3&nbsp; ส่วน&nbsp; คือ&nbsp; ส่วนหลักซึ่งอยู่ตรงกลาง&nbsp; ส่วนบน&nbsp; และส่วนล่าง&nbsp; โดยส่วนหลักจะมีความสูงเป็น&nbsp; 2/3&nbsp; ของความสูงของตัวอักษรนำ&nbsp; ถ้าส่วนหลักเป็น&nbsp; 2/3&nbsp; ของตัวอักษรนำส่วนบนและส่วนล่างก็จะเป็น&nbsp; 1/6&nbsp; ของอักษรนำ<br><br>Cr. นายศักดินนท์&nbsp; วิถาระพันธ์<br>รหัสพนักงาน 202184563<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 15:12:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904508328</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904891831</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ภาพสามมิติที่นิยมใช้ในงานเขียนแบบมีอยู่ด้วยกัน 4ชนิดคือ 1. ภาพออบบลกิ (Oblique)<br>2. ภาพไดเมตริก(Dimetric)<br>3. ภาพไอโซเมตริก(Isometric) 4. เพอร์สเปกทีฟ(Perspective)<br>1. ภาพออบบลิก (Oblique) ลักษณะของภาพออบบลิก<br>(1) โครงร่างของขอบภาพจะประกอบด้วยเส้น 3 เส้น คือ เส้นในแนวนอน(180 องศา) เส้น ในแนวดิ่ง(90 องศา) และ เส้นเอียง 45 องศา&nbsp;<br>(2) ขนาดความกว้าง ความสูง ของภาพจะมีขนาดเท่ากับ ของจริง(1 :1) ส่วนนความลึก ของ ภาพจะมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่ง(1:2) ของขนาดของจริง<br>(3)ขอบของชิ้นงานหรือส่วนที่ถูกบังเอาไว้จะแสดงด้วยเส้นประ ในกรณีที่รูปทรงของวัตถุมีวงกลมหรือรูปไม่ปกติเขียนยาก จะนํามาเขียนไว้<br>ด้านหน้าของภาพออบบลกิ เพราะเป็นด้านที่สามารถเขียนเป็นรูปจริงขนาดจริงได้ เช่นถ้ามีรูป วงกลมอยู่เมื่อนํามาเขียนไว้ที่รูปด้านหน้าของภาพออบบลกิ ก็ยังคงสภาพเป็นวงกลมตามเดิมแต่ ถ้านํารูปวงกลมไปเขียนที่ด้านที่เป็นมุม เอียงแล้ว รูปวงกลมนั้น จะกลายเป็นรูปเอลลิพ ส์ ซึ่งเขียนยากต้องมีหลกัการและวิธีการเขียนที่ซับซ้อนขึ้นไปอีก<br><br>2. ภาพไดเมตริก(Dimetric) ลักษณะของภาพไดเมตริก<br>(1) โครงร่างของขอบภาพจะประกอบด้วยเส้นสามเส้นคือเส้นเอียง7องศาเส้นใน แนวดิ่ง และเส้นเอียง 42 องศา&nbsp;<br>(2) ขนาดความกว้าง ความสงู จะมีขนาดเท่าของจริง (1 :1) ส่วนความลึก จะมีขนาด เพียงครึ่งหนึ่ง (1:2) ของขนาดของจริง<br>(3) ขอบของชิ้นงานหรือส่วนที่ถูกบัง มองไม่เห็นใส่เป็นเส้นประ ภาพไดเมตริกเป็นภาพที่เขียนได้ยากเนื่องจากมีเส้นเอียงทํามุม 7องศาและ42องศาต้องใช้ ฉากที่ปรับมุม ได้ แต่รูปร่างของภาพจะเหมือนจริงมากกว่า ภาพ 3 มิติ&nbsp;<br><br>3.ภาพไอโซเมตริก (Isometric)<br>ลักษณะของภาพไอโซเมตริก<br>(1) โครงร่างของขอบภาพจะประกอบด้วยเส้น 3 เส้น คือ เส้นเอียง 30 องศา 2 เส้น และ เส้นในแนวดิ่ง(90 องศา) 1 เส้น&nbsp;<br>(2) ขนาดความกว้าง ความสูงและความลึก ของภาพจะมีขนาดเท่ากับ ขนาดของจริง&nbsp;<br>(3)ขอบของชิ้นงานหรือส่วนที่ถูกบังเอาไว้หรือมองไม่เห็นจะถูกเขียนด้วยเส้นประ<br><br>4.เพอร์สเปกทีฟ(Perspective)<br>ภาพเพอร์สเปกทีฟเป็นภาพที่เหมือนที่คล้ายภาพจริงมากที่สดุ หรือคล้ายกับภาพ จริงที่ตามองเห็นมากที่สุดคือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจะมีขนาดใหญ่สิ่งที่อยู่ไกลออกไปจะมีขนาดเลก็ลง เช่นการมองภาพทางรถไฟที่รางทั้งสองข้างพุ่ง บรรจบกัน ที่ปลายสุด สายตา นิยมใช้กัน มากในงานด้านสถาปัตยกรรม<br>&nbsp;ลักษณะของภาพเพอร์สเปกทีฟ<br>โครงร่างของขอบภาพจะประกอบด้วยเส้น 3 เส้น คือ เส้นเอียง 2 เส้น และเส้นในแนวดิ่ง 1 เส้นและมีจุดปลายสายตามองเห็นที่เรียกว่าVanishingPoint(VP)1-3จุด<br>CRนุชศรา จันทะทอง 202184567</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-21 23:49:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1904891831</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905760452</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ภาพในงานเขียนแบบ</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong></div><div>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบที่นิยมเขียนเป็นแบบทำงานนั้นนิยมเขียนภาพ 2 แบบ คือ</div><div>•&nbsp; ภาพสามมิติ ( ภาพ 3 D )</div><div>•&nbsp; ภาพฉาย ( ภาพ 2 D )</div><div><strong>ภาพสามมิติ</strong></div><div>ภาพสามมิติ (Pictorial View) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นมิติของภาพได้ถึง 3 ด้านด้วยกันในภาพเดียวกัน คือ ขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกของชิ้นงาน มีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นงานจริง ในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้ภาพ 3 มิติเป็นแบบทำงาน จะใช้สำหรับดูรูปร่างของชิ้นงาน ส่วนแบบในการปฏิบัติงานจะใช้ภาพฉาย โดยมีภาพ 3 มิติดูประกอบการทำงาน<br><strong>ภาพ</strong>สามมิติ<strong>ที่</strong>นิยม<strong>ใช้ใน</strong>งาน<strong>เขียนแบบ</strong> มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ 1. <strong>ภาพ</strong>ออบบลิก (Oblique) 2. <strong>ภาพ</strong>ไดเมตริก(Dimetric) 3. <strong>ภาพ</strong>ไอโซเมตริก(Isometric) 4. <strong>ภาพ</strong>เพอร์สเปก<strong>ที</strong>ฟ(Perspective) 1. <strong>ภาพ</strong>ออบบลิก (Oblique) ลักษณะของภาพออบบลิก<br>Cr สุริยะ บริสุทธิ์ 202185114</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 10:16:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905760452</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905795880</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวเลขและตัวอักษร<br>การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขนึ้แล้ว ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ (written language) สาหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขนึ้ กล่าวคือ ภาษาหนังสืออาจอธิบาย ชนิดของวสั ดุ ขนาด ระยะและจานวน ตลอดจนประเภทของสิ่งของในแบบภาษาหนังสือดงั กล่าวนี ้ มาในรูปของตวัเลขและตัวอกัษรดงันัน้นอกจากตัวอกัษรและตวัเลขมีความหมายต่อแบบ กล่าวคือ จะต้องเป็ นตัวอักษรและตัวเลขท่สี ะอาด ชัดเจน อ่านได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย ผ้เู รียน จะต้องหาประสบการณ์และทาความเข้าใจเร่ืองการเขียนตัวเลขและตัวอักษรอีกด้วย<br>ตวั อกั ษรและตวั เลขที่ใช้ในการเขียนแบบโดยทวั่ ไป คือ ถ้าแบบจะใช้ประโยชน์กว้างขวางถึง ประเทศอื่น ๆ ก็นิยมใช้ตัวอกั ษรภาษาองั กฤษ และตวั เลขอาราบิค แต่การใช้ภาษาไทยและตวั เลข ไทยก็ควรศกึ ษาไว้<br>ตัวอักษรภาษาอังกฤษ<br>นิยมใช้อกั ษรที่เรียกว่า Single Stroke Gothic เป็นตวั อกั ษรที่เขียนง่าย เขียนได้<br>รวดเร็วและอ่านได้เร็ว คาว่า Single Stroke หมายถึงตวั อกั ษรที่มีความกว้าง หรือความหนาของ เส้นเท่ากับความหนาของไส้ดินสอพดูง่ายๆก็คือตัวอกัษรที่เป็นเส้นชนั้เดียวการเขียนตวัอกัษร เพื่อใช้ในแบบนัน้ จะใช้ ตัวอักษรแบบตรง (vertical) หรือแบบเอียง(inclined) ก็ได้ ข้อสาคญั คือในแบบชุดหนึ่งๆถ้าใช้ตวัอกั ษรแบบใดก็ควรใช้แบบนัน้ตลอดไม่ควรปนกันทงั้สองแบบ&nbsp;<br><br>Cr เกษฎา ศรีมูลเขียว  iD 202185121</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 10:40:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905795880</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความหมายของงานที่จะสร้างหรือต้องการผลิตขึ้นมา  ภาพหรือรูปร่างที่เรียกว่าแบบงานนั้น   เขียนขึ้นโดยใช้เส้นชนิดต่าง ๆ  สัญลักษณ์และเครื่องหมายเฉพาะอื่น ๆ   เมื่อประกอบกันขึ้นมาเป็นรูปทรง   สามารถใช้สื่อความหมายให้ผู้เกี่ยวข้องได้เห็นรูปร่าง   ขนาด   ลักษณะของผิวงานชนิดของวัสดุ  เข้าใจวิธีการและขั้นตอนในการสร้างหรือการผลิต สามารถนำแบบงานมาคำนวณหาปริมาณของวัสดุ ประมาณราคาและระยะเวลาในการสร้างหรือผลิตงานนั้นได้ เป็นการยากที่จะระบุว่าอาชีพใด ที่ไม่ต้องการความสามารถในการอ่านแบบและเข้าใจแบบ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905924055</link>
         <description><![CDATA[<div><br>CR ปภิชญา ชัยรัตน์  202184482</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 12:08:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1905924055</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความหมายและความสำคัญ          มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์อื่น เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด มนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ออกมาตลอดเวลาและมีวิวัฒนาการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผิดจากสัตว์ที่มีขีดจำกัดในเรื่องของการคิดและจะคิดตามสัญชาติญาณที่มีมาตามธรรมชาติ มนุษย์จึงพัฒนาไปอย่างไม่มีขีดจำกัด มนุษย์จึงต้องมีการสร้างสื่อขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ในแรกเริ่มมนุษย์อาจจะสื่อด้วยท่าทางเพราะภาษาท่าทางจะเป็นภาษาสากลเบื้องต้นที่มนุษย์จะเข้าใจกันได้ และสามารถสื่อสารได้ทั่วโลก จะเห็นได้ง่าย ๆ เวลาเดินทางไปต่างประเทศที่ไม่รู้จักภาษาของเขา แต่ก็สามารถสื่อสารอะไรง่าย ๆ โดยท่าทาง เช่น การสั่งอาหาร โดยแสดงการชี้ไปที่อาหารและแสดงอาการตักอาหารเข้าปากก็เป็นที่เข้าใจว่าต้องการสั่งอาหารชนิดนั้น ๆ แต่ถ้าต้องการอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นก็คงจะต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศนั้น เพื่อที่จะสื่อสารให้ได้มากกว่านั้น และจะมีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นก็ต้องศึกษาวัฒนธรรมจารีตประเพณีของเขาว่าเขาอยู่กันอย่างไรมีความคิดความเชื่อในการดำรงชีวิตอย่างไร ที่กล่าวมานี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นว่ามนุษย์จะเข้าใจกันได้จะต้องมีสื่อกลางที่จะทำให้ผู้รับสารและผู้ส่งสารมีความเข้าใจได้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่าย การสื่อสารนอกจากกริยาท่าทาง ภาษาพูดภาษาเขียนแล้ว ยังมีเครื่องหมาย สัญลักษณ์ และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายที่จะทำให้มนุษย์สื่อสารทำความเข้าใจกันได้             การเขียนแบบจึงจัดเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอีกภาษาหนึ่งเป็นภาษาสากลที่เข้าใจกันได้ในหลายชาติหลายภาษาและเป็นภาษาสากลบันทึกประวัติศาสตร์           การเขียนแบบ (Technical drawing, drafting or drawing) หมายถึง วิธีการเขียนถ่ายทอดความคิดของผู้ออกแบบลงบนกระดาษอย่างเป็นระเบียบแบบแผน   เพื่อให้บุคคลได้เข้าใจโดยไม่จำกัดระยะเวลาในการศึกษาทำความเข้าใจ การเขียนแบบเป็นภาษาอย่างหนึ่งที่ใช้กันในงานช่างหรืองานอุตสาหกรรม  เป็นภาษาที่ถ่ายทอดความคิดหรือความต้องการของผู้ออกแบบไปให้ผู้อื่นได้ทราบ   และเข้าใจได้อย่างถูกต้องไม่คลาดเคลื่อน โดยแบบที่เขียนขึ้นจะเป็นสื่อกลางที่จะนำความคิดไปสร้างได้อย่างถูกต้อง   อันจะเป็นการประหยัดและได้งานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ตรงกันการเขียนแบบจะต้องเป็นภาษาสากล  โดยเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ และรูปแบบต่าง ๆ   จะต้องเข้าใจได้ง่าย แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาวิชาเขียนแบบก็สามารถเข้าใจได้พอสมควร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906011548</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>Cr รัตติกาล เข็มเพชร.  202184596</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 13:01:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906011548</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพสามมิติแบบ OBQIUE        เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก สำหรับงานที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้ง หรือรูกลมเพราะสามารถเขียนได้ง่ายและรวดเร็วเนื่องจากภาพ OBQIUE จะวางภาพด้านหนึ่งอยู่ในแนวระดับ เอียงทำมุมเพียงด้านเดียว โดยเขียนเป็นมุม 45 องศา สามารถเขียนเอียงได้ทั้งด้านซ้ายและขวาความหนาของงานด้านเอียงขนาดลดลงครึ่งหนึ่ง ภาพ OBQIUE มี 2 แบบ คือ แบบคาวาเลียร์ (CAVALIER) และแบบคาบิเนต (CABINET)   การเขียนแบบภาพออบลิค     รูปออบลิคเป็นแบบภาพสามมิติอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับรูปไอโซเมตริก ส่วนที่แตกต่างกันคือ  ภาพออบลิคจะแสดงด้านหน้าตรงๆ ส่วนด้านข้างจะทำมุม 45 องศา เพียงด้านเดียว คือด้านขวามือ  เนื่องจากภาพออบลิคแสดงด้านหน้าได้ชัดเจนดี  จึงนิยมเขียนภาพที่มีรายละเอียดด้านหน้ามาก ๆ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906045049</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย&nbsp;อัศวิน ชูชาติ 202185129</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 13:16:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906045049</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906244419</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพฉาย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า<br><strong>นาย ฌานิช จำปาลา รหัสพนักงาน 202184650</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 14:33:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1906244419</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้อควรจำของการเขียนภาพไอโซเมตริก              1. การเขียนภาพไอโซเมตริก จะต้องเกิดจากเส้นแกนหลัก 3 เส้น คือ เส้นในแนวดิ่ง 1 เส้น และ เส้นเอียงทํามุม 30 องศา 2 เส้น                          2. การเขียนจะต้องขึ้นเป็นรูปกล่องสี่เหลี่ยมก่อนเสมอแล้วจึงค่อยใส่หรือเพิ่มเติมรายละเอียดในภายหลัง                                                            3. ขนาดของภาพจะมีขนาดเท่ากับขนาดของภาพฉายทุกด้าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908216961</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr. นายวีระพงษ์&nbsp; สวัสดี<br>( 64171110438-6 )</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 11:52:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908216961</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนแบบภาพออบลิค            รูปออบลิคเป็นแบบภาพสามมิติอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับรูปไอโซเมตริก ส่วนที่แตกต่างกันคือ  ภาพออบลิคจะแสดงด้านหน้าตรงๆ ส่วนด้านข้างจะทำมุม 45 องศา เพียงด้านเดียว คือด้านขวามือ  เนื่องจากภาพออบลิคแสดงด้านหน้าได้ชัดเจนดี  จึงนิยมเขียนภาพที่มีรายละเอียดด้านหน้ามาก ๆ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908340082</link>
         <description><![CDATA[<div>ธีรภัทร์&nbsp; บำรุงพงษ์ 202185135</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:06:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908340082</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้อสังเกตในการเขียนแบบภาพออบลิค                1.  มุมที่ใช้ในการเขียนแบบภาพออบลิคจะมีเพียง 2 มุมเท่านั้นคือ 45, 90  เส้นที่ขีดทำมุมด้านขวามือจะเป็นมุม 45 องศา  ส่วนเส้นที่ลากขึ้นหรือลากลงจะเป็นมุม 90 องศา                2.  เส้นที่ขีดจะเป็นเส้นขนานกันโดยตลอดคือ เส้นที่ลากทำมุมด้านขวาก็จะขนานกันกับด้านขวา เส้นที่ลากด้านซ้ายเป็นเส้นระนาบ และเส้นที่ลากขึ้นหรือลงก็จะขนานกัน                3.  การเขียนเส้นระนาบเส้นแรกควรให้อยู่ด้านล่างเพราะภาพที่เขียนจะอยู่ด้านบนและควรคำนึงถึงความสูงของภาพด้วย                4.  ก่อนที่จะเขียนเส้นตั้งฉากจะต้องคำนึงถึงความยาวด้านหน้าของภาพด้วยตัวอย่างภาพออบบริคที่มา : หนังสือเรียนงานช่างม.1-ม.3 สำนักพิมพ์วัฒนาพานิชย์3. การเขียนภาพไอโซเมตริกการเขียนแบบภาพไอโซเมตริกเป็นภาพลักษณะสามมิติอีกแบบหนึ่งของการเขียนแบบ  มีลักษณะเป็นภาพที่มองเห็นจากมุมที่กำหนดเป็นจุดเริ่มต้น  การสร้างภาพไอโซเมตริกนี้จึงเป็นการวัดเอาขนาดกว้าง ยาว ของด้านต่าง ๆ มาเป็นขนาดในภาพนั้นเอง  การเขียนแบบภาพไอโซเมตริกนี้จะแสดงการเขียนโดยใช้มุมทั้งสองข้างเท่ากัน คือ เป็นมุม 30 องศา โดยวัดจากเส้นระนาบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908346778</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย&nbsp;อัสนี ชูชาติ 202185130</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:09:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908346778</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คำว่า “ไอโซ  (ISO) มาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า “เท่ากันหรือเหมือนกัน” และคำว่า “เมตริก”  (Metric) หมายถึง หน่วยการวัด เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกันเป็น ไอโซเมตริก (Isometric) จึงหมายถึง  ภาพ 3 มิติ ที่มีด้านเท่ากันทุกด้านและมีขนาดเท่ากับของจริง ดังนั้นภาพไอโซเมตริกจึงเป็นภาพ 3 มิติที่เขียนง่ายเพราะมีมุมเอียง สัดส่วนที่แน่นอน       </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908393243</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>วิภาวรรณ ลัวะตื้น 64171110435-6<br>(202185152)</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:29:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908393243</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มาตราส่วน ( SCALE ) หมายถึง อัตราที่ใช้ย่อหรือขยายส่วน             การเขียนแบบโดยทั่วไป ภาพที่เขียนแบบจะมีขนาดที่สัมพันธ์พอเหมาะกับขนาดกระดาษเขียนแบบเสมอ เมื่อมองภาพแล้วเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนสมบูรณ์ ฉะนั้นการเลือกใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมกับขนาดกระดาษเขียนแบบ ผู้เขียนแบบจึงต้องควรคำนึงถึงมากมาตราส่วน แบ่งออกเป็น 3 ชนิด1.  มาตราส่วนย่อ  ( BRIEF SCALE ) เช่น 1 : 10 อ่านว่า  หนึ่งต่อสิบ  หมายถึง ของจริง 10 ส่วน เขียนลงในกระดาษเขียนแบบ 1 ส่วน2.  มาตราส่วนขยาย ( EXTENDED SCALE ) เช่น 10 : 1 อ่านว่า  สิบต่อหนึ่ง  หมายถึง ของจริง 1 ส่วน เขียนลงในกระดาษเขียนแบบ 10 ส่วน3.  มาตราส่วนเท่าของจริง ( FULL SCALE ) เช่น 1 : 1 อ่านว่า  หนึ่งต่อหนึ่ง  หมายถึง ของจริง 1 ส่วน เขียนลงในกระดาษเขียนแบบ 1 ส่วน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908403839</link>
         <description><![CDATA[<div>ณัฐวุฒิ ประสมสี<br>รหัส 202185139</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:33:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908403839</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขึ ้นแล้ว ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ(written language) ส าหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขึ ้น กล่าวคือ ภาษาหนังสืออาจอธิบายชนิดของวัสดุ ขนาด ระยะและจ านวน ตลอดจนประเภทของสิ่งของในแบบภาษาหนังสือดังกล่าวนี ้ มาในรูปของตัวเลขและตัวอักษร ดังนั ้นนอกจากตัวอักษรและตัวเลขมีความหมายต่อแบบ กล่าวคือ จะต้องเป็ นตัวอักษรและตัวเลขที่สะอาด ชัดเจน อ่านได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย ผู้เรียนจะต้องหาประสบการณ์และท าความเข้าใจเรื่องการเขียนตัวเลขและตัวอักษรอีกด้วย ตัวอักษรและตัวเลขที่ใช้ในการเขียนแบบโดยทั่วไป คือ ถ้าแบบจะใช้ประโยชน์กว้างขวางถึงประเทศอื่น ๆ ก็นิยมใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และตัวเลขอาราบิค แต่การใช้ภาษาไทยและตัวเลขไทยก็ควรศึกษาไว้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908424621</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr.มุขฤทัย สำราญพัฒน์ ID.202185144</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:42:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908424621</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ปรวิทย์ พลอยแดง 202185151</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908452995</link>
         <description><![CDATA[<div>6.ภาพสามมิติ</div><div>&nbsp;</div><div>6.1&nbsp; ประเภทของภาพ 3&nbsp; มิติ</div><div>6.2&nbsp; การเขียนภาพไอโซเมตริก&nbsp; (Isometric)</div><div>6.3&nbsp; การเขียนลายออพลิก&nbsp; (oblique)</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><strong>ภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ&nbsp; (3D&nbsp; Objects)</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ในทางช่างภาษาที่ใช้ในการสื่อความหมายหรือสั่งงาน คือ แบบงาน&nbsp; ซึ่งจะแยกออกไปในหลายด้าน&nbsp; เช่น&nbsp; สถาปัตย์, สำรวจ, ไฟฟ้า&nbsp; และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งสาขาทั้งหมดล้วนใช้แบบงานเป็นตัวสั่งงานและสื่อความหมาย&nbsp; ในทางเครื่องกลก็เช่นกัน&nbsp; แบบที่ใช้คือ แบบเครื่องกล&nbsp; และในการเขียนแบบทางเครื่องกลสามารถเขียนได้หลายวิธี&nbsp; เช่น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; แบบภาพฉาย</div><div>ภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ แสดงลักษณะรูปร่าง&nbsp; และรูปทรงได้เหมือนของจริงมาก&nbsp; คือ&nbsp; สามารถแสดงรายละเอียดได้ถึง&nbsp; 3&nbsp; ด้าน&nbsp; เหมือนกับได้เห็นชิ้นงานจริง</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.1&nbsp; ลักษณะของภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ</em></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ&nbsp; สามารถแสดงให้เห็นรายละเอียดทั้งรูปร่างและรูปทรง&nbsp; ลักษณะการประกอบกันอยู่ของชิ้นส่วนต่าง ๆ (ภาพประกอบ)&nbsp; แต่ละชิ้น&nbsp; ทั้งหมดในภาพเดียวกันทั้งหมด&nbsp; สามารถทำความเข้าใจลักษณะการทำงานของเครื่องจักรนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><strong>6.1</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ชนิดและประเภทของภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ</strong></div><div>&nbsp;</div><div>ภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ&nbsp; สามารถเขียนได้หลายแบบ&nbsp; ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความเหมาะสมแต่ละแบบ&nbsp; ซึ่งภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; สามารถแบ่งออกเป็น&nbsp; 3&nbsp; ประเภทใหญ่&nbsp; ดังนี้</div><div>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพแอกโซโนเมตริก&nbsp; (Axsonometric)&nbsp; เป็นภาพสามมิติที่สามารถแบ่งออกได้เป็น&nbsp; 3&nbsp; ชนิดด้วยกันคือ</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพไอโซเมตริก&nbsp; (Isometric)</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br>&nbsp;&nbsp;</div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.2&nbsp; ลักษณะของภาพไอโซเมตริก</em></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพไดเมตริก&nbsp; (Dimetric)</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;<em>ภาพที่&nbsp; 6.3&nbsp; ลักษณะของภาพไดเมตริก</em></div><div>&nbsp;</div><div><em>&nbsp;</em></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพไตรเมตริก&nbsp; (Trimetric)</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;<br><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.4&nbsp; ลักษณะของภาพไตรเมตริก</em></div><div><em>&nbsp;</em></div><div>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพออบลิค&nbsp; (Oblique)&nbsp; เป็นภาพที่มุมเอียงด้านเดียว&nbsp; แบ่งออกเป็น&nbsp; 2&nbsp; ชนิด&nbsp; คือ</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบเต็มส่วน&nbsp; (Cavalier)&nbsp; มุมเอียง&nbsp; 45&nbsp; องศา&nbsp; สัดส่วนทั้ง&nbsp; 3&nbsp; ด้านเป็น&nbsp; 1:1:1</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.5&nbsp; ลักษณะของภาพออบลิคแบบเต็มส่วน</em></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><em>&nbsp;</em></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบครึ่งส่วน&nbsp; (Cabinet)&nbsp; มุมเอียง&nbsp; 45&nbsp; องศา&nbsp; สัดส่วนทั้ง&nbsp; 3&nbsp; ด้าน&nbsp; เป็น&nbsp; 1:1:0:5</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.6&nbsp; ลักษณะของภาพออบลิคแบบครึ่งส่วน</em></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>3.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพทัศนียภาพ&nbsp; (Perspective)</div><div>เป็นภาพที่เป็นจริงตามที่มองเห็น&nbsp; คือ&nbsp; ชิ้นงานหรือวัตถุยิ่งอยู่ไกล&nbsp; ภาพที่มองเห็นจะเล็กลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นภาพทัศนียภาพจะมีความลึกเล็กน้อย&nbsp; แบ่งออกเป็น&nbsp; 2&nbsp; ชนิด&nbsp; คือ</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบจุดรวมสายตาจุดเดียว&nbsp; (Parallel)</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.7&nbsp; ลักษณะของภาพทัศนียภาพ&nbsp; แบบจุดรวมสายตาจุดเดียว</em></div><div>&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบจุดรวมสายตา&nbsp; 2&nbsp; จุด&nbsp; (Angular) &nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;<br><br></div><div><em>ภาพที่&nbsp; 6.8&nbsp; ลักษณะของภาพทัศนียภาพ&nbsp; แบบจุดรวมสายตาสองจุด</em></div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:53:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908452995</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะเส้นที่ใช้ในการเขียนแบบ มีดังต่อไปนี้                                                              1 เส้นร่าง (rayout or guideline) เป็นเส้นที่ใช้ร่างภาพหรือเส้นบรรทัดเป็นเส้นเบาและแคบ                                                      2 เส้นแสดงรูปวัตถุ (object line) เป็นเส้นหนักและใหญ่ ใช้แสดงขอบของรูป                                                                    3 เส้นแสดงส่วนที่บัง (hidden line) เป็นเส้นประ เส้นหนาปานกลาง แสดงตรงส่วนที่ถูกบัง                                                                   4 เส้นโยงขนาดและเส้นบอกขนาด (extension and dimension line) เส้นโยงขนาดใช้โยงขนาดขอบรูปวัตถุเพื่อแสดงรายละเอียดของขนาด ส่วนเส้นบอกขนาดเป็นเส้นแสดงความกว้างยาวของขนาดวัตถุ โดยโยงจากขอบวัตถุด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง เป็นเส้นที่หนักและแคบ                                                            5 เส้นกรอบภาพ (border line) เป็นเส้นใหญ่และหนัก ใช้ตีกรอบงานเขียนแบบ                                                      มาตราส่วน ( SCALE ) หมายถึง อัตราที่ใช้ย่อหรือขยายส่วน   การเขียนแบบโดยทั่วไป ภาพที่เขียนแบบจะมีขนาดที่สัมพันธ์พอเหมาะกับขนาดกระดาษเขียนแบบเสมอ เมื่อมองภาพแล้วเห็นรายละเอียดได้ชัดเจนสมบูรณ์ ฉะนั้นการเลือกใช้มาตราส่วนที่เหมาะสมกับขนาดกระดาษเขียนแบบ ผู้เขียนแบบจึงต้องควรคำนึงถึงมาก </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908456216</link>
         <description><![CDATA[<div>Cr. ธนพงษ์ แสนบูราณ 202185122</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:54:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908456216</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908456870</link>
         <description><![CDATA[<div>ความหมายและความสำคัญของภาพฉาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า</strong></div><div><strong>การที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนำเอาแต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน&nbsp; จะทำให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทำให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น</strong></div><div>&nbsp;</div><div><strong>- หลักการมองภาพฉาย ภายฉายสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การเกิดเงา</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การมองเห็นวัถุ</strong></div><div>&nbsp;</div><div><strong>- ทิศทางการมองภาพฉายทั้ง 3 ด้าน</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การหาภาพด้านหน้า เมื่อมีภาพด้านข้างและภาพด้านบนแล้ว ให้ใช่วิธีการลากเส้นฉายจากเส้นขอบรูปของภาพด้านข้างไปแนวนอนทางซ้าย และลากเส้นฉายจากภาพด้านบนขึ้นไป เพื่อให้มาตัดเป็นจุดขอบรูปของภาพด้านหน้า เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านหน้า</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การหาภาพด้านข้าง ให้ลากเส้นฉายเอียง 45 องศากับแนวราบจากมุมล่างขวาของภาพด้านหน้า แล้วลากเส้นฉายแนวนอนจากภาพด้านหน้าไปทางขวาเพื่อให้ตัดกับเส้นฉายของขอบรูปที่ลากมาจากภาพด้านบนผ่านเส้นเอียง 45 องศา แล้วหักขึ้นสู่ภาพด้านข้างไปตัดกันจะได้เป็นจุดตัดของขอบรูปของภาพด้านข้าง เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านข้าง</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การหาภาพด้านบน ให้ลากเส้นฉายแนวดิ่งจากภาพด้านหน้าลงมาตัดกับเส้นฉายที่ลากลงจากภาพด้านข้างซึ่งหักมุมผ่านเส้นเอียง 45 องศามาตัดเป็นจุดของขอบรูปของภาพด้านบน เมื่อต่อเส้นระหว่างจุดตัดก็จะได้ภาพด้านบน</strong></div><div>&nbsp;</div><div><strong>- การบอกขนาดมิติของภาพฉาย ประกอบด้วย</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. เส้นบอกขนาด</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. เส้นช่วยบอกขนาด</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. หัวลูกศร</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ตัวเลขบอกขนาด มีดังนี้</strong></div><ul><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.1 ตัวเลขจะต้องเขียนอยู่บนเส้นบอกขนาด และห่างเล็กน้อยในตำแหน่งกึ่งกลางเส้น</li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.2 ตัวเลขในแนวนอนให้เขียนตัวเลขชี้ขึ้นบน</li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.3 ตัวเลขในแนวตั้งให้เขียนตัวเลขชี้ไปทางขวา</li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.4 ขนาดความสูงของตัวเลขควรเท่ากับความยาวของลูกศร</li></ul><div><strong>&nbsp;</strong></div><div><strong>- ตัวอย่างการเขียนภาพฉายมุมที่ 1&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การฉายภาพระบบมุมที่ 1 E (E –Method)ชิ้นงานจะถูกสมมติให้วางลอยอยู่ในควอแดรนท์ที่ 1 เมื่อฉายเส้นต่าง ๆไปตกที่ระนาบรับภาพของทั้ง 3 ด้าน แล้วคลี่ระนาบรับภาพทั้ง 3ออกให้อยู่ในระนาบดิ่ง จะได้ภาพด้านบนอยู่ข้างล่างของภาพด้านหน้า ภาพที่มองด้านซ้ายจะอยู่ขวามือของด้านหน้า<br><br>Cr.ทัศพล ไตรวงค์ย้อย 202184600</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:54:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908456870</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพไฮโซเมตริก ( Isometric )</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908468751</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพไฮโซเมตริก ( Isometric ) การเขียนภาพไฮโซเมตริกเป็นภาพลักษณะสามมิติภาพที่มองเห็นจากมุมที่กำหนดจากจุดเริ่มต้น การสร้างภาพไอโซเมตริกเป็นการวัดเอาขนาดกว้าง ยาว ของด้านต่าง ๆ มาเป็นขนาดในภาพการเขียนแบบภาพไอโซเมตริกนี้จะแสดงการเขียนโดยใช้มุมทั้งสองข้างเท่ากัน คือ เป็นมุม 30 องศา โดยวัดจากเส้นระนาบ<br>ISOMETRIC แบ่งขั้นตอนการเขียนได้ 5 ขั้นตอน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp; ภาพ ISOMETRIC คือภาพที่เขียนขึ้นจากส่วนประกอบทั้งสามของวัตถุ คือ ส่วนกว้าง ส่วนยาว และส่วนสูง คือมีเส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียง จะทำมุมยกขึ้นเป็น 30 องศาทั้งสองด้าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ถ้าต้องการจะเขียนกล่องรูปสี่เหลี่ยม ให้วัดความยาว ความกว้างของภาพกล่องสี่เหลี่ยม การเขียนควรเขียนเส้นเบาๆทุกเส้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ให้ลากเส้นจากจุดที่วางวัดไว้ให้ตั้งฉากทั้งสามเส้น ขั้นต่อมาก็วัดขนาดส่วนสูง ของกล่อง หมายความว่า เส้นที่เป็นความสูงของกล่อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ให้ลากเส้นจากจุดที่เป็นส่วนสูงของกล่องทั้งสองด้าน ให้ขนานกันกับเส้นแกนเอียงซ้ายและเส้นแกนเอียงขวา คือจะต้องมีมุมเป็น 30 องศา เช่นเดียวกัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ลากเส้นทั้งสองด้านตัดกัน โดยใช้ฉากสามเหลี่ยมที่มีมุม 30 องศา ด้วยเส้นเบาๆก่อน แล้วจึงลงเส้นหนักทีหลัง ส่วนเส้นที่ประนั้นก็ควรเขียนเช่นกัน แต่เส้นที่ไม่สามารถมองเห็นนั้นก็ควรใช้เส้นประ การประเส้นควรประให้เส้นมีความห่างเท่ากัน เส้นเสมอกันโดยตลอด และควรต้องเป็นเส้นที่เบาบาง และเส้นคมที่สุด<br><br>นางสาว ปาริชาติ อยู่มา &nbsp; 64171110434-6<br>รหัสพนักงาน  202185136</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-23 13:59:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1908468751</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910557649</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ภาพฉาย</strong></div><div>&nbsp;</div><div><strong>(Orthogonal Projection)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>สิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบงาน (Drawing)&nbsp; แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง&nbsp; ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ&nbsp; ของวัตถุที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์&nbsp; และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชำนาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทำนั้น&nbsp; โดยจะกำหนดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน&nbsp; ลักษณะงานสำเร็จ&nbsp; ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานงานเขียนแบบ&nbsp; ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจำเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง&nbsp; อาจอธิบายโดยคำพูดหรือถ้อยคำแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น&nbsp; หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ&nbsp; การแสดงโดยการเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า&nbsp; “ แบบงาน ( Drawing )”&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2&nbsp; ลักษณะ&nbsp; คือ</div><div>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ</div><div>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 2&nbsp; มิติ</div><div>&nbsp;</div><div>เมื่อเราจะกล่าวถึงลักษณะของวัตถุแต่ละอย่างแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป&nbsp; เรามักจะเปรียบเทียบวัตถุนั้นกับสิ่งอื่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในวงการช่างซึ่งต้องการคำจำกัดความที่แน่นอนของรูปชิ้นงาน&nbsp; เรามักจะใช้การเปรียบเทียบกับรูปทรงทางเรขาคณิต&nbsp; เช่นทรงกลม&nbsp; ทรงเหลี่ยม&nbsp; ทรงกรวย เป็นต้น&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเขียนและการอ่านแบบงาน&nbsp; อีกทั้งยังช่วยให้ช่างสามารถหาวิธีการในการผลิตชิ้นงานนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>ภาพฉาย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 13:05:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910557649</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910559028</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ภาพฉาย</strong></div><div>&nbsp;</div><div><strong>(Orthogonal Projection)</strong></div><div><strong>&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>สิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบงาน (Drawing)&nbsp; แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง&nbsp; ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ&nbsp; ของวัตถุที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์&nbsp; และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชำนาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทำนั้น&nbsp; โดยจะกำหนดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน&nbsp; ลักษณะงานสำเร็จ&nbsp; ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานงานเขียนแบบ&nbsp; ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจำเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง&nbsp; อาจอธิบายโดยคำพูดหรือถ้อยคำแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น&nbsp; หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ&nbsp; การแสดงโดยการเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า&nbsp; “ แบบงาน ( Drawing )”&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2&nbsp; ลักษณะ&nbsp; คือ</div><div>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ</div><div>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 2&nbsp; มิติ</div><div>&nbsp;</div><div>เมื่อเราจะกล่าวถึงลักษณะของวัตถุแต่ละอย่างแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป&nbsp; เรามักจะเปรียบเทียบวัตถุนั้นกับสิ่งอื่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในวงการช่างซึ่งต้องการคำจำกัดความที่แน่นอนของรูปชิ้นงาน&nbsp; เรามักจะใช้การเปรียบเทียบกับรูปทรงทางเรขาคณิต&nbsp; เช่นทรงกลม&nbsp; ทรงเหลี่ยม&nbsp; ทรงกรวย เป็นต้น&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเขียนและการอ่านแบบงาน&nbsp; อีกทั้งยังช่วยให้ช่างสามารถหาวิธีการในการผลิตชิ้นงานนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>ภาพฉาย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า<br><br>นายทวีศักดิ์  ลิดภู รหัสพนักงาน202184593</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 13:05:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910559028</guid>
      </item>
      <item>
         <title> บรรทัดสามเหลี่ยม (TRIANGLES)บรรทัดสามเหลี่ยมปกติทำจากพลาสติกใส  สามารถมองเป็นเส้นที่เขียนได้ชัดเจน บรรทัดสามเหลี่ยมจะใช้คู่กับไม้ทีสำหรับเขียนเส้นดิ่ง  เส้นเอียงเป็นมุมต่าง ๆ บรรทัดสามเหลี่ยมปกติจะมี 2 อัน คือ 90° -45° -45°และ 90°-30°-60°                                                  นาย อภิสิทธิ์ ลองจำนงค์ 202185131</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910799291</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 15:00:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1910799291</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.ภาพไอโซเมตริกเป็นภาพลักษณะสามมิติ                                                        2.การเขียนแบบภาพไอโซเมตริกจะแสดงการเขียนโดยใช้มุมทั้งสองข้างเท่ากัน คือ เป็นมุม 30องศา โดยวัดจากเส้นระนาบ                                                              3.อัตราส่วนย่อยขยายของเส้น30 องศา เเละ 90 องศา สามารถใช่ร่วมกัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1911824746</link>
         <description><![CDATA[<div>อานนท์ คำฟู 202185145</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-25 04:11:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1911824746</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตัวเลขและตัวอักษร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1912883334</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขึ้นแล้ว ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ<br>(written language) สำหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภาษาหนังสืออาจอธิบาย<br>ชนิดของวัสดุ ขนาด ระยะและจำนวน<br>มาในรูปของตัวเลขและตัวอักษร ดังนั้นนอกจากตัวอักษรและตัวเลขมีความหมายต่อแบบ <br>กล่าวคือ จะต้องเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่สะอาด ชัดเจน อ่านได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย ผู้เรียน<br>จะต้องหาประสบการณ์และทำความเข้าใจเรื่องการเขียนตัวเลขและตัวอักษรอีกด้วย <br>ตัวอักษรและตัวเลขที่ใช้ในการเขียนแบบโดยทั่วไป คือ ถ้าแบบจะใช้ประโยชน์กว้างขวางถึง<br>ประเทศอื่น ๆ ก็นิยมใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และตัวเลขอาราบิค แต่การใช้ภาษาไทยและตัวเลขไทยก็ควรศึกษาไว้ <br><strong>ตัวอักษรภาษาอังกฤษ</strong><br>&nbsp; &nbsp; นิยมใช้อักษรที่เรียกว่า Single Stroke Gothic เป็นตัวอักษรที่เขียนง่าย เขียนได้<br>รวดเร็วและอ่านได้เร็ว คำว่า Single Stroke หมายถึงตัวอักษรที่มีความกว้าง หรือความหนาของเส้นเท่ากับความหนาของไส้ดินสอ พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวอักษรที่เป็นเส้นชั้นเดียว การเขียนตัวอักษรเพื่อใช้ในแบบนั้น จะใช้ <strong>ตัวอักษรแบบตรง (vertical) หรือแบบเอียง(inclined) </strong>ก็ได้ข้อสำคัญคือ ในแบบชุดหนึ่ง ๆ ถ้าใช้ตัวอักษรแบบใดก็ควรใช้แบบนั้นตลอด ไม่ควรปนกันทั้งสองแบบ <br><strong>การเขียนตัวอักษรภาษาไทย</strong><br>&nbsp; &nbsp; การเขียนตัวอักษรภาษาไทยเพื่ออธิบายแบบหรือประกอบแบบ นิยมเขียนเป็นตัวหนังสือคัดลายมือ คือ ตัวหนังสือที่มีความหนาหรือความกว้างของเส้นเท่ากับขนาดไส้ดินสอ ความหมายเดียวกับคำว่า Single Stroke ที่ใช้ในการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวหนังสือที่เขียนมี 2 แบบ คือ แบบตัวตรง หรือแบบตัวอียง ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรชนิดใด ข้อสำคัญเวลาเลือกใช้ในแต่ละครั้ง ขอให้ใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียว ตัวอย่างตัวอักษร&nbsp;<br><br>น.ส.ณิชา เถรพิทุม 202184594</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-25 15:50:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1912883334</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1912899068</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพสามมิติ<br>ภาพสามมิติหมายถึง การเขียนภาพโดยการนำพื้นผิวแต่ละด้านของชิ้นงานมาเขียนประกอบกันเป็นรูปเดียว ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะรูปร่าง พื้นผิว ได้ทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาของชิ้นงาน ทำให้ภาพสามมิติมีลักษณะคล้ายกับการมองชิ้นงานจริง ภาพสามมิติที่เขียนในงานเขียนแบบมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันในการวางมุมการเขียน และขนาดของชิ้นงานจริง กับขนาดชิ้นงานในการเขียนแบบซึ่งผู้เขียนแบบต้องศึกษาลักษณะของภาพสามมิติแต่ละประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อสามารถปฏิบัติการเขียนแบบได้อย่างถูกต้อง<br><br>ภาพสามมิติสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ดังนี้<br><br>1 ภาพสามมิติแบบ TRIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีความสวยงาม และลักษณะคล้ายของจริงมากที่สุดและเป็นภาพที่ง่ายต่อการอ่านแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียนเอียง 12 องศา และ 23 องศา และอัตราความยาวของแต่ละด้านไม่เท่ากัน<br><br><br><br>2 ภาพสามมิติแบบ DIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีลักษณะคล้ายกับภาพถ่ายและง่ายต่อการอ่านแบบ แต่ไม่ค่อยนิยมในการเขียนแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียน เอียง 7 องศา และ 42 องศา และขนาดความหนาของภาพที่เขียนจะลดขนาดลงครึ่งหนึ่งของความหนาจริง<br><br><br><br>3 ภาพสามมิติแบบ ISOMETRIC เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก เพราะภาพที่เขียนง่าย เนื่องจากภาพมีมุมเอียง 30 องศา ทั้งสองข้างเท่ากัน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่าขนาดงานจริง<br>ภาพที่เขียนจะมีขนาดใหญ่มากทำให้เปลืองเนื้อที่กระดาษ<br><br><br>4 ภาพสามมิติแบบ OBQIUE<br><br><br>เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก สำหรับงานที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้ง หรือรูกลมเพราะสามารถเขียนได้ง่ายและรวดเร็วเนื่องจากภาพ OBQIUE จะวางภาพด้านหนึ่งอยู่ในแนวระดับ เอียงทำมุมเพียงด้านเดียว โดยเขียนเป็นมุม 45 องศา สามารถเขียนเอียงได้ทั้งด้านซ้ายและขวาความหนาของงานด้านเอียงขนาดลดลงครึ่งหนึ่ง ภาพ OBQIUE มี 2 แบบ คือ แบบคาวาเลียร์ (CAVALIER) และแบบคาบิเนต (CABINET)<br><br>5 ภาพสามมิติแบบ PERSPECTIVE หรือ ภาพทัศนียภาพ<br>เป็นภาพสามมิติที่มีมุมในลักษณะการมองไกล โดยจะเขียนภาพเข้าสู่จุดรวมของสายตา การเขียนภาพสามมิติชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด<br><br>การเขียนภาพสามมิติ<br>แกนไอโซเมตริก (ISOMETRIC AXIS) เส้น XO, YO, ZO ทำมุมระหว่างกัน 120 องศา เท่ากันทั้งสามมุม เส้นทั้งสามนี้เรียกว่า แกนไอโซเมตริก ซึ่งแกนไอโซเมตริกนี้สามารถวางได้หลายทิศทาง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของชิ้นงานที่ต้องการแสดงรายละเอียด<br>1 การเขียนภาพ ISOMETRIC ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่างจากกล่องสี่เหลี่ยม โดยมีขนาดความกว้าง ความยาว และความสูง ซึ่งจะได้จากการกำหนดขนาดจากภาพฉาย จากนั้น เขียนรายละเอียดส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน<br><br>การเขียนภาพ OBLIQUE ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่างจากกล่องสี่เหลี่ยม โดยมีขนาดความยาว ความยาว และความสูงเท่ากับขนาดของชิ้นงานจริง ซึ่งจะได้จากการบอกขนาดในภาพฉาย ลากเส้นเอียง 45 องศา จากขอบงานด้านหน้าไปยังด้านหลัง โดยให้มีความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งกับความกว้างที่กำหนดให้จากภาพฉายด้านข้าง ลากเส้นร่างเป็นรูปกล่องสี่เหลียม จากนั้น เริ่มเขียนส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน ลบเส้นที่ไม่ใช้ออก และลงเส้นหนักที่รูปงาน<br>&nbsp; &nbsp; 1. ลักษณะการฉายภาพ ภาพฉาย เป็นภาพลายเส้นที่บอกขนาดสัดส่วนต่างๆ ที่อ่านค่าแล้วเอามาทำงานได้ ภาพฉายส่วนใหญ่จะเขียนหรืออ่านมาจากภาพไอโซเมตริกหรือภาพของจริง มองแต่ละด้านแล้วเขียนออกมาตามภาพที่มองเห็นนั้นๆ ในแต่ละด้านของชิ้นงานตามปกติชิ้นงานจะมีทั้งหมด 6 ด้าน เหมือนลูกเต๋า แต่ภาพในการทำงานจริงจะใช้เพียง 3 ด้าน เท่านั้น ในส่วนที่มองไม่เห็นจะเขียนแสดงด้วยเส้นประ<br>&nbsp; &nbsp;2. ตำแหน่งการมองภาพฉาย<br>แสดงการมองภาพในตำแหน่งต่างๆ เพื่อจะเขียนภาพการมองภาพฉาย เกิดจากดวงตามองไปยังวัตถุ ถ้าเอาจอไปรับภาพของวัตถุวางไว้ด้านหลัง แล้วใช้ไฟฉายส่องไปยังวัตถุ แสงของไฟฉายผ่านวัตถุ ทำให้เกิดภาพบนจอ ในลักษณะของการขยายภาพให้โตขึ้น ซึ่งไม่ใช่ขนาดของภาพจริง ดังรูป 6.5 (ก) แต่ในทางการเขียนแบบต้องการขนาดภาพเท่ากับของจริง (วัตถุที่นำมามอง) ดังนั้นจึงต้องปรับเส้นในการฉายภาพให้เป็นภาพขนาน เพื่อจะให้ได้ขนาดตามความเป็นจริง โดยกำหนดให้เส้นการมองอยู่ในแนวระนาบพุ่งตรงจากวัตถุไปยังจอภาพ ภาพที่ปรากฏบนจอจะมีขนาดเท่ากับวัตถุนั้นๆ ดังรูป 6.5 (ข) การฉายภาพในลักษณะเช่นนี้ จัดเป็นการฉายภาพในมุมที่หนึ่งของหลักการมองภาพฉาย วัตถุจะอยู่หน้าจอรับภาพ ด้านที่นิยมได้แก่ ภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบนที่ใช้ในการเขียนภาพฉาย ซึ่งช่วยให้อ่านภาพได้ง่ายขึ้นขั้นที่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. เมื่อนำชิ้นงานออก และหมุนฉากรับภาพไปตามทิศทางของลูกศร ดังรูป 6.11 ให้ฉากรับภาพให้อยู่ในแนวระนาบจะได้ภาพฉายสามด้าน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ภาพฉายมุมที่ 3<br>การมองภาพฉายในตำแหน่งมุมที่ 3 ฉากรับภาพจะอยู่ด้านหน้าของชิ้นงาน การฉายภาพ แสงส่องจะกระทบชิ้นงานแล้วสะท้อนมาปรากฎยังฉากรับภาพ จะได้ภาพตามที่มอง<br>ชิ้นงานจะวางอยู่ในมุมที่ 3 จะสังเกตได้ว่าเมื่อมองชิ้นงานตามทิศทางการมองภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบน ภาพจะสะท้อนกลับมาปรากฏบนฉากรับภาพ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพสามมิติ<br>ภาพสามมิติหมายถึง การเขียนภาพโดยการนำพื้นผิวแต่ละด้านของชิ้นงานมาเขียนประกอบกันเป็นรูปเดียว ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะรูปร่าง พื้นผิว ได้ทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาของชิ้นงาน ทำให้ภาพสามมิติมีลักษณะคล้ายกับการมองชิ้นงานจริง ภาพสามมิติที่เขียนในงานเขียนแบบมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันในการวางมุมการเขียน และขนาดของชิ้นงานจริง กับขนาดชิ้นงานในการเขียนแบบซึ่งผู้เขียนแบบต้องศึกษาลักษณะของภาพสามมิติแต่ละประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อสามารถปฏิบัติการเขียนแบบได้อย่างถูกต้อง<br><br>ภาพสามมิติสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ดังนี้<br><br>1 ภาพสามมิติแบบ TRIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีความสวยงาม และลักษณะคล้ายของจริงมากที่สุดและเป็นภาพที่ง่ายต่อการอ่านแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียนเอียง 12 องศา และ 23 องศา และอัตราความยาวของแต่ละด้านไม่เท่ากัน<br><br><br><br>2 ภาพสามมิติแบบ DIMETRIC เป็นภาพสามมิติที่มีลักษณะคล้ายกับภาพถ่ายและง่ายต่อการอ่านแบบ แต่ไม่ค่อยนิยมในการเขียนแบบเพราะเป็นภาพที่เขียนได้ยาก เนื่องจากมุมที่ใช้เขียน เอียง 7 องศา และ 42 องศา และขนาดความหนาของภาพที่เขียนจะลดขนาดลงครึ่งหนึ่งของความหนาจริง<br><br><br><br>3 ภาพสามมิติแบบ ISOMETRIC เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก เพราะภาพที่เขียนง่าย เนื่องจากภาพมีมุมเอียง 30 องศา ทั้งสองข้างเท่ากัน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่าขนาดงานจริง<br>ภาพที่เขียนจะมีขนาดใหญ่มากทำให้เปลืองเนื้อที่กระดาษ<br><br><br>4 ภาพสามมิติแบบ OBQIUE<br><br><br>เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก สำหรับงานที่มีรูปร่างเป็นส่วนโค้ง หรือรูกลมเพราะสามารถเขียนได้ง่ายและรวดเร็วเนื่องจากภาพ OBQIUE จะวางภาพด้านหนึ่งอยู่ในแนวระดับ เอียงทำมุมเพียงด้านเดียว โดยเขียนเป็นมุม 45 องศา สามารถเขียนเอียงได้ทั้งด้านซ้ายและขวาความหนาของงานด้านเอียงขนาดลดลงครึ่งหนึ่ง ภาพ OBQIUE มี 2 แบบ คือ แบบคาวาเลียร์ (CAVALIER) และแบบคาบิเนต (CABINET)<br><br>5 ภาพสามมิติแบบ PERSPECTIVE หรือ ภาพทัศนียภาพ<br>เป็นภาพสามมิติที่มีมุมในลักษณะการมองไกล โดยจะเขียนภาพเข้าสู่จุดรวมของสายตา การเขียนภาพสามมิติชนิดนี้มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด<br><br>การเขียนภาพสามมิติ<br>แกนไอโซเมตริก (ISOMETRIC AXIS) เส้น XO, YO, ZO ทำมุมระหว่างกัน 120 องศา เท่ากันทั้งสามมุม เส้นทั้งสามนี้เรียกว่า แกนไอโซเมตริก ซึ่งแกนไอโซเมตริกนี้สามารถวางได้หลายทิศทาง ขึ้นอยู่กับรูปร่างของชิ้นงานที่ต้องการแสดงรายละเอียด<br>1 การเขียนภาพ ISOMETRIC ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่างจากกล่องสี่เหลี่ยม โดยมีขนาดความกว้าง ความยาว และความสูง ซึ่งจะได้จากการกำหนดขนาดจากภาพฉาย จากนั้น เขียนรายละเอียดส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน<br><br>การเขียนภาพ OBLIQUE ทุกภาพจะเริ่มจากการเขียนเส้นร่างจากกล่องสี่เหลี่ยม โดยมีขนาดความยาว ความยาว และความสูงเท่ากับขนาดของชิ้นงานจริง ซึ่งจะได้จากการบอกขนาดในภาพฉาย ลากเส้นเอียง 45 องศา จากขอบงานด้านหน้าไปยังด้านหลัง โดยให้มีความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งกับความกว้างที่กำหนดให้จากภาพฉายด้านข้าง ลากเส้นร่างเป็นรูปกล่องสี่เหลียม จากนั้น เริ่มเขียนส่วนต่างๆ ของชิ้นงาน ลบเส้นที่ไม่ใช้ออก และลงเส้นหนักที่รูปงาน<br>&nbsp; &nbsp; 1. ลักษณะการฉายภาพ ภาพฉาย เป็นภาพลายเส้นที่บอกขนาดสัดส่วนต่างๆ ที่อ่านค่าแล้วเอามาทำงานได้ ภาพฉายส่วนใหญ่จะเขียนหรืออ่านมาจากภาพไอโซเมตริกหรือภาพของจริง มองแต่ละด้านแล้วเขียนออกมาตามภาพที่มองเห็นนั้นๆ ในแต่ละด้านของชิ้นงานตามปกติชิ้นงานจะมีทั้งหมด 6 ด้าน เหมือนลูกเต๋า แต่ภาพในการทำงานจริงจะใช้เพียง 3 ด้าน เท่านั้น ในส่วนที่มองไม่เห็นจะเขียนแสดงด้วยเส้นประ<br>&nbsp; &nbsp;2. ตำแหน่งการมองภาพฉาย<br>แสดงการมองภาพในตำแหน่งต่างๆ เพื่อจะเขียนภาพการมองภาพฉาย เกิดจากดวงตามองไปยังวัตถุ ถ้าเอาจอไปรับภาพของวัตถุวางไว้ด้านหลัง แล้วใช้ไฟฉายส่องไปยังวัตถุ แสงของไฟฉายผ่านวัตถุ ทำให้เกิดภาพบนจอ ในลักษณะของการขยายภาพให้โตขึ้น ซึ่งไม่ใช่ขนาดของภาพจริง ดังรูป 6.5 (ก) แต่ในทางการเขียนแบบต้องการขนาดภาพเท่ากับของจริง (วัตถุที่นำมามอง) ดังนั้นจึงต้องปรับเส้นในการฉายภาพให้เป็นภาพขนาน เพื่อจะให้ได้ขนาดตามความเป็นจริง โดยกำหนดให้เส้นการมองอยู่ในแนวระนาบพุ่งตรงจากวัตถุไปยังจอภาพ ภาพที่ปรากฏบนจอจะมีขนาดเท่ากับวัตถุนั้นๆ ดังรูป 6.5 (ข) การฉายภาพในลักษณะเช่นนี้ จัดเป็นการฉายภาพในมุมที่หนึ่งของหลักการมองภาพฉาย วัตถุจะอยู่หน้าจอรับภาพ ด้านที่นิยมได้แก่ ภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบนที่ใช้ในการเขียนภาพฉาย ซึ่งช่วยให้อ่านภาพได้ง่ายขึ้นขั้นที่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. เมื่อนำชิ้นงานออก และหมุนฉากรับภาพไปตามทิศทางของลูกศร ดังรูป 6.11 ให้ฉากรับภาพให้อยู่ในแนวระนาบจะได้ภาพฉายสามด้าน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ภาพฉายมุมที่ 3<br>การมองภาพฉายในตำแหน่งมุมที่ 3 ฉากรับภาพจะอยู่ด้านหน้าของชิ้นงาน การฉายภาพ แสงส่องจะกระทบชิ้นงานแล้วสะท้อนมาปรากฎยังฉากรับภาพ จะได้ภาพตามที่มอง<br>ชิ้นงานจะวางอยู่ในมุมที่ 3 จะสังเกตได้ว่าเมื่อมองชิ้นงานตามทิศทางการมองภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบน ภาพจะสะท้อนกลับมาปรากฏบนฉากรับภาพ<br><br>Cr.รจนา&nbsp; พอสินธุ์ &nbsp; C202184473<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-25 16:00:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1912899068</guid>
      </item>
      <item>
         <title>       วงเวียนวัดระยะ (DIVIDERS)        วงเวียนวัดระยะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับวงเวียนที่นำใช้งานเขียนแบบทั่วไปแต่ปลายขาวงเวียนจะเป็นปลายแหลมทั้งสองข้างใช้สำหรับวัดระยะจากเครื่องมือวัดแล้วนำไปถ่ายขนาดลงบนแบบงาน หรือใช้เส้นตรงออกเป็นส่วน ๆ กัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914174838</link>
         <description><![CDATA[<div>ชัชพงศ์&nbsp;สุทธิโสม รหัสพนักงาน 202185149</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 11:16:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914174838</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914179700</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ตัวเลขและตัวอักษร</strong></div><div><strong>การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขึ้นแล้ว</strong> <strong>ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ</strong> (written language) <strong>สาหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกล่าวคือ</strong> <strong>ภาษาหนังสืออาจอธิบาย</strong> <strong>ชนิดของวัสดุขนาด</strong> <strong>ระยะและจำนวน</strong> <strong>ตลอดจนประเภทของสิ่งของในแบบภาษาหนังสือดังกล่าวนี้มาในรูปของตัวเลขและตัวอักษรดังนั้นนอกจากตัวอักษรและตัวเลขมีความหมายต่อแบบ</strong> <strong>กล่าวคือ</strong> <strong>จะต้องเป็นตัวอักษรและตัวเลขที่สะอาด</strong> <strong>ชัดเจน</strong> <strong>อ่านได้ง่าย</strong> <strong>เข้าใจได้ง่าย</strong> <strong>ผู้เรียน</strong> <strong>จะต้องหาประสบการณ์และทาความเข้าใจเรื่องการเขียนตัวเลขและตัวอักษรอีกด้วย</strong></div><div><strong>ตัวอักษรและตัวเลขที่ใช้ในการเขียนแบบโดยทั่วไป</strong> <strong>คือ</strong> <strong>ถ้าแบบจะใช้ประโยชน์กว้างขวางถึง</strong> <strong>ประเทศอื่น</strong> <strong>ๆ</strong> <strong>ก็นิยมใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ</strong> <strong>และตัวเลขอาราบิค</strong> <strong>แต่การใช้ภาษาไทยและตัวเลข</strong> <strong>ไทยก็ควรศึกษาไว้<br><br>ID.202185150 mr. นาตยา เรืองดี</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 11:20:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914179700</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตัวเลขและตัวอักษร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914477750</link>
         <description><![CDATA[<div><br>การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขึ้นแล้ว ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ<br>(written language) สำหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภาษาหนังสืออาจอธิบาย<br>ชนิดของวัสดุ ขนาด ระยะและจ านวน ตลอดจนประเภทของสิ่งของในแบบภาษาหนังสือ<br>การเขียนตัวเลข (Numberals)&nbsp;<br>ผู้เขียนควรเอาใจใส่เป็นพิเศษโดยการสังเกตลักษณะของตัวเลขต่าง ๆ ดูความ<br>แตกต่างในรูปร่างและขนาด เช่น เลข 1 ขนาดเล็กกว่า 2 , 4 , 6 และ 9 โดยปกติเวลาเขียนตัวเลขในระยะฝึกหัด มักสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมเช่นเดียวกับตัวอักษร&nbsp;<br>การเขียนตัวอักษรอังกฤษ และตัวเลขตามมาตรฐาน DIN EN ISO 3098 และ DIN EN ISO 3098-2 &nbsp; จะมีการเขียนอักษรแบ่งได้ 2 แบบ คือ&nbsp; แบบตัวตรง และแบบตัวเอียง<br>มาตรฐานตัวอักษร และตัวเลข<br>ตัวหนังสือแบบ B, S (ตัวเอียง)<br><br>น.ส.สาวิตรี ภูบุญอ้วน  202184466</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 14:53:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914477750</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนภาพฉาย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914613372</link>
         <description><![CDATA[<div>การเขียนภาพฉายคือ การเขียนภาพสองมิติ ที่มองเห็นเพียงด้านใดด้านหนึ่งของภาพสามมิติ <br>แล้วนำภาพแต่ละด้านมาจัดเรียงอยู่ในระบบของการมองภาพฉายที่เป็นมาตรฐานสากล<br>&nbsp;<strong>1.1 การเกิดภาพฉาย</strong><br>การเกิดภาพฉายมีการเกิดอยู่ 2 ลักษณะ คือ<br>1. เกิดในลักษณะการเกิดเงา กล่าวคือ เมื่อมีแสงมากระทบกับวัตถุแล้วเงาของวัตถุจะไป<br>ปรากฎที่ฉากรับภาพ หรือเหมือนกับการใช้เครื่องฉายภาพยนต์ฉายแสงผ่านแผ่นฟิล์มแล้วจะเกิดภาพ<br>ปรากฎบนจอหรือฉากรับภาพนั่นเอง <br>2. การเกิดในลักษณะการมองเห็นวัตถุ กล่าวคือ การที่คนเรามองเห็นอะไรได้นั้น เกิดจาก<br>แสงกระทบกับวัตถุแล้วภาพของวัตถุนั้นสะท้อนเข้าตาเราจึงทำให้เรามองเห็นวัตถุนั้นได้ โดยภาพที่<br>ปรากฎนั้นมีตาเป็นฉากรับภาพนั่นเอง <br><strong>1.2 การแสดงภาพของชิ้นงานด้วยภาพฉาย</strong><br> การแสดงภาพฉายเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นจากการมองชิ้นงานในทิสทางตั้งฉากกับหน้า<br>งาน ซึ่งอาจมองได้เป็น 6 ทิศทางตั้งฉากซึ่งกันและกัน<br> ลักษณะการมองและการเขียนภาพฉายของชิ้นงานทั้ง 6 ด้าน จะแสดงได้ด้วยการมอง<br>วัตถุ แล้วปรากฎภาพที่เห็นบนจอรับภาพซึ่งอยู่ข้างหลังของตัววัตถุชิ้นงานนั้น เมื่อมองภาพครบ 6<br>ด้านก็จะเห็นภาพไปปรากฏบนจอรับภาพที่อยู่หลังวัตถุที่มองทั้ง 6 ด้าน ซึ่งจอรับภาพฉายทั้ง 6 ด้านที่<br>วางตั้งฉากกันอาจถูกคลี่ออกในแนวแบนราบได้<br><br><strong>นายอมรเทพ แดงสะอาด รหัส 202184471</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 16:33:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914613372</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนภาพฉาย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914872528</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การอ่านค่าและเขียนแบบภาพฉายของงานรูปทรงเหลี่ยมตัดตรง การอ่านและเขียนแบบ ภาพฉายเป็นบทเรียนที่สําคัญยิ่งบทเรียนหนึ่งในการเรียนวิชาเขียนแบบ เพราะจะเป็นบทเรียนที่จะ นําไปสู่การเรียนในเนื้อหาอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับภาพฉาย การเรียนเขียนแบบภาพฉายนั้นถ้าจะให้เข้าใจ ได้ดีต้องมีการเริ่มต้นที่ดี ใช้วิธีการที่ง่าย และให้ความสนใจอย่างจริงจัง ในบทเรียนนี้จะเริ่มต้นให้ ผู้เรียนมีความเข้าใจโดยพื้นฐานการเกิดภาพก่อน <br>2.การเขียนภาพฉาย (Orthographic Projection)<br>การเขียนภาพฉายคือ การเขียนภาพสองมิติ ที่มองเห็นเพียงด้านใดด้านหนึ่งของภาพสามมิติ แล้วนําภาพแต่ละด้านมาจัดเรียงอยู่ในระบบของการมองภาพฉายที่เป็นมาตรฐานสากล<br>2.1 การเกิดภาพฉาย<br>การเกิดภาพฉายมีการเกิดอยู่ 2 ลักษณะ คือ<br>1. เกิดในลักษณะการเกิดเงา กล่าวคือ เมื่อมีแสงมากระทบกับวัตถุแล้วเงาของวัตถุจะไป ปรากฎที่ฉากรับภาพ หรือเหมือนกับการใช้เครื่องฉายภาพยนต์ฉายแสงผ่านแผ่นฟิล์มแล้วจะเกิดภาพ ปรากฎบนจอหรือฉากรับภาพนั่นเอง<br>2. การเกิดในลักษณะการมองเห็นวัตถุ กล่าวคือ การที่คนเรามองเห็นอะไรได้นั้น เกิดจาก แสงกระทบกับวัตถุแล้วภาพของวัตถุนั้นสะท้อนเข้าตาเราจึงทําให้เรามองเห็นวัตถุนั้นได้ โดยภาพที่ ปรากฎนั้นมีตาเป็นฉากรับภาพนั่นเอง<br>2.2 การแสดงภาพของชิ้นงานด้วยภาพฉาย<br>การแสดงภาพฉายเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นจากการมองชิ้นงานในทิสทางตั้งฉากกับหน้า งาน ซึ่งอาจมองได้เป็น 6 ทิศทางตั้งฉากซึ่งกันและกัน<br>ลักษณะการมองและการเขียนภาพฉายของชิ้นงานทั้ง 6 ด้าน จะแสดงได้ด้วยการมอง วัตถุแล้วปรากฎภาพที่เห็นบนจอรับภาพซึ่งอยู่ข้างหลังของตัววัตถุชิ้นงานนั้นเมื่อมองภาพครบ 6 ด้านก็จะเห็นภาพไปปรากฏบนจอรับภาพที่อยู่หลังวัตถุที่มองทั้ง 6 ด้าน ซึ่งจอรับภาพฉายทั้ง 6 ด้านที่ วางตั้งฉากกันอาจถูกคลี่ออกในแนวแบนราบได้<br><strong>ณัฐวุฒิ บุตตะอินทร์<br>&nbsp;รหัสพนักงาน 202184652</strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 22:10:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914872528</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914911149</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การเขียนแบบภาพไอโซเมติก</strong></div><div><strong>ภาพ</strong>&nbsp; <strong>Isometric </strong>ภาพไอโซเมตริกเป็นภาพที่นิยมเขียนมาก&nbsp; เพราะเป็นภาพที่เขียนง่าย&nbsp; ด้านความสูงอยู่ในเส้นแนวดิ่ง&nbsp; ความกว้างและความยาวจะอยู่ในเส้นแนวเอียงทำมุม&nbsp; 30&nbsp; องศากับแนวระดับ<br><strong>ภาพ ISOMETRIC</strong> เป็นภาพที่มองเห็นสัดส่วนใกล้และไกลออกไป &nbsp; มีขนาดเท่ากัน ลักษณะภาพเป็นภาพจริง สามารถวัดขนาดต่างๆของด้านความยาว ความกว้าง และความสูงได้ ภาพ ISOMETRICประกอบด้วย เส้นต่าง ๆ&nbsp; ดังนี้ เส้นแกนนอน เส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียงซ้ายและแกนเอียงขวายกขึ้น ทำมุม&nbsp; 30 องศาทั้งสองข้างกับเส้นแกนนอน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเขียนภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วยแกนสามแกนทำมุมกัน&nbsp; 120 องศา แกนแรกเขียนในแนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและขวา โดยทำมุม&nbsp; 30 องศากับเส้นแนวนอน งานเขียนแบบภาพสามมิติ โดยทั่วไปแล้วนิยมให้แกนด้านซ้ายมือเป็นภาพด้านหน้า แกนด้านขวามือเป็นภาพด้านข้าง และให้พิจารณาส่วนที่จัดให้เป็นภาพด้านหน้านั้นจะต้องไม่มีเส้นประแสดง เป็นด้านที่ดูแล้วสวยงาม สะดวกในการอ่านแบบ<br><strong>ขนิษฐา พรมส่วน<br>&nbsp;รหัสพนักงาน&nbsp;202184521</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-26 23:28:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914911149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลำดับขั้นการเขียนแบบภาพออบลิค1. ให้เขียนภาพด้านหน้าก่อน 2. ขีดเส้นด้านข้าง 45 องศา                                    3. ขีดเส้นตั้งฉากและเส้นระนาบให้ครบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914943203</link>
         <description><![CDATA[<div>สุดารัตน์ ตะวันแสง 202184467</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 00:31:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914943203</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914943452</link>
         <description><![CDATA[<div>ไอโซเมตริก (Isometric) หมายถึง ภาพ 3 มิติ ที่มีด้านเท่ากันทุกด้าน ดังนั้นภาพไอโซเมตริกจึงเป็นภาพ 3 มิติ ที่เขียนง่ายที่มีมุมเอียงและสัดส่วนแน่นอน ภาพไอโซเมตริกนี้จะแสดงให้เห็นถึงด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนโดยที่ขอบงานจะตั้งตรงขึ้นในแนวดิ่งและชิ้นงานจะถูกสมมติให้วางเอียงไปด้านหน้าประมาณ 35 องศา 16 ลิปดา ซึ่งจะได้ภาพด้านข้างทำมุม 30 องศากับแนวระดับเท่ากันทั้งสองด้าน&nbsp;<br><br>ภาพสามมิติแบบ ISOMETRIC เป็นภาพสามมิติที่นิยมเขียนมาก เพราะภาพที่เขียนง่าย เนื่องจากภาพมีมุมเอียง 30 องศา ทั้งสองข้างเท่ากัน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่าขนาดงานจริง ภาพที่เขียนมีขนาดใหญ่มากทำให้เปลืองเนื้อที่กระดาษ&nbsp;<br><br>ทัศนีย์ ท้าวน้อย&nbsp;<br>รหัสพนักงาน 202184517</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 00:32:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1914943452</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปากกาเขียนแบบและหมึก ปากกาเขียนแบบ เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการขีดเขียนเส้นลงในกระดาษไข ลักษณะคล้ายปากกาหมึกซึม เส้นที่เขียนจะได้ความหนาของเส้นตามมาตรฐาน มีหลายขนาดตั้งแต่ 0.10,  0.18,  0.25,  0.35,  0.5,  0.7,  1.0,  1.4 และ 2.0 มิลลิเมตร  สำหรับงานเขียนแบบทั่วไปจะนิยมใช้กลุ่มเส้น 0.5 ซึ่งจะใช้ปากกาเขียนแบบจำนวน 3 ด้าม คือปากกาขนาด 0.5,  0.35 และ 0.25 มิลลิเมตร  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915016280</link>
         <description><![CDATA[<div>นายอนุวัฒณ์&nbsp; ละดาห์<br> รหัสพนักงาน 202185134<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 02:17:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915016280</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนตัวอักษรและตัวเลข ข้อมูลในการเขียนแบบซึ่งไม่สามารถแสดงเป็นรูปทรงโดยเส้นอาจแสดงโดยกำหนดขนาดเป็นตัวเลข  ตัวอักษร  ซึ่งจะให้รายละเอียดในแบบงานได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายที่สมบูรณ์  การเขียนตัวเลขและตัวอักษรเขียนได้หลาย ๆ วิธี  การเขียนด้วยมือ  การเขียนด้วยอุปกรณ์โดยใช้แผ่นแม่แบบ  เป็นต้นตัวอักษรระบบโกติกใช้วิธีเขียนแบบซิงเกิลสโตรค  (Single  Stroke  Gothic  Lettering)  มาตรฐานของตัวอักษรได้พัฒนาดัดแปลงรูปแบบของชุดตัวพิมพ์ตัวอักษรแบบโกติก  คำว่าชุดตัวพิมพ์  (front)  หมายถึง  การจำแนกหรือการจัดเป็นชุดเดียวกันในขนาดและรูปแบบของตัวอักษรและคำว่า  ซิงเกิลสโตรก  (Single-stroke)  มาจากหลักความจริงว่า  แต่ละตัวอักษรเขียนขึ้นด้วยเส้นตรงเดี่ยวหรือเส้นโค้งพื้นฐาน  ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียนและสะดวกต่อการอ่าน  เหตุผลที่งานอุตสาหกรรมยอมรับการเขียนตัวอักษรรูปแบบนี้ก็เพราะว่าตัวอักษรชนิดเขียนได้เร็วมาก ตัวอักษรโกติกแบ่งออกเป็น ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ และตัวอักษรพิมพ์เล็ก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915043601</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;นางสาว​พร​ทิพย์​ ​ผา​ยวง​ษา​ 202184459​</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 02:54:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915043601</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รูปแบบในการเขียนตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวใหญ่ รูปแบบของการเขียนตัวอักษรตัวใหญ่นั้นบางกลุ่มมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูงเท่ากันแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราส่วนระหว่างความกว้างต่อความสูง  คือ 5/6  แต่มีอยู่  1  ตัวที่มีความกว้างมากกว่าความสูง  นั่นก็คือ  ตัว  “W”ตัวอักษรพิมพ์ตัวเล็กตัวอักษรพิมพ์เล็กนั้นประกอบด้วย  3  ส่วน  คือ  ส่วนหลักซึ่งอยู่ตรงกลาง  ส่วนบน  และส่วนล่าง  โดยส่วนหลักจะมีความสูงเป็น  2/3  ของความสูงของตัวอักษรนำ  ถ้าส่วนหลักเป็น  2/3  ของตัวอักษรนำส่วนบนและส่วนล่างก็จะเป็น  1/6  ของอักษรนำ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915045454</link>
         <description><![CDATA[<div><br>นางสาว​กนก​วรรณ​ ​บุญ​รอด​202184522​</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 02:57:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915045454</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนภาพ ISOMETRIC</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915067865</link>
         <description><![CDATA[<div>การเขียนภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วยแกนสามแกนทำมุมกัน&nbsp; 120 องศา แกนแรกเขียนในแนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและขวา โดยทำมุม&nbsp; 30 องศากับเส้นแนวนอน งานเขียนแบบภาพสามมิติ โดยทั่วไปแล้วนิยมให้แกนด้านซ้ายมือเป็นภาพด้านหน้า แกนด้านขวามือเป็นภาพด้านข้าง และให้พิจารณาส่วนที่จัดให้เป็นภาพด้านหน้านั้นจะต้องไม่มีเส้นประแสดง เป็นด้านที่ดูแล้วสวยงาม<br>สะดวกในการอ่านแบบ<br><br>นาย ฉลองชัย เห็มพลชม รหัสพนักงาน&nbsp;202184458</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 03:28:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915067865</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915135308</link>
         <description><![CDATA[<div>งานเขียนแบบ เป็นการถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ด้วยการเขียนหรือวาดเส้น รูปภาพ สัญลักษณ์และรายการประกอบแบบลงบนกระดาษเขียนแบบหรือคอมพิวเตอร์เพื่อใช้เป็นแนวทางให้ การสร้างหรือการซ่อมแซมชิ้นงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องโดยแบบจะแสดงรายละเอียดหรือข้อกําหนด ของงานที่ช่างหรือผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจตรงกันกับผู้ออกแบบสามารถอ่านแบบได้ถูกต้องและปฏิบัติตาม รูปแบบรายการท่ีกําหนดไว้ได้<br><br>ลักษณะของแบบ แบบโดยทั่วไปมี 3 ลักษณะ ได้แก่ รูปแปลนและรูปด้าน รูปตัดและรูปขยาย&nbsp;<br><br>เพชรลดา แสงจันทร์<br>รหัสพนักงาน 202184480</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 05:24:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915135308</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดง ความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และทาให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12) แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 0.25, 0.35, 0.5, 0.7, 1.0, 1.4 และกลุ่มเส้น 2.0 มิลลิเมตร </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915564350</link>
         <description><![CDATA[<div>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:30:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915564350</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตัวอักษรและตัวเลขที่ใช้ในการเขียนแบบโดยทั่วไป คือ ถ้าแบบจะใช้ประโยชน์กว้างขวางถึง. ประเทศอื่น ๆ ก็นิยมใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ และตัวเลขอาราบิค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915567101</link>
         <description><![CDATA[<div>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:34:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915567101</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจัดวางภาพออบลิกการเขียนภาพออบลิกจะต้องจัดวางภาพให้เหมาะสม  ง่ายต่อการเขียนและมองภาพ  โดยยึดหลักการที่ว่าให้เลือกด้านที่ชัดเจนและแสดงรายละเอียดมากที่สุดเป็นภาพด้านหน้าดังภาพที่  6.21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915573034</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>4.</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>การวางตำแหน่งและทิศทางการเขียนภาพออบลิก</strong></div><div>การวางตำแหน่งและทิศทางของแนวแกนในการเขียนภาพออบลิก&nbsp; สามารถทำได้&nbsp; 4&nbsp; ลักษณะคือ&nbsp; เอียงขวา&nbsp; เอียงซ้าย&nbsp; เอียงขวากลับข้าง&nbsp; และเอียงซ้ายกลับข้าง&nbsp; ดังตัวอย่างในภาพที่&nbsp; 6.22<strong><br>5.</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ขั้นตอนการสร้างวงรีบนภาพออบลิก</strong></div><div>ในหัวข้อนี้จะยกตัวอย่างการเขียนภาพวงรีที่ด้านบนและด้านข้างขวาของภาพออบลิก<br><strong>สุดารัตน์ ตะวันแสง  202184467</strong></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:44:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915573034</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เครื่องมือในงานเขียนแบบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915581342</link>
         <description><![CDATA[<div>1. โต๊ะเขียนแบบ หรือกระดานเขียนแบบ (Drawing Board) ใช้รองกระดาษเขียนแบบ ในกรณีที่ไม่มีโต๊ะเขียนแบบให้ใช้กระดานเขียนแบบแทนก็ได้<br><br>2. ไม้ฉากรูปตัวที (T - Square) มีลักษณะคล้ายรูปตัว T ซึ่งมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนหัว (Fixed Head) และส่วนตัวไม้ทีประกบกันเป็นมุม 90 องศา ใช้สำหรับเขียนเส้นตรงในแนวนอน หรือเส้นระดับอย่างเดียวเท่า นั้น ซึ่งจะต้องใช้ร่วมกับโต๊ะเขียนแบบหรือกระดานเขียนแบบ พร้อมนี้จะต้องใช้ร่วมกับฉากสามเหลี่ยม (Set - Square) สำหรับลากเส้นให้เป็นมุมต่าง ๆ ลักษณะของไม้ฉากที หรือ T - Square ที่ดีนั้น หัวไม้ฉากทีต้องไม่โยกคลอนยึดติดกันแน่นกับก้านไม้ตัวขวางของไม้ฉากที ขอบบนของตัวไม้ฉากทีต้องเรียบและตรงไม่บิดงอ การเขียนเส้นนอน ต้องลากเส้นจากซ้ายไปขวาเสมอ หัวไม้ฉากทีแนบกับโต๊ะเขียนแบบด้านซ้ายมือจรดปลายดินสอให้เอนไปในทิศทางของการลากเส้นทำมุมกับกระดาษเขียนแบบเป็นมุม 60 องศา ขณะเดียวกันให้ดินสอเอนออกจากขอบบรรทัดเล็กน้อย เพื่อให้ปลายดินสออยู่ชิดขอบบรรทัดมากที่สุด ในขณะที่ลากเส้น ควรหมุนดินสอไปด้วย ซึ่งจะช่วยรักษาปลายไส้ดินสอ เป็นกรวยแหลม และช่วยให้เส้นดินสอโตสม่ำเสมอกัน<br><br>3. ฉากสามเหลี่ยม (Set - Square) ชุดหนึ่งมีอยู่ ๒ แบบ มีมุมต่างกันดังนี้ อันแรกเรียกว่า ฉาก 30 60, และ 90 องศา ส่วนอันที่ 2 เรียกว่า ฉาก 45,&nbsp; และ 90 องศา การเขียนมุมของฉากสามเหลี่ยมทั้ง 2 อันนี้ จะต้องใช้ร่วมควบคู่กับไม้ฉากทีทุกครั้ง ในขณะทำการปฏิบัติงานเขียนแบบ ฉากสาม เหลี่ยมใช้สำหรับเขียนเส้นตรงในแนวดิ่ง และเส้นเอียงทำมุมต่าง ๆ เวลาเขียนเส้นดิ่งให้ลากดินสอขึ้นไปตามแนวดิ่ง จับดินสอให้เอนไปในทิศ ทางของการลากเส้น ทำมุม 60 องศา กับกระดานเขียนแบบ และให้ดินสอเอนออกจากตัวฉากสามเหลี่ยมเล็กน้อย<br><br>4. วงเวียน เป็นอุปกรณ์สำหรับเขียนวงกลม หรือส่วนโค้ง ด้วยดินสอดำหรือหมึกก็ได้ วงเวียนมีหลายแบบ สามารถเลือกใช้แล้วแต่ความสำคัญของความต้องการในแต่กรณี วิธีเขียนวงกลมหรือส่วนโค้ง ให้ปรับขาวงเวียนที่เป็นเหล็กแหลม ให้ยาวกว่าข้างที่เป็นไส้ดินสอเล็กน้อย ใช้ปลายแหลม ปักลงตรงจุดที่กำหนดให้เป็นศูนย์กลางของวงกลม ปรับขาวงเวียนจนกางได้ระยะเท่ากับรัศมีที่ต้องการจับก้านวงเวียนไว้ระหว่างนิ้วหัวแม่ มือกับนิ้วชี้ หมุนวงเวียนเอนไปในทิศทางของการลากเส้นเล็กน้อย พยายามเขียนวงกลมให้สมบูรณ์ โดยการหมุนวงเวียนไปเพียงครั้งเดียว<br><br>5. ดินสอดำ หรือดินสอเขียนแบบ (Drawing Pencil) ดินสอเขียนแบบทำด้วยไส้ดินสอที่มีระดับความแข็งต่างกันความแข็งของไส้ดินสอมีการระบุไว้บนแท่งดินสอด้วยตัวเลขและตัวอักษร ดินสอที่ใช้ในการเขียนแบบ ควรมีความอ่อนแข็งดังนี้ 2H, 3H, H, HB อย่างน้อยควรมี 4 แท่ง คือ ดินสอที่มีไส้อ่อนได้แก่เกรด F, HB ไส้ขนาดกลาง H – 2H ไส้แข็ง 4H – 5H ในงานเขียนแบบปัจจุบันนี้นิยมใช้ดินสอสำเร็จแบบไส้เลื่อน หรือไส้กด เพราะสะดวกรวดเร็ว ไม่เสียเวลาต่อการเหลาดินสอ มีความยาวคงที่ บรรจุไส้ใหม่สะดวก ทำให้งานสะอาด ไม่สกปรก&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br>6. ยางลบ ควรเป็นยางลบชนิดนุ่ม ๆ มีคุณภาพใช้ลบดินสอดำที่เขียนผิด หรือลบในสิ่งที่ต้องการจะลบ<br><br>7. กระดาษเขียนแบบ มีทั้งขนาดความหนา 80 ปอนด์ ถึง 100 ปอนด์ เป็นชนิดไม่มีเส้นขนาดความกว้างความยาวแล้วแต่จะต้องการเขียนหรือต้องการใช้ขั้นตอนการติดกระดาษเขียนแบบที่ปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนต่าง ๆ<br><br>8. ผ้ายาง หรือเทปกาว (Scotch Tape) ใช้ติดกระดาษเขียนแบบกับโต๊ะเขียนแบบ หรือกระดานเขียนแบบให้แน่นในขณะเขียนแบบทุกครั้ง เพื่อป้องกันกระดาษเลื่อน การติดกระดาษเขียนแบบที่ถูกวิธีนั้น ต้องติดขวางมุมกระดาษเขียนแบบทั้ง 4 มุมกระดาษ<br><br>9. บรรทัดสเกล (Scale) ใช้สำหรับย่อส่วนตามต้องการ มีลักษณะเป็นแท่งสามเหลี่ยม 6 ด้าน ในแต่ละด้านจะมีมาตราส่วนย่อไว้ดังนี้ 1 : 20, 1 : 25, 1 : 50, 1 : 75, และ 1 : 100<br><br>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:55:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915581342</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพสามมิติที่นิยมใช้ในงานเขียนแบบ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ 1. ภาพออบบลิก (Oblique) 2. ภาพไดเมตริก(Dimetric) 3. ภาพไอโซเมตริก(Isometric) 4. ภาพเพอร์สเปกทีฟ(Perspective)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915583079</link>
         <description><![CDATA[<div>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:57:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915583079</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915583619</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp; &nbsp;</strong>&nbsp;หลักการเขียนภาพฉาย(Orthographic projection) Orthographic projection คือ วิธีการฉายภาพหรือถ่ายทอดภาพจริงของวัตถุจากลักษณะ ภาพสามมิติ ออกมาเป็นภาพสองมิติภาพที่ตามองเห็น เช่น โต๊ะ เก้าอี ้ ฯลฯ เป็นภาพสามมิติ คือมองเห็นความกว้าง ความยาว หนา สูง หรือลึก เมื่อน าไปเขียนในแบบหรือถ่ายทอดออกมาเป็น เพียงรูปด้าน เช่น ด้านบน ด้านหน้า ฯ รูปด้านต่าง ๆ จะมีเพียงสองมิติ เช่น รูปด้านบนก็จะแสดง ให้เห็นเพียงความกว้างกับความยาว หรือรูปด้านหน้าแสดงให้เห็นเพียงความยาวกับความสูง เท่านั ้น วิธีการของ Orthographic ก็คือ การถ่ายทอดรูปร่างจริงของวัตถุแต่ละมุมแต่ละด้านออก ไปสู่พื ้นราบนั่นเอง&nbsp;<br><br>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 16:58:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915583619</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915584803</link>
         <description><![CDATA[<div>สิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบงาน (Drawing)&nbsp; แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง&nbsp; ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ&nbsp; ของวัตถุที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์&nbsp; และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชำนาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทำนั้น&nbsp; โดยจะกำหนดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน&nbsp; ลักษณะงานสำเร็จ&nbsp; ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานงานเขียนแบบ&nbsp; ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจำเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง&nbsp; อาจอธิบายโดยคำพูดหรือถ้อยคำแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น&nbsp; หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ&nbsp; การแสดงโดยการเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า&nbsp; “ แบบงาน ( Drawing )”</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2&nbsp; ลักษณะ&nbsp; คือ</div><div>1.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 3&nbsp; มิติ</div><div>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แบบงานภาพ&nbsp; 2&nbsp; มิติ</div><div>&nbsp;</div><div>เมื่อเราจะกล่าวถึงลักษณะของวัตถุแต่ละอย่างแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป&nbsp; เรามักจะเปรียบเทียบวัตถุนั้นกับสิ่งอื่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในวงการช่างซึ่งต้องการคำจำกัดความที่แน่นอนของรูปชิ้นงาน&nbsp; เรามักจะใช้การเปรียบเทียบกับรูปทรงทางเรขาคณิต&nbsp; เช่นทรงกลม&nbsp; ทรงเหลี่ยม&nbsp; ทรงกรวย เป็นต้น&nbsp; ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเขียนและการอ่านแบบงาน&nbsp; อีกทั้งยังช่วยให้ช่างสามารถหาวิธีการในการผลิตชิ้นงานนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div>ภาพฉาย&nbsp; หมายถึง&nbsp; ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ&nbsp; โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ&nbsp; ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ&nbsp; ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย&nbsp; แต่การเขียนภาพ 3 มิติ&nbsp; นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง&nbsp; จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต&nbsp; เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น&nbsp; ภาพ 3&nbsp; มิติ&nbsp; เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่า</div><div>การที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนำเอาแต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน&nbsp; จะทำให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทำให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น<br><br>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:00:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915584803</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915586328</link>
         <description><![CDATA[<div>คำว่า “ออบลิก” (Oblique) แปลว่า เอียง เฉียงหรือทแยง ดังนั้นการเขียนภาพออบลิกจึงหมายถึง การเขียนภาพ 3 มิติ ที่เอียงเพียงด้านเดียว โดยจะเอียงเฉพาะด้านข้างเท่านั้น ส่วนด้านหน้า จะมองเห็นเป็นภาพฉายเต็มหน้า โดยมีสัดส่วนเป็น 1:1 กับชิ้นงานจริง เช่น วงกลม f 60 มม. เมื่อเขียนเป็นภาพด้านหน้าก็จะเห็นเป็นวงกลม f 60 มม. เป็นต้น<br><br>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:02:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915586328</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915586816</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;การเขียนแบบภาพไอโซเมตริกเป็นภาพลักษณะสามมิติอีกแบบหนึ่งของการเขียนแบบ&nbsp; มีลักษณะเป็นภาพที่มองเห็นจากมุมที่กำหนดเป็นจุดเริ่มต้น&nbsp; การสร้างภาพไอโซเมตริกนี้จึงเป็นการวัดเอาขนาดกว้าง ยาว ของด้านต่าง ๆ มาเป็นขนาดในภาพนั้นเอง&nbsp; การเขียนแบบภาพไอโซเมตริกนี้จะแสดงการเขียนโดยใช้มุมทั้งสองข้างเท่ากัน คือ เป็นมุม 30 องศา โดยวัดจากเส้นระนาบ<br><br></div><div>ธรรมรัตน์ ขันทะวงค์ 202185124</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:03:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915586816</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915600942</link>
         <description><![CDATA[<div>ความสำคัญของมาตราส่วน<br>&nbsp;ในปัจจุบันขนาดของกระดาษเขียนแบบมีอยู่หลายขนาดตั้งแต่ขนาด A0ถึงขนาด&nbsp;<br>A6 แต่ในบางครั้งการเขียนแบบก็ยังไม่สามารถใช้ขนาดจริงของชิ้นงานได้ทุกกรณี เนื่องจาก<br>บางครั้งชิ้นงานนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระดาษเขียนแบบมาก ท าให้ไม่สามารถเขียนแบบของชิ้นงาน<br>ลงในกระดาษที่มีอยู่ได้ และในบางครั้งชิ้นงานก็มีขนาดเล็กมากจนเราไม่สามารถก าหนดขนาด<br>และเขียนแบบออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจน หรือแบบที่เขียนมีขนาดไม่เหมาะสมกับขนาดของ<br>กระดาษ ดังนั้นการเขียนแบบงานจึงต้องมีการย่อหรือขยายภาพจากขนาดของจริงของชิ้นงาน ให้มี<br>ความเหมาะสมกับขนาดของกระดาษ และขนาดที่พอจะเขียนได้ง่าย มีอยู่ 2 ชนิด คือ<br>1. การย่อส่วนในกรณีที่ขนาดของวัตถุที่เราน ามาเขียนแบบมีขนาดใหญ่มาก&nbsp;<br>เกินกว่าขนาดของกระดาษเขียนแบบ เราจ าเป็นต้องย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงเหมาะกับขนาด<br>ของกระดาษ เช่น มาตราส่วน 1:20 หมายความว่า ขนาดของจริง 20 ส่วน ย่อลงเหลือเพียง 1 ส่วน&nbsp;<br>ในกระดาษเขียนแบบ<br>ตัวอย่าง ชิ้นงานมีความกว้าง 500 มม. และยาว 1,000 มม. ใช้มาตราส่วน 1:10 ขนาดของ<br>ภาพที่เขียนลงในแบบจะมีความกว้างเท่ากับ (500/10)50 มม.ความยาวเท่ากับ(1,000/10)&nbsp;<br>100 มม. ซึ่งมีขนาดเล็กลง 10 เท่า&nbsp;<br>&nbsp;2. การขยายส่วน ในกรณีที่ขนาดของจริงเล็กมาก จนไม่สามารถก าหนดขนาด<br>ลงในกระดาษเขียนแบบให้เห็นอย่างชัดเจนได้ เราจ าเป็นต้องขยายส่วนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้<br>สามารถก าหนดขนาดได้อย่างชัดเจนและเขียนลงบนกระดาษเขียนแบบได้ เช่น มาตราส่วน 20:1&nbsp;<br>หมายความว่า ขนาดของจริง 1 ส่วน น าไปขยาย 20 เท่า เขียนลงในกระดาษเขียนแบบ<br>ตัวอย่าง ชิ้นงานมีความยาว 5 มม. และกว้าง 2 มม. เมื่อเขียนด้วยมาตราส่วน 10:1 ขนาดที่<br>เขียนจะมีความยาวเท่ากับ (5x10) 50 มม. ความกว้างเท่ากับ(2x10) 20 มม.<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:28:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915600942</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915603825</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวเลขและตัวอักษร<br>&nbsp;การเขียนแบบนอกจากจะใช้ภาษาแบบที่สร้างขึ้นแล้ว ยังต้องใช้ภาษาหนังสือ<br>(writtenlanguage) ส าหรับอธิบายเพื่อให้แบบสมบูรณ์ยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภาษาหนังสืออาจอธิบาย<br>ชนิดของวัสดุ ขนาด ระยะและจ านวน ตลอดจนประเภทของสิ่งของในแบบภาษาหนังสือดังกล่าวนี้&nbsp;<br>มาในรูปของตัวเลขและตัวอักษร ดังนั้นนอกจากตัวอักษรและตัวเลขมีความหมายต่อแบบ<br><br>การเขียนตัวอักษรนั้นไม่ยากนัก ในขั้นต้นควรเรียนรู้รูปร่างลักษณะตัวอักษร เรียน<br>หลักการเขียน เช่น ช่องไฟ ความสูง และการฝึกปฏิบัติ เวลาเขียนควรหมุนดินสอเพื่อให้ได้เส้น<br>ตัวอักษรคม และมีน ้าหนักสม ่าเสมอ ขยันเหลาหรือฝนไส้ดินสอเมื่อเห็นว่าเส้นแตกหนา<br><br>&nbsp;เส้นนำ(Guide Line) จากรูปแสดงการใช้เส้นน าในการเขียนตัวอักษร เป็นเส้น<br>เบามาก ไม่ต้องลบเมื่อเขียนตัวอักษรเสร็จแล้ว แต่เส้นน านี้จะไม่ปรากฏเมื่อน าแบบไปท า<br>พิมพ์เขียว เส้นน าเป็นเส้นที่ก าหนดความสูง ความตรง หรือเอียงของตัวอักษรอีกด้วย (ตัวอักษร<br>เอียงท ามุม 67.5 องศา)<br><br>ช่องไฟ (Spacing) ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนและรวดเร็ว เพื่อใช้ในการก าหนด<br>ช่องไฟในการเขียนตัวอักษรแบบSingle Strokeแต่ใช้สายตาจัดระยะช่องไฟระหว่างตัวอักษร<br>มากกว่าใช้การวัด หลักการก็คือ พยายามให้ตัวอักษรอยู่ห่างจากกันเท่ากัน โดยสายตา ข้อสังเกต<br>ส าหรับตัวอักษรภาษาอังกฤษคือ ตัวอักษรที่สร้างขึ้นด้วยเส้นตรง จะต้องการเนื้อที่มากกว่า<br>ตัวอักษรที่สร้างขึ้นด้วยเส้นโค้ง ตัวอย่างเช่น ตัว M และ W โตกว่า O และ D เป็นต้นส าหรับ<br>ระยะห่างระหว่างค าและระหว่างประโยคนั้น ควรมีความห่างเท่ากับความสูงของตัวอักษรส่วน<br>ระยะห่างระหว่างแถว เช่น แถวบนกับแถวล่างห่างกันเท่ากับความสูงของตัวอักษร หรือน้อยกว่า<br>ความสูงของตัวอักษรเล็กน้อย<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:32:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915603825</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915607346</link>
         <description><![CDATA[<div>เครื่องมือและอุปกรณ์</div><div>&nbsp;</div><div>1.1 &nbsp; โต๊ะเขียนแบบ</div><div>1.2 &nbsp; กระดาษเขียนแบบ</div><div>1.3 &nbsp; ไม้ที &nbsp;</div><div>1.4 &nbsp; บรรทัดสามเหลี่ยม</div><div>1.5 &nbsp; บรรทัดมาตราส่วน</div><div>1.6 &nbsp; บรรทัดเขียนส่วนโค้ง</div><div>1.7 &nbsp; แผ่นแบบ</div><div>1.8 &nbsp; วงเวียน</div><div>1.9 &nbsp; วงเวียนวัดระยะ</div><div>1.10&nbsp; ปากกาเขียนแบบ</div><div>1.11&nbsp; เครื่องเหลาดินสอ</div><div>1.12 &nbsp; เครื่องมือทำความสะอาด</div><div>1.13 &nbsp; ยางลบ<br><br>&nbsp; <strong>เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบ</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิบัติการเขียนแบบ ที่จะได้แบบงานที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐาน จะต้องอาศัย ทักษะของผู้ปฏบัติการเขียนแบบรวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเจียนแบบมีความสำคัญมากและได้คุณภาพงานที่เป็นมาตรฐานเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบมีดังนี้</div><div><strong>1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โต๊ะเขียนแบบ (DRAWING TABLE)</strong></div><div>โต๊ะเขียนแบบโดยทั่ว ๆ ไปจะมีขนาดมาตรฐานจาก 600 X 900 มม.ถึง 1,050 X 2100 มม. คุณลักษณะที่ดีของโต๊ะเขียนแบบ คือ</div><div>1.สามารถควบคุมการปรับเอียงของโต๊ะได้ 1 ด้าน</div><div>2.สามารถควบคุมการปรับความสูงได้ด้วยมือหรือเท้า</div><div>3.สามารถปรับตำแหน่งกระดานให้อยู่ในแนวตั้งได้</div><div>4.มีโคมไฟ</div><div>5.มีอุปกรณ์ประกอบในการเขียนแบบ</div><div><strong>โต๊ะเขียนแบบที่เป็นรางเลื่อน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีแขนเลื่อนตามขวางซึ่งเลื่อนไปทางซ้ายและขวาของโต๊ะเขียนแบบรูปร่างและการเคลื่อนที่ ตลอดจนการควบคุมการเคลื่อนที่จะแตกต่างกันไปตามบริษัทผู้ผลิต ดังรูป 1.1 ซึ่งแสดงถึงส่วนต่างๆ ของโต๊ะเขียนแบบที่เป็นรางเลื่อน ซึ่งมีข้อดีดังนี้</div><div>1.มั่นคงและแม่นยำ</div><div>2.ขณะใช้งานสามารถเอียงโต๊ะเป็นมุมชัน และชุดหัวไม่เลื่อนลง</div><div>3.ทั้งชุดหัวและแขนเลื่อนตามขวางล็อคได้ทุกตำแหน่ง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่สำคัญเมื่อต้องเขียนตัวอักษรหรือใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในการเขียนแบบที่ต้องการตำแหน่งอันมั่นคง</div><div><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:37:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915607346</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915610208</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบ<br>&nbsp;ในงานเขียนแบบชิ้นส่วนของเครื่องจักรกล หรือแบบงานทั่วไป ภาพที่ใช้มีอยู่ด้วยกัน&nbsp;<br>2 ชนิด คือ ภาพ 2 มิติ และ ภาพ 3 มิติ<br><br>1. ภาพ 2 มิติ<br>&nbsp;ภาพ 2 มิติ คือภาพที่แสดงรูปทรงของภาพใน 2 มิติ คือ ความกว้าง และความสูง&nbsp;<br>หรือ ความกว้างและความยาว โดยจะมองเห็นเป็นลักษณะของพื้นที่ เช่น รูปสามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม&nbsp;<br>ห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยม วงกลม หรือรูปทรงอื่น ๆ<br><br>2. ภาพ 3 มิติ<br>&nbsp;ภาพ 3 มิติ คือภาพที่แสดงรูปทรงของภาพใน 3 มิติ คือ ความกว้าง ความยาว<br>หรือความสูง และความลึก ลักษณะของภาพจะแสดงปริมาตรของสิ่งที่อยู่ในภาพนั้น ๆ&nbsp;<br><br>ภาพสามมิติที่นิยมใช้ในงานเขียนแบบ มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด คือ<br>1. ภาพออบบลิก (Oblique)<br>2. ภาพไดเมตริก(Dimetric)<br>3. ภาพไอโซเมตริก(Isometric)<br>4. ภาพเพอร์สเปกทีฟ(Perspective)<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:42:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915610208</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915612004</link>
         <description><![CDATA[<div>หลักการเขียนภาพฉาย(Orthographic projection)<br>&nbsp;Orthographic projectionคือ วิธีการฉายภาพหรือถ่ายทอดภาพจริงของวัตถุจากลักษณะ<br>ภาพสามมิติ ออกมาเป็นภาพสองมิติภาพที่ตามองเห็น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เป็นภาพสามมิติ<br>คือมองเห็นความกว้าง ความยาว หนา สูง หรือลึก เมื่อน าไปเขียนในแบบหรือถ่ายทอดออกมาเป็น<br>เพียงรูปด้าน เช่น ด้านบน ด้านหน้า ฯ รูปด้านต่าง ๆ จะมีเพียงสองมิติ เช่น รูปด้านบนก็จะแสดง<br>ให้เห็นเพียงความกว้างกับความยาว หรือรูปด้านหน้าแสดงให้เห็นเพียงความยาวกับความสูง<br>เท่านั้น วิธีการของOrthographicก็คือ การถ่ายทอดรูปร่างจริงของวัตถุแต่ละมุมแต่ละด้านออก<br>ไปสู่พื้นราบนั่นเอง&nbsp;<br><br>การมองภาพฉาย<br>&nbsp;การมองภาพฉายเป็นการมองตั้งฉากกับระนาบด้านต่าง ๆ ที่ชิ้นงานตั้งอยู่ ซึ่ง<br>ระนาบด้านจะมีอยู่ 6 ด้าน เหมือนชิ้นงานตั้งอยู่ในกล่องแก้วสี่เหลี่ยมที่มีผนังของกล่องแก้วเป็น<br>ระนาบด้านต่าง ๆ ดังตัวอย่างในรูปที่<br><br>ภาพที่เกิดขึ้นจากการมองจะมีลักษณะเป็นพื้นที่ของผิวชิ้นงานที่มีเส้นขอบของ<br>ชิ้นงานล้อมรอบอยู่ การมองชิ้นงานในแต่ละด้าน จะเกิดภาพที่แตกต่างกันไปตามรูปร่างของ<br>ชิ้นงาน และจ านวนพื้นที่ผิวของชิ้นงานในแต่ละด้าน<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:45:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915612004</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915614745</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;การเขียนแบบภาพฉายตามขั้นตอนนั้น จะนำเอาหลักการพื้นฐานเหล่านี้มาเป็นพื้นฐานในการมองภาพสามารถเขียนได้รวดเร็วและถูกต้องยิ่งขึ้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเขียนแบบจริงๆ นั้น ผู้ที่มีความชำนาญจะใช้ขั้นตอนที่ 4 ดังนั้นผู้ที่เขียนแบบจึงจำเป็นต้องเข้าใจในหลักการและความเป็นมาของการฉายภาพเหล่านี้เป็นอย่างดีจึงจะสามารถเขียนแบบตามขั้นตอนที่ 4 ได้ถูกต้องและรวดเร็ว<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:49:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915614745</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915616889</link>
         <description><![CDATA[<div>การเขียนแบบภาพออบลิค</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพสามมิติหมายถึง การเขียนภาพโดยการนำพื้นผิวแต่ละด้านของชิ้นงานมาเขียนประกอบกันเป็นรูปเดียว ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะรูปร่าง พื้นผิว ได้ทั้งความกว้าง ความยาว และความหนาของชิ้นงาน ทำให้ภาพสามมิติมีลักษณะคล้ายกับการมองชิ้นงานจริง ภาพสามมิติที่เขียนในงานเขียนแบบมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันในการวางมุมการเขียน และขนาดของชิ้นงานจริง กับขนาดชิ้นงานในการเขียนแบบซึ่งผู้เขียนแบบต้องศึกษาลักษณะของภาพสามมิติแต่ละประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ เพื่อสามารถปฏิบัติการเขียนแบบได้อย่างถูกต้อง<br><br>รูปออบลิคเป็นแบบภาพสามมิติอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับรูปไอโซเมตริก ส่วนที่แตกต่างกันคือ&nbsp; ภาพออบลิคจะแสดงด้านหน้าตรงๆ ส่วนด้านข้างจะทำมุม 45 องศา เพียงด้านเดียว คือด้านขวามือ&nbsp; เนื่องจากภาพออบลิคแสดงด้านหน้าได้ชัดเจนดี&nbsp; จึงนิยมเขียนภาพที่มีรายละเอียดด้านหน้ามาก ๆ<br><br></div><div><strong>ลำดับขั้นการเขียนแบบภาพออบลิค<br></strong><br></div><div>1. ให้เขียนภาพด้านหน้าก่อน<br>2. ขีดเส้นด้านข้าง 45 องศา<br>3. ขีดเส้นตั้งฉากและเส้นระนาบให้ครบ</div><div><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:53:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915616889</guid>
      </item>
      <item>
         <title>านเขียนแบบจะใช้เส้นชนิดต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งขนาดและรูปร่างเพื่อเป็นการแสดง ความหมายของแบบงาน ให้ผู้อ่านแบบเข้าใจความหมายของแบบ และทาให้แบบมีความถูกต้องสมบูรณ์ เส้นที่ใช้ในงานเขียนแบบตามมาตรฐาน DIN ISO 128-24 (1999-12) แบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ 0.25, 0.35, 0.5, 0.7, 1.0, 1.4</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915618562</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915618562</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915618980</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;การเขียนภาพสามมิติไอโซเมตริก</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ภาพISOMETRIC</strong> เป็นภาพที่มองเห็นสัดส่วนใกล้และไกลออกไป &nbsp; มีขนาดเท่ากัน ลักษณะภาพเป็นภาพจริง สามารถวัดขนาดต่างๆของด้านความยาว ความกว้าง และความสูงได้ ภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วย เส้นต่าง ๆ&nbsp; ดังนี้ เส้นแกนนอน เส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียงซ้ายและแกนเอียงขวายกขึ้น ทำมุม&nbsp; 30 องศาทั้งสองข้างกับเส้นแกนนอน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเขียนภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วยแกนสามแกนทำมุมกัน&nbsp; 120 องศา แกนแรกเขียนในแนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและขวา โดยทำมุม&nbsp; 30 องศากับเส้นแนวนอน งานเขียนแบบภาพสามมิติ โดยทั่วไปแล้วนิยมให้แกนด้านซ้ายมือเป็นภาพด้านหน้า แกนด้านขวามือเป็นภาพด้านข้าง และให้พิจารณาส่วนที่จัดให้เป็นภาพด้านหน้านั้นจะต้องไม่มีเส้นประแสดง เป็นด้านที่ดูแล้วสวยงาม สะดวกในการอ่านแบบ<br><br><br></div><div><strong>การเขียนภาพ ISOMETRIC แบ่งขั้นตอนการเขียนได้ 5 ขั้นตอน ดังนี้</strong><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; ภาพ ISOMETRIC คือภาพที่เขียนขึ้นจากส่วนประกอบทั้งสามของวัตถุ คือ ส่วนกว้าง ส่วนยาว และส่วนสูงตามรูปลักษณะที่ปรากฏ ในภาพที่ (1) คือมีเส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียง จะทำมุมยกขึ้นเป็น ๓๐ องศาทั้งสองด้าน&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ถ้าเราต้องการจะเขียนกล่องรูปสี่เหลี่ยม ให้วัดความยาว ความกว้างของภาพกล่องสี่เหลี่ยม การเขียนควรเขียนเส้นเบาๆทุกเส้น</div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ให้ลากเส้นจากจุดที่วางวัดไว้ให้ตั้งฉากทั้งสามเส้น ขั้นต่อมาก็วัดขนาดส่วนสูง ของกล่อง หมายความว่า เส้นที่เป็นความสูงของกล่อง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ให้ลากเส้นจากจุดที่เป็นส่วนสูงของกล่องทั้งสองด้าน ให้ขนานกันกับเส้นแกนเอียงซ้ายและเส้นแกนเอียงขวา คือจะต้องมีมุมเป็น ๓๐ องศา เช่นเดียวกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. ลากเส้นทั้งสองด้านตัดกัน โดยใช้ฉากสามเหลี่ยมที่มีมุม 30 องศา ด้วยเส้นเบาๆก่อน แล้วจึงลงเส้นหนักทีหลัง ส่วนเส้นที่ประนั้นก็ควรเขียนเช่นกัน แต่เส้นที่เราไม่สามารถมองเห็นนั้นก็ควรใช้เส้นประ การประเส้นควรประให้เส้นมีความห่างเท่ากัน เส้นเสมอกันโดยตลอด และควรต้องเป็นเส้นที่เบาบาง และเส้นคมที่สุด<br><br>นาย นันทชัย โคตรสงคราม<br>202185116</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 17:57:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915618980</guid>
      </item>
      <item>
         <title>4.   การเขียนตัวอักษรและตัวเลข ข้อมูลในการเขียนแบบซึ่งไม่สามารถแสดงเป็นรูปทรงโดยเส้นอาจแสดงโดยกำหนดขนาดเป็นตัวเลข  ตัวอักษร  ซึ่งจะให้รายละเอียดในแบบงานได้อย่างครบถ้วนและมีความหมายที่สมบูรณ์  การเขียนตัวเลขและตัวอักษรเขียนได้หลาย ๆ วิธี  การเขียนด้วยมือ  การเขียนด้วยอุปกรณ์โดยใช้แผ่นแม่แบบ  เป็นต้นตัวอักษรระบบโกติกใช้วิธีเขียนแบบซิงเกิลสโตรค  (Single  Stroke  Gothic  Lettering)  มาตรฐานของตัวอักษรได้พัฒนาดัดแปลงรูปแบบของชุดตัวพิมพ์ตัวอักษรแบบโกติก  คำว่าชุดตัวพิมพ์  (front)  หมายถึง  การจำแนกหรือการจัดเป็นชุดเดียวกันในขนาดและรูปแบบของตัวอักษรและคำว่า  ซิงเกิลสโตรก  (Single-stroke)  มาจากหลักความจริงว่า  แต่ละตัวอักษรเขียนขึ้นด้วยเส้นตรงเดี่ยวหรือเส้นโค้งพื้นฐาน  ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเขียนและสะดวกต่อการอ่าน  เหตุผลที่งานอุตสาหกรรมยอมรับการเขียนตัวอักษรรูปแบบนี้ก็เพราะว่าตัวอักษรชนิดเขียนได้เร็วมาก ตัวอักษรโกติกแบ่งออกเป็น ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ และตัวอักษรพิมพ์เล็ก</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915620945</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:01:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915620945</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.                  เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบ                การปฏิบัติการเขียนแบบ ที่จะได้แบบงานที่ถูกต้องและเป็นมาตรฐาน จะต้องอาศัย ทักษะของผู้ปฏบัติการเขียนแบบรวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเจียนแบบมีความสำคัญมากและได้คุณภาพงานที่เป็นมาตรฐานเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเขียนแบบมีดังนี้1.1          โต๊ะเขียนแบบ (DRAWING TABLE)โต๊ะเขียนแบบโดยทั่ว ๆ ไปจะมีขนาดมาตรฐานจาก 600 X 900 มม.ถึง 1,050 X 2100 มม. คุณลักษณะที่ดีของโต๊ะเขียนแบบ คือ1.                   สามารถควบคุมการปรับเอียงของโต๊ะได้ 1 ด้าน2.                   สามารถควบคุมการปรับความสูงได้ด้วยมือหรือเท้า3.                   สามารถปรับตำแหน่งกระดานให้อยู่ในแนวตั้งได้4.                    มีโคมไฟ5.                   มีอุปกรณ์ประกอบในการเขียนแบบ</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915623345</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>1.2&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระดานเขียนแบบ</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จะต้องมีพื้นผิวเรียบที่ขอบด้านซ้ายมือจะต้องเรียบและตรง&nbsp; เนื่องจากหัวของไม้ที (T-Square) จะต้องแนบและเลื่อนขึ้นลงที่ขอบด้านซ้ายมือนั้น กระดานเขียนแบบส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้ในการเขียนแบบสนามหรือเขียนแบบนอกสถานที่&nbsp; บางครั้งก็นำมาใช้เขียนแบบในโรงเรียนบ้างเหมือนกันกรณีที่โรงเรียนนั้นไม่มีโต๊ะเขียนแบบมาตรฐาน เพราะถ้าหากว่านักศึกษาเขียนไม่เสร็จ&nbsp; สามารถนำไปเขียนต่อที่บ้านได้โดยไม่ต้องแกะแบบออกจากกระดาน<br><strong>1.3</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ไม้ที (T SQUARE)</strong></div><div>ไม้ทีเป็นเครื่องมือที่สำคัญในงานเขียนแบบ ไม้ทีมีส่วนประกอบ 2 ส่วน คือหัว (HEAD) ทำจากไม้เนื้อแข็ง และใบ (BLADE)ทำจากไม้ทีขอบทำจากพลาสติกใส ทั้งสองส่วนจะยึดตั้งฉากกัน ไม้ทีใช้สำหรับเขียนเส้นในแนวนอน และใช้ประกอบกับฉากสามเหลี่ยม สำหรับเขียนเส้นในแนวดิ่ง และเส้นเอียงเป็นมุมต่าง ๆ<br><strong>1.4</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>บรรทัดสามเหลี่ยม (TRIANGLES)</strong></div><div>บรรทัดสามเหลี่ยมปกติทำจากพลาสติกใส&nbsp; สามารถมองเป็นเส้นที่เขียนได้ชัดเจน บรรทัดสามเหลี่ยมจะใช้คู่กับไม้ทีสำหรับเขียนเส้นดิ่ง&nbsp; เส้นเอียงเป็นมุมต่าง ๆ บรรทัดสามเหลี่ยมปกติจะมี 2 อัน คือ 90° -45° -45°และ 90°-30°-60°<br><strong>1.5</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>บรรทัดมาตราส่วน (SCALE)</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นบรรทัดที่มีมาตราส่วนต่าง ๆ หลายขนาด เช่น 1:1, 1:2, 1:5, 1.25 เพื่อสะดวกในการเขียนแบบลักษณะต่างๆ ที่ต้องใช้มาตราส่วนในการเขียนแบบเพื่อย่อหรือขยายทำให้สะดากและรวดเร็วซึ่งจะใช้มากในงานเขียนแบบทางสถาปัตยกรรม<br>&nbsp;</div><div><strong>1.6</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>บรรทัดเขียนส่วนโค้ง (IRREQULAR CURVES)</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บรรทัดเขียนส่วนโค้ง เป็นการเขียนที่จะใช้ในการเขียนส่วนโค้ง หรือเส้นโค้งในแบบงานที่ไม่สามารถใช้วงเวียนเขียนการใช้บรรทัดส่วนโค้งเป็นการเขียนที่จะต้องให้เส้นต่อเนื่องกันโดยการให้ส่วนโค้งของบรรทัดสัมผัส 3 จุด แล้วจึงลากเส้นผ่านจุดซึ่งผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความชำนาญ และมีประสบการณ์ในการใช้บรรทัดเขียนส่วนโค้งจึงสามารถเขียนส่วนโค้งได้สมบูรณ์<br>&nbsp;</div><div><strong>1.7&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แผ่นแบบ (Templates)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีให้เลือกหลายขนาดและหลายแบบ เช่น วงกลม วงรี สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม&nbsp; และหกเหลี่ยม เป็นต้น&nbsp;<br><strong>1.8</strong>&nbsp; &nbsp;<strong>&nbsp; &nbsp; วงเวียน (COMPASS)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงเวียนเป็นเครื่องมือสำหรับใช้เขียนส่วนโค้ง หรือวงกลม ก่อนจะใช้วงเวียนควรจะปรับระยะไส้ดินสอให้เสมอกับหลักศูนย์กลาง และควรลับดินสอให้เอียงเพื่อสะดวกในการวัดระยะรัศมี และจะทำให้เขียนส่วนโค้งสะดวก วงเวียนที่ใช้งานในการเขียนแบบมีหลายลักษณะควรเลือกใช้วงเวียนให้เหมาะสมกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมที่จะเขียน เช่น</div><div>1.8.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงเวียนวงกลมเล็ก (BOW COMPASS)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นวงเวียนสำหรับใช้เขียนวงกลมที่มีรัศมีไม่เกิน 15 มิลลิเมตร วงเวียนชนิดนี้ใช้แรงสปริง และสกรูเป็นตัวปรับขนาดความกว้างของรัศมี<br><br><br><br>ปัชชัยญาณ์ ทานัง&nbsp;<br>รหัส 202185119</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:05:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915623345</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพที่ใช้ในงานเขียนแบบที่นิยมเขียนเป็นแบบทำงานนั้นนิยมเขียนภาพ 2 แบบ คือ•  ภาพสามมิติ ( ภาพ 3 D )•  ภาพฉาย ( ภาพ 2 D )ภาพสามมิติภาพสามมิติ (Pictorial View) เป็นภาพที่แสดงให้เห็นมิติของภาพได้ถึง 3 ด้านด้วยกันในภาพเดียวกัน คือ ขนาดความกว้าง ความยาว และความลึกของชิ้นงาน มีลักษณะใกล้เคียงกับชิ้นงานจริง ในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้ภาพ 3 มิติเป็นแบบทำงาน จะใช้สำหรับดูรูปร่างของชิ้นงาน ส่วนแบบในการปฏิบัติงานจะใช้ภาพฉาย โดยมีภาพ 3 มิติดูประกอบการทำงานภาพสามมิตินั้นแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ•  ภาพออบลิก มี 2 แบบ คือ•  แบบคาวาเรียร์•  แบบคาบิเนต•  ทัศนียภาพ มี 3 แบบ คือ•  แบบ 1 จุด•  แบบ 2 จุด•  แบบ 3 จุด•  แบบแอกโซโนเมตริก มี 3 แบบ คือ•  ภาพไดเมตริก•  ภาพไตรเมตริก•  ภาพไอโซเมตริก</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915624526</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ภาพฉาย</strong></div><div>ในวงการอุตสาหกรรมนิยมใช้แบบภาพฉายเป็นแบบสั่งงานและการปฏิบัติงานของช่างฝีมือ เพื่อนำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ แบบของชิ้นงานนั้นต้องมีรายละเอียดอย่างครบถ้วน ดังนั้น จึงควรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับภาพฉาย ตลอดจนการอ่านแบบและเขียนแบบภาพฉายได้อย่างถูกต้อง</div><div>หลักการอ่านและการฉายภาพ</div><div>ภาพฉายเป็นที่แสดงรูปลักษณะของงานแต่ละด้านเพื่อให้เห็นขนาดที่แท้จริง ปกติการเขียนภาพฉายนิยม 2-3 ด้าน คือ ภาพด้านหน้า (Front View : FV) ภาพด้านข้าง (Side View : SV) และภาพด่านบน (Top View : TV)</div><div><strong>การมองภาพฉายนั้นมีการมองด้วยกัน 2 แบบ </strong>คือ</div><div>•&nbsp; การมองภาพฉายด้านที่ 1 (First - Angle Projection)</div><div>•&nbsp; การมองภาพฉายมุมที่ 3 (Third - Angle Projection)</div><div>ในที่นี้ผู้จัดทำ จะขอกล่าวเฉพาะการฉายภาพมุมที่ 1 เท่านั้น เพราะเป็นการฉายภาพที่นิยมใช้</div><div>กันมากในแถบทวีปยุโรปและแถบทวีปเอเชีย ปัจจุบัน คือ ระบบ ISO ภาพที่ได้จากการฉายภาพจะอยู่มุมที่ 1 ภาพด้านบนจะปรากฏในระนาบนอน ภาพด้านหน้าจะปรากฏในระนาบดิ่ง และภาพด้านข้างซ้ายปรากฏในระนาบข้าง<br><br>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:07:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915624526</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หลักการเขียนภาพฉาย(Orthographic projection)Orthographic projection คือ วิธีการฉายภาพหรือถ่ายทอดภาพจริงของวัตถุจากลักษณะภาพสามมิติ ออกมาเป็นภาพสองมิติภาพที่ตามองเห็น เช่น โต๊ะ เก้าอี ้ ฯลฯ เป็นภาพสามมิติคือมองเห็นความกว้าง ความยาว หนา สูง หรือลึก เมื่อน าไปเขียนในแบบหรือถ่ายทอดออกมาเป็นเพียงรูปด้าน เช่น ด้านบน ด้านหน้า ฯ รูปด้านต่าง ๆ จะมีเพียงสองมิติ เช่น รูปด้านบนก็จะแสดงให้เห็นเพียงความกว้างกับความยาว หรือรูปด้านหน้าแสดงให้เห็นเพียงความยาวกับความสูงเท่านั ้น วิธีการของ Orthographic ก็คือ การถ่ายทอดรูปร่างจริงของวัตถุแต่ละมุมแต่ละด้านออกไปสู่พื ้นราบนั่นเองการมองภาพฉายการมองภาพฉายเป็นการมองตั ้งฉากกับระนาบด้านต่าง ๆ ที่ชิ ้นงานตั ้งอยู่ ซึ่งระนาบด้านจะมีอยู่ 6 ด้าน เหมือนชิ ้นงานตั ้งอยู่ในกล่องแก้วสี่เหลี่ยมที่มีผนังของกล่องแก้วเป็นระนาบด้านต่าง ๆ</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915625279</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:09:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915625279</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาพฉาย (Orthogonal Projection)                 สิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อความหมายจากผู้ออกแบบชิ้นงานไปสู่ช่างผู้ผลิตงานก็คือแบบงาน (Drawing)  แบบงานจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงรูปร่าง  ขนาดและรายละเอียดต่าง ๆ  ของวัตถุที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์  และประกอบด้วยข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดในการผลิตและตรวจสอบงานนั้น                แบบงานเป็นสื่อที่เเสดงให้ช่างผู้ชำนาญงานได้รู้ถึงรูปร่างและขนาดของชิ้นงานที่จะทำนั้น  โดยจะกำหนดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำงานลงในแบบงานนั้นด้วย เช่น วัสดุจองชิ้นงาน  ลักษณะงานสำเร็จ  ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานงานเขียนแบบ  ด้วยเหตุนี้ช่างที่ดีจึงจำเป็นต้องสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถอ่านแบบหรือสร้างแบบงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการอ่านแบบได้ถูกต้องตามมาตรฐาน                มีหลายวิธีในการที่จะอธิบายรูปร่างของวัตถุหรือชิ้นงานที่ต้องการจะถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  อาจอธิบายโดยคำพูดหรือถ้อยคำแทนการใช้ภาพถ่ายวัตถุนั้น  หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ  การแสดงโดยการเขียนรูปภาพของวัตถุที่เรียกกันว่า  “ แบบงาน ( Drawing )”                 แบบงานมาตรฐานที่ใช้แสดงที่อยู่ 2  ลักษณะ  คือ1.       แบบงานภาพ  3  มิติ2.       แบบงานภาพ  2  มิติ เมื่อเราจะกล่าวถึงลักษณะของวัตถุแต่ละอย่างแก่บุคคลทั่ว ๆ ไป  เรามักจะเปรียบเทียบวัตถุนั้นกับสิ่งอื่นที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ในวงการช่างซึ่งต้องการคำจำกัดความที่แน่นอนของรูปชิ้นงาน  เรามักจะใช้การเปรียบเทียบกับรูปทรงทางเรขาคณิต  เช่นทรงกลม  ทรงเหลี่ยม  ทรงกรวย เป็นต้น  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความง่ายต่อการเขียนและการอ่านแบบงาน  อีกทั้งยังช่วยให้ช่างสามารถหาวิธีการในการผลิตชิ้นงานนั้นได้ง่ายขึ้นด้วย  ภาพฉาย  หมายถึง  ภาพที่มองจากชิ้นงานจริงฉายไปปรากฏรูปทรงบนระนาบรับภาพ  โดยทั่วไปในการเขียนแบบชิ้นส่วนใด ๆ  ถ้าจะให้มองเห็นได้ชัดเจนและดูเหมือนจริงนั้นสามารถเขียนได้ด้วยภาพ 3 มิติ  ซึ่งแสดงเพียงภาพเดียวก็สามารถมองได้ชัดเจนทั้งสามารถกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ได้และนำไปทำการผลิตได้ด้วย  แต่การเขียนภาพ 3 มิติ  นั้นกระทำได้ยากต้องใช้เวลาในการเขียนแบบงานต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยหลายอย่าง  จึงไม่เหมาะสมที่จะนำวิธีการนี้มาเขียนแบบเพื่อสั่งงานผลิต  เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น  ภาพ 3  มิติ  เหมาะสำหรับแสดงรูปร่างและการประกอบกันอยู่ของชิ้นงานในคราวที่จำเป็นมากกว่าการที่จะเขียนงานให้ง่ายและรวดเร็วขึ้นสามารถเขียนได้โดยวิธีการมองภาพทีละด้านและนำเอาแต่ละด้านมาเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กัน  จะทำให้การเขียนลงบนกระดาษให้สัมพันธ์กันจะทำให้การเขียน ,การแสดงอัตราส่วน ,การแสดงขนาด ,การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยและสะดวกยิ่งขึ้น </title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915626290</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:11:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915626290</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนภาพออบบลิก(Oblique)</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915627831</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;การเขียนแบบภาพออบลิค</div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปออบลิคเป็นแบบภาพสามมิติอีกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับรูปไอโซเมตริก ส่วนที่แตกต่างกันคือ&nbsp; ภาพออบลิคจะแสดงด้านหน้าตรงๆ ส่วนด้านข้างจะทำมุม 45 องศา เพียงด้านเดียว คือด้านขวามือ&nbsp; เนื่องจากภาพออบลิคแสดงด้านหน้าได้ชัดเจนดี&nbsp; จึงนิยมเขียนภาพที่มีรายละเอียดด้านหน้ามาก ๆ<br><br></div><div><strong><br>ลำดับขั้นการเขียนแบบภาพออบลิค<br></strong><br></div><div><br>1. ให้เขียนภาพด้านหน้าก่อน<br>2. ขีดเส้นด้านข้าง 45 องศา<br>3. ขีดเส้นตั้งฉากและเส้นระนาบให้ครบ<br><br>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:13:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915627831</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเขียนภาพสามมิติไอโซเมตริก             ภาพ ISOMETRIC เป็นภาพที่มองเห็นสัดส่วนใกล้และไกลออกไป   มีขนาดเท่ากัน ลักษณะภาพเป็นภาพจริง สามารถวัดขนาดต่างๆของด้านความยาว ความกว้าง และความสูงได้ ภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วย เส้นต่าง ๆ  ดังนี้ เส้นแกนนอน เส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียงซ้ายและแกนเอียงขวายกขึ้น ทำมุม  30 องศาทั้งสองข้างกับเส้นแกนนอน            การเขียนภาพ ISOMETRIC ประกอบด้วยแกนสามแกนทำมุมกัน  120 องศา แกนแรกเขียนในแนวดิ่ง และแกนที่เหลือสองแกนเขียนไปทางซ้ายและขวา โดยทำมุม  30 องศากับเส้นแนวนอน งานเขียนแบบภาพสามมิติ โดยทั่วไปแล้วนิยมให้แกนด้านซ้ายมือเป็นภาพด้านหน้า แกนด้านขวามือเป็นภาพด้านข้าง และให้พิจารณาส่วนที่จัดให้เป็นภาพด้านหน้านั้นจะต้องไม่มีเส้นประแสดง เป็นด้านที่ดูแล้วสวยงาม สะดวกในการอ่านแบบ</title>
         <author>love41380love</author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915629050</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;1.&nbsp; ภาพ ISOMETRIC คือภาพที่เขียนขึ้นจากส่วนประกอบทั้งสามของวัตถุ คือ ส่วนกว้าง ส่วนยาว และส่วนสูงตามรูปลักษณะที่ปรากฏ ในภาพที่ (1) คือมีเส้นแกนตั้งฉาก เส้นแกนเอียง จะทำมุมยกขึ้นเป็น ๓๐ องศาทั้งสองด้าน<br>&nbsp;2. ถ้าเราต้องการจะเขียนกล่องรูปสี่เหลี่ยม ให้วัดความยาว ความกว้างของภาพกล่องสี่เหลี่ยม การเขียนควรเขียนเส้นเบาๆทุกเส้น<br>&nbsp; 3. ให้ลากเส้นจากจุดที่วางวัดไว้ให้ตั้งฉากทั้งสามเส้น ขั้นต่อมาก็วัดขนาดส่วนสูง ของกล่อง หมายความว่า เส้นที่เป็นความสูงของกล่อง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ให้ลากเส้นจากจุดที่เป็นส่วนสูงของกล่องทั้งสองด้าน ให้ขนานกันกับเส้นแกนเอียงซ้ายและเส้นแกนเอียงขวา คือจะต้องมีมุมเป็น ๓๐ องศา เช่นเดียวกัน<br>&nbsp;5. ลากเส้นทั้งสองด้านตัดกัน โดยใช้ฉากสามเหลี่ยมที่มีมุม 30 องศา ด้วยเส้นเบาๆก่อน แล้วจึงลงเส้นหนักทีหลัง ส่วนเส้นที่ประนั้นก็ควรเขียนเช่นกัน แต่เส้นที่เราไม่สามารถมองเห็นนั้นก็ควรใช้เส้นประ การประเส้นควรประให้เส้นมีความห่างเท่ากัน เส้นเสมอกันโดยตลอด และควรต้องเป็นเส้นที่เบาบาง และเส้นคมที่สุด<br><br>ปัชชัยญาณ์ ทานัง<br>รหัส 202185119</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-27 18:16:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915629050</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915827253</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวอักษรภาษาอังกฤษ<br>นิยมใช้อักษรที่เรียกว่า Single Stroke Gothic เป็นตัวอักษรที่เขียนง่าย เขียนได้รวดเร็วและอ่านได้เร็ว คาว่า Single Stroke หมายถึงตัวอักษรที่มีความกว้าง หรือความหนาของเส้นเท่ากับความหนาของไส้ดินสอ พูดง่าย ๆ ก็คือ ตัวอักษรที่เป็นเส้นชั้นเดียว การเขียนตัวอักษรเพื่อใช้ในแบบนั้น จะใช้ ตัวอักษรแบบตรง (vertical) หรือแบบเอียง(inclined) ก็ได้ ข้อสาคัญคือ ในแบบชุดหนึ่ง ๆ ถ้าใช้ตัวอักษรแบบใดก็ควรใช้แบบนั้นตลอด ไม่ควรปนกันทั้งสองแบบ<br><br>นาย อนุชา บุญสีมา<br>รหัสพนักงาน 202185115</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-28 02:31:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915827253</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อุปกรณ์เขียนเเบบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915866119</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div>&nbsp;</div><div>1 &nbsp; โต๊ะเขียนแบบ</div><div>2 &nbsp; กระดาษเขียนแบบ</div><div>3 &nbsp; ไม้ที&nbsp;</div><div>4 &nbsp; บรรทัดสามเหลี่ยม&nbsp;<br>5 &nbsp; บรรทัดมาตราส่วน</div><div>6 &nbsp; บรรทัดเขียนส่วนโค้ง</div><div>7 &nbsp; แผ่นแบบ</div><div>8 &nbsp; วงเวียน</div><div>9 &nbsp; วงเวียนวัดระยะ</div><div>10&nbsp; ปากกาเขียนแบบ</div><div>11&nbsp; เครื่องเหลาดินสอ</div><div>1.12 &nbsp; เครื่องมือทำความสะอาด</div><div>1.13 &nbsp; ยางลบ<br><br>ศักดิ์ชัย สัมมุตถี<br>รหัสพนักงาน 202185147</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-28 03:57:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/terktrin/z17kebs4aitz8dsl/wish/1915866119</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
