<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>สรุปหัวข้อเรียนประจำวันและคำถามจากนักศึกษา by วิทันตสา รามคําแหง</title>
      <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y</link>
      <description>เรียนเชิญอาจาริยสาทุกท่านได้ช่วยกันสรุปหัวข้อเรียนประจำวันและตอบคำถามข้อสงสัยให้แก่นักศึกษา</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-10-06 01:41:24 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-10-07 03:51:30 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>1.3.08 การวัดผลของการบริกรรม </title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328568711</link>
         <description><![CDATA[<div>1.3.08 การวัดผลของการบริกรรม&nbsp;<br><br>การทำสมาธิจำเป็นจะต้องก่อเหตุมา ทั้งหลายแหล่ที่เราดำเนินการมาอย่างไม่หยุดยั้งนั้นสิ่งเหล่านั้นเรียกว่าเป็นเหตุ<br>การสร้างเหตุหมายถึงว่า การสร้างงาน งานสมาธิ หมายถึงงานที่จะต้องสร้างด้วยการต่อเนื่อง อาจจะเป็นวันละ 1 ครั้ง 2 ครั้ง สุดแล้วแต่บุคคล แต่ว่าการต่อเนื่องนั้นคือ การทำที่เรียกว่าไม่หยุดสักวัน แต่อาจจะหยุดบ้างเพราะเหนื่อยเกินไป ก็ไม่ถือว่าเป็นการขาดตอน<br>เพราะว่าการทำสมาธิไม่มีขาดตอน มันเป็นของที่ต่อได้เรื่อย&nbsp; ในอดีตชาติเคยทำมาแล้วในปัจจุบันก็ทำอีก<br>การทำทุกอย่างมันต้องสมเหตุสมผล เราบริกรรม ยังไม่เข้าขั้นที่เราจะเป็น เราก็ไม่ต้องย่อท้อ น้อยใจ หรือคิดในสิ่งที่ทำให้เศร้าหมอง<br>เนื่องจากว่า&nbsp; ผลของการทำสมาธินั้น หมายถึงการที่ทำให้เราเกิดความชุ่มชื้น หรือว่าเกิดความมั่นคงในใจนั่นเรียกว่าเราทำสมาธิ<br>ความเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส หงุดหงิด ฯลฯ เป็นเรื่องนอกเหนือจากสมาธิ มันเป็นเรื่องของกิเลส หรือเรื่องของโลกที่มันจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ธรรมดา มันเกี่ยวกับ "จุดดำ"<br><br>ทีนี้สำหรับเรื่องของสมาธินี่ มันเป็นเรื่องของการแก้ "จุดดำ" ตรงนั้น ถ้ามันแก้ไม่ไหว ก็เพียงลดระดับก็ยังดี&nbsp;<br><br>จริงอยู่ การทำสมาธิ จิตก็ต้องเป็นสมาธิ แล้วเราต้องรู้ต่อไปว่า คำบริกรรมนั้นสมควรจะหยุดได้หรือยัง ในเมื่อสมควรหยุดแล้วก็ต้องหยุด จึงจำเป็นที่จะต้องหยุดด้วยความรู้และความเข้าใจ... ก็คือ "การวัดผล"<br><br>การที่กำหนดเช่นนี้ต้องมีการทดลอง เมื่อทดลองแล้วจะรู้ว่า คำบริกรรมนั้นหมดความจำเป็นในขณะนั้น<br>เมื่อเราทดลอง จะหยุดคำบริกรรม เราก็ไม่นึก วางจิตเฉยๆ&nbsp;<br>ทีนี้ เมื่อเราหยุดแล้วจิตมันฟุ้ง จิตมันกังวล&nbsp; จิตมันไม่นิ่ง อันนี้เรียกว่ายังหยุดไม่ได้ ตรงนี้ต้องบริกรรมต่อไป<br>แต่ถ้าหากว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว เรากะว่าจิตของเรานี่ต้องสงบได้แล้ว เราหยุด แล้วก็หยุดได้จริงๆทีนี้เราก็กำหนดแต่ผู้รู้ หรือความรู้ไว้ไปตลอด นี่คือ ลักษณะของการเดินจิตในขั้นแรก<br>เช่น บริกรรมอยู่สบาย พอหยุดบริกรรม จิตก็ฟุ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องหยุดคำบริกรรมไม่ได้ แต่เมื่อหยุดคำบริกรรม จิตก็ยิ่งสบายขึ้น แสดงว่าหยุดได้แล้ว การกระทำเช่นนี้เป็นการวัดผลของตนด้วยตนเองถือว่าเป็นการวัดผล<br>เพราะฉะนั้น การวัดผลมันจึงอยู่ที่&nbsp;<br>____________<br>ข้อ 1 นับแต่การบริกรรมจนถึงหยุดบริกรรมเป็นปรากฏการณ์ของขั้นที่ 1<br><br>ก. จิตพบจิตบริกรรมเป็นการพบกันครั้งแรกของสมาธิสร้างขึ้น<br>เวลาเราบริกรรมพั้บ มันจะเกิดปฏิกิริยาอันหนึ่ง คือ มีการทำในสิ่งที่เรียกว่าทวนกระแส เพราะธรรมดา จิตนี้มันจะต้องคิด อารมณ์ดีบ้าง อารมณ์ชั่วบ้าง ทีนี้มันก็ถอยมาอยู่ที่คำบริกรรม มันก็สั้นลงไป นั่นเขาเรียกว่าจิตพบจิตเป็นครั้งแรกของสมาธิที่สร้างขึ้น<br><br>&nbsp;ข. เป็นตัวกรองอารมณ์&nbsp; จึงมีความรู้สึกว่า สบายขึ้น&nbsp; รสของสมาธินี่ มันไม่เหมือนกันกับความสุขแบบอื่นๆ ที่เราเคยได้ มันไม่เหมือนกันตรงที่ว่าความสุขอันอื่นๆเราใช้อารมณ์เข้าไปทำความสุข เช่น ได้เงิน ได้ของรักของชอบใจ เราก็เอาอารมณ์ไปอยู่ที่ของรักของชอบใจ ความสุขเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เราไปอยู่ในห้วงของอารมณ์ คือนึกให้มันเกิดความสุขและมันเป็นความสุขที่เกิดขึ้นมาด้วยความนึกคิดอัตโนมัติ มีความสุขชนิดที่เจือปนด้วยอารมณ์<br>ข.เป็นตัวกรองอารมณ์ คือ&nbsp; มันกรองออกไปแล้ว ทีนี้ อารมณ์มันไม่เหลือ มันไปเหลือแต่ความสงบ แทบไม่เหลืออารมณ์มาเจือปน แต่มันไปเกิดตรงนั้น ก็เลยเป็นการตรงกันข้ามกับความสุขที่ประกอบด้วยอารมณ์<br>ความสุขที่เกิดจากการกรองอารมณ์นั้น หมายถึงความสุขที่ไร้อารมณ์ หรือ มีก็เพียงนิดหน่อย อันนี้จึงเป็นความสุขที่แปรสภาพออกมาด้วยการกรองของสมาธิ,ของพุทโธ<br><br>ค. มองเห็นตัวอารมณ์ มีสติยั้งคิด เห็นนิมิต&nbsp; มองเห็นอารมณ์ ก็คือ ตัวผู้รู้เป็นผู้ที่มองเห็น<br>การมองเห็นอย่างนั้น เขาถือว่าจิตมันละเอียด เพราะการมองเห็นอารมณ์นี่ มันจะมีสติยั้งคิด จะเป็นเครื่องเตือนสติ แล้วก็เป็นผลอันสำคัญจุดหนึ่ง<br>พอเวลาเราเลิกจากสมาธิแล้ว กิริยาอาการอันนี้มันจะติดตามเราไป พอเวลามันมีเหตุเกิดขึ้นนี่ เราจะมองเห็นตัวอารมณ์ พอมองเห็นตัวอารมณ์แล้วเราจะไม่ยึด จะไม่เป็นไฟกับฟืนน่ะ ไม่เป็นเชื้อเพบิง คือเวลาที่คนจะว่าอะไรมาสักทีหนึ่งอย่างนี้ เราก็มองเห็นตัวที่ว่านี่ คือ อารมณ์ โกรธ แทนที่เราจะเป็นเชื้อไฟให้เมื่อเวลาไฟมา มันก็ไม่เป็น เมื่อเป็นเช่นนั้น ไอ้คนที่มันกำลังโกรธขึ้มา มันก็คิดได้ เรื่องต่าง ๆ มันก็ร้าย กลายเป็นดี<br><br>ง. เป็นสมาธิตื้น ใช้กับการงานได้&nbsp; เมื่อเราบริกรรมมาถึงขั้นสามารถยึดเหนี่ยวในคำบริกรรมได้อย่างมั่นคง แล้วก็จิตก็อยู่ในลักษณะที่มีความละเอียด มีความรู้ เช่น อย่างเรานึก พุทโธ นี่ เรานึกได้ พุทโธ 1 พุทโธ 2 พุทโธ 3 เรานึกได้ เราจะนึกพุทโธเท่าไหร่เรานึกได้ แต่การนึกนั้นน่ะ มันมีผู้รู้ที่ให้นึกอยู่<br>ให้สังเกตให้ดีว่า ในขณะที่เรานึกพุทโธน่ะ ไอ้คนที่นึกพุทโธมันมีอยู่คนหนึ่ง&nbsp; หรือเรียกว่ามีอยู่ตัวหนึ่ง ที่คอยกำกับและคอยนึกพุทโธอยู่นั้น อันนี้แหละเรียกว่าสมาธิ เขาเรียกว่า สมาธิตื้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจะจับจิตตรงนั้นได้<br>จิตตรงนี้ตอนก่อนแต่ที่จะไปถึง เพียงพอแก่ความต้องการในการหยุดคำบริกรรมมันจะเป็นลักษณะสมาธิขั้นตื้น เมื่อเป็นลักษณะสมาธิขั้นตื้นสมาธิอันนี้ก็จะไปเจือ เวลาเราทำการทำงาน พูด คิด ฯลฯ สมาธิตื้นอันนี้ก็จะเข้าไป clear หรือเข้าไปเจือปนในการคิดเหล่านั้น ความคิดเหล่านั้น แทนที่จะเป็นความคิดธรรมดา ก็กลายเป็นความคิดที่เกิดจากสมาธิ<br>มันเกิดขึ้นไปได้อย่างไร<br>มันเกิดขึ้นไปได้ คือว่า เราไปทำการทำงานนี่ ไม่ใช่ว่าเราเอาร่างกายไปทำไปคิด แต่ว่าเอาใจของเรานี่ไปคิดตาม<br>คือ เพราะว่า ใจนี่มันเป็นสมาธิอยู่แล้ว พอเวลาเราไปทำงาน สมาธิที่เราทำไว้ติดใจของเราไปด้วย<br>เพราะฉะนั้น เวลามีการงานขึ้นมานี่ ใจที่เป็นสมาธินี่มันจะเป็น ออโตเมติก เข้าไป clear หรือว่าเข้าไปสัมพันธ์กับความนึกคิดอันนั้น อันนี้คือ สมาธิตื้น<br><br>จ. การเพิ่มพลัง ปรากฏซึ่งความเบา&nbsp;<br>ก็คือ เมื่อเวลาเรานั่งสมาธิมันเกิดเบากาย เบาใจ<br>ความเบาเพราะมันได้ไป clear สิ่งหนัก ๆ ออกไปแล้ว ตัวเราก็เบาขึ้น<br>การ clear ตัวของเราให้เบาขึ้นนี่่ มัน clear ได้ด้วยสมาธิ &nbsp;<br>เพราะฉะนั้น เวลาที่เรารู้สึกว่าเราสบายเหมือนเราตัวเบานี่ อันนั้นถูก clear ออกไปแล้ว<br>จบขั้นหนึ่ง<br>___________<br>ต่อมาขั้น 2 เมื่อหยุดคำบริกรรมแล้วจิตยังตั้งได้ เป็นปรากฏการณ์ขั้นที่ 2<br><br>ก. ความสบาย&nbsp; มีความสุข ตรงนี้เลยจากการ clear ที่เป็นสมาธิอะไรต่าง ๆ นี่มันจะลึกซึ้งขึ้นมา เมื่อหยุดคำบริกรรมแล้วนี่ ข้อ ก. ความสบายและความสุขจะเกิดขึ้นทันที<br>ข. ความอิ่มเอิบมีสติตื้นตันใจจะตามมา<br>ค. นิมิตสิ่งต่าง ๆ ให้เห็น&nbsp;<br>ง. ความเคลิ้ม&nbsp; เมื่อเราทำสมาธิแล้วเกิดความเคลิ้ม อันนี้จะเป็นเรื่องของสมาธิ จะไม่เคลิ้มเหมือนกันกับที่เราไปกินยาเคลิ้ม หรือว่าเราง่วงนอนมากเคลิ้ม แต่ความเคลิ้มที่เกิดขึ้นจากสมาธินี่ มันเป็นความเคลิ้มที่มีคุณภาพ<br>จ. การเข้าภวังค์ เมื่อเคลิ้มได้ที่ก็จะเข้าภวังค์<br>ฉ.ในกรณีที่เราทำสมาธิทั้งบริกรรมและทั้งหยุดบริกรรมนี้ จะอยู่ในฐานะแห่งการเพิ่มพลังจิต<br>การเพิ่มพลังจิตนั้นก็จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ในเมื่อเราทำให้เกิดอาการกิริยาอย่างนี้ขึ้นมาได้<br><br>__________<br><br>เพราะฉะนั้น เรื่องของการวัดผลจึงเป็นเหมือนกับว่า เราพากันสำรวจ ขายของเสร็จแล้วพอตอนเย็นมาจะเก็บแล้ว ก็ต้องสำรวจว่าขาดทุนหรือได้กำไร ฯลฯ&nbsp; เราจะสำรวจว่า จิตของเรานี่มาถึงขั้นนี้แล้วเป็นยังไง เพราะว่าในตอนนี้มันจะจบเรื่องของการบริกรรมแล้ว มันจึงมีเรื่องของการสำรวจเกิดขึ้น<br><br>สรุปโดย อ.จิระนันท์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:10:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328568711</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.3.08 การวัดผลของการบริกรรม</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328570487</link>
         <description><![CDATA[<div>1.3.08 การวัดผลของการบริกรรม<br><br>การวัดผลของการบริกรรม ต้องเข้าใจตามความเป็นจริง&nbsp;<br><br>ในขั้นต้น&nbsp;<br>เริ่มตั้งแต่การบริกรรมไปจนถึงการหยุด ได้แก่ จิตพบจิตบริกรรม&nbsp; รู้สึกสบายขึ้น มองเห็นอารมณ์มีสติยั้งคิด&nbsp; เกิดสมาธิตื้นใช้งานได้ เพิ่มพลัง ปรากฎความเบา<br><br>ขั้นที่สอง&nbsp;<br>เมื่อจิตหยุดนิ่งแล้ว จะเกิดความสุขสบาย อิ่มเอิบตื้นตันใจ เกิดนิมิตต่างๆ เกิดเคลิบเคลิ้มลืมตัว เข้าภวังค์ จิตมีพลังเพิ่มขึ้นแกร่งขึ้น<br><br>สรุปโดย อ.ทรงเกียรติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:11:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328570487</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คำถาม1</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328578610</link>
         <description><![CDATA[<div>มีคำถามค่ะอาจารย์<br>ที่ว่าการบริกรรม ต้องมี สติ ศรัทธา สัมปชัญญะ<br>และว่า สัมปชัญญะคือตัวระวัง ไม่เข้าใจว่าระวังอะไรคะ<br><br>ถามโดย @Pornnapa.s&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:17:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328578610</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตอบคำถาม1</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328579984</link>
         <description><![CDATA[<div>การระวังในการใช้สติให้จดจ่ออยู่กับคำบริกรรม หากจิตใจวอกแวกไปคิดเรื่องอื่น คำบริกรรมก็จะหายไป&nbsp; ดังนั้นเมื่อรู้ตัวตามที่เรารู้สึกว่าอารมณ์ตามไปก็จะมีตัวเตือนให้เรากลับมาเริ่มบริกรรมใหม่ครับ<br><br>ตอบโดย อ.ตระกูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:19:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328579984</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตอบคำถาม1</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328582786</link>
         <description><![CDATA[<div>ธรรมมีอุปการะมาก 2 (ธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง - virtues of great assistance)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. สติ (ความระลึกได้, นึกได้, สำนึกอยู่ไม่เผลอ - mindfulness)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. สัมปชัญญะ (ความรู้ชัด, รู้ชัดสิ่งที่นึกได้, ตระหนัก, เข้าใจชัดตามความเป็นจริง - clear comprehension)<br><br>@Pornnapa.s เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ&nbsp;<br>จิขออธิบายตามความเข้าใจค่ะ<br>สติและสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่ต้องอยู่คู่กัน<br>สติคือความรู้ตัว ระลึกรู้ ช่วยให้เราไม่ทำอะไรที่ไม่ควร<br>เปรียบเหมือนรถที่มีเบรค เราจะต้องมีสติหยุดรถก่อนที่รถจะชน<br>ส่วนสัมปชัญญะคือความรู้ชัดได้ด้วยปัญญา สามารถบอกตัวเองได้ถึงความถูกผิด&nbsp;<br>เมื่อสองอย่างรวมกันก็จะเป็นธรรมที่สมบูรณ์ค่ะ<br><br>สำหรับการบริกรรมเราก็ต้องตั้งมั่นด้วยสติและหากมีสัมปชัญญะก็ช่วยให้เรสไม่เผลอเข้าใจผิด เพราะเมื่อปฏิบัติต่อไปก็จะมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นสัมปชัญญะจะกำกับเรา ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนต่อไปค่ะ<br><br>ตอบโดย อ.จิตราภรณ์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:21:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328582786</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คำถาม2</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328584795</link>
         <description><![CDATA[<div>รบกวนสอบถามค่ะ อาจารย์ ในขณะที่บริกรรม คำบริกรรมยังอยู่ แต่ความคิด ก็ย้งฟุ้งไป มีเรื่องงาน ที่ค้าง หรือ เรื่องอื่น ๆ วิ่งเข้ามาด้วย ในขณะเดียวกันค่ะ ควรแก้ไขอย่างไรค่ะ&nbsp; ปัจจุบัน จะบริกรรมให้ดังขึ้น เพื่อกลบเรื่องที่คิดอยู่ไปค่ะ บางครั้งก็ใช้ได้ บางครั้ง ความคิดนั้น ก็เบาลง แต่สักพักก็จะกลับมาใหม่ จะเริ่มนิ่ง เมื่อการเดินจงกลม หรือนั่งสมาธิ ใกล้ครบเวลาค่ะ เป็นแบบนี้ เกือบทุกครั้ง<br><br>ถามโดย @jeww&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:22:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328584795</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตอบคำถาม2</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328586783</link>
         <description><![CDATA[<div>ไม่ทราบว่าบริกรรมในใจหรือเปล่าครับ ให้บริกรรมในใจเพื่อให้อารมณ์เป็นหนึ่งเดียว จดจ่ออยู่ที่คำบริกรรม ไม่ว่าเดินหรือนั่งครับ<br><br>ตอบโดย อ.ตระกูล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:24:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328586783</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คำถาม1</title>
         <author>tharnisorn</author>
         <link>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328590743</link>
         <description><![CDATA[<div>เรียนถามค่ะช่วงนี้ปลายเริ่มที่จะไม่ใช้คำบริกรรมมีวอกแวกบ้างนิดหน่อยแล้วก็กลับมาบริกรรมเหมือนเดิม บางครั้งมีจุดสีขาวขึ้นตรงหน้าผากและดวงตาหมายถึงอะไรคะ<br>แล้งสื่งที่ทำคือถูกต้องแล้วใช่ไหมคะ<br><br>ถามโดย <mark>028 คุณญาณิน กลุ่ม 2</mark></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-10-06 02:27:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wp170vru/ynk6j76n5kgi2b6y/wish/2328590743</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
