<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง by sasipim duangkhong</title>
      <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta</link>
      <description>ให้นักเรียนสืบค้นค้นหาข้อมูลโครงงานของตนเอง</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-27 02:14:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-03 05:40:28 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f60d.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>เรื่องนํ้าขิงเด็กหญิงอชิรญา ช่วยบรรจง เลขที่37 ชั้นม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1700064375</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทที่&nbsp; 1<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทนำ<br>ที่มาและความสำคัญของโครงงาน<br>	เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่หาง่ายในบ้าน&nbsp; และยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย&nbsp; เราจึงคิดนำขิงมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร&nbsp; ที่ง่ายต่อการรับประทาน&nbsp; และสามารถทำกินเองได้ภายในครอบครัว<br><br>วัตถุประสงค์ของการการศึกษา<br>	1.&nbsp; เพื่อแปรรูปสมุนไพรให้ง่ายต่อการรับประทานยิ่งขึ้น<br>	2.&nbsp; เพื่อศึกษาวิธีทำเครื่องดื่มง่ายๆ&nbsp; จากสมุนไพรใกล้ตัว<br><br>สมมติฐานการศึกษา<br>	สามารถนำขิงมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรที่ง่ายต่อการดื่ม<br><br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>	1.&nbsp; ได้รับความรู้จากการทำน้ำขิง<br>	2.&nbsp; ได้รับประโยชนจากการทำน้ำขิง<br>	3.&nbsp; ฝึกฝนความอดทน<br>	4.&nbsp; ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรค<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทที่2<br>                 เอกสารที่เกี่ยวข้อง<br><br>&nbsp;วิธีต้มน้ำขิงให้อร่อย ไม่ให้ขม ลดอาการวิงเวียนศีรษะ<br><br>การต้มน้ำขิงเป็นวิธีทำน้ำดื่มสมุนไพรสามัญประจำบ้าน ที่ทำง่าย ช่วยลดอาการวิงเวียน และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ดื่มได้ทุกวัย โดยเฉพาะคนท้อง ช่วยลดอาการแพ้ท้อง สูตรวิธีทำน้ำขิงไม่ให้ขมนิยมใส่กลิ่นใบตอง น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม<br><br>วิธีต้มน้ำขิงเพื่อสุขภาพ<br>เตรียมขิง ล้างขิงให้สะอาด<br>ปอกเปลือกขิง นำมาทุบ แต่ไม่ต้องแหลก<br>ต้มน้ำให้เดือด ใส่ขิงลงไปต้ม 10-15 นาที<br>ต้มไฟอ่อนอีก 20-30 นาที<br>ปิดเตา ตั้งน้ำขิงทิ้งไว้ 10-15 นาที ตักเนื้อขิงออก หรือรินน้ำขิงมาใส่ภาชนะพักไว้<br>เติมน้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลทรายกรวดเพิ่มรสชาติให้หวานพอประมาณ<br><br>วิธีเลือกขิงมาต้มน้ำขิง<br><br>ขิงที่จะนำมาใช้ต้ม ต้มเป็นขิงแก่ นำมาตากให้แห้ง ขิงจากตลาดนั้นต้องเลือกหัวที่แก่จัด หากเป็นขิงประกอบอาหารจะมีรสชาติอ่อน ต้องใช้จำนวนมาก<br><br>ขิงแก่จัด นำมาตากแดด<br>ขิงจากร้านขายยาจีน สำหรับต้มสมุนไพร<br>ผงขิงสำเร็จรูป<br>เคล็ดลับวิธีต้มน้ำขิงไม่ให้ขม<br><br>เลือกใช้ขิงแก่ หากใช้ขิงอ่อนจะมีรสขมติดมาด้วย<br>ปอกเปลือกขิง<br>ฝานขิงเป็นแว่นๆ ทุบขิงให้แตก<br>ใช้ระยะเวลาต้มขิงในน้ำเดือดที่เหมาะสม ไม่ทิ้งไว้นานเกินไป<br>เคล็ดลับวิธีต้มน้ำขิงให้เผ็ด<br><br>ใช้ขิงแก่จัด นำไปเผาไฟก่อนปอกเปลือก<br>ใช้ขิงจำนวนมากกว่าปกติ ต้มในน้ำเดือด<br>ใช้วิธีตุ๋นขิง<br>วิธีต้มน้ำขิงใบเตย<br>วิธีต้มน้ำขิงใบเตย ใช้วิธีต้มเหมือนกับน้ำขิงปกติ ใส่ใบเตยลงไปต้มพร้อมกับขิง หากต้องการรสหวานใช้น้ำตาลทรายกรวดใส่เติมในภายหลัง<br><br>วิธีต้มน้ำขิงให้คนท้องดื่ม<br>น้ำขิงมีส่วนประกอบของสารที่บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน จึงนิยมต้มน้ำขิงให้คนท้องอ่อนๆ ดื่ม ระหว่างตั้งครรภ์ควรเลือกปริมาณน้ำขิงอ่อนๆ เพื่อสังเกตอาการแพ้ขิง เพราะมีข้อควรระวังการใช้ขิงในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้รุนแรง เพราะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร<br>การรับประทานขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้วิงเวียนจากอาการบ้านหมุน เมารถ มีการศึกษาว่าขิงมีส่วนช่วยลดอาการเจ็บปวดลดลงได้ ผู้ที่มีอาการคลื่นไส้เล็กน้อยจากการรักษาด้วยยา ผ่าตัด หรือเคมีบำบัด ก็ดื่มน้ำขิงอ่อนๆ เพื่อช่วยแก้อาการวิงเวียนได้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1313022399/40159f5e7ff9911ac1b28fbab717e477/dFQROr7oWzulq5Fa4vQ0DRRpGzXbTd0KPqd9TtDijyfnzzR7H3MNZyLACc2TWP0u1KM.jpg" />
         <pubDate>2021-08-27 04:03:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1700064375</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานแคคตัส ด.ญ.วรกาญจน์ บุญชู ม.2/6 เลขที่32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1700073685</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>บทที่1 บทนำ</mark></div><div><strong>-ที่มา และความสำคัญ</strong>&nbsp; เนื่องจากปัจจุบันเป็นต้นไม้อีกชนิดที่นี้นิยมปลูกกันมาก ราคาก็ไม่แพง แถมยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายต้นไม้ทั่วไป เพราะด้วยความสวยงามของต้น และดอก เวลาที่ต้นกระบองเพชรออกดอกนั้นคือความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งว่า “เราทำสำเร็จแล้ว” เพราะกว่าจะเลี้ยงมาได้ ต้องใช้ระยะเวลา และการดูแลรักษาอย่างมาก</div><div><strong>-วัตถุประสงค์</strong> <br>&nbsp; &nbsp;1.เพื่อศึกษาการขยายพันธุ์ของต้นกระบองเพชร<br>&nbsp; &nbsp;2.เพื่อให้ได้คามรู้ที่หลากหลายและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง<br><strong>-สมมติฐาน </strong>&nbsp;เนื่องจากต้นกระบองเพชรเป็นที่รู้จักกันมากในสังคมโลก แต่เรื่องที่รู้หลักๆและเป็นสิ่งมหัศจจรรย์ของต้นกระบองเพชรคือการทนต่อสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ได้ เลี้ยงง่ายตายยาก โดยเฉพาะอากาศในประเทศไทย</div><div>&nbsp;<strong>-ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ</strong>&nbsp; <br> 1.ผู้ศึกษาเข้าใจ เรื่องต้นกระบองเพชร และสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้<br> 2.สามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อหารายไดเสริม<br><mark>บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง</mark><br>&nbsp; &nbsp;แคคตัส (CACTUS) หรือ คำที่คนทั่วๆไปเรียกกันว่า กระบองเพชร ถ้าพูดถึงคำว่ากระบองเพชรแล้ว คนส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงต้นที่สูงๆ มีแขน 2 ข้าง ที่ตั้งอยู่กลางทะเลทราย มีพระอาทิตย์ดวงใหญ่ๆเป็นแบล็คกราวน์ พร้อมกับอูฐ 1 ตัว แต่จริงๆแล้ว แคคตัส มีหลายหลายสายพันธ์ุ ที่ค้นพบกันก็ประมาณ 3 พันกว่าชนิดแล้ว ไม่รวมสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ เริ่มสนุกที่จะสะสมแล้วใช่มั้ยล่ะ<br>&nbsp; &nbsp;แคคตัส ส่วนใหญ่มีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายที่มีอากาศร้อน ดังนั้นแคคตัส จึงสามารถเลี้ยงในบ้านเราได้อย่างสบายๆ แถมยังเลี้ยงได้สวยงามมากกว่าหลายๆที่ในโลกอีกด้วย เนื่องจากบ้านเราไม่มีหิมะ และ ไม่ได้มีอากาศที่หนาวจัด แคคตัสจึงไม่ต้องพักตัว แต่ข้อเสียก็คือ เราอาจจะเลี้ยงแคคตัสที่ชอบอากาศเย็นๆ ได้ไม่สวยงามมากนัก และต้องอย่าลืมว่า ทะเลทรายที่ถึงแม้จะมีอากาศร้อนจัดก็จริง แต่ในช่วงกลางคืนนั้น ก็มีอากาศที่แสนจะหนาวเย็นด้วยเช่นกัน เคยมีกูรูแคคตัสกล่าวไว้ว่า<br>"สถานที่ใดที่มีอุณหภูมิในช่วงกลางวัน แตกต่างกับกลางคืน ถึง 10 องศา สถานที่นั้นเลี้ยงไม้ได้งาม"</div><div>&nbsp; &nbsp;การเลี้ยงแคคตัสนั้น มีวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างจากต้นไม้อื่นๆ ที่ต้องรดน้ำเช้าเย็น หรือ ต้องรดน้ำทุกวัน แต่แคคตัสนั้น ต้องเลี้ยงแบบเลี้ยงบ้าง ไม่เลี้ยงบ้าง รัก ก็ทำเหมือนไม่รัก (เริ่มดราม่าแล้ว) คือไม่ต้องประคบประหงมดูแลเหมือนต้นไม้ชนิดอื่น น้ำก็ไม่ต้องรดทุกวัน เพราะลำต้นของแคคตัสมีความสามารถในการเก็บน้ำสำรองไว้ใช้เป็นจำนวนมาก จึงสามารถอดน้ำได้หลายวัน บางคนรักมาก กลัวว่าถ้าไม่ดูแลไม่ใส่ใจแล้วแคคตัสจะไม่โต ก็รดน้ำทั้งเช้า ทั้งเย็น ผลที่ตามมาก็คือรากเน่า ต้นฉ่ำน้ำ เหลือแต่กระถางกันไป<br>&nbsp; &nbsp;ปัจจัยหลักในการเลี้ยงแคคตัส ก็คือ แสงแดด อุณหภูมิ เครื่องปลูก น้ำ ปุ๋ย และ โรงเรือน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันนี้มีผู้ปลูกเลี้ยงแคคตัสกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้คงจะเนื่องมาจากลักษณะทรงต้นของแคคตัสที่แตกต่างไปจากพืชอื่นๆ คือ มีหนามขึ้นโดยรอบต้นการเรียงตัวของหนามที่เป็นระเบียบสวยงามอย่างเช่น Mammillaria หรือ AStrophytum asterias ที่มีลักษณะตุ่มหนามเป็นปุยนุ่มเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ เป็นต้น และนอกจากทรงต้นของแคคตัสที่แปลกตาต่างจากพืชอื่นๆแล้ว แคคตัสยังเป็นพืชที่มีดอกสวยงามสีสันของดอกสดใสดึงดูดสายตา ไม่ว่าจะเป็นดอกสีแดงสดของ Submatucana caliantha หรือดอกสีขาวสะอาดของ Obregonia denegrii หรือสีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีชมพู สีเขียว สีม่วงหรือสีส้มสด รวมทั้งรูปทรงของดอกที่แตกต่างกันออกไป</div><div>&nbsp; &nbsp;แคคตัสบางสกุลเช่น สกุล Mammillaria นั้นจะออกดอกเล็กๆ พร้อมกันทั้งต้นดูละลานตา หรือในสกุล Melocactus ที่จะออกดอกบนบริเวณที่เรียกว่า cephalium ซึ่งเป็นลักษณะที่พืชอื่นไม่มี ทั้งรูปร่างลักษณะของต้น การเรียงตัวของตุ่มหนาม สีสัน และรูปร่างของดอกแคคตัสนี้ คงเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้นิยมปลูกเลี้ยงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp;มีผลการวิจัยจากต่างประเทศเชื่อกันว่า แคคตัส หรือ กระบองเพชร นำมาตั้งหน้าคอมพิวเตอร์ สามารถช่วยลดรังสีที่แผ่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ได้<br>&nbsp; &nbsp;จากการวิจัยพบว่า “ หนาม ” ของแคคตัสหรือกระบองเพชรเป็นสื่อดูดรังสีจากโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ ยิ่งกระบองเพชรที่มีหนามมากก็น่าจะดูดรังสีได้มาก ต้นกระบองเพชรจึงเป็นที่นิยมที่จะเอามาตั้งไว้หน้าจอคอมพิวเตอร์</div><div>&nbsp; &nbsp;นอกจากจากนี้สารสกัดจากแคคตัสบางประเภทยังช่วยลดอาการเมาค้าง และลดน้ำหนักได้ นักเดินทางในทะเลทราย อาศัยดื่มน้ำจากลำต้นของแคคตัสในระหว่างการเดินทาง ส่วนผลของกระบองเพชรบางพันธุ์ สามารถนำไปทำแยมได้ จากรูปข้างบน ผลของกระบองเพชรพันธุ์นี้ ก็สามารถนำมารับประทานสด หรือทำไปทำแยมได้<br>&nbsp; &nbsp;ด้วยความที่ ต้นกระบองเพชร หรือ แคคตัส (Cactus) เป็นพืชอวบน้ำที่มีรูปร่างสวยงามและหลากหลาย เลี้ยงง่าย ทนต่อทุกสภาพแวดล้อม เลยทำให้ได้รับความนิยมในการตกแต่งสวนหรือปลูกใส่กระถางเล็ก ๆ ไว้ประดับบ้านและวางบนโต๊ะทำงาน แต่รู้หรือไม่ว่าต้นกระบองเพชรหรือแคคตัสที่คุณเลี้ยงอยู่เป็นต้นไม้มหัศจรรย์ที่มีความลับและประโยชน์มากมาย</div><div>วิธีการเลี้ยงกระบองเพชรหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์นั้น จะต้อง<br>1. รดน้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และนำไปรับแดด<br>2.ใช้ไม้จิ้มฟัน จิ้มลงในดินก่อนว่าชื้นหรือไม่(ไม้จิ้มฟันต้องไม่เปียก) ถ้าชื้นก็ต้องเอาไปรับแดดต่อ ไม่ควรเอาไปเก็บ เพราะถ้านำมาตั้งไว้หน้าจอขณะที่ดินยังชื้นอยู่ จะทำให้ต้นขึ้นราและตายได้ในที่สุด<br>สรุปวิธีเลี้ยงแคคตัส&nbsp;<br>-เลี้ยงแดดตลอดวัน แต่พลางแสงด้วยสแลนสีเงิน 50%<br>-รดน้ำ 4 – 5 วันครั้ง (ร้องเพลงทุกครั้ง ระหว่างรดน้ำ เสียงเพลงจะทำให้ต้นไม้โตได้ไวขึ้นค่ะ )<br>-รดปุ๋ยกล้วยไม้ สูตร เสมอ 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร อาทิตย์ เว้น อาทิตย์<br>-รดยาฆ่าแมลง หรือ ยาป้องกันเชื้อรา ต่างๆ 2-3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง<br>&nbsp; &nbsp;แค่นี้เราก็จะได้แคคตัสที่มีสุขภาพแข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี ให้เราได้ชื่นใจกันแล้ว&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300114140/0eee242ef0dd8b8c4df636097ba3936a/240562867_180810630687238_6770462089255115975_n.jpg" />
         <pubDate>2021-08-27 04:08:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1700073685</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเทียนหอมไล่ยุง:ด.ญ.กัญญาวี วรรณเพชร เลขที่13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714344475</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่1<br>&nbsp; ผลที่คาดว่าจะได้รับ<br><br>1.ทำให้ทราบได้ถึงความเหมาะสมของการนำสมุนไพรมาใช้ไล่ยุงได้<br><br>2.สามารถนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น<br><br>&nbsp;จุดประสงค์<br><br>1.&nbsp; เพื่อเป็นการศึกษาหาสมุนไพรที่สามารถใช้ป้องกันยุงได้<br><br>2.&nbsp; เพื่อเป็นการนำสมุนไพร<br><br>3.&nbsp; เพื่อทำเทียนหอมตะไคร้ในการใช้ป้องกันยุง<br><br>4.&nbsp; ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ<br><br>5.&nbsp; เพื่อให้เกิดความคิดจินตนาการอย่างสร้างสรรค์และการระดมความคิด<br><br>&nbsp;สมมติฐาน<br><br>1.ตะไคร้สามารถไล่ยุงได้<br><br>2.เทียนหอมตะไคร้ไล่ยุงไม่ทำให้ผู้ใช้เกิดอาการแพ้<br><br>3.เทียนหอมสมุนไพรที่ผลิตขึ้นได้น่าจะมีกลิ่นของสมุนไพรซึ่งได้แก่ตะไคร้หอมให้กลิ่นที่หอมสดชื่น<br><br>&nbsp;ขอบเขตการศึกษา<br><br>คณะผู้จัดทำเห็นว่าต้องการที่จะศึกษาเฉพาะเทียนหอมที่ทำจากตะไคร้หอม<br>เอกสารที่เกี่ยวข้อง</div><div>1.ตะไคร้</div><div><br>บทที่2<br>ชื<strong>ื่อสมุนไพร&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตะไคร้หอมชื่อวิทยาศาสตร์&nbsp; &nbsp;</strong>&nbsp; Cymbopogon nardus&nbsp; ( Linn ) Rendle.<strong>ชื่อวงศ์</strong>&nbsp; &nbsp; POACEAE ( GRAMINAE )<strong>ชื่อฟ้อง</strong>&nbsp; &nbsp;Cymbopogon winterianus Jowitt.<strong>ชื่ออังกฤษ</strong>&nbsp; Citronella grass<strong>ชื่อท้องถิ่น </strong>&nbsp;จะไคมะกรูด, ตะไคร้มะกรูด, ตะไคร้แดง</div><div><br><br></div><div>&nbsp; ลักษณะทางพฤษศาสตร์</div><div>พืชล้มลุกมีอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ออกเป็นกอ มี่กลิ่นหอม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปยาวแคบ โคนใบแผ่ออกเป็นกาบ มีลิ้นใหญ่ สีน้ำตาลแดง แทงออกจากกลางต้น ใบประดับลักษณะคล้ายกาบ&nbsp; ดอกช่อเชิงลด แยกเป็นหลายแขนง ออกเป็นคู่ ช่อย่อยมีใบประดับที่โคน 2 ใบใบนอกมีหยัก ด้านนอกแบกขอบแผ่ออกเป็นปึกแคบๆและขอบด้านบนสาก ใบในรูปเรือ ใบแหลมมีเส้นตามยาว 1-3 เส้น ขอบมีขน แต่ละดอกย่อยมีใบประดับ&nbsp; &nbsp; 2 แผ่น เรียกกาบบนและกาบล่างกาบบนรูปขอบขนาน เนื้อบาง ขอบมีขน กาบร่างรูปยาว แคบ มีขนแข็งและปลายแหลม ผลเป็นผลแห้งเมล็ดเดียว&nbsp;</div><div><br><br></div><div>สรรพคุณ</div><div>&nbsp;ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวด<strong>ก็ได้ และยังใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่นรักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และขับเหงื่อ หัวเป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้อาการขัดเบา ถ้าใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ทราง ยานอนหลับลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบสด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้&nbsp; ราก ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย&nbsp; ต้น ใช้เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตก แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุง&nbsp; ไฟธาตุให้เจริญ แต่ถ้าเอาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะแก้โรคหนองใน และนอกจากนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวด้วย</strong></div><div>&nbsp;การปลูกและขยายพันธุ์</div><div>ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วิธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปักโคนลงในกระถางๆละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้างหรือเอาไปใช้บ้าง จะนำมาหั่นเป็นฝอยๆ ตากลมไว้ให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นานๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อยๆ และบางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม ต้องล้างและปลูกใหม่ทั้งหมดเปลี่ยนเป็นการแตกหน่อทำให้การปลูกและการขยายพันธ์ได้ง่าย</div><div><strong>ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา</strong></div><div><strong>&nbsp; ฤทธิ์ในการไล่ยุงและแมลง</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;น้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลงได้ สามารถป้องกันยุงลาย ยุงก้นป่องและยุงรำคาญกัดได้นานประมาณ 2 ชั่วโมง ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมร้อยละ 14 สามารถทาป้องกันยุงได้ป้องกันยุงรำคาญได้ในอาสาสมัคร 13 คน จากทั้งหมด 20 คน&nbsp; และมีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้นาน 2 ชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับครีมจากสารสังเคราะห์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;( dimethyl phatate ร้อยละ20 และ diethyl toluamideร้อยละ 5 )&nbsp; ครีมที่มีน้ำมันจากใบตะไคร้หอม ความเข้มข้น ร้อยละ 1.25,2.5 และ 5 มี่ประสิทธิภาพในการป้องกันยุงก้นป่องได้นาน 2 ชั่วโมง และมีความเข้มข้น ร้อยละ 10จะป้องกันได้มากกว่า 4 ชั่วโมง ตำรับครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันข่า ร้อยละ 5 น้ำมันตะไคร้หอม ร้อยละ 2.5 และวานิลลิน ร้อยละ 0.5 มี่ประสิทธิภาพในการป้องกันยุงกัดได้นานกว่า 6 ชั่วโมง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม สามารถป้องกันยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย&nbsp; ไข้เลือดออก และเท้าช้างได้นาน 8-10 ชั่วโมง ความเข้มข้นที่ให้ผลป้องกันยุงลาย ได้รัอยละ0.031 และ 5.259 ตามลำดับ น้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นร้อยละ 1 สามารถป้องกันยุงกัดได้ 75.19&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 90 จากตะไคร้หอม และสารสกัดตะไคร้หอมที่ผสมกับน้ำมันมะกอกและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นชะมดเช็ด เมื่อนำมาทดสอบกับยุงลายและยุงรำคาญตัวเมีย จะมีประสิทธิภาพในการไล่ยุงได้นานประมาณ 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีผลในการควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงได้ด้วย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมมีความเข้มข้นร้อยละ 10 มีฤทธิ์ไล่ตัวอ่อนของเห็บได้นานถึง 8 ชั่วโมง และสามารถไล่ตัวอ่อนของเห็บพันธุ์ Ambiyomma cajennense ได้ด้วยค่า 0.089 และ 0.343</div><div>มิลลิกรัม/ตารางเซ็นติเมตร และที่ความเข้มข้น 1.1 มิลลิกรัม/ตาราง-เซ็นติเมตร ไล่ตัวอ่อนของเห็บร้อยละ 90 นาน 35 ชั่วโมงนอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ไล่แมลงที่ทำลายเมล็ดข้าวที่เก็บไว้ โดยไม่มีผลต่อคุณภาพของข้าว นอกจากตะไคร้หอมยังมีฤทธิ์ไล่แมลงวัน ผีเสื้อกลางคืน และพวกแมลงบินต่างๆได้ด้วย</div><div>&nbsp;<strong>ฤทธิ์ฆ่าแมลง</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมมีฤทธ์ฆ่าตัวอ่อนของยุงก้นป่องและยุงรำคาญได้ โดยระยะเวลาที่ตัวอ่อนตายครึ่งหนึ่งเท่ากับ 1.2 และ น้อยกว่า 0.2 นาที ตามลำดับ และมีฤทธิ์ป้องกันการวางไข่ด้วงถั่ว สามารถฆ่าด้วงถั่ว และแมลงวันได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารสกัดตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน จะให้ผลน้อยมากในการควบคุมแมลงศัตรูกะหล่ำ แต่จะมีผลทำให้ไรแดงกุหลาบตายร้อยละ 95 ภายใน 20.70ช่วโมง นอกจากนี้สารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 10 จากต้นตะไคร้หอมแห้ง 50 กรัม/ลิตร จะมีผลดีในการลดปริมาณของหมัดกะโดด ซึ่งเป็นแมลงศัตรูคะน้า แต่มีแนวโน้มที่จะทำให้น้ำหนักของคะน้าลดลง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แชมพูที่มีส่วนผสมของสารสกัดตะไคร้หอม สามารถฆ่าเห็บ&nbsp; หมัดในสัตว์เลี้ยงได้ สารสกัดตะไคร้หอมผสมกับสารสกัดจากเมล็ดสะเดาและข่า ในสัดส่วน 10 มิลลิลิตร/น้ำ 1ลิตร มีผลลดการเข้าทำลายของเพลี้ยอ่อนและหนอนเจาะฝักซึ่งเป็นแมลงศัตรูถั่วฝักยาว แต่ไม่สามารถควบคุมการเข้าทำลายของแมลงวันเจาะต้นถั่วได้</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2. พาราฟีน</div><div><br></div><div><br><br></div><div>พาราฟิน หรือ เคโรซีน เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมซึ่งกลั่นแยกออกจากน้ำมันดิบ จุดหลอมเหลวประมาณ 47-64 องศาเซลเซียส จุดเดือดประมาณ 150-275 องศาเซลเซียส ไม่ละลายในน้ำ สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย และ มีหลายสถานะด้วยกัน</div><div><br><br></div><div>แก๊ส ใช้เป็นเชื้อเพลิง&nbsp; &nbsp; &nbsp;ของเหลวใ ช้เป็นเชื้อเพลิง&nbsp; &nbsp; ของแข็ง (ในรูปขี้ผึ้ง)&nbsp; ใช้ผลิตเทียน &nbsp;</div><div>ประโยชน์ของเทียนหอมสมุนไพรไล่ยุง มีดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. จุดเพื่อให้เกิดแสงสว่างและเพิ่มบรรยากาศ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ประดับตกแต่งในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสวยงาม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ทำเป็นเทียนวันเกิด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. ใช้ในพิธีต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานดินเนอร์ งานเลี้ยง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6. ใช้เป็นของชำร่วยในงานต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. ใช้เป็นของฝากของขวัญ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 8. จุดเพื่อไล่ยุง(ใช้น้ำมันหอมกลิ่นตะไคร้หอม)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 9. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการซื้อครีมทากันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 10. ไม่เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 11 เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;12.ได้นำแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp; &nbsp; เพื่อเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดประโยชน์ของเทียนหอมสมุนไพรไล่ยุง มีดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. จุดเพื่อให้เกิดแสงสว่างและเพิ่มบรรยากาศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ประดับตกแต่งในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสวยงาม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ทำเป็นเทียนวันเกิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. ใช้ในพิธีต่างๆ เช่นงานแต่งงาน งานดินเนอร์ งานเลี้ยง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6. ใช้เป็นของชำร่วยในงานต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. ใช้เป็นของฝากของขวัญ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 8. จุดเพื่อไล่ยุง(ใช้น้ำมันหอมกลิ่นตะไคร้หอม)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 9. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการซื้อครีมทากันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 10. ไม่เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 11 เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;12.ได้นำแนวความคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp; &nbsp; เพื่อเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300123481/d02c62d15fd42fa13ee2d1b46796d76a/images__3_.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-03 02:43:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714344475</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานต้นไม้อินเดีย(ต้นไม้ฟอกอากาศ)ด.ช.ธนพนธ์ แสงมณี เลขที่4 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714358799</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ต้นยางอินเดีย<br>บทที่1</strong><br>ต้นยางอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า <strong>Ficus</strong> <strong>elastica</strong> อยู่ในวงศ์ <strong>Moraceae</strong> เช่นเดียวกับโพ มะเดื่อ กร่าง และไทรชนิดต่าง ๆ ชื่อระบุชนิด elastica แปลว่า<strong> “ยาง” </strong>สื่อถึงน้ำยางสีขาวในต้นนั่นเอง ส่วนชื่อสามัญก็มีความหมายสื่อถึงน้ำยางเช่นกัน นั่นคือ <strong>Decora Tree, Indian Rubber Tree </strong>และ<strong> Rubber Plant</strong><br><br>ลักษณะทั่วไปเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ แตกกิ่งแผ่กว้าง ถ้าปลูกลงดินจะสูงได้ถึง 25 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นสีน้ำตาลเข้ม ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว ใบเดี่ยว รูปรี หรือรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบ ใบหนาแข็งเกลี้ยงเป็นมัน มีหูใบสีชมพูหรือสีแดงห่อหุ้มยอดอ่อนไว้ ก้านใบสีแดงเรื่อ ดอกขนาดเล็ก แยกเพศออกเป็นคู่ ผลทรงกลมรี เมื่อแก่เป็นสีเหลือง ปัจจุบันมีการกลายพันธุ์เป็นพันธุ์ใบด่างที่มีสีสันสวยงาม เช่น ด่างสีขาว เหลือง หรือสีเข้มเกือบดำ และพันธุ์แคระ<br>ยางอินเดียเป็นพรรณไม้ที่โตเร็ว ปลูกเลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง หรือปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีทั้งกลางแจ้งและที่มีแสงน้อย ถ้าปลูกกลางแจ้งต้นจะสูงไม่มากนัก ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ระบบรากแผ่ได้ไกลจึงไม่ควรปลูกชิดอาคาร เมื่อต้นสมบูรณ์จะแตกรากอากาศตามลำต้นห้อยย้อยดูสวยงาม ให้ร่มเงาได้ดี ควรตัดแต่งกิ่งล่างให้โล่ง ทำเป็นที่นั่งเล่น ปลูกริมทะเลได้เนื่องจากทนลมแรง แต่จะทิ้งใบมากถ้าแห้งแล้ง<br>นอกจากนี้ ปลูกเป็นไม้กระถางประดับในอาคาร และควรหมั่นใช้ผ้าชุบน้ำพอหมาดเช็ดใบเพิ่มความชุ่มชื้น ส่วนใบนิยมใช้ประกอบในการทำพวงหรีด เนื่องจากใบหนาเป็นมัน ทนทานไม่เหี่ยวเฉาง่าย<br><br><strong>บทที่2<br></strong><br>ต้นยางอินเดียเป็นไม้ยืนต้นที่โตไว สามารถสูงได้ถึง 15-25 เมตรหากปลูกลงดิน เป็นไม้ไม่ผลัดใบ เปลือกสีน้ำตาลเข้ม ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาว จุดเด่นของยางอินเดียคือใบเดี่ยวรูปทรงรีหรือไข่ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีความเกลี้ยงเป็นมัน หากเป็นยางอินเดียธรรมดาจะมีใบสีเขียวเข้ม แต่ที่นิยมปลูกเพื่อตกแต่งบ้านคือยางอินเดียใบดำ ที่มีสีเขียวเข้มจนเกือบดำ ตัดกับสียอดอ่อนที่มีกาบหุ้มเป็นสีแดงอมชมพู นอกจากนี้ยังมียางอินเดียแคระ และยางอินเดียใบด่างอีกด้วย<br><br>&nbsp; &nbsp;ยางอินเดียเป็นพืชที่เลี้ยงดูค่อนข้างง่าย ปลูกได้ทั้งในอาคารที่มีแสงแดดส่องเข้ามารำไร แต่ไม่ควรวางยางอินเดียในที่ที่มีแสงแดดส่องมาโดยตรงเพราะจะทำให้ใบบิดงอและไหม้ได้ ยางอินเดียไม่ต้องการน้ำไม่มากและไม่ชอบน้ำแฉะ อาจรดน้ำสัปดาห์ละสองครั้ง หรือรดเมื่อดินแห้ง (ลองใช้นิ้วจิ้มลงบนดินว่าใต้ผิวดินยังมีความชื้นอยู่ไหม) แต่กลับคายความชื้นได้มาก วัสดุปลูกควรเป็นดินร่วนซุยที่มีการระบายน้ำได้ดี อาจผสมดินร่วนกับแกรบดำเล็กน้อย จะช่วยให้วัสดุโปร่งและมีความถ่ายเทมากขึ้น หากเป็นต้นที่ยังไม่ใหญ่มาก ควรหาไม้หลักมาปักผูกยึดลำต้นไว้ เพื่อให้ลำต้นสูงตรงไม่โค้งเอน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300122851/3a78eba43081e55a46ede4a63f176e8c/inbound2049533228416594768.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 02:49:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714358799</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เอกสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำกระเจี๊ยบ                                      เด็กหญิงพิชามญชุ์ สามารถ เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714381449</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มาและความสำคัญ<br>หนูเป็นคนเลือดน้อยเลือดไม่ค่อยดี และประจำเดือนมาไม่ค่อยปกติ<br><br>วัตถุประสงค์<br>1.บำรุงเลือดได้<br>2.สามารถทำได้ง่าย<br><br>สมมุติ<br>กระเจี๊ยบสามารถนำไปทำอย่างอื่นได้หลายอย่าง<br><br>ประโยชน์ที่ได้รับ<br>1.สำหรับคนเลือดลมไม่ดี ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือคนที่มีปัญหาภาวะโลหิตจางเป็นอย่างมาก<br><br>2. ลดอาการไอและอาการเจ็บคอ โดยเฉพาะในคนที่เป็นไข้หวัด หรือคออักเสบ เป็นทอมซิน คอเป็นแผล รวมถึงคนที่เป็นวัณโรค<br><br>3. อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง จึงสามารถแก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยเสริมวิตามิน ป้องกันโรคลักกะปิดลักกะเปิด และเสริมสร้างคอลลาแจน ให้ผิวดูเรียบเนียน ขาวกระจ่างใส<br><br>4. บรรเทาและรักษาอาการต่อมลูกหมากโต ซึ่งมักจะเกิดในผู้ชายมากที่สุด แต่หากดื่มน้ำกระเจี๊ยบเป็นประจำควบคู่ไปกับการทานยาตามแพทย์สั่ง ก็สามารถแก้อาการได้ดีทีเดียว<br><br>น้ำกระเจี๊ยบแดง นอกจากจะทำง่ายและมีรสชาติที่อร่อย ชุ่มคอแล้ว ยังมากไปด้วยประโยชน์และสรรพคุณต่างๆ อีกด้วย ซึ่งหากคุณกำลังมองหาเมนูเครื่องดื่มคลายร้อนที่เต็มไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ล่ะก็ ลองทำน้ำกระเจี๊ยบดูสิ รับรองอร่อยโดนใจ ร้อนแค่ไหนก็เอาอยู่</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300112979/cd61ab06e41c82842f03f495462910db/inbound599422603352400711.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 02:57:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714381449</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 โครงงานเรื่องมะเขือเทศ ด.ญ.ปวริศา อัคนี เลขที่26 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714382251</link>
         <description><![CDATA[<div>มะเขือเทศ<br>มะเขือเทศ ชื่อสามัญ Tomato<br><br>มะเขือเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Lycopersicon esculentum Mill. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE)<br>มะเขือเทศ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในโลกแล้ว ประโยชน์ของมะเขือเทศยังมีอยู่มากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก โดยมะเขือเทศขนาดปานกลางนั้นจะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งลูก และมะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว ! และยังมีสารจำพวกไลโคปีน (Lycopene) แคโรทีนอยด์ เบตาแคโรทีน และกรดอะมิโน เป็นต้น และมะเขือเทศยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300112297/15f18792e3c7bb24f73efc2c83f19aff/inbound6935092202091860846.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 02:58:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714382251</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชัยยุธร ขาวเรือง เลขที่2 ชั้น2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714391565</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่&nbsp; 1<br>บทนำ<br><br>ที่มาและความสำคัญของโครงงาน<br>	เนื่องจากมะกรูดเป็นสมุนไพรที่หาง่ายในบ้าน&nbsp; และยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย&nbsp; เราจึงคิดนำผลมะกรูดมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร&nbsp; ที่ง่ายต่อการรับประทาน&nbsp; และสามารถทำกินเองได้ภายในครอบครัว<br><br>วัตถุประสงค์ของการการศึกษา<br>	1.&nbsp; เพื่อแปรรูปสมุนไพรให้ง่ายต่อการรับประทานยิ่งขึ้น<br>	2.&nbsp; เพื่อศึกษาวิธีทำเครื่องดื่มง่ายๆ&nbsp; จากสมุนไพรใกล้ตัว<br><br>สมมติฐานการศึกษา<br>	สามารถนำมะกรูดมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรที่ง่ายต่อการดื่ม<br><br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>	1.&nbsp; ได้รับความรู้จากการทำน้ำมะกรูด<br>	2.&nbsp; ได้รับประโยชนจากการทำน้ำมะกรูด<br>	3.&nbsp; ฝึกฝนความอดทน<br>	4.&nbsp; ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อยารักษาโรค<br>บทที่&nbsp; 2<br>การศึกษาเอกสารอ้างอิง<br><br>มะกรูด			(Ma-krut) , Kaffir lime , leech&nbsp; lime<br>ชื่อวิทยาศาสตร์	Citrus&nbsp; hystrix&nbsp; DC.<br>วงศ์			RUTACEAR<br>ถิ่นกำเนิด		มาเลยเซีย&nbsp; พม่า&nbsp; ไทย&nbsp; อินโดนีเซีย&nbsp; สิงคโปร์&nbsp; ฟิลิปปินส์&nbsp; อินเดีย<br>รูปลักษณ์	ไม้พุ่มขนาดใหญ่&nbsp; ลำต้นเกลี้ยงเกลากิ่งก้านมีหนามแหลม&nbsp; ใบสีเขียวหนา&nbsp; มีกลิ่นหอมฉุน&nbsp; มีน้ำมันหอมระเหย&nbsp; ออกดอกเป็นช่อสีเขียวมีนวลเหลืองบ้าง&nbsp; ลูกกลมผิวหนาขรุขระ<br>สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา<br>			ใบ &nbsp; -&nbsp; &nbsp;	มีน้ำมันหอมระเหย&nbsp; ใช้ประกอบอาหาร<br>			ผล &nbsp; -&nbsp; 	ใช้แต่งกลิ่น&nbsp; สระผม<br>			ผิวจากลูก &nbsp; -&nbsp; &nbsp;บำรุงเป็นยาขับลมในลำไส้&nbsp; แก้แน่น<br>			ราก &nbsp; -&nbsp; &nbsp;ถอนพิษ&nbsp; แก้ปวดท้อง&nbsp; แก้พิษฝีภายใน<br>ลูกมะกรูด &nbsp; -&nbsp; &nbsp;	หมักดองเป็นยาดองเปรี้ยวเค็ม&nbsp; รับประทานฟอกล้างและบำรุงโลหิต<br>ชื่อท้องถิ่น		ภาคเหนือ	เรียก &nbsp; มะขูด , มะขุน<br>			ภาคใต้		เรียก &nbsp; ส้มกรูด , ส้มมั่วผี<br>			เขมร		เรียก &nbsp; โกร้ยเขียด<br>			กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน &nbsp; เรียก &nbsp; มะขู<br>ลักษณะทั่วไป &nbsp; มะกรูดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แตกกิ่งก้าน&nbsp; ลำต้นและกิ่งมีหนามแข็ง ใบ เป็นใบประกอบที่มีใบย่อยใบเดียว&nbsp; สีเขียวหนา&nbsp; มีลักษณะคอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอนๆ&nbsp; มีก้าน แผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ&nbsp; ทำให้เห็นใบเป็น&nbsp; 2 ตอน&nbsp; ใบสีเขียวแก่ค่อนข้างหนา&nbsp; มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่&nbsp; ดอก&nbsp; ออกเป็นกระจุก&nbsp; 3 - 5 ดอก&nbsp; กลีบดอกสีขาว&nbsp; ร่วงง่าย&nbsp; ผลมีหลายแบบแล้วแต่พันธ์ผลเล็กเท่ามะนาว&nbsp; ผิวขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่หัว<br>การปลูก&nbsp; มะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิด&nbsp; ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-09-03 03:01:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714391565</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2โครงงานเรื่องกระเป๋าสานผักตบชวา เด็กหญิงธนัชชา ริยาพันธ์ เลขที่21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714394278</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>กระเป๋าสานผักตบชวา<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp;ผักตบชวา </strong>ที่เรียกว่า "ผักตบ" นั้น ก็เป็นเพราะว่าตรงบริเวณโคนก้านใบของผักตบชวาจะมีลักษณะพองออก คนนิยมนำมาใส่มือแล้วบีบหรือตบเล่น จะมีเสียงแตกดังๆ ส่วน "ชวา" นั้นก็คือประเทศอินโดนีเซียนั่นเอง<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp;ผักตบชวาจัดเป็น "เอเลี่ยน สปีชีส์" หรือ "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น"</strong> ที่เข้ามาแพร่ระบาดรุกรานจนสร้างความเสียต่อระบบนิเวศในไทย ก่อให้เกิดน้ำเน่าเสียและกีดขวางทางน้ำ เนื่องจากสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยผักตบชวาเพียง 1 ตัน สามารถแพร่พันธุ์ได้ถึง 1,000 ต้น ในเวลา 1 เดือน<br><br></div><div>ซึ่งถึงแม้น้ำจะแห้งจนต้นตาย แต่เมล็ดของมันก็ยังมีชีวิตต่อไปได้นานถึง 15 ปี และทันทีที่เมล็ดได้รับน้ำที่เพียงพอมันก็จะแตกหน่อเป็นต้นใหม่ต่อไป&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp;ส่วนประโยชน์ของผักตบชวาก็มีหลายด้าน ตั้งแต่ดอกและก้านใบอ่อนที่สามารถนำมาลวกจิ้มน้ำพริกหรือทำแกงส้มรับประทานได้ นอกจากนี้ก้านและใบยังสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู หรือใช้ทำปุ๋ยหมัก และยังมาทำเป็นเครื่องจักสานจากผักตบชวาได้อีกด้วย<br><br></div><div><strong>อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต</strong><br>1. ก้านผักตบชวา<br>2. สีย้อม ใช้ย้อมก้านหรือเส้นผักตบชวาที่เลือกแล้ว ก่อนที่จะนำมาจักสาน เพื่อให้เกิดความสวยงาม<br>3. น้ำมันวานิช ( แลกเกอร์) ใช้ทาเคลือบผิวผลิตภัณฑ์ที่จักสานเสร็จแล้วเพื่อป้องกันเชื้อรา รักษารูปทรง และเพิ่มความเงางาม โดยหาซื้อจากร้านค้าในหมู่บ้านหรือตลาดในเมืองแลกเกอร์<br>4. เตาอบกำมะถัน ใช้สำหรับอบเส้นผักตบชวา และผลิตภัณฑ์ผักตบชวาที่จักสานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อฆ่าเชื้อราและป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา ก่อนที่นำไปทาเคลือบผิวด้วยน้ำมันวานิช<br>5. ผ้าพื้นเมือง ผ้าฝ้าย หรือผ้าใยกัญชง ใช้สำหรับบุภายในกระเป๋า ตะกร้า หรือผลิตภัณฑ์ผักตบชวาอื่น ๆ เพื่อให้ดูสวยงามและน่าใช้สอย<br>6. ไม้ไผ่ หรือหวาย ใช้สำหรับประกอบและตกแต่งผลิตภัณฑ์ให้สวยงาม โดยท้องถิ่นประยุกต์ใช้ไม้ไผ่มากกว่าหวายซึ่งมีราคาแพงกว่า เพื่อลดต้นทุนการผลิต<br>7. เข็มขนาดใหญ่และสายเอ็นร้อย/ ด้ายสำหรับสอย ใช้สอยผ้าที่บุตะกร้า กระเป๋า หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ สอยกระดุม ซิป หูกระเป๋า เป็นต้น<br>8. กรรไกร ใช้ตัดผ้า ด้าย และเอ็นสอย หรือตัดตกแต่งเส้นผักตบชวาให้ได้ขนาดและเหมาะแก่การจักสาน<br>9. วัสดุประกอบ เช่น ซิป สายหนัง เป็นต้น<br>10. แปรงทาสี ใช้สำหรับชุบน้ำมันวาณิชทาเคลือบผิวนอกของผลิตภัณฑ์<br>11. แบบพิมพ์ เมื่อกลุ่มมีการคิดออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือลูกค้าสั่งซื้อ โดยกำหนดรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม<br><br></div><div><strong>ขั้นตอนการผลิต</strong><br>1. ตัดผักตบชวา กลุ่มจะมีวิธีการได้มาทั้งจากการหาได้เองจากแหล่งน้ำธรรมชาติ<br>2. นำผักตบชวามาตากแดดให้แห้ง ใช้เวลาประมาณ 3 – 5 วัน หรือจนกว่าจะแห้งสนิท<br>3. เมื่อแห้งแล้ว จึงนำมาอบกำมะถัน อบนาน 1 วัน เพื่อให้คงสีสวยงาม เหนียวนุ่ม และป้องกันเชื้อรา<br>4. นำผักตบชวาที่อบกำมะถันมาผึ่งให้แห้ง แล้วนำมาคัดเลือกเส้นเพื่อจัดสาน<br>5. นำก้านผักตกชวามาตัดเป็นเส้น เพื่อให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ หรือหากต้องการสีต้องนำก้านผักตบชวามาย้อมสี<br>6. นำมาถักตามแบบที่ต้องการ นำต้นผักตบชวาที่ตากแห้งและย้อมสีแล้วมาชุบน้ำก่อนจะเริ่มจักสานตามแบบพิมพ์ ลวดลายที่จักสานมีหลายลาย เช่น ลายเปีย ซึ่งเป็นลายที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เกือบทุกรูปแบบ<br>7. นำมาเคลือบเงา หรือทาวานิช<br>8. นำมาบุผ้า หลังจากจักสานเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาบุภายในด้วยผ้า ใส่ซิป ใส่หูกระเป๋า และทาเคลือบผิวนอกด้วยน้ำมันวาณิช แล้วผึ่งแดดให้แห้งประมาณครึ่งวัน ก่อนจะนำมาเก็บไว้ในโรงเรือนเพื่อเตรียมบรรจุลงถุง หรือกล่องส่งให้ลูกค้า<br><br></div><div><strong>เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์</strong><br>1. เป็นวัสดุจากธรรมชาติและมีอยู่ในท้องถิ่น<br>2. รูปแบบทันสมัย ทั้งที่เป็นงานหัตถกรรม ประดิษฐ์โดยฝีมือชาวบ้าน<br>3. มีการนำเอาภูมิปัญญาดังเดิมมาปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย ทำให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ<br>4. ฝีมือประณีต สีและลวดลายทันสมัย<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp;คุณสมบัติที่น่าทึ่งประการหนึ่งของผลิตภัณฑ์สานผักตบชวา คือ เมื่อบีบพับจนยู่ยี่แล้วก็สามารถกลับคืนรูปเดิมได้ ไม่แตกและมีความยืดหยุ่นสูง ไม่มีกลิ่นอับ คงทน หากนำมาสานเป็นเสื่อจะมีคุณลักษณะเฉพาะคือไม่ดูดฝุ่นอีกด้วย<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp;อีกจุดเด่นคือ กระเป๋าสานจากผักตบชวาเป็น green crafts หรือเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อเจริญเติบโตง่ายและเร็ว ที่สำคัญคือหากไม่เก็บผักตบชวา ผักตบชวาจะตายยกกอและกลายเป็นวัชพืช<br><br></div><div><strong>การดูแลรักษา</strong><br>&nbsp; &nbsp;ควรเก็บผลิตภัณฑ์กระจูดในที่แห้ง ไม่ควรเก็บในที่ชื้นและเปียกชื้น เพราะจะทำให้เกิดเชื้อรา และใช้งานไม่ได้นาน แต่หากหลีกเลียงไม่ได้ ควรนำออกตากแดดให้แห้งสนิท ก็จะสามารถใช้งานได้เหมือนเดิม<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://cdn01.pinkoi.com/product/t5dVwwPU/0/2/800x0.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 03:02:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714394278</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธนากร จันทน์จำปา ชั้น ม.2/6 เลขที่ 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714406902</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>เลม่อน</strong> หรือ มะนาวฝรั่ง เป็นพืชตระกูลส้ม เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีทรงพุ่ม ลำต้นมีลักษณะทรงกลม เป็นเนื้อไม้แข็งและเหนียว มีผิวเรียบ ลำต้นมีกิ่งมีหนามแหลมยาวที่ปลายยอด กิ่งอ่อนสีเขียว กิ่งแก่มีสีน้ำตาล ใบเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะทรงรี พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมาก เพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อนกว่า ใบมีสีเขียว ดอกออกเดี่ยว อยู่เป็นกระจุก กลีบดอกมีสีขาว มีเกสรสีเหลือง มีกลิ่นหอม ผลมีลักษณะทรงกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ขั้วหัวของผลเป็นจุก ผิวเปลือกหนาเรียบมัน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ภายในผลจะมีเนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดจำนวนมากๆ อยู่ข้างใน มีรสชาติเปรี้ยวจัด นำมาประกอบปรุงอาหารต่างๆ ได้หลายเมนู ทำเครื่องดื่มต่างๆ ได้ นำมาทำน้ำมันหอมระเหยได้ ในประเทศไทยมีปลูกหลายสายพันธุ์<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>ลักษณะ<br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีทรงพุ่ม ลำต้นมีลักษณะทรงกลม เป็นเนื้อไม้แข็งและเหนียว มีผิวเรียบ ลำต้นมีกิ่งมีหนามแหลมยาวที่ปลายยอด กิ่งอ่อนสีเขียว กิ่งแก่มีสีน้ำตาล<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ใบ เป็นใบเดี่ยว มีลักษณะทรงรี พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมาก เพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อนกว่า ใบมีสีเขียว<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ดอก จะมีดอกออกเดี่ยว อยู่เป็นกระจุก กลีบดอกมีสีขาว มีเกสรสีเหลือง และมีกลิ่นหอม<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผล มีลักษณะทรงกลมรี ปลายผลมีติ่งแหลม ขั้วหัวของผลเป็นจุก ผิวเปลือกหนาเรียบมัน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด ภายในผลจะมีเนื้อฉ่ำน้ำ มีเมล็ดจำนวนมากๆ อยู่ข้างใน รสชาติเปรี้ยวจัด นำมาทำน้ำมันหอมระเหยจากผิว<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; เมล็ด มีลักษณะทรงรี มีสีขาวนวล จะมีเมล็ดจำนวนมากๆ อยู่ข้างในผล<br><br></div><div><strong>การปลูกขยายพันธุ์เลม่อน<br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เลม่อนสามารถโตได้ในดินทุกชนิด ดินร่วนปนทรายจะเจริญเติบโตได้ดี การปลูกเลมอนทำได้หลายวิธี การปลูกโดยใช้การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง การปลูกโดยใช้เมล็ด เพาะใส่ลงในถุงพลาสติก รดน้ำให้ชุ่ม วางไว้ในที่แดดร่มๆ ใช้เวลาเพาะประมาณ 2 เดือน แล้วนำมาปลูกลงแปลง การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง จะนิยมปลูกมากว่าวิธีอื่น เพราะจะให้ผลผลิตเร็วกว่า นำกิ่งปลูกลงในแปลงได้เลย ปลูกให้มีระยะห่างประมาณ 2×2 เมตร<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การดูแลรักษาเลม่อน เลมอนชอบอากาศร้อน ระบายน้ำดี ชอบแสงแดดเพียงพอ ต้องให้น้ำเพียงพอ ไม่แฉะเกินไป ต้องรดน้ำเช้าเย็น<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การเก็บเกี่ยวผลผลิตเลมอน การปลูกด้วยเพาะเมล็ด จะให้ผลผลิตช้า ใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จะออกลูก การปลูกด้วยตอนกิ่งทางกิ่ง จะให้ผลผลิตเร็วกว่า ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จะออกผล จะมีลูกสุกสีเหลือง ใช้กรรไกรตัดขั้ว แล้วนำใส่ในภาชนะ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การเก็บรักษาเลมอน เราจะนำเลมอน มาล้างน้ำให้สะอาด แล้วสะเด็ดน้ำออกให้แห้ง วางไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หรือนำมาใส่ถุงพลาสติก แล้วสามารถนำมาแช่ในตู้เย็น หรือบีบเอาแต่น้ำ มาแช่ช่องฟรีสเก็บไว้ใช้ได้นาน<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>ประโยชน์และสรรพคุณ<br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีวิตามินเอ มีวิตามินซี มีแคลเซียม มีฟอสฟอรัส มีวิตามินอี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามินบี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีโปรตีน มีเหล็ก มีแมกนีเซียม มีคาร์โบไฮเดรต มีเส้นใย มีโพแทสเซียม มีโซเดียม มีน้ำตาล มีไขมัน<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม ช่วยป้องกันหวัด แก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยสมานแผล ช่วยรักษาเลือดออกตามไรฟัน ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ช่วยรักษาโรคหลอดเลือดแข็ง ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยบำรุงตับ ช่วยล้างลำไส้ ช่วยละลายก้อนนิ่วในไต ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียช่วย ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง มีอนุมูลอิสระ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300118056/fe0aab614c95767863a80c1ab77c0888/inbound2906527133169233130.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 03:07:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714406902</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมุนไพรดับกลิ่น ด.ญ.กชพร พรหมดวง ม.2/6 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714409234</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มาและความสำคัญ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;“เศรษฐกิจพอเพียง”เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีเพื่อชี้แนะแนวทางดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย ทรงเน้นย้ำแนวทางการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง ความพอมี พอใช้ การรู้จักพอประมาณการคำนึงถึงความมีเหตุผล ส่งเสริมความประหยัดในครัวเรือนจากแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว<br><br>&nbsp; &nbsp; การซื้อน้ำยาดับกลิ่นห้องน้ำตามท้องตลาดมาใช้นั้นจะมีราคาแพงซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตจากสารเคมีทำให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม คณะผู้จัดทำจึงศึกษาสมุนไพรที่หาง่ายในท้องถิ่นและเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเช่น ใบเตย ผิวมะกูด ตะไคร้ มาทดลองกลิ่นหอมของสมุนไพรเพื่อเปรียบเทียบปริมาณที่เหมาะสมและชนิดของสมุนไพรที่สามารถกำจัดกลิ่นในสถานที่ต่างๆเช่น ห้องน้ำ สถานที่ ที่มีกลิ่นอับ<br>จากการศึกษาพบว่าสมุนไพรที่เหมาะสมสามารถกำจัดกลิ่นได้ดีที่สุดคือ ผิวของมะกูด รองลงมาก็คือ ใบเตยส่วนสุดท้ายก็คือตะไคร้<br><br>จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการกำจัดกลิ่นของ ใบเตย ผิวมะกูด และตะไคร้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2.เพื่อสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความสามารถในการกำจัดกลิ่นของ ใบเตย ผิวมะกูดและตะไคร้<br><br>เพื่อเพิ่มคุณค่าของสมุนไพรในท้องถิ่น<br>ตัวแปร<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวแปรต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp;กลิ่นหอมจากสมุนไพร<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวแปรตาม&nbsp; &nbsp; ความสามารถในการกำจัดกลิ่น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวแปรควบคุม&nbsp; ปริมาณของสมุนไพร<br><br>ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า<br><br>เพื่อศึกษาการกลิ่นหอมของสมุนไพรมีความแตกต่างกันอย่างไร<br>เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรในการดับกลิ่นอับ<br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br><br>1. การเพิ่มคุณค่าให้กับสมุนไพรในท้องถิ่น<br>2. การลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม<br>3. การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์<br>ตะไคร้ มีถื่นกำเนิดใน ประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย ตะไคร้ชื่อวิทยาศาสตร์ คือCymbopogon citratus (DC.) Stapf ส่วนชื่อตะไคร้ภาษาอังกฤษจะ ใช้คำว่า Lemongrassจัดเป็นพิชล้มลุก ใบเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นพืชตระกูลหญ้า<br>ใบเตย หรือ เตยหอม หรือ ใบเตยหอม ภาษาอังกฤษPandan Leaves, Fragrant Pandan, Pandom wangi มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus amaryllifolius Roxb. และยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆอีกเช่น ใบส้มม่า(ระนอง), ส้มตะเลงเครง (ตาก),ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), ส้มพอดี ผักเก็งเค็ง (ภาคเหนือ) ใบเตย จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็งมีขอบใบเรียบ ซึ่งเราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant Screw Pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrrolineภาษาอังกฤษ Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus x hystrix L.และยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆอีกเช่น มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) เป็นต้น ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล ส้ม (Citrus) โดยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย&nbsp; หลายๆท่านคงคุ้นเคยกับมะกรูดเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทมาอย่างยาวนาน เพราะนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากมะกรูด จะใช้เป็นเครื่องประกอบในอาหารต่างๆแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-09-03 03:08:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714409234</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานบอนสีพิ้งค์บิวตี้ ด.ญ.ชัญญานุช โลกพิบาล เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714418496</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่1 บทนำบอนสีมีถิ่นกำเนิดมาจากแถบอเมริกาใต้&nbsp; และเริ่มเข้ามาในไทยตอนสมัยสุโขทัย ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งเชื่อว่าบอนสีเป็นต้นไม้มงคล<br>วัตถุประสงค์ในการศึกษาคือต้องการให้ผู้คนได้รู้จักต้นไม้มงคลที่ควรอนุรักษ์ไว้ประโยชน์ของบอนสีในสมัยโบราณเชื่อว่าหากปลูกไว้ประจำบ้านจะช่วยคุ้มครองให้เกิดความสงบสุข<br>และหากเป็นพันธุ์หายากก็จะมีราคาสูง<br>บทที่2เอกสารเกี่ยวข้องพิ้งคิ์บิวตี้ Caladium ‘PinkBeauty<br>บอนสี ที่นิยมปลูกกันทั่วไปอยู่ในสกุลคาลาเดียม(Caladium) วงศ์Araceae เป็นพืชที่มีหัวสะสมอาหารใต้ดินคล้ายหัวมันฝรั่งทุกส่วนอวบน้ํา ใบมีหลายขนาดและหลายรูปทรง ทั้งรูปหัวใจ รูปหอก รูปกลมหรือรีและรูปแถบ มีสีสันลวดลายสวยงามแตกต่างกันทั้งสีแดง ชมพู เหลือง เขียว ขาว ก้านใบกลมมีทั้งสั้นและยาว ช่อดอกเป็นช่อเชิงลดมีกาบ ปลีดอกมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียที่สมบูรณ์ บานช่วงเย็นและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300119825/07736d4bfb50b19983afa120dd152c82/inbound6645118699032838565.png" />
         <pubDate>2021-09-03 03:12:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714418496</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานสบู่สมุนไพร ด.ญ.พัณณิตา ธนาวุฒิ เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714431898</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ที่มา<br></strong>ในท้องถิ่นมีสมุนไพรอยู่จำนวนมาก&nbsp; &nbsp; เลยคิดที่จะนำสมุนไรเหล่านั้นมาเเปรรูปเเละวางขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนเเละจะได้นำรายได้ส่วนนั้นมาใช้ในการพัฒนาชุมชนด้วย<br><strong>สมมติฐาน<br></strong>สมุนไพรที่มีอยู่เยอะในท้องถิ่นสามารถนำมาเเปรรูปเป็นสบู่ได้เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้เยอะขึ้น<br><strong>ประโยชน์ที่ได้รับ<br></strong>สบู่สมุนไพรแท้จากธรรมชาติ 100% เป็นสบู่ที่มีความปลอดภัยสูง ไม่มีสารที่เป็นอันตรายจึงไม่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายและเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องสุขภาพผิวจะดีขึ้นและมีผิวพรรณที่สวยงามขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สบู่สมุนไพรให้ประโยชน์กับผิว 3 อย่างใน 1 เดียว นั่นคือ ทำความสะอาดผิว แก้ไขปัญหาผิว และบำรุงผิวพรรณ<br>สบู่สมุนไพรได้รับคุณค่าโดยตรงจากธรรมชาติ มีองค์ประกอบของสมุนไพรในเนื้อสบู่อยู่หลายสูตรด้วยกัน และแต่ละสูตรก็มีสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป ล้วนแล้วแต่มาจากตำรับการบำรุงผิวที่ใช้กันมาแต่โบราณ เมื่อนำสมุนไพรแท้เหล่านั้นมาผลิตในรูปแบบของสบู่สมุนไพรก็เท่ากับว่าเราสามารถบำรุงผิวด้วยตำรับและวิธีโบราณดั้งเดิมอย่างไม่ยุ่งยากมีความปลอดภัยสูง<br><strong>อ้างอิงมาจาก<br>https://amprohealth.com/magazine/herbal-soap/<br>[*เเนบรูปไม่ได้*]</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-09-03 03:18:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714431898</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงาน ตะไคร้หอมไล่ยุง  ด.ญ.จุฑาภรณ์  ถนอมเมือง เลขที่17 ชั้นม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714456177</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>บทที่1</strong><br>บทนำ<br>-<strong>ที่มาและความสำคัญ</strong><br><br>ปัจจุบันถ้าจะกล่าวถึงสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค สัตว์อันดับต้นๆที่คิดคงไม่พ้นยุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะนำโรคร้ายต่างๆที่คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ยุงเป็นพาหะนาโรคหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น โรคไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย โรคเท้าช้าง เป็นต้น<br><br>จึงมีผู้คิดทำตัวยาเพื่อกำจัด และป้องกันยุงขึ้นมาหลายชนิด เช่น ครีมทากันยุง ยาจุดกันยุง ยาฉีดกันยุง น้ามันไล่ยุง เป็นต้น แต่ยากันยุงเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เพราะมีสารที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ซึ่งทาให้ผู้ใช้บางคนเกิดอาการแพ้ ผู้จัดทำโครงงานได้พบว่ามีชาวบ้านในท้องถิ่นได้นำใบตะไคร้หอมนำมาทุบแล้วนำมาวางไว้ใกล้ตัว พบว่าสามารถไล่ยุงได้ จากการค้นคว้า ตะไคร้หอมเป็นสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้ โดยใบตะไคร้หอม จะมีน้ามันหอมระเหยสกัดสามารถใช้ไล่แมลงได้ เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 8-10 ชม.<br><br>ดังนั้น ทางกลุ่มจึงมีความคิดที่จะทาการศึกษา ค้นคว้า โดยนาตะไคร้หอมมาใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เทียนไข โดยให้มีส่วนผสมของใบตะไคร้และน้าตะไคร้ซึ่งจะได้เทียนที่มีประสิทธิภาพในการไล่ยุง และ หมดปัญหาการแพ้สารเคมีได้<br><br>-<strong>วัตถุประสงค์ของโครงงาน</strong><br><br>1เพื่อศึกษาประโยชน์ของตะไคร้<br>2เพื่อศึกษาโรคที่ยุงเป็นพาหะ<br>3เพื่อศึกษาว่าตะไคร้ไล่ยุงได้จริงหรือไม่<br>4เพื่อศึกษาลักษณะของตะไคร้<br><br>-<strong>สมมุติฐาน</strong><br><br>น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมสามารถไล่ยุงได้จริงหรือไม่<br><br>-<strong>ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน </strong><br><br>1ตระหนักถึงคุณค่าของพรรณพืช สามารถใช้พืชให้เป็นประโยชน์<br>2ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไล่ยุง<br>3มีความปลอดภัย และหมดปัญหาจากการแพ้สารเคมี เพราะใช้วัสดุธรรมชาติจากตะไคร้หอม<br>รู้จักการนำพืชสมุนไพรมาใช้ได้ตรงกับความต้องการ<br>4สามารถนาความรู้ไปต่อยอดได้อีกในเวลาต่อไป<br>5ทราบถึงประโยชน์ของตะไคร้<br>6ทราบถึงโรคที่ยุงเป็นพาหะ<br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>บทที่2</strong><br>-<strong>ลักษณะของตะไคร้</strong><br>พืชล้มลุก มีอายุหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ออกเป็นกอ มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปยาวแคบ โคนใบแผ่ออกเป็นกาบ&nbsp; มีลิ้นใบรูปไข่ มีขน อยู่ตรงรอยต่อระหว่างใบกับกาบมีแผ่น ดอกช่อขนาดใหญ่ สีน้ำตาลแดง แทงออกจากกลางต้น ใบประดับลักษณะคล้ายกาบ ดอกช่อเชิงลด แยกเป็นหลายแขนง ออกเป็นคู่ ช่อย่อยมีใบประดับที่โคน 2 ใบ ใบนอกมีหยัก ด้านนอกแบนเขอบแผ่ออกเป็นปีกแคบๆ และขอบด้านบนสาก ใบในรูปเรือ ปลายแหลมมีเส้นตามยาว 1-3 เส้น ขอบมีขน แต่ละดอกย่อยมีใบประดับ 2 แผ่น เรียกกาบบนและกาบล่าง กาบบนรูปขอบขนาน เนื้อบาง ขอบมีขน กาบล่างรูปยาว แคบ มีขนแข็งและปลายแหลม ผลเป็นผลแห้งเมล็ดเดียว ไม่แตก<br><br>-<strong>ส่วนที่ใช้เป็นยาและสรรพคุณ</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ทั้งต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไล่ยุงและแมลง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • สรรพคุณของตะไคร้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีส่วนช่วยในการขับเหงื่อ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้เจริญ (ต้นตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร (ต้น)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • สารสกัดจากตะไคร้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคเมะเร็งลำไส้ใหญ่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • แก้และบรรเทาอาการหวัด อาการไอ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยรักษาอาการไข้ (ใบสด)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ (ราก)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้ สามารถบรรเทาอาการปวดได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบสด)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ใช้เป็นยาแก้อาเจียน หากนำไปใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่่วยแก้อาการกษัยเส้นและแก้ลมใบ (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • รักษาโรคหอบหืด ด้วยการใช้ต้นตะไคร้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้อาการเสียดแน่นแสบบริเวณหน้าอก (ราก)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ใช้เป็นยาแก้อาการปวดท้องและอาการท้องเสีย (ราก)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้และบรรเทาอาการปวดท้อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยในการย่อยอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ มีส่วนช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีฤทธิ์ช่วยในการขับปัสสาวะ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้อาการปัสสาวะพิการ และรักษาโรคนิ่ว (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้อาการขัดเบา (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ใช้เป็นยาแก้ขับลม (ต้น)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยรักษาอหิวาตกโรค<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้ลมอัมพาต (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ใช้เป็นยารักษาเกลื้อน (หัวตะไคร้)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถช่วยต่อต้านเชื้อราบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้โรคหนองใน หากนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ประโยชน์ของตะไคร้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • นำมาใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้เป็นอย่างดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและเพิ่มสมาธิ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลาย (ต้น)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • มีฤทธิ์เป็นยาช่วยในการนอนหลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักชนิดอื่นๆจะช่วยป้องกันแมลงได้เป็นยังดี เพราะนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารระงับกลิ่นต่างๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • ต้นตะไคร้ช่วยดับกลิ่นคาวหรือกลิ่นคาวของปลาได้เป็นอย่างดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • กลิ่นหอมของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงและกำจัดยุงได้เป็นอย่างดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; • เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จำพวกยากันยุงชนิดต่างๆ เช่น ยากันยุงตะไคร้หอมอีกด้วย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1324260258/ab78b3f4cfcbd6e5577fef9c0a99fd3b/inbound4316966599055035634.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 03:29:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714456177</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเรื่อง เทียนหอมตะไคร้ไล่ยุง ด.ญ.ธิดารัตน์ นิลรัตน์ เลขที่23 ม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714470840</link>
         <description><![CDATA[<div>มาเเละความสำคัญของโครงงาน<br>&nbsp;ยุงเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้มาลาเรีย เป็นต้น จึงได้มีผู้คิดค้นสิ่งที่สามารถช่วยในการกำจัดและป้องกัน เช่น ครีมทางกันยุง ยาฉีดกันยุง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคเมื่อใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอันเนื่องมาจากสิ่งเหล่านี้อาจจะมีสารเคมีเป็นส่วนผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดอาการแพ้ได้ในเวลาต่อมา คณะผู้จัดทำจึงได้มองเห็นปัญหานี้และได้คิดหาวิธีแนวทางแก้ไขจึงได้มีการทำโครงงานเรื่อง เทียนหอมตะไคร้ไล่ยุง เพื่อเป็นการป้องกันยุง<br><br>วัตถุประสงค์ของโครงงาน<br>1. การศึกษาหาสมุนไพรเช่นตะไคร้ที่สามารถใช้ป้องกันยุงได้&nbsp;<br>2. การนำตะไคร้มาประยุกต์ใช้ได้&nbsp;<br>3. ทำเทียนหอมจากตะไคร้ในการใช้ป้องกันยุง&nbsp;<br>4. ประหยัดเงินจากการซื้อยากันยุง<br>5. เพื่อให้เกิดความคิดจินตนาการอย่างสร้างสรรค์<br><br>สมมติฐาน<br>เทียนหอมที่ทำมาจากตะไคร้สามารถไล่ยุงได้<br><br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>1. คนที่ได้มาศึกษาทราบวิธีการทำเทียนหอมตะไคร้ไล่ยุง<br>2. รู้จักการนำตะไคร้มาใช้ได้ตรงกับความต้องการ<br>3.นำความรู้ไปพัฒนาต่อ<br>4.สร้างรายได้ให้กับตนเองได้<br><br>บทที่2<br><br>สิ่งของต้องเตรียม<br>1. สมุนไพรไล่ยุง ตะไคร้ซอย<br>2. เทียน<br>3. ไส้เทียน<br>4. เเม่พิมพ์<br>5. อุปกรณ์ในการตั้งไฟ เช่น เตาเเก๊ส<br>6. หม้อ<br>7. สีผสมอาหาร สีต่างๆ<br>8. ภาชนะ&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการทำ<br>1. ต้มน้ำประมาณ 1 แก้วน้ำ ทิ้งไว้ 10 นาที<br>2. นำตะไคร้มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตำให้ละเอียด<br>3. พอน้ำเดือดพอที่แล้ว นำตะไคร้ที่เราตำไว้ มาใส่ลงในหม้อ คนให้เข้ากัน ประมาณ 3 นาที<br>4. ครบ 3 นาที รอให้เย็นลงสักครู่ นำน้ำที่ต้มไปกลั่นเอาเศษตะไคร้ออกเอาแต่น้ำ เทลงภาชนะไว้<br>5. นำเทียนไขซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปต้มในหม้อ<br>6. พอเทียนไขในหม้อเหลวได้ที่ นำน้ำจะไคร้ที่กลั่นแล้วในภาชนะใส่ลงไป คนให้เข้า<br>7. นำไส้เทียนมากดลงไปเเต่ไม่ให้ถึงก้นของเเม่พิมพ์ จากนั้นใส่เทียนเหลวอีกจนเกือบเต็มเเม่พิมพ์<br>8. ปล่อยทิ้งไว้ให้เทียนแข็งตัว เป็นอันเสร็จสมบูรณ์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1324313616/eb6014f99cf5684d29c6a466a13477ad/52ee837fb464d26f7c8e5c5ff34f8880.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 03:36:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714470840</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงาน ก้านไม้หอมปรับอากาศ   ด.ญ.กันติศา กิจงาม เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714513001</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; <strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทที่1<br></strong>มีมาตั้งแต่ในอดีตโดยเริ่มจากการใช้กำยาน ธูปหอม เทียนหอม จนพัฒนามาเป็นสินค้าที่พวกเราเรียกว่า “ก้านไม้หอมกระจายกลิ่น – Aroma Reed Diffuser” เมื่อ 8-9 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากให้ความหอมแล้วยังสามารถนำมาตกแต่งบ้านได้อีกด้วย ปัจจุบันก้านไม้หอมได้รับความนิยมอย่างมากเนื่องจากใช้งานง่าย มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับการจุดธูป จุดเทียน หรือการใช้เตาน้ำมันหอมระเหย<br>หลักคิดของการกระจายความหอมคือการอาศัยหัวน้ำหอมและตัวทำละลาย ที่สามารถระเหยและซึมผ่านตัวกลางเช่น ไม้หวาย ไม้งา หรือก้านไฟเบอร์ เพื่อกระจายกลิ่น น้ำหอมจะปลดปล่อยความหอมผ่านรูพรุนของสื่อกลางออกสู่อากาศ โดยใช้เวลาดูดซึมประมาณ 2-3 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้กลิ่นหอมกระจายตัวอย่างเต็ม<br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; </strong>วัตถุประสงค์ของการศึกษา<br>เพื่อนำก้านไม้หอมมาดับกลิ่นภายในห้องได้ง่ายๆ<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; สมมติฐานการศึกษา<br>สามารถทำก้านไม้หอมได้เอง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>1.วางไว้ในห้องทำงาน เพื่อคลายความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน<br>2.วางไว้ในห้องนอน เพื่อช่วยการนอนให้หลับสบาย<br>3.วางถวายบูชาพระ กลิ่นของน้ำมันหอมจะช่วยทำให้จิตใจสงบ มีสมาธิ<br>4.วางไว้ในห้องนั่งเล่น ทำให้มีชีวิตชีวา<br>แม้นกระทั่งในห้องน้ำ เพื่อความสดชื่น ไม่อับชื้น<br><br>&nbsp;                     <strong>บทที่2</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br> :วิธีการทำก้านไม้หอมปรับอากาศ&nbsp; &nbsp;<br>เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบจำนวน 1 ช้อนชา ลงไปในขวดแก้วขนาดเล็ก จากนั้นเติมเบบี้ออยตามลงไปจนเกือบเต็ม (หากใช้ขวดแก้วขนาดใหญ่ ควรใส่น้ำมันหอมระเหยเพิ่ม) เสร็จแล้วก็นำแท่งไม้หวายใส่ลงไป คนส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน ก่อนจะนำไปวางในมุมที่ต้องการ เท่านี้ก็จะได้ก้านไม้หอมมาประดับบ้าน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300111585/e0344cc0a88d25f04517d9e065d9ccd6/inbound1676594754390289993.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 03:58:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714513001</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเรื่องส้มด.ญ.ศิริภูษา มุดมี เลขที่33 ชั้นม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714554668</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>บทที่1</strong><br><strong>บทนำ</strong><br><em>ที่มาและควาสำคัญ</em><br>ปัจจุบันการออกไปโรงบาลก็เสี่ยงโควิด หากสายตาเราเริ่มเสียก็แค่กินส้มไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้กินแค่ผลเดียวเเล้วหายขาด การกินส้มต้องกินเป็นประจำแต่ไม่เกินความจำเป็น ส้มช่วยลดโรคได้หลายๆโรคเช่นลดการเสี่ยงเป็นอัมพาตและโรคหัวใจ<br><br><em>วัตถุประสงค์ของโครงงาน</em><br>-เพื่อศึกษาประโยชน์ของส้ม<br>-เพื่อศึกษาลักษณะของส้ม<br>-เพื่อศึกษาว่าส้มช่วยลดโรคจริงหรือไม่<br><br><em>สมมุติฐาน</em><br>-ส้มช่วยลดโรคจริงหรือไม่<br><br> <em>ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน</em><br>-ใช้พืชพันธุ์ให้เป็นประโยชน์<br>-นำความรู้ไปต่อยอด<br><br><strong>บทที่2</strong><br><em>ลักษณะของส้ม</em><br>ส้ม (Orange) ส้มเป็นผลไม้ยอดนิยม มีหลายสายพันธุ์หลายชนิด เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง กิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ผลมีลักษณะทรงกลมแป้น ผิวเปลือกนอกเรียบ ผลมีสีเขียวหรือสีเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำมีสีเหลือง อยู่ข้างในแยกเป็นกลีบๆ มีรสชาติเปรี้ยวหรือหวาน ตามสายพันธ์ุ มีกลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นที่นิยมปลูกกันมากในหลายประเทศ ส้มที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ มีคุณประโยชน์และสรรพคุณ ทางยาหลายอย่าง นำมาประกอบอาหารเมนูต่างๆ มากมายหลายเมนู ทำเป็นเครื่องดื่มต่างๆ<br><br><em>สรรพคุณ</em><br>ส้มมีคุณสมบัติในการช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ช่วยลดเลือนหรือชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้<br>-ส้มช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส<br>-ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีไม่แห้งกร้าน<br>-ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก เพราะส้มมีวิตามินซี<br>-ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียมและวิตามินดีจากส้ม<br>การกินส้มก็ช่วยลดสภาวะความเครียดได้เหมือนกันนะ<br>ส้มช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง<br>1.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ<br>2.ช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน<br>3.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ<br>4.ช่วยในการขับถ่าย เพราะส้มมีกากใยสูง<br>5.ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะ<br>6.ช่วยป้องกันการเป็นอัมพาตหากกินผลไม้ตระกูลส้มเป็นประจำ<br>สารฟลาโวนอยด์ในส้มจะช่วยป้องกันการอักเสบและเลือดจับตัวกันเป็นก้อน<br>ในส้มมีสารเบตาแคโรทีนที่ช่วยชะลอความเสื่อมเส้นผม เล็บ และผิวของคุณ และช่วยให้ผนังหลอดเลือด เส้นเลือดฝอยแข็งแรง<br>ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายของเรา<br>ช่วยในการสมานแผลต่าง ๆ เช่น แผลไฟไหม้หรือแผลหลังผ่าตัดให้หายดียิ่งขึ้น<br>เปลือกส้มจะมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะและเป็นยาระบายอ่อน ๆ<br>เปลือกส้มมีสารช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยกรองสารพิษในตับได้ด้วย<br>เปลือกส้มมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300114733/a79d8243c9e1563327249c3e4b4cc83c/inbound8791824033399417248.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 04:21:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714554668</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ชมพูนุช บัวบุญ เลขที่18  &quot;น้ำมันรำข้าว&quot; ต้านอนุมูลอิสระ-ลดน้ำตาลในเลือด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714562602</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>บทที่1<br></strong>น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil) เป็นน้ำมันที่ถูกสกัดมาจากส่วนนอกของเมล็ดข้าว ที่เรียกว่า รำ โดยผ่านกระบวนการเฉพาะทางตามแต่ละผู้ผลิตนั้นจัดทำ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักนิยมนำน้ำมันรำข้าวมาใช้เป็นวัตถุดิบในการนำมาปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะน้ำมันรำข้าวมีระดับแคลอรี่เพียง 120 แคลอรี่ และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 14 กรัม<br><strong>จุดประสงค์<br></strong>“น้ำมันรำข้าว” หนึ่งในน้ำมันที่ได้รับความนิยมในการนำไปปรุงอาหารทั่วโลก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกรรมวิธีการทอดหรือผัด เนื่องจากช่วยรักษาคุณภาพทางโภชนาการในอาหารได้ แม้จะถูกความร้อนสูงๆ ก็ตาม แถมยังมีความหนืดน้อยทำให้อาหารไม่มัน นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายอีกด้วย<br><strong>สมมุติฐาน<br></strong>น้ำมันรำข้าวสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง<br><strong>ประโยชน์<br></strong>1. สร้างสมดุลในน้ำตาลในเลือด<br>จากการศึกษาพบว่า น้ำมันรำข้าวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี เนื่องจากมีสารต้านทานอินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยของการเกิดโรคเบาหวาน<br>2. บำรุงหัวใจ<br>ใช่แล้ว! น้ำมันรำข้าวนั้นดีต่อหัวใจของคุณ เนื่องจากช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดี และเพิ่มคอเลสเตอรอลดีเข้าไปในร่างกาย มีการวิจัยหนึ่งพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันสูงรับประทานน้ำมันรำข้าววันละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 มล.) ส่งผลให้คอเลสเตอรอลไม่ดีลดลง แถมยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงอีกด้วย<br>3. ต้านอักเสบ<br>น้ำมันรำข้าวนั้นเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีสารโอรีซานอลช่วยยับยั้งเอนไซม์ได้หลายชนิด ในการศึกษาพบว่า ผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง 59 คนรับประทานน้ำมันรำข้าว 2 ช้อนโต๊ะ (30 มล.) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ส่งผลให้ร่างกายมีสารต่อต้านความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น<br>4. ต้านมะเร็ง<br>ในน้ำมันรำข้าวนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า โทโคไตรอีนอล ซึ่งสารชนิดนี้ได้รับการวิจัยแล้วว่าช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่างๆ ในร่างกาย ทั้งเต้านม ปอด รังไข่ สมอง ตับ และตับอ่อน<br>5. สร้างภูมิคุ้มกัน<br>น้ำมันรำข้าวช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบคุ้มกันให้ดียิ่งขึ้น ช่วยป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดโรค หรือสุขภาพอ่อนแอได้<br>6. บำรุงผิวพรรรณ<br>ในน้ำมันรำข้าวประกอบไปด้วยสารอินทรีย์อย่าง สควาลีน ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ชุ่มชื้น จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีผิวหยาบ ลอก และมีความยืดหยุ่นน้อย หลังจากใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากน้ำมันรำข้าววันละ 2 ครั้งแล้วรู้สึกว่าผิวนุ่ม และยืดหยุ่นมากขึ้น<br>7. ลดน้ำหนัก<br>น้ำมันรำข้าวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวของคุณลดลงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ควบคุมอาหาร<br>8. ดับกลิ่นปาก<br>น้ำมันรำข้าวนี่แหละที่คนสมัยก่อนเขาใช้แทนน้ำยาบ้วนปาก! นอกจากดับกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้วยังส่งผลให้ช่องปากมีสุขภาพที่แข็งแรง ทั้งนี้นักวิจัยได้สันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำมันรำข้าวช่วยดับกลิ่นปากก็เป็นได้<br><br><br><strong>บทที่2<br>วิธีทำ<br></strong>กระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าว<br>&nbsp; <strong>-</strong>ให้เตรียมรำข้าวดำ 2 กิโลกรัม และครกกับสากไว้นำเมล็ดรำข้าวดำมาพึงตากแดดให้ร้อน แล้วแบ่งเมล็ดรำข้าวดำครั้งละประมาณ 6 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำร้อนเล็กน้อย<br>ใส่ครกตำบดเมล็ดรำข้าวให้ละเอียด คล้ายกับบดยาถ้าเมล็ดรำข้าวแห้งหรือมีความหนืดให้เติมน้ำร้อนเล็กน้อยแล้วบดต่อเรื่อย&nbsp;<br>จนน้ำมันออกจากเมล็ดรำข้าวเป็นฟองสีขาว แล้วบดต่อไปจนหมดฟองขาวจากนั้นตักน้ำมันรำข้าวและเมล็ดรำข้าวใส่ผ้าขาวบางเพื่อกรองหรือบีบคั้นให้ น้ำมันรำข้าวออกมามาก ที่สุด<br>นำมันรำข้าวที่ได้ให้ใส่ภาชนะไว้ก่อน แล้วให้บดเมล็ดรำข้าวที่เหลือโดยทำเหมือนเดิมจนหมดเมล็ดรำข้าว เมล็ดรำข้าวยังมีวิตามินที่สำคัญ คือ วิตามินบี 12 ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ในพืชผักทั่วไป วิตามินบี 12 ช่วยบำรุงประสาท ซึ่งช่วยอาการนอนไม่หลับ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดเส้นตามแขนขา เป็นเหน็บชาบ่อยๆ เบื่ออาหาร เมื่อยล้าสายตา อาการแบบนี้กำลังเป็นกันมากในสังคมเมืองที่มีความเครียด จึงน่าจะหันมากินรำข้าวและน้ำสลัดรำข้าวเป็นประจำ สูตร น้ำสลัด(น้ำใสไม่ใส่ไข่) ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ ใช้ น้ำมันรำข้าวดำ 2 ถ้วยตวง<br><br><strong>วิตามินที่ได้รับ<br></strong>น้ำมันรำข้าวประกอบด้วยสารอาหารและวิตามิน คือ โครเมียม เหล็กแมกนีเซียม สังกะสี แมงกานีส ซีลีเนียม โปแตสเซียม สารแกมมา โอไรซานอล ( Gamma Oryzanol ) กรดไขมันอย่างกรดโอเลอิก ( Oleic Acid ) หรือโอเมก้า 9 ( Omega 9 ) ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) วิตามินอีรวม ( Vitamin E Complex ) แคโรทีนอยด์ ( Carotenoids ) กรดแอลฟา-ไลโนเลอิก ( Alpha-linolenic Acid ) หรือโอเมก้า 3 ( Omega 3 ) สารในกลุ่มเลซิติน ( Lecithin ) เมลาโทนิน ( Melatonin )</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1302999137/bcf64594b563a7da1f6e6c2e2d86a922/images__11_.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-03 04:26:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714562602</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเรื่องฟ้าทะลายโจรด.ช.รัฐภูมิ ราชรักษ์ เลขที่9 ม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714674838</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่1<br>บทนำ<br>ที่มาและความสำคัญ<br>ฟ้าทะลายโจรสามารถปลูกได้ตามบ้านละยังช่วยป้องกันและรักษาการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ ไซนัสอักเสบแบบไม่รุนแรง หลอดลมอักเสบ ทอนซิลอักเสบ ต้านไวรัส อีกทั้งยังบรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดปนท้องเสียเฉียบพลัน<br><br>วัตถุประสงค์ของโครงงาน<br>-เพื่อศึกษาประโยชน์ของฟ้าทะลายโจร<br>-เพื่อศึกษาลักษณะของฟ้าทะลายโจร<br>-จะได้รู้ว่าฟ้าทะลายโจรช่วยแก้โรคต่างๆนาๆได้หรืไม่<br><br>สมมุติฐาน<br>ฟ้าทะลายโจรจะช่วยลดไข้หวัดลดอาการเจ็บคอฯ<br><br>ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน<br>-ใช้พืชพันธุ์ที่หาง่ายให้เป็นประโยชน์<br>-ลดค่าใช้จ่าย<br>-นำมาขายต่อยอด<br><br>บทที่2<br>ลักษณะของฟ้าทะลายโจร<br>เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 30 – 60 เซนติเมตร ส่วนตรงปลายกิ่งเป็นเหลี่ยม แตกกิ่งเล็กด้านข้างจำนวนมากลักษณะเป็นพุ่ม กิ่งก้านมีสีเขียว<br><br>ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะใบรูปไข่รียาว แคบโคนใบ และปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบเกลี้ยงมีสีเขียว<br><br>ดอก ออกดอกเป็นช่อ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว กลีบรองดอกมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็น 2 ทาง กลีบล่างมี 2 อัน อับเกสรสีม่วงแดง และมีขนยาวๆ<br><br>ผล คล้ายฝักต้อยติ่งแต่ผอมและมีขนาดเล็ก เมื่อฝักแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีกอยู่บนต้น ซึ่งทำให้มองเห็นเมล็ดวางอยู่ในผลได้ชัด ปลายแหลม เมล็ดในสีน้ำตาลอ่อน<br><br>สรรพคุณของฟ้าทะลายโจร<br>ใบ	รสขม บดผสมน้ำมันพืชทาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้, ใช้ปนกับเพลี้ยใส่ลาบเพื่อเพิ่มความขม ใบสดนำมาเคี้ยวกินหรือต้มน้ำดื่มแก้อาการคออักเสบ เจ็บคอ เป็นยาขมเจริญอาหาร ในใบจะมีสารประกอบที่มีรสขมละลายน้ำได้อยู่ ซึ่งชาวอินเดียจะนำใบมาคั้นเอาน้ำผสมกับเครื่องเทศ เช่น พวกกระวาน อบเชย กานพลู ฯลฯ แล้วนำมาปั้นเป็นเมล็ดกลม ๆ เป็นยารักษาโรคที่มีอาการผิดปกติทางเดินอาหารในเด็ก เป็นยาดองเหล้า (Tincture) และยาชง (Infusion)<br>ต้น	นำมาตากแห้ง ใช้เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ บำบัดโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและมาลาเรีย ยาขมบำรุงกำลัง และเป็นยาขับน้ำเหลือง สิ่งสกัดของพืชชนิดนี้จะมีขายอยู่ในประเทศอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน<br>ส่วนเหนือดิน	บรรเทาอาการท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูกหรือมีเลือดปน<br>ทั้งต้น	รสขม รับประทานแก้ไข้ แก้หวัด แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้บิด แก้ท้องร่วง แก้ปอดอักเสบ ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง ช่วยเจริญอาหาร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1324463163/6e83ff160f96f30f1f11690fd38331f8/received_1270419433416942.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-03 05:33:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714674838</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเรื่องหมอนสมุนไพรเพื่อสุขภาพ ด.ญ.รวิภา อักษรนำ เลขที่31 ม.2/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714702853</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>บทที่1<br>บทนำ<br>ที่มาและความสำคัญ<br></strong>&nbsp; &nbsp;เป็นที่รู้กันว่า กลิ่นหอมหรืออโรม่า เมื่อสูดดมเข้าไปแล้วสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดี บางกลิ่นยังมีสรรพคุณเฉพาะ ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก แก้วิงเวียนศีรษะและอีกมากมาย ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกของตัวหมอน ตกแต่งด้วยผ้าไหมไทยแอกแบบตัดเย็บให้เป็นรูปใช้หมอนรองคอได้สบาย แถมมีกลิ่นหอมโชยออกมา นอกจากนี้ยังมีปลอกหุ้มเข็มขัดนิรภัยสมุนไพร(Seat belf ped with herbs)และหมอนอิงสมุนไพรอีกด้วย<br><strong>วัตถุประสงค์ของโครงงาน<br></strong>1)เพื่อให้มีความรู้ในการทำสมุนไพรบำบัดโรค<br>2)เพื่อให้สามารถนำสมุนไพรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้<br>3)บรรเทาอาการและโรคต่างๆได้<br><strong>สมมุติฐาน<br></strong>1)สามารถช่วยบรรเทาอาการต่างได้จริงหรือไม่<br>2)สามารถทำให้ผ่อนคลายได้จริงหรือไม่<br>3)สามารถนำสมุนไพรมาทำหมอนได้จริงหรือไม่<br><strong>บท2<br>วิธีทำ<br></strong>1)นำสมุนไพรแต่ละชนิดมาล้างน้ำแล้วผึ่งให้แห้ง<br>2)นำสมุนไพรมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ<br>3)นำสมุนไพรที่หั่นมาตากแดด<br>4)นำสมุนไพรที่ตากแห้งแล้วมาผสมกันแล้วยัดใส่หมอน<br>5)ยัดปิดหน้าหมอนด้วยใยสังเคราะห์<br>6)เมื่อยัดเสร็จแล้วก็เข้าหน้าหมอนโดยการเย็บให้เรียบร้อย<br><strong>สรรพคุณ<br></strong>1)ช่วยลดคลายความปวดเมื่อย<br>2)ช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ<br>3)ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น<br>4)ช่วยบรรเทาอาการของไมเกรน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300135442/1771597bc462968f1a008c621c7f6bac/inbound421058014683289966.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 05:54:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/yn3iqoajffojruta/wish/1714702853</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
