<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>สารเคมีอันตรายในอุตสาหกรรม by Pattakorn Buppan</title>
      <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0</link>
      <description>กำหนดให้นิสิตหาความเป็นอันตรายของสารเคมีตามประเด็นที่กำหนดให้ </description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-09-28 01:46:44 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-14 01:02:13 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>กำหนดให้นิสิตหาความเป็นอันตรายของสารเคมีตามประเด็นที่กำหนดให้ </title>
         <author>pattakorn</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1772969131</link>
         <description><![CDATA[<div>- ชื่อสารเคมี</div><div>- อันตรายจากสารเคมี&nbsp;</div><div>- ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี&nbsp;</div><div>- วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย&nbsp;</div><div>- วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372697239/c73a0d6d8eae82849702ee860d51ec1f/personal_protective_equipment.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 01:54:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1772969131</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปัญญาพร ภูบุญทึง 62167010014</title>
         <author>punyapornphubuntung</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773176703</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>🐞ชื่อสาร </strong>: ตะกั่ว<br><br>🐞<strong>อันตรายจากสารเคมี</strong><br>ก่อให้เกิดพิษเรื้อรังทำให้มีอาการปวดตามข้อ กระดูกผุ และหักง่าย ถ้าไปสะสมที่รากฟันจะทำให้ ฟันหลุดได้ง่าย สารตะกั่ว สามารถเกาะกับกระดูกในร่างกาย<br><br>🐞<strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong><br>เป็นการเกิดพิษเรื้อรัง : เกิดขึ้นหลังจากได้รับสารไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง<br><br>🐞<strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong><br>การหายใจเอาควันจากการหลอมตะกั่วหรือเชื่อมโลหะ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณสูงๆ ในอากาศ จะช่วยให้เกิดการดูดซึมของตะกั่วในปอดเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้น<br><br>🐞<strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</strong><br>- กลั้นหายใจ และรีบเปิดประตูหรือหน้าต่าง เพื่อถ่ายเทอากาศโดยรอบออก<br>- ย้ายผู้ป่วยออกมายังบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และมีอากาศบริสุทธิ์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/966472907/cda744c61411c5619cef86db4e1d8b39/EEF38080_2FA5_4A42_8405_68333EA21249.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:16:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773176703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อันตรายจากสารเคมี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773181989</link>
         <description><![CDATA[<div>- <strong>ชื่อสารเคมี </strong>= เมทานอล <br>- <strong>อันตรายจากสารเคมี </strong>= ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทส่วนกลางจากการที่สัมผัสสารเคมี<br>- <strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong> = เป็นพิษแบบเรื้อรัง เริ่มต้น ที่ระบบประสาท เช่น มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ ตาพร่ามัว ระยะยาวอาจเกิดการมองเห็นบกพร่อง<br>- <strong>วิธีการที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย =</strong><br>1. ทางตา จากการระเหย<br>2. ทางผิวหนัง<br>3. ทางการหายใจ<br>4. ทางการกลืนกิน<br>- <strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของผู้สัมผัส</strong><br>1. ทางตา = ฉีดล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที อย่างน้อย 15 นาทียกหนังตาบน และล่าง ขึ้นลงเป็นระยะๆขณะล้าง<br>2. ทางผิวหนัง = ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออก และฉีดล้างผิวหนังด้วยน้ำสะอาดทันที อย่างน้อย 15 นาที<br>3. ทางการหายใจ = เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปที่อากาศบริสุทธิ์<br>4. ทางการกลืนกิน = ส่งแพทย์ทันที และห้ามทำให้อาเจียน<br><br><strong>นางสาวณิชารีย์ พัวพันธ์ 62167010046</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301336011/44779c75c2303b2760263efcb44b1c81/8C41917A_70FE_49C4_8F44_AB3E6F5E4421.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:18:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773181989</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรุตา ภูมี​สุข ​62167010153​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773194381</link>
         <description><![CDATA[<div>⭐<strong>ชื่อสารเคมี</strong> : ไซยาไนด์<br><br>⭐<strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเซลล์จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต<br><br>⭐<strong>ลักษณะความเป็นพิษ</strong> : ภาวะเป็นพิษแบบเฉียบพลัน&nbsp; อาจทำให้เกิดอาการ หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น และหมดสติ เป็นต้น<br>ภาวะเป็นพิษแบบเรื้อรัง เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง​ เป็นต้น<br><br>⭐<strong>วิธีเข้าสู่ร่างกาย</strong> : การหายใจ การดูดซึมผ่านผิวหนัง การสัมผัสดวงตา<br><br>⭐<strong>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong> : การดูดซึมผ่านผิวหนัง ให้ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออก หลังจากนั้นทำความสะอาดร่างกายด้วยสบู่<br>การสูดดม ให้ออกจากบริเวณนั้น หากไม่สามารถออกได้ควรก้มต่ำบนพื้น หากพบผู้ป่วยหายใขลำบากให้ทำการCPR ห้ามใช้วิธีผายปอดเด็ดขาด<br>การสัมผัสทางดวงตา ให้ล้างน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย10นาที</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372814522/e01623253248f314b76de452e9e97a3e/images___2021_09_28T101926_064.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:23:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773194381</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อสารเคมี : ปรอท</title>
         <author>tukspornkaewsri</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773197257</link>
         <description><![CDATA[<div>❌ <strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : <br>ปรอทจะทำอันตรายต่อร่างกายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และปัจจัยดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ทางที่พิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น ทางผิวหนัง ทางระบบหายใจ หรือทางระบบย่อยอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ปริมาณที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - ชนิดของสารปรอทที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและอวัยวะส่วนใดของร่างกายที่ได้รับพิษของปรอทในรูปเมทธิลหรืออัลคิล เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีพิษมากที่สุด<br><br>🚫 <strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี </strong>: <br>การเกิดพิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง พิษชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -มีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -ตายในที่สุด<br><br>⚠️ <strong>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</strong> :&nbsp; &nbsp;<br>1.ทางการหายใจ โดยสูดเอาผง หรือไอปรอทเข้าสู่ปอด เนื่องจากปรอทสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย<br>2.ทางปาก โดยการรับประทานเข้าไป มักเกิดจากอุบัติเหตุปะปนกับอาหารหรือน้ำดื่ม<br>3.ทางผิวหนัง โดยการดูดซึม ไอระเหยหรือฝุ่นละอองของปรอททำให้ผิวหนังระคายเคืองเกิดโรคผิวหนังได้<br><br>✅ <strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong> : <br>“หากได้รับจากทางเดินหายใจ”<br>- กลั้นหายใจ และรีบเปิดประตูหรือหน้าต่าง เพื่อถ่ายเทอากาศโดยรอบออก<br>- ย้ายผู้ป่วยออกมายังบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และมีอากาศบริสุทธิ์<br>- ตรวจสอบการเต้นของหัวใจ และการหายใจ<br>- หากผู้ป่วยไม่หายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำการ CPR รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล<br>“หากได้รับจากทางผิวหนัง”<br>- กำจัด<a href="https://promotion.sanook.com/shopee-voucher/">เสื้อผ้า</a>ที่ปนเปื้อนสารพิษเหล่านั้นในทันที<br>- ล้างทำความสะอาดบริเวณที่โดนสารพิษในทันที<br>- ควรล้างโดยการเปิดให้น้ำไหลผ่าน และล้างออกด้วยน้ำสะอาด เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที อาจใช้สบู่อ่อนๆ ร่วมด้วยก็ได้เช่นกัน<br>- รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล<br>“หากได้รับจากทางการปาก”<br>หากว่าทานอะไรที่มีส่วนผสมชองปรอทเข้าไปเป็นจำนวนมากสิ่งแรกที่ควรจะทำก่อนที่ไปพบแพทย์ก็คือพยายามทำให้ตัวเองอาเจียนเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นออกมา เพื่อเป็นการถอนพิษในเบื้อต้นก่อนที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เป็นการด่วน<br><br><strong>นางสาวทักษพร แก้วศรี 62167010124</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372814482/d8187bebe7660a8c72948ae81fedfc53/AA8B57CE_CBF6_4D5A_AD38_40A321D5AC6B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:24:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773197257</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอารยา บรรจงรักษา 62167010150</title>
         <author>arayabanjongraksa</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773207220</link>
         <description><![CDATA[<div>🪔 <strong>ชื่อสารเคมี</strong> : สารหนู</div><div>🪔 <strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> &nbsp;</div><div>•อันตรายต่อสุขภาพ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น</div><div><br></div><div>🪔 <strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong>&nbsp;</div><div>•แบบเฉียบพลัน - กล่องเสียงอักเสบ เวียนศีรษะ หมดสติ คลื่นไส้อาเจียน ภาวะเลือดจาง</div><div>•แบบเรื้อรัง - สีผิวหนังเข้มขึ้น ชาปลายมือปลายเท้า ฝ่ามือมีตุ่มเเข็ง มะเร็งผิวหนัง</div><div><br></div><div>🪔 <strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong>&nbsp;</div><div>ได้รับทางปาก ทางการหายใจ ทางผิวหนัง เข้าทางตา</div><div><br></div><div>🪔 <strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี&nbsp;</strong></div><div>•ได้รับทางปาก - ควรทำให้ผู้ป่วยอาเจียน จากนั้นให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว</div><div>•ได้รับทางการหายใจ - พาไปยังที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์</div><div>•ได้รับทางผิวหนัง - รีบถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อน แล้วล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารหนูด้วยน้ำสะอาด</div><div>•หากสารหนูเข้าตา- ล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วรีบไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311313881/6b757dfc3825cae804c68ea2b4007f14/E02CE6AD_4126_46B2_9C13_1B440A961D58.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:28:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773207220</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภัทรภร กลมประโคน 62167010132</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212405</link>
         <description><![CDATA[<div>💖<strong> ชื่อสารเคมี</strong><br>แอมโมเนีย (Ammonia) (N)1 +(H)3 = NH3 <br><br>💙<strong>อันตรายจากสารเคมี</strong><br>• แอมโมเนียเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำได้ให้สารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ ไอระเหยของเอมโมเนีย ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลไหม้ ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้มีเสมหะ เกิดอาการหายใจสั้นๆ เจ็บหน้าอก ชัก หมดสติ และอาจทำให้เสียชีวิต <br><br>🧡<strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong><br>• แอมโมเนียมีฤทธิ์กัดกร่อน และทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังที่สัมผัส การสัมผัสกับแอมโมเนียเข้มข้นทำให้เกิดเวียนศีรษะ ตาลาย และเกิดอาการทางระบบประสาทส่วนกลาง<br>• การสูดดมเข้าระบบทางเดินหายใจจะทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อ มีอาการแสบร้อนน้ำตาไหล แต่หากสูดดมมากจะออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ง่าย<br><br><strong>💛วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong><br>• ระบบทางเดินหายใจ<br>• สัมผัสทางทางตา<br>• สัมผัสทางผิวหนัง<br><br><strong>💜วิธีปฐมพยาบาลเบื้องตั้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</strong><br>• เมื่อได้รับแอมโมเนียทางระบบหายใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปในบริเวณที่อากาศบริสุทธิ์ถอดเสื้อให้หลวมและห่มผ้าให้ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วย เรียกรถพยาบาลพร้อมเครื่องให้ออกซิเจน<br>• ถ้าการหายใจล้มเหลวให้ทำการผายปอดทันที<br>ห้ามป้อนน้ำแก่ผู้ป่วยที่หมดสติโดยเด็ดขาดแอมโมเนียสัมผัสตาให้ล้างตาด้วยน้ำยาล้างตา บอริก 2.5% หรือล้างด้วยน้ำสะอาดไม่น้อยกว่า 30 นาที ไปพบแพทย์<br>• สัมผัสผิวหนัง ล้างด้วยน้ำสะอาดไม่น้อยกว่า 15 นาที ใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างตาบอริก 2.59 ปะคบบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ ไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935051342/c5220663554081b85f8ddba4f902bb17/2B8C9E6E_5177_4C81_B9EA_6853C915FBA1.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:31:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212405</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววิมลรัตน์ ส่งเสริม 62167010017</title>
         <author>wimonratsongserm</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212916</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสารเคมี : กรดไนตริก</strong></div><div><strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : ประเภทที่8 วัสดุกัดกร่อนทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบประสาทส่วนกลางจากการสัมผัสสารเคมี ซึ่งเกิดขึ้นจากการได้รับสารเคมีในช่วงระยะสั้น</div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong>&nbsp;</div><div>⚠️เป็นพิษแบบเรื้อรัง : โดยการสัมผัสกรดไนตริกในช่วงเวลาสั้นๆ ผลของไอ หรือควันของกรดไนตริก อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อ ตา จมูก ลำคอ และผิวหนังสารละลายกรดไนตริก หรือไอของกรดไนตริกที่ความเข้มข้นสูง ๆ อาจทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรง และอาจทำให้เกิดการทำลายดวงตาอย่างถาวร ทำให้ผิวไหม้เป็นแผลทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง หากหายใจเอาไอของกรดไนตริกเข้าไปจะทำให้หายใจได้ลำบาก</div><div><br></div><div><strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong> :</div><div>-การสัมผัสผิวหนัง , การเข้าตา , การหายใจ , การกลืนกิน</div><div><strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</strong> :</div><div>👁การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีเข้าตา</div><div>-ให้ล้างตาด้วยน้ำมากๆทันที ดึงเปลือกตาบน และล่างเป็นระยะๆ หากยังมีอาการระคายเคืองหลังจากล้างน้ำแล้วให้ไปพบแพทย์ทันที</div><div>💪🏻การปฐมพยาบาลเมื่อสารเคมีถูกผิวหนัง</div><div>-ให้ชะล้างผิวหนัง ส่วนนั้นด้วยน้ำ (ถ้าผิวหนังส่วนนั้นมีเสื้อผ้าปกคลุมให้ถอดเสื้อผ้าออก) และชะล้างผิวหนังส่วนนั้นด้วยน้ำ และไปพบแพทย์ทันที</div><div>👃🏻การปฐมพยาบาลเมื่อหายใจเอาสารเคมีเข้าไปในปริมาณมาก</div><div>-ให้เคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับกรดไนตริกไปที่อากาศบริสุทธิ์ทันที ถ้าพบว่ามีการหยุดหายใจ ให้ทำการช่วยหายใจให้ผู้หายใจ เอาไอกรดไนตริกเข้าไปพักผ่อนทำให้ร่างกายอบอุ่น และไปพบแพทย์ทันทีที่ทำได้</div><div>👄การปฐมพยาบาลเมื่อเผลอรับประทานเข้าไป</div><div>-ถ้าผู้ป่วยยังมีสติให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆทันที เพื่อไปเจือจางกรดไนตริกอย่าพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียน และรีบไปพบแพทย์ทันที<br><br>นางสาววิมลรัตน์ ส่งเสริม 62167010017<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935055580/f8e0a9f4ca1baa6ec1dc5f71d460e304/7BDD8CD2_7E26_403C_978B_0A4820443B41.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:31:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212916</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์วรีย์ มาลา 62167010130</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212965</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสาร</strong> ซัลเฟอร์ไดออกไซด์</div><div><strong>อันตรายจากสารเคมี</strong></div><div>-แบบเฉียบพลัน&nbsp; การสัมผัสผิวหนังทำให้เกิดระคายเคือง&nbsp; กัดกร่อนผิวหนัง &nbsp; ผิวหนังไหม้ การสัมผัสตา ทำให้เกิดระคายเคืองตา อาจกัดกร่อนเยื่อบุตาจนทำให้เกิดแผลและเป็นผลให้การมองเห็นผิดปกติได้&nbsp; การหายใจ มีการหลั่งน้ำเมือก เกิดการระคายเคืองต่อจมูกและคอ&nbsp; ไอ&nbsp; หายใจลำบาก หลอดลมตีบแคบ ระดับของออกซิเจนในเลือดต่ำจนเกิดการขาดออกซิเจนในเลือด อาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้</div><div>-แบบเรื้อรัง&nbsp; เกิดการทำลายเกิดการทำลายหลอดลมและเนื้อเยื่อปอด&nbsp; เกิดอาการหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบอย่างเรื้อรัง</div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษ</strong></div><div>หากร่างกายมีการสะสมสารนี้ในปริมาณมาก จะทำให้หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง ท้องร่วง เวียนศีรษะ อาเจียน&nbsp; หากมีการสัมผัสเป็นระยะเวลานานทำให้การดมกลิ่นเสียไป&nbsp;</div><div><strong>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</strong></div><div>การเข้าสู่ร่างกายของก๊าซสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสูดดมและสัมผัสก๊าซ&nbsp; ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์</div><div><strong>การปฐมพยาบาลเบื้องสำหรับต้นผู้ได้รับสารเคมี</strong></div><div>ทางผิวหนัง</div><div>-ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีและเปลี่ยนเป็นชุดอื่นทันที&nbsp;</div><div>-ล้างผิวหนังที่มีการสัมผัสกับสารเคมีด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง</div><div>-หากสารเคมีเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ล้างซ้ำๆ นาน 15 นาที</div><div>-อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น</div><div>-รีบนำตัวส่งแพทย์ทันทีหลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ &nbsp;</div><div>ทางจมูก</div><div>-รีบย้ายออกมาในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์</div><div>-หากอาการไม่รุนแรงควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการสูดดมสารเคมี</div><div>-ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ</div><div>-รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370465407/8d90e0178af6be662cbe1a1948ef3368/95EB2CA5_FB13_4A64_8C3D_9E29EFAF5773.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:31:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773212965</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773213745</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสารเคมี</strong> : สารหนู หรือ อาร์เซนิก&nbsp;</div><div><strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : สารพิษที่เป็นอันตรายร้ายแรง อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้&nbsp;</div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารคมี</strong> :&nbsp; หากหายใจเอาสารหนูเข้าปอดมากเกินไปจะทำให้มีอาการเจ็บคอและระคายเคืองที่ปอด ส่วนในกรณีที่ผิวหนังสัมผัสกับสารหนูจะก่อให้เกิดอาการบวมแดง หากลืนสารหนูเกินปริมาณที่กำหนดอาจส่งผลให้เกิดอาการดังต่อไปนี้ ปวดท้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว คลื่นไส้ และอาเจียน ท้องเสีย&nbsp; เป็นเหน็บตามมือและเท้า เกิดรอยฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดเสียหาย</div><div><strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong> : การบริโภคอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารชนิดนี้ ตลอดจนการสูดหายใจหรือสัมผัสทางผิวหนัง</div><div><strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</strong> :&nbsp;</div><div>• ผ่านการรับประทานหรือดื่ม หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมามากที่สุด จากนั้นจึงให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว&nbsp;</div><div>• ทางผิวหนัง ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อนออกเพื่อไม่ให้เข้าผิวหนัง 🌈 น.ส.รินธิวราพร ปรุดรัมย์ 62167010136</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301369880/6f8e2f3556d3673a6784fe47c5f8bf27/C507FCDA_9102_4BEA_AB33_13D25CF31534.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:31:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773213745</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อสารเคมี Ammonia(แอมโมเนีย)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773214294</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>🥕อันตรายของเเอมโมเนีย </strong><br>&nbsp; กัดกร่อนทำให้ผิวหนังไหม้ ทำลายดวงตาและปอดรวมถึงระบบหายใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็วเสี่ยงต่อหัวใจวาย โรคที่เกิด เช่นโรคลมพิษจากการสัมผัส โรคหลอดลมสาขาอุดตัน<br><strong>🥕ลักษณะความเป็นพิษ</strong><br>&nbsp; •การเกิดพิษเฉียบพลัน ผิวหนังไหม้ ทำลายระบบหายใจ <br>&nbsp; •การเกิดพิษเรื้อรัง มีการไอจาม ปอดทำงานผิดปกติ <br><strong>🥕วิธีเข้าสู่ร่างกาย</strong><br>&nbsp; การสัมผัส การสูดดม การกิน<br><strong>🥕วีธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong><br>&nbsp; •เคลื่อนย้ายไปยังที่อากาศถ่ายเท ให้นอนราบกับพื้น ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดปิดปากและจมูก&nbsp;<br>&nbsp; •ถ้าเข้าตาให้ล้างน้ำออก เปิดน้ำไหลผ่านอย่างน้อย15 นาที<br>&nbsp; •ถ้าเข้าปากให้บ้วนปาก ดื่มน้ำ1แก้วแล้วทำให้อาเจียน<br>&nbsp; •ถ้าสัมผัสผิวหนังล้างออกด้วยน้ำสบู่<br>&nbsp; •ถ้าหายใจเข้า ให้ใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ2นาทีไม่เกิน15นาที<br> นางสาวลักษมีกานต์ รัตนะรัต 62167010138</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301349149/c7f15ada254bd9686d038e071322397a/S__5152783.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:32:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773214294</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเก็จมะณี หารอุดร 62167010119</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773215574</link>
         <description><![CDATA[<div><br>✨ ชื่อสารเคมี เบริลเลียม</div><div>✨อันตรายต่อจากสารเคมี ความอันตรายต่อสุขภาพ คือเป็นสารก่อมะเร็งปอดในมนุษย์ ก่อให้เกิดการระคายเคือง เเสบในระบบทางเดินหายใจ</div><div>✨ วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</div><div>&nbsp;1 ทางเข้าสู่ร่างกายหลักของเบริลเลียมคือทางปอด&nbsp;</div><div>2 ทางผิวหนังและทางการกิน &nbsp;</div><div><br></div><div>✨ ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี&nbsp;</div><div>ระยะเฉียบพลัน หากสูดดมฝุ่นหรือฟูมของเบริลเลียม จะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงในทางเดินหายใจ แสบจมูก แสบคอ หลอดลมอักเสบ ไอ แน่นหน้าอก ถ้ารุนแรงจะเกิดปอดอักเสบ ถ้ารุนแรงทำให้เสียชีวิต ถ้าอาการไม่รุนแรงจะหายโดยไม่มีอาการตกค้างในหลายสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือนต่อมา&nbsp;</div><div>&nbsp;ในระยะยาว หากสูดดมเอาฝุ่นของสารประกอบเบริลเลียมที่ไม่ละลายน้ำ จะทำให้เกิดการอักเสบแบบGranulomatous inflammation ในปอดขึ้น ภาพรังสีจะพบเป็นจุดกระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง อาการจะออกแรงแล้วเหนื่อย แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ไอ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย สมรรถภาพปอดลดลง ปอดไม่สามารถแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดีเนื่องจากเนื้อปอดเป็นพังผืด หัวใจข้างขวาโต ถ้าเป็นมากๆ อาจเกิดตัวเขียว และกระดูกเกิดภาวะ Hypertrophic osteoarthropathy ได้&nbsp;</div><div><br></div><div>✨ วิธีการปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากการสัมผัสให้เร็วที่สุด ถอดเสื้อผ้าออก ล้างผิวหนังส่วนที่สัมผัสด้วยน้ำเปล่า ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วย ให้ออกซิเจนเสริม รีบส่งพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/960648197/3fb11f16b2b24620156ee11b83e11b90/DBB2A362_1133_4335_A073_F2D00C19454A.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:32:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773215574</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวภัทราวดี นีซัง 62167010015</title>
         <author>phattarawadeeneesang</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773216610</link>
         <description><![CDATA[<div>⚠️ ทินเนอร์&nbsp;<br>⚠️ อันตรายจากสารเคมี : ทินเนอร์มีลักษณะเป็นของเหลวใส มีกลิ่นฉุน มีสารเคมีอันตรายที่ชื่อโทลูอีนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังและระเหยปนเปื้อนในอากาศได้หลังจากทินเนอร์เข้าสู่ร่างกาย อาจทำให้ระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม ซึ่งโดยส่วนใหญ่อาการเสื่อมนี้อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว&nbsp;<br>⚠️ ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี : มีทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง<br>&nbsp; &nbsp;• แบบเฉียบพลัน : อาการที่พบอาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ร่างกายได้รับ ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และคลื่นไส้ สารนี้จะออกฤทธิ์กดประสาทซึ่งอาจทำให้หัวใจเต้นช้าลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง อ่อนแรง และเสียชีวิตได้<br>&nbsp; &nbsp;• แบบเรื้อรัง : สูญเสียความสามารถในการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง<br>พูดไม่รู้เรื่อง การมองเห็นและการได้ยินบกพร่อง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สมองฝ่อ ความจำเสื่อม<br>⚠️ วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย : การสูดดม สัมผัสผิวหนัง เข้าสู่ดวงตา และการรับประทาน<br>⚠️ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี :&nbsp;<br>1.สัมผัสผิวหนัง ถอดหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนทินเนอร์ออก และล้างผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสารนี้ด้วยน้ำเปล่าปริมาณมากหรืออาบน้ำชำระล้างร่างกาย หากมีอาการที่รุนแรงควรรีบไปพบแพทย์<br>2.เข้าสู่ดวงตา ล้างตาด้วยน้ำสะอาดจนกระทั่งอาการปวดแสบดีขึ้น จากนั้นให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน<br>3.สูดดม ออกมาจากบริเวณที่มีทินเนอร์ปนเปื้อนในอากาศ จากนั้นให้หายใจเพื่อนำเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปภายในร่างกาย หากพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นควรไปพบแพทย์ทันที<br>4.รับประทาน ให้โทรเรียกหน่วยพยาบาลหรือไปห้องฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด เนื่องจากทินเนอร์เป็นสารที่ร่างกายดูดซึมได้ดี จึงอาจทำให้เกิดอันตรายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน หากผู้ป่วยมีสติให้บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติห้ามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารใด ๆ เด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยสำลักหรืออาเจียนได้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935066826/1ca4865cab9a505c1e99c41e7abde0fe/5D420265_0628_4D8A_A31B_2E666F4100AB.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:33:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773216610</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นภัสสร นพคุณ 62167010012</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773217054</link>
         <description><![CDATA[<div>📍ชื่อสารเคมี : โครเมียม&nbsp;<br><br>📍อันตรายจากสารเคมี&nbsp;<br>- ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง ปวดศีรษะ น้ำตาไหล เยื่อบุตาอักเสบ คันในช่องจมูก&nbsp;<br><br>📍ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี&nbsp;<br>- แบบเฉียบพลัน ; พบในผู้ที่ได้รับโครเมียมบวก6 เช่น กรดโครมิค โดยจะมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียน มีเลือดออกในกระเพาะ หากได้รับในปริมาณที่มาก อาจทำให้ช็อคและเสียชีวิตได้<br>- แบบเรื้อรัง ; ผู้ที่ได้รับสารโครเมียมในปริมาณน้อยถึงปานกลาง แต่มีการสะสมมานาน อาการจะค่อยๆเริ่มปรากฎ เช่น มีการระคายเคืองที่ผิวหนัง กระดูกพรุน รวมถึงอาจเกิดมะเร็งได้<br><br>📍วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย&nbsp;<br>- เข้าสู่ร่างกายโดยการดูดซึมทางผิวหนัง การสูดดม และการรับประทาน&nbsp;<br><br>📍วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น&nbsp;<br>- สังเกตอาการของผู้ป่วยก่อน เช่น มีการอาเจียนเป็นเลือด หายใจหอบเหนื่อย หรือชัก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที&nbsp;<br>- หากได้รับสารโครเมียมจากการกิน ห้ามให้ผู้ป่วยอาเจียนเด็ดขาด เพราะสารอาจย้อนมาทำลายทางเดินอาหารส่วนบน และอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงได้&nbsp;<br>- หากสัมผัสโครเมียมผ่านทางผิวหนังและตา ควรใช้น้ำเปล่าล้างบริเวณที่สัมผัสในปริมาณที่มากอย่างต่อเนื่องจนอาการดีขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309997833/639941ccd1fad35d0ef6aaba8fc42ec5/________.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:33:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773217054</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นฐมน พัฒนศิริโกมล 62167010011</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773217882</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อ</strong> : สารหนู</div><div><strong>อันตรายจากสารเคมี </strong>: สารหนูเป็นธาตุเคมีชนิดหนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติหรือเป็นสารที่มนุษย์สร้างขึ้น ส่วนใหญ่พบในกระบวนการทำเหมืองแร่ การหลอมแร่ รวมทั้งการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยสารหนูแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -สารประกอบอนินทรีย์ เป็นชนิดที่มักพบในวงการอุตสาหกรรม การผลิตวัสดุต่าง ๆ และอาจพบในน้ำที่ปนเปื้อนสารหนูด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -สารประกอบอินทรีย์ เป็นสารหนูที่พบได้ตามธรรมชาติ และอาจปนเปื้อนในอาหารบางชนิด เช่น ปลา สัตว์น้ำที่มีเปลือก<br><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong> : สารหนูเป็นสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-แบบเฉียบพลัน การได้รับสารหนูปริมาณมากทำให้เกิดภาวะสารหนูเป็นพิษต่อร่างกายแบบเฉียบพลันและถึงแก่เสียชีวิตได้ หากหายใจเอาสารหนูเข้าปอดมากเกินไปจะทำให้มีอาการเจ็บคอและระคายเคืองที่ปอด ส่วนที่ผิวหนังสัมผัสกับสารหนูจะก่อให้เกิดอาการบวมแดง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-แบบระยะยาว การได้รับสารหนูในปริมาณเล็กน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น การบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน จะส่งผลเรื้อรังและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงได้ หากได้รับติดต่อกัน 5 ปี อาจเริ่มแสดงอาการให้เห็นทางผิวหนัง ได้แก่ ผิวหนังเปลี่ยนสี หรืออาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด<br><strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย :</strong> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -อาหาร เป็นแหล่งที่พบสารหนูได้มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาหารที่มักพบสารหนู เช่น อาหารทะเล ข้าว เห็ด <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-น้ำดื่ม พบการปนเปื้อนของสารหนูได้มาก ซึ่งแหล่งน้ำที่พบการปนเปื้อนบ่อยคือแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บ่อน้ำ หรือแหล่งน้ำที่ผิวดินอย่างทะเลทรายหรืออ่างเก็บน้ำ<br><strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี : 	<br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ได้รับสารหนูผ่านการรับประทานหรือดื่ม หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมามากที่สุด จากนั้นจึงให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเจือจางสารพิษ<br>	&nbsp; -ได้รับสารหนูทางการหายใจ ควรพาผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้หายใจนำอากาศที่ดีเข้าร่างกายมากขึ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-สัมผัสสารหนูทางผิวหนัง ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อนออกเพื่อไม่ให้ผิวหนังของผู้ป่วยสัมผัสกับสารหนูเป็นเวลานาน จากนั้นล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารหนูด้วยน้ำสะอาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -สารหนูเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันครู่หนึ่ง หากสวมคอนแทคเลนส์ควรถอดออก จากนั้นรีบไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370340794/66df088f05df37cc57cafe104f3e655b/56501555_7358_45ED_BDCD_B007B9DAB04F.png" />
         <pubDate>2021-09-28 03:33:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773217882</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรพงศ์ ​เกิดมีทุน​ 62167010144​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773239676</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อ</strong> ฟอร์มาลดีไฮด์<br><strong>อันตรายจากสารเคมี</strong><br>มีพิษต่อระบบทางเดินหายใจหากได้รับรูปของไอระเหย แม้จะปริมาณต่ำ ๆ ถ้าถูกตาจะระคายเคืองตามาก <br><br>ถ้าสูดดมเข้าไปมาก ๆ จะทำให้น้ำท่วมปอดจนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก และเสียชีวิตในที่สุด <br><br>มีพิษร้ายแรงต่อระบบทางเดินอาหาร เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนฟอร์มาลดีไฮด์ในปริมาณมากจะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้งคลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร<br><br>เมื่อสัมผัสจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นคัน เป็นผื่นแดงเหมือนลมพิษ จนถึงผิวหนังไหม้เป็นสีขาวได้หากสัมผัสโดยตรง<br><strong><br>ลักษณะ​ความเป็นพิษของสารเคมี</strong><br>- เฉียบพลัน<br>- เรื้อรัง<br><br><strong>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</strong><br>- การสูดดม<br>- การระเหยเข้าผ่านดวงตา<br>- การรับประทานโดยตรงเข้าสู่ร่างกาย<br>- การสัมผัสกับสารโดยตรง<br><br><strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong><br>1. หายใจเข้าไป รีบเคลื่อนย้ายออกจากบริเวณ<br>ที่ได้รับสาร ไปที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวกถ้าหายใจลำบากให้ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจและนำส่งแพทย์ทันที<br>2. การกินหรือกลืนเข้าไป ห้ามทำให้อาเจียน<br>ให้ดื่มน้ำมาก ๆ และนำส่งแพทย์ทันที<br>3. การสัมผัสถูกผิวหนัง ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออก<br>ล้างด้วยสบู่และน้ำไหลผ่านอย่างน้อย 15 นาทีและนำส่งแพทย์ทันที<br>4. การสัมผัสถูกตา ล้างตาด้วยน้ำที่ไหลผ่าน<br>อย่างน้อย 15 นาที โดยเปิดเปลือกตาล่างและบน หากยังระคายเคืองให้รีบส่งแพทย์ทันที</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/947287559/1d491722cefd4a0d1dd50529cdedac0b/formaldehyde_2648717_960_720.png" />
         <pubDate>2021-09-28 03:43:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773239676</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนุชนภา บุญปกครอง 62167010048</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773240175</link>
         <description><![CDATA[<div>🍡<strong>ชื่อสารเคมี</strong> : วาเนเดียม<br><br>🍡<strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : <br>- สัมผัสทางหายใจ : อันตรายต่อปอด และหลอดลม เกิดอาการระคายเคือง และอักเสบต่อเยื่อบุ หลอดอาหาร ทำให้ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเขียว-ดำ<br>- สัมผัสทางผิวหนัง : เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีอาการผื่นแดง ทำให้คัน และปวดแสบปวดร้อน แผลพุพอง<br>- กินหรือกลืนเข้าไป : อาจทำให้เสียชีวิตได้ จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะอาจเกิดโรคโลหิตจางได้<br>- สัมผัสถูกตา : เกิดการระคายเคือง และแผลไหม้ ตาแดง เจ็บตา และอาการเยื่อบุตาอักเสบ<br>- การก่อมะเร็ง ความผิดปกติ อื่นๆ : มีผลต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ เนื้องอก<br><br>🍡<strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong> : สารประกอบของวาเนเดียมทั่วไปเป็นพิษต่อคนและสัตว์ โลหะนี้และสารประกอบของธาตุนี้ในรูปของฝุ่นทำให้หลอดลมหายใจเกิดคันและระเคืองได้<br><br>🍡<strong>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</strong> : เข้าได้ทางจมูกจากการหายใจ ทางผิวหนังจากการสัมผัส ทางปากจากการกินและการกลืน สุดท้ายทางตาจากการกระจายเข้าไปหรือสัมผัสไปโดน<br><br>🍡<strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong> :&nbsp;<br>- ถ้าหายใจเข้าไป ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าหยุดหายใจ ให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย นำส่งไปพบแพทย์<br>- ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป ให้อยู่ในความดูแลของแพทย์ทันที กระตุ้นทำให้อาเจียนทันที ห้ามให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ<br>- ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างทันทีด้วยสบู่และน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปรอะเปื้อนสารเคมีออก<br>- ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ฉีดล้างตาด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างน้อย 15 นาที นำส่งไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/960650760/37c787d86307bc88e60070693f7109e4/B73F224C_0AD9_4C58_8AA6_671B0A2CFFA8.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:43:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773240175</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสางกุลณัฐ นัทธี 62167010008</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773247083</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสาร</strong> : สารปรอท&nbsp;</div><div><strong>อันตรายจากสารปรอท&nbsp;</strong></div><ul><li><strong>อันตรายชนิดเฉียบพลัน</strong></li></ul><div>อันตรายที่เกิดจากปรอทชนิดที่เฉียบพลันถ้าหากอยู่ในวงการของอุตสาหกรรมโดยพนักงานที่จำเป็นจะต้องสัมผัสกับปรอทโดยตรงก็อาจจะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ความอันตรายชนิดเฉียบพลันในทันที&nbsp;</div><ul><li><strong>อันตรายชนิดเรื้อรัง</strong></li></ul><div>อันตรายชนิดเรื้อรังนั้นสารปรอทจะสร้างความน่ากลัวได้มากกว่าโดยพิษเหล่านั้นจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานแล้วจึงค่อยๆ แสดงอาการออกมาให้เห็นกัน&nbsp;</div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารปรอท&nbsp;</strong></div><ul><li>อาการระบบทางเดินอาหารน้ำลายมักจะไหลมากกว่าปกติ ปวดบริเวณเหงือกและฟัน เลือกออกได้ง่ายลำไส้ใหญ่เกิดอาการอักเสบ ปวดท้องบ่อย</li><li>อาการทางระบบกล้ามเนื้อ จะเกิดอาการสั่นและกระตุกของกล้ามเนื้อเป็นประจำบริเวณเปลือกตา ลิ้น ริมฝีปาก หรือนิ้วมือมาแบบเป็นช่วงๆ</li><li>อาการทางระบบประสาท จะเป็นคนขี้โมโห อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ หรือความจำเสื่อม</li><li>อาการทางผิวหนัง เกิดอาการอักเสบ บวมแดงในบริเวณที่สัมผัสเป็นเวลานาน</li></ul><div><strong>วิธีที่สารปรอทเข้าสู่ร่างกาย&nbsp;</strong></div><ul><li>เข้าทางผิวหนัง คือ ในส่วนมากจะพบกับคนที่ต้องทำการในพื้นที่ที่มีสารปรอทโดยปรอทเหล่านี้จะระเหยอยู่ในชั้นบรรยากาศหรือฝุ่นละออง รวมไปถึงในเครื่องสำอางที่เอาไว้ใช้ทางภายนอกด้วย</li><li>เข้าทางปาก คือ การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารปรอท</li><li>เข้าทางการหายใจ คือ แน่นอนว่ามันคือการที่สูดดมสารปรอทเข้าไปโดยตรง ส่วนมากแล้วเมื่อสูดดมเข้าไปก็จะตกค้างอยู่บริเวณจมูก</li></ul><div><strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นของผู้ที่ได้รับสารปรอท&nbsp;</strong></div><ul><li><strong>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับสารเคมีผ่านผิวหนัง</strong></li></ul><ol><li>ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีและเปลี่ยนเป็นชุดอื่นทันที&nbsp;</li><li>ล้างผิวหนังที่มีการสัมผัสกับสารเคมีด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง</li><li>หากสารเคมีเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ล้างซ้ำๆ นาน 15 นาที</li><li>อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น</li><li>รีบนำตัวส่งแพทย์ทันทีหลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ</li></ol><ul><li><strong>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับสารเคมีผ่านการสูดดม</strong></li></ul><ol><li>รีบย้ายออกมาในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์</li><li>หากอาการไม่รุนแรงควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการสูดดมสารเคมี</li><li>ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ</li><li>รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</li></ol><ul><li><strong>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก</strong></li></ul><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ช่วยเหลือต้องทำการประเมินผู้ที่ได้รับสารพิษก่อน&nbsp; แล้วจึงพิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ&nbsp; ดังนี้</div><ol><li>ทำให้สารพิษเจือจาง&nbsp; ในกรณีรู้สึกตัวและไม่มีอาการชัก&nbsp; โดยการดื่มน้ำชาซึ่งหาได้ง่าย แต่ถ้าได้นมจะดีกกว่า เพราะว่าจะช่วยเจือจางสารพิษแล้ว ยังช่วยเคลือบและป้องกันอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร</li><li>นำส่งโรงพยาบาล&nbsp; เพื่อทำการล้างท้องเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร</li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370429087/b84b10df897e60e1e227cc35624c9b77/C32B9AAA_321E_484A_816F_FA2A545E1B1C.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:46:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773247083</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศรัณยู สุวรรณประเสริฐ 62167010054</title>
         <author>sarunyouguy</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773247363</link>
         <description><![CDATA[<div>- <strong><mark>ชื่อสาร</mark></strong><strong> </strong>: คลอรีน<br><br>- <strong><mark>อันตราย</mark></strong><strong> </strong>คือ ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ ทำให้ระคายเคืองจมูก ลำคอ และทางเดินหายใจส่วนต้น หากสัมผัสถูกผิวหนังที่ความเข้มข้นสูง จะระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดแผลไหม้ เจ็บแสบ ผิวหนังแดง เนื้อเยื่อตาย<br><br>- <strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><mark> </mark><br>ลักษณะการเกิดพิษแบบเฉียบพลัน เช่น ทำให้ระคายเคืองต่อระบบการหายใจ หากได้รับสารปริมาณมากสามารถทำให้เสียชีวิตได้ <br>เมื่อเข้าทางตา ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง<br>ถ้าถูกผิวหนัง จะระคายเคือง ทำให้ผิวหนังไหม้ได้ และทำให้เกิดเนื้อตายได้ <br><br>- <strong><mark>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</mark></strong><mark> </mark><br>ผ่านทางการสูดดม ทางตา และโดนผิวหนัง <br><br>-<mark> </mark><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี </mark></strong><br>ก่อนการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารคลอรีน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือควรสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อป้องกันตนเองได้รับสารพิษ หากเป็นเหตุฉุกเฉินอาจใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันก๊าซ จากนั้นให้พาผู้ป่วยที่โดนสารพิษออกจากสถานที่ที่มีการรั่วไหล ผู้ที่ผิวหนังสัมผัสโดนคลอรีนให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกทันที ในกรณีที่เป็นดวงตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 นาที หากผิวหนังเกิดบาดแผลให้ทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคและรีบไปโรงพยาบาล สำหรับผู้ที่สูดดมก๊าซเข้าไปให้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในระหว่างพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลควรหมั่นตรวจสอบการหายใจและชีพจรอยู่เสมอ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301392774/99122b45f35f8f1f29e46c55f0cbd6ae/_________1.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:46:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773247363</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบุรัญญา บุญยรักษ์ 62167010127</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773259456</link>
         <description><![CDATA[<div>🐹สารหนู</div><div>🐹อันตรายจากสารหนู</div><div>-คลื่นไส้ และอาเจียน&nbsp;</div><div>-ท้องเสีย&nbsp;</div><div>-โรคมะเร็งผิวหนัง&nbsp;</div><div>-โรคมะเร็งปอด</div><div>🐹ลักษณะความเป็นพิษของสารหนู</div><div>-พิษเฉียบพลัน ได้รับสารหนูในปริมาณมาก จะเกิดอาการภายใน 1-3 ชั่วโมง อาการแสบร้อนปากและลำคอ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องรุนแรงและถึงตายได้ภายใน 24 ชั่วโมงถึง 4 วัน</div><div>-พิษเรื้อรัง ได้รับสารหนูปริมาณน้อยเป็นเวลานาน อาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ชาปลายมือปลายเท้า</div><div>🐹วิธีที่สารหนูสามารถเข้าสู่ร่างกาย</div><div>-การหายใจ</div><div>-การดูดซึมที่ผิวหนัง</div><div>-การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารหนู</div><div>🐹วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารหนู</div><div>-ได้รับสารหนูผ่านการรับประทานหรือดื่ม ทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมามากที่สุด จากนั้นจึงให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเจือจางสารพิษ</div><div>-ได้รับสารหนูทางการหายใจ ควรพาผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์</div><div>-สัมผัสสารหนูทางผิวหนัง ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อนออก จากนั้นล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารหนูด้วยน้ำสะอาด</div><div>-สารหนูเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันครู่หนึ่ง แล้วรีบไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935051176/87959a20e71d17d3584e4e50221a2b9c/6AA35B27_9A3F_41FD_823F_BEDBCC029094.png" />
         <pubDate>2021-09-28 03:52:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773259456</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.สุนิสา แซ่อุน 62167010154</title>
         <author>sunisasaeaun</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773269129</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสารเคมี </strong>คลอรีน (Chlorine)&nbsp;</div><div><strong>สูตรทางเคมี </strong>Cl2</div><div><br></div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong></div><div>เป็นก๊าซที่มีกลิ่นฉุน มีสีเหลืองออกเขียว&nbsp; ละลายได้เล็กน้อยในน้ำ&nbsp; ละลายได้ดีในด่าง</div><div><br></div><div><strong>อันตรายของคลอรีน</strong></div><div>•ก๊าซคลอรีนที่ความเข้มข้นเกินกว่า 30 ppm หากสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปจะการระคายเคืองต่อตา จมูก ผิวหนัง และทำลายเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ</div><div>•การหายใจเอาคลอรีนเข้าสู่ร่างกายที่เข้มข้นมากกว่า 500 ppm ในระยะเวลานานอาจถึงตายได้</div><div><br></div><div><strong>วีธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong></div><div>•ทางการหายใจ&nbsp; ไม่มีการดูดซึมผ่านผิวหนัง เมื่อสัมผัสกับบริเวณที่มีความชื้น จะทำปฏิกิริยากับความชื้นของร่างกายกลายเป็นกรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) และกรดไฮโดรคลอริก มีฤทธิ์กัดกร่อนทำให้ระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อผิวหนัง&nbsp; เยื่อเมือก ตา จมูก คอ</div><div>•ถ้าเข้าตา ทำให้เคืองตาอย่างรุนแรง ก๊าซคลอรีน ทำให้ปวดแสบปวดร้อน และน้ำตาไหล คลอรีนเหลวทำให้ไหม้และอาจตาบอดได้&nbsp;</div><div>•ถ้าถูกผิวหนัง ผิวหนังจะระคายเคือง ก๊าซที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ผิวหนังไหม้และเป็นตุ่มแดง ถ้าคลอรีนเหลวถูกผิวจะทำให้ไหม้ และเนื้อเยื่อตายได้</div><div>•อาการแบบเฉียบพลัน คลอรีนที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ทางเดินหายใจเกิดแผลไหม้ ร่างกายขาดซิเจน&nbsp; กล้ามเนื้อกล้ามเนื้อกล่องเสียง หดเกร็ง เยื่อเมือกบวม คลื่นไส้ อาเจียน ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก</div><div>อาการแบบเรื้อรัง การสัมผัสคลอรีนเป็นเวลานานทำให้ปอดถูกทำลายได้</div><div><br></div><div><strong>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่ได้รับคลอรีน</strong></div><div>•ก่อนการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารคลอรีน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือควรสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อป้องกันตนเองได้รับสารพิษ&nbsp;</div><div>•พาผู้ป่วยที่โดนสารพิษออกจากสถานที่ที่มีการรั่วไหล</div><div>ผู้ที่ผิวหนังสัมผัสโดนคลอรีนให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกทันที ในกรณีที่เป็นดวงตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 นาที หากผิวหนังเกิดบาดแผลให้ทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคและรีบไปโรงพยาบาล สำหรับผู้ที่สูดดมก๊าซเข้าไปให้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในระหว่างพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลควรหมั่นตรวจสอบการหายใจและชีพจรอยู่เสมอ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311297276/762ebd7cc0e4230e8340fc18034355da/7A8E698C_45BB_4AB7_8E19_2449ED927D5B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 03:56:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773269129</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวขวัญตะวัน คำภิละเตรียมวงศ์ 62167010120</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773276765</link>
         <description><![CDATA[<div>❌ชื่อสารเคมี : คลอโรฟอร์ม (Chloroform)</div><div>⭕️อันตรายจากสารเคมี : ทำให้เกิดอันตรายที่ตับ และ ไต โดยทำลายเซลล์ที่อวัยวะทั้งสองนี้ และเนื่องจากคุณสมบัติการละลายตัวได้ดีในไขมันทำให้สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ตัวอ่อน จึงอาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ จากการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าคลอโรฟอร์มทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างยีนของใข่ และเสปิร์ม ที่สำคัญคลอโรฟอร์มหนึ่งในรายชื่อของสารที่สงสัยว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์และจัดอยู่ในกลุ่ม 2B (IRAC Category)</div><div>❌ลักษณะความเป็นพิษ : การเกิดพิษเรื้อรัง อาการที่ปรากฏเด่นชัดหลังจากได้รับสารโคโรฟอร์มความดันโลหิตต่ำและอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น แต่หากได้รับคลอโรฟอร์มต่อเนื่องกันนานๆ หรือได้รับปริมาณมาก จะเกิดอันตรายต่อร่างกายส่วนต่างๆ ดังนี้</div><div>•ระบบหัวใจ&nbsp; : หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้</div><div>•ระบบทางเดินหายใจ : คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบการหายใจ อาจมีอาการปอดบวม จนถึงปอดอักเสบ</div><div>•ระบบประสาท : คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหัว ไม่รู้สึกอยากอาหาร</div><div>•ระบบทางเดินอาหาร&nbsp; : รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน</div><div>⭕️วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย :&nbsp;</div><div>1.ทางผิวหนังจากการสัมผัสโดยตรง เมื่อคลอโรฟอร์มถูกผิวหนังจะซึมผ่านชั้นผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน เกิดผื่นคัน และอาจทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่ถูกสัมผัสตายได้</div><div>2.ทางปาก จากการกลืน</div><div>3.ทางจมูก จากการสูดดมอากาศที่มีไอคลอโรฟอร์ม</div><div>❌วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี :&nbsp;</div><div>1.กรณีสัมผัสถูกผิวหนัง ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์ม ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ล้างร่างกายที่สัมผัสคลอโรฟอร์มให้สะอาดและทั่วถึงด้วยสบู่และน้ำ</div><div>2.กรณีสัมผัสดวงตา ให้ล้างตาด้วยน้ำจำนวนมากอย่างน้อย 15 นาที</div><div>3.กรณีสูดดม ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์มไปยังที่ที่อากาศบริสุทธิ์ หากผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดช่วย</div><div>4.กรณีกลืนกิน ให้ล้างท้อง (หลีกเลี่ยงการทำให้อาเจียน) แล้วใช้ผงถ่านกัมมันต์ดูดซับคลอโรฟอร์ม โดยใช้ผงถ่านกัมมันต์ 30 กรัม ผสมกับน้ำหรือ sorbital หรือ ยาระบายน้ำเกลือ (Saline cathartic) การใช้ผงถ่านกัมมันต์ร่วมกับยาระบายน้ำเกลือพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง หากหลีกเลี่ยงได้ควรงดการใช้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935051741/4aa6a818f4076723c5008a68338006ce/2C7D3B4D_7CC9_4F52_9FDF_019751800E23.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:00:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773276765</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฌาณพิสุทธิ์ ศิริพิทักษ์กุล 61167010097</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773285069</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อสารเคมี : สารหนู (Arsenic)🐭<br><br></div><div>•<strong>อันตรายจากสารหนู</strong> : เมื่อร่างกายรับสารหนูเข้าไป พิษของมันจะทำให้เกิดอาการแสดงทางระบบต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันรุนแรงจากการรับสารหนูในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว หรืออาจเกิดขึ้นจากการรับสารหนูทีละน้อยแต่ต่อเนื่อง</div><div>•<strong>ลักษณะความเป็นพิษ</strong>:</div><div>1)<strong>แบบเฉียบพลัน</strong> :&nbsp;<br>-มีอาการปวดท้อง&nbsp;<br>-กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว</div><div>คลื่นไส้ และอาเจียน<br>&nbsp;-ท้องเสีย -เป็นเหน็บตามมือและเท้า</div><div>-เกิดรอยฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดเสียหาย</div><div>2)<strong>แบบเรื้อรัง</strong></div><div>เป็นพิษต่อระบบประสาท<br>&nbsp;-เป็นโรคเบาหวาน&nbsp;<br>-โรคปอด<br>&nbsp;-โรคหลอดเลือดหัวใจ&nbsp;<br>-เกิดความเสียหายที่ปอดและไต และอาจทำให้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>•<strong>วิธีที่สารหนูเข้าสู่ร่างกาย</strong> : แพร่เข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง ได้แก่<br> 1.ผ่านการหายใจ&nbsp;<br>2.ผ่านการดูดซึมทางผิวหนัง</div><div>3.ผ่านการรับประทาน หรือดื่ม จากนั้นจะตกค้างที่อวัยวะภายในแล้วลุกลามไปที่อวัยวะส่วนอื่นๆ</div><div>•<strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong> :&nbsp;</div><div>1.ได้รับผ่านการรับประทานหรือดื่ม หากยังรู้สึกตัวควรพยายามทำให้อาเจียนออกมามากที่สุด จากนั้นจึงให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเจือจางสารพิษ</div><div>2.ได้รับทางการหายใจ ควรพาผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้หายใจนำอากาศที่ดีเข้าร่างกายมากขึ้น 3.สัมผัสทางผิวหนัง ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อนออกเพื่อไม่ให้ผิวหนังของสัมผัสกับสารหนูเป็นเวลานาน และล้างบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาด</div><div>4.สารหนูเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันครู่หนึ่ง จากนั้นรีบไปพบแพทย์</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301367070/e1c019f59cf051af4597375d307d10ce/0B60C486_0EE2_4116_B905_DC7A282CD204.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:04:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773285069</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเมทินี อยู่ภาโส 62167010134</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773285987</link>
         <description><![CDATA[<div>🧪<strong>ชื่อสารเคมี</strong> : คลอรีน (Cl)</div><div><br></div><div>⚠️ <strong>อันตรายจากสารเคมี</strong> : คลอรีนเป็นอันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย&nbsp; มีคุณสมบัติละลายน้ำได้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสัมผัสกับบริเวณที่มีความชื้น จะทำปฏิกิริยากับความชื้นของร่างกายกลายเป็นกรดไฮโปคลอรัส(hypochlorous acid) และกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อน และจะระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อผิวหนัง เยื่อเมือกตา จมูก และคอ</div><div><br></div><div>⛔️ <strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong> :&nbsp;</div><div>😷 อาการแบบเฉียบพลัน = คลอรีนที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ทางเดินหายใจเกิดแผลไหม้ ร่างกายขาดออกซิเจน กล้ามเนื้อกล่องเสียงหดเกร็ง เยื่อเมือกบวม คลื่นไส้ อาเจียน ไอ เจ็บหน้าอก และหายใจลำบาก</div><div>😷 อาการแบบเรื้อรัง = การสัมผัสคลอรีนเป็นเวลานาน ทำให้ปอดถูกทำลายได้</div><div><br></div><div>🫁 <strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</strong> : คลอรีนเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ ดวงตา และผิวหนังภายนอก (ไม่มีการดูดซึมผ่านผิวหนัง)</div><div><br></div><div>🏥 <strong>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</strong> :&nbsp;<br>🧤ก่อนการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับสารคลอรีน ผู้ที่เข้าช่วยเหลือควรสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อป้องกันตนเองได้รับสารพิษ หากเป็นเหตุฉุกเฉินอาจใช้ผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันก๊าซ จากนั้นให้พาผู้ป่วยที่โดนสารพิษออกจากสถานที่ที่มีการรั่วไหล</div><div>🧤ผู้ที่ผิวหนังสัมผัสโดนคลอรีนให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกทันที ในกรณีที่เป็นดวงตาให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดต่อเนื่องกันอย่างน้อย 15 นาที หากผิวหนังเกิดบาดแผลให้ทำแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรคและรีบไปโรงพยาบาล สำหรับผู้ที่สูดดมก๊าซเข้าไปให้นำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยในระหว่างพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลควรหมั่นตรวจสอบการหายใจและชีพจรอยู่เสมอ<br><br>🌈 <strong>ที่มาของข้อมูล </strong>: <a href="http://envocc.ddc.moph.go.th/contents/view/67">http://envocc.ddc.moph.go.th/contents/view/67</a><br><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5">https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B</a><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301357025/5ff29c9a7434ad59656bf580eb3cdd81/3CA8191F_3BD2_455E_9944_BA84A5C82AB9.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:04:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773285987</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภัฏชลิตา ทาสี 62167010131</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773302772</link>
         <description><![CDATA[<div>⛔️ <strong><mark>ชื่อสารเคมี</mark></strong> พลวง Sb<br><br>⚠️ <strong><mark>อันตรายจากสารเคมี</mark></strong> โดยทำให้เกิดอาการการระคายเคืองเฉพาะที่และอาการตามระบบร่างกาย พลวงเมื่อโดนกรดทำให้เกิดแก๊สสติบีน ที่มีกลิ่นฉุนเหมือนไข่เน่า และไม่มีสี<br><br>😵 <strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><br>• <em>อาการเฉียบพลัน </em><br>-ทางการกิน ซึ่งเป็นยารักษาโรคปรสิต เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง แสบท้อง กระเพาะอาหารอักเสบแบบมีเลือดออก ท้องเสียอย่างหนักอาจทำให้ร่างร่างกายสูญเสียน้ำ อาการทางระบบหลอดเลือดและหัวใจเบื้องต้นพบความดันโลหิตสูง บางรายปวดข้อ ตับและตับอ่อนอักเสบ ไอ ปอดอักเสบ&nbsp; และไตพร่องหน้าที่<br>- การสัมผัสทางการหายใจและทางผิวหนัง มีโอกาสเกิดผลเฉียบพลันน้อย แต่การสูดดมแก๊สสติบีน ทำให้เกิดอาการ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว การสัมผัสในปริมาณสูง จะทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก นำไปสู่ภาวะซีดเนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ตัวเหลือง พบฮีโมโกลบินในปัสสาวะจนถึงไตวาย <br>• <em>อาการเรื้อรัง</em><br>- สูดดมฝุ่นหรือฟูม ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย ปอดอักเสบ ผื่นผิวหนังอักเสบ เรียกว่า Antimony spots ลักษณะเป็นตุ่มหนอง มีจุดแดงที่ลำตัว แขนขา ใกล้กับต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ถ้าหยุดจากงานผื่นหายไปได้เองไม่เกิน 2 สัปดาห์ การสูดดมในรูปแอนติโมนีไตรออกไซด์ ในปริมาณสูงนานๆ ทำให้เกิดโรคฝุ่นจับปอด แต่ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ไอ หายใจมีเสียงหวีด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง อาจพบร่วมกับวัณโรคปอด และโรคปอดฝุ่นหิน<br><br>😵‍💫 <strong><mark>วิธีที่สารสามารถเข้าสู่รางกาย</mark></strong><br>จากการสูดดม ดูดซึมเข้าผิวหนัง และการรับประทาน<br><br>✅ <strong><mark>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</mark></strong> <br>-&nbsp; <em>กรณีสัมผัสฝุ่นพลวงทางการหายใจและผิวหนัง</em> ลดการปนเปื้อนโดยนำผู้ป่วยออกมาจากแหล่งที่สัมผัส ปัดฝุ่นพลวงออกและถอดเสื้อผ้า <br>- <em>กรณีกินสารประกอบ </em>สังเกตอาการ หากผู้ป่วยอาจอาเจียนหรือท้องเสียจนร่างกายสูญเสียน้ำ ให้สารน้ำชดเชยเพื่อป้องกันภาวะช็อก<br>- <em>กรณีสูดดมแก๊สสติบีน</em> รีบนำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด และให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเท เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/811556727/873a2495aeee207cc124f8395fa95205/C0663B62_1BD2_4FE8_90CE_4D0480009767.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:13:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773302772</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฐิติพร มาศิริ 62167010123</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773309656</link>
         <description><![CDATA[<div>🧯ชื่อสาร : คลอรีน (Chlorine)<br>🧯อันตรายจากสารเคมี<br>คลอรีนเป็นก๊าซที่มีกลิ่นฉุน มีฤทธิ์กัดกร่อนและทำให้ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย<br><br>🧯ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี<br>• พิษแบบเฉียบพลัน : ระคายเคืองตาและจมูก ไอ สำลัก หายใจลำบาก แน่นหน้าอก มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับคลอรีน<br>• พิษแบบเรื้อรัง : ทำให้มีอาการเหนื่อยเวลาออกแรง ตรวจพบการทำงานของปอดผิดปกติ ฟันถูกกัดกร่อน เกิดโรคของหลอดลม<br><br>🧯วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย<br>1.สัมผัสทางตา<br>2.สัมผัสทางผิวหนัง<br>3.ระบบทางเดินหายใจ<br><br>🧯วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>1.นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่สัมผัสคลอรีน<br>2.พิจารณาให้ถอดเครื่องนุ่งห่มออกและล้างตัวด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก อย่างน้อย 15 นาที<br>3.กรณีมีอาการทางตา ให้ล้างน้ำสะอาดปริมาณมาก<br>4.วัดสัญญาณชีพ พิจารณาการให้ออกซิเจนและการใส่ท่อช่วยหายใจ<br>5.ไม่ควรทำการช่วยหายใจทางปาก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/960802126/b4c4b7d2dbfc1a10512966d13d87253b/675488D6_E1EC_4DD5_84F5_45BA5FA4A84B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:17:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773309656</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนริศรา แก้วนารี 62167010152</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773356037</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อสารเคมี กรดไนตริก<br>อันตรายจากสารเคมี ซึ่งเป็นอัตรายต่อสุขภาพ<br>-สัมผัสกับกระจกตาในเวลาสั้นๆ สามารถทำให้เกิดแผลที่กระจกตาและมีการทำลายเนื้อเยื่อ หรือตาบอดชนิดถาวรได้<br>-การกลืนกิน อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน (เป็นเลือด)<br>-สัมผัสทางผิวหนัง ทำให้ผิวหนังไหม้<br><br>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี &nbsp;<br>&nbsp;อาการแบบเฉียบพลัน ทำให้คลื่นไส้อาเจียน หากเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองและการกัดกร่อน<br>อาการแบบเรื้อรัง การผิดปกติของการมองเห็นหรือตาบอดได้&nbsp;<br><br>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;การสัมผัสดวงตา การสัมผัสทางผิวหนัง การหายใจและการกลืนกิน<br><br>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นใ้ห้ผู้สัมผัสเคมี<br>-หากเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำมาก ๆ ทันที ดึงเปลือกตาบนและล่างเป็นระยะ ๆ หากยังมีอาการระคายเคืองหลังจากล้างน้ำให้รีบพบแพทย์ทันที<br>-สัมผัสกับผิวหนังให้ชะล้างผิวหนังส่วนนั้นด้วยน้ำ ถ้าผิวหนังส่วนนั้นมีเสื้อผ้าปกคลุมให้ถอดเสื้อผ้าออกและชะล้างผิวหนังส่วนนั้นด้วยน้ำและไปพบแพทย์ทันที<br>-กรณีที่หายใจเอากรดไนตริกเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ให้เคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับกรดไนตริกไปที่อากาศบริสุทธิ์ทันที<br>-กรณีที่รับประทานกรดไนตริก ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ ทันที เพื่อไปเจือจางกรดไนตริกอย่าพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนและรีบไปพบแพทย์ทันที</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370429126/ec26b4b9e2c3c72b0aaa6ae224fc222c/S__30973975.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:37:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773356037</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวน้ำหนึ่ง จัตตามาศ 62167010013</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773360319</link>
         <description><![CDATA[<div><br>📍สารตะกั่ว<br>📍อันตรายจากสารเคมี : ตะกั่วเป็นสารโลหะที่มีสีเทาอมเงิน ตะกั่วที่ใช้ในอุตสาหกรรมจะมีสองชนิด ตะกั่วอินทรีย์ และตะกั่วอนินทรีย์พิษจากการได้รับสารตะกั่วนั้น มีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง ถ้าหากตะกั่วเข้าไปในปอด จะเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งจะพาตะกั่วไปทั่วร่างกาย กระจายไปอยู่ที่เส้นผมและตามเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง ปอด ม้าม ตับ และไต<br>📍ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี :<br>- อาการแบบเฉียบพลัน&nbsp; ได้แก่ คลื่นไส้&nbsp; อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรงเป็นพักๆ ( colicky pain) ความคิดสับสน การทำงานของร่างกายไม่ประสานกัน<br>- อาการทางสมอง เช่น ชัก หรือ หมดสติ&nbsp;<br>- อาการแบบเรื้อรัง เบื่ออาหาร&nbsp; คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ( colicky pain ) น้ำหนัก ลดปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ ข้อมือตก (wrist drop) ข้อเท้าตก &nbsp;<br>- อาการทางระบบประสาท รอบนอกผิดปกติ ได้แก่ อาการชาตามปลายมือปลายเท้า&nbsp; พบภาวะเลือดจางภาวะไตวายเรื้อรัง&nbsp; มีอาการของโรคเก๊าท์ อาจพบเส้นตะกั่ว (Lead line)&nbsp; คือเส้นสีน้ำเงินเทาที่เหงือก&nbsp;<br>- อาการทางระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ ซึม ชักและหมดสติ<br>📍วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย :&nbsp;<br>มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย 3 ทาง คือ&nbsp;<br>1. การดูดซึมจากระบบทางเดินอาหาร การปนเปื้อนของตะกั่วในน้ำ และอาหาร<br>2. การดูดซึมจากระบบทางเดินหายใจ การสูดดมควัน<br>3. การดูดซึมทางผิวหนัง&nbsp;<br>📍วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี :&nbsp;<br>- ไม่รับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ ในขณะที่ร่างกายมีสารตะกั่วปนเปื้อน หรือในขณะทำงาน และก่อนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือสูบบุหรี่ คนงานต้องทำความสะอาดร่างกายก่อนเสมอ&nbsp;<br>- หากสัมผัสโดนสารตะกั่วโดยตรง ต้องรีบทำความสะอาดผิวหนังที่โดนสารตะกั่ว ตามขั้นตอนการทำความสะอาด หรือการปฐมพยาบาลผู้ถูกสารเคมี<br>- ใส่ผ้าปิดปาก อุปกรณ์ครอบตานิรภัย เพื่อป้องกันสารตะกั่วเข้าปาก และสารตะกั่วกระเด็นเข้าสู่ดวงตาโดยตรง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935058645/7b9c089a9bc085e7b655dea5fa665b34/7BD27058_191B_426D_A341_B96D11754D6B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:39:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773360319</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิพัฒน์ เพ็งเจริญ 62167010052</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773370652</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ชื่อสาร</mark> : <strong>Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS โซเดียมลอริลซัลเฟต&nbsp; <br></strong><strong><mark>ลักษณะและอันตรายจากสารเคมี </mark></strong><strong>: เ</strong>ป็นสารที่มีคุณสมบัติลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้เกิดฟอง ช่วยให้สิ่งสกปรกและคราบไขมันหลุดออกได้ง่าย ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด เช่น สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้า และยาสีฟัน จากการวิจัยพบว่าหากความเข้มข้นของสารที่ใส่ในผลิตภัณฑ์มีปริมาณมากเกินไป อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณที่สัมผัส โดยการระคายเคืองจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของสารที่เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ยังมีรายงานในสัตว์ทดลองพบว่าความเข้มข้นของสาร SLS ในปริมาณที่สูง จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดสิว และถ้าล้างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร SLS ออกช้าหรือไม่ล้างออก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา<br><mark>วิธีที่สารเคมีเข้าร่างกาย</mark> : โดยการสัมผัส เข้าสู่ทางตา <br><mark>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</mark> : ควรล้างด้วยน้ำน้ำสะอาด น้ำเกลือทันที หากยังมีอาการให้รีบไปโรงพยาบาลทันที</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372868911/4205e1be485482f84c5c2ea8ab414bd3/petshampoo_story03__1_.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:43:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773370652</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773371243</link>
         <description><![CDATA[<div>▪︎ชื่อสารเคมี&nbsp;<br>&nbsp;- โครเมียม (Cr)<br>&nbsp;▪︎อันตรายจากสารเคมี<br>&nbsp;- อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม คือ เป็นมลพิษทางน้ำ ปนเปื้อนไปกับแหล่งน้ำดิบสำหรับอุปโภค บริโภค และเป็นมลพิษทางอากาศจากแหล่งอุตสาหกรรมในรูปของฝุ่นและละอองสาร<br>&nbsp;- อันตรายต่อสุขภาพ คือ มีการสะสมทำให้เกิดพิษและมะเร็งในอวัยวะต่างๆ กัดกร่อนผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจเสียหายอย่างเฉียบพลัน<br>&nbsp;▪︎ลักษณะความเป็นพิษ<br>&nbsp;- เฉียบพลัน ได้แก่ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ท้องเสีย เลือดออกในกระเพาะ ช็อค และเสียชีวิต<br>&nbsp;- เรื้อรัง ได้แก่ ระคายเคืองผิวหนัง เกิดแผลเรื้อรัง แผลหายช้า กระดูกพรุน ผนังกั้นจมูกทะลุ เกิดมะเร็ง<br>&nbsp;▪︎วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย&nbsp;<br>&nbsp;- การสัมผัสผิวหนัง&nbsp;<br>&nbsp;- การสัมผัสตา<br>&nbsp;- การหายใจ<br>&nbsp;- การรับประทาน<br>&nbsp;▪︎วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>&nbsp;- หากรับประทาน -&gt; ห้ามอาเจียน<br>&nbsp;- หากสัมผัสผ่านผิวหนังและดวงตา -&gt; ใช้น้ำเปล่าล้างบริเวณที่สัมผัสในปริมาณมากๆต่อเนื่องจนอาการดีขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1301387000/dd1e1b1d92c1e549acbc1c88e036ab11/SmartSelect_20210928_113915_Samsung_Notes.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:43:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773371243</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนิกข์ พร้อมเพรียง 62167010122</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773379501</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ชื่อสารเคมี : เบนซีน(Benzene)</div><div><br></div><div>🧪อันตรายจากสารเคมี</div><div>มีฤทธิ์กดการทำงานของไขกระดูกทำให้ไขกระดูกเสื่อมสภาพ อาการแบบเฉียบพลัน การหายใจสูดดมเบนซีนในขนาดสูงมาก ๆ จะทำให้เกิดอันตรายได้แก่ ปวดศีรษะ&nbsp; ระคายเคืองต่อจมูกและคอ&nbsp; เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังหากของเหลวเข้าสู่ปอดทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ปอดอย่างรุนแรง อาการแบบเรื้อรัง ความเป็นพิษต่อระบบเลือดจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับเบนซีนเป็นระยะเวลานาน เริ่มต้นจะมีอาการภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวน้อย และภาวะเกร็ดเลือดน้อยอาการต่าง ๆ ดังกล่าวจะพบพร้อมกัน&nbsp; การได้รับอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดภาวะพร่องเม็ดเลือดทุกชนิด</div><div><br></div><div>🧪ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</div><div>พิษเฉียบพลัน</div><div>•มีอาการง่วงนอน ปวดหัว ทำให้หมดสติ</div><div>•หากสัมผัส เกิดการระคายเคื่อง ปวดแสบปวดร้อน</div><div>•หากดื่มเข้าร่างกายในปริมาณน้อยจะทำให้ปวดหัว อาเจียน ถ้าได้รับปริมาณมากเกิดการปวดท้องอย่างรุนแรง ชักและทำให้เสียชีวิตได้</div><div>พิษเรื้อรัง</div><div>•ทำลายไขกระดูก ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง</div><div>•ผิวหนังแห้งเป็นผื่นแดง ตกสะเก็ด</div><div>•ทำให้เกิดโรคหอบหืด ภูมิแพ้ และมะเร็ว</div><div>•ทำให้เกิดโรคประสาทเสื่อม มีอาการง่วงนอน หงุดหงิด นอนไม่หลับ และสมองถูกทำลาย<br><br></div><div>🧪วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย : การเข้าสู่ร่างกายโดยวิธีการหายใจ การสัมผัสโดนผิวหนังหรือเข้าตา การกลืนเข้าไปสู่ร่างกาย</div><div><br></div><div>🧪วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น</div><div>🚑หายใจเข้าไป : เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเข้าสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ หากหยุดหายใจให้ผาบปอด หัวใจหบุดเต้นให้ทำ CPR ทันที</div><div>🚑กินหรือกลืน : ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ หากยัง</div><div>มีสติให้บ้วนน้ำล้างปาก อย่ากระตุ้นให้อาเจียน</div><div>สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนังให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำอุ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 20 นาที หรือจนกว่าสารจะหลุดออกหมด พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออกนำส่งไปพบแพทย์ทันที</div><div>🚑สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำอุ่นเป็นเวลาอย่างน้อย 20 นาที หรือจนกว่าสารจะหลุดออกหมด ใช้นิ้วถ่างแยกเปลือกตาออก ขณะทำการล้าง และให้ระวังอย่าให้น้ำจากการล้างตาไหลเข้าสู่ตาอีกข้าง นำส่งไปพบแพทย์ทันที</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/988525835/6f3668d71631618d421e6229e02d9eb9/3CC6D725_4EB8_4A2B_8D9B_3734A66CD098.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 04:46:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773379501</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รุจิษยา เอนกวศินชัย 62167010137</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773443055</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>🐱 </mark><strong><mark>ชื่อสารเคมี</mark></strong> : แคดเมียม (Cadmium : Cd)<br><br><mark>🐱 </mark><strong><mark>อันตรายจากสารเคมี</mark></strong><br><em>1. พิษเฉียบพลัน</em><br>ส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นหรือฟูมแคดเมียม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อแคดเมียมถูกทำให้ร้อน โดยทั่วไประยะเวลาหลังจากสัมผัสสารจะยาวนาน 2-3 ชั่วโมงก่อนแสดงอาการเริ่มแรก<br><br><em>2. พิษเรื้อรัง</em><br>เกิดขึ้นหลังจากได้รับฟูมแคดเมียมออกไซด์เป็นเวลานาน ไตถูกทำลาย ทำให้เกิดนิ่วในปัสสาวะได้<br><br><mark>🐱 </mark><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><br><em>1. อาการเฉียบพลัน</em><br>- อาการจากสัมผัสโดยตรง ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังและตา ยังไม่มีข้อมูลเรื่องการดูดซึมแคดเมียมทางผิวหนังในมนุษย์ <br>- อาการจากหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้ไอ หายใจมีเสียงวี๊ด ปวดศีรษะ มีไข้ และหากรุนแรง ทำให้ปอดอักเสบแบบ chemical pneumonitis และน้ำท่วมปอดแบบ non-cardiogenic ภายใน 12 – 24 ชั่วโมงหลังจากสัมผัส ผู้ป่วยที่รอดชีวิตอาจมีฟองอากาศในเนื้อเยื่อ และเนื้อปอดปูดนูนออกมา ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรักษาให้หาย<br>- อาการที่เกิดจากการกิน เกลือแคดเมียมทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว บางครั้งมีเลือดปนในไม่กี่นาทีหลังจากทานเข้าไป การตายหลังจากทานเข้าไปเกิดจากภาวะช็อกเนื่องจากขาดน้ำหรือเกิดจากไตวายเฉียบพลัน<br><br><em>2. อาการเรื้อรัง</em><br>- อาการจากการหายใจระยะยาวในปริมาณสูงสัมพันธ์กับการก่อโรคมะเร็งปอด<br>- อาการจากการกินระยะยาว เป็นผลให้เกิดการสะสมของแคดเมียมในกระดูก ทำให้เกิดโรคอิไตอิไต (Itai-itai) ซึ่งทำให้กระดูกเปราะหักจนเจ็บปวดอย่างมาก และทำให้เกิดโรคไตเสื่อม<br><br><mark>🐱 </mark><strong><mark>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย </mark></strong><br>1. การสัมผัส ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังและตา<br>2. การหายใจ โดยหายใจเอาฝุ่นหรือควันของแคดเมียม เช่น ในเหมืองสังกะสี<br>3. การกิน โดยกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของแคดเมียม เช่น อาหารทะเล<br><br></div><div><mark>🐱 </mark><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</mark></strong></div><div>- การสัมผัสทางผิวหนัง ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออก ถ้าเป็นไปได้ให้ทำขณะที่มีน้ำล้างอยู่ด้วย แล้วนำเสื้อผ้าเก็บไว้ในถุงใสปิดสนิทสองชั้นและเขียนป้ายกำกับไว้ เก็บไว้ในที่ปลอดภัย แล้วล้างผิวหนังด้วยน้ำปริมาณมากโดยให้น้ำไหลผ่าน การสัมผัสทางตา ล้างตาด้วยน้ำเกลือ (normal saline solution) อย่างน้อยเป็นเวลา 15 นาที<br>- การหายใจ นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุ ดูแลเรื่องการทำงานของระบบที่สำคัญ เช่น ระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต ถ้าผู้ป่วยหมดสติควรทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่ง<br>- การกิน ให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำปริมาณไม่เกิน 50 - 100 มิลลิลิตร<br>หลังจากการปฐมพยาบาลแล้ว รีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935048283/cd27c75d20a084b8b417acb4013df18c/4C88A259_4486_442C_9BF5_399A444E6D90.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 05:16:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773443055</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วราลัลน์ ตรงเมธี 62167010139</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773475471</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อเคมี IUPAC&nbsp; Potassium cyanide</strong></div><div><br></div><div><strong>ชื่อเคมีทั่วไป&nbsp; Hydrocyanic acid, potassium sal</strong></div><div><br></div><div><strong>อันตรายจากสารเคมี</strong></div><div><br></div><div>สารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนระบบทางเดินหายใจ สารนี้จะยับยั้งเซลล์ที่เกี่ยวกับการหายใจ อาจจะทำให้ระบบเลือด, ระบบประสาทส่วนกลาง และไทรอยด์ เปลี่ยน มีฤทธิ์กัดกร่อน อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบ และผิวไหม้อย่างรุนแรง สารนี้สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ การสัมผัสสารนี้เป็นเวลานานหรือบ่อย ๆ อาจจะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง และเจ็บจมูก สารนี้มีผลทำลายเลือด ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหลอดเลือดหัวใจ ต่อมไทรอยด์</div><div><br></div><div><strong>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</strong></div><div><br></div><div>ทำให้ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, เวียนศีรษะ, คลื่นไส้ และอาเจียน, หัวใจเต้นช้า, กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างรุนแรง, หมดสติ , โคม่า และตายได้ทำให้เกิดอาการอักเสบ และผิวไหม้อย่างรุนแรง สารนี้สามารถซึมผ่านผิวหนังได้และมีอาการคล้ายคลึงกับการสัมผัสสารนี้ทางการหายใจและกัดกร่อนอวัยวะที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร อาจจะทำให้ปาก และหลอดอาหารเป็นแผลไหม้, ปวดท้อง ถ้ากลืนกินเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้หมดสติทันที และตายได้ เนื่องจากระบบหายใจหยุด หรือทำงานช้าลง สามารถทำให้เกิดมีอาการตาแดง, เจ็บตา , การมองพร่ามัว และทำลายตา การสัมผัสเรื้อรังมีผลเสีระยะยาวต่อร่างกาย</div><div><br></div><div><strong>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</strong></div><div><br></div><div>เข้าสู่ร่างกายได้จากทางหายใจ&nbsp; ผิวหนัง กลืน เข้าตา</div><div><br></div><div><strong>วิธีการปฐมพยาบาล</strong></div><div><br></div><div>-หายใจเข้าไป : ถ้าหายใจเข้าไปให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจติดขัดให้ออกซิเจนช่วย รักษาร่างกายให้อบอุ่น อย่าช่วยหายใจแบบปากต่อปาก ถ้าผู้ป่วยหมดสติให้ออกซิเจนและไนโตรเจน โดยการหายใจเข้าไป</div><div>-กินหรือกลืนเข้าไป : ถ้ากลืนหรือกินเข้าไป ให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ ถ้าผู้ป่วยยังมีสติให้ผู้ป่วยดื่ม CHARCOAL SLURRY ห้ามไม่ให้สิ่งใดเข้าปากผู้ป่วยที่หมดสติ อย่ากระตุ้นให้เกิดการอาเจียน จะช่วยให้ผู้ป่วยมีสติกลับคืนมา</div><div>-สัมผัสถูกผิวหนัง : ถ้าสัมผัสถูกผิวหนัง ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก นำส่งไปพบแพทย์ทันที ซักทำความสะอาดเสื้อผ้า และรองเท้าก่อนนำกลับมาใช้ใหม่</div><div>-สัมผัสถูกตา : ถ้าสัมผัสถูกตา ให้ฉีดล้างตาทันทีด้วยน้ำปริมาณมากอย่างน้อย 15 นาที โดยกระพริบตาถี่ ๆขณะทำการล้าง นำส่งแพทย์ทันที</div><div>-อื่นๆ : ถ้าได้รับสารไซยาไนด์ ให้ช่วยรักษาทันทีโดยให้สาร AMYL NITRILE, SODIUM NITRILE, SODIUM THIOSULFATE ปล่อยให้ผู้ป่วยหายใจเอา AMYL NITRILE เข้าไป 15-30 วินาที / นาที ทำทุก ๆ 3 นาที ถ้ามีอาการคลื่นไส้ หายใจติดขัดให้ออกซิเจน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935071569/509a914aa91ed1244509841fb67e5751/EFEFAD74_1769_4E86_811B_7BCD0B486FA4.webp" />
         <pubDate>2021-09-28 05:34:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773475471</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อรวรรณ สบายใจ 62167010149</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773499961</link>
         <description><![CDATA[<div>🔎ชื่อสารเคมี เบนซีน (Benzene)<br>⚠️อันตรายจากสารเคมี<br>-การสูดดมเบนซีนเข้าปอดอย่างรวดเร็วที่ความเข้มข้น 150-350 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร นาน 2-5 ชั่วโมง จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านปอดอย่างรวดเร็ว บางส่วนถูกขับออกจากร่างกาย บางส่วนสะสมในไขกระดูก ไขมัน และตับ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากอาจทำให้เสียชีวิตได้<br>⚠️ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี<br>1.พิษเฉียบพลัน มีอาการง่วงเหงาหาวนอน ปวดศรีษะ วิงเวียนศรีษะและทำให้หมดสติได้ นอกจากนี้หากมรการสัมผัสของเหลวหรือไอที่มีความเข้มข้นต่ำจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ตาหรือผิวหนัง&nbsp;<br>2.พิษเรื้อรัง ทำให้เกิดโรคหอบหืด โรคภูมิแพ้และเกิดโรคมะเร็ง และยังทำให้เกิดโรคประสาทเสื่อม&nbsp;<br>💢วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย<br>-การสัมผัส<br>-การหายใจ/สูดดม<br>-การดื่ม<br>🏥วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี<br>•การดื่ม<br>1.ห้ามให้ผู้ป่วยอาเจียน รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล ในช่วงระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาลหากผู้ป่วยอาเจียน ควรจัดศรีษะผู้ป่วยให้อยู่ต่ำ เพื่อป้องกันการสำลักเข้าปอด<br>•การสูดดม<br>1.ย้ายผู้ป่วยออกมาบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทและบริสุทธิ์<br>2.ตรวจสอบการเต้นของหัวใจ หากผู้ป่วยไม่หัวใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำการ CPR รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล<br>•การสัมผัส<br>1.กำจัดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารพิษในทันที<br>2.ล้างทำความสะอาดบริเวณที่โดนสารพิษ<br>3.ล้างโดยการเปิดให้น้ำไหลผ่านและล้างออกด้วยน้ำสะอาด เป็นเวลาอย่างน้อย15นาที และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/995765244/a50e0f4d9d26e9a08d90bf046b3de6b9/16A82F6D_0B76_4ABC_8649_7AF68AF69A4B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 05:44:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773499961</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เจนจิรา บุญฤทธิ์ 62167010121</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773509142</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>🧪ชื่อสารเคมี</mark></strong> : <strong>Potassium chlorate (โปรแตสเซียมคลอเรต)</strong><br><strong><mark>อันตรายจากสารเคมี⛔️ </mark></strong>: ถือเป็นสารเตรียมวัตถุระเบิด จึงถูกควบคุมให้ต้องขออนุญาตนำเข้าโพแตสเซียมคลอเรต จากกรมการอุตสาหกรรมทหาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 โดยเฉพาะสารในรูปของแข็ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่ายหากเกิดการเสียดสีโดยตรง ที่ผ่านมาเคยมีการระเบิดของสารชนิดนี้ในปี 2542 ทำให้มีคนตาย 45 รายมาแล้ว จึงถูกควบคุมการครอบครองสารชนิดนี้<br><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><mark>💢 </mark>: ทำให้ระคายเคืองต่อทางเดินอาหารและไต เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก (hemolysis) เลือดมี methemoglobin มาก ทำให้เกิดอาการเลือดขาดออกซิเจน ปริมาณที่ทำให้เกิดพิษ ประมาณ 5 กรัม แต่มีรายงานว่าเด็กกินเข้าไปเพียง 1 กรัม ก็ทำให้ตายได้ การกินเข้าไป 15-46 กรัม จะทำให้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ล้มฟุบ และตาย เนื่องจากไตวาย<br><strong><mark>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</mark></strong><mark>‼️</mark>: เป็นอันตรายเมื่อหายใจเข้าไป (Harmful if inhaled) เมื่อกลืนกินเข้าไป (Harmful if swallowed) และเมื่อสัมผัส (Harmful if touched)<br><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี🏥</mark></strong> :&nbsp;<br>🌬เมื่อสูดดม:ให้รับอากาศบริสุทธิ์ถ้าหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอดแบบปากต่อปากหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ อาจใช้หน้ากากออกซิเจนถ้าจำเป็น แล้วรีบปรึกษาแพทย์ทันที<br>👋🏻เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง : ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนทั้งหมดออกทันที ล้างผิวหนังด้วยน้ำที่ไหลริน / ฝักบัว<br>👁เมื่อเข้าตา : ล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ถอดคอนแทคเลนส์ออก<br>👅เมื่อกินเข้าไป : ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตามทันทีอย่างน้อย 2 แก้ว แล้วรับไปปรึกษาแพทย์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311440341/2f3421fa091e9f5bb82ddd4266ebd37b/F86BBAF8_2C2F_46D1_9A85_19D41FA638AB.webp" />
         <pubDate>2021-09-28 05:47:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773509142</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวดลพร ผาอินดี 62167010047</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773509399</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>- ชื่อสารเคมี</mark> : สารกำจัดศัตรูพืช กลุ่มคาร์บาเมต <br><mark>- อันตรายจากสารเคมี</mark> : สารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตมีพิษค่อนข้างรุนแรงสามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังได้โดยเฉพาะรอยแผลหรือรอยข่วนและสารฆ่าแมลงในกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตาอย่างมากแต่ไม่เป็นสารก่อมะเร็ง&nbsp; <br> <mark>- ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark> : <br>1.ระดับไม่รุนแรง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง) มีอาการเหนื่อย อ่อนแรง วิงเวียน คลื่นไส้ และมองภาพไม่ชัด <br>2. ระดับรุนแรงปานกลาง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง) มีอาการปวดศีรษะ เหงื่อแตก น้ำตาไหล น้ำลายไหล อาเจียน สายตาแคบ และกระตุก<br>3. ระดับรุนแรงมาก (หลังจากการดูดซึมเป็นวัน) เป็นตะคริวที่ท้อง ปัสสาวะราด ท้องเสีย กล้ามเนื้อสั่น ม่านตาหด ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นช้า หายใจขัด และหากไม่ได้รับการรักษาโดยทันทีจะเสียชีวิตในที่สุด <br><mark>- วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย </mark>:<br>1. การสัมผัสทางผิวหนัง บาดแผล รอยขีดข่วน <br>2. การสูดดม <br>3. การรับประทานเข้าไป<br><mark>&nbsp;- วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</mark> :&nbsp;<br>1. รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีวัตถุมีพิษนั้น พักผ่อนในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หากหายใจขัดให้ใช้เครื่องช่วยหายใจทันที&nbsp;<br>2. หากเข้าปากรีบทำให้อาเจียนโดยดื่มน้ำเกลืออุ่น (เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว)<br>3. หากสัมผัสผิวหนังรีบล้างออกด้วยสบู่และน้ำจำนวนมากๆ ถ้าเข้าตาต้องล้างด้วยน้ำจำนวนมากๆ<br>4. หากเปื้อนเสื้อผ้ารีบเปลี่ยนใหม่ทันที<br>5. หากมีอาการรุนแรงรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที พร้อมภาชนะบรรจุและฉลากวัตถุมีพิษนั้น<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372878213/da053d3558ce407d7ec92df80c1dc959/e0b8a2e0b8b2e0b881e0b8b3e0b888e0b8b1e0b894e0b89be0b8a5e0b8a7e0b881.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 05:47:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773509399</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเศรษฐพงศ์ จันทวงษ์ 62167010146</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773588891</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อสารเคมี : Dinitrogen tetroxide<br>อันตรายจากสารเคมี : ทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออาจมี burning ของระบบทางเดินหายใจ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย มี shortness of breath นอกจากนี้ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจตรวจพบภาวะ metabolic acidosis, hypoxia, lung inflammation ได้<br>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี : การเกิดพิษเฉียบพลันเกิดพิษอย่างรวดเร็วหลังจากได้รับสารเพียงครั้งเดียว<br>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย : ผ่าน mucous membrane ของระบบทางเดินหายใจ<br>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นผู้ที่สัมผัสสารเคมี : 	<br>1.รีบย้ายออกมาในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์<br>2.หากอาการไม่รุนแรงควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการสูดดมสารเคมี<br>3.ประเมินการหายใจและการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ผายปอดและนวดหัวใจ<br>4.รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1373024288/a5698236733a5d97ea381afd6b700cc7/487A462D_EFF9_45D6_89A7_69AD1280FBF1.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 06:16:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773588891</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุภารัตน์ ว่องประจันทร์ 62167010019</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773611223</link>
         <description><![CDATA[<div>📢&nbsp; <mark>ชื่อสารเคมี</mark> : ออร์กาโนฟอสเฟต&nbsp; Organophosphate&nbsp;<br>(เป็นสารกำจัดศัตรูพืช)</div><div>📌 <mark>อันตรายจากสารเคมี</mark> : เป็นกลุ่มของสารอินทรีย์จำพวกฟอสฟอรัส ที่มีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับการนำไปใช้ทั้งในบ้านเรือนและอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ของสารในกลุ่มนี้มีการนำไปใช้เพื่อเป็นสารกำจัดแมลงและศัตรูพืชชนิดต่างๆ มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสแบบถาวร เมื่อได้รับทั้งทางปากผิวหนัง และสูดดม จะมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียน อ่อนเฉลีย กล้ามเนื้อหดตัวเป็นหย่อมๆ&nbsp;</div><div>📌 <mark>ลักษณะความเป็นพิษ </mark>: มีฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาทโดยจะจับกับตัวเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรส ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณให้ประสาทหยุดการทำงาน มีผลต่อกล้ามเนื้อ ต่อมเเละอวัยวะต่างๆ ในการทำงานมากกว่าปกติเนื่องจากมีปริมาณเอ็นไซม์เคอลีนเอสเตอเรสไม่มากพอที่จะหยุดการทำงาน ทำให้พบอาการ ม่านตาหรี่ หายใจลำบาก มือสั่น เวียนศรีษะ กล้ามเนื้ออ่อนเเรง</div><div>📌 <mark>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</mark> : สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ 1.การหายใจ อยู่ในรูปเเบบของฝุ่นเเล้วสารละลายขนาดเล็ก</div><div>2.ทางผิวหนัง โดยเกิดจากการฉีกขาดของบาดเเผลทำให้เกิดการดูดซึมของสารเคมี&nbsp;</div><div>3.ทางปาก การใช้มือที่ปนเปื้อนสารเคมีหยิบจับอาหารรับประทาน</div><div>📌 <mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัมสารเคมี</mark> :&nbsp;<br>1.ถ้าได้รับสารเคมีทางปากเข้าไปให้รีบดื่มนม น้ำเปล่าหรือไข่ดิบทันที</div><div>2.ทำให้อาเจียนโดยใช้นิ้วเเหย่บนเเถวเพดานคอ</div><div>3.ถ้าเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดให้มากที่สุดทันที</div><div>4.ถ้าสารเคมีโดนผิวหนังให้รีบล้างน้ำสะอาดให้มากที่สุดเเละให้รีบถอดเสื้อที่รดสารเคมี&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935068264/460c9f4f05c5a290676ccd89594ad766/F5FB665D_C348_4EFE_A3CF_216AC03367C5.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 06:27:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773611223</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พรนภา นาทันลิ 62167010050</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773633579</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong><mark>ชื่อสารเคมี</mark></strong><mark>🧪</mark> : อาร์ซีนิค หรือที่เรียกกันว่า “สารหนู”<br><strong><mark>อันตรายจากสารเคมี</mark></strong><mark>⚠️</mark> : สารเคมีดังกล่าวเป็นสารที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ทั้งแบบเฉียบพลันและในระยะยาว เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะสามารถก่อพิษได้หลายกลไก และเกิดขึ้นกับอวัยวะแทบทุกระบบของร่างกาย นอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดการทำลายเซลล์และสารพันธุกรรม รวมถึงยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย โดยจะอันตรายที่สุดถ้าหากถูกนำเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านการกิน<br><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษ</mark></strong><mark>🩸</mark> :</div><div>&nbsp; &nbsp;<strong>- ผลกระทบแบบเฉียบพลัน </strong>มาจากการได้รับสารเคมีดังกล่าวในปริมาณมากซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสารหนูเป็นพิษแบบเฉียบพลันและถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าหากหายใจเอาสารหนูเข้าปอดมากเกินไปจะทำให้มีอาการเจ็บคอ ระคายเคืองที่ปอด ส่วนกรณีที่ผิวหนังสัมผัสกับสารหนูจะก่อให้เกิดอาการบวมแดง และถ้าหากกลืนสารหนูเกินปริมาณที่กำหนดอาจก่อให้เกิดอาการ ปวดท้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาเจียน ท้องเสีย เกิดรอยฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดเสียหาย เป็นต้น<br><strong>&nbsp; &nbsp;- ผลกระทบในระยะยาว </strong>มาจากการได้รับสารหนูในปริมาณเล็กน้อยติดต่อกับเป็นเวลานาน จะส่งผลเรื้อรังและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรงได้ หากได้รับติดต่อกัน 5 ปี อาจเริ่มมีอาการแสดงทางผิวหนัง ได้แก่ ผิวหนังเปลี่ยนสี เกิดแผลที่ผิวหนัง บริเวณฝ่ามือและส้นเท้าแข็ง และอาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้ และถ้าหากได้รับเป็นเวลานานกว่านี้อาจเกิดมะเร็งปอดและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้<br><strong><mark>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย☠️</mark></strong> : <br>&nbsp; &nbsp;<strong>- ทางการกิน </strong>เช่น มีการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนสารหนูเข้าไปในร่างกาย<br>&nbsp; &nbsp;<strong>- ทางการหายใจ <br>&nbsp; &nbsp;- ทางการสัมผัส<br>&nbsp; &nbsp;- ทางการเข้าตา<br></strong><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี🚑</mark></strong> : <br>&nbsp; &nbsp;<strong>- ทางการกิน </strong>หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรทำให้ผู้ป่วยอาเจียนให้ได้มากที่สุด จากนั้นให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเจือจางสารพิษ<br>&nbsp; &nbsp;<strong>- ทางการหายใจ </strong>พาผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ และในบางกรณีอาจต้องมีการใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย จึงควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว<br><strong>&nbsp; &nbsp;- ทางการสัมผัส </strong>รีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อน จากนั้นล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารเคมีด้วยน้ำสะอาด<br><strong>&nbsp; &nbsp;- ทางการเข้าตา </strong>ล้างตาด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง และถ้าหากสวมคอนแทคแลนส์และถอดออกได้ ควรรีบถอดออกเพื่อความปลอดภัย จากนั้นรีบไปพบแพทย์<strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1373102986/1f970dccd9f528b86082d302bb3fd193/B3BEB27E_389A_41FB_9643_7CB7D8304D29.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 06:34:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773633579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววิภาดา วาดเขียน 62167010016</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773744020</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ปรอท (Mercury)🧪<br></strong><strong><em><mark>1. อันตรายจากปรอท 🧫</mark></em></strong><strong><br>&nbsp; &nbsp;</strong>อันตรายที่เกิดจากปรอทอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในทันที เว้นแต่สูดดมสารเคมีเข้าไปในปริมาณมาก เกิดอาการปวดศีรษะ ไอ หลังจากนั้นสักพักใหญ่ๆ จะเริ่มมีอาการเป็นไข้ หายใจไม่สะดวก บางรายเกิดอาการขั้นรุนแรง มีอาการปอดบวมและหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน.<br>&nbsp; &nbsp;หากพิษเหล่านั้นสะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานจะแสดงอาการเรื้อรัง คือ อาการทางระบบประสาท จะเป็นคนขี้โมโห อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย หรือ อาการทางผิวหนัง เกิดอาการอักเสบ บวมแดงในบริเวณที่สัมผัสเป็นเวลานาน<br><br><strong><em><mark>2. ลักษณะความเป็นพิษของสารปรอท 🧫</mark></em></strong><br>พิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม พิษที่ได้รับส่วนใหญ่เกิดจากการกลืนกินปรอท ลักษณะอาการคือ<br>1. อาเจียน ปากพอง เนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ<br>2. เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร<br>3. ท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด<br>4. เป็นลม เนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก<br>5. เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด<br>6. เสียชีวิต <br><br><strong><em><mark>3. วิธีที่สารปรอทเข้าสู่ร่างกาย&nbsp; 🧫</mark></em></strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.ทางระบบหายใจ โดยสูดเอาผง หรือไอปรอทเข้าสู่ปอด เนื่องจากปรอทสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.ทางปาก โดยการรับประทานเข้าไป มักเกิดจากอุบัติเหตุปะปนกับอาหารหรือน้ำดื่ม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.ทางผิวหนัง โดยการดูดซึม ไอระเหยหรือฝุ่นละอองของปรอททำให้ผิวหนังระคายเคืองเกิดโรคผิวหนังได้<br><br><strong><em><mark>4. การปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้สัมผัสสารปรอท 🧫</mark></em></strong><br>&nbsp; &nbsp;4.1 สำหรับคนที่ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ โดยที่ตัวเองไม่ได้รู้ตัวมาก่อนแล้วค่อยมาเกิดอาการขึ้นในภายหลัง ต้องเข้าพบแพทย์และรักษาตามอาการที่เป็น เพราะอาการของแต่ละคนในการที่ได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายก็จะแสดงอาการที่แตกต่างกัน บางคนแสดงอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ บางคนแสดงอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร บางคนแสดงอาการเกี่ยวกับระบบประสาท จึงให้แพทย์รักษาตามอาการของรายบุคคล<br>&nbsp; &nbsp;4.2 หากว่าทานส่วนผสมของปรอทเข้าไปเป็นจำนวนมาก ต้องพบแพทย์ก็คือพยายามทำให้ตัวเองอาเจียนเอาสิ่งต่างๆ เหล่านั้นออกมา เพื่อเป็นการถอนพิษในเบื้องต้นก่อนที่จะต้องรีบไปพบแพทย์เป็นการด่วน<br><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/987296942/7961fcdb58029dd87fe1d26f149b1f76/A413DF01_0DE5_4B5E_9ADE_8C423F88593B.png" />
         <pubDate>2021-09-28 07:19:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773744020</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเมลานี  ศรีสุนทร 61167010114</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773835804</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>★อันตรายจากสารเคมี </strong>: การสะสมของสารปรอทปริมาณมากในร่างกายนั้นเป็นเป็นพิษต่อระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงอวัยวะสำคัญอย่างสมอง หัวใจ ปอด ไต ผิวหนัง และดวงตา มิหนำซ้ำยังส่งผลต่อทารกในครรภ์มารดาด้วย โดยอาจทำให้เกิดอาการต่าง<br><strong>★ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี : </strong><br>การเกิดพิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง พิษชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -มีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือดไปจนถึงขั้นเสียชีวิต</div><div><strong>★</strong>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย :&nbsp;<br><br></div><ol><li>เข้าทางผิวหนัง – ส่วนมากจะพบกับคนที่ต้องทำการในพื้นที่ที่มีสารปรอทโดยปรอทเหล่านี้จะระเหยอยู่ในชั้นบรรยากาศหรือฝุ่นละออง รวมไปถึงในเครื่องสำอางที่เอาไว้ใช้ทางภายนอกด้วย</li><li>เข้าทางปาก – การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารปรอท</li><li>เข้าทางการหายใจ – แน่นอนว่ามันคือการที่สูดดมสารปรอทเข้าไปโดยตรง ส่วนมากแล้วเมื่อสูดดมเข้าไปก็จะตกค้างอยู่บริเวณจมูก</li></ol><div><strong>★วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี : <br></strong>✸<strong>การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับสารพิษทางปาก<br></strong><br></div><ol><li>ตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงมีสติอยู่หรือไม่</li><li>หากยังมีสติอยู่ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนม เพื่อช่วยเจือจางสารพิษในกระเพาะ</li><li>ห้ามให้ผู้ป่วยอาเจียน รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</li></ol><div>✸<strong>การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับสารพิษทางผิวหนัง<br></strong><br></div><ol><li>กำจัด<a href="https://promotion.sanook.com/shopee-voucher/">เ</a>สื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารพิษเหล่านั้นในทันที</li><li>ล้างทำความสะอาดบริเวณที่โดนสารพิษในทันที</li><li>ควรล้างโดยการเปิดให้น้ำไหลผ่าน และล้างออกด้วยน้ำสะอาด เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที อาจใช้สบู่อ่อนๆ</li><li>รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</li></ol><div>✸<strong>การปฐมพยาบาลสำหรับผู้ที่ได้รับสารพิษทางดวงตา<br></strong><br></div><ol><li>รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด เปิดให้น้ำไหลผ่านด้วยตา ควรล้างตาเป็นเวลาอย่างน้อย 15-20 นาที</li><li>หากผู้ป่วยนั้นใส่คอนแทคเลนส์ ให้ทำการถอดคอนแทคเลนส์ก่อนล้างตา</li><li>บรรเทาอาการปวด และจัดการกับอาการช็อก ปิดตาผู้ป่วย</li><li>รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</li></ol><div><strong><br></strong><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1373166826/75fb806efd74be57c7860e992afe8a83/Mercury.jpg" />
         <pubDate>2021-09-28 07:56:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1773835804</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว สุประภาดา รอดถนอม 62167010055</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774059288</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ชื่อสารเคมี : สารปรอท🧪</mark><br><mark>ความอันตราย☠️</mark> : สารประกอบของปรอททำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร ผิวบางลง และเมื่อใช้ติดต่อกัน เป็นเวลานานจะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแส โลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ อีกทั้งในสตรีมีครรภ์ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน<br><br><mark>ลักษณะความเป็นพิษ 🦠</mark>: การเกิดพิษจากสารปรอทมีทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง <br>พิษชนิดเฉียบพลัน<br>มักเกิดจากอุบัติเหตุโดยการกลืนกินสารปรอทเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งปริมาณปกติที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายและทำให้คนตายได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 0.02 กรัม อาการที่เกิดจากการกลืนกินปรอท คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -อาเจียน ปากพอง แดงไหม้ อักเสบและเนื้อเยื่ออาจหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เลือดออก ปวดท้องอย่างแรง เนื่องจากปรอทกัดระบบทางเดินอาหาร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -มีอาการท้องร่วงอย่างแรง อุจจาระเป็นเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เป็นลม สลบเนื่องจากร่างกายเสียเลือดมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -เมื่อเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิต ปรอทจะไปทำลายไต ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะเป็นเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -ตายในที่สุด<br>พิษชนิดเรื้อรัง <br>ปรอทเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง และไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของแขน ขา การพูด และยังทำให้ระบบประสาทรับความรู้สึกเสียไป เช่น การได้ยิน การมองเห็น ซึ่งอันตรายเหล่านี้ เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับดีดังเดิมได้ อาการที่เป็นพิษมากเกิดจากการหายใจ ปอดอักเสบ มีอาการเจ็บหน้าอก มีไข้ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกและตายได้<br><br><mark>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย🧬</mark><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ปรอทสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง เช่นเดียวกับสารพิษชนิดอื่นๆ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.ทางปาก โดยสูดเอาผง หรือไอปรอทเข้าสู่ปอด เนื่องจากปรอทสามารถระเหยกลายเป็นไอได้ง่าย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.ทางปาก โดยการรับประทานเข้าไป มักเกิดจากอุบัติเหตุปะปนกับอาหารหรือน้ำดื่ม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.ทางผิวหนัง โดยการดูดซึม ไอระเหยหรือฝุ่นละอองของปรอททำให้ผิวหนังระคายเคืองเกิดโรคผิวหนังได้<br><br><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี🚒</mark><br>1.ตรวจดูว่าผู้ป่วยยังคงมีสติอยู่หรือไม่<br>2.หากยังมีสติอยู่ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนม เพื่อช่วยเจือจางสารพิษในกระเพาะ<br>3.ห้ามให้ผู้ป่วยอาเจียน รีบนำตัวส่งโรงพยาบาล</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/969859592/8d53e14b352eea235b5366153f4e9469/CE81DC5F_3BDA_47D0_AFC6_2CE8529FB1E6.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 09:42:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774059288</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบุษบา บริคุต 62167010128</title>
         <author>bussababorikud</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774123907</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>ชื่อสารเคมี</mark></strong> : ไซยาไนด์<em> (Cyanide) </em><br>สารเคมีอันตรายชนิดนี้มีรูปแบบของแข็ง ของเหลว และแก๊ส โดยแต่ละชนิดมีแหล่งที่มาและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป&nbsp;</div><div><br></div><div><strong><mark>อัตรายจากสารเคมี</mark></strong>&nbsp;</div><ul><li>ทำให้เกิดอาการ เช่น ระคายเคืองบริเวณที่สัมผัสอย่างผิวหนังหรือดวงตา ร่างกายอ่อนแรง เวียนศีรษะ คลื่นไส้หายใจติดขัด หมดสติ และหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น</li><li>&nbsp;โดยความรุนแรงของอาการนั้นอาจขึ้นอยู่กับชนิดของ Cyanide ปริมาณ และระยะเวลาในการได้รับ</li></ul><div><br></div><div><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี&nbsp;</mark></strong></div><ul><li><strong><em>ภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเฉียบพลัน</em></strong> เป็นอาการที่พบได้ยาก เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดอาการ เช่นหายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ชัก&nbsp; และหมดสติ เป็นต้น</li><li><strong><em>ภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเรื้อรัง</em></strong> เกิดจากการได้รับ Cyanide ปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง และอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นช้าหรือเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลายเป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด</li></ul><div><br></div><div><strong><mark>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</mark></strong></div><ul><li><strong><em>ทางการหายใจ</em></strong> —&gt; การสูดก๊าซ Cyanide ที่อยู่ในอากาศ</li><li><strong><em>ทางปาก</em></strong> —&gt; โดยการกิน&nbsp; Cyanide ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ</li><li><strong><em>ทางการสัมผัส</em></strong> —&gt; โดยการสัมผัสกับ&nbsp; Cyanide โดยตรงทางผิวหนังและดวงตา</li></ul><div><br></div><div><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสทางเคมี</mark></strong></div><ul><li><strong><em>ปฐมพยาบาล</em></strong> กรณีสารเคมีรั่วไหล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเท ถอดเสื้อผ้าออก ล้างตัวด้วยน้ำเปล่าให้มากที่สุด ถ้าเข้าตาให้ทำการล้างตาด้วย สังเกตสัญญาณชีพ ใส่ท่อช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ออกซิเจนเสริม</li><li><strong><em>การรักษาระยะเฉียบพลัน</em></strong> ทำการล้างตัว (decontamination) ทั้งที่จุดเกิดเหตุและที่โรงพยาบาล ช่วยการหายใจให้ออกซิเจน</li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311353413/0b20d0dbd61dc18774bea0d4e3e5da91/710371CA_1FD7_4689_A450_CEFC135142BC.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 10:18:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774123907</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณิชารีย์ แก้วณรงค์ 62167010009</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774274182</link>
         <description><![CDATA[<div>🎈ชื่อสารเคมี : โซเดียมไฮดรอกไซด์<br>🎈อันตรายจากสารเคมี :<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โซดาไฟมีฤทธิ์เป็นด่างจึงกัดผิวหนังได้ ยิ่งเข้มข้นมากยิ่งมีฤทธิ์มาก อันตรายเฉียบพลัน ถ้าหายใจเข้าไปโดยการสูดดมฝุ่นควันของสารจะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ อาจเกิดปอดอักเสบ น้ำท่วมปอดได้ หากเข้าตาจะมีฤทธิ์ทำลายตั้งแต่ระคายเคืองหรือรุนแรงกระทั่งทำให้ตาบอดได้ หากถูกผิวหนังจะทำให้เกิดการไหม้จนเป็นแผลลึก หากรับประทานเข้าไปจะเกิดการไหม้ในปาก ลำคอ และทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ผู้ที่เคยได้รับสารเข้าไปทางปาก อาจมีการพัฒนากลายเป็นมะเร็งในภายหลัง 12-42 ปี หลังจากกินเข้าไป<br>🎈ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&gt; ลักษณะการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&gt; ลักษณะการเป็นพิษแบบเรื้อรัง เช่น ผู้ที่เคยได้รับสารเข้าไปทางปาก อาจมีการพัฒนากลายเป็นมะเร็งในภายหลัง 12-42 ปี&nbsp;<br>🎈วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย : ทางระบบทางเดินหายใจผ่านการสูดดม / ทางตา /ทางปาก /ทางผิวหนัง<br>🎈วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสเคมี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ถ้าหายใจเข้าไปให้รีบย้ายผู้ป่วยออกมาให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์แล้วนำส่งแพทย์ หากเข้าตารีบล้างตาด้วยน้ำอุ่นโดยค่อยๆให้น้ำไหลผ่านตา 30 นาที เปิดเปลือกตาไว้ อย่าให้น้ำล้างตาไหลเข้าตาข้างที่ไม่เป็นอะไร เมื่อถูกผิวหนังให้รีบล้างออกโดยให้น้ำไหลผ่านบริเวณที่ถูกสารอย่างน้อย 30 นาที พร้อมกับถอดชุดอุปกรณ์ต่างๆที่เปื้อนสารออกแล้วรีบนำส่งแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/972269156/2f7b137d1075b0d67fbd9583dbf7e089/3A7BF73B_CE36_4956_BF22_8ACF3FFEF2A9.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 11:40:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774274182</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพัชรี ป้องกันภัย 62167010051</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774309261</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><blockquote><strong><mark>♡︎ ┄</mark></strong><mark>✩</mark><strong><mark> </mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark>ชื่อสารเคมี</mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark> :&nbsp;</mark></strong></blockquote><div>คลอโรฟอร์ม(Chloroform) เป็นสารประกอบเคมีอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี ที่อุณหภูมิปกติ มีรสหวาน ระเหยง่าย และมีกลิ่นเฉพาะตัว</div><div><br></div><div><br></div><blockquote><strong><mark>♡︎ ┄</mark></strong><mark>✩</mark><strong><mark> </mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark>อันตรายจากสารเคมี</mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark> :&nbsp;</mark></strong></blockquote><div>คลอโรฟอร์มทำให้เกิดอันตรายที่ตับ และ ไต โดยทำลายเซลล์ที่อวัยวะทั้งสอง และเนื่องจากคุณสมบัติการละลายตัวได้ดีในไขมันทำให้สามารถแพร่ผ่านรกเข้าสู่ตัวอ่อน จึงอาจเป็นพิษต่อตัวอ่อนในครรภ์ จากการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าคลอโรฟอร์มทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างยีนของใข่ และเสปิร์ม ที่สำคัญคลอโรฟอร์มคือหนึ่งในรายชื่อของสารที่สงสัยว่าจะก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์และจัดอยู่ในกลุ่ม 2B (IRAC Category)</div><div><br></div><div><br></div><blockquote><strong><mark>♡︎ ┄</mark></strong><mark>✩</mark><strong><mark> </mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark> :&nbsp;</mark></strong></blockquote><div>**เฉียบพลัน : อาการที่ปรากฏหลังจากได้รับคลอโรฟอร์มเข้าสู่ร่างกายที่เด่นชัด คือ ความดันโลหิตต่ำและอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น&nbsp;</div><div>**เรื้อรัง : แต่หากได้รับคลอโรฟอร์มต่อเนื่องกันนานๆ หรือได้รับปริมาณมาก จะเกิดอันตรายต่อร่างกายส่วนต่างๆ ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 📌ระบบหัวใจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 📌ระบบทางเดินหายใจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบการหายใจ อาจมีอาการปอดบวม จนถึงปดอักเสบ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 📌ระบบประสาท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คลอโรฟอร์มจะไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหัว ไม่รู้สึกอยากอาหาร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 📌ระบบทางเดินอาหาร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน</div><div><br></div><div><br></div><blockquote><mark>♡︎ ┄✩ ✨วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย✨ :&nbsp;</mark></blockquote><ol><li>ทางผิวหนังจากการสัมผัสโดยตรง เมื่อคลอโรฟอร์มถูกผิวหนังจะซึมผ่านชั้นผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบร้อน เกิดผื่นคัน และอาจทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่ถูกสัมผัสตายได้</li><li>ทางปาก จากการกลืน</li><li>ทางจมูก จากการสูดดมอากาศที่มีไอคลอโรฟอร์ม</li></ol><div><br></div><div><br></div><blockquote><strong><mark>♡︎ ┄</mark></strong><mark>✩</mark><strong><mark> </mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</mark></strong><mark>✨</mark><strong><mark> :&nbsp;</mark></strong></blockquote><ol><li>กรณีสัมผัสถูกผิวหนัง ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์ม ถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก ล้างร่างกายที่สัมผัสคลอโรฟอร์มให้สะอาดและทั่วถึงด้วยสบู่และน้ำ</li></ol><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.กรณีสัมผัสดวงตา ให้ล้างตาด้วยน้ำจำนวนมากอย่างน้อย 15 นาที</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.กรณีสูดดม ให้นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีคลอโรฟอร์มไปยังที่ที่อากาศบริสุทธิ์ หากผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดช่วย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.กรณีกลืนกิน ให้ล้างท้อง (หลีกเลี่ยงการทำให้อาเจียน) แล้วใช้ผงถ่านกัมมันต์ดูดซับคลอโรฟอร์ม โดยใช้ผงถ่านกัมมันต์ 30 กรัม ผสมกับน้ำหรือ sorbital หรือ ยาระบายน้ำเกลือ (Saline cathartic) ในขนาด 240 มิลลิลิตรขนาดรับประทานปกติสำหรับผู้ใหญ่ 25 ถึง 100 กรัม สำหรับเด็ก (อายุ 1 ถึง 2 ปี) ใช้ 25 ถึง 50 กรัมกรณีเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ใช้ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม อย่างไรก็ตามการใช้ผงถ่านกัมมันต์ร่วมกับยาระบายน้ำเกลือพึงใช้ด้วยความระมัดระวัง หากหลีกเลี่ยงได้ควรงดการใช้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935096097/952afa82d906e553a3c514095db980f6/0D1B93AB_961D_40DD_B599_5FC79E49501B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 11:57:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774309261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกณิษฐา ธันยดุล 62167010117</title>
         <author>kanithathunyadul</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774699082</link>
         <description><![CDATA[<div>❗️ชื่อสารเคมี:เเอมโมเนียหรือไนโตรเจนไตรไฮไดรด์<br>❗️อันตรายจากสารเคมี:แอมโมเนีย มีสูตรทางเคมี คือ NH3 เป็นสารที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ซึ่งคนเราสามารถสัมผัสกลิ่นแอมโมเนียได้หากมีความเข้มข้นมากกว่า 5 ppm ถ้าหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้น้ำตาไหล ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรงทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย<br>❗️ลักษณะความรุนแรงของสารเคมี:เป็นการเกิดพิษแบบเฉียบพลันเมื่อสัมผัสสารไอระเหยของแอมโมเนียทำให้เกิดระคายเคืองที่เยื่อบุตา มีอาการน้ำตาไหล หนังตากระตุก ผิวหนังอาจไหม้ แอมโมเนียจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ น้ำลายออกมาก ปวดแสบปวดร้อนบริเวณทรวงอก เป็นต้น<br>‼️วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย:แอมโมเนียเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำได้ให้สารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ สารละลายแอมโมเนียระคายเคืองอย่างมากต่อเยื่อบุเมือก ตา และผิวหนัง&nbsp; อาการทางตา<br>‼️วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี:<br>-กรณีที่เเอมโมเนียถูกเสื้อผ้า ให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนแอมโมเนียออกทันที&nbsp;<br>แต่ในกรณีเสื้อผ้าที่เย็นแข็งติดผิวหนัง ต้องทำให้อ่อนตัวก่อนถอดล้างร่างกายด้วยน้ำอุ่นสะอาดอย่างน้อย 15 นาที&nbsp;<br>-กรณีที่แอมโมเนียสัมผัสตา ให้ล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก ๆ โดยเปิดน้ำไหลผ่านตา อย่างน้อย 15 นาที แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว</div><div>-กรณีที่แอมโมเนียสัมผัสผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่&nbsp;<br>-กรณีหายใจเอาก๊าซแอมโมเนียเข้าไป ควรรีบเคลื่อนย้ายจากที่เกิดเหตุไปไว้ในที่อากาศถ่ายเท ถ้าผู้ประสบเหตุหายใจอ่อนให้ใช้ออกซิเจนช่วยหายใจ นาน 2 นาที แต่ไม่เกิน 15 นาที แต่หากหัวใจหยุดเต้นให้ปั๊มหัวใจทันที&nbsp;<br>-กรณีกลืนกินแอมโมเนีย ให้บ้วนปากด้วยน้ำมาก ๆ และดื่มน้ำ 1 แก้ว และทำให้อาเจียนโดยใช้ยาขับเสมหะหรือวิธีการล้วงคอ ยกเว้นในรายที่หมดสติ ให้รีบนำส่งแพทย์ทันที และหากอยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของแอมโมเนีย ให้เตรียมอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อมใช้งานเสมอ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1372855662/24f0fd6f2a08bf3212640453db515a7d/C270AFD7_BAC8_4813_850C_7D12CB9F8E25.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 13:54:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774699082</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. วรินทร มูลสิน (62167010140)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774849312</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อสารเคมี</strong> : ไซลีน (Xylene) <br><strong><mark>อันตรายจากสารเคมี</mark></strong><strong> ☠️</strong><br>&nbsp; &nbsp; <strong>1. อันตรายเกี่ยวกับความปลอดภัย</strong> : เป็นสารไวไฟ&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; <strong>2. อันตรายต่อคน</strong> : เมื่อสูดดมและสัมผัสถูกผิวหนัง เสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อดวงตา&nbsp; ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ<br>&nbsp; &nbsp; <strong>3. อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม</strong> : เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ เป็นอันตรายต่อแหล่งน้ำดื่ม<br><strong><mark>ลักษณะความเป็นพิษของสารเคมี</mark></strong><strong>🧠<br>อาการพิษเฉียบพลัน<br></strong>&nbsp; &nbsp; <strong>1. ผิวหนัง</strong> : ทำให้ผิวหนังระคายเคืองจากการสัมผัสบ่อยบ่อยเป็นระยะเวลานาน<br>&nbsp; &nbsp; <strong>2. ตา</strong> : ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตาอย่างรุนแรง<br>&nbsp; &nbsp; <strong>3. ระบบหายใ</strong>จ : สูดดมไอระเหยเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการบวมน้ำ (edena)ในทางเดินหายใจ<br><strong>อาการเรื้อรัง<br></strong>&nbsp; &nbsp;&nbsp;อาการทางสมองได้หลายรูปแบบ เช่น dementia, depression, cerebellar degeneration ยังอาจทำให้เกิดภาวะ cardiomyopathy ได้<br><strong><mark>วิธีที่สารเคมีสามารถเข้าสู่ร่างกาย</mark></strong><strong>👤</strong><br>&nbsp; &nbsp;<strong>1. การหายใจ</strong> : สารเคมีที่อยู่ในรูปของไอระเหย ก๊าซ ละออง เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจอาจ ทำลายระบบทางเดินหายใจ<br>&nbsp; &nbsp;<strong>2. ดูดซึมผ่านผิวหนัง(หรือตา)</strong> : โดยการสัมผัสหรือจับสารพิษ อาจมีผลกระทบที่ค่อนข้างน้อย เช่น เป็นผื่นแดง หรือรุนแรงมากขึ้น <br>&nbsp; &nbsp;<strong>3. การกินเข้าไ</strong>ป : สารที่กินเข้าไปมีฤทธิ์กัดกร่อน จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร<br><strong><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ที่สัมผัสสารเคมี</mark></strong><strong>🧑🏻‍⚕️</strong><br>&nbsp; &nbsp; <strong>1. การหายใจ</strong> : ให้เคลื่อนย้ายออกไปที่อากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าหายใจลำบากให้ออกซิเจน นำส่งแพทย์<br>&nbsp; &nbsp; <strong>2. ทางผิวหนัง</strong> : ให้ฉีดล้างผิวหนังทันทีด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆอย่างน้อย 15 นาที พร้อมถอดเสื้อและรองเท้าที่เปรอะเปื้อนสารเคมีออก<br>&nbsp; &nbsp; <strong>3. ทางตา</strong> : ให้ฉีดล้างตาทันทีด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ อย่างน้อย 10 นาที พร้อมกระพริบตาถี่ๆ ขณะทำการล้าง นำส่งแพทย์<br>&nbsp; &nbsp; <strong>4. การกลืนกินเข้าสู่ร่างกาย</strong> : ห้ามทำให้อาเจียน ห้ามให้กินนมหรือน้ำมันที่ย่อยสลายได้ ทำให้ผู้ป่วยหายใจสะดวก นำส่งแพทย์<br><br>อ้างอิง : กรมควบคุมมลพิษ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935078608/5a8031c049d6cf7fcdb9f7d59020c335/5D718C8C_42AB_4A04_93B0_0603D9EB5EEE.webp" />
         <pubDate>2021-09-28 14:32:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1774849312</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสิริยากร ฉัตรสุวรรณ 62167010018</title>
         <author>siriyakonchatsuwan</author>
         <link>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1775311541</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ชื่อสารเคมี</mark> : สารหนู หรือ อาร์เซนิก</div><div><mark>อันตราย</mark> :&nbsp;<br>ผลกระทบแบบเฉียบพลัน</div><ul><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87">ปวดท้อง</a></li><li>กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89">คลื่นไส้</a> และอาเจียน</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ท้องเสีย</a>&nbsp;</li><li>เป็นเหน็บตามมือและเท้า</li><li>เกิดรอยฟกช้ำเนื่องจากหลอดเลือดเสียหาย</li></ul><div>ผลกระทบระยะยาว&nbsp;</div><div>เป็นพิษต่อระบบประสาท เป็นโรคเบาหวาน โรคปอด โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดความเสียหายที่ปอดและไต และอาจทำให้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือภาวะขาดแคลนเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจนมีอาการอ่อนเพลียและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ สารหนูอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการตั้งครรภ์ ทารกเสียชีวิต หรือกระทบต่อพัฒนาการของเด็ก เช่น ความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นต้น</div><div><br></div><div><mark>ลักษณะความเป็นพิษ</mark> : สารหนูจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์กว่า 200 ชนิดซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1">เมแทบอลิซึม</a>และการสังเคราะห์-ฟื้นฟู<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD">ดีเอ็นเอ</a> หากได้รับในชั่วเวลาอันสั้นจะทำให้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99">อาเจียน</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87">ปวดท้อง</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87">ท้องร่วง</a>และมี<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87">อาการผิดปกติทางสมอง</a> ในขณะที่ระยะยาวจะทำให้ผิวหนังหนาและเข้ม ปวดท้อง ท้องร่วง เหน็บชา มี<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94">อาการผิดปกติทางหัวใจ</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87">มะเร็ง</a></div><div><br></div><div><mark>วิธีที่สารเคมีเข้าสู่ร่างกาย</mark> :&nbsp;</div><div>• <strong>อาหาร </strong>เป็นแหล่งที่พบสารหนูได้มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อาหารที่มักพบสารหนู เช่น อาหารทะเล ข้าว เห็ด สัตว์ปีก เป็นต้น</div><ul><li><strong>น้ำดื่ม </strong>พบการปนเปื้อนของสารหนูได้มากเช่นกัน ในหลาย ๆ ประเทศในน้ำดื่มมักมีสารหนูปริมาณสูง ซึ่งแหล่งน้ำที่พบการปนเปื้อนบ่อยคือแหล่งน้ำใต้ดิน เช่น บ่อน้ำ หรือแหล่งน้ำที่ผิวดินอย่างทะเลทรายหรืออ่างเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม สารหนูจากแหล่งน้ำนั้นควบคุมปริมาณการปนเปื้อนได้</li></ul><div><br></div><div><mark>วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น</mark> :&nbsp;</div><ul><li><strong>ได้รับสารหนูผ่านการรับประทานหรือดื่ม</strong> หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวควรพยายามทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมามากที่สุด จากนั้นจึงให้ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว เพื่อเจือจางสารพิษ</li><li><strong>ได้รับสารหนูทางการหายใจ </strong>ควรพาผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้หายใจนำอากาศที่ดีเข้าร่างกายมากขึ้น ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย จึงควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อความปลอดภัย</li><li><strong>สัมผัสสารหนูทางผิวหนัง </strong>ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่มีการปนเปื้อนออกเพื่อไม่ให้ผิวหนังของผู้ป่วยสัมผัสกับสารหนูเป็นเวลานาน จากนั้นล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารหนูด้วยน้ำสะอาด</li><li><strong>สารหนูเข้าตา </strong>ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดติดต่อกันครู่หนึ่ง หากสวมคอนแทคเลนส์และถอดออกได้ ควรถอดออกเพื่อความปลอดภัย จากนั้นรีบไปพบแพทย์</li></ul><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/935066347/c27bfc3a8be7f844a6e369e24f14c367/36954109_A38C_4F17_8EB5_2010D8EF15B8.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 16:42:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/pattakorn/y6z253mlt0fsyat0/wish/1775311541</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
