<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>My bold padlet by Thitima Makaew</title>
      <link>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-06-18 02:22:34 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-06-18 03:22:23 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ปะเภทของสกินแคร์</title>
         <author>thitimamakaew80</author>
         <link>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030612852</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเภทของสกินแคร์ (Skincare)</p><p>แบ่งตามเนื้อผลิตภัณฑ์และลำดับการใช้</p><p>1. เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover)</p><p>2. คลีนเซอร์ (Cleanser)</p><p>3. โทนเนอร์ (Toner)</p><p>4. เอสเซนส์ (Essence)</p><p>5. เซรั่ม (Serum)</p><p>6. อีมัลชั่น (Emulsion)</p><p>7. โลชั่น (Lotion)</p><p>8. ครีม (Cream)</p><p>9. ผลิตภัณฑ์กันแดด (Sunscreen)</p><p><br></p><p>1. เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover)</p><p>เมคอัพรีมูฟเวอร์ (Makeup Remover) หรือ คลีนซิ่ง (Cleansing) คือ ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง มีลักษณะเป็นของเหลว เช่น ออยล์ เจล น้ำ เป็นต้น วิธีใช้มีทั้งแบบหยดลงบนสำลีแล้วเช็ดทำความสะอาดผิวหน้า หรือนวดลงบนผิวหน้าแล้วค่อยใช้สำลีเช็ดออก เป็นการทำเพื่อล้างเครื่องสำอาง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่แต่งหน้าแล้วลงรองพื้น (Foundation) บีบี (BB Cream) ไพรเมอร์ (Primer) รวมไปถึงครีมกันแดด เพราะเมคอัพรีมูฟเวอร์จะช่วยเช็ดเครื่องสำอางเหล่านี้ออกจนหมดก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ (Cleanser) คือ สบู่ หรือโฟม ทำให้เครื่องสำอาง สิ่งสกปรก คราบมัน ไม่อุดตันบนใบหน้า เมคอัพรีมูฟเวอร์มีหลายประเภทให้เลือก ยกตัวอย่างเช่น</p><p><br></p><p>2. คลีนเซอร์ (Cleanser)</p><p>คลีนเซอร์ (Cleanser) คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าหลังจากที่ล้างเครื่องสำอางออกแล้ว คลีนเซอร์จะทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ยังตกค้างในรูขุมขน และควรใช้ในทุกเช้าหลังตื่นนอน ไม่ใช่เฉพาะหลังล้างเครื่องสำอาง คลีนเซอร์มีหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น</p><p><br></p><p>3. โทนเนอร์ (Toner)</p><p>หลังจากทำความสะอาดใบหน้าด้วยคลีนซิ่งและคลีนเซอร์แล้ว การใช้โทนเนอร์ (Toner) จะช่วยเก็บกวาดสิ่งสกปรกที่ตกค้างเป็นขั้นตอนสุดท้าย และเตรียมพร้อมผิวสำหรับการบำรุงด้วยสกินแคร์ในขั้นตอนต่อไป โทนเนอร์มีลักษณะเป็นโลชั่นเนื้อบาง และมักมีวิตามินและเกลือแร่บำรุงผิว วิธีใช้คือเทโทนเนอร์ลงบนสำลีแผ่นแล้วเช็ดทำความสะอาดเบาๆ ทั่วใบหน้าโดยเช็ดจากล่างครึ่งบนเพื่อเปิดรูขุมขน</p><p><br></p><p><br></p><p>4. เอสเซนส์ (Essence)</p><p>เอสเซนส์ (Essence) หรือที่สาวๆ เรียกกันติดปากว่าน้ำตบ คือ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าในขั้นแรก มีลักษณะเป็นน้ำเหลวใส เบาบาง ส่วนผสมไม่เข้มข้นเท่าเซรั่ม จึงซึมสู่ผิวได้เร็วกว่า และเหมาะกับทุกสภาพผิว วิธีใช้ก็สมกับชื่อน้ำตบ คือเทลงบนฝ่ามือแล้วตบเบาๆ บริเวณแก้ม หน้าผาก คาง เพื่อให้ซึมซาบเข้าสู่ผิว</p><p><br></p><p>5. เซรั่ม (Serum)</p><p>เซรั่ม (Serum) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เนื้อเข้มข้นกว่าเอสเซนส์ จึงเห็นผลได้ไวกว่า เซรั่มมีส่วนผสมของน้ำมัน จึงไม่เหมาะกับคนที่มีผิวมัน เซรั่มสามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างเจาะจง เช่น แก้ปัญหาสิว ริ้วรอย จุดหมองคล้ำ วิธีใช้คือเทเซรั่มลงบนฝ่ามือแล้วทาให้ทั่วใบหน้า</p><p><br></p><p>6. อีมัลชั่น (Emulsion)</p><p>อีมัลชั่น (Emulsion) คือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เนื้อบางเบา มีส่วนผสมของโลชั่นและครีมแต่ออกไปทางโลชั่นมากกว่า เหมาะทั้งคนผิวแห้ง และผิวมัน เพราะอีมัลชั่นช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งสำหรับผิวมันเกิดจากผิวขาดน้ำรูขุมขนจึงผลิตน้ำมันออกมา การเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยอีมัลชั่นจะลดความมันบนใบหน้าได้นั่นเอง</p><p><br></p><p>7. โลชั่น (Lotion)</p><p>โลชั่น (Lotion) ไม่ใช่สกินแคร์สำหรับบำรุงผิวกายเท่านั้น แต่ยังมีแบบบำรุงผิวหน้าด้วย ซึ่งจะมีเนื้อที่เข้มข้นกว่าอีมัลชั่นเพราะมีน้ำมันมากกว่า แต่จะเหลวกว่าเนื้อครีม การทาโลชั่นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยเคลือบผิวชั้นนอกเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เหมาะทั้งผิวธรรมดาและผิวผสม นอกจากนิ้สกินแคร์ทางฝั่งเอเชียก็มีผลิตภัณฑ์โลชั่นที่เป็นเป็นน้ำคล้ายโทนเนอร์และเอสเซนส์ ซึ่งไว้ใช้เป็นน้ำตบได้เช่นกัน</p><p> </p><p>8. ครีม (Cream)</p><p>ครีม (Cream) เป็นสกินแคร์ที่ได้รับความนิยมที่สุด และมีส่วนผสมของน้ำมันเยอะที่สุด จึงมีเนื้อเข้มข้นที่สุด แม้จะใช้เวลาในการซึมซาบสู่ผิวนานกว่าแบบอื่นๆ แต่ก็ช่วยคงความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง หรือทาในช่วงอากาศหนาว เพราะมีน้ำมันช่วยเคลือบผิวป้องกันการสูญเสียน้ำ</p><p> </p>]]></description>
         <enclosure url="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1e/Skin_care_cosmetics.jpg" />
         <pubDate>2024-06-18 02:42:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030612852</guid>
      </item>
      <item>
         <title>5วิธีการเลือกใช้เครื่องสำอาง</title>
         <author>thitimamakaew80</author>
         <link>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030621092</link>
         <description><![CDATA[<p>1.ตรวจสอบเลขที่จดแจ้งผลิตภัณฑ์</p><p>การตรวจสอบเลขที่ผลิตภัณฑ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบเครื่องสำอาง ว่ามีแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือหรือไม่ วิธีการตรวจสอบแสนง่ายดาย เพียงพลิกดูด้านหลังของผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจจะอยู่บนกล่อง หรือด้านหลังบรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆ สั่งเกตตัวเลข 13 หลัก จากนั้นนำตัวเลขไปกรอกใน ระบบตรวจสอบใบอนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตามลิงค์นี้</p><p><br/></p><p>2. เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้</p><p>ในปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องไปถึงร้านค้าเพื่อซื้อสินค้า เพราะเรามีหลากหลายช่องทางในการเลือกซื้อสินค้า อาทิ แพลทฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ อย่างไรก็ดี หากต้องการซื้อสินค้าผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ ควรเลือกซื้อจากร้านค้าทางการ หรือ Official Store เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นเป็นของแท้แน่นอนเช่น Sephora, Beautrium, Eveandboy, Konvy, Watsons, Boots เป็นต้น</p><p><br/></p><p>3. ทดสอบอาการแพ้ผลิตภัณฑ์</p><p>ควรทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการนำมาใช้จริง ด้วยการทาผลิตภัณฑ์ในปริมาณเล็กน้อยบริเวณผิวที่อ่อนนุ่มเช่นบริเวณท้องแขน จากนั้นสังเกตอาการ ว่ามีอาการแสบร้อน คัน หรือมีผื่นขึ้นบริเวณที่ทาหรือไม่ แต่หากทดลองแล้วไม่มีอาการดังกล่าวก็สามารถใช้ได้</p><p><br/></p><p>4. ตรวจเช็ควันหมดอายุของสินค้า</p><p>ตรวจสอบวันหมดอายุของสินค้า ดูได้จากกล่องสินค้าหรือบนตัวบรรจุภัณฑ์</p><p><br/></p><p>5. สังเกตการเปลี่ยนแปลง</p><p>หมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงของบรรจุภัณฑ์หรือไม่ ไปจนถึงเนื้อครีมต่างๆว่ามี สี กลิ่น เปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า หากมีการเปลี่ยนแปลงควรหยุดใช้ทันที</p>]]></description>
         <enclosure url="https://shippingxps.com/wp-content/uploads/2023/03/px729421-image-kwvxgttg.jpg" />
         <pubDate>2024-06-18 02:48:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030621092</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทริคแต่งตัวให้เหมาะกับหุ่น</title>
         <author>thitimamakaew80</author>
         <link>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030628486</link>
         <description><![CDATA[<p> 1เข้าใจรูปร่างของตัวเอง</p><p>อันดับแรกต้องดูว่าเสื้อผ้าแบบไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด เข้ากับรูปร่างและสีผิวของเรา พร้อมยอมรับข้อดีข้อด้อยของตัวเองจะทำให้เราหาสไตล์ที่เข้ากับเราได้โดยไม่ต้องหลอกตัวเอง</p><p>2. เช็คตู้เสื้อผ้าของตัวเอง</p><p>ลองค้นตู้เสื้อผ้าดูนะว่าเราซื้อเสื้อผ้าแบบไหนเยอะที่สุด พอเห็นแล้วก็จะหยิบมาใส่บ่อยๆ เป็นตัวโปรดที่ใส่แล้วมีความสุขรู้สึกมั่นใจ ลองสังเกตดูว่าสไตล์นี้เป็นแนวไหน อาจจะลองหารูปประกอบเพิ่มเติมว่าใช่แบบที่เราชอบใส่มั้ยหรืออาจจะ mix&amp;match เสื้อผ้าในตู้ให้หลากหลายดู เผื่อจะเจออีกสไตล์ที่เรายังไม่เคยรู้มาก่อน</p><p>3. หาแรงบันดาลใจ</p><p>มองหาแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นจากคนรอบข้าง หรือไอดอลที่เราชอบและดูสไตล์การแต่งตัวของเขา ดูว่าสไตล์ในชีวิตประจำวันเขาแต่งตัวยังไงกันบ้างนะ หรือเวลาไปเที่ยวใส่อะไรเป็นพิเศษมั้ย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการหาสไตล์ให้กับตัวเองเพิ่มมากขึ้น</p><p>4. สร้างคลังไอเดียสุดเจ๋ง</p><p>คลังไอเดีย เป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาสไตล์ส่วนตัวของเรา เมื่อเรารวบรวมแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นของเราได้แล้วให้เอาภาพมาเก็บไว้ในคลังไอเดีย เราอาจจะเห็นไอดอลที่เราชอบสวมกางเกงยีนส์ขาดสุดเท่กับสวมเสื้อครอปซึ่งให้ความรู้สึกว่าเรียบง่ายแต่มีสไตล์ เป็นตัวอย่างไอเดียการแต่งตัวเราก็เก็บภาพเหล่านั้นไว้ในคลังไอเดียของเราเพื่อใช้เป็นตัวเลือกในการชอปปิ้งเสื้อผ้าชุดใหม่ของเราได้</p><p>5. จัดตู้เสื้อผ้าใหม่</p><p>ตู้เสื้อผ้าคือที่เก็บเหล่าทั้งหลายเสื้อผ้าของเราที่มีอยู่ที่เราสามารถ mix&amp;match เพื่อสร้างลุคใหม่ได้อย่างง่ายดาย เป็นความคลาสสิคในการแต่งตัวเมื่อเราเลือกหยิบเสื้อผ้าโทนสีกลางหรือสีเบจที่เข้าได้กับทุกสิ่ง เพียงเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์เข้ารูป ซึ่งเราก็อาจจจะมีชุดเหล่านี้อยู่ในตู้อยู่แล้ว ไอเทมเหล่านี้อาจเรียบง่าย แต่จะช่วยให้เราอวดสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเองได้ด้วย เป็นการจัดตู้เสื้อผ้าแบบใหม่ที่เข้ากับเรามากขึ้น</p>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=3BdCcV1HcwA" />
         <pubDate>2024-06-18 02:53:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030628486</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การดูแลรักษาหุ่น</title>
         <author>thitimamakaew80</author>
         <link>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030636157</link>
         <description><![CDATA[<p>  1กินอาหารที่มีประโยชน์</p><p>เชื่อว่าอากาศร้อนๆ อย่างนี้ สาวๆ หลายคนจะอดใจไม่ไหว ขอกินไอศกรีมสักแท่ง เติมความหวานเข้าร่างกายสักหน่อย จะได้สดชื่นตลอดวัน แต่รู้หรือไม่ว่าของหวานเหล่านี้เต็มไปด้วยแคลอรี่ ซึ่งจะทำให้สาวๆ น้ำหนักขึ้นในที่สุด นอกจากนี้อาหารในงานปาร์ตี้ช่วงเทศกาลวันหยุดต่างๆ จำพวกอาหาร Junk Food อย่างพิซซ่า ของมัน ของทอด ขนมเค้ก ก็แคลอรี่เยอะเช่นกัน ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยง หากรู้ตัวว่าจะต้องไปปาร์ตี้อาจรองท้องด้วยผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ ส้ม เป็นต้น ส่วนอาหารอื่นๆ ก็กินพอให้รู้รสชาติ ชิมพอให้หายอยากก็พอแล้ว</p><p>&gt; กลับสารบัญ</p><p>  2ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ</p><p>เมื่ออากาศร้อนก็ยิ่งกระหายน้ำ หลายคนจึงเลือกที่จะดื่มน้ำอัดลมให้ชื่นใจ แม้น้ำอัดลมบางชนิดจะมีการโฆษณาว่า 0 แคลอรี่ แต่สุดท้ายจะกระตุ้นความอยากอาหารให้เพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นควรจิบน้ำบ่อยๆ ให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากจะฉลองปาร์ตี้แบบจัดหนักในช่วงสงกรานต์นี้ ทริคที่แนะนำคือควรจิบเครื่องดื่มช้าๆ ค่อยๆ จิบทีละนิด</p><p>&gt; กลับสารบัญ</p><p>  3นอนพักผ่อนให้เพียงพอ</p><p>การพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ หลายคนคิดว่าแค่กินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผัก ผลไม้ ออกกำลังกายอย่างหนัก ก็น่าจะลดน้ำหนักได้แล้ว แต่ในความจริงแล้วหากพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายเหนื่อยง่าย เครียดง่าย ก็จะส่งผลกระทบอีกหลายอย่างตามมา เช่น ต้องการกินของหวานเพิ่มมากขึ้น ไม่มีพลังทำอะไร แม้กระทั่งออกกำลังกายหรือทำอาหารเพื่อสุขภาพ ดังนั้นควรนอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน</p><p>&gt; กลับสารบัญ</p><p>  4ออกกำลังกาย</p><p>ไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็อย่าหยุดออกกำลังกาย โดยควรเน้นการออกกำลังกายที่ช่วยเบิร์นแคลอรี่ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ คาร์ดิโอ ซึ่งจะช่วยให้รูปร่างดีขึ้น หากผู้ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นการออกกำลังกาย ให้ค่อยๆ เพิ่มเวลาไปทีละนิด จากครึ่งชั่วโมงเป็น 45 นาที เป็นจำนวน 3-4 วันต่อสัปดาห์ นอกจากนี้สิ่งที่ควรทำควบคู่กันไปด้วยคือเวทเทรนนิ่ง ซึ่งจะช่วยกระชับกล้ามเนื้อ ทำให้รูปร่างดูฟิตแอนด์เฟิร์ม</p><p>&gt; กลับสารบัญ</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=h-VBCCuSCN8" />
         <pubDate>2024-06-18 02:58:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/thitimamakaew80/y1msshi41l8dpsqg/wish/3030636157</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
