<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>6/9 วิธีการทางประวัติศาสตร์  by Natthanankon Thungthong</title>
      <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-11-17 04:09:00 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-17 18:04:22 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>วิธีการทางประวัติศาสตร์</title>
         <author>nattanankon</author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1895961411</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> การกำหนดปัญหาหรือกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา<strong><br>ขั้นที่ 2 </strong>การรวบรวมหลักฐานหรือรวบรวมข้อมูล<strong><br>ขั้นที่ 3 </strong>การประเมินคุณค่าของหลักฐาน<strong><br>ขั้นที่ 4 </strong>การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล<strong><br>ขั้นที่ 5</strong> การเรียบเรียงและนำเสนอ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-17 04:19:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1895961411</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สาธิดา สมบูรณ์ 18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909645808</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทําไมถึงเกิดเหตุการณ์ล่าแม่มด<br>ขั้นที่2&nbsp;<br>การล่าแม่มดอย่างถูกกฏหมายเกิดขึ้นในยุคกลางของทวีปยุโรป (1480 – 1750) หรือที่เรียกกันว่า “ยุคมืด” ยุคที่อยู่ใต้การปกครองของศริสตจักร หรือยุคที่คริสตจักรรุ่งเรืองที่สุด แม่มดถูกประนามว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นคนของซาตาน จึงมีการไล่ล่าเพื่อกวาดล้างแม่มดอย่างเอาเป็นเอาตายจากบรรดาบาทหลวง ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายผิดปกติอะไร เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือ คนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะโทษว่าเป็นฝีมือของแม่มดทั้งหมด</div><div>ทุกครั้งหลังการเพาะปลูกล้มเหลว มีการกวาดล้างแม่มด ในสเปน โปรตุเกส รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย เฉพาะในสวิตเซอร์แลนด์ มีการประหารแม่มดมากกว่า 1,000 คน<br>การล่าแม่มดเกิดขึ้นจากความต้องการของศริสตจักร ที่ต้องการกำจัดลัทธิความเชื่อนอกรีตต่างๆ จึงทำให้ในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1484 โปปอินโนเซนต์ที่ 8 ได้ออกเอกสารหรือสารตราฉบับหนึ่งซึ่งกล่าวว่าการใช้เวทมนตร์เป็นความผิดร้ายแรง เขายังได้มอบอำนาจให้ผู้สอบสวนสองคนไปสะสางปัญหานี้ ซึ่งก็คือ จาคอบ สเปรนเกอร์ และ ไฮน์ริช เครเมอร์ จากนั้นชายสองคนนี้ได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาชื่อ ค้อนแห่งแม่มด (The Hammer of Witches) มันคือหนังสือคู่มือการล่าแม่มด ยาว 200,000 คำ ตีพิมพ์เอกสารความเชื่อนี้ 28 ครั้ง</div><div>ทำให้พวกคาทอลิกและโปรเตสแตนต์พร้อมใจกันขานรับหนังสือเล่มนี้เพราะถือเป็นอำนาจเด็ดขาดในการปราบปรามพวกแม่มด คู่มือเล่มนี้มีเรื่องที่แต่งขึ้นตามจินตนาการเกี่ยวกับแม่มดโดยอิงนิทานพื้นบ้านเป็นหลัก และยกสารพัดเหตุผลทั้งทางศาสนาและกฎหมายขึ้นมาต่อต้านพวกที่ใช้เวทมนตร์ ทั้งยังบอกวิธีสังเกตดูว่าคนไหนเป็นแม่มดและวิธีปราบพวกแม่มด กล่าวกันว่าคู่มือการ ล่าแม่มด เล่มนี้เป็น “หนังสือที่ชั่วร้ายที่สุด และอันตรายที่สุดในบรรดาหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่บนโลก” นานาประเทศในยุโรปได้ยึดเอาหนังสือเล่มนี้ประดุจคัมภีร์ในการกำจัดแม่มดเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปี</div><div>ที่มา : <a href="https://www.flagfrog.com/witch-hunter-history/">https://www.flagfrog.com/witch-hunter-history/</a><br><br>“แต่เดิมการล่าแม่มดเป็นเรื่องการกำจัดคนที่ต่อต้าน มีบทบาท หรือความคิด ซึ่งแตกต่างจากในพระคัมภีร์ แต่ตอนหลังเริ่มลุกลามมาเป็นเรื่องเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ สมมติว่าหมู่บ้านหนึ่งมีคนแก่ในหมู่บ้าน ซึ่งคนคนนั้นไม่มีลูกหลาน แต่มีที่ดิน หรือทรัพย์สิน คนในหมู่บ้านส่วนหนึ่งก็จะคุยกับพรรคพวกว่า เราไปตั้งข้อหาล่าแม่มด แล้วจับเผาทั้งเป็น เพื่อยึดทรัพย์สมบัติมาแบ่งกัน หรือถ้าใครสักคนทะเลาะกับผู้หญิงข้างบ้าน แล้วบังเอิญว่าคนนั้นเกิดเป็นผู้มีอำนาจในชุมชน ก็อาจจะไปรวมตัวกันกับพรรคพวกเพื่อยัดข้อหาแม่มดให้คนที่ไม่ชอบหน้า พูดง่ายๆ ก็คือการขจัดคนที่เราเห็นว่าเป็นอื่นออกไป นี่คือคำอธิบายที่ง่ายที่สุด”<br>ที่มา : <a href="https://themomentum.co/momentum-feature-witch-hunt-anusorn-tipayanon/">https://themomentum.co/momentum-feature-witch-hunt-anusorn-tipayanon/</a></div><div><br>ขั้นที่3 หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีการระบุช่วงเวลาที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ<br>ขั้นที่4 การล่าแม่มดอย่างถูกกฏหมายเกิดขึ้นในยุคกลางของทวีปยุโรป (1480 – 1750) หรือที่เรียกกันว่า “ยุคมืด” ยุคที่อยู่ใต้การปกครองของศริสตจักร หรือยุคที่คริสตจักรรุ่งเรืองที่สุด แม่มดถูกประนามว่าเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นคนของซาตาน จึงมีการไล่ล่าเพื่อกวาดล้างแม่มดอย่างเอาเป็นเอาตายจากบรรดาบาทหลวง ไม่ว่าจะเกิดเหตุร้ายผิดปกติอะไร เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด หรือ คนตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จะโทษว่าเป็นฝีมือของแม่มดทั้งหมด</div><div>ทุกครั้งหลังการเพาะปลูกล้มเหลว มีการกวาดล้างแม่มด ในสเปน โปรตุเกส รัสเซีย และสแกนดิเนเวีย เฉพาะในสวิตเซอร์แลนด์ มีการประหารแม่มดมากกว่า 1,000 คน<br>การล่าแม่มดเกิดขึ้นจากความต้องการของศริสตจักร ที่ต้องการกำจัดลัทธิความเชื่อนอกรีตต่างๆ จึงทำให้ในวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1484 โปปอินโนเซนต์ที่ 8 ได้ออกเอกสารหรือสารตราฉบับหนึ่งซึ่งกล่าวว่าการใช้เวทมนตร์เป็นความผิดร้ายแรง เขายังได้มอบอำนาจให้ผู้สอบสวนสองคนไปสะสางปัญหานี้ ซึ่งก็คือ จาคอบ สเปรนเกอร์ และ ไฮน์ริช เครเมอร์ จากนั้นชายสองคนนี้ได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาชื่อ ค้อนแห่งแม่มด (The Hammer of Witches) มันคือหนังสือคู่มือการล่าแม่มด ยาว 200,000 คำ ตีพิมพ์เอกสารความเชื่อนี้ 28 ครั้ง</div><div>ทำให้พวกคาทอลิกและโปรเตสแตนต์พร้อมใจกันขานรับหนังสือเล่มนี้เพราะถือเป็นอำนาจเด็ดขาดในการปราบปรามพวกแม่มด คู่มือเล่มนี้มีเรื่องที่แต่งขึ้นตามจินตนาการเกี่ยวกับแม่มดโดยอิงนิทานพื้นบ้านเป็นหลัก และยกสารพัดเหตุผลทั้งทางศาสนาและกฎหมายขึ้นมาต่อต้านพวกที่ใช้เวทมนตร์ ทั้งยังบอกวิธีสังเกตดูว่าคนไหนเป็นแม่มดและวิธีปราบพวกแม่มด กล่าวกันว่าคู่มือการ ล่าแม่มด เล่มนี้เป็น “หนังสือที่ชั่วร้ายที่สุด และอันตรายที่สุดในบรรดาหนังสือทุกเล่มที่มีอยู่บนโลก” นานาประเทศในยุโรปได้ยึดเอาหนังสือเล่มนี้ประดุจคัมภีร์ในการกำจัดแม่มดเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปี</div><div><br><br>ขั้นที่5 ที่เกิดการล่าแม่มดนั้น ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่ามีคนเป็นแม่มดจริงๆแต่ส่วนใหญ่เป็นการลงโทษ หรือการกำจัดคนที่เห็นต่างเพียงเท่านั้น เป็นการกำจัดคนที่ต่อต้าน มีบทบาท หรือความคิด ซึ่งแตกต่างจากในพระคัมภีร์ แต่ตอนหลังเริ่มลุกลามมาเป็นเรื่องเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.whatami.net/tri/rel13.html" />
         <pubDate>2021-11-24 02:23:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909645808</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นงนภัส วิชัยกุล 39</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646714</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมฝรั่งเศสไม่มีเลข70?<strong><br>ขั้นที่ 2 <br></strong>2.1ต้นกำเนิดของ soixante-dix (60-10) มาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) นั่นเอง&nbsp;</div><div>&nbsp;เวอร์ชั้นแรกกล่าวไว้ว่า เมื่อ Louis XIV อายุได้ 70 พระองค์ไม่อยากดูแก่ และไม่อยากทิ้งวัย 60 ไป เลยใช้เลข 60 นับต่อไป โดยการนับเลขด้านหลังจาก soixante-neuf (60-9) เป็น soixante-dix (60-10) ไปจนถึง soixante-dix-neuf (60-10-9) นั่นเอง อีกหนึ่งเวอร์ชั่นว่าไว้ว่า เนื่องจากว่า Louis XIV ได้แพ้สงครามมากมายในช่วงอายุ 70 จีงไม่อยากใช้เลข septante (ชื่อเรียกเก่าของ 70) และเปลี่ยนมาใช้ soixante ต่อไปแทน<br><br>2.2 อีกหนึ่งเหตุผล ที่ดูค่อนข้างน่าเชื่อถือเช่นกัน อธิบายไว้ว่า soixante-dix (60-10) นั้น เป็นการนำเอาระบบการนับเลขของชาวเซลต์ (Celtes) มาใช้ ในปัจจุบัน พวกเราจะรู้จักเลขฐาน 10 เป็นอย่างดี แต่ทราบมั้ยว่าในสมัยก่อน ชาวเซลต์นั้นใช้เลขฐาน 20 กัน โดยจะนับทีละ 20 ยกตัวอย่างเช่น <br>30 : vingt et dix<br>40 : deux vingt<br>50 : deux vingt et dix<br>60 : trois vingt et dix<br>การเรียกเลข 70 ในปัจจุบัน เลยจะมาการผสมกันระหว่างเลขฐาน 10 และเลขฐาน 20 และเป็นเหตุผลที่คนฝรั่งเศสเรียกเลข 80 ว่า « quatre-vingts » อีกด้วย<br>ที่มา&gt;&gt;<a href="https://www.ohlalakabtangmo.com/compter-en-francais/">https://www.ohlalakabtangmo.com/compter-en-francais/</a></div><div><strong><br>ขั้นที่ 3 ในข้อ2.2มีความน่าเชื่อถือมากกว่าในข้อ2.1เพราะเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและ วิธีการนับเลขมีการใช้มาถึงปัจจุบันนี้<br></strong>ก่อนอื่น ขอเกริ่นนำการนับเลขในภาษาฝรั่งเศสซักนิด <br>การนับเลขเดี่ยวนั้น ก็จะเหมือนกับภาษาอื่นๆทั่วไปคือ เลขเดี่ยวมีศัพท์เรียกเป็นของตัวเองคือ un (1), deux (2), trois (3), quatre (4), cinq (5), six (6), sept (7), huit (8), neuf (9) <br>เลข 11-16 ก็จะมีศัพท์เรียกเป็นของตัวเองเช่นกันคือ onze (11), douze (12), treize (13), quatorze (14), quinze (15), seize (16)<br><br>ถ้ดจากนั้นไป เราก็จะนำเอาเลขฐานสิบมาใช้คู่กับเลขเดี่ยวได้เลย ยกตัวอย่างเช่น <br>18 : dix-huit (10-8)<br>21 : vingt-et-un (20-และ-1) เฉพาะเลข « เอ็ด » ที่จะมี et เพิ่มเข้ามา จนถึง 71 เท่านั้น<br>33 : trente-trois (30-3)<br>45 : quarante-cinq (40-5) <br>57 : cinquante-sept (50-7) <br>69 : soixante-neuf (60-9) <br>ความสับสนจะเริ่มเกิด ที่เลข 70 ขึ้นไป<br><br><strong>ขั้นที่4 </strong>สำหรับเลข 70 แทนที่จะมีคำเรียก 70 เป็นของตัวเองต่อไป แต่คนฝรั่งเศสจะใช้ « soixante-dix (60-10) » และจะนับต่อไปเรื่อยๆจนถึง 79 ก็คือ soixante-dix-neuf (60-10-9) นั่นเอง<strong><br>ขั้นที่ 5</strong> ในส่วนของเลข70ในภาษาฝรั่งเศส จะเป็นการนับแบบการบวกเลขที่ได้รับอิทธิพลจากการนับเลขฐาน20 จากไวกิ้งที่มีอิทธิพลในยุคสมัยก่อน มีวิธีโดยการบวกเลขไปเรื่อยๆ เช่น 60+10, 60+10+1 และ+2,3 ไปเรื่อยๆ จะไม่มีการพูดเลข70ขึ้นมาเหมือนภาษาอื่นๆ และนำเสนอแบบคลิปจากyoutube</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469957116/080ba2ea5e6d96d221af3e61d9a52c03/23630D22_9127_4727_B826_9C6472CEA25B.png" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646714</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวชฎาวีร์ กั๋ว 30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646781</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมถึงชื่อ กาฬสินธุ์<br><br>ขั้นที่2 &nbsp; จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์จังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน จากหลักฐานทางโบราณคดีบ่งบอกว่าเคยเป็นที่อยู่อาศัยของเผ่าละว้า ซึ่งมีความเจริญทางด้านอารยธรรมประมาณ 1,600 ปี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์” หรือ "เมืองน้ำดำ” ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล "กาฬ” แปลว่า "ดำ” "สินธุ์” แปลว่า "น้ำ” กาฬสินธุ์จึงแปลว่า "น้ำดำ” และยังมีแหล่งซากไดโนเสาร์หลายแห่งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอำเภอสหัสขันธ์ นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงด้านโปงลาง <br>ที่มา : <a href="https://www.m-culture.go.th/kalasin/ewt_news.php?nid=739&amp;filename=index">https://www.m-culture.go.th/kalasin/ewt_news.php?nid=739&amp;filename=index</a><br><br></div><div>ขั้นที่3 มีความน่าเชื่อถือเพราะเป็นข้อมูลที่นำมาจากเว็บสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และเป็นข้อมูลที่เป็นหลักฐานชั้นรองที่เป็นลายลักษณ์อักษร<br><br></div><div>ขั้นที่4 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่อมาได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ยกฐานะบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมือง และพระราชทานนามว่า "เมืองกาฬสินธุ์” หรือ "เมืองน้ำดำ” ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล "กาฬ” แปลว่า "ดำ” "สินธุ์” แปลว่า "น้ำ” กาฬสินธุ์จึงแปลว่า "น้ำดำ” และยังมีแหล่งซากไดโนเสาร์หลายแห่งด้วย&nbsp;&nbsp; วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ได้ยกฐานะเป็น "จังหวัดกาฬสินธุ์" จัดตั้งขึ้นโดย พระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ พ.ศ.2490 อันมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2490 จนถึงปัจจุบัน<br><br>ขั้นที่5 เดิมที่เมืองนี้ยังไม่ได้เป็นเมือง แต่ร.1ยกฐานะให้เป็นเมือง และตั้งชื่อว่ากาฬสินธุ์ แปลว่าเมืองน้ำดำ วิธีการนำเสนอจะเป็นการอธิบายให้เห็นภาพโดยรวม เพราะว่าเป็นเรื่องสั้นๆที่น่าสนใจและเข้าใจได้ง่ายๆ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646781</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปรดา คูเจริญ 25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646832</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมถึงชื่อ”เขาใหญ่”<br>ขั้นที่ 2 2.1 คำเล่าขานครั้งเก่าก่อนของชาวบ้านทำให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ป่าเขาใหญ่ที่เห็นอยู่วันนี้ เมื่อก่อนมีชื่อเรียกว่า "ป่าดงพญาไฟ" ป่าที่รกทึบเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายไข้ป่าและภยันตรายนานับประการได้คร่าชีวิตผู้ที่ต้องเดินทางผ่านป่าผืนนี้ไปมาระหว่างภาคกลางกับภาคอีสานนับไม่ถ้วน ป่าดงพญาไฟผืนใหญ่ถูกตัดออกจากกันครั้งแรก เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่มีการตัดทางรถไฟเชื่อมภาคกลางกับภาคอีสานตามด้วยทางหลวงหมายเลข 2 หรือถนนมิตรภาพที่สร้างขึ้นในเวลาต่อมา แม้การก่อสร้างถนนกลางป่าดงดิบผืนนี้ต้องแลกด้วยชีวิตคนงานมากมายจากพิษของไข้ป่า แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นานเมื่อถนนและทางรถไฟซ่อมเสร็จ ราษฎรเริ่มอพยพเข้ามาตั้งรกราก ชื่อ "ดงพญาไฟ" ก็ถูกแปรเปลี่ยนเป็น "ดงพญาเย็น" พร้อม ๆ กับความโหดร้ายของไข้ป่าสัตว์ร้ายในป่าดิบที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ เขาใหญ่ วันนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของป่าดงพญาไฟหรือดงพญาเย็นในอดีต แต่ก็เป็นเสี้ยวที่ใหญ่ที่สุดที่เหลือรอดจากการไหลบ่าทางความเจริญในยุคพัฒนาประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ. 2465 ป่าเขาใหญ่ก็กลายเป็นที่หลบซ่อนของผู้ร้ายที่หนีคดีมาตั้งเป็นหมู่บ้านกลางป่า จนกระทั่งทางการได้ทำการปราบปรามและอพยพชุมชนออกจากป่าให้หมด แล้วประกาศให้พื้นที่กว่า 1,350,000 ไร่ ส่วนหนึ่งของดงพญาเย็นที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 4 จังหวัดให้เป็น "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่' อันเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505<br><a href="http://xn--12cc7azb9a6eubkw7i9a5cj.net/history">http://xn--12cc7azb9a6eubkw7i9a5cj.net/history</a><br> 2.2 เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว ราษฎรบ้านท่าด่านและบ้านท่าชัย จังหวัดนครนายก ได้บุกรุกถางป่าปลูกพริกปลูกข้าวบนเขาใหญ่ และจับจองพื้นที่สร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่บนเขาใหญ่ ประมาณ 30 หลังคาเรือน ต่อมาได้พัฒนายกฐานะเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นอยู่กับอำเภอปากพลี ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่าทำไร่เลื่อนลอยเพิ่มขึ้นเรื่อย ต่อมากลายเป็นที่หลบซ่อนพักพิงของโจรผู้ร้าย และผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีอาญาอยู่เนืองๆ เพราะการคมนาคมยากลำบากห่างไกลแหล่งชุมชนอื่นๆ ยากแก่การตรวจปราบปราม ด้วยเหตุนี้ทางราชการในสมัยนั้นจึงยุบตำบลเขาใหญ่ และให้ราษฎรที่อาศัยอยู่บนเขาใหญ่อพยพลงสู่ที่ราบ หมู่บ้านและไร่ที่<br>ทำกินบริเวณป่าเขาใหญ่จึงถูกทิ้งร้างกลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าคาสลับกับป่าที่อุดมสมบูรณ์<br><a href="https://www.dnp.go.th/mfcd3/kaoyai.htm">https://www.dnp.go.th/mfcd3/kaoyai.htm</a><br>ขั้นที่ 3 เป็นข้อมูลที่เล่าขานกันมา ไม่มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เรียกว่าปากต่อปาก ภายหลังจึงค่อยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร<br>ขั้นที่4 เขาใหญ่ในปัจจุบันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของดงพญาเย็นเท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่ตั้งชื่อว่าเขาใหญ่เป็นเพราะเขาใหญ่เป็นส่วนเสี้ยวที่ใหญ่ที่สุดที่เหลือรอดจากการไหลบ่าทางความเจริญในยุคพัฒนาประเทศไทย ในช่วงปีพ.ศ. 2465 มีพื้นที่กว่า1,350,000ไร่ มากไปกว่านั้น ยังเป็นผืนป่าใหญ่ต้นกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญ&nbsp;<br>ขั้นที่ 5 ชาวบ้านได้มีเรื่องเล่าขานว่าแต่ก่อนป่าเขาใหญ่มีชื่อเรียกว่า ป่าดงพญาเย็น ที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่ได้คร่าชีวิตผู้ที่ต้องเดินทางผ่านป่าแห่งนี้อย่างนับไม่ถ้วน แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน หลังจากนั้นก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็นและจำนวนสัตว์ร้ายก็ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เขาใหญ่ในปัจจุบันเป็นเพียงเสี้ยวที่ใหญ่ที่สุดของดงพญาเย็น เป็นสาเหตุที่ทำให้เรียกว่าเขาใหญ่จนถึงปัจจุบัน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://xn--12cc7azb9a6eubkw7i9a5cj.net/history" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646832</guid>
      </item>
      <item>
         <title>37 ปณัจชญา จงจีรกาล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646862</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมเราถึงเป็นชนชาติไทย<br>ขั้นที่ 2 <strong>แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย</strong> ประกอบด้วยแนวคิดทั้งหลายซึ่งอธิบายถึงถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน โดยมีอยู่หลากหลายแนวคิด เช่น <br>2.1 การอพยพของคนที่มากจากแถบตอนใต้ของจีน เพราะเป็นบริเวณที่มีภาษาที่พ้องกับภาษาไทยจำนวนมากนักภาษาศาสตร์จึงเสนอว่าเดิมชาวไทยเคยอยู่อาศัยในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของจีน จากนั้นอพยพไปยังยูนนาน ก่อนที่จะอพยพลงมายังคาบสมุทรอินโดจีน<br>2.2 เป็นคนที่อพยพแถบตอนกลางของจีน ชนชาติไทยเคยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ ต่อมา ชนชาติไทถูกชนชาติจีนมาปะทะจึงต้องถอยร่นไปในหลายทิศทาง ซึ่งส่วนมากได้ถอยไปยังแม่น้ำแยงซีและมณฑลยูนนานและตั้งอาณาจักรน่านเจ้า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97#cite_note-8"><sup><br></sup></a>2.3 เป็นคนที่อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แนวคิดดังกล่าวมาจากงานเขียนเรื่อง "หลักไทย" ของขุนวิจิตรมาตรา กล่าวว่าเดิมชนชาติไทยเคยอาศัยอยู่แถบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%95">เทือกเขาอัลไต</a>เมื่อประมาณ 6000 ปีที่แล้ว ต่อมา ได้อพยพลงมายัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%AD">แม่น้ำหวงเหอ</a> เรียกว่า "อาณาจักรไทยมุง" หรือ "อาณาจักรไทยเมือง"</div><div>ขั้นที่ 3&nbsp; แนวคิดที่ว่าคนที่อพยพมาจากแถบตอนกลางของจีนนั้นมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดเพราะเป็นที่อยู่อาศัยของคนมากมายในสมัยนั้น,มีภาษาที่พ้องกับกับภาษาไทยในปัจจุบันและยังมีนักประวัติศาสตร์เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง เช่น&nbsp;</div><ul><li>วอลฟรัม เอเบอร์ฮาร์ด ในหนังสือ <em>A History of China</em> (ประวัติศาสตร์จีน) และศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ในบทความ "ถิ่นกำเนิดในประวัติศาสตร์ของชาติไทย"</li></ul><div>-ที่มา https://th.m.wikipedia.org/wiki/แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย</div><div>ขั้นที่ 4 คนไทยได้อาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยเกิดจากการรวมตัวกันของแคว้นต่าง ๆ เข้าด้วยกันจนเป็นประเทศเดียวกัน เนื่องจากวัฒนธรรมพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน และการที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียเหมือนกัน โดยถือว่าคนที่พูดภาษาที่คล้ายคลึงกันเป็นบรรพบุรุษทางวัฒนธรรม ดังนั้นแนวทคิดที่คนไทยน่าจะมาจากการอพยพของคนจากแถบตอนกลางของจีนเพราะชนชาติไทยเคยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมากในสมัยนั้น และยังมีหลักฐานทางภาษาที่พ้องเสียงกับภาษาไทย<br>ขั้นที่ 5 แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย มีหลายคนที่มีความเชื่อต่างกัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์หลายคนอธิบายถึงถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยด้วยหลักฐานที่สนับสนุนความคิดโดยมีอยู่หลากหลายแนวคิด เช่น การอพยพของคนที่มากจากแถบตอนใต้ของจีน,แถบตอนกลางของจีน หรือเป็นคนที่อพยพมาจากเทือกเขาอัลไต แต่แนวคิดที่น่าเชื่อถือที่สุดคือคนไทยคือคนที่อพยพมาจากแถบตอนกลางของจีน เพราะชนชาติไทยเคยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ ต่อมา ชนชาติไทถูกชนชาติจีนมาปะทะจึงต้องถอยร่นไปในหลายทิศทางจึงไปตั้งรกรากที่ประเทศไทยอีกทั้งชนชาติไทยเคยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมากในสมัยนั้น และยังมีหลักฐานทางภาษาที่พ้องเสียงกับภาษาไทย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://th.m.wikipedia.org/wiki/แนวคิดเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดของชนชาติไท" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646862</guid>
      </item>
      <item>
         <title>28 สิริยากร วงศ์กล้า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646884</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่1</strong> ทำไมต้องชื่อเขต “วังทองหลาง”<br><br><strong>ขั้นที่2</strong> พื้นที่เขตวังทองหลางในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งบางกะปิ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวพระนคร ห่างออกไปประมาณ 16 กิโลเมตร ถือเป็นเขตชานเมืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นทุ่งนาเวิ้งว้างแต่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะที่ตั้งชุมชนบริเวณคลองเเสนเเสบซึ่งมีลักษณะคดโค้งเป็นห้วงน้ำลึกหรือ "วัง" ขนาดใหญ่ ตลอดริมฝั่งคลองในช่วงนี้รวมไปถึงคลองเจ้าคุณสิงห์จะมีต้นทองหลางน้ำ(<em>Erythrina fusca</em>) ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากนอกจากนี้ ที่ดินส่วนใหญ่ยังเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้คนจึงเรียกพื้นที่แถบนี้ว่า "วังทองหลาง"อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการแบ่งและจัดตั้งพื้นที่การปกครองในระดับแขวงขึ้นใหม่ ส่งผลให้ชื่อและท้องที่แขวงวังทองหลางทุกวันนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับย่านวังทองหลางดั้งเดิมอีกต่อไป<br>แหล่งที่มา<br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87">https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87</a><br>&nbsp; <br><strong>ขั้นที่3</strong> เป็นหลักฐานชั้นรอง หลักฐานมีความน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องราวที่เล่าต่อกันมา เเละมีลายลักษณ์อักษรในเว็บไซต์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเขตวังทองหลาง<br><br><strong>ขั้นที่4</strong> บริเวณที่ตั้งชุมชนคลองแสนแสบนั้นมีลักษณะคดโค้ง เป็นวังน้ำขนาดใหญ่เเละตลอดริมคลองมีต้นทองหลางขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้คนเรียกที่แห่งนี้ว่า “วังทองหลาง”<br><br><strong>ขั้นที่5 </strong>เมื่อก่อนมีต้นทองหลางน้ำจำนวนมาก จึงตั้งชื่อว่าเขตวังทองหลาง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646884</guid>
      </item>
      <item>
         <title>29 เอกวดี ชัยมงคล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646895</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มา https://district.cdd.go.th/phukradueng/about-us/ประวัติความเป็นมา/<br>ขั้นที่ 1 ทำไมถึงชื่อ ภูกระดึง<br>ขั้นที่ 2 ตามตำนานภูกระดึง มีเรื่องเล่ามาแต่โบราณว่า มีผู้ได้ยินเสียงระฆังของพระอินทร์ที่อยู่บนเขานี้ ดังนั้นจึงให้ชื่อว่า ภูกระดึง หรือ ภูกะดึง เพราะคำว่า "ภู" หมายถึง ภูเขา และ "กระดึง" ซึ่งภาษาพื้นเมือง จังหวัดเลย มาจาก "กระดิ่ง" แปลว่า "ระฆังใหญ่" นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า "ภูกระดึง" ประมาณปี พ.ศ. 2504 นายชำนาญ ยุวบูรณ์ อธิบดีกรมการปกครองสมัยนั้นกับคณะ ได้มาทัศนาจรบนภูกระดึง พิจารณาเห็นว่า หากมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวตามสมควร ก็จะเป็นการดึงดูดประชาชนทั่วไปให้มาท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลดีทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนในท้องถิ่น จึงได้สั่งการให้จังหวัดเลยเสนอขอจัดตั้งกิ่งอำเภอภูกระดึงขึ้น ขณะนั้น นายกิติ ยธกำรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ได้รีบดำเนินการจัดตั้งกิ่งอำเภอภูกระดึง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศตั้ง "กิ่งอำเภอภูกระดึง" เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2505 ประกอบด้วย ตำบลศรีฐาน ตำบลปวนพุ และตำบลผาขาว ซึ่งเดิมอยู่ในความปกครองของอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2506 จึงได้มีพระราชกฤษฎีกา ยกฐานะเป็นอำเภอภูกระดึงตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา<br>ขั้นที่ 3 เป็นหลักฐานชั้นรอง เป็นหลักฐานที่มีความเชื่อถือ เนื่องจากเป็นตำนานที่เล่าต่อๆกันมาของคนในพื้นที่นั้นโดยตรง<br>ขั้นที่ 4 ภูกระดึง หรือ ภูกะดึง เพราะคำว่า "ภู" หมายถึง ภูเขา และ "กระดึง" ซึ่งภาษาพื้นเมือง จังหวัดเลย มาจาก "กระดิ่ง" แปลว่า "ระฆังใหญ่" นอกจากนี้เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาบางส่วนหากเดินหนักๆ หรือใช้ไม้กระทุ้งก็จะมีเสียงก้องคล้ายระฆัง ซึ่งเกิดจากโพรงข้างใต้ จึงได้รับขนานนามว่า "ภูกระดึง"</div><div>ขั้นที่ 5 ภูกระดึง เป็นภูเขาที่อยู่ในจังหวัดเลย ภู คือ ภูเขา กระดึง คือ ระฆังใหญ่ ซึ่งภูเขานั้นมีลักษณะคล้ายกับระฆังใหญ่ คือ โดยจะนำเสนอใช้การอธิบายพร้อมนำภามาประกอบเพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพมากยิ่งขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://district.cdd.go.th/phukradueng/about-us/ประวัติความเป็นมา/" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909646895</guid>
      </item>
      <item>
         <title>38 ชัญญานุช รัตตะชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647043</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่1</strong> ทำไมสะพานโกลเดนเกตถึงต้านแรงลมพายุเฮอริเคนได้<br><strong>ขั้นที่2</strong> สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge)<strong> </strong>&nbsp;สิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรม ของโลกยุคปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก เป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (ปัจจุบันสะพานแขวน ที่ยาวที่สุดในโลก คือ Akashi-Kaikyo Bridge ตั้งอยู่ที่ญี่ปุ่น) โดยมีระยะทาง 2.7 กิโลเมตร สูง 223.5 เมตร ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองท่าซานฟรานซิสโกสู่เมืองมาริน ตัวสะพานแขวนโกลเดนเกท ประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้าง ข้างละ 230 เมตร โดยใช้ลวดเคเบิลสลิง เป็นตัวดึงน้ำหนักสะพาน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น และยังมีเส้นลวด ที่ยึดสายโยงอีก 27,572 เส้น ตัวสะพานอยู่สูงกว่า ระดับน้ำทะเล ในอ่าว 61 เมตร ข้างสะพานทั้งสองด้าน มีสะพานช่วงสั้นต่อกัน รวมทั้งหมดเกือบ 7 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่องทางรถยนต์โดยสาร 6 ช่องทาง รถบรรทุก 3 ช่องทาง และทางรถไฟ 2 ช่องทาง<strong> </strong>โครงการก่อสร้างสะพาน ผ่านช่องแคบ ซานฟรานซิสโก<br>ที่มา:<a href="https://sites.google.com/site/wonderplaceintheworld/sing-mhascrry-ni-yukh-him/sa-phan-kolden-ket">https://sites.google.com/site/wonderplaceintheworld/sing-mhascrry-ni-yukh-him/sa-phan-kolden-ket</a><br><strong>ขั้นที่3</strong>มีหลักฐานคือหนังสือพิมพ์ "San Francisco Call Bulletin” ตีพิมพ์เรื่องนี้ในปี พ.ศ.2459 ซึ่งเป็นปีที่มีการระดมทุนสร้างสะพานพอดี จึงเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้<br><strong>ขั้นที่4</strong>จากการวิเคราะห์เหตุผลที่ทำให้สะพานโกลเด้นเกตต้านแรงพายุได้เพราะการออกแบบที่ดีของวิศวกร การวางแผนที่จะต้านแรงลมยังไงไม่ให้สะพานพัง การยึดเคเบิ้ลให้แข็งแรงที่สุดทำได้อย่างไร <br><strong>ขั้นที่5</strong>เนื่องจากสะพานโกลเดนเกตมีความยาวเป็นอันดับต้นๆของโลก แต่สามารถต้านพายุเฮอริเคนได้ เพราะว่าได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมจากJoseph Bermann Strauss ซึ่งมีความสามารถและชาญฉลาดอย่างยิ่ง มีการวางแผนออกแบบสะพานถึง10ปี แต่การสร้างสะพานใช้เพียง4ปีเท่านั้น อีกเหตุผลหนึ่งที่สะพานต้านแรงพายุได้เนื่องจาก มีสายเคเบิ้ลขึง27,572เส้น เลยทำให้สามารถต้านพายุได้<br>นำเสนอด้วยการพรีเซ้นท์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/wonderplaceintheworld/sing-mhascrry-ni-yukh-him/sa-phan-kolden-ket" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647043</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปัณฑิตา เลาหพิบูลย์กุล 19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647099</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมถึงชื่อแม่น้ำเจ้าพระยา<br>ขั้นที่2 ชื่อของแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวกันว่ามาจากที่แม่น้ำนี้ไหลอกปากอ่าวตรงที่มีหมู่บ้านชื่อบางเจ้าพระยา ในสมัยโบราณ แต่เหตุใดจึงมีชื่อดังนั้น แม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากอ่าวตรงเมืองสมุทรปราการ หรือบางเจ้าพระยาเดิม ที่เป็นต้นเค้ากลายเป็นชื่อให้แม่น้ำทั้งสายในภายหลัง <em>ที่เราเรียกกันว่าปากน้ำเจ้าพระยาทุกวันนี้ แต่โบราณเรียกว่าปากน้ำพระประแดง ภายหลังเมื่อแผ่นดินงอกทะเลห่างออกไปไกลเมืองพระประแดงจึงเรียกว่าปากน้ำบางเจ้าพระยา ได้เห็นในจดหมายเหตุพระอุบาลีไปเมืองลังกาเมื่อแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ในหนังสือนั้นเรียกว่าปากน้ำบางเจ้าพระยา ทํานองเรียกปากน้ำบางปะกง เข้าใจว่าที่ซึ่งตั้งเมืองสมุทรปราการทุกวันนี้ในเวลานั้นจะเรียก </em><strong><em>“บางเจ้าพระยา” </em></strong><a href="https://www.google.co.th/url?sa=t&amp;rct=j&amp;q=&amp;esrc=s&amp;source=web&amp;cd=&amp;ved=2ahUKEwjt2ZiX-6_0AhVM7HMBHWagCTwQFnoECA8QAw&amp;url=https%3A%2F%2Fwww.matichon.co.th%2Fcolumnists%2Fnews_176994&amp;usg=AOvVaw2xCUzT4WJHLDNfzJ5O934v">https://www.google.co.th/url?sa=t&amp;rct=j&amp;q=&amp;esrc=s&amp;source=web&amp;cd=&amp;ved=2ahUKEwjt2ZiX-น6_0AhVM7HMBHWagCTwQFnoECA8QAw&amp;url=https%3A%2F%2Fwww.matichon.co.th%2Fcolumnists%2Fnews_176994&amp;usg=AOvVaw2xCUzT4WJHLDNfzJ5O934v</a><br>ขั้นที่3 หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร เป็บบทความ<br>ขั้นที่4 เนื่องจากแม่น้ำไหลออกปากอ่าวตรงที่มีหมู่บ้านชื่อบางเจ้าพระยาถึงชื่อว่าแม่น้ำเจ้าพระยา มีความน่าเชื่อถือเนื้องจากมีหมู่บ้านชื่อบางพระยาที่ต้นแม่น้ำจริงๆ<br>ขั้นที่5 อัดคลิปเสนอ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.google.co.th/url?sa=t&amp;rct=j&amp;q=&amp;esrc=s&amp;source=web&amp;cd=&amp;ved=2ahUKEwjt2ZiX-6_0AhVM7HMBHWagCTwQFnoECA8QAw&amp;url=https%3A%2F%2Fwww.matichon.co.th%2Fcolumnists%2Fnews_176994&amp;usg=AOvVaw2xCUzT4WJHLDNfzJ5O934v" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647099</guid>
      </item>
      <item>
         <title>36 จิรัศยา ช้างเนียม </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647229</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 : ทำไมในสหรัฐถึงมีการเหยียดสีผิว<br>ขั้นตอนที่2: การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) ในอเมริกามีมาเนิ่นนานก่อนก่อตั้งประเทศเมื่อกว่า 240 ปีก่อนเหตุผลสำคัญเพราะคนจำพวกหนึ่งไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียม เสรีภาพ มองว่าพวกตนมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นที่เรียกว่า White Supremacy</div><div>รากฐานความคิดบิดเบือนความเชื่อศาสนา :</div><div>รากฐานหลักคิดเรื่อง White Supremacy เชื่อมโยงกับศาสนา ประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ เมื่อพวกพิวริแตนต์ (Puritans) โปรเตสแตนต์กลุ่มหนึ่งอพยพเข้าอเมริกา</div><div>ค.ศ.1630 จอห์น วินธรอป (John Winthrop) คริสเตียนพิวริแตนต์กล่าวถึงการสร้าง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” (city upon a hill) อันเป็นประโยคที่หยิบยกมาจากคัมภีร์ไบเบิล ปรารถนาสร้างเมืองให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่การตั้งเมืองอื่นๆ ปัจจุบันเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ที่นิวอิงแลนด์ (New England) รัฐแมสซาชูเซตส์(Massachusetts)</div><div>อย่างไรก็ตาม หลักคิดเรื่อง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” เป็นหลักความเชื่อของคนชุดนี้เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมามีคนชนชาติอื่นศาสนาอื่นอีกมากที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ไม่อาจเหมารวมว่าคนศาสนาอื่นหรือแม้กระทั่งนิกายอื่นเช่นคาทอลิกจะยอมรับความคิดดังกล่าว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การที่แนวคิดนี้ยังปรากฏในตำราเรียน และมักถูกอ้างถึง เป็นเรื่องการพูดถึงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นการอ้างความเชื่อศาสนาอย่างผิดๆ การเมืองการปกครองปัจจุบันไม่สะท้อนเป้าหมายเช่นนั้นอีกแล้ว อเมริกาในวันนี้เป็นพหุสังคม ส่วนหนึ่งของพวกเขายึดแนวทาง White Supremacy</div><div>นิยาม White Supremacy :</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นิยามแบบกว้างจะพูดถึง White Supremacy ที่รวมคนผิวขาว คนยุโรป นิยามแบบแคบจะพูดเฉพาะประเทศ ประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง</div><div>หลักคิด White Supremacy มองว่าตนเป็นกลุ่มคนพิเศษ ได้รับสิทธิพิเศษ อยู่เหนือคนเชื้อสายอื่นชนชาติอื่น ควรเป็นผู้ปกครอง เป็นที่มาของการดูหมิ่นคนอื่น มองคนชนชาติอื่นว่าต้องเป็นเบี้ยล่าง เป็นทาส</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมุมกลับกันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากคนผิวขาวตกเป็นเบี้ยล่าง เสียประโยชน์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; White Supremacy ผูกโยงกับหลักคิดการยึดอาณานิคม จักรวรรดินิยมยุโรป เห็นว่าการที่คนผิวขาวไปยึดหรือปกครองอาณานิคมที่อื่นๆ เป็นความถูกต้องชอบธรรม</div><div>คำว่า White Supremacy มักเป็นเรื่องของสังคมอเมริกา เรื่องที่คนผิวขาวบางกลุ่มเห็นว่าตนเป็นผู้ปกครองประเทศอันชอบธรรม มีอภิสิทธิ์เหนือชนกลุ่มน้อยชนเชื้อสายอื่นๆ เป็นความชอบธรรมที่คนผิวขาวใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ส่วนคนผิวสีต้องเป็นผู้รับใช้ คนขาวจะต้องได้รับการยกย่องจากชนเชื้อชาติอื่นๆเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ถูกต้องหากคนขาวเป็นที่ดูหมิ่น</div><div>การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติเป็นโครงสร้างสังคม :</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐไม่ใช่เรื่องส่วนตัวหรือทัศนคติส่วนตัวเท่านั้น แต่เป็นพัฒนาการเป็นประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องยาวนาน มีการถ่ายทอดหลักคิดวิธีการจากรุ่นสู่รุ่น เป็นวัฒนธรรมหรือค่านิยมของกลุ่มคน คนขาวเหล่านี้ไม่คิดว่าการแบ่งแยกเช่นนี้เป็นปัญหา เมื่อไม่เป็นปัญหาจึงต้องรักษาไว้ ไม่ต้องแก้ไข</div><div>ในสหรัฐมี White Supremacy หลายกลุ่ม ยกตัวอย่าง</div><div>Aryan Nations (AN)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่ม Aryan Nations (AN) ก่อตั้งเมื่อปี 1974 โดย Richard Girnt Butler เป็นส่วนหนึ่งของ Church of Jesus Christ Christian สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Ku Klux Klan กลุ่มนี้ร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ พวก neo-Nazi groups พวก Christian survivalist factions เกิดเป็นแนวร่วม Aryan Brotherhood</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มอ้างว่าได้รับบัญชาจากสวรรค์เพื่อดูแลคนผิวขาวและกำลังทำสงครามกับซาตาน มีนโยบายต่อต้านยิว คนผิวสี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; Ku Klux Klan (KKK)</div><div>กลุ่ม White Supremacy ที่ดังที่สุดน่าจะเป็น Ku Klux Klan กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1866 มีสมาชิกและอิทธิพลมากทางตอนใต้อเมริกา มีกองกำลังของตนเอง พยายามข่มขวัญคนที่ต่อต้าน White Supremacy ด้วยสารพัดวิธี รวมทั้งการทำร้ายร่างกาย เผาบ้าน เผาโบสถ์ ล่าสังหาร คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันเป็นเป้าหมายที่โดนเล่นงานเสมอ</div><div>พฤติกรรมของ Ku Klux Klan ผิดกฎหมายจึงถูกทางการลงโทษ ในที่สุดเมื่อสถานการณ์บานปลาย เกิดความวุ่นวายในหลายเมือง ปี 1870 เจ้าหน้าที่และทหารจากรัฐบาลกลางเข้าจัดการเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ไม่เอางาน ส่งคนเข้าแทรกซึมกลุ่มจนสามารถควบคุมได้ในที่สุด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 1915 กลุ่มรื้อฟื้นอีกครั้ง มีบทบาทมากในทศวรรษ 1920 มีข้อมูลว่ามีสมาชิกนับล้านคน เป้าหมายของพวกเขามุ่งเล่นงานพวกยิว คาทอลิกและคนอเมริกันผิวดำ กระทำผิดกฎหมายบ่อยครั้ง ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน ละเมิดรัฐธรรมนูญ หวังกดดันให้ชนกลุ่มน้อย พวกผิวสียอมรับสถานะทางสังคมที่ต่ำกว่า ส่งเสริมสังคมตามแบบ White Supremacy</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; จำนวนสมาชิกของ KKK ขึ้นๆ ลงๆ ทุกวันนี้กลุ่มยังคงอยู่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในขณะเดียวกันเกิดการชุมนุมต่อต้านเป็นระยะ ยกตัวอย่าง ตุลาคม 1992 กลุ่มต่อต้านการเหยียดผิวจัดชุมนุมอย่างสันติครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Million Man March ณ National Mall กลางกรุงวอชิงตัน ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่คือชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน มีคนเข้าร่วมหลายแสนคน เรียกร้องยุติการเหยียดผิวWhite Supremacy ตอกย้ำจุดยืนการชุมนุมเมื่อปี 1963 นำโดย Martin Luther King</div><div>ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันอยู่ฝ่ายของตน :</div><div>ท่ามกลางสถานการณ์ชุมนุม เกิดเหตุรุนแรงจากการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ประธานาธิบดีทรัมป์พูดยั่วยุหลายครั้ง ครั้งหนึ่งทวีตข้อความว่าตำรวจทหารที่คุกเข่าเพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ประท้วงคือการ “คุกเข่าแก่พวกผู้ก่อการร้าย”</div><div>เจมส์ แมตทิส (James Mattis) อดีต รมต.กลาโหมกล่าวว่า ทรัมป์คือประธานาธิบดีคนแรกที่ไม่พยายามรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียว พยายามสร้างความแตกแยก 3 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้ว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การที่ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อผู้ชุมนุมอธิบายได้จาก 2 แนวทาง แนวทางแรกคือเป็นเรื่องของการเลือกตั้งปลายปีนี้ แนวทางที่ 2 เป็นกรอบที่ใหญ่กว่าคือทรัมป์สนับสนุน White Supremacy (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าฐานคะแนนเสียงของทรัมป์หรือพรรครีพับลิกัน ส่วนใหญ่คือพวกผิวขาว ส่วนพรรคเดโมแครตมีความหลากหลายมากกว่า ผู้สนับสนุนมีคนผิวสี ชนกลุ่มน้อยด้วย</div><div>การที่ทรัมป์ยืนยันไม่อ่อนข้อต่อผู้ชุมนุมเพราะต้องการชี้ว่าตนอยู่ฝ่ายคนผิวขาวที่เป็นฐานคะแนนเสียงของตน คำอธิบายอีกแนวคือทรัมป์ยืนยันส่งเสริมหลักคิด White Supremacy</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่น่าสนใจคือแม้มีการชุมนุมประท้วง จนถึงขณะนี้คนอเมริกันอีกไม่น้อยที่สนับสนุนทรัมป์ ผลโพลล่าสุดของ Reuters/Ipsos พบว่าคนอเมริกันร้อยละ 64 รู้สึกเห็นอกเห็นใจพวกที่กำลังประท้วง ร้อยละ 27 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 9 ไม่แน่ใจ เมื่อพูดถึงการเลือกตั้งร้อยละ 47 จะไปเลือกโจ ไบเดน ร้อยละ 37 ยืนยันเลือกทรัมป์ แม้จำนวนผู้สนับสนุนมีน้อยกว่าแต่ยังมีผู้ยืนยันอยู่ข้างทรัมป์ พวกที่สนับสนุน White Supremacy อยู่ในกลุ่มนี้และน่าจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว</div><div>นี่คืออีกภาพฉายสภาพสังคมอเมริกาในขณะนี้<br>//ที่มา:<a href="https://www.thaipost.net/main/detail/67986">https://www.thaipost.net/main/detail/67986</a><br><br>ขั้นที่3: ประเมินหลักฐาน<br>หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นลายลักษณ์อักษร<br>•<a href="https://live.staticflickr.com/65535/50015036268_2db316bd46_o_d.jpg">https://live.staticflickr.com/65535/50015036268_2db316bd46_o_d.jpg</a></div><div>&gt;&gt; ภาพการแขวนคอElias Clayton,Elmer Jackson และIssข้อหาว่า ข่มขืนผู้หญิงผิวขาวในปีค.ศ. 1920 เมืองDuluth รัฐ Minnesota<br>•<a href="https://live.staticflickr.com/65535/50015813147_0e05175c22_o_d.jpg">https://live.staticflickr.com/65535/50015813147_0e05175c22_o_d.jpg</a><br>&gt;&gt; โปสการ์ดการแขวนคอAllen Brooks บริบริเวณกลางเมืองในปีค.ศ. 1910 ในเมือง Dallas รัฐ Taxas<br>•<a href="https://live.staticflickr.com/65535/50015813117_8352dde3cf_o_d.jpg">https://live.staticflickr.com/65535/50015813117_8352dde3cf_o_d.jpg</a><br>&gt;&gt;ภาพโรซ่า พาร์คในตอนที่ ในตอนที่ถูกดำเนินคดีไม่ยอมลุกให้ชายผิวขาวนั่งบนรถประจำทาง<br>ขั้นตอนที่4:<br> การเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติ (racism) ในอเมริกามีมาเนิ่นนานก่อนก่อตั้งประเทศเมื่อกว่า 240 ปีก่อนเหตุผลสำคัญเพราะคนจำพวกหนึ่งไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียม เสรีภาพ มองว่าพวกตนมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นที่เรียกว่า White Supremacy</div><div>รากฐานความคิดบิดเบือนความเชื่อศาสนา :</div><div>รากฐานหลักคิดเรื่อง White Supremacy เชื่อมโยงกับศาสนา ประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ เมื่อพวกพิวริแตนต์ (Puritans) โปรเตสแตนต์กลุ่มหนึ่งอพยพเข้าอเมริกา</div><div>ค.ศ.1630 จอห์น วินธรอป (John Winthrop) คริสเตียนพิวริแตนต์กล่าวถึงการสร้าง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” (city upon a hill) อันเป็นประโยคที่หยิบยกมาจากคัมภีร์ไบเบิล ปรารถนาสร้างเมืองให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่การตั้งเมืองอื่นๆ ปัจจุบันเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ที่นิวอิงแลนด์ (New England) รัฐแมสซาชูเซตส์(Massachusetts)</div><div>อย่างไรก็ตาม หลักคิดเรื่อง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” เป็นหลักความเชื่อของคนชุดนี้เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมามีคนชนชาติอื่นศาสนาอื่นอีกมากที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ไม่อาจเหมารวมว่าคนศาสนาอื่นหรือแม้กระทั่งนิกายอื่นเช่นคาทอลิกจะยอมรับความคิดดังกล่าว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การที่แนวคิดนี้ยังปรากฏในตำราเรียน และมักถูกอ้างถึง เป็นเรื่องการพูดถึงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นการอ้างความเชื่อศาสนาอย่างผิดๆ การเมืองการปกครองปัจจุบันไม่สะท้อนเป้าหมายเช่นนั้นอีกแล้ว อเมริกาในวันนี้เป็นพหุสังคม ส่วนหนึ่งของพวกเขายึดแนวทาง White Supremacy</div><div>นิยาม White Supremacy :</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นิยามแบบกว้างจะพูดถึง White Supremacy ที่รวมคนผิวขาว คนยุโรป นิยามแบบแคบจะพูดเฉพาะประเทศ ประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่ง</div><div>หลักคิด White Supremacy มองว่าตนเป็นกลุ่มคนพิเศษ ได้รับสิทธิพิเศษ อยู่เหนือคนเชื้อสายอื่นชนชาติอื่น ควรเป็นผู้ปกครอง เป็นที่มาของการดูหมิ่นคนอื่น มองคนชนชาติอื่นว่าต้องเป็นเบี้ยล่าง เป็นทาส</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมุมกลับกันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้หากคนผิวขาวตกเป็นเบี้ยล่าง เสียประโยชน์<br><br>ขั้นตอนที่5:<br>&nbsp;</div><div>รากฐานความคิดบิดเบือนความเชื่อศาสนา :</div><div>รากฐานหลักคิดเรื่อง White Supremacy เชื่อมโยงกับศาสนา ประวัติศาสตร์อเมริกาตั้งแต่ยังไม่เป็นประเทศ เมื่อพวกพิวริแตนต์ (Puritans) โปรเตสแตนต์กลุ่มหนึ่งอพยพเข้าอเมริกา</div><div>ค.ศ.1630 จอห์น วินธรอป (John Winthrop) คริสเตียนพิวริแตนต์กล่าวถึงการสร้าง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” (city upon a hill) อันเป็นประโยคที่หยิบยกมาจากคัมภีร์ไบเบิล ปรารถนาสร้างเมืองให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่การตั้งเมืองอื่นๆ ปัจจุบันเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ที่นิวอิงแลนด์ (New England) รัฐแมสซาชูเซตส์(Massachusetts)</div><div>อย่างไรก็ตาม หลักคิดเรื่อง “เมืองที่ตั้งอยู่บนเขา” เป็นหลักความเชื่อของคนชุดนี้เท่านั้น เพราะในเวลาต่อมามีคนชนชาติอื่นศาสนาอื่นอีกมากที่มาตั้งรกรากในอเมริกา ไม่อาจเหมารวมว่าคนศาสนาอื่นหรือแม้กระทั่งนิกายอื่นเช่นคาทอลิกจะยอมรับความคิดดังกล่าว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การที่แนวคิดนี้ยังปรากฏในตำราเรียน และมักถูกอ้างถึง เป็นเรื่องการพูดถึงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ เป็นการอ้างความเชื่อศาสนาอย่างผิดๆ การเมืองการปกครองปัจจุบันไม่สะท้อนเป้าหมายเช่นนั้นอีกแล้ว อเมริกาในวันนี้เป็นพหุสังคม ส่วนหนึ่งของพวกเขายึดแนวทาง White Supremacy</div><div><br></div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.thaipost.net/main/detail/67986" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647229</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พชรเกียรติ์ กาญจนุปกฤต 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647398</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมสฟิงซ์ไม่มีจมูก<strong><br>ขั้นที่ 2 </strong>ถ้าไม่นับเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับอายุของสฟิงซ์แล้ว นักโบราณคดีกระแสหลักก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับสฟิงซ์อีกนับไม่ถ้วนและข้อสงสัยที่โด่งดังที่สุดในทุกวันนี้ของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าก็เกี่ยวข้องกับ 'จมูก' ของมันนั่นเอง ด้วยว่าในปัจจุบันเมื่อเรามองใบหน้าของสฟิงซ์ร่างนี้ดีๆแล้ว เราจะพบว่ามันมีความแปลกประหลาดบางอย่างปรากฏอยู่<br>&nbsp;<br>ดังจะเห็นได้ว่า 'จมูก' ของสฟิงซ์นั้นมันบี้แบนผิดปกติ แน่นอนว่าชาวไอยคุปต์ที่เคร่งครัดในงานศิลปะของพวกเขาไม่มีทางที่จะแกะสลักใบหน้าของฟาโรห์ให้มีจมูกที่บี้แบนเช่นนี้<br><br>คำถาม คือจมูกของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่ามันหายไปไหนกัน?<br><br>จมูกที่หายไป<br>จมูกที่บี้แบนของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าในปัจจุบัน ที่มาภาพ<br><br>&nbsp;<br>จากการตรวจสอบจมูกสฟิงซ์โดยนักอียิปต์วิทยา เราได้ข้อเท็จจริงมาหนึ่งข้อที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจมูกของสฟิงซ์ดั้งเดิมนั้นเคยมีปรากฏอยู่แน่นอนทว่ามันถูก 'ทำลาย' ไปอย่างจงใจ เพราะมีการค้นพบร่องรอยการกะเทาะของสิ่วในบริเวณที่หลงเหลืออยู่ของจมูกอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าในอดีตกาลนานโพ้นที่ผ่านมาจะต้องมีใครสักคนก่อเรื่องร้ายแรงนี้ขึ้นแน่ๆ ว่าแต่คนร้ายที่ทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้คือใครกัน<br>&nbsp;<br>เรื่องเล่าขานที่ดูเหมือนจะโด่งดังที่สุดบอกว่าคนร้ายในคดีทำลายจมูกสฟิงซ์นี้คือกองทหารของจักรพรรดินโปเลียนที่บุกเข้ามาในอียิปต์เมื่อปี ค.ศ. 1798 พวกเขาได้ระดมยิงปืนใหญ่ใส่จมูกของสฟิงซ์อย่างเมามัน แต่บ้างก็บอกว่าอาจจะเป็นฝีมือของพวกทหารมัมลุก (Mamluk) ที่ใช้จมูกสฟิงซ์เป็นเป้าซ้อมยิงปืนมากกว่า ทว่าจากเอกสารโบราณและภาพวาดในอดีตก็ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเราได้ประเด็นหนึ่ง เพราะภาพวาดใบหน้าสฟิงซ์จากมุมมองด้านข้างของเฟรเดริค แอล. นอร์เดน (Frederic L. Norden) ที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1755 ก็แสดงให้เห็นว่าจมูกของสฟิงซ์นั้นบี้แบนแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว นั่นหมายความว่านโปเลียนซึ่งเพิ่งบุกเข้าไปในอียิปต์เมื่อปี ค.ศ. 1798 จึงหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยาย<br>&nbsp;<br>แล้วเช่นนั้นใครกันล่ะที่เป็นคนทำลายจมูกของสฟิงซ์ น่าเสียดายที่ภาพวาดเก่าแก่ก่อนหน้าปี ค.ศ. 1755 ที่วาดขึ้นโดยนักเดินทางที่ได้ไปชมสฟิงซ์นั้นไม่สามารถที่จะแสดงภาพของจมูกได้ชัดเจนสักเท่าใดนัก ภาพส่วนใหญ่ไม่ได้วาดแบบเสมือนจริงจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าจมูกของสฟิงซ์ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่หรือไม่ในขณะนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งจากนักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 นามว่าอัล-มักริสี (Al-Maqrizi) ก็เหมือนจะให้ข้อมูลใหม่ที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริงในคดีนี้<br><br>ภาพวาด<br>ภาพวาดจากมุมมองด้านข้างฝีมือเฟรเดริค แอล. นอร์เดนที่วาดขึ้นในปี ค.ศ. 1755 ช่วยให้จักรพรรดินโปเลียนหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยข้อหาทำลายจมูกของมหาสฟิงซ์ ที่มาภาพ<br><br><br>&nbsp;<br>เอกสารของอัล-มักริสีกล่าวว่าการทำลายจมูกของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่านั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1378 โดยมูฮัมหมัด ซา’อิม อัล-ดาห์ร (Muhammad Sa'im al-Dahr) เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มมุสลิมซูฟียฺ (Sufi) ซึ่งสาเหตุที่เขาทำลายจมูกของสฟิงซ์นั้นก็เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นเขาเห็นว่าชาวนาในสมัยนั้นได้มาถวายเครื่องบรรณาการแด่สฟิงซ์เพื่อขอพรให้แม่น้ำไนล์ไหลหลาก พวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่ มูฮัมหมัดคับแค้นใจต่อการกระทำของกลุ่มชาวนาในครั้งนั้นมากจึงได้ตัดสินใจทำลายจมูกสฟิงซ์จนเสียหายนับแต่นั้นมา<br>&nbsp;<br>คำถามที่นักโบราณคดีกระแสหลักยังคงตามหาคำตอบกันอยู่ก็คือ เอกสารของอัล-มักริสีที่พูดถึงการกระทำของกลุ่มมุสลิมซูฟียฺนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน มูฮัมหมัดจะเป็นคนร้ายตัวจริงในการกระทำครั้งนี้หรือไม่ ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนชิ้นใดพูดถึงการทำลายจมูกของสฟิงซ์ที่เก่าแก่ไปกว่าหลักฐานของอัล-มักริสี ดังนั้นตอนนี้ถ้าถามว่าใครเป็นต้นเหตุให้จมูกของสฟิงซ์บี้แบนเช่นนี้แล้วละก็ คนร้าย(เป็นการชั่วคราว)ของคดีนี้ก็คือมูฮัมหมัด ซา’อิม อัล-ดาห์รจากกลุ่มมุสลิมซูฟียฺนั่นเอง.<br>ที่มา <a href="https://www.gypzyworld.com/article/view/261">https://www.gypzyworld.com/article/view/261</a><br><strong>ขั้นที่ 3</strong> มีความน่าเชื่อถือและเป็นหลักฐานแบบมีลายลักษณ์อักษร<strong><br>ขั้นที่ 4 </strong>การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ข้อมูล<strong><br>ขั้นที่ 5</strong> การเรียบเรียงและนำเสนอ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.gypzyworld.com/article/view/261" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647398</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ญาตารี  วาจะนะวินิจ 44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647445</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1 :</strong> ทำไมคนโบราณบอกว่าห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน?<br><br><strong>ขั้นที่ 2 : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>คนโบราณกล่าวไว้ว่า การปัดกวาดบ้านเวลาในค่ำคืน ห้ามทำ เพราะจะเป็นอัปมงคล เปรียบเหมือนเป็นการปัดกวาดปัดไล่เทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มาคอยคุ้มครองระวังภัยจากภูตผี หรือสิ่งชั่วร้ายไม่ให้มารบกวนผู้คนภายในบ้าน ให้ออกไปจากบ้านเรือน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว สิ่งชั่วร้ายอาจมาทำร้าย หรือรบกวนผู้คนภายในบ้านได้ เช่น ทำให้นอนหลับฝันร้ายหรือถูกรบกวน โดยการสิงร่างกาย หรือไม่ก็ทำให้ประสบภัยอย่างใด<br>&nbsp;อย่างหนึ่ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ความจริงแล้ว การกวาดบ้านในยามค่ำคืน มักจะไม่ค่อยสะอาด เพราะ ในอดีตที่ยังไม่มีหลอดไฟ ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ทำให้มืดมองอะไรไม่เห็น บางทีทำให้ไม่อาจปัดกวาดบ้านได้สะอาดแท้จริง สิ่งของเล็กๆ น้อยๆ หรือมีค่าที่เราหลงลืมทำตกหล่นไว้ อาจถูกเราปัดกวาดทิ้งไปด้วย เพราะมองไม่ค่อยเห็น อีกอย่างอาจถูกตำหนิจากคนรอบข้างได้ ว่าเป็นคนมักง่าย เพราะไม่ค่อยสะอาด หรืออาจทำให้สมาชิกในครอบครัวรำคาญได้ เพราะเป็นเวลาพักผ่อน ที่สำคัญ อาจได้รับอันตรายจากของมีคม เพราะมองไม่ค่อยเห็น ภยันตรายและความเสียหายอันเกิดจากมองไม่เห็นนี้มีมากมายนัก<br><em>ที่มา : https://www.haijai.com/2636/<br></em><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืนเป็นที่ถือกันทั่วไปในแถบชนบทของไทย โดย<strong>คนโบราณมักจะสอนลูกหลานมิให้ทำความสะอาดบ้านในเวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน </strong>ในขณะที่กลุ่มคนเมืองมักจะไม่ค่อยได้ยินเพราะส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านกับการทำงานทั้งวัน กว่าจะกลับบ้านก็เย็นค่ำ ไม่ค่อยได้มีเวลาทำความสะอาดหรือกวาดบ้านในช่วงเวลากลางคืน แต่สำหรับชาวชนบท การกวาดบ้านตอนกลางคืน ถือเป็นสิ่งที่คนโบราณพร่ำสอนพร่ำบอกลูกหลานว่า <strong>การกวาดบ้านในเวลากลางคืน เปรียบเสมือนการกวาดเงินกวาดทองออกจากบ้าน</strong> จึงไม่ควรทำเด็ดขาด หากลูกหลานอยากจะมีฐานะมั่นคง มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ก็ควรทำความสะอาดบ้านในตอนกลางวัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความเป็นจริงคือ&nbsp;</div><ol><li>การกวาดบ้านเวลากลางคืน จะกวาดได้ไม่สะอาด และอาจโดนข้าวของแตกหักเสียหายได้ ในแถบชนบทที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงเต็มที่ ทำให้ไฟฟ้าและแสงสว่างในบ้านมีบริเวณที่จำกัด และแสงอาจส่องไปไม่ถึงในมุมมืดบางมุมของบ้าน ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนมากนักเหมือนตอนกลางวัน แสงที่สว่างไม่เพียงพอยังทำให้เสี่ยงต่อการกวาดไปโดนข้าวของที่ตั้งเอาไว้ให้เสียหาย บุบสลายได้</li><li>การกวาดบ้านในเวลากลางคืนจึงทำให้กวาดได้ไม่สะอาดเต็มที่ อาจจะกวาดไปตรงโน้นที ตรงนี้ที ข้ามตรงนั้น และเป็นการทำให้ฝุ่นผงปลิวไปยังทิศทางที่มองไม่เห็น ทำให้การกวาดบ้านที่ควรเป็นการทำความสะอาดไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ควรจะเป็น<br><br>ในบางครั้งเราอาจจะทำของมีค่าชิ้นเล็กหล่นเอาไว้ การกวาดบ้านทำความสะอาดในตอนกลางคืนที่มองเห็นไม่ชัดเจน อาจทำให้เราเผลอกวาดสิ่งมีค่าชิ้นนั้นออกไป จึงอาจเปรียบเปรยได้ว่า เป็นการกวาดทรัพย์สินออกไปทิ้งได้เช่นกัน</li></ol><div><em>ที่มา : https://intrend.trueid.net/article/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99-porraphat-com-trueidintrend_31384<br></em><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความเชื่อโบราณที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า การกวาดบ้านตอนกลางคืนจะเป็นการกวาดเงินกวาดทองออกไปจากบ้าน <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซึ่งแท้จริงแล้วบ้านสมัยก่อนนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อีกทั้งบ้านสมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง และพื้นบ้านก็ปูด้วยไม้ทำให้มีร่องเล็ก ๆ ระหว่างรอยต่อ หากกวาดบ้านตอนกลางคืนก็อาจจะเผลอกวาดของชิ้นเล็ก ๆ ตกลงไปใต้ถุนบ้านและหาไม่เจอ เพราะของไปกองรวมกับขยะนั่นเอง<br><em>ที่มา : https://home.kapook.com/view208324.html</em></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ครอบครัวของดิฉัน จากคำกล่าวของคุณยายของดิฉัน คุณยายบอกว่าการกวาดบ้านตอนกลางคืนจะกวาดเอาของมีค่าออกไป และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีไฟฟ้า หลอดไฟก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัย็เลยไม่ให้กวาดอยู่ดี<br><em>ที่มา : คุณยายของดิฉันซึ่งยังมีคติความคิดแบบคนโบราณอยู่</em><br><br><strong>ขั้นที่ 3 : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>เป็นข้อเท็จจริง ที่สมเหตุสมผล เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เนื่องจาหลักฐานชั้นต้น อย่าคำบอกเล่าของคุณยายซึ่งยังมีคติความคิดแบบคนโบราณอยู่ และหักฐานชั้นรองที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีเนื้อหาที่สอดคล้องและใกล้เคียง เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลักฐานชั้นต้น เพราะไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันเเละเป็นเพียงความเชื่อหรือเคล็ดที่คนมักจะอุปโลกกันขึ้นมา<br><br><strong>ขั้นที่ 4 : <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>สรุปแล้วคนโบราณห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน โดยใช้ความเชื่อว่าจะนำสิ่งดีๆออกจากบ้าน ทำให้สิ่งชั่วร้ายเข้ามาได้ เพราะคนโบราณเชื่อในเรื่องของเทวดาภูติผีปีศาจ แต่จุดประสงค์จริงๆแล้ว คือในสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าและบ้านทรงไทยเป็นลักษณะใต้ถุนสูงมีร่องด้วย หากกวาดบ้านตอนกลางคืน อาจทำให้กวาดไม่สะอาดเนื่องจากแสงสว่างไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุเพราะมองไม่เห็น และอาจกวาดนำของมีค่าชิ้นเล็กๆ ออกจากบ้านไปเพราะมองไม่เห็น หรือตกลงร่องได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><strong>ขั้นที่ 5 : <br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นำเสนอข้อมูลในรูปของอินโฟกราฟฟิก เพื่อความเข้าใจง่าย หรือนำเสนอในรูปของวีดีโออธิบาย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://intrend.trueid.net/article/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%99-porraphat-com-trueidintrend_31384" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647445</guid>
      </item>
      <item>
         <title>15 นายอภิสิทธิ์ สุขศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647455</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมต้องชื่อเขต “หนองจอก”<br><br>ขั้นที่ 2 เดิมเขตหนองจอกมีฐานะเป็น <strong>อำเภอหนองจอก</strong> ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ที่มาตั้งถิ่นฐานพวกแรก ๆ เป็นชาวไทยมุสลิมที่อพยพมาจากหัวเมืองภาคใต้ โดยตั้งชุมชนตามแนวคลองแสนแสบซึ่งได้มีการขุดลอกขยายคลองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และอีก 5 ปีต่อมา อำเภอหนองจอกก็ได้มาขึ้นอยู่กับจังหวัดมีนบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ในมณฑลกรุงเทพ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมา เนื่องจากสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2474 จังหวัดมีนบุรีได้ถูกยุบลงเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดพระนคร ส่วนอำเภอหนองจอกถูกโอนไปขึ้นกับจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ในปีถัดมาก็ได้ย้ายมาเป็นเขตปกครองในจังหวัดพระนคร เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางและการติดต่อระหว่างกัน ซึ่งอำเภอหนองจอกก็ได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็น <strong>เขตหนองจอก</strong> เมื่อมีการรวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2515<br>ที่ตั้งและอาณาเขต<br><br></div><ul><li><strong>ทิศเหนือ</strong> ติดต่อกับอำเภอลำลูกกา (จังหวัดปทุมธานี) มีแนวแบ่งเขตการปกครองระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีเป็นเส้นแบ่งเขต</li><li><strong>ทิศตะวันออก</strong> ติดต่อกับอำเภอบางน้ำเปรี้ยวและอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา (จังหวัดฉะเชิงเทรา) มีคลองสิบสี่ คลองแสนแสบ คลองนครเนื่องเขต และคลองหลวงแพ่ง เป็นเส้นแบ่งเขต</li><li><strong>ทิศใต้</strong> ติดต่อกับเขตลาดกระบัง มีคลองลำตาอิน คลองกระทุ่มล้ม คลองพะอง และคลองกอไผ่ เป็นเส้นแบ่งเขต&nbsp;</li><li><strong>ทิศตะวันตก</strong> ติดต่อกับเขตมีนบุรีและเขตคลองสามวา มีลำนกแขวก ลำต้นไทร ลำหิน คลองแสนแสบ คลองตาเตี้ย ลำแยกแบนชะโด และคลองเก้า เป็นเส้นแบ่งเขต</li></ul><div>การแบ่งเขตการปกครอง<br>เขตหนองจอกแบ่งหน่วยการปกครองย่อยออกเป็น 8 แขวง (khwaeng) ได้แก่<br>1.กระทุ่มราย (Krathum Rai) <br>2.หนองจอก (Nong Chok) <br>3.คลองสิบ(Khlong Sip) <br>4.คลองสิบสอง (Khlong Sip Song) <br>5.โคกแฝด (Khok Faet)&nbsp; <br>6.คู้ฝั่งเหนือ (Khu Fang Nuea) <br>7.ลำผักชี (Lam Phakchi)&nbsp; <br>8.ลำต้อยติ่ง (Lam Toiting)<br>ที่มา <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%81">https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%81</a><br><br>เดิมเขตหนองจอกมีฐานะเป็น อำเภอหนองจอก ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ที่มาตั้งถิ่นฐานพวกแรกๆ เป็นชาวไทยมุสลิมที่อพยพมาจากหัวเมืองภาคใต้ โดยตั้งชุมชนตามแนวคลองแสนแสบซึ่งได้มีการขุดลอกขยายคลองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และอีก 5 ปีต่อมา (พ.ศ. 2445) อำเภอหนองจอกก็ได้มาขึ้นอยู่กับเมืองมีนบุรีซึ่งเป็นหัวเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ ในมณฑลกรุงเทพ&nbsp; ต่อมา เกิดสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของทางราชการ ในปี พ.ศ. 2474 จังหวัดมีนบุรีจึงถูกยุบรวมเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดพระนคร ส่วนอำเภอหนองจอกถูกโอนไปขึ้นกับจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางและการติดต่อระหว่างกัน ในปีถัดมา (พ.ศ. 2475) ทางราชการจึงได้ย้ายอำเภอหนองจอกมาเป็นเขตการปกครองในจังหวัดพระนคร &nbsp; จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2514 มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปีถัดมา (พ.ศ.2515) ก็มีประกาศคณะปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเมืองหลวงใหม่อีกครั้งจากนคร หลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร แบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตและแขวงแทนอำเภอและตำบล อำเภอหนองจอกจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น เขตหนองจอก นับแต่นั้น</div><div><br>&nbsp; &nbsp; เขตหนองจอก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร&nbsp; จำนวนเนื้อที่ประมาณ 236.261 ตารางกิโลเมตร เป็นเขตที่มีเนื้อที่มากที่สุด ประมาณ 1 ใน 7 ของจำนวนเนื้อที่รวมของกรุงเทพมหานคร&nbsp; มีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศเหนือติดต่ออำเภอลำลูกกา&nbsp; จังหวัดปทุมธานี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศใต้ติดต่อเขตลาดกระบัง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันออกติดต่ออำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศตะวันตกติดต่อเขตมีนบุรี&nbsp; และเขตคลองสามวา<br><br>การปกครอง แบ่งการปกครองเป็น 8 แขวง&nbsp; ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. แขวงกระทุ่มราย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แขวงหนองจอก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. แขวงคลองสิบ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. แขวงคลองสิบสอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. แขวงโคกแฝด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6. แขวงลำผักชี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. แขวงลำต้อยติ่ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 8. แขวงคู้ฝั่งเหนือ<br><br>การคมนาคม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทางบก ปัจจุบันเขตหนองจอกมีถนนสายหลักที่ใช้เป็นเส้นทางในการสัญจรไปมาระหว่าง<br>เขตหนองจอกและเขตชั้นในของกรุงเทพมหานคร&nbsp; จำนวน 4 สาย คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.ถนนสุวินทวงศ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ถนนเชื่อมสัมพันธ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ถนนเลียบวารี&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ถนนมิตรไมตรี<br><br>&nbsp; &nbsp;ทางน้ำ การคมนาคมทางน้ำส่วนใหญ่เป็นการสัญจรไปมาภายในเขตโดยมีคลองสายหลัก &nbsp;<br>จำนวน&nbsp; 10&nbsp; คลอง&nbsp; คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. คลองแสนแสบ ดูแลรับผิดชอบ โดยสำนักระบายน้ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. คลองเก้า ดูแลรับผิดชอบ โดยสำนักงานเขตคลองสามวา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. คลองสิบ ดูแลรับผิดชอบ โดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. คลองสิบเอ็ด ดูแลรับผิดชอบ โดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. คลองสิบสอง ดูแลรับผิดชอบ โดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6. คลองสิบสาม ดูแลรับผิดชอบโดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7. คลองสิบสี่ ดูแลรับผิดชอบโดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 8. คลองลำปลาทิว ดูแลรับผิดชอบโดยสำนักงานเขตหนองจอก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 9. คลองหลวงแพ่ง ดูแลรับผิดชอบโดยกรมชลประทาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;10. คลองนครเนื่องเขต ดูแลรับผิดชอบโดยสำนักงานเขตหนองจอก<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้แล้ว&nbsp; ยังมีคลองซอยต่าง ๆ &nbsp; เชื่อมระหว่างคลองสายหลักซึ่งสามารถใช้ติดต่อกันได้ทุกหมู่บ้าน&nbsp; รวมทั้งสิ้น&nbsp; 104&nbsp; คลอง<br><br></div><div>► ศาสนาและศาสนสถาน</div><div>การนับถือศาสนา</div><div>♦ อิสลาม จำนวน 75 เปอร์เซ็นต์</div><div>♦ พุทธ จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์</div><div>♦ คริสต์ จำนวน 5 เปอร์เซ็นต์</div><div>ศาสนสถาน</div><div>♦ วัด จำนวน 17 วัด&nbsp;</div><div>♦ มัสยิด จำนวน 46 มัสยิด&nbsp;</div><div>♦ โบสถ์คริสต์ จำนวน 1 แห่ง&nbsp;</div><div>♦ ศาลเจ้า จำนวน 1 แห่ง&nbsp;</div><div>► เศรษฐกิจ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประชาชนชาวหนองจอกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ได้แก่ ทำนา ทำสวน ผลไม้ เลี้ยงสัตว์</div><div>อาชีพของประชาชนแยกได้ ดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp;1. เกษตรกรรม ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์</div><div>&nbsp; &nbsp;2. รับราชการ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์</div><div>&nbsp; &nbsp;3.รับจ้างค้าขาย ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์</div><div>&nbsp; &nbsp;4. อื่น ๆ ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์</div><div>► ชุมชนตัวอย่าง</div><div>&nbsp; &nbsp;- ชุมชนแผ่นดินทองคอยรุตตั๊กวา&nbsp; ที่ตั้ง หมู่ที่ 5 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ได้รับรางวัลชนะเลิศ ชุมชนประเภทชานเมือง ด้านการรักษาความสะอาด ประจำปี 2540</div><div>&nbsp; &nbsp; - ชมชนประชาสำราญ&nbsp; ที่ตั้ง หมู่ที่ 9 แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เป็นชุมชนปลอดยาเสพติดเป็นชุมชนแรกของเขตหนองจอก</div><div>► แหล่งท่องเที่ยว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ ค้างคาวแม่ไก่ สวนยายทองใบ หมัดมูซา แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ บึงน้ำ สวนอาหารเรือนแพ ฟิชชิ่งปาร์ค ถนนมิตรไมตรี แขวงคู้ฝั่งเหนือ เขตหนองจอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ ล่องคลองแสนแสบ ชมสถาปัตยกรรม ศาสนสถานและวิถีชีวิตริมคลอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ ชมทุ่งนากับวิถีชีวิตชาวนาและนก ธรรมชาติ ทุ่งข้าว ถนนคลองสิบ-สิบสี่ฝั่งตะวันตก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ วัดประยงค์กิตติวนาราม ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 ถ.ประชาสำราญ แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ สวนกล้วยไม้เกษตรอินทรีย์ ของคุณมานพ ศรีสวัสดิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 7/1 ถนนคลองสิบ แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก ตั้งอยู่ที่ ถนนฉลองกรุง แขวงลำผักชี เขตหนองจอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ สนามกีฬาฟุตซอล บางกอก อารีน่า ถนนเชื่อมสัมพันธ์ แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก</div><div>► ประเพณีวัฒนธรรม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ งานประจำปีวัดหนองจอก (กลางเดือน 3 เดือนกุมภาพันธ์) แขวงกระทุ่มราย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ การจัดงานสงกรานต์ของชาวมอญ ณ วัดใหม่เจริญราษฎร์ แขวงคลองสิบสอง และวัดราษฎร์บำรุง แขวงลำต้อยติ่ง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;⇒ ศิลปะการแสดง “ลิเกเรียบ” การตีกลอง “กลองรำมะนา” ของชุมชนชาวคลอสิบสี่ แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก</div><div><strong>คำขวัญสำนักงานเขตหนองจอก</strong></div><div><strong>ธารน้ำใสสะอาด พฤกษชาติเขียวขจี</strong></div><div><strong>พื้นที่กว้างใหญ่ มหาวิทยาลัยระดับชาติ</strong></div><div><strong>ผดุงบทบาท “บรม” “บวร” พัฒนาประชากรหนองจอก<br>ที่มา </strong><a href="http://www.km.nongchoktravel.com/?name=page&amp;file=page&amp;op=%A2%E9%CD%C1%D9%C5%B7%D1%E8%C7%E4%BB%E0%A2%B5%CB%B9%CD%A7%A8%CD%A1">http://www.km.nongchoktravel.com/?name=page&amp;file=page&amp;op=%A2%E9%CD%C1%D9%C5%B7%D1%E8%C7%E4%BB%E0%A2%B5%CB%B9%CD%A7%A8%CD%A1</a><br><br>ขั้นที่ 3 จากการอ้างอิงแล้ว ข้อมูลจากองค์ความรู้ สำนักงานเขตหนองจอก มีความน่าชื่อถือกว่าจาก Wikipedia เพราะ Wikipedia เป็นเว็ปไซต์ที่ผู้คนสามารถเข้าไปแก้ไขได้ ซึ่งอาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้ และอีกแหล่งสืบค้น เป็นแหล่งสืบค้นจากสำนักเขตหนองจอก ซึ่งมีความน่าเชื่อมากกว่า<br><br>ขั้นที่ 4 แหล่งที่มาทั้งสองสอดคล้องกัน โดย เดิมทีคนพื้นเมืองเป็นชาวไทยมุสลิมที่อพยพมา อำเภอหนองจอกถูกรวมกับจังหวัดฉะเชิงเทรา ในเวลาต่อมามีการปฎิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้มี “เขตหนองจอก” มาถึงทุกวันนี้<br>แหล่งที่มาทั้งสองเป็นหลักฐานชั้นทุติยภูมิ แต่มีความแตกต่างเรื่องรายละเอียดย่อย<br><br>ขั้นที่ 5 เดิมทีเขตหนองจอก มีฐานะเป็นอำเภอหนองจอก ถูกก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้มาตั้งถิ่นฐานเดิมเป็นชาวมุสลิม และได้ถูกรวมกับเมืองมีนบุรี ในเวลาต่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงสงครามโลกที่ 1 ทำให้อำเภอหนองจอกเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากปัญหาการคมนาคมและการติดต่อ ในปี 2475 อำเภอหนองจอกถูกย้ายมาเป็นเขตการปกครองในจังหวัดพระนคร ในปี 2514 ได้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปี 2515 มีการเปลี่ยนการปกครอง ทำให้อำเภอหนองจอก กลายเป็นเขตหนองจอก<br>แหล่งที่น่าเชื่อถือ : องค์ความรู้ สำนักงานเขตหนองจอก<br>วิธีการนำเสนอ : สไลด์ PowerPoint, วีดีโอ Youtube</div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647455</guid>
      </item>
      <item>
         <title>40 ลลิตา ปัทมาวีรภรณ์ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647626</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>ขั้นที่ 1 :</em></strong> ทำไมถึงมีคนเดือดร้อน หาก LGBTQ+ ได้สิทธิสมรสเท่าเทียม ?</div><div><strong><em>ขั้นที่ 2 : </em></strong><em>1) </em>LGBTQ+ สั่นคลอนชุดความคิดเก่า<br>1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>‘เพศในสังคมไทยโดยทั่วไปเข้าใจว่าเพศที่ตรงตามธรรมชาติมีเพียง 2 เพศ หญิงกับชายที่ต้องเกิดมาคู่กัน ฉะนั้นเมื่อเกิดมาเพศใดจะต้องมีวิถีการดำเนินชีวิตทางเพศให้เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศที่กำหนดไว้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เรื่องคุณค่าของการเป็นหญิงหรือเป็นชาย ในขณะที่เรื่องราวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ปรากฏมากขึ้นในสังคมทั้งในด้านบวกและด้านลบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายระบบความเชื่อเดิม’</div><div><br>ที่มา : ท่อนหนึ่งของ <strong>‘การรักร่วมเพศ : บทวิเคราะห์ตามแนวพุทธจริยศาสตร์’ </strong>ตีพิมพ์ในวารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2563) <br><br>1.2<br>ยังมีคนจำนวนมากในสังคมไทยปัจจุบันที่มองว่า LGBTQ+ มีภาพลักษณ์ไม่ดีงาม ผิดศีลธรรม ไม่ถูกตามครรลองคลองธรรม หรือไม่เป็นที่ยอมรับด้านความเชื่อทางศาสนา กรอบความคิดเหล่านี้ทำให้คนที่ตัดสิน LGBTQ+ ในเชิงลบไปแล้ว เริ่มเกิดความกังวล ว่าหากคนหลากหลายทางเพศได้สมรสกันอย่างถูกกฎหมาย สังคม ค่านิยม หรือตัวเอง อาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม<br><br>ที่มา : <a href="https://plus.thairath.co.th/topic/speak/100520">https://plus.thairath.co.th/topic/speak/100520</a><br><br><strong><em>ขั้นที่ 3 : </em></strong>ทั้งในข้อ 2.1 และ2.2 เป็นหลักฐานชั้นรองที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยเป็นบทวิเคราะห์โดยอ้างอิงจากความเป็นจริง ค่านิยมของสังคมที่เกิดขึ้นจริง และความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือ เนื่องจาก ทั้งสองข้อมูลมีความสอดคล้องกันมาก รวมทั้งหนังสือและบทความเป็นที่นิยม เพียงแต่ข้อมูลข้างต้นอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา<br><strong><em><br>ขั้นที่ 4 : </em></strong>กล่าวคือ เนื่องจาก ในปัจจุบันยังมีคนจำนวนมากในสังคมไทย ที่มองว่าเพศที่ตรงตามธรรมชาติมีเพียงแค่สองเพศ คือเพศชายและเพศหญิง โดยการดำเนินชีวิตจะต้องเป็นไปตามครรลองครองธรรมและตามบรรทัดฐานทางเพศที่กำหนดไว้ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งทำให้เกิดกรอบความคิดที่ว่า ‘LGBTQ+ และการสมรสเท่าเทียม เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และผิดศีลธรรม’ จนหากการสมรสเท่าเทียมถูกกฎหมาย <em>‘สังคม ค่านิยมหรือตนเอง อาจเกิดความเดือดร้อน และได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมไปด้วย’<br></em><strong><em><br>ขั้นที่ 5 : </em></strong>การสมรสเท่าเทียมและ LGBTQ+ สั่นคลอนชุดความคิดแบบเก่าของพวกเขา (หมู่คนที่ไม่ยอมรับการสมรสเท่าเทียม) จึงเป็นเหตุทำให้เกิด ‘ความกลัว’ ว่าสังคม ค่านิยม หรือตนเองอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมไปด้วย<br><br>&nbsp;โดยจะนำเสนอผ่านการทำ Infographic </div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://plus.thairath.co.th/topic/speak/100520" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647626</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วริทยา อัครทวิชากร 41</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647656</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมราชพฤกษ์ถึงเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย<br><strong>ขั้นที่ 2</strong> จากอดีตที่ผ่านมากว่า 50 ปี ทางราชการมีความพยายามหลายครั้งในการกำหนด ให้มีสัญลักษณ์ประจำชาติไทยโดยเฉพาะการกำหนด ต้นไม้ และดอกไม้ประจำชาติ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปี พ.ศ.2494 รัฐบาลมีมติให้ถือวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติ มีการชักชวนให้ปลูกต้นไม้ที่มีประโยชน์มากมาย กระทั่งในปี พ.ศ.2506 มีการประชุมเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ต้นไม้และสัตว์ประจำชาติเป็นครั้งแรก โดยกรมป่าไม้เสนอให้ <strong>ต้นราชพฤกษ์ หรือ ต้นคูน</strong> ไม้มงคลที่มีประโยชน์และรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นต้นไม้ประจำชาติ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.2530 มีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์อีกครั้ง เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีการส่งเสริมให้ปลูกต้นราชพฤกษ์ทั่วประเทศ จำนวน 99,999 ต้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.2544 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ เสนอให้มีการกำหนดสัญลักษณ์ประจำชาติ 3 สิ่งคือ ดอกไม้ประจำชาติ ได้แก่ ดอกราชพฤกษ์ สัตว์ประจำชาติ ได้แก่ ช้างไทย และสถาปัตยกรรมประจำชาติ ได้แก่ ศาลาไทย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ด้วยต้นราชพฤกษ์ ออกดอกสีเหลืองชูช่อ ดูสง่างาม อีกทั้งยังมีสีตรงกับ<strong> สีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ </strong>จึงถูกตั้งชื่อว่าเป็น<strong> "ต้นไม้ของในหลวง"</strong> จึงมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์ เป็น 1 ใน 3 สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ดังกล่าว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เลือก <strong>ดอกราชพฤกษ์ </strong>เป็นดอกไม้ประจำชาติเพราะเหมาะสมในหลายด้าน คือ เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทนทาน ปลูกขึ้นได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักแพร่หลาย เป็นไม้มงคลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆ เช่น ลงหลักเมือง ลงเสาเอก ทำคฑาจอมพลและยอดธงชัยเฉลิมพลของกองทหาร<br>แหล่งที่มาข้อมูล : สารานุกรมไทย,panmai.com,<br>ที่มา https://www.komchadluek.net/news/247210<br><strong>ขั้นที่ 3</strong> เป็นหลักฐานชั้นรองที่มีข้อมูลอ้างอิงมาจากหลักฐานชั้นต้น ข้อมูลจึงมีความน่าเชื่อถือ<br><strong>ขั้นที่ 4 </strong>ต้นราชพฤกษ์ มีสีตรงกับสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน ทนทาน ปลูกขึ้นได้ดีทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นต้นไม้พื้นเมืองที่รู้จักแพร่หลาย เป็นไม้มงคลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในพิธีสำคัญๆ จึงมีการลงนามให้ต้นราชพฤกษ์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย<br><strong>ขั้นที่ 5 </strong>การนำเสนอจัดทำเป็นรูปแบบ Infographic เพื่อให้มีความสร้างสรรค์ น่าสนใจ และง่ายต่อการอ่าน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.komchadluek.net/news/247210" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647656</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายปุณณเมธ  กาวิน  5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647658</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1. ทำไมต้องชื่อคันนายาว</strong><br><strong>ขั้นที่ 2. </strong>เมื่อราวพุทธศักราช ๒๓๘๖ (ประมาณ ๑๖๐ ปี ) รัชสมัยของสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าพระยาบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี ) ได้เป็นแม่ทัพยกกองทัพไปปราบกบฏที่นครจำปาศักดิ์และเมืองหลวงพระบาง จนได้รับชัยชนะ พร้อมทั่งกวาดต้อนครอบครัวหัวเมืองรายทางติดตามมาด้วย และให้พำนักอยู่ย่านคลองกุ่มในปัจจุบันต่อมามีผู้คนอพยพ มาทำมาหากินเพิ่มมากขึ้น ตามลำดับ ทางราชการได้จัดตั้งเป็นอำเภอให้ชื่อว่า “ อำเภอบางกะปิ ” ใช้พื้นที่บางส่วนเป็นที่ทำนาผืนใหญ่ ซึ่งได้กลายเป็น “ ตำบลคันนายาว ” การปกครองขึ้นอยู่กับอำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ จัดตั้ง “ กรุงเทพมหานคร ” และกำหนดเปลี่ยนการเรียกขานจาก “อำเภอ” เป็น “เขต” ประกอบด้วย ๒๔ เขต เขตบางกะปิ เป็นเขตหนึ่ง ของกรุงเทพมหานครพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘ แบ่งพื้นที่การปกครองของกรุงเทพมหานครเป็น “เขต” และ “แขวง” มี ๒๔ เขตปกครอง เหมือนเดิม “ แขวงคันนายาว” เป็นแขวงหนึ่งของ เขตบางกะปิ (“เขต” เป็นส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร และเรียก “ นายอำเภอ” ว่า “ หัวหน้าเขต” ) พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ ให้มี “ สำนักงานเขต” เป็นส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร โดยมี “ ผู้อำนวยการเขต” เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและลูกจ้างกรุงเทพมหานครรับผิดชอบการปฏิบัติราชการภายในสำนักงานเขต ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรุงเทพมหานครได้เปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง โดยแบ่งพื้นที่เขตบางกะปิออก เพิ่มเป็นเขตใหม่อีก ๒ เขต คือ เขตลาดพร้าว และเขตบึงกุ่ม ทำให้ “ แขวงคันนายาว” เป็นแขวงหนึ่งของเขตบึงกุ่ม แต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่เขตต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วควบคู่กับการขยายตัวออกกว้างไกลเข้าสู่พื้นที่ว่างมีการกระจ่ายตัวของประชากรและสาธารณูปโภคเพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องจัดขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรของเขตให้มีความเหมาะสมใกล้เคียงกัน เพื่อประโยชน์แก่การปกครอง การให้บริการของรัฐ และความสะดวกของประชาชน จึงมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตการปกครองโดยแยกพื้นที่ของ “ แขวงคันนายาว” รวมกับพื้นที่บางส่วนของแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม และพื้นที่บางส่วนของแขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าวจัดตั้งเป็น “ เขตคันนายาว” มีพื้นที่จำนวน ๒๕.๙๘ ตารางกิโลเมตร เปิดให้บริการประชาชนเป็นครั้งแรกในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ ณ ที่ทำการชั่วคราวชั้นล่างของศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนน รามอินทรา<br><strong>ที่มา https://sites.google.com/site/kannayaoth/prawati-khet-khannayaw</strong> <br><br>วันที่ 13 ธันวาคม 2515 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 335 จัดตั้ง "กรุงเทพมหานคร" และกำหนดเปลี่ยนการเรียกขานจาก "อำเภอ" เป็น "เขต" ประกอบด้วย 24 เขต เขตบางกะปิเป็นเขตหนึ่งของกรุงเทพมหานครพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2518 แบ่งพื้นที่การปกครองของกรุงเทพมหานครเป็น "เขต" และ "แขวง" มี24 เขตปกครอง เหมือนเดิม "แขวงคันนายาว" เป็นเขตหนึ่งของเขตบางกะปิ ("เขต" เป็นส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร และเรียก "นายอำเภอ" ว่า "หัวหน้าเขต") พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ให้มี "สำนักงานเขต"&nbsp; เป็นส่วนราชการของกรุงเทพมหานคร โดยมี "ผู้อำนวยการเขต" เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และลูกจ้างกรุงเทพมหานครรับผิดชอบการปฏิบัติราชการ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในสำนักงานเขตปี พ.ศ. 2532 กรุงเทพมหานครได้เปลี่ยนแปลงเขตปกครอง โดยแบ่งพื้นที่เขตบางกะปิออก เพิ่มเป็นเขตใหม่อีก 2 เขต คือ เขตลาดพร้าว และเขตบึงกุ่ม ทำให้ "แขวงคันนายาว" เป็นแขวงหนึ่งของเขตบึงกุ่มแต่เนื่องด้วยสภาพพื้นที่เขตต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วควบคู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับการพัฒนาด้านโครงข่ายคมนาคมขยายตัวออกกว้างไหลเข้าสู่พื้นที่ว่าง มีการกระจายตัวของประชากรและสาธารณูปโภคเพิ่มมากขึ้น จำเป็นต้องจัดขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรของเขตให้มีความเหมาะสมใกล้เคียงกัน เพื่อประโยชน์แก่การปกครอง การให้บริการของรัฐ และความสะดวกของประชาชน จึงมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2540 เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตปกครอง โดยแยกพื้นที่ของ "แขวงคันนายาว" รวมกับพื้นที่บางส่วนของแขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม และพื้นที่บางส่วนของแขวงจรเข้บัว&nbsp; เขตลาดพร้าว จัดตั้งเป็น "เขตคันนายาว" มีพื้นที่จำนวน 28.72 ตารางกิโลเมตร เปิดให้บริการประชาชนเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540&nbsp; ณ&nbsp; ที่ทำการชั่วคราวชั้นล่างของศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา โดยให้บริการถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2552 <br><strong>ที่มา https://webportal.bangkok.go.th/khannayao/page/sub/17930/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95<br></strong><br><strong>ขั้นที่ 3. การสืบค้นประวัติข้อมูลและบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรของกองงานผู้ตรวจราชการสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร และมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลอย่างแพร่หลายในเว็ปไซต์ของหน่วยงานราชการเช่น สำนักงานเขตคันนายาว ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้นถูกต้องและเป็นจริง<br><br>ขั้นที่ 4. จากการตีความหลักฐานทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่าการตั้งชื่อคันนายาวนั้นมาจากการบันทึกหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าด้วยเนื้อความดังนี้ </strong>ประมาณปี <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2386">พ.ศ. 2386</a> (รัชสมัย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7">พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</a>)<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2_(%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%8C_%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B5)">เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)</a> ได้ยกทัพไปปราบกบฏที่เมือง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C">นครจำปาศักดิ์</a>และเมือง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87">หลวงพระบาง</a>จนได้รับชัยชนะ และได้กวาดต้อนครอบครัวจากหัวเมืองรายทางเข้ามายัง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3">กรุงเทพมหานคร</a> โดยให้ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1">คลองกุ่ม</a> ต่อมามีผู้คนอพยพเข้าไปอยู่อาศัยในย่านนี้และย่านใกล้เคียงมากขึ้น พื้นที่บางส่วนกลายเป็นที่ทำนาผืนใหญ่ ในการทำนาก็จะมีการสร้างแนวดินให้พูนสูงขึ้นจากท้องนาเพื่อกั้นที่นาเป็นส่วน ๆ หรือเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับปลูกข้าว ซึ่งก็คือ "คันนา" มีที่นาอยู่ผืนหนึ่งใกล้กับ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%9A">คลองแสนแสบ</a> กินอาณาเขตตั้งแต่ท้ายหมู่บ้านสุเหร่าแดง (ปัจจุบันคือบริเวณ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ถนนเสรีไทย</a>)ไปสิ้นสุดตรงบริเวณที่เรียกว่า "โรงแดง" เพราะเป็นที่ตั้งของบ้านหลังหนึ่งที่มุงหลังคาสังกะสีเป็นสนิม มองเห็นเป็นสีแดงแต่ไกล (ปัจจุบันคือบริเวณ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2">ถนนรามอินทรา</a>) เรียกได้ว่าเป็นนาที่มีคันยาวมากที่สุด จึงสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อ "คันนายาว"<strong><br><br>ขั้นที่ 5. พื้นที่บางส่วนเป็นที่ทำนาผืนใหญ่ โดยการทำนาก็จะมีการสร้างแนวดินให้พูนสูงขึ้นจากท้องนาเพื่อกั้นที่นาเป็นส่วนๆ หรือเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้สำหรับปลูกข้าว เรียกว่า "คันนา"และมีที่นาอยู่ผืนหนึ่งใกล้กับ</strong><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%9A"><strong>คลองแสนแสบ</strong></a><strong> ยาวตั้งแต่บริเวณ</strong><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"><strong>ถนนเสรีไทย</strong></a><strong> ไปสิ้นสุดบริเวณ</strong><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2"><strong>ถนนรามอินทรา</strong></a><strong>&nbsp; เรียกได้ว่าเป็นนาที่มีคันยาวมากที่สุด จึงสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อ "คันนายาว" และ นำเสนอโดยการพูดอธิบายพร้อมมีภาพประกอบให้เข้าใจหรืออาจจะนำเสนอโดยการเป็นแผ่นพับวางไว้ตามสำนักงานเขต</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/kannayaoth/prawati-khet-khannayaw" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647658</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธัญรดา พานิชพึ่ง17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647662</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมเราถึงติดเกม<br>ขั้นที่2 แล้วทำไมถึงติด มีรายงานการอ้างอิงมากมาย แต่หากให้สรุปสั้นๆ คือ เกมเข้าถึงธรรมชาติความต้องการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ความอยากเอาชนะ ความสนุก สังคม ความรู้สึกสำเร็จ และสิ่งที่เกมสร้างขึ้นบางครั้งสมองเราแยกไม่ออกถึงโลกในเกมและความเป็นจริง ทำให้เราติด<br><br></div><div>ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ระบบในเกมส่วนใหญ่มักมีการให้รางวัลความสำเร็จแก่ผู้เล่น ไม่ว่าจะไอเทมใหม่ สกิลใหม่ ด่านใหม่ รางวัลอื่นที่เราเห็น ซึ่งมันได้มาง่ายหากเทียบกับชีวิตจริง จุดนี้เองทำให้เรารู้สึกสำเร็จ เกมนั้นเติมเต็มความพึงพอใจใหักับเรา<br>หลายครั้งที่เกิดข่าวความรุนแรง เกม มักถูกยกมาเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่เท่าๆ ที่หลายๆ งานวิจัย ยังไม่มีงานไหนที่ชี้ชัดแน่นอนว่าเกมเป็นสาเหตุของความรุนแรง เดี๋ยวไว้จะมาเขียนละเอียดๆ อีกครั้ง&nbsp;<br>ผลเสียของการติดเกมแน่ๆ คือผลเสียต่อร่างกายของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาการตาล้า ปวดหลัง ปวดข้อมือ และสำหรับตัวผู้เขียนเองรู้สึกว่าบางทีเกมทำให้เราหงุดหงิดกว่าเดิมอีก (หัวร้อน) เพราะฉะนั้นอย่าลืมลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้าง สุดท้ายทุกอย่างก็มีสองด้าน เกม ก็เช่นกัน ในมุมหนึ่งเกมก็ให้ความสนุก ให้ประสบการณ์ ให้การเรียนรู้ แต่อีกมุม มันก็ส่งผลเสียกับเราได้เช่นกัน บางคนเล่นติดต่อกันจนสุขภาพเสีย บางคนอาจจะติดหนักมากๆเติมเงินโดยไม่คำนึงถึงเงินของตัวเอง<br><br>ขั้นที่3 เป็นหลักฐานชั้นรองที่มีลายลักษณ์อักษร<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469956552/9fe8375a21d2c86e5abc046721c6dfcb/F55B0EAC_7415_41D8_A951_F26D0DAD10B8.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647662</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กมลวรรณ ศรีสวัสดิ์ เลขที่ 26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647838</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1 กำหนดหัวข้อ :</strong> ทำไมแพนด้า ถึงขอบตาดำ<br><strong>2 รวบรวมข้อมูล :</strong> เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2560 ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้เวลานานหลายปีในการศึกษาทำความเข้าใจกับหมีอันเป็นที่รักชนิดนี้ จนได้พบความจริงที่น่าสนใจว่า ขนสีขาว-ดำของหมีแพนด้านั้นมีขึ้นเพื่อจุดประสงค์สำคัญ ๆ 2 ประการ โดยขนสีขาวมีไว้เพื่อช่วยให้พวกมันพรางตัวกลืนไปกับหิมะในฤดูหนาว ในขณะที่ขนสีดำมีไว้เพื่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมสายพันธุ์ตัวอื่น ๆ<br>กุญแจสำคัญที่สามารถช่วยให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าใจความหมายของสีขนของหมีแพนด้าคือการศึกษาจากหมีด้วยกัน โดยพวกเขาได้รวบรวมรูปภาพหมีสายพันธุ์ต่าง ๆ กว่า 40 สายพันธุ์แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด จนกระทั่งพบว่าสีขนของหมีแพนด้าในแต่ละจุดของร่างกายนั้น ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป<br>การย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ ของแพนด้าก็เป็นคำตอบในเรื่องของขนสีขาว-ดำด้วยเช่นกัน โดยพวกมันสามารถอยู่ในพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยหิมะได้อย่างไม่มีปัญหาเพราะขนสีขาว และขนสีดำก็ช่วยให้สามารถพรางตัวหลบซ่อนในป่าทึบที่มืดครึ้มได้ด้วยเช่นกัน<br>ที่มา ; <a href="https://hilight.kapook.com/view/153215">https://hilight.kapook.com/view/153215</a><br><strong>3 การประเมินค่าของหลักฐาน :</strong> หลักฐานจากเว็บไซด์ที่สืบค้นมีความน่าเชื่อถือ เพราะได้ค้นจากเว็บไซด์อื่น เนื้อหาที่ได้ค่อนข้างตรงกัน หรือมีความใกล้เคียงกัน<br><strong>4 วิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ :</strong> จากที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหาคำตอบมาเป็นเวลานาน โดยเริ่มแนกอ้างอิงจากหมีสายพันธุ์อื่นๆ แต่ก็ช่วยอะไรได้ไหม่มาก จนทิม คาโร ตัวแทนทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวถึงระบวนการศึกษาหาความหมายของสีขาว-ดำบนตัวหมีแพนด้า กุญแจสำคัญที่สามารถช่วยให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าใจความหมายของสีขนของหมีแพนด้าคือการศึกษาจากหมีด้วยกัน โดยพวกเขาได้รวบรวมรูปภาพหมีสายพันธุ์ต่าง ๆ กว่า 40 สายพันธุ์แล้วนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด<br><strong>5 การเรียบเรียงและนำเสนอ :</strong> ที่ขอบตาของแพนด้ามีสีดำ เพราะเอาไว้ใช้สื่อสารกับเพื่อนร่วมสายพันธุ์<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://hilight.kapook.com/view/153215" />
         <pubDate>2021-11-24 02:24:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647838</guid>
      </item>
      <item>
         <title>24 นัทธ์ทนัน แก่นจันทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647991</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่1 ทำไม apple ไม่มีไอโฟน 9 </strong><br><strong>ขั้นที่2 รวบรวมหลักฐาน<br>1. เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน<br></strong>บริษัท Microsoft ได้ประกาศว่า ที่เปลี่ยนจาก Windows 8 ไปเป็น Window 10 เนื่องจากการเรียกว่า Windows 9 นั้น จะทำให้เกิดความสับสน เพราะพวกเขามี Windows 95 และ Windows 98 และสองรุ่นนี้เริ่มต้นด้วย 9 อยู่แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Microsoft ต้องข้ามจากเลข 9 ไปใช้เลข 10 แทน<br><br></div><div><strong>2. เพื่อให้คนรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้า<br></strong>สำหรับ Apple เอง ก็ได้มีการเปิดเผยว่า การเปิดตัว iPhone X มีจุดมุ่งหมายคือการฉลองครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ผลิต iPhone รุ่นแรก ทางแบรนด์จึงตัดสินใจใช้เลขโรมัน X ซึ่งหมายถึงเลข 10 ทั้งยังต้องการทำให้คนเห็นว่า แบรนด์กำลังมอบสิ่งที่แตกต่างและล้ำหน้าไปจากเดิมอีกด้วย<br><br></div><div>ส่วนค่ายคู่แข่งอย่าง Samsung เอง ก็มีการ ‘ข้ามรุ่น’ เช่นกัน โดยเมื่อปีที่แล้ว Samsung ได้ออก Galaxy S20 ซึ่งไม่ได้หมายถึงรุ่นที่ 20 ของซีรีส์ S แต่หมายถึงการเปิดตัวในปี 2020 พร้อมเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดนั่นเอง โดยข้ามจาก S10 ที่เปิดตัวเมื่อปี 2019 ไปเลย และเมื่อต้นปี 2021 Samsung ก็ได้ปล่อยตัว Galaxy S21 ตามด้วยภาพโมเดลของ S22 ที่เพิ่งหลุดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเช่นกัน โดยที่ไม่มีการกลับไปนับ S11 ต่อแต่อย่างใด<br><br></div><div><strong>3. หลีกเลี่ยงเลขไม่เป็นมงคล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้า</strong></div><div>ข้อสุดท้ายนี้ต้องบอกว่า โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพราะจากที่เราลองหาข้อมูลมา มีบางเว็บไซต์วิเคราะห์ว่า ที่ Microsoft ข้ามมาเปิดตัว Windows 10 และ Apple ตัดสินใจอัปเกรดจาก iPhone 8 เป็น iPhone X ก็เพราะในความเชื่อของบางประเทศนั้น เลข 9 คือเลขไม่เป็นมงคล! อย่างเช่นในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เลข 9 ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงคล้ายคำว่า “ความทุกข์ทรมาน” และเลข 9 ในอียิปต์โบราณ มีคำว่า “เก้าคันธนู” ซึ่งเป็นตัวแทนของศัตรูของอียิปต์<br><br><strong>ที่มา : </strong><a href="https://missiontothemoon.co/marketing-naming-strategy/">https://missiontothemoon.co/marketing-naming-strategy/</a><br><br>การแก้เกมคู่แข่งอย่างซัมซุงที่ออกรุ่นใหม่ Note 8 เพื่อจำหน่ายในวันที่ 15 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ iPhone 8 เปิดให้สั่งจอง<br>เหตุที่ต้องแก้เกม คือ ซัมซุงนั้นส่งเรือธง Galaxy S8 และ Galaxy Note 8 มาบุกตลาด การสู้ด้วย iPhone 7S และ iPhone 7S Plus จึงไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น แอปเปิลจึงฉวยโอกาสการตลาด คว้าช่วงเวลา 10 ปีไอโฟน เป็นเครื่องมือดันชื่อรุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเกลียด (แถมเป็นโอกาสขายในราคาไม่ธรรมดา)<br><br><strong>ที่มา : </strong><a href="https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9600000094209">https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9600000094209</a><br><br><strong>ขั้นที่ 3 ประเมินคุณค่าของหลักฐาน <br></strong>เป็นหลักฐานชั้นรองที่มีลายลักษณ์อักษร จากทั้งหมดที่รวบรวมมาจะเป็นบทวิเคราะห์ โดยอิงจากตลาดอื่นๆที่จำหน่ายสมาทโฟนเหมือนกัน ไม่ใช่สิ่งที่ทางappleออกมาประกาศจึงไม่น่าเชื่อถือมากเท่าไหร่<br><strong><br>ขั้นที่ 4 วิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ข้อมูล<br></strong>ทาง apple ออก iphonex ออกมาเพื่อการแก้เกมคู่แข่งอย่างซัมซุงที่ออกรุ่นใหม่ Note 8 เพื่อจำหน่ายในวันที่ 15 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ iPhone 8 เปิดให้สั่งจอง<br>เหตุที่ต้องแก้เกม คือ ซัมซุงนั้นส่งเรือธง Galaxy S8 และ Galaxy Note 8 มาบุกตลาด การสู้ด้วย iPhone 7S และ iPhone 7S Plus จึงไม่สมเหตุสมผล ดังนั้น แอปเปิลจึงฉวยโอกาสการตลาด คว้าช่วงเวลา 10 ปีไอโฟน เป็นเครื่องมือดันชื่อรุ่นขึ้นอย่างไม่น่าเกลียด (แถมเป็นโอกาสขายในราคาไม่ธรรมดา)<br><br><strong>ขั้นที่ 5 นำเสนอข้อมูล<br></strong>การที่ทางappleออกiPhonexมาแทนที่ควรจะเป็น iPhone 9ต่อจาก iPhone 8 เนื่องจากอัตราการแข่งขัน<strong><br></strong>การจำหน่ายสมาทโฟนมีสูง จึงต้องเพิ่มความน่าสนใจให้แบรนด์เป็นที่จับตามองมากขึ้น <br>การนำเสนอจัดทำในรูปแบบ infographic เพื่อสะดวกต่อการอ่านและมีความน่าสนใจ<strong><br><br></strong><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://missiontothemoon.co/marketing-naming-strategy/" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909647991</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรันธร วรยศอำไพ 27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648184</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>วิธีการทางประวัติศาสตร์<br></strong><br></div><div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมถึงชื่อไข่ลูกเขย<strong><br>ขั้นที่ 2 <br>2.1)</strong>ไข่ลูกเขยนั้นไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนว่าชื่อของเมนูอาหารเกิดขึ้นจากเรื่องใดหรือใครเป็นผู้ตั้ง แต่มักจะมีเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาหลากหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องเล่าที่ถูกเล่ามานาน คือ การที่แม่ยายต้องการทำน้ำปลาหวานเพื่อจะรับประทานคู่กับสะเดาและปลาย่าง แต่ด้วยความที่ลูกเขยไม่ทานปลาและไม่มีเมนูอื่นให้เลือกทาน ลูกเขยจึงตัดสินใจนำไข่ต้มที่มีลอง ทานกับน้ำปลาหวานที่คู่กับสะเดา แต่ก็รู้สึกว่ารสชาติยังใช้ไม่ได้จึงได้ทดลองทำเมนูใหม่ นำไข่ต้มไปทอดและนำมาทานคู่กับน้ำปลาหวานในหน้าสะเดาเสมอ จากนั้นทางลูกเขยจึงได้เริ่มปรับเปลี่ยนสูตรให้กลายเป็นน้ำปลาหวานราดบนไข่ต้มทอดและปรับปรุงสูตรมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้สูตรน้ำราดไข่ต้มทอดที่อร่อยหอมหวานและมีความเปรี้ยวอย่างลงตัว ส่วนชื่อของเมนูไข่ลูกเขยนั้นทางแม่ยายเห็นว่าลูกเขยเป็นผู้คิดค้นเมนูใหม่ จึงได้มีการตั้งชื่อแบบตรงๆ ว่า “ไข่ลูกเขย” เพื่อให้เป็นเมนูที่จำง่าย เรื่องเล่านี้ถือว่าเป็นตำนานที่นิยมเล่าต่อกันมามากที่สุด <br><strong>2.2)</strong>การพูดคุยกันในวงการอาหารไข่ลูกเขยถือว่าเป็นการประยุกต์เมนูอาหารไทย ที่ต้องการนำไข่ต้มมาปรับเปลี่ยนสูตรให้น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการทำรสชาติให้แปลกใหม่เพื่อไม่ทำให้การรับประทานไข่ต้มรู้สึกเลี่ยนมากจนเกินไป<strong><br>ขั้นที่ 3</strong> หาข้อมูลมาจากเว็บเกี่ยวกับอาหารที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นข้อมูลที่อัพเดตใหม่ ในปี2562 ซึ่งไม่นานจนเกินไป<strong><br>ขั้นที่ 4 </strong><br>ข้อมูลในวงการอาหารมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะเราก็ไม่รู้ว่าตำนานที่เล่าต่อๆกันมานั้นมีการเติมแต่งอะไรมาบ้างในตอนที่แต่ละคนเล่ามา ทำให้ขาดความชัดเจนและน่าเชื่อถือ<strong><br>ขั้นที่ 5</strong> ไข่ลูกเขยชื่อนี้มีที่มาในวงการอาหารว่า เป็นการนำไข่ต้มมาปรับสูตรแก้เลี่ยน ให้น่ารับประทานมากขึ้นมีรสชาติแปลกใหม่ เมื่อทานกับข้าวสวยร้อนๆแล้วรสชาติดีมาก จึงกลายมาเป็นเมนูเด่นที่แม้ไม่รู้ที่มาที่ไปชัดเจนแต่ก็ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน นำเสนอในรูปแบบแผนพับ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469954709/f53a0dec93a4c3aba55bbed10e765317/5B16A43F_937C_4FBF_9A1D_9B9B13BF91D5.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648184</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิชญะ คำด้วง 13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648257</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่1</strong> ทำไมหมาต้องเห่า<br><strong>ขั้นที่2</strong> สำหรับสุนัข การเห่า คือการสื่อสาร ในการเห่าแต่ละครั้งจะมีโทนเสียงที่ต่างกัน มีสั้นยาวไม่เท่ากัน รวมถึงความถี่และจำนวนครั้งที่แตกต่างกัน และนั่นก็เป็นคำพูดที่เขาต้องการใช้สื่อสารให้คุณรับรู้อีกด้วย<br>การเห่าสั้น ๆ 2-3 ครั้ง<br>เป็นการทักทายกันยามปกติ<br>การเห่าเป็นชุด ๆ ละ 3-4 ครั้ง<br>เป็นการชักชวนให้คุณมาดูอะไรบางอย่าง<br>การเห่าเร็ว ๆ ติด ๆ<br>เป็นการเตือนภัยว่าจะมีอะไรเข้ามาใกล้ <br>เห่าแล้วหยุด...เห่าแล้วหยุด ติดต่อกันเป็นเวลานาน<br>เป็นการบอกว่า "เหงาจัง" <br><strong>ชั้น3 </strong>เป็นหลักฐานชั้นรอง มีลายลักษณ์อักษร<br><strong>ขั้น4</strong> เพื่ออธิบายลักษณะการเห่าของสุนัข <br><strong>ขั้นที่5</strong> การเห่าของสุนัขคือการสื่อสารเป็นภาษาของมันซึ่งก็จะมีหลายรูปแบบตามสิ่งที่มันต้องการจะสื่อ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469957805/78ee770a8e609996023485e5690832f6/D8962C88_49C2_400A_A3ED_199C4058CBE5.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648257</guid>
      </item>
      <item>
         <title>22 ชลลดา สุขสม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648341</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 อีสปคือใคร</div><div>ขั้นที่ 2 <strong>อีสป</strong> (Aesop) เป็นทาสชาวกรีกผู้แต่งนิทานอีสปที่ได้รับความนิยมทั่วโลกมาหลายยุคหลายสมัยยาวนานนับพันปี ประวัติของอีสปมีความคลุมเครือในหลายประเด็น เพราะขาดการบันทึกที่แน่ชัด และมีหลายทฤษฎีด้วยกันโดยเฉพาะเรื่องบ้านเกิดของเขา นักวิชาการลงความเห็นกันว่าเขาน่าจะเกิดในช่วง 620 ก่อนคริสตกาล และเป็นทาสโดยกำเนิด<br>บ้านเกิดของอีสป ก็มีหลายสันนิษฐานที่เป็นไปได้คือ<br><br></div><div>1. เมืองซาร์ดิซ (Sardis) เมืองหลวงของราชอาณาจักรลีเดีย (Lydia) บนแผ่นดินใหญ่ด้านตะวันตกของดินแดนอนาโตเลียหรือที่เรียกว่าเอเชียไมเนอร์<br>2. เกาะซาโมส ในทะเลอีเจียน ปัจจุบันอยู่ใกล้กับชายฝั่งตุรกี<br>3. เมือง Mesembria ในเขตเทรซ (Thrace) บริเวณชายฝั่งของบัลแกเรียในปัจจุบัน<br>4. เมือง Cotiaeum ในจังหวัด Phrygia บนดินแดนอนาโตเลีย<br><br></div><div><br>ที่มา <a href="https://www.silpa-mag.com/history/article_34000">https://www.silpa-mag.com/history/article_34000</a></div><div>ขั้นที่ 3 ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ เพราะมาจากเว็ปไซต์ที่ได้รับการยอมรับ และมีผู้ให้ความสนใจ<br>ขั้นที่ 4ชีวประวัติของอีสปมีหลายส่วนที่ยังไม่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม นักวิชาการส่วนหนึ่ง และ George Fyler Townsend ผู้รวบรวมนิทานอีสป ฉบับแปลภาษาอังกฤษโดยมหาวิทยาลัยแอดิเลด (Adelaide) ในออสเตรเลีย ให้น้ำหนักกับข้อมูลในเวอร์ชั่นของ M. Claude Gaspard Bachet de Mezeriac นักเขียนชาวฝรั่งเศสซึ่งสืบค้นข้อมูล และเผยแพร่ข้อมูลของอีสปในผลงานที่เรียกว่า “Life of Aesop, Anno Domini 1632” ซึ่งนักวิชาการยุคหลังที่วิเคราะห์ประวัติของอีสปส่วนใหญ่ยืนยันข้อมูลจากการสืบค้นของนักเขียนชาวฝรั่งเศสรายนี้<br>ขั้นที่ 5 แม้ที่มาของอีสปจะยังไม่ชัดเจน แต่อีสปได้รับมอบหมายให้เป็นราชทูตปฏิบัติหน้าที่แทนกษัตริย์ในเมืองเล็กเมืองน้อยที่เป็นเมืองขึ้นในราชอาณาจักร อีสปไปที่ใดก็มักใช้นิทานเล่าเรื่องกระตุ้นความคิดของชาวเมืองได้อย่างเฉลียวฉลาด และยังใช้นิทานในการประนีประนอมความขัดแย้งในเมืองต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่น่ายอมรับ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648341</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ญาณภัทร ชาสมบัติ 6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648389</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมซอยลาดพร้าว122 ถึงมีอีกชื่อเรียกว่า “ซอยมหาดไทย”<br>ขั้นที่ 2 ในอดีต กระทรวงมหาดไทย ได้ให้ข้าราชการในสังกัดของกระทรวงได้จับจองพื้นที่ว่างเปล่า ในเขตบางกะปิระหว่างถนนรามคำแหงและถนนลาดพร้าวที่มีตลองแสนแสบผ่านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย&nbsp; ต่อมามีการเข้าจับจองมากขึ้นจากข้าราชการของกระทรวง จึงเป็นที่มาของชื่อซอยมหาดไทย<br>ขั้นที่3 เป็นเพียงหลักฐานชั้นรองที่น่าจะมาจากการพูดต่อๆกันมา หาข้อเท็จจริงได้ไม่แน่ชัด มีการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเช่น การเขียนโต้ตอบกันในเว็ปไซด์pantip เป็นต้น <a href="https://pantip.com/topic/36761462">https://pantip.com/topic/36761462</a><br>ขั้นที่4 เนื่องจากในละแวกซอยมีบ้านของข้าราชการอยู่เยอะ<br>ขั้นที่5 สืบเนื่องจากเป็นชื่อที่เรียกกันอย่างติดปากมาเป็น10ปี เพราะมีบ้านของข้าราชการอยู่เยอะ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สามารถใช้ยืนยันได้ว่า เป็นที่มาของชื่อ “ซอยมหาดไทย” ซึ่งจะนำเสนอด้วยสไลด์ powerpoint<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://pantip.com/topic/36761462" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648389</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายติณณ์ เเย้มพันธ์ 7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648528</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมต้องเรียนประวัติศาสตร์<br><br>ขั้นที่ 2 ประการแรกประวัติศาสตร์เป็นคลังข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คนและสังคม การทำความเข้าใจการดำเนินงานของผู้คนและสังคมเป็นเรื่องยากแม้ว่าหลายสาขาจะพยายามทำ การพึ่งพาข้อมูลปัจจุบัน แต่เพียงผู้เดียวจะทำให้ความพยายามของเราไม่จำเป็น เราจะประเมินสงครามได้อย่างไรว่าประเทศสงบ - ​​เว้นแต่เราจะใช้วัสดุทางประวัติศาสตร์ เราจะเข้าใจอัจฉริยะอิทธิพลของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือบทบาทของความเชื่อในการสร้างชีวิตครอบครัวได้อย่างไรหากเราไม่ใช้สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับประสบการณ์ในอดีต นักสังคมศาสตร์บางคนพยายามกำหนดกฎหมายหรือทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ถึงแม้การท่องจำเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยกเว้นในกรณีที่มีข้อ จำกัด ซึ่งมักจะเป็นกรณีที่ประดิษฐ์ขึ้นซึ่งการทดลองสามารถกำหนดขึ้นเพื่อพิจารณาว่าผู้คนกระทำอย่างไร ลักษณะสำคัญของการดำเนินงานของสังคมเช่นการเลือกตั้งมวลชนกิจกรรมมิชชันนารีหรือพันธมิตรทางทหารไม่สามารถกำหนดให้เป็นการทดลองที่แม่นยำได้ ดังนั้นประวัติศาสตร์ต้องให้บริการไม่ว่าจะไม่สมบูรณ์ในฐานะห้องปฏิบัติการของเราและข้อมูลจากอดีตต้องเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดของเราในภารกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อค้นหาว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนของเราจึงมีพฤติกรรมเหมือนในสภาพแวดล้อมทางสังคม โดยพื้นฐานแล้วนี่คือเหตุผลที่เราไม่สามารถอยู่ห่างจากประวัติศาสตร์ได้: มันเป็นเพียงฐานที่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับการไตร่ตรองและวิเคราะห์ว่าสังคมทำงานอย่างไรและผู้คนต้องมีความรู้สึกว่าสังคมทำงานอย่างไรเพื่อดำเนินชีวิตของตนเอง<br>ประการที่สองประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างจริงจังตามมาอย่างใกล้ชิดในประการแรก อดีตทำให้เกิดปัจจุบันและอนาคต ทุกครั้งที่เราพยายามรู้ว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงการครอบงำพรรคการเมืองในสภาคองเกรสของอเมริกาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอัตราการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นหรือสงครามในคาบสมุทรบอลข่านหรือตะวันออกกลางเราต้องมองหาปัจจัยที่ รูปร่างก่อนหน้านี้ บางครั้งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เพียงพอแล้วที่จะอธิบายถึงพัฒนาการที่สำคัญ แต่บ่อยครั้งที่เราต้องมองย้อนกลับไปเพื่อระบุสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง จากการศึกษาประวัติศาสตร์เท่านั้นที่เราจะเข้าใจได้ว่าสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผ่านประวัติศาสตร์เท่านั้นที่เราสามารถเริ่มเข้าใจปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเราสามารถเข้าใจได้จากประวัติศาสตร์เท่านั้นว่าองค์ประกอบใดของสถาบันหรือสังคมยังคงมีอยู่แม้จะมีการเปลี่ยนแปลง<br>เเหล่งที่มา:https://localtraining.in.th/public/webboard/data/listcomment/forum_id/7/topic_id/44/page/6/menu/329<br><br>ขั้นที่ 3 มีความน่าเชื่อถือเพราะเป็นข้อมูลของเว็บไซต์ของโครงการอบรม มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา ฝ่าย สถาบันฝึกอบรมฯ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นรอง เป็นการสมมติฐานขึ้นของคนในปัจจุบัน<br><br>ขั้นที่ 4 การเรียนประวัติศาสตร์มีเหตุผลหลักๆก็คือการเรียนรู้อดีตทำให้เกิดปัจจุบันเเละอนาคต เพราะการได้รู้ว่ามีการพัฒนาอย่างไรบ้าง มีอะไรพัฒนาบ้าง ก็จะทำให้มีการพัฒนาต่อๆไปในอนาคต เเละการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ก็จะทำให้เรารู้ความเป็นมาของเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์&nbsp;<br><br>ขั้นที่ 5 จะนำเสนอโดยการทำเป็นอินโฟกราฟิก เเละการนำเสนอหน้าชั้นเรียน</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://localtraining.in.th/public/webboard/data/listcomment/forum_id/7/topic_id/44/page/6/menu/329" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648528</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุประวีณ์ 20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648842</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมถึงชื่อ’ผาแต้ม’<br>ขั้นที่2<br>2.1)เนื่องจากมีความเชื่อว่า <strong>"ผาแต้ม"</strong> เป็นเขตต้องห้าม ภูผาเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าเป็นภูผาแห่งความตาย ใครล่วงล้ำเข้าไป มักมีอันเป็นไป อาจเจ็บไข้หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ได้มาทำการสำรวจและค้นพบภาพเขียนสีโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม <a href="https://sites.google.com/site/kamjan1593/prawati-khwam-pen-ma-khxng-pha-taem">https://sites.google.com/site/kamjan1593/prawati-khwam-pen-ma-khxng-pha-taem</a><br>2.2)"แต้ม" เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปีแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ยาวที่สุดยาว 180 เมตร และมีภาพมากกว่า 300 ภาพ<br><a href="http://www.oceansmile.com/E/Ubon/patam.htm">http://www.oceansmile.com/E/Ubon/patam.htm</a><br>ขั้นที่3 ข้อมูล2.2มีความน่าเชื่อถือเพราะมาจากเว็บไซต์การท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี<br>มีหลักฐานชั้นต้น คือ ภาพวาดที่อยู่บนผนังถ้ำ สามารถแบ่งออกเป็น4กลุ่ม เป็นหลักฐานก่อนประวัติศาสตร์<br>หลักฐานชั้นรอง คือ เว็บไซต์ของจังหวัดและการสัมภาษณ์ของคนในชุมชน อีกทั้งมีการจัดทำหนังสือ ถือเป็นหลักฐานหลังประวัติศาสตร์เพราะมาลายลักษณ์อักษร<br>ขั้นที่4 ผาแต้มพื้นที่บริเวณที่ขอให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ อยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าภูผา ปรากฏภาพเขียนสีโบราณซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม ผาหมอน ผาลาย ประติมากรรมธรรมชาติเสาเฉลียง และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีพื้นที่ราว 340 ตารางกิโลเมตร (212,500 ไร่)&nbsp; ซึ่งบริเวณ ผาแต้ม บริเวณด้านล่างของหน้าผามีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ปรากฏเรียงรายอยู่ มีอายุไม่ต่ำกว่าสามพันถึงสี่พันปี เป็นภาพเขียนสีที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และทางอุทยานฯ ได้ทำทางเดินจากหน้าผาด้านบนลงไปชมภาพเขียนสีเหล่านี้ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ <strong>&nbsp;1. กลุ่มภาพเขียนสีผาขาม</strong> มีทางเดินลงมาจากลานผาแต้มประมาณ 30 เมตร จากนั้นเป็นทางราบริมหน้าผาเดินไปอีก 400 เมตรจึงจะถึง ภาพค่อนข้างลบเลือนไปมากแล้ว เหลือเพียงร่องรอยคล้ายภาพก้างปลาและลายเส้นทึบหยักไปมาคล้ายคลื่นน้ำ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;2. กลุ่มภาพเขียนสีผาแต้ม</strong> จากผาขามเดินไปอีก 300 เมตร ก็จะถึง เป็นกลุ่มภาพเขียนสีที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีจำนวนมากกว่า 300 ภาพ เรียงรายเป็นแนวยาวถึง 180 เมตร มีภาพกลุ่มสัตว์ ช้าง ปลา วัว เต่า ภาพมือ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ภาพคน และภาพลวดลายเรขาคณิต บอกเล่าถึงพิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคจับปลาและล่าสัตว์สมัยก่อนประวัติศาสตร์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;3. กลุ่มภาพเขียนสีผาหมอน</strong> มีภาพกลุ่มสัตว์ วัว ควาย ภาพคนถืออาวุธคล้ายธนู อยู่ในทุ่งหญ้าหรือนาข้าว ภาพมือ และภาพลวดลายเรขาคณิต สะท้อนถึงการเป็นแหล่งชุมชนเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวเก่าแก่ของโลก<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;4. กลุ่มภาพเขียนสีผาหมอนน้อย</strong> มีภาพคนนุ่งกระโปรง ยืนเท้าเอว ลักษณะการวาดแบบกิ่งไม้ภาพสัญลักษณ์ ลวดลายเรขาคณิต และภาพฝ่ามือกระจายอยู่ทั่วไป <br><br>ขั้นที่5 นำเสนอด้วยวิธีการพาวเวอร์พ้อยท์<br>หน้าที่1 ทำไมจึงชื่อ ‘ผาแต้ม’<br>หน้าที่2 เนื่องจาก"แต้ม" เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปี ภาพเขียนสีเหล่านี้ แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ สัญลักษณ์ และคน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม <br>หน้าที่3 <strong>&nbsp;1. กลุ่มภาพเขียนสีผาขาม</strong>&nbsp; ภาพค่อนข้างลบเลือนไปมากแล้ว เหลือเพียงร่องรอยคล้ายภาพก้างปลาและลายเส้นทึบหยักไปมาคล้ายคลื่นน้ำ<br>หน้าที่4 <strong>2. กลุ่มภาพเขียนสีผาแต้ม</strong> มีจำนวนมากกว่า 300 ภาพ ส่วนใหญ่เป็นภาพเกี่ยวกับ กลุ่มสัตว์ ช้าง ปลา วัว เต่า ภาพมือ เครื่องมือจับสัตว์น้ำ ภาพคน และภาพลวดลายเรขาคณิต บอกเล่าถึงพิธีกรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคจับปลาและล่าสัตว์สมัยก่อนประวัติศาสตร์<br>หน้าที่5 <strong>3. กลุ่มภาพเขียนสีผาหมอน</strong> มีภาพกลุ่มสัตว์ วัว ควาย ภาพคนถืออาวุธคล้ายธนู อยู่ในทุ่งหญ้าหรือนาข้าว ภาพมือ และภาพลวดลายเรขาคณิต สะท้อนถึงการเป็นแหล่งชุมชนเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวเก่าแก่ของโลก<br>หน้าที่6 <strong>4. กลุ่มภาพเขียนสีผาหมอนน้อย</strong> มีภาพคนนุ่งกระโปรง ยืนเท้าเอว ลักษณะการวาดแบบกิ่งไม้ภาพสัญลักษณ์ ลวดลายเรขาคณิต และภาพฝ่ามือกระจายอยู่ทั่วไป&nbsp;<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/kamjan1593/prawati-khwam-pen-ma-khxng-pha-taem" />
         <pubDate>2021-11-24 02:25:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909648842</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิต์กฤษฏิ์ วิวาพัฒน์ 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909649659</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมต้องด่าผู้หญิงว่า"แรด"<br><br>ขั้นที่ 2 ส่วนใหญ่ที่มีคนว่าผู้หญิงคนนั้นคนนี้แรดเพราะทำตัวไม่ดี ไม่เหมาะสม ทำตัวไม่เป็นกุลสตรี สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าตอนแรดช่วงวัยเจริญพันธ์ ตัวเมียจะเกิดความต้องการทางเพศเป็นอย่างมาก ถึงขนาดต้องเสาะหาตัวผู้มาผสมพันธุ์ด้วย และจะมีการต่อสู้กับแรดตัวเมียอีกหลายตัวเพื่อแย่งตัวผู้มาครอบครอง และถ้าชนะแล้วแต่ตัวผู้เสือกไม่สนใจตัวอีก ก็จะไล่ล่าเพื่อให้ตัวผู้นั้นมาฟีเจอริ่งกับตัวเองให้ได้จนตายไปข้างนึงเลยทีเดียว<br>ดังนั้นคำว่าแรดนั้นจึงเป็นคำที่ใช้ด่าว่าผู้หญิงที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ชายแม้จะต้องถึงขั้นตบตีกันก็ตาม<br>อ่านต่อได้ที่ https://board.postjung.com/1123867<br><br>ขั้นที่ 3&nbsp; เป็นข้อมูลที่สมเหตุสมผลและเห็นได้ในทุกวันนี้<br><br>ขั้นที่ 4 เนื่องจากประเทศไทยนั้นพบการมีอยู่ของเเรดมานานมากแล้ว เเละคนก็สังเกตุพฤติกรรมของมัน จนนำเอามาเปรียบเทียบกันพฤติกรรมคนในที่สุด<br>หมวดหมู่ คำพูด<br><br>ขั้นที่ 5&nbsp;เคยสงสัยไหมว่า&nbsp;ทำไมต้องด่าว่า แรด&nbsp;ด้วย แรดก็ไม่ได้ผิดอะไรแค่มี นอ ขึ้นมาเท่านั้นเอง จริงๆคำนี้มีที่มาที่ไปนะคะไม่ใช่แต่งตั้งขึ้นมาเองลอยๆ เพราะ แรด?เป็นสัตว์ที่พอถึงหน้าผสมพันธุ์ จะต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งตัวผู้ ผู้โชคดีตัวนั้น เพื่อมาผสมพันธ์กับมัน แต่ถ้าตัวผู้(ผู้โชคร้ายตัวนั้น) ยังไม่สนใจอีก …ชะตาขาดแน่ เพราะ แรดตัวเมีย ก็จะขวิดจนกว่าตัวผู้จะตายไปเลย?แล้วก็แรด เป็นสัตว์ที่ ผสมพันธุ์กันในที่เวณ ดิน หรือโคลน เวลาผสมพันธุ์กัน ก็จะแช่อยู่อย่างนั้น (คงเพราะตัวมันใหญ่มั้ง) จึงเป็นที่มาคำว่า แช่แรด<br><br>ที่นี้เค้าก็เอาไว้เรียกผู้หญิง ที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย เพื่อให้ผู้ชายมาชอบตัวเอง และพยายามจะแย่งผู้ชายกัน นะจ้ะ !!<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469954863/2fc1727d5d508ed9985056f9bc201ff7/images.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:26:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909649659</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สิรินดา กระดี่ 32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909650173</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> : ทำไมถึงชื่อภูเก็ต<br><strong>ขั้นที่ 2</strong> : <br><strong>2.1</strong> ภูเก็ตเป็นเกาะ ที่ค้นพบโดยชาวประมง แต่เดิมเรียกว่า “บูกิต” ซึ่งเป็นภาษามลายูแปลว่าภูเขา เพราะเมื่อมองจากทะเล จะเห็นเหมือนมีภูเขา โผล่ขึ้นกลางน้ำ <br><strong>2.2</strong> ภูเก็ตมาจากคำว่า “ภูเก็จ” แปลว่าภูเขาที่มีค่า ซึ่งคำว่าภูเก็จนี้มีบันทึก ในเอกสารเมืองถลางว่า ใช้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2328 มีฐานะเป็นเมือง ที่ขึ้นตรงต่อเมืองถลาง ซึ่งต่อมาคำนี้ได้เปลี่ยนเป็น “ภูเก็ต” โดยไม่ทราบสาเหตุ ดังมีปรากฏอยู่ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2450 เป็นต้นมา โดยเริ่มเป็นที่รู้จักกัน ในฐานะ มณฑลภูเก็ต ในสมัยรัชกาลที่ 5 และเปลี่ยนมาเป็น จังหวัดภูเก็ต ในเวลาต่อมา<br><strong>2.3 </strong>มีหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกขาน ผืนดินนี้ของชาวทมิฬ์ในปี พ.ศ.1568 ว่า มณิคราม หมายถึง เมืองแก้ว ซึ่งมีความหมายตรงกับชื่อ ภูเก็จ ที่ปรากฎในจดหมายเหตุเมืองถลาง ฉบับที่ 1 ในปีพ.ศ.2328 และได้มีการเรียกขานเรื่อย ๆ จนกลายเป็น ภูเก็ต<br><strong>ขั้นที่ 3</strong> : 2.2และ2.3 มีความน่าเชื่อถือเพราะมีความสอดคล้องกัน และมีหลักฐานชั้นต้นที่เป็นลายลักษณ์อักษร คือจดหมายเหตุเมืองถลาง ฉบับที่ 1 ในปีพ.ศ.2328<br><strong>ขั้นที่ 4</strong> : ในจดหมายเหตุเมืองถลาง ฉบับที่ 1 ในปีพ.ศ.2328 มีปรากฎการเรียกขาน ผืนดินของชาวทมิฬในปี พ.ศ.1568 ว่า มณิคราม หมายถึง เมืองแก้ว ซึ่งมีความหมายตรงกับชื่อ ภูเก็จ <br><strong>ขั้นที่ 5</strong> : สาเหตุที่ชื่อภูเก็ตมาจากคำว่า ภูเก็จ ซึ่งหมายถึง เมืองแก้ว ตรงกับชื่อ มณีคราม ของชาวทมิฬ และต่อมาได้มีการเรียกขานเรื่อย ๆ จนกลายเป็น ภูเก็ต<br>นำเสนอโดยการทำ Infographic</div>]]></description>
         <enclosure url="https://2.bp.blogspot.com/-R8BUf5SP2Qs/VkVk4R-Y-hI/AAAAAAAAADA/orOND_Fgh8Y/s1600/20150106_dybyqdjx.jpg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:26:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909650173</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธีรภัทร สุโภภาค 1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651393</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมม้าลายถึงมีลาย<br>ขั้นที่2<br>&nbsp;<strong>1. ลายของม้าลายมีไว้พรางตัว<br></strong><br></div><div>ถ้าเราใส่ชุดที่มีลายเหมือนม้าลายไปเดินห้างหรือตลาด เราคงจะเด่นมาก แต่สำหรับสัตว์ผู้ล่าของมันอย่างสิงโตที่ตาบอดสีแล้ว ลายของม้าลายช่วยให้มันดูกลมกลืนไปกับต้นหญ้ารอบๆ ที่ใบเรียงเป็นเส้นๆ ตั้งตรงคล้ายกับลายม้าลาย<br><br></div><div>ยิ่งไปกว่านั้น ม้าลายมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ลวดลายบนตัวจะช่วยให้พวกมันดูกลมกลืนกันไปหมดจนผู้ล่ามองแล้วแยกไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ยิ่งเมื่อพวกมันเคลื่อนไหว สัตว์ผู้ล่าก็ยิ่งมึน ซึ่งการแยกม้าลายแต่ละตัวไม่ออกนั้นยากต่อการวางแผนเคลื่อนไหวและไล่ล่า หรือแม้แต่การพยายามมองหาม้าลายที่ดูอ่อนแอ<br><br></div><div><strong>2. ลายของม้าลายมีไว้กันแมลง<br></strong><br></div><div>Tim Caro นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการทดลองกับพื้นผิวที่มีลายอย่างม้าลายด้วยความกว้างของลายที่แตกต่างกันจนพบว่าแมลงที่มาดูดเลือดสัตว์มักจะไม่ชอบพื้นผิวที่เป็นแถบสีสลับกัน แต่พวกมันจะชอบเกาะตามพื้นผิวสีเข้มหรือสีอ่อนเพียงอย่างเดียวมากกว่า<br><br></div><div>แมลงดูดเลือดหลายชนิดมีโรคที่ทำให้ถึงตายแถมมาด้วย ลวดลายที่ช่วยลดโอกาสในการถูกดูดเลือดย่อมช่วยให้ม้าลายมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้นอย่างมาก<br><br></div><div>คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ แล้วทำไมแมลงจึงไม่ชอบพื้นผิวลายบาร์โค้ดของม้าลาย&nbsp;<br><br></div><div>งานวิจัยบางชิ้นอธิบายว่า สีขาวและสีดำส่งผลต่อสภาพการโพลาไรซ์ของแสงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการมองเห็นของแมลง ส่งผลให้แมลงไม่ชอบร่อนลงมาเกาะนั่นเอง<br><br></div><div><strong>3. ลายของม้าลายมีไว้เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกาย<br></strong><br></div><div>นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าบริเวณลายสีดำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณสีขาวเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดกระแสอากาศไหลเล็กๆ ทำให้ร่างกายของม้าลายเย็นลง&nbsp;<br><br></div><div>นักวิทยาศาสตร์ทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิร่างกายของม้าลายในธรรมชาติด้วย thermometer gun จึงไม่ต้องไปสัมผัสกับร่างกายของม้าลายโดยตรง จนพบว่าร่างกายของมันมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยแล้วต่ำกว่าสัตว์กินพืชที่มีขนาดใกล้เคียงกันในบริเวณนั้น (แต่ลายตรงอวัยวะอย่างขาที่ไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรงอาจไม่ได้ช่วยในการปรับอุณหภูมิร่างกาย แต่อาจมีหน้าที่หรือประโยชน์อย่างอื่น)<br><br>https://adaymagazine.com/zebra-stripe<br><br>ขั้นที่3<br>คำอธิบายล่าสุดนี้มาจากนักชีววิทยา Tim Caro ของมหาวิทยาลัย California วิทยาเขต Davis ซึ่งมองปัญหานี้ในแนวใหม่ แทนที่จะมุ่งความสนใจไปที่ม้าลายโดยเฉพาะ เขาและทีมงานรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความแตกต่างของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่ถือว่าอยู่ในพันธุ์ม้า และที่แยกย่อยออกไป ซึ่งรวมทั้งม้าลาย ม้า และลา<br>นำไปเปรียบเทียบกับบริเวณแหล่งที่อยู่ และระบบนิเวศของบริเวณดังกล่าว รวมทั้งชนิดของสัตว์ที่เป็นผู้ไล่ล่า เช่น สิงโต และหมาไนด้วย<br><br>Tim Caro บอกว่า ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า ในบริเวณที่สัตว์พันธุ์ม้าพำนักอาศัยอยู่นั้น ถ้ามีแมลง Tsetse และแมลงวันก่อกวนมาก สัตว์พันธุ์นี้ก็จะมีลวดลายมากเป็นการป้องกันตัว ในบริเวณที่ไม่มีแมลงดูดเลือดและแมลงวันก่อกวน สัตว์เหล่านี้จะไม่มีลวดลายให้เห็น<br><br>รายงานผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ไว้แล้วในวารสาร Nature Communications<br><br>แต่นักชีววิทยา Brenda Larison ของมหาวิทยาลัย California วิทยาเขต Los Angeles หรือ UCLA คิดว่า คำอธิบายน่าจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่านี้ รวมทั้งยังไม่มีหลักฐานมารองรับโดยตรง แม้จะยอมรับว่า เป็นทฤษฎีที่มีข้อมูลสนับสนุนดีกว่าทฤษฎีอื่นๆก่อนหน้านั้น<br><br>เท่าที่ปรากฏ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยติดตามดูว่า แมลงวันและแมลง Tsetse เลี่ยงที่จะรุมตอมกัดม้าลายในทุ่งหญ้าจริงหรือไม่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการเข้าใกล้ม้าลายนั้น ทำได้ยาก ขณะเดียวกัน ยังไม่เป็นที่ทราบด้วยว่า ทำไมแมลงเหล่านี้จึงไม่ชอบลวดลาย<br><br>https://www.voathai.com/a/zebra-stripes-nm/1886072.html<br><br>ขั้นที่4<br>ลายม้าลายมีไว้ทำให้เหลือบตาลาย</div><div>เหลือบ หรือ Horse Flies เป็นชื่อรวมๆ ที่ไว้ใช้เรียกพวกแมลงวันดูดเลือด ซึ่งนอกจากจะตัวใหญ่ กัดเจ็บ เสียเลือดเยอะแล้ว ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ มากมาย และเป็นศัตรูตัวร้ายของสัตว์ตระกูลม้าที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาแห่งแอฟริกา<br><br></div><div>https://readthecloud.co/zebra-stripes-catnip/<br><br>ขั้นที่5<br>&nbsp;ที่ม้าลายมีลายเพื่อป้องกันการดูดเลือดของเเมลงวันดูดเลือด เเละจะทำการนำเสนอผ่านinfographic<br> </div>]]></description>
         <enclosure url="https://readthecloud.co/zebra-stripes-catnip/" />
         <pubDate>2021-11-24 02:27:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651393</guid>
      </item>
      <item>
         <title>31 ฐิติภา ทองมนต์ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651524</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 ทำไมโมนาโกมีแต่เศรษฐีต่างประเทศไปอยู่<br>ขั้นที่ 2 โมนาโก เป็นนครรัฐในอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีประชากร 38,000 คน และตามข้อมูลของเว็บไซต์ wealthinsight.com หากเทียบแล้ว เราจะเจอเศรษฐี 1 คน ในทุกๆ 3 คน ในโมนาโก และยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในโลกด้วย ซีเอ็นเอ็น มันนี่ ระบุว่า สาเหตุที่โมนาโกมีแต่คนรวย เพราะในอดีตเมื่อปี 1869 โมนาโกมีแรงจูงใจทางภาษี โดยอัตราภาษีบุคคล และบริษัทต่างๆ นั้นต่ำมาก จึงสามารถทำให้เศรษฐีจากประเทศต่างๆ มากกว่า 100 เชื้อชาติเข้ามาอยู่ที่นี่ เซเลบริตี้และเศรษฐีที่เข้ามาอยู่ที่โมนาโก ได้แก่ ลูวิส ฮามิลตัน นักแข่งรถฟอร์มูล่า 1 ชาวอังกฤษ นอวัก จอคอวิช นักเทนนิสอาชีพชาวเซอร์เบีย มือวางอันดับ 1 ของโลก และ เลดี้ ทิน่า กรีน ภรรยาของเซอร์ ฟิลิป กรีน เจ้าพ่อรีเทลระดับโลก ที่ดูแลแบรนด์ดังอย่าง Topshop, Topman, Wallis, Evans, Miss Selfridge, Dorothy Perkins และ Outfit เป็นต้น นอกจากอัตราภาษีที่จูงใจแล้ว บรรดาเศรษฐีก็ต่างชอบไลฟ์สไตล์ของโมนาโกด้วย<br><br>แม้จะปกครองราชรัฐที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองของโลก มีประชากรอาศัยอยู่ไม่ถึง 40,000 คน แต่ “<a href="https://www.thairath.co.th/tags/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%8C"><strong>เจ้าชายอัลแบร์</strong></a>ที่สองแห่งโมนาโก” ก็ทรงรวยกว่า “ควีนเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ” เป็นเท่าตัว โดยมีสินทรัพย์ในครอบครองมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเจ้าของที่ดิน 1 ใน 4 ของประเทศ จัดว่าเป็นกษัตริย์รวยที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก โมนาโกสามารถครองตำแหน่งความเป็นประเทศมหาเศรษฐีมาได้หลายศตวรรษ ก็ด้วยวิสัยทัศน์ของบรรพบุรุษ ที่คิดสร้าง<a href="https://www.thairath.co.th/tags/%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%99"><strong>ธุรกิจกาสิโน</strong></a> “มอนติ คาร์โล” ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เพื่อกอบกู้ฐานะของประเทศจากการเสี่ยงล้มละลาย นับตั้งแต่เปิดกาสิโนสุดหรูดึงดูดนักท่องเที่ยวและมหาเศรษฐีจากทั่วโลกจนเป็นต้นแบบของความสำเร็จ โมนาโกก็ไม่เคยข้องเกี่ยว กับความจนอีกเลย<br><br>ประเทศโมนาโกให้ความสำคัญที่สุดคือ มาตรฐานการใช้ชีวิตที่สูง, ระบบการศึกษาที่ดี, การพัฒนาทางเศรษฐกิจ, กีฬา, สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ส่วนเรื่องการเมืองโลกจะไม่ยุ่งเด็ดขาด เพราะวางตัวเป็นประเทศที่เป็นกลางทางการเมืองมานานแล้ว มุ่งอย่างเดียวคือเรื่องการเป็นโต้โผจัดงานการกุศล เพื่อสร้างภาพสวยหรูในสายตาชาวโลกซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเศรษฐีส่วนใหญ่และที่สำคัญที่สุดคือเป็นดินแดนปลอดภาษี ไม่มีการจัดเก็บภาษีเงินได้และภาษีมรดก ขณะที่ภาษีธุรกิจก็เรียกเก็บในอัตราต่ำติดดิน ที่นี่จึงเป็นแดนสวรรค์ของมหาเศรษฐีและเซเลบริตี้คนดัง ที่อยากจะหลบเลี่ยงภาษี<br><br><a href="https://www.businessinsider.com/monaco-wealth-poverty-life-photos-2019-11">https://www.businessinsider.com/monaco-wealth-poverty-life-photos-2019-11</a><br><br><a href="https://www.terrabkk.com/news/66906/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%81-%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87">https://www.terrabkk.com/news/66906/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%81-%E0%B8%88%E0%B8%B6%E0%B8%87</a><br>ขั้นที่ 3 ค่อนข้างน่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่นำมาอ้างอิงเหตุผลมาจากหลายเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือทั้งของไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือได้จากพฤติกรรมการลงทุนภายในประเทศ , GDPโดยรวม ,คลิปวิดีโอต่างๆของเศรษฐีจากหลายประเทศที่นิยมใช้ชีวิตในโมนาโก ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับเนื้อหาการวิเคราะห์ข้อมูลในเว็บไซต์ต่างๆ<br><br>ขั้นที่ 4 โมนาโกเกลป็นประเทศเล็กๆที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการใช้ชีวิตที่สูงมากๆ เช่น ระบบการศึกษาที่ดี, การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ก้าวทันโลกเสมอ, จัดการแข่งขันกีฬาที่คนร่ำรวยนิยม, สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคาสิโน นอกจากนี้ยังเป็นกลางทางการเมืองและเป็นดินแดนที่มีอัตราการเก็บภาษีในทุกๆด้านต่ำมากๆ<br>ขั้นที่ 5 สภาพสังคมและกฎหมายปลอดภาษีเอื้ออำนวยให้เศรษฐีและมหาเศรษฐีส่วนใหญ่สามารถมีไลฟสไตล์ที่อิสระ หรูหรา ตามที่ใจอยากรวมถึงสามารถหลบเลี่ยงภาษีจากประเทศบ้านเกิดจึงเป็นที่นิยมในการอยู่อาศัยของคนร่ำรวย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469955920/7cc77ce2ffc934133939df810ef3f301/65155AA6_CAEC_4AAA_B2CD_2BF55906AE6B.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:27:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651524</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3 ภูดิศ ผิวพรรณ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651809</link>
         <description><![CDATA[<div>https://thestandard.co/5-major-problems-with-manchester-united/</div><div>ขั้นที่ 1 : ทำไมแมนยูถึงแพ้บ่อย<br>ขั้นที่ 2 : <strong><br>1. ไร้ทิศทาง </strong>สไตล์การเล่นในช่วงท้ายเกมที่แฟนบอลหลายคนเริ่มต้นทยอยกลับบ้านก็ย่ำแย่เสียจนผู้บรรยายภาษาอังกฤษใช้คำว่า ลิเวอร์พูลกำลังลงสนามฝึกซ้อม เคาะบอลรอบตัวนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จนครบ 90 นาที <strong><br>2. ไร้ผู้นำ </strong>ในเกมกับลิเวอร์พูล แฮร์รี แม็กไกวร์ กองหลังกัปตันทีม ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย</div><div>เมื่อสถานการณ์ตกต่ำย่ำแย่ ระหว่างการถ่ายทอดสด เราแทบไม่เห็นเขามีบทบาทในการกระตุ้นลูกทีมให้ลุกกลับขึ้นมาสู้ใหม่ เช่นเดียวกับ โรนัลโด ดาวยิงที่ถูกคาดหวังให้เป็นตัวอย่างของนักเตะดาวรุ่งในทีม กลับทำตัวไม่เหมาะสมอย่างรุนแรงจนโดนใบเหลืองในจังหวะที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ทำให้ในสนาม นักเตะของปีศาจแดงเต็มไปด้วยผู้ตาม ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังตามแนวทางของใครอยู่ในเกม</div><div><strong>3. ไร้แผนการ </strong>เพราะที่ผ่านมา ข้อดีของเขาคือรักษาสภาพบรรยากาศภายในทีม จากที่เคยย่ำแย่ในยุคของ โชเซ มูรินโญ ให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกับอีกครั้งในนามของนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ข้อเสียตลอดมาคือการถูกตั้งคำถามเรื่องของการแก้เกม หรือ วางแผนสำหรับเกมใหญ่ที่ต้องพบเจอกับกุนซือร่วมลีกอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา เจอร์เกน คล็อปป์ และ โธมัส ทูเคิล ที่ต่างก็เป็นกุนซือชั้นนำของโลก ที่มีครบทั้ง ด้านจิตวิทยา และความรู้ทางด้านแท็กติก&nbsp;</div><div><strong>4. วิกฤตเกมรับ </strong>เพราะที่ผ่านมาโซลชาร์เลือกใช้ เฟร็ด และ สกอต แม็คโทมิเนย์ ในการประสานงานช่วยเกมรับ เพื่อสร้างอิสระในการทำเกมรุกให้กับ บรูโน แฟร์นันด์ส และ พอล ป็อกบา ที่บางครั้งก็ถูกขยับไปเล่นปีก เพื่อให้อิสระในการสร้างสรรค์เกมมากขึ้น แต่เมื่อนักเตะทั้งเฟร็ดและแม็คโทมิเนย์พลาดในการทำเกมจากแดนกลาง ปัญหาเกมรับที่ทั้งสองลงมาเพื่อแก้ไข กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาเสียเอง โดยเฉพาะการจ่ายบอลเสียในตำแหน่งอันตรายในเกมที่พบกับลิเวอร์พูลที่ผ่านมา&nbsp;</div><div><strong>5. ความคาดหวัง </strong>หากไม่นับเรื่องราวในอดีต แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็เป็นแค่ชื่อของสโมสรแห่งหนึ่ง แต่เมื่อนับอดีตของความสำเร็จ และชื่อของนักเตะระดับตำนาน ชื่อนี้มีความหมายเท่ากับความคาดหวังที่สูง และใครก็ตามที่มารับหน้าที่บริหารจัดการทีม ก็ต้องแบกรับหน้าที่ในการบริหารความคาดหวังไปเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมา มีผู้จัดการทีมหลายรูปแบบเดินผ่านอุโมงค์ของสโมสรแห่งนี้ด้วยประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างก็มีหน้าที่แบกรับความคาดหวังสูงเหมือนกันหมด ตั้งแต่ เดวิด มอยส์ ที่ถูกมองว่าจะเป็นผู้สานต่อตำนานของกุนซือรุ่นพี่ชาวสกอตอย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่สร้างชื่อชั้นให้กับสโมสรตลอด 20 ปีที่ผ่านมาแต่สุดท้ายมอยส์ก็ล้มเหลว จนต้องเฟ้นหาตัวแทนที่มีประสบการณ์และชื่อชั้นมากกว่ามาทำทีมจากบทเรียนที่เกิดขึ้น ทำให้เป็นที่มาของกุนซือที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และชื่อเสียงในด้านแท็กติกอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือจอมเฮี้ยบจากเนเธอร์แลนด์&nbsp;</div><div>ที่สุดท้าย แม้ว่าจะสร้างความตื่นเต้นและสีสันให้กับแฟนบอลได้บ้าง พร้อมกับถ้วยแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาล 2015-16 แต่ก็ต้องแยกทางกับทีมอีกเช่นเดียวกัน เพราะแนวทางของเขาไม่ลงตัวกับสโมสรปิศาจแดง จนกระทั่งมาถึง ‘The Special One’ โชเซ มูรินโญ กุนซือที่การันตีความสำเร็จทุกที่ที่เขาไปคุมทีม มูรินโญเข้ามาพร้อมกับความคาดหวังที่สูง และตัวตนที่ชัดเจนว่าเขาเป็นคนที่มีความมั่นใจว่าจะพาสโมสรแห่งนี้ กลับคืนสู่ความสำเร็จอีกครั้ง ซึ่งหากนับตามผลงาน เขาก็คือคนที่ทำได้มากที่สุด จากผลงานรองแชมป์และแชมป์ยูโรปาลีก ซึ่งเป็นรางวัลปลอบใจให้กับแฟนบอลปีศาจแดงตลอดมาแต่ด้วยตัวตนที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอกับคำวิจารณ์ถึงผลงานของเขา และความมั่นใจที่บางครั้งก็ล้นมากเกินไปสู่นักเตะ&nbsp;</div><div>สุดท้ายเขาก็สร้างวิกฤตภายในห้องแต่งตัวของทีม จนเขาเองก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีแชมป์พรีเมียร์ลีกเลย แม้แต่สมัยเดียวกับปีศาจแดง&nbsp;<br>อ่านต่อได้ที่<br>https://thestandard.co/5-major-problems-with-manchester-united/</div><div>ขั้นที่ 3 : ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือเพราะมาจากแฟล่งที่มาที่เชื่อถือได้และมีความเป็นกลางที่ค่อนข้างสูง<br>ขั้นที่ 4 : เป็นหลักฐานชั้นรองเนื่องจากไม่ได้มาจากตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสโมสรโดยตรง<br>ขั้นที่ 5 : นำเสนอโดยการพูด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://thestandard.co/5-major-problems-with-manchester-united/" />
         <pubDate>2021-11-24 02:27:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909651809</guid>
      </item>
      <item>
         <title>11 นายปวริศร์ ชูสิน </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909653520</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1 ทำไมต้องคลองสามวา <br>ขั้นที่2 ประวัติความเป็นมาของเขตคลองสามวา <br>1.เขตคลองสามวา เป็นชื่อเดิมของอาเภอหนึ่ง ในจังหวัดมีนบุรี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม ให้มีการรวมท้องถิ่นอาเภอคลองสามวา กับอาเภออื่น ๆ อีก 3 อาเภอ กลายเป็นชื่อ เมืองมีนบุรี ขึ้นต่อมณฑลกรุงเทพมหานคร <br>2.ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดาริให้ยุบจังหวัดมีนบุรีเข้ากับจังหวัดพระนคร ขึ้นต่อมณฑลกรุงเทพมหานคร และมีการ เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตหลายครั้ง จนมีการประกาศของคณะปฏิวัติ ให้จังหวัดมีนบุรีมีฐานะเป็นเขต ๆ หนึ่ง ของกรุงเทพมหานคร และตั้งเขตคลองสามวาขึ้นกลายเป็น เขตคลองสามวา<br><a href="http://bkk.nfe.go.th/ebook/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B2/8%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201.PDF">http://bkk.nfe.go.th/ebook/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B2/8%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201.PDF</a><br>ขั้นที่3 หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร<br>ขั้นที่4 เขตคลองสามวา ชื่อ “คลองสามวา” เป็นชื่อเดิมของอาเภอหน่ึง ในจังหวัดมีนบุรี กล่าวคือเมื่อปี พ.ศ. 2445 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รวมท้องถิ่นอาเภอคลองสามวา (อาเภอมีนบุรีในสมัยต่อมา) กับอาเภออื่น ๆ อีก 3 อำเภอ คือ อำเภอแสนแสบ อาเภอเจียรดับ และอำเภอหนองจอก รวม 4 อำเภอ เป็นเมือง และขนานนามว่า เมืองมีนบุรี ขึ้นต่อมณฑลกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2474 ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่าโดยทั่ว จึงมีพระราชดาริ ยุบส่วนราชการบางส่วนเพื่อตัดทอนค่าใช้จ่ายภายในประเทศ จึงเป็นหลักฐานชั้นต้น<br>ข้อที่5 นำเสนอโดยการพูด&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://bkk.nfe.go.th/ebook/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B2/8%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%201.PDF" />
         <pubDate>2021-11-24 02:28:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909653520</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สลินยา วิสัยศรี 43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909654194</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่ 1 : ทำไมรามคำแหงถึงมีชาวมุสลิมเยอะ<br>ขั้นที่ 2 :&nbsp;<br>- 2.1) …จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. ๒๕๒๕ เรียกชื่อคลองว่า “คลองแสนแสบใต้”</div><div>ส่วน “คลองแสนแสบเหนือ” เริ่มขุดจากหัวหมากผ่านคลองสามเสนช่วงปลาย (คลองตัน) ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๓ ว่า</div><div>“ครั้นมาถึงเดือน ๒ ขึ้น ๔ ค่ำ (ตรงกับวันเสาร์ที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๐) จึ่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดีเป็นแม่กองจ้างจีนขุดคลองตั้งแต่หัวหมากไปถึงบางขนากเป็นทาง ๑,๓๓๗ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก ลึก ๔ ศอก กว้าง ๖ศอก ราคาเส้นละ ๗๐ บาท”<br>คลองแสนแสบเหนือ มีระยะทางตามแผนที่กรมแผนที่ทหาร ตั้งแต่คลองตัน คลองสามเสนช่วงปลาย มีนบุรี หนองจอก ถึงคลองบางขนาก ออกแม่น้ำบางปะกงประมาณ ๖๓.๔ กม. และที่จ้างชาวจีนขุดคลองเป็นทาง ๑,๓๓๗ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก (ระยะทาง ๕๓.๕๒ กม. ค่าจ้างขุด ๙๓,๖๖๐.-บาท) ยังขาดระยะทางอีก ๒๔๗ เส้น หรือ ๙.๘๘ กม. ซึ่งต้องเพิ่มค่าจ้างขุดอีก ๑๗,๒๙๐.-บาท จึงออกแม่น้ำบางปะกงได้<br><br></div><div>ถ้าไม่เพิ่มค่าจ้างและต้องขุดคลองออกแม่น้ำบางปะกงให้ได้ มีประการเดียวคือ เกณฑ์ชาวมลายูปัตตานีที่กวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ ๑ - รัชกาลที่ ๓ ที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ตามแนวคลองมาช่วยกันขุดคลองจนทะลุออกแม่น้ำบางปะกง ฉะนั้นนับตั้งแต่คลองมหานาค คลองแสนแสบใต้ คลองแสนแสบเหนือ ไปออกแม่น้ำบางปะกงเป็นคลองสายหลักระยะทาง ๗๓.๘ กม. เป็นผลงานของเชลยศึกสงครามชาวเขมรมลายูปัตตานีทั้งนั้น แม้ว่าคลองแสนแสบเหนือได้จ้างชาวจีนขุดก็ไม่พ้นที่ต้องเกณฑ์แรงงานเชลยศึก สงครามร่วมด้วย (เรืองศักดิ์ ดำริห์เลิศ, อ้างแล้ว หน้า ๓๐)</div><blockquote>ต่อมาชาวมุสลิมจากหัวเมืองมลายูได้ถูกเคลื่อนย้ายออกจากชุมชนบ้าน ครัว และแถบคลองมหานาคในมัยรัชกาลที่ ๓ แล้วถูกนำมาไว้ตลอดแนวลำคลองแสนแสบ (เหนือ) มีการหักร้างถางป่ารกพงไพรเป็นท้องทุ่งไร่นา และตั้งชุมชน มีการสร้างมัสยิด สุสาน และโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ก่อตั้งเรียงรายเป็นระยะ ๆ จำนวนมาก และตามคลองซอยที่แยกจากคลองแสนแสบ ก็ยังมีชุมชนมุสลิม และมัสยิดก่อตั้งกระจัดกระจายตามพื้นที่นาดอนทั่วไป ซึ่งราษฎรเหล่านี้ในภายหลังได้จับจองและมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวนมากอีก ด้วย</blockquote><div><a href="https://news.muslimthaipost.com/news/32482">https://news.muslimthaipost.com/news/32482</a><br><br>- 2.2) ชาวมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองภาคใต้ สมัยรัชกาลที่ 1 และมาตั้งบ้านเรือนแถบวัดชนะสงคราม กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 จึงให้มาอยู่ตามแนวคลองนั้น<br><a href="https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_44179">https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_44179</a><br><br>-2.3)พื้นที่ริมคลองแสนแสบเป็นถิ่นอาศัยของคนเชื้อสายมลายูมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตอนที่ขุดคลองใหม่ๆแล้วครับ ส่วนหนึ่งถูกเกณฑ์มาขุดคลองแสนแสบบางช่วง เพราะงั้นตามแนวที่คลองนี้ไหลผ่าน เช่น ราชเทวี บางกะปิ รามคำแหง ฯลฯ เลยมีมุสลิมอยู่เยอะ พวกชาวบ้านที่อยู่ริมคลองนี้ก็เป็นคนกรุงเทพฯนี่แหละ เพียงแต่ยังพูดมลายูได้ นับถืออิสลาม มีวัฒนธรรมต่างๆแบบมลายูตามบรรพบุรุษ เรียกว่าพวก "ออแรนายูบาเกาะ/ออแฆนายูบาเกาะ" หรือ "คนมลายูแห่งบางกอก" <br><a href="https://pantip.com/topic/40164674">https://pantip.com/topic/40164674</a>ความคิดเห็นที่8</div><div><br></div><div>ขั้นที่ 3 : ข้อมูลทั้งหมดที่หามาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกัน และข้อมูล2.1และ2.2 มีการอ้างอิงถึงจดหมายเหตุและพระราชพงศาวดารจึงทำให้ข้อมูลค่อนข้างน่าเชื่อถือ<br><br>ขั้นที่4 : ที่แถวรามคำแหงมีชาวมุสลิมอยู่มากเป็นเพราะว่าพื้นที่บริเวณนี้ติดกับคลองแสนแสบ ซึ่งในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการขุดคลองแสนแสบขึ้นเพื่อเชื่อมกับแม่น้ำบางประกง โดยชาวมุสลิม(ที่ถูกกวาดต้อนมาจากหัวเมืองภาคใต้ สมัยรัชกาลที่ 1 และมาตั้งบ้านเรือนแถบวัดชนะสงคราม กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 จึงให้มาอยู่ตามแนวคลองแสนแสบ ต่อมา) ชาวมุสลิมตั้งรกรากกันอยู่แถวนั้นเรื่อยมา มีการจับจองกรรมสิทธิ์ที่ดินต่างเกิดขึ้นอีกด้วย<br>เห็นได้ว่าไม่ใช่แค่รามคำแหงที่ชาวมุสลิมเยอะแต่คาดว่าจะเยอะมากตามพื้นที่บริเวณใกล้ๆกับคลองแสนแสบ<br>ขั้นที่ 5 : สมัยก่อนได้มีการเกณฑ์ชาวมุสลิมมาอยู่ในกรุงเทพและให้ขุดคลองแสนแสบจนตั้งรกรากอยู่พื้นที่บริเวณนั้น โดยจะนำเสนอด้วยวิธีการทำอินโฟกราฟิก<br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://news.muslimthaipost.com/news/32482" />
         <pubDate>2021-11-24 02:28:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909654194</guid>
      </item>
      <item>
         <title>10 กรพัส ธนกฤตนภันต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909656417</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1 </strong>ทำไมเลข 13 เป็นเลขอัปมงคล<strong><br>ขั้นที่ 2 </strong>ความเชื่อในเรื่องโชคลางเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสเตียนถือว่าคนที่ 13 ที่จะมานั่งโต๊ะอาหารคือยูดาสหรือไม่ก็พระเยซู หลายคนเชื่อว่าอาหารมื้อสุดท้ายหรือการถูกตรึงกางเขนของพระเยซูเกิดขึ้นในวันที่ 13 วินเซนต์ โฟสเตอร์ ฮอปเปอร์ นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งอ้างว่าคนที่พยายามจะทำให้เลข 13 เป็นเลขอัปมงคลคือนักเล่นตัวเลขชื่อเปรตัส บันกัส ในศตวรรษที่ 16 ฮอปเปอร์ให้เหตุผลข้อหนึ่งว่าบันกัสได้บันทึกไว้ว่าชาวยิวบ่นพึมพัมตำหนิพระเจ้า 13 ครั้งในการอพยพออกจากอียิปต์ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือบทสวดสดุดีบทที่ 13 เป็นเรื่องเกี่ยวกับความชั่วและการทุจริต และการขลิบหนังปลายอวัยวะเพศของชาวอิสราเอลมีขึ้นในปีที่ 13 บางคนกล่าวว่าตะแลงแกงที่ใช้ประหารนักโทษในอดีตมีบันได 13 ขั้น ถึงแม้ตะแลงแกงจะมีขนาดต่างกันก็ตาม บางคนอ้างว่าอัศวินเทมปลาร์เริ่มถูกจับในวันศุกร์ที่ 13 ชาวยุโรปเชื่อกันว่าอัศวินเทมปลาร์เป็นผู้คุ้มครองถ้วยที่พระเยซูดื่มน้ำในอาหารค่ำมื้อสุดท้ายและข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ นอกจากนี้แล้วยังทำตัวเป็นธนาคารปล่อยเงินกู้ให้กษัตริย์ยุโรปหลายคน แต่หลังจากกษัตริย์ฟิลิปส์ที่ 4 แห่งฝรั่งเศสแพ้สงครามอังกฤษและเป็นหนี้พวกอัศวินเหล่านี้เป็นจำนวนมาก กษัตริย์จึงสมรู้ร่วมคิดกับโป๊ปคลีเมนต์ที่ 5 ให้จับกุมอัศวินเทมปลาร์ทั้งหมดด้วยข้อหานับถือลัทธิซาตานและข้อหาอาชญากรรมอื่นๆและสังหารหมู่อัศวินเหล่านั้น การปิดล้อมจับกุมอัศวินเทมปลาร์เริ่มต้นในวันศุกร์ที่ 13 เดือนตุลาคม ค.ศ.1307<strong><br>ขั้นที่ 3 </strong>ไม่ใช่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะไม่มีหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอันเเละเป็นเพียงความเชื่อหรือเคล็ดที่คนมักจะอุปโลกกันขึ้นมา <strong><br>ขั้นที่ 4 </strong>หมายเลข 13 เป็นความเชื่อในเรื่องโชคลางเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ในชาติตะวันตกที่เจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีคนไม่น้อยที่เชื่อในเรื่องนี้ หนึ่งในนั้นก็คือความเชื่อว่าเลข 13 เป็นเลขอัปมงคลจนถึงขนาดหลายอาคารและหลายโรงแรมไม่มีเลขบอกชั้นที่ 13 มีหลายคนศึกษาหาเหตุผลว่าทำไมเลข 13 เป็นเลขอัปมงคล เพื่อหาข้อสรุป<strong><br>ขั้นที่ 5 </strong>นำเสนอโดยการเผยเเพร่ลัทธิไม่ใช้เลข 13</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.thaimuslim.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD/" />
         <pubDate>2021-11-24 02:30:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909656417</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เศรษฐยศ คงสิน 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909657417</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมอิสลามไม่กินหมู<br><strong>ขั้นที่ 2</strong> มุสลิมในยุคก่อนไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ (กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน) ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก (นะญิส) ฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่ทานหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ถึงว่าแม้ว่าในอนาคตจะสามารถทำให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้ามไว้<br>ตามหลักวิทยาศาสตร์ ในยุคปัจจุบันมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็ก ๆ ที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนต่ำไม่สามารถทำลายมันได้ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง<br>สืบค้นเมื่อ 24/11/64<br>ที่มา : <a href="https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=3607">https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=3607</a><br><strong>ขั้นที่ 3</strong> บันทึกเป็นเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนา<br><strong>ขั้นที่ 4</strong> <strong>“พระองค์ทรงห้ามพวกเจ้านั้นเพียงแต่สัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกรและสัตว์ที่ถูกกล่าวนามอื่นนอกจากอัลลอฮฺ(เมื่อถูกเชือด) แต่ผู้ใดได้รับความคับขันโดย และมิใช่เจตนาขัดขืน และมิใช่เป็นผู้ละเมิดขอบเขตแล้วไซร้ ก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ”</strong><br><em>จากอัลกุรอาน บทที่ 2 อัล-บะเกาะเราะฮฺ : โองการ 173<br></em><strong>ขั้นที่ 5 </strong>นำเสนอโดยการพูด ฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่ทานหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ถึงว่าแม้ว่าในอนาคตจะสามารถทำให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้ามไว้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469961077/d03278772123cf02010e78a924b094a4/image.jpeg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:30:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909657417</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายกิตติกวิน วงค์แก้ว 2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909665987</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>ขั้นที่ 1 :</strong> ทำไมต้อง “โลโซ”<br><br><strong>ขั้นที่ 2 : </strong>"โลโซ" วงร็อคเลือดไทย ที่มีงานในสไตล์ของตัวเอง เป็นวงร็อค สามชิ้น ใช้เครื่องดนตรี คือ กีตาร์ เบส และกลอง มีสมาชิก 3 คน คือ "เสก" เสกสรร ศุขพิมาย เป็นมือกีตาร์และร้องนำ , "ใหญ่" กิตติศักดิ์ โครตคำ เป็นมือกลอง และ "รัฐ" อภิรัฐ สุขจิตร เป็นมือเบส เมื่อมาถึงอัลบั้มชุดที่สาม ที่ใช้ชื่อว่า "ROCK &amp;ROLL" มีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกหนึ่งคน คือ มี "กลาง" ณัฐพล สุนทรานู ทำหน้าที่มือเบสแทน "รัฐ" วงโลโซนั้นเป็นไอเดียของเสก</div><div>ซึ่งได้แนวคิดมาจากเนื้อหาของเพลงที่สื่อสารด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดผ่านเสียงร้องและดนตรีที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซับซ้อนแต่หนักแน่นมีพลัง รวมถึงภาพลักษณ์ของสมาชิกในวงที่เป็นคนเรียบง่ายติดดินไม่ใช่ไฮโซ ดังนั้นคำว่า "โลโซ" จึงลงตัวและเหมาะสมที่สุด</div><div>&nbsp;ที่มา : <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%8B">https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%8B</a><br><br><strong>ขั้นที่ 3 : </strong>หลักฐานชั้นรองที่เป็นลายลักษณอักษร ที่มาจากการสัมภาษณ์และบันทึกข้อมูลโดยการพิมพ์ (1 มิถุนายน 2560)<br><br><strong>ขั้นที่ 4 : </strong>วงโลโซนั้นเป็นไอเดียของเสก</div><div>ซึ่งได้แนวคิดมาจากเนื้อหาของเพลงที่สื่อสารด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา เข้าถึงง่าย ถ่ายทอดผ่านเสียงร้องและดนตรีที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซับซ้อนแต่หนักแน่นมีพลัง ภาพลักษณ์ของสมาชิกในวงที่เป็นคนเรียบง่ายติดดินไม่ใช่ “ไฮโซ” ดังนั้นจึงใช้คำว่า "โลโซ"</div><div><br><strong>ขั้นที่ 5 : </strong>นำเสนอด้วยเพลงของวงโลโซ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%8B" />
         <pubDate>2021-11-24 02:36:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909665987</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกัญญาพัชร เจนนุวัตร 6/9 เลขที่34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909677171</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1ทำไมธงชาติไทยเลือกใช้สีน้ำเงิน แดง ขาว<br>ขั้นที่2 รวบรวมหลักฐาน<br>-ก่อนหน้าธงไตรรงค์สมัยอยุธยายังไม่มีแนวคิดเรื่องความเป็นรัฐชาติอย่างในปัจจุบัน จึงไม่มีแนวคิดใช้ธงเพื่อเป็นตัวแทน อย่างไรก็ตามในหนังสือเรื่องธงไทยของ ฉวีงาม มาเจริญระบุไว้ว่าการค้าขายทางเรือในสมัยอยุธยาเฟื่องฟู และเรือสินค้าก็มักใช้ธงประจำชาติของตนเองเพื่อแสดงว่าเป็นเรือสินค้า เรือสินค้าของไทยนั้นใช้ธงของฮอลแลนด์เพราะเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แต่เมื่อเกิดเรื่องกับฝรั่งเศสที่เป็นศัตรูกับฮอลแลนด์ขึ้นมา ไทยก็จึงหันมาใช้ธงพื้นสีแดงเป็นสัญญลักษณ์ของเรือไทย<br>-แนวคิดกำเนิดธงไตรรงค์<br>ในวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จประพาสวัดสะแกกรังในจังหวัดอุทัยธานีซึ่งกำลังประสบอุทกภัย และได้ทอดพระเนตรเห็นว่ามีชาวบ้านจำนวนน้อยนักที่จะหาธงชาติมาประดับได้เพราะธงชาติแบบช้างเผือกทรงเครื่องอยู่นั้นมีราคาแพง และส่วนบ้านที่มีธงประดับก็ยังกลับหัวไม่น่าดู ตามบันทึกของ จมื่นอมรดรุณารักษ์ หรือ แจ่ม สุนทรเวช ในหนังสือ "วชิราวุธานุสสรณ์ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖"<br>-ผู้ออกแบบธงไตรรงค์<br>พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ พระยาประสิทธิ์ศุภการ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) เป็นผู้ออกแบบธงชาติไทย หลังจากพระยาประสิทธิ์ศุภการได้ออกแบบมา ก็เป็นที่พอพระทัยของพระองค์และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาท และก็ได้นำแบบนั้นมาเป็นรูปแบบธงตามที่ระบุในพระราชบัญญัติธง พ.ศ.2460 ให้กำหนดใช้ธงไตรรงค์มาจนถึงปัจจุบัน<br>ที่มา https://www.bbc.com/thai/thailand-41410161<br>ขั้นที่3ประเมินคุณค่าหลักฐาน<br>เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือเเละมีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน<br>ขั้นที่4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ เเละการจัดหมวดหมู่ข้อมูล<br>พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า ธงชาติไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งแล้ว ควรหาข้อกำหนดเรื่องธงชาติ ให้เป็นการถาวร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชบรรทึก พระราชทานไปยังองคมนตรี เพื่อให้เสนอความเห็นของคนหมู่มากว่า จะคงใช้ธงไตรรงค์ ดังที่ใช้อยู่เป็นธงชาติต่อไป หรือจะกลับไปใช้ธงช้างแทน หรือจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลักษณะธงชาติ กับวิธีใช้ธงไตรรงค์อย่างไร&nbsp;<br><br>ผลปรากฏว่าความเห็นขององคมนตรีแตกต่างกระจายกันมาก จึงมิได้กราบบังคมทูลข้อชี้ขาด ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพระบรมราชวินิจฉัยลงวันที่ 25พฤษภาคม พ.ศ.2470ให้คงใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติต่อไป&nbsp;<br><br>ขั้นที่5 เรียบเรียงเเละนำเสนอ<br>ธงชาติไทย ประกอบด้วย 3 สีหลัก ได้แก่ สีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน มีการแบ่งเป็นริ้วจำนวน 5 แถบ ซึ่งแถบในสุดเป็นสีน้ำเงิน ถัดมาด้านนอกทั้งด้านบน ด้านล่าง เป็นสีขาว และสีแดงตามลำดับ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-24 02:43:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909677171</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.สริณญา โฆษณานันท์ เลขที่ 42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909682209</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1 : ทำไมสัญลักษณ์ LGBTQ จึงเป็นสีรุ้ง?🏳️‍🌈<br><br>ขั้นที่ 2 : </strong>LGBTQ เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะถึงแม้ว่าโลกใบนี้จะมีเพียงแค่สองเพศหากจำแนกตามสรีระ แต่ในความเป็นจริงมนุษย์มีเพศมากกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่เพศชาย หรือเพศหญิง ในอดีตกลุ่มคนเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดของสังคม และไม่ได้รับการยอมรับให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และในรายที่รุนแรงอาจถูกครอบครัวของตนเองกีดกัน แต่ในปัจจุบันกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเริ่มได้รับการยอมรับมากกว่าในอดีต มีการใช้คำเรียกที่มีความหลากหลายมากขึ้น</div><ul><li><strong>L Lesbian</strong> คือผู้หญิงที่มีรสนิยมชอบผู้หญิง</li><li><strong>G Gay</strong> คือผู้ชายที่มีรสนิยมชมผู้ชาย</li><li><strong>B Bisexaul</strong> คือคนที่มีรสนิยมสามารถชอบได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย</li><li><strong>T Transgender</strong> คือบุคคลข้ามเพศ ซึ่งมีทั้งผู้หญิงข้ามเพศมาจากผู้ชาย และผู้ชายที่ข้ามเพศมาจากผู้หญิง</li><li><strong>Q Queer</strong> เป็นคำเรียกกว้างๆ ของกลุ่มคนที่มีเพศลื่นไหล ไม่ได้จำกัดกรอบว่าตนจะต้องชอบเพศไหน</li></ul><div>สีรุ้ง🏳️‍🌈เองก็เป็นการรวมตัวกันของหลายสีมาเป็นหนึ่งเดียว เป็นสัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการออกแบบธงสีรุ้งของ Gilbert Baker ศิลปินชาวอเมริกันและนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของเกย์ในปี 1978 ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในวาระฉลองครบรอบ 200 ปี โดยในแรกเริ่มธงนี้มีด้วยกันทั้งหมด 8 สี ได้แก่</div><ul><li><strong>Hot pink</strong> ที่มีความหมายสื่อถึงเรื่องเพศ</li><li>สีแดง หมายถึงชีวิต</li><li><strong>สีส้ม</strong> หมายถึงการเยียวยา</li><li><strong>สีเหลือง</strong> หมายถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง</li><li><strong>สีเขียว</strong>หมายถึงธรรมชาติ</li><li><strong>สีฟ้า Turquoise</strong> หมายถึงเวทมนต์</li><li><strong>สีน้ำเงินม่วง</strong> หมายถึงความสามัคคี</li><li><strong>สีม่วง</strong> หมายถึงจิตวิญญาณอันแน่วแน่</li></ul><div>ภายหลังได้มีการลดจำนวนของสีบนธงลงเหลือเพียง 6 สี โดยสีที่ถูกถอดออกคือ Hot pink และสีฟ้า Turquoise เนื่องจากเป็นสีที่มีความพิเศษ ทำให้ยากต่อการผลิต แต่ถึงแม้ว่าจะถูกลดทอนสีลงเหลือเพียงแค่ 6 แต่ความหมายของสีต่างๆ ก็ยังคงเป็นเช่นเคย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่มา : <a href="https://www.amnesty.or.th/latest/blog/880/">https://www.amnesty.or.th/latest/blog/880/</a><br><br><strong>ขั้นที่ 3 :</strong> หลักฐานน่าเชื่อถือเพราะมีการพูดถึงชื่อของผู้คิดค้น และ เว็บไซต์ที่สืบค้นมีความน่าเชื่อถือ<br><br><strong>ขั้นที่ 4 : </strong>อย่างที่เราทราบกันเป็นอย่างดีว่า LGBTQ นั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และสีรุ้งเองก็เป็นการรวมตัวกันของหลายสีมาเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างสีสัน ได้แก่ สีแดงคือชีวิต สีส้มคือการเยียวยา สีเหลืองคือแสงอาทิตย์ สีเขียวคือธรรมชาติ สีน้ำเงินม่วงคือความสามัคคี และสีม่วงคือจิตวิญญาณ<br><br><strong>ขั้นที่ 5 : </strong>ธงสีรุ้งสัญลักษณ์<strong>LGBTQ </strong>เป็นการรวมตัวกันของหลายสีได้แก่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินม่วง และสีม่วง มาเป็นหนึ่งเดียว</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469974742/bbf85e57e41fb471a2c2b5e17ce44c32/3692BD93_1DA1_4EBC_A03E_94D6F16C4A08.webp" />
         <pubDate>2021-11-24 02:46:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909682209</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายณภัทร ศุภะรัชฏเดช 4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909697322</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้น 1 </strong>คนอียิปสร้างพีระมิดได้อย่างไร<strong><br><br>ขั้น 2 </strong>ภูมิปัญญาของคนโบราณนั้นมีสูงกว่าที่คนปัจจุบันจะคาดคิดนัก ทฤษฎีที่เคยเชื่อว่าชาวอียิปต์ใช้กองทัพคนงานจำนวมหาศาลในการสร้างพีระมิดอาจเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง ซึ่งนักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์ไม่ได้ยกหินที่หนักมหาศาลเหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่มีเครื่องทุ่นแรงช่วยในแบบที่คุณคาดไม่ถึง<br><strong>น้ำ</strong> เป็นปัจจัยหลัก ที่ช่วยให้ชาวอียิปต์ใช้ขนย้ายหินก้อนใหญ่จากคลองไปยังจุดหมาย ทั้งหมดที่พวกเขาทำคือการตัดเหลี่ยมและมุมของหินและขุดคลองเพื่อใช้ขนย้าย ดังนั้น วัสดุอุปกรณ์ทุกอย่าง ถูกขนย้ายผ่านคลองนี้หมด<br>หินจะถูกผูกติดกับทุ่นลอยในน้ำ ดังนั้นพวกเขาสามารถขนย้ายหินไปได้อย่างง่ายดาย<br>แพหนังแพะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ยกและขนย้ายหินเหล่านี้</div><div>ไกลออกไป บรรดาคนงานเตรียมวัสดุพร้อมไว้ในคลอง โดยใช้คูน้ำที่ทำไว้ วัดเหลี่ยมมุมของหินแต่ละก้อนและยกมันออกมาเพื่อนำขึ้นไปวางบนพีระมิด<br>ชาวอิยิปต์สร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่และสูบน้ำเข้าไป ส่งหินที่ผูกติดกับทุ่นลอยเข้าไปในอุโมงค์ส่งขึ้นไปบนยอดพีระมิด</div><div>เมื่อมีน้ำเป็นเครื่องทุ่นแรง หินที่ผูกทุ่นก็ลอยขึ้นที่สูงได้สบาย<br>หินจะถูกน้ำส่งมายังพื้นที่ๆ พวกเขาคำนวนเอาไว้</div><div>ชาวอียิปต์ คำนวนมุมปีรามิดที่ถูกต้องเอาไว้ ซึ่งก็คือ 53 องศา หากวางมุมผิด น้ำก็จะเทไหลออกมา ดังนั้น การวางองศาการคำนวนจะถูกวัดด้วยน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก</div><div>และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของชาวอียิปต์ ที่คำนวนวิธีสร้างพีระมิดได้อย่างสุดยอดจริงๆ</div><div><br><strong>ขั้น 3</strong> จากหลักฐานดังกล่าวได้มีการอธิบายถึงวิธีการ ที่มา ที่ไป ผ่านหลักการทางฟิสิกส์ที่ใช้ได้จริงและได้รับการพิสูจน์แล้วในปัจจุบันและคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ดังนั้นหลักฐานจึงมีความน่าเชื่อถือสูงมาก<br>ที่มา: https://petmaya.com/how-to-made-pyramid<br><br><strong>ขั้น 4</strong> สามารถใช้ความรู้ฟิสิกส์และความรู้คณิตศาสตร์อธิบายได้ จึงมีความน่าเชื่อถือสูงมาก แต่หลักฐานนี้ถูกเขียนโดยผู้ที่ศึกษามาอีกทอดหนึ่งจากหลายทอด จึงจัดเป็นหลักฐานประเภททุติยภูมิ<br><br><strong>ขั้น 5</strong> นำข้อมูลพร้อมการพิสูจน์อย่างละเอียดไปโพสต์ในกลุ่มเชื่อมนุษย์ต่างดาว</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1469962218/f406d4b7bfd96469b65151959d08bdc1/how_to_create_pyramids_10.jpg" />
         <pubDate>2021-11-24 02:56:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909697322</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โชคดี แซ่ฉ่ว เลขที 16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909744826</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นตอนที่ 1 ทําไมคนญี่ปุ่นถึงอ่านหนังสือจากขวาไปซ้าย<br>ขั้นตอนที่ 2 แรกเริ่มเดิมทีนั้นคนญี่ปุ่นจะเขียนหนังสือเป็นแนวตั้ง เพราะได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากจีน ถ้าเราลองมองไปในสมัยที่ยังไม่มีกระดาษใช้กัน คนจีนจะจารึกตัวอักษรลงบนซีกไม้ไผ่ แล้วค่อยนำไม้ไผ่แต่ละซีกที่จารึกตัวอักษรแล้วมาเรียงต่อกันจากทางขวาไปทางซ้าย จากนั้นนำมาผูกต่อกันแล้วม้วนเป็นเหมือนม้วนคัมภีร์ ด้วยพื้นที่ที่จำกัดของไม้ไผ่ที่มีลักษณะแคบและยาว อีกทั้งตัวอักษรภาษาจีนนั้นมีลักษณะเป็นคำๆ ไม่ต้องผสมพยัญชนะ สระ และตัวสะกด เหมือนอย่างภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่ว่าจะเขียนแนวตั้งหรือแนวนอนก็มีความหมายเหมือนกัน แต่การเขียนแนวตั้งจะสะดวกกว่า<a href="https://my.dek-d.com/angeltvxq/blog/?blog_id=10152763">https://my.dek-d.com/angeltvxq/blog/?blog_id=10152763</a><br>ขั้นตอนที่ 3มีหลักฐานว่าภูมิภาคเมโสโปเตเมีย อารยธรรมเก่าแก่ของโลกอีกแห่งหนึ่ง (ปัจจุบันคือตะวันออกกลาง) ริเริ่มการเขียนตัวอักษรเป็นชาติแรกๆ และยังมีลักษณะตัวอักษรแนวนอน แต่เป็นแบบ ?ขวาไปซ้าย? ผู้สืบทอดภาษาตระกูลนี้ในปัจจุบันคือภาษาฮีบรู ที่ใช้ในประเทศอิสราเอล และภาษาอาหรับ ใช้ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ทั้งยังเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลามอีกด้วย<br><br>สิ่งพิมพ์ในภาษาฮีบรูและอาหรับจึงจัดหน้าจากขวาไปซ้าย เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นนั่นเอง<br><br>ประวัติศาสตร์ภาษาของโลกเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรม แต่ขณะเดียวกันทำให้เราสังเกตด้วยว่าวัฒนธรรมของโลกก็มีความใกล้เคียงเป็นกลุ่มๆ เช่นกัน อย่างภาษาอาหรับและภาษาฮีบรู<br><br>ขั้นตอนที่ 4ประวัติศาสตร์ภาษาของโลกเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะทำให้เราเข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรม แต่ขณะเดียวกันทำให้เราสังเกตด้วยว่าวัฒนธรรมของโลกก็มีความใกล้เคียงเป็นกลุ่มๆ เช่นกัน อย่างภาษาอาหรับและภาษาฮีบรู<br><br>ขั้นตอนที่ 5 นําเนอโดยการบรรยาย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://my.dek-d.com/angeltvxq/blog/?blog_id=10152763" />
         <pubDate>2021-11-24 03:28:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1909744826</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พชรเกียรติ์ กาญจนุปกฤต 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1910606432</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1</strong> ทำไมสฟิงซ์ไม่มีจมูก<strong><br>ขั้นที่ 2 </strong>ถ้าไม่นับเรื่องราวลึกลับเกี่ยวกับอายุของสฟิงซ์แล้ว นักโบราณคดีกระแสหลักก็ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับสฟิงซ์อีกนับไม่ถ้วนและข้อสงสัยที่โด่งดังที่สุดในทุกวันนี้ของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าก็เกี่ยวข้องกับ 'จมูก' ของมันนั่นเอง ด้วยว่าในปัจจุบันเมื่อเรามองใบหน้าของสฟิงซ์ร่างนี้ดีๆแล้ว เราจะพบว่ามันมีความแปลกประหลาดบางอย่างปรากฏอยู่<br>&nbsp;<br>ดังจะเห็นได้ว่า 'จมูก' ของสฟิงซ์นั้นมันบี้แบนผิดปกติ แน่นอนว่าชาวไอยคุปต์ที่เคร่งครัดในงานศิลปะของพวกเขาไม่มีทางที่จะแกะสลักใบหน้าของฟาโรห์ให้มีจมูกที่บี้แบนเช่นนี้<br><br>คำถาม คือจมูกของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่ามันหายไปไหนกัน?<br><br>จมูกที่หายไป<br>จมูกที่บี้แบนของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าในปัจจุบัน ที่มาภาพ<br><br>&nbsp;<br>จากการตรวจสอบจมูกสฟิงซ์โดยนักอียิปต์วิทยา เราได้ข้อเท็จจริงมาหนึ่งข้อที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจมูกของสฟิงซ์ดั้งเดิมนั้นเคยมีปรากฏอยู่แน่นอนทว่ามันถูก 'ทำลาย' ไปอย่างจงใจ เพราะมีการค้นพบร่องรอยการกะเทาะของสิ่วในบริเวณที่หลงเหลืออยู่ของจมูกอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าในอดีตกาลนานโพ้นที่ผ่านมาจะต้องมีใครสักคนก่อเรื่องร้ายแรงนี้ขึ้นแน่ๆ ว่าแต่คนร้ายที่ทำเรื่องอุกอาจเช่นนี้คือใครกัน<br>&nbsp;<br>เรื่องเล่าขานที่ดูเหมือนจะโด่งดังที่สุดบอกว่าคนร้ายในคดีทำลายจมูกสฟิงซ์นี้คือกองทหารของจักรพรรดินโปเลียนที่บุกเข้ามาในอียิปต์เมื่อปี ค.ศ. 1798 พวกเขาได้ระดมยิงปืนใหญ่ใส่จมูกของสฟิงซ์อย่างเมามัน แต่บ้างก็บอกว่าอาจจะเป็นฝีมือของพวกทหารมัมลุก (Mamluk) ที่ใช้จมูกสฟิงซ์เป็นเป้าซ้อมยิงปืนมากกว่า ทว่าจากเอกสารโบราณและภาพวาดในอดีตก็ช่วยไขข้อข้องใจให้กับเราได้ประเด็นหนึ่ง เพราะภาพวาดใบหน้าสฟิงซ์จากมุมมองด้านข้างของเฟรเดริค แอล. นอร์เดน (Frederic L. Norden) ที่วาดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1755 ก็แสดงให้เห็นว่าจมูกของสฟิงซ์นั้นบี้แบนแบบนี้มาตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว นั่นหมายความว่านโปเลียนซึ่งเพิ่งบุกเข้าไปในอียิปต์เมื่อปี ค.ศ. 1798 จึงหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยาย<br>&nbsp;<br>แล้วเช่นนั้นใครกันล่ะที่เป็นคนทำลายจมูกของสฟิงซ์ น่าเสียดายที่ภาพวาดเก่าแก่ก่อนหน้าปี ค.ศ. 1755 ที่วาดขึ้นโดยนักเดินทางที่ได้ไปชมสฟิงซ์นั้นไม่สามารถที่จะแสดงภาพของจมูกได้ชัดเจนสักเท่าใดนัก ภาพส่วนใหญ่ไม่ได้วาดแบบเสมือนจริงจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าจมูกของสฟิงซ์ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่หรือไม่ในขณะนั้น แต่ถึงอย่างนั้นเอกสารอีกชิ้นหนึ่งจากนักประวัติศาสตร์ชาวอาหรับสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 นามว่าอัล-มักริสี (Al-Maqrizi) ก็เหมือนจะให้ข้อมูลใหม่ที่ค่อนข้างแน่ชัดว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ร้ายตัวจริงในคดีนี้<br><br>ภาพวาด<br>ภาพวาดจากมุมมองด้านข้างฝีมือเฟรเดริค แอล. นอร์เดนที่วาดขึ้นในปี ค.ศ. 1755 ช่วยให้จักรพรรดินโปเลียนหลุดจากการเป็นผู้ต้องสงสัยข้อหาทำลายจมูกของมหาสฟิงซ์ <br><br><br>&nbsp;<br>เอกสารของอัล-มักริสีกล่าวว่าการทำลายจมูกของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่านั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1378 โดยมูฮัมหมัด ซา’อิม อัล-ดาห์ร (Muhammad Sa'im al-Dahr) เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มมุสลิมซูฟียฺ (Sufi) ซึ่งสาเหตุที่เขาทำลายจมูกของสฟิงซ์นั้นก็เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นเขาเห็นว่าชาวนาในสมัยนั้นได้มาถวายเครื่องบรรณาการแด่สฟิงซ์เพื่อขอพรให้แม่น้ำไนล์ไหลหลาก พวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่ มูฮัมหมัดคับแค้นใจต่อการกระทำของกลุ่มชาวนาในครั้งนั้นมากจึงได้ตัดสินใจทำลายจมูกสฟิงซ์จนเสียหายนับแต่นั้นมา<br>&nbsp;<br>คำถามที่นักโบราณคดีกระแสหลักยังคงตามหาคำตอบกันอยู่ก็คือ เอกสารของอัล-มักริสีที่พูดถึงการกระทำของกลุ่มมุสลิมซูฟียฺนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน มูฮัมหมัดจะเป็นคนร้ายตัวจริงในการกระทำครั้งนี้หรือไม่ ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนชิ้นใดพูดถึงการทำลายจมูกของสฟิงซ์ที่เก่าแก่ไปกว่าหลักฐานของอัล-มักริสี ดังนั้นตอนนี้ถ้าถามว่าใครเป็นต้นเหตุให้จมูกของสฟิงซ์บี้แบนเช่นนี้แล้วละก็ คนร้าย(เป็นการชั่วคราว)ของคดีนี้ก็คือมูฮัมหมัด ซา’อิม อัล-ดาห์รจากกลุ่มมุสลิมซูฟียฺนั่นเอง.<br>ที่มา <a href="https://www.gypzyworld.com/article/view/261">https://www.gypzyworld.com/article/view/261</a><br><strong>ขั้นที่ 3</strong> เป็นหลักฐานแบบลายลักษณ์อักษร แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้<strong><br>ขั้นที่ 4 </strong>สรุปได้ว่า มีหลายคนที่เชื่อว่าจมูกของสฟิงซ์นั้นถูกใช้เป็นเป้าซ้อมยิงปืนใหญ่ของจักรพรรดินโปเลียน แต่เพราะมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าจมูกของสฟิงซ์แบนราบก่อนที่กองทัพของนโปเลียนจะบุกมาที่อียิปต์ และมีอีกหลักฐานที่ชี้ว่า การทำลายจมูกของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่านั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1378 โดยมูฮัมหมัด ซา’อิม อัล-ดาห์ร (Muhammad Sa'im al-Dahr) เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มมุสลิมซูฟียฺ (Sufi) ซึ่งสาเหตุที่เขาทำลายจมูกของสฟิงซ์นั้นก็เป็นเพราะว่าในช่วงนั้นเขาเห็นว่าชาวนาในสมัยนั้นได้มาถวายเครื่องบรรณาการแด่สฟิงซ์เพื่อขอพรให้แม่น้ำไนล์ไหลหลาก พวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรได้อย่างเต็มที่ มูฮัมหมัดคับแค้นใจต่อการกระทำของกลุ่มชาวนาในครั้งนั้นมากจึงได้ตัดสินใจทำลายจมูกสฟิงซ์จนเสียหายนับแต่นั้นมา แต่มันก็ยังเป็นสมมติฐานเท่านั้น ความจริงที่แนะชัดเกี่ยวกับการหายไปของจมูกสฟิง์ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป<strong><br>ขั้นที่ 5</strong> นำเสนอในรูปแบบวิดีโอพร้อมโมชั่นกราฟฟิคที่น่าสนใจ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://mysteriousuniverse.org/wp-content/uploads/2017/12/sphinx-feature.jpg" />
         <pubDate>2021-11-24 13:30:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1910606432</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายศุภกิจ วันทิพพา เลขที่ 14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919319374</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ทำไมต้องมีธงชาติ<br>2.หลายคนอาจรู้สึกว่าการถามว่า ทำไมเราต้องมี ‘ธงชาติ’ หรือ National Flag เป็นคำถามที่ประหลาด</div><div>&nbsp;</div><div>เพราะมันคล้ายเป็นสามัญสำนึกไปแล้ว ว่าชาติก็ต้องมีธงชาติ</div><div>&nbsp;</div><div>แต่ลองฟังเรื่องเล่าจากหนังสือ <em>A Flag Worth Dying For </em>หรือ<em> ‘ธงที่ควรค่าแก่การตายเพื่อ’ </em>ของ ทิม มาร์แชลล์ นักเขียนชาวอังกฤษที่ทำงานเขียนเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เรื่องนี้ดู</div><div>&nbsp;</div><div>ทิมเปิดหนังสือของเขาด้วยเรื่องชวนตระหนกที่เกิดขึ้นจริงในเดือนตุลาคม 2014 เมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเซอร์เบียกับแอลเบเนีย โดยเซอร์เบียเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพ</div><div>&nbsp;</div><div>นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ทีมแอลเบเนียเดินทางไปยังเมืองหลวงของเซอร์เบีย คือเบลเกรด – เพื่อแข่งขันฟุตบอล นับตั้งแต่ปี 1967 ลำพังเหตุการณ์นี้ก็เป็นที่จับตามองของทั้งโลกอยู่แล้ว เพราะสองประเทศนี้มีความขัดแย้งกันรุนแรงในระดับที่ลงลึกไปถึงเชื้อชาติ และทำให้บรรยากาศในการแข่งขันวันนั้นหนักอึ้งมาก</div><div>&nbsp;</div><div>เรื่องของเรื่องก็คือ แอลเบเนียกับเซอร์เบียเคยขัดแย้งกันมาก่อน เนื่องจากมีคนเชื้อสายแอลเบเนียอาศัยอยู่ในแถบที่เรียกว่าโคโซโว ซึ่งเป็นพื้นที่ของเซอร์เบียที่อยู่ติดกับแอลเบเนีย ความขัดแย้งนี้ทำให้โคโซโวประกาศตัวเป็นรัฐอิสระ โดยแอลเบเนียสนับสนุนโคโซโว ในขณะที่เซอร์เบียต้องการจะปราบปราม</div><div>&nbsp;</div><div>แน่นอน ฟุตบอลนัดนั้นห้ามชาวโคโซโวเข้าชม เพราะถือว่าโคโซโวเป็นเหมือนเชื้อปะทุชั้นดี บรรยากาศในสนามตึงเครียดมาก แม้เกมจะดำเนินไปไม่ตื่นเต้นสักเท่าไรก็ตาม ว่ากันว่ามีเสียงตะโกนว่า Kill the Albanians หรือฆ่าพวกแอลเบเนีย – ดังออกมาเป็นระยะๆ ด้วยซ้ำ</div><div>&nbsp;</div><div>ด้วยเหตุนี้ เมื่อใกล้จะถึงครึ่งเกม แล้วเกิดมี ‘โดรน’ เครื่องหนึ่งบินลับๆ ล่อๆ แบบไม่ปรากฏว่าเป็นโดรนอะไรจากไหนบินเข้ามาในสนาม จากนั้นเมื่อถึงกลางสนาม โดรนนี้ก็ระเบิดตัวเองคลี่ออกมาเป็นผืนธงแอลเบเนีย พร้อมกับสัญลักษณ์อื่นๆ และใบหน้าของวีรบุรุษแอลเบเนีย รวมถึงแผนที่แอลเบเนียที่ ‘ใหญ่ขึ้น’ (คือกินพื้นที่รวมโคโซโวเข้าไปด้วย) ก็ทำให้เกิดเหตุจลาจลขึ้นมาทันที<br>ชาวแอลเบเนียนั้นถือว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่โคโซโวมาก่อนตั้งแต่ศตวรรษที่สี่แล้ว ในขณะที่ชาวสลาฟหรือเซอร์เบียนั้น เพิ่งมาถึงในศตวรรษที่หกเท่านั้นเอง ดังนั้นชาวแอลเบเนียจึงควรเป็นเจ้าของพื้นที่ ไม่ใช่เซอร์เบีย</div><div>&nbsp;</div><div>เหตุวุ่นวายจึงเกิดขึ้นในสนามฟุตบอล ถึงขั้นที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชนที่กรูกันลงจากสนามไปห้ำหั่นกัน จนทำให้คำกล่าวของ จอร์จ ออร์เวลล์ ที่ว่าฟุตบอลคือ ‘สงครามที่ไม่ได้ยิงกัน’ เกิดเป็นจริงขึ้นมา</div><div>&nbsp;</div><div>จะเห็นว่านี่คือ ‘อำนาจ’ ของธง ธงชาติคือการรวมกันของประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ความเชื่อ ประชากร และคุณค่าต่างๆ ประทับเป็นสีลงไปบน ‘ชิ้นผ้า’ ชิ้นหนึ่ง ที่เดิมทีไม่น่ามีความหมายอะไรได้เลย แต่ก็กลับมีความหมายขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด</div><div>&nbsp;</div><div>เราไม่รู้หรอกว่า ครั้งแรกสุดที่มีการใช้ ‘ธง’ นั้นคือเมื่อไร ใครเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นธงขึ้นมา แต่ก็เชื่อกันมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ธงนั้นเกี่ยวพันกับการทหารแน่ๆ โดยในหนังสือชื่อ <em>Flags Through the Ages and Across the World</em> ของ วิตนีย์ สมิธ เคยเชื่อมโยงการก่อกำเนิดของธงว่าน่าจะเป็น ‘เศษผ้าชุ่มเลือดที่ศัตรูผู้ได้ชัยชนะนำมายกชูสูงขึ้นโดยใช้กิ่งไม้’ นั่นจึงเป็นธงในความหมายดั้งเดิมที่สุด และน่าจะเกิดขึ้นก่อน ‘ธงชาติ’ นับพันๆ ปี<br>ในยุคแรกๆ ธงไม่ได้เป็นผืนผ้าแบบที่เราเห็นกัน แต่จะเป็นไม้ที่มีรูปสัญลักษณ์อะไรบางอย่างติดอยู่ด้านบน เช่น รูปสลักของสัตว์บางอย่างที่แสดงถึงอำนาจ อย่างเช่นนักรบโรมันจะถือหอกที่มีปลายเป็นรูปนกอินทรี เป็นต้น&nbsp;<br>3.เป็นหลักฐานชั้นรองเป็นบทความขึ้นมาความน่าเชื่อถือิยู่ในระดับที่พอเชื่อถือได้<br>4.ธงชาติะงชาติแสดงถึงอานาจในสมัยก่อน<br>5.นำเสนอในรูปแบบ Power point เพื่อง่ายต่อการนำเสนอและสามารถใส่รูปเพื่อความเข้าใจของผู้ฟัง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-30 01:41:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919319374</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบงกช กิติวรรณประสาร 21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919400820</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1 <strong>ทำไมต้องทำหมันแมว<br>2 เนื่องจากแมวเป็นสัตว์ที่สามารถผสมพันธุ์ได้ปีละหลายครั้ง และให้กำเนิดลูกแมวหลายตัวต่อหนึ่งครอก บ่อยครั้งเราจึงพบปัญหาจำนวนประชากรแมวมากเกินไป จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมต้องมีการคุมกำเนิดในแมว ซึ่งปัจจุบันยังมีเจ้าของแมวหลายคนเข้าใจว่าการฉีดยาคุมกำเนิดเป็นวิธีที่ดีที่ไม่ทำให้แมวเจ็บปวด รวมถึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วการฉีดยาคุมกำเนิดนั้นมีความเสี่ยงหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น อาจทำให้แมวเกิดภาวะมดลูกอักเสบ หรือหากทำการฉีดยาคุมกำเนิดให้แมวที่กำลังตั้งท้อง อาจส่งผลให้แมวมีภาวะคลอดยาก ลูกตายในท้อง หรือแม่แมวเสียชีวิตได้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงข้างต้น การทำหมันแมวจึงถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องการคุมกำเนิดแล้ว ยังส่งผลดีต่อแมวในหลาย ๆ ด้านที่จะกล่าวถึงในลำดับต่อไป<br>3 เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพราะมาจากเว็บที่เชื่อถือได้&nbsp;<br>4 จากการตีความข้อมูลได้ดังนี้ การทำหมันเเมวจะเป็นประโยชน์หลายๆด้านเช่น<br>ลดจำนวนประชากรแมวที่ไม่ต้องการเพราะ<br>ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาแมวจรจัดยังเป็นปัญหาที่พบได้มากในปัจจุบัน การทำหมันแมวจะช่วยลดการเกิดของลูกแมวที่เจ้าของไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ต้องการ และยังช่วยลดการเพิ่มของแมวจรจัดในลำดับต่อมา<br>5 นำเสนอโดยการบรรยาย<br></strong><br></div><div><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.proplan.co.th/cat/cat-care/content/ประโยชน์ของการทำหมันแมว" />
         <pubDate>2021-11-30 02:30:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919400820</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วาดตะวัน ดวงมณี 23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919408192</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นตอนที่ 1 : ทำไมคนไทยเรียก กรุงเทพฯ แต่ชาวต่างชาติเรียกบางกอก (Bangkok)</div><div>ขั้นตอนที่ 2 : บางกอกเป็นชื่อที่เรียกกรุงเทพฯ มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนฝรั่งปัจจุบันเรียก "แบงค็อก" ในหนังสือเรื่อง "เล่าเรื่องบางกอก" ของ ส.พลายน้อย เขียนไว้ว่า "เมื่อได้พูดถึงบางกอกแล้ว ก็ใครจะพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับชื่อบางกอกไว้ด้วย เพราะชื่อนี้เป็นปัญหาที่ตัดสินกันไม่ได้ ว่าคำว่า บางกอกมาจากภาษาอะไรกันแน่ และทำไมเรียกว่าบางกอก</div><div><strong>เรื่องนี้มีผู้สันนิษฐานไว้หลายทาง</strong></div><div>บางท่านก็ว่า การที่เรียกบางกอกนั้น ก็เข้าใจว่า บริเวณนั้นแต่เดิมจะเป็นป่ามะกอก คือมีต้นมะกอกมากนั่นเอง จึงเอานามของต้นไม้มาเรียกเป็นชื่อตำบลว่า ตำบลมะกอก อาจมาจากการที่แม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวไปมา บางแห่งมีสภาพเป็นเกาะเป็นโคก จึงเรียกกันว่า "บางเกาะ" หรือ "บางโคก" หรือไม่ก็เป็นเพราะบริเวณนี้มีต้นมะกอกอยู่มาก จึงเรียกว่า "บางมะกอก" โดยคำว่า "บางมะกอก" มาจากวัดอรุณ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัด และต่อมากร่อนคำลงจึงเหลือแต่คำว่า "บางกอก"</div><div>ด้านหมอสมิธ มัลคอล์ม ซึ่งเป็นแพทย์หลวง กล่าวไว้ในหนังสือ A Phisician at the Court of Siam ว่าชื่อบางกอกมาจากคำว่า บาง คือหมู่บ้านหนึ่ง กอก ซึ่งเป็นผลไม้ป่าชนิดหนึ่ง (Spondias pinnata) อันเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวยุโรป และว่าชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในไทยสมัยศตวรรษที่ 16 เป็นผู้ให้กำเนิดคำนี้<br>แต่ในหนังสือจดหมายรายวันของท่านบาทหลวงเดอ ชวาสี ซึ่งหลวงสันธานวิทยาสิทธิ์ เป็นผู้แปลและเรียบเรียง ได้ให้เหตุผลไว้ว่า บางกอกคือจังหวัดธนบุรี บางแปลว่า "บึง" กอกแปลว่าน้ำ (กลายเป็นแข็ง) หรือน้ำกลับเป็นดินหรือที่ลุ่มกลายเป็นดอน แต่ไม่ได้บอกว่ากอกนั้นเป็นภาษาอะไร<br>สำหรับประเด็นบาทหลวงเดอ ชวาสี ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านเรื่อง เมื่อพันปีที่แล้ว กรุงเทพ เคยอยู่ใต้ทะเล</div><div>จะได้เห็นภาพของอ่าวไทยที่กินไปถึงจังหวัด นครปฐม นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ลพบุรี และสุพรรณบุรี ส่วนกรุงเทพฯ เกิดจากตะกอนทับถมกันเป็นพันปีซี่งน่าจะเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.1600 เป็นต้นมา ก็ทำให้เรื่องราวสอดคล้องกันอยู่บ้าง นอกจากนี้ยังมีบางท่านกล่าวว่าน่าจะมาจากคำว่า Benkok ซึ่งเป็นภาษามลายู แปลตามตัวว่า คดโค้ง หรืองอ อ้างว่าแม่น้ำในบางกอกสมัยก่อนโน้นคดโค้งอ้อมมาก พวกมลายูที่มาพบเห็นจึงพากันเรียกเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ดังได้กล่าวไว้ว่า ความเห็นเหล่านี้คงเป็น "ความเห็น" เท่านั้น ที่น่าสนใจคือนักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งอ่านพบในจดหมายของท้าวเทพสตรีที่มีไปถึงกัปตันไลต์หรือพระยาราชกัปตัน ให้ข้อคิดว่า Bangkok ที่ฝรั่งแต่โบราณเขียนนั้น บางทีเขียนเป็น Bangkoh ซึ่งท่าทางจะอ่านว่าบางเกาะ ซึ่งก็สอดคล้องกับบันทึกหนึ่งที่กล่าวว่า บางกอก หมายถึง พื้นที่ที่เป็นเกาะ ครับ เนื่องจากการขุดคลองลัดในสมัยพระชัยราชาธิราช คือ ขุดจากบริเวณสะพานปิ่นเกล้าลงไปจนถึงหน้าวัดอรุณฯ ทำให้พื้นที่ทางฝั่งธนฯ ในปัจจุบันกลายสภาพ เป็นเกาะ ต่อมาจึงเรียกว่า บางเกาะ สมัยต้นกรุงศรีอยุธยา กรุงเทพฯ ยังเป็นเพียงหมู่บ้านที่เรียกกันว่าบางกอก มีชื่อเสียงทางด้านปลูกผลไม้ และมีหลักฐานจากวัดเก่า ๆ หลายวัด ว่าสร้างมาก่อนกรุงศรีอยุธยาเสียอีก ในแผนที่และเอกสารของชาวตะวันตก ปรากฏชื่อเขียนต่าง ๆ กัน เช่น Bancoc, Bancok, Banckok, Bankoc, Banckock, Bangok, Bancocq, Bancock ส่วนคำว่า Bangkok เป็นคำที่สังฆราชฝรั่งเศสใช้เขียนรายงานไปยังสำนักงานใหญ่ที่กรุงปารีสเป็นประจำ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอักษรไปถึงพวกฝรั่งก็ทรงใช้คำนี้ จึงได้ถือเป็นคำทางการตลอดมา<br>อ่านต่อได้ที่ : https://www.sanook.com/campus/1403503/<br>ขั้นตอนที่ 3 : เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้เพราะมีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือได้<br>ขั้นตอนที่ 4 : เนื่องจากกมีผู้สันนิษฐานเรื่องนี้ไว้หลายแบบทำให้ข้อมูลจากหมอสมิธ มัลคอล์ที่ได้พูดถึงเรื่องไว้ในหนังสือ A Phisician at the Court of Siam เพราะหมอสมิธเป็นนายแพทย์ฝรั่งที่เข้ามาทำงานในวังสยามทำให้เชื่อถือได้ว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็นความจริง</div><div>ขั้นตอนที่ 5 : นำเสนอด้วยการทำ slide และมีการบรรยายประกอบการนำเสนอ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://travel.trueid.net/detail/zoxQ3D4jBzPy" />
         <pubDate>2021-11-30 02:34:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1919408192</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อังคณา วิเชียรพิทยา 33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1945965480</link>
         <description><![CDATA[<div>ขั้นที่1…ทำไมทุเรียนเเพง</div><div>ขั้นที่2…คำว่าทำไม ทุเรียนแพง จัง อาจเป็นคำอุทานของลูกค้า ผู้บริโภคทั้งหลาย แต่สำหรับชาวสวนแล้วเขาก็จะบอกว่ากกว่าจะปลูกกว่าจะผลิตออกมาได้ต้องใช้เวลา และดูแลอย่างดีทุกขั้นตอน แถมราคาที่ว่าแพงส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องกลไกราคาตลาดทุเรียนรวมๆ ของประเทศ ทั้งพ่อค้าคนกลางที่มักจะมีผลต่อการกำหนดราคา และประเด็นที่สำคัญเลย คือ เรื่องล้งจีนมากว้านซื้อเหมายกสวน และส่งออกไปจีนเยอะจึงทำให้ราคาในประเทศไม่ยอมลด</div><div>อย่างไรก็ตามหากจะอธิบายลงลึกถึงรายละเอียดเป็นข้อ ๆว่าทำไมทุเรียนแพง ‘คุณหนู เจ้าของสวนทุเรียน’ เล่าแบบหมดเปลือก ถึงเหตุผลต่าง ๆ เริ่มจากการปลูกต้องหากล้าพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพในราคาที่สูงพอสมควร พอปลูกเสร็จก็ต้องประคบประหงมเป็นอย่างดีตั้งแต่วันแรกที่ปลูกทั้งรดน้ำ พรวนดิน ให้ปุ๋ย กำจัดแมลงต่าง ๆ&nbsp; ใช้เวลานานถึง 4 ปีทุเรียนถึงจะให้ผลผลิต และจะให้ผลผลิตสูงสุดในปีที่ 8-15&nbsp; ส่วนวงจรชีวิตทุเรียนนั้นก็อยู่ได้เรื่อย ๆ ถ้าเราดูแลรักษาดีแต่ในขณะที่ให้ผลผลิต หรือหลังฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องดูแลเป็นอย่างดีให้น้ำน้อย หรือมากตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ให้ปุ๋ยให้ยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะช่วงออกดอกจะต้องดูแลเป็นพิเศษนอกจากนั้นต้นทุน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง คนดูแล คนตัด คนคัดคนแพ็ค คนยกขึ้นรถ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ทุเรียนแพง เพราะทุกอย่าง คือต้นทุน ในขณะเดียวกันเรื่องของดินฟ้าอากาศ ที่เปลี่ยนไปในบางปีก็ทำให้ทุเรียนออกสู่ตลาดน้อยทำให้ทุเรียนแพงได้เช่นกัน แต่มีอีกประเด็นที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ การที่คนดัง ดารา เน็ตไอดอล คนมีชื่อเสียง ออกมาโปรโมทมาก ๆ ก็ช่วยให้ราคาทุเรียนในตลาดสูงขึ้นเช่นกัน แต่ประเด็นใหญ่ใจความ คือ เรื่องพ่อค้าคนกลาง ที่เป็นผู้กำหนดราคา และเน้นการส่งออกเป็นหลักจึงทำให้ราคาขายในประเทศสูง และการล้งจีนที่มากว้านซื้อยกสวน ทำให้เหลือขายในประเทศน้อยราคาจึงแพง</div><div><a href="https://www.springnews.co.th/news/809285">https://www.springnews.co.th/ne<br>ws/809285</a></div><div><br>ขั้นที่3…มีความน่าเชื่อถือเพราะ มีคำสัมภาษณ์โดยตรงจากเจ้าของสวนทุเรียน เเละมีขั้นตอนการผลิตเป็นลายลักษณ์อักษร</div><div>ขั้นที่4…ทุเรียนแพงเพราะกว่า 80% ของผลผลิตจะส่งออกจีนยิ่งตอนนี้ผู้ซื้อชาวจีนมีการปรับตัว จากเมื่อก่อนที่ซื้อเฉพาะเบอร์สวยๆ เกรด A ก็เริ่มหันมาเหมาซื้อเกรดรองๆ ลงมาทำให้ทุเรียนที่จำหน่ายในประเทศมีน้อยลง ราคาทุเรียนเลยขึ้นสูงเพราะการจำหน่ายมีน้อย</div><div>ขั้นที่5…เรียบเรียงเเละนำเสนอ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-12-14 02:14:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1945965480</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูริณัฐ หิรัญสถิตย์พร 12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1945971361</link>
         <description><![CDATA[<div>1. รหัสมอร์สคืออะไร<br>2. รหัสมอร์ส (Morse code) คือวิธีการส่งข้อมูลด้วยการใช้รูปแบบสัญลักษณ์สั้นและยาวที่กำหนดขึ้นเป็นมาตรฐานไว้แล้ว ซึ่งมักจะแทนด้วยเครื่องหมายจุด (.)&nbsp; และ เครื่องหมายขีด (-) ผสมกันเป็นความหมายของตัวหนังสือ ตัวเลข และเครื่องหมายพิเศษต่างๆ บางครั้งอาจเรียกว่า CW ซึ่งมาจากคำว่า Continous Wave รหัสมอร์ส (Morse Code) คือการติดต่อสื่อสารในรูปแบบสัญลักษณ์ แทนข้อมูลด้วยขีดสั้นและขีดยาว ขีดสั้น (.) แทนคำว่า ดิ (Di)<br>ขีดยาว (-) แทนคำว่า ดา (Dah)<br>นำมาผสมผสานกันเป็นตัวอักษรแต่ละตัวตามมาตรฐานสากล ดังรูป รหัสมอร์สถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1830 (พศ. 2373) โดย ซามูเอล ฟินเลย์ บรีส มอร์ส (Samuel Finley Breese Morse) ชาวอเมริกา<br>3. เป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลเกี่ยวกับรหัสมอร์สเป็นสิ่งที่มีให้เห็นได้ทั่วไป มีการกำหนดให้เป็นมาตรฐานระดับนานาชาติและข้อมูลที่เห็นในปัจจุบันมีทิศทางไปในทางเดียวกัน เช่น รหัสมอร์สมีรูปร่างอย่างไร รูปแบบใดแทนตัวอักษรใด<br>4. รหัสมอร์ส คือวิธีการส่งข้อมูล ใช้ในการส่งสารระยะไกล หรือโทรเลขโดยใช้สัญลักษณ์<br>5. รหัสมอร์ส คือการส่งข้อมูลโดยใช้สัญลักษณ์แทนตัวอักษรด้วยเครื่องหมาย . , - เป็นการสื่อสารที่มีมาตรฐานนานาชาติ เป็นการสื่อสารที่รวดเร็วและใช้แถบความถี่สั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1499438310/7fbb2695700659e09efa19ae9731ace5/b15de364ea8f325046444f6783792e87.jfif" />
         <pubDate>2021-12-14 02:18:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/nattanankon/xz85afe9e05zrw6l/wish/1945971361</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
