<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>เสริศร้างสุขภาพป้องกันโรค ม.5  by T. MAROKI MAMING</title>
      <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2025-02-17 03:44:43 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-02-17 04:26:43 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>โรคที่เกิดจากฝุ่น</title>
         <author>danich3388</author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330781672</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคที่เกิดจากฝุ่นและมลพิษทางอากาศ สามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ตามอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ</p><p>1. โรคทางเดินหายใจ</p><p>	•	โรคหอบหืด (Asthma) – ฝุ่น PM2.5 กระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดกำเริบ</p><p>	•	โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) – เกิดจากการได้รับฝุ่นและควันพิษสะสมในปอด</p><p>	•	หลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis) – การอักเสบของหลอดลมจากการสูดฝุ่นและควัน</p><p>	•	มะเร็งปอด – สัมพันธ์กับการได้รับ PM2.5 และสารพิษในอากาศเป็นเวลานาน</p><p>2. โรคหัวใจและหลอดเลือด</p><p>	•	ความดันโลหิตสูง – ฝุ่นและมลพิษทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ</p><p>	•	หัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) – PM2.5 สามารถกระตุ้นการอักเสบและทำให้เกิดลิ่มเลือด</p><p>3. โรคทางผิวหนังและดวงตา</p><p>	•	ผื่นแพ้และผิวหนังอักเสบ – ฝุ่นและสารเคมีทำให้ผิวระคายเคือง</p><p>	•	ตาอักเสบและเยื่อบุตาอักเสบ – เกิดจากการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็ก</p><p>4. โรคทางสมองและระบบประสาท</p><p>	•	โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) – PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก</p><p>	•	อัลไซเมอร์และพาร์กินสัน – มีงานวิจัยชี้ว่าฝุ่น PM2.5 อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม</p><p>การป้องกันโรคจากฝุ่น</p><p>	•	สวมหน้ากากกันฝุ่น N95 เมื่อออกไปข้างนอก</p><p>	•	หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษสูง โดยเฉพาะในช่วงค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน</p><p>	•	ใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้านและที่ทำงาน</p><p>	•	หมั่นล้างหน้า ล้างมือ และอาบน้ำหลัง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-02-17 03:53:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330781672</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เสริมร้างสุขภาพป้องกันโรค ม.5 (สุขสึกษา)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330782426</link>
         <description><![CDATA[<p>โรค ปอดชื้น หรือปอดอักเสบ คือ <strong>สภาวะที่ปอดเกิดการอักเสบติดเชื้ออาจเกิดได้จากเชื้อ ได้แก่ ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา</strong> ส่วนมากพบในเด็กและผู้สูงอายุ สามารถเกิดได้ทุกฤดูกาล แต่จะพบมากในช่วงฤดูหนาว ซึ่งสามารถติดต่อได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นทางจมูก ลำคอ โดย มีระยะฟักตัว 1-3 วัน อาจนานถึง 7 สัปดาห์ ในบางราย</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3415233528/9a57e4bd75485580df90946aeb4739e7/_________.jpg" />
         <pubDate>2025-02-17 03:54:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330782426</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป้องกันโรคฉี่หนู</title>
         <author>darussaardsen</author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330783493</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ไข้ฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นโรคของสัตว์ที่สามารถติดต่อมาสู่คน (Zoonotic Disease)</strong> เป็นกลุ่มอาการของโรคจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อมาจากสัตว์หลายชนิด ก่ออาการหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ (serovars) และปริมาณเชื้อที่ได้รับ การติดเชื้อมีได้ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการ มีอาการน้อย อาการรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ที่ติดเชื้อในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการน้อย</p><p><br></p><ol><li><p>สวมรองเท้าบูทยาวทุกครั้งเมื่อต้องลุยน้ำขัง หากไม่ได้ใส่ เมื่อลุยน้ำเสร็จ ต้องรีบล้างมือ ล้างเท้า ด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคโดยเร็ว</p></li><li><p>หลีกเลี่ยง<strong>การ</strong>เดินหรือสัมผัสน้ำขังในพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ</p></li><li><p>หมั่นทำความสะอาดบริเวณในบ้านและนอกบ้าน</p></li><li><p>ล้างมือล้างเท้าให้สะอาดทุกครั้ง หากสัมผัสภาชนะบรรจุของเสียของสัตว์</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2857256185/b75b629239881af6d641dac1ba872c89/___.png" />
         <pubDate>2025-02-17 03:55:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330783493</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330784342</link>
         <description><![CDATA[<p>เสริมสร้างสุขภาพป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่</p><p><strong>ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี</strong> 2. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 3. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำสบู่ หากไม่มีให้ใช้แอลกอฮอล์เจล (Alcohol Gel) สำหรับล้างมือแทน 4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณดวงตา จมูก หรือปาก เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อได้ตามช่องทางเหล่านี้</p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/g3a2afed8ce929d50cf82ddcaa42b7389ce074faa566c467f227373550697d75970630718e54fe8842ec1d4901797ed7e.jpg" />
         <pubDate>2025-02-17 03:56:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330784342</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330785244</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคปอดอักเสบเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่<br><br><strong>ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ หรือ pneumonia (ปอดบวม)</strong>&nbsp;เป็นชนิดของปอดอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดโรค เช่น ได้รับเชื้อจากที่ชุมชนทั่วไป หรือจากภายในโรงพยาบาล&nbsp;<br>ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียที่พบมักได้แก่ เชื้อ Streptococcus pneumoniae, เชื้อ Haemophilus influenzae type b, เชื้อ Chlamydia pneumoniae, เชื้อ Legionella spp. และเชื้อ Mycoplasma pneumoniae ส่วนเชื้อไวรัส ได้แก่ เชื้อ Respiratory Syncytial Virus (RSV), เชื้อ Influenza หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อราจากมูลนกหรือซากพืชซากสัตว์<br><br><strong>ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ</strong>&nbsp;เช่น เกิดจากการหายใจเอาสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมีที่ระเหยได้ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะ ยาเคมีบำบัด และยาสำหรับควบคุมการเต้นของหัวใจบางชนิดก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้&nbsp;โรคปอดอักเสบโดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้ออาจมีความรุนแรงมากจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้</p><ul><li><p>ฉีดวัคซีนป้องกันโรค&nbsp;&nbsp; แพทย์แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึ่งหมายถึง เด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ฉีดวัคซีนที่ให้ผลในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อซึ่งได้แก่ <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/july-2019/influenza-antivirals">วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่</a> (Flu vaccine)&nbsp;และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส โดยวัคซีนนี้ มี 2 ชนิด คือ</p></li></ul><ol><li><p>วัคซีนแบบโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) สำหรับฉีดในผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้สูงอายุ โดยควรฉีดซ้ำหลังจากเข็มแรก 5 ปี</p></li><li><p>วัคซีนแบบคอนจูเกต (Conjugate) แบ่งออกเป็นชนิดป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 7 สายพันธุ์ (PCV7), 10 สายพันธุ์ (PCV10) และ 13 สายพันธุ์ (PCV13) ทั้งสามชนิดได้รับการรับรองให้ฉีดป้องกันเชื้อในเด็กตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ – 5 ปี ยกเว้นวัคซีนชนิด 13 สายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองให้ฉีดในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอายุ 50 ปีขึ้นไป</p></li></ol><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-02-17 03:56:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330785244</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เสริมสร้างสุขภาพป้องกันโรค โรคเรื้อน (สุขศึกษา)</title>
         <author>tanwamuhammad2007</author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330785738</link>
         <description><![CDATA[<p>“โรคเรื้อน” (Leprosy หรือ Hansen's Disease) <strong>เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium leprae (M.leprae)</strong> เชื้อนี้ชอบอาศัยอยู่ในเส้นประสาทและผิวหนัง เมื่อร่างกายพยายามกำจัดเชื้อนเส้นประสาทจึงถูกทำลายและทำให้เกิดอาการทางผิวหนังตามไปด้วย หากไม่รีบรักษาจะทำให้เกิดความพิการของมือ เท้า และตา</p><p><br></p><p>โรคเรื้อนสามารถรักษาให้หายขาดได้โดย<strong>กินยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน หรือ 2 ปี แล้วแต่ชนิดของโรค</strong> หากพบว่าทีรอยโรคที่ผิวหนัง มีอาการชา หรือเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังใช้ยากิน ยาทา 3 เดือนแล้วไม่หายให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคเรื้อน ควรรีบไปพบแพทย์</p><p><br></p><p>โรคเรื้อนเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเรื้อรังที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย โรคเรื้อนเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งคือ Mycobacterium leprae ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเชื้อวัณโรค โรคเรื้อนมีระยะฟักตัว <strong>2-12 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค</strong></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3415227901/dec9b6089b1ecc52a4ec1bee252c7fe3/images__1_.jpg" />
         <pubDate>2025-02-17 03:57:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330785738</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330786842</link>
         <description><![CDATA[<p>อหิวาตกโรค (Cholera) หรือที่เรียกกันในสมัยก่อนว่า</p><p>ป่วง หรือ ลงราก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio cholera</p><p>ที่ปนเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดอาการ</p><p>ท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง</p><p>จนถึงขั้นเสียชีวิต มีแมลงวันเป็นพาหะ ในสมัยโบราณเมื่อมีโรค</p><p>ระบาดที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นจำนวนมากก็มักจะ</p><p>เรียก โรคห่า ซึ่งอาจหมายถึง ไข้ทรพิษ กาฬโรค หรืออหิวาตกโรค</p><p>ก็ได้ ในช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกิดอหิวาตกโรคระบาดใหญ่</p><p>อยู่หลายครั้ง ซึ่งมักจะเป็นการระบาดจากกรุงเทพฯ แล้วแพร่โรค</p><p>ออกไปยังหัวเมืองใกล้เคียง เพราะในเขตพระนครเป็นส่วนที่มีการ</p><p>ติดต่อกับชาวต่างชาติและเป็นชุมชนที่อยู่กันค่อนข้างหนาแน่น มี</p><p>สภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะมากนักจึงทำให้เกิดการระบาด</p><p>อย่างรวดเร็ว เหตุของการะบาดอีกอย่างหนึ่งคือ คนในช่วงเวลา</p><p>ดังกล่าวยังไม่มีความรู้เรื่องเชื้อโรคและที่มาของโรค จึงไม่มีวิธีดูแล</p><p>ป้องกันโรคอย่างถูกต้อง เช่น การใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมา</p><p>ดื่มกันเลย โดยไม่มีการฆ่าเชื้อโรคก่อน</p><p>ศพที่เสียชีวิตจากอหิวาตกโรคระบาด</p><p>ฝูงแร้งรอกินซากศพภายในวัดสระเกศ</p><p>ในปี พ.ศ. 2363 การระบาดของอหิวาตกโรคในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ถือได้</p><p>ว่าเป็นการระบาดครั้งใหญ่ มีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากราว 30,000 คน ศพลอยเกลื่อนแม่น้ำ ในพระนคร ชาวบ้านต้องกินแต่</p><p>ปลาแห้งและพริกกับเกลือ น้ำในแม่น้ำหรือคลองก็นำมาดื่มไม่ได้ รัชกาลที่ 2 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอาพาธ</p><p>พินาศ จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืนเพื่อขับไล่ผีและเสนียดจัญไรที่เชื่อว่าทำให้</p><p>เกิดโรค แต่โรคระบาดกลับยิ่งร้ายแรงมากขึ้น ทำให้ภายหลังเมื่อมีการระบาดอีกจึงงดพระราชพิธีนี้ไป ในรัชสมัยของ</p><p>พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ปี พ.ศ. 2392 เกิดอหิวาตกโรคระบาดหนักอีกครั้ง เรียกกันว่า “ห่าลงปีระกา”</p><p>การระบาดในครั้งนั้นตรงกับการระบาดทั่วโลก ครั้งที่ 2 โดยเริ่มระบาดจากอินเดียไปยุโรป อเมริกา และระบาดเข้าไทยผ่านปีนัง</p><p>ปัตตานี สงขลา แพร่ระบาดผ่านทางเรือเข้าสมุทรปราการ กรุงเทพฯ และแพร่ระบาดไปยังเมืองต่าง ๆ การระบาดครั้งนี้มี</p><p>ผู้เสียชีวิตถึง 40,000 คน วัดที่ใช้เป็นสถานสำหรับเผาศพในขณะนั้นคือ วัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีน</p><p>เลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) แต่เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทำให้มีศพที่เผาไม่ทันถูกกองรวมกันอยู่ตามวั ด โดย</p><p>เฉพาะที่วัดสระเกศมีศพกองเป็นจำนวนมาก ทำให้ฝูงแร้งแห่ไปลงกินซากศพตามลานวัด บนต้นไม้ บนกำแพง และหลังคากุฏิเต็ม</p><p>ไปด้วยแร้ง แม้จะมีเจ้าหน้าที่ถือไม้คอยไล่ก็ไม่สามารถไล่ฝูงแร้งที่เข้ามารุมทึ้งซากศพได้ ทำให้พฤติกรรมของ “แร้งวัดสระเกศ”</p><p>เป็นที่กล่าวถึงกันไปทั่ว</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-02-17 03:58:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330786842</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โรคปอดอักเสบคืออะไร?</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330787844</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคปอดอักเสบ (pneumonia) หรือที่เรียกกันว่า “โรคปอดบวม” เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยติดอันดับ 1 ใน 5 อันดับแรกของโรคติดต่อทางเดินหายใจ เป็นโรคที่มีการอักเสบของเนื้อปอด ทำให้ปอดทำงานที่ได้น้อยลง มักพบว่าเป็นอาการที่ต่อเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่หรือมีการติดเชื้อจากการไอจาม พบได้ในทุกเพศและทุกวัย ความรุนแรงของโรคมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือได้รับยากดภูมิเป็นเวลานาน รวมไปถึงกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ โรคปอดอักเสบจัดเป็นโรคร้ายแรงชนิดเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรง และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ และอาจนำมาซึ่งการเสียชีวิตหรือพิการได้</p><p><strong>วิธีการรักษาโรคปอดอักเสบ</strong></p><p>เนื่องจากโรคปอดอักเสบเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง และหากเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเป็นโรคปอดอักเสบมีแนวโน้มที่อาการจะรุนแรง และมีโอกาสเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากสงสัยหรือมีอาการที่คล้ายกับอาการของปอดอักเสบ ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง และยังเป็นการป้องกันอาการและภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยแนวทางการรักษาแพทย์อาจพิจารณาการรักษาดังต่อไปนี้&nbsp;</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3415253656/94eca2753b77a270f91929f5327e0db1/11.webp" />
         <pubDate>2025-02-17 03:59:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330787844</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เสริมสร้างสุขภาพ ป้องกันโรค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330788928</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคปอดอักเสบเกิดได้จาก 2 สาเหตุ ได้แก่<br><br><strong>ปอดอักเสบจากการติดเชื้อ หรือ pneumonia (ปอดบวม)</strong>&nbsp;เป็นชนิดของปอดอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเชื้อโรคที่เข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบจะแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มอายุ และสภาพแวดล้อมที่เกิดโรค เช่น ได้รับเชื้อจากที่ชุมชนทั่วไป หรือจากภายในโรงพยาบาล&nbsp;<br>ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียที่พบมักได้แก่ เชื้อ Streptococcus pneumoniae, เชื้อ Haemophilus influenzae type b, เชื้อ Chlamydia pneumoniae, เชื้อ Legionella spp. และเชื้อ Mycoplasma pneumoniae ส่วนเชื้อไวรัส ได้แก่ เชื้อ Respiratory Syncytial Virus (RSV), เชื้อ Influenza หรือเชื้อไข้หวัดใหญ่ และเชื้อราจากมูลนกหรือซากพืชซากสัตว์<br><br><strong>ปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ</strong>&nbsp;เช่น เกิดจากการหายใจเอาสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมีที่ระเหยได้ นอกจากนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะ ยาเคมีบำบัด และยาสำหรับควบคุมการเต้นของหัวใจบางชนิดก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้&nbsp;โรคปอดอักเสบโดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้ออาจมีความรุนแรงมากจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้</p><ul><li><p>ฉีดวัคซีนป้องกันโรค&nbsp;&nbsp; แพทย์แนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงซึ่งหมายถึง เด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง ฉีดวัคซีนที่ให้ผลในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อซึ่งได้แก่ <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/july-2019/influenza-antivirals">วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่</a> (Flu vaccine)&nbsp;และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส โดยวัคซีนนี้ มี 2 ชนิด คือ</p></li></ul><ol><li><p>วัคซีนแบบโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) สำหรับฉีดในผู้ใหญ่ที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้สูงอายุ โดยควรฉีดซ้ำหลังจากเข็มแรก 5 ปี</p></li><li><p>วัคซีนแบบคอนจูเกต (Conjugate) แบ่งออกเป็นชนิดป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส 7 สายพันธุ์ (PCV7), 10 สายพันธุ์ (PCV10) และ 13 สายพันธุ์ (PCV13) ทั้งสามชนิดได้รับการรับรองให้ฉีดป้องกันเชื้อในเด็กตั้งแต่อายุ 6 สัปดาห์ – 5 ปี ยกเว้นวัคซีนชนิด 13 สายพันธุ์ที่ได้รับการรับรองให้ฉีดในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอายุ 50 ปีขึ้นไป</p></li></ol><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3415229071/918ceebbfa1c07a6e2a51e89e3e31962/IMG_5256.jpeg" />
         <pubDate>2025-02-17 04:00:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330788928</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โรคไข้เลือดออก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330790797</link>
         <description><![CDATA[<p>การเสริมสร้างสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ โดยมีวิธีป้องกันดังนี้</p><p><strong>1. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย</strong></p><ul><li><p><strong>ปิดฝาภาชนะน้ำ</strong> เช่น โอ่ง ถังน้ำ เพื่อป้องกันยุงวางไข่</p></li><li><p><strong>เปลี่ยนน้ำในแจกันและภาชนะใส่น้ำทุกสัปดาห์</strong></p></li><li><p><strong>กำจัดขยะ</strong> ที่อาจเป็นแหล่งขังน้ำ เช่น ขวดเก่า กระป๋อง ยางรถยนต์</p></li></ul><p><strong>2. ป้องกันการถูกยุงกัด</strong></p><ul><li><p><strong>ใช้มุ้งหรือมุ้งลวด</strong> โดยเฉพาะเวลากลางวัน เพราะยุงลายชอบกัดตอนกลางวัน</p></li><li><p><strong>ทายากันยุง</strong> โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันยุง เช่น DEET หรือสมุนไพรธรรมชาติ</p></li><li><p><strong>สวมเสื้อผ้ามิดชิด</strong> โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อโรค</p></li></ul><p><strong>3. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย</strong></p><ul><li><p><strong>รับประทานอาหารที่มีประโยชน์</strong> เช่น ผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินซีสูง</p></li><li><p><strong>ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</strong> เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน</p></li><li><p><strong>พักผ่อนให้เพียงพอ</strong> และดื่มน้ำมาก ๆ</p><p><br></p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://rph.co.th/en/1984/" />
         <pubDate>2025-02-17 04:02:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/marokimindo/xxq41a24eljd825n/wish/3330790797</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
