<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ตอบคำถามในนี้ครับ by weerawit Glumjalreon</title>
      <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12</link>
      <description>สร้างด้วยความอัจฉริยะ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-18 05:57:25 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-01-29 13:57:09 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Manbag.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>เขมณัฏฐ์ อินทร์คล้าย เลขที่43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305162</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า</div><div>ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.</div><div><br></div><div>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้</div><div><br></div><div>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต</div><div><br></div><div>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส</div><div><br></div><div>2) อิเล็กทรอนิกส์</div><div><br></div><div>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div><br></div><div>มีการทำงาน</div><div>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;</div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท</div><div>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท</div><div><br></div><div>วงจรอะนาล็อก</div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล</div><div><br></div><div>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave</div><div><br></div><div>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง</div><div><br></div><div>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น</div><div><br></div><div>วงจรดิจิทัล</div><div>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต</div><div>หน่วยคำนวณและตรรกะ</div><div>ฟลิปฟล็อป</div><div>Counter</div><div>รีจิสเตอร์</div><div>Multiplexers</div><div>Schmitt triggers</div><div><br></div><div>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;</div><div>มีหน้าที่การทำงานดังนี้</div><div>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V</div><div>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า</div><div>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน</div><div><br></div><div>4) ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;</div><div>คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท</div><div>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;</div><div><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยากโดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์</div><div><br></div><div>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;</div><div>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</div><div>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;</div><div>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล&nbsp;</div><div>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;</div><div>&nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div>&nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี</div><div>3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด</div><div>4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ</div><div><br>6. สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น</div><div><br></div><div>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)</div><div><br></div><div><br></div><div>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ</div><div><br></div><div>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง</div><div>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า</div><div>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า</div><div>มี2ประเภท&nbsp;</div><div>มอเตอร์กระแสตรง</div><div>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง</div><div>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ</div><div>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )</div><div><br></div><div>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ</div><div>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ</div><div>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ</div><div>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ</div><div><br></div><div>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip&nbsp; ring )<br>😎 ทรานซิสเตอร์</div><div>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด</div><div>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้</div><div>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP</div><div>- อธิบายและยกตัวอย่าง</div><div>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C</div><div>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:09:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305162</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธัญณัฏฐพร ศิรธนัชวรกานต์ เลขที่37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305219</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1)ไฟฟ้าเป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>2)การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ</div><div>3)ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>4)ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที<br>2)อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม วงจรแบบขนาน วงจรแบบผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>6) สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br>สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br>สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br>สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br>&nbsp;เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง&nbsp;<br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305219</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐกฤตา สกุลกิจอมรชัย ม.3/12 เลขที่ 36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305222</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม วงจรแบบขนาน วงจรแบบผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>6) สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br>สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br>สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br>สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br>&nbsp;เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง&nbsp;<br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305222</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305227</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305227</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305234</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305234</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศรีเส้ง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305246</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305246</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305247</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305247</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.จิรชญา จำปาเวียง เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305269</link>
         <description><![CDATA[<div>•ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน มี 2 ประเภท คือ ไฟฟ้าสถิต และ ไฟฟ้ากระแส<br>-ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้&nbsp;<br>-ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า<br>-การทำงานของกระแสไฟฟ้า-<br>เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ</div><ol><li>การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า&nbsp;</li><li>การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่</li><li>การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง</li></ol><div>•อิเล็กทรอนิกส์หมายถึง การนำสัญญาณไฟฟ้าไปใช้งาน การควบคุมและออกแบบสัญญาณไฟฟ้าอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานสัญญาณไฟฟ้าให้ เป็นไปตามที่ออกแบบไว้<br>•วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจร และอุปกรณ์. วงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ<br>-วงจรอนุกรม คือวงจรที่ประกอบด้วยความต้านทานตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปต่อเรียงกัน โดยมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทางเดียวไม่ได้แยกไหลไปส่วนอื่นของวงจร การต่อวงจรอนุกรมทำได้โดยนำขั้วต่อสายข้างหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 นำขั้วต่ออีกข้างหนึ่งของตัวที่ 2 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อสายตัวที่ 3 ต่ออย่างนี้ไปเรื่อย ๆจนกว่าจะครบเสร็จแล้วนำขั้วต่อสายที่เหลือของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวสุดท้ายมาต่อเข้ากับปุ่มหนึ่งของแหล่งกำเนิด เราก็ได้วงจรครบเพื่อใช้งาน<br>-วงจรขนาน เป็นวงจรไฟฟ้าที่ต่อความต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ แต่ละตัวคร่อมกับแหล่งกำเนิดของวงจร<br>-ั วงจรผสมเป็นวงจรทีี่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน<br>&nbsp;•ตัวนำไฟฟ้าคือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>•อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br>•สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดกสวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br>•มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>•ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:10:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305269</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิริกร พงศ์พิสุทธิ์พร ม.3/12 เลขที่ 45</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305373</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล&nbsp; -การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ -1ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้นเช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์</div><div>-2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า</div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า -<strong>การผ่านกระแสไฟฟ้าไปในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้น ซึ่งหลายคนทราบกันดีแล้วว่ากระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ในแหล่งกำเนิดหรือตัวนำ-1.</strong>วงจรอะนาล็อกเครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล 2.วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div><div>วงจรไฟฟ้า คือ&nbsp; ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม - ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br><br>ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมาก&nbsp; คุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดี&nbsp; สารที่เป็นโลหะจะนำไฟฟ้าได้ดี&nbsp; เช่น&nbsp; เงิน ทองแดง&nbsp; อะลูมิเนียม&nbsp; ฯลฯ -&nbsp; Wire) และมีฉนวนหุ้ม ได้แก่ สายจำพวกที่ต่อเข้ากับกระจุ๊บเสียบหลอดไฟ หรือเพื่อการใช้โคมไฟทั่ว ๆ ไป การใช้วิธีพันเกลียวด้วยเส้นลวดทองแดงเล็ก ๆ หลายเส้นแทนการใช้เส้นลวดทองแดงโต ๆ เส้นเดียว ทั้งนี้ ก็เพื่อความต้องการให้สายนั้นมีการอ่อนตัวง่ายต่อการดัดโค้งไปมาและมีประสิทธิภาพในการทนทานไม่ทำให้ตัวเส้นลวดภายในฉนวนหักได้ง่ายเหมือนลวดเส้นเดียว สายชนิดนี้มีหลายขนาด เรียกตามขนาดหรือเบอร์&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. สายหุ้มยาง (Rubber Covered Wire) เป็นสายที่เหมาะและนิยมใช้ในการเดินสายไฟทั่ว ๆ ไป เส้นลวดทองแดงภายในเคลือบดีบุก เพื่อช่วยให้สะดวกในการทำความสะอาด ช่วยให้การบัดกรีง่ายขึ้น สายลวดหุ้มยางชนิดนี้ ภายนอกยังหุ้มด้วยด้ายถักอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันความชื้นและความร้อนภายนอกที่อาจทำให้ยางละลายได้ ส่วนมากจะใช้เป็นสายเดินภายในอาคารหรือในที่ร่ม&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. สายหุ้มพลาสติก (Plastic Covered Wire) สายชนิดนี้มีประสิทธิภาพแบบเดียวกับสายหุ้มยาง บางชนิดจะทำเป็นสายขดเกลียวหลายเส้นภายใน บางชนิดก็ใช้สายทองแดงเคลือบดีบุกเส้นเดียวภายในการหุ้มด้วยพลาสติกนี้มานิยมในสมัยที่พลาสติกเริ่มเข้าสู่ความนิยมของผู้ใช้ในการทำภาชนะต่าง ๆ เพราะมีราคาถูกกว่ายาง และมักจะทำเป็นสายคู่ขนาน แต่มีข้อเสียอยู่อย่างที่ว่า ถ้าเกิดร้อนจัด สายหุ้มพลาสติกดังกล่าวนี้มักจะทำให้พลาสติกละลายหรือลุกไหม้ได้ง่าย&nbsp; &nbsp; &nbsp;4. สายไหม (Artificial silk overed Wire) สายชนิดนี้จัดอยู่ในจำพวกสายที่มีเส้นลวดพันเกลียวอยู่หลายเส้น ทำเป็นแบบสองเส้นขนานพันเกลียวแบบเดียวกัน เป็นสายจำพวกขนาดเส้นเล็ก ใช้ต่อกับกระจุ๊บเสียบหลอดไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น เตารีด เตาปิ้งขนมปัง ฯลฯ สายชนิดนี้มีกระดาษฉนวนห่อหุ้มชั้นใน รองออกมาหุ้มยาง และตามผิวยางเคลือบด้วยใยหิน (Asbestos) ซึ่งสามารถป้องกันความร้อนได้ดี&nbsp; &nbsp; &nbsp;5. สายเคเบิล (Cable) เป็นสายที่มีตัวนำอยู่หลาย ๆ ตัวบนเปลือกนอกที่ห่อหุ้ม เหมาะสำหรับการใช้เป็นสายเดินงานบางชนิด โดยเฉพาะภายในอาคารที่ต้องการให้สายทั้งสองเส้นรวมอยู่ในเปลือกเดียวกัน ตัวนำแต่ละตัวมักจะใช้สีต่าง ๆ กัน<br><br><br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน1.เมนสวิตช์ (Main Switch) หรือสวิตช์ประธาน เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้สำหรับ ตัดต่อวงจรของสายเมน เข้าอาคาร กับสายภายใน ทั้งหมด เป็นอุปกรณ์สับปลด วงจรไฟฟ้าตัวแรก ถัดจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า (มิเตอร์) ของการนำไฟฟ้า เข้ามาในบ้าน เมนสวิชต์ประกอบด้วย เครื่องปลดวงจร (Disconnecting Means) และเครื่องป้องกันกระแสเกิน (Overcurrent Protective Device) หน้าที่ของเมนสวิตช์ คือ คอยควบคุมการใช้ไฟฟ้า ให้เกิดความปลอดภัย ในกรณีที่ เกิดกระแสไฟฟ้าเกิน หรือ เกิดไฟฟ้าลัดวงจร เราสามารถสับหรือปลดออกได้ทันที เพื่อตัดไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้ามายังอาคาร&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.เบรกเกอร์ (เซอร์กิตเบรกเกอร์) หรือ สวิชต์อัตโนมัติ หมายถึง อุปกรณ์ที่สามารถใช้สับ หรือปลดวงจรไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติ โดยกระแสลัดวงจรนั้น ต้องไม่เกินขนาดพิกัด ในการตัดกระแสลัดวงจรของเครื่อง (IC)&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ป้องกัน กระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่ง โดยจะตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด และเมื่อฟิวส์ทำงานแล้ว จะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของฟิวส์ต้องไม่ต่ำกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่ผ่านฟิวส์&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. เครื่องตัดไฟรั่ว หมายถึง สวิชต์อัตโนมัติที่สามารถปลดวงจรได้อย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดินในปริมาณที่มากกว่าค่าที่กำหนดไว้ เครื่องตัดไฟรั่วมักจะใช้เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสริมกับระบบสายดิน เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด กรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มีไฟรั่วเกิดขึ้น&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. สายดิน คือสายไฟเส้นที่มีไว้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้ไฟฟ้า ปลายด้านหนึ่งของสายดิน จะต้องมีการต่อลงดิน ส่วนปลายอีกด้านหนึ่ง จะต่อเข้ากับวัตถุหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการให้มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์เท่ากับพื้นดิน&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6. เต้ารับ หรือปลั๊กตัวเมีย คือ ขั้วรับสำหรับหัวเสียบ จากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;7. เต้าเสียบ หรือปลั๊กตัวผู้ คือ ขั้วหรือหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อเสียบเข้ากับเต้ารับ ทำให้สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นได้&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;8. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 1 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่มีความหนาของฉนวนไฟฟ้าเพียงพอ สำหรับการใช้งานปกติเท่านั้น โดยมักมีเปลือกนอก ของเครื่องใช้ไฟฟ้าทำด้วยโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ ผู้ผลิตจำเป็นจะต้องมีการต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะนั้น เพื่อให้สามารถต่อลงดินมายังตู้เมนสวิชต์ โดยผ่านทางขั้วสายดินของเต้าเสียบ-เต้ารับ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;9. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการหุ้มฉนวน ส่วนที่มีไฟฟ้า ด้วยฉนวนที่มีความหนาเป็น 2 เท่าของความหนาที่ใช้สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆ ไป เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องต่อสายดิน&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;10. เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 3 หมายถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้ากระแสสลับไม่เกิน 50 โวลต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้ไม่ต้องมีสายดิน<br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้าสวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br><br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงที่ส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1 ส่วนที่อยู่กับที่หรือที่เรียกว่าสเตเตอร์ (Stator) ประกอบด้วย<br>เหนื้อไปขั้วใต้ให้ครบวงจรและยึดส่วนประกอบอื่นๆให้แข็งแรงทำด้วยเหล็กหล่อหรือเหล็กแผ่นหนาม้วนเป็นรูปทรงกระบอก<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2 ตัวหมุน (Rotor) ตัวหมุนหรือเรียกว่าโรเตอร์ตัวหมุนนี้ทำให้เกิดกำลังงานมีแกนวางอยู่ในตลับลูกปืน (Ball Bearing) ซึ่งประกอบอยู่ในแผ่นปิดหัวท้าย (End Plate) ของมอเตอร์ &nbsp;<br>ตัวโรเตอร์ประกอบด้วย 4 ส่วนด้วยกัน คือ&nbsp;<br><br>2.1 แกนเพลา (Shaft)<br>2.2 แกนเหล็กอาร์มาเจอร์ (Armature Core)<br>2.3 คอมมิวเตอร์ (Commutator)<br>2.4 ขอลวดอาร์มาเจอร์ (Armature Widing)<br>&nbsp;<br>3. แกนเหล็กอาร์มาเจอร์ (Armature Core) ทำด้วยแผ่นเหล็กบางอาบฉนวน&nbsp; (Laminated Sheet Steel) เป็นที่สำหรับพันขดลวดอาร์มาเจอร์ซึ่งสร้างแรงบิด (Torque)<br>4. คอมมิวเตเตอร์ (Commutator) ทำด้วยทองแดงออกแบบเป็นซี่แต่ละซี่มีฉนวนไมก้า (mica) คั่นระหว่างซี่ของคอมมิวเตเตอร์ ส่วนหัวซี่ของคอมมิวเตเตอร์ จะมีร่องสำหรับใส่ปลายสาย ของขดลวดอาร์มาเจอร์ ตัวคอมมิวเตเตอร์นี้อัดแน่นติดกับแกนเพลา เป็นรูปกลมทรงกระบอก มีหน้าที่สัมผัสกับแปรงถ่าน (Carbon Brushes) เพื่อรับกระแสจากสายป้อนเข้าไปยัง ขดลวดอาร์มาเจอร์เพื่อสร้างเส้นแรงแม่เหล็กอีกส่วนหนึ่งให้เกิดการหักล้างและเสริมกันกับเส้นแรงแม่เหล็กอีกส่วน ซึ่งเกิดจากขดลวดขั้วแม่เหล็ก ดังกล่าวมาแล้วเรียกว่าปฏิกิริยามอเตอร์ (Motor action)<br>5. ขดลวดอาร์มาเจอร์ (Armature Winding) เป็นขดลวดพันอยู่ในร่องสลอท (Slot) ของแกนอาร์มาเจอร์ ขนาดของลวดจะเล็กหรือใหญ่และจำนวนรอบจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการออกแบบของตัวโรเตอร์ชนิดนั้นๆ เพื่อที่จะให้เหมาะสมกับงานต่างๆ ที่ต้องการ ควรศึกษาต่อไปในเรื่องการพันอาร์มาเจอร์ (Armature Winding) ในโอกาสต่อไป<br><br>ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์ทรานซิสเตอร์แบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภท คือ ทรานซิสเตอร์แบบ npn (npn Transistor) และทรานซิสเตอร์แบบ pnp (pnp Transistor)<br><br><br>ทรานซิสเตอร์แบบ npn ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด n&nbsp; จำนวน 2 ชิ้นต่อเชื่อมกับสารกึ่งตัวนำชนิด p จำนวน 1 ชิ้น แสดงสัญลักษณ์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบ pnp ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด p&nbsp; จำนวน 2 ชิ้นต่อเชื่อมกับสารกึ่งตัวนำชนิด n&nbsp; จำนวน 1 ชิ้น แสดงสัญลักษณ์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:12:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305373</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ฐานนิตา กิจหว่าง เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305431</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:12:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ปฐมภูมิ เจริญกิจวัฒนกุล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305446</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:13:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305446</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พิภูษณยิ้มหนองโพธิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305486</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:13:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305486</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.กมลชนก ดอนทองเเดง  ม.3/12 เลขที่31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305513</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ประจุไฟฟ้า</strong></a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>สนามไฟฟ้า</strong></a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ศักย์ไฟฟ้า</strong></a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กระแสไฟฟ้า</strong></a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>พลังงานไฟฟ้</strong></a><strong>า</strong></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า</strong></a></li><li>ตัวอย่างเช่น&nbsp;<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรไฟฟ้า</a>จะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย</li><li><strong><br>อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก</li><li>ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์</li><li>&nbsp;<a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม</li><li>การทำงาน<br>ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า&nbsp; การที่จะทำให้แรงดัน&nbsp;</li><li>เช่น&nbsp;<br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<br>&nbsp; โ&nbsp; และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อยลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คืออิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย</li><li>วัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง</li><li>&nbsp;เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;</li><li>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></li><li>การที่จะทำให้เกิดแสงสว่างในวงจรไฟฟ้าได้นั้น ในวงจรจะต้องประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับป้อนแรงดันและกระแสให้กับหลอดโดยผ่านสายไฟ โดยที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าจะเป็นแบบไฟฟ้ากระแสนตรงหรือระแสสลับขึ้นอยู่กับชนิดของหลอดที่ต้องการใช้กับไฟฟ้าประเภทใด</li><li><br></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:13:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305513</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธนการ รวมจิตร์ 3/12  14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305518</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>&nbsp; อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>&nbsp; วงจรไฟฟ้า คืือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div><strong>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ 1วงจรอนุกรม 2 วงจรขนาน 3 วงจรผสม<br> <br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:13:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305518</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305534</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ช.จเด็จ รักศักดิ์สกุล ม.3/12 เลขที่3</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:14:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305534</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณัฐภัทร หุตะเมขลิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305537</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ไฟฟ้า (คำนาม) คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:14:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305537</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305602</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:14:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305602</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.วรพจน์ สะสมทรัพย์ ม.3/12 เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305612</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>มีการทำงาน คือ &nbsp; ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)&nbsp;<br>มีกี่ประเภท คือ คือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านต่างๆได้อย่างมากมายโดยการส่งกระแสไฟฟ้าให้เคลื่อน ที่ ไปในลวดตัวนำ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือไฟฟ้ากระแสตรง( Direct Current) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current)<br>อธิบายเเละยกตัวอย่าง คือ<br><br></div><h1><a href="https://lulu459.wordpress.com/2012/02/22/%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87/">หลักการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า</a></h1><div><br></div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>พลังงานกล หมายถึง พลังงานที่ทำให้วัตถุเกิดการหมุน หรือเกิดการเคลื่อนที่ หรือเปลี่ยนขนาดของวัตถุหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลอยู่อย่างมากมาย ได้แก่ พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องเป่าผม และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ ทุกชนิด<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานโดยอาศัยหลักการดังนี้ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดตัวนำทางวางงออยู่ระหว่างขั้นเหนือและขั้นใต้ของแท่งแม่เหล็ก กระแสไฟฟ้าขณะไหลผ่านขดลวดจะเกิดการเหนี่ยวนำเกิดสนามแม่เหล็กรอบเส้นลวด ทำให้เส้นแรงแม่เหล็กของแท่นแม่เหล็กแบนไป ซึ่งเส้นแรงแม่เหล็กที่เบี่ยงเบนไปนี้จะยึดเส้นแรงออกให้ตรงด้วยเส้นแรงผลักขดลวด เป็นผลให้ขดลวดหมุนได้<br><br></div><div>พัดลมไฟฟ้า<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ประเทศไทยตั้งอยู่ในเมืองเขตร้อนชื้น ดังนั้นพัดลมจึงเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็น พัดลมที่ใช้กันทั่วมีหลายประเภท สามารถแบ่งตามลัก ษ ะการใช้งานได้ดังนี้ พัดลมตั้งพื้น พัดลมตั้งโต๊ะ พัดลมติดเพดาน พัดลมติดผนัง และพัดลมดูดอากาศ แม้ว่าพัดลมที่มีหลายประเภทแต่ก็มีหลักการทำงานเหมือนกัน<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:131,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/www.mmv.ac.th/supphapong/pic/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C/p%209%20(32).png&quot;,&quot;width&quot;:118}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/www.mmv.ac.th/supphapong/pic/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C/p%209%20(32).png" width="118" height="131"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:134,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/www.mmv.ac.th/supphapong/pic/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C/p%209%20(33).png&quot;,&quot;width&quot;:147}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/www.mmv.ac.th/supphapong/pic/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C/p%209%20(33).png" width="147" height="134"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>พัดลมโดยทั่วไปใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ชนิด คือ<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ยูนิเวอร์ซัลมอเตอร์ เป็นมอเตอร์ชนิดที่ใช้ได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ มอเตอร์แบบบังขั้วและสปลิตเฟสมอเตอร์ มอเตอร์ทั้งสองชนิดเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเหนี่ยวนำที่ใช้กับกระแสสลับ<br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>&nbsp;มีการทำงาน คือ กรณ์ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ซึ่งในรถยนต์ ปัจจุบัน จะมีเทคโนโลยีเหมือนกัน<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine-300x230.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine-300x230.jpg" width="300" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ในรถเบนซ์ก็เช่นเดียวกัน ก็ใช้อุปกรณ์ที่คล้ายๆกัน จะมีกล่องคอมพิวเตอร์เหมือนกันครับ เราเรียกว่า PCM MODULE หรือบางท่านเรียก สมองกลครับ หรือกล่อง ECU ซึ่งก็คือ ความหมายเดียวกันครับ<br><br></div><div>ในระบบ ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ ก็จะมี อุปกรณ์ แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ คือ<br><br></div><blockquote>ตัวส่งสัญญาณเข้า หรือ สัญญาณ INPUT<br>ตัวประมวลผลและควบคุมการทำงาน หรือ CONTROL<br>ตัวรับสัญญาณ หรือ อุปกรณ์ทำงาน หรือ OUTPUT</blockquote><div>โดย หลักการแล้ว เจ้าตัวส่งสัญญาณ หรือ สัญญาณINPUTจะทำหน้าที่ คอยบอกสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ครับ โดยจะบอกเป็นสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งสัญญาณ ไฟฟ้านี้จะบอกข้อมูลของเครื่องยนต์ เช่น รอบของเพลาข้อเหวี่ยง , รอบเพลาลูกเบี้ยว , มวลการไหลของอากาศอุณหภูมิเครื่องยนต์ , ปริมาณออกซิเจนในไอเสีย เป็นต้น<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine2-300x230.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine2-300x230.jpg" width="300" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>เราจะมาคุยกันถึง ตัววัดมวลการไหลของอากาศ หรือที่เพื่อนๆพี่ๆ เรียกมันว่า Mass Air Flow (แมสแอร์โฟล ) หรือ Hot Film( ฮอทฟิมส์) เจ้า ตัวนี้ ก็สำคัญเหมือนกันนะครับ เวลามันไม่ทำงาน หรือมันไม่สบายขึ้นมา เป็นเรื่อง เลยครับ ควันดำบาง , วิ่งไม่ออกบ้าง , สะดุด เป็นได้หลายอาการครับ เพราะมันวัดมวลการไหลของอากาศท ถูกต้องไม่ได้ครับ ดังนั้นข้อมูลนี้ ที่ต้องส่งให้ตัวประมวลผล หรือ กล่องคอลโทรล ก็ไม่ถูกต้องครับ กล่องคอลโทรล ก็เลย ควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ที่หัวฉีดไม่ดี ส่วนผสมน้ำมันกับอากาศก็เลยผิด เครื่องยนต์ ก็เลยไม่ทำงานไม่ดี แรงตก กินน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าปกติหลายอย่างครับ มีแต่เสียเงิน ไม่ดีแน่<br><br></div><div>เดี๋ยว เราจะมาดูกันสิว่า เจ้า Mass Air Flow(แมสแอร์โฟล ) หรือ( ฮอทฟิมส์) มันทำงานอย่างไร ในตัวมันมีอะไรอยู่บ้าง เพื่อนๆพี่ๆ สามารถดูจากรูปประกอบได้ครับ<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine3-300x230.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine3-300x230.jpg" width="300" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>การทำงานของมัน ก็มีอยู่ว่า มันจะใช้ ตัวทำความร้อน ที่ควบคุมอุณหภูมิด้วย ชุดอิเล็กทรอนิคส์ภายใน ที่บางท่านจะรู้จักในนาม ของ Hot Film( ฮอทฟิมส์) และก็จะมีตัววัดอุณหภูมิอากาศภายใน เมื่ออากาศวิ่งผ่านเจ้าHot Film( ฮอทฟิมส์)มาก เจ้าตัววัดมวลการไหลของอากาศ ก็จะส่งสัญญาณ</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:175,&quot;url&quot;:&quot;http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine4-300x175.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.benzckw.com/wp-content/uploads/engine4-300x175.jpg" width="300" height="175"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>ไปที่กล่องควบคุม เพื่อบอกว่า อากาศเข้ามาเยอะนะ กล่องควบคุมก็จะนำข้อมูลนี้ไปเปรียบเทียบกับ ข้อมูลที่มีอยู่เป็นข้อมูลพื้นฐาน แล้วส่งเป็นสัญญาณมาควบคุมการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ที่หัวฉีดอีกที ให้เหมาะสมกับภาระที่เครื่องยนต์ต้องรับ และควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ทั้งหมดด้วย<br><br></div><div>เพื่อนๆพี่สามารถดูตำแหน่งที่อยู่ของมันได้ว่าอยู่ตรงไหนของเครื่องยนต์ ซึ่งมันจะอยู่ในห้อง เครื่องยนต์<br><br>มีกี่ประเภทคือ ธุรกิจกับธุรกิจ ( Business to Business : B to B )</div><div>&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกันโดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน&nbsp; หรือระดับต่างกันก็ได้ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้น าเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นต้น</div><div><br><br></div><div>ธุรกิจกับผู้บริโภค ( Business to Consumer : B to C )</div><div>&nbsp; &nbsp; หมายถึงธุรกิจที่เน้นบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น การขาย สินค้าอุปโภคบริโภค<br>ธุรกิจกับรัฐบาล ( Business to Government : B to G )&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล<br>ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( Consumer to&nbsp; Consumer : C to C )&nbsp; &nbsp; &nbsp;หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต<br>รัฐบาลกับผู้บริโภค ( Government to Consumer : G to C )&nbsp; &nbsp; หมายถึง เป็นการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้บริการหลายหน่วยงาน เช่น การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ตการติดต่อทำทะเบียนต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆและสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้&nbsp;<br>อธิบายเเละยกตัวอย่าง คือ<br>&nbsp;ตัวต้านทาน (Resistor)</div><div><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/img413_204-1.jpg?attredirects=0"><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:142,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112648/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/img413_204-1.jpg?height=142&amp;width=200&quot;,&quot;width&quot;:199}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112648/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/img413_204-1.jpg?height=142&amp;width=200" width="199" height="142"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่มีสมบัติในการต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ตัวต้านทานคงที่ Fixed Value Resistor เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม Ω</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สัญลักษณ์ในวงจรคือ&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88.gif?attredirects=0"><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:61,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112650/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88.gif&quot;,&quot;width&quot;:181}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112650/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88.gif" width="181" height="61"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้ Variable Value Resistor เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทยุหรือโทรทัศน์ เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สัญลักษณ์ในวงจรคือ&nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2.gif?attredirects=0"><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:77,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112650/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2.gif&quot;,&quot;width&quot;:181}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112650/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2.gif" width="181" height="77"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ; LDR ย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทาน ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สัญลักษณ์ในวงจรคือ&nbsp; &nbsp;</div><div><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/9hkomkow%3Bcl%27.gif?attredirects=0"><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:74,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112648/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/9hkomkow%3Bcl%27.gif&quot;,&quot;width&quot;:182}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/krupattaraporn/_/rsrc/1360323112648/bth-thi-2-xilekthrxniks-beuxng-tn/2-2-wngcr-xilekthrxniks-laea-kar-tx-wng-cr-xi-lek-thrx-nis/9hkomkow%3Bcl%27.gif" width="182" height="74"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong></a></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4) ตัวต้านทานไวความร้อน (Thermistor)เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ใช้เป็นอุปกรณ์ในเครื่องเตือนอัคคีภัย ตู้อบอาหาร</div><div>&nbsp;วงจรไฟฟ้า คือ วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจรวงจรไฟฟ้า<br>มีการทำงานอย่างไร คือ <a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/68.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:147,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668421760/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/68.jpg&quot;,&quot;width&quot;:140}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668421760/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/68.jpg" width="140" height="147"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>การต่อวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br><br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br>ภาพที่ 6.77&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม<br>ที่มา : http://www.kksci.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>อธิบายเเละยกตัวอย่างคือ&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากตัวอย่างการต่อวงจรไฟฟ้าข้างต้น พบว่าหลอดไฟสองดวงที่เชื่อมต่อกันแบบขนานจะให้แสงสว่างรวมทุกหลอดมากกว่า เพราะกระแสไฟฟ้าในวงจรมีปริมาณมากกว่า และถ้าหลอดไฟหลอดใดหลอดหนึ่งชำรุด หลอดไฟที่เหลือก็ยังคงสามารถใช้งานได้ เนื่องจากยังคงมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าให้<br>ไหลผ่านหลอดไฟดวงอื่นได้ครบวงจร แตกต่างจากการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม ซึ่งหากมีหลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้หลอดไฟที่เหลือไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด เนื่องจากกระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านวงจร เพราะมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟเส้นเดียวกัน ซึ่งข้อแตกต่างของการต่อหลอดไฟแบบอนุกรมและแบบขนาน อาจสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้</div><div>คุณลักษณะ | วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม | วงจรไฟฟ้าแบบขนาน<br>ความสว่างของหลอดไฟ<br>รวมทุกหลอด | สว่างน้อย | สว่างมากกว่า<br>หลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งชำรุด | หลอดไฟที่เหลือดับหมด | หลอดไฟที่เหลือยังสามารถใช้งานได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานแล้ว ก็ยังสามารถนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานได้เช่นกัน การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมหรือต่อแบบขนานนั้น จะทำให้เรามองเซลล์ไฟฟ้าทั้งหมดรวมกันเป็นแหล่งจ่ายพลังงานแหล่งหนึ่งได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบขนาน แรงดันไฟฟ้าจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว แต่จะทำให้จ่ายไฟฟ้าได้มากหรือจ่ายได้นานกว่าการใช้เซลล์ไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนการนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมนั้น จะทำให้พลังงานหรือแรงดันไฟฟ้ารวม หาได้จากผลรวมของแรงดันไฟฟ้าแต่ละเซลล์ เมื่อแรงดันมากขึ้นจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรมีค่ามากขึ้น<br>ตัวนำไฟฟ้าคือ ตัวนำไฟฟ้า ... ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>มีการทำงาน คือ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:208,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg" width="200" height="208"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ไฟฟ้าแรงสูง<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif&quot;,&quot;width&quot;:309}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif" width="309" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br><br></div><div>ข้อควรระวังในการทำงานใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง<br>1. ห้ามทำนั่งร้านค้ำหรือคร่อมใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนปิดคลุมขณะที่ทำการก่อสร้าง หรือติดตั้งป้ายโฆษณา<br>2. ห้ามทำงานใกล้สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีฝนตก ฟ้าคะนอง<br>3. ห้ามฉีดพ่น เท หรือราดน้ำใด ๆ ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนี้<br>– การรดน้ำต้นไม้<br>– การฉีดน้ำด้วยสายยาง<br>– การต่อท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกจากระเบียงหรือกันสาด ทำให้ลำน้ำเข้าใกล้หรือกระทบเสาไฟ<br>– ละอองน้ำจากเครื่องหล่อเย็น ( Cooling Tower ) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ละอองน้ำมักจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วที่ฉนวนไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดได้ด้วย<br>4. ห้ามสอยสิ่งใด ๆ ทุกชนิดที่ติดอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง เช่น ว่าว สายป่าน ลูกโปร่งสวรรค์ เป็นต้น<br>5. ห้ามจุดไฟเผาขยะหรือหญ้ารวมทั้งการทำอาหารทุกชนิด เช่น การปิ้ง ย่าง ผัด หรือทอดที่ทำให้ความร้อนและควันไฟรม หรือพ่นใส่สายไฟฟ้าหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูง เพราะจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีไฟฟ้ารั่วและเกิดลัดวงจร จนไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง และในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดด้วย<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:445,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif&quot;,&quot;width&quot;:343}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif" width="343" height="445"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6. ห้ามจับดึง หรือแกว่งลวดสลิงเหล็กที่ใช้ยึดโยงเสาไฟฟ้าแรงสูงหรือบริเวณโคนเสาไฟฟ้า เพราะอาจจะแกว่งไปกระ ทบสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้มีไฟรั่วลงมา หรือทำให้สายไฟแรงสูงขาดได้<br>7. ห้ามไต่หรือขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าทุกชนิด ทุกกรณี<br>8. ห้ามยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือนำวัสดุอื่นใดเข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงมากกว่าระยะที่กำหนด<br>9. ไม่ควรติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะนอกจากจะทำให้รับสัญญาณได้ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสัญญาณรบกวนแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดในระหว่างทำการติดตั้งอีกด้วย และในวันข้างหน้าหากเสาอากาศล้มลง มาแตะสายไฟฟ้าแรงสูงด้วยลมพาย ุหรือด้วยเหตุอื่นใด นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านจะชำรุดแล้วบุคคลภายในบ้านอาจได้รับอันตราย และยังทำให้มีไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย<br>10. ผู้เป็นเจ้าของป้ายชื่อสถานที่ประกอบการที่ติดตั้งตามอาคารและผู้ดำเนินการติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนดาดฟ้าอาคาร หรือริมถนนใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง ต้องหมั่นดูแล ตรวจสอบความแข็งแรงของฐานและโครงเหล็กที่ใช้ติดตั้งป้ายโฆษณา<br>11. การก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกต้นไม ้ต้องห่างจากสายไฟฟ้าแรงสูงตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้สัมผัสกับสายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า<br>12. ควรระมัดระวังเครื่องมือกลทุกชนิดที่ใช้งานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ งานปรับปรุงหรือก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าระยะที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:387,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif&quot;,&quot;width&quot;:280}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif" width="280" height="387"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>13. ควรระมัดระวังผ้าคลุมกันฝุ่นระหว่างทำการก่อสร้าง มิให้ปลิวมาสัมผัสสายไฟฟ้า<br>14. กิ่งไม้ที่แตะสายไฟฟ้าจะทำให้มีไฟรั่วลงมาตามกิ่งไม้ ทำให้อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้ารั่วได้ จึงต้องระมัดระวังคอยดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้เข้าใกล้สายไฟฟ้าเกินระยะที่กำหนด<br>15. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ผู้ที่จะใช้เครื่องมือดับเพลิง ควรมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงว่าเป็นชนิดที่ใช้ดับเพลิง ซึ่งเกิดกับสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหรือไม่ และระยะห่างเท่าใด<br>16. ควรติดตั้งป้ายหรือสัญญาณเตือนภัยแสดงเขตอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงเสมอ<br>17. ก่อนที่จะขุดเจาะ หรือตอกปักวัตถุใดๆ เช่น แท่งโลหะลงในดิน จะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงอยู่ใต้พื้นดินนั้น มิฉะนั้นท่านอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงได้<br>18. ห้ามยิงนกหรือสัตว์ที่เกาะบนสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะสายจะขาดตกลงมาทำให้ผู้คนและตัวท่านเองได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูง<br>19. หากต้องการให้การไฟฟ้านครหลวงหุ้มสายไฟฟ้าแรงสูงในกรณีที่จำเป็นต้องทำงานใกล้สายไฟฟ้า ท่านสามารถติดต่อได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขตต่าง ๆ<br>มีกี่ประเภท คือ<br>วัสดุตัวนำไฟฟ้า<br>1. วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง<br>โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน<br>ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม<br>โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้<br>ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98<br>ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่<br><br></div><div>ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้<br>ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง<br>สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง<br>มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า<br>สายทองแดงอ่อนราว 2.7%<br><br></div><div>ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ<br>ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง<br>60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง<br><br></div><div>วัสดุฉนวนไฟฟ้า<br>2. วัสดุฉนวนไฟฟ้า ฉนวนคือวัสดุที่มีคุณสมบัติในการกีดกั้นหรือขัดขวางการไหล<br>ของกระแสไฟฟ้าหรือวัสดุที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านได้ได้แก่ ยาง ไฟเบอร์ พลาสติก ฯลฯ<br>ฉนวนจะต้องสามารถป้องกันตัวนำไฟฟ้าจากความร้อนหรือของเหลวที่สามารถกัดกร่อน<br>ตัวนำไฟฟ้า และสามารถกันน้ำได้ดี ฉนวนที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้าต้องมีความต้านทานสูง ต้อง<br>ไม่ถูกกรดหรือด่างกัดกร่อนได้ตั้งแต่อุณหภูมิ 0 ถึง 200 องศาฟาเรนไฮต์ และต้องไม่ดูด<br>ความชื้นในอากาศ ฉนวนที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้ามีอยู่หลายชนิด ได้แก่ แร่ใยหิน ยางทนความร้อน<br>พลาสติก PVC ฉนวนที่นิยมใช้งานได้แก่<br><br></div><div>ก. ฉนวนยาง ฉนวนยางที่ใช้หุ้มตัวนำไฟฟ้าและสายเคเบิลทำจากยางพารา 20 ถึง<br>40% ผสมกับแร่ธาตุอีกหลายชนิด เช่น ผงซัลเฟตของแมกนีเซียม สังกะสีออกไซด์ ฯลฯ<br>และมีกำมะถันปนอยู่ด้วยเล็กน้อย ใช้ทำสายไฟฟ้าแรงสูง<br><br></div><div>ข. พลาสติก PVC เป็นฉนวนที่มีคุณสมบัติบิดงอได้ แต่ไม่ดีเท่ากับยาง ไม่มี<br>ปฏิกิริยากับออกซิเจนและน้ำมันต่าง ๆ ไม่มีปฏิกิริยากับกรดและด่าง ทนอุณหภูมิได้สูง จึง<br>เป็นที่นิยมใช้งานกันมากในปัจจุบัน<br><br></div><div>การแบ่งประเภทของสายไฟ<br>3. การแบ่งประเภทของสายไฟฟ้า สายไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ<br><br></div><div>ก. สายไฟฟ้าที่มีฉนวนห่อหุ้ม สายไฟฟ้าชนิดนี้มีใช้งานกันมากตามอาคารบ้านเรือน<br>และอุปกรณ์ไฟฟ้าหลาย ๆ ชนิด สายไฟฟ้าที่มีฉนวนห่อหุ้มยังมีหลายชนิดได้แก่<br><br></div><div>– สายไฟฟ้าที่ห่อหุ้มภายนอกด้วยด้ายถัก ได้แก่ สายไฟฟ้าที่ห่อหุ้มด้วยยาง แต่<br>ภายนอกจะถักด้ายห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง ใช้กับเตารีดและเครื่องให้ความร้อน<br><br></div><div>– สายหุ้มยาง เป็นสายไฟฟ้าที่หุ้มด้วยยางที่มีทั้งแบบธรรมดาและแบบทนความร้อน<br>สายไฟฟ้าแบบนี้จะเปื่อยและเสื่อมคุณภาพเร็ว ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้งาน<br><br></div><div>– สายหุ้ม PVC ชนิดนี้มีความทนทานต่อดินฟ้าอากาศ ไม่ติดไฟ ทนความร้อน<br>แข็งเหนียว ไม่เปื่อยง่าย นิยมใช้งานมากที่สุด<br><br></div><div>– สายหุ้มพลาสติกธรรมดา เป็นสายอ่อนเส้นเล็ก ภายในมีหลายเส้น เป็นสายไฟ<br>ที่ไม่ถาวร ติดไฟได้ง่าย<br><br></div><div>– สายเดี่ยว เป็นสายไฟฟ้า 1 เส้น มี 1 แกน ใช้เดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร<br>สายไฟฟ้าชนิดนี้ ถ้าเดินในอาคารนิยมใช้ร้อยในท่อแล้วยึดท่อกับผนัง หรือฝังท่อในเสาหรือพื้น<br>บางครั้งก็นำมาใช้เดินภายนอกอาคาร การเดินสายเดี่ยวนี้ไม่นิยมเดินตีคลิป แต่จะเดินในท่อ<br>หรือวางรางเหล็กเสมอ หรือยึดติดกับผนังโดยใช้ประกับยึดเป็นช่วง ๆ ดังแสดงในรูป<br><br></div><div>– สายคุ่ เป็นายไฟฟ้าที่ใช้เดินภายในอาคาร เป็นสายไฟฟ้าชนิด 1 เส้นมี 2 แกน<br>หรือาจทำพิเศษให้มี 3 แกน โดยมีสายดินอีก 1 แกน ดังแสดงในรูป<br><br></div><div>สายเดี่ยวและสายคู่<br><br></div><div>– สายเคเบิลใต้ดิน เป็นสายไฟฟ้าชนิดที่มีฉนวน PVC หุ้มลวดทองแดงอยู่แล้ว<br>ยังมีฉนวนหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ดังแสดงในรูป<br><br></div><div>สายเคเบิลใต้ดิน<br><br></div><div>– สายเคลือบน้ำยาหรือสายอีนาเมล เป็นสายเปลือยที่เคลือบน้ำยาเคมี ใช้งาน<br>กันมากในงานพันขดลวดไดนาโม มอเตอร์ หม้อแปลง ฯลฯ<br><br></div><div>– สายที่มีเปลือกโลหะหุ้ม นิยมใช้ฝังเข้ากับผนังตึก สายไฟฟ้าชนิดนี้มีราคาแพง<br><br></div><div>ข. สายไฟฟ้าที่ไม่มีฉนวนห่อหุ้มภายนอก ใช้เป็นสายไฟฟ้าแรงสูงที่เชื่อมโยงระหว่าง<br>เขื่อนกับสถานีจ่ายไฟหรือเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดต่าง ๆ สายเปลือยสามารถจุกระแสไฟฟ้า<br>ได้มากกว่าสายหุ้มฉนวนที่มีขนาดและพื้นที่เท่ากันได้เกือบเท่าตัว เนื่องจากขึงไว้ในที่สูงและ<br>มีลมพัดผ่านตลอดเวลา เป็นการระบายความร้อนให้กับสายไฟฟ้า ทำให้สายไฟฟ้าไม่เกิด<br>ความร้อน สายเปลือยใช้กับระบบไฟแรงสูงที่มีแรงดัน 11 กิโลโวลต์ขึ้นไป สายเปลือยที่นิยม<br>ใช้งานได้แก่ สายอะลูมิเนียม เพราะมีน้ำหนักเบาและราคาถูก มีอยู่หลายชนิดได้แก่<br><br></div><div>– สายอะลูมิเนียมล้วน ทำจากเส้นลวดอะลูมิเนียมล้วนขนาดเท่า ๆ กัน พันตีเกลียว<br>เป็นชั้น ๆ สายไฟฟ้าชนิดนี้รับแรงดึงได้ต่ำมาก จึงไม่สามารถขึ้งสายไฟให้มีระยะห่างมาก ๆ ได้<br><br></div><div>– สายอะลูมิเนียมผสม เป็นสายไฟที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียม 99% แมกนีเซียม<br>0.5% และซิลิคอน 0.5% มีความเหนียวและสามารถรับแรงดึงได้สูงกว่าอะลูมิเนียมล้วน ใช้<br>ขึ้งสายไฟที่มีระยะห่างมาก ๆ ใช้ในงานเดินสายไฟบริเวณชายทะเล<br><br></div><div>– สายอะลูมิเนียมแกนเหล็ก เป็นสายอะลูมิเนียมตีเกลียวที่มีสายเหล็กอยู่ตรงกลาง<br>ทำให้รับแรงดึงได้สูงขึ้น จึงนิยมใช้สายอะลูมิเนียมแกนเหล็กกับสายงานสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มี<br>ระยะห่างของช่วงเสายาวมาก ๆ เช่น เสาโครงเหล็ก สายอะลูมิเนียมแกนเหล็กจะไม่ใช้งานใน<br>บริเวณชายทะเล เพราะไอของเกลือจะเกิดการกัดกร่อนสายไฟฟ้า ทำให้อายุการใช้งานสั้นล<br>2)การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ</div><div>3)ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>4)ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที<br>2)อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม วงจรแบบขนาน วงจรแบบผสม</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:14:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305612</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนพัฒน์ ดาวเรือง ม.3/12 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305623</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:14:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305623</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. เจียระไน บัวผัด ม.3/12 เลขที่ 33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305647</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคืออะไร<br>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br>2. มีการทำงานอย่างไร<br>เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ</div><ol><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#1">การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#2">การทำงานทางเคมี</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#3">การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก</a></li></ol><div>1.การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ<br>2. การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ<br>3. การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br>3. ไฟฟ้ามีกี่ประเภท<br>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>3.1ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )<br>1ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div>2. ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div>2. อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร<br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่งดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่องกลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้องประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้า<br>2. อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงานอย่างไร</div><div>สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอมให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแสไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก<br>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้<br>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี<br>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน<br>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้างเสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>3. อิเล็กทรอนิกส์มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท</div><div>วงจรอะนาล็อก</div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล</div><div>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave</div><div>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง</div><div>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>3.วงจรไฟฟ้าคืออะไร<br><a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น<br>2.วงจรไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร<br>วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า&nbsp; การที่จะทำให้แรงดัน และกระแสไหลผ่านโหลดได้<br>3. วงจรไฟฟ้ามีกี่ประเภท&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br>&nbsp; &nbsp;1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>3.การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การต่อแบบผสม คือ การต่อวงจรทั้งแบบอนุกรมและแบบขนานเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดความยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่ง ต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อขนานกับตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง ดังในรูป&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:145,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg" width="308" height="145"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จะสังเกตเห็นได้ว่าลักษณะการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:15:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305647</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ภัทรพงษ์ ประสานศิลป์ ม.3/12 เลขที่22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305676</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไฟฟ้า</strong> คืออะไร(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>การทำงานของไฟฟ้า<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ประจุไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A1">อนุภาคย่อยของอะตอม</a> ที่กำหนด<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้า</a>ของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>สนามไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric field) (ดู<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">ความเร็วแสง</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ศักย์ไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C)"><strong>งาน</strong></a>บนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">โวลต์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กระแสไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">แอมแปร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>พลังงานไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พลังงานศักย์</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">พลังงานจลน์</a> ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>แม่เหล็กไฟฟ้า</strong></a> : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81">สนามแม่เหล็ก</a>ขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>ใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กำลังไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C"><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong></a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง</li></ul><div>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>1.ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต</div><div>ประโยชน์ของไฟฟ้าสถิต&nbsp;<br>.............ไฟฟ้าสถิตสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการพ่นสีโลหะต่าง ๆ การกรองฝุ่นและเขม่าออกจากควันไฟ การทำกระดาษทราย เป็นต้น&nbsp;<br><br>โทษของไฟฟ้าสถิต ได้แก่ การเกิดฟ้าผ่า</div><div>&nbsp; 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป<br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น&nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:197,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/16.gif&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/16.gif" width="350" height="197"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; อธิบายคุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ประจุไฟฟ้าบวก จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปสู่บริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> และประจุไฟฟ้าลบ จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถ้านำตัวนำที่มีประจุและศักย์ไฟฟ้าต่างกัน มาวางติดกันหรือใช้ลวดโลหะตัวนำเชื่อมต่อกัน ตัวนำที่มีประจุทั้งสอง<br>&nbsp; จะเกิดการถ่ายเทประจุระหว่างตัวนำทั้งสองผ่านลวดโลหะตัวนำ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำนั้น&nbsp; จนกระทั่ง<br>&nbsp; ศักย์ไฟฟ้าบนตัวนำทั้งสองเท่ากัน ประจุหยุดถ่ายเท กระแสไฟฟ้าหมดไป ถ้าต้องการให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ<br>&nbsp; อย่างต่อเนื่อง&nbsp; ต้องมีแหล่งกำเนิดที่ให้ความต่างศักย์ไฟฟ้าตลอดเวลา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ไฟฟ้าสถิต เป็นการศึกษาเฉพาะประจุไฟฟ้าที่อยู่นิ่ง&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ส่วนไฟฟ้ากระแสจะเป็นประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่แล้ว<br><br>กระแสไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อประจุไฟฟ้าถ่ายโอนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง&nbsp; แสดงว่า&nbsp; มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น&nbsp; กระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดให้ไหลออกจากขั้วบวกของแบตเตอรี่&nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:317,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/1_1.ht3.gif&quot;,&quot;width&quot;:427}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/1_1.ht3.gif" width="427" height="317"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า&nbsp; มีเงื่อนไขดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ระหว่างจุดสองจุดที่กระแสไหล&nbsp; จะต้องมีตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> จะต้องมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดนั้น&nbsp; และกระแสไฟฟ้าจะไหลจากจุดที่มีความต่างศักย์สูงไปยัง<br> จุดที่มีความต่างศักย์2) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกัน โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ในขดลวดตัวนำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส ในปัจจุบันนิยมใช้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ กระแสไฟฟ้าสลับเฟสเดียวกับสามเฟสก. ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (Single Phase)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:184,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/17.gif&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/17.gif" width="400" height="184"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะการเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ คือ ขดลวดชุดเดียวหมุนตัดเส้นแรงแม่เหล็ก เกิดแรงดันกระแสไฟฟ้า ทำให้กระแสไหลไปยังวงจรภายนอก โดยผ่านวงแหวน และแปลงถ่านดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อออกแรงหมุน ลวดตัวนำได้ 1 รอบ จะได้กระแสไฟฟ้าชุดเดียวเท่านั้น ถ้าต้องการให้ได้ปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้ลวด ตัวนำหลายชุดไว้บนแกนที่หมุน ดังนั้นในการออกแบบขดลวดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับถ้าหากออกแบบ ชุดขดลวดบนแกนให้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด แล้วจะได้กำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นข. ไฟฟ้ากระแสสลับสามเฟส (Three Phase) .เป็นการพัฒนามาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับชนิดสองเฟส โดยการออกแบบจัดวาง ขดลวดบนแกนที่หมุนของเครื่องกำเนิดนั้น เป็น 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดนั้นวางห่างกัน 120 องศาทางไฟฟ้า<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:159,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/18.gif&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/18.gif" width="400" height="159"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้ในบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (SinglePhase)ระบบการส่งไฟฟ้าจะใช้ สายไฟฟ้า 2 สายคือ สายไฟฟ้า 1 เส้น และสายศูนย์ (นิวทรอล) หรือเราเรียกกันว่า สายดินอีก 1 สาย สำหรับบ้านพักอาศัยในเมืองบางแห่ง อาจจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดพิเศษ จะต้องใช้ไฟฟ้าชนิดสามเฟส ซึ่งจะให้กำลังมากกว่า เช่น มอเตอร์เครื่องสูบน้ำในการบำบัดน้ำเสีย ลิฟต์ของอาคารสูง ๆ เป็นต้น</div><div><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong> คืออะไรสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ&nbsp;<br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง</div><div>ประเภทของอิเล็กทรอนิกส์<br>ธุรกิจกับธุรกิจ ( Business to Business : B to B )</div><div>&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกันโดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน&nbsp; หรือระดับต่างกันก็ได้ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้น าเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นต้น</div><div><br><br></div><div>ธุรกิจกับผู้บริโภค ( Business to Consumer : B to C )</div><div>&nbsp; &nbsp; หมายถึงธุรกิจที่เน้นบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น การขาย สินค้าอุปโภคบริโภค<br>ธุรกิจกับรัฐบาล ( Business to Government : B to G )&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล<br>ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( Consumer to&nbsp; Consumer : C to C )&nbsp; &nbsp; &nbsp;หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต<br>รัฐบาลกับผู้บริโภค ( Government to Consumer : G to C )&nbsp; &nbsp; หมายถึง เป็นการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้บริการหลายหน่วยงาน เช่น การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ตการติดต่อทำทะเบียนต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆและสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ <strong><br>ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronic Component) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่แยกออกเป็นชิ้นย่อยๆเป็นเอกเทศหรือเป็นอุปกรณ์ที่มีเอกลักษณ์ทางกายภาพในระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการส่งผลกระทบต่ออิเล็กตรอนหรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กตรอน<br><br></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Componentes.JPG"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:151,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ea/Componentes.JPG/220px-Componentes.JPG&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/ea/Componentes.JPG/220px-Componentes.JPG" width="220" height="151"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>ตัวอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์</div><div><br>ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมากกว่าสองขั้วไฟฟ้า(ขาหรือลีดส์) เมื่อนำขาของชิ้นส่วนหลายชนิดมาบัดกรีเข้าด้วยกันบน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C">แผงวงจรพิมพ์</a>จะสร้างเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (วงจรย่อย) ที่มีฟังก์ชันที่เฉพาะเจาะจง (เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">เครื่องขยายสัญญาณ</a>, เครื่องรับสัญญาณวิทยุหรือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Electronic_oscillator&amp;action=edit&amp;redlink=1">oscillator</a>) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานอาจจะถูกเก็บในบรรจุภัณฑ์แยกชนิดกัน หรือจัดเรียงเป็นแถวหรือเครือข่ายของส่วนประกอบที่เหมือนกันหรือผสมกันภายในแพคเกจเช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">วงจรรวม</a>เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรไฟฟ้าไฮบริดหรืออุปกรณ์ฟิล์มหนา. รายการของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่อไปนี้ มุ่งเน้นไปที่ชิ้นส่วนที่แยกเป็นเอกเทศโดยถือว่าแพคเกจที่พูดถึงเป็นชิ้นส่วนเอกเทศตามนัยของมันเอง ในบทความนี้ คำว่าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ มีความหมายเหมือนกัน<br>วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การทำงานของวงจรไฟฟ้า<br> 1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br>ภาพที่ 6.77&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม<br>ที่มา : http://www.kksci.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br>ภาพที่ 6.78&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน<br>ที่มา : http://www.kksci.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากตัวอย่างการต่อวงจรไฟฟ้าข้างต้น พบว่าหลอดไฟสองดวงที่เชื่อมต่อกันแบบขนานจะให้แสงสว่างรวมทุกหลอดมากกว่า เพราะกระแสไฟฟ้าในวงจรมีปริมาณมากกว่า และถ้าหลอดไฟหลอดใดหลอดหนึ่งชำรุด หลอดไฟที่เหลือก็ยังคงสามารถใช้งานได้ เนื่องจากยังคงมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าให้<br>ไหลผ่านหลอดไฟดวงอื่นได้ครบวงจร แตกต่างจากการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม ซึ่งหากมีหลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้หลอดไฟที่เหลือไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด เนื่องจากกระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านวงจร เพราะมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟเส้นเดียวกัน ซึ่งข้อแตกต่างของการต่อหลอดไฟแบบอนุกรมและแบบขนาน อาจสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้</div><div>คุณลักษณะ | วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม | วงจรไฟฟ้าแบบขนาน<br>ความสว่างของหลอดไฟ<br>รวมทุกหลอด | สว่างน้อย | สว่างมากกว่า<br>หลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งชำรุด | หลอดไฟที่เหลือดับหมด | หลอดไฟที่เหลือยังสามารถใช้งานได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานแล้ว ก็ยังสามารถนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานได้เช่นกัน การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมหรือต่อแบบขนานนั้น จะทำให้เรามองเซลล์ไฟฟ้าทั้งหมดรวมกันเป็นแหล่งจ่ายพลังงานแหล่งหนึ่งได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบขนาน แรงดันไฟฟ้าจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว แต่จะทำให้จ่ายไฟฟ้าได้มากหรือจ่ายได้นานกว่าการใช้เซลล์ไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:207,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668797279/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg&quot;,&quot;width&quot;:182}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668797279/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg" width="182" height="207"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br>ภาพที่ 6.79&nbsp; การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน<br>ที่มา : http://2.bp.blogspot.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนการนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมนั้น จะทำให้พลังงานหรือแรงดันไฟฟ้ารวม หาได้จากผลรวมของแรงดันไฟฟ้าแต่ละเซลล์ เมื่อแรงดันมากขึ้นจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรมีค่ามากขึ้น</div><div><br><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:177,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668802798/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg&quot;,&quot;width&quot;:242}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668802798/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg" width="242" height="177"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>ภาพที่ 6.80&nbsp; การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม<br>ที่มา : http://3.bp.blogspot.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้นหากนำเซลล์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าแต่ละเซลล์เท่ากันมาต่อกันแบบอนุกรม จะทำให้ได้ผลรวมของแรงดันไฟฟ้ามากกว่าการต่อแบบขนาน หรือหากต่อในวงจรไฟฟ้าของหลอดไฟ ก็จะทำให้หลอดไฟของวงจรที่ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสว่างมากกว่าวงจรที่ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนานนั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุปได้ว่า การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมหรือขนานนั้น มีข้อดี – ข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หรือบางครั้งต้องต่อวงจรแบบผสม คือมีทั้งแบบอนุกรมและขนาน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน หากเซลล์ไฟฟ้ามีแรงดันไม่เท่ากัน อาจทำให้เซลล์ไฟฟ้าระเบิดได้ ในงานทั่วไปจะพบการต่อเซลล์ไฟฟ้าลักษณะนี้ ถ้าหากต้องการกระแสไฟฟ้าปริมาณมากจะเลือกใช้เซลล์ไฟฟ้าก้อนใหญ่ขึ้นแทน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากสังเกตการทำงานของหลอดไฟฟ้าภายในบ้านจะพบว่า เมื่อหลอดไฟฟ้าหลอดใดหลอดหนึ่งเสีย หลอดไฟฟ้าที่เหลือภายในบ้านยังคงสามารถใช้งานได้อยู่ คำตอบคือ หลอดไฟฟ้าภายในบ้านต่อแบบขนาน ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ภายในบ้าน ในกรณีที่เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งชำรุด จึงนิยมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อให้เราสามารถใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นต่อไปตามปกติได้</div><div>การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การต่อแบบผสม คือ การต่อวงจรทั้งแบบอนุกรมและแบบขนานเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดความยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่ง ต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อขนานกับตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง ดังในรูป&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:145,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg" width="308" height="145"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จะสังเกตเห็นได้ว่าลักษณะการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น</div><div>วงจรไฟฟ้าแบ่งออกเป้น2ประเภท<br>1 วงจรปิด<br>2 วงจรเปิด<br>วงจรไฟฟ้าเป็นเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ครบ วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย เซลล์ไฟฟ้า สายไฟ หลอดไฟ หรืออุปกรณ์อื่น และสวิตช์<br><strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong>&nbsp; (Conductor)</div><div>ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือวัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมาก&nbsp; คุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดี&nbsp; สารที่เป็นโลหะจะนำไฟฟ้าได้ดี&nbsp; เช่น&nbsp; เงิน&nbsp; ทองแดง&nbsp; อะลูมิเนียม&nbsp; ฯลฯ<br>การทำงานของตัวนำไฟฟ้า<br><strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้า<br><strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br><br></div><div>สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านทั่วไปจะใช้ทองแดงมาเป็นตัวนำแทนเงินซึ่งมีราคาแพง ส่วนสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีขนาดใหญ่จะใช้อลูมิเนียม เพราะ มีน้ำหนักเบากว่าทองแดง<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:208,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg" width="200" height="208"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ไฟฟ้าแรงสูง<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif&quot;,&quot;width&quot;:309}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif" width="309" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br>มี2ประเภท<br>1ตัวนำไฟฟ้า<br>2ฉนวนไฟฟ้า<br><strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>ฟิวส์<br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://image.dek-d.com/25/2972284/109674029&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://image.dek-d.com/25/2972284/109674029"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp;</div><div>กระแสไฟฟ้าที่ใช้ภายนอกในบ้านอาคารบ้านเรือน เมื่อผ่านวัดมาตรวัดกระแสไฟฟ้าแล้วต้องผ่านฟิวส์ ซึ่งต่ออนุกรมไว้อนุกรมกับวงจรไฟฟ้าในอาคารบ้านเรือนก่อนที่จะแบ่งกระแสไฟฟ้าต่างกัน</div><div><br>สะพานไฟ ( cut out )<br><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://image.dek-d.com/25/2972284/109674031&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://image.dek-d.com/25/2972284/109674031"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp;</div><div><br>เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการเปิดวงจรไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งต่ออยู่ระหว่างสายไฟที่ต่อมาจากมาตรไฟฟ้าเข้ากับวงจรไฟฟ้าในบ้าน ดังนั้นสะพานไฟเปรียบเสมือนสวิตซ์ขนาดใหญ่ของบ้านภายใน สะพานจะมีฟิวส์ต่ออนุกรมอยู่ด้วย ถ้ากระแสไฟฟ้าภายในบ้านมากเกินกำหนดฟิวส์หลอมละลายทำให้วงจรเปิด นอกจากนี้เราสามารถใช้วงจรควบคุมไฟฟ้าในแต่ละส่วนของบ้านได้<br>แบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆได้ดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity&nbsp;<br>ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่มีความสำคัญในบ้านทุกบ้าน การเลือกใช้ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ ชนิดของสายไฟ และอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการช่วย ประหยัดพลังงานและยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในด้านการลดภาวะโลกร้อนได้</div><div>สวิตซ์ไฟฟ้าคือเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัย</div><div>กับผู้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร <br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการ <br>ใช้งานกันหลายแบบ<br>สวิตซ์ (Switch) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาการต่อจากฮับอีกทีหนึ่งมีความสามารถมากกว่า Hub โดยการทำงานของสวิตซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ตเหมือนอย่างฮับ ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล สวิตซ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link Layer คือจะรับผิดชอบในการเชื่อมโยงของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของการติดต่อจากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งและความสมบูรณ์ของการรับส่งข้อมูล สำหรับในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนั่นจะทำการแบ่งข้อมูลระดับบิตที่ได้รับจากชั้น Physical Layer เป็นข้อมูลชนิดที่เรียกว่า เฟรม ก่อนจะส่งไปยังชั้นถัดไป ก็คือ Network Layer<br><strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์กระดก</strong>&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ <br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> เป็นอุปกรณ์เครือข่ายเช่นเดียวกันกับฮับ ( hub) และมีหน้าที่คล้ายกับฮับมาก แต่มีความแตกต่างที่ ในแต่ละพอร์ต (port) จะมีความสามารถในการส่งข้อมูลได้สูงกว่า เช่น สวิตช์ที่มีความเร็ว 10 Mbps นั้น จะหมายความว่า ในแต่ละพอร์ตจะสามารถส่งข้อมูลได้ที่ความเร็ว 10 Mbps และนอกจากนั้นเครื่องทุกเครื่องที่ต่อมายังสวิตช์ยังไม่ได้อยู่ใน Collision Domain เดียวกันด้วย (ซึ่งถ้าฮับจะอยู่) นั่นหมายความว่าแต่ละเครื่องจะได้ครอบครองสายสัญญาณแต่เพียงผู้เดียว จะไม่เกิดปัญหาการแย่งสายสัญญาณ และการชนกันของสัญญาณเกิดขึ้น<br><br>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน <br>ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>เว็บบอร์ดTotal: 5:&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; การทำงานของทรานซิสเตอร์ [No. 0]ภายในบทความนี้ประกอบไปด้วย | รู้จักกับทรานซิสเตอร์ | โครงสร้าง | การใช้งาน | คุณสมบัติต่างๆ |การตรวจสอบ | <br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><strong>ทรานซิสเตอร์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:15:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305676</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พัสพงศ์ ทวยทา ม.3/12 เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305679</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไฟฟ้า</strong> คืออะไร(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>การทำงานของไฟฟ้า<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ประจุไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A1">อนุภาคย่อยของอะตอม</a>ที่กำหนด<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้า</a>ของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>สนามไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric field) (ดู<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">ความเร็วแสง</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ศักย์ไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C)"><strong>งาน</strong></a>บนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">โวลต์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กระแสไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">แอมแปร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>พลังงานไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พลังงานศักย์</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">พลังงานจลน์</a> ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>แม่เหล็กไฟฟ้า</strong></a> : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81">สนามแม่เหล็ก</a>ขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>ใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กำลังไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C"><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong></a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง</li></ul><div>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>1.ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต</div><div>ประโยชน์ของไฟฟ้าสถิต&nbsp;<br>.............ไฟฟ้าสถิตสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการพ่นสีโลหะต่าง ๆ การกรองฝุ่นและเขม่าออกจากควันไฟ การทำกระดาษทราย เป็นต้น&nbsp;<br><br>โทษของไฟฟ้าสถิต ได้แก่ การเกิดฟ้าผ่า</div><div>&nbsp; 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป<br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบายคุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ประจุไฟฟ้าบวก จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปสู่บริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>และประจุไฟฟ้าลบ จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถ้านำตัวนำที่มีประจุและศักย์ไฟฟ้าต่างกัน มาวางติดกันหรือใช้ลวดโลหะตัวนำเชื่อมต่อกัน ตัวนำที่มีประจุทั้งสอง<br>&nbsp; จะเกิดการถ่ายเทประจุระหว่างตัวนำทั้งสองผ่านลวดโลหะตัวนำ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำนั้น&nbsp; จนกระทั่ง<br>&nbsp; ศักย์ไฟฟ้าบนตัวนำทั้งสองเท่ากัน ประจุหยุดถ่ายเท กระแสไฟฟ้าหมดไป ถ้าต้องการให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ<br>&nbsp; อย่างต่อเนื่อง&nbsp; ต้องมีแหล่งกำเนิดที่ให้ความต่างศักย์ไฟฟ้าตลอดเวลา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ไฟฟ้าสถิต เป็นการศึกษาเฉพาะประจุไฟฟ้าที่อยู่นิ่ง&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ส่วนไฟฟ้ากระแสจะเป็นประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่แล้ว<br><br>กระแสไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อประจุไฟฟ้าถ่ายโอนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง&nbsp; แสดงว่า&nbsp; มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น&nbsp; กระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดให้ไหลออกจากขั้วบวกของแบตเตอรี่&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า&nbsp; มีเงื่อนไขดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ระหว่างจุดสองจุดที่กระแสไหล&nbsp; จะต้องมีตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>จะต้องมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดนั้น&nbsp; และกระแสไฟฟ้าจะไหลจากจุดที่มีความต่างศักย์สูงไปยัง<br>จุดที่มีความต่างศักย์2) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกัน โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ในขดลวดตัวนำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส ในปัจจุบันนิยมใช้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ กระแสไฟฟ้าสลับเฟสเดียวกับสามเฟสก. ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (Single Phase)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะการเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ คือ ขดลวดชุดเดียวหมุนตัดเส้นแรงแม่เหล็ก เกิดแรงดันกระแสไฟฟ้า ทำให้กระแสไหลไปยังวงจรภายนอก โดยผ่านวงแหวน และแปลงถ่านดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อออกแรงหมุน ลวดตัวนำได้ 1 รอบ จะได้กระแสไฟฟ้าชุดเดียวเท่านั้น ถ้าต้องการให้ได้ปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้ลวด ตัวนำหลายชุดไว้บนแกนที่หมุน ดังนั้นในการออกแบบขดลวดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับถ้าหากออกแบบ ชุดขดลวดบนแกนให้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด แล้วจะได้กำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นข. ไฟฟ้ากระแสสลับสามเฟส (Three Phase) .เป็นการพัฒนามาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับชนิดสองเฟส โดยการออกแบบจัดวาง ขดลวดบนแกนที่หมุนของเครื่องกำเนิดนั้น เป็น 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดนั้นวางห่างกัน 120 องศาทางไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้ในบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (SinglePhase)ระบบการส่งไฟฟ้าจะใช้ สายไฟฟ้า 2 สายคือ สายไฟฟ้า 1 เส้น และสายศูนย์ (นิวทรอล) หรือเราเรียกกันว่า สายดินอีก 1 สาย สำหรับบ้านพักอาศัยในเมืองบางแห่ง อาจจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดพิเศษ จะต้องใช้ไฟฟ้าชนิดสามเฟส ซึ่งจะให้กำลังมากกว่า เช่น มอเตอร์เครื่องสูบ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:15:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305679</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ไตรภพ สุนทรวัฒ ม.3/12เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305703</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:15:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305703</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ อัญมณี ตะเพียนทอง ม.3/12 เลขที่ 4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305744</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:16:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305744</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธีรภัทร สร้อยทอง ม.3/12 เลขที่ 15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305758</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ไฟฟ้า คืออะไร</mark><br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br><br><mark>ไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร</mark> </div><ol><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#1">การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#2">การทำงานทางเคมี</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#3">การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก</a></li></ol><div><br></div><div><mark>ไฟฟ้ามีกี่ประเภท</mark><br>2 ประเภท <br>1. ไฟฟ้าสถิต <br>2. ไฟฟ้ากระแส<br><br><mark>อธิบายและยกตัวอย่าง</mark><br>1. ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก <br>2.ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br><br><mark>อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร<br></mark>วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div><br><br></div><div><mark>อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงานอย่างไร<br></mark>ควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า<br><br><mark>อิเล็กทรอนิกส์มีกี่ประเภท<br></mark>6ประเภท<mark><br></mark>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>2.WBI (Web-based Instruction)<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning</div><div>4.E-book</div><div>5. E-Training</div><div>6.Learning Object</div><div><br><mark>อธิบายและยกตัวอย่าง</mark><br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียน<br>การสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน<br>การนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์<br>ภาพเคลื่อนไหวและเสียง<br><br></div><div><br></div><div>2.WBI (Web-based Instruction)<br>คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต<br>โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้<br>Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ใน<br>ที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ<br>กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน<br><br></div><div><br></div><div>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต<br>หรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความ<br>สามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย<br>ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ<br><br></div><div><br></div><div>4.E-book<br>เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่<br>สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติ<br>มักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ<br>ออฟไลน์และออนไลน์<br><br></div><div>5. E-Training<br>E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br>เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรม<br>นั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่<br>ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้<br>โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี<br>ภาพเคลื่อนไหว<br><br></div><div>6.Learning Object<br>หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระ<br>ใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้<br>ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์<br>ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์<br>การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถ<br>เรียนรู้ด้วยตนเอง<br><br><mark>วงจรไฟฟ้าคืออะไร<br></mark>การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ <br><br><mark>วงจรไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร<br></mark>สำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ เลย<br><mark><br>วงจรไฟฟ้ามีกี่ประเภท<br></mark>2ประเภท<mark><br></mark>1. วงจรเปิด<br>2. วงจรปิด<br><br><mark>อธิบายและยกตัวอย่าง</mark><br>1. วงจรเปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น</div><div><br></div><div>2. วงจรปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงาน<br><br><mark>ตัวนำไฟฟ้าคืออะไร<br></mark>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br><mark>ตัวนำไฟฟ้ามีกี่ประเภท<br></mark> มี2ประเภท<br>1.ตัวนำไฟฟ้า <br>2.ฉนวนไฟฟ้า<br><br><mark>อธิบายและยกตัวอย่าง</mark><br>1. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น  เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา <br><br>2. ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br><br><mark>อุปกรณ์ไฟฟ้าคืออะไร</mark><br> คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>  - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>  - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>  - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>  - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง            <br>  หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน              ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า<br>                         1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า <br>                         2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>                         3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>                         4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>สวิตช์ไฟฟ้า <br>สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br>สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br>สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br> เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง <br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท <br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส  ( Asynchronous  motor )<br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส  (Synchronous  motor )  ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br> โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br> จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก  ( Squirrel  cage  rotor )  ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก  แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์  ( Wound  rotor )  จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด  ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์  ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ  NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ  สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B  และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:16:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305758</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305789</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:16:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305789</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.พิมพ์วลัญช์ หมื่นสังข์ ม.3/12เลขที่41</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305810</link>
         <description><![CDATA[<div>า<strong>-ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br><strong>-อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>-<strong><br>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>-<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>-</div><h1>ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสวิตช์</h1><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_date.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_date.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 2015-05-07 14:29:06 ใน&nbsp;</div><div><a href="http://www.psptech.co.th/index.php?page_id=article&amp;page_cat_id=1338">ความรู้ทั่วไป</a> »&nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_reply_stat.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_reply_stat.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 0&nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_view_stat.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_view_stat.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 39826</div><div><a href="http://www.psptech.co.th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C-20290.page#"><strong>3</strong></a><br>ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสวิตช์<br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/switch_signal.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/switch_signal.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>&nbsp;สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์กระดก</strong>&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>&nbsp;<strong>การทำงานของสวิตช์</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>-มอเตอร์ไฟฟ้าคือ?<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกตามการใช้ของกระแสไฟฟ้าได้ 2 ชนิดดังนี้<br><br>1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current Motor) หรือเรียกว่าเอ.ซี มอเตอร์ (A.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้าสลับแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส หรือเรียกว่าซิงเกิลเฟสมอเตอร์ (A.C. Sing Phase) จะใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์มีสายไฟ เข้า 2 สาย มีแรงม้าไม่สูง ส่วนใหญ่ตามบ้านเรือน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- สปลิทเฟส มอเตอร์( Split-Phase motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- คาปาซิเตอร ์มอเตอร์ (Capacitor motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- รีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ยูนิเวอร์แวซลมอเตอร์ (Universal motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- เช็ดเดดโพล มอเตอร์ (Shaded-pole motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. มอเตอร์ไฟฟ้าสลับชนิด 2 เฟสหรือเรียกว่าทูเฟสมอเตอร์ (A.C.Two phas Motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 3 เฟสหรือเรียกว่าทีเฟสมอเตอร์ (A.C. Three phase Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต้องใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แรงดัน 380 โวลต์ มีสายไฟเข้ามอเตอร์ 3 สาย <br><br>2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Motor ) หรือเรียกว่าดี.ซี มอเอตร์ (D.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกได้ดังนี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์ (Series Motor) <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์ (Shunt Motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสมหรือเรียกว่าคอมเปาวด์มอเตอร์ (Compound Motor)<br>-ทรานซิสเตอร์(Transistor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br>สารกึ่งตัวนำ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารบางชนิดนำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี สารบางชนิดไม่นำไฟฟ้า แต่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่นแก้ว ยาง พลาสติก<br>สารที่มีคุณสมบัติ ไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ เเละ เราสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าของ<br>สารกึ่งตัวนำได้ เราจึงนำเอาสารกึ่งตัวนำมาประดิษฐ์สร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์<br>และวงจรไอซี สารกึ่งตัวนำที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ซิลิคอน ซึ่ง เป็นธาตุที่ถลุงได้จากทราย และเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://dc352.4shared.com/doc/oPOtNAqI/preview_html_m65b26ed2.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://dc352.4shared.com/doc/oPOtNAqI/preview_html_m65b26ed2.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปร่างของทรานซิสเตอร์มีหลายรูปแบบ เรามักจะเรียกว่าตัวถัง ซึ่งแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกต่างกันออกไป และถ้าทรานซิสเตอร์<br>มีขนาดใหญ่ แสดงว่าทรานซิสเตอร์นั้นสามารถนำกระแส หรือมีกำลังมากนั้นเอง&nbsp; โครงสร้างภายในของทรานซิสเตอร์นั้นจะประกอบด้วย<br>สารกึ่งตัวนำ P และ N มาต่อกัน 3 ตัว และมีรอยต่อ 2 รอยต่อมีขา 3 ขา ยื้นมาจากสารกึ่งตัวนำนั้นๆ โดยจะเเบ่งชนิดทรานซิสเตอร์ตา<br>โครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของทรานซิสเตอร์คือ ทรานซิสเตอร์จะทำงานได้ ต่อเมื่อมีกระแสไหลเข้ามาที่ขา B เท่านั้น <br>หากไม่มีกระแสไหลเข้ามา&nbsp; ทรานซิสเตอร์จะไม่ทำงาน <br><br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า <br><br>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้<br>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)<br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C&nbsp; <br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:17:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305810</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.จิรัฏฐ์ จิระศิริโชติ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305843</link>
         <description><![CDATA[<div>บม.3/12 เลขที่ 4<br>&nbsp;<br><strong><em>&nbsp;ไฟฟ้า<br></em></strong><strong><br></strong>&nbsp;(กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br><br><strong><em>หลักการทำงาน<br></em></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp;ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) <br><strong><em>มีกี่ประเภท<br></em></strong><br><strong><em>&nbsp;อ</em></strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:17:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305843</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปานรพี นันทวิลาวัณย์ เลขที่39 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305944</link>
         <description><![CDATA[<div>⛔ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่</div><div>ไฟฟ้า มีการทำงาน การทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ<br>ไฟฟ้ามี 1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด&nbsp;</div><div>2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า <br>⛔อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component)<br>อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงาน อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ<br>อิเล็กทรอนิกส์มี 1.วงจรอะนาล็อก เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>2.วงจรดิจิทัล เป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ <br>⛔วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้ามีการทำงาน ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย <br>วงจรไฟฟ้ามี 1. วงจรอนุกรม เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br>2. วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น<br>3. วงจรผสม เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะของการต่อได้<br>⛔<strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง <br>-ตัวนำไฟฟ้ามีการทำงาน สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br>ตัววนำไฟฟ้ามี 1.<strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. <strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br>⛔อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp; &nbsp;<br>-อุปกรณ์ไฟฟ้ามีการทำงาน ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่มีความสำคัญในบ้านทุกบ้าน การเลือกใช้ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ ชนิดของสายไฟ และอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการช่วย ประหยัดพลังงานและยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในด้านการลดภาวะโลกร้อนได้&nbsp;<br>-อุปกรณ์มี&nbsp;<strong>1. สายไฟฟ้า 2. มิเตอร์ไฟฟ้า 3.&nbsp; เมนสวิตช์<br>4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ 5. ฟิวส์ 6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร 7. หลักดิน 8.&nbsp; ตุ้มหรือลูกถ้วย 9.&nbsp; หลอดไฟฟ้า 9.&nbsp; หลอดไฟฟ้า&nbsp;<br></strong>⛔สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คืออุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้าโดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป&nbsp; -สวิตซ์มีสวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br>⛔มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>1.มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้&nbsp;<br>2.มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์&nbsp;<br>⛔ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div><ul><li>วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ (วันที่ใช้ครั้งแรก) :โลหะเจอร์เมเนียม (1947) และ ซิลิกอน (1954 ) - ใน polycrystalline, amorphous และรูปแบบการ monocrystalline ;สารประกอบแกลเลียม arsenide (1966) และ ซิลิกอนคาร์ไบด์ (1997), โลหะผสมซิลิคอนเจอร์เมเนียม (1989), อัญรูปของแกรฟีนคาร์บอน (การวิจัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ) ฯลฯ</li><li>โครงสร้าง BJT, JFET, IGFET (MOSFET), IGBT, "ประเภทอื่น ๆ"</li><li>ขั้วไฟฟ้า (บวกและลบ) : n-p-n, p-n-p (BJTs); n-channel, p-channel (FETs)</li><li>ระดับพลังงานสูงสุด: ต่ำ กลาง สูง</li><li>คลื่นความถี่สูงสุด: ต่ำ กลาง สูง, ความถี่วิทยุ (RF), ไมโครเวฟ (ความถี่มีประสิทธิภาพสูงสุดของทรานซิสเตอร์ถูกแทนด้วย f<sub>T</sub> ซึ่งเป็นต้วย่อสำหรับ transition frequency ที่หมายถึง ความถี่ที่ทรานซิสเตอร์ให้ gain = 1)</li><li>การใช้งาน: สวิทช์, general purpose, เสียง, ไฟฟ้าแรงสูง, super-เบต้า, matched pair</li><li>บรรจุภัณฑ์ทางกายภาพ : through-hole metal, through-hole plastic, surface mount, ball grid array, power modules</li><li>ปัจจัยการขยาย H<sub>fe</sub> , β<sub>f</sub> (เบต้าทรานซิสเตอร์) หรือ g<sub>m</sub> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Transconductance&amp;action=edit&amp;redlink=1">transconductance</a> ตามสูตร)</li></ul><div><br><br><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:19:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222305944</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.อธิราช สิงห์โตทอง ม.3/12 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306036</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า หรือ Electricity ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ēlectricus ในภาษากรีก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประวัติความเป็นมาของไฟฟ้านั้น เท่าที่ได้ทราบกันมาเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงปลาไฟฟ้า และการรักษาโรคด้วยปลาไฟฟ้าแต่ในเรื่องราวของไฟฟ้าที่จะขอกล่าวอย่างจริงจังก็คือเรื่องราวการค้นพบไฟฟ้าของเทลีส (Thales) เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล&nbsp;<br>หลักการทำงาน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)&nbsp;<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า&nbsp;<br><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์&nbsp;<br>การควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม&nbsp;<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัลวงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:20:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306036</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พิภูษณยิ้มหนองโพธิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306052</link>
         <description><![CDATA[<div>ม.3/12 เลขที่20<br><mark>ไฟฟ้า</mark> หรือ Electricity ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ēlectricus ในภาษากรีก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประวัติความเป็นมาของไฟฟ้านั้น เท่าที่ได้ทราบกันมาเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงปลาไฟฟ้า และการรักษาโรคด้วยปลาไฟฟ้าแต่ในเรื่องราวของไฟฟ้าที่จะขอกล่าวอย่างจริงจังก็คือเรื่องราวการค้นพบไฟฟ้าของเทลีส (Thales) เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยเทลีสได้ค้นพบไฟฟ้าสถิตจากแท่งอำพัน เขาได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อนำแท่งอำพันถูกับผ้าขนสัตว์ แล้ววางแท่งอำพันไว้ใกล้กับวัตถุชิ้นเล็กๆเช่น เศษไม้ จะทำให้เศษไม้เคลื่อนที่เข้าหาแท่งอำ<br><br><strong><mark>ทรานซิสเตอร์(Transistor)</mark></strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br><mark>สารกึ่งตัวนำ</mark><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารบางชนิดนำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี สารบางชนิดไม่นำไฟฟ้า แต่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่นแก้ว ยาง พลาสติก<br>สารที่มีคุณสมบัติ ไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ เเละ เราสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าของ<br>สารกึ่งตัวนำได้ เราจึงนำเอาสารกึ่งตัวนำมาประดิษฐ์สร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์<br>และวงจรไอซี สารกึ่งตัวนำที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ซิลิคอน ซึ่ง เป็นธาตุที่ถลุงได้จากทราย และเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง<br><a href="http://www.psptech.co.th/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8Cmotor%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-19171.page#"><strong>27</strong></a></div><div><mark>มอเตอร์ไฟฟ้าคือ?</mark><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด<br><mark>สวิตช์</mark><br><br><mark>เปิดปิิด<br>วงจรไฟฟ้า<br></mark><em>มีแบบ อนุกลม<br>และแบบขนาน<br></em><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:20:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306052</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายชัยวัฒน์ จุฑารัตน์ 3/12 เลขที่ 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306111</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:21:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306111</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบสนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสงศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้าใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาทีอิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้องวิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าวปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้                     วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า                      วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือแหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้าวงจรไฟฟ้ากระแสตรง                     การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูปวงจรไฟฟ้ากระสลับ                      การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้างในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อยอุปกรณ์ไฟฟ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง              หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน              ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้                          1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า                          2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี                         3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด                         4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ    สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ         สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง  การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)  นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย สวิตช์กระดก  เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ      สวิตช์กด  ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์  กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา  แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที   เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์สวิตช์แบบก้านยาว             สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง  ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) สวิตช์แบบหมุน            สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม  สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง  มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง  เช่น 2, 3, 4  หรือ  5  ตำแหน่ง เป็นต้น  สวิตช์แบบไมโคร              เป็นสวิตช์แบบไมโคร  (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง  แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได  ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ  อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ  หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) สวิตช์แบบดิพ สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้  การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์  สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์  (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD  การทำงานของสวิตช์              ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต   มอเตอร์การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9Vมอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลการทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้ามอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆอุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้นทรานซิสเตอร์ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟทรานซิสเตอร์ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆชนิด	แอคทีฟประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeldผลิตครั้งแรก	ปี 1947สัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวมทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306198</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br><br>มีการทำงานอย่าง &nbsp;</div><div>เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ</div><ol><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#1">การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#2">การทำงานทางเคมี</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#3">การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก</a>&nbsp;</li></ol><div>มีกี่ประเภท มี3ประเภท <br>1.ไฟฟ้าสถิต<br>2.ไฟฟ้ากระเเส<br>3.ไฟฟ้ากระเเสสลับ<br><br>อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br>&nbsp; 1. <strong>ไฟฟ้าสถิต</strong> (Statics Electricity)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้าสถิต เป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด คือแท่งแก้วนำมาขัดถูกับผ้าไหม จะมีผลทำให้ ทำให้&nbsp; อิเล็กตรอนย้ายที่ แท่งแก้วจะมีอำนาจไฟฟ้าดึงดูดวัตถุเบา ๆ เช่น เศษกระดาษ หรือไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากธรรมชาติ&nbsp; เช่น ฟ้าแล็บ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า <br>2. <strong>ไฟฟ้ากระแส</strong> (Current Electricity)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านต่างๆได้อย่างมากมายโดยการส่งกระแสไฟฟ้าให้เคลื่อน ที่ ไปในลวดตัวนำ&nbsp; &nbsp; แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือไฟฟ้ากระแสตรง( Direct Current) &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current)<br>&nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:18,&quot;url&quot;:&quot;http://www.edu.nu.ac.th/wbi/355203/bal1re.gif&quot;,&quot;width&quot;:18}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.edu.nu.ac.th/wbi/355203/bal1re.gif" width="18" height="18"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; <strong>ไฟฟ้ากระแสตรง</strong> (Direct Current)&nbsp; <br>ไฟฟ้ากระแสตรงนี้จะมีทิศทางการไหลไปในลวดตัวนำเพียงทิศทางเดียวโดยกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เสมอ เราเรียกว่ากระแสอิเล็กตรอน (Electron - Current) แต่เรานิยมให้ กระแสไฟฟ้าไหลจากขั้วบวกไปหาขั้วลบ เราเรียกว่า กระแสนิยม (Conventional- Current)แหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงนั้นมีต้นกำเนิดมาจากเซลไฟฟ้า เช่น ถ่านไฟฉายและเบตเตอรี่ รถยนต์ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>เซลไฟฟ้า</strong> คือต้นกำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ใช้ปฏิกิริยาทางเคมี แบ่งตามลักษณะการใช้ งาน ได้ 2 ชนิดคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. เซลปฐมภูมิ (Primary Cell) คือเซลไฟฟ้าที่นำมาใช้งานจนหมดสภาพแล้วเราไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก เช่น ถ่านไฟฉาย&nbsp;<br>&nbsp;</div><div>2. เซลทุติยภูมิ (SecondaryCell)แบตเตอรี่แบบสะสมคือเซลไฟฟ้าที่นำมาใช้งานแล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้อีก โดยการเติมประจุ (Charge) เข้าที่เซลล์ไฟฟ้านี้ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ หรือถ่านนิเกิลแคดเมี่ยมที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือ</div><div>&nbsp; <br>3.ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current) เป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการไหลเปลี่ยนแปลงอย่ตลอดเวลาคือมีทั้งขั้วบวกและขั้วลบ สลับกัน โดยหลักการพื้นฐานแล้วกระแสไฟฟ้าสลับนี้เกิด จากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กตัดกับขดลวด โดยการ นำเอาขดลวดไปวางไว้ระหว่างสนามแม่เหล็กและหมุนขดลวดนั้นแล้วใช้เทคนิคในการต่อขั้วทั้งสองของขดลวดออก มาเราก็สามารถบังคับให้กระแสไฟฟ้าสลับออกมาใช้งานได้ <br><br><br><br><br>อิเล็กทรอนิกส์<br>&nbsp;เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก&nbsp;<br><br>มีการทำงานอย่างไร<br> ควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI2.WBI (Web-based Instruction)3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning</div><div>4.E-book</div><div>5. E-Training</div><div>6.Learning Object<br><br><br></div><div>อธิบายกตัวอย่าง<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียน<br>การสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน<br>การนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์<br>ภาพเคลื่อนไหวและเสียง<br><br></div><div><br></div><div>2.WBI (Web-based Instruction)<br>คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต<br>โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้<br>Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ใน<br>ที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ<br>กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน<br><br></div><div><br></div><div>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต<br>หรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความ<br>สามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย<br>ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ<br><br></div><div><br></div><div>4.E-book<br>เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่<br>สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติ<br>มักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ<br>ออฟไลน์และออนไลน์<br><br></div><div>5. E-Training<br>E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br>เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรม<br>นั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่<br>ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้<br>โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี<br>ภาพเคลื่อนไหว<br><br></div><div>6.Learning Object<br>หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระ<br>ใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้<br>ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์<br>ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์<br>การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถ<br>เรียนรู้ด้วยตนเอง<br><br>วงจรไฟฟ้าคืออะไร<br>&nbsp; &nbsp; เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br><br>มีกี่ประเภท<br>มีประเภท<br>1.วงจรปิด<br>2.วงจรเปิด<br><br>อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br>&nbsp;</div><div>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด&nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:140,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg&quot;,&quot;width&quot;:265}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:133,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg&quot;,&quot;width&quot;:268}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br><br>ตัวนำไฟฟ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:22:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306198</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเกรียงไกร ลักษณากุลฑล ม.3/12 เลขที่ 1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306259</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><mark>ไฟฟ้า</mark> หรือ Electricity ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ēlectricus ในภาษากรีก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประวัติความเป็นมาของไฟฟ้านั้น เท่าที่ได้ทราบกันมาเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงปลาไฟฟ้า และการรักษาโรคด้วยปลาไฟฟ้าแต่ในเรื่องราวของไฟฟ้าที่จะขอกล่าวอย่างจริงจังก็คือเรื่องราวการค้นพบไฟฟ้าของเทลีส (Thales) เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยเทลีสได้ค้นพบไฟฟ้าสถิตจากแท่งอำพัน เขาได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อนำแท่งอำพันถูกับผ้าขนสัตว์ แล้ววางแท่งอำพันไว้ใกล้กับวัตถุชิ้นเล็กๆเช่น เศษไม้ จะทำให้เศษไม้เคลื่อนที่เข้าหาแท่งอำ<br><br><strong><mark>ทรานซิสเตอร์(Transistor)</mark></strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br><mark>สารกึ่งตัวนำ</mark><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารบางชนิดนำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี สารบางชนิดไม่นำไฟฟ้า แต่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่นแก้ว ยาง พลาสติก<br>สารที่มีคุณสมบัติ ไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ เเละ เราสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าของ<br>สารกึ่งตัวนำได้ เราจึงนำเอาสารกึ่งตัวนำมาประดิษฐ์สร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์<br>และวงจรไอซี สารกึ่งตัวนำที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ซิลิคอน ซึ่ง เป็นธาตุที่ถลุงได้จากทราย และเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง<br><a href="http://www.psptech.co.th/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8Cmotor%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-19171.page#"><strong>27</strong></a></div><div><mark>มอเตอร์ไฟฟ้าคือ?</mark><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด<br><mark>สวิตช์</mark><br><br><mark>เปิดปิิด<br>วงจรไฟฟ้า<br></mark><em>มีแบบ อนุกลม<br>และแบบขนาน</em>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:23:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306259</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายฉัตราวุธ พิมพา ม.3/12 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306632</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:26:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306632</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธนการ รวมจิตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306894</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้า คือ &nbsp;</div><div><br>เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ<br></a><br></div><div><br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br></div><ul><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบาง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A1">อนุภาคย่อยของอะตอม</a> ที่กำหนด<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้า</a>ของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">สนามไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric field) (ดู<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">ความเร็วแสง</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ศักย์ไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C)">งาน</a>บนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">โวลต์</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">แอมแปร์</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พลังงานศักย์</a>หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">พลังงานจลน์</a> ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แม่เหล็กไฟฟ้า</a> : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้าง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81">สนามแม่เหล็ก</a>ขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>ใน <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กำลังไฟฟ้า</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">อิเล็กทรอนิกส์</a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า</a> (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">วิศวกรรมพลังงาน</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a>ที่เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การผลิตไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การส่งกำลังไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การกระจายกำลังไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1">การใช้ให้เป็นประโยชน์</a> (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว</li></ul><div><br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรไฟฟ้า</a>จะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร แล&nbsp;</div><div><br>&nbsp;เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br></div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div>อิเล็กทรอนิกส์ คือ</div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br><br></div><div><br>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com<br></a><br></div><div><br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมของ&nbsp;<br><br></div><div>ะคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย &nbsp;</div><div><br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br></div><div><br>วงจรอะนาล็อก<br><br></div><div><br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br></div><div><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br></div><div><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br></div><div><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br></div><div><br></div><div><strong><br>วงจรดิจิทัล</strong>[<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;section=4">แก้</a>]</div><div><br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B0">หน่วยคำนวณและตรรกะ</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B">ฟลิปฟล็อป</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/Counter">Counter</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รีจิสเตอร์</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93">Multiplexers</a></li><li>Schmitt triggers</li></ul><div><br>อุปกรณ์ผสม:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครโพรเซสเซอร์</a></li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครคอนโทรลเลอร์</a></li><li>Application-specific integrated circuit (ASIC)</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล</a></li><li>Field-programmable gate array (FPGA)&nbsp;</li></ul><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้า คือ<br>&nbsp;</div><div><strong>วงจรไฟฟ้า</strong> หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div><br></div><div><strong>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ</strong></div><div><br></div><div>1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่</div><div>2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</div><div>3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div>สำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ เลย</div><div><br></div><div><strong>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ</strong></div><div><br></div><div><strong>1. วงจรอนุกรม</strong> เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน</div><div><strong>คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรอนุกรม</strong></div><div><br></div><div>1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันตลอดวงจร</div><div>2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด</div><div>3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน</div><div><br></div><div><strong>2. วงจรขนาน</strong> เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น</div><div><br></div><div><strong>คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรขนาน</strong></div><div><br></div><div>1. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรขนาน จะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้าย่อยที่ไหลในแต่ละสาขาของวงจรรวมกัน</div><div>2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด</div><div>3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าน้อยกว่าความต้านทานตัวที่น้อยที่สุดที่ต่ออยู่ในวงจร</div><div><br></div><div><strong>3. วงจรผสม</strong> เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะของการต่อได้ 2 ลักษณะดังนี้</div><div>3.1 วงจรผสมแบบอนุกรม-ขนาน เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างอนุกรมก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบขนานอีกครั้งหนึ่ง</div><div>3.2 วงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างขนานก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบอนุกรมอีกครั้งหนึ่ง</div><div><br></div><div><strong>คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรผสม</strong></div><div><br></div><div>เป็นการนำเอาคุณสมบัติของวงจรอนุกรม และคุณสมบัติของวงจรขนานมารวมกัน ซึ่งหมายความว่าถ้าตำแหน่งที่มีการต่อแบบอนุกรม ก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่ออนุกรมมาพิจารณา ตำแหน่งใดที่มีการต่อแบบขนาน ก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่อขนานมาพิจารณาไปทีละขั้นตอน</div><div><br></div><div><strong>ความแตกต่างของวงจรเปิด-วงจรปิด</strong></div><div><br></div><div><strong>1. วงจรเปิด</strong> คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น</div><div><br></div><div><strong>2. วงจรปิด</strong> คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงาน</div><div><br></div><div><strong>ความหมายทางไฟฟ้า</strong></div><div><br></div><div><strong>1. แรงดันไฟฟ้า</strong> หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า หมายถึงแรงที่ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานของวงจรไปได้ ใช้แทนด้วยตัว E มีหน่วยวัดเป็นโวลท์ (V)</div><div><strong>2. กระแสไฟฟ้า</strong> หมายถึงการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนอิสระจากอะตอมหนึ่งไปยังอะตอมหนึ่ง จะไหลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทานของวงจร ใช้แทนด้วยตัว I มีหน่วยวัดเป็นแอมแปร์ (A)</div><div><strong>3. ความต้านทานไฟฟ้า</strong> หมายถึงตัวที่ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ซึ่ง อยู่ในรูปของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น แผ่นลวดความร้อนของเตารีด หม้อหุงข้าว หลอดไฟฟ้า เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ใช้แทนด้วยตัว R มีหน่วยวัดเป็นโอห์ม (W )</div><div><strong>4. กำลังงานไฟฟ้า</strong> หมายถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัตราการทำงาน ได้จากผลคูณของแรงดันไฟฟ้ากับกระแสไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัว P มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (W)</div><div><strong>5. พลังงานไฟฟ้า</strong> หมายถึงกำลังไฟฟ้าที่นำไปใช้ในระยะเวลาหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ชั่วโมง (Wh) หรือยูนิต ใช้แทนด้วยตัว W</div><div><strong>6. ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าช็อต</strong> หมายถึงการที่ไฟฟ้าไหลผ่านจากสายไฟฟ้าเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง โดยไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดใดๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฉนวนของสายไฟฟ้าชำรุด และมาสัมผัสกันจึงมีความร้อนสูง มีประกายไฟ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ถ้าบริเวณนั้นมีวัสดุไวไฟ</div><div><br></div><div><strong>7. ไฟฟ้าดูด</strong> หมายถึงการที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หัวใจทำงานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลงจนหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามความรุนแรงของอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแส เวลาและเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน</div><div><br></div><div><strong>8. ไฟฟ้ารั่ว</strong> หมายถึงสายไฟฟ้าเส้นที่มีไฟจะไหลไปสู่ส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าไม่มีสายดินก็จะทำให้ได้รับอันตราย แต่ถ้ามีสายดินก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่นั้นไหลลงดินแทน</div><div><br></div><div><strong>9. ไฟฟ้าเกิน</strong> หมายถึงการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าขนาดของอุปกรณ์ตัดตอนทางไฟฟ้า ทำให้มีการปลดวงจรไฟฟ้า อาการนี้สังเกตได้คือจะเกิดหลังจากที่ได้เปิดใช้ไฟฟ้าสักครู่ หรืออาจนานหลายนาทีจึงจะตรวจสอบเจอ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวนำไฟฟ้า คือ&nbsp;</div><div><br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย&nbsp;<br>   อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:29:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222306894</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนพัฒน์ ดาวเรือง ม.3/12 เลขที่16 (ฝากลบอันเก่าให้หน่อย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222307824</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไฟฟ้า</strong> คืออะไร(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>การทำงานของไฟฟ้า<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ประจุไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A1">อนุภาคย่อยของอะตอม</a> ที่กำหนด<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้า</a>ของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>สนามไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric field) (ดู<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">ความเร็วแสง</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ศักย์ไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C)"><strong>งาน</strong></a>บนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">โวลต์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กระแสไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">แอมแปร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>พลังงานไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พลังงานศักย์</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">พลังงานจลน์</a> ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>แม่เหล็กไฟฟ้า</strong></a> : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81">สนามแม่เหล็ก</a>ขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>ใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กำลังไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C"><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong></a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง</li></ul><div>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>1.ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต</div><div>ประโยชน์ของไฟฟ้าสถิต&nbsp;<br>.............ไฟฟ้าสถิตสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการพ่นสีโลหะต่าง ๆ การกรองฝุ่นและเขม่าออกจากควันไฟ การทำกระดาษทราย เป็นต้น&nbsp;<br><br>โทษของไฟฟ้าสถิต ได้แก่ การเกิดฟ้าผ่า</div><div>&nbsp; 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป<br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบายคุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ประจุไฟฟ้าบวก จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปสู่บริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> และประจุไฟฟ้าลบ จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถ้านำตัวนำที่มีประจุและศักย์ไฟฟ้าต่างกัน มาวางติดกันหรือใช้ลวดโลหะตัวนำเชื่อมต่อกัน ตัวนำที่มีประจุทั้งสอง<br>&nbsp; จะเกิดการถ่ายเทประจุระหว่างตัวนำทั้งสองผ่านลวดโลหะตัวนำ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำนั้น&nbsp; จนกระทั่ง<br>&nbsp; ศักย์ไฟฟ้าบนตัวนำทั้งสองเท่ากัน ประจุหยุดถ่ายเท กระแสไฟฟ้าหมดไป ถ้าต้องการให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ<br>&nbsp; อย่างต่อเนื่อง&nbsp; ต้องมีแหล่งกำเนิดที่ให้ความต่างศักย์ไฟฟ้าตลอดเวลา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ไฟฟ้าสถิต เป็นการศึกษาเฉพาะประจุไฟฟ้าที่อยู่นิ่ง&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ส่วนไฟฟ้ากระแสจะเป็นประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่แล้ว<br><br>กระแสไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อประจุไฟฟ้าถ่ายโอนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง&nbsp; แสดงว่า&nbsp; มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น&nbsp; กระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดให้ไหลออกจากขั้วบวกของแบตเตอรี่&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า&nbsp; มีเงื่อนไขดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ระหว่างจุดสองจุดที่กระแสไหล&nbsp; จะต้องมีตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> จะต้องมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดนั้น&nbsp; และกระแสไฟฟ้าจะไหลจากจุดที่มีความต่างศักย์สูงไปยัง<br> จุดที่มีความต่างศักย์2) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกัน โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ในขดลวดตัวนำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส ในปัจจุบันนิยมใช้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ กระแสไฟฟ้าสลับเฟสเดียวกับสามเฟสก. ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (Single Phase)&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะการเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ คือ ขดลวดชุดเดียวหมุนตัดเส้นแรงแม่เหล็ก เกิดแรงดันกระแสไฟฟ้า ทำให้กระแสไหลไปยังวงจรภายนอก โดยผ่านวงแหวน และแปลงถ่านดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อออกแรงหมุน ลวดตัวนำได้ 1 รอบ จะได้กระแสไฟฟ้าชุดเดียวเท่านั้น ถ้าต้องการให้ได้ปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้ลวด ตัวนำหลายชุดไว้บนแกนที่หมุน ดังนั้นในการออกแบบขดลวดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับถ้าหากออกแบบ ชุดขดลวดบนแกนให้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด แล้วจะได้กำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นข. ไฟฟ้ากระแสสลับสามเฟส (Three Phase) .เป็นการพัฒนามาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับชนิดสองเฟส โดยการออกแบบจัดวาง ขดลวดบนแกนที่หมุนของเครื่องกำเนิดนั้น เป็น 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดนั้นวางห่างกัน 120 องศาทางไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้ในบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (SinglePhase)ระบบการส่งไฟฟ้าจะใช้ สายไฟฟ้า 2 สายคือ สายไฟฟ้า 1 เส้น และสายศูนย์ (นิวทรอล) หรือเราเรียกกันว่า สายดินอีก 1 สาย สำหรับบ้านพักอาศัยในเมืองบางแห่ง อาจจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดพิเศษ จะต้องใช้ไฟฟ้าชนิดสามเฟส ซึ่งจะให้กำลังมากกว่า เช่น มอเตอร์เครื่องสูบน้ำในการบำบัดน้ำเสีย ลิฟต์ของอาคารสูง ๆ เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:38:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222307824</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.เบญญาภา เขียวมรกต เลขที่38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308349</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>&nbsp;การทำงานของกระแสไฟฟ้าเมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า <br>&nbsp;มี 3 แบบสำคัญๆ คือ<br>&nbsp;การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้าการทำงานทางเคมีการทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>&nbsp;การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp;ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ <br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b6e9d234-41d0-4f34-8272-94d3502045df.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b6e9d234-41d0-4f34-8272-94d3502045df.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม<br> เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้ <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/be0696db-3fc9-4204-a1d1-6319b10cc54f.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/be0696db-3fc9-4204-a1d1-6319b10cc54f.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กฎนี้เรียกว่า กฎของจูล ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามขนาดของแรงดันคูณกับกระแสและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน <br> และจากกฎของโอห์ม แรงดัน = กระแส x ความต้านทาน จะได้ว่า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/149c3eca-ca02-48bc-b044-4ac063dc9711.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/149c3eca-ca02-48bc-b044-4ac063dc9711.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามกระแสยกกำลังสองคูณกับความต้านทานและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่านเมื่อให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดนิโครมที่แช่ในน้ำ ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อน อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้น ปริมาณงานที่ไฟฟ้ากระทำให้เกิดความร้อนเรียกว่า ปริมาณของกำลังไฟฟ้า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0c47ede5-18fc-4d32-9453-2458a51c4c53.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0c47ede5-18fc-4d32-9453-2458a51c4c53.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ปริมาณกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) และปริมาณความร้อนมีหน่วยเป็นแคลอรี (Cal) จะได้ว่า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b746065-5250-4c2d-87a7-35abc40567e5.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b746065-5250-4c2d-87a7-35abc40567e5.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำ สามารถเขียนในรูปของกำลังไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำได้ต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/df7f8d55-ead4-4e5d-8b1a-b333ae39aa72.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/df7f8d55-ead4-4e5d-8b1a-b333ae39aa72.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> สรุป <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f725752e-ff9a-43e0-acc4-7a1fca4eb1e8.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f725752e-ff9a-43e0-acc4-7a1fca4eb1e8.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/233cbb32-4e16-475f-ab69-7a7ffebe721f.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/233cbb32-4e16-475f-ab69-7a7ffebe721f.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a66afef6-cf7d-478d-a42b-b9e82fe15c90.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a66afef6-cf7d-478d-a42b-b9e82fe15c90.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ทำการทดลองโดยนำแผ่นพลาตินัม (Pt) 2 แผ่น แช่ลงในน้ำเกลือ แล้วต่อแบตเตอรี่กับแผ่นพลาตินัมทั้งสอง กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านน้ำเกลือ เกิดก๊าซคลอรีนรอบๆ แผ่นที่มีไฟฟ้า + และเกิดก๊าซไฮโดรเจนรอบแผ่นที่มีไฟฟ้า - ทั้งนี้เพราะเกลือแกงเป็นสารประกอบระหว่างธาตุโซเดียม (Na) และธาตุคลอรีน (Cl) เมื่อนำไปละลายน้ำ จะแตกตัวหลุดจากกัน โดยโซเดียมจะมีประจุ + และคลอรีนมีประจุ - สภาพของการมีประจุนี้เรียกว่า ไอออน น้ำเกลือจึงมีทั้งไอออน + และไอออน - การแตกตัวเป็นไอออนเรียกว่า การแยกไอออน ดังนั้น เมื่อนำเกลือไปละลายน้ำจะได้สารละลายที่มีไอออน เรียกสารละลายนี้ว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์<br> ถ้าผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดการแตกตัวด้วยไฟฟ้า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/fc6fabc6-fa51-4ab0-8a6f-57ee5ee9007e.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/fc6fabc6-fa51-4ab0-8a6f-57ee5ee9007e.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br> <br> ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนว่า "แม่เหล็กคืออะไร"<br> สินแร่แม่เหล็ก มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็น Fe3O4 มีคุณสมบัติสามารถดูดเหล็กและนิกเกิลได้ เรียกว่า คุณสมบัติแม่เหล็ก และวัสดุที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่า แท่งแม่เหล็ก <br> คุณสมบัติของแท่งแม่เหล็ก ได้แก่แท่งแม่เหล็กมีขั้วแม่เหล็กแท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศเหนือและใต้แท่งแม่เหล็กที่ขั้วเหมือนกันจะผลักกัน และขั้วต่างกันจะดูดกัน | <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/276e1413-4fab-4513-a3f5-ce330051d6a3.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/276e1413-4fab-4513-a3f5-ce330051d6a3.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> กระแสไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/63916c91-9eca-482e-9bce-c55fb27d15d1.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/63916c91-9eca-482e-9bce-c55fb27d15d1.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศแม่เหล็กไปวางใกล้เส้นลวดไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่าน เข็มทิศจะหมุนตามทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าดังรูป จึงทราบว่า กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างแม่เหล็กได้ หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างสนามแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/aec13a76-9d2e-425f-b635-dbde08e6f09b.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/aec13a76-9d2e-425f-b635-dbde08e6f09b.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/dbb9d8cf-68ba-4676-84fe-b9f0b2c5518a.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/dbb9d8cf-68ba-4676-84fe-b9f0b2c5518a.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศไปวางในขดลวดที่นำเส้นลวดมาขดไว้เพียงรอบเดียว ดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า เข็มทิศจะเบนไปตามทิศทางดังแสดงในภาพ ทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นดูได้จากลูกศร <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/396d6686-2b4a-4194-b175-366546f86b3d.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/396d6686-2b4a-4194-b175-366546f86b3d.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศไปวางไว้ในขดลวดที่ขดไว้หลายๆ รอบดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า จะพบว่าทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กจะขนานกับขดลวด ลักษณะของเส้นแรงแม่เหล็กจะทำหน้าที่คล้ายกับแท่งแม่เหล็ก แต่ไม่มีขั้วแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e4c15944-6340-440a-973b-eaadfb9c6ea2.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e4c15944-6340-440a-973b-eaadfb9c6ea2.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำขดลวดที่มีกระแสไหลผ่านวางใกล้ชิ้นเหล็ก ชิ้นเหล็กจะขยับเขยื้อนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 แต่เมื่อนำแกนเหล็กใส่ไปในขดลวด ชิ้นเหล็กจะถูกดูดอย่างแรง ดังรูปที่ 2 อธิบายได้ว่า ขดลวดที่ยังไม่มีแกนเหล็ก จะเกิดสนามแม่เหล็กน้อยและไม่มีขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำแกนเหล็กใส่เข้าไป เหล็กซึ่งมีคุณสมบัติเหนี่ยวนำเส้นแรงแม่เหล็กได้ดี เส้นแรงแม่เหล็กจึงรวมตัวกันหนาแน่นในแกนเหล็กนั้น แกนเหล็กจึงกลายสภาพเป็นแท่งแม่เหล็กและให้เส้นแรงแม่เหล็กที่มีกำลังสูง เรียกว่า แท่งแม่เหล็กไฟฟ้า <br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> <br> อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) หมายถึง การควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br> <br> ตัวต้านทาน (Resistor)<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0a082ed4-86ca-4293-9067-1ef0c1847f39.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0a082ed4-86ca-4293-9067-1ef0c1847f39.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่มีสมบัติในการต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่<br> <br> 1) ตัวต้านทานคงที่Fixed Value Resistorเป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม Ω<br> <br> 2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้Variable Value Resistor เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทยุหรือโทรทัศน์ เป็นต้น<br> <br> 3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ; LDRย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทาน ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ<br> <br> 4) ตัวต้านทานไวความร้อน (Thermistor)เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ใช้เป็นอุปกรณ์ในเครื่องเตือนอัคคีภัย ตู้อบอาหาร<br> <br> ตัวเก็บประจุ (Capacitor)<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวเก็บประจุ(Capacitor) เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่สะสมประจุไฟฟ้า หรือคายประจุไฟฟ้าให้กับวงจร หรืออุปกรณ์อื่นๆ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/85d72e49-ffed-4cf0-9a76-8e25ea937f08.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/85d72e49-ffed-4cf0-9a76-8e25ea937f08.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/4e3ffc27-28e0-412c-a857-367b1f3c5e63.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/4e3ffc27-28e0-412c-a857-367b1f3c5e63.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; <br> <br> ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น3 แบบ ตามฉนวนที่ใช้ ได้แก่<br> <br> 1) ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก(Ceramic Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้เซรามิกกั้นระหว่างแผ่นตัวนำไฟฟ้า จะต่อขาใดเข้ากับขั้วบวกหรือขั้วลบก็ได้ ส่วนใหญ่ใช้กับแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ50 - 20000 โวลต์<br> <br> 2) ตัวเก็บประจุชนิดน้ำยา(Electrolyte Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้สารละลายอิเล็กโทรไลต์กั้น และมีฉนวนบางๆของสารประกอบออกไซด์ เกาะอยู่บนแผ่นอลูมิเนียมบางๆ เป็นตัวเก็บประจุชนิดมีขั้ว เมื่อนำไปต่อกับวงจร ต้องต่อขั้วให้ถูกต้อง<br> <br> 3) ตัวเก็บประจุชนิดไมลาร์(Mylar Capacitor) มีความทนทานสูง ทนต่อน้ำและความชื้น และค่าความจุไม่เปลี่ยนค่าตามสภาพความชื้น<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุ (Capaciter Circuit)<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุคือการต่อตัวเก็บประจุแต่ละตัวร่วมกัน โดยจัดในรูปแบวงจร สามารถจัดวงจรตัวเก็บประจุได้3 แบบ คือวงจรอนุกรม วงจรขนาน และวงจรผสม วงจรตัวเก็บประจุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติของวงจรแตกต่างกันไปดังนี้<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบอนุกรม เป็นการนำตัวเก็บประจุแต่ละตัวมาต่อเรียงลำดับกันไป ชนิดหัวต่อท้ายเป็นลำดับไปเรื่อยๆ การต่อตัวเก็บประจุแบบนี้ มีผลให้ฉนวนของตัวเก็บประจุมีความหนามากขึ้น แผ่นโลหะตัวนำ 2 แผ่นหัวท้ายของตัวเก็บประจุรวมห่างกัน มีผลให้ค่าความจุรวมของตัวเก็บประจุลดลง<br> <br>&nbsp; <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/1d83dc62-ba06-4978-9ee6-17b1e4a5eea5.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/1d83dc62-ba06-4978-9ee6-17b1e4a5eea5.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบขนาน เป็นการนำตัวเก็บประจุแต่ละตัวมาต่อคร่อมขนานกันทุกตัว มีจุดต่อร่วมกัน 2 จุด การต่อตัวเก็บประจุแบบนี้ เป็นการเพิ่มพื้นที่ของแผ่นโลหะตัวนำในตัวเก็บประจุรวมทำให้ค่าความจุของตัวเก็บประจุรวมเพิ่มขึ้น<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8b6a7366-9263-4171-9163-43653ecc29f0.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8b6a7366-9263-4171-9163-43653ecc29f0.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบผสม เป็นการต่อตัวเก็บประจุร่วมกันระหว่างการต่อแบบอนุกรมและการต่อแบบขนานการต่อตัวเก็บประจุแบบผสมไม่มีมาตรฐานแน่นอนเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการต่อวงจรที่ต้องการ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/be082b58-97a8-42b4-9792-76e27d9229bf.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/be082b58-97a8-42b4-9792-76e27d9229bf.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ไดโอด (Diode)<br> <br> เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลได้ทางเดียว ทำจากสารกึ่งตัวนำ แบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ไดโอดธรรมดา (Normal Diode) ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลทางเดียว ทำจากสารกึ่งตัวนำมีขั้วคือ ขั้วแอโนด และแคโทด<br> <br> 2) ไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode; LED) สามารถเปล่งแสงออกมาได้ เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า ให้เป็นพลังงานแสง แสงที่เปล่งออกมามีหลายสี ขึ้นกับชนิดของสารกึ่งตัวนำที่ผลิต<br> <br> ประโยชน์ของไดโอด<br> <br> 1)ไดโอดธรรมดา ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลไปทิศทางเดียว หากต่อวงจรผิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลได้ จึงช่วยป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้ถูกทำลายจากกระแสไฟฟ้า<br> <br> 2)ไดโอดเปล่งแสง ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆที่มีตัวเลขและตัวหนังสือเรืองแสง เช่น วิทยุเทป หน้าปัดนาฬิกา เครื่องคิดเลข จอคอมพิวเตอร์<br> <br> ทรานซิสเตอร์ (Transistor)<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/da8fdea1-54fc-477f-9007-a67eed5a2c35.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/da8fdea1-54fc-477f-9007-a67eed5a2c35.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์แต่ละชนิดจะมี 3 ขา ได้แก่ <br> 1. ขาเบส ( Base : B ) <br> 2. ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E ) <br> 3. ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C )&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้2 แบบ คือ<br> <br> 1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์<br> <br> 2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN )เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์<br> <br> ประโยชน์ของทรานซิสเตอร์์<br> <br> 1) เป็นวงจรขยายในเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) เป็นสวิตซ์ปิด-เปิด ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า (โดยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหรือไม่ผ่านเข้าขาเบส)<br> <br> ซิลิคอนชิป (Silicon Chip)<br> <br> ไอซี หรือซิลิคอนชิป เป็นแผงวงจรรวมที่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ มาใส่ไว้ด้วยกันในแผงวงจรขนาดเล็ก ผลิตโดยการลดขนาดของทรานซิสเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงมากจนเหลือเพียงจุดเล็กๆเท่านั้น แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าทรานซิสเตอร์<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/479c79a5-3b8f-4cda-899d-9320eef6993c.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/479c79a5-3b8f-4cda-899d-9320eef6993c.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ประโยชน์ของซิลิคอนชิป<br> <br> 1) ใช้สำหรับบันทึกข้อมูล เช่น บัตรถอนเงิน (ATM)บัตรโทรทัศท์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น<br> <br> 2) ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลและสั่งงาน ซิลิคอนชิปประเภทนี้จะถูกบรรจุในวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่มีปุ่ม หรือโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่อง เช่น เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องเล่นซีดี ไมโครเวฟ หรือในการแพทย์ ได้นำซิลิคอนชิปประเภทนี้บรรจุในเครื่องกระตุ้นหัวใจเทียม เพื่อไปกระตุ้นหัวใจผู้ป่วยให้มีอัตราการเต้นของหัวใจคงที่<br> <br> 3) ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลและประมวลผล ซิลิคอนชิปประเภทนี้ช่วยในการเก็บข้อมูล และเรียกดูข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เป็นต้น<br> <br> <br> ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br> วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br> 1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f58c906a-c9f4-4e7d-8cee-ffd98e9ddae0.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f58c906a-c9f4-4e7d-8cee-ffd98e9ddae0.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/04172f4c-231a-4b34-94e3-44b761e025fd.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/04172f4c-231a-4b34-94e3-44b761e025fd.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br> <br> แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br> วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/6709f128-bd50-4401-82ec-acdf45c0680f.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/6709f128-bd50-4401-82ec-acdf45c0680f.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/735d9722-fc01-4797-851d-3730a681064e.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/735d9722-fc01-4797-851d-3730a681064e.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ตัวนำไฟฟ้า<br> ตัวนำ (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br> 1. วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง<br> โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน<br> ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม<br> โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้<br> ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 <br> ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่<br> ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้<br> ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง<br> สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง<br> มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า<br> สายทองแดงอ่อนราว 2.7%<br> ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ<br> ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง<br> 60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง<br>&nbsp; &nbsp; สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า <br>&nbsp; โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่ด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร<br> <br> สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5235d9ae-a9ad-4646-a2ae-7648967c9475.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5235d9ae-a9ad-4646-a2ae-7648967c9475.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5f3b6ab5-ab1f-4914-a91c-3b7317cd5983.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5f3b6ab5-ab1f-4914-a91c-3b7317cd5983.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/46bd1b48-a17e-4088-bbcf-47a3a0f47056.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/46bd1b48-a17e-4088-bbcf-47a3a0f47056.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/d61fae3d-0583-4168-8573-6969a1fcfb35.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/d61fae3d-0583-4168-8573-6969a1fcfb35.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบก้านยาว<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ce2a092c-d1d0-4ede-8eb1-244d796d696c.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ce2a092c-d1d0-4ede-8eb1-244d796d696c.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> สวิตช์แบบหมุน<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5b84d7ca-a28d-4ffc-b52a-8e0179a007f3.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5b84d7ca-a28d-4ffc-b52a-8e0179a007f3.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/31232f37-dc12-42ac-a646-96694b294a92.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/31232f37-dc12-42ac-a646-96694b294a92.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบดิพ <br> <br> สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b8a549d-ce91-4e2b-8c2c-1473eb760fc8.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b8a549d-ce91-4e2b-8c2c-1473eb760fc8.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> การทำงานของสวิตช์<br> ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp; &nbsp;มอเตอร์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>Motor มอเตอร์<br>มอเตอร์ไฟฟ้า มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ<br>ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าดันกลับ จะทำให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้<br>ขณะที่มอเตอร์กำลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทำให้ขดลวดของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้<br>ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR)&nbsp;คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์ชนิดสองรอยต่อเรียกด้ายตัวย่อว่า BJT (BIPOLAR JUNCTION TRANSISTOR) ทรานซิสเตอร์ (BJT) ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น วงจรขยายในเครื่องรับวิทยุและเครี่องรับโทรทัศน์หรือนำไปใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทซ์ (Switching) เช่น เปิด-ปิด รีเลย์ (Relay) เพื่อควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ เป็นต้น<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:43:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308349</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308411</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:43:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308411</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศรีเส้ง ม.3/12 เลขที่44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308417</link>
         <description><![CDATA[<div>3.วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม<br>3.วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม<br>วงจรแบบขนาน<br>วงจรแบบผสม<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>5.อุปกรณ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br><br>6.สวิตช์ไฟฟ้า<br>&nbsp;สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br><br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><br><br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br><br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง&nbsp;<br><br>7..มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br><br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br><br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip&nbsp; ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:43:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308417</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายพชรพล รูปสูง ม.3/12 เลขที่ 18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308432</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:44:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308432</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308494</link>
         <description><![CDATA[1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI2.WBI (Web-based Instruction)3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning
4.E-book
5. E-Training
6.Learning Object

1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI
CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียน
การสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน
การนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์
ภาพเคลื่อนไหวและเสียง


2.WBI (Web-based Instruction)
คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้
Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ใน
ที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ
กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน


3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning
เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต
หรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความ
สามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย
ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ


4.E-book
เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่
สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติ
มักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ
ออฟไลน์และออนไลน์

5. E-Training
E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรม
นั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่
ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้
โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี
ภาพเคลื่อนไหว

6.Learning Object
หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระ
ใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้
ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์
ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์
การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ด้วยตนเอง
]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:44:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308494</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดช จเด็จ รักศักดิ์ ม3-12 เลขที่-</title>
         <author>papawarin925</author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308542</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:45:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308542</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดช จเด็จ รักศักดิ์ ม3-12 เลขที่3 </title>
         <author>papawarin925</author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308550</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:45:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308550</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณัฐภัทร หุตะเมขลิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308562</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:45:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308562</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308583</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า&nbsp;: กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:45:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308583</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายทัตธน พวงสำลี ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308687</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า&nbsp;: กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:46:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308687</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายทัตธน พวงสำลี ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308698</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า&nbsp;: กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:46:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222308698</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศุภณัฐ เคลือบเต็ง เลขที่ 27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309092</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>มีการทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ มีอยู่2ประเภท<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br>ไฟฟ้า เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุม<br><br>อิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>มีการทำงานเทคโนโลยีนี้จะใช้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านช่องทางโครงข่ายโทรคมนาคมจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ นั้นคือ เพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจมากขึ้นและลดต้นทุนการทำธุรกิจโดยการอาศัยแรงงานคนที่น้อยในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ช่วยให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3">องค์กร</a>ภายนอกและภายในมีการดำเนินงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม E- Business อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตหรือเว็บเสมอไป<br>มี 4 ประเภทหลักๆ<br>ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</div><div>พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ<br>• ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br>• ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C))<br>• ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br>• ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br>ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมาใช้งานเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานทั้งสิ้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เรารู้จักเป็นอย่างดีได้แก่ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นMP3 เป็นต้น จากอุปกรณ์ไฟฟ้าดังถ้าหากมีใครถามเราว่าอุปกรณ์ตัวใดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราอาจจะบอกได้ว่า เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์&nbsp; &nbsp; โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์<br>วงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;คือ&nbsp; ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การต่อวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>&nbsp; 1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp;2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;</div><div>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น</div><div>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)</div><div><br></div><div><strong>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ</div><div><strong>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ <br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3phase-rmf-320x240-180fc.gif"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:220,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3c/3phase-rmf-320x240-180fc.gif/220px-3phase-rmf-320x240-180fc.gif&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3c/3phase-rmf-320x240-180fc.gif/220px-3phase-rmf-320x240-180fc.gif" width="220" height="220"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Motors01CJC.jpg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:239,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/89/Motors01CJC.jpg/220px-Motors01CJC.jpg&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/89/Motors01CJC.jpg/220px-Motors01CJC.jpg" width="220" height="239"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V</div><ul><li><strong>มอเตอร์ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a>เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5">พลังงานกล</a></li></ul><div><br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Traction_motor">มอเตอร์ฉุดลาก</a> เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br></div><div><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99">ไฟบ้าน</a> อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br></div><div><br>อุปกรณ์เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_(14).JPG"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:166,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a9/Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG/220px-Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a9/Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG/220px-Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG" width="220" height="166"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:49:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309092</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309144</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:50:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309144</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย วรเชฐษ์ ชยุตสาหกิจ เลขที่ 25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309407</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>มีการทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ มีอยู่2ประเภท<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br>ไฟฟ้า เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุม<br><br>อิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>มีการทำงานเทคโนโลยีนี้จะใช้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านช่องทางโครงข่ายโทรคมนาคมจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ นั้นคือ เพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจมากขึ้นและลดต้นทุนการทำธุรกิจโดยการอาศัยแรงงานคนที่น้อยในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ช่วยให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3">องค์กร</a>ภายนอกและภายในมีการดำเนินงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม E- Business อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตหรือเว็บเสมอไป<br>มี 4 ประเภทหลักๆ<br>ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</div><div>พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ<br>• ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br>• ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C))<br>• ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br>• ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br>ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมาใช้งานเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานทั้งสิ้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เรารู้จักเป็นอย่างดีได้แก่ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นMP3 เป็นต้น จากอุปกรณ์ไฟฟ้าดังถ้าหากมีใครถามเราว่าอุปกรณ์ตัวใดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราอาจจะบอกได้ว่า เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์&nbsp; &nbsp; โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์<br>วงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;คือ&nbsp; ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การต่อวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>&nbsp; 1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp;2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;</div><div>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น</div><div>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)</div><div><br></div><div><strong>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ</div><div><strong>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ <br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:3phase-rmf-320x240-180fc.gif"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:220,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3c/3phase-rmf-320x240-180fc.gif/220px-3phase-rmf-320x240-180fc.gif&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/3/3c/3phase-rmf-320x240-180fc.gif/220px-3phase-rmf-320x240-180fc.gif" width="220" height="220"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Motors01CJC.jpg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:239,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/89/Motors01CJC.jpg/220px-Motors01CJC.jpg&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/89/Motors01CJC.jpg/220px-Motors01CJC.jpg" width="220" height="239"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V</div><ul><li><strong>มอเตอร์ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a>เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5">พลังงานกล</a></li></ul><div><br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Traction_motor">มอเตอร์ฉุดลาก</a> เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br></div><div><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99">ไฟบ้าน</a> อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br></div><div><br>อุปกรณ์เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_(14).JPG"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:166,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a9/Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG/220px-Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a9/Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG/220px-Rotterdam_Ahoy_Europort_2011_%2814%29.JPG" width="220" height="166"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> &nbsp;</div><div><br>ทรานซิสเตอร์ (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ<br></a><br></div><div><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">วงจรรวม<br></a><br></div><div><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า&nbsp;<br>&nbsp;</div><div><br>ประเภท[<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;section=9">แก้</a>]<br><br></div><div><br>ทรานซิสเตอร์ถูกแยกประเภทโดย<br><br></div><ul><li>วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ (วันที่ใช้ครั้งแรก) :โลหะเจอร์เมเนียม (1947) และ ซิลิกอน (1954 ) - ใน polycrystalline, amorphous และรูปแบบการ monocrystalline ;สารประกอบแกลเลียม arsenide (1966) และ ซิลิกอนคาร์ไบด์ (1997), โลหะผสมซิลิคอนเจอร์เมเนียม (1989), อัญรูปของแกรฟีนคาร์บอน (การวิจัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ) ฯลฯ</li><li>โครงสร้าง BJT, JFET, IGFET (MOSFET), IGBT, "ประเภทอื่น ๆ"</li><li>ขั้วไฟฟ้า (บวกและลบ) : n-p-n, p-n-p (BJTs); n-channel, p-channel (FETs)</li><li>ระดับพลังงานสูงสุด: ต่ำ กลาง สูง</li><li>คลื่นความถี่สูงสุด: ต่ำ กลาง สูง, ความถี่วิทยุ (RF), ไมโครเวฟ (ความถี่มีประสิทธิภาพสูงสุดของทรานซิสเตอร์ถูกแทนด้วย f<sub>T</sub> ซึ่งเป็นต้วย่อสำหรับ transition frequency ที่หมายถึง ความถี่ที่ทรานซิสเตอร์ให้ gain = 1)</li><li>การใช้งาน: สวิทช์, general purpose, เสียง, ไฟฟ้าแรงสูง, super-เบต้า, matched pair</li><li>บรรจุภัณฑ์ทางกายภาพ : through-hole metal, through-hole plastic, surface mount, ball grid array, power modules</li><li>ปัจจัยการขยาย H<sub>fe</sub> , β<sub>f</sub> (เบต้าทรานซิสเตอร์) หรือ g<sub>m</sub> (<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=Transconductance&amp;action=edit&amp;redlink=1">transconductance</a> ตามสูตร)</li></ul><div>{\displaystyle g_{m}={\Delta I_{\mathrm {out} } \over \Delta V_{\mathrm {in} }}}<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:47,&quot;url&quot;:&quot;https://wikimedia.org/api/rest_v1/media/math/render/svg/ef3a37ca844ad1d98deada63f6f8fa6ad3f431d1&quot;,&quot;width&quot;:98}" data-trix-content-type="image"><img src="https://wikimedia.org/api/rest_v1/media/math/render/svg/ef3a37ca844ad1d98deada63f6f8fa6ad3f431d1" width="98" height="47"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br>ดังนั้นทรานซิสเตอร์บางตัวอาจถูกสร้างให้ทำหน้าที่สวิตช์ที่เป็น ซิลิคอน, surface-mount, BJT, n-p-n, พลังงานต่ำ, ความถี่สูง&nbsp;<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:51:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309407</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ม.3/12 เลขที่ 10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309526</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>มีการทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ มีอยู่2ประเภท<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้<br><br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br>ไฟฟ้า เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้านอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุม<br><br>อิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>มีการทำงานเทคโนโลยีนี้จะใช้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านช่องทางโครงข่ายโทรคมนาคมจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ นั้นคือ เพื่อสร้างคุณค่าทางธุรกิจมากขึ้นและลดต้นทุนการทำธุรกิจโดยการอาศัยแรงงานคนที่น้อยในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ช่วยให้องค์กรภายนอกและภายในมีการดำเนินงานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม E- Business อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตหรือเว็บเสมอไป<br>มี 4 ประเภทหลักๆ<br>ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์<br><br>พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ<br>• ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br>• ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C))<br>• ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br>• ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br>ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมาใช้งานเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานทั้งสิ้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เรารู้จักเป็นอย่างดีได้แก่ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นMP3 เป็นต้น จากอุปกรณ์ไฟฟ้าดังถ้าหากมีใครถามเราว่าอุปกรณ์ตัวใดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราอาจจะบอกได้ว่า เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์    โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์<br>วงจรไฟฟ้า <br> คือ  ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การต่อวงจรไฟฟ้า<br>     ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ  <br>     1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>     2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>     3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>  1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า<br><br>   2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า<br><br>                                                       <br><br><br><br>ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น  เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา <br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>              อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:52:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309526</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปาริชาติ  ห้วยหงษ์ทอง ชั้นม.3/12 เลขที่ 40</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309639</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า<br>&nbsp;ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>&nbsp;<br>&nbsp;ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br>&nbsp;<br>&nbsp;1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br>&nbsp;<br>&nbsp;2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br>&nbsp;<br>&nbsp;2) อิเล็กทรอนิกส์<br>&nbsp;<br>&nbsp;อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>&nbsp;<br>&nbsp;มีการทำงาน<br>&nbsp;ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ <br>&nbsp;<br>&nbsp;มีกี่ประเภท<br>&nbsp;วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>&nbsp;<br>&nbsp;วงจรอะนาล็อก<br>&nbsp;เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>&nbsp;<br>&nbsp;วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>&nbsp;<br>&nbsp;ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>&nbsp;<br>&nbsp;บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>&nbsp;<br>&nbsp;วงจรดิจิทัล<br>&nbsp;วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>&nbsp;หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>&nbsp;ฟลิปฟล็อป<br>&nbsp;Counter<br>&nbsp;รีจิสเตอร์<br>&nbsp;Multiplexers<br>&nbsp;Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร <br>&nbsp;มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; 1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp; 2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp;3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>&nbsp;-มี 3 ประเภท<br>&nbsp;วงจรแบบอนุกรม<br>&nbsp;วงจรแบบอนุกรม<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f94b10&quot;,&quot;width&quot;:486}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f94b10" width="486"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> วงจรแบบขนาน<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f9801f&quot;,&quot;width&quot;:486}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f9801f" width="486"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> วงจรแบบผสม<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f9b182&quot;,&quot;width&quot;:486}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/27a6c0d8-d6f1-10d0-0000-016107f9b182" width="486"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:53:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309639</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศรีเส้งม.3/</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309763</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:54:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222309763</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310157</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:56:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310157</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310163</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:56:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310163</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไตรภพ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310170</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310170</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310177</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310177</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310193</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310193</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310208</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310208</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310211</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310211</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310218</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310218</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310225</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310225</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม.3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310232</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310232</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม.3/ๅ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310244</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310244</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม.3/</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310249</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310249</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรภพ สุนทรวัฒ ม.3/12 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310266</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูล<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด<br><br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><br><br>&nbsp;<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><br><br><br><br><br>&nbsp;สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น &nbsp;<br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF)&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD&nbsp;<br><br><br><br>&nbsp;<br>การทำงานของสวิตช์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิต&nbsp; &nbsp;<br><br>มอเตอร์<br>การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบบต่างๆเมื่อเทียบกับแบตเตอรี 9V<br>มอเตอร์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br>อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าและลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br>ทรานซิสเตอร์<br>ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br><br>ทรานซิสเตอร์<br><br>ทรานซิสเตอร์แบบต่าง ๆ<br>ชนิด	แอคทีฟ<br>ประดิษฐ์โดย	Julius Edgar Lilienfeld<br>ผลิตครั้งแรก	ปี 1947<br>สัญลักษณ์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผงวงจรรวม<br><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 06:57:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222310266</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. อัญรินทร์ ปิ่นแก้ว ม.3/12 เลขที่ 47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311256</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า<br> - คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br> - มีการทำงานโดยการผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์<br> - มี 3 ประเภท คือ<br> 1. ไฟฟ้าสถิต<br> 2. ไฟฟ้ากระแส แยกออกมาเป็น 2 ชนิด คือ ไฟฟ้ากระแสตรง และ ไฟฟ้ากระแสสลับ<br> ซึ่งไฟฟ้ากระแสสลับมี 3 ชนิด คือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส<br> - อธิบายและยกตัวอย่าง<br> เนื่องจากกระแสไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ได้ในตัวกลางหลายๆชนิด เรียกสมบัติของตัวกลางที่ยอมให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านได้ว่า “ตัวนำไฟฟ้า” เช่น หากเราจับทัพพีในหม้อหุงข้าว ความร้อนจะเคลื่อนที่ผ่าน ทัพพีมายังมือของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อน เป็นต้น<br> <br> 2) อิเล็กทรอนิกส์<br> - คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br> - มีการทำงาน<br> ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ <br> <br> - มีกี่ประเภท<br> วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br> <br> 1. วงจรอะนาล็อก<br> เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br> <br> วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br> <br> ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br> <br> บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br> <br> <br> 2. วงจรดิจิทัล<br> วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br> หน่วยคำนวณและตรรกะ<br> ฟลิปฟล็อป<br> Counter<br> รีจิสเตอร์<br> Multiplexers<br> Schmitt triggers<br> <br> 3) วงจรไฟฟ้า<br> - คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร <br> มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br> 1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด เช่น จากปฏิกิริยาเคมี จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก และจากแสงสว่าง เป็นต้น บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br> 2. โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น ตู้เย็น พัดลม เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ วิทยุ และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดันกระแส และกำลังไฟฟ้า<br> 3. สายไฟต่อวงจร เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br> - มี 3 ประเภท คือ<br> • วงจรแบบอนุกรม<br> • วงจรแบบขนาน<br> • วงจรแบบผสม<br> <br> 4) ตัวนำไฟฟ้า<br> - คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี่ หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี 2 ประเภท<br> ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา <br> <br> ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br> <br> 5) อุปกรณ์ไฟฟ้า<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br> <br> *หมายเหตุ* นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br> <br> ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้ <br> 1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า <br> 2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br> 3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br> 4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br> <br> 6) สวิตช์<br> <br> สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br> <br> สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br> <br> สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br> <br> Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br> <br> สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br> <br> Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br> เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง <br> <br> 7) มอเตอร์ไฟฟ้า<br> - คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br> - มีการทำงานอย่างไร ปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br> - มี 2 ประเภท คือ<br> • มอเตอร์กระแสตรง<br> จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย (Constant speed) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง มอเตอร์กระแสสลับมี 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ<br> 1. มอเตอร์อะซิงโครนัส (Asynchronous motor)<br> <br> 2. มอเตอร์ซิงโครนัส (Synchronous motor) ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำโรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ จะมี 2 ประเภท คือ<br> 1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก (Squirrel cage rotor) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอกแล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br> 2.โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์ (Wound rotor) จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์ ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง (Slip ring)<br> 8) ทรานซิสเตอร์<br> - คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br> - มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br> - มี 2 ประเภท คือ NPN และ PNP<br> - อธิบายและยกตัวอย่าง<br> • NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br> • PNP คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟลบ<br> เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 07:05:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311256</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศรีเส้ง เลขที่44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311579</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 07:08:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ฐานนิตา กิจหว่าง เลขที่ 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311630</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า   คือ  พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br>อิเล็กทรอนิกส์  คือ  วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ <br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์  เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร <br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br> 1.  แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี  จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก  และจากแสงสว่าง  เป็นต้น  บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br> 2.  โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น  โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น  ตู้เย็น  พัดลม เครื่องซักผ้า  โทรทัศน์  วิทยุ  และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน  ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน  กระแส  และกำลังไฟฟ้า<br>3.  สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร  จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง  สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม วงจรแบบขนาน วงจรแบบผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น  เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา <br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่ผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง              หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน              ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้ <br>                         1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า <br>                         2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>                         3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>                         4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>6) สวิตช์ไฟฟ้า <br>สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br>สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br>สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br> เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง <br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท <br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส  ( Asynchronous  motor )<br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส  (Synchronous  motor )  ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br> โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br> จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก  ( Squirrel  cage  rotor )  ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก  แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์  ( Wound  rotor )  จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด  ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์  ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ  NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 07:08:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222311630</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ชัยวัฒน์ แซ่อึ๊ง ม.3/12เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222340758</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 09:20:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222340758</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ชัยวัฒน์ แซ่อึ๊ง ม.3/12 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222341606</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 09:23:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222341606</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ชัยวัฒน์ แซ่อึ๊ง ม.3/12 เลขที่9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222353125</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">กรีก</a>: ήλεκτρον; <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ<br></a><br></div><div><br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ประจุไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A1">อนุภาคย่อยของอะตอม</a> ที่กำหนด<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้า</a>ของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>สนามไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric field) (ดู<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87">ความเร็วแสง</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>ศักย์ไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99_(%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C)"><strong>งาน</strong></a>บนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">โวลต์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กระแสไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%8C">แอมแปร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>พลังงานไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พลังงานศักย์</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C">พลังงานจลน์</a> ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>แม่เหล็กไฟฟ้า</strong></a> : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้าง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81">สนามแม่เหล็ก</a>ขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>ใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>กำลังไฟฟ้า</strong></a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C"><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong></a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"><strong>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า</strong></a> (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">วิศวกรรมพลังงาน</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a>ที่เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การผลิตไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การส่งกำลังไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การกระจายกำลังไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1">การใช้ให้เป็นประโยชน์</a> (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว</li></ul><div><br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรไฟฟ้า</a>จะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2#cite_note-1"><sup>[1]<br></sup></a><strong><br>อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br></div><div>อิเล็กทรอนิกส์<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br><br></div><div><br>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:ZeroRatedMobileAccess&amp;from=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;to=http://www.thaielecclub.com">www.thaielecclub.com<br></a><br></div><div><br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมของ <a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br><strong>จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม</strong><br>อธิบายองค์ประกอบของวงจรไฟฟ้าได้เปรียบเทียบหน้าที่ความแตกต่างของวงจรไฟฟ้าแบบต่าง ๆได้ประกอบวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม, ขนาน และผสมได้คำนวณและวัดค่าแรงดัน, กระแส, ความต้านทานของวงจรได้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้<br><strong>องค์ประกอบของวงจรไฟฟ้า</strong><br>วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:282,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u601.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u601.jpg" width="600" height="282"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า&nbsp; การที่จะทำให้แรงดัน และกระแสไหลผ่านโหลดได้&nbsp; จะต้องมีองค์ประกอบ ของวงจรไฟฟ้าดังนี้<br><strong>1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า</strong> คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายแรงดันและกระแสให้กับวงจร เช่น แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย, เครื่องจ่ายไฟ, ไดนาโม และ เจนเนอร์เรเตอร์&nbsp; เป็นต้น <br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:337,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u602.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u602.jpg" width="600" height="337"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>2. ลวดตัวนำ</strong> คือ อุปกรณ์ที่นำมาต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง เพื่อจ่ายแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้กับโหลด ลวดตัวนำที่นำกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน แต่เนื่องจากเงินมีราคาแพงมาก จึงนิยมใช้ทองแดง ซึ่งมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดีพอสมควรและราคาไม่แพงมากนัก นอกจากนี้ยังยังมีโลหะชนิดอื่น ๆ ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น ทองคำ, ดีบุก,เหล็ก,&nbsp; อลูมิเนียม,&nbsp; นิเกิล ฯลฯ เป็นต้น<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:298,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u603.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u603.jpg" width="600" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>3. โหลดหรือภาระทางไฟฟ้า</strong> คืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาต่อในวงจร เพื่อใช้งาน&nbsp; เช่นตู้เย็น, โทรทัศน์, พัดลม, เครื่องปรับอากาศ, เตารีด, หลอดไฟ, ตัวต้านทาน เป็นต้น<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:366,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u604.jpg&quot;,&quot;width&quot;:592}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u604.jpg" width="592" height="366"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>4. สวิตช์</strong> คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีที่เปิดวงจรก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติ<a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">การต่อวงจรไฟฟ้า</a> จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพื่อทำหน้าที่ตัดต่อและควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:389,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u605.jpg&quot;,&quot;width&quot;:474}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u605.jpg" width="474" height="389"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>5. ฟิวส์ </strong>คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้วงจรไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการทำงานผิดปกติของวงจร เช่น โหลดเกิน หรือ เกิดการลัดวงจร เมื่อเกิดการผิดปกติฟิวส์จะทำหน้าที่ในการเปิดวงจรที่เรียกว่า ฟิวส์ขาดนั่นเอง<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:414,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u606.jpg&quot;,&quot;width&quot;:570}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u606.jpg" width="570" height="414"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>วงจรอนุกรม</strong><br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:163,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg&quot;,&quot;width&quot;:556}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg" width="556" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การคำนวณค่าความต้านทาน</strong><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:179,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f601.jpg&quot;,&quot;width&quot;:430}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f601.jpg" width="430" height="179"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:363,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u608.jpg&quot;,&quot;width&quot;:424}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u608.jpg" width="424" height="363"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:494,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e601.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e601.jpg" width="600" height="494"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าความต้านทาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม ในกรณีที่เป็นมิเตอร์แบบเข็มให้ทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust) ก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อไปนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของตัวต้านทานด้านหนึ่งนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของตัวต้านทานอีกด้านหนึ่งอ่านค่าความต้านทาน<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:391,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u609.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u609.jpg" width="600" height="391"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าความต้านทานรวมของวงจร</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม แล้วทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust)นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวแรกนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวสุดท้ายอ่านค่าความต้านทาน<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:272,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u610.jpg&quot;,&quot;width&quot;:568}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u610.jpg" width="568" height="272"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าแรงดันตกคร่อม</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:428,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u611.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u611.jpg" width="500" height="428"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรอนุกรม</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อนนำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟนำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟอ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:311,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u612.jpg&quot;,&quot;width&quot;:481}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u612.jpg" width="481" height="311"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>วงจรขนาน</strong><br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg&quot;,&quot;width&quot;:513}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg" width="513" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การคำนวณค่าความต้านทาน</strong><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:322,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f602.jpg&quot;,&quot;width&quot;:492}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f602.jpg" width="492" height="322"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:228,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u614.jpg&quot;,&quot;width&quot;:379}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u614.jpg" width="379" height="228"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:374,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f603.jpg&quot;,&quot;width&quot;:414}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f603.jpg" width="414" height="374"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:950,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e602.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e602.jpg" width="600" height="950"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ในการคิดคำนวณค่าความต้านทานที่ต่อขนานกัน 2 ตัว จะใช้สูตรใดในการคำนวณก็ได้ ผลรวมจะได้เท่ากัน และถ้าค่าความต้านทานมีค่าเท่ากันทั้ง 2 ตัว คำตอบที่ได้จะลดลงครึ่งหนึ่ง<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:665,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e603.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e603.jpg" width="600" height="665"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าแรงดันตกคร่อมในวงจรขนาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u615.jpg&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u615.jpg" width="600" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรขนาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อนนำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟนำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟอ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านใน<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 10:04:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222353125</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.อินทร์ธีรา นรา่ศิริธีรติกุลม.3/12 เลขที่ 48</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222377166</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.ไฟฟ้าคืออะไร</strong></div><div><br>ในการทำความเข้าใจเรื่องของไฟฟ้า สิ่งที่ควรรู้ในเบื้องต้น ก็น่าจะเป็นความหมายของไฟฟ้าว่าไฟฟ้ามันคืออะไรกันแน่?<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/1/1401721189-Tesla18Dal-o.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:690,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057898/1/1401721189-Tesla18Dal-o.jpg&quot;,&quot;width&quot;:950}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057898/1/1401721189-Tesla18Dal-o.jpg" width="950" height="690"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><br>- ตามหนังสือวิทยาศาสตร์ หรือเว็บไซต์ต่างๆ มักจะให้ความหมายที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไฟฟ้า คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประจุเคลื่อนที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า ในหนึ่งหน่วยพื้นที่หน้าตัด ในหนึ่งหน่วยเวลา- <a href="http://dictionary.sanook.com/search/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตามศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้า (คำนาม) คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br><br>ประวัติการค้นพบไฟฟ้าไฟฟ้า หรือ Electricity ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ēlectricus ในภาษากรีก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประวัติความเป็นมาของไฟฟ้านั้น เท่าที่ได้ทราบกันมาเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงปลาไฟฟ้า และการรักษาโรคด้วยปลาไฟฟ้าแต่ในเรื่องราวของไฟฟ้าที่จะขอกล่าวอย่างจริงจังก็คือเรื่องราวการค้นพบไฟฟ้าของเทลีส (Thales) เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยเทลีสได้ค้นพบไฟฟ้าสถิตจากแท่งอำพัน เขาได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อนำแท่งอำพันถูกับผ้าขนสัตว์ แล้ววางแท่งอำพันไว้ใกล้กับวัตถุชิ้นเล็กๆเช่น เศษไม้ จะทำให้เศษไม้เคลื่อนที่เข้าหาแท่งอำพัน นั่นคือแท่งอำพันจะมีอำนาจอย่างหนึ่งที่ดึงดูดวัตถุได้<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/1/thales.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:319,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054284/1/thales.jpg?height=320&amp;width=249&quot;,&quot;width&quot;:249}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054284/1/thales.jpg?height=320&amp;width=249" width="249" height="319"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพรูปปั้นของเทลีส ผู้ที่ได้ชื่อว่าค้นพบไฟฟ้าสถิตเป็นคนแรก<br><br>ต่อมาในราวปี พ.ศ.2143 (ซึ่งถ้าเทียบระยะเวลาการค้นพบของเทลีส นับว่าเป็นเวลานานมากเลยทีเดียว) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อว่า วิลเลี่ยม กิลเบิร์ต (William Gilbert) ได้ทำการศึกษาผลที่เกิดจากการขัดสีแท่งอำพันอย่างละเอียด เขาจึงให้ชื่ออำนาจนี้ว่า Electricus ซึ่งมีความหมายถึง คุณสมบัติของการดึงดูดวัตถุเล็กๆ หลังจากการขัดสี และเรียกในภาษาอังกฤษว่า Electric/Electricity ที่แปลเป็นไทย คือไฟฟ้านั่นเอง<br><br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/1/franklin.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:319,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057189/1/franklin.jpg?height=320&amp;width=216&quot;,&quot;width&quot;:216}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057189/1/franklin.jpg?height=320&amp;width=216" width="216" height="319"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพวาดแสดงการทดลองของเบนจามิน แฟรงคลิน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (ซึ่งทุกคนไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะมีนักวิทยาศาสตร์เสียชีวิตมากมายหลังจากการทำตามแฟรงคลิน)<br>ในปี พ.ศ.2295 เบนจามิน แฟรงคลินได้ทำการทดลองติดลูกกุญแจโลหะไว้ที่หางว่าว แล้วปล่อยลอยขึ้นในวันที่ท้องฟ้ามีลมพายุรุนแรง เขาพบว่าประกายไฟกระโดดจากลูกกุญแจ โลหะสู่หลังมือของเขา (มีเอกสารออนไลน์ที่สรุปเรื่องราวของเขาสามารถเข้าไปอ่านได้ที่ [2]) ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบไฟฟ้าในธรรมชาติ ซึ่งประโยชน์ของการทดลองของแฟรงคลินที่เราพบเห็นได้ในปัจจุบันคือ สายล่อฟ้า ที่ช่วยชีวิตมนุษย์จากการถูกฟ้าผ่ามาจนถึงทุกวันนี้<br><br>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไรสสารที่มีในโลกนี้ประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ ซึ่งเราเรียกว่า อะตอม (Atoms) ภายในอะตอมจะประกอบไปด้วยอนุภาคไฟฟ้าเล็กๆ 3 ชนิด คืออิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน โดยที่อิเล็กตรอนจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ โปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก และในนิวตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง การอยู่ร่วมกันของอนุภาคทั้งสามในอะตอมเป็นลักษณะที่โปรตอนและนิวตรอนรวมกันอยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส และมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ ภายในอะตอมจะมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ นิวเคลียส เป็นวง ๆ ซึ่งอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุดเรียกว่า อิเล็กตรอนอิสระ และถ้าอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกนี้ได้รับพลังงานก็จะทาให้อิเล็กตรอน เคลื่อนที่ไปอยู่ในอะตอมที่ถัดไปทาให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอน พลังงานที่จะทาให้อิเล็กตรอน ในวัตถุตัวนำไหลได้ คือเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ซึ่งจะทาหน้าที่ทั้งการรับและจ่ายอิเล็กตรอนเรียกว่า ขั้วไฟฟ้า โดยกาหนดไว้ว่าขั้วที่รับอิเล็กตรอนเรียกว่า ขั้วบวก ขั้วที่จ่ายอิเล็กตรอนเรียกว่าขั้ว ลบ<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/1/3.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:179,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859056038/1/3.jpg&quot;,&quot;width&quot;:298}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859056038/1/3.jpg" width="298" height="179"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:141,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057210/1/44.gif?height=141&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859057210/1/44.gif?height=141&amp;width=400" width="400" height="141"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>แหล่งกาเนิดไฟฟ้าคือแหล่งกาเนิดพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้พลังงานแก่อิเล็กตรอนอิสระ ทาให้อิเล็กตรอนอิสระวิ่งเคลื่อนที่ไปตามอะตอมต่าง ๆ ได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปในรูปต่าง ๆ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นต้น ซึ่งไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลายชนิดแตกต่างกันไป<br><strong>ชนิดของไฟฟ้า</strong></div><div>&nbsp;ชนิดของไฟฟ้าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br><br>&nbsp; 1.ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิตประโยชน์ของไฟฟ้าสถิต <br>.............ไฟฟ้าสถิตสามารถนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับการพ่นสีโลหะต่าง ๆ การกรองฝุ่นและเขม่าออกจากควันไฟ การทำกระดาษทราย เป็นต้น <br><br>โทษของไฟฟ้าสถิต ได้แก่ การเกิดฟ้าผ่า&nbsp; 2. ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแสสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดคือ&nbsp; 1) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า&nbsp; ไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น&nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:197,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/16.gif&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/16.gif" width="350" height="197"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; อธิบายคุณสมบัติของไฟฟ้ากระแสตรง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ประจุไฟฟ้าบวก จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูงไปสู่บริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> และประจุไฟฟ้าลบ จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถ้านำตัวนำที่มีประจุและศักย์ไฟฟ้าต่างกัน มาวางติดกันหรือใช้ลวดโลหะตัวนำเชื่อมต่อกัน ตัวนำที่มีประจุทั้งสอง<br>&nbsp; จะเกิดการถ่ายเทประจุระหว่างตัวนำทั้งสองผ่านลวดโลหะตัวนำ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำนั้น&nbsp; จนกระทั่ง<br>&nbsp; ศักย์ไฟฟ้าบนตัวนำทั้งสองเท่ากัน ประจุหยุดถ่ายเท กระแสไฟฟ้าหมดไป ถ้าต้องการให้เกิดกระแสไฟฟ้าในลวดตัวนำ<br>&nbsp; อย่างต่อเนื่อง&nbsp; ต้องมีแหล่งกำเนิดที่ให้ความต่างศักย์ไฟฟ้าตลอดเวลา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ไฟฟ้าสถิต เป็นการศึกษาเฉพาะประจุไฟฟ้าที่อยู่นิ่ง&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ส่วนไฟฟ้ากระแสจะเป็นประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่แล้ว<br><br>กระแสไฟฟ้า<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อประจุไฟฟ้าถ่ายโอนจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง&nbsp; แสดงว่า&nbsp; มีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้น&nbsp; กระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดให้ไหลออกจากขั้วบวกของแบตเตอรี่&nbsp; &nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:317,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/1_1.ht3.gif&quot;,&quot;width&quot;:427}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/1_1.ht3.gif" width="427" height="317"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การถ่ายโอนประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า&nbsp; มีเงื่อนไขดังนี้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ระหว่างจุดสองจุดที่กระแสไหล&nbsp; จะต้องมีตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif&quot;,&quot;width&quot;:10}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/khonkhan/electric/content/images/xu4.gif" width="10" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> จะต้องมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดนั้น&nbsp; และกระแสไฟฟ้าจะไหลจากจุดที่มีความต่างศักย์สูงไปยัง<br> จุดที่มีความต่างศักย์2) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกัน โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ในขดลวดตัวนำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส ในปัจจุบันนิยมใช้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ กระแสไฟฟ้าสลับเฟสเดียวกับสามเฟสก. ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (Single Phase)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:184,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/17.gif&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/17.gif" width="400" height="184"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลักษณะการเกิดไฟฟ้ากระแสสลับ คือ ขดลวดชุดเดียวหมุนตัดเส้นแรงแม่เหล็ก เกิดแรงดันกระแสไฟฟ้า ทำให้กระแสไหลไปยังวงจรภายนอก โดยผ่านวงแหวน และแปลงถ่านดังกล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อออกแรงหมุน ลวดตัวนำได้ 1 รอบ จะได้กระแสไฟฟ้าชุดเดียวเท่านั้น ถ้าต้องการให้ได้ปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้ลวด ตัวนำหลายชุดไว้บนแกนที่หมุน ดังนั้นในการออกแบบขดลวดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับถ้าหากออกแบบ ชุดขดลวดบนแกนให้เพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด แล้วจะได้กำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้นข. ไฟฟ้ากระแสสลับสามเฟส (Three Phase) .เป็นการพัฒนามาจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับชนิดสองเฟส โดยการออกแบบจัดวาง ขดลวดบนแกนที่หมุนของเครื่องกำเนิดนั้น เป็น 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดนั้นวางห่างกัน 120 องศาทางไฟฟ้า<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:159,&quot;url&quot;:&quot;http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/18.gif&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.rmutphysics.com/PHYSICS/oldfront/55/1/circuit2/Elec-1_files/18.gif" width="400" height="159"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้ในบ้านพักอาศัย ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเฟสเดียว (SinglePhase)ระบบการส่งไฟฟ้าจะใช้ สายไฟฟ้า 2 สายคือ สายไฟฟ้า 1 เส้น และสายศูนย์ (นิวทรอล) หรือเราเรียกกันว่า สายดินอีก 1 สาย สำหรับบ้านพักอาศัยในเมืองบางแห่ง อาจจะใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดพิเศษ จะต้องใช้ไฟฟ้าชนิดสามเฟส ซึ่งจะให้กำลังมากกว่า เช่น มอเตอร์เครื่องสูบน้ำในการบำบัดน้ำเสีย ลิฟต์ของอาคารสูง ๆ เป็นต้น &nbsp;<br><br></div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์ (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>,<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก<a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com<br></a>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์<br><strong>ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ( E-Commerce )</strong></div><div>ธุรกิจกับธุรกิจ ( Business to Business : B to B )&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกันโดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน&nbsp; หรือระดับต่างกันก็ได้ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้น าเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นต้น<br>ธุรกิจกับผู้บริโภค ( Business to Consumer : B to C )&nbsp; &nbsp; หมายถึงธุรกิจที่เน้นบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น การขาย สินค้าอุปโภคบริโภค<br>ธุรกิจกับรัฐบาล ( Business to Government : B to G )&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล<br>ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( Consumer to&nbsp; Consumer : C to C )&nbsp; &nbsp; &nbsp;หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต<br>รัฐบาลกับผู้บริโภค ( Government to Consumer : G to C )&nbsp; &nbsp; หมายถึง เป็นการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้บริการหลายหน่วยงาน เช่น การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ตการติดต่อทำทะเบียนต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆและสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บางอย่าง<br><br>วงจรไฟฟ้า<br>&nbsp;ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด&nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:140,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg&quot;,&quot;width&quot;:265}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:133,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg&quot;,&quot;width&quot;:268}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ</div><ul><li>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่</li><li>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</li><li>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</li><li>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:392,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c8.gif&quot;,&quot;width&quot;:343}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c8.gif" width="343" height="392"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>วงจรไฟฟ้ากระสลับ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:193,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c9.gif&quot;,&quot;width&quot;:562}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c9.gif" width="562" height="193"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><h1>ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า</h1><div>ตัวนำไฟฟ้า<br><strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้า<br><strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br><br></div><div>สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านทั่วไปจะใช้ทองแดงมาเป็นตัวนำแทนเงินซึ่งมีราคาแพง ส่วนสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีขนาดใหญ่จะใช้อลูมิเนียม เพราะ มีน้ำหนักเบากว่าทองแดง<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:208,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg" width="200" height="208"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ไฟฟ้าแรงสูง<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif&quot;,&quot;width&quot;:309}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif" width="309" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br><br></div><div>ข้อควรระวังในการทำงานใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง<br>1. ห้ามทำนั่งร้านค้ำหรือคร่อมใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนปิดคลุมขณะที่ทำการก่อสร้าง หรือติดตั้งป้ายโฆษณา<br>2. ห้ามทำงานใกล้สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีฝนตก ฟ้าคะนอง<br>3. ห้ามฉีดพ่น เท หรือราดน้ำใด ๆ ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนี้<br>– การรดน้ำต้นไม้<br>– การฉีดน้ำด้วยสายยาง<br>– การต่อท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกจากระเบียงหรือกันสาด ทำให้ลำน้ำเข้าใกล้หรือกระทบเสาไฟ<br>– ละอองน้ำจากเครื่องหล่อเย็น ( Cooling Tower ) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ละอองน้ำมักจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วที่ฉนวนไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดได้ด้วย<br>4. ห้ามสอยสิ่งใด ๆ ทุกชนิดที่ติดอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง เช่น ว่าว สายป่าน ลูกโปร่งสวรรค์ เป็นต้น<br>5. ห้ามจุดไฟเผาขยะหรือหญ้ารวมทั้งการทำอาหารทุกชนิด เช่น การปิ้ง ย่าง ผัด หรือทอดที่ทำให้ความร้อนและควันไฟรม หรือพ่นใส่สายไฟฟ้าหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูง เพราะจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีไฟฟ้ารั่วและเกิดลัดวงจร จนไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง และในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดด้วย<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:445,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif&quot;,&quot;width&quot;:343}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif" width="343" height="445"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6. ห้ามจับดึง หรือแกว่งลวดสลิงเหล็กที่ใช้ยึดโยงเสาไฟฟ้าแรงสูงหรือบริเวณโคนเสาไฟฟ้า เพราะอาจจะแกว่งไปกระ ทบสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้มีไฟรั่วลงมา หรือทำให้สายไฟแรงสูงขาดได้<br>7. ห้ามไต่หรือขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าทุกชนิด ทุกกรณี<br>8. ห้ามยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือนำวัสดุอื่นใดเข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงมากกว่าระยะที่กำหนด<br>9. ไม่ควรติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะนอกจากจะทำให้รับสัญญาณได้ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสัญญาณรบกวนแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดในระหว่างทำการติดตั้งอีกด้วย และในวันข้างหน้าหากเสาอากาศล้มลง มาแตะสายไฟฟ้าแรงสูงด้วยลมพาย ุหรือด้วยเหตุอื่นใด นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านจะชำรุดแล้วบุคคลภายในบ้านอาจได้รับอันตราย และยังทำให้มีไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย<br>10. ผู้เป็นเจ้าของป้ายชื่อสถานที่ประกอบการที่ติดตั้งตามอาคารและผู้ดำเนินการติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนดาดฟ้าอาคาร หรือริมถนนใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง ต้องหมั่นดูแล ตรวจสอบความแข็งแรงของฐานและโครงเหล็กที่ใช้ติดตั้งป้ายโฆษณา<br>11. การก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกต้นไม ้ต้องห่างจากสายไฟฟ้าแรงสูงตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้สัมผัสกับสายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า<br>12. ควรระมัดระวังเครื่องมือกลทุกชนิดที่ใช้งานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ งานปรับปรุงหรือก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าระยะที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:387,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif&quot;,&quot;width&quot;:280}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif" width="280" height="387"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>13. ควรระมัดระวังผ้าคลุมกันฝุ่นระหว่างทำการก่อสร้าง มิให้ปลิวมาสัมผัสสายไฟฟ้า<br>14. กิ่งไม้ที่แตะสายไฟฟ้าจะทำให้มีไฟรั่วลงมาตามกิ่งไม้ ทำให้อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้ารั่วได้ จึงต้องระมัดระวังคอยดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้เข้าใกล้สายไฟฟ้าเกินระยะที่กำหนด<br>15. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ผู้ที่จะใช้เครื่องมือดับเพลิง ควรมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงว่าเป็นชนิดที่ใช้ดับเพลิง ซึ่งเกิดกับสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหรือไม่ และระยะห่างเท่าใด<br>16. ควรติดตั้งป้ายหรือสัญญาณเตือนภัยแสดงเขตอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงเสมอ<br>17. ก่อนที่จะขุดเจาะ หรือตอกปักวัตถุใดๆ เช่น แท่งโลหะลงในดิน จะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงอยู่ใต้พื้นดินนั้น มิฉะนั้นท่านอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงได้<br>18. ห้ามยิงนกหรือสัตว์ที่เกาะบนสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะสายจะขาดตกลงมาทำให้ผู้คนและตัวท่านเองได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูง<br>19. หากต้องการให้การไฟฟ้านครหลวงหุ้มสายไฟฟ้าแรงสูงในกรณีที่จำเป็นต้องทำงานใกล้สายไฟฟ้า ท่านสามารถติดต่อได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขตต่าง ๆ<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><strong>วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานระบบไฟฟ้า<br></strong><br></div><div><a href="https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:246,&quot;url&quot;:&quot;https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png?w=600&amp;h=246&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png?w=600&amp;h=246" width="600" height="246"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><strong>1. สายไฟฟ้า<br></strong><br></div><div>การเลือกใช้สายไฟฟ้า<br><br></div><div>1.1 ใช้เฉพาะสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มีเครื่องหมาย มอก.11) เท่านั้น<br><br></div><div>1.2 สายไฟฟ้าชนิดที่ใช้เดินภายในอาคารห้ามนำไปใช้เดินนอกอาคาร เพราะแสงแดดจะทำให้ฉนวนแตกกรอบชำรุด สายไฟชนิดที่ใช้เดินนอกอาคารมักจะมีการเติมสารป้องกันแสงแดดไว้ในเปลือกหรือ ฉนวนของสาย สารป้องกันแสงแดดส่วนใหญ่ที่ใช้กันมากนั้นจะเป็นสีดำ แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ การเดินร้อยในท่อก็มีส่วนช่วยป้องกันฉนวนของสายจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง<br><br></div><div>&nbsp; 1.3 เลือกใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งใช้งาน เช่น สายไฟชนิดอ่อนห้ามนำไปใช้เดินยึดติดกับผนังหรือลากผ่านบริเวณที่มีการกดทับ สาย เช่น ลอดผ่านบานพับประตูหน้าต่าง หรือตู้ เนื่องจากฉนวนของสายไม่สามารถรับแรงกดกระแทกจากอุปกรณ์จับยึดสายหรือบานพับ ได้ การเดินสายใต้ดินก็ต้องใช้ชนิดที่เป็นสายใต้ดิน (เช่น สายชนิด NYY) พร้อมทั้งมีการเดินร้อยในท่อเพื่อป้องกันสายใต้ดินไม่ให้เสียหาย เป็นต้น<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp;1.4 ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องใช้สายตัวนำทองแดงและเลือกให้เหมาะสมกับขนาดแรงดันไฟฟ้า(1 เฟส หรือ 3 เฟส) ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน และสอดคล้องกับขนาดของฟิวส์หรือสวิตช์อัตโนมัติ (เบรกเกอร์) ที่ใช้ สำหรับขนาดสายเมนและสายต่อหลักดินนั้นก็ต้องสอดคล้องกับขนาดของเมนสวิตช์และ ขนาดของเครื่องวัดฯ ด้วย ตามตารางต่อไปนี้<br><br></div><div><strong>ตารางที่ 1 ขนาดสายไฟฟ้าตามขนาดของเมนสวิตช์<br></strong><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:286,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/www.thaitechno.net/uploadedimages/knowledge/images/km37865_20101027132018_560492627_fullsize.jpg&quot;,&quot;width&quot;:649}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/www.thaitechno.net/uploadedimages/knowledge/images/km37865_20101027132018_560492627_fullsize.jpg" width="649" height="286"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>1.5 ขนาดของสายต่อหลักดิน ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าที่กำหนดไว้ในตารางต่อไปนี้<br><br></div><div><strong>ตารางที่ 2 ขนาดต่ำสุดของสายต่อหลักดิน<br></strong><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:263,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/www.bloggang.com/data/k/kanichikoong/picture/1369705640.jpg&quot;,&quot;width&quot;:450}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/www.bloggang.com/data/k/kanichikoong/picture/1369705640.jpg" width="450" height="263"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>หมายเหตุ</strong> การเลือกขนาดสายต่อหลักดิน โดยพิจารณาจากขนาดตัวนำประธาน (สายเมน) ของระบบไฟฟ้า<br><br></div><div>1.6 มาตรฐานสีของฉนวนไฟฟ้า<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:497,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/topicstock.pantip.com/home/topicstock/2010/07/R9512420/R9512420-10.jpg&quot;,&quot;width&quot;:719}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/topicstock.pantip.com/home/topicstock/2010/07/R9512420/R9512420-10.jpg" width="719" height="497"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>2. มิเตอร์ไฟฟ้า</strong> เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนหนึ่ง ๆ โดยมีมอเตอร์ที่มาตรไฟฟ้าคอยหมุนตัวเลขบอกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปเป็นกี่ กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือยูนิต หรือหน่วย<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/img.tarad.com/shop/c/chaidecho/img-lib/spd_20090530154953_b.jpg&quot;,&quot;width&quot;:260}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/img.tarad.com/shop/c/chaidecho/img-lib/spd_20090530154953_b.jpg" width="260" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>3.&nbsp; เมนสวิตช์</strong> เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:200,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/www.sense.co.th/private_folder/Consumer_Unit_2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/www.sense.co.th/private_folder/Consumer_Unit_2.jpg" width="500" height="200"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ</strong> (เซอร์กิตเบรคเกอร์) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ<br><br></div><div><br></div><div><strong>5. ฟิวส์ (Fuse)</strong> เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/www.eofficethailand.com/img/p/1629-1669-large.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/www.eofficethailand.com/img/p/1629-1669-large.jpg" width="300" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:468,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/img.tarad.com/shop/t/telepart/img-lib/spd_20100913172912_b.jpg&quot;,&quot;width&quot;:800}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/img.tarad.com/shop/t/telepart/img-lib/spd_20100913172912_b.jpg" width="800" height="468"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร</strong> เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงดินเป็นสวิตช์อัตโนมัติที่สามารถปลดวงจรเมื่อมี กระแสไฟฟ้ารั่วได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เครื่องตัดไฟรั่วมัก จะเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อใช้ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะจะใช้ได้ดีเมื่อใช้กับระบบไฟฟ้าที่มีสายดินอยู่แล้วและจะช่วย ป้องกันอัคคีภัยจากไฟฟ้ารั่วได้อีกด้วย เครื่องตัดไฟรั่วนี้จะต้องมีปุ่มสำหรับกดเพื่อทดสอบการทำงานอยู่เสมอ<br><br></div><div><br></div><div><strong>7. หลักดิน (Ground Rod หรือ Grounding Electrode หรือ Earth Electrode)</strong> เป็นแท่งหรือแผ่นโลหะที่ฝังอยู่ในดิน เพื่อทำหน้าที่แพร่หรือกระจายประจุไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าให้ไหลลงสู่ดินได้โดย สะดวก วัตถุที่จะนำมาใช้เป็นหลักดิน เช่น แท่งทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ความยาวมาตรฐานต้องยาวไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร เป็นต้น<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:286,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/www.cableaccs.com/earthing.jpg&quot;,&quot;width&quot;:490}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/www.cableaccs.com/earthing.jpg" width="490" height="286"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>8.&nbsp; ตุ้มหรือลูกถ้วย</strong> เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รองรับสายไฟ ทำหน้าที่เป็นฉนวนและป้องกันมิให้กระแสไฟฟ้ารั่วลงดินหรือลัดวงจรลงดิน<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:336,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/www.thaitechno.net/uploadedimages/c1/Product_39809_2020963_fullsize.jpg&quot;,&quot;width&quot;:448}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/www.thaitechno.net/uploadedimages/c1/Product_39809_2020963_fullsize.jpg" width="448" height="336"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>9.&nbsp; หลอดไฟฟ้า&nbsp; </strong>(Lamp)&nbsp; ทำหน้าที่ให้แสงสว่างสำหรับสถานที่ปฏิบัติงาน หรือที่อยู่อาศัย การติดตั้งระบบส่องสว่างควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ&nbsp; ในการจัดแสง และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือการเลือกประเภทและชนิดของหลอดไฟฟ้า&nbsp; โดยปกติทั่วหลอดไฟฟ้าไปแบ่งออกได้เป็น 3&nbsp; ประเภทคือ<br><br></div><div>9.1&nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดมีไส้&nbsp; (Filament&nbsp; Lamp)&nbsp; เป็นหลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในรุ่นแรก ๆ หรือบางที่ก็เรียกว่าหลอดธรรมดา&nbsp; องค์ประกอบของหลอดประกอบด้วย&nbsp; หลอดแก้ว, ไส้หลอด, (ส่วนไส้หลอดทำจากทังสเตน) เส้นลวดที่ต่อเข้ากับขั้วหลอด,&nbsp; ลวดยึดไส้หลอด,และก้านหลอดยึดไส้,&nbsp; ปัจจุบันนิยมใช้ไม่มากนักเพราะให้กำลังส่องสว่างน้อยกว่าหลอดประเภทอื่น<br><br></div><div>ในกรณีกำลังวัตต์เท่ากัน&nbsp; มีจำหน่วยในท้องตลาดมีหลายขนาด&nbsp; เช่น&nbsp; 40วัตต์&nbsp; 60วัตต์&nbsp; 80วัตต์&nbsp; 100วัตต์ ฯลฯ&nbsp; อายุการใช้งานประมาณ 1000 ชั่วโมง&nbsp; หลอดประเภทนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือชนิด แบบเขี้ยว และชนิดแบบเกลียว<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:280,&quot;url&quot;:&quot;https://kwaithai.files.wordpress.com/2012/02/copy-of-light2.jpg?w=461&amp;h=360&quot;,&quot;width&quot;:358}" data-trix-content-type="image"><img src="https://kwaithai.files.wordpress.com/2012/02/copy-of-light2.jpg?w=461&amp;h=360" width="358" height="280"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp; &nbsp; 9.2 &nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดเรืองแสง (Fluorescent Lamp) หรือเรียกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์หลอดไฟฟ้าประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟฟ้าธรรมดา ถึง 4 เท่า ให้แสงสว่างที่เย็นตามากกว่า รวมทั้งอุณหภูมิความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดน้อยกว่า&nbsp; ส่วนประกอบที่สำคัญของหลอดประกอบด้วย<br><br></div><div>&nbsp; 1)&nbsp; ตัวหลอด<br><br></div><div>2)&nbsp; ขั้วหลอด<br><br></div><div>&nbsp; 3)&nbsp; ไส้หลอด<br><br></div><div>&nbsp; 4)&nbsp; สารบรรจุภายในหลอด&nbsp; เช่น อาร์กอน&nbsp; และไอปรอท<br><br></div><div>หลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ที่จำหน่วยในท้องตลาด มีหลายลักษณะเช่น&nbsp; หลอดฟลูออเรสเซนต์ ธรรมดา&nbsp; หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบวงกลม (32 วัตต์)&nbsp; แบบยาวตรง (18,36 วัตต์)&nbsp; และหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบคอมแพค (Compact) &nbsp; หรือหลอดตะเกียบ<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/www.green-the-world.net/images/energy_efficient_light_bulbs.jpg&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/www.green-the-world.net/images/energy_efficient_light_bulbs.jpg" width="400" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp;9.3&nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดอาศัยการอาร์ค&nbsp; หรือหลอดไฟชนิดคายประจุ&nbsp; หลอดประเภทนี้ใช้กระแสไฟฟ้ามากในการทำงานไม่นิยมใช้ในบ้านเรือนทั่วไป&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะจุดหรือพื้นที่ต้องการแสงสว่างมาก ๆ&nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีหลายแบบ เช่น หลอดไอปรอท หลอดฮาโลเจน หลอดโซเดียม หรือหลอดแสงจันทร์<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/i00.i.aliimg.com/img/pb/751/616/640/640616751_747.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/i00.i.aliimg.com/img/pb/751/616/640/640616751_747.jpg" width="300" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>แสงสีของหลอด&nbsp; สีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์&nbsp; แสงที่ส่องกระทบวัตถุสามารถทำให้สีของวัตถุเปลี่ยนได้&nbsp; ถ้าเลือกสีได้ถูกต้องจะทำให้มองสีของวัตถุไม่ผิดเพี้ยน&nbsp; และยังช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานได้ด้วย&nbsp; หลอดฟลูออเรสเซนต์จึงมีแสงสีต่าง ๆ&nbsp; หลายสีเพื่อให้เลือกใช้ตรงกับต้องการของงาน<br><br></div><div>แสงที่เรียกว่า เดย์ไลท์(DAY&nbsp; LIGHT) เป็นแสงที่มีสีใกล้เคียงกับสีของแสงแดด&nbsp; ทำให้การมองเห็นวัตถุที่ส่องด้วยแสงเดย์ไลท์เหมือนกับที่มองตอนกลางวัน&nbsp; ในบางประเทศที่ไม่ค่อยมีแสงแดดจะนิยมใช้หลอดชนิดนี้เพื่อให้ความรู้สึกว่ามี แสงแดด<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลอดวอร์มไวท์ &nbsp; (WARM&nbsp; WHITE) </strong>&nbsp;สี ของแสงจะออกไปทางแดงปนเหลืองให้ความรู้สึกอบอุ่น&nbsp; ในประเทศหนาวนิยมใช้สีนี้ในบางสถานที่&nbsp; เช่น&nbsp; ห้องนั่งเล่น&nbsp; เพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่น&nbsp; ช่วยให้ลดความรู้สึกหนาวได้บ้าง&nbsp; วัตถุที่ส่องด้วยแสงสีนี้จะมีสีเพี้ยนไปบ้าง<br><br></div><div><strong>หลอดคูลไวท์ &nbsp; (COOL&nbsp; WHITE)</strong>&nbsp; สีของแสงอยู่ระหว่างหลอดเดย์ไลท์กับหลอดวอร์มไวท์&nbsp; ให้สีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ&nbsp; นิยมใช้งานทั่วไป&nbsp; เหมาะที่จะใช้ในสถานที่ทำงานต่าง ๆ&nbsp; และในห้างสรรพสินค้า<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลอดแบล๊คไลท์ &nbsp; (BLACK&nbsp; LIGHT) </strong>&nbsp;เป็น หลอดที่มีหลอดเป็นแก้วสีดำ&nbsp; ให้แสงที่ตามองไม่เห็น&nbsp; แต่เมื่อไปกระทบกับวัตถุสีขาวจะสะท้อนแสงนวลสวยงามนิยมใช้ตามร้านอาหาร&nbsp; ภัตตาคาร&nbsp; และสถานที่ที่มีการแสดงในเวลากลางคืนหลอดชนิดนี้จะแผ่รังสีไวโอเลตในปริมาณ สูงซึ่งเป็นอันตรายต่อสายตาและผิวหนัง&nbsp; จึงไม่ควรใช้เป็นเวลานาน ๆ<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 10.&nbsp; สตาร์ทเตอร์&nbsp; </strong>&nbsp;ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิทช์ อัตโนมัติ&nbsp; เพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอด ฟลูออเรสเซนต์&nbsp; เมื่อเริ่มต้นทำงานสตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อม ที่จะทำงาน&nbsp; เมื่อไส้หลอดทำงานเรียบร้อยแล้วสตาร์ทเตอร์ก็ปิดวงจร<br><br></div><div><strong>11.&nbsp; บัลลาส&nbsp; </strong>&nbsp;ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะ สมกับหลอดซึ่งแรงดันไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นจะสูงมาก&nbsp; เพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเลคตรอนออกมา&nbsp; หลังจากหลอดทำงานแล้ว&nbsp; &nbsp; บัลลาสจะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 12. เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle)</strong> หรือปลั๊กตัวเมียคือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 13.&nbsp; เต้าเสียบ</strong> เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนำปลายของสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับเต้าเสียบ<br><br></div><div>ไปเสียบกับเต้ารับ ที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ภายในบ้าน<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 14. สวิตช์เปิด-ปิดธรรมดา (Toggle Switch)</strong> สวิตช์เปิด-ปิดในที่นี้ หมายถึงสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดหลอดไฟหรือโคมไฟสำหรับแสงสว่างหรือเครื่องใช้ ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีการติดตั้งสวิตช์เอง<br><strong>อุปกรณ์และวัสดุสำหรับงานเดินสายไฟฟ้า</strong><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; เข็มขัดรัดสาย</strong>&nbsp; หรือที่เรียกทั่วไปว่า&nbsp; คลิป&nbsp; (clip)&nbsp; หรือ กิ๊ป&nbsp; ผลิตจากอะลูมิเนียมขึ้นรูปเป็นแผงบางๆแต่มีความเหนียว มีหลายขนาด&nbsp; เช่น เบอร์ ¾, 0, 1, 1 ½,&nbsp; 2,&nbsp; 2 ½, 3, 4, 5 และเบอร์ 6 ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด &nbsp; ตั่งแต่ เบอร์ 3 ถึง เบอร์ 6&nbsp; จะมีขนาดสองรู&nbsp; ขนาดอื่นๆ จะมีรูเดียว<br><br></div><div><strong>2.&nbsp; ตะปู</strong>&nbsp; ขนาด 3/8&nbsp; นิ้ว, 5/16 นิ้ว&nbsp; ใช้ตอกบนอาคารฉาบปูน&nbsp; และขนาด ½&nbsp; นิ้ว สำหรับตอกบนอาคารที่เป็นไม้<br><strong>3.&nbsp; พุก (fixer)</strong>&nbsp; ใช้งานคู่กับสกรูเพื่อให้การจับยึดอุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าต่าง ๆ มีความแข็งแรง พุก ที่ใช้งานทั่ว มี 3 แบบ คือ<br>3.1 พุกพลาสติก&nbsp; ใช้กับงานติดตั้งขนาดเล็ก&nbsp; เช่น&nbsp; ติดตั้งแป้นไม้ แผงคัทเอ้าท์&nbsp; จะใช้พุกขนาด&nbsp; M7 (เอ็ม-เจ็ด)&nbsp; กล่าวคือ&nbsp; ต้องใช้อดอกสว่านขนาด 7 มิล และใช้สกรูขนาด 5-6 มม.&nbsp; นอกจากนี้ยังมีขนาดอื่นๆ เช่น M8 จะโตกว่า M7<br><br></div><div>3.2 พุกตะกั่ว&nbsp; ใช้กับงานขนาดกลาง&nbsp; เนื่องจากทนแรงกดและน้ำหนักได้ดีกว่า เช่นการติดตั้งตู้โหลดเซนเตอร์<br><br></div><div>3.3 พุกเหล็ก&nbsp; หรือที่เรียกว่า&nbsp; โบลว์&nbsp; (bolt) ใ ช้กับงานที่ต้องการความแข็งแรงทุกประเภทเนื่องจากรับน้ำหนักได้ดี&nbsp; แต่มีราคาแพง<br><br></div><div><strong>4. สกรู</strong>&nbsp; เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า&nbsp; ตะปูเกลียวปล่อย&nbsp; มีสองชนิดคือ&nbsp; ชนิดหัวแฉกและชนิดหัวแบน<br><br></div><div><strong>5. แป้นไม้</strong>&nbsp; ใช้สำหรับรองรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ มีหลายขนาด อาทิ เช่น 4 × 6 นิ้ว 8 × 10&nbsp; นิ้ว เป็นต้น ปัจจุบันมีการผลิตแป้นพลาสติกออกมาใช้งานควบคู่กับแป้นไม้ ได้รับความนิยมใกล้เคียงกัน<br><br></div><div><strong>6.&nbsp; เทปพันสายไฟ&nbsp; &nbsp;</strong>เป็นเทปพลาสติคหรือผู้ทำ หน้าที่เป็นฉนวนใช้พันสายไฟบริเวณจุดต่อของสายเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp; ซึ่งเทปที่ดีควรเป็นฉนวนที่ดี อ่อน&nbsp; เหนียว และกาวของเทปมีความเหนียวคงทน&nbsp; เมื่อพันสายไฟแล้วแนบกับสายได้ดี<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 7.เคเบิ้ลไทร์(Cable Ties)</strong> เข็มขัดรัดสายไฟ, สายรัดไนล่อนเอนกประสงค์ สายรัดในล่อน เอนกประสงค์<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 8. ตลับแยกสาย</strong>&nbsp; มีลักษณะกลมมีฝาเกลียวปิด&nbsp; หรือเป็นกล่องพลาสติคสี่เหลี่ยมจัตุรัส สามารถเจาะรูออกรอบ ๆ ได้&nbsp; 4 รู&nbsp; ตลับแยกสายมีไว้สำหรับต่อสายภายในตลับ&nbsp; เพื่อให้ดูเรียบร้อยสวยงาม ในการต่อแยกสายไปใช้หลายจุด&nbsp; เช่น ปลั๊ก&nbsp; สวิทช์&nbsp; ดวงโคม ฯลฯ&nbsp; แต่ในปัจจุบันตลับแยกสายไม่เป็นที่นิยมในการต่อจุดแยก&nbsp; ส่วนใหญ่จะนิยมเชื่อมต่อวงจรภายในแผงสวิทช์หรือปลั๊กแทน<br><br></div><div><strong>9. &nbsp; แป้นไม้, แป้นพลาสติค&nbsp; </strong>&nbsp; ทำด้วยไม้หรือพลา สติค&nbsp; ทรงสี่เหลี่ยมมีหลายขนาด เช่น &nbsp; 8 นิ้ว x 10นิ้ว , 10นิ้ว x 12นิ้ว , 6 นิ้ว x 8 นิ้ว , ฯลฯ ใช้สำหรับติดตั้งหรือรองอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น สวิทช์&nbsp; ปลั๊ก&nbsp; เบรกเกอร์&nbsp; คัทเอาท์&nbsp; ฯลฯ&nbsp; ในบางกรณีแป้นไม้ หรือ พลาสติคสามารถใช้แทนตลับแยกสาย<br><br></div><div><strong>10.&nbsp; บ๊อกสวิทช์,ปลั๊ก&nbsp; &nbsp; </strong>สำหรับติดตั้งหน้ากาก สวิทช์และปลั๊ก&nbsp; แยกได้เป็น&nbsp; 2&nbsp; ลักษณะคือ&nbsp; บ๊อกใช้สำหรับฝังในผนังปูน อาจทำด้วยเหล็กหรือพลาสติค และอีกประเภทหนึ่งคือ บ๊อกติดภายนอกผนังปูน&nbsp; (บ๊อกลอย)&nbsp; ส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติค<br><br></div><div><strong>11.&nbsp; หน้ากาก&nbsp; </strong>สวิทช์-ปลั๊ก&nbsp; สำหรับติดตั้งสวิทช์และปลั๊ก&nbsp; ปัจจุบันเป็นที่นิยมเพราะติดตั้งได้ง่าย เรียบร้อยกว่าสวิทช์-ปลั๊ก รุ่นแรก ๆ แยกได้&nbsp; 3 ลักษณะ คือ&nbsp; หน้ากาก 1 ช่อง,&nbsp; หน้ากาก 2 ช่องและหน้ากาก 3 ช่อง&nbsp; ใน 1 ช่องนั้น สามารถติดปลั๊กหรือสวิทช์ได้เพียง 1 ตัวเท่านั้น<br><br></div><div><strong>12. ท่อสำหรับเดินสายไฟ&nbsp; &nbsp;</strong>เป็นท่อ P.V.C&nbsp; สำหรับใส่สายไฟเข้าไปภายใน&nbsp; ปัจจุบันนิยมใช้ท่อเดินสายไฟภายในอาคารเพราะสะดวกในการติดตั้ง และสามารถซ่อมแซมระบบสายไฟได้ง่าย&nbsp; มีหลายขนาด&nbsp; ที่นิยมใช้ คือขนาด 20 มิลลิเมตร 25 มิลลิเมตร และ 30 มิลลิเมตร&nbsp; ลักษณะของท่อ P.V.C&nbsp; ที่ใช้สำหรับงานไฟฟ้ามี 2 สี &nbsp; คือ ท่อสีขาว&nbsp; สำหรับเดินสายไฟภายในอาคารทั่วไป&nbsp; ท่อสีเหลือง เหมาะสำหรับเดินสายไฟฟ้าฝังดินหรือเดินสายไฟภายในโรงงาน<br><br></div><div><strong>13.&nbsp; อุปกรณ์สำหรับท่อเดินสายไฟ&nbsp; </strong>อุปกรณ์ที่ กล่าวถึงในที่นี้เป็นอุปกรณ์ทั่วไป&nbsp; สำหรับการติดตั้งระบบการเดินสายไฟฟ้าแบบปิด (ร้อยท่อ)&nbsp; ทำหน้าที่ในการยึด-ต่อ อุปกรณ์และท่อเข้าด้วยกัน&nbsp; เพื่อให้แข็งแรงและสวยงาม เช่น<br><br></div><div>13.1&nbsp; ข้อต่อตรง&nbsp; สำหรับต่อท่อเข้าด้วยกัน<br><br></div><div>13.2&nbsp; คอนเนกเตอร์&nbsp; สำหรับต่ออุปกรณ์และท่อเข้าด้วยกัน<br><br></div><div>13.3&nbsp; ข้อต่ออ่อน&nbsp; สำหรับต่อท่อที่เยื้องหรืออยู่คนละแนวกัน<br><br></div><div>13.4&nbsp; ข้องอ&nbsp; สำหรับต่อท่อที่หักเลี้ยวเป็นมุมฉาก<br><br></div><div>13.5&nbsp; สามทาง&nbsp; สำหรับต่อแยกท่อได้&nbsp; 3&nbsp; ทาง<br><br></div><div>13.6&nbsp; เข็มขัดรัดท่อ&nbsp; สำหรับยึดท่อ<br><br></div><div><strong>สรุป<br></strong><br></div><div>ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่มีความสำคัญในบ้านทุกบ้าน การเลือกใช้ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ ชนิดของสายไฟ และอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการช่วย ประหยัดพลังงานและยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในด้านการลดภาวะโลกร้อนได้<br><strong><br>สวิตซ์ (Switch)</strong></div><div>&nbsp;เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาการต่อจากฮับอีกทีหนึ่งมีความสามารถมากกว่า Hub โดยการทำงานของสวิตซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ตเหมือนอย่างฮับ ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล สวิตซ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link Layer คือจะรับผิดชอบในการเชื่อมโยงของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของการติดต่อจากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งและความสมบูรณ์ของการรับส่งข้อมูล สำหรับในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนั่นจะทำการแบ่งข้อมูลระดับบิตที่ได้รับจากชั้น Physical Layer เป็นข้อมูลชนิดที่เรียกว่า เฟรม ก่อนจะส่งไปยังชั้นถัดไป ก็คือ Network Layer<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:363,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/www.uit.co.th/images/3com%204800G.jpg&quot;,&quot;width&quot;:569}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/www.uit.co.th/images/3com%204800G.jpg" width="569" height="363"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>รูป</strong>แสดงลักษณะของ Switch ยี่ห้อ 3COM<br><br></div><div><strong>หลักการทำางานของ Switch<br></strong><br></div><div>หลักการทำงานของ Switch เหมือนการทำงานขอ Hub เพียงแต่ว่าทำงานได้เร็วกว่าและยังมีจำนวนพอร์ตที่มากกว่า<br><br></div><div><strong>Hub กับ SWITCH แตกต่างกันอย่างไร<br></strong><br></div><div>HUB กับ SWITCH นั้นจะทำหน้าที่คล้าย กันเพียงแต่ HUB นั้นเวลาส่งข้อมูลนั้นจะเป็นแบบ broadcast กระจายไปทุกเครื่องแต่ถ้าเป็น switch นั้น จะดูว่าข้อมูลนี่เป็น ของเครื่องไหนแล้วค่อยส่งไปยังเครื่องนั้น ดังนั้นHUB จึงสามารถ LAN ได้มากกว่านอกจากนี้ความเร็วในการส่งข้อมูลก็ต่างกันคือ speed HUB คือspeed / N เครื่องเช่น LAN 100 Mbps 10 เครื่อง ทุกเครื่องได้แค่ 10 Mpbsส่วน speed switch นั้น Lan 100 mpbs ทุกเครื่องได้ 100 mbps<br><br></div><div><strong>ส่วนประกอบการทางานที่สาคัญของ Switch&nbsp; สามารถแบ่งส่วนประกอบที่สาคัญของ Switch ได้ดังนี้<br></strong><br></div><div>– Input Controller<br><br></div><div>– Control Process<br><br></div><div>– Switching Element<br><br></div><div>– Output Controller<br><br></div><div>&nbsp;<strong>Input Controller<br></strong><br></div><div>Input Controller จะควบคุมดูแลให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกส่งเข้ามายัง Switches สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้าที่หลักของ Input Controller ได้แก่การรับข้อมูลในรูปของแพ็กเก็ตเข้ามาจากนั้นจึงนำส่งไปยังที่Control Process สำหรับการใช้ Switch แบบ Cut – Through ตัว Input Controller จะทำหน้าที่ Forward หรือส่งผ่านข้อมูลไปที่ Control Process โดยเร็วที่สุดหลังจากตรวจสอบพบ MAC Address ปลายทางที่มีขนาด 6 ไบต์ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบของ Switch และ Output Controller&nbsp; ดังรูปด้านล่าง<br><strong><em>หมายเหตุ<br></em></strong>Mac Address คือ MAC Address เป็นรหัส HEX&nbsp; (เลขฐาน16) มี 12 ดิจิต ซึ่งมีมาตรฐานการออกตัว<br>ติดมากับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค&nbsp; ได้แก่ NIC (Network Interface Card) จะไม่ซ้ำกันนะครับเพื่อน&nbsp; ๆ<br><br></div><div>Control Process คือ บล็อคควบคุมการทำงาน<br><br></div><div><a href="https://yyweb123.files.wordpress.com/2011/09/image055.gif"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:489,&quot;url&quot;:&quot;https://yyweb123.files.wordpress.com/2011/09/image055.gif?w=595&quot;,&quot;width&quot;:595}" data-trix-content-type="image"><img src="https://yyweb123.files.wordpress.com/2011/09/image055.gif?w=595" width="595" height="489"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><strong>รูป </strong>แสดงโครงสร้างและส่วนประกอบภายใน Switches<br><br></div><div>Input Controller คือ บล็อกควบคุมการทำงานของข้อมูลเข้า<br><br></div><div><strong>Control Process<br></strong><br></div><div>Control Process เป็นกระบวนการควบคุมการรับและส่งแพ็กเก็ต รวมทั้งการจัดการของ Switchประกอบด้วยชิ้นงานต่าง ๆ ที่น่าสนใจดังนี้<br><br></div><div>– Transmission Process<br><br></div><div>– Learning Process<br><br></div><div>– Forwarding Process<br><br></div><div>– Flow Control Process<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>Transmission Process<br></strong><br></div><div>หลังจากที่ Switch ได้รับแพ็กเก็ตเข้ามา และได้เห็น MAC Address ปลายทางที่มีขนาด 6 ไบต์แล้วอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ส่งกระจายข้อมูลของ Switch จะทาการตรวจสอบตาราง Address เพื่อดูว่าเพ็กเก็ตมาจากที่ใด และจะต้องเดินทางไปที่ใด โดย Switch จะใช้ตารางนี้เพื่อดูว่าแพ็กเก็ตนี้จะต้องส่งออกไปที่พอร์ตใดซึ่งเป็นปลายทางหาก Switch ตรวจสอบไม่พบแอดเดรสปลายทา Switches ก็จะส่งแพ็กเก็ตนี้ไปยังทุก ๆ พอร์ตที่มีอยู่ทั้งหมดของ Switch ซึ่งเราเรียกว่า Flooding<br><strong>Learning Process<br></strong><br></div><div>Switch จะคอยตรวจสอบกิจกรรมการทำงาน รวมทั้งแพ็กเก็ตที่วิ่งเข้าอกไปมาระหว่างพอร์ตต่าง ๆ ของ Switch ซึ่งทาให้ Switch สามารถล่วงรู้ความมีตัวตนของคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งบนเครือข่าย<br><br></div><div>&nbsp;<strong>Forwarding Process<br></strong><br></div><div>หลังจาก Transmission Process จัดตั้งพอร์ตที่จะส่งแพ็กเก็ตไปที่ปลายทางเรียบร้อยแล้ว กระบวนการ Forwarding จะทาการส่งข้อมูลออกไปทาง Back Plane ของ Switch ลักษณะการส่งข้อมูลจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของ Back Plane ที่จะใช้เพื่อเป็นกลไกการส่งข้อมูลออกไป ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจะถูกส่งไปที่ Output Process และเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์<br>มอเตอร์ไฟฟ้าคือ?<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกตามการใช้ของกระแสไฟฟ้าได้ 2 ชนิดดังนี้<br><br>1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current Motor) หรือเรียกว่าเอ.ซี มอเตอร์ (A.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้าสลับแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส หรือเรียกว่าซิงเกิลเฟสมอเตอร์ (A.C. Sing Phase) จะใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์มีสายไฟ เข้า 2 สาย มีแรงม้าไม่สูง ส่วนใหญ่ตามบ้านเรือน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- สปลิทเฟส มอเตอร์( Split-Phase motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- คาปาซิเตอร ์มอเตอร์ (Capacitor motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- รีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ยูนิเวอร์แวซลมอเตอร์ (Universal motor)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- เช็ดเดดโพล มอเตอร์ (Shaded-pole motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. มอเตอร์ไฟฟ้าสลับชนิด 2 เฟสหรือเรียกว่าทูเฟสมอเตอร์ (A.C.Two phas Motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 3 เฟสหรือเรียกว่าทีเฟสมอเตอร์ (A.C. Three phase Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต้องใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แรงดัน 380 โวลต์ มีสายไฟเข้ามอเตอร์ 3 สาย <br><br>2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Motor ) หรือเรียกว่าดี.ซี มอเอตร์ (D.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกได้ดังนี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์ (Series Motor) <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์ (Shunt Motor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสมหรือเรียกว่าคอมเปาวด์มอเตอร์ (Compound Motor)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:324,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/motor222.JPG&quot;,&quot;width&quot;:436}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/motor222.JPG" width="436" height="324"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>ส่วนประกอบหลักๆ ของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้<br><br>1.) <strong>ขดลวดสนามแม่เหล็ก (Field Coil)</strong> คือขดลวดที่ถูกพันอยู่กับขั้วแม่เหล็กที่ยึดติดกับโครงมอเตอร์ ทำหน้าที่กำเนิดขั้วแม่เหล็กขั้วเหนือ (N) และขั้วใต้ (S) แทนแม่เหล็กถาวรขดลวดที่ใช้เป็นขดลวดอาบน้ำยาฉนวน สนามแม่เหล็กจะเกิดขึ้นเมื่อจ่ายแรงดันไฟตรงให้มอเตอร์<br><br>2.) <strong>ขั้วแม่เหล็ก (Pole Pieces)</strong> คือแกนสำหรับรองรับขดลวดสนามแม่เหล็กถูกยึดติดกับโครงมอเตอร์ด้านใน ขั้วแม่เหล็กทำมาจากแผ่นเหล็กอ่อนบางๆ อัดซ้อนกัน (Lamination Sheet Steel) เพื่อลดการเกิดกระแสไหลวน (Edy Current) ที่จะทำให้ความเข้าของสนามแม่เหล็กลดลง ขั้วแม่เหล็กทำหน้าที่ให้กำเนิดขั้วสนามแม่เหล็กมีความเข้มสูงสุด แทนขั้วสนามแม่เหล็กถาวร ผิวด้านหน้าของขั้วแม่เหล็กทำให้โค้งรับกับอาร์เมเจอร์พอดี<br><br>3.) <strong>โครงมอเตอร์ (Motor Frame)</strong> คือส่วนเปลือกหุ้มภายนอกของมอเตอร์ และยึิดส่วนอยู่กับที่ (Stator) ของมอเตอร์ไว้ภายในร่วมกับฝาปิดหัวท้ายของมอเตอร์ โครงมอเตอร์ทำหน้าที่เป็นทางเดินของเส้นแรงแม่เหล็กระหว่างขั้วแม่เหล็กให้เกิดสนามแม่เหล็กครบวงจร<br><br>4.) <strong>อาร์เมเจอร์ (Armature)</strong> คือส่วนเคลื่อนที่ (Rotor) ถูกยึดติดกับเพลา (Shaft) และรองรับการหมุนด้วยที่รองรับการหมุน (Bearing) ตัวอาร์เมเจอร์ทำจากเหล็กแผ่นบางๆ อัดซ้อนกัน ถูกเซาะร่องออกเป็นส่วนๆ เพื่อไว้พันขดลวดอาร์เมเจอร์ (Armature Winding) ขดลวดอาร์เมเจอร์เป็นขดลวดอาบน้ำยาฉนวน ร่องขดลวดอาร์เมเจอร์จะมีขดลวดพันอยู่และมีลิ่มไฟเบอร์อัดแน่นขึดขดลวดอาร์เมเจอร์ไว้ ปลายขดลวดอาร์เมเจอร์ต่อไว้กับคอมมิวเตเตอร์ อาร์เมอเจอร์ผลักดันของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ทำให้อาร์เมเจอร์หมุนเคลื่อนที่<br><br>5.) <strong>คอมมิวเตเตอร์ (Commutator)</strong> คือส่วนเคลื่อนที่อีกส่วนหนึ่ง ถูกยึดติดเข้ากับอาร์เมเจอร์และเพลาร่วมกัน คอมมิวเตเตอร์ทำจากแ่ท่งทองแดงแข็งประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก แต่ละแท่งทองแดงของคอมมิวเตเตอร์ถูกแยกออกจากกันด้วยฉนวนไมก้า (Mica) อาร์เมเจอร์ คอมมิวเตเตอร์ทำหน้าที่เป็นขั้วรับแรงดันไฟตรงที่จ่ายมาจากแปรงถ่าน เพื่อส่งไปใ้ห้ขดลวดอาร์เมอร์<br><br>6.) <strong>แปรงถ่าน (Brush)</strong> คือ ตัวสัมผัสกับคอมมิวเตเตอร์ ทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผลิตมาจากคาร์บอนหรือแกรไฟต์ผสมผงทองแดง เพื่อให้แข็งและนำไฟฟ้าได้ดี มีสายตัวนำต่อร่วมกับแปรงถ่านเพื่อไปรับแรงดันไฟตรงที่จ่ายเข้ามา แปรงถ่านทำหน้าที่รับแรงดันไฟตรงจกแหล่งจ่าย จ่ายผ่านไปให้คอมมิวเตเตอร์<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:203,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/bottee9_clip_image001_0001.gif&quot;,&quot;width&quot;:478}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/bottee9_clip_image001_0001.gif" width="478" height="203"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>การทำงานของมอเตอร์<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:337,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.gif&quot;,&quot;width&quot;:433}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C.gif" width="433" height="337"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>&nbsp; &nbsp;การทำงานเบื้องต้นของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง มีแรงดันไฟตรงจ่ายผ่านแปรงถ่านไปคอมมิวเตเตอร์ ผ่านไปให้ขดลวดตัวนำที่อาร์เมเจอร์ ทำให้ขดลวดอาร์เมเจอร์เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา ทางด้านซ้ายมือเป็นขั้วเหนือ (N) และ้ด้านขวาเป็นขั้วใต้ (S) เหมือนกับขั้วแม่เหล็กถาวรที่วางอยู่ใกล้ๆ เกิดอำนาจแม่เหล็กผลักดันกัน อาร์เมเจอร์หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา พร้อมกับคอมมิวเตเตอร์หมุนตามไปด้วย แปรงถ่านสัมผัสกับส่วนของคอมมิวเตเตอร์ เปลี่ยนไปในอีกปลายหนึ่งของขดลวด แต่มีผลทำให้เกิดขั้วแม่เหล็กที่อาร์เมเจอร์เหมือนกับชั้วแม่เหล็กถาวรที่อยู่ใกล้ๆอีกครั้ง ทำให้อาร์เมเจอร์ยังคงถูกผลักให้หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกาตลอดเวลา เกิดการหมุนของอาร์เมเจอร์คือมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน<br><br></div><h1>ทรานซิสเตอร์ (Transistor) คือ</h1><div>&nbsp;&nbsp;</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:600,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/physicsboard/forum/index.php?action=dlattach;topic=645.0;attach=1291;image&quot;,&quot;width&quot;:715}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/physicsboard/forum/index.php?action=dlattach;topic=645.0;attach=1291;image" width="715" height="600"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ทรานซิสเตอร์(Transistor)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br>สารกึ่งตัวนำ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สารบางชนิดนำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี สารบางชนิดไม่นำไฟฟ้า แต่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่นแก้ว ยาง พลาสติก<br>สารที่มีคุณสมบัติ ไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ เเละ เราสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าของ<br>สารกึ่งตัวนำได้ เราจึงนำเอาสารกึ่งตัวนำมาประดิษฐ์สร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์<br>และวงจรไอซี สารกึ่งตัวนำที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ซิลิคอน ซึ่ง เป็นธาตุที่ถลุงได้จากทราย และเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://dc352.4shared.com/doc/oPOtNAqI/preview_html_m65b26ed2.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://dc352.4shared.com/doc/oPOtNAqI/preview_html_m65b26ed2.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปร่างของทรานซิสเตอร์มีหลายรูปแบบ เรามักจะเรียกว่าตัวถัง ซึ่งแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกต่างกันออกไป และถ้าทรานซิสเตอร์<br>มีขนาดใหญ่ แสดงว่าทรานซิสเตอร์นั้นสามารถนำกระแส หรือมีกำลังมากนั้นเอง&nbsp; โครงสร้างภายในของทรานซิสเตอร์นั้นจะประกอบด้วย<br>สารกึ่งตัวนำ P และ N มาต่อกัน 3 ตัว และมีรอยต่อ 2 รอยต่อมีขา 3 ขา ยื้นมาจากสารกึ่งตัวนำนั้นๆ โดยจะเเบ่งชนิดทรานซิสเตอร์ตา<br>โครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของทรานซิสเตอร์คือ ทรานซิสเตอร์จะทำงานได้ ต่อเมื่อมีกระแสไหลเข้ามาที่ขา B เท่านั้น&nbsp;<br>หากไม่มีกระแสไหลเข้ามา&nbsp; ทรานซิสเตอร์จะไม่ทำงาน&nbsp;<br><br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1129,&quot;url&quot;:&quot;http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png&quot;,&quot;width&quot;:1600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png" width="1600" height="1129"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า&nbsp;<br><br>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้<br>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)<br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;<br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;<br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:176,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png" width="567" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP&nbsp;<br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:175,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png" width="567" height="175"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 11:44:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222377166</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222385983</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 12:20:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222385983</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222392723</link>
         <description><![CDATA[ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมาก  คุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดี  สารที่เป็นโลหะจะนำไฟฟ้าได้ดี  เช่น  เงิน ทองแดง  อะลูมิเนียม  ฯลฯ -  
]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 12:48:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222392723</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปาริชาติ  ห้วยหงษ์ทอง ชั้นม.3/12 เลขที่ 40</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222393797</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า<br>ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br><br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br><br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br><br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br><br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br><br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br><br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br><br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br><br>4) ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;<br>คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยากโดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br><br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br><br>6. สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br><br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><br><br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br><br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง<br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br><br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br><br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip&nbsp; ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 12:52:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222393797</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ อัญมณี  ตะเพียนทอง  ม.3/12 เลขที่ 46</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222394597</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>การทำงานของกระแสไฟฟ้าเมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า&nbsp;<br>มี 3 แบบสำคัญๆ คือ<br>การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้าการทำงานทางเคมีการทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ<br>&nbsp; ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม<br>เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้<br>&nbsp;<br><br>กฎนี้เรียกว่า กฎของจูล ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามขนาดของแรงดันคูณกับกระแสและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน&nbsp;<br>และจากกฎของโอห์ม แรงดัน = กระแส x ความต้านทาน จะได้ว่า<br>&nbsp; ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามกระแสยกกำลังสองคูณกับความต้านทานและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่านเมื่อให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดนิโครมที่แช่ในน้ำ ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อน อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้น ปริมาณงานที่ไฟฟ้ากระทำให้เกิดความร้อนเรียกว่า ปริมาณของกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp;<br><br>ปริมาณกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) และปริมาณความร้อนมีหน่วยเป็นแคลอรี (Cal) จะได้ว่า<br>&nbsp;<br><br>ขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำ สามารถเขียนในรูปของกำลังไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำได้ต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ (W)<br>&nbsp;<br><br>สรุป<br>&nbsp;<br><br><br>&nbsp;<br><br>กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br>การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ<br>&nbsp;&nbsp;<br><br>ทำการทดลองโดยนำแผ่นพลาตินัม (Pt) 2 แผ่น แช่ลงในน้ำเกลือ แล้วต่อแบตเตอรี่กับแผ่นพลาตินัมทั้งสอง กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านน้ำเกลือ เกิดก๊าซคลอรีนรอบๆ แผ่นที่มีไฟฟ้า + และเกิดก๊าซไฮโดรเจนรอบแผ่นที่มีไฟฟ้า - ทั้งนี้เพราะเกลือแกงเป็นสารประกอบระหว่างธาตุโซเดียม (Na) และธาตุคลอรีน (Cl) เมื่อนำไปละลายน้ำ จะแตกตัวหลุดจากกัน โดยโซเดียมจะมีประจุ + และคลอรีนมีประจุ - สภาพของการมีประจุนี้เรียกว่า ไอออน น้ำเกลือจึงมีทั้งไอออน + และไอออน - การแตกตัวเป็นไอออนเรียกว่า การแยกไอออน ดังนั้น เมื่อนำเกลือไปละลายน้ำจะได้สารละลายที่มีไอออน เรียกสารละลายนี้ว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์<br>ถ้าผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดการแตกตัวด้วยไฟฟ้า<br>&nbsp;<br><br>กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br>การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br><br>ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนว่า "แม่เหล็กคืออะไร"<br>สินแร่แม่เหล็ก มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็น Fe3O4 มีคุณสมบัติสามารถดูดเหล็กและนิกเกิลได้ เรียกว่า คุณสมบัติแม่เหล็ก และวัสดุที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่า แท่งแม่เหล็ก&nbsp;<br>คุณสมบัติของแท่งแม่เหล็ก ได้แก่แท่งแม่เหล็กมีขั้วแม่เหล็กแท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศเหนือและใต้แท่งแม่เหล็กที่ขั้วเหมือนกันจะผลักกัน และขั้วต่างกันจะดูดกัน |&nbsp;<br>&nbsp; กระแสไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็ก<br>&nbsp;<br><br>เมื่อนำเข็มทิศแม่เหล็กไปวางใกล้เส้นลวดไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่าน เข็มทิศจะหมุนตามทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าดังรูป จึงทราบว่า กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างแม่เหล็กได้ หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างสนามแม่เหล็ก<br>&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp;<br><br>เมื่อนำเข็มทิศไปวางในขดลวดที่นำเส้นลวดมาขดไว้เพียงรอบเดียว ดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า เข็มทิศจะเบนไปตามทิศทางดังแสดงในภาพ ทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นดูได้จากลูกศร<br>&nbsp;<br><br>เมื่อนำเข็มทิศไปวางไว้ในขดลวดที่ขดไว้หลายๆ รอบดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า จะพบว่าทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กจะขนานกับขดลวด ลักษณะของเส้นแรงแม่เหล็กจะทำหน้าที่คล้ายกับแท่งแม่เหล็ก แต่ไม่มีขั้วแม่เหล็ก<br>&nbsp;&nbsp;<br><br>เมื่อนำขดลวดที่มีกระแสไหลผ่านวางใกล้ชิ้นเหล็ก ชิ้นเหล็กจะขยับเขยื้อนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 แต่เมื่อนำแกนเหล็กใส่ไปในขดลวด ชิ้นเหล็กจะถูกดูดอย่างแรง ดังรูปที่ 2 อธิบายได้ว่า ขดลวดที่ยังไม่มีแกนเหล็ก จะเกิดสนามแม่เหล็กน้อยและไม่มีขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำแกนเหล็กใส่เข้าไป เหล็กซึ่งมีคุณสมบัติเหนี่ยวนำเส้นแรงแม่เหล็กได้ดี เส้นแรงแม่เหล็กจึงรวมตัวกันหนาแน่นในแกนเหล็กนั้น แกนเหล็กจึงกลายสภาพเป็นแท่งแม่เหล็กและให้เส้นแรงแม่เหล็กที่มีกำลังสูง เรียกว่า แท่งแม่เหล็กไฟฟ้า<br>กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br><br>อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) หมายถึง การควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br><br>ตัวต้านทาน (Resistor)<br>&nbsp;ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่มีสมบัติในการต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่<br><br>1) ตัวต้านทานคงที่Fixed Value Resistorเป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม Ω&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;</div><div>2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้Variable Value Resistor เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป</div><div>&nbsp;วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิมวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ เลยการต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.eng.cam.ac.uk/DesignOffice/mdp/electric_web/DC/00082.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.eng.cam.ac.uk/DesignOffice/mdp/electric_web/DC/00082.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>1. วงจรอนุกรม เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงานคุณสมบัติที่สำคัญของวงจรอนุกรม1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันตลอดวงจร2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.eng.cam.ac.uk/DesignOffice/mdp/electric_web/DC/00083.png&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.eng.cam.ac.uk/DesignOffice/mdp/electric_web/DC/00083.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>2. วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้นคุณสมบัติที่สำคัญของวงจรขนาน1. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรขนาน จะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้าย่อยที่ไหลในแต่ละสาขาของวงจรรวมกัน2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าน้อยกว่าความต้านทานตัวที่น้อยที่สุดที่ต่ออยู่ในวงจร3. วงจรผสม เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะของการต่อได้ 2 ลักษณะดังนี้3.1 วงจรผสมแบบอนุกรม-ขนาน เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างอนุกรมก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบขนานอีกครั้งหนึ่ง3.2 วงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างขนานก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบอนุกรมอีกครั้งหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของวงจรผสมเป็นการนำเอาคุณสมบัติของวงจรอนุกรม และคุณสมบัติของวงจรขนานมารวมกัน ซึ่งหมายความว่าถ้าตำแหน่งที่มีการต่อแบบอนุกรม ก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่ออนุกรมมาพิจารณา ตำแหน่งใดที่มีการต่อแบบขนาน ก็เอาคุณสมบัติของวงจรการต่อขนานมาพิจารณาไปทีละขั้นตอนความแตกต่างของวงจรเปิด-วงจรปิด1. วงจรเปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น2. วงจรปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงานความหมายทางไฟฟ้า1. แรงดันไฟฟ้า หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า หมายถึงแรงที่ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานของวงจรไปได้ ใช้แทนด้วยตัว E มีหน่วยวัดเป็นโวลท์ (V)2. กระแสไฟฟ้า หมายถึงการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนอิสระจากอะตอมหนึ่งไปยังอะตอมหนึ่ง จะไหลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทานของวงจร ใช้แทนด้วยตัว I มีหน่วยวัดเป็นแอมแปร์ (A)3. ความต้านทานไฟฟ้า หมายถึงตัวที่ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ซึ่ง อยู่ในรูปของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น แผ่นลวดความร้อนของเตารีด หม้อหุงข้าว หลอดไฟฟ้า เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ใช้แทนด้วยตัว R มีหน่วยวัดเป็นโอห์ม (W )4. กำลังงานไฟฟ้า หมายถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัตราการทำงาน ได้จากผลคูณของแรงดันไฟฟ้ากับกระแสไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัว P มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (W)5. พลังงานไฟฟ้า หมายถึงกำลังไฟฟ้าที่นำไปใช้ในระยะเวลาหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ชั่วโมง (Wh) หรือยูนิต ใช้แทนด้วยตัว W6. ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าช็อต หมายถึงการที่ไฟฟ้าไหลผ่านจากสายไฟฟ้าเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง โดยไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดใดๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฉนวนของสายไฟฟ้าชำรุด และมาสัมผัสกันจึงมีความร้อนสูง มีประกายไฟ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ถ้าบริเวณนั้นมีวัสดุไวไฟ7. ไฟฟ้าดูด หมายถึงการที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หัวใจทำงานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลงจนหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามความรุนแรงของอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแส เวลาและเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน8. ไฟฟ้ารั่ว หมายถึงสายไฟฟ้าเส้นที่มีไฟจะไหลไปสู่ส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าไม่มีสายดินก็จะทำให้ได้รับอันตราย แต่ถ้ามีสายดินก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่นั้นไหลลงดินแทน9. ไฟฟ้าเกิน หมายถึงการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าขนาดของอุปกรณ์ตัดตอนทางไฟฟ้า ทำให้มีการปลดวงจรไฟฟ้า อาการนี้สังเกตได้คือจะเกิดหลังจากที่ได้เปิดใช้ไฟฟ้าสักครู่ หรืออาจนานหลายนาทีจึงจะตรวจสอบเจอ<br> &nbsp;</div><div><br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย&nbsp;<br>&nbsp;</div><div><strong><br>ตัวนำไฟฟ้า</strong> คือ สารที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ สารที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ เงิน ทองแดง<br><br></div><div><br>ทองคำ อะลูมิเนียม และทังสะเตน<br><br></div><div><strong><br>ฉนวนไฟฟ้า</strong> คือ สารที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ ตัวอย่างเช่น แก้ว ไม้ ยาง พลาสติก เป็นต้น<br><br></div><div><br>ความนำไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า<br><br></div><div><br>ความนำไฟฟ้า หมายถึง ส่วนกลัยของความต้านทาน<br><br></div><div><br>ความต้านทานไฟฟ้า หมายถึง สมบัติของตัวนำที่ยอมให้มีการต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า<br><br></div><div><br>ความนำไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า เป็นส่วนกลับซึ่งกันและกัน หรือส่วนกลับของความต้านทานไฟฟ้า เรียกว่า ความนำไฟฟ้า<br><br></div><div><br>ลวดตัวนำที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้มาก เรียกว่า ความนำไฟฟ้ามาก หรือ เรียกว่า ความต้านทานไฟฟ้าน้อย<br><br></div><div><br>ลวดตัวนำที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้น้อย เรียกว่า มีความนำไฟฟ้าน้อย หรือเรียกว่า มีความต้านทานไฟฟ้ามาก&nbsp;<br>&nbsp;</div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></div><div><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานระบบไฟฟ้า</div><div>&nbsp;</div><div>ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่มีความสำคัญในบ้านทุกบ้าน การเลือกใช้ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ ชนิดของสายไฟ และอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการช่วย ประหยัดพลังงานและยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในด้านการลดภาวะโลกร้อนได้</div><div>1. สายไฟฟ้า&nbsp;</div><div><br>&nbsp;</div><div>1.1 ใช้เฉพาะสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มีเครื่องหมาย มอก.11) เท่านั้น</div><div>1.2 สายไฟฟ้าชนิดที่ใช้เดินภายในอาคารห้ามนำไปใช้เดินนอกอาคาร เพราะแสงแดดจะทำให้ฉนวนแตกกรอบชำรุด สายไฟชนิดที่ใช้เดินนอกอาคารมักจะมีการเติมสารป้องกันแสงแดดไว้ในเปลือกหรือ ฉนวนของสาย สารป้องกันแสงแดดส่วนใหญ่ที่ใช้กันมากนั้นจะเป็นสีดำ แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ การเดินร้อยในท่อก็มีส่วนช่วยป้องกันฉนวนของสายจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง</div><div>&nbsp; 1.3 เลือกใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งใช้งาน เช่น สายไฟชนิดอ่อนห้ามนำไปใช้เดินยึดติดกับผนังหรือลากผ่านบริเวณที่มีการกดทับ สาย เช่น ลอดผ่านบานพับประตูหน้าต่าง หรือตู้ เนื่องจากฉนวนของสายไม่สามารถรับแรงกดกระแทกจากอุปกรณ์จับยึดสายหรือบานพับ ได้ การเดินสายใต้ดินก็ต้องใช้ชนิดที่เป็นสายใต้ดิน (เช่น สายชนิด NYY) พร้อมทั้งมีการเดินร้อยในท่อเพื่อป้องกันสายใต้ดินไม่ให้เสียหาย เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp;1.4 ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องใช้สายตัวนำทองแดงและเลือกให้เหมาะสมกับขนาดแรงดันไฟฟ้า (1 เฟส หรือ 3 เฟส) ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน และสอดคล้องกับขนาดของฟิวส์หรือสวิตช์อัตโนมัติ (เบรกเกอร์) ที่ใช้ สำหรับขนาดสายเมนและสายต่อหลักดินนั้นก็ต้องสอดคล้องกับขนาดของเมนสวิตช์และ ขนาดของเครื่องวัดฯ ด้วย ตามตารางต่อไปนี้</div><div>&nbsp;</div><div>2. มิเตอร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนหนึ่ง ๆ โดยมีมอเตอร์ที่มาตรไฟฟ้าคอยหมุนตัวเลขบอกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปเป็นกี่ กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือยูนิต หรือหน่วย</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/....jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224719129/hnathi-khxng-xupkrn/....jpg&quot;,&quot;width&quot;:260}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224719129/hnathi-khxng-xupkrn/....jpg" width="260" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> &nbsp;</div><div>3.&nbsp; เมนสวิตช์ เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/11..jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:200,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224831238/hnathi-khxng-xupkrn/11..jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224831238/hnathi-khxng-xupkrn/11..jpg" width="500" height="200"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp;</div><div>4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ (เซอร์กิตเบรคเกอร์) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/C015.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:400,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224878544/hnathi-khxng-xupkrn/C015.jpg?height=400&amp;width=300&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224878544/hnathi-khxng-xupkrn/C015.jpg?height=400&amp;width=300" width="300" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>5. ฟิวส์ (Fuse) เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์</div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/dd.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:342,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225081219/hnathi-khxng-xupkrn/dd.jpg&quot;,&quot;width&quot;:587}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225081219/hnathi-khxng-xupkrn/dd.jpg" width="587" height="342"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp;</div><div>6. หลักดิน (Ground Rod หรือ Grounding Electrode หรือ Earth Electrode) เป็นแท่งหรือแผ่นโลหะที่ฝังอยู่ในดิน เพื่อทำหน้าที่แพร่หรือกระจายประจุไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าให้ไหลลงสู่ดินได้โดย สะดวก วัตถุที่จะนำมาใช้เป็นหลักดิน เช่น แท่งทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ความยาวมาตรฐานต้องยาวไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร เป็นต้น</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/3.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:286,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225202652/hnathi-khxng-xupkrn/3.jpg&quot;,&quot;width&quot;:490}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225202652/hnathi-khxng-xupkrn/3.jpg" width="490" height="286"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><br></div><div><br></div><div>7. ตุ้มหรือลูกถ้วย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รองรับสายไฟ ทำหน้าที่เป็นฉนวนและป้องกันมิให้กระแสไฟฟ้ารั่วลงดินหรือลัดวงจรลงดิน</div><div><br></div><div>&nbsp;</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/4.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:336,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225247006/hnathi-khxng-xupkrn/4.jpg&quot;,&quot;width&quot;:448}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225247006/hnathi-khxng-xupkrn/4.jpg" width="448" height="336"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>8. หลอดไฟฟ้า&nbsp; (Lamp)&nbsp; ทำหน้าที่ให้แสงสว่างสำหรับสถานที่ปฏิบัติงาน หรือที่อยู่อาศัย การติดตั้งระบบส่องสว่างควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ&nbsp; ในการจัดแสง และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือการเลือกประเภทและชนิดของหลอดไฟฟ้า โดยปกติทั่วหลอดไฟฟ้าไปแบ่งออกได้เป็น 3&nbsp; ประเภทคือ</div><div>&nbsp; &nbsp;หลอดไฟฟ้าชนิดมีไส้&nbsp; (Filament&nbsp; Lamp)&nbsp; เป็นหลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในรุ่นแรก ๆ หรือบางที่ก็เรียกว่าหลอดธรรมดา&nbsp; องค์ประกอบของหลอดประกอบด้วย&nbsp; หลอดแก้ว, ไส้หลอด, (ส่วนไส้หลอดทำจากทังสเตน) เส้นลวดที่ต่อเข้ากับขั้วหลอด,&nbsp; ลวดยึดไส้หลอด,และก้านหลอดยึดไส้,&nbsp; ปัจจุบันนิยมใช้ไม่มากนักเพราะให้กำลังส่องสว่างน้อยกว่าหลอดประเภทอื่น</div><div>ในกรณีกำลังวัตต์เท่ากัน&nbsp; มีจำหน่วยในท้องตลาดมีหลายขนาด&nbsp; เช่น&nbsp; 40วัตต์&nbsp; 60วัตต์&nbsp; 80วัตต์&nbsp; 100วัตต์ ฯลฯ&nbsp; อายุการใช้งานประมาณ 1000 ชั่วโมง&nbsp; หลอดประเภทนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือชนิด แบบเขี้ยว และชนิดแบบเกลียว</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/6.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:280,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225355942/hnathi-khxng-xupkrn/6.jpg&quot;,&quot;width&quot;:358}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225355942/hnathi-khxng-xupkrn/6.jpg" width="358" height="280"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หลอดไฟฟ้าชนิดเรืองแสง (Fluorescent Lamp) หรือเรียกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์หลอดไฟฟ้าประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟฟ้าธรรมดา ถึง 4 เท่า ให้แสงสว่างที่เย็นตามากกว่า รวมทั้งอุณหภูมิความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดน้อยกว่า&nbsp; ส่วนประกอบที่สำคัญของหลอดประกอบด้วย</div><div>&nbsp; 1)&nbsp; ตัวหลอด</div><div>2)&nbsp; ขั้วหลอด</div><div>&nbsp; 3)&nbsp; ไส้หลอด</div><div>&nbsp; 4)&nbsp; สารบรรจุภายในหลอด&nbsp; เช่น อาร์กอน&nbsp; และไอปรอท</div><div>หลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ที่จำหน่วยในท้องตลาด มีหลายลักษณะเช่น&nbsp; หลอดฟลูออเรสเซนต์ ธรรมดา&nbsp; หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบวงกลม (32 วัตต์)&nbsp; แบบยาวตรง (18,36 วัตต์)&nbsp; และหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบคอมแพค (Compact) &nbsp; หรือหลอดตะเกียบ</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/5.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225382839/hnathi-khxng-xupkrn/5.jpg&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225382839/hnathi-khxng-xupkrn/5.jpg" width="400" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดอาศัยการอาร์ค&nbsp; หรือหลอดไฟชนิดคายประจุ&nbsp; หลอดประเภทนี้ใช้กระแสไฟฟ้ามากในการทำงานไม่นิยมใช้ในบ้านเรือนทั่วไป&nbsp; ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะจุดหรือพื้นที่ต้องการแสงสว่างมาก ๆ&nbsp; หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีหลายแบบ เช่น หลอดไอปรอท หลอดฮาโลเจน หลอดโซเดียม หรือหลอดแสงจันทร์</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225409025/hnathi-khxng-xupkrn/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225409025/hnathi-khxng-xupkrn/2.jpg" width="300" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>9.สตาร์ทเตอร์ &nbsp; ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิทช์ อัตโนมัติ&nbsp; เพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอด ฟลูออเรสเซนต์&nbsp; เมื่อเริ่มต้นทำงานสตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อม ที่จะทำงาน&nbsp; เมื่อไส้หลอดทำงานเรียบร้อยแล้วสตาร์ทเตอร์ก็ปิดวงจร</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/spd_20111122160845_b.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:168,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225445812/hnathi-khxng-xupkrn/spd_20111122160845_b.jpg&quot;,&quot;width&quot;:409}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225445812/hnathi-khxng-xupkrn/spd_20111122160845_b.jpg" width="409" height="168"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>10. บัลลาส &nbsp; ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะ สมกับหลอดซึ่งแรงดันไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นจะสูงมาก&nbsp; เพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเลคตรอนออกมา&nbsp; หลังจากหลอดทำงานแล้ว&nbsp; &nbsp; บัลลาสจะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/1361954259-226-o.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225478222/hnathi-khxng-xupkrn/1361954259-226-o.jpg?height=300&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225478222/hnathi-khxng-xupkrn/1361954259-226-o.jpg?height=300&amp;width=400" width="400" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>11. เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมียคือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/210745.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:400,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225509288/hnathi-khxng-xupkrn/210745.jpg?height=400&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225509288/hnathi-khxng-xupkrn/210745.jpg?height=400&amp;width=400" width="400" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>12. เต้าเสียบ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนำปลายของสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับเต้าเสียบ ไปเสียบกับเต้ารับ ที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ภายในบ้าน</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/pic7-24.gif?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:194,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225545599/hnathi-khxng-xupkrn/pic7-24.gif&quot;,&quot;width&quot;:333}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225545599/hnathi-khxng-xupkrn/pic7-24.gif" width="333" height="194"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>13. สวิตช์เปิด-ปิดธรรมดา (Toggle Switch) สวิตช์เปิด-ปิดในที่นี้ หมายถึงสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดหลอดไฟหรือโคมไฟสำหรับแสงสว่างหรือเครื่องใช้ ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีการติดตั้งสวิตช์เอง</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/000117_n1.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:233,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225563721/hnathi-khxng-xupkrn/000117_n1.jpg?height=233&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:399}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225563721/hnathi-khxng-xupkrn/000117_n1.jpg?height=233&amp;width=400" width="399" height="233"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> สวิตซ์&nbsp; คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็น อุปกรณ์เกิดจากการต่อ อนุกรมกับเครื่องไฟฟ้าและสายไฟ นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้วยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟซ็อตได้อีกด้วย</div><div>&nbsp;</div><div>ส่วนประกอบของสวิตซ์</div><div><br></div><ul><li>คาน เป็นที่กดปิดเปิดทำด้วยฉนวน</li><li>แผ่นโลหะใต้คาน สำหรับต่อเชื่อมกับปุ่มโลหะที่ติดอยู่กับฐานสวิตซ์ เพื่อทำให้ไฟฟ้าครบวงจร</li><li>ขดลวดสปริง เป็นส่วนที่อยู่บริเวณกึ่งกลางคาน ส่วนนี้จะทำหน้าที่ดันคานให้ค้างอยู่ในตำแหน่งเปิดหรือปิดตามต้องการ&nbsp;</li></ul><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; <strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:298,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:439}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg" width="439" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์กระดก</strong>&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:240,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:174}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg" width="174" height="240"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:178,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg&quot;,&quot;width&quot;:253}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg" width="253" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:225,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&quot;,&quot;width&quot;:225}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg" width="225" height="225"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:582,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg&quot;,&quot;width&quot;:800}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg" width="800" height="582"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ <br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg" width="308" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>&nbsp;</div><div><strong>การทำงานของสวิตช์</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>วงจรเปิด</strong> หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:67,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:179}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg" width="179" height="67"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด</strong> หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:49,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg" width="189" height="49"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิมMotor มอเตอร์<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ<br>ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าดันกลับ จะทำให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้ขณะที่มอเตอร์กำลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทำให้ขดลวดของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้ &nbsp; ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า(ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด แต่ทรานซิสเตอร์สามารถทำอะไรได้มากกว่า เพราะนอกจากจะคอนโทรลทิศทางการไหลได้แล้ว ยังสามารถควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าได้ด้วย, ความสามารถดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะสารกึ่งตัวนำภายในตัวมัน <strong>&nbsp;ประเภทของทรานซิสเตอร์ </strong>&nbsp;|&nbsp; <br><br><br>• เราจัดประเภทของมันจากการเรียงตัวกันของสารกึ่งตัวนำ (Semeconductor) ภายในตัวถังของมัน ซึ่งทรานซิสเตอร์แบบพื้นฐาน จะมีสารกึ่งตัวนำวางเรียงกัน 3 ชั้น ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ NPN และ PNP<br>&nbsp; |&nbsp; <br>ทรานซิสเตอร์ถือเป็น อุปกรณ์ Semiconductor ชนิดหนึ่ง ซึ่งหมายถึงอุปกรณ์ที่สามารถเป็นทั้งตัวนำและฉนวนได้ในตัวเดียวกัน ทรานซิสเตอร์มีบทบาทสำคัญมาก ตั้งแต่ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ ไปจนถึงเครื่องจักรใหญ่ๆในโรงงานอุตสาหกรรมเลยทีเดียวเชียว<br>&nbsp;<br>ปัจจุบัน สารกึ่งตัวนำที่นิยมนำมาใช้จะมีส่วนประกอบของ Silicon หรือ Germanium หรือ GalliumArsenic<br>&nbsp;<br><br><strong>&nbsp;NPN </strong>&nbsp;|&nbsp; <br><br>• สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative-Positve-Negative)&nbsp; <br>N | P | N<br>&nbsp;.&nbsp; <strong>PNP </strong>&nbsp;|&nbsp; <br><br>• สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve-Negative-Positve)<br>P | N | P<br>การเรียงตัวต่างกันของสารกึ่งตัวนำ ส่งผลให้ทรานซิสเตอร์ทั้ง 2 ชนิดมีหลักการทำงานที่ต่างกันไปด้วย&nbsp; <strong>&nbsp;การทำงานของทรานซิสเตอร์ </strong>&nbsp;|&nbsp; <br><br><br>• ทรานซิสเตอร์มีโหมดการทำงานอยู่หลัก 4 โหมดได้แก่<br>1.<strong>Active Mode </strong>คือโหมดที่มีการทำงาน ซึ่งในโหมดนี้ กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านขา CE จะเป็นสัดส่วนกับกระแสไฟฟ้าที่ขา B คือยิ่งกระแสไฟฟ้าที่ขา B มีค่ามาก กระแสที่ CE ก็จะมีค่ามากๆๆ แต่จะมากไม่ถึงและไม่เกินแหล่งจ่าย Vcc<br><br>2.<strong>Cut-Off Mode </strong>คือโหมดที่ไม่มีการทำงาน ไม่มีกระแสที่ขา B จึงไม่มีกระแสที่ CE ด้วย เปรียบเสมือนเป็นวงจรเปิด<br><br>3.<strong>Saturation Mode </strong>คือโหมดอิ่มตัว คล้ายๆกับ Active Mode แต่ในโหมดนี้คือการที่กระแสไฟฟ้าที่ขา B มากจนอิ่มตัว เป็นผลให้ CE ได้รับกระแสมากที่สุดคือ จะได้รับแรงดันจากแหล่งจ่ายโดยตรง (แรงดัน CE มีค่าเท่ากับแรงดันVcc) เปรียบเสมือนทรานซิสเตอร์ Shot Circuit ซึ่งเป็นโหมดที่นิยมใช้ เพราะ LOAD จะได้รับกระแสสูงสุด<br><br>4.<strong>Reverse-Active Mode </strong>คล้ายกับ Active Mode เช่นกัน แต่ในโหมดนี้ กระแสไฟฟ้าจะไหลจากขา E ไปขา C แทน ใช้ในงานบางงาน&nbsp; <strong>การคำนวณ </strong>&nbsp;| &nbsp;<br><br><br>• การคำนวณค่าต่างๆ มีความสำคัญมาก เพราะไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆเราจะเอาทรานซิสเตอร์มาใช้กับวงจรได้เลย เพราะตัวมันเองก็มีค่าลิมิตต่างๆ จึงต้องมีการคำนวณเกี่ยวกับค่าตัวต้านทานจำกัดกระแส เพื่อไม่ให้ทรานซิสเตอร์เสียหาย รวมถึงการต้องการให้ทรานซิสเตอร์ทำงานในโหมดอะไร เราก็ต้องมีการคำนวณเข้ามาช่วย เพราะมันจะทำงานโหมดไหน ขึ้นอยู่กับค่าต่างๆของตัวมันเองเช่น Vb ,Vce ,Ib ,Ic หรือ ค่ากำลังขยายของมัน เป็นต้น&nbsp; • ทรานซิสเตอร์คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการคอรโทรลกระแสไฟฟ้าด้วยกระแสไฟฟ้า<br>• สามารถทำหน้าที่เป็นสวิซต์ที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าได้<br>• สามารถทำหน้าที่เป็นตัวขยายกระแสไฟฟ้าได้ (Amplifier)<br>• มีอัตราหรือกำลังขยาย เรียกว่า Current Gain เขียนย่อว่าค่า Hfe หรือ β<br>• ในการทำงานปกติ Ic จะมากกว่ากว่า Ib<br>• Saturation Mode คือโหมดที่ส่วน Output จะเอาแหล่งจ่าย Vcc มาใช้โดยตรงเลย<br>• ปัจจุบันทรานซิสเตอร์แบบ Silicon ผลิตมากที่สุด และหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากราคาถูกเมื่อเทียบกับแบบ Germanium&nbsp;</div><div><br>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 12:55:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222394597</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ฉัตราวุธ พิมพา เลขที่6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222397012</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>&nbsp;การทำงานของกระแสไฟฟ้าเมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า <br>&nbsp;มี 3 แบบสำคัญๆ คือ<br>&nbsp;การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้าการทำงานทางเคมีการทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>&nbsp;การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp;ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ <br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8cc6e4ad-fda0-40ce-bda2-a9096f272d6e.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8cc6e4ad-fda0-40ce-bda2-a9096f272d6e.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม<br> เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้ <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/1c58d45a-e001-4a5b-8503-a91defd3fc0d.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/1c58d45a-e001-4a5b-8503-a91defd3fc0d.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กฎนี้เรียกว่า กฎของจูล ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามขนาดของแรงดันคูณกับกระแสและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน <br> และจากกฎของโอห์ม แรงดัน = กระแส x ความต้านทาน จะได้ว่า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8f7df02c-c32f-4e44-bd56-eb3e0c86159c.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/8f7df02c-c32f-4e44-bd56-eb3e0c86159c.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามกระแสยกกำลังสองคูณกับความต้านทานและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่านเมื่อให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดนิโครมที่แช่ในน้ำ ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อน อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้น ปริมาณงานที่ไฟฟ้ากระทำให้เกิดความร้อนเรียกว่า ปริมาณของกำลังไฟฟ้า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/44054de9-1043-424c-be3d-d6f1a1ed0811.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/44054de9-1043-424c-be3d-d6f1a1ed0811.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ปริมาณกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) และปริมาณความร้อนมีหน่วยเป็นแคลอรี (Cal) จะได้ว่า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/98002954-35b8-49f2-bfe0-bddb68cd6fd2.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/98002954-35b8-49f2-bfe0-bddb68cd6fd2.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำ สามารถเขียนในรูปของกำลังไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำได้ต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0e088412-94d6-4d1c-938f-c8146f3c66a4.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/0e088412-94d6-4d1c-938f-c8146f3c66a4.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> สรุป <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/bbe2ac1c-9cc7-423c-8001-2d5f9bec714f.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/bbe2ac1c-9cc7-423c-8001-2d5f9bec714f.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/247448c5-c2d8-442a-abaa-85d956f79398.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/247448c5-c2d8-442a-abaa-85d956f79398.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b840afa0-2ce4-451e-a267-0f34a4028ed4.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b840afa0-2ce4-451e-a267-0f34a4028ed4.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ทำการทดลองโดยนำแผ่นพลาตินัม (Pt) 2 แผ่น แช่ลงในน้ำเกลือ แล้วต่อแบตเตอรี่กับแผ่นพลาตินัมทั้งสอง กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านน้ำเกลือ เกิดก๊าซคลอรีนรอบๆ แผ่นที่มีไฟฟ้า + และเกิดก๊าซไฮโดรเจนรอบแผ่นที่มีไฟฟ้า - ทั้งนี้เพราะเกลือแกงเป็นสารประกอบระหว่างธาตุโซเดียม (Na) และธาตุคลอรีน (Cl) เมื่อนำไปละลายน้ำ จะแตกตัวหลุดจากกัน โดยโซเดียมจะมีประจุ + และคลอรีนมีประจุ - สภาพของการมีประจุนี้เรียกว่า ไอออน น้ำเกลือจึงมีทั้งไอออน + และไอออน - การแตกตัวเป็นไอออนเรียกว่า การแยกไอออน ดังนั้น เมื่อนำเกลือไปละลายน้ำจะได้สารละลายที่มีไอออน เรียกสารละลายนี้ว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์<br> ถ้าผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดการแตกตัวด้วยไฟฟ้า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/785212c2-535c-459a-a305-763012ed0f63.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/785212c2-535c-459a-a305-763012ed0f63.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br> <br> ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนว่า "แม่เหล็กคืออะไร"<br> สินแร่แม่เหล็ก มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็น Fe3O4 มีคุณสมบัติสามารถดูดเหล็กและนิกเกิลได้ เรียกว่า คุณสมบัติแม่เหล็ก และวัสดุที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่า แท่งแม่เหล็ก <br> คุณสมบัติของแท่งแม่เหล็ก ได้แก่แท่งแม่เหล็กมีขั้วแม่เหล็กแท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศเหนือและใต้แท่งแม่เหล็กที่ขั้วเหมือนกันจะผลักกัน และขั้วต่างกันจะดูดกัน | <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/33e747e1-c19c-4352-bd69-a7aec29d10a0.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/33e747e1-c19c-4352-bd69-a7aec29d10a0.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> กระแสไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f9707e01-93cb-46a8-9559-09297289c729.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f9707e01-93cb-46a8-9559-09297289c729.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศแม่เหล็กไปวางใกล้เส้นลวดไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่าน เข็มทิศจะหมุนตามทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าดังรูป จึงทราบว่า กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างแม่เหล็กได้ หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างสนามแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/573cc351-653a-49aa-b2d4-7f042d000494.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/573cc351-653a-49aa-b2d4-7f042d000494.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b1cde9a-c465-4daa-9978-9ab3263f0b34.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2b1cde9a-c465-4daa-9978-9ab3263f0b34.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศไปวางในขดลวดที่นำเส้นลวดมาขดไว้เพียงรอบเดียว ดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า เข็มทิศจะเบนไปตามทิศทางดังแสดงในภาพ ทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นดูได้จากลูกศร <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/db88d4d3-d955-4de8-b70a-ea39738834e9.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/db88d4d3-d955-4de8-b70a-ea39738834e9.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำเข็มทิศไปวางไว้ในขดลวดที่ขดไว้หลายๆ รอบดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า จะพบว่าทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กจะขนานกับขดลวด ลักษณะของเส้นแรงแม่เหล็กจะทำหน้าที่คล้ายกับแท่งแม่เหล็ก แต่ไม่มีขั้วแม่เหล็ก <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2c16a82f-b959-4d74-a49e-3d0b0709acf9.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/2c16a82f-b959-4d74-a49e-3d0b0709acf9.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> เมื่อนำขดลวดที่มีกระแสไหลผ่านวางใกล้ชิ้นเหล็ก ชิ้นเหล็กจะขยับเขยื้อนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 แต่เมื่อนำแกนเหล็กใส่ไปในขดลวด ชิ้นเหล็กจะถูกดูดอย่างแรง ดังรูปที่ 2 อธิบายได้ว่า ขดลวดที่ยังไม่มีแกนเหล็ก จะเกิดสนามแม่เหล็กน้อยและไม่มีขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำแกนเหล็กใส่เข้าไป เหล็กซึ่งมีคุณสมบัติเหนี่ยวนำเส้นแรงแม่เหล็กได้ดี เส้นแรงแม่เหล็กจึงรวมตัวกันหนาแน่นในแกนเหล็กนั้น แกนเหล็กจึงกลายสภาพเป็นแท่งแม่เหล็กและให้เส้นแรงแม่เหล็กที่มีกำลังสูง เรียกว่า แท่งแม่เหล็กไฟฟ้า <br> กลับการทำงานของกระแสไฟฟ้า<br> <br> อิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) หมายถึง การควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br> <br> ตัวต้านทาน (Resistor)<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a95e79a6-0e14-4df5-8453-4f780f998152.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a95e79a6-0e14-4df5-8453-4f780f998152.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่มีสมบัติในการต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่<br> <br> 1) ตัวต้านทานคงที่Fixed Value Resistorเป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ สามารถอ่านค่าความต้านทานได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม Ω<br> <br> 2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้Variable Value Resistor เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทยุหรือโทรทัศน์ เป็นต้น<br> <br> 3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ; LDRย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทาน ขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ<br> <br> 4) ตัวต้านทานไวความร้อน (Thermistor)เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ใช้เป็นอุปกรณ์ในเครื่องเตือนอัคคีภัย ตู้อบอาหาร<br> <br> ตัวเก็บประจุ (Capacitor)<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวเก็บประจุ(Capacitor) เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่สะสมประจุไฟฟ้า หรือคายประจุไฟฟ้าให้กับวงจร หรืออุปกรณ์อื่นๆ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/c000104e-e3a7-4ec3-88f9-db604f4c793b.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/c000104e-e3a7-4ec3-88f9-db604f4c793b.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e56d7f44-b237-4795-a2b6-aae3fa04b33d.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e56d7f44-b237-4795-a2b6-aae3fa04b33d.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; <br> <br> ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น3 แบบ ตามฉนวนที่ใช้ ได้แก่<br> <br> 1) ตัวเก็บประจุชนิดเซรามิก(Ceramic Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้เซรามิกกั้นระหว่างแผ่นตัวนำไฟฟ้า จะต่อขาใดเข้ากับขั้วบวกหรือขั้วลบก็ได้ ส่วนใหญ่ใช้กับแรงเคลื่อนไฟฟ้าประมาณ50 - 20000 โวลต์<br> <br> 2) ตัวเก็บประจุชนิดน้ำยา(Electrolyte Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้สารละลายอิเล็กโทรไลต์กั้น และมีฉนวนบางๆของสารประกอบออกไซด์ เกาะอยู่บนแผ่นอลูมิเนียมบางๆ เป็นตัวเก็บประจุชนิดมีขั้ว เมื่อนำไปต่อกับวงจร ต้องต่อขั้วให้ถูกต้อง<br> <br> 3) ตัวเก็บประจุชนิดไมลาร์(Mylar Capacitor) มีความทนทานสูง ทนต่อน้ำและความชื้น และค่าความจุไม่เปลี่ยนค่าตามสภาพความชื้น<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุ (Capaciter Circuit)<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุคือการต่อตัวเก็บประจุแต่ละตัวร่วมกัน โดยจัดในรูปแบวงจร สามารถจัดวงจรตัวเก็บประจุได้3 แบบ คือวงจรอนุกรม วงจรขนาน และวงจรผสม วงจรตัวเก็บประจุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติของวงจรแตกต่างกันไปดังนี้<br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบอนุกรม เป็นการนำตัวเก็บประจุแต่ละตัวมาต่อเรียงลำดับกันไป ชนิดหัวต่อท้ายเป็นลำดับไปเรื่อยๆ การต่อตัวเก็บประจุแบบนี้ มีผลให้ฉนวนของตัวเก็บประจุมีความหนามากขึ้น แผ่นโลหะตัวนำ 2 แผ่นหัวท้ายของตัวเก็บประจุรวมห่างกัน มีผลให้ค่าความจุรวมของตัวเก็บประจุลดลง<br> <br>&nbsp; <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/d07ba4f3-dccf-48ab-8cdc-5879dd9543bd.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/d07ba4f3-dccf-48ab-8cdc-5879dd9543bd.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบขนาน เป็นการนำตัวเก็บประจุแต่ละตัวมาต่อคร่อมขนานกันทุกตัว มีจุดต่อร่วมกัน 2 จุด การต่อตัวเก็บประจุแบบนี้ เป็นการเพิ่มพื้นที่ของแผ่นโลหะตัวนำในตัวเก็บประจุรวมทำให้ค่าความจุของตัวเก็บประจุรวมเพิ่มขึ้น<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e992fdfe-a2cf-4f5a-92e1-62957e814097.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e992fdfe-a2cf-4f5a-92e1-62957e814097.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> วงจรตัวเก็บประจุแบบผสม เป็นการต่อตัวเก็บประจุร่วมกันระหว่างการต่อแบบอนุกรมและการต่อแบบขนานการต่อตัวเก็บประจุแบบผสมไม่มีมาตรฐานแน่นอนเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการต่อวงจรที่ต้องการ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e43a0cd7-dcf4-4f1d-a053-cf8c09199e47.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e43a0cd7-dcf4-4f1d-a053-cf8c09199e47.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ไดโอด (Diode)<br> <br> เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลได้ทางเดียว ทำจากสารกึ่งตัวนำ แบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ไดโอดธรรมดา (Normal Diode) ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลทางเดียว ทำจากสารกึ่งตัวนำมีขั้วคือ ขั้วแอโนด และแคโทด<br> <br> 2) ไดโอดเปล่งแสง (Light Emitting Diode; LED) สามารถเปล่งแสงออกมาได้ เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า ให้เป็นพลังงานแสง แสงที่เปล่งออกมามีหลายสี ขึ้นกับชนิดของสารกึ่งตัวนำที่ผลิต<br> <br> ประโยชน์ของไดโอด<br> <br> 1)ไดโอดธรรมดา ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลไปทิศทางเดียว หากต่อวงจรผิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลได้ จึงช่วยป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ให้ถูกทำลายจากกระแสไฟฟ้า<br> <br> 2)ไดโอดเปล่งแสง ใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆที่มีตัวเลขและตัวหนังสือเรืองแสง เช่น วิทยุเทป หน้าปัดนาฬิกา เครื่องคิดเลข จอคอมพิวเตอร์<br> <br> ทรานซิสเตอร์ (Transistor)<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/dfbcef2a-fd61-48b0-a8a4-23b5e95a5b72.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/dfbcef2a-fd61-48b0-a8a4-23b5e95a5b72.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์แต่ละชนิดจะมี 3 ขา ได้แก่ <br> 1. ขาเบส ( Base : B ) <br> 2. ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E ) <br> 3. ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C )&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้2 แบบ คือ<br> <br> 1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์<br> <br> 2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN )เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์<br> <br> ประโยชน์ของทรานซิสเตอร์์<br> <br> 1) เป็นวงจรขยายในเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) เป็นสวิตซ์ปิด-เปิด ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า (โดยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหรือไม่ผ่านเข้าขาเบส)<br> <br> ซิลิคอนชิป (Silicon Chip)<br> <br> ไอซี หรือซิลิคอนชิป เป็นแผงวงจรรวมที่นำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดต่างๆ มาใส่ไว้ด้วยกันในแผงวงจรขนาดเล็ก ผลิตโดยการลดขนาดของทรานซิสเตอร์ให้มีขนาดเล็กลงมากจนเหลือเพียงจุดเล็กๆเท่านั้น แต่มีประสิทธิภาพมากกว่าทรานซิสเตอร์<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/9c582826-39f9-419b-a2ab-33a11f3470c9.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/9c582826-39f9-419b-a2ab-33a11f3470c9.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> ประโยชน์ของซิลิคอนชิป<br> <br> 1) ใช้สำหรับบันทึกข้อมูล เช่น บัตรถอนเงิน (ATM)บัตรโทรทัศท์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น<br> <br> 2) ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลและสั่งงาน ซิลิคอนชิปประเภทนี้จะถูกบรรจุในวงจรของเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ที่มีปุ่ม หรือโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่อง เช่น เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องเล่นซีดี ไมโครเวฟ หรือในการแพทย์ ได้นำซิลิคอนชิปประเภทนี้บรรจุในเครื่องกระตุ้นหัวใจเทียม เพื่อไปกระตุ้นหัวใจผู้ป่วยให้มีอัตราการเต้นของหัวใจคงที่<br> <br> 3) ใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลและประมวลผล ซิลิคอนชิปประเภทนี้ช่วยในการเก็บข้อมูล และเรียกดูข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล เป็นต้น<br> <br> <br> ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br> วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br> 1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b03dfff2-a98f-4dc1-8653-915300779c31.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/b03dfff2-a98f-4dc1-8653-915300779c31.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ba2da48f-5769-4190-95c6-0301d859ef78.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ba2da48f-5769-4190-95c6-0301d859ef78.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br> <br> แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br> วงจรไฟฟ้ากระแสตรง<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/52a8e378-e891-4a06-9c9e-88c3c72a2b60.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/52a8e378-e891-4a06-9c9e-88c3c72a2b60.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> วงจรไฟฟ้ากระสลับ<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e07d5359-9817-47a7-aad9-e94e1002ab12.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/e07d5359-9817-47a7-aad9-e94e1002ab12.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> ตัวนำไฟฟ้า<br> ตัวนำ (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br> 1. วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง<br> โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน<br> ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม<br> โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้<br> ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 <br> ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่<br> ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้<br> ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง<br> สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง<br> มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า<br> สายทองแดงอ่อนราว 2.7%<br> ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ<br> ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง<br> 60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง<br>&nbsp; &nbsp; สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า <br>&nbsp; โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่ด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร<br> <br> สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/543554ab-f84e-43a4-8eee-1bc8e07e3ede.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/543554ab-f84e-43a4-8eee-1bc8e07e3ede.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; <br> <br> สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/da052ea8-e487-4566-88d4-48d6e6b3aa4a.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/da052ea8-e487-4566-88d4-48d6e6b3aa4a.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f65bcc84-c003-4b4d-8d5e-ef07df7c14a6.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/f65bcc84-c003-4b4d-8d5e-ef07df7c14a6.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br>&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5b5dd6bb-0f26-44df-b18b-3dbfeaad3f1b.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/5b5dd6bb-0f26-44df-b18b-3dbfeaad3f1b.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบก้านยาว<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/232155ff-f1bc-43c6-b45b-c2e754e99372.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/232155ff-f1bc-43c6-b45b-c2e754e99372.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> สวิตช์แบบหมุน<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ab303f5d-3fcb-416d-8e0b-6900512c576a.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/ab303f5d-3fcb-416d-8e0b-6900512c576a.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a75d6f6d-6460-4c89-93a6-f6c100eb3b55.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/a75d6f6d-6460-4c89-93a6-f6c100eb3b55.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบดิพ <br> <br> สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/66c342aa-ef14-4a5b-bc17-bc1fef735807.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/66c342aa-ef14-4a5b-bc17-bc1fef735807.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> การทำงานของสวิตช์<br> ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br> มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br> Motor มอเตอร์<br> มอเตอร์ไฟฟ้า มี 2 ประเภท คือ<br> 1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br> 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br> มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br> มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br> ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ<br> ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าดันกลับ จะทำให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้<br> ขณะที่มอเตอร์กำลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทำให้ขดลวดของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้<br> ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br> <br> ทรานซิสเตอร์ชนิดสองรอยต่อเรียกด้ายตัวย่อว่า BJT (BIPOLAR JUNCTION TRANSISTOR) ทรานซิสเตอร์ (BJT) ถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น วงจรขยายในเครื่องรับวิทยุและเครี่องรับโทรทัศน์หรือนำไปใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทซ์ (Switching) เช่น เปิด-ปิด รีเลย์ (Relay) เพื่อควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ เป็นต้น<br> <br> โครงสร้างของทรานซิสเตอร์ทรานซิสเตอร์ชนิดสองรอยต่อหรือ BJT นี้ ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิดพีและเอ็นต่อกัน โดยการเติมสารเจือปน (Doping) จำนวน 3 ชั้นทำให้เกิดรอยต่อ (Junction) ขึ้นจำนวน 2 รอยต่อ การสร้างทรานซิสเตอร์จึงสร้างได้ 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีสารชนิด N 2 ชั้น เรียกว่าชนิด NPN และชนิดที่มีสารชนิด P 2 ชั้น เรียกว่าชนิด PNP โครงสร้างของทรานซิสชนิด NPN และชนิด PNP แสดงดังรูป<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/adc9e0ff-db87-4b0a-bf9b-2115cef1cafb.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///storage/emulated/0/Android/data/com.samsung.android.app.notes/files/share/adc9e0ff-db87-4b0a-bf9b-2115cef1cafb.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 13:03:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222397012</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222399866</link>
         <description><![CDATA[

 add
]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 13:12:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222399866</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปาริชาติ  ห้วยหงษ์ทอง ชั้นม.3/12 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222402003</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า<br>ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br><br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br><br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br><br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br><br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br><br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br><br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br><br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br><br>4) ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;<br>คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก<br>โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br><br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล&nbsp;<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>6. สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br><br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><br><br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br><br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง<br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br><br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br><br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip&nbsp; ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 13:19:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222402003</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรดา ปานศรีเส้ง ม.3/12 เลขที่44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222429380</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า<br>ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br><br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br><br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br><br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br><br>อิเล็กทรอนิกส์<br><br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br><br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br>วงจรอะนาล็อก<br><br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br><br>วงจรดิจิทัล<br><br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3.วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม<br>วงจรแบบขนาน<br>วงจรแบบผสม<br>ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; 5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบสวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp;สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br><br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><br><br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br><br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง<br><br>7..มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br><br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br><br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip&nbsp; ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 14:22:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222429380</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ฐานนิตา กิจหว่าง เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222433680</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>-มี 3 ประเภท<br>วงจรแบบอนุกรม วงจรแบบขนาน วงจรแบบผสม<br>4) ตัวนำไฟฟ้า คือ<br>ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ฉนวนไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังฉนวนไฟฟ้าที่แย่ เช่น อากาศแห้ง แก้ว เทียนไข อีโบไนต์ ครั่ง เชลแล็ก ยาง กำมะถัน ไหม ขนสัตว์ กระเบื้องเคลือบ น้ำมัน น้ำบริสุทธิ์<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ<br>6) สวิตช์ไฟฟ้า&nbsp;<br>สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้<br>สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้น<br>สวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)<br>สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<br>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)<br>&nbsp;เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง&nbsp;<br>7) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br>มีการทำงาน: การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>มอเตอร์กระแสตรง<br>จะมีการเปลี่ยนแปลงของความเร็วรอบเล็กน้อย ( Constant speed ) และแรงบิด (Torque) มีค่าต่ำ และการกลับทางหมุนของ Shunt Motor ทำได้โดยการกลับสายของวงจรอาร์เมเจอร์หรือการเปลี่ยนขั้วของฟิลต์คอยล์อย่างใดอย่างหนึ่ง<br>มอเตอร์กระแสสลับมี2ประเภทใหญ่ ๆ คือ<br>1. มอเตอร์อะซิงโครนัส&nbsp; ( Asynchronous&nbsp; motor )<br>2. มอเตอร์ซิงโครนัส&nbsp; (Synchronous&nbsp; motor )&nbsp; ซึ่งจะเป็นมอเตอร์ประเภทที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนำ<br>&nbsp;โรเตอร์ของมอเตอร์เหนี่ยวนำ<br>&nbsp;จะมี 2 ประเภท คือ<br>1. โรเตอร์แบบกรงกระรอก&nbsp; ( Squirrel&nbsp; cage&nbsp; rotor )&nbsp; ซึ่งจะมีลักษณะเป็นตัวนำหลายตัวประกอบเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงกระบอก&nbsp; แล้วลัดวงจรหัวท้ายด้วยวงแหวนตัวนำ<br>2. โรเตอร์แบบขดลวดพันหรือแบบวาวนด์&nbsp; ( Wound&nbsp; rotor )&nbsp; จะมีลักษณะเป็นขดลวดพันในร่องสล็อตของโรเตอร์จำนวน 3 ชุด&nbsp; ขดลวดด้านปลายต่อเข้าด้วยกันเป็นแบบสตาร์&nbsp; ด้านต้นต่อเข้ากับวงแหวนลื่นหรือสลิปริง ( Slip ring )<br>8) ทรานซิสเตอร์<br>- คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ มีหน้าที่ในการคอนโทรลการไหลของกระแสไฟฟ้า (ทั้งอนุญาตให้ไหล และบล็อคไม่ให้ไหลผ่าน) ซึ่งคล้ายๆกับไดโอด<br>- มีการทำงานโดยการควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าและคอนโทรลทิศทางการไหลได้<br>- มี 2 ประเภท คือ&nbsp; NPN และ PNP<br>- อธิบายและยกตัวอย่าง<br>• NPN คือ สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด N 2 ตัวและชนิด P 1 ตัววางตัวสลับกันหรืออาจเรียกได้ว่า (Negative Positve Negative) เช่น การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C<br>• PNP คือ&nbsp; สารกึ่งตัวนำของทรานซิสเตอร์ประเภทนี้ ประกอบด้วยสารชนิด P 2 ตัวและชนิด N 1 ตัววางตัวสลับกัน (Positve Negative Positve) เช่น จ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 14:31:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222433680</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ปฐมภูมิ เจริญวัฒนกุล ม.3/12 เลขที่17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222443721</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า<br>ไฟฟ้า &nbsp; คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br><br>ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้<br><br>1. ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชนกันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่าไฟฟ้าสถิต<br><br>2. ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแส<br><br>2) อิเล็กทรอนิกส์<br><br>อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br><br>มีการทำงาน<br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br><br>มีกี่ประเภท<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br>วงจรอะนาล็อก<br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br>วงจรดิจิทัล<br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล ลอจิกเกต<br>หน่วยคำนวณและตรรกะ<br>ฟลิปฟล็อป<br>Counter<br>รีจิสเตอร์<br>Multiplexers<br>Schmitt triggers<br><br>3) วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>มีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br><br>4) ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;<br>คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย มี2ประเภท<br>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดา&nbsp;<br><br>ฉนวนไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 14:47:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/222443721</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/225615247</link>
         <description><![CDATA[<div>ผ้าขนสัตว์ถูกับเชลแล็ก<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-29 13:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa12/wish/225615247</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
