<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ตอบคำถามในนี้ครับ by weerawit Glumjalreon</title>
      <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37</link>
      <description>สร้างด้วยความอัจฉริยะ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-17 02:28:19 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-10-16 02:34:23 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Apple.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ด.ช.วราศัย บุญเร่งทรัพย์ ม.3/7 เลขที่21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935317</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น&nbsp;<br><br></div><blockquote>เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ<ol><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#1">การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#2">การทำงานทางเคมี</a></li><li><a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#3">การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก</a></li></ol></blockquote><div><br>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><strong><br>ตัวอย่างการคำนวณ พลังงานไฟฟ้า<br></strong><br></div><div><br></div><div><br>1.&nbsp; &nbsp; เตารีดไฟฟ้า ขนาด 750 วัตต์ ใช้งานวันละ 10 ชั่วโมง&nbsp; จะเสียค่าไฟฟ้าเท่าใด ต่อเดือน (30 วัน)ถ้าคิดค่าไฟฟ้า ยูนิต ละ 1.50 บาท<br><br></div><div><strong><br>วิธีทำ</strong><br>&nbsp; &nbsp; ใช้พลังงานไฟฟ้าไปวันละ&nbsp; &nbsp; &nbsp;=&nbsp; &nbsp; &nbsp;750 x 10 <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 7,500 วัตต์ – ชั่วโมง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 7.5 Kw – h<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 7.5 ยูนิต<br>&nbsp; &nbsp; จะเสียค่าไฟฟ้าวันละ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 1.50 x 7.50<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 11.25&nbsp; บาท<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้น เสียค่าไฟฟ้าต่อเดือน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; =&nbsp; &nbsp; 11.25 x&nbsp; 30&nbsp; &nbsp; &nbsp;=&nbsp; <strong>&nbsp; 337.50 บาท<br><br></strong>อิเล็กทรอนิกส์<br>คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br>การทำงาน<br><br>อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรม<br>มี 2 ประเภท<br>วงจรอะนาล็อก<br>วงจรดิจิตอล<br>ตัวอย่าง เว็บไซต์รูปแบบธุรกิจของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</div><div><br></div><div>&nbsp; พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทธุรกิจกับธุรกิจ(Business-to-Businessหรือ B2B)&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หมายถึง&nbsp; การซื้อขายระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน เช่น ผู้ผลิตรถยนต์สั่งซื้อวัตถุดิบจากโรงงานที่เป็น Supplier หรือ ร้านค้าปลีกสั่งซื้อสินค้ากับบริษัทผู้ผลิตสินค้า เมื่อสต็อกสินค้าลดลงถึงระดับหนึ่ง ผ่านระบบ EDI โดยส่วนใหญ่ผู้ซื้อและผู้ขายมักจะรู้จักกันล่วงหน้า และอาจทำเอกสารสัญญาที่เป็นกระดาษกันล่วงหน้า ดังนั้นความเสี่ยงที่เกิดจากการซื้อขายจะต่ำ</div><div><br>ตัวอย่างเว็บไซต์<a href="http://www.micorsoft.com/"><strong>www.micorsoft.com</strong></a>&nbsp; ไมโครซอฟต์ เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก&nbsp; ผลิตซอฟต์แวร์ทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปและโดยบริษัทห้างร้าน องค์กรต่างๆในการจัดอันดับโดยเน็ตมาร์เก็ตติงไมโครซอฟต์ได้คะแนนร้อยละ 97 เท่ากับอเมริกัน เอ็กซ์เพรส นับได้ว่าเป็นที่สอง รองจากทรีคอม (3com) ซึ่งได้คะแนนร้อยละ 98 เป็นที่หนึ่ง<br>วงจรไฟฟ้า<br>วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์<br>การทำงาน<br>&nbsp; &nbsp; <strong>วงจรไฟฟ้า</strong> เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า ดังการแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง<br>วิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br><br><strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> คือ สารที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ สารที่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ เงิน ทองแดงทองคำ อะลูมิเนียม และทังสะเตน<br><br></div><div>5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>6)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร<br>มี8ประเภท&nbsp;<br>7)มอเตอร์ไฟฟ้า คือ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล&nbsp;<br>มี2ชนิด คือ 1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ1เฟส 2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ3เฟส<br>8)ทรานซิสเตอร์ คือ เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:32:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935317</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ณัฐวุฒิ บุญรอด ม.3/7 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935404</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า<br>คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เมื่อประจุเคลื่อนที่ผ่านตัวนำสามารถแปรรูปเป็นพลังงานรูปแบบอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังความร้อน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย<br>ไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร<br>ไฟฟ้าทำงานโดยการให้ความร้อนกับเครื่องจักรต่างๆ<br>ไฟฟ้ามี 2 ประเภท<br>1.ไฟฟ้าสถิต เกิดจากการเสียดสีของวัตถุจนทำให้เกิดไฟฟ้า<br>2.ไฟฟ้ากระแส เกิดจากการไหลของอิเล็กตรอนจากแหล่งกำเนิดไปยังจุดที่ต้องการใช้ไฟฟ้า<br><br>อิเล็กทรอนิกส์<br>คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ สร้างและแปลงพลังงานไฟฟ้าให้เป็นรูปแบบอื่น<br>อิเล็กทรอนิกส์ทำงานอย่างไร<br>ทำงานโดยการควบคุมการไหลของพลังงานอิเล็กตรอนและทำหน้าที่เป็นสวิทซ์ในการเปิดปิดวงจรต่างๆ<br>อิเล็กทรอนิกซ์มี 6 ประเภท<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>&nbsp;หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์&nbsp; ภาพเคลื่อนไหวและเสียง<br>2.WBI (Web-based Instruction)<br>คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้ Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ในที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน&nbsp;<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>&nbsp;เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ<br>4.E-book<br>เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ ออฟไลน์และออนไลน์&nbsp;<br>5. E-Training<br>E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี ภาพเคลื่อนไหว<br>&nbsp;6.Learning Object<br>หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง<br><br>วงจรไฟฟ้า<br>คือ การนำแหล่งจ่ายไฟ้ามาต่อกับลวดตัวนำเพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังหลอดไฟ<br>วงจรไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร<br>วงจรไฟฟ้าทำงานโดยให้แหล่งจ่ายไฟนั้นจ่ายแรงดันและกระแสไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำส่งไปยังหลอดไฟโดยมีสวิทซ์เป็นตัวควบคุมการปิดเปิด<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935404</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววิมลรัตน์ จึงเจริญกิจวัฒนา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935413</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>มีการทำงาน เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>มี 2 ประเภท 1.ไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ2.ไฟฟ้ากระแสคือการไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง<br>อิเล็กทรอนิกส์ <br>2.อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง <br>การทำงาน ในการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงต้นมักจะใช้การเดินสายไฟแบบจุดต่อจุดของแต่ละชิ้นส่วนบนแผ่นไม้เพื่อสร้างวงจร การสร้างวงจรด้วย cordwood และใช้การพันสายแทนบัดกรีก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้ทันสมัย​​ที่สุดตอนนี้คือใช้แผงวงจรพิมพ์ที่ทำจากวัสดุเช่น FR4 หรือถูกกว่า (อ่อนแต่ทนทาน), กระดาษเรซิ่นสังเคราะห์ (SRBP หรือ Paxoline / Paxolin (เครื่องหมายการค้า) และ FR2)<br>ประเภทของอิเล็กทรอนิกส์<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>                     CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์  ภาพเคลื่อนไหวและเสียง</div><div><br><br></div><div>2.WBI (Web-based Instruction)<br>                     คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้ Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบOn-line ในที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน <br>    </div><div><br><br></div><div>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>                   เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ</div><div><br><br></div><div>4.E-book<br>                เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ <br>ออฟไลน์และออนไลน์ </div><div><br>5. E-Training<br>                  E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี ภาพเคลื่อนไหว </div><div>6.Learning Object<br>                  หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง</div><div>3วงจรไฟฟ้า<br>   ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด </div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>4. ตัวนำไฟฟ้า<br>  <strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>ประเภทและตัวอย่าง สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้<br>ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง<br>สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง<br>มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า<br>สายทองแดงอ่อนราว 2.7%</div><div>สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ<br>ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง<br>60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง<br> <br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า  อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>                         - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>                         - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>                         - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>                         - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></div><div>ประเภท <br>1. สายไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/cable.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224599691/hnathi-khxng-xupkrn/cable.png?height=163&amp;width=400" width="398" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br><br></div><div><br></div><div>การเลือกใช้สายไฟฟ้า</div><div>1.1 ใช้เฉพาะสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มีเครื่องหมาย มอก.11) เท่านั้น</div><div>1.2 สายไฟฟ้าชนิดที่ใช้เดินภายในอาคารห้ามนำไปใช้เดินนอกอาคาร เพราะแสงแดดจะทำให้ฉนวนแตกกรอบชำรุด สายไฟชนิดที่ใช้เดินนอกอาคารมักจะมีการเติมสารป้องกันแสงแดดไว้ในเปลือกหรือ ฉนวนของสาย สารป้องกันแสงแดดส่วนใหญ่ที่ใช้กันมากนั้นจะเป็นสีดำ แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ การเดินร้อยในท่อก็มีส่วนช่วยป้องกันฉนวนของสายจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง</div><div>  1.3 เลือกใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งใช้งาน เช่น สายไฟชนิดอ่อนห้ามนำไปใช้เดินยึดติดกับผนังหรือลากผ่านบริเวณที่มีการกดทับ สาย เช่น ลอดผ่านบานพับประตูหน้าต่าง หรือตู้ เนื่องจากฉนวนของสายไม่สามารถรับแรงกดกระแทกจากอุปกรณ์จับยึดสายหรือบานพับ ได้ การเดินสายใต้ดินก็ต้องใช้ชนิดที่เป็นสายใต้ดิน (เช่น สายชนิด NYY) พร้อมทั้งมีการเดินร้อยในท่อเพื่อป้องกันสายใต้ดินไม่ให้เสียหาย เป็นต้น</div><div>   1.4 ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องใช้สายตัวนำทองแดงและเลือกให้เหมาะสมกับขนาดแรงดันไฟฟ้า (1 เฟส หรือ 3 เฟส) ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน และสอดคล้องกับขนาดของฟิวส์หรือสวิตช์อัตโนมัติ (เบรกเกอร์) ที่ใช้ สำหรับขนาดสายเมนและสายต่อหลักดินนั้นก็ต้องสอดคล้องกับขนาดของเมนสวิตช์และ ขนาดของเครื่องวัดฯ ด้วย ตามตารางต่อไปนี้</div><div> </div><div>2. มิเตอร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนหนึ่ง ๆ โดยมีมอเตอร์ที่มาตรไฟฟ้าคอยหมุนตัวเลขบอกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปเป็นกี่ กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือยูนิต หรือหน่วย</div><div><br></div><div> </div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/....jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224719129/hnathi-khxng-xupkrn/....jpg" width="260" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>3.  เมนสวิตช์ เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์</div><div><br></div><div> </div><div> </div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/11..jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224831238/hnathi-khxng-xupkrn/11..jpg" width="500" height="200"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div> </div><div>4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ (เซอร์กิตเบรคเกอร์) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ</div><div><br></div><div> </div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/C015.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485224878544/hnathi-khxng-xupkrn/C015.jpg?height=400&amp;width=300" width="300" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>5. ฟิวส์ (Fuse) เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์</div><div> </div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/dd.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225081219/hnathi-khxng-xupkrn/dd.jpg" width="587" height="342"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div> </div><div>6. หลักดิน (Ground Rod หรือ Grounding Electrode หรือEarth Electrode) เป็นแท่งหรือแผ่นโลหะที่ฝังอยู่ในดิน เพื่อทำหน้าที่แพร่หรือกระจายประจุไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าให้ไหลลงสู่ดินได้โดย สะดวก วัตถุที่จะนำมาใช้เป็นหลักดิน เช่น แท่งทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ความยาวมาตรฐานต้องยาวไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร เป็นต้น</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/3.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225202652/hnathi-khxng-xupkrn/3.jpg" width="490" height="286"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><br></div><div><br></div><div>7. ตุ้มหรือลูกถ้วย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รองรับสายไฟ ทำหน้าที่เป็นฉนวนและป้องกันมิให้กระแสไฟฟ้ารั่วลงดินหรือลัดวงจรลงดิน</div><div><br></div><div> </div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/4.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225247006/hnathi-khxng-xupkrn/4.jpg" width="448" height="336"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>8. หลอดไฟฟ้า  (Lamp)  ทำหน้าที่ให้แสงสว่างสำหรับสถานที่ปฏิบัติงาน หรือที่อยู่อาศัย การติดตั้งระบบส่องสว่างควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ  ในการจัดแสง และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือการเลือกประเภทและชนิดของหลอดไฟฟ้า  โดยปกติทั่วหลอดไฟฟ้าไปแบ่งออกได้เป็น3  ประเภทคือ</div><div>   หลอดไฟฟ้าชนิดมีไส้  (Filament  Lamp)  เป็นหลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในรุ่นแรก ๆ หรือบางที่ก็เรียกว่าหลอดธรรมดา องค์ประกอบของหลอดประกอบด้วย  หลอดแก้ว, ไส้หลอด, (ส่วนไส้หลอดทำจากทังสเตน) เส้นลวดที่ต่อเข้ากับขั้วหลอด,  ลวดยึดไส้หลอด,และก้านหลอดยึดไส้, ปัจจุบันนิยมใช้ไม่มากนักเพราะให้กำลังส่องสว่างน้อยกว่าหลอดประเภทอื่น</div><div>ในกรณีกำลังวัตต์เท่ากัน  มีจำหน่วยในท้องตลาดมีหลายขนาด  เช่น  40วัตต์  60วัตต์  80วัตต์  100วัตต์ ฯลฯ  อายุการใช้งานประมาณ 1000 ชั่วโมง  หลอดประเภทนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือชนิด แบบเขี้ยว และชนิดแบบเกลียว</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/6.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225355942/hnathi-khxng-xupkrn/6.jpg" width="358" height="280"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>       หลอดไฟฟ้าชนิดเรืองแสง (Fluorescent Lamp) หรือเรียกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์หลอดไฟฟ้าประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟฟ้าธรรมดา ถึง 4 เท่า ให้แสงสว่างที่เย็นตามากกว่า รวมทั้งอุณหภูมิความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดน้อยกว่า  ส่วนประกอบที่สำคัญของหลอดประกอบด้วย</div><div>  1)  ตัวหลอด</div><div>2)  ขั้วหลอด</div><div>  3)  ไส้หลอด</div><div>  4)  สารบรรจุภายในหลอด  เช่น อาร์กอน  และไอปรอท</div><div>หลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ที่จำหน่วยในท้องตลาด มีหลายลักษณะเช่น  หลอดฟลูออเรสเซนต์ ธรรมดา  หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบวงกลม (32 วัตต์)  แบบยาวตรง (18,36 วัตต์)  และหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบคอมแพค (Compact)   หรือหลอดตะเกียบ</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/5.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225382839/hnathi-khxng-xupkrn/5.jpg" width="400" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>    หลอดไฟฟ้าชนิดอาศัยการอาร์ค  หรือหลอดไฟชนิดคายประจุ  หลอดประเภทนี้ใช้กระแสไฟฟ้ามากในการทำงานไม่นิยมใช้ในบ้านเรือนทั่วไป  ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะจุดหรือพื้นที่ต้องการแสงสว่างมาก ๆ  หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีหลายแบบ เช่น หลอดไอปรอท หลอดฮาโลเจน หลอดโซเดียม หรือหลอดแสงจันทร์</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225409025/hnathi-khxng-xupkrn/2.jpg" width="300" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>9.สตาร์ทเตอร์   ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิทช์ อัตโนมัติ  เพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอด ฟลูออเรสเซนต์  เมื่อเริ่มต้นทำงานสตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อม ที่จะทำงาน  เมื่อไส้หลอดทำงานเรียบร้อยแล้วสตาร์ทเตอร์ก็ปิดวงจร</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/spd_20111122160845_b.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225445812/hnathi-khxng-xupkrn/spd_20111122160845_b.jpg" width="409" height="168"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>10. บัลลาส   ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะ สมกับหลอดซึ่งแรงดันไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นจะสูงมาก  เพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเลคตรอนออกมา  หลังจากหลอดทำงานแล้ว    บัลลาสจะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/1361954259-226-o.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225478222/hnathi-khxng-xupkrn/1361954259-226-o.jpg?height=300&amp;width=400" width="400" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>11. เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมียคือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/210745.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225509288/hnathi-khxng-xupkrn/210745.jpg?height=400&amp;width=400" width="400" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>12. เต้าเสียบ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนำปลายของสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับเต้าเสียบ ไปเสียบกับเต้ารับ ที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ภายในบ้าน</div><div><a href="https://sites.google.com/site/biwauthen11/hnathi-khxng-xupkrn/pic7-24.gif?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225545599/hnathi-khxng-xupkrn/pic7-24.gif" width="333" height="194"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div><br></div><div>13. สวิตช์เปิด-ปิดธรรมดา (Toggle Switch) สวิตช์เปิด-ปิดในที่นี้ หมายถึงสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดหลอดไฟหรือโคมไฟสำหรับแสงสว่างหรือเครื่องใช้ ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีการติดตั้งสวิตช์เอง</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485225563721/hnathi-khxng-xupkrn/000117_n1.jpg?height=233&amp;width=400" width="399" height="233"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>6. สวิตช์สวิตซ์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า แะทำให้เกิดตวามปลอดภัย<br>กับผู้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร <br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการ <br>ใช้งานกันหลายแบบได้แก่<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/bul.gif" width="14" height="14"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><a href="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/selec21.htm">ฟิวส์ (fuse)</a><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/bul.gif" width="14" height="14"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><a href="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/selec22.htm">ทอกเกิลสวิตซ์ (toggle switch)</a><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/bul.gif" width="14" height="14"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><a href="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/selec23.htm">เบรกเกอร์ (breaker)</a></div><div><br></div><div>7.มอเตอร์ไฟฟ้ามอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br><br></div><div><br>Motor มอเตอร์<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br><br></div><div><br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br></div><div><br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br><br></div><div>8.ทรานซิลเตอร์<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/physicsboard/forum/index.php?action=dlattach;topic=645.0;attach=1291;image" width="715" height="600"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>ทรานซิสเตอร์(Transistor)<br><br>             ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์  ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br>สารกึ่งตัวนำ<br><br>             สารบางชนิดนำไฟฟ้าได้ดี เช่น ทองแดง เหล็ก สังกะสี สารบางชนิดไม่นำไฟฟ้า แต่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่นแก้ว ยาง พลาสติก<br>สารที่มีคุณสมบัติ ไฟฟ้าอยู่ระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ เเละ เราสามารถควบคุมการนำไฟฟ้าของ<br>สารกึ่งตัวนำได้ เราจึงนำเอาสารกึ่งตัวนำมาประดิษฐ์สร้างเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้มากมาย เช่น ไดโอด ทรานซิสเตอร์<br>และวงจรไอซี สารกึ่งตัวนำที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ ซิลิคอน ซึ่ง เป็นธาตุที่ถลุงได้จากทราย และเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://dc352.4shared.com/doc/oPOtNAqI/preview_html_m65b26ed2.png"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>                   รูปร่างของทรานซิสเตอร์มีหลายรูปแบบ เรามักจะเรียกว่าตัวถัง ซึ่งแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกต่างกันออกไป และถ้าทรานซิสเตอร์<br>มีขนาดใหญ่ แสดงว่าทรานซิสเตอร์นั้นสามารถนำกระแส หรือมีกำลังมากนั้นเอง  โครงสร้างภายในของทรานซิสเตอร์นั้นจะประกอบด้วย<br>สารกึ่งตัวนำ P และ N มาต่อกัน 3 ตัว และมีรอยต่อ 2 รอยต่อมีขา 3 ขา ยื้นมาจากสารกึ่งตัวนำนั้นๆ โดยจะเเบ่งชนิดทรานซิสเตอร์ตา<br>โครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของทรานซิสเตอร์คือ ทรานซิสเตอร์จะทำงานได้ ต่อเมื่อมีกระแสไหลเข้ามาที่ขา B เท่านั้น <br>หากไม่มีกระแสไหลเข้ามา  ทรานซิสเตอร์จะไม่ทำงาน <br><br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br>             <figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png" width="1600" height="1129"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า <br><br>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้<br>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)<br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C  <br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น   <br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png" width="567" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B  และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N  ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png" width="567" height="175"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935413</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ภรภัค เจือจันทร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935420</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปเเบบหนึ่งเกอดจากการแยกตัวออกมา หรือ การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรตรอน มี 2 ประเภท ไฟฟ้าสธิต ไฟฟ้ากระแส<br>2. อิเล็กโทรนิกส์ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component<br>3.วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายเเลงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านหลวดนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจร วงจรเบื้องต้นมี 3 ลักษณะ วงจรอนุกรม วงจรขนาน วงจรผสม<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ สิ่งที่นำไฟฟ้าได้ดีเช่นเหล็ก ทองเเดง ทอง เป็นต้น<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>6.สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือมอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>8.ทรานซิสเตอร์คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935420</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935433</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935433</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ธนารัช จินรัตน์ เลขที่ 36 ม.3/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935437</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คืออะไร&nbsp;<br>ไฟฟ้าคือพลังงานที่สร้างพลังงานอื่นๆขึ้นมา เช่น พลังงานความร้อน แสง การเคลื่อนที่&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;มีการทำงานอย่างไร<br>-<br>&nbsp; &nbsp;มีกี่ประเภท&nbsp; มี2ประเภท 1.ไฟฟ้าสถิต2.ไฟฟ้ากระแส&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; อธิบายและยกตัวอย่าง<br>1.ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเอาวัตถุสองอย่างมาถูกัน&nbsp;<br>2.ไฟฟ้ากระแส เป็นไฟฟ้าที่ไหลผ่านจากที่นึงไปอีกที่หนึ่ง<br>&nbsp; &nbsp;อิเล็กทรอนิกส ์คืออะไร<br>คือ อุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมไฟฟ้า ควบคุมอิเล็กตรอน<br>&nbsp;มีการทำงานอย่างไร-ควบคุมไฟฟ้า<br>มีกี่ประเภท --<br>วงจรไฟฟ้า คืออะไร<br>คือการเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้าผ่านลวดตัวนำและใช้สวิตในการเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้า<br>มีการทำงานอย่างไร-ใช้จ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ<br>มีกี่ประเภท-มี3ประเภท 1.วงจรอนุกรม 2.วงจรขนาน 3.วงจรผสม&nbsp;<br>อธิบายยกตัวอย่าง. วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป&nbsp;ทำให้กระแสไหลไปทางเดียวกัน&nbsp;<br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน<br>วงจรผสมคือ การนำวงจรอนุกรมและวงจรขนานมาผสมกัน<br>ตัวนำไฟฟ้า คืออะไร&nbsp;<br>เป็นวัตถุหรือวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้ในหลายๆทิศทาง&nbsp;<br>มีการทำงานอย่างไร &nbsp; เป็นตัวนำไฟฟ้า<br>มีกี่ประเภท. &nbsp;<br>ยกตัวอย่าง เช่น ทองแดง โลหะนำไฟฟ้า ฯลฯ<br>&nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้า คืออะไร<br>คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีกาทำงานอย่างไร ให้พลังงานไฟฟ้า<br>มีกี่ประเภท&nbsp; มี4ประเภท 1.ที่ให้แสง 2.ให้ความร้อน 3.พลังงานกล 4.พลังงานเสียง<br>อธิบายและยกตัวอย่าง&nbsp;<br>1.ให้แสง คือ พลังงานที่ให้แสง เช่น หลอดไฟชนิดต่างๆ<br>2.ให้ความร้อน คือ พลังงานที่ให้ความร้อน เช่น เครื่องทำน้ำร้อน&nbsp;<br>3.พลังงานกล คือมอเตอร์<br>4.พลังงานเสียง เช่น ลำโพง&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;สวิตซ์ คืออะไร&nbsp;<br>คืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเปิด-ปิดวงจรไฟฟ้า<br>มีการทำงานอย่างไร&nbsp; ใช้เปิด-ปิด<br>มี่กี่ประเภท มี7ประเภท&nbsp;<br>1.แบบเลื่อน 2.แบบกด 3.แบบกระดก 4.แบบก้านยาว 5.แบบหมุน 6.แบบไมโคร 7.แบบดิพ&nbsp;<br>มอเตอร์ไฟฟ้า คืออะไร&nbsp;<br>คือ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>มีการทำงานอย่างไร เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล&nbsp;<br>มีกี่ประเภท มี2ประเภทใหญ่ๆ<br>1.แบบไฟฟ้ากระแสสลับ 2.แบบไฟฟ้ากระแสตรง<br>อธิบายและยกตัวอย่าง<br>1.1แบบไฟฟ้ากระแสสลับ แบ่งออกได้อีก3ประเภทคือ 1ไฟฟ้ากระแสสลับแบบ1เฟส 2.แบบ2เฟส 3.แบบ3เฟส 1.2 ไฟฟ้สกระแสตรง แบ่งออกเป็นอีก3 ประเภท มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์ คืออะไร<br>คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;มีการทำงานอย่างไร&nbsp; ควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; มีกี่ประเภท&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; อธิบายและยกตัวอย่าง<br>สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935437</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายสุพัฒน์ มาคุ้ม ม.3/7 เลขที่25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935456</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการแยกตัวหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรตรอน มีการทำงานโดยสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน พลังงานแสงได้ มี2ประเภท คือ 1.ไฟฟ้าสถิต 2.ไฟฟ้ากระแส</div><div>2.)อิเล็กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าทำงานโดยสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a>มีแอนะล็อกและดิจิทัล<br>3.)วงจรไฟฟ้าคือกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้โดยจะต้องมีตัวนำ และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป มีการทำงานเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด มีอยู่ 3 ประเถทคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br>4.)ตัวนำไฟฟ้าคือเป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ทำงานโดยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงาน<br>5.)อุปกรณ์ไฟฟ้าคืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ทำงานไดโดยการรับกระแสไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวน&nbsp;<br>6.)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจรทำงานโดยการปิดเปิดกระแสไฟฟ้า มีหลายแบบคือสวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์กด สวิตช์แบบก้านยาว สวิตช์แบบหมุน สวิตช์แบบไมโคร สวิตช์แบบดิพ<br>7.)มอเตอร์ไฟฟ้าคือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิน มี 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935456</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.วฤธ จิตจระพันธ์  ม.3/7 เลขที่22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935483</link>
         <description><![CDATA[<div>1.พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา ทำงานโดยการไหลผ่านวัตถุ มี2แบบใหญ่ๆ 1 ไฟฟ้าสถิต (StaticElectricity ) 2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>2.เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า ทำงานโดยอิเล็กอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a><br>3.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดทำงานโดยทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม มี2ประเภท1.อนุกรม2. วงจรขนาน<br>4.ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า1.<a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a>2.<a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a>3.<a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a>4. <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br>6. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>7.เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลทำงานโดยส่วนที่เคลื่อนที่คือโรเตอร์ ซึ่งจะหมุนเพลาเพื่อจ่ายพลังงานกล โรเตอร์มักจะมี ขดลวดตัวนำพันอยู่โดยรอบ ซึ่งเมื่อมีกระแสไหลผ่าน จะเกิดอำนาจแม่เหล็กที่จะไปทำปฏิกิริยากับ สนามแม่เหล็กถาวรของสเตเตอร์ ขับเพลาให้หมุนได้ อย่างไรก็ตามโรเตอร์บางตัวจะเป็นแม่เหล็กถาวรและสเตเตอร์จะมีขดลวดตัวนำสลับที่กันมีดังนี้1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง<br>8.เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้าแบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ชนิด คือ NPN และPNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:33:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935483</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนวพล ชาญชัย ม.3/7 เลขที่ 13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935533</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังรูปแบบหนึ่งเกิดจากการเคลื่นที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตรอน ใช้งานในการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานต่างๆ เช่น การใช้ไฟฟ้าในการหุงข้าว <br>ไฟฟ้าแบ่งได้ ดังนี้ <br>1. ไฟฟ้าสถิต 2. ไฟฟ้ากระแสตรง<br> ไฟฟ้า เกิดขึ้นได้หลายแบบ ทั้งการจากธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น เช่น ตัวสลับไฟฟ้าสร้างใน ต้นศวรรษที่ 20 ที่ประเทศฮังการี<br><br> <br>อิเล็กทรอนิกส์ คือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า ใช้มากในการสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์มี 6 ประเภท ดังนี้<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>2.WBI<br>3.e-learning<br>4.E-book<br>5. E-training<br>6.Learning Object<br>อิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการสื่อสารต่างๆ เช่น การถ่ายทอดสัญญาณวิทยุ เป็นต้น<br><br>วงจรไฟฟ้า คือ การเดินทางของกระแสไฟฟ้าผ่านตัวนำไปเครื่องใช้ไฟฟ้าและกลับไปแหล่งกำเนิด การใช้งานคือ ต้องมีแหล่งกำเนิดนะ ต้องมีตัวนำนะ ต้องมีเครื่องใช้ไฟฟ้านะ แค่นี้ละครับ วงจรไฟฟ้ามี 3 ชนิดคือ วงจรอนุกรม วงจรขนาน และวงจรผสม วงจรไฟฟ้าใช้ในการนำไฟฟ้าไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การทำให้หลอดไฟติด เป็นต้น<br><br>ตัวนำไฟฟ้า คือ สายไฟฟ้าหรือสื่อในการนำไฟฟ้า วิธีใช้งานคือ เอาไปต่อกับตัวนำไฟฟ้าและต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ใช้เป็นตัวกลาง เหมือนแม่สื่อ ตัวนำไฟฟ้ามีหลายแบบ แต่ต้องยอมให้ไฟฟ้าไหลผ่าน ตัวนำที่ดีที่สุดคือ เงิน แต่ใช้มากคือ ทองแดง ตัวนำไฟฟ้าใช้ในการนำไฟฟ้า เช่น การใล้สายโทรศัพท์นำไฟฟ้า<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:34:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935533</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วัลย์ลี ทองชิว ม.3/7 เลขที่45</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935535</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่นพลังงานความร้อน พลังงานกล<br>มีการทำงานที่ให้ความร</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:34:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935535</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช เดโชพัฒน์ สุขสดเขียว เลขที่ 5 ม.3/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935537</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ ปรากฎการ ธรรมชาติ เนื่องจากการไหลของประจุไฟฟ้า มี 2 ประเภท 1.ไฟฟ้าสถิต 2.ไฟฟ้ากระเเส<br><br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เทคโนโลยี ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแสไฟฟ้าส่วนที่เป็นแอคทีพคือต้องมีกระแสไฟฟ้าป้อนให้ตลอดจึงทำงานได้ เช่น หลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งคือพาสซีพคือฃทำงานได้โดยไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าแต่ใช้คุณสมบัติส่วนตัวเช่นตัวต้านทาน<br><br>3. วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระเเสไฟฟ้าต้องผ่านตัวนํา<br>&nbsp;วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br><br>4.ตัวนําไฟฟ้า คือ เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง <br><br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ&nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br><br>6. สวิตซ์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า แะทำให้เกิดตวามปลอดภัย</div><div><br>7.มอเตอร์ไฟ้ฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล&nbsp;<br>8.ทรานซิสเตอร์ คือ อุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:34:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935537</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.จุฑาทิพย์ เกตุกาล ม.3/7 เลขที่ 29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935564</link>
         <description><![CDATA[<div>1.) ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้&nbsp;<br>การทำงาน การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น เตารีด ตู้เย็น<br>&nbsp;2 ประเภท คือ ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระแส&nbsp;<br><br>2.) อิเล็กทรอนิกส์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่าง<br>การทำงาน&nbsp; อุปกรณ์ที่ต่อด้วยวิธีต่างกันจะมีพฤติกรรมต่างกัน&nbsp; โดยสิ้นเชิง การต่อแบบ"อนุกรม"ความต่างศักย์จากแบตเตอรี่จะถูกแยกไปอยู่ที่หลอดไฟเพราะหลอดไฟ&nbsp;<br>ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งศักย์ แบตเตอรี่จึงขับกระแส ให้ผ่านแต่ละหลอดได้ไม่มากพอ หลอดไฟจึงมีแสง สลัว ๆ ส่วนการต่อ แบบ "ขนาน" หลอดไฟแต่ละ หลอดได้รับความต่างศักย์ทั้งหมดจากแบตเตอรี่ที่คร่อมมันอยู่ดังนั้น กระแสผ่าน แต่ละหลอดจึงมากพอที่จะทำให้ หลดไฟสว่างจ้าได้<br><br>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การทำงาน การนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br>มี 3 ประเภท วงจรขนาน วงจรอนุกรม วงจรผสม<br><br>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>การทำงาน ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>การทำงาน สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่<br>เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp;ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร<br><br>6.) สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร&nbsp;<br><br>7.) มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกตามการใช้ของกระแสไฟฟ้าได้ 2 ชนิดดังนี้<br><br>1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง<br><br>8.) ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:34:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935564</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายปฐมพร โพธิบุตรา เลขที่ 15 ม3/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935605</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935605</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.บวรทัต สิลาเวียง ม.3/7 เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935615</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน&nbsp;</div><div>การทำงาน 1.การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp;2.การทำงานทางเคมี 3.ทำงานที่ในสนามแม่เหล็ก<br>มี2ประเภท 1.ไฟฟ้าสถิต2.ไฟฟ้ากระแส<br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งที่นํามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาวงจรไฟฟ้าที่ใช้สารกึ่งตัวนําและอุปกรณ์อื่น ๆซึ่งควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอได้<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> <br>3)วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ<br>1.วงจรปิด2.วงจรเปิด<br>4)ตัวนำไฟฟ้า คือ สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงาน</a><br>เช่น หลอดไฟ พัดลม ตู้เเย็น<br>6)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ สวิตช์ก้านยาว สวิตช์แบบหมุน<br><strong>การทำงานของสวิตช์</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>7)มอเตอร์ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>มอเตอร์ 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br>8)ทรานซิสเตอร์ คือ อุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำกระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935615</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ศศิธร ลีลาจรัสกุล ม.3/7 เลขที่47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935619</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือ ชุดของปรากฏการณ์ทาฟิสิกส์<br>มี2ประเภท 1.ไฟฟ้ากระแสตรง 2.ไฟฟ้ากระแสสถิต<br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>3)วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์<br>มี3ประเภท 1.วงจรแบบอนุกรม 2.วงจรแบบขนาน 3.วงจรแบบผสม<br>4)ตัวนำไฟฟ้า คือ วัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมาก  คุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดี   เช่น  เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม<br>5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br>6)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร<br>มี8ประเภท <br>7)มอเตอร์ไฟฟ้า คือ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล <br>มี2ชนิด คือ 1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ1เฟส 2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ3เฟส<br>8)ทรานซิสเตอร์ คือ เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>มี2ชนิด คือ1.NPN 2.PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935619</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภัคมณฑ์ เหลืองสมานกุล ม.3/7 เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935620</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>มี 2ประเภทใหญ่ๆ<br>1.ไฟฟ้าสถิต(Static Electricity)<br>ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น การที่คนเราผิวแห้งแล้วเดินใกล้ๆกันก็จะทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้<br>2.ไฟฟ้ากระแส(Current Electricity)การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง<br>เช่น ไหลจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการไฟฟ้า<br>2.อิเล็กทรอนิกส์<br>คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component)<br>มีการทำงาน คือ ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียง<br>3.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด<br>มีการทำงาน โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์<br>มี3ประเภท<br>1วงจรอนุกรม คือการนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป<br>2.วงจรขนาน คือการนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน <br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง<br>มีการทำงานคือทำให้ไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีการทำงานคือการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานต่างๆ<br>มี4ประเภท<br>1.ให้แสง คือการให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟต่างๆ<br>2.ให้ความร้อน คือ การให้ความร้อน เช่นฮีธเตอร์<br>3.ให้พลังงานกล คือ มอเตอร์จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล โดยให้แกระแสผ่านขเลวด ทำให้ขดลวดสร้างสนามแม่เหล็กขึ้น ซึ่งจะส่งผลกับแม่เหล็กที่มีอยู่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแม่เหล็กขึ้น ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าหมุนหรือเคลื่อนที่ตามที่เรากำหนดไว้ เช่น เครื่องซักผ้า<br>4.ให้พลังงาน คือการให้พลังงาน เช่นเครื่องรับวิทยุ<br>6.สวิตซ์ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า<br>การทำงานจะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ต<br><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935620</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธงไทย เพี้ยงสุนทร ม.3/7 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935632</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคือพลังงานธรรมชาติเกิดตามธรรมชาติสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง<br>ไฟฟ้ามีการทำงานการส่งกระเเสพลังงานไปเเหล่งต่างๆ<br>ไฟฟ้ามีประเภท2ประเภท ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระเเสตรง<br>ไฟฟ้าคือพลังงานธรรมชาติมาจากทรัพยากรตามธรรมชาติหรือมาจากธรรมชาติ ยกตัวอย่างไฟฟ้าสถิตเกิดจากเสียดสีวัตถุมำเกิดกระเเสไฟฟ้า<br><br>อิเล็กทรอนิกส์คืออุปกรณ์เทคโนโลยีใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp;<br>อิเล็กทรอนิกส์มี6ประเภท<br>อีเล็กทรอนิกส์ มีการทำงานใช้เพื่อสนองความต้องการมนุษย์ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน<br>อิเล็กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีใช้การทำงานสนองความต้องการมนุษย์ยกตัวอย่างพัดลมเป็นอิเล็กทรอนิกส์ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน<br>วงจรไฟฟ้าคือพลังงานที่ส่งกระเเสไปในเทคโนโลยีเพื่อมันทำงาน<br>วงจรไฟฟ้าทำงานมีหน้าที่ส่งกระเเสไฟฟ้าไปตามสายไฟลงอิเลกทรอนิกส์<br>วงจรไฟฟ้ามี3ประเภท<br>วงจรไฟฟ้าคือเเผนไฟฟ้ามีหน้าที่ส่งกระเเสไฟฟ้าไปเทคโนโลยี<br>ตัวนำไฟฟ้าคือ<strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>ตัวนำไฟฟ้ามีหน้าที่ประจุไห้ไฟฟ้าไหลผ่าน<br>มี2ประเภท<br><strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรม<strong>ไฟฟ้า</strong> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็น<strong>ตัวนำไฟฟ้า</strong> เพราะสามารถนำ<strong>ไฟฟ้า</strong>ได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>อ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935632</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพิมพ์ณภัส ปรีชาพิพัฒน์พงศ์  ม.3/7 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935637</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1</strong>.)ไฟฟ้า คือ ความร้อน และแสงสว่าง คือพลังงาน (energy) ในรูปแบบต่างๆกัน สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องการพลังงานทั้งสิ้น พลังงาน สามารถกักเก็บ และปลดปล่อยออกมา เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆกัน ในโรงไฟฟ้า เชื้อเพลิง(fuel) จะถูกเผาไหม้  เพื่อปล่อยพลังงานออกมา และนำไปผลิต  เป็นกระแสไฟฟ้า พลังงานสามารถเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได  ้ เมื่อเราเปิดสวิตซ์ไฟกระแสไฟฟ้าจะวิ่งมาที่หลอดทำให้เกิดแสงสว่าง นั่นคือ พลังงานสามารถแปรสภาพไปเป็นความร้อน และแสงสว่างได้</div><div>   ไฟฟ้ามีการทำงานโดยจะไหลเข้าหาขั้วบวกเเละขั้วลบโดยมีลวดตัวนำไฟฟ้าไหลเข้ าสู่หม้อเเปลงเพื่อเเปลงกระเเสไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน<br>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>1)ไฟฟ้ าสถิต<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br>2)ไฟ ฟ้ากระเเส<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า <br><strong>2)อิเล็กทรินิกส์</strong>เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากา แล  ชิ้นส่วน พาสซีฟ ( passive component) เช่น ตัวนำ ไฟฟ้า,ตัวต้านไฟฟ้าเเละคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component <br>  การทำงานของอิ เล็กทรอนิกส์สามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์ มี 4ประเภทคือ<br>1)ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br>2)ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C)<br>3)ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br>4)ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br><strong>3)วงจรไฟฟ้าคือ</strong>การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ ตัวเก็บประจุ แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า แหล่งจ่ายกระแส สวิตช์ แต่ วงจรไฟฟ้า เป็นเครือข่ายที่มีเส้นทางไหลกลับ <br> การทำงานกระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>มี2ประเภท<br>1)วงจรปิด<br>2)วงจรเปิด<br><strong>4</strong>)ตัว นำไฟฟ้า ตัวกลางที่กระเเสสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้<br>การทำงานคือ เป็นตัวกลางให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้ส่วนใหญ่เป็็นโลหะเช่น ลวเ<br><strong>5</strong>)อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีการทำงาน เ ปนอุปกรณ์ที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าในการทำงาน<br>  มี5ประเภท<br>1)ฟิวส์<br>2)สะพานไฟ<br>3)สวิตช์<br>4)เบรกเกอร์<br>5)เต้ารับเต้าเสียบ<br><strong>6</strong>)สวิตช์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>มีการทำงานคือ  ใช้เป็นตัว เปิด- ปิดการไหลของกระเเสไฟฟ้า<br>มี7ประเภท<br>1)สวิตช์เลื่อน<br>2)สวิตช์กระดก<br>3)สวิตช์กด<br>4)สวิตช์เเบบก้ านยาว<br>5)สวิตช์เเบบหมุน<br>6)สวิตช์เเบบไมโคร<br>7)สวิตช์เเบบดิิ<br><br><strong>7)มอเตอร์ไฟฟ้า คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล พลังงาที่สำคัญ 2 อย่างคือ พลังงานจลน์ พลังงานศักย์ <br>8ทรานซิสเตอร์ คือทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ <br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935637</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.สุพิชฌาย์ พราหมบุญมี ม.3/7 เลขที่48                  1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน มี2ประเภท คือ กระแสตรงและกระแสสลับ ใช้ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล          2.อิเล็กทรอนิกส์  คือ วิทยาศาสตร์กายภาพว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน การควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า          3.วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายกระแสให้กับโหลดโดยผ่านลวดตัวนำ เช่น วงจรแบอนุกรม วงจรแบบขนาน                                                4.ตัวนำไฟฟ้า คือ วัสดุหรืออุปกรณ์ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม                                        5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เตารีด เปลี่ยนจากไฟฟ้าเป็นความร้อน            6.สวิตซ์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร ทำหน้าที่เปิดปิด             7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล พลังงาที่สำคัญ 2 อย่างคือ พลังงานจลน์ พลังงานศักย์                                 8.ทรานซิสเตอร์ คือทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้  มี2ชนิด คือNPNเเละPNP</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935652</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935652</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ฐิติพงศ์   เปลี่ยนลี้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935681</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ </div><ol><li>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล. มีหลักการทำงานคือส่งจากเเหล่งผลิตเข้าหม้อเเปลงเเล้วเเจกจ่ายเข้าสุ่บ้านเรือน1ไฟฟ้าสถิต</li><li>ไฟฟ้ากระเเส</li><li><br></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935681</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายภัคปพณ รดแป้น เลขที่18 ม3/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935685</link>
         <description><![CDATA[<div>1 ไฟฟ้าคือพลังงานรุปแบบหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการแยกตัวหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรตรอน&nbsp;<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งที่นํามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาวงจรไฟฟ้าที่ใช้สารกึ่งตัวนําและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนได้<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด<br>4ตัวนำไฟฟ้า คือ&nbsp; ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>6สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>7มอเตอร์ไฟฟ้า คือมอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>8ทรานซิสเตอร์คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935685</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธนพล ทองภู 3/7 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935697</link>
         <description><![CDATA[<pre><br></pre>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935697</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.นันทรัตน์ ดวงรัตน์ ม.3/7 เลขที่39</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935701</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคืออะไร : พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>ไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร : กระแสไฟฟ้าไหลเข้าหาขั้วบวกและเคลื่อนที่จากขั้วบวกไปขั้วลบปริมาณการไหลของกระแสขึ้นอยู่กับจำนวนอิเล็กตรอนเคลื้อนที่ผ่านในเวลาที่กำหนด<br>ไฟฟ้ามีกี่ประเภท : 2ประเภท คือ 1.ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิต เป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด 2.ไฟฟ้ากระแส &nbsp; คือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านต่างๆได้อย่างมากมายโดยการส่งกระแสไฟฟ้าให้เคลื่อน ที่ ไปในลวดตัวนำ&nbsp; &nbsp; แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือไฟฟ้ากระแสตรง( Direct Current) &nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current)<br>อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร : วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>อิเล็กทรอนิกส์มีการทำงานอย่างไร : ควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br>วงจรไฟฟ้าคืออะไร : การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด<br>วงจรไฟฟ้ามีกี่ประเภท : 1. การต่อแบบอนุกรม 2. การต่อแบบขนาน 3. การต่อแบบผสม<br>ตัวนำไฟฟ้าคืออะไร : เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง<br>อุปกรณ์ไฟฟ้าคืออะไร : อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br>อุปกรณ์ไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร : การที่จะทำให้เกิดแสงสว่างในวงจรไฟฟ้าได้นั้น ในวงจรจะต้องประกอบด้วยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสำหรับป้อนแรงดันและกระแสให้กับหลอดโดยผ่านสายไฟ โดยที่แหล่งจ่ายไฟฟ้าจะเป็นแบบไฟฟ้ากระแสนตรงหรือระแสสลับขึ้นอยู่กับชนิดของหลอดที่ต้องการใช้กับไฟฟ้าประเภทใด<br>สวิตช์คืออะไร : ใช้สำหรับปิดเปิดวงจรไฟฟ้า<br>สวิตช์มีการทำงานอย่างไร : เป็นตัสกั้นของกระแสไฟฟ้าไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจร<br>สวิตช์มีกี่ประเภท : 1<br>มอเตอร์ไฟฟ้าคืออะไร : การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br>ทรานซิสเตอร์คืออะไร : ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:35:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935701</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวดวงกมล จีนานนท์ ม.3/7เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935705</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคือ </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:36:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935705</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายรัฐฐาน์ ทวีพรธัญรัตน์ 3/7 20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935742</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:36:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935742</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ชญานิษฐ์ มหายศนันท์ ม.3/7 เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935765</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น มีการทำโดยอาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ มี2ประเภทคือไฟฟ้าสถิตกับไฟฟ้ากระแส<br>2.อิเล็กทรอนิกส์คือ การควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<br>3.วงจรไฟฟ้าคือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ มีอยู่ 3 วงจรคือวงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br>4.ตัวนำไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ช่วยนำกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านได้ มีหลายอย่างเช่น ทองเเดง เหล็ก ตะกั่ว <br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a>&nbsp;<br>หน้าที่ส่วนประกอบของอุปกรณ์ร่วมในวงจรมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป&nbsp; บางส่วนมีหน้าที่ป้องกันการทำงานผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์&nbsp; บางส่วนทำหน้าที่เป็นตัวตัดต่อการจ่ายแรงดันให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์&nbsp; บางส่วนทำหน้าที่เชื่อมต่อวงจรหรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน&nbsp; และบางส่วนอาจทำหน้าที่เปลี่ยนรูปพลังงานก่อนจ่ายไปให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br>6.สวิตซ์คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีที่เปิดวงจรก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติการต่อวงจรไฟฟ้า จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพื่อทำหน้าที่ตัดต่อและควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า มี 7แบบ คือสวิตซ์แบบเลื่อน สวิตซ์แบบกด สวิตซ์แบบกระดก สวิตซ์แบบก้านยาว สวิตซ์แบบหมุน สวิตซ์แบบไมโครและสวิตซ์แบบดิฟ&nbsp;<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล มี3ประเภท<br>8.ทรานซิสเตอร์คือ เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:36:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935765</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.อัญพัชญ์ เศวตสิทธิ์ธนดล ม.3/7 เลขที่ 49</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935784</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดการแยกตัวออกมาหรือการเคลื่อนที่ของอิเล๊กตรอนหรือโปรตอนใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; มีการทำงาน เปลี่ยนพลังงานรูปแบบอื่นมาเป็นพลังงานไฟฟ้า เช่น เปลี่ยนจากพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า ในชื่อ โซล่าเซลล์<br>&nbsp; &nbsp; มี 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.1 ไฟฟ้ากระแสตรง มีทิศทางการไหลไปในลวดตัวนำเพียงทิศทางเดียวโดยกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วลบไปยังขั้บบวกเสมอเราเรียกว่ากระแสอิเล็กตรอนแต่เรานิยมให้กระแสไฟฟ้าไหลจากขั้วบวกไปยังขั้วลบเราเรียกว่ากระแสนิยม เช่น ถ่านไฟฉาย , แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากระแสสลับ 1.2 ไฟฟ้ากระแสสลับเป็นกระแสไฟฟ้าที่มีการไหลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคือมีทั้งขั้วบวกและลบสลับกันโดยหลักการพื้นฐานแล้วกระแสไฟฟ้าสลับนี้เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กตัดกับขดลวดโดยการนำเอาขดลวดไปวางไง้ระหว่างสนามแม่เหล็กและหมุนขดลวดนั้นแล้วใช้เทคนิคในการต่อขั้วทั้งสองของขดลวดออกมาเราก็สามารถบังคับให้กระแสไฟฟ้าสลับออกมาใช้งานได้<br>2)อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div><br>&nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:36:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935784</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธนพล ทองภู 3/7 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935794</link>
         <description><![CDATA[<div>1 ไฟฟ้า 1.1คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>1.2 มีการทำงาน กระแสไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนเครื่องจักรกลเฉพาะเมื่อป้อนเข้าไปในวงจร วงจรคือช่องทางที่ผ่านกระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่<br>1.3 มี2ประเภทคือ <br>1 ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอด เช่น แบตเตอรี่<br>2 ) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div>2 อิเล็กทรอนิกส์ <br>2.1คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า<br>2.2 มีการทำงาน สามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น<br>2.3 มี6ประเภทได้แก่<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหวและเสียง<br>2.WBI (Web-based Instruction) คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้ Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line<br>3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br> เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ<br>4.E-book เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่าelectronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ ออฟไลน์และออนไลน์ </div><div>5.E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย เช่นข้อความรูป หรืออาจมี ภาพเคลื่อนไหว</div><div>6.Learning Object หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง<br>3.วงจรไฟฟ้า<br>1 คือวงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร<br>2.<br>3.มี2ประเภท ได้แก่<br>1.<strong>. วงจรอนุกรม</strong> เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br>2<strong>. วงจรขนาน</strong> เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น<br> 4.ตัวนำไฟฟ้า <br>4.1คือในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>4.2เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br> 4.3มี2ประเภท ได้แก่</div><div><strong> 1ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>2.<strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น</div><div>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br> 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า<br> 5.1อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>5.2ใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น<br>5.3มี4ประเภทได้แก่<br>- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br> - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br>6.สวิตซ์ <br>6.1อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดกสวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br>6.2โดยการทำงานของสวิตซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ตเหมือนอย่างฮับ ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล สวิตซ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link Layer คือจะรับผิดชอบในการเชื่อมโยงของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของการติดต่อจากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งและความสมบูรณ์ของการรับส่งข้อมูล<br><br>ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>6.3มี 7 ประเภท ได้แก่<br><strong>1.สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง  การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)  นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br>2.<strong>สวิตช์กระดก</strong>  เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br>3.สวิตช์กด  ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือกดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์  กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา  แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที   เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br>4.สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง  ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br>5.สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม  สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง  มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง  เช่น 2, 3, 4  หรือ  5  ตำแหน่ง เป็นต้น<br>6.เป็นสวิตช์แบบไมโคร  (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง  แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได  ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ  อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ  หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br>7.สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้  การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์  สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์  (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า<br>7.1มอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>7.2ในมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนที่เคลื่อนที่คือโรเตอร์ ซึ่งจะหมุนเพลาเพื่อจ่ายพลังงานกล โรเตอร์มักจะมี ขดลวดตัวนำพันอยู่โดยรอบ ซึ่งเมื่อมีกระแสไหลผ่าน จะเกิดอำนาจแม่เหล็กที่จะไปทำปฏิกิริยากับ สนามแม่เหล็กถาวรของสเตเตอร์ ขับเพลาให้หมุนได้ อย่างไรก็ตามโรเตอร์บางตัวจะเป็นแม่เหล็กถาวรและสเตเตอร์จะมีขดลวดตัวนำสลับที่กัน<br>7.3มี2 ประเภทได้แก่<br>1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส หรือเรียกว่าซิงเกิลเฟสมอเตอร์ (A.C. Sing Phase)<br> สปลิทเฟส มอเตอร์( Split-Phase motor)<br>2. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Motor ) หรือเรียกว่าดี.ซี มอเอตร์ (D.C. MOTOR)<br>8.ทรานซิสเตอร์<br>8.1ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>8.2เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>8.3</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:37:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935794</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายรัฐฐาน์ ทวีพรธัญรัตน์ 3/7-20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935814</link>
         <description><![CDATA[<pre>-ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่ง มีรูปแบบการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ทำให้เกิดความร้อนพลังงาน ที่ใช้ในการเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือใช้ประกอบการดำรงชีวิต เช่น การหุงข้าว การทำอาหาร

-อิเล็กทรอนิกส์ คือ อุปกรณ์ที่นำไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ในหลายๆทาง มีอิเล็กทรอนิกส์2ประเภท คือ อนาล็อกและดิจิทัล เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์

-วงจรไฟฟ้า คือ วงจรการเคลื่อนที่ของไฟฟ้า(อิเล็กตรอน)อยู่ภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มี3ประเภทคือ วงจรแบบอนุกรม,ขนานและผสม<br>
-</pre>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:37:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935814</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. จันทิรา คิ้วสุนทรเนตร ม.3/7 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935859</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:38:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935859</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรทศ อ่วมหมี </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935869</link>
         <description><![CDATA[<div>-ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมาหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน มี 2 ประเภท คือ 1.ไฟฟ้าสถิต 2.ไฟฟ้ากระแส มีการทำงานเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าตัวต้านทาน<br>-อิเล็กทรอนิกส์ คือ สิ่งประดิษ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:38:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935869</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จีรวัฒน์ อัครสมาธินันท์ ม.3/7 เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935977</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>2.ทำงานโดยการให้พลังงานกับสิ่งต่างๆ<br>3.มี2ประเภท1.ไฟ้ฟ้ากระแส2.ไฟฟ้าสถิต<br>4.เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านตัวต้านทาน เช่น หลอดไฟ ความดัน หรือศักย์บนกระแสลดลง การลดนี้เรียกว่าศักย์ตกคร่อม<br>1.อิเล็กทรอนิกส์คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า<br>2.ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br>3.จัดเก็บและแปลงพลังงานไฟฟ้าและมาจากพลังรูปแบบอื่นๆโดยใช้สายไฟเช่นแบตเตอรี่<br>&nbsp;1.วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด<br>2.มี3ประเภทคือ อนุกรม ขนาน ผสม<br>3.กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่านสวิตช์ไฟ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:39:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สุชัจจ์ คุ้มพะเนียด ม.3/7 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935983</link>
         <description><![CDATA[<div>1.)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปเเบบหนึ่งเกิดจากการเเยกตัวออกมาหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรตรอนใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอย่างอื่น เช่น พลังงานความร้อน กลังงานกล<br>2.)อิเล็กทรอนิกส์ คือสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง<br>3.)วงจรไฟฟ้า คืืืออ การนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า  การที่จะทำให้แรงดัน และกระแสไหลผ่านโหลดได้  จะต้องมีองค์ประกอบ ของวงจรไฟฟ้าดังนี้<br><strong>1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า2. ลวดตัวนำ3. โหลดหรือภาระทางไฟฟ้า4. สวิตช์5. ฟิวส์<br>4.)ตัวนำไฟฟ้า</strong> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a>หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5.)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แส</a> - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a>   - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a> - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงาน</a><br>6.)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูปสวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุนสวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ <br>7.)มอเตอร์ไฟฟ้า คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลัทิศทางเดิม<br>8.)ทรานซิสเตอร์คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:39:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221935983</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวดวงกมล จีนานนท์ ม.3/7เลขที่32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936045</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น <br>มี2ประเภทคือ ไฟฟ้ากระแสตรงและไฟฟ้าสถิต<br>อิเล็กทรอนิกส์คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ<br>วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; มี3ประเภทคือ อนุกรม ขนาน ผสม<br>ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือ ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า มี2ประเภท คือ ตัวนำ กับ ฉนวน<br>อุปกรณไฟฟ้า คืออุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มี -อุปกรณ์ ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงาน<br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.มี7ประเภท<strong>สวิตช์เลื่อนสวิตช์กระดก</strong>&nbsp; สวิตช์กด&nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว สวิตช์แบบหมุน สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br>มอเตอร์ไฟฟ้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า<br>ทรานซิสเตอร์&nbsp; คือ&nbsp; อุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด&nbsp; ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:39:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936045</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายปฐมพร โพธิบุตรา ม3/7 เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936077</link>
         <description><![CDATA[<div>-ไฟฟ้า คือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดการแยกตัวมาหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ทำงานเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าตัวต้านทาน มี2ประเภท 1ไฟฟ้าสถิต 2ไฟฟ้ากระแส<br>-อิเล็กทรอนิกส์ คือสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมนุษย์เพื่อให้เกิดความสะดวกสะบายเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า ทำงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ตัวอย่างเช่น เครื่องยิงขีประนาวุธ ยานอวกาศ เป็นต้น<br>-วงจรไฟฟ้า คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตซ์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดมีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม,วงจรขนาน,วงจรผสม<br>-ตัวนำไฟฟ้า คือ สิ่งที่ยอมให้พระแสไฟฟ้าใหลผ่าน <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:40:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936077</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ธนพร เพ็ชรัตน์ ม.3/7 เลขที่ 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936951</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้าคือ&nbsp; กำลังชนิดหนึ่ง เกิดจากการขัดสีของวัตถุบางชนิด หรือเกิดจากแบตเตอรี่หรือไดนาโม &nbsp;<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>&nbsp;1.ไฟฟ้าตรง&nbsp;<br>&nbsp;2.ไฟฟ้าสถิต<br><br>2) อิเล็กทรอนิกส์คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ<br><br>3) วงจรไฟฟ้าคือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp;<br><br>4) ตัวนำไฟฟ้าคือสสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>1.ตัวนำ<br>2.ฉนวน<br><br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ&nbsp;อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br><br>6) สวิตซ์ คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร&nbsp;<br><br>7) มอเตอร์ไฟฟ้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล&nbsp;<br><br><br>8) ทรานซิสเตอร์คืออุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:51:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221936951</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ธีรภัทร์ จิตแสง ชั้น ม. 3/7 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937228</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดจากการรวมตัวของอิเล็กตรอนโปรตอนและนิวเคลียสจะไหลจากขั่วบวกไปขั่วลบแต่อิเล็กตรอนจะไหลจากลบไปบวก<br>1.1) ไฟฟ้ามีการทำงานอย่างไร. ไฟฟ้ามีการทำงานโดยการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านตัวกลางที่นำไฟฟ้าโดยจะไหลจากขั่วบวกไปขั่วลบ<br>1.2) ไฟฟ้ามีกี่<strong>ประเภท</strong>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) 3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )&nbsp;<br>1.3) อธิบายและยกตัวอย่าง พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล&nbsp; ตัวอย่างการต่อวงจาไฟฟ้า<br>1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า</div><div><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>2) อิเล็กทรอนิค<br></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 02:54:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937228</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วัลย์ลี ทองชิว ชั้นม.3/7 เลขที่31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937839</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่&nbsp;<br>ไฟฟ้า การทำงาน&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:16,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/nav_home.png&quot;,&quot;width&quot;:16}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/nav_home.png" width="16" height="16"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>Home</div><div>&nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:280,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/voltage.gif&quot;,&quot;width&quot;:250}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/voltage.gif" width="250" height="280"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>ความต้านทานไฟฟ้าคืออะไร</strong><br>เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลย่อมหมายถึงมีการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนในสายไฟ และอิเล็กตรอนจะวิ่งชนกับอะตอมของเส้นลวด เกิดการต้านทานการไหลของอิเล็กตรอนขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ไหลในสายไฟมีคุณสมบัติการไหลต่างกันเพราะมี <strong>ความต้านทานไฟฟ้า (Resistance)</strong> ความต้านทานไฟฟ้าเป็นสมบัติเฉพาะของวัตถุในการที่จะขวางหรือต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านวัตถุนั้นๆ ไป<br>หน่วยของความต้านทานไฟฟ้าเป็น โอห์ม (Ohm แทนด้วยสัญลักษณ์ Ω) <br>ความต้านทาน 1 โอห์ม คือ ความต้านทานของเส้นลวดที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ 1 แอมแปร์ เมื่อใช้แรงดันไฟฟ้า 1 โวลต์<br>วัตถุแต่ละชนิดยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้แตกต่างกัน วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย เรียกว่า <strong>ตัวนำไฟฟ้า (Conductor)</strong> เช่น ทองแดง, เงิน, อะลูมิเนียม, สารละลายของกรดเกลือ, กรดกำมะถัน และน้ำเกลือ ฯลฯ สำหรับวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้หรือไหลผ่านได้ยาก เรียกว่า<strong>ฉนวนไฟฟ้า (Insulator)</strong> เช่น พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีวัตถุอีกชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติระหว่างตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า เรียกว่า <strong>สารกึ่งตัวนำ (Semiconductor)</strong> เป็นวัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้และสามารถควบคุมการไหลผ่านได้ เช่น คาร์บอน, ซิลิคอน และเจอมาเนียม ฯลฯ<br><br>ความต้านทานของตัวนำไฟฟ้าขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ คือชนิดของวัตถุ วัตถุที่ต่างชนิดกันจะมีความต้านทานต่างกันอุณหภูมิของวัตถุ เมื่ออุณหภูมิของตัวนำไฟฟ้าหนึ่งๆ เปลี่ยนไป จะมีผลให้ความต้านทานของตัวนำนั้นเปลี่ยนตามไปด้วย<br><strong>การวัดกระแสไฟฟ้า, แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานวิธีวัดค่ากระแสไฟฟ้า</strong><br>เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดกระแสไฟฟ้าเรียกว่า แอมมิเตอร์ (Ampere meter) <br>ตัวอย่างการวัด ทำการต่อหลอดไฟฟ้าขนาดเล็กเข้ากับแบตเตอรี่ และวัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านหลอดไฟฟ้า โดยนำปลาย + ของแอมมิเตอร์ผ่านหลอดไฟฟ้าต่อกับขั้ว + ของแบตเตอรี่ และนำปลาย - ของแอมมิเตอร์ต่อกับขั้ว - ของแบตเตอรี่ ดังรูป<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_amp.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_amp.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ข้อควรระวังในการวัดกระแสไฟฟ้า ดังนี้แอมมิเตอร์แต่ละเครื่องมีการกำหนดขีดจำกัดในการวัดกระแสไว้ ดังนั้น ในการวัดแต่ละครั้งควรประมาณปริมาณกระแสที่จะวัดก่อน เพื่อเลือกใช้แอมมิเตอร์ที่มีขีดจำกัดที่เหมาะสมอย่าต่อปลาย + และ - ของแอมมิเตอร์ผิดพลาด เพราะจะทำให้เข็มของเครื่องวัดตีกลับห้ามต่อปลายทั้งสองของแอมมิเตอร์กับขั้วทั้งสองของแบตเตอรี่โดยตรง เพราะเข็มของเครื่องวัดจะตีจนสุดสเกล อาจทำให้พังได้<strong>วิธีวัดค่าแรงดันไฟฟ้า</strong><br>เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดแรงดันไฟฟ้าเรียกว่า โวลต์มิเตอร์ (Voltmeter) <br>ตัวอย่างการวัด ทำการต่อหลอดไฟฟ้าขนาดเล็กเข้ากับแบตเตอรี่ และวัดแรงดันไฟฟ้าคร่อมหลอดไฟฟ้า โดยต่อโวลต์มิเตอร์ขนานกับหลอดไฟฟ้า ปลาย + ของโวลต์มิเตอร์ต่อกับขั้ว + ของแบตเตอรี่ และปลาย - ของโวลต์มิเตอร์ต่อกับขั้ว - ของแบตเตอรี่ ดังรูป<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_volt.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_volt.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ข้อควรระวังในการวัดแรงดันไฟฟ้า คือโวลต์มิเตอร์แต่ละเครื่องมีการกำหนดขีดจำกัดในการวัดแรงดันไฟฟ้าไว้ ดังนั้น ในการวัดแต่ละครั้งควรประมาณปริมาณแรงดันไฟฟ้าที่จะวัด และเลือกใช้โวลต์มิเตอร์ที่มีขีดจำกัดที่เหมาะสมอย่าต่อปลาย + และ - ของโวลต์มิเตอร์ผิดพลาด<br><br><strong>วิธีวัดค่าความต้านทาน</strong><br>เครื่องมือที่ใช้สำหรับวัดความต้านทานเรียกว่า เทสต์มิเตอร์ (Test meter) หรือมัลติมิเตอร์ (Multimeter)<br>ตัวอย่างการวัด เครื่องวัดชนิดนี้สามารถวัดได้ทั้งกระแส, แรงดัน และความต้านทาน ดังนั้น ในการวัดค่าความต้านทาน ต้องสับสวิตช์มาที่ใช้วัดความต้านทานก่อน และเริ่มวัดค่าโดยนำปลายทั้งสองข้างของมิเตอร์มาแตะกัน ดังรูปที่ 1 แล้วปรับให้เข็มของมิเตอร์ชี้ที่ 0 โอห์ม จากนั้นนำปลายทั้งสองของมิเตอร์ไปต่อกับตัวต้านทานและอ่านค่าความต้านทานจากมิเตอร์ ดังรูปที่ 2<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_test.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/meter_test.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong>การทำงานของกระแสไฟฟ้า</strong><br><br>เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือการทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้าการทำงานทางเคมีการทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br><strong>1. การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</strong><br>ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/working_cur01.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/working_cur01.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม <br>เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula01.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula01.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> กฎนี้เรียกว่า <strong>กฎของจูล</strong> ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามขนาดของแรงดันคูณกับกระแสและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน<br>และจากกฎของโอห์ม แรงดัน = กระแส x ความต้านทาน จะได้ว่า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula02.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula02.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามกระแสยกกำลังสองคูณกับความต้านทานและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน<br>เมื่อให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดนิโครมที่แช่ในน้ำ ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อน อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้น ปริมาณงานที่ไฟฟ้ากระทำให้เกิดความร้อนเรียกว่า <strong>ปริมาณของกำลังไฟฟ้า</strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula03.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula03.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ปริมาณกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) และปริมาณความร้อนมีหน่วยเป็นแคลอรี (Cal) จะได้ว่า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula04.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula04.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำ สามารถเขียนในรูปของกำลังไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำได้ต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula05.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula05.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>สรุป</strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula06.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula06.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; <strong>แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้ากระแสตรง</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/dc.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/dc.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong>คือ แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ไม่มีการเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสในช่วงการจ่ายตัวอย่าง เช่น แบตเตอรี่และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ฯลฯ<strong>แหล่งจ่ายกำลังไฟฟ้ากระแสสลับ</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong>คือ แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสในช่วงการจ่ายเป็นระยะๆ กระแสสลับที่แท้จริงมีลักษณะเป็นรูปคลื่นที่ความถี่ 50 Hz หรือ 60 Hzตัวอย่าง เช่น ไฟฟ้าจากระบบสายส่งการไฟฟ้า<strong>กำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องการใช้<br></strong>กำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรงใช้ คำนวณได้จาก ความต่างศักย์ไฟฟ้าหรือแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าที่ใช้ไป<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula1.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula1.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>กำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับจะมีความซับซ้อนมากกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง เพราะทิศทางการไหลของกระแสจะเปลี่ยนไปเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไป ด้งนั้น การหาค่าความต่างศักย์หรือแรงดันไฟฟ้าและค่ากระแส จึงต้องคิดในรูปของรากของกำลังสองเฉลี่ย (RMS) เพื่อกำจัดการเปลี่ยนทิศทางการไหลของกระแสอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้กำลังไฟฟ้ากระแสสลับแบ่งเป็น 2 ประเภท คือLinear load | ตัวอย่างเช่น หลอดไส้ (Incandescent lamp)<br>Non-linear load | ตัวอย่างเช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์, อิเล็กทรอนิกส์บัลลาสต์, คอมพิวเตอร์, จอคอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์ เป็นต้นอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละประเภทจะมีลักษณะของการใช้กระแสไฟฟ้าที่แตกต่างกัน<br>ภาพต่อไปนี้แสดงคุณสมบัติของการใช้กระแสไฟฟ้าของ Linear load และ Non-linear load <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/sine_lamp.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/sine_lamp.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> | <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/sine_com.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/sine_com.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ลักษณะการใช้กระแสไฟฟ้าของหลอดไส้ <br>(Incandescent lamp) Power factor = 1 | ลักษณะการใช้กระแสไฟฟ้าของชุดคอมพิวเตอร์ <br>Power factor = 0.52<strong>วัตต์ และวีเอ คืออะไร</strong>วัตต์ (Watt)<strong> </strong>&nbsp;| คือ หน่วยของกำลังไฟฟ้ากระแสสลับ<br>วีเอ (VA) | คือ หน่วยของกำลังไฟฟ้ากระแสสลับสำหรับ Non-linear loadตัวอย่างเช่น <strong>คอมพิวเตอร์ </strong>เป็น Non-linear load หน่วยในการวัดค่ากำลังไฟฟ้าจึงเป็น วีเอ (VA)<br><strong>UPS</strong> เป็นอุปกรณ์ที่จ่ายไฟฟ้าให้กับคอมพิวเตอร์ในขณะที่ไฟฟ้ามีปัญหา ดังนั้น จึงควรใช้หน่วยในการวัดค่ากำลังไฟฟ้าจึงควรใช้หน่วยเดียวกัน คือ วีเอ (VA)<strong>การวัดค่ากำลังไฟฟ้ากระแสสลับหน่วยเป็นวัตต์</strong><br>ในการวัดค่ากำลังไฟฟ้ากระแสสลับของอุปกรณ์ไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Power meter ซึ่งจะวัดแรงดันและกระแสในเวลาเดียวกัน และคำนวณกำลังไฟฟ้าเป็นหน่วยวัตต์ <br>ภาพต่อไปนี้แสดงการวัดค่ากำลังไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ จอ 17" โดยใช้ Power meter<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac_watt.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac_watt.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>การวัดค่ากำลังไฟฟ้ากระแสสลับหน่วยเป็นวีเอ</strong><br>สามารถวัดค่ากำลังไฟฟ้ากระแสสลับของคอมพิวเตอร์ จอ 17" ได้โดยวัดค่าแรงดัน (RMS) และค่ากระแส (RMS) แล้วนำมาคูณกัน และคำนวณกำลังไฟฟ้าเป็นหน่วยวีเอ<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac_va.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/ac_va.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula2.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula2.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>ความสัมพันธ์ระหว่างค่ากำลังไฟฟ้ากระแสสลับหน่วยเป็นวัตต์และวีเอ</strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula3.gif&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/17/2/formula3.gif"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>Power factor</strong> คือ ตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเบี่ยงเบนระหว่างกระแสไฟฟ้าและแรงดันของอุปกรณ์ไฟฟ้า มีค่าระหว่าง 0 ถึง 1<br>Power factor ของ Linear load&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;= 1<br>Power factor ของ Non-linear load&nbsp; &nbsp; &nbsp;&lt; 1ตัวอย่างการคำนวณค่า Power factor ของคอมพิวเตอร์จอ 17" เป็นดังนี้วัตต์ | = วีเอ X Power factor<br>132 | = 252.23 X Power factor<br>Power factor &nbsp; | = 132 / 252.23<br>Power factor | = 0.523 <br>Views: 57291<br><br>ความคิดเห็นแรก | Only registered users can write comments.<br>Please login or register.Powered by AkoComment Tweaked <a href="http://www.visualclinic.fr/">Special Edition</a> v.1.4.6<br>AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - <a href="http://www.mamboportal.com/">www.mamboportal.com</a><br>All right reserved<a href="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=2233&amp;Itemid=0">&lt; ก่อนหน้า</a> |&nbsp; <a href="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=2231&amp;Itemid=0">ถัดไป &gt;</a><a href="javascript:history.go(-1)">[ ย้อนกลับ ]</a><br>ขณะนี้มี 44 บุคคลทั่วไป ออนไลน์<strong>สถิติผู้เยี่ยมชม</strong><br><strong>ผู้เยี่ยมชม:</strong> 9838388&nbsp; คน<br><a href="http://www.electron.rmutphysics.com/physics/charud/scibook/electronic-physics1/home.html"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/electronic-physic1-small.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/electronic-physic1-small.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> | <a href="http://www.electron.rmutphysics.com/physics/charud/scibook/electronic-physics2/"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/electronic-physic2-small.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/electronic-physic2-small.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> | <a href="http://www.rmutphysics.com/physics1/My%20Webs/content/content.htm"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/physics7.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/physics7.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> | <a href="http://www.rmutphysics.com/physics1/physic1heat/index/content1.htm"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/physic2heat.jpg&quot;}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/templates/akobluesky/images/physic2heat.jpg"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br> | <a href="http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/index/index.htm">หนังสืออิเล็กทรอนิกส์</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/physics1/My%20Webs/content/content.htm">ฟิสิกส์ 1 (ภาคกลศาสตร์)</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/physics1/physic1heat/index/content1.htm">ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/physics2/Physics2_Web/index.htm">ฟิสิกส์ 2</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/vector/content1/index.html">กลศาสตร์เวกเตอร์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/metal/metal.html">โลหะวิทยาฟิสิกส์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/physics1-1/index.htm">เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1 </a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/physics2-1/index.htm">ฟิสิกส์ 2 (บรรยาย)</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/mythphysics/indexmythphysic/index.htm">ฟิสิกส์พิศวง </a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/physic-for-internet/index.htm">สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/testonline/indextest.htm">ทดสอบออนไลน์ </a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/video/index.htm">วีดีโอการเรียนการสอน </a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/transparency/index.htm">แผ่นใสการเรียนการสอน</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/PDF-learning/index.htm">เอกสารการสอน PDF</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/oldpage/index.htm">หน้าแรกในอดีต</a> <br><br>ทั่วไป<br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/index.html">การทดลองเสมือน</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/index.html">บทความพิเศษ</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/periodic1/index.htm">ตารางธาตุ(ไทย1)</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/dictionary/dicphysics/pic1/index.htm">พจนานุกรมฟิสิกส์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/brainphysic/index.htm">ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/index.htm">ธรรมชาติมหัศจรรย์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/formular1/index.html">สูตรพื้นฐานฟิสิกส์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/experiment/index.htm">การทดลองมหัศจรรย์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/science-work/index.htm">กิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์</a><br><br>บททดสอบ<br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/exercise/index.htm">แบบฝึกหัดกลาง</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/exercise/metal/1-4-45/index.htm">แบบฝึกหัดโลหะวิทยา</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/test/index.html">แบบทดสอบ</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/knowledge/index.html">ความรู้รอบตัวทั่วไป</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/question/index.html">อะไรเอ่ย ?</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/millionium/index.html">ทดสอบ(เกมเศรษฐี)</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/crime/crimepic1/index.htm">คดีปริศนา</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/entrance/index.htm">ข้อสอบเอนทรานซ์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/vectorsol/VECTOR.HTM">เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์</a><br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/exercise-online/">แบบฝึกหัดออนไลน์</a> <br><br>สรรหามาฝาก<br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/weekdic/index.htm">คำศัพท์ประจำสัปดาห์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/knowledge1/index.htm">ความรู้รอบตัว</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/nobelandinvention/invention.htm">การประดิษฐ์แของโลก</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/nobelandinvention/nobelphysics.htm">ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/scientist/index2.html">นักวิทยาศาสตร์เทศ</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/scientist/index1.html">นักวิทยาศาสตร์ไทย</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/astronomy/index.htm">ดาราศาสตร์พิศวง</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/invention/">สุดยอดสิ่งประดิษฐ์</a> <br><a href="http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/physics2000/ritphysics/applets_ELthai.htm">การทำงานของอุปกรณ์ท</a>ฝ<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 03:00:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937839</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายฐิติพงศ์ เปลี่ยนลี้ เลขที่3 ม 3/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937866</link>
         <description><![CDATA[<div>1 ไฟฟ้าคือพลังงานรุปแบบหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการแยกตัวหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรตรอน&nbsp; การทำงานคือปล่อยจากเเหล่งผลิตเข้าหม้อเเปลงเเล้วปล่อยเข้าสู่บ้านเรือน&nbsp; มี2ประเภทคือ1กระเเสตรง2กระเเสสลับ<br>2 อิเล็กทรอนิกส์ คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งที่นํามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาวงจรไฟฟ้าที่ใช้สารกึ่งตัวนําและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนได้&nbsp; &nbsp; เเบ่งออกเป็น2 คือ1ส่วนที่เป็นแอคทีพคือต้องมีกระแสไฟฟ้าป้อนให้ตลอดจึงทำงานได้ 2 อีกส่วนหนึ่งคือพาสซีพคือฃทำงานได้โดยไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าแต่ใช้คุณสมบัติส่วนตัว&nbsp;<br>3 วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด<br>4ตัวนำไฟฟ้า คือ&nbsp; ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>6สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>7มอเตอร์ไฟฟ้า คือมอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>8ทรานซิสเตอร์คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 03:00:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221937866</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อด.ญ.เขมินทรา เครือจันทร์ ม.3/7 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221938243</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 03:05:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221938243</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อด.ญ.เขมินทรา เครือจันทร์ ม.3/7 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221938475</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้าคือ<br>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น 1.1มีการทำงานโดยอาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ 1.2มี2ประเภท ได้แก่ ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระเเส&nbsp;<br>2) อิเล็กทรอนิกส์ คือสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ&nbsp;<br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง 2.1มีการทำงานโดย <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 03:08:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221938475</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.กิตตญา พูลสุขโข ม.3/7 เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221958363</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1)ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>1.1)การทำงานของกระแสไฟฟ้า เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ 1.การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ 2.การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ 3.การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็กตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น <br>2.1)<br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท</div><div>• วงจรอะนาล็อก</div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล</div><div>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave</div><div>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง</div><div>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น</div><div><strong>• วงจรดิจิทัล</strong></div><div>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B0">หน่วยคำนวณและตรรกะ</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B">ฟลิปฟล็อป</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Counter">Counter</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รีจิสเตอร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93">Multiplexers</a></li><li>Schmitt triggers</li></ul><div><br>อุปกรณ์ผสม:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครโพรเซสเซอร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครคอนโทรลเลอร์</a></li><li>Application-specific integrated circuit (ASIC)</li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล</a></li><li>Field-programmable gate array (FPGA)</li></ul><div>2.2)อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950</div><div>3.วงจรไฟฟ้าคือ ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle วงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>3.1)แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด&nbsp;<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:140,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg&quot;,&quot;width&quot;:265}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:133,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg&quot;,&quot;width&quot;:268}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ<br><br></div><ul><li>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่</li><li>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</li><li>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</li><li>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:392,&quot;url&quot;:&quot;http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c8.gif&quot;,&quot;width&quot;:343}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c8.gif" width="343" height="392"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>วงจรไฟฟ้ากระสลับ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ</div><div>4.ตัวนำไฟฟ้าคือ ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้างในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a>หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>4.1)วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้ ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้ ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า สายทองแดงอ่อนราว 2.7% <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง 60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br>5.1)ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br>5.2)เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น<br>6.สวิตซ์ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า แะทำให้เกิดตวามปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร&nbsp;<br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการใช้งานกันหลายแบบ<br>6.1)สวิตซ์ไฟฟ้ามีการใช้งานกันหลายแบบได้แก่<br>• ฟิวส์ (fuse) ทำหน้าที่เป็นตัวตัดวงจรไฟฟ้า เมื่อเกิดการลัดวงจรหรือมีกระแส<br>ไฟฟ้าไหลมากผิดปกติในวงจร ซึ่งมีการใช้งานหลายชนิดได้แก่ ฟิวส์ลวดตะกั่ว ฟิวส์กระบอก&nbsp;<br>ฟิวส์ใบมีด ดังแสดงในรูป</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:259,&quot;url&quot;:&quot;https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/pelec21.gif&quot;,&quot;width&quot;:377}" data-trix-content-type="image"><img src="https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet7/pelec21.gif" width="377" height="259"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>ฟิวส์ลวดตะกั่ว ฟิวส์กระบอก ฟิวส์ใบมีด</div><div>• ทอกเกิลสวิตซ์ (toggle switch) เป็นสวิตซ์เปิด-ปิดธรรมดาที่ใช้งานไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปในอาคารบ้านเรือนและโรงงาน ส่วนมากจะใช้กับพัดลม หลอดไฟ เครื่องเจาะ หินเจียระไนหรือกับโหลดที่ไม่มากนัก แบบนี้เมื่อเกิดการลัดวงจรหรือใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจรจะไม่สามารถตัดวงจรไฟฟ้าได้<br>• เบรกเกอร์ (breaker) เป็นสวิตซ์เปิด-ปิดที่ใช้ในงานไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปแต่มีคุณภาพที่สูงกว่าเพราะว่าเบรกเกอร์นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสวิตซ์เปิด-ปิดวงจรไฟฟ้าแล้วยังสามารถควบคุมและป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินในวงจรและการลัดวงจร ทำงานโดยอาศัยความร้อนและสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อเบรกเกอร์ตัดวงจรแล้ว มันยังสามารถใช้งานได้<br>6.2)เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้&nbsp;</div><div>7.มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>7.1)Motor มอเตอร์<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br>7.2)เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>8.<strong>ทรานซิสเตอร์</strong> เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ</a><br>8.1)ทรานซิสเตอร์ถูกแยกประเภทโดย<br>• วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ (วันที่ใช้ครั้งแรก) :โลหะเจอร์เมเนียม (1947) และ ซิลิกอน (1954 ) - ใน polycrystalline, amorphous และรูปแบบการ monocrystalline ;สารประกอบแกลเลียม arsenide (1966) และ ซิลิกอนคาร์ไบด์ (1997), โลหะผสมซิลิคอนเจอร์เมเนียม (1989), อัญรูปของแกรฟีนคาร์บอน (การวิจัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2004 ) ฯลฯ</div><ul><li>โครงสร้าง BJT, JFET, IGFET (MOSFET), IGBT, "ประเภทอื่น ๆ"</li><li>ขั้วไฟฟ้า (บวกและลบ) : n-p-n, p-n-p (BJTs); n-channel, p-channel (FETs)</li><li>ระดับพลังงานสูงสุด: ต่ำ กลาง สูง</li><li>คลื่นความถี่สูงสุด: ต่ำ กลาง สูง, ความถี่วิทยุ (RF), ไมโครเวฟ (ความถี่มีประสิทธิภาพสูงสุดของทรานซิสเตอร์ถูกแทนด้วย f<sub>T</sub> ซึ่งเป็นต้วย่อสำหรับ transition frequency ที่หมายถึง ความถี่ที่ทรานซิสเตอร์ให้ gain = 1)</li><li>การใช้งาน: สวิทช์, general purpose, เสียง, ไฟฟ้าแรงสูง, super-เบต้า, matched pair</li><li>บรรจุภัณฑ์ทางกายภาพ : through-hole metal, through-hole plastic, surface mount, ball grid array, power modules</li><li>ปัจจัยการขยาย H<sub>fe</sub> , β<sub>f</sub> (เบต้าทรานซิสเตอร์) หรือ g<sub>m</sub>(<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Transconductance&amp;action=edit&amp;redlink=1">transconductance</a> ตามสูตร)</li></ul><div>{\displaystyle g_{m}={\Delta I_{\mathrm {out} } \over \Delta V_{\mathrm {in} }}}</div><div><br>ดังนั้นทรานซิสเตอร์บางตัวอาจถูกสร้างให้ทำหน้าที่สวิตช์ที่เป็น ซิลิคอน, surface-mount, BJT, n-p-n, พลังงานต่ำ, ความถี่สูง<br><br></div><div><strong>Bipolar Junction Transistor (BJT)</strong><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;section=10"><strong>แก้ไข</strong></a></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:BJT_PNP_symbol.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/9b/BJT_PNP_symbol.svg/80px-BJT_PNP_symbol.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/9b/BJT_PNP_symbol.svg/80px-BJT_PNP_symbol.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>BJT PNP</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:BJT_NPN_symbol.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/66/BJT_NPN_symbol.svg/80px-BJT_NPN_symbol.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/66/BJT_NPN_symbol.svg/80px-BJT_NPN_symbol.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>BJT NPN</div><div>ทรานซิสเตอร์ที่ถูกตั้งชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่ามันเปิดให้กระแสไหลผ่านโดยใช้ 2 pole คือ p-type และ n-type. bipolar junction transistor เป็นทรานซิสเตอร์ชนิดแรกที่ถูกผลิตแบบ mass production และผลิตขึ้นโดยการรวม junction ไดโอดสองตัว โดยอาจเป็นชั้นบางๆของสารกึ่งตัวนำชนิด p สองชั้น คั่นกลางด้วย เซมิคอนดักเตอร์ชนิด n (ทรานซิสเตอร์ p-n-p) หรือชั้นบางๆของสารกึ่งตัวนำชนิด n สองชั้น คั่นกลางด้วย เซมิคอนดักเตอร์ชนิด p (ทรานซิสเตอร์ n-p-n) การสร้างแบบนี้ทำให้เกิดสอง <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD_p-n">p-n junction</a> ได้แก่ junction Base-Emitter และ junction Base-Collector แยกจากกันด้วยพื้นที่บางๆของสารกึ่งตัวนำ ที่รู้จักกันว่าเป็นพื้นที่ Base (junctionไดโอดสองตัวต่อสายถึงกันโดยไม่ใช้พื้นที่แทรกแซงกึ่งตัวนำร่วมกันก็จะไม่ทำให้เป็นทรานซิสเตอร์ได้)</div><div>BJTs มีสามขาซึ่งตรงกับสามชั้นของสารกึ่งตัวนำ คือ emitter, base และ collector ซึ่งมีประโยชน์ในการขยายสัญญาณ เพราะกระแสระหว่าง base และ emitter สามารถควบคุมกระแสระหว่าง collector และ emiiter ที่ใหญ่กว่าได้. ทรานซิสเตอร์ n-p-n ใน active region junction emitter-base ถูก forward biased (อิเล็กตรอนและ hole มารวมตัวกันใหม่ที่ junction) และ อิเล็กตรอนจะถูกฉีดเข้าไปใน base region เนื่องจาก base แคบ อิเล็กตรอนส่วนใหญ่จะกระจายออกจนทำให้ junction base-collector กลายเป็น reverse-biased (อิเล็กตรอนและ hole จะถูกรวมตัวกันที่ junction และ ย้ายออกจาก junction นั้น) และอิเล็กตรอนเหล่านั้นจะถูกกวาดเข้าไปใน collector; บางทีหนึ่งในร้อยของอิเล็กตรอนจะรวมตัวกันใหม่ใน base ซึ่งเป็นกลไกที่โดดเด่นในกระแส base. โดยการควบคุมจำนวนของอิเล็กตรอน ที่สามารถออกจาก base จำนวนอิเล็กตรอนที่เข้าไปที่ collector สามารถถูกควบคุมได้. กระแส collector มีค่าประมาณ β (common-emitter current gain) เท่าของกระแส base. ปรกติมีค่า มากกว่า 100 สำหรับทรานซิสเตอร์สัญญาณขนาดเล็ก แต่จะค่าน้อยกว่าในทรานซิสเตอร์ที่ออกแบบมาสำหรับการใช้งานพลังงานสูง</div><div>ซึ่งแตกต่างจากทรานซิสเตอร์ field-effect (ดูด้านล่าง), BJTเป็นอุปกรณ์ที่มีค่าอินพุตอิมพีแดนซ์ต่ำ. เมื่อแรงดัน base-emitter (V<sub>be</sub>) เพิ่มขึ้น, กระแส base-emitter ก็เพิ่มขึ้นด้วย และด้วยเหตุนี้ กระแส collector-emitter (I<sub>ce</sub> ก็เพิ่มขึ้นแบบ exponential เป็นไปตามแบบไดโอดของ Shockley และรูปแบบของ Ebers-Moll. เพราะความสัมพันธ์แบบ exponential นี้ BJT จึงมี transconductance สูงกว่า FET</div><div>Bipolar transistor สามารถถูกทำให้มีกระแสไหลได้โดยการเปิดหน้ากับแสง เพราะการดูดซึมของโฟตอนใน base region ทำให้เกิด photocurrent ที่ทำหน้าที่เป็นกระแส base; กระแส collector จะมีขนาด β เท่าของ photocurrent. อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์นี้ มีช่องหน้าต่างที่โปร่งใสในแพคเกจและจะเรียกว่า phototransistors<br><br></div><div><strong>ทรานซิสเตอร์แบบ field-effect (FET)</strong><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;section=11"><strong>แก้ไข</strong></a></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:JFET_P-Channel_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/09/JFET_P-Channel_Labelled.svg/80px-JFET_P-Channel_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/09/JFET_P-Channel_Labelled.svg/80px-JFET_P-Channel_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>JFET P-channel</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:JFET_N-Channel_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/46/JFET_N-Channel_Labelled.svg/80px-JFET_N-Channel_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/4/46/JFET_N-Channel_Labelled.svg/80px-JFET_N-Channel_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>JFET N-channel</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_P-Ch_Enh_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0c/IGFET_P-Ch_Enh_Labelled.svg/80px-IGFET_P-Ch_Enh_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/0c/IGFET_P-Ch_Enh_Labelled.svg/80px-IGFET_P-Ch_Enh_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET P-Ch Enhance Mode</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_P-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/c4/IGFET_P-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg/80px-IGFET_P-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/c/c4/IGFET_P-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg/80px-IGFET_P-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET P-Ch Enhance Mode simplified</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_P-Ch_Dep_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/1b/IGFET_P-Ch_Dep_Labelled.svg/80px-IGFET_P-Ch_Dep_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/1b/IGFET_P-Ch_Dep_Labelled.svg/80px-IGFET_P-Ch_Dep_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET P-Ch Depletion Mode</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_N-Ch_Enh_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/62/IGFET_N-Ch_Enh_Labelled.svg/80px-IGFET_N-Ch_Enh_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/62/IGFET_N-Ch_Enh_Labelled.svg/80px-IGFET_N-Ch_Enh_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET N-Ch Enhance Mode</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_N-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/61/IGFET_N-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg/80px-IGFET_N-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/61/IGFET_N-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg/80px-IGFET_N-Ch_Enh_Labelled_simplified.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET N-Ch Enhance Mode simplified</div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:IGFET_N-Ch_Dep_Labelled.svg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:80,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e8/IGFET_N-Ch_Dep_Labelled.svg/80px-IGFET_N-Ch_Dep_Labelled.svg.png&quot;,&quot;width&quot;:80}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e8/IGFET_N-Ch_Dep_Labelled.svg/80px-IGFET_N-Ch_Dep_Labelled.svg.png" width="80" height="80"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>IGFET N-Ch Depletion Mode</div><div>ทรานซิสเตอร์ field-effect บางครั้งเรียกว่าทรานซิสเตอร์ unipolar ใช้อิเล็กตรอน (ใน n-channel FET ) หรือ hole (ใน p-channel FET) สำหรับการนำกระแส FET มี 4 ขั้ว ได้แก่ source, gate, drain, และ body (สารตั้งต้น) ใน FETs ส่วนใหญ่ body จะเชื่อมต่อกับ source ภายในแพคเกจ ส่วนนี้จะได้รับการสันนิษฐานดังต่อไปนี้</div><div>ใน FET, กระแส drain-to-source ไหลผ่านทาง channel ที่กำลังปล่อยกระแสและเป็น channel ที่เชื่อมต่อ source region กับ drain region การนำกระแสจะแปรตามสนามไฟฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อแรงดันไฟฟ้าถูกจ่ายให้ระหว่างขา gate และ source; ด้วยเหตุนี้กระแสไฟฟ้าที่ไหลระหว่าง drain และ source จะถูกควบคุมโดยแรงดันไฟฟ้าที่ใช้ระหว่าง gate และ source</div><div>เมื่อแรงดันไฟฟ้า gate-source (V<sub>gs</sub>)เพิ่มขึ้น กระแส drain–source (I<sub>ds</sub>) จะเพิ่มขึ้นแบบ exponential สำหรับ V<sub>gs</sub> ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ และแล้วในอัตรากำลังสองประมาณ ({\displaystyle I_{ds}\propto (V_{gs}-V_{T})^{2}}<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:30,&quot;url&quot;:&quot;https://wikimedia.org/api/rest_v1/media/math/render/svg/677cfd931ae6944f1291ec547aab8dee19d36f1c&quot;,&quot;width&quot;:158}" data-trix-content-type="image"><img src="https://wikimedia.org/api/rest_v1/media/math/render/svg/677cfd931ae6944f1291ec547aab8dee19d36f1c" width="158" height="30"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>) ^ 2) (เมื่อ VT เป็นเกณฑ์แรงดันที่กระแส drain เริ่มไหล) ใน "space-charge-limited" region ที่สูงกว่าเกณฑ์. พฤติกรรมสมการกำลังสองไม่ถูกสังเกตในอุปกรณ์ที่ทันสมัย ​​ตัวอย่างเช่น ที่โหนดเทคโนโลยี 65 นาโนเมตร .</div><div>สำหรับเสียงรบกวนต่ำ ที่แบนด์วิดท์แคบ input resistance ที่สูงขึ้นของ FET จะได้เปรียบ</div><div>FETs ถูกแบ่งออกเป็น สองตระกูล คือ junction FET (JFET) และ insulated gate FET (IGFET). IGFETเป็นที่รู้จักกันมากกว่า ว่าเป็น metal–oxide–semiconductor FET (MOSFET) สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างเดิม จากชั้นของโลหะ (gate), ออกไซด์ (insulation) และ เซมิคอนดักเตอร์. ไม่เหมือน IGFETs, gate ของ JFET ทำตัวเป็น ไดโอด p-n ที่มี channel ระหว่าง source กับ drain โดยหน้าที่แล้ว สิ่งนี้ทำให้ n-channel JFET เป็น solid-state ที่เทียบเท่าหลอดสุญญากาศ triode ซึ่งในทำนองเดียวกัน ฟอร์มตัวเป็นไดโอดระหว่าง กริดและคาโทด อุปกรณ์ทั้งสองยังทำงานในโหมดการสูญเสีย และทั้งสองมี input impedance ที่สูง และทั้งสองยังปล่อยกระแสภายใต้การควบคุมของ input voltage เหมือนกันอีกด้วย</div><div>Metal–semiconductor FETs (MESFETs) เป็น JFETs ที่ reverse biased <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD_p-n">p-n junction</a> ถูกแทนที่ด้วย metal–semiconductor junction FET เหล่านี้และ HEMTs(high-electron-mobility transistors หรือ HFETs), ที่ซึ่งก๊าซอิเล็กตรอนสองมิติที่มีความคล่องตัวสูงมาก ของพาหะที่ใช้สำหรับการขนส่งประจุไฟฟ้า, จะเหมาะโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งาน ที่มีความถี่สูงมาก (ความถี่ไมโครเวฟ; หลาย GHz)</div><div>ซึ่งแตกต่างจากทรานซิสเตอร์ bipolar, โดยเนื้อแท้ FETs จะไม่ขยาย photocurrent อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีที่จะใช้ FETs โดยเฉพาะอย่างยิ่ง JFET เป็นอุปกรณ์ที่ไวต่อแสง โดยการใช้ประโยชน์ photocurrents ใน channel–gate หรือ channel–body junctions</div><div>FETs จะถูกแบ่งต่อไปออกเป็นโหมดสูญเสียและโหมดเพิ่มประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับว่า channel จะ เปิดหรือปิด เมื่อแรงดันไฟฟ้า gate-to-source เป็นศูนย์. สำหรับโหมดเพิ่มประสิทธิภาพ, channel จะปิดที่ bias เป็นศูนย์, และศักยภาพที่ gate สามารถ " เพิ่ม "การนำกระแส. สำหรับโหมดสูญเสีย channel จะเปิดที่ bias เป็นศูนย์ และศักยภาพที่ gate(ที่มีขั้วตรงข้าม) สามารถ "สูญเสีย" channel ซึ่งลดการนำกระแส สำหรับโหมดใดโหมดหนึ่ง แรงดัน gate ที่เป็นบวกเพิ่มขึ้นจะสอดคล้องกับกระแสที่สูงขึ้นสำหรับอุปกรณ์ n-channel แต่กระแสจะต่ำลงสำหรับ อุปกรณ์ p-channel. JFETs เกือบทั้งหมดเป็นโหมดสูญเสีย เพราะไดโอด junction จะ forward bias และนำกระแส ถ้าเป็นอุปกรณ์โหมดเพิ่ม; IGFETs ส่วนใหญ่เป็นโหมดเพิ่ม<br>8.2)ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">วงจรรวม</a></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 06:37:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221958363</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อ ด.ญ.เขมินทรา เครือจันทร์ ม.3/7 เลขที่27 (2อันเเรกเข้าไปทำต่อไม่ได้ค่ะ)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221995650</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น 1.1มีการทำโดยอาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ 1.2มี2ประเภทคือไฟฟ้าสถิตกับไฟฟ้ากระแส 1.3 ตัวอย่าง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="null" width="264" height="191"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> <br>2.อิเล็กทรอนิกส์คือ การควบคุมหรือออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า ซึ่งมีชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนประกอบของวงจร ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า 2.3 ตัวอย่าง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://blog.vzmart.com/wp-content/uploads/2015/11/oo.jpg" width="600" height="364"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> <br>3.วงจรไฟฟ้าคือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด 3.1โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ 3.2มีอยู่ 3 วงจรคือวงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม 3.3 ตัวอย่าง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u601.jpg" width="600" height="282"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>4.ตัวนำไฟฟ้าคือ   สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง <figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463653115276/hnwy-thi-4-tawna-laea-chnwn-fifa/image%20%281%29.jpg?height=155&amp;width=320" width="319" height="155"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง <br>หน้าที่ส่วนประกอบของอุปกรณ์ร่วมในวงจรมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป  บางส่วนมีหน้าที่ป้องกันการทำงานผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  บางส่วนทำหน้าที่เป็นตัวตัดต่อการจ่ายแรงดันให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  บางส่วนทำหน้าที่เชื่อมต่อวงจรหรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน  และบางส่วนอาจทำหน้าที่เปลี่ยนรูปพลังงานก่อนจ่ายไปให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์  5.3 ตัวอย่างรูปภา<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/biwauthen11/_/rsrc/1485228764617/xupkrn-fifa/http--peane2.pea.co.th-ne-ckfinder-userfiles-images-knowledge-Electric-Electric1-400x400.jpg" width="400" height="400"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>6.สวิตซ์คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีที่เปิดวงจรก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด 6.1ในทางปฏิบัติการต่อวงจรไฟฟ้า จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพื่อทำหน้าที่ตัดต่อและควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า 6.2มี 7แบบ คือสวิตซ์แบบเลื่อน สวิตซ์แบบกด สวิตซ์แบบกระดก สวิตซ์แบบก้านยาว สวิตซ์แบบหมุน สวิตซ์แบบไมโครและสวิตซ์แบบดิฟ <br>7.มอเตอร์ไฟฟ้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล 7.1 มี2ประเภท  1.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current Motor) หรือเรียกว่าเอ.ซี มอเตอร์ (A.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้าสลับแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br>               1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส หรือเรียกว่าซิงเกิลเฟสมอเตอร์ (A.C. Sing Phase) จะใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์มีสายไฟ เข้า 2 สาย มีแรงม้าไม่สูง ส่วนใหญ่ตามบ้านเรือน<br>               - สปลิทเฟส มอเตอร์( Split-Phase motor)<br>               - คาปาซิเตอร ์มอเตอร์ (Capacitor motor)<br>               - รีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)<br>               - ยูนิเวอร์แวซลมอเตอร์ (Universal motor)<br>               - เช็ดเดดโพล มอเตอร์ (Shaded-pole motor)2. มอเตอร์ไฟฟ้าสลับ ชนิด 2 เฟสหรือเรียกว่าทูเฟสมอเตอร์ 3. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 3 เฟสหรือเรียกว่าทีเฟสมอเตอร์ (A.C. Three phase Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมต้องใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟส ใช้แรงดัน 380 โวลต์ มีสายไฟเข้ามอเตอร์ 3 สาย 2.มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Motor ) หรือเรียกว่าดี.ซี มอเอตร์ (D.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกได้ดังนี้ 1.มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์  2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์<br>3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสมหรือเรียกว่าคอมเปาวด์มอเตอร์<br>8.ทรานซิสเตอร์คือ เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้8.1 ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า8.2ทรานซิสเตอร์แบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภท คือ ทรานซิสเตอร์แบบ npn (npn Transistor) และทรานซิสเตอร์แบบ pnp (pnp Transistor)<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://image.jimcdn.com/app/cms/image/transf/none/path/s772de39c64af43a4/image/ieb4eccb1240d6759/version/1440429681/image.gif" width="601" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:46:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/221995650</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เด็กหญฺง จันทิรา คิ้วสุนทรเนตร ม.3/7 เลขที่ 28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222029010</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.</div><div>1.1&nbsp; การทำงานของไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ</div><div>1.2 มี2ประเภทคือ 1.ไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นจากการเสียดสี โดยการนำสารต่างชนิดมาถูกันอิเล็กตรอนที่อยู่ในวงจรโคจรของสารทั้งสองอาจชน กันได้อาจทำให้สารชิ้นหนึ่งสูญเสียอิเล็กตรอนไปให้กับสารอีกชนิดหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าสารเหล่านี้ไม่ได้ต่อกับสารภายนอกอิเล็กตรอน ไม่มีโอกาสถ่ายเทได้จึงคงอยู่ที่สารนั้น เราจึงเรียกไฟฟ้าแบบนี้ว่า</div><div>ไฟฟ้าสถิต<br>1.2.1) ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าไปในทิศ ทางเดียวกันเป็นวงจร เช่น กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (Battery) ถ่านไฟฉายเซลล์สุริยะ ไดนาโมกระแสตรง เป็นต้น<br>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่สลับกัน โดยกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในขดลวดตัวนำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดคือ ไฟฟ้ากระแสสลับ เฟสเดียว สองเฟส และสามเฟส ในปัจจุบันนิยมใช้เพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ กระแสไฟฟ้าสลับเฟสเดียวกับสามเฟส&nbsp;</div><div>1.2.2.ไฟฟ้ากระแส. เป็นไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในบ้านพักอาศัย และในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป ไฟฟ้ากระแสสามารถแบ่งได้ 2 ชนิดคือ<br><br>2.คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component)และ คือการควบคุมหรือการออกแบบการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า<br>2.1 อิเล็กทรอนิกส์ คือ อุปกรณ์ที่ต่อด้วยวิธีต่างกัน จะมีพฤติกรรมต่างกัน&nbsp;<br>2.2 มี 2 ประเภทคือ วงจรดิจิทัลและลอจิก<br>วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล</div><div><br>3. วงจรไฟฟ้า คือ วงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า<br>3.1 การนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br>3.2 มี 2 ประเภท 3.2.1.วงจรไฟฟ้ากระแสตรง การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง&nbsp;<br>3.2.2. วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br><br>4. ตัวนำไฟฟ้า คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>4.1 การทำงาน ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย&nbsp;<br><br>5.&nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>5.1&nbsp; มี4ประเภท<br>1.ให้แสง คือการให้แสงสว่าง เช่น หลอดไฟต่างๆ<br>2.ให้ความร้อน คือ การให้ความร้อน เช่นฮีธเตอร์<br>3.ให้พลังงานกล คือ มอเตอร์จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล โดยให้แกระแสผ่านขเลวด ทำให้ขดลวดสร้างสนามแม่เหล็กขึ้น ซึ่งจะส่งผลกับแม่เหล็กที่มีอยู่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแม่เหล็กขึ้น ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าหมุนหรือเคลื่อนที่ตามที่เรากำหนดไว้ เช่น เครื่องซักผ้า<br>4.ให้พลังงาน คือการให้พลังงาน เช่นเครื่องรับวิทยุ&nbsp;<br>5.2&nbsp; สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่<br>เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp;ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร<br><br>&nbsp;6. สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร&nbsp;<br>6.1 การทำงาน&nbsp; เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>6.2&nbsp; สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร&nbsp;<br><br>&nbsp;7.&nbsp; มอเตอร์ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม&nbsp;<br>7.1 การทำงาน&nbsp; มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์&nbsp;<br>7.2&nbsp; มอเตอร์ 2 ประเภท คือ&nbsp;</div><div>7.2.1 มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่าย7.2.2.ไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ&nbsp;<br><br>8. เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้าแบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ชนิด คือ NPN และPNP<br>8.1 การทำงาน&nbsp; ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า&nbsp;<br>8.2 มี &nbsp;</div><div>2 ชนิด คือ NPN และPNP&nbsp;</div><div><br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:02:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222029010</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว นทีกานต์ มะเมียเมือง ม.3/7 เลขที่38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222039874</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1.) ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้&nbsp;<br>การทำงาน การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น เตารีด ตู้เย็น<br>&nbsp;2 ประเภท คือ ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้ากระแส&nbsp;<br><br>2.) อิเล็กทรอนิกส์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่าง<br>การทำงาน&nbsp; อุปกรณ์ที่ต่อด้วยวิธีต่างกันจะมีพฤติกรรมต่างกัน&nbsp; โดยสิ้นเชิง การต่อแบบ"อนุกรม"ความต่างศักย์จากแบตเตอรี่จะถูกแยกไปอยู่ที่หลอดไฟเพราะหลอดไฟ&nbsp;<br>ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งศักย์ แบตเตอรี่จึงขับกระแส ให้ผ่านแต่ละหลอดได้ไม่มากพอ หลอดไฟจึงมีแสง สลัว ๆ ส่วนการต่อ แบบ "ขนาน" หลอดไฟแต่ละ หลอดได้รับความต่างศักย์ทั้งหมดจากแบตเตอรี่ที่คร่อมมันอยู่ดังนั้น กระแสผ่าน แต่ละหลอดจึงมากพอที่จะทำให้ หลดไฟสว่างจ้าได้<br><br>3.) วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>การทำงาน การนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br>มี 3 ประเภท วงจรขนาน วงจรอนุกรม วงจรผสม<br><br>4.) ตัวนำไฟฟ้า คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br>การทำงาน ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>5.) อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>การทำงาน สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่<br>เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp;ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>&nbsp;</div><div>6)สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์<br>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ สวิตช์ก้านยาว สวิตช์แบบหมุน<br><strong>การทำงานของสวิตช์</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>7)มอเตอร์ คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div>มอเตอร์ 2 ประเภท คือ<br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br>8)ทรานซิสเตอร์ คือ อุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำกระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า<br>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:50:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222039874</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว อัญพัชญ์ เศวตสิทธิ์ธนดล ม.3/7 เลขที่49</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222043962</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้า คือ&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น <br>1.1 การทำงาน ของไฟฟ้านั้น อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ <br>1.2 มี 2 ประเภท ประกอบด้วย <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นไฟฟ้ากระแสที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าไปในทิศทางเดียวกันเป็นวงจร ในอดีตไฟฟ้ากระแสตรงเคยถูกเรียกว่า กระแสกัลวานิก&nbsp; อุปกรณ์ที่สามารถผลิตไฟฟ้ากระแสตรงได้ เช่น เซลล์แสงอาทิต์ แบตเตอรี่&nbsp; ทั้งชนิดประจุไฟฟ้าใหม่ได้และชนิดใช้แล้วทิ้ง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้ากระแสตรงสามารถไหลผ่านตัวนำไฟฟ้า เช่น สายไฟ สารกึ่งตัวนำ ฉนวนไฟฟ้า&nbsp; หรือแม้กระทั่งเคลื่อนที่ในภาวะสุญญากาศในรูปของลำอิเล็กตรอนหรือลำไอออน&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:224,&quot;url&quot;:&quot;http://www.vcharkarn.com/uploads/218/218820.jpg&quot;,&quot;width&quot;:318}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.vcharkarn.com/uploads/218/218820.jpg" width="318" height="224"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; -ไฟฟ้ากระแสสลับ&nbsp; กระแสที่มีทิศทางไปและกลับตลอดระยะเวลา มีการสลับขั้วบวกและลบกันอยู่ตลอดเวลา ไม่เหมือนกระแสตรง&nbsp; ที่ไฟฟ้าจะไหลไปในทิศทางเดียวและไม่ไหลกลับ เช่น ไฟฟ้าที่ได้จากถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ของรถยนต์ เป็นต้น&nbsp; ไฟฟ้ากระแสสลับจึงเป็นไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับบ้านเรือนหรือธุรกิจอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากๆ รูปคลื่นเป็น sine wave ในบางกรณี รูปคลื่นอาจเป็นสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:298,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/transparency/10/labnet/10.gif&quot;,&quot;width&quot;:300}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/transparency/10/labnet/10.gif" width="300" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 2) อิเล๊กทรอนิกส์ คือ&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.&nbsp;<br>2.1 &nbsp;</div><div>มี 2 ประเภทคือ วงจรดิจิทัลและลอจิก<br>วงจรดิจิทัล "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล<br><br>3) วงจรไฟฟ้า คือ&nbsp; ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ 1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้าเช่นแบตเตอรี่ <br>3.1 การทำงาน&nbsp; การนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน <br>3.2 มี 3 ประเภท ประดอบด้วย <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;-วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า <br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -วงจรไฟฟ้าแบบขนาน&nbsp; การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; การต่อวงจรทั้งแบบอนุกรมและแบบขนานเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดความยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่ง ต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อขนานกับตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:145,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg" width="308" height="145"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 4) ตัวนำไฟฟ้า คือ&nbsp; ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง <br>4.1 การทำงาน&nbsp; ให้พลังงาน คือการให้พลังงาน เช่นเครื่องรับวิทยุ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:194,&quot;url&quot;:&quot;null&quot;,&quot;width&quot;:259}" data-trix-content-type="image"><img src="null" width="259" height="194"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 5) อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ&nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>5.1 การทำงาน&nbsp; <strong>&nbsp;</strong>เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลอยู่อย่างมากมาย ได้แก่ พัดลม เครื่องปรับอากาศ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องเป่าผม และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไฟฟ้าที่มีมอเตอร์ ทุกชนิด <br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:179,&quot;url&quot;:&quot;null&quot;,&quot;width&quot;:282}" data-trix-content-type="image"><img src="null" width="282" height="179"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 6) สวิตช์ คือ&nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า. <br>6.1 การทำงานของสวิตช์ ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <strong>วงจรเปิด</strong> หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:67,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:179}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg" width="179" height="67"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - <strong>วงจรปิด</strong> หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:49,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg" width="189" height="49"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 6.2 มี 7 ประเภท ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- <strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:298,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:439}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg" width="439" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <strong>สวิตช์กระดก</strong>&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:240,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:174}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg" width="174" height="240"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:178,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg&quot;,&quot;width&quot;:253}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg" width="253" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; - สวิตช์แบบก้านยาวเป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br>&nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:225,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&quot;,&quot;width&quot;:225}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg" width="225" height="225"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- สวิตช์แบบหมุน หรือเรียกว่ากว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5 &nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:582,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg&quot;,&quot;width&quot;:800}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg" width="800" height="582"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -&nbsp; สวิตช์แบบไมโคร &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -&nbsp; สวิตช์แบบดิพ&nbsp; (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg" width="308" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 7) มอเตอร์ไฟฟ้า คือ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล <br>7.1 การทำงาน&nbsp; ส่วนที่เคลื่อนที่คือโรเตอร์ ซึ่งจะหมุนเพลาเพื่อจ่ายพลังงานกล โรเตอร์มักจะมี ขดลวดตัวนำพันอยู่โดยรอบ ซึ่งเมื่อมีกระแสไหลผ่าน จะเกิดอำนาจแม่เหล็กที่จะไปทำปฏิกิริยากับ สนามแม่เหล็กถาวรของสเตเตอร์ ขับเพลาให้หมุนได้ อย่างไรก็ตามโรเตอร์บางตัวจะเป็นแม่เหล็กถาวรและสเตเตอร์จะมีขดลวดตัวนำสลับที่กัน <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:220,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/04/Electric_motor_cycle_2.png/220px-Electric_motor_cycle_2.png&quot;,&quot;width&quot;:220}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/04/Electric_motor_cycle_2.png/220px-Electric_motor_cycle_2.png" width="220" height="220"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 7.1 มี 2ประเภท ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-มอเตอร์ไฟ้ฟากระแสตรง&nbsp; &nbsp; มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมเพราะมีคุณสมบัติที่ดีเด่นในด้านการปรับความเร็วได้ตั้งแต่ความเร็วต่ำสุดจนถึงสูงสุด นิยมใช้กันมากในโรงงานอุตสาหกรรม เช่นโรงงานทอผ้า โรงงานเส้นใยโพลีเอสเตอร์ โรงงานถลุงโลหะหรือให้ เป็นต้นกำลังในการขับเคลื่อนรถไฟฟ้า เป็นต้นในการศึกษาเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงจึงควรรู้จัก อุปกรณ์ต่าง ๆ ของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและเข้าใจถึงหลักการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบบต่าง ๆ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>8) ทรานซิสเตอร์ คือ&nbsp; ป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า&nbsp; เป็นต้น&nbsp;<br>8.1 การทำงาน&nbsp; ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า&nbsp;<br>8.2 มี 2 ประเภท ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -ชนิดที่มีสารชนิด N 2 ชั้น เรียกว่าชนิด NPN<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -ชนิดที่มีสารชนิด P 2 ชั้น เรียกว่าชนิด PNP<br><br></div><div><br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:07:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222043962</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวภัคมณฑ์ เหลืองสมานกุล ม.3/7เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222057739</link>
         <description><![CDATA[<div>1) ไฟฟ้าคือ&nbsp; กำลังชนิดหนึ่ง เกิดจากการขัดสีของวัตถุบางชนิด หรือเกิดจากแบตเตอรี่หรือไดนาโม &nbsp;<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>&nbsp;1.ไฟฟ้าตรง&nbsp;<br>&nbsp;2.ไฟฟ้าสถิต<br><br>2) อิเล็กทรอนิกส์คือ วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ<br><br>3) วงจรไฟฟ้าคือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp;<br><br>4) ตัวนำไฟฟ้าคือสสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย<br>มี2ประเภท&nbsp;<br>1.ตัวนำ<br>2.ฉนวน<br><br>5) อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br><br>6) สวิตซ์ คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร&nbsp;<br><br>7) มอเตอร์ไฟฟ้าคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล&nbsp;<br><br><br>8) ทรานซิสเตอร์คืออุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานในด้านขยายสัญญาณ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:52:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222057739</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว วณิชยา เจริญใจ ม.3/7 เลขที่44 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222068360</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br><br>อิเล็กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:19:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222068360</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายไตรทศ อ่วมหมี ม.3/7 เลขที่ 6 (แก้ไข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222074220</link>
         <description><![CDATA[<div>-ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมาหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน มี 2 ประเภท คือ 1.ไฟฟ้าสถิต 2.ไฟฟ้ากระแส มีการทำงานเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าตัวต้านทาน<br>-อิเล็กทรอนิกส์ คือ สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากมนุษย์เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย เช่น เครื่องซักผ้า,โทรศัพท์,คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ<br>-วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดมีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br>-ตัวนำไฟฟ้า คือ &nbsp; คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน<br>- อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง,ให้ความร้อน,ให้พลังงานกล,พลังงานเสียง<br>-สวิตซ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดตวามปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ฟิวซ์,ทอกเกิลสวิตซ์,เบรกเกอร์<br>-มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่นแปลงจากพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล และนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์<br>-ทรานซิสเตอร์&nbsp; คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา&nbsp; กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:33:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222074220</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ทิฆัมพร ชอบการ ม.3/7 เลขที่34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222077773</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น <br>-การทำงาน คือ <br>การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น <br>-ประเภทของไฟฟ้า<br>ไฟฟ้ามี2ประเภทปล่อย<br>1)ไฟฟ้าสถิต<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ <br>2)ไฟฟ้ากระเเส<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้ <br><strong>2)อิเล็กทรินิกส์</strong>เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากา แล&nbsp; ชิ้นส่วน พาสซีฟ ( passive component) <br>&nbsp; การทำงานของอิเล็กทรอนิกส์สามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์ มี 4ประเภทคือ<br>1)ธุรกิจกับธุรกิจ<br>2)ธุรกิจและลูกค้า<br>3)ธุรกิจกับรัฐบาล<br>4)ลูกค้ากับลูกค้า<br><strong>3)วงจรไฟฟ้าคือ</strong>การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ ตัวเก็บประจุ แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า แหล่งจ่ายกระแส สวิตช์ แต่ วงจรไฟฟ้า เป็นเครือข่ายที่มีเส้นทางไหลกลับ <br>การทำงานกระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>มี2ประเภท<br>1)วงจรปิด<br>2)วงจรเปิด<br><strong>4</strong>)ตัว นำไฟฟ้า ตัวกลางที่กระเเสสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้<br>การทำงานคือ เป็นตัวกลางให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้ส่วนใหญ่เป็็นโลหะเช่น ลวเ<br><strong>5</strong>)อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีการทำงาน เ ปนอุปกรณ์ที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าในการทำงานมี5ประเภท<br>1)ฟิวส์<br>2)สะพานไฟ<br>3)สวิตช์<br>4)เบรกเกอร์<br>5)เต้ารับเต้าเสียบ<br><strong>6</strong>)สวิตช์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>มีการทำงานคือ&nbsp; ใช้เป็นตัว เปิด- ปิดการไหลของกระเเสไฟฟ้า<br>มี7ประเภท<br>1)สวิตช์เลื่อน<br>2)สวิตช์กระดก<br>3)สวิตช์กด<br>4)สวิตช์เเบบก้ านยาว<br>5)สวิตช์เเบบหมุน<br>6)สวิตช์เเบบไมโคร<br>7)สวิตช์เเบบดิิ<br><br><strong>7)มอเตอร์ไฟฟ้า คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล พลังงาที่สำคัญ 2 อย่างคือ พลังงานจลน์ พลังงานศักย์ <br>8ทรานซิสเตอร์ คือทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ </strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:41:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222077773</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววณิชยา เจริญใจ ม.3/7เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222078453</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1</strong>.)ไฟฟ้า คือ ความร้อน และแสงสว่าง คือพลังงาน (energy) ในรูปแบบต่างๆกัน สิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องการพลังงานทั้งสิ้น พลังงาน สามารถกักเก็บ และปลดปล่อยออกมา เพื่อใช้ประโยชน์ต่างๆกัน ในโรงไฟฟ้า เชื้อเพลิง(fuel) จะถูกเผาไหม้&nbsp; เพื่อปล่อยพลังงานออกมา และนำไปผลิต&nbsp; เป็นกระแสไฟฟ้า พลังงานสามารถเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได&nbsp; ้ เมื่อเราเปิดสวิตซ์ไฟกระแสไฟฟ้าจะวิ่งมาที่หลอดทำให้เกิดแสงสว่าง นั่นคือ พลังงานสามารถแปรสภาพไปเป็นความร้อน และแสงสว่างได้</div><div>&nbsp; &nbsp;ไฟฟ้ามีการทำงานโดยจะไหลเข้าหาขั้วบวกเเละขั้วลบโดยมีลวดตัวนำไฟฟ้าไหลเข้ าสู่หม้อเเปลงเพื่อเเปลงกระเเสไฟฟ้าเข้าสู่บ้าน<br>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>1)ไฟฟ้ าสถิต<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br>2)ไฟ ฟ้ากระเเส<br>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า <br><strong>2)อิเล็กทรินิกส์</strong>เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากา แล&nbsp; ชิ้นส่วน พาสซีฟ ( passive component) เช่น ตัวนำ ไฟฟ้า,ตัวต้านไฟฟ้าเเละคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component <br>&nbsp; การทำงานของอิ เล็กทรอนิกส์สามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์ มี 4ประเภทคือ<br>1)ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br>2)ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C)<br>3)ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br>4)ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br><strong>3)วงจรไฟฟ้าคือ</strong>การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ ตัวเก็บประจุ แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า แหล่งจ่ายกระแส สวิตช์ แต่ วงจรไฟฟ้า เป็นเครือข่ายที่มีเส้นทางไหลกลับ <br> การทำงานกระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>มี2ประเภท<br>1)วงจรปิด<br>2)วงจรเปิด<br><strong>4</strong>)ตัว นำไฟฟ้า ตัวกลางที่กระเเสสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้<br>การทำงานคือ เป็นตัวกลางให้กระเเสไฟฟ้าไหลผ่านได้ส่วนใหญ่เป็็นโลหะเช่น ลวเ<br><strong>5</strong>)อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>มีการทำงาน เ ปนอุปกรณ์ที่ใช้ พลังงานไฟฟ้าในการทำงาน<br>&nbsp; มี5ประเภท<br>1)ฟิวส์<br>2)สะพานไฟ<br>3)สวิตช์<br>4)เบรกเกอร์<br>5)เต้ารับเต้าเสียบ<br><strong>6</strong>)สวิตช์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการเปิดปิดสัญญาณไฟฟ้า<br>มีการทำงานคือ&nbsp; ใช้เป็นตัว เปิด- ปิดการไหลของกระเเสไฟฟ้า<br>มี7ประเภท<br>1)สวิตช์เลื่อน<br>2)สวิตช์กระดก<br>3)สวิตช์กด<br>4)สวิตช์เเบบก้ านยาว<br>5)สวิตช์เเบบหมุน<br>6)สวิตช์เเบบไมโคร<br>7)สวิตช์เเบบดิิ<br><br><strong>7)มอเตอร์ไฟฟ้า คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล พลังงาที่สำคัญ 2 อย่างคือ พลังงานจลน์ พลังงานศักย์&nbsp;<br>8ทรานซิสเตอร์ คือทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้&nbsp;<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:42:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222078453</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนิศารัตน์ แซ่จึง ม.3/7 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222083793</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>ไฟฟ้าคืออะไร&nbsp;<br><br></div><div>-พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.&nbsp;<br><br></div><div>มีการทำงานอย่างไร&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;| -เมื่อแบ่งตามลักษณะการทำงานของกระแสไฟฟ้าจะพบว่า มี 3 แบบสำคัญๆ คือ 1.&nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#1">การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า</a> 2.&nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#2">การทำงานทางเคมี</a> 3.&nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="http://www.leonics.co.th/html/th/aboutpower/elec_knowledge04.php#3">การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก</a> การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:200,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image001.gif&quot;,&quot;width&quot;:380}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image001.gif" width="380" height="200"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม<br> เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ได้จะมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:37,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image002.gif&quot;,&quot;width&quot;:409}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image002.gif" width="409" height="37"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> กฎนี้เรียกว่า กฎของจูล ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามขนาดของแรงดันคูณกับกระแสและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน <br> และจากกฎของโอห์ม แรงดัน = กระแส x ความต้านทาน จะได้ว่า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:37,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image003.gif&quot;,&quot;width&quot;:409}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image003.gif" width="409" height="37"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ปริมาณความร้อนจะแปรผันตามกระแสยกกำลังสองคูณกับความต้านทานและเวลาที่ให้กระแสนั้นผ่าน เมื่อให้กระแสไหลผ่านเส้นลวดนิโครมที่แช่ในน้ำ ไฟฟ้าจะเปลี่ยนเป็นความร้อน อุณหภูมิของน้ำจึงสูงขึ้น ปริมาณงานที่ไฟฟ้ากระทำให้เกิดความร้อนเรียกว่า ปริมาณของกำลังไฟฟ้า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:37,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image004.gif&quot;,&quot;width&quot;:196}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image004.gif" width="196" height="37"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ปริมาณกำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์-ชั่วโมง (Wh) และปริมาณความร้อนมีหน่วยเป็นแคลอรี (Cal) จะได้ว่า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:52,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image005.gif&quot;,&quot;width&quot;:318}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image005.gif" width="318" height="52"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำ สามารถเขียนในรูปของกำลังไฟฟ้า ซึ่งหมายถึงขนาดของงานที่ไฟฟ้ากระทำได้ต่อหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ (W) <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:52,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image006.gif&quot;,&quot;width&quot;:292}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image006.gif" width="292" height="52"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> สรุป <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:107,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image007.gif&quot;,&quot;width&quot;:324}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image007.gif" width="324" height="107"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;| การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br>&nbsp;ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:215,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image008.gif&quot;,&quot;width&quot;:290}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image008.gif" width="290" height="215"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> ทำการทดลองโดยนำแผ่นพลาตินัม (Pt) 2 แผ่น แช่ลงในน้ำเกลือ แล้วต่อแบตเตอรี่กับแผ่นพลาตินัมทั้งสอง กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านน้ำเกลือ เกิดก๊าซคลอรีนรอบๆ แผ่นที่มีไฟฟ้า + และเกิดก๊าซไฮโดรเจนรอบแผ่นที่มีไฟฟ้า - ทั้งนี้เพราะเกลือแกงเป็นสารประกอบระหว่างธาตุโซเดียม (Na) และธาตุคลอรีน (Cl) เมื่อนำไปละลายน้ำ จะแตกตัวหลุดจากกัน โดยโซเดียมจะมีประจุ + และคลอรีนมีประจุ - สภาพของการมีประจุนี้เรียกว่า ไอออน น้ำเกลือจึงมีทั้งไอออน + และไอออน - การแตกตัวเป็นไอออนเรียกว่า การแยกไอออน ดังนั้น เมื่อนำเกลือไปละลายน้ำจะได้สารละลายที่มีไอออน เรียกสารละลายนี้ว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์<br> ถ้าผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีและเกิดการแตกตัวด้วยไฟฟ้า</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;| การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br>&nbsp;ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br>&nbsp;<br>&nbsp;ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนว่า "แม่เหล็กคืออะไร"<br>&nbsp;| สินแร่แม่เหล็ก มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็น Fe<sub>3</sub>O<sub>4</sub> มีคุณสมบัติสามารถดูดเหล็กและนิกเกิลได้ เรียกว่า คุณสมบัติแม่เหล็ก และวัสดุที่มีคุณสมบัติเช่นนี้เรียกว่า แท่งแม่เหล็ก <br> คุณสมบัติของแท่งแม่เหล็ก ได้แก่ ·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แท่งแม่เหล็กมีขั้วแม่เหล็ก ·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศเหนือและใต้ ·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แท่งแม่เหล็กที่ขั้วเหมือนกันจะผลักกัน และขั้วต่างกันจะดูดกัน | <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:100,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image009.gif&quot;,&quot;width&quot;:175}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image009.gif" width="175" height="100"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> | กระแสไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็ก <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:130,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image010.gif&quot;,&quot;width&quot;:240}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image010.gif" width="240" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> เมื่อนำเข็มทิศแม่เหล็กไปวางใกล้เส้นลวดไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่าน เข็มทิศจะหมุนตามทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าดังรูป จึงทราบว่า กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างแม่เหล็กได้ หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ กระแสไฟฟ้าสามารถสร้างสนามแม่เหล็ก <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:130,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image011.gif&quot;,&quot;width&quot;:130}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image011.gif" width="130" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:130,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image012.gif&quot;,&quot;width&quot;:86}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image012.gif" width="86" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>เมื่อนำเข็มทิศไปวางในขดลวดที่นำเส้นลวดมาขดไว้เพียงรอบเดียว ดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า เข็มทิศจะเบนไปตามทิศทางดังแสดงในภาพ ทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดขึ้นดูได้จากลูกศร <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:120,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image013.gif&quot;,&quot;width&quot;:155}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image013.gif" width="155" height="120"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> เมื่อนำเข็มทิศไปวางไว้ในขดลวดที่ขดไว้หลายๆ รอบดังรูป แล้วผ่านกระแสไฟฟ้า จะพบว่าทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กจะขนานกับขดลวด ลักษณะของเส้นแรงแม่เหล็กจะทำหน้าที่คล้ายกับแท่งแม่เหล็ก แต่ไม่มีขั้วแม่เหล็ก <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:180,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image014.gif&quot;,&quot;width&quot;:270}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image014.gif" width="270" height="180"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> เมื่อนำขดลวดที่มีกระแสไหลผ่านวางใกล้ชิ้นเหล็ก ชิ้นเหล็กจะขยับเขยื้อนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 แต่เมื่อนำแกนเหล็กใส่ไปในขดลวด ชิ้นเหล็กจะถูกดูดอย่างแรง ดังรูปที่ 2 อธิบายได้ว่า ขดลวดที่ยังไม่มีแกนเหล็ก จะเกิดสนามแม่เหล็กน้อยและไม่มีขั้วแม่เหล็ก เมื่อนำแกนเหล็กใส่เข้าไป เหล็กซึ่งมีคุณสมบัติเหนี่ยวนำเส้นแรงแม่เหล็กได้ดี เส้นแรงแม่เหล็กจึงรวมตัวกันหนาแน่นในแกนเหล็กนั้น แกนเหล็กจึงกลายสภาพเป็นแท่งแม่เหล็กและให้เส้นแรงแม่เหล็กที่มีกำลังสูง เรียกว่า แท่งแม่เหล็กไฟฟ้า ไฟฟ้ามีกี่ประเภท -ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ 3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) 3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )&nbsp; 3.1 ไฟฟ้าสถิต ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน&nbsp; <a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image015.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image015.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; 3.2 ไฟฟ้ากระแส ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) 2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. ) &nbsp; 1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น&nbsp; <a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image016.jpg&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image016.jpg" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง &nbsp; 2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. ) เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก&nbsp; <a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image017.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image017.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ &nbsp; กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที&nbsp; อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร -วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</div><div>ประเภทของอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br><br></div><div><br>-แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท&nbsp;<br><br></div><div><br>วงจรอะนาล็อก&nbsp;<br><br></div><div><br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล&nbsp;<br><br></div><div><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave&nbsp;<br><br></div><div><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง&nbsp;<br><br></div><div><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น&nbsp;<br><br></div><div><br>วงจรดิจิทัล&nbsp;<br><br></div><div><br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล:&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B0">หน่วยคำนวณและตรรกะ</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B">ฟลิปฟล็อป</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/Counter">Counter</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รีจิสเตอร์</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93">Multiplexers</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Schmitt triggers&nbsp;<br><br></div><div><br>อุปกรณ์ผสม:&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครโพรเซสเซอร์</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครคอนโทรลเลอร์</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Application-specific integrated circuit (ASIC)&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">การประมวลผลสัญญาณดิจิทัล</a>&nbsp;<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Field-programmable gate array (FPGA)&nbsp;<br><br></div><div><strong>วงจรไฟฟ้าคืออะไร</strong>v&nbsp;</div><div>&nbsp;| วงจรไฟฟ้าคือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม&nbsp; 1. วงจรอนุกรม เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรอนุกรม 1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันตลอดวงจร 2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด 3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน 2. วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรขนาน 1. กระแสไฟฟ้ารวมของวงจรขนาน จะมีค่าเท่ากับกระแสไฟฟ้าย่อยที่ไหลในแต่ละสาขาของวงจรรวมกัน 2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด 3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าน้อยกว่าความต้านทานตัวที่น้อยที่สุดที่ต่ออยู่ในวงจร 3. วงจรผสม เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะของการต่อได้ 2 ลักษณะดังนี้ 3.1 วงจรผสมแบบอนุกรม-ขนาน เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างอนุกรมก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบขนานอีกครั้งหนึ่ง 3.2 วงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม เป็นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดไปต่อกันอย่างขนานก่อน แล้วจึงนำไปต่อกันแบบอนุกรมอีกครั้งหนึ่ง วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br>&nbsp;1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:140,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image018.jpg&quot;,&quot;width&quot;:265}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image018.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:133,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image019.jpg&quot;,&quot;width&quot;:268}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image019.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า ตัวนำไฟฟ้าคือ -เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง ในวัสดุ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย การทำงานของตัวนำฟ้า <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:249,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image020.gif&quot;,&quot;width&quot;:385}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image020.gif" width="385" height="249"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image022.jpg&quot;,&quot;width&quot;:481}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image022.jpg" width="481" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp;</div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a>&nbsp;</div><div><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp;</div><div>สวิตช์&nbsp;</div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับปิดเปิด หรือตัดต่อวงจรไฟฟ้า, เครื่องปิดเปิดวงจรไฟฟ้า.&nbsp;</div><div>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br>&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:184,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image024.jpg&quot;,&quot;width&quot;:271}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image024.jpg" width="271" height="184"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กระดก&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br> <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:240,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image025.jpg&quot;,&quot;width&quot;:174}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image025.jpg" width="174" height="240"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br> &nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:178,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image026.jpg&quot;,&quot;width&quot;:253}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image026.jpg" width="253" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br> <br> สวิตช์แบบก้านยาว<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br> <br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:225,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image027.jpg&quot;,&quot;width&quot;:225}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image027.jpg" width="225" height="225"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> สวิตช์แบบหมุน<br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <br> <br> <br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:226,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image029.jpg&quot;,&quot;width&quot;:311}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image029.jpg" width="311" height="226"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:168,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image031.jpg&quot;,&quot;width&quot;:233}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image031.jpg" width="233" height="168"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> <br>สวิตช์แบบดิพ <br> <br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:178,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image033.jpg&quot;,&quot;width&quot;:238}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image033.jpg" width="238" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp;<br> &nbsp;</div><div>การทำงานของสวิตช์&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br>&nbsp;<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:67,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image034.jpg&quot;,&quot;width&quot;:179}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image034.jpg" width="179" height="67"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:49,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image035.jpg&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image035.jpg" width="189" height="49"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br>&nbsp; ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:218,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image037.jpg&quot;,&quot;width&quot;:248}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image037.jpg" width="248" height="218"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp;<br>&nbsp;<br> &nbsp;<br><br></div><div>โดยทั่วไป เมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายลง จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลภายในวงจรได้ เนื่องจากไม่มีสะพานเชื่อมกระแสไฟฟ้าให้ไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ส่งผลให้หลอดไฟดับ ขณะเดียวกันเมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายขึ้น จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะสามารถไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ทำให้หลอดไฟสว่าง&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะถูกออกแบบและสร้างมาเพื่อการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วสวิตช์บางประเภทยังบอกคุณลักษณะการทนกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด จึงควรเลือกใช้สวิตช์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และควรศึกษาคุณลักษณะเฉพาะของสวิตช์แต่ละรูปแบบให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกใช้<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br></div><div>มอเตอร์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a>เป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5">พลังงานกล</a>&nbsp;<br><br></div><div><br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Traction_motor">มอเตอร์ฉุดลาก</a> เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า&nbsp;<br><br></div><div><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99">ไฟบ้าน</a> อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ&nbsp;<br><br></div><div><br>อุปกรณ์เช่น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น&nbsp;<br><br></div><div>ทรานซิสเตอร์ไฟฟ้า&nbsp;</div><div><br>ทรานซิสเตอร์ (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ</a>&nbsp;<br><br></div><div><br>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">วงจรรวม</a>&nbsp;<br><br></div><div><br>ทรานซิสเตอร์เป็นการสร้างบล็อกพื้นฐานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ​​และเป็นที่แพร่หลายในระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่. หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950, transistor ได้ปฏิวัติสาขาอิเล็กทรอนิกส์และปูทางสำหรับวิทยุ, เครื่องคิดเลข และคอมพิวเตอร์ ให้มีขนาดเล็กลงและราคาที่ถูกกว่า&nbsp;<br><br></div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <br>&nbsp;<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:295,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image039.png&quot;,&quot;width&quot;:418}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image039.png" width="418" height="295"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> **โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br> **โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า <br> <br>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้<br> ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)<br> <br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br> <br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C&nbsp; <br> เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br> ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:176,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image040.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image040.png" width="567" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP <br> <br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br> เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br> เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:175,&quot;url&quot;:&quot;file:///C:\\Users\\Lenovo\\AppData\\Local\\Temp\\msohtmlclip1\\01\\clip_image041.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="file:///C:\Users\Lenovo\AppData\Local\Temp\msohtmlclip1\01\clip_image041.png" width="567" height="175"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:54:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222083793</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ภัสรลัญจ์ วณิชเกียรติกุล ม.3/7 เลขที่43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222097464</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคืออะไร?</div><div>ไฟฟ้า (คำนาม) คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไร?</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp; หลักการทำงาน ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า</div><div><br></div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท&nbsp;</div><div><br></div><div>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br></div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br></div><div><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br></div><div><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br></div><div><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div><br></div><div>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ&nbsp;</div><div><br></div><div>สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ&nbsp;</div><div>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง</div><div>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง</div><div>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง</div><div>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ</div><div>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม</div><div>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส</div><div>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก</div><div>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้</div><div>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี</div><div>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน</div><div>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้าง</div><div>เสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div><br></div><div><br></div><div>กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์</div><div>มีขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>1. การค้นหาข้อมูล&nbsp;</div><div><br></div><div>ขั้นตอนแรกของการซื้อสินค้าเป็นการค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการ แล้วนำข้อมูลแต่ละร้านมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน โดยใช้เว็บไซต์ที่นิยม หรือ Search Engines เช่น http://www.google.com เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>2. การสั่งซื้อสินค้า&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้าเลือกสินค้าที่ต้องการแล้ว จะนำรายการที่ต้องการเข้าสู่ระบบตะกร้า และจะมีการคำนวณ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยลูกค้าสมารถปรับเปลี่ยนรายการและปริมาณที่สั่งได้&nbsp;</div><div><br></div><div>3. การชำระเงิน&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องการ ในขั้นถัดมาจะเป็นการกำหนดวิธีการชำระเงิน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของลูกค้าว่าจะเลือกวิธีไหน&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div><div>4. การส่งมอบสินค้า&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้ากำหนดวิธีการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่วิธีเลือกส่งสินค้า ซึ่งการส่งมอบสินค้าอาจจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง การใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า หรือส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การดาวน์โหลดเพลง เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>5. กาให้บริการหลังการขาย&nbsp;</div><div><br></div><div>หลังจากเสร็จสิ้นการสั่งสินซื้อแต่ละครั้ง ร้านค้าต้องมีบริการหลังการขายให้กับลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นติดต่อกับลูกค้าผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น อีเมล์ และเว็บบอร์ด</div><div><br></div><div>มีการแบ่งประเภทอีคอมเมิร์ซกันหลายแบบ เช่น แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วน และแบ่ง อีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าเป็น 2 ประเภท เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>อีคอมเมิร์ซ 5 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภทก็ได้ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>ธุรกิจกับผู้ซื้อปลีกหรือบีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) คือประเภทที่ผู้ซื้อปลีกใช้อินเตอร์เน็ตในการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่โฆษณาอยู่ในอินเตอร์เน็ต</div><div>ธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี (B-to-B = Business-to-Business) คือ ประเภท ที่ธุรกิจกับธุรกิจติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านอินเตอร์เน็ต</div><div>ธุรกิจกับรัฐบาลหรือบีทูจี (B-to-G = Business-to-Government) คือประเภทที่ธุรกิจติดต่อกับหน่วยราชการ</div><div>รัฐบาลกับรัฐบาลหรือจีทูจี (G-to-G = Government to Government) คือ ประเภทที่หน่วยงานรัฐบาลหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลอีกหน่วยงานหนึ่ง</div><div>ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี (C-to-C = Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่น ที่อีเบย์ดอทคอม (Ebay.com) เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้</div><div>อีคอมเมิร์ซ 3 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภทก็อาจจะแบ่งได้ ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>อีคอมเมิร์ซระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ หรือ บีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) ซึ่งอาจจะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจโดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ กลุ่มสนทนา กระดานข่าว เป็นต้น&nbsp;</div><div>- การจัดการด้านการเงิน ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจัดการเรื่องการเงินส่วนตัว เช่น ฝาก-ถอน เงินกับธนาคาร ซื้อขายหุ้นกับผู้ค้าหุ้น เช่น อีเทรด (www.etrade.com) เป็นต้น&nbsp;</div><div>- ซื้อขายสินค้าและข้อมูล ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อขายสินค้าและข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตได้โดยสะดวก&nbsp;</div><div>อีคอมเมิร์ซภายในองค์กรหรือแบบอินทราออร์ก (Intra-Org E-commerce) คือ การใช้อีคอมเมิร์ซในการช่วยให้บริษัทหรือองค์ใดองค์กรหนึ่งสามารถปรับปรุงการทำงานภายในและให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรจะสะดวกรวดเร็วจะได้ผลดีขึ้น โดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ และป้ายประกาศ เป็นต้น&nbsp;</div><div>- การจัดพิมพ์เอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีพับลิซซิง (Electronic Publishing) ช่วยให้บริษัทสามารถออกแบบเอกสาร จัดพิมพ์เอกสาร และแจกจ่ายเอกสารได้สะดวกรวดเร็ว และใช้ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือข้อกำหนดสินค้า (Product Specifications) รายงานการประชุม เป็นต้น ทั้งนี้โดยผ่านเว็บ&nbsp;</div><div>- การปรับปรุงประสิทธิภาพพนักงานขาย การใช้อีคอมเมิร์ซแบบนี้ช่วยปรับปรุงการสื่อสารระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายขาย และระหว่างฝ่ายขายกับลูกค้า ทำให้ได้ประสิทธิภาพดีขึ้น&nbsp;</div><div>อีคอมเมิร์ซระหว่างองค์กรหรือแบบอินเตอร์ออร์ก (Inter-Org E-commerce) ซึ่งก็คือแบบเดียวกับแบบที่เรียกว่าบีทูบี (Business to Business) ทั้งนี้โดยมีตัวอย่างต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การจัดซื้อ ช่วยให้จัดซื้อได้ดีขึ้น ทั้งด้านราคา และระยะเวลาการส่งของ&nbsp;</div><div>- การจัดการสินค้าคงคลัง&nbsp;</div><div>- การจัดส่งสินค้า&nbsp;</div><div>- การจัดการช่องทางขายสินค้า&nbsp;</div><div>- การจัดการด้านการเงิน</div><div>อีคอมเมิร์ซ 6 ส่วน ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วนก็แบ่งได้ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>การขายปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเทลลิ่ง (E-tailing= Electronic Retailing) หรือร้านค้าเสมือนจริง (Virtual Storefront) ยอดขายปลีกอิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาใน ค.ศ. 1999 มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท&nbsp;</div><div>การวิจัยตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือมาร์เก็ตอีรีเซิร์ช (Market E-research) คือการใช้อินเตอร์เนตในการวิจัยตลาดแบบเดียวกับที่สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เน็ตทำอยู่ จากการใช้อินเตอร์เน็ตนี้ บริษัทห้างร้านสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าปัจจุบัน และผู้ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต ทั้งจากการลงทะเบียนเข้าใช้ เว็บ จากแบบสอบถามและจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า การวิจัยตลาด อินเตอร์เน็ตก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ</div><div>อินเตอร์เน็ตอีดีไอ หรือการส่งเอกสารตามมาตรฐานอีดีไอโดยใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลงก็ถือว่าเป็นอีคอมเมิร์ซประเภทหนึ่ง</div><div>โทรสารและโทรศัพท์อินเตอร์เน็ต การใช้โทรสารและโทรศัพท์ทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตหรือ วีโอไอพี (VoIP= Voice over IP) นั้นมีราคาต่ำกว่าการใช้โทรสารและโทรศัพท์ธรรมดา และอาจจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ&nbsp;</div><div>การซื้อขายระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทต่างๆ จำนวนมากในปัจจุบันติดต่อซื้อขายสินค้ากันโดยผ่านเว็บในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ&nbsp;</div><div>ระบบความปลอดภัยในอีคอมเมิร์ซ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของอีคอมเมิร์ซทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้วิธีต่างๆ เช่น เอสเอสแอล (SSL= Secure Socket Layer) เซ็ต (SET = Secure Electronic Transaction) อาร์เอสเอ (RSA = Rivets, Shamir and Adelman) ดีอีเอส (DES= Data Encryption Standard) และดีอีเอสสามชั้น (Triple DES) เป็นต้น</div><div>อีคอมเมิร์ซ 2 ประเภท สินค้า ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ</div><div><br></div><div>สินค้าดิจิตอล เช่น ซอฟท์แวร์ เพลง วิดีโอ หนังสือ ดิจิตอล เป็นต้น ซึ่งสามารถส่งสินค้าได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต&nbsp;</div><div>สินค้าที่ไม่ใช่ดิจิตอล เช่น สินค้าหัตถกรรม สินค้าศิลปะชีพ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังเครื่องประดับ เครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งต้องส่งสินค้าทางพัสดุภัณฑ์ ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทรับส่งพัสดุภัณฑ์</div><div><br></div><div>3.วงจรไฟฟ้าคืออะไร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;</div><div><br></div><div>การทำงานของวงจรไฟฟ้า</div><div><br></div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ</div><div><br></div><div>1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่</div><div><br></div><div>2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</div><div><br></div><div>3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div><br></div><div>สำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ</div><div><br></div><div>ประเภทของวงจรไฟฟ้า</div><div><br></div><div>1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันและมีทิศทางเดียวกันตลอดทั้งวงจร</div><div>&nbsp; &nbsp; 2. ความต้านทานรวมของวงจรจะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน</div><div>&nbsp; &nbsp; 3. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด</div><div><br></div><div>การต่อวงจรไฟฟ้า</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถจำแนกตามการใช้งานได้ 3 ลักษณะ คือ แบบอนุกรม แบบขนาน และแบบผสม</div><div><br></div><div>วงจรอนุกรม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรอนุกรม คือวงจรที่ประกอบด้วยความต้านทานตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปต่อเรียงกัน โดยมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทางเดียวไม่ได้แยกไหลไปส่วนอื่นของวงจร การต่อวงจรอนุกรมทำได้โดยนำขั้วต่อสายข้างหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 นำขั้วต่ออีกข้างหนึ่งของตัวที่ 2 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อสายตัวที่ 3 ต่ออย่างนี้ไปเรื่อย ๆจนกว่าจะครบเสร็จแล้วนำขั้วต่อสายที่เหลือของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวสุดท้ายมาต่อเข้ากับปุ่มหนึ่งของแหล่งกำเนิด เราก็ได้วงจรครบเพื่อใช้งาน ดังรูป</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรอนุกรมจะใช้หลอดไฟฟ้าหรือความต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อกันเข้าแบบอนุกรมแล้วต่อเข้ากับขั้วแหล่งกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ เพื่อให้เกิดการไหลของกระแสในทิศทางเดียว อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่อแบบอนุกรม เช่นวงจรจุดไส้หลอดวิทยุซึ่งเมื่อไส้หลอดใดหลอดหนึ่งดับ อุปกรณ์จะไม่ทำงาน และเตารีดไฟฟ้า ซึ่งมีฟิวส์ สวิตช์และ Thermostat ต่อกันแบบอนุกรม เป็นต้น</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>วงจรขนาน</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรขนาน เป็นวงจรไฟฟ้าที่ต่อความต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ แต่ละตัวคร่อมกับแหล่งกำเนิดของวงจร</div><div><br></div><div>ตัวอย่างวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน</div><div><br></div><div>&nbsp;ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อแบบขนาน ซึ่งเป็นการต่อวงจรทำให้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดอยู่คนละวงจร ซึ่งถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งเกิดขัดข้องเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติเพราะไม่ได้อยู่ในวงจรเดียวกัน</div><div>ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลับมีความต่างศักย์ 220 โวลต์ การส่งพลังงานไฟฟ้าเข้าบ้านจะใช้สายไฟ 2 เส้น คือ</div><div>1. สายกลาง หรือสาย N มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์</div><div>2. สายไฟ หรือสาย L มีศักย์ไฟฟ้าเป็น 220 โวลต์</div><div><br></div><div>4.	ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดาใช้งานโดยการต่อสายไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงาน พลังงานเสียง พลังงานกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดทางเดินของไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า วงจรไฟฟ้า (electrical circuit)</div><div><br></div><div>ใช้งานโดยการต่อสายไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงาน พลังงานเสียง พลังงานกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดทางเดินของไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า วงจรไฟฟ้า (electrical circuit)</div><div><br></div><div>วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้ ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้ ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า สายทองแดงอ่อนราว 2.7%&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง 60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง</div><div><br></div><div>5.เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่สามารถเปลี่ยนรูปพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปอื่นตามที่ต้องการได้ง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ตามบ้านเรือน เช่น เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า พัดลม หลอดไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เป็นต้น</div><div><br></div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</div><div><br></div><div>6.สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div><br></div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div><br></div><div>ประเภทของสวิตซ์</div><div>-สวิตซ์ทางเดียว เป็นสวิตซ์ไฟฟ้า 1 อัน ต่อ ไฟ 1ดวง สามารถเปิด ปิด ได้โดยตรง</div><div>-สวิตซ์สองทาง&nbsp; สวิตซ์ 2 อัน ต่อ ไฟ 1ดวง สวิตซ์ชนิดนิยมนำมาใช้ในทางขึ้นลงบันไดเป็นสวิตซ์ที่ช่วยประหยัดไฟได้ดี</div><div>-สวิตซ์อัตโนมัติ เป็นสวิตซ์ที่ เมื่่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจะไม่หลอมละลายหรือขาด เมื่อซ่อมแซมภายในที่เสียเสร็จก็สามารถกดเปิด ปิด หรือใช้งานตามปกติได้ทันที</div><div>-สวิตช์แบบเลื่อน เป็นสวิตช์ที่มีตัวเลื่อนยื่นออกมาจากสวิตช์เพื่อให้เลื่อนขึ้นหรือลงโดยเลื่อนขึ้นคือต่อวงจรไฟฟ้า ส่วนเลื่อนลงคือตัดวงจรไฟฟ้า</div><div>-สวิตช์แบบเลื่อนเป็นสวิตช์ที่มีตัวเลื่อนยื่นออกมาจากสวิตช์เพื่อให้เลื่อนขึ้นหรือลงโดยเลื่อนขึ้นคือต่อวงจรไฟฟ้า ส่วนเลื่อนลงคือตัดวงจรไฟฟ้า</div><div>-สวิตช์แบบกดเป็นสวิตช์ที่ต้องใช้นิ้วกดขึ้น หรือลง เพื่อทำการใช้งาน</div><div>– สวิตช์แบบกระดกเป็นสวิตช์ทีมีตัวกระดกยื่นออกมา เพื่อใช้ควบคุม</div><div>วงจรไฟฟ้า การใช้งานคือใช้นิ้วกดลง หรือ กดขึ้น</div><div>– สวิตช์แบบก้านยาวมีก้านสวิตช์ยาวยื่นออกมา เพื่อให้ผู้ใช้งานโยกขึ้น-ลง</div><div>เพื่อใช้งาน</div><div>-สวิตช์แบบหมุนเป็นสวิตซ์ที่ต้องหมุนเพื่อเลือกตำแหน่งให้ตรงกับการใช้งาน</div><div><br></div><div>7.มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div><br></div><div>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div><br></div><div>8.ทรานซิสเตอร์(Transistor)</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div><br></div><div>โครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของทรานซิสเตอร์คือ ทรานซิสเตอร์จะทำงานได้ ต่อเมื่อมีกระแสไหลเข้ามาที่ขา B เท่านั้น&nbsp;</div><div>หากไม่มีกระแสไหลเข้ามา&nbsp; ทรานซิสเตอร์จะไม่ทำงาน&nbsp;</div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div><br></div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก</div><div>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า&nbsp;</div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้</div><div>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)</div><div><br></div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div><br></div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป</div><div><br></div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP&nbsp;</div><div><br></div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div><div>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น&nbsp;</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 15:22:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/222097464</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธงไทย เพี้ยงวุนทร ม.3/7 เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/224056148</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคืออะไร?</div><div>ไฟฟ้า (คำนาม) คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไร?</div><div>&nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp; หลักการทำงาน ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า</div><div><br></div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท&nbsp;</div><div><br></div><div>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br></div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br></div><div><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br></div><div><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br></div><div><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div><br></div><div>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ&nbsp;</div><div><br></div><div>สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ&nbsp;</div><div>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง</div><div>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง</div><div>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง</div><div>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ</div><div>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม</div><div>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส</div><div>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก</div><div>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้</div><div>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี</div><div>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน</div><div>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้าง</div><div>เสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div><br></div><div><br></div><div>กระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์</div><div>มีขั้นตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>1. การค้นหาข้อมูล&nbsp;</div><div><br></div><div>ขั้นตอนแรกของการซื้อสินค้าเป็นการค้นหาข้อมูลสินค้าที่ต้องการ แล้วนำข้อมูลแต่ละร้านมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน โดยใช้เว็บไซต์ที่นิยม หรือ Search Engines เช่น http://www.google.com เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>2. การสั่งซื้อสินค้า&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้าเลือกสินค้าที่ต้องการแล้ว จะนำรายการที่ต้องการเข้าสู่ระบบตะกร้า และจะมีการคำนวณ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยลูกค้าสมารถปรับเปลี่ยนรายการและปริมาณที่สั่งได้&nbsp;</div><div><br></div><div>3. การชำระเงิน&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าที่ต้องการ ในขั้นถัดมาจะเป็นการกำหนดวิธีการชำระเงิน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของลูกค้าว่าจะเลือกวิธีไหน&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div><div>4. การส่งมอบสินค้า&nbsp;</div><div><br></div><div>เมื่อลูกค้ากำหนดวิธีการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่วิธีเลือกส่งสินค้า ซึ่งการส่งมอบสินค้าอาจจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง การใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า หรือส่งผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น การดาวน์โหลดเพลง เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>5. กาให้บริการหลังการขาย&nbsp;</div><div><br></div><div>หลังจากเสร็จสิ้นการสั่งสินซื้อแต่ละครั้ง ร้านค้าต้องมีบริการหลังการขายให้กับลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นติดต่อกับลูกค้าผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น อีเมล์ และเว็บบอร์ด</div><div><br></div><div>มีการแบ่งประเภทอีคอมเมิร์ซกันหลายแบบ เช่น แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภท แบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วน และแบ่ง อีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าเป็น 2 ประเภท เป็นต้น&nbsp;</div><div><br></div><div>อีคอมเมิร์ซ 5 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 5 ประเภทก็ได้ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>ธุรกิจกับผู้ซื้อปลีกหรือบีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) คือประเภทที่ผู้ซื้อปลีกใช้อินเตอร์เน็ตในการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่โฆษณาอยู่ในอินเตอร์เน็ต</div><div>ธุรกิจกับธุรกิจหรือบีทูบี (B-to-B = Business-to-Business) คือ ประเภท ที่ธุรกิจกับธุรกิจติดต่อซื้อขายสินค้ากันผ่านอินเตอร์เน็ต</div><div>ธุรกิจกับรัฐบาลหรือบีทูจี (B-to-G = Business-to-Government) คือประเภทที่ธุรกิจติดต่อกับหน่วยราชการ</div><div>รัฐบาลกับรัฐบาลหรือจีทูจี (G-to-G = Government to Government) คือ ประเภทที่หน่วยงานรัฐบาลหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งติดต่อกับหน่วยงานรัฐบาลอีกหน่วยงานหนึ่ง</div><div>ผู้บริโภคกับผู้บริโภคหรือซีทูซี (C-to-C = Consumer-to-Consumer) คือ ประเภทที่ผู้บริโภคประกาศขายสินค้าแล้วผู้บริโภคอีกรายหนึ่งก็ซื้อไป เช่น ที่อีเบย์ดอทคอม (Ebay.com) เป็นต้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินให้กันทางบัตรเครดิตได้</div><div>อีคอมเมิร์ซ 3 ประเภท ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 3 ประเภทก็อาจจะแบ่งได้ ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>อีคอมเมิร์ซระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ หรือ บีทูซี (B-to-C = Business-to-Consumer) ซึ่งอาจจะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจโดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วิดีโอคอนเฟอเร็นซ์ กลุ่มสนทนา กระดานข่าว เป็นต้น&nbsp;</div><div>- การจัดการด้านการเงิน ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจัดการเรื่องการเงินส่วนตัว เช่น ฝาก-ถอน เงินกับธนาคาร ซื้อขายหุ้นกับผู้ค้าหุ้น เช่น อีเทรด (www.etrade.com) เป็นต้น&nbsp;</div><div>- ซื้อขายสินค้าและข้อมูล ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อขายสินค้าและข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตได้โดยสะดวก&nbsp;</div><div>อีคอมเมิร์ซภายในองค์กรหรือแบบอินทราออร์ก (Intra-Org E-commerce) คือ การใช้อีคอมเมิร์ซในการช่วยให้บริษัทหรือองค์ใดองค์กรหนึ่งสามารถปรับปรุงการทำงานภายในและให้บริการลูกค้าได้ดีขึ้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การติดต่อสื่อสารภายในองค์กรจะสะดวกรวดเร็วจะได้ผลดีขึ้น โดยใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ และป้ายประกาศ เป็นต้น&nbsp;</div><div>- การจัดพิมพ์เอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีพับลิซซิง (Electronic Publishing) ช่วยให้บริษัทสามารถออกแบบเอกสาร จัดพิมพ์เอกสาร และแจกจ่ายเอกสารได้สะดวกรวดเร็ว และใช้ค่าใช้จ่ายน้อย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือข้อกำหนดสินค้า (Product Specifications) รายงานการประชุม เป็นต้น ทั้งนี้โดยผ่านเว็บ&nbsp;</div><div>- การปรับปรุงประสิทธิภาพพนักงานขาย การใช้อีคอมเมิร์ซแบบนี้ช่วยปรับปรุงการสื่อสารระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายขาย และระหว่างฝ่ายขายกับลูกค้า ทำให้ได้ประสิทธิภาพดีขึ้น&nbsp;</div><div>อีคอมเมิร์ซระหว่างองค์กรหรือแบบอินเตอร์ออร์ก (Inter-Org E-commerce) ซึ่งก็คือแบบเดียวกับแบบที่เรียกว่าบีทูบี (Business to Business) ทั้งนี้โดยมีตัวอย่างต่อไปนี้&nbsp;</div><div><br></div><div>- การจัดซื้อ ช่วยให้จัดซื้อได้ดีขึ้น ทั้งด้านราคา และระยะเวลาการส่งของ&nbsp;</div><div>- การจัดการสินค้าคงคลัง&nbsp;</div><div>- การจัดส่งสินค้า&nbsp;</div><div>- การจัดการช่องทางขายสินค้า&nbsp;</div><div>- การจัดการด้านการเงิน</div><div>อีคอมเมิร์ซ 6 ส่วน ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซเป็น 6 ส่วนก็แบ่งได้ดังต่อไปนี้</div><div><br></div><div>การขายปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์หรืออีเทลลิ่ง (E-tailing= Electronic Retailing) หรือร้านค้าเสมือนจริง (Virtual Storefront) ยอดขายปลีกอิเล็กทรอนิกส์ในอเมริกาใน ค.ศ. 1999 มีมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท&nbsp;</div><div>การวิจัยตลาดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือมาร์เก็ตอีรีเซิร์ช (Market E-research) คือการใช้อินเตอร์เนตในการวิจัยตลาดแบบเดียวกับที่สำนักวิจัยเอแบค-เคเอสซีอินเตอร์เน็ตทำอยู่ จากการใช้อินเตอร์เน็ตนี้ บริษัทห้างร้านสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าปัจจุบัน และผู้ที่อาจจะเป็นลูกค้าในอนาคต ทั้งจากการลงทะเบียนเข้าใช้ เว็บ จากแบบสอบถามและจากการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้า การวิจัยตลาด อินเตอร์เน็ตก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ</div><div>อินเตอร์เน็ตอีดีไอ หรือการส่งเอกสารตามมาตรฐานอีดีไอโดยใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลงก็ถือว่าเป็นอีคอมเมิร์ซประเภทหนึ่ง</div><div>โทรสารและโทรศัพท์อินเตอร์เน็ต การใช้โทรสารและโทรศัพท์ทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตหรือ วีโอไอพี (VoIP= Voice over IP) นั้นมีราคาต่ำกว่าการใช้โทรสารและโทรศัพท์ธรรมดา และอาจจะใช้เป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ&nbsp;</div><div>การซื้อขายระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทต่างๆ จำนวนมากในปัจจุบันติดต่อซื้อขายสินค้ากันโดยผ่านเว็บในอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอีคอมเมิร์ซ&nbsp;</div><div>ระบบความปลอดภัยในอีคอมเมิร์ซ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของอีคอมเมิร์ซทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้วิธีต่างๆ เช่น เอสเอสแอล (SSL= Secure Socket Layer) เซ็ต (SET = Secure Electronic Transaction) อาร์เอสเอ (RSA = Rivets, Shamir and Adelman) ดีอีเอส (DES= Data Encryption Standard) และดีอีเอสสามชั้น (Triple DES) เป็นต้น</div><div>อีคอมเมิร์ซ 2 ประเภท สินค้า ถ้าจะแบ่งอีคอมเมิร์ซตามประเภทสินค้าก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ</div><div><br></div><div>สินค้าดิจิตอล เช่น ซอฟท์แวร์ เพลง วิดีโอ หนังสือ ดิจิตอล เป็นต้น ซึ่งสามารถส่งสินค้าได้โดยผ่านอินเตอร์เน็ต&nbsp;</div><div>สินค้าที่ไม่ใช่ดิจิตอล เช่น สินค้าหัตถกรรม สินค้าศิลปะชีพ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังเครื่องประดับ เครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้น ซึ่งต้องส่งสินค้าทางพัสดุภัณฑ์ ผ่านไปรษณีย์หรือบริษัทรับส่งพัสดุภัณฑ์</div><div><br></div><div>3.วงจรไฟฟ้าคืออะไร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;</div><div><br></div><div>การทำงานของวงจรไฟฟ้า</div><div><br></div><div>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ</div><div><br></div><div>1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่</div><div><br></div><div>2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</div><div><br></div><div>3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</div><div><br></div><div>สำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ</div><div><br></div><div>ประเภทของวงจรไฟฟ้า</div><div><br></div><div>1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันและมีทิศทางเดียวกันตลอดทั้งวงจร</div><div>&nbsp; &nbsp; 2. ความต้านทานรวมของวงจรจะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน</div><div>&nbsp; &nbsp; 3. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด</div><div><br></div><div>การต่อวงจรไฟฟ้า</div><div>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถจำแนกตามการใช้งานได้ 3 ลักษณะ คือ แบบอนุกรม แบบขนาน และแบบผสม</div><div><br></div><div>วงจรอนุกรม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรอนุกรม คือวงจรที่ประกอบด้วยความต้านทานตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปต่อเรียงกัน โดยมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าไหลผ่านทางเดียวไม่ได้แยกไหลไปส่วนอื่นของวงจร การต่อวงจรอนุกรมทำได้โดยนำขั้วต่อสายข้างหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 นำขั้วต่ออีกข้างหนึ่งของตัวที่ 2 ไปต่อเข้ากับขั้วต่อสายตัวที่ 3 ต่ออย่างนี้ไปเรื่อย ๆจนกว่าจะครบเสร็จแล้วนำขั้วต่อสายที่เหลือของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวสุดท้ายมาต่อเข้ากับปุ่มหนึ่งของแหล่งกำเนิด เราก็ได้วงจรครบเพื่อใช้งาน ดังรูป</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รูปการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การต่อวงจรอนุกรมจะใช้หลอดไฟฟ้าหรือความต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อกันเข้าแบบอนุกรมแล้วต่อเข้ากับขั้วแหล่งกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือแบตเตอรี่ เพื่อให้เกิดการไหลของกระแสในทิศทางเดียว อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่อแบบอนุกรม เช่นวงจรจุดไส้หลอดวิทยุซึ่งเมื่อไส้หลอดใดหลอดหนึ่งดับ อุปกรณ์จะไม่ทำงาน และเตารีดไฟฟ้า ซึ่งมีฟิวส์ สวิตช์และ Thermostat ต่อกันแบบอนุกรม เป็นต้น</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>วงจรขนาน</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วงจรขนาน เป็นวงจรไฟฟ้าที่ต่อความต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ แต่ละตัวคร่อมกับแหล่งกำเนิดของวงจร</div><div><br></div><div>ตัวอย่างวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน</div><div><br></div><div>&nbsp;ส่วนใหญ่จะเป็นการต่อแบบขนาน ซึ่งเป็นการต่อวงจรทำให้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชนิดอยู่คนละวงจร ซึ่งถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดหนึ่งเกิดขัดข้องเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นก็ยังคงใช้งานได้ตามปกติเพราะไม่ได้อยู่ในวงจรเดียวกัน</div><div>ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลับมีความต่างศักย์ 220 โวลต์ การส่งพลังงานไฟฟ้าเข้าบ้านจะใช้สายไฟ 2 เส้น คือ</div><div>1. สายกลาง หรือสาย N มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์</div><div>2. สายไฟ หรือสาย L มีศักย์ไฟฟ้าเป็น 220 โวลต์</div><div><br></div><div>4. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ โดยเรียงลำดับตัวอย่างของวัตถุที่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดไปยังตัวนำไฟฟ้าที่แย่ เช่น&nbsp; เงิน ทองคำ ทองแดง อะลูมิเนียม สังกะสีแพลทินัม เหล็ก ปรอท แท่งถ่าย สารละลายกรด-เบส สารละลายเกลือ น้ำธรรมดาใช้งานโดยการต่อสายไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงาน พลังงานเสียง พลังงานกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดทางเดินของไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า วงจรไฟฟ้า (electrical circuit)</div><div><br></div><div>ใช้งานโดยการต่อสายไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เช่น พลังงาน พลังงานเสียง พลังงานกล เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้เกิดทางเดินของไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า วงจรไฟฟ้า (electrical circuit)</div><div><br></div><div>วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้งาน ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก หากมีสิ่งเจือปนเล็กน้อยก็จะทำให้ ค่าความต้านทานเพิ่มขึ้นมาก โลหะทองแดงจะต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ทองแดงที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ก. สายทองแดงแข็งปานกลาง เป็นสายทองแดงที่ทำจากการรีดเส้นลวด เมื่อได้ ขนาดตามที่ต้องการแล้วจะไม่นำไปอบให้อ่อน สายทองแดงชนิดนี้จะแข็งและทนต่อแรงดึงได้สูง สูงกว่าสายทองแดงชนิดอบให้อ่อนใช้ในงานเดินสายไฟฟ้ากลางแจ้ง และสามารถขึงให้ตึง มาก ๆ ได้ เช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข สายทองแดงชนิดรีดแข็งนี้มีความต้านทานสูงกว่า สายทองแดงอ่อนราว 2.7%&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข. สายทองแดงอ่อนหรือชนิดอบให้อ่อน คือ สายทองแดงที่รีดได้ขนาดแล้วนำไปอบ ด้วยความร้อนให้อ่อน ซึ่งเมื่อนำไปหรือโค้งงอ จะสามารถทำได้ง่าย ทนแดรงดึงได้เพียง 60% ของสายทองแดงชนิดแข็ง</div><div><br></div><div>5.เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกที่สามารถเปลี่ยนรูปพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานรูปอื่นตามที่ต้องการได้ง่าย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ตามบ้านเรือน เช่น เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า พัดลม หลอดไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เป็นต้น</div><div><br></div><div>อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</div><div><br></div><div>6.สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย</div><div><br></div><div>การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้</div><div><br></div><div>ประเภทของสวิตซ์</div><div>-สวิตซ์ทางเดียว เป็นสวิตซ์ไฟฟ้า 1 อัน ต่อ ไฟ 1ดวง สามารถเปิด ปิด ได้โดยตรง</div><div>-สวิตซ์สองทาง&nbsp; สวิตซ์ 2 อัน ต่อ ไฟ 1ดวง สวิตซ์ชนิดนิยมนำมาใช้ในทางขึ้นลงบันไดเป็นสวิตซ์ที่ช่วยประหยัดไฟได้ดี</div><div>-สวิตซ์อัตโนมัติ เป็นสวิตซ์ที่ เมื่่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจะไม่หลอมละลายหรือขาด เมื่อซ่อมแซมภายในที่เสียเสร็จก็สามารถกดเปิด ปิด หรือใช้งานตามปกติได้ทันที</div><div>-สวิตช์แบบเลื่อน เป็นสวิตช์ที่มีตัวเลื่อนยื่นออกมาจากสวิตช์เพื่อให้เลื่อนขึ้นหรือลงโดยเลื่อนขึ้นคือต่อวงจรไฟฟ้า ส่วนเลื่อนลงคือตัดวงจรไฟฟ้า</div><div>-สวิตช์แบบเลื่อนเป็นสวิตช์ที่มีตัวเลื่อนยื่นออกมาจากสวิตช์เพื่อให้เลื่อนขึ้นหรือลงโดยเลื่อนขึ้นคือต่อวงจรไฟฟ้า ส่วนเลื่อนลงคือตัดวงจรไฟฟ้า</div><div>-สวิตช์แบบกดเป็นสวิตช์ที่ต้องใช้นิ้วกดขึ้น หรือลง เพื่อทำการใช้งาน</div><div>– สวิตช์แบบกระดกเป็นสวิตช์ทีมีตัวกระดกยื่นออกมา เพื่อใช้ควบคุม</div><div>วงจรไฟฟ้า การใช้งานคือใช้นิ้วกดลง หรือ กดขึ้น</div><div>– สวิตช์แบบก้านยาวมีก้านสวิตช์ยาวยื่นออกมา เพื่อให้ผู้ใช้งานโยกขึ้น-ลง</div><div>เพื่อใช้งาน</div><div>-สวิตช์แบบหมุนเป็นสวิตซ์ที่ต้องหมุนเพื่อเลือกตำแหน่งให้ตรงกับการใช้งาน</div><div><br></div><div>7.มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม</div><div><br></div><div>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ</div><div>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) 2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)</div><div>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้</div><div>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์</div><div><br></div><div>8.ทรานซิสเตอร์(Transistor)</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน</div><div>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ</div><div>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ</div><div>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น</div><div>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่</div><div>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน</div><div><br></div><div>โครงสร้างพื้นฐานในการทำงานของทรานซิสเตอร์คือ ทรานซิสเตอร์จะทำงานได้ ต่อเมื่อมีกระแสไหลเข้ามาที่ขา B เท่านั้น&nbsp;</div><div>หากไม่มีกระแสไหลเข้ามา&nbsp; ทรานซิสเตอร์จะไม่ทำงาน&nbsp;</div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ</div><div><br></div><div>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN</div><div>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก</div><div>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า&nbsp;</div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้</div><div>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)</div><div><br></div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN&nbsp;</div><div><br></div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C &nbsp;</div><div>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;</div><div>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป</div><div><br></div><div>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP&nbsp;</div><div><br></div><div>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ</div><div>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-24 00:49:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/224056148</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธีรพงษ์ กลัดบ้านห้วย เลขที่11 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/224064410</link>
         <description><![CDATA[<div>ตัวนำไฟฟ้า คือ&nbsp; ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้าเช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>6สวิตซ์ คือ ตัวตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าเฉพาะที่เพื่อจ่ายหรือตัดแรงดันไฟฟ้าให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นอุปกรณ์เกิดจากการต่ออนุกรมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟ สวิตซ์นอกจากจะเป็นตัวต่อหรือต่อวงจรไฟฟ้าแล้ว ยังเป็นตัวป้องกันผู้ใช้งานจากการโดนไฟช็อตได้อีกด้วย<br>7มอเตอร์ไฟฟ้า คือมอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>8ทรานซิสเตอร์คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-24 02:00:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/224064410</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/415064790</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้ากระแสสลับที่ใช้ตามบ้านเรือนเมื่อวัดด้วยโวลต์มิเตอร์ อ่านได้ 220 โวลต์ และเมื่อใช้เเอมป์มิเตอร์วักดระแสิ่านได้ 10 มิลลิเเอมป์ จงหา ความต่างศักย์สูงสุด และกระเเสไฟฟ้าสูงสุด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-11-22 02:19:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/415064790</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/433206921</link>
         <description><![CDATA[<div> เมื่อมีกระไฟฟ้าผ่านขดลวดทองเเดงจะทำให้เกิดสนามเเม่เหล็กรอบ สายไฟฟ้า จากประโยคดังกล่าวถูกหรือผิด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2020-01-18 02:30:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/433206921</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/683687213</link>
         <description><![CDATA[<div>วงจรมอเตอร์เครื่องซักผ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2020-08-17 20:01:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/683687213</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/861224442</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.ทิวาวัลค์  ในอินทร์   เลขที่20</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2020-10-26 11:20:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/861224442</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จงออกเเบบการพันขอลวดอาร์เมเจอร์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระเเสสลับ1เฟส 6ขั้วเเม่เหล็ก36ร่องลงในขอลวดชั่นเดียวเเบบพิตช์เต็ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/1905890615</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-11-22 11:45:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa37/wish/1905890615</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
