<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ให้นักเรียนค้นคว้าวัฒนธรรมมาคนละ 1 อย่าง พร้อมอธิบายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมนั้นมาพอเข้าใจ by พิชเนตร ชุ่มแจ่ม</title>
      <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks</link>
      <description>Made with a taste for adventure</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-03-06 03:01:18 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-02-02 06:50:36 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f60a.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ประเพณีบุญบั้งไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854387478</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาว โดย<strong>มีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคาก เรื่องผาแดงนางไอ่</strong> ซึ่งในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือเทพวัสสกาลเทพบุตร</p><p><br/></p><p>นางสาว สุพัชชา เกณเกตุกรณ์ มี.4/4 เลขที่ 43</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041512/32fd288a695a323e5b9fa0845df1e22a/IMG_5398.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:36:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854387478</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การไหว้” เป็นภาษาท่าทางที่ใช้แสดงความเคารพ ทักทาย โดยการยกมือสองข้างประนม พร้อมกับยกขึ้นไหว้ในระดับต่างๆ นอกจากนี้ยังแสดงออกถึงความหมายของ การขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง การระลึกถึง และอีกหลายความหมายสุดแท้แต่โอกาส การไหว้เป็นการแสดงมิตรภาพ มิตรไมตรี ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854389181</link>
         <description><![CDATA[<p>น.ส.กัญยพัชร โกศลเวท ม4/4 เลขที่13👀</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041422/e03cd67a9ab8208d079de2f78cc21215/9FDFDEC3_9A29_4291_89DB_DB12ECAE53D1.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:38:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854389181</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัฒนธรรมไทย : ด้านการแต่งกาย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854390366</link>
         <description><![CDATA[<p> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วัฒนธรรมไทยด้านการแต่งกาย ตั้งแต่ในอดีตมานั้นคนไทยมีเอกลักษณ์ด้านการแต่งกายที่ใช้ผ้าไทยซึ่งทำจากผ้าไหม ผ้า ทอมือต่างๆ นำมาทำเป็นผ้าสไบสำหรับผู้หญิงไทย ส่วนผู้ชายก็มีการแต่งกายที่นิยมสำหรับชาวบ้านก็คงหนีไม่พ้นผ้าขาวม้าซึ่ง นิยมใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัวอย่าง ในสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นหญิงไทยจะนุ่งโจงกระเบนสวนเสื้อรัดรูปแขนกระบอก ผู้ชายจะนุ่งผ้าม่วงโจง สวม เสื้อคอปิด ผ่าอกแขนยาว โดยปกติจะไม่นิยมใส่เสื้อ <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ซึ่งในปัจจุบันนี้เราหาแทบไม่ได้แล้วสำหรับการแต่งกายแบบนี้ เนื่องจากคนไทยสมัยปัจจุบันนิยมแต่งกายตามแบบนิยม ตามชาวยุโรปซึ่งทำให้กายแต่งกายแบบอดีตเริ่มเลื่อนหายไปมาก</p><p><br/></p><p>น.ส กฤติยาภรณ์ เพิ่มพูล ม4/4 เลขที่33</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291804831/0ed7041cd7a0a022a41c859f211aed00/IMG_4607.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:39:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854390366</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาษาไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854391112</link>
         <description><![CDATA[<p>ภาษาไทยมีวิวัฒนาการและเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรับเอาภาษาและวัฒนธรรม ของชาติอื่นมาใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารกัน เช่น -<strong>รับคำาบาลีมาจากพุทธศาสนา และคำาสันสกฤตจากวรรณคดีอินเดีย -รับอิทธิพลจากเขมรในการนำาคำามาใช้เป็นราชาศัพท์</strong></p><p><br></p><p><strong>น.ส นภัสธิดา มะยม เลขที่38 4/4</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291806667/8d345903927d16a9b0eb9a31e596a61a/image.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:40:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854391112</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวศิริวิภา เหมือนไธสง เลขที่41 ม.4/4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854391397</link>
         <description><![CDATA[<p>คนไทยเรายอมรับกันแล้วว่าการไหว้เป็น “อัตลักษณ์หรือเอกลักษณ์ในวิถีไทย” แต่หากสืบค้นขึ้นไปถึงที่มาของการไหว้เราจะพบว่า ประเทศไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชีย เช่น ศรีลังกา เขมร พม่า ลาว ล้วนได้รับวัฒนธรรมการไหว้มาจากอินเดียประมาณพุทธศักราช 300 ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระภิกษุมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ</p><p>การไหว้นับเป็นกิริยาท่าทางที่แสดงการยอมรับ การเคารพยกย่อง การนอบน้อมถ่อมตน การขอบคุณ และการขออภัย&nbsp; ซึ่งตรงกับลักษณะนิสัยอันสุภาพเรียบร้อยของคนไทยที่มีมาตั้งแต่ครั้งโบราณ&nbsp; ดังนั้นการไหว้จึงเป็นมารยาทและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของไทยที่ชาติต่าง ๆ ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงศิลปวัฒนธรรมของประเทศหรือการประกวดนางงามในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลกหรือระดับจักรวาล สุภาพสตรีไทยมักจะได้คะแนนนิยมจากการไหว้อันอ่อนโยนและงดงามคู่กับ “ยิ้มสยาม” อยู่เสมอ</p><p>ผู้เขียนอยากให้การกราบไหว้หรือโดยเฉพาะ “การไหว้” ของคนไทยเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องและชื่นชมของคนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติหรือคนไทยด้วยกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะการไหว้นั้นคือสื่อที่แสดงถึงหรือแทนความรู้สึกหลายต่อหลายประการ.</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291807366/3f88f9d8c19cb0ce853dde3f2445918c/IMG_5144.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:41:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854391397</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีแห่นางแมว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854392952</link>
         <description><![CDATA[<p>เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม การทำเลือกสวนนาไร่จำเป็นต้องอาศัยน้ำจำนวนมาก ดังนั้นหากวันหนึ่งฝนที่เคยตกต้องตามฤดูกาลไม่ตกเช่นเคยย่อมสร้างความเดือนร้อนให้กับชาวนาชาวไร่ทั่วไป เพราะฉะนั้นเพื่อให้ฝนตกลงมาจะได้มีน้ำเพียงพอในการทำการเกษตรกรรมจึงต้องทำพิธี “แห่นางแมว” ขึ้น</p><p>สำหรับความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีแห่นางแมวนั้น คนไทยมีความเชื่อว่าฝนตกลงมาเพราะเทวดา เมื่อฝนไม่ตกจึงต้องทำพิธีขอฝนกับเทวดา แต่บางความเชื่อกล่าวว่าเมื่อแผ่นดินแห้งแล้ง สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ มีควันและละอองเขม่าควันจะต้องขอน้ำจากเทวดามาช่วยล้างเพราะน้ำฝนเป็นน้ำของเทวดา เนื่องจาก<strong> เทโว </strong>แปลว่า<strong> ฝน</strong> นั่นเอง</p><p>ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับแมวนั้น คนไทยเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์ที่มีอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อนำมาทำพิธีแล้วจะช่วยเรียกฝนให้ตกลงมาได้เพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล หรือถ้าเป็นความเชื่อของชาวอีสานจะมีความเชื่อว่าเมื่อฝนไม่ตกให้ใช้สัตว์ที่มีสีเดียวกับเมฆเรียกฝน จะทำให้ฝนตกลงมาได้เช่นกันและสัตว์ประเภทเดียวที่มีสีเมฆคือ<strong>แมวสีสวาท</strong></p><p><strong>น.ส.ปภาวรินท์ ปุริโส ม.4/4 เลขที่17</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2238516879/fc628a8ca1ad5703b741f78bcab999f0/D26C81EF_9483_4F4E_93CA_0400A776F03E.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:42:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854392952</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีรับบัว หรือโยนบัว เป็นประเพณีเก่าแก่ ที่สืบทอดกันมานานโดยที่ในปีนี้มีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่าหากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวัง สำหรับงานประเพณีรับบัว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393380</link>
         <description><![CDATA[<p>นางสาว จิราพัชร กลิ่นทอง ม.4/4 เลขที่35</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291809159/83b1c015ac00f7a88f7084354d939ab8/1000009934.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:42:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393380</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฟ้อนภูไท</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393502</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม&nbsp;ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น<br>นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร <br>ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ&nbsp;จนกลายเป็นท่า <br>ฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน</p><p>น.ส.กัญญาลักษณ์ ภูมิสาขา เลขที่ 34 ม.4/4</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041439/723ccfe43f3e14f9d3f5b3d01ee06b2e/IMG_8985.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:42:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีวันสงกรานต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393629</link>
         <description><![CDATA[<p>วันสงกรานต์ หรือ วันมหาสงกรานต์ เป็นวันที่ได้รับอิทธิพลมาจากเทศกาลโฮลีของประเทศอินเดีย แต่วันสงกรานต์ของไทยเปลี่ยนจากการสาดสี เป็นการสาดน้ำใส่กัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน และในอีกแง่หนึ่งยังมีความเชื่อว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป ทำให้นิยมเล่นสาดน้ำ และประแป้งกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะไม่ถือโทษโกรธกัน</p><p>คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “การเคลื่อนย้าย” โดยเชื่อว่าในวันสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาการเคลื่อนย้ายของจักรราศี อีกนัยหนึ่งก็คือการเคลื่อนสู่ปีใหม่ ทำให้คนไทยยึดถือวันสงกรานต์เป็น “วันขึ้นปีใหม่ไทย” มาตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่ง พ.ศ. 2483 ก่อนจะปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามแบบแผนสากลนิยม ซึ่งก็คือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี ทั้งนี้ การละเล่นสงกรานต์ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว รวมถึงบางพื้นที่ของเวียดนาม จีน ศรีลังกา และอินเดีย</p><p>ในวันสงกรานต์มักมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงถึง “ตำนานนางสงกรานต์” โดยอ้างอิงตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ตำนานเล่าว่า มีเศรษฐีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง ไม่มีบุตร จึงไปบวงสรวงขอบุตรกับพระอาทิตย์ และพระจันทร์ แต่รอหลายปีก็ไม่มีบุตรสักที จนกระทั่งถึงฤดูร้อนปีหนึ่ง เศรษฐีได้นำข้าวสารซาวน้ำ 7 สี หุงบูชารุกขพระไทร พร้อมเครื่องถวาย และการประโคมดนตรี โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร พระไทรได้ฟังก็เห็นใจ จึงไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้เศรษฐี ต่อมาเศรษฐีได้บุตรชาย และตั้งชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร”</p><p>ธรรมบาลกุมารเป็นคนฉลาดหลักแหลม จนมีชื่อเสียงร่ำลือไปไกล ทำให้ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาท้าทายปัญญา โดยได้ถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร ให้เวลา 7 วัน หากฝ่ายใดแพ้จะต้องตัดศีรษะบูชา ท้ายที่สุดธรรมบาลกุมารสามารถตอบปัญหาได้ ท้าวกบิลพรหมจึงต้องเป็นฝ่ายตัดศีรษะ แต่หากศีรษะนี้ตกลงพื้นโลก จะเกิดเพลิงไหม้โลก</p><p>ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้บาทบาจาริกาของพระอินทร์ทั้ง 7 นาง สลับหน้าที่หมุนเวียนทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียร หรือศีรษะของตนแห่รอบเขาพระสุเมรุ ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งตรงกับช่วงมหาสงกรานต์ โดยนางสงกรานต์ทั้ง 7 มีชื่อ ดังนี้</p><p>1. นางทุงษะเทวี</p><p>2. นางรากษเทวี</p><p>3. นางโคราคเทวี</p><p>4. นางกิริณีเทวี</p><p>5. นางมณฑาเทวี</p><p>6. นางกิมิทาเทวี</p><p>7. นางมโหธรเทวี</p><p>คติความเชื่อ และเรื่องราวประวัติวันสงกรานต์ จึงเชื่อมโยงกับโหราศาสตร์การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษในช่วงวันมหาสงกรานต์ โดยในแต่ละปีก็จะมีชื่อนางสงกรานต์ทั้ง 7 สลับหมุนเวียนกันนั่นเอง</p><p>น.ส.สุพรรษา ขาวฤกษ์ ม.4/4 เลขที่ 42</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291807534/25a97ff5a61c8d18f38229918db9e006/IMG_0624.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:43:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393629</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัฒนธรรมการทานอาหารของชาวไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393753</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>วัฒนธรรมการทานอาหารของชาวไทย&nbsp;</strong></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ครอบครัวคนไทยสมัยก่อนจะนั่งรับประทานอาหารกับพื้น โดยใช้ผ้าสะอาดหรือเสื่อปูลาดบนพื้นบ้าน นั่งล้อมวงกัน ตักข้าวจากโถใส่จาน อาหารจัดมาเป็นสำรับ และวางสำรับไว้ตรงกลางวง มีช้อนกลางสำหรับตักกับข้าวใส่จานของตนเอง และทานอาหารด้วยมือ หรือที่เรียกว่า “เปิบ” บางบ้านจะมีขันตักน้ำและกระโถนเตรียมไว้เพื่อรองน้ำล้างมือด้วย&nbsp;</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้ติดต่อกับประเทศทางซีกโลกตะวันตกมากยิ่งขึ้นวัฒนธรรมตะวันตกได้แพร่เข้ามาทำให้วิธีรับประทานอาหารของคนไทยเปลี่ยนไป โดยดัดแปลงให้เหมาะสมกับอาหารไทย เช่น ใช้ช้อนส้อม การนั่งรับประทานอาหารกับพื้นก็เลิกไป และเปลี่ยนมาเป็นนั่งรับประทานอาหารกับโต๊ะแทน แต่ยังคงวางอาหารทุกอย่างไว้กลางโต๊ะ และมีช้อนกลางสำหรับตักอาหารและมีถ้วยเล็กๆ สำหรับผู้ร่วมวงแต่ละคน เพื่อใส่กับข้าวที่แบ่งจากกลางวง&nbsp;</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อีกทั้งคนไทยสมัยก่อนรู้จักนำพืชผักสมุนไพรที่หาได้ง่ายมาปรุงแต่งเป็นเมนูอาหารรับประทานภายในครอบครัว ส่งผลให้วิถีการใช้ชีวิตของคนไทยสอดคล้องกับวิถีความเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ซึ่งคนในสมัยก่อนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย เพราะรู้จักนำสมุนไพรในท้องถิ่น ที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคและใช้บำรุงร่างกายมาปรุงอาหารอีกด้วย&nbsp;</p><p><br></p><p>นายสุรเกียรติ ทองเงิน มี.4/4 เลขที่4 </p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041379/d0a369e7b4bfbe0ec97543796cdb83ae/IMG_3294.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:43:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393753</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จิราภา คำเสน เลขที่ 36 ม.4/4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393916</link>
         <description><![CDATA[<p>วัน<strong>ลอยกระทง</strong> เป็นเทศกาลของกลุ่มชาติพันธุ์ไทตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย <strong>ประเพณี</strong>นี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคาซึ่งเป็นเทวดาในคติฮินดู แต่เทศกาลนี้มีร่องรอยหลักฐานย้อนไปถึงจีนและอินเดียโบราณ</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291814002/ef9f20f1d4f673bb30a138c198eaa8f9/IMG_5135.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:43:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854393916</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การแต่งงาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854394109</link>
         <description><![CDATA[<p>การแต่งงาน เป็นพิธีการซึ่งบุคคลสองคนรวมเข้ากันในการสมรสหรือสถาบันที่คล้ายกัน ประเพณีและจารีตประเพณีแตกต่างกันมากตามวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา ประเทศ และชนชั้นทางสังคม พิธีการแต่งงานส่วนมากเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนคำสาบานแต่งงานโดยคู่สมรส การมอบของขวัญ (ของถวาย แหวนหมั้น แหวนแต่งงาน สิ่งที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ ดอกไม้ เงิน) และการประกาศการแต่งงานสาธารณะโดยผู้มีอำนาจหรือผู้นำ คู่สมรสมักสวมชุดแต่งงานพิเศษ และมักตามด้วยงานเลี้ยงแต่งงาน (wedding reception)</p><p><br/></p><p>ในการแต่งงานของไทยโดยทั่วไป จะมีลำดับ 4 ขั้นตอนดังนี้</p><p>การสู่ขอ – ฝ่ายชายก็จะให้ญาติผู้ใหญ่ที่ตนให้ความเคารพ ไปสู่ขอผู้หญิงกับพ่อแม่ของฝ่ายหญิง</p><p>การหมั้น – หลังจากที่มีการสู่ขอแล้ว ขั้นต่อไป ฝ่ายชายก็จะจัดขบวนขันหมากไปที่บ้านของฝ่ายหญิง</p><p>พิธีแต่งงาน – ตอนเช้าจะทำบุญตักบาตรเลี้ยงพระ รดน้ำสังข์เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ ที่นับถือได้เป็นสักขีพยานในการแต่งงาน จากนั้นก็มักจะมีการกินเลี้ยงกัน</p><p>ชุดวิวาห์ - ชุดที่ใส่ในพิธีแต่งงานโดยชุดดังกล่าวนั้นจะสวมใส่เฉพาะฝ่ายหญิงหรือสตรีผู้เป็นเจ้าสาวเรียกว่าชุดวิวาห์ ซึ่งมีหลากหลายสีตามชนชาติ และวัฒนธรรมของชาตินั้นๆ แต่ส่วนมากจะเป็นสี ขาว ครีม งาช้าง ชมพู แดง ทอง ล้วนแต่เป็นสีที่มงคลที่นำมาสวมใส่ไม่นิยมสวมใส่สีที่ไม่เป็นมงคล เช่น สีดำ สีม่วง</p><p><br/></p><p>การแต่งงานของชาวอินเดีย เจ้าบ่าวชาวอินเดียได้รับการยกย่องว่าเป็นวิษณุ ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับเจ้าสาวผู้ถือว่าเป็นของขวัญล้ำค่าที่เทพเจ้าสมควรได้รับ ส่วนเจ้าสาวชาวอินเดียเปรียบดั่งเทพธิดาลักษมี รูปแบบชุดแต่งงานและเครื่องประดับจึงเหมือนเทพธิดา ส่วนใหญ่นิยมสวมส่าหรี และเครื่องประดับ อันได้แก่ สร้อยคอ กำไล แหวน แหวนจมูก กำไลข้อเท้า และแหวนนิ้วเท้า ส่วนเจ้าบ่าวมักสวมชุดแบบโบราณ โดยเฉพาะทางตอนใต้ของอินเดียเจ้าบ่าวมีผ้าโพกศีรษะ ประดับดอกไม้ เพื่อปกป้องเจ้าบ่าวจากสิ่งเลวร้าย พิธีสำคัญ คือ เมเฮนดี พิธีเพนต์ตามร่างกายว่าที่เจ้าสาว จากความเชื่อว่าสีน้ำตาลแดงที่เพนต์ เป็นตัวแทนความมั่งคั่งร่ำรวย ที่เจ้าสาวจะนำมาสู่ครอบครัวฝ่ายชาย</p><p><br/></p><p>น.ส.วนัสนันท์ หวังเจริญ ม.4/4 เลขที่11</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291807397/34a922ccef9c5b36aad3e2e26e58dbdc/Wed_Prem_Cock_Post_Office_Am_9_19_59_79.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:43:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854394109</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บุญบั้งไฟฟ🔥🧨</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854394400</link>
         <description><![CDATA[<p><strong><mark>ประเพณี บุญบั้งไฟ</mark></strong> เป็นประเพณีสำคัญของภาคอีสานบ้านเราที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณค่ะ ถือเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสานที่ทำกันในเดือน 6 ช่วงเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูทำนา จะมีการจุดบั้งไฟเพื่อบูชาเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า <strong>พญาแถน</strong>&nbsp;หรือ<strong> เทพวัสสกาลเทพบุตร</strong> ซึ่ง มีความเชื่อว่า พระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล&nbsp;และทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์นั่นเองค่ะจัดขึ้นเพื่อ<strong>เป็นการขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนามีน้ำทำนา ทำให้ผลผลิตดี บุญบั้งไฟ</strong> นิยมทำกัน<strong>ใน</strong>เดือนหก ถือเป็นประเพณีสำคัญ<strong>ที่</strong>จะขาดไม่ได้ เพราะตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงาน<strong>บุญบั้งไฟ</strong> ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล <strong>เกิด</strong>ความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำทำนา แต่ถ้าปีใดจัดงานประเพณี<strong>บุญบั้งไฟ</strong> ฟ้าฝนก็จะตกต้องตามฤดูกาล <strong>เกิด</strong>ความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัย</p>]]></description>
         <enclosure url="https://static.thairath.co.th/media/dFQROr7oWzulq5Fa5BEav0Gl5CtXJk7iXpyLOWtk1CTMwilvLlFbJ0gZDKkrvmFSaeL.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:43:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854394400</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โขน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854396336</link>
         <description><![CDATA[<p>โขน” เป็นมหรสพชั้นสูงที่ใช้แสดงในงานสำคัญๆมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเช่นเดียวกับหนังใหญ่เชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่โบราณประมาณก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 โดยสันนิษฐานว่า “โขน” ได้พัฒนามาจากการแสดง 3 ประเภท คือ หนังใหญ่ กระบี่กระบอง ชักนาคดึกดำบรรพ์ โขนนั้นมาจากากรแสดงหลายประเภท ซึ่งเป็นทั้งการแสดงของไทย และของวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่งหลอมเป็นนาฏกรรม ที่ยิ่งใหญ่</p><p><br/></p><p><br/></p><p>#น.ส.พัชราภา เขียวโสภา ม.4/4 เลขที่8</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291804568/d098d06e6c17819720c7e6c89f55e217/3a23b6fb60d6d120b4f0fe0b6d1021e5.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:46:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854396336</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีตักบาตรดอกไม้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854397115</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นประเพณีของชาวพุทธโดยมีความเชื่อเรื่องของการทำบุญ พบบางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น เป็นประเพณีประจำปีของจังหวัดสระบุรีโดยจัดที่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานครและวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามวรวิหาร.</p><p>ความสำคัญ เจตนาเดิมของชาวบ้านที่ทำประเพณีนี้เพราะต้องการให้พระที่กำลังเดินขึ้นไปที่พระอุโบสถ เพื่ออธิษฐานเข้าพรรษาได้มีดอกไม้บูชาพระ ชาวบ้านเองก็พลอยเป็นผู้ได้บุญไปด้วย.</p><p><br/></p><p>น.ส.พิราวรรณ มุขขันธ์ ม.4/4 เลขที่31 </p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1444709161/f114deadd6bb26621a5e5e02a19be710/740d1df.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:47:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854397115</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เเห่เทียนพรรษา</title>
         <author>sukhhimnwratn</author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854397905</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีแห่เทียนพรรษานั้น เนื่องจากสมัยก่อนพระภิกษุสงฆ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านจึงหล่อเทียนต้นใหญ่ขึ้น เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์จุดให้แสงสว่างในการปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ เป็นพุทธบูชาตลอดเวลา 3 เดือน การนำเทียนไปถวายชาวบ้านมักจัดขบวนแห่กันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานและปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็นประเพณี</p><p><br/></p><p>ประเพณีแห่เทียนพรรษา อุบลราชธานี ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของภาคอีสาน โดยแต่ละวัด จะมีช่างมาแกะสลักเทียนพรรษาเป็นรูปลวดลายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและข้อคิดทางธรรมะ จากนั้นจึงส่งขบวนต้นเทียนที่แกะสลักเข้าประกวด ซึ่งแบ่งต้นเทียนเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก</p><p><br/></p><p>น.ส นวรัตน์ สุขใหม่ ม.4/4 เลขที่ 28</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1444783300/f21c6db250328cdd0be754272e347604/tlbm6o.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:48:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854397905</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีผีตาโขน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398373</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีผีตาโขนคืออะไร?</p><p>มีความเชื่อว่า ประเพณีผีตาโขน <strong>เป็นการละเล่นเพื่อบวงสรวงบูชาดวงวิญญาณบรรพชนที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้านเมือง ดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ หรือความหายนะก็ได้</strong> ดังนั้นเพื่อให้ดวงวิญญาณบรรพชนพอใจ ชาวบ้านจึงจัดให้มีการละเล่นผีตาโขนขึ้น</p><p>ปัจจัยที่ทำให้เกิดประเพณีผีตาโขน</p><p>กล่าวกันว่า การแห่<strong>ผีตาโขนเกิด</strong>ขึ้นเมื่อครั้ง<strong>ที่</strong>พระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมือง บรรดา <strong>ผี</strong>ป่าหลายตน และสัตว์นานาชนิดอาลัยรักจึงพาแห่แหนแฝงตัวแฝงตน มากับชาวบ้านเพื่อมาส่งทั้งสอง พระองค์ กลับ เมือง "<strong>ผี</strong>ตามคน" หรือ "<strong>ผีตา</strong>ขน" จนกลายมาเป็น "<strong>ผีตาโขน</strong>" อย่างในปัจจุบัน </p><p>อิทธิพลที่ส่งที่ส่งผลให้เกิด </p><p>ร<strong>เป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลมาจาก มหาเวสสันดรชาดก</strong>เพื่อ เป็นการขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่ว่ากันว่าจะปรากฏตัวในช่วงออกพรรษา ชาวบ้านเชื่อว่าวิญญาณเหล่านี้นำความโชคร้ายและความเจ็บป่วยมาสู่ชุมชน จึงทำหน้ากากผีตาโขนมาใส่จึงเกิดเป็นประเพณีขึ้นมา</p><p><br/></p><p>นาย ศิริศักดิ์ มณีวงศ์ ม.4/4 เลขที่ 7</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291808282/a52fde4791948a9be6eff9931c605c5b/11EC47C3_F2AE_4085_96E3_413FE2436BA8.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:48:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398373</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีแห่เทียนพรรษา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398758</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>เป็นถวายพระภิกษุสงฆ์ เพื่อให้ท่านได้มีแสงสว่างในการปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ เป็นพุทธบูชาตลอดเวลา 3 เดือน</strong>แล้วนั้น ยังมีความเชื่ออีกว่าการถวายเทียนจะช่วยให้ตัวเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจแสงสว่างของดวงเทียนได้อีกด้วย</p><p><br/></p><p>ปัจจัย เนื่องจากสมัยก่อนพระภิกษุสงฆ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านจึงหล่อ<strong>เทียน</strong>ต้นใหญ่ขึ้น เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์จุดให้แสงสว่างในการปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ เป็นพุทธบูชาตลอดเวลา 3 เดือน การนำ<strong>เทียน</strong>ไปถวายชาวบ้านมักจัดขบวน<strong>แห่</strong>กันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานและปฏิบัติสืบทอดกันมาจนกลายเป็น<strong>ประเพณี</strong></p><p>น.ส.ภัทรวดี นาถาพันธ์ 4/4 เลขที่22</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291804837/0103586597ea3e57772388efb3b24c6d/IMG_6311.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:49:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398758</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การไหว้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398985</link>
         <description><![CDATA[<p>การไหว้ เป็นการทักทายของชาวไทย เพื่อแสดงความเคารพหรือสักการะด้วยการพนมมือเช่นเดียวกับการทำ อัญชลีมุทรา ของวัฒนธรรมอินเดีย ถือเป็นการให้เกียรติและแสดงถึงความมีสัมมาคารวะแก่กันและกัน นอกจากนี้ยังแสดงถึงการขอบคุณ การขอโทษ การยกย่อง หรืออื่น ๆ ตามแต่โอกาส การไหว้จะใช้สองมือขึ้นประนมเหมือนดอกบัวตูมไว้ระหว่างอก นิ้วแนบชิดสนิทกัน ศอกสองข้างแนบชิดลำตัว และยกขึ้นไหว้ในระดับต่าง ๆ โดยใช้มือกับใบหน้าเป็นตัวแบ่งระดับการไหว้ยังคงเป็นธรรมเนียมที่สืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน กลายเป็นมารยาทพื้นฐานของชาวไทย สำหรับการทักทาย การขอบคุณบางครั้งการไหว้ขอโทษก็ทำเพื่อให้ตนพ้นจากความผิด น.ส.วรณัน คุ้มกัน ม.4/4เลขที่12</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291807454/163673aeddb0ef13b98f530c2e5e6338/inbound8125868574128969603.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:49:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854398985</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัฒนธรรมด้านที่อยู่อาศัย(ภาคกลาง)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854401747</link>
         <description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ภาคกลาง&nbsp;ชุมชนบ้านเรือนในแถบภาคกลางเป็นสังคม เกษตรกรรม แถบพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ&nbsp;ชาวบ้านในภาคกลางจึงผูกพัน และใช้ประโยชน์ต่างๆจากแม่น้ำ เนื่องจากภาคกลางมีภูมิอากาศที่ร้อนอบอ้าวเกือบจะร้อนตลอดทั้งปี คนจึงนิยมปลูกบ้านริมน้ำ ตัวบ้านสร้างขึ้นด้วยไม้เป็นเรือนชั้นเดียวแบบ เรียบง่าย มีการออกแบบให้ป้องกันความอบอ้าวของอากาศฝนและแสงแดด</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรือนไทยภาคกลาง เป็นเรือนไทยประเภทที่นิยมที่สุด มีลักษณะเป็นเรือนยกพื้น ใต้ถุนสูง สูงจากพื้นดินเสมอศีรษะคนยืน รูปทรงล้มสอบ หลังคา ทรงสูงชายคายื่นยาว เพื่อกันฝนสาด แดดส่อง นิยมวางเรือนไปตามสภาพแวดล้อมทิศทางลมตามความเหมาะสม ถือเป็นแบบฉบับของเรือนไทยเดิมที่เราคุ้นเคยกันดี ในรูปแบบ เรือนถือเป็น เรือนไทยแท้ เรือนไทยฝาปะกน คือเรือนที่ฝาทำจากไม้สัก มีไม้ลูกตั้งและลูกนอน และมีแผ่นไม้บางเข้าลิ้นประกบกัน สนิท หน้าจั่วก็ทำด้วยวิธีเดียวกัน เราจะพบเห็นเรือนไทยภาคกลาง รูปแบบต่าง ๆ อาทิ เรือนเดี่ยว</p><p> เรือนหมู่ เรือนหมู่คหบดี และ เรือนแพ</p><p><br/></p><p>นายเขมฤทธิ์ อิทธิสัน ม.4/4 เลขที่3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041379/4574d12cfa4f39ced6aa96195d7c2c20/IMG_3298.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:52:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854401747</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีชักพระ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854402387</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ประเพณี</strong>ลากพระทางภาคกลางเรียก<strong>ประเพณีชักพระ</strong>”เป็น<strong>ประเพณี</strong>ที่เกิดขึ้นในเทศกาลออกพรรษา ภาคใต้นั้นมีแม่น้ำลำคลองมากและอยู่ใกล้ทะเล วิถีชีวิตของชาวบ้านจึงต้องเกี่ยวกับการใช้เรือ เพื่อการคมนาคม เมื่อถึงเทศกาลออกพรรษาเผอิญมีเรื่องในพุทธประวัติมาเกี่ยวข้อง จึงเป็นเหตุให้เกิด<strong>ประเพณี</strong>ลากพระขึ้นซึ่งมีทั้ง ลากพระน้ำ และลากพระบก</p><p>   </p><p>น.ส.พิมลวรรณ หิรันรัตน์  ม.4/4 เลขที่30</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291804871/224694ec6188dbe3488f13526a944b30/e0b89be0b8a3e0b8b0e0b980e0b89ee0b893e0b8b5e0b88ae0b8b1e0b881e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b888e0b8b1e0b887e0b8abe0b8a7e0b8b1e0b894e0b8aae0b8b81.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:53:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854402387</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัดสุทัศนเทพวราราม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854403739</link>
         <description><![CDATA[<p>วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสวย กรุงเทพ</p><p>ชมสถาปัตยกรรม ต้นกรุงรัตนโกสินทร์</p><p> </p><p><br></p><p>     วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร หรือที่คนนิยมเรียกว่า วัดสุทัศน์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ตั้งอยู่ในเขตพระนครชั้นใน แขวงเสาชิงช้า โดยมี เสาชิงช้า ตั้งโดดเด่นอยู่ทางด้านหน้าของวัด เป็นจุดเด่นที่ไม่ว่าใครที่นึกถึงวัดสุทัศน์ ก็ต้องนึกถึงเสาชิงช้าด้วยเช่นกัน</p><p>ประวัติ วัดสุทัศนเทพวราราม</p><p> วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. 2350-2351 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” ต่อมาได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานของ พระศรีศากยมุนี หรือ พระโต พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์พระร่วงของยุคสุโขทัยที่อันเชิญมาจาก พระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ทว่าพระวิหารยังไม่ทันสร้างเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน ผู้คนจึงเรียกวัดแห่งนี้ด้วยนามที่เรียบง่ายว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือ วัดเสาชิงช้า</p><p>หลังสิ้นรัชกาลที่ 1 วัดแห่งนี้ก็ได้มีการสร้างต่อเติมเรื่อยมาจนกระทั่งแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และทรงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ สัตตมหาสถาน และกุฏิสำนักสงฆ์เพื่อประดิษฐานสังฆาราม หลังจากนั้นก็ได้พระราชทานนามให้ใหม่เป็น วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร จนถึงปัจจุบัน</p><p>สถาปัตยกรรม วัดสุทัศนเทพวราราม</p><p> </p><p><br></p><p>     สถาปัตยกรรมของ วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นศิลปะแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บางส่วนมีกลิ่นอายจากศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วยเช่นกัน ประกอบไปด้วย พระวิหาร พระอุโบสถ พระวิหารคต ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาร (แพ ติสฺสเทโว) อดีตสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตโกสินทร์ นอกจากนี้ภายในวัดยังมี ศาลาวิหารทิศ ศาลาลอย และหอระฆังด้วยเช่นกัน</p><p>ปัจจัยในการสร้างสถาปัตยกรรม</p><p><br></p><p>“กลางเมือง” หรือ “ใจกลางเมือง” ของกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ทุกคนคงจะนึกถึงย่านธุรกิจต่าง ๆ ที่มูลค่าของที่ดินนั้นแพงลิบลิ่ว เช่น สามย่าน สาทร สุขุมวิท อโศก หรือสีลม คำว่าใจกลางเมืองของคนในปัจจุบันจึงเป็นภาพของตึกสูงระฟ้า ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับมูลค่าทางเศรษฐกิจของทำเลนั้น ๆ ต่างไปจากใจกลางเมืองของคนในอดีต ที่หมายถึงจุดกึ่งกลางของเมืองจริง ๆ และบริเวณกลางเมืองนั้นมักจะเป็นพื้นที่ที่ผูกโยงอยู่กับคติความเชื่อทางศาสนา</p><p><br></p><p>          เมื่อพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่เรียบร้อย จึงรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นที่จุดกึ่งกลางของเมือง ดังปรากฏในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ที่ระบุไว้ว่า</p><p><br></p><p>          “พระโองการรับสั่งให้สร้างวัดขึ้นกลางพระนคร ให้สูงเท่าวัดพนันเชิง ให้พระพิเรนทรเทพขึ้นไปรับพระใหญ่ ณ เมืองโศกโขไทย ชะลอเลื่อนลงมากรุงประทับท่าสมโภช 7 วัน”</p><p><br></p><p>          วัดดังกล่าวเมื่อแรกสร้างยังไม่มีชื่อ คนธรรมดาทั่วไปก็เรียกกันว่า “วัดพระโต” และเรียกว่า “วัดพระใหญ่” เพราะเป็นวัดที่สร้างเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งเชิญลงมาจากกรุงสุโขทัย บ้างก็เรียกว่า “วัดเสาชิงช้า” เพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นใกล้กับเสาชิงช้า และเทวสถานของพราหมณ์ ต่อมารัชกาลที่ 1 ก็ได้พระราชทานนามวัดดังกล่าวว่า “วัดมหาสุทธาวาส” รัชกาลที่ 2 ทรงเปลี่ยนเป็น “วัดสุทัศนเทพธาราม” จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระมหากษัตริย์ก็ได้ทรงเปลี่ยนชื่อวัดแห่งนี้อีกครั้งเป็น “วัดสุทัศนเทพวราราม”</p><p>คำว่า “สุทัศน์” เป็นชื่อเรียกเทพนครของพระอินทร์ ที่ตั้งอยู่บริเวณกระพองกลาง (ปุ่มนูนกลางศีรษะของช้าง) ของช้างเอราวัณ หน้าบันของวิหารวัดสุทัศน์จึงประดับเป็นประติมากรรมรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณนั่นเอง</p><p><br></p><p>          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องวัดสุทัศน์ฯ ที่ปรากฏในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ว่า</p><p><br></p><p>          “วัดสุทัศน์นี้ กำหนดว่าเป็นกึ่งกลางพระนคร จึงตั้งเทวสถานมีเสาชิงช้าลง ณ ที่นั้น ตามประเพณีพระนครโบราณ”</p><p>วัดสุทัศน์ นับว่าเป็นพระอารามหลวงที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงามมาก ด้วยศิลปะแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บางส่วนมีกลิ่นอายศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา อย่างพระวิหาร ได้รับอิทธิพลมาจากพระวิหารวัดมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้อิทธิพลมาจากขอม</p><p>นางสาวพิมคเนตร ลอยร่อน ม.4/4 เลขที่9</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291827134/94a5d61ac4b82a2de4174b1b434b8469/inbound5377091951486808934.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:55:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854403739</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีวันลอยกระทง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854404969</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีลอยกระทงเป็นการขอขมาสเดาะเคราห์พระแม่คงคาซึ่งเป็นเทวดาในคติฮินดู</p><p>ปัจจัย<strong>สาเหตุ</strong>ที่มี<strong>ประเพณีลอยกระทง</strong>ขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่ เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็น<strong>สาเหตุ</strong>ให้แหล่งน้ำไม่สะอาดและได้รับอิทธิพลมาจากประเทศ“อินเดีย”ซึ่งในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม <strong>เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง&nbsp;<br>1</strong>เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด&nbsp;</p><p>2เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์&nbsp;</p><p>เป็นต้น   น.ส.ปานตะวัน มลามาตย์ ม4/4เลขที่21</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1450591693/ea49030bdfeb079831b1c5419de2e582/IMG_1945.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:56:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854404969</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัฒนธรรมทางจิตใจ:ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854405102</link>
         <description><![CDATA[<p>ช่วงเทศกาลสารทไทยชาวเมืองเพชรบูรณ์จะร่วมกันอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ไปทำพิธีอุ้มพระดำน้ำในแม่น้ำป่าสัก โดยเชื่อว่าจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารมีความอุดมสมบูรณ์</p><p>ปัจจัย: เกิดขึ้นจากการที่อัญเชิญพระพุทธรูปที่อยู่ในแม่น้ำปีถัดมาพระพุทธรูปได้หายไปชาวบ้านจึงได้อัญเชิญขึ้นมาอีกครั้งและถือเป็นพระเพณีที่ต้องเชิญพระพุทธรูปทุกๆปี</p><p>น.ส.พิมนิภา เหมวัฒนโยธิน</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291807166/185e78726b7300db4c12b8133782a29b/1664868800_cover.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:57:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854405102</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การแสดงโขน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854407004</link>
         <description><![CDATA[<p>โขนถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมร่วมกันในอาเซียนที่ปรากฏในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรับเอาวัฒนธรรมมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งดัดแปลงจากวรรณกรรมเรื่องรามายณะและมีการพัฒนารูปแบบของการแสดงโขนในแบบฉบับของตนเองจนเป็นเอกลักษณ์เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละครเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อลังการและอ่อนช้อย การแสดงประเภทหนึ่งที่ใช้ท่ารำตามแบบละคร</p><p>น.ส.ชนิดา กมลภา ม.4/4 เลขที่14</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291818706/8cf0e4253adf91c0619c7153d60daf52/inbound8818611821439054490.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 07:59:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854407004</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854413557</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ หมายถึง <strong>การนำผ้าผืนยาวขึ้นไปห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งเรียกว่า “พระบฏ” ในวันสำคัญทางศาสนา</strong> ซึ่งชาวนครมักร่วมมือร่วมใจกันบริจาคเงินตามกำลังศรัทธา เพื่อนำไปซื้อผ้าแล้วมาเย็บต่อๆ กัน ความยาวนับพันหลา แล้วจัดเป็นขบวนแห่ผ้าขึ้นห่มพระบรมธาตุเจดีย์การแห่ผ้าขึ้นธาตุของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นประเพณีหนึ่งในประเพณีที่สำคัญ ที่มีการสืบสานและอนุรักษ์กันมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานในสมัยก่อนเรียกันว่า "แห่พระบฏขึ้นธาตุ" ประเพณีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุเป็นประเพณีที่มีคติความเชื่อมแต่ครั้งโบราณที่ว่า ....“หากจะทำบุญหรือกราบไหว้บูชาให้ได้กุศลจริง ๆ จะต้องปฏิบัติหน้าพระพักตร์หรือใกล้ชิดพระพุทธองค์ให้มากที่สุด แต่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว การได้ทำบุญกราบไหว้พระพุทธรูป พระเจดีย์ ยิ่งเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ก็เสมือนว่าได้ทำบุญหรือกราบไหว้บูชา</p><p>ตำนาน<strong>ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุ</strong>พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ทรงพิจารณาเห็นว่าควรนำไปห่มพระบรมธาตุเจดีย์ <strong>ใน</strong>คราวเดียวกับการสมโภชพระบรม<strong>ธาตุ</strong> ซึ่งเจ้าของพระบฎ<strong>ที่</strong>รอดชีวิตก็ยินดีด้วย จึงโปรดให้ชาวเมืองนคร จัดเครื่องประโคมแห่แหนผ้าห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ และกลายเป็น<strong>ประเพณีที่</strong>ได้ปฏิบัติสืบ<strong>มา</strong>จนถึงปัจจุบัน<br>น.ส.ณัฐวรา ทรงความเจริญ ม.4/4 เลขที่16</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291804913/f834290214620d59b5467aa6ee48469a/IMG_5500.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 08:07:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854413557</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วันลอยกระทง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854413684</link>
         <description><![CDATA[<p>เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่ เพื่อแสดงความสำนึก<strong>ถึง</strong>บุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด</p><p>น.ส.พรทิพย์ ศรีบุญ ม.4/4 เลขที่15</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2291809371/b3757d3e93d3683481bddcfb0ed9f4c3/848AF2CB_690B_4585_904B_14E5787200E6.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 08:07:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854413684</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วัดร่องขุ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854617916</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>วัดร่องขุ่น</strong> (Wat Rong Khun) &nbsp;เป็นวัดพุทธชื่อดัง ประจำจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างขึ้นโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งเป็นจิตรกรไทยชื่อดัง เมื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย</p><p>จุดเด่นของ<strong>วัดร่องขุ่น</strong>คือ พระอุโบสถที่ตกแต่งด้วยสี<strong>วัดร่องขุ่น</strong> (Wat Rong Khun) &nbsp;เป็นวัดพุทธชื่อดัง ประจำจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างขึ้นโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ซึ่งเป็นจิตรกรไทยชื่อดัง เมื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย</p><p>จุดเด่นของ<strong>วัดร่องขุ่น</strong>คือ พระอุโบสถที่ตกแต่งด้วยสีขาวเป็นพื้น ประดับด้วยกระจกแวววาววิจิตรงดงามแปลกตา บนปูนปั้นเป็นลายไทย โดยเฉพาะภาพพระพุทธองค์หลังพระประธานขนาดใหญ่ และด้านเหนืออุโบสถที่ประดับด้วยสัตว์ในเทพนิยาย เป็นรูปกึ่งช้างกึ่งวิหคเชิดงวงชูงา ดูงดงามแปลกตา และภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นฝีมือภาพเขียนของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์เองอีกด้วย</p><p><br></p><p>นางสาวจิรชยา ยอดศรีทองคำ ม.4/4เลขที่20</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731142508/ac6f822c6ef6dfc7c5b5bc5e885553eb/IMG_4665.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 11:58:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854617916</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีแห่นางเเมว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854625672</link>
         <description><![CDATA[<p>นางสาวปิยะฉัตร โพยนอก เลขที่32 4/4</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2292106364/16d6df7700a37fe1bb5cc211599613e3/IMG_0825.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 12:08:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854625672</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854654670</link>
         <description><![CDATA[<p>วันลอยกระทง เป็นเทศกาลของกลุ่มชาติพันธุ์ไทตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคาซึ่งเป็นเทวดาในคติฮินดู แต่เทศกาลนี้มีร่องรอยหลักฐานย้อนไปถึงจีนและอินเดียโบราณ การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา    น.ส.พรนภัส โกศลเวท 4/4 เลขที่27</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1591509046/07d7bf0fefd1ff6512955ad093f235ac/3802229C_C3BA_4DF0_AF06_B351874140A6.png" />
         <pubDate>2024-01-19 12:43:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854654670</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854658283</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ</p><p><br/></p><p>เป็นประเพณีที่ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ร่วมมือกันจัดขึ้นในวันแรมสิบห้าค่ำเดือนสิบ ซึ่งประวัติความเป็นมาของประเพณีอุ้มพระดำน้ำก็คือ เมื่อประมาณ 400 ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมีอาชีพหาปลาขาย และได้ไปหาปลาที่แม่น้ำป่าสักเป็นประจำทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า เกิดอะไรขึ้นเพราะวันนั้น ไม่มีใครจับปลาได้สักตัว จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นตรงบริเวณ วังมะขามแฟบ (ไม้ระกำ)</p><p>ซึ่งปกติบริเวณนี้น้ำจะไหลเชี่ยวมาก จู่ ๆ น้ำก็หยุดไหล และมีพรายน้ำผุดขึ้นมาพร้อมกับพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงอัญเชิญพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว ขึ้นจากน้ำและนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดไตรภูมิ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเพชรบูรณ์ จนกระทั่งถึงวันสารทไทยหรือ วันแรม 15 ค่ำเดือนสิบ พระพุทธรูปองค์ดังกล่าว (พระพุทธมหาธรรมราชา) ก็ได้หายไปจากวัด ชาวบ้านจึงช่วยกันตามหาและเจอพระพุทธรูป อยู่บริเวณวังมะขามแฟบ จากนั้นเป็นต้นมา พอถึงวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ ก็จะจัดงานซึ่งเรียกว่า “อุ้มพระดำน้ำ” ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา</p><p> นาย ธนดล แสงเทศ ม.4/4 เลขที่1</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2292139599/a4097d054c95ec12920326dda124498b/images.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 12:47:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854658283</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณียี่เป๊ง</title>
         <author>dtacsilver33</author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854662349</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ เป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนาที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ โดยคำว่า “ยี่” แปลว่า สอง ส่วน เป็ง แปลว่า เพ็ญ หรือ คืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งหมายถึงประเพณีในวันเพ็ญเดือนสองของชาวล้านนา</p><pre><code>ตำนานที่กล่าวถึงที่มาของประเพณียี่เป็งมีอยู่หลายตำนาน เช่น หนังสือตำนานโยนกและจามเทวีวงศ์ กล่าวว่า ประเพณีลอยโขมด หรือลอยไฟ เป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว การลอยโขมด เกิดขึ้นที่อาณาจักรหริภุญไชย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๔๙๐ มีกลุ่มคนมอญหรือเม็งที่อาศัยอยู่ในเมืองหริภุญไชยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคที่เกิดขึ้นในเมืองไปอยู่ที่เมืองสะเทิม ต่อมาเมื่ออหิวาตกโรคในหริภุญชัยได้สงบลงแล้ว จึงเดินทางกลับหริภุญไชย เมื่อถึงวันครบรอบปีที่ได้จากพี่น้องที่เมืองสะเทิม จึงจัดดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะ พร้อมทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค ใส่ลงใน สะเปา ลักษณะคล้ายเรือ หรือใส่ในสะตวงหรือกระทงลอยลงน้ำแม่ปิง น้ำแม่กวง แม่ทา เพื่อส่งความระลึกถึงญาติพี่น้องที่ยังอยู่เมืองหงสาวดี จึงเป็นมูลเหตุของการลอยสะเปาหรือลอยโขมด หรือลอยกระทงนับแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน
นายพันธ์ทิพย์ ทิพย์บุญศรี ม.4/4 เลขที่2</code></pre>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2292146283/be956d3cfabd2e2bda61a2b99789c334/inbound2637205013740850358.jpg" />
         <pubDate>2024-01-19 12:51:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854662349</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีสงกานต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854734920</link>
         <description><![CDATA[<p>วันสงกรานต์ หรือ วันมหาสงกรานต์ เป็นวันที่ได้รับอิทธิพลมาจากเทศกาลโฮลีของประเทศอินเดีย แต่วันสงกรานต์ของไทยเปลี่ยนจากการสาดสี เป็นการสาดน้ำใส่กัน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงเดือนเมษายน และในอีกแง่หนึ่งยังมีความเชื่อว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป ทำให้นิยมเล่นสาดน้ำ และประแป้งกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะไม่ถือโทษโกรธกัน</p><p>คำว่า “สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต ที่มีความหมายว่า “การเคลื่อนย้าย” โดยเชื่อว่าในวันสงกรานต์ เป็นช่วงเวลาการเคลื่อนย้ายของจักรราศี อีกนัยหนึ่งก็คือการเคลื่อนสู่ปีใหม่ ทำให้คนไทยยึดถือวันสงกรานต์เป็น “วันขึ้นปีใหม่ไทย” มาตั้งแต่สมัยโบราณ จนกระทั่ง พ.ศ. 2483 ก่อนจะปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามแบบแผนสากลนิยม ซึ่งก็คือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี</p><p>ทั้งนี้ การละเล่นสงกรานต์ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว รวมถึงบางพื้นที่ของเวียดนาม จีน ศรีลังกา และอินเดีย</p><p>เรื่องเล่า “ตำนานนางสงกรานต์”</p><p>สำหรับประวัติวันสงกรานต์ หรือกำเนิดวันสงกรานต์ มักมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงถึง “ตำนานนางสงกรานต์” โดยอ้างอิงตามจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ตำนานเล่าว่า มีเศรษฐีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง ไม่มีบุตร จึงไปบวงสรวงขอบุตรกับพระอาทิตย์ และพระจันทร์ แต่รอหลายปีก็ไม่มีบุตรสักที จนกระทั่งถึงฤดูร้อนปีหนึ่ง เศรษฐีได้นำข้าวสารซาวน้ำ 7 สี หุงบูชารุกขพระไทร พร้อมเครื่องถวาย และการประโคมดนตรี โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร พระไทรได้ฟังก็เห็นใจ จึงไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้เศรษฐี ต่อมาเศรษฐีได้บุตรชาย และตั้งชื่อว่า “ธรรมบาลกุมาร”</p><p>ธรรมบาลกุมารเป็นคนฉลาดหลักแหลม จนมีชื่อเสียงร่ำลือไปไกล ทำให้ท้าวกบิลพรหม ได้ลงมาท้าทายปัญญา โดยได้ถามปัญหากับธรรมบาลกุมาร ให้เวลา 7 วัน หากฝ่ายใดแพ้จะต้องตัดศีรษะบูชา ท้ายที่สุดธรรมบาลกุมารสามารถตอบปัญหาได้ ท้าวกบิลพรหมจึงต้องเป็นฝ่ายตัดศีรษะ แต่หากศีรษะนี้ตกลงพื้นโลก จะเกิดเพลิงไหม้โลก</p><p>ท้าวกบิลพรหมจึงสั่งให้บาทบาจาริกาของพระอินทร์ทั้ง 7 นาง สลับหน้าที่หมุนเวียนทำหน้าที่อัญเชิญพระเศียร หรือศีรษะของตนแห่รอบเขาพระสุเมรุ ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งตรงกับช่วงมหาสงกรานต์ โดยนางสงกรานต์ทั้ง 7 มีชื่อ ดังนี้</p><p>1. นางทุงษะเทวี<br>2. นางรากษเทวี<br>3. นางโคราคเทวี<br>4. นางกิริณีเทวี<br>5. นางมณฑาเทวี<br>6. นางกิมิทาเทวี<br>7. นางมโหธรเทวี</p><p>คติความเชื่อ และเรื่องราวประวัติวันสงกรานต์ จึงเชื่อมโยงกับโหราศาสตร์การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษในช่วงวันมหาสงกรานต์ โดยในแต่ละปีก็จะมีชื่อนางสงกรานต์ทั้ง 7 สลับหมุนเวียนกันนั่นเอง</p><p>กิจกรรมในวันสงกรานต์ 2566</p><p>กิจกรรมทั่วไปในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ คนไทยนิยมเล่นน้ำ ประแป้ง รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระวันสงกรานต์ ใครที่อยู่ห่างไกลครอบครัว ก็จะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อฉลองวันปีใหม่ไทย รวมถึงกล่าวคำอวยพร “สุขสันต์วันสงกรานต์” และ “สวัสดีวันสงกรานต์” ให้แก่กัน</p><p>นอกจากนี้ แหล่งท่องเที่ยวสำหรับจัดงานเทศกาลสงกรานต์ ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้วันสงกรานต์ของไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก</p><p>สำหรับปีนี้ มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะต้องจัดงานโดยดำเนินมาตรการคุมเข้มทางสาธารณสุข ผู้ร่วมงานต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในงาน รวมถึงใช้เจลล้างมือเพื่อป้องกันเชื้อโรค</p><p>น.ส.ณัฏฐพิชา เเย้มนัดดา เลขที่37 ม.4/4</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063041524/3bb3a0253317249d53ff1cbb0cf82e6e/50BF7B3C_10BE_48DA_B3CE_52BECB0B9A10.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 14:03:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854734920</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณี​ลอยกระทง​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854735271</link>
         <description><![CDATA[<p>วันลอยกระทง เป็นเทศกาลของกลุ่มชาติพันธุ์ไทตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งประเทศไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคาซึ่งเป็นเทวดาในคติฮินดู แต่เทศกาลนี้มีร่องรอยหลักฐานย้อนไปถึงจีนและอินเดียโบราณ การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรด พระพุทธมารดานส.ศิริวร​รณ​ สม​พันธ์​ม.4/4 เลขที่​40</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2292258156/94bda1f6c2581c8d528fbbd5638ffefa/images.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-19 14:04:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2854735271</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณัฐธิดา ใจบุตร ม.4/4 เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2870903070</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีวิ่งควาย</p><p><br/></p><p>เป็นงานประเพณีประจำจังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งในประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชลบุรีที่มีการจัดมากว่า 100 ปีแล้ว ประเพณีวิ่งควาย เป็นประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน11 หรือก่อนออกพรรษา 1 วัน เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากการทำนามายาวนาน นอกจากนี้ประเพณีวิ่งควายยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อควายที่เป็นสัตว์มีบุญคุณต่อชาวนาและคนไทย</p><p><br/></p><p>อีกทั้งยังเพื่อให้ชาวบ้านได้มีโอกาสพักผ่อนมาพบปะสังสรรค์กันในงานวิ่งควาย ก็จะนำผลผลิตของตนบรรทุกเกวียนมาขายให้ชาวบ้านร้านตลาดไปพร้อมๆ กัน ต่างคนก็จูงควายเข้าเที่ยวตลาดจนกลายมาเป็นการแข่งขันวิ่งควายกันขึ้น และจากการที่ชาวไร่ชาวนาต่างก็พากันตกแต่งประดับประดาควายของตนอย่างสวยงามนี่เอง ทำให้เกิดการประกวดประชันความสวยงามของควายกันขึ้น พร้อมๆ ไปกับการแข่งขันวิ่งควาย</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2063047314/215c5788043be0bcca19fb62768c5db8/1706856556878.jpg" />
         <pubDate>2024-02-02 06:50:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/s61131108037/Bookmarks/wish/2870903070</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
