<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>งานสี๒ by นายฉลาด ปิ่นสกุล</title>
      <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e</link>
      <description>จงบอกเทคนิคการพ่นสี</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-02-07 06:24:53 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-02-21 08:49:16 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>นาย ศุภลักษณ์  ประดิษฐทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/229085341</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เทคนิคการพ่นสี</strong><br>ระยะห่างของการพ่นสีมีความสำคัญ โดยทั่วไป ปืนพ่นสีขนาดเล็ก เช่น w-88, w-71 ระยะห่างการพ่นสีประมาณ 15-25 ซม. ส่วนปืนพ่นสีขนาดใหญ่เช่น w-87, w-77, w-89, w-70 หรือ w-90 จะมีระยะพ่นสีประมาณ 20-30 ซม. ซึ่งเมือเราปรับการพ่นของการฟุ้งกระจายของสีได้ตามต้องการแล้วการรักษาระยะพ่นจึงจำเป็นมากหากฝึกฝนบ่อยๆก็จะชำนาญเองครับ<br>ต่ออีกนิดครับ การพ่นชิ้นงานเป็นแผ่น เช่นประตู ควรพ่นขอบตามแนวตั้งก่อน(เช่นขอบประตู) เพื่อป้องกันละอองสีจับเป็นเม็ดหรือเป็นฝุ่นผงหากเราพ่นในแนวนอน(เช่นหน้าบานประตู) และการพ่นขอบควรจะหันหัวลมให้ตั้งฉากกับพื้นเพื่อให้รูปแบบการพ่นเป็นแนวนอนหรือแนวยาวก็จะทำให้ขอบชิ้นงานสีเต็มง่ายและละอองไม่ฟุ้งกระจายมากเกินไป</div><div>การพ่นชิ้นงาน ควรเริ่มกดไกปืนพ่นสีก่อนถึงขอบชิ้นงานประมาณ 4 นิ้ว และเดินปืนให้ขนานและตั้งฉากกับชิ้นงานจนเลยขอบชิ้นงานไปประมาณ 4นิ้วจึงจะปล่อยไกปืนพ่นสี จากนั้นเคลื่อนลงต่ำระยะประมาณ 1/3-1/2 ของความกว้างรูปร่างสี และกดไกปืนให้สุด เดินปืนให้ตั้งฉากกับชิ้นงานแล้วย้อนกลับกลับทางแรกจากขวามือไปซ้ายมือ และให้ความกว้างของรูปร่างสีซ้อนทับกัน 50% ของแต่ละเที่ยว (ปืนพ่นสีต้องตั้งฉากกับชิ้นงานเสมอ) ตำราว่าไว้ มาตรฐานความเร็วในการเคลื่อนที่ปืนพ่นสี คือ 600 มม./วินาที (11.81-23.62 นิ้ว/วินาที)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-07 13:49:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/229085341</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/229114767</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-07 14:41:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/229114767</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จิรายุ จีนหลักร้อย เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230324716</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div><div>และอีกอย่างนึง ผมก็ลองดูกระทู้เก่าๆ กับข้อมูลที่พอจะหาได้มารวบรวมไว้ตรงกระทู้นี้จะได้หาง่ายนิดนึง และเพื่อว่ามือสมัครเล่นท่านใดจะได้ความรู้ไปด้วยและที่สำคัญเผื่อว่ามืออาชีพในที่นี้หลายๆท่านจะได้เพิ่มเติมเสริมความรู้ให้อีกครับ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 04:20:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230324716</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายศักดิ์สิทธิ์ คงแรต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230326516</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 05:07:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230326516</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธีรพงศ์. สระทองแซว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230369841</link>
         <description><![CDATA[<div>  ระยะห่างของการพ่นสีมีความสำคัญ โดยทั่วไป ปืนพ่นสีขนาดเล็ก เช่น w-88, w-71 ระยะห่างการพ่นสีประมาณ 15-25 ซม. ส่วนปืนพ่นสีขนาดใหญ่เช่น w-87, w-77, w-89, w-70 หรือ w-90 จะมีระยะพ่นสีประมาณ 20-30 ซม. ซึ่งเมือเราปรับการพ่นของการฟุ้งกระจายของสีได้ตามต้องการแล้วการรักษาระยะพ่นจึงจำเป็นมากหากฝึกฝนบ่อยๆก็จะชำนาญเองครับ<br>ต่ออีกนิดครับ การพ่นชิ้นงานเป็นแผ่น เช่นประตู ควรพ่นขอบตามแนวตั้งก่อน(เช่นขอบประตู) เพื่อป้องกันละอองสีจับเป็นเม็ดหรือเป็นฝุ่นผงหากเราพ่นในแนวนอน(เช่นหน้าบานประตู) และการพ่นขอบควรจะหันหัวลมให้ตั้งฉากกับพื้นเพื่อให้รูปแบบการพ่นเป็นแนวนอนหรือแนวยาวก็จะทำให้ขอบชิ้นงานสีเต็มง่ายและละอองไม่ฟุ้งกระจายมากเกินไป</div><div>การพ่นชิ้นงาน ควรเริ่มกดไกปืนพ่นสีก่อนถึงขอบชิ้นงานประมาณ 4 นิ้ว และเดินปืนให้ขนานและตั้งฉากกับชิ้นงานจนเลยขอบชิ้นงานไปประมาณ 4นิ้วจึงจะปล่อยไกปืนพ่นสี จากนั้นเคลื่อนลงต่ำระยะประมาณ 1/3-1/2 ของความกว้างรูปร่างสี และกดไกปืนให้สุด เดินปืนให้ตั้งฉากกับชิ้นงานแล้วย้อนกลับกลับทางแรกจากขวามือไปซ้ายมือ และให้ความกว้างของรูปร่างสีซ้อนทับกัน 50% ของแต่ละเที่ยว (ปืนพ่นสีต้องตั้งฉากกับชิ้นงานเสมอ) ตำราว่าไว้ มาตรฐานความเร็วในการเคลื่อนที่ปืนพ่นสี</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-11 15:12:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230369841</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย วัชรชัย จันประเสริฐ เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230539337</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div><div>และอีกอย่างนึง ผมก็ลองดูกระทู้เก่าๆ กับข้อมูลที่พอจะหาได้มารวบรวมไว้ตรงกระทู้นี้จะได้หาง่ายนิดนึง และเพื่อว่ามือสมัครเล่นท่านใดจะได้ความรู้ไปด้วยและที่สำคัญเผื่อว่ามืออาชีพในที่นี้หลายๆท่านจะได้เพิ่มเติมเสริมความรู้ให้อีกครับ</div><div>ข้อมูลอ้างอิงและความรู้หลายอย่างได้จาก หนังสือเคาะพ่นสีรถยนต์ของอาจารย์พงษ์ศักดิ์ บุญธรรมกุล, คู่มือช่างไม้ในบ้าน(ทำสีให้เครื่องเรือน)ของอาจารย์ศิระ จันทร์สวาสดิ์และพวก, คุณเอ๋เพาะช่าง คุณเดชา คุณดมแต่ฝุ่น คุณ Jack และอีกหลายๆท่านที่แลกเปลียนความคิดเห็นเท่าที่ผมรวบรวมได้ครับ </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 11:52:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230539337</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนายุทธ เกิดปั้น เลขที่11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230561368</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>รวมเทคนิคการใช้กาพ่นสี</strong><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.thaicarpenter.com/images/sorsarid.hotmail.com/avatar.jpg?t=180212201451" width="112" height="150"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>sornid</strong> | <br><br>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียวแต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับพอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริงและอีกอย่างนึง ผมก็ลองดูกระทู้เก่าๆ กับข้อมูลที่พอจะหาได้มารวบรวมไว้ตรงกระทู้นี้จะได้หาง่ายนิดนึง และเพื่อว่ามือสมัครเล่นท่านใดจะได้ความรู้ไปด้วยและที่สำคัญเผื่อว่ามืออาชีพในที่นี้หลายๆท่านจะได้เพิ่มเติมเสริมความรู้ให้อีกครับข้อมูลอ้างอิงและความรู้หลายอย่างได้จาก หนังสือเคาะพ่นสีรถยนต์ของอาจารย์พงษ์ศักดิ์ บุญธรรมกุล, คู่มือช่างไม้ในบ้าน(ทำสีให้เครื่องเรือน)ของอาจารย์ศิระ จันทร์สวาสดิ์และพวก, คุณเอ๋เพาะช่าง คุณเดชา คุณดมแต่ฝุ่น คุณ Jack และอีกหลายๆท่านที่แลกเปลียนความคิดเห็นเท่าที่ผมรวบรวมได้ครับ ค่อยๆมาเรียนรู้พร้อมๆกันไปกับผมเลยนะครับ<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.thaicarpenter.com/template/lib_editor/fckeditor2/editor/images/smiley/teeth_smile.gif" width="19" height="19"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-12 13:15:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/230561368</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอนุชา หมอยาดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231401988</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>คำจำกัดความ</strong></div><div>                AIRLESS SPRAY เป็นกระบวนการทำให้สีแตกเป็นละอองขนาดเล็ก  atomizationโดยไม่ใช้ แรงของอากาศอัดความดัน (compressed air) หมายความว่าสีที่แตกออกเป็นละอองนั้นจะไม่มีเม็ดอากาศปนอยู่ แต่จะเป็นเนื้อสีล้วนๆ โดยสีจะถูกสูบด้วยความดันสูงผ่านสายพ่นไปยังปืนพ่น airless ที่มีรูเปิดขนาดเล็ก สีจะถูกดันออกผ่านรูเปิดนั้นที่เรียกว่า spray tip ซึ่งอยู่ด้านหน้า วาล์ว และจะถูกขนาดของรูเปิดดังกล่าวบังคับให้สีถูกพ่นออกมาเป็นละออง โดยทั่วไปการแตกย่อยสลายของสารพ่นชนิดใดก็ตามจะถูกเรียกว่า atomization.</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image009.gif" width="553" height="305"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>หลักการ ของ AIRLESS SPRAY</strong></div><div>                AIRLESS SPRAY แตกต่างจาก AIR SPRAY ตรงที่   AIRLESS SPRAY  จะไม่ใช้แรงของอากาศอัดความดันเพื่อการทำให้สีแตกเป็นละออง แต่จะใช้ความดันสูงในการบังคับให้สีไหลจากภาชนะเก็บเดิมผ่านสายพ่นต่อไปที่ปืนพ่นสี ณ จุดนั้นเองสีจะถูกแรงดันสูงบังคับให้ไหลออกทางช่องเปิดขนาดเล็กทำให้สีต้องแตกตัวเป็นละอองจึงจะไหลออกจากปืนได้  ซึ่งหลักการนี้จะคล้ายกับ หัวฉีดสายยางที่เราใช้รถน้ำต้นไม้ในสวน ซึ่งน้ำจะกลายเป็นละอองได้เมื่อไหลผ่านหัวฉีดที่แรงดันสูงนั่นเอง</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image010.gif" width="553" height="229"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>ข้อได้เปรียบของ AIRLESS SPRAY</strong></div><div> </div><div>1.             เพิ่มอัตราการเกาะติดของสีที่ชิ้นงาน ลดปริมาณสีที่ต้องใช้ ในแต่ละครั้ง</div><div>นี่คืข้อได้เปรียบอันดับหนึ่งของการพ่นแบบ AIRLESS SPRAY เพราะอัตราการเกาะติดของสีกับชิ้นงานจะมากถึง 75% ในขณะที่การพ่นแบบ AIR SPRAY มีอัตราการเกาะติดเพียง 50% เนื่องจากสีที่เหลืออีก 50% นั้นจะไม่สามารถเกาะติดชิ้นงานได้ จึงจะฟุ้งอยู่ในอากาศ หมายความว่าในการพ่นแต่ละครั้ง AIRLESS SPRAY จะประหยัดปริมาณสีได้มากกว่า</div><div>2.             เพิ่มผลผลิต</div><div>สีที่พ่นโดยวิธี AIRLESS SPRAY จะด้ความหนาที่สม่ำเสมอยิ่งกว่า และ สีสามารถเกาะติดชิ้นงานได้แน่นกว่า ดังนั้นจึงสามารถลดปริมาณงานเสียที่ต้องแก้ ซึ่งหมายความว่า ต้นทุน และ เวลาที่ใช้กับการแก้งานก็จะลดลงตามไปด้วย ความแน่นหนาในการเกาะติดชิ้นงานของสีที่มากกว่าหมายความว่า ในการปฏิบัติการพ่นสีแต่ละครั้ง ผู้พ่นไม่ต้องเสียเวลาในการมาพ่นซ้ำอีกหลายเที่ยว เพื่อให้ได้ความหนาของสีที่ต้องการ เป็นการประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการเพิ่มผลผลิตในทางอ้อมนั่นเอง นอกจากนั้นด้วยความที่การฟุ้งกระจายของสีลดลง ทำให้สามารถพ่นสีกับชิ้นงานบางชิ้นได้ที่หน้างาน ณ จุดประกอบ โดยไม่ต้องขนย้ายเข้าไปในโรงพ่นให้เสียเวลา</div><div>3.             ประหยัดสี</div><div>การยึดเกาะติดของสีบนชิ้นงานที่มากขึ้น หมายความว่าการฟุ้งกระจายของสีน้อยลง ตัวละลายสี Solvent ต่างๆก็ใช้น้อยลงด้วย และสามารถใช้สีที่มีความหนืดสูง จึงเป็นการประหยัดทั้งสีและค่าวัสดุอื่นๆ</div><div>4.             ประหยัดแรงงาน</div><div>AIRLESS SPRAY จะพ่นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะพ่นได้หนากว่าในการพ่นผ่านผิวชิ้นงานในแต่ละครั้ง เนื่องจากสัดส่วนของ Solvent ที่ต้องใช้นั้นน้อยลง การพ่นด้วย AIRLESS SPRAY ในแต่ละครั้ง จะเทียบเท่าการพ่นด้วย AIR SPRAY ถึงสองเที่ยว ดังนั้นจึงลดอัตราการพ่นซ้ำซ้อน (OVERSPRAY) ซึ่งหมายความว่าการสึกหรอของเครื่องมือจะลดลงถึง 10-20% โดยเฉพาะระยะเวลาใช้งานของตัวกรองจะนานยิ่งขึ้น การแปะแบบ หรือ Masking ก็ลดลง การประหยัดเวลาเหล่านี้จึงหมายความว่า แรงงานที่ต้องใช้จะน้อยลงเพื่อให้ได้งานที่เท่ากัน</div><div>5.             ประหยัดพลังงาน</div><div>เนื่องจากการฟุ้งกระจายของสีในอากาศมีน้อย            ทำให้เราประหยัดพลังงานในการดูดอากาศที่ปนเปื้อนสีและอาจเป็นอันตรายกับบุคคลากรออกจากห้องพ่นได้นั่นเอง</div><div>6.             พ่นชิ้นงานได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</div><div>AIRLESS SPRAY สามรถพ่นชิ้นงานได้อย่างครอบคลุมและสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นซอกมุมต่างๆ ละอองสีที่พ่นออกมานั้นจะซึมซาบไปสู่ชิ้นงานได้อย่างรวดเร็วโดยที่เราไม่ต้องผสมทินเนอร์ช่วย</div><div>7.             มีแรงยึดเกาะที่ดี</div><div>การพ่นแบบAIRLESS SPRAY ป้องกันปรากฎการณ์สีแห้งก่อนที่จะยึดติดกับผิวชิ้นงาน เนื่องจากสีที่พ่นออกมาจะเปียกมาก ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า สีที่พ่นไปนั้นจะมีแรงยึดเกาะกับผิววัสดุได้ดี</div><div>8.             ง่ายต่อการใช้งาน</div><div>ปั๊มสีสามารถสูบสีออกมาจากภาชนะใส่สีได้โดยตรงเนื่องจากก่อนที่สีจะถูกสูบนั้น สีจะไม่อยู่ใต้แรงดันใด นอกจากนี้สายพ่นที่เชื่อมต่อกับปืนพ่นนั้นมีเพียงแค่สายเดียว ทำให้สะดวกต่อการทำงาน</div><div> </div><div><strong><br></strong><br></div><div><strong>AIRLESS TECHNOLOGY</strong></div><div><strong> </strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image011.jpg" width="504" height="378"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>       COLD AIRLESS TECHNOLOGY</strong></div><div>                ระบบ  COLD AIRLESS TECHNOLOGY นั้นพ่นสีที่อุณหภูมิห้อง ระบบจะประกอบไปด้วย ปั๊ม ตัวกรอง ปืนพ่น และ Spray Tip เหมาะที่จะนำมาพ่นสีที่สามารถแตกตัวเป็นละอองที่อุณหภูมิห้อง เพื่อเคลือบผิววัสดุต่างๆ เช่น ในงานสถาปัตยกรรม และ งานเคลือบกันสึกหรอ เป็นต้น   หลักการทำงานของระบบ COLD AIRLESS  ก็คือ    ปั๊มจะสูบสีขึ้นมาจากถังด้วยความดันสูงประมาณ 1,500 – 4,000 psi.   ผ่านเครื่องกรอง สายพ่น และหัวปืนพ่น ซึ่งละอองสารที่พ่นออกมานั้นจะเคลือบไปกับชิ้นงานโดยตรง</div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong>ชนิดของปั๊มพ่นสีด้วยวิธี AIRLESS SPRAY</strong></div><div> </div><div>ปั๊มสี AIRLESS SPRAY สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม โดยพิจารณาจาก แหล่งพลังงาน คือ ชนิดใช้พลังงานลมอัดความดัน (air-operated) พลังจากระบบน้ำ (hydraulic) และ พลังงานผสมจากทั้งระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ (electric/hydraulic airless spray). ซึ่งภายใน 3 กลุ่มนี้ เป็นปั๊มพลังงานลมอัดความดันสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายมากที่สุด เพื่อให้เหมาะกับลักษณะงานตามความต้องการ</div><div> </div><div><strong>ชนิดใช้พลังงานลมอัดความดัน</strong> <strong>AIR-OPERATED AIRLESS SPRAY </strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image013.jpg" width="600" height="279"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>หลักการทำงานโดยทั่วไปของปั๊มชนิดนี้ก็ยังคงเหมือนหลักการเดิมตั้งแต่เริ่มมีการลิตปั๊มสีแรกๆเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นหลักการที่สามารถใช้กันมาได้อย่างยาวนานโดยค่อนข้างไร้ปัญหาและมีความแน่นอนสูง  AIR-OPERATED AIRLESS SPRAY  ใช้ความดันของลมอัดเป็นพลังงานให้ปั๊ม ซึ่งแรงดันอากาศแรกเริ่มนี้ต้องถูกส่งมาจาก AIR COMPRESSOR ซึ่งทำงานร่วมกับปั๊มสีดังรูปที่แสดงด้านบน</div><div> </div><div>ความหลากหลายขนาดของ Air motor นั้นประกอบด้วย การที่มีหลากหลายขนาดและสามารถทำงานได้ที่อัตราส่วนแรงดันระหว่างแรงดันลมขาเข้ากับขาออกที่หลายอัตราส่วน จึงเพิ่มความหลากหลายในการสร้างความดันที่เหมาะสมในการมลายสีให้แตกเป็นละอองขนาดเล็ก เหมาะสำหรับสีต่างๆไม่ว่าสีนั้นจะมีความหนืดเฉพาะเท่าไรก็ตาม นอกจากนั้นยังสามารถเลือกระหว่างปั๊มที่มีขนาดเล็กพกพาง่ายและปั๊มที่สามารถใช้ร่วมกับปืนพ่นหลายๆหัวแต่ตัวปั๊มมีขนาดใหญ่ต้องติดตั้งกับที่</div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>จุดเด่นและประโยชน์ของ cold airless spray</strong></div><div><strong>จุดเด่น  </strong> | <strong>                        ประโยชน์</strong><br>* สีที่แตกละอองแล้วนั้นไม่มีอากาศปนอยู่เลย* ลดการพ่นซ้ำ* สามารถพ่นสีที่มีความหนืดสูงได้                | * ซึมซาบเร็ว  ประหยัดเวลา* ควบคุมลักษณะการพ่นของสีได้ง่าย ทำให้ประหยัด* พ่นได้ครอบคลุมทุกซอกมุมทำให้ได้ชิ้นงาน ที่มีคุณภาพสูง* ลดการ blow-back ,ประหยัดสี* ไม่จำเป็นต้องมีสายที่สอง ที่เชื่อมต่อกับปืนพ่น จึงไม่สิ้นเปลืองแรงงานไม่เมื่อย* ลดมลภาวะ* สภาพแวดล้อมในที่ทำงานดีขึ้น* ประหยัดการพ่นสีได้ 35% * พ่นได้ความหนาเพียงมากขึ้นในการพ่นเพียงครั้งเดียวทำให้ประหยัดเวลาและเงิน*ไม่จำเป็นต้องเจือจางสี เป็นการประหยัดการใช้สารละลายตัวอื่นๆได้ 35%</div><div><strong>                               </strong></div><div>                                                                                                                                                                               </div><div> </div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image015.jpg" width="600" height="315"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image017.jpg" width="600" height="613"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>พัฒนาการของระบบ Airless spray <br></strong>การติดตั้งเครื่องสูบ(Pump) แบบ Double ball จึงมั่นใจได้ว่ามีความคงทน ใช้งานได้ยาวนาน สามารถให้แรงดันที่คงสม่ำเสมอในขณะฉีดพ่นที่ซึ่งจำเป็นมากสำหรับวิธีพ่นแบบ AIRLESS SPRAY นอกจากนี้ยังสามารถถอดเปลี่ยนได้ทั้งระบบเพื่อสนองต่อชนิดของงานในแต่ละประเภท<strong> </strong>ส่วนใหญ่ปั๊มสีจะเป็นปั๊มที่ใช้ลูกสูบ มีการทำงานแบบ double action และใช้หลักการ positive displacement</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong>หลักการทำงานของ airless pump (air motor)</strong></div><div>ขึ้นชื่อว่ามอเตอร์ไม่ว่าแหล่งพลังงานจะมาจาก แรงอัดอากาศ ไฟฟ้า หรือ น้ำมัน มักจะต้องขับเคลื่อนลูกสูบและก้านให้เคลื่อนที่ขึ้นลงใน กระบอกสูบที่แข็งแรง  เพื่อที่จะ สูบของเหลวเข้ามาทาง ปากทางปั๊ม Pump Intake และบังคับของเหลวดังกลล่าวออกไปทางช่องทางออก Pump Outlet ปั๊มจะมีชุด Packing ทีมักติดตั้ง ณ ลูกสูบและจุดปลายทางเพื่อที่จะป้องกัน การรั่วไหลและ ลดการสึกหรอระหว่าง ก้านสูบและกระบอกสูบ โดยลูกปืนภายในลูกสูบและฐานของมันมักจะต้องผ่านการออกแบบมาให้สึกหรอในอัตราเท่ากันเพื่อให้เกิดความแนบแน่นและการทำงานที่สม่ำเสมอ</div><div>จังหวะที่ลูกสูบชักลง เช็ควาล์ว intake จะปิด และ เช็ควาล์วลูกสูบขาออกจะเปิดเพื่อดันของเหลวซึ่งถูกแทนที่ด้วยลูกสูบออกไปสู่ ช่องทาง pump outlet</div><div>จังหวะที่ลูกสูบชักขึ้น เช็ควาล์วลูกสูบปิด  แต่ เช็ควาล์ว Intake เปิด ในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ก็ได้ดันให้ของเหลวออกจากปั๊มไปแล้ว ของเหลวใหม่ก็จะถูกสูบเข้ามาแทนที่ทาง Intake Valve  หมุนเวียนอย่างนี้กันไปเรื่อยๆ</div><div>                การทำงานแบบ double action นี้ จะทำให้เครื่องทำงานได้ราบเรียบ ของเหลวไหลออกมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องคุณภาพของ airless spray</div><div> </div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.integ.co.th/K%20detail/AIRLESS%20SPRAY_files/image019.jpg" width="600" height="382"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 08:55:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231401988</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศุภกฤต จันประเสริฐ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231469384</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:35:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231469384</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จิระพงศ์ เกิดแพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231469610</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-14 13:36:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/231469610</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายมนัญชัย ธานี เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/232293865</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-16 12:26:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/232293865</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายณัฐพล ธานี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/233122976</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div><div>พอดีว่าจะต้องพ่นสีบานประตูและหน้าต่าง และคิดว่าจะเอาสีพ่นอุตสาหกรรมมาพ่นซะกะหน่อย เนื่องจากมันแห้งเร็วและน่าจะทำงานสีได้เร็วกว่าเลยจำเป็นต้องศึกษาหลักการและวิธีการพ่นกันซักหน่อย ตามประสามือสมัครเล่น ก่อนลงมือจริง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-20 04:06:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/233122976</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ชยภัทร์ สิงห์โสด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/233636811</link>
         <description><![CDATA[<div>ส่วนใหญ่แล้วมือสมัครเล่นอย่างผมมือทำชิ้นงานเสร็จแล้วก็มักจะใช้วิธีการทำสีด้วยแปรงเพราะจำนวนงานมันน้อย แค่ชิ้นสองชิ้น จะใช้วิธีการพ่นก็เปลือง และต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือไอ้ตอนล้างอุปกรณ์การพ่นสีนี่ละครับยุ่งยากไปซักนิด ยิ่งถ้าใช้สีน้ำมัน หรือสีแห้งช้าละก็เหนื่อยหน่อยกับชิ้นงานแค่ชิ้นเดียว</div><div>แต่ถ้าเราจับงานไม้และชอบมันเข้าแล้ว การพ่นสีจึงเป็นเรื่องจำเป็นเสียแล้ว ประมาณว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว หรือจะรู้แบบงูงูปลาปลา ก็คงไม่ดีนัก งานนี้ผมจึงต้องทำการศึกษาหาความรู้มันสักหน่อย จำได้ว่าเมื่อก่อนเคยลองพ่นสีฝากระโปรงรถเอง และเคยเรียนรู้ด้วยตัวเองบ้างนิดหน่อย และคิดว่าหลักการน่าจะเหมือนกัน จึงกลับไปเอาตำราเก่า และรวบรวมจากเรื่องราวต่างๆและตำราต่างๆที่พอมี รวมถึงเรื่องราวที่พวกพี่ๆมืออาชีพทั้งหลายพูดคุย แชร์กันในเวปนี้มาประติดประต่อกัน ตามแต่จะพอเข้าใจได้ ซึ่งอาจมีข้อผิดพลาดหรือการเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ ก็ขอให้พี่ๆมืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น ที่มีความรู้ทั้งหลายคอยมาชี้แนะ และติเตียนได้น่ะครับ</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-21 08:48:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/chalart2010/w6ahlbmc3r9e/wish/233636811</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
