<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ภูมิปัญญาท้องถิ่น by นุจรินทร์ จิตไชย์</title>
      <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-11-18 01:42:55 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-12-02 02:08:46 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาชาวบ้าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221166586</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้าน</strong></p><blockquote><p>พื้นความรู้ความสามารถที่ได้รับการสั่งสมถ่ายทอดกันมา และนำมาปรับใช้รวมกับความรู้ และประสบการณ์ของตนเอง ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในท้องถิ่น</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการทำมาหากิน</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น การทำนา ทำสวน ทำไร่ จับสัตว์น้ำ ทอผ้า ค้าขาย</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการรักษาโรค</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ใช้ในการดูแลรักษา และแก้ปัญหาสุขภาพ เช่น การใช้สมุนไพรเป็นยาและอาหาร พืชสมุนไพร หมอพื้นบ้าน และการแพทย์แผนโบราณ</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการกินอยู่</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ใช้ในการถนอมอาหาร การปรุงอาหาร การกินอาหาร</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านศิลปกรรม</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ปรากฏในผลงานสร้างสรรค์ด้านจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และนาฏกรรม</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านภาษาและวรรณกรรม</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ปรากฏในผลงานสร้างสรรค์ด้านภาษาและสำนวนไทย เช่น คำผญา คำสอน ความเชื่อ ปริศนาคำทาย และ บทเพลงพื้นบ้าน เช่น เพลงแหล่ เพลงกล่อมเด็ก เพลงฉ่อย กลอนลำ เพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว ฯลฯ</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ใช้ในการปรับประยุกต์พิธีกรรมทางศาสนาเพื่อความมั่นคงของชุมชน ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ประเพณีการเกิด การบวช การแต่งงาน การตาย ฯลฯ</p></blockquote><p><strong>ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</strong></p><blockquote><p>ภูมิปัญญาที่ใช้ในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ เช่น การสร้างเขื่อน เหมือง ฝาย การควบคุมคุณภาพน้ำ การป้องกัน น้ำท่วม การจัดการป่าไม้ เช่น การปลูกสวนป่า และการอนุรักษ์ป่า</p></blockquote>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/g56de09e35825a8833a514cb2d29d4bda9d5f462ca3b7566a519dd231b59c10afd206cc246d6409362e0dc5be777c5e9a.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:15:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221166586</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้าวต้มมัด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221167760</link>
         <description><![CDATA[<p>ข้าวต้มมัด หรือ ข้าวต้มผัด เป็นชื่อขนมอย่างหนึ่ง ห่ออยู่ในใบตอง ๒ ห่อมัดติดกันและนึ่งหรือต้มให้สุก ห่อนั้นมีลักษณะยาวเรียกว่ากลีบ ขนมที่ห่อไว้นั้นเป็นข้าวเหนียวหุ้มกล้วยน้ำว้าสุก มักมีถั่วดำต้มสุกโรยอยู่บนข้าวเหนียวด้วย</p><p><strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>   ขนมไทยจัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่มากที่สุดอย่างหนึ่ง มีประวัติความเป็นมายาวนาน ปัจจุบัน ภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านกำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและไม่นิยมรับประทาน เยาวชนรุ่นใหม่สนใจกับสื่อเทคโนโลยี ใช้เวลาว่างไปกับการเล่นเกม เล่นFacebook ใช้สื่อเทคโนโลยีไปในทางที่ผิด ใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้น ครูภูมิปัญญาในชุมชน ที่มีความสามารถในการทำ ขนมพื้นบ้านเหลือเพียงไม่กี่คนและส่วนใหญ่มีอายุมาก หากไม่รีบศึกษา เก็บข้อมูลหรือสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์และสืบสาน อนาคตความรู้เรื่องการทำขนมพื้นบ้านของชุมชนบ้านแม่หว่าง อ.ลี้ จ.ลำพูน ก็คงจะสูญหายไปตามกาลเวลา</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049708257/27fe0f0fafee0a65e494c2e0043614fe/inbound1047338439817845961.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:15:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221167760</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221167841</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของ</p><p>วิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และ คนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ศิลปะการทอผ้าไหม มีแตกต่างกันออกไปในแต่ละจังหวัดที่รับเอาวัฒนธรรม นับเป็นงาน ศิลปะที่โดดเด่นทั้งสีสัน และความสวยงาม อื่น</p><p>เข้ามาผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์</p><p><br/></p><p>ควรมีการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อ ส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควร มีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง </p><p>ด.ช ศุภโชค สุกรา เลขที่2</p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/gc63a0afe3bd9d4424c210a9f85cc140a57b237e7761597f592e6ecd43a7e36502d7fcc0f552189d994bfd05288ce8f23.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:15:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221167841</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญา กระติบข้าวจากไม้ไผ่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221174201</link>
         <description><![CDATA[<p>กระติบข้าว คือ ภาชนะในการเก็บอาหารที่เป็นงานหัตถกรรมอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งที่มากด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นของที่ใช้ประจำบ้านของชาวไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมายาวนาน ใช้สำหรับบรรจุข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว เพื่อรักษาคุณภาพของข้าวนึ่งสุกหรือใช้เก็บเมล็ดพันธุ์พืช </p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทำได้ดังนี้ อนุรักษ์ ทำได้โดยการปลูกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมของคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น การฟื้นฟู ทำได้โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่สูญหายไปหรือกำลังจะสูญหาย</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>นาย ประพลเดช ธรรมพนม เลขที่ 18 3/6</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049726091/a6d2b5343d2e18acbf25f92788531036/inbound7439020008371178039.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:19:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221174201</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นิทานพื้นบ้าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221178556</link>
         <description><![CDATA[<p>ได้กล่าวถึงลักษณะของนิทานพื้นบ้านว่ามีลักษณะ 5 ประการ ดังนี้ คือ 1. ต้องเป็นเรื่องเล่า 2. ต้องเล่ากันด้วยภาษาร้อยแก้ว 3. ต้องเล่ากันด้วยปากต่อปากมาก่อน 4. ต้องแสดงความคิดความเชื่อของชาวบ้าน 5. เป็นเรื่องที่มีคติก็นับอนุโลมเป็นนิทาน เช่น มะกะโทและชาวบ้านบางระจัน เป็นต้น</p><p><strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>แผ่นพับเผยแพร่</p><p>- จดบันทึกต้นฉบับ อาจเผยแพร่ทางเว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นิตยสาร วารสาร ทำเป็นงานวิจัย บันทึกลงในเอกสารวิชาการ ศึกษาเปรียบเทียบกับนิทานของท้องถิ่นอื่น หรือประเทศอื่น หรือสากล</p><p>- ตั้งคำถามกับคนในครอบครัว ชุมชน ว่ารู้จักนิทานพื้นบ้านในท้องถิ่นไหม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตระหนักถึง และเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ เล่าให้ลูก ๆ หลาน ๆ ฟังก่อนนอนได้</p><p>- แต่งขยายเป็นนิทานหรือนิยายอีกสำนวนนึง เผยแพร่ผ่านเว็บ หนังสือทำมือ</p><p>- โรงเรียนในชุมชน นำไปบูรณาการเข้ากับบางวิชา เช่น ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษาฯ กอท. การใช้ห้องสมุด ทำเป็น CAI หรือ E-learning ให้เด็กได้เรียนนอกเวลา</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049709518/b104e58b52535ee81e6fb2cbb49636b0/inbound3800938429096907595.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:21:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221178556</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้าวต้มมัด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221180160</link>
         <description><![CDATA[<p>ข้าวต้มมัด หรือ ข้าวต้มผัด เป็นขนมชนิดหนึ่งที่ทำด้วยข้าวเหนียวผัดกับกะทิ แล้วนำไปห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อน ใส่ไส้กล้วย นำไปนึ่งให้สุก ทางภาคใต้ใช้ข้าวเหนียวกับน้ำกะทิ ห่อด้วยใบพ้อ เรียกห่อต้ม ถ้าห่อด้วยใบมะพร้าว และมัดด้วยเชือกเรียกห่อมัด ขนมแบบเดียวกับข้าวต้มยังพบในประเทศอื่นอีก เช่นในฟิลิปปินส์เรียก อีบอส หรือ ซูมัน ที่แบ่งย่อยได้หลายชนิดเช่นเดียวกับข้าวต้มมัดของไทย </p><p>      <strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>ขนมไทยจัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่มากที่สุดอย่างหนึ่ง มีประวัติความเป็นมายาวนาน ปัจจุบัน ภูมิปัญญาการทำขนมพื้นบ้านกำลังจะสูญหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและไม่นิยมรับประทาน เยาวชนรุ่นใหม่สนใจกับสื่อเทคโนโลยี ใช้เวลาว่างไปกับการเล่นเกม เล่นFacebook ใช้สื่อเทคโนโลยีไปในทางที่ผิด ใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนั้น ครูภูมิปัญญาในชุมชน ที่มีความสามารถในการทำ ขนมพื้นบ้านเหลือเพียงไม่กี่คนและส่วนใหญ่มีอายุมาก หากไม่รีบศึกษา เก็บข้อมูลหรือสร้างจิตสำนึกเรื่องการอนุรักษ์และสืบสาน อนาคตความรู้เรื่องการทำขนมพื้นบ้านของชุมชนบ้านแม่หว่าง อ.ลี้ จ.ลำพูน ก็คงจะสูญหายไปตามกาลเวลา</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049717034/ab83f4a36b58967cd666705c18ff77fc/inbound4013418580975876374.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:22:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221180160</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221181705</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>การทอผ้าพื้น</strong></p><p>เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น ที่นำเอาด้ายเส้นยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้น พุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน หรือต่างสีกัน หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น </p><p><strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>ควรมีการ สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควรมีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง</p><p><strong>ดญ.อนุธิดา ใจดำ เลขที่39 ม.3/6</strong></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049708944/826238fa892ee55310a6afba727d8c02/inbound2873572367191191204.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:23:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221181705</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้าไหมมัดหมี่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221182508</link>
         <description><![CDATA[<p>เป็นผ้าพื้นบ้านที่เก่าแก่ของภาคอีสาน เป็นผ้านุ่งของสตรีที่ใช้ในชีวิตประจําวัน มีเอกลักษณ์ของลวดลายท้องถิ่น ความสวยงามเกิดจากการมัดลายและย้อมสีที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืน หรือทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน ส่วนใหญ่จะเป็นการมัดย้อมที่เส้นพุ่ง การมัดหมี่แต่โบราณมัดด้วยเชือกกล้วย การย้อมสีเพียงไม่กี่สีแต่ทําให้เกิดลวดลาย </p><p><strong>วิธีการอนุรักษ์ภูมิปัญญา</strong></p><p>การจัดตั้งโครงการทอผ้าไหมสีธรรมชาติโดยปลูกฝังจิตสานึกของคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักเห็นถึงคุณค่าของผ้าไหมด้วยการใช้ผ้าไหมมัดหมี่อย่างระมัดระวังเพื่อรักษาให้คงอยู่ได้นานที่สุด มีการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นพัฒนาการคิดดัดแปลงลายผ้าหรือออกแบบลายผ้าขึ้นมาเอง</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/g60984de865310f0ba0aa34bb9b7d469b89117d612ece1d5df04475e4ca0b93b9c5c7f8062c430981c684c45996de348a.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:24:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221182508</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอเสื่อ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184488</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอเสื่อ เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ เสื่อ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่นำต้นกกมาแปรสภาพก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ทำให้เสื่อ ถูกจัดได้ว่าเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่ง ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีต ที่ตำบลประดาง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก คือภูมิภาคหนึ่งที่มีการสืบสานภูมิปัญญาทางด้านการทอเสื่อนี้มายาวนาน จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทนการใช้เสื่อมากมายให้เลือก นับตั้งแต่เสื่อน้ำมัน พรม กระเบื้องปูพื้น และอื่นๆ ทำให้กระแสความนิยมในการใช้เสื่อลดลง และคนรุ่นใหม่ก็สนใจในภูมิรู้ด้านนี้น้อย ปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นของภูมิปัญญานี้ ว่ามีมากหรือน้อย และด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์หรือแก้ไข สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไปและในปัจจุบันได้มีนางด่อน ศรีคุณฮาด หมู่ที่ 1 ตำบลประดาง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก เป็นผู้ทอเสื่อ</p><p>การอนุรักษ์และถ่ายทอด  ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวนโยบายของรัฐบาล  ทำให้ชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาของท้องถิ่น  มีการเชิญให้ผู้ประกอบการเป็นวิทยากรสอนความรู้แก่นักเรียนในชุมชนและผู้สนใจทั่วไป  จนกระทั่งบางโรงเรียนสร้างเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการทอเสื่อให้แก่นักเรียนดังที่พบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการทอเสื่อ</p><p>ด.ญ.พิมพ์ลภัส บำรุงตา</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049718931/b567fa05055ae2c20c7c16c7b54765e8/inbound3703984037361578869.webp" />
         <pubDate>2024-11-18 02:25:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184488</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดื่มน้ำสมุนไพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184601</link>
         <description><![CDATA[<p>ใครที่มีปัญหาแพ้สารเคมีในยาสระผม จนผมร่วงหรือมีปัญหาเรื่องหนังศีรษะเป็นขุย มีรังแคแล้วล่ะก็ ShopBack Blog มีภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคของเส้นผมและหนังศีรษะด้วยวิธีธรรมชาติที่เป็นสูตรของคน โบราณมาฝาก นั่นคือการใช้น้ำมะกรุดสระผม มะกรุดไม่เพียงแต่ทำให้ผมดำเป็นเงางามเท่านั้น แต่ยังช่วยก็ วังแค่แก้คันศีรษะ แก้ผมแตกปลายป้องกันผมร่วง วิธีการทำน้ำมะกรูดไว้สระผมสามารถทำให้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ๑. น้ามะกรูดสดๆ มาผ่าครึ่ง แคะเอาเมล็ดออกจากนั้นบินเอาน้ำมาใช้สระผม (แต่วิธีนี้จะไม่ได้ใช้ ประโยชน์จากน้ำมันที่ผิวมะกรูด)</p><p><br/></p><p>๒. ปอกผิวมะกรูดออก นำมาตำให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะกรูดผสมลงไป เดิมน้ำลงไปพอให้ส่วนผสมเริ่ม</p><p><br/></p><p>เหลว คนให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ ๕-๓๐ นาที แล้วกรองคั้นเอาแต่น้ำไปใช้ วิธีนี้เวลาสระจะได้กลิ่นเหม็นเขียว จากผิวมะกรูด แต่สระเสร็จแล้วจะหอมได้ผลดีที่สุด ๓. นำลูกมะกรูดมาหั่นเป็นชิ้นและนำมาเข้าเครื่องปั่นจนละเอียดที่สุด เอาออกมาใส่ขามเติมน้ำอุ่นลงไป จนท่วม คนให้ทั่ว ตั้งทิ้งไว้ ๑๐-๒๐ นาที คั้นเอาแต่น้ำใส่ขวดแข่ตู้เย็นไว้ น้ำมะกรูดจะอยู่ได้ ๒-๒</p><p><br/></p><p>สัปดาห์ โดยจะใช้มะกรูดสดหรือเผาไฟก่อนก็ได้ค่ะ เมื่อได้น้ำมะกรูดมาแล้วก่อนสระผมควรราตผมให้เปียกชุ่มเสียก่อน เนื่องจากน้ำมะกรูดมีฤทธิ์เป็นกรดแก่ จึง กัดหนังศีรษะได้ และขณะที่สระผมควรนวดศีรษะไปด้วย จากนั้นทิ้งไว้ ๒-๓ นาทีแล้วล้างออกและสระซ้ำอีก ครั้ง แล้วล้างออกให้สะอาด อย่าให้มีเศษมะกรูดหลงเหลืออยู่เพราะจะทำให้ผมเสียค่ะ ที่สำคัญ! ระวังอย่าให้ น้ำมะกรูดเข้าตาหรือถูกปาก เพราะจะรู้สึกแสบหาและขาปาก เวลาใช้ตอนแรกคุณอาจจะรู้สึกแสบที่หนัง ศีรษะบางแห่ง แสดงว่าตรงนั้นมีแผลอยู่ แต่ไม่เป็นอันตรายอะไรนะคะ ให้ใช้ไปเรื่อยๆจะหายเอง (ถ้ารู้สึกแสบทั้งหนังศีรษะแสดงว่าน้ำมะกรูดขันไป ต้องผสมน้ำให้เจือจางลงอีก)</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049713533/118184f8100ab196b8e2d827848735e3/inbound4328286071527581609.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:25:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184601</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184699</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>การทอผ้า</strong> หรือ "การทอ" ถือเป็น<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0">ศิลปะ</a>และ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1">หัตถกรรม</a>หรือ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="new" href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9D%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;action=edit&amp;redlink=1">งานฝีมือ</a>อย่างหนึ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นกรรมวิธีการผลิตผืน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2">ผ้า</a>โดยใช้<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87">เส้นด้ายพุ่ง</a>และ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99">เส้นด้ายยืน</a>มาขัดประสานกันจนได้เป็นผืนผ้า ทั้งนี้ต้องมีเครื่องมือในการทอ เรียกว่า <a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81">หูก</a> หรือกี่ (ในภาษาไทยถิ่นอีสาน มักเรียกการทอผ้าว่า "ตำหูก")</p><p>แนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมให้เป็นมรดกของชุมชน พบว่า ควรมีการ สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควรมีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง </p><p><br/></p><p>ด.ญ.บุษกร เขียวสนาม 3/6 เลขที่33</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049715582/976f1f5f60e649c8c193b4935eafb9ff/inbound8472567538906042203.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:25:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221184699</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การดื่มน้ำสมุนไพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185574</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ดื่มน้ำสมุนไพร&nbsp;</strong></p><p><br/></p><p><strong>วิธีดื่มน้ำสมุนไพรไทยเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาด้านการรักษาโรค ที่ประยุกต์และต่อยอดมาจากการกินอาหารนั่นเอง แต่พืชหรือสมุนไพรบางชนิดกินเดี่ยวๆ อาจจะไม่อร่อยถูกปากหรือกินยาก ดังนั้นคนไทยโบราณจึงเลือกทำเป็นน้ำดื่มเพื่อความกินง่ายนั่นเองค่ะ น้ำสมุนไพรที่คนไทยนิยมดื่มได้แก่&nbsp;</strong></p><ol><li><p><strong>น้ำขิง&nbsp;มีสรรพคุณแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม&nbsp;ช่วยลดการจับตัวของลิ่มเลือดและน้ำย่อยต่างๆ นิยมดื่มน้ำขิงเพื่อบรรเทาอาหารไข้ ไอหรือมีเสมหะมาก และขิงยังเป็นส่วนผสมใน</strong><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://www.shopback.co.th/blog/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99/"><strong>อาหารลดไขมัน</strong></a><strong>เพราะสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้</strong></p></li><li><p><strong>น้ำตะไคร้หอม&nbsp;ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการจุกเสียด ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยลดความดันโลหิต</strong></p></li><li><p><strong>น้ำใบบัวบก&nbsp;มีวิตามินเอสูงจึงช่วยบำรุงสายตาได้ดี ช่วยแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้อาการช้ำใน ฟกช้ำ บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง ช่วยขับปัสสาวะ และช่วยลดอาการอักเสบได้ค่ะ</strong></p></li><li><p><strong>น้ำมะตูม&nbsp;เป็นยาระบายขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ขับเสมหะ และแก้อาการร้อนในได้ดี</strong></p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-11-18 02:26:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185574</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185583</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกัน วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตผ้ามัดหมี่ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดมาจากชุมชนทำให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน การแบ่งงานความรับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคนในชุมชน เช่น การมัดหมี่ การย้อม การทอ ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049762655/cd69880bf9cb2fa19a6454c94665f5b8/inbound4697091715373440683.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:26:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185583</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาท้องทอผ้าศรีภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185590</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>ผ้าไหมลายศรีภูมิ ปราชญกชาวบ้านผ้าไหมลายศรีภูมิ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ผ้าไหมลายศรีภูมิ บอกเล่ำเรื่องรำววิถีชีวิต ผ่ำนลวดลำยงำนไหม</p><p><br/></p><p>วิถีชุมชนถนนคนเดินเซราะตาหยูก</p><p><br/></p><p>พ่อล้อม ปราสาร ปรำชญ์ชำวบ้ำน</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ประธำนกลุ่มทอผ้ำไหมย้อมสีธรรมชำติ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>บ้ำนหนองหว้ำ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ผู้คิดค้นลำยผ้ำศรีภูมิ หรือ ผ้ำไหมลำยสุวรรณภูมิ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>โดยพ่อล้อมได้เริ่มต้นกำรทอผ้ำตั้งแต่อำยุ ๑๘ ปี</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลำ กว่ำ ๕๐ ปี และในเวลำ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ต่อมำได้มีแนวคิดที่จะสืบทอดเอกลักษณ์ของ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ท้องถิ่นให้คงอยู่ จึงได้มีกำรทอผ้ำไหมลำยศรีภูมิ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>เล่ำเรื่องรำวควำมเป็นมำ วิถีชีวิตของชนเผ่ำ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ชำวเมืองศรีภูมิ</p><p>นาย อดิศร สุดสี เลขที่7 ชั้นมัธยมศึกษา.3/6</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049708098/8f0d93840b5920496757ae7773943bcb/inbound6324278306812231836.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:26:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221185590</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจักสาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221186954</link>
         <description><![CDATA[<p>การจักสาน เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ เป็นศิลปะในการนำวัสดุจากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ตาล หรือใบลาน มาถักทอให้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือของตกแต่งบ้าน</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จักสาน</p><p> * ตะกร้า: ใช้ใส่ของต่างๆ เช่น ผลไม้ ผัก         หรือของใช้ในครัวเรือน</p><p> * กระเป๋า: ใช้ใส่ของส่วนตัว หรือเป็นของที่     ระลึก</p><p> * หมวก: ป้องกันแสงแดดและฝน</p><p> * เฟอร์นิเจอร์: เช่น เก้าอี้ โต๊ะ หรือเตียง</p><p> * ของตกแต่ง: เช่น โคมไฟ หรือแจกัน</p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญาการจักสาน:</p><p> * ส่งเสริมการเรียนรู้: จัดกิจกรรมสอนการ       จักสานให้กับเยาวชนและผู้สนใจ</p><p> * สร้างตลาด: สนับสนุนให้ชุมชนผลิตและ      จำหน่ายผลิตภัณฑ์จักสาน</p><p> * พัฒนาผลิตภัณฑ์: ปรับรูปแบบและ              ลวดลายของผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและ        ตอบสนองความต้องการของตลาด</p><p> * ประชาสัมพันธ์: สร้างความตระหนักให้         กับผู้คนถึงคุณค่าของภูมิปัญญาการ            จักสาน</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/g1f86b0ec8b6b7f3e604e8b895468d34d5473b7c7dba39c829af2911a2ef4642a475bdfefa509ba313606a82846f9282a.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:27:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221186954</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาท้องถิ่น สานแห</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221193341</link>
         <description><![CDATA[<p>แห จึงถือเป็นเครื่องมือเพื่อการยังชีพ หมายถึงใช้จับปลาเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวันและใช้ประกอบอาชีพ คือใช้จับปลาเพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเช่น แลกข้าว แลกเกลือ หรือจำหน่ายนำเงินมาซื้อเครื่องนุ่งห่มของชาวบ้านในชนบท แห จึงถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่แท้จริง เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นห่วงโซ่ในเรื่องอาหารและรายได้ในชีวิตประจำวัน แหจึงได้รับการพัฒนาและเอาใจใส่ เริ่มจากการได้รับการถ่ายทอดเบื้องต้นจากบรรพบุรุษ แล้วลองผิดลิงถูก จนเป็นองค์ความรู้และประสบการณ์เฉพาะตัวของบุคคล ความแตกต่างของความเชื่อ เรื่องแห ทั้งโครงสร้าง ขนาด วิธีทอด วิธีย้อม และวิธีการต่างๆ ที่ดีแล้ว คล้ายๆ กัน แต่ลึกๆ แล้วมีหลายอย่างที่แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ดังความเชื่อโบราณอีสานที่ว่า “ชายที่หว่านแหไม่ “มน” (กลม) ถือเป็นชายที่ไม่สมบูรณ์</p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทำได้ดังนี้ อนุรักษ์ ทำได้โดยการปลูกจิตสำนึกและสร้างค่านิยมของคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น การฟื้นฟู ทำได้โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่สูญหายไปหรือกำลังจะสูญหายแล้วนำกลับมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญ การพัฒนา ทำได้โดยการพัฒนาภูมิปัญญาไทยให้เหมาะกับยุคสมัย</p><p><br/></p><p>นาย อัศนี แก้วเหล่ายูง ม.3/6 เลขที่9</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049767899/a678a5b7d1d5515658d3a2b825f5abab/inbound6736257691289743570.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:31:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221193341</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้าไหมไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221198442</link>
         <description><![CDATA[<p>ผ้าไหมไทย เป็นผ้าไหมซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างจากผ้าไหมทั่วไป กล่าวคือ มีแสงแวววาวเป็นมันเลื่อม เนื้อผ้าฟูไม่เรียบ อ่อนนุ่ม มีน้ำหนัก บางชนิดเป็นปุ่มปมอันเนื่องมาจากระดับคุณภาพซึ่งเกิดในกระบวนการผลิตแต่ก็ทำให้ได้รับความนิยมของคนบางกลุ่มเพราะดูแล้วมีโดยเฉพาะผ้าไหมของเมืองขอนแก่นมีความแปลกตาและะสวยมีเอกลักษณะ</p><p>การอนุรักษ์ผ้าไหมไทย</p><p>1. ควรแก่การอนุรักษ์วิธีการเลี้ยงไหมและวิธีการทอผ้าไหมไว้เพื่อให้ลูกหลานได้สืบต่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าของ ชุมชน 2. ควรให้หน่วยงานภาครัฐผลักดันสินค้าให้สินค้ามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ 3. ควรจัดหาสถานที่จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีประจ าอ าเภอเพื่อส่งเสริมอาชีพรายได้มีที่วางจ าหน่ายสินค้า</p>]]></description>
         <enclosure url="https://live.staticflickr.com/8374/8593762701_e700aa826f_b.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:33:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221198442</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทอเสือ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221204005</link>
         <description><![CDATA[<p>รายละเอียดภูมิปัญญาท้องถิ่น</p><p>การทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ</p><p>       เสื่อกก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่นำต้นกกมาแปรสภาพก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ทำให้เสื่อกกถูกจัดได้ว่าเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่ง ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีต</p><p>       ที่ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา คือภูมิภาคหนึ่งที่มีการสืบสานภูมิปัญญาทางด้านการทอเสื่อกกนี้มายาวนาน จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทนการใช้เสื่อกกมากมายให้เลือก นับตั้งแต่เสื่อน้ำมัน พรม กระเบื้องปูพื้น และอื่นๆ ทำให้กระแสความนิยมในการใช้เสื่อกกลดลง และคนรุ่นใหม่ก็สนใจในภูมิรู้ด้านนี้น้อย</p><p>       การศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอเสื่อกกของชุมชนนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น และปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นของภูมิปัญญานี้ ว่ามีมากหรือน้อย และด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์หรือแก้ไข สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไป</p><p>       การทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ</p><p>เสื่อกก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่นำต้นกกมาแปรสภาพก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ทำให้เสื่อกกถูกจัดได้ว่าเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่ง ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีต</p><p>ที่ตำบลดงน้อย อำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา คือภูมิภาคหนึ่งที่มีการสืบสานภูมิปัญญาทางด้านการทอเสื่อกกนี้มายาวนาน จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทนการใช้เสื่อกกมากมายให้เลือก นับตั้งแต่เสื่อน้ำมัน พรม กระเบื้องปูพื้น และอื่นๆ ทำให้กระแสความนิยมในการใช้เสื่อกกลดลง และคนรุ่นใหม่ก็สนใจในภูมิรู้ด้านนี้น้อย</p><p>การศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอเสื่อกกของชุมชนนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น และปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นของภูมิปัญญานี้ ว่ามีมากหรือน้อย และด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์หรือแก้ไข สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไป</p><p>การอนุรักษ์การทอเสือ</p><p>การรักษาสภาพเดิมหรือประยุกต์การถ่ายทอดเสื่อกก </p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญา</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049713214/e4c8b121af8ba4338d7547ed2d0dfd4f/inbound333694641536508848.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:35:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221204005</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หมอนขิด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221228648</link>
         <description><![CDATA[<p>หมอนขิด ภูมิปัญญาไทยบรรเทาปวดหลัง</p><p>หมอนขิด เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นการรักษาวัฒนธรรมทางหัตถกรรม ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นผูกพันกับการดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยชาวอีสานโดยทั่วไป เป็นของใช้ในครัวเรือนหรือปัจจัยสี่ สำหรับหนุนนอนผลิตจากผ้าลายขิดทอมือจากผ้าฝ้าย และใช้เป็นเครื่องขอขมาญาติผู้ใหญ่และพ่อล่ามในงานแต่งงาน งานบวช งานบุญประเพณี งานขึ้นบ้านใหม่ รวมถึงเป็นเครื่องชี้วัดคุณสมบัติความเป็นกุลสตรี หรือแม่ศรีเรือนของสตรีไทยชาวอีสาน ซึ่งหากใครมีฝีมือในการทำหมอนขิดได้อย่างปราณีต สวยงามมักจะเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มและพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย</p><p>นอกจากนั้นยังได้พัฒนารูปแบบ สีสัน ประณีต สวยงาม มีความทันสมัย หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น หมอนหน้าม้า หรือหมอนอิง, หมอนหน้าป่องหรือไส้โกน, หมอนหน้าทึบหรือหน้าตัน ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับใช้เป็นของฝากของที่ระลึกและของใช้ในครัวเรือน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย&nbsp;หมอนขิดเพื่อสุขภาพ ช่วยบรรเทากระดูกทับเส้นประสาทที่คอ ปวดเมื่อยที่คอจากการทำงาน ปวดหลัง ปวดขา เส้นเลือดขอด จากการทำงานนั่งหรือยืนทั้งวัน</p><p> การอนุรักษ์ทำความเข้าใจภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยส่งเสริมเจ้าหน้าที่ขององค์กร ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน จากนั้นควรจัดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ไปเยี่ยมเยียน ศึกษาดูงาน พบปะสนทนากับชาวบ้าน และร่วมกิจกรรมชุมชนที่ชาวบ้านได้จัดขึ้น เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับเป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะร่วมวางแผนดำเนินการส่งเสริมพัฒนา ฟื้นฟู สืบทอดต่อไป</p><p>ด.ญ.จิรัชยา สาคร ม3/6 เลขที่ 38</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3049841666/d4511fbb21656b60581494038eefd56d/IMG_6694.jpeg" />
         <pubDate>2024-11-18 02:48:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221228648</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หมอนขิด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221370158</link>
         <description><![CDATA[<p>หมอนขิด ภูมิปัญญาไทยบรรเทาปวดหลัง</p><p>หมอนขิด เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งเป็นการรักษาวัฒนธรรมทางหัตถกรรม ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นผูกพันกับการดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยชาวอีสานโดยทั่วไป เป็นของใช้ในครัวเรือนหรือปัจจัยสี่ สำหรับหนุนนอนผลิตจากผ้าลายขิดทอมือจากผ้าฝ้าย และใช้เป็นเครื่องขอขมาญาติผู้ใหญ่และพ่อล่ามในงานแต่งงาน งานบวช งานบุญประเพณี งานขึ้นบ้านใหม่ รวมถึงเป็นเครื่องชี้วัดคุณสมบัติความเป็นกุลสตรี หรือแม่ศรีเรือนของสตรีไทยชาวอีสาน ซึ่งหากใครมีฝีมือในการทำหมอนขิดได้อย่างปราณีต สวยงามมักจะเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มและพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย</p><p>นอกจากนั้นยังได้พัฒนารูปแบบ สีสัน ประณีต สวยงาม มีความทันสมัย หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น หมอนหน้าม้า หรือหมอนอิง, หมอนหน้าป่องหรือไส้โกน, หมอนหน้าทึบหรือหน้าตัน ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาด สำหรับใช้เป็นของฝากของที่ระลึกและของใช้ในครัวเรือน ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย&nbsp;หมอนขิดเพื่อสุขภาพ ช่วยบรรเทากระดูกทับเส้นประสาทที่คอ ปวดเมื่อยที่คอจากการทำงาน ปวดหลัง ปวดขา เส้นเลือดขอด จากการทำงานนั่งหรือยืนทั้งวัน</p><p>การอนุรักษ์ทำความเข้าใจภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยส่งเสริมเจ้าหน้าที่ขององค์กร ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้าน จากนั้นควรจัดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ไปเยี่ยมเยียน ศึกษาดูงาน พบปะสนทนากับชาวบ้าน และร่วมกิจกรรมชุมชนที่ชาวบ้านได้จัดขึ้น เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สำหรับเป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะร่วมวางแผนดำเนินการส่งเสริมพัฒนา ฟื้นฟู สืบทอดต่อไป</p><p>ดู.ญ.จรัชยา สาคร ม3/6 เลขที่ 38</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3050133825/82c9726fde9764d8560e5dc1ace69e50/IMG_6694.jpeg" />
         <pubDate>2024-11-18 04:11:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3221370158</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาการนวดแผนไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3222071977</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิปัญญาท้องถิ่น การนวดแผนไทย</p><p>การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านดั้งเดิมที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย ซึ่งมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสังคม วัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ และรูปแบบการรักษามีทั้งการใช้ยาสมุนไพร การนวด การผดุงครรภ์ตลอดจนการรักษาทางจิตใจโดยใช้พิธีกรรมหรือคาถาต่างๆซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการทางด้านการรักษาสุขภาพ และความเจ็บป่วยของประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่จากการพัฒนาในทุกด้านที่ยึดการพัฒนาตามระบบทุนนิยม ทำให้ชุมชนมีค่านิยมตามแนวทางของตะวันตกเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านการจัดการสุขภาพที่เน้นการพึ่งพิงจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ภูมิปัญญาและองค์ความรู้การดูแลสุขภาพเดิมที่มีอยู่ในชุมชนไม่ได้รับการพัฒนาและถูกทอดทิ้งจากคนรุ่นใหม่ ขาดการสืบทอดและผู้รู้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งนับวันจะมีจำนวนลดลง ทำให้ชุมชนรับประโยชน์จากภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ความรู้เหล่านี้สามารถช่วยดูแลรักษาความเจ็บป่วยให้กับชาวบ้านได้อีกทั้งองค์ความรู้ทางการแพทย์พื้นบ้านไทย ทั้งที่เป็นตัวหมอพื้นบ้าน ตำรา พันธุ์พืชที่ใช้เป็นยา สมุนไพร วิธีการการรักษาโรค ตลอดจนสังคมวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิต ฯลฯ</p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์</p><p>สืบทอดภูมิปัญญาการนวดแผนไทย ซึ่งประกอบด้วยครูผู้สอน และวิธีการถ่ายทอดที่เหมาะสม</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3051964805/553b69b60f1b12cc2d21c77d1183e1b1/inbound3618260619646804191.jpg" />
         <pubDate>2024-11-18 12:05:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3222071977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3224179039</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกัน วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตผ้ามัดหมี่ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดมาจากชุมชนทำให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน การแบ่งงานความรับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคนในชุมชน เช่น การมัดหมี่ การย้อม การทอ ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน</p><p>กระบวนการผลิต</p><p>วัตถุดิบและส่วนประกอบ</p><p>วัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิตผ้าไหมมีมากมาย ยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่สำคัญ ดังนี้</p><p>กระด้ง, ผ้าครอบกระด้ง, ชั้นวางกระด้งไหม, จ่อ หม้อต้ม, รอกไหม, กระบุงรองไหม , กง, อัก, ระหัด, ระวิง เชือกฟาง , หม้อต้มสีย้อมไหม, ถุงมือยาง, โอ่งหรือหม้อ, ไม้พาย, กะละมัง, ราวตากเส้นไหม ฟืม, กี่ทอผ้า, กระสวย</p><p>ขั้นตอนการผลิต</p><p>1. ขั้นตอนการเลี้ยงไหม</p><p>เตรียมใบหม่อนใส่ในกระด้งเลี้ยง ใช้ผ้าคลุมไว้ หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ ไหมนอน ” ต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ ไหมตื่น ” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “ หนอนสุก ” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม “ จ่อ ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้ม ตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหมออกจากจ่อได้ หนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 - 1, 200 เมตร หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ต้องสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมาซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหมไม่ได้</p><p>2. ขั้นตอนการสาวไหม</p><p>นำไหมสดไปอบให้แห้ง จากนั้นนำไหมที่อบแห้งไปต้มในน้ำที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เกี่ยวเส้นใยออกมารวมกันหลายๆเส้น การสาวต้องเริ่มต้นจากขุยรอบนอกและเส้นใยภายใน(ชั้นกลาง) รวมกัน เรียกว่า “ ไหมสาว ” หรือ “ ไหมเปลือก ” ครั้นสาวถึงเส้นใยภายใน (ชั้นในสุด) แล้ว เอารังไหมที่มีเส้นภายในแยกไปสาวต่างหาก เรียกว่า “ เส้นไหมน้อย ” หรือ “ ไหมหนึ่ง ” ผู้สาวไหมต้องมีความชำนาญและทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เมื่อเติมรังไหมลงไปอีก รังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับรังไหมเก่าได้ โดยไม่ทำให้เส้นไหมขาด นำเส้นไหมที่สาวแล้วมาทำเป็นไจหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า“เปีย” เส้นไหมที่ได้มานี้จะเป็นสีเหลืองเรียกว่าไหมดิบและมีเส้นแข็ง</p><p>3. ขั้นตอนการฟอกไหม</p><p>ไหมดิบต้องนำไปฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกของชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่อยู่ใกล้ตัวเช่น กาบกล้วย ใบกล้วย งวงตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาผ่านให้บาง ตากแดดให้แห้งและสุมไฟเผาจนมอดเป็นขี้เถ้าไปแช่น้ำทิ้งไว้ให้นอนก้นรินน้ำออกมาเป็นน้ำด่าง นำไหมที่จะฟอกลงไปแช่ในน้ำด่างโดยทุบเส้นไหมให้อ่อนตัวเพื่อน้ำด่างจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาวจึงนำไปตากแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ด่างตามวิธีเดิมอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นดึงไหมออกจากกลุ่มโดยไม่ให้พันกัน นำมาย้อมสีแรกก่อน แล้วนำไปพันหลักหมี่เพื่อเตรียมมัดต่อไป</p><p>4. ขั้นตอนการมัดหมี่</p><p>การมัดหมี่ คือ การทำผ้าไหมให้เป็นลายและสีสันต่างๆ ตามแบบหรือลายที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งปัจจุบัน มีทั้งแบบลายที่เป็นแบบลายโบราณ และแบบที่เป็นลายประยุกต์ โดยการนำเส้นไหมที่ฟอกขาวและนุ่มดีแล้ว มาพันหลักหมี่ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลม 2 ท่อนตั้งตรงข้าม ห่างกันเท่ากับหน้าผ้าที่จะทอ พันไหมไปรอบหลักตามจำนวนรอบที่ต้องการ แล้วจึงนำเชือกมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆตามลวดลายที่จะประดิษฐ์ จะใช้เชือกกล้วยหรือเชือกฟางมัดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้น้ำสีซึมเข้าในเส้นไหมเวลาย้อม ตอนนี้เองที่เรียกว่า “มัดหมี่”</p><p>5. ขั้นตอนการย้อม</p><p>นำเส้นไหมที่มัดแล้วไปย้อมสี สีจะติดเฉพาะตรงที่ไม่ได้มัด เมื่อย้อมแล้วอาจจะต้องนำมามัดและย้อมซ้ำอีกหลายครั้งแล้วแต่ความยากง่ายของลวดลายและจำนวนสีที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้า เช่น ผ้าที่ออกแบบลายไว้มี 5 สี ก็ต้องทำการมัดย้อม 5 ครั้ง เป็นต้น ในสมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสีธรรมชาติเริ่มหายไป เนื่องจากมีสีวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายเส้นไหมหรือผ้าไหม เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูก ทนต่อการซักค่อนข้างดี การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทำให้สีของผ้างดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝ้าย วิธีย้อมคือ การคั้นเอาน้ำจากพืชที่ให้สีนั้นๆ ต้มให้เดือด จากนั้นนำไหมชุบน้ำให้เปียก บิดพอหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงเส้นจึงแช่ในน้ำย้อมสีที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งจะได้เส้นไหมที่มีสีตามต้องการ</p><p>6. ขั้นตอนการกรอ</p><p>เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการย้อมสีและตัดเชือกที่มัดออก ตากไหมให้แห้งแล้วนำเส้นไหมมากรอใส่หลอดโดยต้องระมัดระวังเรียงลำดับให้ถูกต้อง มิฉะนั้นผืนผ้าที่ทอออกมาจะมีตำหนิในลักษณะต่างๆกันเช่น ลายเขย่งสูงบ้างต่ำบ้าง มีรอยต่อลายเห็นชัดบ้างหรือบางทีกลายเป็นลายอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจเลยก็มี</p><p>ขั้นตอนการทอผ้า</p><p>การทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม ๒ ชุด คือชุดแรกเป็น “ เส้นไหมยืน ” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ หรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่งคือ “ เส้นไหมพุ่ง ” จะถูกกรอเข้ากระสวย ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเส้นไหมพุ่ง สำหรับเส้นไหมยืนซึ่งจะเป็นความยาวของผืนผ้านั้น เมื่อฟอกไหมแล้วนำไปย้อมสีโดยไม่ต้องมัดหมี่ นำเอาเส้นไหมที่เตรียมไว้สำหรับเป็นไหมยืนไปกรอเข้าหลอดหวีและเข้าฟืมนำขึ้นกี่ทอผ้า ไหมยืนหนึ่งกิโลกรัมจะทอให้เป็นผ้าไหมได้ประมาณ ๗-๘ ผืน ( ๑ ผืนยาวประมาณ 180-200 เซนติเมตร</p><p>เมื่อมัดย้อมและกรอเส้นพุ่งใส่หลอดเข้ากระสวยรวมทั้งมีเส้นยืนบนกี่หรือหูกแล้ว ก็สามารถทอผ้าได้ โดยการใช้มือในการพุ่งกระสวยโดยตรง ไม่ใช้วิธีกระตุกเชือกให้กระสวยพุ่งไปอย่างกี่กระตุกเพราะการทอผ้าไหมมัดหมี่นั้นต้องใช้ความละเอียดลออและพิถีพิถันมาก เมื่อกระสวยพุ่งไปครั้งหนึ่ง ก็ต้องตรวจดูว่าตรงกับดอกลายที่มัดไว้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ต้องจัดให้ตรงเสียก่อนแล้วจึงทอต่อไปได้ การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน</p><p>เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต</p><p>1. การย้อมสี ควรแยกภาชนะการย้อมสีเพื่อป้องกันสีผสมกลืนกัน และต้องรักษาอุณหภูมิความร้อนของ น้ำต้มสีย้อมเส้นด้ายให้สม่ำเสมอ</p><p>2. การมัดย้อมเส้นด้าย ควรมัดเส้นด้ายให้แน่น เพราะหากมัดไม่แน่นอาจจะทำให้สีย้อมกลืนเข้าหากัน จะทำให้ได้ลวดลายไม่สม่ำเสมอและไม่สวยงาม</p><p>3. การทอผ้ามัดหมี่ ริมต้องเรียบเสมอกัน ตีฟืมให้แน่นสม่ำเสมอ</p><p>4. การทอลายมัดหมี่ ต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกทักษะความชำนาญ เพื่อให้ได้ลวดลายที่ต่อเนื่อง และสมํ่าเสมอ</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3058292933/d5827d2b26c2849d16e2ef82e0159e05/inbound490531080085496861.jpg" />
         <pubDate>2024-11-19 12:25:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3224179039</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3224189872</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกัน วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตผ้ามัดหมี่ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดมาจากชุมชนทำให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน การแบ่งงานความรับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคนในชุมชน เช่น การมัดหมี่ การย้อม การทอ ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน</p><p>กระบวนการผลิต</p><p>วัตถุดิบและส่วนประกอบ</p><p>วัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิตผ้าไหมมีมากมาย ยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่สำคัญ ดังนี้</p><p>กระด้ง, ผ้าครอบกระด้ง, ชั้นวางกระด้งไหม, จ่อ หม้อต้ม, รอกไหม, กระบุงรองไหม , กง, อัก, ระหัด, ระวิง เชือกฟาง , หม้อต้มสีย้อมไหม, ถุงมือยาง, โอ่งหรือหม้อ, ไม้พาย, กะละมัง, ราวตากเส้นไหม ฟืม, กี่ทอผ้า, กระสวย</p><p>ขั้นตอนการผลิต</p><p>1. ขั้นตอนการเลี้ยงไหม</p><p>เตรียมใบหม่อนใส่ในกระด้งเลี้ยง ใช้ผ้าคลุมไว้ หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ ไหมนอน ” ต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ ไหมตื่น ” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “ หนอนสุก ” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม “ จ่อ ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้ม ตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหมออกจากจ่อได้ หนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 - 1, 200 เมตร หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ต้องสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมาซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหมไม่ได้</p><p>2. ขั้นตอนการสาวไหม</p><p>นำไหมสดไปอบให้แห้ง จากนั้นนำไหมที่อบแห้งไปต้มในน้ำที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เกี่ยวเส้นใยออกมารวมกันหลายๆเส้น การสาวต้องเริ่มต้นจากขุยรอบนอกและเส้นใยภายใน(ชั้นกลาง) รวมกัน เรียกว่า “ ไหมสาว ” หรือ “ ไหมเปลือก ” ครั้นสาวถึงเส้นใยภายใน (ชั้นในสุด) แล้ว เอารังไหมที่มีเส้นภายในแยกไปสาวต่างหาก เรียกว่า “ เส้นไหมน้อย ” หรือ “ ไหมหนึ่ง ” ผู้สาวไหมต้องมีความชำนาญและทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เมื่อเติมรังไหมลงไปอีก รังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับรังไหมเก่าได้ โดยไม่ทำให้เส้นไหมขาด นำเส้นไหมที่สาวแล้วมาทำเป็นไจหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า“เปีย” เส้นไหมที่ได้มานี้จะเป็นสีเหลืองเรียกว่าไหมดิบและมีเส้นแข็ง</p><p>3. ขั้นตอนการฟอกไหม</p><p>ไหมดิบต้องนำไปฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกของชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่อยู่ใกล้ตัวเช่น กาบกล้วย ใบกล้วย งวงตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาผ่านให้บาง ตากแดดให้แห้งและสุมไฟเผาจนมอดเป็นขี้เถ้าไปแช่น้ำทิ้งไว้ให้นอนก้นรินน้ำออกมาเป็นน้ำด่าง นำไหมที่จะฟอกลงไปแช่ในน้ำด่างโดยทุบเส้นไหมให้อ่อนตัวเพื่อน้ำด่างจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาวจึงนำไปตากแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ด่างตามวิธีเดิมอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นดึงไหมออกจากกลุ่มโดยไม่ให้พันกัน นำมาย้อมสีแรกก่อน แล้วนำไปพันหลักหมี่เพื่อเตรียมมัดต่อไป</p><p>4. ขั้นตอนการมัดหมี่</p><p>การมัดหมี่ คือ การทำผ้าไหมให้เป็นลายและสีสันต่างๆ ตามแบบหรือลายที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งปัจจุบัน มีทั้งแบบลายที่เป็นแบบลายโบราณ และแบบที่เป็นลายประยุกต์ โดยการนำเส้นไหมที่ฟอกขาวและนุ่มดีแล้ว มาพันหลักหมี่ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลม 2 ท่อนตั้งตรงข้าม ห่างกันเท่ากับหน้าผ้าที่จะทอ พันไหมไปรอบหลักตามจำนวนรอบที่ต้องการ แล้วจึงนำเชือกมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆตามลวดลายที่จะประดิษฐ์ จะใช้เชือกกล้วยหรือเชือกฟางมัดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้น้ำสีซึมเข้าในเส้นไหมเวลาย้อม ตอนนี้เองที่เรียกว่า “มัดหมี่”</p><p>5. ขั้นตอนการย้อม</p><p>นำเส้นไหมที่มัดแล้วไปย้อมสี สีจะติดเฉพาะตรงที่ไม่ได้มัด เมื่อย้อมแล้วอาจจะต้องนำมามัดและย้อมซ้ำอีกหลายครั้งแล้วแต่ความยากง่ายของลวดลายและจำนวนสีที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้า เช่น ผ้าที่ออกแบบลายไว้มี 5 สี ก็ต้องทำการมัดย้อม 5 ครั้ง เป็นต้น ในสมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสีธรรมชาติเริ่มหายไป เนื่องจากมีสีวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายเส้นไหมหรือผ้าไหม เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูก ทนต่อการซักค่อนข้างดี การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทำให้สีของผ้างดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝ้าย วิธีย้อมคือ การคั้นเอาน้ำจากพืชที่ให้สีนั้นๆ ต้มให้เดือด จากนั้นนำไหมชุบน้ำให้เปียก บิดพอหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงเส้นจึงแช่ในน้ำย้อมสีที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งจะได้เส้นไหมที่มีสีตามต้องการ</p><p>6. ขั้นตอนการกรอ</p><p>เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการย้อมสีและตัดเชือกที่มัดออก ตากไหมให้แห้งแล้วนำเส้นไหมมากรอใส่หลอดโดยต้องระมัดระวังเรียงลำดับให้ถูกต้อง มิฉะนั้นผืนผ้าที่ทอออกมาจะมีตำหนิในลักษณะต่างๆกันเช่น ลายเขย่งสูงบ้างต่ำบ้าง มีรอยต่อลายเห็นชัดบ้างหรือบางทีกลายเป็นลายอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจเลยก็มี</p><p>ขั้นตอนการทอผ้า</p><p>การทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม ๒ ชุด คือชุดแรกเป็น “ เส้นไหมยืน ” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ หรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่งคือ “ เส้นไหมพุ่ง ” จะถูกกรอเข้ากระสวย ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเส้นไหมพุ่ง สำหรับเส้นไหมยืนซึ่งจะเป็นความยาวของผืนผ้านั้น เมื่อฟอกไหมแล้วนำไปย้อมสีโดยไม่ต้องมัดหมี่ นำเอาเส้นไหมที่เตรียมไว้สำหรับเป็นไหมยืนไปกรอเข้าหลอดหวีและเข้าฟืมนำขึ้นกี่ทอผ้า ไหมยืนหนึ่งกิโลกรัมจะทอให้เป็นผ้าไหมได้ประมาณ ๗-๘ ผืน ( ๑ ผืนยาวประมาณ 180-200 เซนติเมตร</p><p>เมื่อมัดย้อมและกรอเส้นพุ่งใส่หลอดเข้ากระสวยรวมทั้งมีเส้นยืนบนกี่หรือหูกแล้ว ก็สามารถทอผ้าได้ โดยการใช้มือในการพุ่งกระสวยโดยตรง ไม่ใช้วิธีกระตุกเชือกให้กระสวยพุ่งไปอย่างกี่กระตุกเพราะการทอผ้าไหมมัดหมี่นั้นต้องใช้ความละเอียดลออและพิถีพิถันมาก เมื่อกระสวยพุ่งไปครั้งหนึ่ง ก็ต้องตรวจดูว่าตรงกับดอกลายที่มัดไว้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ต้องจัดให้ตรงเสียก่อนแล้วจึงทอต่อไปได้ การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน</p><p>เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต</p><p>1. การย้อมสี ควรแยกภาชนะการย้อมสีเพื่อป้องกันสีผสมกลืนกัน และต้องรักษาอุณหภูมิความร้อนของ น้ำต้มสีย้อมเส้นด้ายให้สม่ำเสมอ</p><p>2. การมัดย้อมเส้นด้าย ควรมัดเส้นด้ายให้แน่น เพราะหากมัดไม่แน่นอาจจะทำให้สีย้อมกลืนเข้าหากัน จะทำให้ได้ลวดลายไม่สม่ำเสมอและไม่สวยงาม</p><p>3. การทอผ้ามัดหมี่ ริมต้องเรียบเสมอกัน ตีฟืมให้แน่นสม่ำเสมอ</p><p>4. การทอลายมัดหมี่ ต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกทักษะความชำนาญ เพื่อให้ได้ลวดลายที่ต่อเนื่อง และสมํ่าเสมอ</p><p><strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>1) ควรมีการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควรมีการ </p><p>สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) จัดหลักสูตรการทอผ้าให้กับสถาบันการศึกษาเพื่อให้สถาบันที่เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอดเพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน 3) ควรส่งเสริมการ </p><p>บันทึกลวดลายผ้าไหม เพื่อเป็นหลักฐานและถ่ายทอดภูมิปัญญาอันล้ าค่าของบรรพบุรุษสอดคล้องกับ </p><p>งานวิจัยของระวีวรรณ</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3058323094/10f6d124cc69b1629f86da7a99100215/inbound2013093728813234558.jpg" />
         <pubDate>2024-11-19 12:33:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3224189872</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจักสาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3230828619</link>
         <description><![CDATA[<p>การจักสาน เป็นงานหัตถกรรมอย่างหนึ่ง และนับเป็นงานศิลปะประเภททัศนศิลป์ได้ด้วย การจักสานเป็นการนำวัสดุขนาดเล็กและยาว มาขัด หรือสาน กันจนเป็นชิ้นงาน เช่น เสื่อ หรือภาชนะอื่นๆ เช่น ตะกร้า เข่ง หรือของใช้อื่นๆ เช่น ลูกตะกร้อ เป็นต้น เครื่องจักสานเครื่องจักสาน คือ เครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย จากฝีมือความคิด ภูมิปัญญาของชาวบ้านมีลักษณะรูปทรงแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ วัสดุอุปกรณ์คตินิยม และอาชีพของคนในท้องถิ่นนั้นๆ</p><p>คำว่า “ จักสาน” คำว่า จัก คือ การทำให้เป็นแฉก เป็นหยักๆ ด้วยฟันเลื่อย หรืออีกวิธีการหนึ่ง การที่ชาวบ้านใช้คมมีดผ่าไม้ไผ่แล้วทำให้เป็นเส้นบางๆ วิธีการอย่างนี้ก็เรียกว่า จัก เช่นกัน ส่วนไม้ไผ่ หรือ หวาย ที่จักออกมาเป็นเส้นบางๆ นั้นเรียกว่า ตอก ถึงตอนนี้การที่ชาวบ้านนำตอกมาขัดกันจนเกิดลวดลายที่ต้องการ เราเรียกว่า สาน ต่อจากนั้นแล้วก็จะเป็นการสร้างสรรค์ให้เกิดรูปทรงต่างๆ จนท้ายที่สุดเป็นภาชนะสามารถนำไปใช้สอยได้ตามต้องการ</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3077982153/56f4c2ac9165cdc8e08e7ce540ee83ea/inbound3610415699521096422.jpg" />
         <pubDate>2024-11-23 09:54:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3230828619</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บุญบั้งไฟลายศรีภูมิ น.ส.ธีรพร สุทธิไชยา เลขที่ 28 ม. 3/6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3230950325</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>บุญบั้งไฟ</strong> เป็นป ระเพณีหนึ่งของภาคอีสานของประเทศไทย ตลอดจน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7">ประเทศลาว</a><sup>[</sup><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2:%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%87"><em><sup>ต้องการอ้างอิง</sup></em></a><sup>]</sup> โดยมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพญาคันคาก เรื่อง<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%88">ผาแดงนางไอ่</a> ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพญาแถน ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พญาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ปัจจุบันมีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ในระดับประเทศมีทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%A3">ยโสธร</a> ,ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">สุวรรณภูมิ</a>,ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3">พนมไพร</a> และประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้าน<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="new" href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">กุดหว้า</a> โดยทั้งนี้การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ของ จังหวัดยโสธร ได้รับการสนับสนุนจาก<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</a> ในการประชาสัมพันธ์งานประเพณี เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทย และต่างประเทศ นับแต่ ปี 2523 ซึ่งงานประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%A3">จังหวัดยโสธร</a> จะจัดขึ้นในวันเสาร์ อาทิตย์ สัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมในทุกปี โดยทั้งนี้ ในงานที่จัดของจังหวัดยโสธร ยังมีความโดดเด่น ในวันก่อนแห่มีการประกวดกองเชียร์ จำนวนมาก รวมทั้ง วันแห่บั้งไฟ จะมีขบวนบั้งไฟแบบโบราณ และการรำเซิ้งแบบโบราณ จากทั้ง 9 อำเภอของจังหวัดยโสธร เข้าร่วมด้วย และยังมีขบวนแห่สวยงาม จาก 9 คุ้มวัด ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จส่วนการตกแต่งและองค์ประกอบของบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="new" href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4&amp;action=edit&amp;redlink=1">ลายศรีภูมิ</a> ที่นิยมและจัดเป็นงานเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างเพิ่มเติม ออกไป โดยคุณลักษณะพิเศษของลายกรรไกรตัด นั้น พบว่า การตัดกระดาษนั้น เส้นลวดลาย ทุกเส้น จะไม่มีการขาดออกจากกัน สามารถลากเส้นบรรจกันได้ทั้งหมด และการจัดกระดาษนั้น จะไม่มีการร่างลวดลายเอาไว้ก่อน ทั้งนี้ '"บั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="new" href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4&amp;action=edit&amp;redlink=1">ลายศรีภูมิ</a>"' มีองค์ประกอบหลัก 8 ประการ ได้แก่</p><ol><li><p>ลายลูก ใช้ลายกรรไกร กระดาษจังโกสีแดง พื้นใช้กระดาษขัดมันสีเหลือง</p></li><li><p>ลายปลอก ใช้ลายประจำยามประดิษฐ์ พื้นใช้กระดาษขัดมันสีเหลือง มีการประดิษฐ์ลวดลายแข่วหมา (ฟันสุนัข) สลับสีดำ แดง เหลือง เป็นเส้นขนาดเล็ก ประดับกับลายประจำยาม</p></li><li><p>ประดิษฐ์ลายแส้" หรือ แส้พระอินทร์ เป็นเส้นเล็ก ๆ พับด้วยกระดาษขัดมันสีดำ สลับเหลืองสอดอยู่ระหว่างลูกบั้งไฟ</p></li><li><p>อกนาค ใช้ไม้แกะสลักมีขนาดใหญ่เต็มหัวบั้งไฟ ลงสีสันเป็นเกล็ดนาค ด้วยสีเหลือง ส้ม แดง และดำ</p></li><li><p>หัวนาค ใช้ไม้แกะสลัก เป็น <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84">พญานาค</a> ประกอบลายกนก สีเหลือง ส้ม แดง และ ดำ ปากนาค ขยับขึ้นลง พร้อมประดิษฐ์ให้สามารถพ่นน้ำได้</p></li><li><p>แผงนาค ใช้ไม้ลงสีสัน เป็นเกล็ดนาค ด้วยสีเหลือง ส้ม แดง และดำ</p></li><li><p>หางนาค เป็นลายกนก ลงสีสันสลับกันกับแผงนาค และหัวนาค อย่างลงตัว</p></li><li><p>ประดิษฐ์ลายยาบ หรือ ยาบบั้งไฟ ด้วยการหนีบกระดาษเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายกนก ลานประจำยาม ลายพู่ ลายเฟื่อง ลายแข่วหมา (ฟันสุนัข) ตัวลายใช้กระดาษจังโกสีแดง พื้นลายใช้กระดาษขัดมันสีเหลืองสลับกับลายเส้นแข่วหมา (ฟันสุนัข) ได้อย่างลงตัว</p></li></ol><p><br>พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3078483488/ab753d130d4cc5896b674f39a01aae8f/IMG_1272.jpeg" />
         <pubDate>2024-11-23 13:46:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3230950325</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาษาและวรรณกรรม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3231977514</link>
         <description><![CDATA[<p>ด้านภาษาและวรรณกรรม ในแต่ละภาคจะภาษาถิ่นแตกต่างกัน  มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ใช้ภาษาและสำเนียงพื้นบ้านตามท้องถิ่นนั้นๆ โดยเกิดขึ้นจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่น รวมถึงจารีต ประเพณี ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนความเชื่อของคนในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ดอกไม้บานไม่รู้โรย ภาษาถิ่นเหนือเรียกว่า ดอกตะล่อม ภาษาอีสานเรียกว่า ดอกสามปีบ่เหนี่ยว ภาษาถิ่นใต้เรียกว่า ดอกกุนหยี </p><p><br/></p><p>ซึ่งการอนุรักษ์ภูมิปัญญาด้านภาษาและวรรณกรรมทำได้หลายวิธี เช่น การจัดทำสารานุกรมภาษถิ่น การปริวรรตหนังสือโบราณ การฟื้นฟูการเรียนการสอนภาษาถิ่นของท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงการอนุรักษ์วรรณกรรมท้องถิ่น เช่น ขุนช้างขุนแผน ไกรทอง  </p><p><br/></p><p>ด.ญ ปัณฑิตา โลกา ม.3/6 เลขที่30</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3082708847/dd66e7412daeee5ae75156dc0556756b/IMG_20241125_071815.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 00:21:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3231977514</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การสานแห</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232120623</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องการสานแห เริ่มมาจากสมัยก่อนนั้น ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวภาคเกษตรกรรม มีการทำมาหากินตามธรรมชาติ จับปลาโดยใช้เป็ด ยกยอ และใช้แหเป็นเครื่องมือในการจับสัตว์น้ำ เพื่อนำมาประกอบเป็นอาหารการกิน เลี้ยงดูครอบครัว ซึ่ง นายระย้า สอนตน ได้สืบทอดภูมิปัญญาการสานแห หรือที่เรียกว่าถักแห </p><p>วิธีการอนุรักษ์</p><p>สืบสานโสานโดยการสานแหขายหรือส่งต่อให้ลูกหลานใช้ในการหาปลา</p><p>บอกข้อดีของแห้คนต่างถิ่นที่ไม่รู้จักได้รู้จัก</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083016969/938a8540eea8f33a1d66b49e32de1dd6/inbound4560635564837899360.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 01:57:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232120623</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ว่าวภูมิปัญญาจากท้องถิ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232120639</link>
         <description><![CDATA[<p>ว่าวเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ เพื่อเป็นการละเล่น สร้างความบันเทิง และเพื่อประโยชน์อย่างอื่นอีกมาเป็นเวลานับพันปีมาแล้ว มีการเล่นว่าวไทยในของทุก ๆ ภาค อาจจะมีแตกต่างกันบ้างในลักษณะ<br>ของว่าว กีฬาเล่นว่าว ผู้เล่นว่าวจะมีความสนุก ผู้ชมได้รับความเพลิดเพลิน ตื่นตา ตื่นใจ นับได้ว่าเป็นความภูมิใจของภูมิปัญญาของคนไทย ที่ควรจะรักษาสืบต่อกันไป ซึ่งว่าวไทยมีการเล่นกันมาตั้งแต่สมัย<br>สุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์ ไทยเรารู้จักการเล่นว่าวมาไม่ต่ำกว่า 700 ปี โดยมีการแบ่งว่าวออกเป็นภาคต่าง ๆ </p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/gea1485f839f356b55878219d652f1a0464082901fd3214a7aa6e427e0c11ce648f0bbddd6cc083f218d2b81fc922ad53.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 01:57:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232120639</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กระติบข้าว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232123165</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>กระติบข้าว(หรือก่องข้าวเหนียว)เป็นของใช้ประจำบ้านที่ใช้บรรจุข้าวเหนียว ทุกครัวเรือน ทุกพื้นที่ที่รับประทานข้าวเหนียว โดยเฉพาะในภาคอีสานของไทย ซึ่งชาวอีสานนิยมบริโภคข้าวเหนียว เหตุผลที่ทำให้นิยมใช้ กระติบข้าวบรรจุข้าวเหนียว 1. ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุไม่เหนียวแฉะไม่ติดมือ 2. พกพาสะดวก หิ้วไปได้ทุกหนทุกแห่ง</p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ทำได้ ดังนี้ เพิ่มลวดลยให้กระติบข้าวเหนียว อนุรักษ์ ทำได้โดยการ ปลูกจิตสำนึกและสร้างค่านิยม ของคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภูมิปัญญา ท้องถิ่น การฟื้นฟู ทำได้โดยการ เลือกสรรภูมิปัญญาที่สูญหายไป หรือกำลังจะสูญหาย</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d4/Thai_bamboo_container_with_lid_%28for_serving_sticky_rice%29.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 01:59:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232123165</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิธีบายศรีสู่ขวัญ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232129259</link>
         <description><![CDATA[<p><br>พิธีบายศรีสู่ขวัญ&nbsp;สามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า พิธีสู่ขวัญ เป็นพิธีการมงคลที่นิยมปฏิบัติกันแถบภาคเหนือและภาคอีสานค่ะ ตามความเชื่อที่ว่าคนเราเกิดมาพร้อมขวัญที่คอยดูแลรักษา ติดตามเจ้าของให้สุขกายสบายใจเป็นปกติ ซึ่งพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้ ชาวไทยเชื่อว่าเป็นพิธีกรรมที่จะช่วยส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็งนั่นเอง</p><p>โดยพิธีบายศรีสู่ขวัญจะทำในช่วงวันสำคัญของชีวิต&nbsp;เช่น ขวัญนาค ขวัญเดือนสำหรับเด็กทารก การทำขวัญเมื่อหายป่วย เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีการแต่งงานที่เป็นวันที่มีความสำคัญในชีวิตไม่แพ้วันอื่นๆ ย่อมต้องมีพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตคู่จ้ะ</p><p>สำหรับพิธีบายศรีสู่ขวัญในงานแต่งงานแบบไทยของภาคเหนือและอีสาน จะมีข้อสังเกตที่สำคัญก็คือ หากมีพิธีนี้จะไม่มีพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์และประสาทพรหรือพิธีรดน้ำสังข์ค่ะ ซึ่งพิธีบายศรีสู่ขวัญมักจะนิยมทำหลังจากเสร็จพิธีแห่ขันหมากและรับสินสอดแล้วนะคะ</p><p><strong>การอนุรักษ์พิธีบายศรีสู่ขวัญ</strong></p><p><strong>1.การถ่ายทอดความรู้และประเพณี</strong></p><p>•สอนให้คนรุ่นใหม่เข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของพิธีบายศรีสู่ขวัญ เช่น การเชิญขวัญเพื่อสร้างกำลังใจ และการแสดงถึงความปรารถนาดี</p><ul><li><p>ถ่ายทอดความรู้เรื่องขั้นตอนการทำพิธี การจัดบายศรี และคำกล่าวในพิธี</p></li></ul><p><strong>2. ส่งเสริมการจัดพิธีในชุมชน</strong></p><ul><li><p>สนับสนุนให้มีการจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญในโอกาสต่าง ๆ เช่น การรับขวัญบุตรแรกเกิด งานแต่งงาน หรืองานเลี้ยงส่ง</p></li><li><p>ส่งเสริมให้พิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสำคัญในชุมชน</p></li></ul><p><strong>3. สร้างพื้นที่เรียนรู้</strong></p><ul><li><p>จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการทำบายศรี การจัดพิธี และความเชื่อดั้งเดิม</p></li><li><p>สร้างพิพิธภัณฑ์หรือพื้นที่จัดแสดงเกี่ยวกับพิธีบายศรีสู่ขวัญ</p></li></ul><p><strong>4. สนับสนุนการใช้วัสดุธรรมชาติ</strong></p><ul><li><p>รณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ดอกไม้สด เพื่อสืบสานการจัดบายศรีแบบดั้งเดิม และลดการใช้วัสดุสังเคราะห์</p></li><li><p>ด.ญ.สุกัญญา ช้างงาม ม.3/6 เลขที่40</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/75/Last_Orientation_2022%2C_Matthayom_Wanon_Niwat_School.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:03:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232129259</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญา ผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232130108</link>
         <description><![CDATA[<p>ผ้าไหมมัดหมี่<br>ผลิตภัณฑ์<br>ประวัติความเป็นมา<br>บ้านใหม่สามัคคีเป็นหมู่บ้านที่มีภูมิปัญญาในการทอผ้าไหมมาตั้งแต่บรรพบุรุษและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เดิมชาวบ้านใหม่สามัคคีส่วนใหญ่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เช่น อุดรธานี ขอนแก่น เป็นต้น การทอผ้าไหมมัดหมี่ของชาวใหม่สามัคคีมีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นลวดลายของผ้าไหมและการใช้สีธรรมชาติ ผ้าไหมมัดหมี่ของบ้านใหม่สามัคคี ม.8 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองที่นิยมทำกันมานานแล้ว เมื่อสิ้นสุดฤดูกาลทำนา ชาวบ้านมักจะใช้เวลาช่วงนี้ในการทอผ้าไหม เริ่มจากการทอผ้าไหมไว้สำหรับนุ่งของคนสมัยโบราณและใช้ในงานประเพณีพื้นบ้าน เช่น งานแต่งงาน งานบวชนาค สืบทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น บอกกล่าวสอนลูกสอนหลานมาจนถึงทุกวันนี้<br>อัตลักษณ์(เอกลักษณ์)/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์<br>มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับ<br>1. ใบรับรองมาตรฐาน มผช. ผ้ามัดหมี่ ชนิด เส้นไหมแท้<br>2. ได้รับการคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ดีเด่น ระดับ 4 ดาว ในปี 2547 และ 2553<br>3. เป็นกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับตราสัญลักษณ์ผลผลิตคุณภาพของจังหวัดพิจิตร<br><br>ความสัมพันธ์กับชุมชน<br>การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกัน วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตผ้ามัดหมี่ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดมาจากชุมชนทำให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน การแบ่งงานความรับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคนในชุมชน เช่น การมัดหมี่ การย้อม การทอ ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน<br>กระบวนการผลิต<br>วัตถุดิบและส่วนประกอบ<br>วัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิตผ้าไหมมีมากมาย ยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่สำคัญ ดังนี้ <br>กระด้ง, ผ้าครอบกระด้ง, ชั้นวางกระด้งไหม, จ่อ หม้อต้ม, รอกไหม, กระบุงรองไหม , กง, อัก, ระหัด, ระวิง เชือกฟาง , หม้อต้มสีย้อมไหม, ถุงมือยาง, โอ่งหรือหม้อ, ไม้พาย, กะละมัง, ราวตากเส้นไหม ฟืม, กี่ทอผ้า, กระสวย<br>ขั้นตอนการผลิต<br>1. ขั้นตอนการเลี้ยงไหม <br>เตรียมใบหม่อนใส่ในกระด้งเลี้ยง ใช้ผ้าคลุมไว้ หนอนไหมจะกินใบหม่อนหลังจากฟักออกจากไข่ประมาณวันที่ 10 จากนั้นจะหยุดกินอาหารและลอกคราบ ระยะนี้เรียกว่า “ ไหมนอน ” ต่อจากนั้นจะกินนอนและลอกคราบประมาณ 4 ครั้งเรียกว่า “ ไหมตื่น ” ลำตัวจะมีสีขาวเหลืองใสหดสั้น และหยุดกินอาหาร ระยะนี้เรียกว่า “ หนอนสุก ” ช่วงนี้ผู้เลี้ยงไหมต้องรีบแยกหนอนไหมสุกออกจากกองใบหม่อน และเตรียม “ จ่อ ” คืออุปกรณ์ที่จะให้ตัวไหมเกาะเพื่อชักใยห่อหุ้ม ตัวหนอนจะเริ่มพ่นใยได้ประมาณ 6-7 วัน ก็จะสามารถเก็บรังไหมออกจากจ่อได้ หนอนไหมแต่ละตัวจะชักใยยาวไม่เท่ากัน อาจสาวได้ยาวตั้งแต่ 350 - 1, 200 เมตร หนอนไหมจะเจาะรังออกมาเป็นผีเสื้อเมื่ออยู่ในรังครบ 10 วัน ต้องสาวไหมก่อนที่ผีเสื้อจะเจาะรังออกมาซึ่งเส้นจะขาดและทำเส้นไหมไม่ได้ <br>2. ขั้นตอนการสาวไหม<br>นำไหมสดไปอบให้แห้ง จากนั้นนำไหมที่อบแห้งไปต้มในน้ำที่สะอาดที่มีคุณสมบัติเป็นกลาง รังไหมจะเริ่มพองตัวออก ใช้ปลายไม้เกี่ยวเส้นใยออกมารวมกันหลายๆเส้น การสาวต้องเริ่มต้นจากขุยรอบนอกและเส้นใยภายใน(ชั้นกลาง) รวมกัน เรียกว่า “ ไหมสาว ” หรือ “ ไหมเปลือก ” ครั้นสาวถึงเส้นใยภายใน (ชั้นในสุด) แล้ว เอารังไหมที่มีเส้นภายในแยกไปสาวต่างหาก เรียกว่า “ เส้นไหมน้อย ” หรือ “ ไหมหนึ่ง ” ผู้สาวไหมต้องมีความชำนาญและทักษะจึงจะได้เส้นไหมที่มีคุณภาพดี เมื่อเติมรังไหมลงไปอีก รังไหมใหม่สามารถรวมเส้นกับรังไหมเก่าได้ โดยไม่ทำให้เส้นไหมขาด นำเส้นไหมที่สาวแล้วมาทำเป็นไจหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า“เปีย” เส้นไหมที่ได้มานี้จะเป็นสีเหลืองเรียกว่าไหมดิบและมีเส้นแข็ง<br>3. ขั้นตอนการฟอกไหม<br>ไหมดิบต้องนำไปฟอกให้นิ่มและเป็นสีขาว วิธีฟอกของชาวบ้านไม่ได้ใช้สารเคมี แต่จะใช้ของที่อยู่ใกล้ตัวเช่น กาบกล้วย ใบกล้วย งวงตาล ฝักหรือเปลือกเพกา ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งนำมาผ่านให้บาง ตากแดดให้แห้งและสุมไฟเผาจนมอดเป็นขี้เถ้าไปแช่น้ำทิ้งไว้ให้นอนก้นรินน้ำออกมาเป็นน้ำด่าง นำไหมที่จะฟอกลงไปแช่ในน้ำด่างโดยทุบเส้นไหมให้อ่อนตัวเพื่อน้ำด่างจะได้ซึมเข้าได้ง่าย แช่จนไหมนิ่มและขาวจึงนำไปตากแดดให้แห้ง หากไหมยังไม่สะอาดก็นำไปแช่ด่างตามวิธีเดิมอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นดึงไหมออกจากกลุ่มโดยไม่ให้พันกัน นำมาย้อมสีแรกก่อน แล้วนำไปพันหลักหมี่เพื่อเตรียมมัดต่อไป<br>4. ขั้นตอนการมัดหมี่<br>การมัดหมี่ คือ การทำผ้าไหมให้เป็นลายและสีสันต่างๆ ตามแบบหรือลายที่ได้ออกแบบไว้ ซึ่งปัจจุบัน มีทั้งแบบลายที่เป็นแบบลายโบราณ และแบบที่เป็นลายประยุกต์ โดยการนำเส้นไหมที่ฟอกขาวและนุ่มดีแล้ว มาพันหลักหมี่ซึ่งมีลักษณะเป็นไม้กลม 2 ท่อนตั้งตรงข้าม ห่างกันเท่ากับหน้าผ้าที่จะทอ พันไหมไปรอบหลักตามจำนวนรอบที่ต้องการ แล้วจึงนำเชือกมามัดเส้นไหมเป็นตอนๆตามลวดลายที่จะประดิษฐ์ จะใช้เชือกกล้วยหรือเชือกฟางมัดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้น้ำสีซึมเข้าในเส้นไหมเวลาย้อม ตอนนี้เองที่เรียกว่า “มัดหมี่”<br>5. ขั้นตอนการย้อม<br>นำเส้นไหมที่มัดแล้วไปย้อมสี สีจะติดเฉพาะตรงที่ไม่ได้มัด เมื่อย้อมแล้วอาจจะต้องนำมามัดและย้อมซ้ำอีกหลายครั้งแล้วแต่ความยากง่ายของลวดลายและจำนวนสีที่ปรากฏอยู่บนผืนผ้า เช่น ผ้าที่ออกแบบลายไว้มี 5 สี ก็ต้องทำการมัดย้อม 5 ครั้ง เป็นต้น ในสมัยก่อนนิยมใช้สีจากธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการย้อมด้วยสีธรรมชาติเริ่มหายไป เนื่องจากมีสีวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่ ที่หาซื้อง่ายตามร้านขายเส้นไหมหรือผ้าไหม เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ย้อมง่าย สีสดใส ราคาค่อนข้างถูก ทนต่อการซักค่อนข้างดี การย้อมด้วยสีธรรมชาติมีข้อดี คือ สีไม่ฉูดฉาด สีอ่อนเย็นตากว่าสีสังเคราะห์ จึงทำให้สีของผ้างดงามสัมพันธ์กับรูปแบบของผ้าพื้นเมือง สีธรรมชาติจะติดสีได้ดีในเส้นไหมและฝ้าย วิธีย้อมคือ การคั้นเอาน้ำจากพืชที่ให้สีนั้นๆ ต้มให้เดือด จากนั้นนำไหมชุบน้ำให้เปียก บิดพอหมาด กระตุกให้เส้นไหมเรียงเส้นจึงแช่ในน้ำย้อมสีที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งจะได้เส้นไหมที่มีสีตามต้องการ<br>6. ขั้นตอนการกรอ<br>เมื่อเสร็จจากขั้นตอนการย้อมสีและตัดเชือกที่มัดออก ตากไหมให้แห้งแล้วนำเส้นไหมมากรอใส่หลอดโดยต้องระมัดระวังเรียงลำดับให้ถูกต้อง มิฉะนั้นผืนผ้าที่ทอออกมาจะมีตำหนิในลักษณะต่างๆกันเช่น ลายเขย่งสูงบ้างต่ำบ้าง มีรอยต่อลายเห็นชัดบ้างหรือบางทีกลายเป็นลายอื่นที่ไม่ได้ตั้งใจเลยก็มี<br>ขั้นตอนการทอผ้า<br>การทอผ้าไหมจะประกอบไปด้วยเส้นไหม ๒ ชุด คือชุดแรกเป็น “ เส้นไหมยืน ” จะขึงไปตามความยาวผ้าอยู่ติดกับกี่ทอ หรือแกนม้วนด้านยืน อีกชุดหนึ่งคือ “ เส้นไหมพุ่ง ” จะถูกกรอเข้ากระสวย ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นเส้นไหมพุ่ง สำหรับเส้นไหมยืนซึ่งจะเป็นความยาวของผืนผ้านั้น เมื่อฟอกไหมแล้วนำไปย้อมสีโดยไม่ต้องมัดหมี่ นำเอาเส้นไหมที่เตรียมไว้สำหรับเป็นไหมยืนไปกรอเข้าหลอดหวีและเข้าฟืมนำขึ้นกี่ทอผ้า ไหมยืนหนึ่งกิโลกรัมจะทอให้เป็นผ้าไหมได้ประมาณ ๗-๘ ผืน ( ๑ ผืนยาวประมาณ 180-200 เซนติเมตร<br>เมื่อมัดย้อมและกรอเส้นพุ่งใส่หลอดเข้ากระสวยรวมทั้งมีเส้นยืนบนกี่หรือหูกแล้ว ก็สามารถทอผ้าได้ โดยการใช้มือในการพุ่งกระสวยโดยตรง ไม่ใช้วิธีกระตุกเชือกให้กระสวยพุ่งไปอย่างกี่กระตุกเพราะการทอผ้าไหมมัดหมี่นั้นต้องใช้ความละเอียดลออและพิถีพิถันมาก เมื่อกระสวยพุ่งไปครั้งหนึ่ง ก็ต้องตรวจดูว่าตรงกับดอกลายที่มัดไว้หรือไม่ ถ้าไม่ตรงก็ต้องจัดให้ตรงเสียก่อนแล้วจึงทอต่อไปได้ การสอดด้ายพุ่งแต่ละเส้นต้องสอดให้สุดถึงริมแต่ละด้าน แล้วจึงวกกลับมา จะทำให้เกิดริมผ้าเป็นเส้นตรงทั้งสองด้าน<br>เทคนิค/เคล็ดลับในการผลิต<br>1. การย้อมสี ควรแยกภาชนะการย้อมสีเพื่อป้องกันสีผสมกลืนกัน และต้องรักษาอุณหภูมิความร้อนของ น้ำต้มสีย้อมเส้นด้ายให้สม่ำเสมอ<br>2. การมัดย้อมเส้นด้าย ควรมัดเส้นด้ายให้แน่น เพราะหากมัดไม่แน่นอาจจะทำให้สีย้อมกลืนเข้าหากัน จะทำให้ได้ลวดลายไม่สม่ำเสมอและไม่สวยงาม<br>3. การทอผ้ามัดหมี่ ริมต้องเรียบเสมอกัน ตีฟืมให้แน่นสม่ำเสมอ<br>4. การทอลายมัดหมี่ ต้องหมั่นเรียนรู้และฝึกทักษะความชำนาญ เพื่อให้ได้ลวดลายที่ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ<br>ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ<br>กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ<br>กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านใหม่สามัคคี<br>ที่อยู่ 381/1 8 <em> ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร 66130<br>090-4577981<br>ประธานกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ<br>นางสมหมาย คำบึงกลาง<br>ที่อยู่ 381/1 </em> ตำบลแหลมรัง อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร 66130<br>090-4577981<br>แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์<br>1. ที่ทำการกลุ่มสตรีทอผ้าบ้านใหม่สามัคคี หมู่ที่ 8 <br>เลขที่ 381/1 ม.8 ต.แหลมรัง อ.บึงนาราง จ.พิจิตร 66130<br>2. ศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก <br>(สนง.พัฒนาชุมชนอำเภอบึงนาราง)<br>3. ออกร้านจำหน่ายในงานและนิทรรศการต่างๆ<br>เช่น “งานยิงฟ้า ขอฝน” อ.บึงนาราง / จังหวัดเคลื่อนที่ / งานประเพณีบุญบั้งไฟ ต.แหลมรัง เป็นต้น</p>]]></description>
         <enclosure url="https://live.staticflickr.com/7356/9975654633_0431f12338_b.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:03:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232130108</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232130584</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมเป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่นดั้งเดิมของ</p><p>วิถีชีวิตความเป็นอยู่และ</p><p>วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และ คนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัย</p><p>โบราณ ศิลปะการทอผ้าไหม มี</p><p>แตกต่างกันออกไปในแต่ละ</p><p>จังหวัดที่รับเอาวัฒนธรรม นับ</p><p>เป็นงาน ศิลปะที่โดดเด่นทั้ง</p><p>สีสัน และความสวยงาม อื่น</p><p>เข้ามาผสมผสานกันเพื่อให้เกิด</p><p>ความสมบูรณ์</p><p>ควรมีการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อ ส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควร มีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) จัด</p><p>หลักสูตรการทอผ้าให้กับสถาบันการศึกษาเพื่อให้สถาบันที่ เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอด</p><p>เพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตรการ...ควรมีการสนับสนุนงบประมาณ</p><p>จากภาครัฐและเอกชนเพื่อ ส่ง</p><p>เสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความ</p><p>ยั่งยืนและควร มีการ สนับสนุน</p><p>กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง</p><p>ด.ช ศุภโชค สุกรา เลขที่</p>]]></description>
         <enclosure url="https://pixabay.com/get/geb0986f1cf15e61c2c6c859e0a474dcd90086ce90e3571b2b36cdacece98611335716348ade278fd0207a62e5ca546c9.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:03:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232130584</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานจักสานไม้ไผ่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232132932</link>
         <description><![CDATA[<p>งานจักสานไม้ไผ่ เกิดขึ้นโดยการใช้ไม้ไผ่นำมาจักผ่า ฉีก ให้เป็นเส้นบางๆแล้วนมาขัด สาน สอด ไขว้ ขึ้นโครงเป็นรูปทรงให้เป็นภาชนะ เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ จัดเป็นงานศิลปหัตถกรรม </p><p>และหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีความผูกพันและอยู่คู่กับวิถีชีวิตของ </p><p>คนไทยมาอย่างยาวนาน แสดงได้ถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญา </p><p>บรรพบุรุษ มีการสืบทอดกันมาแต่โบราณ มีอยู่ในทุกภาคของ </p><p>ประเทศ ด้วยเป็นทั้งหัตถกรรมที่เป็นของใช้ในในครัวเรือนและ </p><p>ชีวิตประจำวันจนถึงเป็นอาชีพที่เป็นแหล่งรายได้อีกด้วย  </p><p>การสร้างสรรค์งานจักสานไม้ไผ่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญา  </p><p>ความประณีต ความละเอียดอ่อน และทักษะฝีมือเชิงช่างตั้งแต่การรู้จักคุณสมบัติของไม้ไผ่แต่ละชนิดที่มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้ประโยชน์ในการจักสาน การเตรียมเส้นเพื่อการสานที่เหมาะสมกับการสานผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด แต่ละรูปแบบ และที่สำคัญคือการสานขึ้นรูปจนสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานไม้ไผ่ที่นำไปประโยชน์ใช้สอยตามที่ต้องการ งาน </p><p>หัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ จึงยังคงเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ </p><p>ยังคงมีการสืบทอดต่อกันมา </p><p>นับจากอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน </p><p><strong>การอนุรักษ์</strong></p><p>การอนุรักษ์การใช้จักสานไม่ไผ่แบบยั่งยืน พบว่า นำไม้ไผ่ที่มีอยู่มาใช้ในการจัก สานไม้ไผ่ อย่างพอดี และมีการวางแผนการจัดทำผลิตภัณฑ์จากจักสานไม้ไผ่ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างประหยัด โดยการรู้จักใช้ไม้ไผ่อย่างถูกต้อง และเหมาะสม</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083051268/a5950e4b226b7606e0d3337291cbb726/inbound2638564140069040648.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:04:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232132932</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232136836</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมเป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม ของ</p><p><br/></p><p>วิถีชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และ คนไทยที่มีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ ศิลปะการทอ ผ้าไหม มีแตกต่างกันออก ไปในแต่ละจังหวัดที่รับเอา วัฒนธรรม นับเป็นงาน ศิลปะที่โดดเด่นทั้งสีสัน และความสวยงาม อื่น เข้ามาผสมผสานกันเพื่อให้ เกิดความสมบูรณ์</p><p>การอนุรักษ์</p><p>1) ควรมีการ สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควรมีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง </p><p>2) )จัดหลักสูตรการทอผ้าให้กับสถาบันการศึกษาเพื่อให้สถาบันที่ เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอดเพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตรการ </p><p>ด.ญ.กาญจนาภรณ์ สาลัง เลขที่26</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083068768/04d45067f0aa97dfbc4b840c915f8fe9/inbound7256984578368841824.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:07:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232136836</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แพทย์แผนไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232138058</link>
         <description><![CDATA[<p>การแพทย์แผนไทยเป็นวิชาชีพหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทย ที่มีความสำคัญและอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต ซึ่งมีความเฉพาะในสังคมไทย เป็นการแพทย์ที่อาศัยความรู้และภูมิปัญญาของคนไทยที่ได้ทดลอง ปฏิบัติจริงแล้วได้ผล แล้วจึงสะสมถ่ายทอดสืบต่อกันมา การแพทย์แผนไทยมีประวัติและวิวัฒนาการควบคู่กันกับการมีประวัติศาสตร์ของ ชาติไทย มีหลักฐานปรากฏให้เห็นในทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่ก่อนอาณาจักรสุโขทัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์</p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์แพทย์แผนไทยแผนไทย คือการรักษา และส่งต่อภูมิปัญญาทางการแพทย์ดั้งเดิม ของไทยให้คงอยู่สืบไป แพทย์แผนไทยไม่ใช่ เพียงแค่การรักษาโรค แต่ยังเป็นศาสตร์ที่ผสม ผสานความเชื่อ วัฒนธรรม ศึกษาและวิจัย: รวบรวมและศึกษาตำรา แพทย์แผนไทย</p><p>• สืบทอดภูมิปัญญา: ส่งต่อความรู้ให้คนรุ่น หลัง</p><p>พัฒนาผลิตภัณฑ์: นำสมุนไพรมาแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ</p><p>• ส่งเสริมการใช้: สร้างความเข้าใจและให้ ความสำคัญกับแพทย์แผนไทย</p><p>• สนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: เช่น กรม พัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือกและวิถีชีวิตของ คนไทยเข้าด้วย ส่ง</p><p><br/></p><p>ด.ญ ปัณฑิตา โลกา เลขที่30</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083060254/332b3334b05a544f77014f64b28835f6/inbound9112485830619919537.webp" />
         <pubDate>2024-11-25 02:08:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232138058</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญา สานตะกร้าจากไม้ไผ่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232138158</link>
         <description><![CDATA[<p>การจักสานตะกร้าด้วยไม้ไผ่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ของชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่สมัยปูย่าตาทวดแล้ว และเป็นการสืบทอด ต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคน การนาวัตถุดิบจากธรรมชาติที่อยู่ใน ท้องถิ่นตนเองมาแปรเป็นอุปกรณ์ใช้ในครัวเรือน ถือเป็นสิ่งที่สาคัญยิ่งต่อการดารงชีวิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจักสานตระกร้าด้วยไม้ไผ่สมารถถ่ายทอดความรู้จาก </p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์</p><p>ส่งเสริมการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่กระบวนการผลิตตะกร้าไม้ไผ่ เพื่อรักษาเอกลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของไทย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>การเพิ่มคณ</p><p>เพิ่มลวดลยให้สวยงาม</p><p><br/></p><p>ด.ช กรรชัย น้ำกระจาย ม.3/6 เลขที่1</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083064694/d5f07eb9a08e521a90008e43525a8224/inbound6817865810418835962.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:08:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232138158</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอเสื่อกก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232139696</link>
         <description><![CDATA[<p>       การทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ</p><p>       เสื่อกก เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะต้นกกเป็นพืชธรรมชาติที่ขึ้นอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่นที่นำต้นกกมาแปรสภาพก็มีลักษณะคล้ายกัน หรือได้อิทธิพลทางความคิดจากกันและกัน ทำให้เสื่อกกถูกจัดได้ว่าเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างหนึ่ง ต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในอดีต</p><p>ภูมิปัญญาทางด้านการทอเสื่อกกนี้มายาวนาน จนปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อื่นเข้ามาทดแทนการใช้เสื่อกกมากมายให้เลือก นับตั้งแต่เสื่อน้ำมัน พรม กระเบื้องปูพื้น และอื่นๆ ทำให้กระแสความนิยมในการใช้เสื่อกกลดลง และคนรุ่นใหม่ก็สนใจในภูมิรู้ด้านนี้น้อย</p><p>การศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอเสื่อกกของชุมชนนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น และปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นของภูมิปัญญานี้ ว่ามีมากหรือน้อย และด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์หรือแก้ไข สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไป</p><p>การอนุรักษ์</p><p>      ส่วนในด้านการอนุรักษ์และถ่ายทอด  ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวนโยบายของรัฐบาล  ทำให้ชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาของท้องถิ่น  มีการเชิญให้ผู้ประกอบการเป็นวิทยากรสอนความรู้แก่นักเรียนในชุมชนและผู้สนใจทั่วไป  จนกระทั่งบางโรงเรียนสร้างเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ด้านการทอเสื่อให้แก่นักเรียนดังที่พบเห็นได้ทั่วไปตามแหล่งข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการทอเสื่อ</p><p><br/></p><p>ด.ญ. ปณิตา ขุมเงินมา ม.3/6 เลขที่ 37</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083055636/ee7648278ed63253ae902c253e59036f/inbound4006819871300246850.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:09:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232139696</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232144667</link>
         <description><![CDATA[<p>ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดย มีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการ ทำเชือก ทอเสื่อ และการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง</p><p><br/></p><p>แนวทางการอนุรักษ์การทอผ้าไหม</p><p><br/></p><p> ควรแก่การอนุรักษ์วิธีการเลี้ยงไหมและวิธีการทอผ้าไหมไว้เพื่อให้ลูกหลานได้สืบต่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าของ ชุมชน 2. ควรให้หน่วยงานภาครัฐผลักดันสินค้าให้สินค้ามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ 3. ควรจัดหาสถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีประจำอำเภอเพื่อส่งเสริมอาชีพรายได้มีที่วางจ าหน่ายสินค้า 4. ควรจัดทำสถานที่ถ่ายทอด </p><p><br/></p><p>ด.ญ. มณิสรา พาราสี ม.3/6 เลขที่ 22</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://get.pxhere.com/photo/wood-asia-furniture-art-cambodia-silk-weaving-loom-man-made-object-brocade-1188293.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:12:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232144667</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การดับกลิ่นตัวด้วยมะกรูด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232150313</link>
         <description><![CDATA[<p>ใครที่มีปัญหาแพ้สารเคมีในยาสระผม จนผมร่วงหรือมีปัญหาเรื่องหนังศีรษะเป็นขุย มีรังแคแล้วล่ะก็ ShopBack Blog มีภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคของเส้นผมและหนังศีรษะด้วยวิธีธรรมชาติที่เป็นสูตรของคน โบราณมาฝาก นั่นคือการใช้น้ำมะกรุดสระผม มะกรุดไม่เพียงแต่ทำให้ผมดำเป็นเงางามเท่านั้น แต่ยังช่วยก็ วังแค่แก้คันศีรษะ แก้ผมแตกปลายป้องกันผมร่วง วิธีการทำน้ำมะกรูดไว้สระผมสามารถทำให้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้ ๑. น้ามะกรูดสดๆ มาผ่าครึ่ง แคะเอาเมล็ดออกจากนั้นบินเอาน้ำมาใช้สระผม (แต่วิธีนี้จะไม่ได้ใช้ ประโยชน์จากน้ำมันที่ผิวมะกรูด)</p><p>๒. ปอกผิวมะกรูดออก นำมาตำให้ละเอียด แล้วบีบน้ำมะกรูดผสมลงไป เดิมน้ำลงไปพอให้ส่วนผสมเริ่ม</p><p>เหลว คนให้เข้ากันดี ทิ้งไว้ ๕-๓๐ นาที แล้วกรองคั้นเอาแต่น้ำไปใช้ วิธีนี้เวลาสระจะได้กลิ่นเหม็นเขียว จากผิวมะกรูด แต่สระเสร็จแล้วจะหอมได้ผลดีที่สุด ๓. นำลูกมะกรูดมาหั่นเป็นชิ้นและนำมาเข้าเครื่องปั่นจนละเอียดที่สุด เอาออกมาใส่ขามเติมน้ำอุ่นลงไป จนท่วม คนให้ทั่ว ตั้งทิ้งไว้ ๑๐-๒๐ นาที คั้นเอาแต่น้ำใส่ขวดแข่ตู้เย็นไว้ น้ำมะกรูดจะอยู่ได้ ๒-๕สัปดาห์ โดยจะใช้มะกรูดสดหรือเผาไฟก่อนก็ได้ค่ะ เมื่อได้น้ำมะกรูดมาแล้วก่อนสระผมควรราตผมให้เปียกชุ่มเสียก่อน เนื่องจากน้ำมะกรูดมีฤทธิ์เป็นกรดแก่ จึง กัดหนังศีรษะได้ และขณะที่สระผมควรนวดศีรษะไปด้วย จากนั้นทิ้งไว้ ๒-๓ นาทีแล้วล้างออกและสระซ้ำอีก ครั้ง แล้วล้างออกให้สะอาด อย่าให้มีเศษมะกรูดหลงเหลืออยู่เพราะจะทำให้ผมเสียค่ะ ที่สำคัญ! ระวังอย่าให้ น้ำมะกรูดเข้าตาหรือถูกปาก เพราะจะรู้สึกแสบหาและขาปาก เวลาใช้ตอนแรกคุณอาจจะรู้สึกแสบที่หนัง ศีรษะบางแห่ง แสดงว่าตรงนั้นมีแผลอยู่ แต่ไม่เป็นอันตรายอะไรนะคะ ให้ใช้ไปเรื่อยๆจะหายเอง (ถ้ารู้สึกแสบทั้งหนังศีรษะแสดงว่าน้ำมะกรูดขันไป ต้องผสมน้ำให้เจือจางลงอีก)</p><p><br/></p><p>การอนุรักษ์ภูมิปัญญา</p><p>สืบทอดวีธีการทำและบอกคุณสมบัติและสรรพคุณว่ามีอย่างบ้างและแสดงวิธีการใช้งาน</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083018812/0f5a1bbd685cdb27538992c8d7497191/inbound1070052961380741314.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:15:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232150313</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232153162</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมมัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกผูกพันกัน วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตผ้ามัดหมี่ ตลอดจนแรงงานทั้งหมดมาจากชุมชนทำให้เกิดรายได้แก่คนในชุมชน การแบ่งงานความรับผิดชอบตามความถนัดและความสามารถของแต่ละคนในชุมชน เช่น การมัดหมี่ การย้อม การทอ</p><p>การอนุรักษ์</p><p>แนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมให้เป็นมรดกของชุมชน พบว่า 1) ควรมีการ สนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความยั่งยืนและควรมีการ สนับสนุนกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) จัดหลักสูตรการทอผ้าให้กับสถาบันการศึกษาเพื่อให้สถาบันที่ เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอดเพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตรการ </p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083050216/655757f6b75d8a3bc37d5c878c115f86/inbound4225797694402028532.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:17:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232153162</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทอเสือ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232154013</link>
         <description><![CDATA[<p><br></p><p>รายละเอียดภูมิปัญญาท้องถิ่น</p><p>การทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ</p><p>การศึกษาข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอเสื่อกกของชุมชนนี้ ก็เพื่อให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางภูมิปัญญาของท้องถิ่น และปัญหาที่เสี่ยงต่อการสูญสิ้นของภูมิปัญญานี้ ว่ามีมากหรือน้อย และด้วยปัจจัยหรือองค์ประกอบใด เพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์หรือแก้ไข สำหรับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไป</p><p>การทอเสื่อกก เป็นภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น ที่นำเอาต้นกกมาแปรสภาพให้เป็นเส้น ย้อมสี แล้วสานทอให้เป็นแผ่นผืน เพื่อนำมาใช้ปูลาดรองนั่งหรือนอน หรือทำธุรกรรมต่างๆ ตลอดจนทำพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อ</p><p><br></p><p>การอนุรักษ์และการถ่ายทอด</p><p>ส่วนในด้านการอนุรักษ์และถ่ายทอด  ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากแนวนโยบายของรัฐบาล  ทำให้ชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาของท้องถิ่น  มีการเชิญให้ผู้ประกอบการเป็นวิทยากรสอนความรู้แก่นักเรียนในชุมชนและผู้สนใจทั่วไป</p>]]></description>
         <enclosure url="https://get.pxhere.com/photo/wood-asia-furniture-art-cambodia-silk-weaving-loom-man-made-object-brocade-1188293.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:17:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232154013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บั้งไฟลายศรีภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232154656</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>บุญบั้งไฟ</strong> เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของประเทศไทย ตลอดจน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7">ประเทศลาว</a><sup>[</sup><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2:%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%87"><em><sup>ต้องการอ้างอิง</sup></em></a><sup>]</sup> โดยมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพญาคันคาก เรื่อง<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%88">ผาแดงนางไอ่</a> ซึ่งในนิทานพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึง การที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพญาแถน ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า พญาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล และมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมาก หากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาล อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ ปัจจุบันมีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ในระดับประเทศมีทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%A3">ยโสธร</a> ,ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">สุวรรณภูมิ</a>,ประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3">พนมไพร</a> และประเพณีบุญบั้งไฟตะไลล้าน<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="new" href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">กุดหว้า</a> โดยทั้งนี้การจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ของ จังหวัดยโสธร ได้รับการสนับสนุนจาก<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย</a> ในการประชาสัมพันธ์งานประเพณี เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทย และต่างประเทศ นับแต่ ปี 2523 ซึ่งงานประเพณีบุญบั้งไฟ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%98%E0%B8%A3">จังหวัดยโสธร</a> จะจัดขึ้นในวันเสาร์ อาทิตย์ สัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมในทุกปี โดยทั้งนี้ ในงานที่จัดของจังหวัดยโสธร ยังมีความโดดเด่น ในวันก่อนแห่มีการประกวดกองเชียร์ จำนวนมาก รวมทั้ง วันแห่บั้งไฟ จะมีขบวนบั้งไฟแบบโบราณ และการรำเซิ้งแบบโบราณ จากทั้ง 9 อำเภอของจังหวัดยโสธร เข้าร่วมด้วย เเละยังมีขบวนแห่สวยงาม จาก 9 คุ้มวัด ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วยทั้งนี้จากข้อมูลในปัจจุบัน แหล่งที่มีช่างในการจัดทำ บั้งไฟเอ้ ตกแต่งสวยงามมากที่สุด คือ <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%94">จังหวัดร้อยเอ็ด</a> โดยเฉพาะ อำเภอสุวรรณภูมิ, อำเภอธวัชบุรี, อำเภออาจสามารถ, อำเภอเสลภูมิ, อำเภอจตุรพักตรพิมาน เป็นต้น, ส่วนค่ายบั้งไฟ ที่มีการทำบั้งไฟจุด พบได้จำนวนมาก ในเขตอำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร, อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด และเขตจังหวัดอื่น ๆ ทางอีสานเหนือ ได้แก่ กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะอำเภอท่าคันโท, อุดรธานี, หนองคาย เป็นต้น</p><p>ด้านมิติทางวัฒนธรรม พบว่า งานประเพณีบุญบั้งไฟลายศรีภูมิ (การตกแต่งบั้งไฟ ประเภท ลายกรรไกรตัด) ของ ชาว<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">อำเภอสุวรรณภูมิ</a> จังหวัดร้อยเอ็ด มีมิติเชิงอนุรักษ์ และมีความโดดเด่น ด้านการสืบสานผ่านช่างฝีมือ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สะท้อนวิถี "เมืองศรีภูมิ หรือ สุวรรณภูมิ" โดยในปี 2561 สำนักงานเทศบาลตำบลสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด และนายสมศักดิ์ เศรษโฐ นายกเทศมนตรีตำบลสุวรรณภูมิ ได้รับรางวัล "<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3">วัฒนคุณาธร</a>" จากการเป็นองค์กร และบุคคล ผู้ส่งเสริม สนับสนุน ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีบุญบั้งไฟลายศรีภูมิ ระดับประเทศ จาก<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)">กระทรวงวัฒนธรรม</a> ด้วย</p><p> <strong><em>2. การอนุรักษ์</em></strong></p><p><strong>1.&nbsp;การค้นคว้าวิจัย&nbsp;ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน</strong></p><p><strong>2.&nbsp;การอนุรักษ์โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่นนั้นๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย</strong></p><p><strong>3.&nbsp;การฟื้นฟู&nbsp;โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นฐานทางจริยธรรม คุณธรรม และค่านิยม</strong></p><p><strong>4.&nbsp;การพัฒนา&nbsp;ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานในการรวมกลุ่มการพัฒนาอาชีพควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาช่วยเพื่อต่อยอดใช้ในการผลิต การตลาด และการบริหาร ตลอดจนการป้องกันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</strong></p><p><strong>5.&nbsp;การถ่ายทอด&nbsp;โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบและรอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ เกิดความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่า คุณประโยชน์และปฎิบัติได้อย่างเหมาะสม โดยผ่านสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ&nbsp;</strong></p><p><strong>6.&nbsp;ส่งเสริมกิจกรรม&nbsp;โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง</strong></p><p><strong>7.&nbsp;การเผยแพร่แลกเปลี่ยน&nbsp;โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก</strong></p><p><strong>8.&nbsp;การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น&nbsp;โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน ผู้ดำเนินงานให้มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณในลักษณะต่างๆ</strong></p><p><br>น.ส.ธีรพร สุทธิไชยา มา.3/6 เลขที่ 28</p><p><br/></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083096815/a6c717f5ddc1294b1a2c18bf74ffa818/IMG_1279.jpeg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:18:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232154656</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232157750</link>
         <description><![CDATA[<p>การทอผ้าไหมเป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่นดั้งเดิมของ</p><p>วิถีชีวิตความเป็นอยู่และ</p><p>วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และ คนไทยที่มีมาตั้งแต่สมัย</p><p>โบราณ ศิลปะการทอผ้าไหม มี</p><p>แตกต่างกันออกไปในแต่ละ</p><p>จังหวัดที่รับเอาวัฒนธรรม นับ</p><p>เป็นงาน ศิลปะที่โดดเด่นทั้ง</p><p>สีสัน และความสวยงาม อื่น</p><p>เข้ามาผสมผสานกันเพื่อให้เกิด</p><p>ความสมบูรณ์</p><p>(การอนุรักษ์)</p><p>ควรมีการสนับสนุนงบประมาณ</p><p>จากภาครัฐและเอกชนเพื่อ ส่ง</p><p>เสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความ</p><p>ยั่งยืนและควร มีการ สนับสนุน</p><p>กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) จัด</p><p>หลักสูตรการทอผ้าให้กับ</p><p>สถาบันการศึกษาเพื่อให้</p><p>สถาบันที่ เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอด</p><p>เพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตร</p><p>การ...ควรมีการสนับสนุนงบประมาณ</p><p>จากภาครัฐและเอกชนเพื่อ ส่ง</p><p>เสริมกลุ่มทอผ้าไหมให้มีความ</p><p>ยั่งยืนและควร มีการ สนับสนุน</p><p>กิจกรรมอย่างต่อเนื่อง</p><p>ด.ช ศุภโชค สุกรา เลขที่</p>]]></description>
         <enclosure url="https://get.pxhere.com/photo/wood-asia-furniture-art-cambodia-silk-weaving-loom-man-made-object-brocade-1188293.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:20:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232157750</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาการสารกระดง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232157884</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ประวัติภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการจักสานกระด้ง</strong></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระด้ง หรือ ด้ง ที่นิยมใช้กันอยู่มี ๒ อย่าง คือ กระด้งฝัดข้าว และกระด้งมอน&nbsp;กระด้งทั้งสองชนิดนี้สานด้วยไม้ไผ่และหวายสำหรับใช้งานเกษตรกรรมโดยเฉพาะการทำไร่ทำนา เป็นกระด้งฝัดข้าวที่มีรูปแบบและลายสานที่ถือว่าเป็นเครื่องจักสานชั้นเยี่ยมที่ออกแบบรูปร่างและลวดลายประณีตประสานกับการใช้สอยได้เป็นอย่างดี และมีคุณค่าทางความงามด้วยกระด้งลายขอนิยมสานด้วยตอกไม้ไผ่สีสุกเพราะเป็นไม้ไผ่ที่มีเนื้อแข็งและเหนียว</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระด้งลายขอมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ตอกซึ่งจะปล่อยข้อปล้องไม้ไผ่ด้านที่เป็นผิวไว้โดยไม่ได้ตัดออก&nbsp; ตอกด้านนี้จึงมีลักษณะเป็นขออยู่ตามปล้อง ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกว่า "กระด้งลายขอ" ตอกที่จะเว้นข้อไว้เป็นขอนี้เส้นหนึ่งจะมีข้อเหลือไว้เพียงข้อเดียว เวลาสานผู้สานจะต้องสานวางจังหวะของตอกพิเศษที่มีข้อเหลือไว้แต่ละเส้นให้อยู่กึ่งกลางของกระด้งและเรียงสลับฟันปลาการเหลือข้อไว้บนตอกเพื่อให้เกิดเป็นลายขอบนกึ่งกลางกระด้งนี้ มิได้ทำขึ้นเพื่อความสวยงามแต่อย่างเดียวหากแต่ต้องการให้เกิดประโยชน์ในการฝัดข้าวได้ดีด้วย กระด้งลายขอนี้จะใช้ฝัดข้าวเปลือกที่ผ่านการซ้อมด้วยมือ หรือสีด้วยเครื่องสีข้าวพื้นบ้านมาแล้ว แต่ยังมีเปลือกข้าวที่เรียกว่า ขี้ลีบและกาก ปะปนอยู่ จะต้องนำมาฝัดด้วยกระด้งลายขอ ลายขอที่เกิดจากการเว้นข้อไว้บนผิวไม้ไผ่ตามธรรมชาตินี้จะช่วยให้กากข้าวขี้ลีบและสิ่งที่ไม่ต้องการสะดุดกับขอของตอกที่พื้นกระด้งลอยตัวขึ้นบนผิวกระด้ง และจะรวมกันอยู่ตามร่องระหว่างขอตรงกลางกระด้ง จึงฝัดหรือเก็บออกได้ง่าย</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกเหนือไปจากรูปแบบและโครงสร้างของกระด้งลายขอที่มีลักษณะเฉพาะที่สนองความต้องการ ในการใช้สอยแต่โบราณ ตั้งแต่หลักการสานที่คิดเป็นสูตรด้วยคำที่คล้องจองไว้ว่า "ยกสองข่มห้า เรียกว่า ลายบ้าเอย"ที่เรียกว่า "ลายบ้า" คงเป็นเพราะว่าการสานกระด้งชนิดนี้สานยากนั่นเอง ผู้สานจะต้องเป็นช่างฝีมือดี เมื่อสานเสร็จแล้วแนวทางของเส้นตอกจะต้องเป็นแนวมีระเบียบ และลายของปล้องข้อจะเรียงกันได้จังหวะงดงามอยู่ตามด้านหน้ากระด้งส่วนด้านหลังจะเป็นแนวร่องตอกซึ่งเรียกว่า "ดี"กระด้งลายขอนี้ส่วนมากจะมีขนาดไม่ใหญ่นักและนิยมเรียกแนวดีแทนขนาด เช่น กระด้งขนาด๗ ดี หรือ ๙ ดี เป็นต้น กระด้งที่นิยมใช้กันเป็นกระด้งที่มีลายขอถี่หรือละเอียดมากกว่ากระด้งที่มีลายขอห่างๆ กัน</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้กระด้งเกี่ยวเนื่องกับคติความเชื่อที่ยึดถือสืบต่อกันมาแต่โบราณด้วย เช่นห้ามนำกระด้งขึ้นไปบนยุ้งข้าว เพราะจะทำให้ขวัญข้าวหรือแม่โพสพหรือเทพธิดาแห่งข้าวไม่พอใจแล้วหนีไปไม่คุ้มครองเป็นมิ่งขวัญ ทำให้การทำนาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ความเชื่อนี้แม้จะหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมแม่โพสพจึงไม่กระด้งแต่ก็เป็นความเชื่อที่เชื่อถือสืบต่อกันมาแต่โบราณความเชื่อที่เกี่ยวกับกระด้งอีกอย่างหนึ่งคือ จะต้องเก็บรักษากระด้งไว้ให้ดี ถือว่ากระด้งเป็นของสำคัญต้องเก็บไว้ในที่สูง เช่น ตามชายคา หรือเหนือเตาไฟในครัวเพื่อให้ควันไฟช่วยรักษาเนื้อไม้ไม่ให้มอดหรือแมลงกัดกิน และช่วยให้เส้นตอกแน่น มีสีดำอมแดงดูสวยงามอยู่เสมอ</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การที่ชาวบ้านเก็บรักษากระด้งไว้ในที่สูงไม่ให้เด็ก นำไปเล่นนั้น อาจจะมาจากความเชื่อที่ว่า แม่โพสพเป็นผู้มีพระคุณให้ข้าวเลี้ยงชีวิตมนุษย์ จึงควรเก็บรักษากระด้งฝัดข้าวไว้ให้ดี</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเก็บรักษากระด้งนี้นอกจากจะใช้ควันไฟจากการหุงหาอาหารช่วยเคลือบผิวแล้ว บางครั้งจะทำด้วยน้ำมันยางทาขี้ชันผสมรำข้าว ซึ่งจะช่วยให้ใช้ได้นาน ถ้าพิจารณาจากความเชื่อนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นอุบายของคนโบราณที่จะรักษากระด้งไว้ให้คงทน ใช้งานได้นาน เพราะกระด้งสานยากจะต้องใช้ความละเอียดประณีตมาก</p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การสานกระด้งลายขอและกระด้งชนิดอื่นๆ ยังมีสานกันอยู่บริเวณพื้นที่ราบที่มีการทำไร่ ทำนา และยังมีช่างสานกระด้งลายขอฝีมือดีอยู่บ้างแต่ไม่มากนักเพราะการสานกระด้งลายขอต้องใช้ความพยายามและต้องมีความละเอียดประณีตใช้เวลามาก อย่างไรก็ตาม กระด้งลายขอ กระด้งลายบองหยอง และกระด้งมอน ของภาคใต้ เป็นเครื่องจักสานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นชัดเจนอย่างหนึ่งของภาคใต้ นอกเหนือไปจากสภาพทางภูมิศาสตร์สภาพการดำรงชีวิต ความเชื่อ ขนบประเพณีและศาสนา ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างเครื่องจักสานแล้ว วัตถุดิบท้องถิ่นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เครื่องจักสานมี</p><p>เอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ต่างไปจากภาคอื่นๆ ด้วย</p><p><strong>วิธีการอนุรักษ์</strong></p><p><strong>คือการการสืบสารต่อๆกันไปในภูมิปัญญาและสามารถใช้ในการล่อนข้าวหรือตากเมล็ดพันธุ์ต่างๆ นอกจากนี้ ยังใช้รองในการทำขนม ตัวกระด้งทำมาจากไม้ไผ่ และในการสานกระด้งนั้นจะสานจากส่วนกลางให้เรียบร้อยก่อน แล้วจากนั้นจะทำการตัดขอบและดัดให้โค้งเป็นวงกลมเพื่อที่จะทำสันกระดังหรือขอบกระด้ง ซึ่งการทำขอบกระด้งนั้นเพื่อให้กระด้งแข็งแรงทนทานกับการใช้งาน </strong></p><p><strong>นาย อดิศร สุดสี เลขที่7 ชั้น3/6</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083024886/73697f9bc0b4877d7f02ba43d71b3fdf/inbound5100580325107711559.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:20:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232157884</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุ่มดักปลา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232161534</link>
         <description><![CDATA[<p><strong><em><sup>•</sup></em>&nbsp;สุ่มดักปลา เป็นเครื่องมือไว้สำหรับครอบปลาในน้ำตื้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาช้านานจวบจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นความสามารถของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่ยังพอมีกำลังในการใช้ฝีมือจักสานอยู่บ้าง โดยเฉพาะการสั่งสมประสบการณ์ความสามารถและมีความชำนาญ นำมาเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลังได้สืบต่อมา และจากงานอดิเรกกลายมาเป็นงานหลักที่สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับครอบครัว สุ่มดักปลาเอาไว้ดักปลาน้ำตี้น และเป็นเครื่องไม้เครื่องมือที่กำลังจะหายาก สุ่มดักปลาเอาไว้ดักปลาตามทุ่งนาและหนองน้ำที่มีน้ำตื้น ซึ่งชาวบ้านนิยม</strong></p><p><strong>นำไปดักปลาตามท้องนา</strong></p><p><br/></p><p><strong>ความสำคัญ:</strong></p><p><strong> เป็นสุ่มดักปลาของชาวไร่ชาวนา สำหรับเป็นเครื่องมือในการดักปลา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านในชนบท และมีขั้นตอนวิธีสานสุ่มดักปลานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่นำไม้ไผ่ตัดเป็นท่อน ๆ ท่อนละ 60เซนติเมตร นำไปรมควันจนดำทำให้มีสีสวย ป้องกันมอดไม้ที่จะมากัดไม้ไผ่ ทำให้ชิ้นงานเสียหาย เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสอนต่อกันมาหลายชั่วอายุคน</strong></p><p><br/></p><p><strong>วิธีการอนุรักษ์: การอนุรักษ์สุ่มดักปลามีหลายรูปแบบ เช่น การเผยแผ่รู้แก่ลูกหลาน ชาวบ้าน จากรุ่นสู่รุ่น  การเพิ่มลวดลายเพื่อความสวยงาม เป็นต้น</strong></p><p><br/></p><p><strong>นาย ภูมินทร์  มณีรัตน์ ม.3/6 เลขที่19</strong></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083084203/957660d1dff97c10ec3372c75f479a3a/inbound2107277951746119674.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:22:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232161534</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจับปลา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232165810</link>
         <description><![CDATA[<p>วิธีจับปลา ก็นาเบ็ดใสอาหารปลาที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไส้เดือน จิ้งรีด มดแดง เป็นต้น เบ็ดที่ใช้หาปลา มีอยู่2 แบบ คือแบบมัดติดกับไม้(เบ็ดคัน) และ มัดติดกับเชือกเป็นเส้นยาว(เบ็ดเผียก)ขึงข้ามลา ห้วยและแม่น้าอีกวิธีหนึ่งคือการจับปลาแบบใช้มองจะไม่ใช้เหยื่อล่อแต่จะเป็นการดักเอาปลาที่ลอยมาติดกับมอง หรือตาข่าย</p><p>การอนุรักษ์</p><p>1. ร่วมกันปลูกป่าชายเลน คืนพื้นที่ป่าไม้ให้สัตว์น้ำ 2. จัดพื้นที่ใต้ท้องทะเลปลูกหญ้าทะเล จัดเตรียม แหล่งปะการังแก่สัตว์น้ำ 3. สงวนพื้นที่น้ำสำหรับสัตว์น้ำชนิดต่างๆ 4. กําหนดฤดูกาลปลาผสมพันธุ์วางไข่ ตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ 5. การสำรวจลำน้ำและสัตว์น้ำในลำน้ำ 6. จัดทำทะเบียนสถานที่จับสัตว์น้ำ</p><p>นายอนุวัตน์ สนธิ เลขที่14 3/6</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3083109849/7c0a42e1aeb7022f10c778149102175b/inbound6524395523239774984.jpg" />
         <pubDate>2024-11-25 02:25:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3232165810</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การตีมีด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3241791469</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>การตีมีด</p><p><br/></p><p>        ภูมิปัญญาชาวบ้านแรกเริ่มดั้งเดิม การตีมีด จะใช้แรงงานอย่างน้อย 4 คน ในการตี 1 ชิ้นงาน ในแต่ละครั้ง โดย 1 คน เป็นคนสูบลมเข้าเตาเพื่อเพิ่มความร้อน อีก 2 คน เป็นผู้มีหน้าที่ตีมีดด้วยการตีสลับ อีก 1 คน คอยทำหน้าที่พลิกหรือกลับมีดในขณะที่ตี</p><p>        ต่อมานายชม เชยโพธิ์ ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เครื่องเจียรไฟฟ้า เครื่องเป่าลมไฟฟ้า สว่านไฟฟ้า หรือหินขัดต่อด้าม มาใช้ในขบวนการผลิต ทำให้รูปแบบดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และลดแรงงานในการผลิต จากเดิมวันละ 2 เล่ม เป็นหลาย 10 เล่ม จากใช้ในครัวเรือน ก็พัฒนาเพื่อการจำหน่ายมากขึ้น</p><p><br/></p><p>เครื่องมือในการตีมีด</p><p><br/></p><p>วัสดุ</p><p>        เหล็ก วัสดุสำคัญในการใช้ตีมีด มีหลากหลายชนิด ขึ้นอยู่กับประเภทผลิตภัณฑ์และมีผลต่อราคาการจำหน่ายด้วย มีดบ้านลองตอง จะใช้เหล็กประเภทต่างๆ ในการตีมีด เช่น เหล็กแหนบรถยนต์ หรือ เหล็กสปริง ที่มีความเหนียวและแข็ง เหล็กแท่ง หรือ เหล็กพืด มีความเหนียวและแข็งน้อยกว่าเหล็กแหนบ ใช้ตีมีดดาบ มีดหวดหญ้า และมีดโต้</p><p>        ไม้ ใช้สำหรับทำด้ามมีด ทำจากไม้ชนิดต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ ไม้ประดู่ ไม้แดง</p><p><br/></p><p>อุปกรณ์</p><p>        เครื่องมือที่สำคัญในการทำมีดให้มีคุณภาพสูง มีความคม รูปร่างสวยงามและน่าใช้ เมื่อจะหาซื้อใหม่จะต้องเป็นมีดบ้านลองตองเท่านั้น</p><p>        1. ค้อนมี 2 ชนิด คือ ชนิดเล็ก และชนิดใหญ่ เรียกว่า พะเนิน ใช้ตีเหล็กขนาดใหญ่ มีหลายขนาด แบบชนิดหน้าเรียบ หน้าสอบ หน้าแหลม ใช้ตีเหล็กขณะเหล็กร้อนแดงสลับกัน ตีแบนเหล็กตามต้องการ</p><p>        2. สูบสำหรับเป่าลม มี 3 ชนิด คือ สูบยืนเป็นสูบคู่ สูบนอนเป็นสูบเดี่ยว สูบพัดลม ใช้พัดลมเข้าเตาให้ถ่านลุกแดงมีความร้อน</p><p>        3. ตีจับเหล็ก หรือ คีมจับเหล็ก ใช้คีบจับเหล็กขณะเผาไฟและจับเหล็กวางบนทั่งขณะตีหรือตัด</p><p>        4. เหล็กสกัด ใช้ตัดเหล็กให้ได้ขนาดและรูปทรงตามต้องการ</p><p>        5. ทั่ง มี 2 ชนิด คือ ทั่งใหญ่สำหรับรองเหล็กที่จะทำมีดใหญ่ๆ และทั่งเล็กสำหรับรองตีมีดเล็ก</p><p>        6. รังและทวายสำหรับบ้องมีด ใช้รองตีเหล็กด้ามมีด</p><p>        7. เลื่อยตัดเหล็ก มีทั้งเลื่อยไฟฟ้าและเลื่อยมือ ใช้ตัดข้อปลอกด้ามมีด</p><p>        8. เครื่องเจียรไฟฟ้ามีหลายแบบ ใช้เจียรคมมีด เจียรด้ามมีด และเจียรตกแต่ง</p><p>        9. ตะไบ มี 2 ชนิด คือ ตะไบหยาบ และตะไบละเอียด ใช้ตกแต่งคมมีดให้เรียบและคม</p><p>        10. เครื่องสว่านไฟฟ้า หรือ วิน ใช้เจาะรู เพื่อลงหมุดที่ปลอกด้ามมีด</p><p>        11. ตราประทับ สำหรับตอกใบมีด เป็นเครื่องหมายการค้า บ่งบอกชื่อช่างตีมีด</p><p>        12. เครื่องกลึง ใช้กลึงด้ามมีด</p><p>        13. ปั้มสูบลม หรือ พัดลมไฟฟ้าหอยโข่ง ใช้เป่าพัดลมไฟในเตาเผาให้ร้อนแดง</p><p>        14. เตาไฟ ทำจากอิฐบล๊อกทนไฟและก่อหุ้มด้วยดินจอมปลวก ใช้ใส่ถ่านเผาเหล็กให้แดง</p><p>        15. ถ่านไม้ สำหรับ เผาเหล็กที่จะตีเป็นมีด</p><p>        16. เหล็กขูด ทำด้วยเหล็กกล้าแข็ง ปลายบางคม ใช้สำหรับขูดใบมีดให้คม และบางตามต้องการ</p><p>        17. เครื่องขัด หรือ ปัดมีด</p><p>        18. หินลับมีด มี 2 ชนิด คือ หินหยาบ และหินละเอียด</p><p>        19. อ่างน้ำและน้ำชุบ สำหรับชุบคมมีด</p><p>การตีเหล็กเป็นมีด</p><p>        กรรมวิธี ขั้นตอน วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือ ในการตีเหล็กให้เป็นมีด จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่จะมีความแตกต่างกันตามประเภทของมีด</p><p>        การตัดและผ่าเหล็ก เมื่อคัดเลือกเหล็กตามชนิดที่ต้องการ (ส่วนใหญ่เป็นเหล็กแหนบรถยนต์) วัดขนาดความยาวเท่ากับขนาดมีดที่จะตี นำเหล็กส่วนที่จะตัด ไปเผาไฟในเตาเผาจนเหล็กร้อนแดงได้ที่ จากนั้นใช้คีมจับเหล็กที่ร้อน มาวางบนทั่ง แล้วผ่าเหล็กแบ่งครึ่งด้วยเครื่องมือสกัด จะได้เหล็กสำหรับตีมีด 2 เล่ม</p><p>        การแบนหรือตีหลาบ เมื่อตัดเหล็กตามต้องการ นำเหล็กไปเผาไฟ แล้วใช้คีมจับเหล็กที่ร้อนแดงมาวางบนทั่งเหล็ก ใช้ค้อนตีสลับกับค้อนพะเนินหรือค้อนปอนด์ การตีแบนทำสลับกับการเผาไฟให้ร้อนแดง ตีจนได้รูปร่างสวยงามตามต้องการ โดยการตีแบนมีด จะเริ่มจากการตีในส่วนเป็นด้ามมีดแล้วค่อยๆ ตีในส่วนที่เป็นใบมีด ตีตราสัญลักษณ์และใส่ด้ามมีด</p><p>        การตีแต่ง เพื่อให้ผิวเหล็กเรียบและได้มีดตามรูปทรงที่ต้องการ การตีเหล็กเรียบและตีเพื่อขลิบคมหรือย้ำคมให้บางและตรง ก่อนที่จะนำไปตะไบอีกครั้ง</p><p>        การตอกตราสัญลักษณ์ ทำในช่วงที่เหล็กร้อนแดง อาจจะตอกช่วงที่แบนเหล็กหรือช่วงทำด้ามมีดก็ได้</p><p>        การตะไบตกแต่ง หลังจากตีมีดตามต้องการแล้ว นำมีดมาเจียรส่วนที่เป็นคมด้วยเครื่องเจียรไฟฟ้าก่อน เครื่องเจียรจะมีใบเจียรหลายขนาด ทั้งแบบหยาบและละเอียด จากนั้นนำมีดที่เจียรแล้ว ไปตกแต่งคมมีดด้วยการตะไบมือเป็นครั้งสุดท้าย      </p><p>การทำด้าม</p><p>        การทำบ้องหรือเดือยด้ามมีด คือ การตีเหล็กส่วนด้ามให้เป็นแผ่น แล้วตีปลายทั้งสองด้ามโค้งงอเข้าหากัน ช่างเรียกว่า ตีห่อบ้อง แล้วบัดกรี หรือ จอดด้วยทองเหลืองและน้ำประสานทอง ด้ามมีดแบบบ้องสามารถนำไปใช้ได้เลย หรือ นำด้ามไม้มาต่อให้ยาวขึ้นก็ได้  ด้ามมีดที่จะนำไปเข้าปลอก ช่างจะตีส่วนที่เป็นโคนเรียวเป็นเดือยแหลมให้ได้ขนาดตามต้องการ ซึ่งยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร แล้วนำไปตอกเข้ากับด้ามไม้</p><p>     ขั้นตอนการทำด้าม</p><p>        1. นำด้ามไม้ชนิดต่างๆ ที่เข้าปลอกเหล็กไว้แล้วไปเจาะรูด้วยสว่านไฟฟ้า</p><p>        2. นำครั่งที่ใช้ย้อมผ้ามาใส่ในรูของด้ามไม้ที่เจาะรูไว้แล้ว (ครั่งเปรียบเหมือนกาวที่ยึดมีดและด้าม ติดกันให้แข็งแรง) ปัจจุบันมีการนำแท่งกาวมาใช้แทนครั่ง</p><p>        3. นำด้ามมีดส่วนที่เป็นเดือยไปเผาไฟให้ร้อนแดง แล้วนำไปเสียบเข้ากับด้ามไม้ที่ใส่ครั่งไว้เรียบร้อยปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นแล้วนำไปตกแต่งตามความต้องการ         </p><p>การชุบคมมีด</p><p>        มีดจะมีความคม และแข็งแกร่ง การชุบคมมีดเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ช่างทำมีดต้องมีความชำนาญเป็นพิเศษ การชุบคมมีดมี 2 แบบ คือ แบบชุบคมด้วยน้ำ และ แบบชุบคมด้วยน้ำมัน ช่างตีมีดบ้านลองตอง จะใช้วิธีการชุบคมมีดด้วยน้ำ โดยมีขั้นตอน</p><p>        1. นำมีดที่ตีและเข้าด้าม ไปเผาไฟเฉพาะส่วนที่เป็นคมให้แดงร้อนเท่ากันตลอด (ช่างจะสังเกตและกะเวลาตามประสบการณ์ว่าเหล็กร้อนได้ที่หรือยัง)</p><p>        2. นำมีดที่เผาแล้วมาชุบในอ่างน้ำโดยจุ่มเฉพาะส่วนที่เป็นคมมีดอย่างรวดเร็วประมาณ 1-2 ครั้ง สังเกตดูว่าสีของเหล็กเป็นสีอะไร ในขณะเย็นลง คมมีดจะเปลี่ยนจากสีขาวค่อยๆ เป็นสีออกเหลืองกินเข้าไปในมีดและกระจายเป็นสีเขียวปีกแมลงทับแผ่เข้าไปในส่วนที่เป็นตัวมีดมากขึ้น</p><p>        3. เมื่อเหล็กเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ให้รีบจุ่มมีดลงในอ่างน้ำทันทีจนกว่าจะเย็นแล้วจึงนำขึ้น</p><p>เคล็ดลับ  การชุบคมมีดเป็นขั้นตอนการทำอย่างละเอียด แม่นยำ หากชุบเร็วไปเหล็กเป็นสีขาวจะทำให้มีดเปราะ บิ่น หักง่าย แต่ถ้าชุบนานไป เหล็กจะกลายเป็นสีเขียวมาก จะทำให้มีดอ่อนไม่แข็ง คม และบิดเบี้ยวได้ง่าย</p><p>วิธีการแก้ไข นำมีดไปเผาไฟใหม่ แล้วนำมาชุบน้ำตามกระบวนการอีกครั้งจนกว่าจะได้คมมีดตามต้องการ</p><p>การตกแต่ง</p><p>        เมื่อผ่านการชุบคมมีดด้วยน้ำแล้ว นำมีดมาตกแต่งด้วยการเจียรหรือตะไบ ให้เรียบร้อยอีกครั้ง มีดบางประเภท อาจจะมีซองหนังหรือซองไม้ สำหรับเก็บมีดให้เรียบร้อยหรือสวยงามเพื่อเพิ่มคุณค่า เช่น มีดพก มีดดาบ</p><p>ด.ช.สิงหาคม วรลักษณ์ ชั้นม.3/6 เลขที่17</p><p> </p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/3114207641/9952b9aaa582f74c435b4b365caae511/inbound1462408990473214409.jpg" />
         <pubDate>2024-12-02 00:57:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3241791469</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้าไหมมัดหมี่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3241862161</link>
         <description><![CDATA[<p>• รายละเอียด</p><p>     ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นศิลปะการทอผ้าพื้นเมืองชนิดหนึ่งนิยมทำมานานแล้ว ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และบางท้องที่ในเขตภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี และชัยนาท วิธีการทำผ้ามัดหมี่คือการมัดด้ายให้เป็นลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืนด้วยเชือกแล้วนำไปย้อมสี เพื่อให้สีและลายตามที่กำหนด แล้วจึงนำมาทอเป็นผ้า ผ้าไหมมัดหมี่ในบ้านเราส่วนใหญ่นิยมทอผ้ามัดหมี่เส้นพุ่ง แต่มีบางจังหวัดที่มีการทำผ้ามัดหมี่โดยใช้เส้นยืน ซึ่งได้แก่จังหวัด เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ราชบุรี เพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นผ้าชาวเขาซึ่งเป็นผ้าซิ่นมัดหมี่ ราชบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ บางแห่งมีการทอผ้ามัดหมี่สลับกันกับลายขิต เพื่อเพิ่มความงดงามให้แก่ผ้าไหมมากยิ่งขึ้น ส่วนผ้ามัดหมี่จากสุรินทร์ มีชื่อเสียงทั้งในด้านความสวยงามของเส้นไหมและลวดลายซึ่งได้รับอิทธิพลจากเขมร</p><p><br/></p><p>• การอนุรักษ์</p><p>     จัดหลักสูตรการทอผ้าให้กับสถาบันการศึกษาเพื่อให้สถาบันที่ เกี่ยวข้องช่วยสืบสานและสืบทอดเพื่อบรรจุเป็นหนึ่งในหลักสูตร</p><p><br/></p><p><br/></p><p>นาย ธนวัฒน์ อิทธิพรม ม.3/6 เลขที่ 6</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-12-02 01:48:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/tnootjarin/w5jeyrso82cn3lji/wish/3241862161</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
