<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>4/3 ความเป็นไทย  ประเพณีไทย  วัฒนธรรม  ค่านิยมของคนไทย   อาหารไทย ฯลฯ by Kanchanok Wutti</title>
      <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-01-08 02:03:35 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-01-09 16:36:16 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/2764.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>ต้มยำ แซ่บๆ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840901876</link>
         <description><![CDATA[<p>ต้มยำ เป็นแกงไทยที่มีรสเปรี้ยวเผ็ด ต้มยำเป็นอาหารที่รู้จัก และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก คำว่า "ต้มยำ" มาจากคำภาษาไทย 2 คำ คือ "ต้ม" และ "ยำ" คำว่า "ต้ม" หมายถึง กิริยาเอาของเหลวใส่ภาชนะแล้วทำให้ร้อนให้เดือดหรือสุก ขณะที่ "ยำ" หมายถึงอาหารไทยประเภทที่มีรสเปรี้ยวเผ็ด ดังนั้น "ต้มยำ" คือแกงไทยที่มีความเผ็ดร้อนและเปรี้ยว อันที่จริงคุณลักษณะของต้มยำมาจากความแตกต่างระหว่างความเผ็ดร้อนและความเปรี้ยวและกลิ่นหอมของสมุนไพรในน้ำแกง ที่สำคัญน้ำแกงนั้นประกอบด้วย น้ำต้มกระดูกและเครื่องปรุงส่วนผสมสดได้แก่ ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า น้ำมะนาว น้ำปลา และพริก</p><p><br/></p><p>ณัฐชนน เขมะกำ เลขที่ 8 ม.4/3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2209973574/27bb0af48c8166ff063298b8f21128bb/1000008674.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:11:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840901876</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ครูบอกให้เอาไืทยๆ หนูก็เลยเอาตำไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840901910</link>
         <description><![CDATA[<p>ส้มตำ มีต้นกำเนิดไม่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่ามีที่มาที่ไปจากทางภาคอีสานของไทยราว ๆ 50 ปีก่อนหน้านี้เท่านั้น เพราะในช่วงสมัยดังกล่าวเป็นช่วงสงครามเวียดนาม มีการสร้างสะพานมิตรภาพขึ้นเพื่อลำเลียงยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ พร้อมทั้งนำเมล็ดพันธุ์มะละกอมาปลูกทั้งสองข้างทางของถนน</p><p><br></p><p>น.ส.พิชามญชุ์ จันทรังษี ม.4/3 19</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2061215186/995a10ea16ee3b2fe142af8423820abe/images___2024_01_08T100950_764.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:11:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840901910</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การวันลอยกระทง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840902269</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>วันลอยกระทง</strong> เป็นเทศกาลของกลุ่มชาติพันธุ์<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-disambig" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%97">ไท</a>ตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้ง<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a> ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตาม<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ปฏิทินจันทรคติไทย</a> ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2">พระแม่คงคา</a>ซึ่งเป็นเทวดาในคติ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B9">ฮินดู</a></p><p><br/></p><p><br/></p><p>นายตติกานต์ บัวหลวง เลขที่ 9 ม.4/3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2061215348/9c13a2e02b85c0154996aa1639068fe9/Loi_Krathong_2010_John_Shedrick.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:11:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840902269</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การละเล่นพื้นบ้านของไทย: ม้าก้านกล้วย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903073</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>คำอธิบาย:</strong></p><p><em>ม้าก้านกล้วย</em>เป็นของเล่นพื้นบ้านที่เด็กๆ ในสมัยก่อนนิยมเล่นกันโดยทั่วไป โดยเด็กจะใช้ก้านกล้วยมาทำเป็นหัว หู หาง ของม้า แล้วสมมติว่าเป็นคนขี่ม้าพาวิ่ง เสมือนคนขี่ม้า บางทีก็แบ่งเป็นฝ่ายพระเอก ฝ่ายผู้ร้ายหรือขี่ม้าวิ่งแข่งขันกัน ม้าก้านกล้วยบางทีเรียกว่า ม้ากล้วย ซึ่งผู้ใหญ่ในสมัยนั้นได้คิดทำให้ลูกหลานวิ่งเล่น นับเป็นการออกกำลังกายเพื่อทำให้สุขภาพแข็งแรง รวมทั้งการทำของเล่นก็ง่ายสะดวก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพราะต้นกล้วยปลูกกันแทบทุกครัวเรือนจนกลายเป็นสำนวนว่า “ดาษดื่นเหมือนกล้วยน้ำว้า”</p><p><br/></p><p><strong>วิธีเล่น:</strong></p><p>วิ่งกระโดดโลดเต้น เหมือนม้าวิ่ง จะส่งเสียงร้อง ฮี้ๆๆ เป็นเสียงม้า บางคนจะถือว่าเป็นแส้ม้า ถือดาบ ถือปืนสู้รบกันหากตีถูกม้าก้านกล้วยของใครหัก แสดงว่าม้าก้านกล้วยตัวนั้นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ การเล่นม้าก้านกล้วยส่วนมากจะเป็นเด็กผู้ชาย มักเล่นกันเป็นกลุ่มๆ มากกว่าจะเล่นโดยลำพัง บางครั้งเด็กจะขี่ม้าวิ่งแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะว่า ม้าตัวใดจะได้ชื่อว่า “ม้าเร็ว” เป็นต้น.</p><p><br/></p><p><mark>น.ส.กิรอร คำวิไล เลขที่ 24</mark></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2061221905/3d5f97283a690d289b65a5ffa4162e2a/py319f7kmuxmn88MF6z_o.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:12:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903073</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อาหารไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903084</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>วัตถุดิบ</strong></p><ul><li><p>กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>ไชโป๊ 1 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>หอมแดงสับหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>เต้าหู้แข็งหั่นแท่ง 3 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>เส้นผัดไทยแช่น้ำ 150 กรัม</p></li><li><p>ใบกุ้ยช่าย 30 กรัม</p></li><li><p>ไข่เป็ด 2 ฟอง</p></li><li><p>ถั่วลิสงป่น 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>พริกป่น (ตามชอบ)ะ</p></li><li><p>น้ำตาลมะพร้าว 200 กรัม</p></li><li><p>น้ำปลา 200 มิลลิลิตร</p></li><li><p>น้ำมะขามเปียก 200 มิลลิลิตร</p></li></ul><p>พรรวินท์ เลิศวิริยะหิรัญกุล 4/3 เลขที่28</p>]]></description>
         <enclosure url="https://images.deliveryhero.io/image/foodpanda/recipes/pad-thai.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:12:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903084</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การละเล่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903490</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>การละเล่น รี รี ข้าวสาร</strong> เป็นการละเล่นพื้นบ้านไทย นิยมเล่นกันในกลุ่มเด็กๆ ผู้เล่น 2 คนยืนเอามือประสานกันเหนือศีรษะเป็นประตูโค้ง ผู้เล่นคนอื่นๆเกาะเอวหรือเกาะไหล่ต่อๆกันลอดใต้ประตูไปเรื่อย ๆ จากนั้นผู้เล่นร้องเพลงประกอบ เมื่อเพลงจบผู้ที่เป็นประตูจะกระตุกแขนลงมากั้น หากใคร ถูกประตูกั้นไว้จะถูกคัดออกจากการละเล่น</p><p><br/></p><p>น.ส.ลักษณารีย์ ชาญอนุวัตร เลขที่29 ม.4/3</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1276063703/5ef573d6b69768af4fbac85caca1b995/image.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:13:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903490</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผีในวัฒนธรรมไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903700</link>
         <description><![CDATA[<p>ชาวไทยเชื่อว่า ผีสามารถให้คุณหรือให้โทษได้ หากเซ่นสวรวงหรือบูชาไม่ถูกต้อง เช่น ผีขุนน้ำ คือ เทพอารักษ์ประจำต้นน้ำแต่ละสาย ซึ่งสถิตอยู่บนดอยสูง ผีขุนน้ำมักอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านจะอัญเชิญมาสถิตที่หอผีที่ปลูกอย่างค่อนข้างถาวรใต้ต้นไม้เหล่านี้ ผีขุนน้ำที่อยู่ต้นแม่น้ำใด ก็มักจะได้ชื่อตามแม่น้ำนั้น เช่น ผีปันน้ำ (<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3">เทือกเขาผีปันน้ำ</a> ใน<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD">ภาคเหนือ</a>) หรือผีมด และ ผีเมง คือ ผีบรรพบุรุษตามความเชื่อของชาวล้านนา (คำว่า "มด" หมายถึงระวังรักษา) ส่วนผีเมงนี้เข้าใจกันว่ารับมาจากชนเผ่าเม็งหรือ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%8D">มอญโบราณ</a>, ผีเจ้าที่ หรือ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88">พระภูมิเจ้าที่</a> คือผีที่รักษาประจำอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เป็นผู้ดูแลรักษาเขตนั้น ๆ ดังนั้น คนโบราณเมื่อเดินทางและหยุดพักที่ใด มักจะบอกขออนุญาตเจ้าที่ทุกครั้ง <a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2">ศาลเพียงตา</a> ซึ่งเป็นสิงสถิตย์ของผีที่คุ้มครองดูแลที่ดิน</p><p>นอกเหนือไปจากผีดังกล่าวแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีผีอีกหลายประเภท เช่น ผีกละ หรือ <a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0">ผีจะกละ</a> เป็นผีที่มักเข้าสิงผู้คนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร เมื่อเข้าสิงใคร ก็จะแสดงกิริยาผิดปกติไป เมื่อคนสังเกตเห็นก็มักร้องขอกินอาหารและจะกินอย่างตะกละตะกลาม จึงเรียกผีกละตามลักษณะการกิน แต่มักเขียนเป็นผีกะ หรือผีกละยักษ์ เป็นผีที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เช่น วัดร้าง, ถ้ำ หรือที่ซึ่งมีสมบัติฝังหรือซ่อนอยู่ ผีกละยักษ์จะคอยพิทักษ์สมบัติเหล่านั้น จนกว่าเจ้าของจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไป ในกรณีผีกละยักษ์ที่อยู่ในวัด เล่ากันว่า มักจะเป็นวิญญาณของพระหรือเจ้าอาวาสที่ผิดวินัย เมื่อตายแล้วไปเกิดไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์วัดไปจนกว่าจะสิ้นกรรม รูปร่างของผีกละยักษ์ไม่แน่นอน บ้างก็ว่าเป็นหมูตัวใหญ่ที่มีร่างกายเป็นทองแดง บ้างก็ว่าเป็นสุนัขใหญ่สีดำสนิททั้งตัว เป็นต้น</p><p>ผี มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยมาแต่โบราณ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย จนเกิดเป็นข้อห้าม หรือคะลำ ใน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99">ภาษาอีสาน</a>ต่าง ๆ ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคไป เช่น ห้ามกินเลือด, ห้ามเลี้ยงนกฮูก, นกเค้าแมว, นกแสก, และค้างคาว, ห้ามเคาะจานข้าว, ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน หรือห้ามเผาศพในวันศุกร์ เป็นต้น<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2">ศาลเพียงตา</a> ซึ่งเป็นสิงสถิตย์ของผีที่คุ้มครองดูแลที่ดิน</p><p>นอกเหนือไปจากผีดังกล่าวแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีผีอีกหลายประเภท เช่น ผีกละ หรือ <a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0">ผีจะกละ</a> เป็นผีที่มักเข้าสิงผู้คนเพื่อเรียกร้องจะกินอาหาร เมื่อเข้าสิงใคร ก็จะแสดงกิริยาผิดปกติไป เมื่อคนสังเกตเห็นก็มักร้องขอกินอาหารและจะกินอย่างตะกละตะกลาม จึงเรียกผีกละตามลักษณะการกิน แต่มักเขียนเป็นผีกะ หรือผีกละยักษ์ เป็นผีที่อยู่รักษาสถานที่ต่างๆ เช่น วัดร้าง, ถ้ำ หรือที่ซึ่งมีสมบัติฝังหรือซ่อนอยู่ ผีกละยักษ์จะคอยพิทักษ์สมบัติเหล่านั้น จนกว่าเจ้าของจะรับทรัพย์สินเหล่านั้นไป ในกรณีผีกละยักษ์ที่อยู่ในวัด เล่ากันว่า มักจะเป็นวิญญาณของพระหรือเจ้าอาวาสที่ผิดวินัย เมื่อตายแล้วไปเกิดไม่ได้ จึงต้องทำหน้าที่พิทักษ์วัดไปจนกว่าจะสิ้นกรรม รูปร่างของผีกละยักษ์ไม่แน่นอน บ้างก็ว่าเป็นหมูตัวใหญ่ที่มีร่างกายเป็นทองแดง บ้างก็ว่าเป็นสุนัขใหญ่สีดำสนิททั้งตัว เป็นต้น</p><p>ผี มีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยมาแต่โบราณ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย จนเกิดเป็นข้อห้าม หรือคะลำ ใน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99">ภาษาอีสาน</a>ต่าง ๆ ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคไป เช่น ห้ามกินเลือด, ห้ามเลี้ยงนกฮูก, นกเค้าแมว, นกแสก, และค้างคาว, ห้ามเคาะจานข้าว, ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน หรือห้ามเผาศพในวันศุกร์ เป็นต้น</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2274805128/db8ba79f66c4058b0dc14a6746f4f1ff/IMG_2624.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:13:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840903700</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีผีตาโขน #26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840904038</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ผีตาโขน</strong> เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคอีสาน ของประเทศไทย เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นในเดือน 7 ซึ่งมักจัดมากกว่าสามวันในบางช่วงระหว่างเดือนมีนาคม และกรกฎาคม โดยจัดขึ้นในวันที่ได้รับเลือกให้จัดขึ้นในแต่ละปีโดยคนทรงประจำเมือง ซึ่งงานบุญประเพณีพื้นบ้านนี้มีชื่อเรียกว่า <em>บุญหลวง</em> โดยแบ่งออกเป็นเทศกาล ผีตาโขน, ประเพณีบุญบั้งไฟและงานบุญหลวง (หรือ บุญผะเหวด)</p><p><br/></p><p>ผีตาโขน นั้น เดิมมีชื่อเรียกว่า <em>ผีตามคน</em> เป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลมาจาก<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%81">มหาเวสสันดรชาดก</a> ชาดกในทางพระพุทธศาสนา ที่ว่าถึงพระเวสสันดร และพระนางมัทรี จะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมืองหลวง บรรดาสัตว์ป่ารวมถึงภูติผีที่อาศัยอยู่ในป่านั้น ได้ออกมาส่งเสด็จด้วยอาลัย</p><p>ซึ่งวันแรกจะเป็นเทศกาลผีตาโขน ซึ่งเรียกวันนี้ว่า <em>วันรวม</em> (วันโฮม) โดยจะมีพิธีเบิก <em>พระอุปคุตต์</em> ในบริเวณระหว่างลำน้ำหมันกับลำน้ำศอก ส่วนวันที่สองของเทศกาลดังกล่าวจะมี<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F">พิธีจุดบั้งไฟบูชา</a> พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายที่หลากหลาย รวมถึงการแข่งขันเต้นรำตลอดจนขบวนพาเหรด ส่วนในวันที่สามและวันสุดท้ายจะมีการให้ชาวบ้านฟังเทศน์ นอกจากนี้ ผีตาโขนยังได้รับการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ และฉายาประจำ<a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2_%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%89">สโมสรฟุตบอลเลย ซิตี</a>้</p><p>และประเพณียังคงมีความเชื่อกันว่า สำหรับคนที่เล่นหรือมีการแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดและนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไป และรอจนถึงปีหน้าจึงค่อยทำเล่นกันใหม่</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2209976075/58b598361f829b1c4fc8f88719aad33a/1000002773.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:13:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840904038</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การละเล่น &quot;งูกินหาง&quot;</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840905273</link>
         <description><![CDATA[<p><mark>งูกินหาง เป็น</mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"><mark>การละเล่นพื้นเมือง</mark></a><mark>เก่า เล่นกันทุกภาคของประเทศ ทั้ง</mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)"><mark>ภาคเหนือ</mark></a><mark> </mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" class="mw-redirect" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD"><mark>ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</mark></a><mark> และ</mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)"><mark>ภาคใต้</mark></a><mark>พบว่ามีการละเล่นงูกินหางกันแล้วในงานตรุษ</mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C"><mark>สงกรานต์</mark></a><mark> ณ </mark><a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2"><mark>จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</mark></a><mark> เมื่อ พ.ศ. 2475 การเล่นงูกินหางเป็นการเล่นเลียนแบบชีวิตสัตว์ &nbsp; คือ เลียนแบบลักษณะท่าทางของงูที่มีลำตัวยาวเลื้อยคดไปคดมา นิยมเล่นในงานเทศกาล งาน</mark>ประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ </p><p><br/></p><p>วิธีเล่น</p><ul><li><p><strong>งูกินหาง</strong> การเล่นเป็นกลุ่ม มีผู้เล่นคนหนึ่งเป็นพ่องูอีกคนหนึ่งเป็นแม่งู ที่เหลือเป็นลูกงูจับเอวแม่งูซึ่งเป็นหัวแถวไปเป็นหางแถว พ่องูจะหันหน้าเข้าหาแม่งูแล้วถามตอบโต้กันไปมาเมื่อจบประโยคสุดท้าย "กินกลางตลอดตัว" พ่องูจะวิ่งจับลูกงู แม่งูจะคอยกั้นไม่ให้พ่องูจับ ถ้าลูกงูตัวใดถูกจับต้องออกไปนั่งเรียกว่าถูกกิน</p></li></ul><p><br/></p><p>น.ส.สุพรรณิการ์ บ่อพลอย ม.4/3 เลขที่ 34</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2209977401/e365b1d41b94355bdd40460ff933a6a1/D91E4A94_B118_4A35_997F_03CF4FB75608.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:14:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840905273</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สงกรานต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840905652</link>
         <description><![CDATA[<p>ประเพณีไทย</p><p><strong>ประเพณีวันสงกรานต์ คือ การฉลองวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งเป็นประเพณีและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ</strong> โดยปัจจุบันยังถือเป็นวันหยุดราชการอีกด้วย รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ทั่วประเทศ แก่นสำคัญของวันสงกรานต์นั้นเน้นไปที่ความกตัญญู ความอบอุ่น ความสนุกสนาน และการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน การละเล่นที่นิยมนำมาเล่นกันในงานสงกรานต์ มีหลายอย่าง เช่น ชักเย่อ ไม้หึ่ง งูกินหาง ช่วงชัย วิ่งเปี้ยว เขย่งแตะ หลับตาตีหม้อ มอญซ่อนผ้า สะบ้า ขี่ม้าส่งเมือง ลิงชิงหลัก ฯลฯ นอกจากนั้นมีการเล่นเพลงยาว ลำตัด รำวง การประกวดนางสงกรานต์ซึ่งแต่ละกิจกรรมร่วมสร้างความสนุกสนานเป็นกันเอง หนุ่มสาวได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน ได้ศึกษาดูนิสัยใจคอ ได้มีโอกาสพูดจาโอภาปราศรัยกัน</p><p><br></p><p>น.ส.ศุภนิดา พานิชประเสริฐ 32 4/3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2209978999/5df23f5a7ddf34e2786c884706607b7e/IMG_9476.webp" />
         <pubDate>2024-01-08 03:15:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840905652</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไม้โก๋งเก๋ง Aka ไม้ขาหยั่ง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840906213</link>
         <description><![CDATA[<p>ขาหยั่งเป็นของเล่นพื้นบ้าน ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นขาเดิน 2 ข้าง คล้ายเป็นขาเทียม เพื่อใช้ก้าวย่างเดินจะทำให้ตัวสูงขึ้น ขาหยั่งมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น ขาย่าง โกกเกก โถกเถก เป็นต้น การเรียกว่า โกกเกก อาจจะเรียกตามเสียงที่ได้ยินจากการใช้ขาหยั่งเดิน หรืออากัปกิริยาของผู้เดินด้วยขาหยั่ง นอกจากนี้อาจจะมาจากการเพี้ยนเสียงระหว่างคำโกกเกก และคำโถกเถก คำว่า “โถก” แปลว่า ยาว เช่น คนขาโถก คือคนขายาว ส่วนคำว่า “เถก” แปลว่า เก้งก้าง เดินขาโถกเถก แปลว่า เดินขายาว มีลักษณะเก้งกว้าง การเล่นหยั่งขา มีลักษณะบางประการคล้ายกับการเล่นเดินกะลา เกิดจากความจำเป็นที่ต้องแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ในพื้นบ้านชนบทมักจะผูกมัดวัวควาย หรือเลี้ยงสัตว์ใต้ถุนบ้าน การเดินเข้าไปในใต้ถุนบ้านอาจสกปรก จึงใช้การเดินด้วยกะลา ต่อมาจึงประยุกต์ใช้ขาหยั่งเดินแทนในที่ที่มีโคลนตมเฉอะแฉะมากขึ้น</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1957845815/0395ca81c64ecc3dab078b0ba3163907/056C0502_6625_4FCF_AE34_F85A24FB553C.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:16:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840906213</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อาหารไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907516</link>
         <description><![CDATA[<p>บัวลอย</p><p><br/></p><p>อีกหนึ่งเมนูขนมไทยโบราณที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเทศกาลไหน บัวลอยจะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อยู่ในสำรับอาหารเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญเลี้ยงพระ งานมงคล และงานพิธีการต่าง ๆ&nbsp; ด้วยความที่บัวลอยนั้นใช้วัตถุดิบในการทำที่ง่าย แต่ต้องใช้พิถีพิถันในเรื่องรสชาติ สีสัน ความสวยงาม กลิ่นหอม และรูปลักษณะ ทำให้บัวลอยเป็นขนมอีกหนึ่งชนิดที่ชวนรับประทาน</p><p><br/></p><p>การทำขนมบัวลอยนั้นมีมากมายหลากหลายวิธีในการทำ ซึ่งก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน และบัวลอยแต่ละประเภท แต่สำหรับบัวลอยชาววังจะเน้นไปที่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตัวแป้งบัวลอยที่มีสีต่างกัน</p><p>ซึ่งล้วนเป็นสีจากธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากฟักทอง สีเทาจากเผือก หรือสีม่วงจากมันม่วง เป็นต้น และด้วยความที่ต้องใช้ความพิถีพิถันในการทำ ทำให้บัวลอยชาววังนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งเมนูที่หาทานได้ยากนั่นเอง</p><p><br/></p><p>นันท์นภัส กีรติโภฌานันท์ ม4/3 เลขที่27</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2071298274/df4a716dd3c42dc22884ea9bcaaa4f93/image.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:18:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907516</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อาหารไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907560</link>
         <description><![CDATA[<p>ต้มยำกุ้งน้ำข้น</p><p>เป็นเมนูขึ้นชื่อระดับโลกไปแล้ว คนไทยเองก็ชอบสั่งมาซดน้ำแซ่บๆ ทานกับข้าวสวย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ชอบสั่งมาลองลิ้มรสชาติน้ำซุปที่ให้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ครบในชามเดียว</p><p><br></p><p><strong>ส่วนผสม</strong></p><ul><li><p>กุ้ง 12 ตัว</p></li><li><p>เห็ดฟาง 200 กรัม</p></li><li><p>ข่า 5 แว่น</p></li><li><p>ตะไคร้ 3 ต้น</p></li><li><p>ใบมะกรูด 6 ใบ</p></li><li><p>หอมแดง 20 กรัม</p></li><li><p>รากผักชี 4 ราก</p></li><li><p>พริกแห้ง 5 เม็ด</p></li><li><p>พริกขี้หนูสวน 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>ผักชีฝรั่ง 2 ต้น</p></li><li><p>ผักชี 2 ต้น</p></li><li><p>น้ำพริกเผาฉั่วฮะเส็ง 2 ช้อนโต๊ะ</p></li><li><p>น้ำปลา 80 กรัม</p></li><li><p>มะนาว 3-4 ลูก</p></li><li><p>นมข้นจืดคาร์เนชั่น 100 กรัม</p></li><li><p>เกลือ 1 ช้อนชา</p></li><li><p>น้ำ 2 ลิตร</p></li></ul><p><br/></p><p><strong>วิธีทำ ต้มยำกุ้ง</strong></p><ol><li><p>เตรียมเครื่องแกง โดยใส่ตะไคร้ หอมแดง พริกขี้หนู ลงในครก แล้วใช้สากบุบให้พอแหลก ให้มีกลิ่นหอม</p></li><li><p>ใช้มีดหั่นข่าเป็นแว่น ๆ แล้วฉีกใบมะกรูดเป็นชิ้น ๆ เตรียมไว้</p></li><li><p>ตั้งหม้อ ใส่น้ำเปล่า แล้วเปิดไฟ ระหว่างรอน้ำเดือด ให้ใส่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริกขี้หนู และ เกลือ ลงไป แล้วรน้ำเดือด</p></li><li><p>ใส่เห็ดฟาง ตามด้วย น้ำพริกเผา คนให้ละลายเข้ากัน แล้วรอจนกว่าน้ำจะเดือดอีกรอบ</p></li><li><p>ใส่กุ้งพร้อมกับหัวกุ้งลงไป ต้มให้กุ้งสุก&nbsp; (*<strong>เคล็ดลับต้องรู้</strong> : ใส่หัวกุ้งลงไปด้วย จะช่วยให้น้ำต้มยำ หวานอร่อยโดยธรรมชาติ )</p></li><li><p>ปรุงรสด้วย น้ำปลา&nbsp;นมข้นจืด ลงไป</p></li><li><p>ใส่พริกแห้ง ใบมะกรูด ต้มต่อไป จนกว่าจะเดือดอีกครั้ง</p></li><li><p>เมื่อน้ำเดือดแล้ว ให้ปิดเตา แล้วใส่น้ำมะนาว เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว</p></li><li><p>โรยหน้าด้วย ผักชี ผักชีฝรั่ง เป็นอันเสร็จ</p></li></ol><p><br/></p><p>น.ส.วรินกาญจน์ วงศ์ทางประเสริฐ ม.4/3 เลขที่31</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1276063967/21edf0450c3a95b392f5d7e2e3653f91/image.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:18:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขนมบุหลันดั้นเมฆ  (Bulan Dan Mek)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907977</link>
         <description><![CDATA[<p>บุหลันดั้นเมฆ กำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 2 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “บุหลันเลื่อนลอย” ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ส่วนกลางตัวขนมที่ทำจากไข่แดงสื่อถึงดวงจันทร์ในเวลากลางคืน และส่วนสีฟ้าของตัวขนมก็เปรียบเหมือนสีของก้อนเมฆยามค่ำคืน</p><p><br/></p><p><br/></p><p>วัตถุดิบ :</p><ol><li><p>แป้งข้าวเจ้า 60 กรัม</p></li><li><p>แป้งเท้ายายม่อม 5 กรัม</p></li><li><p>น้ำตาลทราย 75 กรัม</p></li><li><p>น้ำดอกอัญชัน 175 กรัม</p></li><li><p>ไข่แดงของไข่ไก่ 2 ฟอง</p></li><li><p>กลิ่นมะลิ 5 กรัม</p></li></ol><p><br/></p><p><strong>ขั้นตอนการทำ :</strong></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ใส่น้ำในหม้อนึ่งประมาณ 1/2 ของหม้อนึ่ง ต้มจนน้ำเดือดนำถ้วยตะไลเรียงกระจายลงในหม้อนึ่งปิดฝานึ่งประมาณ 10 นาทีจนถ้วยตะไลร้อนจัดๆ เตรียมไว้</p><p><br></p><ol><li><p>นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งท้าวยายม่อมมาผสมรวมให้เข้ากัน ทยอยเติมน้ำอัญชันลงไปคนให้แป้งไม่เป็นเม็ด เทน้ำตาลทราย และกลิ่นมะลิลงไปคนให้ทุกอย่างละลายเข้ากัน</p></li><li><p>ใช้ชามผสมเล็ก ใสไข่แดงที่เตรียมไว้ลงไป ตีให้เข้ากันแล้วพักไว้ก่อน</p></li><li><p>ตักน้ำแป้งที่เตรียมไว้หยอดลงในถ้วยตะไลที่ร้อนจัด ใส่ประมาณ 3/4 ของถ้วยตะไล นำไปนึ่งด้วยไฟแรง ประมาณ 7-1</p></li><li><p>นำไข่แดงหยอดลงไปในรอยบุ๋มตรงกลางให้เต็ม นึ่งต่อ 3-5 นาที</p></li><li><p>เมื่อนึ่งจนสุกให้นำขนมทั้งถ้วยมาหล่อน้ำเย็นไว้ เมื่อถ้วยหายร้อนแล้ว แคะขนมออกมา</p></li><li><p>นำขนมที่แคะไว้แล้วมาจัดใส่จาน เพียงเท่านี้พร้อมกินแล้วค่า</p></li></ol><p><br/></p><p><br/></p><p>น.ส.ทัศนาวลัย เวชโอสถ เลขที่16 ม.4/3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2209975104/d7e3f0afeb48350bc77c9bd09e5e4593/IMG_4410.jpeg" />
         <pubDate>2024-01-08 03:19:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2840907977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีเผาเทียนเล่นไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2842021082</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>งานเผาเทียนเล่นไฟ สุโขทัย </strong>เป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีลอยกระทง จัดขึ้นทุกปีที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย</p><p><br/></p><p>งานประเพณีเผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย เป็นงานที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ภาพการจุดประทีป และการทำกระทงสายลอยในแม่น้ำ ประชันความสวยงามของกระทง และประกวดขบวนแห่กระทง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ</p><p>ประเพณีลอยกระทงที่จังหวัดสุโขทัย มีบันทึกอยู่ในจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในด้านที่ 2 บรรทัดที่ 8-23 กล่าวถึงอัตลักษณ์วิถีของชาวสุโขทัยที่ปฏิบัติในช่วงเทศกาลลอยกระทง ทางจังหวัดสุโขทัยจึงรื้อฟื้นประเพณีให้เหมือนกับ 700 กว่าปีที่แล้ว โดยกำหนดวันจัดงานเป็นเลขคี่ ครอบคลุมวันเพ็ญเดือนสิบสอง ที่ตรงกับวันลอยกระทง</p><p>การจัดงานกิจกรรมเผาเทียนเล่นไฟ ที่หน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 โดยใช้พื้นที่บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ ซึ่งตรงกับแหล่งโบราณที่เคยจัดกิจกรรมนี้เมื่อ 700 ปีที่แล้ว และในปี พ.ศ. 2534 อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการพิจารณาจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN) ให้เป็นมรดกโลก จึงยิ่งเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ</p><p><br/></p><blockquote><p><strong>กิจกรรมงานเผาเทียนเล่นไฟ สุโขทัย</strong></p></blockquote><p>ระยะเวลาการจัดงานเผาเทียนเล่นไฟ อาจใช้เวลา 3, 5, 7 หรือ 9 วัน และปี พ.ศ. 2561 ถือว่ามีระยะเวลาจัดงานมากที่สุดคือ 10 วัน ส่วนใหญ่นิยมเป็นเลขคี่ โดยกิจกรรมต่างๆ ที่นิยมจัดทุกปี มีดังนี้</p><p><strong>1. พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข</strong></p><p>พิธีรับรุ่งอรุณแห่งความสุข เป็นพิธีตักบาตรรับอรุณ จัดที่อุโบสถวัดตระพังเงิน โดยประชาชนและข้าราชการ พ่อค้า รัฐวิสาหกิจ ร่วมกันตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ตั้งแต่เวลา 05.30-07.00 น. ตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป ในวันแรกของเทศกาลลอยกระทง</p><p><strong>2. พิธีบวงสรวงบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าสุโขทัย</strong></p><p>พิธีบวงสรวงบูรพกษัตริยาธิราชเจ้าสุโขทัยทุกพระองค์ จัดขึ้น ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในวันแรกของวันงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ โดยประธานถวายเครื่องบวงสรวง และถวายพวงมาลัยคล้องพระแสง มีการแสดงนาฏศิลป์รำ หรือ ระบำสุโขทัย ด้วยผู้แสดง 200-700 คน เป็นพิธีที่สวยงาม อลังการ</p><p><strong>3. ขบวนแห่กระทง</strong></p><p>ขบวนแห่กระทงเผาเทียน เล่นไฟ แต่ละขบวนจัดแสดงนางนพมาศซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ทำกระทงคนแรก ล้อกับเรื่องราวในอดีต และมีโคมชัก โคมแขวน สวยงาม ขบวนแห่มาจาก 4 ฝั่งของประตูเมือง ได้แก่</p><ul><li><p>ทิศเหนือ ประตูหลวง</p></li><li><p>ทิศใต้ ประตูนะโม</p></li><li><p>ทิศตะวันออก ประตูกำแพงหัก</p></li><li><p>ทิศตะวันตก ประตูอ้อ</p></li></ul><p><strong>4. ขวัญข้าว วันเล่นไฟ</strong></p><p>การทำขวัญข้าว วันเล่นไฟ ทำในก่อนวันลอยกระทง 1 วัน โดยเป็นการรับประทานอาหารร่วมกันของผู้มาร่วมงานลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัย หน้าวัดมหาธาตุ ชวนกันรับประทานอาหารพื้นบ้านของสุโขทัย ชมการแสดง แสง สี เสียง ตระการตา</p><p><strong>5. การแสดงแสงสีเสียง</strong></p><p>การแสดงแสง สี เสียง ในงานลอยกระทงสุโขทัย จัดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2526 นำเทคนิคการใช้แสงไฟแสดงยามค่ำคืนมาบรรยายเรื่องราวตามธีมต่างๆ ของงาน ณ ลานกลางแจ้ง และโบราณสถานต่างๆ</p><p><strong>6. เผาเทียน เล่นไฟ</strong></p><p>การเล่นเผาเทียน เล่นไฟ คือกิจกรรมหลังเสร็จงานกฐินของชาวสุโขทัย ประชาชนเดินทางกลับเข้าเมืองผ่านประตูทั้งสี่ เพื่อมาดูการเผาเทียนเล่นไฟ ซึ่งหมายถึงการจุดพลุเฉลิมฉลอง เป็นแสงสว่างบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือนั่นเอง</p><p>งานเผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย เป็นประเพณีที่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม มีการปรับเปลี่ยนเทคนิคการจัดแสดงให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อความสนุกสนาน และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาร่วมสัมผัสบรรยากาศดั้งเดิมของขาวสุโขทัยช่วงปลายปี</p><p><br/></p><p>น.ส.ภัทรภร สำโรงลุน เลขที่21 ม.4/3</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2210564114/db2c386ccadc18d099e039e9f373239a/59f982e95b5aa0fc598b45a2_2.jpg" />
         <pubDate>2024-01-08 21:03:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2842021082</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขนมอินทนิล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2842901560</link>
         <description><![CDATA[<p>ขนมอินทนิลคือ ขนมที่ใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นส่วนผสมหลัก โดยในอดีตแป้งมันสำปะหลังนั้นถือว่าเป็นของที่มีราคาอยู่พอสมควร เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ขนม อินทนิล เป็นของหวานที่มีเฉพาะแค่ในรั้วในวังเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปคงมิอาจจะมีโอกาสได้ทานของหวานกันมากนัก และในปัจจุบันแม้ว่าส่วนผสมของขนมชนิดนี้จะหาได้ง่ายขึ้น</p><p><br/></p><p>วัตถุดิบและส่วนผสม</p><p>-ส่วนผสมน้ำกะทิ</p><p>-กะทิกล่องอบควันเทียน 500 กรัม</p><p>-น้ำเปล่า 200 กรัม</p><p>-น้ำตาลทราย 150 กรัม</p><p>-เกลือป่น 3/4 ช้อนชา</p><p>-มะพร้าวอ่อน 250 กรัม</p><p><br/></p><p>ส่วนผสมตัวขนม</p><p>-น้ำใบเตยคั้นสด 500 กรัม</p><p>-น้ำตาลทราย 25 กรัม</p><p>-แป้งมันสำปะหลัง 100 กรัม </p><p><br/></p><p>วิธีทําอินทนิลมะพร้าวอ่อน</p><p>ขนมอินทนิล</p><p>1) ขั้นตอนแรกเตรียมต้มน้ำกะทิ โดยใส่กะทิลงไปในกระทะ ตามด้วยน้ำเปล่า น้ำตาลทราย และเกลือป่น จากนั้นจุดแก๊สโดยใช้ไฟกลาง ค่อย ๆ คนน้ำกะทิจนน้ำตาลละลายและน้ำกะทิเดือด</p><p>2) เมื่อกะทิเดือดแล้วให้ใส่มะพร้าวอ่อนลงไป ต้มให้มะพร้าวสุก ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที เสร็จแล้วปิดแก๊สได้เลยเตรียมทำตัวขนมอินทนิล โดยตั้งกระทะแล้วเทน้ำคั้นสดใบเตยลงไป </p><p>3) ตามด้วยน้ำตาลทราย และแป้งมันสำปะหลัง จากนั้นจุดแก๊สโดยใช้ไฟอ่อน นำตะกร้อมือกวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าตัวขนมจะสุกและมีเงาใส เสร็จแล้วปิดแก๊สแล้วเทตัวขนมที่ได้ใส่ลงในภาชนะ พักไว้ให้เย็นสนิท</p><p>4) เมื่อตัวขนมเย็นสนิทแล้วให้เตรียมถ้วยจัดเสิร์ฟ โดยเริ่มจากตักน้ำกะทิลงไปในถ้วยก่อน จากนั้นใช้ช้อนค่อย ๆ ตักตัวขนมเป็นคำ ๆ ใส่ลงไปทีละน้อย ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถทานได้แล้ว </p><p><br/></p><p>การปรับเปลี่ยนสูตร ขนมอินทนิล ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน</p><p>จะเห็นได้ว่าขนมอินทนิลที่ทำกันในปัจจุบันนี้มักจะมีสีเขียวเป็นส่วนมาก นั่นอาจเป็นเพราะว่าสีม่วงที่ได้จากดอกอัญชันนั้นหาได้ยากกว่าสีเขียวจากใบเตย อีกทั้งใบเตยยังเป็นตัวที่ทำให้ขนมมีความหอมมากขึ้นด้วย ซึ่งอาจไม่ใช่สูตรต้นตำรับที่บอกเล่าถึงที่มาของ เมนูขนมไทย ชนิดนี้ อย่างไรก็ตามการปรับสูตรขนมนั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติที่มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ยิ่งเวลาผ่านไปสูตรขนมต่าง ๆ ก็มักจะถูกเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย ดังจะเห็นได้ว่า อินทนิล หยกสด วิธีทำ นั้นง่ายมาก ๆ จึงเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน</p><p><br/></p><p>น.ส.ธัญจิรา วิสุทธาภรณ์ ม.4/3 25</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1437417538/9af83120ff012af723c4de64b1f29d6e/1000014656.jpg" />
         <pubDate>2024-01-09 14:22:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2842901560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขนมไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2843094450</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>ฝอยทอง</p><p>ส่วนผสม ฝอยทอง</p><ul><li><p>ไข่เป็ด 15 ฟอง</p></li><li><p>น้ำตาลทราย 1,000 g</p></li><li><p>น้ำสะอาด 1,000 ml</p></li><li><p>กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา</p></li></ul><p>&nbsp;</p><p>วิธีทำ ฝอยทอง</p><ol><li><p>ตอกไข่เป็ดใส่ภาชนะ แล้วแยกเฉพาะไข่แดงออก และน้ำค้างไข่เล็กน้อย (ดูน้ำค้างไข่จากคลิปค่ะ) การแยกไข่แดง ควรดึงเมือกและสะดือไข่ออกให้หมด แล้วนำไข่มากรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้ไข่แดงที่เนียนดีค่ะ</p></li><li><p>นำไข่แดงใส่ที่หยอดฝอยทอง (ถ้ามี) ถ้าไม่มีให้ใส่ถุงพลาสติก แล้วเจาะรูเล็กๆ เพื่อให้ไข่แดงไหลเป็นสายได้</p></li><li><p>ต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่น้ำตาลทรายกับกลิ่นมะลิลงไป รอให้เดือดอีกรอบ หยอดไข่แดงเป็นวงกลมรอบน้ำเดือดตรงกลางกระทะ ค่อยๆ วนไปเป็นสายประมาณ 30-40 รอบ หรือประมาณเอาก็ได้ค่ะ</p></li><li><p>เมื่อหยอดไข่แดงวนครบรอบตามต้องการแล้ว ให้เว้นระยะสักครู่ ประมาณ 30 วินาที รอให้ไข่แดงสุกดี แล้วใช้ตะเกียบช้อนขึ้น พับครึ่ง ให้จับกับเป็นแพ แล้วล้างวนด้วยน้ำเชื่อมไปมา จากนั้นตักออกพักไว้บนตะแกรง รอให้สะเด็ดน้ำเชื่อม แล้วจึงเก็บใส่กล่อง ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด เป็นอันเสร็จ</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1463243082/c9b7f9568da55cbaf6db60d141ea9a9d/0a8a8e666eff4d9f99ad7ff736d5204a.jpg" />
         <pubDate>2024-01-09 16:36:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/NingKanchanok/voglxww9fq3oywlc/wish/2843094450</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
