<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ม.6/8 เกร็ดน่ารู้จากไตรภูมิพระร่วง by วันวิสาข์ อังศุเกียรติถาวร</title>
      <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-08-25 02:48:08 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-09-11 14:14:07 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ดุสิตาภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672482104</link>
         <description><![CDATA[<div>ดุสิตาภูมิ สวรรค์ชั้นที่ 4 นับว่าเป็นสวรรค์ที่มีชื่อเสียงอันเป็นที่รู้จักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย มีผู้ปราถนาจะได้ไปเกิดกันอย่างมากมายเหลือเกิน เพราะที่นี่เป็นที่อยู่ของพระโพธิ์สัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีอย่างครบถ้วน ซึ่งผู้ที่ปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ส่วนมากจะอธิษฐานไปเกิดเพื่อรอการเสด็จอุบัติและการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าของพระบรมนิยตะโพธิสัตว์ ดุสิตาเทวภูมิ นี้เป็นเทพนครที่ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้น ยามาขึ้นไป ในเบื้องบน ไกลแสนไกล&nbsp;ตั้งอยู่เหนือสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไปเป็นระยะทางนับได้ 42,000โยชน์&nbsp;<br>บนดุสิตสวรรค์ ไม่มีดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงจันทร์ ทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ อยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของและแสงทิพย์ต่างๆ เช่น กายของเหล่าเทวดา วิมาน สวน สระ สิ่งแวดล้อมต่างๆ มีแต่ความสว่าง จึงไม่ต้องอาศัยดวงอาทิตย์ ลักษณะของสวรรค์ชั้นดุสิต จะไม่ได้กลมอย่างโลกมนุษย์ แต่จะกลมแบบราบ ถ้ามองจากสวรรค์ชั้น ยามาขึ้นไป จะมองเห็นเป็นแสงสว่าง นุ่มเนียนตา และถ้ามองจากสวรรค์ ชั้นดุสิตขึ้นไป ก็จะเห็นแสงสว่างนุ่ม เนียนตาของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี หรือถ้ามองลงไปที่ดาวดึงส์ก็จะเห็น ว่ามีขนาดเล็กนิดเดียว เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตใหญ่กว่ามาก&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br><br>กมลวัน สุพัฒนคุณ เลขที่1</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470739/a56f88bad9b056d8e09cd1295689e3c0/IMG_1837.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:51:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672482104</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โลกันตนรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672482807</link>
         <description><![CDATA[<div>โลกันตนรก นี้ เป็นนรกขุมพิเศษ เป็นนรกขุมใหญ่ที่แปลกประหลาดกว่าบรรดานรกทั้งหลาย เพราะอยู่นอกจักรวาล สถานที่ตั้งของนรกขุมนี้ อยู่ในระหว่างโลกจักรวาล 3 โลก ก็เหมือนกับดอกปทุมชาติ 3 ดอกเอามาตั้งชิดติดกันเข้า ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลาง จักรวาลต่างๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกปทุมชาติ 3 ดอกนั้น บริเวณตรงช่องว่างนั่นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งโลกันตนรก ซึ่งแปลว่านรกที่อยู่สุดโลกจักรวาล ซึ่งมีแค่ความมืดสนิท หนาวเหน็บสุดขั่วเย็นยะเยือกเข้าถึงกระดูกเลยทีเดียว ในโลกันตนรกนั้น มีความมืดมนยิ่งนัก แสงดาว แสงเดือนและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่มืดมน เป็นอนธการ สามารถห้ามเสียงซึ่งความบังเกิดขึ้นแห่งจักษุวิญญาณเปรียบปานดังคนหลับตาในคราวเดือนดับข้างแรมฉะนั้น การที่มีสภาพมืดมนมากเช่นนี้ ก็เพราะอยู่นอกจักรวาลพ้นจากโลกสวรรค์โลกมนุษย์ออกไปนั่นเอง<br>ภัทรวดี จันทรวิรุจ เลขที่ 24</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470310/d7473e9227c7c73e3afde54bbf35d526/84264B3B_F969_4D16_890A_27FBBFEF5809.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:52:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672482807</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เขาสัตตบริภัณฑ์คีรี </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672483275</link>
         <description><![CDATA[<div>สัตตบริภัณฑ์คีรี เป็นชื่อภูเขาในตำนานพุทธศาสนา เชื่อว่าตั้งอยู่กลางป่าหิมพานต์ มีเทือกเขา ๗ เทือก ประกอบด้วย<br>เขายุคนธร เขาอิสินธร เขากรวิก เขาสุทัส<br>เขาเนมินธร เขาวินตกะ เขาอัสกรรณ<br>แต่ละเขาจะเรียงเป็นชั้นๆ ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และจะมีแม่น้ำสีทันดร อีกเจ็ดสายคั่นเขาแต่ละเทือกไว้ ยอดเขาพระสุเมรุตรงใจกลางนี้ ท่านว่าเป็นที่ตั้งของดาวดึงส์สวรรค์<br><br>วาสิตา สุขสำอางค์ ม.6/8 เลขที่4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470182/b2483789aceb5344eef8e8993e481148/ayuthayab03.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:52:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672483275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จักรวาลความเชื่อ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672483699</link>
         <description><![CDATA[<div>วรรณคดีเรื่องนี้ กล่าวถึงลักษณะของจักรวาลว่า มีลักษณะเป็นวงกลม มีเขาพระสุเมรุเป็นศุนย์กลางของจักรวาล บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีพระอินทร์เป็นผู้ปกครอง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๒ จากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น หรือที่เรียกว่า“ฉกามาพจร” ส่วนด้านล่างของสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น จะมีเขาสัตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ โดยแต่ละชั้นจะมีทะเลสีทันดรคั่นอยู่ ซึ่งใต้ทะเลนี้จะมีปลาอานนท์ และปลาบริวารเวียนว่ายอยู่ จึงทำให้จักรวาลเคลื่อนที่<br><br>ดุจมาดา ทนันชัย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1444434314/ee52c0584e638b0cde913845ca984c40/IMG_7043.webp" />
         <pubDate>2023-08-25 03:53:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672483699</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผู้แต่งไตรภูมิพระร่วง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672484179</link>
         <description><![CDATA[<div>พญาลิไทหรือพระมหาธรรมราชาที่ 1&nbsp; เป็นพระราชโอรสพญาเลอไทย&nbsp; และเป็นพระราชนัดดาพ่อขุนรามคำแหงมหาราช&nbsp; ทรงครองเมืองศรีสัชนาลัยในตำแหน่งอุปราช เมื่อพ.ศ. 1882&nbsp; ต่อมาได้เสวยราชย์ครองกรุงสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1890</div><div>&nbsp;พญาลิไททรงเป็นนักปราชญ์และนักการปกครองที่ทรงพระปรีชาสามารถทั้งฝ่ายราชอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร&nbsp; ทรงเชี่ยวชาญในสรรพศาสตร์ อาทิ พุทธศาสตร์&nbsp; ไสยศาสตร์&nbsp; โหราศาสตร์&nbsp; ดาราศาสตร์&nbsp; ฯลฯ&nbsp;</div><div>พระราชกรณียกิจในฝ่ายพระราชอาณาจักร เช่น ได้ทรงขยายอาณาเขต&nbsp; โปรดให้ขุดคลอง&nbsp; สร้างถนนหนทางเชื่อมโยงกับเมืองสำคัญในราชอาณาจักร&nbsp; นอกจากนี้ยังทรงสร้างศิลาจารึกไว้หลายหลักทั้งภาษาไทย&nbsp; ภาษามคธและภาษาขอม&nbsp; ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์จนทุกวันนี้ &nbsp;</div><div>ส่วนพระราชกรณียกิจฝ่ายพุทธจักรนั้น ทรงผนวชเมื่อ พ.ศ. 1904&nbsp; เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงพระผนวชในขณะเสวยราชย์&nbsp; ได้ทรงสร้างโบราณสถานและโบราณวัตถุ&nbsp; เช่น&nbsp; พระวิหาร&nbsp; พระมหาธาตุ &nbsp;</div><div><br>อมลวรรณ มานะจรรยาพงศ์ เลขที่29</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470180/7fc259b281684efe068cf2282b195ec8/62EA04E0_D6C7_442A_9230_FAC65421E1FC.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:53:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672484179</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุม 8 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672485059</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>มหานรกขุมที่ 8 อเวจีมหานรก&nbsp;</strong>เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ทำอนันตริยกรรม เช่น ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำสงฆ์ให้แตกกัน หรือทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต (ถึงแม้จะทำเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ก็ถือเป็นกรรมที่หนักมาก ต้องตกอเวจีมหานรก ได้รับโทษทัณฑ์ทรมานที่แสนสาหัส มีอายุยาวนานกว่านรกขุมอื่นๆ )โดยมีอายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้มีประมาณ 1 อันตรกัป<br><br>นิฏฐา ชูติวงษ์ ม.6/8 เลขที่ 8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1974265757/6e6facdb4a1c8a9b26b0f50a5a1e7b86/IMG_0454.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:54:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672485059</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุพพวิเทหทวีป</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672485318</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ปุพพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ ทำให้ท้องฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหทวีปมีสีเงิน มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มีความสูง ๙ศอก มีอายุขัย ๗๐๐ ปี ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหทวีป คือ "สิรีสะ" (ไม้ทรึก)&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ชาวปุพพวิเทหทวีปรักษาศีล ๕ เป็นประจำ ไม่เบียดเบียนกันโดยประการทั้งปวง มีแต่ทำความดีต่อกันทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ</div><div><br>ญาณภา ขันโส เลขที่ 2</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116474263/03a0887e533a445095d63a7e6217d865/IMG_7015.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:55:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672485318</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดาวดึงสาภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486303</link>
         <description><![CDATA[<div><br>สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 จากสวรรค์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%89%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%A3">ฉกามาพจร</a>ทั้ง 6 ชั้น(จัดอยู่ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">กามภูมิ</a>) โดยอยู่สูงขึ้นไปถัดจากสวรรค์ชั้น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2">จาตุมหาราชิกา</a>ขึ้นไป 336,000,000 วา หรือ 168,000 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนยอด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8">เขาพระสุเมรุ</a>อันสูง 80,000 โยชน์ ซึ่งเป็นจุดสูงที่สุดที่ยังเชื่อมอยู่กับมนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์ (อาจเทียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%AA">ยอดเขาโอลิมปัส</a>ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%81">ตำนานเทพปกรณัมกรีก</a>) อาณาบริเวณโดยรอบ 80,000 ตารางโยชน์ มีท้าวเวปจิตติหรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พระอินทร์</a>เป็นผู้ปกครองเหมือนเดิม<br><br></div><div>เมืองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นเมืองใหญ่ที่สร้างอย่างงดงามด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87">ทอง</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A7">แก้ว</a> 7 ประการ มีเสียง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5">ดนตรี</a>บรรเลงอยู่อย่างไพเราะ กลางเมืองดาวดึงส์มีปราสาทใหญ่ที่งดงามเป็นที่ประทับของพระอินทร์<br><br>น.ส.ภัทรภรณ์ สุเพ็ญภาค ม.6/8 เลขที่ 39<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1824057759/bfcaecd36fded8009bc0e9ca9273ed26/IMG_2047.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486303</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ที่มาไตรภูมิพระร่วง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486308</link>
         <description><![CDATA[<div>ไตรภูมิพระร่วงหนังสือไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือสำคัญสมัยกรุงสุโขทัยที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นวรรณคดีทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อคนไทยมาก เดิมเรียกว่า “เตภูมิกถา<br>หรือไตรภูมิกถา” ในการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2455 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเปลี่ยนชื่อหนังสือเล่มนี้เป็น “ไตรภูมิพระร่วง”&nbsp; เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัยให้คู่กับหนังสือสุภาษิตพระร่วง&nbsp;<br>เป็นวรรณกรรมศาสนาพุทธที่แต่งในสมัยสุโขทัยประมาณ พ.ศ. 1888 โดยพระราชดำริในพระมหาธรรมราชาที่ 1 รวบรวมจากคัมภีร์ในศาสนาพุทธ มีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกสัณฐานที่แบ่งเป็น 3 ส่วน หรือ ไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ&nbsp;<br><br>พรนภัส จิตตสุโภ เลขที่27</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470319/791cafe06721bb79a52c8ccb801d82aa/image.png" />
         <pubDate>2023-08-25 03:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486308</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหานทีสีทันดร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486462</link>
         <description><![CDATA[<div>“สีทันดร” หรือ “มหานทีสีทันดร”&nbsp;<br>ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกทางพุทธศาสนา&nbsp;<br>หมายถึง ห้วงน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล<br>&nbsp;7 สาย 7 ชนิด คือ น้ำนม น้ำนมส้ม น้ำเนย<br>&nbsp;น้ำอ้อย น้ำเหล้า น้ำจืด และน้ำเค็ม&nbsp;<br>ไหลผ่านคั่นระหว่างเทือกเขาทั้ง 7&nbsp;<br>ที่เรียกว่า “สัตบริภัณฑ์” ซึ่งล้อมรอบ<br>&nbsp;“เขาพระสุเมรุ” ศูนย์กลางของโลกอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยความกว้างใหญ่และมีเทือกเขาคั่นของมหานทีสีทันดรนี้เอง&nbsp;<br>จึงถูกนำมาเปรียบกับอุปสรรคปัญหาในชีวิตของคนเรา ที่บางครั้งอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากหากอยากจะข้ามให้พ้น และอาจต้องใช้ความอดทนอย่างใหญ่หลวง เพื่อพาตัวเองให้ข้ามผ่านอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนต้องข้ามมหานทีทั้ง 7 สาย กว่าที่จะพ้นไปได้<br><br>ตัสนีม เส้นขาว ชั้น ม.6/8 เลขที่ 31</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116472890/5c176ee00bbef171fcb8202b79028d7f/99861E54_6AC2_4972_9399_F02C71BD313A.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:56:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672486462</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหานรกขุมที่ 7 มหาตาปนมหานรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487071</link>
         <description><![CDATA[<div>มหาตาปนมหานรก หมายถึง มหานรกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างมากมาย นรกขุมนี้ เป็นนรกขุมที่ 7 อยู่ถัดลงมาจากตาปนมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าตาปนมหานรก&nbsp; ชีวิตในมหาตาปนมหานรก สัตว์นรกขุมนี้ อยู่ที่ลึกและกว้าง มีกำแพงเหล็กลุกเป็นไฟล้อมรอบ ภายในกำแพงกว้างขวางใหญ่โต มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟตั้งอยู่เป็นลูกๆ ตามพื้นข้างๆ ภูเขานั้นมีขวากเหล็ก แหลมคม ปักเรียงรายอยู่เหนือพื้นเหล็กแดงซึ่งร้อนแรงด้วยไฟมากมาย นายนิรยบาลทั้งหลายต่างถืออาวุธ หอก ดาบ แหลน หลาว ลุกแดงด้วยแสงไฟไล่ทิ่มแทงสัตว์นรก บังคับให้ขึ้นไปบนภูเขาไฟอันแดงฉาน<br><br><strong><em>ชื่อ ดวงนภา ตรีสุนทร เลขที่ 7 ม.6/8&nbsp;</em></strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311485033/fda832c010713d5bb47e8a8a10baf4f0/IMG_8078.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:57:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487071</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อสุรกายภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487695</link>
         <description><![CDATA[<div>อสุรกายภูมิ มี 2 จำพวก คือ <strong>กาลกัญชกาอสูรกาย</strong> ร่างกายผอมสูง 2000 วา ไม่มีเลือด ไม่มีเนื้อ ดั่งใบไม้แห้ง ตาเล็กเท่าตะปู ปากเท่ารูเข็ม ตาและปากอยู่เหนือกระหม่อม เวลากินต้องเอาหัวลง ตีนชี้ฟ้า ลำบากยากนักหนา <strong>ทิพย์อสูรกาย</strong>ตัวสูงหน้าตาหน้าเกลียด ท้องยานฝีปากใหญ่ หลังหัก จมูกเบี้ยว แต่ยังมีช้างม้า ข้าไท มีรี้พลดังพระอินทร์ อยู่ในอสูรภพ ใต้แผ่นดินลึกลงไปถึง 84000 โยชน์ มีเมืองอสูรใหญ่ 4 เมือง 4 ทิศ มีพระยาอสูรอยู่เมืองละ 2 ทางทิศเหนือมีพระยาอสูรชื่อ ราหู มีอำนาจและกำลังอยู่เหนือพระยาอสูรทั้งหลาย มีร่างกายใหญ่โต 4800 โยชน์ หัวโดยรอบ 900 โยชน์ สามารถอมพระอาทิตย์และพระจันทร์เข้าไว้ในปาก ที่คนทั้งหลายเรียกว่า สุริยคราส หรือ จันทรคราส<br><br>พรรัมภา ปล่ำภากรณ์ ม.6/8 เลขที่ 17</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116471937/697d2f984e6707dad1ff3a1551ecf9ea/image.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487695</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นิมมานรดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487756</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2"><br>นิมมานรดี คือ สวรรค์ชั้นที่ 5 พระโคตมพุทธเจ้า</a>ตรัสถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ว่าเป็นสวรรค์ชั้นที่ 5 อยู่สูงกว่าชั้น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95">ดุสิต</a> แต่ต่ำกว่าชั้น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%94%E0%B8%B5">ปรนิมมิตวสวัตดี</a> มีท้าวสุนิมมิตเป็นจอมเทพ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87">ไตรภูมิพระร่วง</a>ระบุว่าสวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงกว่าชั้นดุสิตไป 336,000 โยชน์ มีวิมานทอง กำแพงแก้ว กำแพงทองล้อมรอบ แผ่นดินเป็นทองราบเรียบเสมอกันโดยตลอด เทวดาในชั้นนี้ปรารถนายินดีในสิ่งใดก็สามารถเนรมิตขึ้นมาได้เองตามปรารถนาทุกประการ จึงได้ชื่อว่า "นิมมานรดี" (ยินดีในการเนรมิต)<br><br></div><div><br>อายุของเทวดาในชั้นนิมมานรดียาวนานถึง 8,000 ปีทิพย์ ซึ่งเท่ากับ 2,304,000,000 ของปีมนุษย์<br><br><br>ณัฐณิชา พิมสาร ม.6/8 เลขที่ 26<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311527853/5a35372d8da4248edbaea2265d734a42/IMG_1980.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487756</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้อคิดและคุณค่า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487791</link>
         <description><![CDATA[<div>มนุษย์เราควรทำความดีด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิเช่น การกตัญญูต่อมารดาผู้ให้กำเนิด การยึดมั่นในศีลธรรม รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่โลภ ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งหากเราทำได้เช่นนี้ ตัวเราและสังคมก็ย่อมมีแต่ความสงบสุข <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>คุณค่าในแง่ศาสนา</strong> เป็นหนังสือที่ใช้เป็นเครื่องมือในการความคุมพฤติกรรมมนุษย์ ให้ประชาชนประกอบคุณงานความดี โดยใช้วิธีเปรียบเทียบเรื่องนรก สวรรค์และให้รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>คุณค่าในทางปรัชญา</strong> ให้คุณธรรมของผู้ปกครอง โทษต่าง ๆ ของผู้ไร้ศีลธรรม ส่งเสริมจริยธรรม กล่าวถึงภูมิจักรวาล ตายไปแล้วจะไปอยู่ที่ใด ปัจจุบันความคิดเรื่องทำความดีไปสวรรค์ ทำความชั่วไปนรกได้ฝังรากลึกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของคนไทยทุกคน<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>คุณค่าทางศิลปกรรม</strong> เป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินนำเรื่องราวไปเขียนเป็นภาพจิตกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วิหาร ด้านหลังองค์ประประทานตามวัดสำคัญต่าง ๆ เช่นอุโบสถวัดสุทัศน์เทพวราราม<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>คุณค่าในวรรณกรรม</strong> โดดเด่นในศิลปะการประพันธ์ ให้อิทธิพลต่อวรรณคดีในสมัยต่อมาเช่น ลิลิตโองการแช่งน้ำ บุณโณวาทคำฉันท์ ขุนช้างขุนแผน นิราศนรินทร์ วรรณกรรมเหล่านี้ได้รับแนวคิดจากไตรภูมิพระร่วงเช่น เรื่องนรก สวรรค์ อเวจี เปรต อสูรกาย ครุฑ นาค ป่าหิมพานต์ ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ อีกทั้งยังสร้างความเพลินเพลินเริงรมณ์แก่ผู้อ่าน เพราะให้ภาพเกี่ยวกับภพภูมิต่าง ๆ ชัดเจน<br><br>เฌอฟ้า สินมา ม.6/8 เลขที่ 22</div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672487791</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สัพพังคาเปรต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488001</link>
         <description><![CDATA[<div>สัพพังคาเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวคมเหมือนมีดเหมือนดาบและงอเหมือนตะขอ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาตะกายข่วนร่างกายตนเองให้ขาดเป็นแผลด้วยเล็บ แล้วกินเลือดเนื้อของตนเองเป็นอาหาร กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะชอบขูดรีดชาวบ้าน เอาเปรียบผู้อื่น หรือบางครั้งชอบรังแกหยิกข่วนบิดามารดา ถ้าเป็นหญิงก็หยิกข่วนสามีของตน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470317/56f1650d0654ccd7fd82a10822f08d01/335A7F23_6A11_4191_B6AD_EF6A26D25890.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488001</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุม 2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488012</link>
         <description><![CDATA[<div>มหานรกด้ายดำ ชีวิตในกาฬสุตตมหานรก มีขนาดใหญ่กว่าสัญชีวมหานรก สัตว์นรกในขุมนี้จะถูกตีหรือขึงด้วยเส้นเชือกสีดำ (เหมือนที่ช่างไม้ใช้เชือกชุบสีดำตีลงเป็นแนวในเนื้อไม้ เพื่อสะดวกในการเลื่อยหรือไส) จะถูกนายนิรยบาลจับมัดให้นอนเหนือแผ่นเหล็กแดงที่ร้อนแรงด้วยไฟนรก แล้วเอาด้ายดำซึ่งทำด้วยเหล็กนรกใหญ่โตเท่าลำตาล มาตีบนร่างของสัตว์นรกซึ่งเป็นร่างกายที่ใหญ่โตมาก จนทำให้เป็นรอยเส้น แล้วก็ทำการเลื่อย ด้วยเลื่อยนรกอันลุกแดงด้วยแสงไฟ ค่อยๆ เลื่อยไปจนกายขาดเป็นท่อนๆ จนกว่าจะถึงอายุขัยตายไปจากนรกขุมนี้&nbsp;<br>&nbsp;<br>กุลภัสสรณ์ ทาทอง เลขที่21 </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116470832/a6687ae658e8c4f4a0a11f3a26f09b13/IMG_1498.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488012</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488086</link>
         <description><![CDATA[<div><br>สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;จาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ชั้นที่ 1 จัดอยู่ในกามภพ เป็นปรโลกฝ่ายสุคติภูมิ สวรรค์ชั้นนี้จะมีความหลากหลายมากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิดกับพื้นมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และมีบางส่วนมีที่อยู่ซ้อนกับภูมิมนุษย์<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่ที่เขาสิเนรุ อยู่ใกล้โลกมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และเป็นเหมือนเมืองประเทศราช ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวมหาราช ทั้ง 4 นี้ ปกครองตั้งแต่บนสวรรค์ลงไปจนถึงพื้นมนุษย์ ท้าวมหาราชทั้ง 4 ยังเป็นผู้รักษามนุษย์โลกด้วย ฉะนั้นจึงเรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวรรค์ชั้นนี้มีเมืองใหญ่ 4 แห่ง เป็นเทพนครของท้าวมหาราชทั้ง 4 ที่มีความรื่นรมย์มากมาย ทุกแห่งมีกำแพงทองงามอร่าม ประดับด้วยแก้ว 7 ประการ บานประตูกำแพงทำด้วยแก้วมณี มีปราสาทที่รุ่งเรืองสวยงาม อยู่เหนือประตูทุกประตู<br><br><strong><em>วชิรญาดา พลายอินทร์ 6/8 13</em></strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116474329/9e945f700682269f4bf8dbe77171161c/IMG_5312.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488086</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มนุสสภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488236</link>
         <description><![CDATA[<div>มนุสสภูมิเป็นภูมิหนึ่งในกามภูมิ ซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาของการกำเนิดมนุษย์เอาไว้ โดยกล่าวถึงมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ปฏิสนธิในท้องของแม่ จะเริ่มต้นโดยการเป็น “กลละ” หรือเซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด พอครบ ๗ วัน จะมีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ เรียกว่า “อัมพุทะ” อีก ๗ วันถัดมาจะเป็นชิ้นเนื้อในครรภ์มารดา หรือเรียกว่า “เปสิ” ซึ่งมีลักษณะข้นเหมือนตะกั่วเชื่อมในหม้อ และอีก ๗ วันต่อมาจะแข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ ซึ่งเรียกว่า “ฆนะ” จากนั้นจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทุกวัน<br><br></div><div>หลังจากเป็นฆนะได้ ๗ วัน ก็จะเป็น “เบญจสาขาหูด” โดยคำว่าเบญจแปลว่า ๕ ดังนั้น จึงหมายถึง หูดที่มี ๕ ตุ่ม ได้แก่ หัว ๑ ตุ่ม แขน ๒ ตุ่ม และขา ๒ ตุ่ม ต่อจากนั้นไปอีก ๗ วัน จะเริ่มมีฝ่ามือ นิ้วมือ และเมื่อครบ ๔๒ วันจึงมีขน มีเล็บเท้า เล็บมือ มีอวัยวะครบถ้วนทุกประการแบบมนุษย์ นอกจากนั้นในไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิยังบอกอีกว่า เด็กที่เกิดในท้องแม้นั้นมีรูปร่าง ๑๘๔ ประการ แบ่งออกเป็น</div><ul><li>ส่วนบน ตั้งแต่คอถึงศีรษะ มี ๘๔ รูป</li><li>ส่วนกลาง ตั้งแต่คอถึงสะดือ มี ๕๐ รูป</li><li>ส่วนล่าง ตั้งแต่สะดือถึงฝ่าเท้า มี ๕๐ รูป</li></ul><div>โดยเด็กที่อยู่ในท้องนั้นต้องได้รับความลำบากอย่างมาก ต้องทนอยู่ในที่ที่ทั้งชื้นและเหม็นพยาธิซึ่งอาศัยปนอยู่ในท้องแม่<br><br></div><div>สำหรับอาหารที่เด็กกินนั้น ก็จะกินผ่านสายสะดือที่ส่งจากผู้เป็นแม่อีกทอดหนึ่ง โดยอาหารที่แม่กินเข้าไปก่อนจะอยู่ใต้ตัวเด็ก ส่วนอาหารที่แม่กินเข้าไปใหม่จะทับอยู่บนศีรษะเด็ก ทำให้เด็กได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งนัก ตอนที่อยู่ในท้องแม่ เด็กจะนั่งอยู่กลางท้อง ในท่าคู้คอจับเจ่า และกำมือแน่น ซึ่งในขณะที่นั่งอยู่นั้น เลือดและน้ำเหลืองจะหยดลงเต็มตัวเด็กตลอด ไม่ได้หายใจ รวมถึงไม่ได้เหยียดมือและเท้าเลย ต้องเจ็บปวดเหมือนถูกขังไว้ในไห หรือที่คับแคบ เวลาแม่เดิน นอน หรือลุกขึ้น เด็กก็จะเจ็บปวดประหนึ่งว่าจะตาย เปรียบได้กับลูกเนื้อทรายที่อยู่ในมือของคนเมาเหล้า หรือลูกงูที่หมองูเอาไปเล่น<br><br></div><div>หลังจากอยู่ในท้องแม่มาประมาณ ๖ เดือน หากเด็กคลอดออกมาช่วงนี้ มักจะไม่รอด แต่หาก๗ เดือนแล้วคลอด เด็กมักจะออกมาไม่แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีการกล่าวด้วยว่า เด็กที่มีที่มาต่างกัน เมื่ออยู่ในท้องแม่จะมีลักษณะที่ต่างกัน และเมื่อคลอดออกมาย่อมมีลักษณะต่างกันด้วย เช่น เด็กที่มาจากนรก เมื่ออยู่ในท้องแม่ ก็จะเดือดเนื้อร้อนใจ กระสับกระส่าย พลอยให้แม่ร้อนเนื้อร้อนตัวไปด้วย และเวลาที่คลอด ตัวเด็กก็จะร้อน ต่างจากเด็กที่มาจากสวรรค์ เมื่ออยู่ในท้องแม่ ก็จะมีแต่ความสุขกายสบายใจ ตัวแม่ก็พลอยเย็นไปด้วย และเวลาคลอด ตัวของเด็กจะเย็น&nbsp;<br><br></div><div>ต่อมาเมื่อถึงเวลาจะคลอด ก็จะเกิดลมกรรมชวาตพัดดันตัวเด็กให้ขึ้นไปด้านบน และหันหัวเด็กลงมาด้านล่าง เตรียมที่จะคลอด ถ้าคลอดออกมาไม่พ้นจากตัวแม่ เด็กคนนั้นก็จะรู้สึกเจ็บเนื้อเจ็บตัวเป็นอย่างมาก เหมือนกับช้างที่ถูกชักถูกเข็นออกจากรูกุญแจ หลังจากออกจากท้องแม่แล้ว เด็กที่มาจากนรก ก็มักจะคิดถึงความยากลำบากที่เคยเจอมา พอคลอดออกมาก็จะร้องไห้ แต่ถ้าเด็กคนนั้นมาจากสวรรค์ ก็จะคิดถึงความสุขในครั้งก่อน เมื่อคลอดออกมา จะหัวเราะก่อน<br><br></div><div>นอกจากนั้นไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ ยังกล่าวถึงเด็ก ๒&nbsp; กลุ่ม คือเด็กทั่วไป และเด็กที่เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาขีณาสพ และพระอัครสาวก ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ดังนี้</div><ul><li>เด็กทั่วไป จะไม่รู้สึกตัวใด ๆ ทั้งตอนมาเกิดในท้องแม่ ตอนอยู่ในท้องแม่ และตอนออกจากท้องแม่&nbsp;</li><li>เด็กที่เป็นพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาขีณาสพ และพระอัครสาวก จะรู้สึกตัวตอนมาเกิดในท้องแม่ และตอนอยู่ในท้องแม่ แต่เมื่ออกจากท้องแม่แล้ว ก็จะลืมทุกอย่างเหมือนเด็กทั่วไป</li></ul><div><br>พิชามญชุ์ รุ่งเรือง เลขที่ 3</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1811097892/015bd03c827c4f044bc5511d8b3b8424/IMG_2478.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488236</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รูปภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488288</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 12 ชั้น แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และ จตุตฌานภูมิ 7 อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ ขึ้นไปนับประมาณไม่ได้ ผู้ที่ได้มาเกิดในพรหมโลกนี้ต้องจำเจริญสมาธิภาวนา จำเริญกรรมฐาน เพื่อบำบัดปัญจนิวรณ์ คือ<br><strong>กามฉันทะ </strong>ความพอใจในกาม<br><strong>พยาบาท </strong>ความคิดร้ายเคืองแค้นในใจ<br><strong>ถีนมิทธะ</strong> ความหดหู่เซื่องซึม<br><strong>อุทรธัจจกุกกุจจะ </strong>ความกระวนกระวายใจ<br><strong>วิจิกิจฉา </strong>ความลังเลสงสัย<br>จะได้เกิดเป็นพรหมฝนปฐมฌานถูมิ ถ้าจำเริญภาวนาฌานให้สูงขึ้นไป เมื่อสิ้นอายุจะไปเกิดใน ทุติยฌานภูมิ ตติยฌานภูมิ และ จตุตถฌานภูมิ ตามลำดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พรหมในรูปภูมินี้มีแต่ผู้ชายไม่มีผู้หญิง มีตา หู จมูก มีตัวตน แต่ไม่รู้กลิ่นหอมหรือเหม็น ไม่รู้รส ไม่รู้เจ็บ ไม่ยินดีในกาม ไม่รู้หิว ไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ เนื้อตัวเกลี้ยงเกลา ส่องสว่างกว่าพระอาทิตย์พระจันทร์พันเท่า ผู้ใดได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ จะได้เกิดแต่ใน ปัญจสุทธาวาส ภูมิ 5 ชั้นสุดท้ายของรูปภูมิ จะไม่มาเกิดเป็นมนุษย์อีก จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ ใจนั้นก็จะคืนสู่ปกติดั่งคนทั้งหลาย แล้วไปเกิดตามบุญตามบาปต่อไป<br><br>ณัฐนันท์ ปิ่นพัฒน์ ม.6/8 เลขที่12</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1742499028/dc9551fb0e6e9af137644cca85943973/IMG_3834.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:58:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488288</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จักรวาลความเชื่อของไตรภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488546</link>
         <description><![CDATA[<div>ในวรรณคดีเรื่องนี้ กล่าวถึงลักษณะของจักรวาลว่า มีลักษณะเป็นวงกลม มีเขาพระสุเมรุเป็นศุนย์กลางของจักรวาล บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีพระอินทร์เป็นผู้ปกครองและเหนือขึ้นไปบนอากาศก็จะมีสรรค์ชั้นอื่น ๆ อีก&nbsp;<br><br></div><div>สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๒ จากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น หรือที่เรียกว่า “ฉกามาพจร” ส่วนด้านล่างของสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น จะมีเขาสัตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ โดยแต่ละชั้นจะมีทะเลสีทันดรคั่นอยู่ ซึ่งใต้ทะเลนี้จะมีปลาอานนท์ และปลาบริวารเวียนว่ายอยู่ จึงทำให้จักรวาลเคลื่อนที่<br><br></div><div>และถัดจากภูเขาก็จะมีมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลจนจดขอบจักรวาล โดยท่ามกลางมหาสมุทรนี้ จะมีทวีปประจำทิศทั้งสี่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ได้แก่ อุตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ บูรพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ และอมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ โดยคนในแต่ละทวีปก็จะมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป เช่น คนในอุตรกุรุทวีป จะมีใบหน้าสี่เหลี่ยม มีรูปร่างงาม คนในบูรพวิเทหทวีป จะมีใบหน้ากลมเหมือนพระจันทร์เดือนเพ็ญ คนในอมรโคยานทวีป จะมีหน้าเหมือนพระจันทร์เดือนแรม ซึ่งคนที่เกิดในทั้ง ๓ ทวีปนี้จะมีอายุที่แน่นอน และอยู่อย่างมีความสุข เพราะรักษาศีลอยู่เสมอ<br><br></div><div>ในขณะที่คนที่อาศัยอยู่ในชมพูทวีป จะมีใบหน้ารูปไข่ มีอายุขัยที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับการทำบุญหรือทำกรรม แต่ทวีปนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้า พระจักรพรรดิราช และพระอรหันต์ ทำให้คนในทวีปนี้มีโอกาสได้ฟังพระธรรมคำสอน เมื่อเสียชีวิตจะมีโอกาสเกิดในภพภูมิที่ดีได้<br><br></div><div>สำหรับด้านล่างของทวีปต่าง ๆ จะมีนรกใหญ่ ๘ ขุมเป็นชั้นถัดลงไป โดยจากที่กล่าวมานี้สวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น โลกมนุษย์ และนรก จะจัดอยู่ในกามภูมิหรือโลกที่ยังติดอยู่ในกามกิเลส แต่ส่วนที่ถัดจากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นขึ้นไปซึ่งจะเป็นชั้นของพรหมนั้น จะอยู่ในรูปภูมิ และอรูปภูมิ โดยรูปภูมิมี ๑๖ ชั้น ขณะที่อรูปภูมินั้นมี ๔ ชั้น<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116472113/86376cadc468e7477bb5ac29b4edd56e/3CF2CEEE_1418_4D13_92CB_E46208F47EFE.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 03:59:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672488546</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อุตรกุรุทวีป</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672489763</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสถานที่ที่ได้รับการกล่าวถึงใน <em>ไตรภูมิกถา</em> ในฐานะหนึ่งในสี่ของทวีปในจักรวาลวิทยาแบบพุทธ อันประกอบด้วย ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป บุรพวิเทหทวีป และอุตรกุรุทวีป อุตรกุรุทวีปได้รับการกล่าวถึงในฐานะพื้นที่พิเศษที่เป็นพื้นที่ในอุดมคติ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีอยู่จริง แต่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่จริงในสังคม นักวิชาการหลายท่านมอง “อุตรกุรุทวีป” ว่าเป็นสังคมในอุดมคติ หรือสังคมแบบยูโทเปีย (utopia) อันเป็นคำที่แต่เดิมใช้เพื่ออธิบายความหวังและความใฝ่ฝันอันสูงสุดของมนุษย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นความเพ้อฝันต่อดินแดนแห่งใดแห่งหนึ่ง ยูโทเปียเป็นแนวคิดทางปรัชญาการเมืองที่มีมาแต่สมัยของเพลโต กล่าวถึงรูปแบบของสังคมใหม่ที่ปราศจากความบกพร่องและการเอารัดเอาเปรียบ มีความหมายตามตัวอักษรว่า สถานที่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (nowhere land) สังคมที่สมบูรณ์แบบในสถานที่อื่น (a perfect society in ‘another space’) เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยคุณค่าสาระ ที่ซึ่งความเศร้า ความเจ็บปวดและความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;“อุตรกุรุทวีป” ไม่เพียงเป็นพื้นที่ในอุดมคติ หรือ “ยูโทเปีย” เท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาโดยฐานคิดของทฤษฎีวรรณกรรมวิจารณ์เชิงนิเวศ (ecocriticism) ซึ่งให้ความสนใจแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวรรณคดี ผนวกกับแนวคิดเรื่องสังคมอุดมคติเชิงนิเวศ (ecotopia) แล้ว กล่าวได้ว่า แนวคิดเรื่องอุตรกุรุทวีปในวรรณคดีไตรภูมินั้น มีความเป็น “สังคมอุดมคติเชิงนิเวศ”<br><br>ณัฏฐา ทะศรี 6/8 23</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/822825568/b123c5d98e1f0ae8f5b1f56661ef8a0d/IMG_9637.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 04:00:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672489763</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สวรรค์ชั้นที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672490410</link>
         <description><![CDATA[<div>สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เป็นสวรรค์ชั้นที่ 6 และชั้นสุดท้ายของเทวภูมิ จัดอยู่ในกามภพ เป็นปรโลกฝ่ายสุคติภูมิ เป็นสวรรค์ที่มีอายุทิพย์ วรรณทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ ละเอียดและประณีตกว่าสวรรค์ทั้ง 5 ชั้นที่ผ่าน ซึ่งมีความแตกต่างจากสวรรค์ชั้นอื่นในเรื่องการเสวยสมบัติที่ประณีตขึ้น เป็นสวรรค์ชั้นสุดท้ายที่จะได้เรียนรู้<br><br>&nbsp;<strong>ที่ตั้งและลักษณะของสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี</strong></div><div>สวรรค์ชั้นนี้ มีความกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่าสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ที่ตั้งของสวรรค์ชั้นนี้ อยู่สูงขึ้นไปจากยอดเขาสิเนรุ อยู่ในอากาศเหนือสวรรค์ชั้นนิมมานรดี 42,000 โยชน์ บนสวรรค์ชั้นนี้จะไม่มี ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ อยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กายของเหล่าเทวดาก็สว่าง วิมาน สวน สระ สิ่งแวดล้อมต่างๆ มีแต่ความสว่าง<br>ลักษณะของสวรรค์ชั้นนี้จะกลมแบบราบ ไม่ได้กลมอย่างโลกมนุษย์ ถ้ามองจากสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป จะมองเห็นเป็นแสงสว่างเจิดจ้ามาก นุ่มเนียนตา<br><br><strong>ปรนิมมิตวสวัตดี หมายถึง</strong> เทวดาที่มีความสุขความเพลิดเพลินในกามคุณทั้ง 5 เป็นอย่างยิ่ง โดยที่ตนไม่ต้องเนรมิตขึ้นเอง แต่มีเทวดาองค์อื่นคอยเนรมิตให้สมตามความปรารถนาทุกประการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ที่อยู่ของเหล่าเทวดาผู้มีท้าวปรนิมมิตวสวัตดีเทวราชเป็นผู้ปกครอง<br><br><strong>การอุบัติและการบริโภคกามของชาวสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี<br></strong>&nbsp;บุคคลเมื่อละโลกแล้ว มีกำลังบุญที่จะได้อุบัติในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีแล้ว ก็จะเกิดแบบ โอปปาติกะ คือ เกิดแล้วก็เป็นเทพบุตรสุดหล่อ เทพธิดาสุดสวยทันที มีวัยที่งดงาม เทพบุตรอายุอยู่ระหว่าง 18-20 ปี เทพธิดาจะมีอายุอยู่ระหว่าง 16-18 ปี มีทิพยสมบัติอันประณีตกว่าสวรรค์ชั้นนิมมานรดี<br><br><strong>ธชันพร  โสดาวัง เลขที่ 33</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1955165325/29f495653943110ace2d97f9f178d2f8/IMG_8234.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 04:01:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672490410</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เนื้อหาของไตรภูมิพระร่วง</title>
         <author>3541416</author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672490930</link>
         <description><![CDATA[<div>ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้ง 3 คือ กามภูมิ 11, รูปภูมิ 16 และอรูปภูมิ 4 ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขามีชื่อต่างๆดังนี้ 1. ยุคนธร 2. อิสินธร 3. กรวิก 4. สุทัศน์ 5. เนมินธร 6. วินันตก และ 7.อัศกรรณ ซึ่งเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้ เรียกว่า เขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า สีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล<br><br><strong>สุวีรยา ชูตานนท์ เลขที่ 40 ม.6/8</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311481199/165187eae64366e68a95fd4d17c14814/440px______________________.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 04:02:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672490930</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุมที่5 มหาโรรุวมหานรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672491499</link>
         <description><![CDATA[<div>นรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก มีลักษณะเพิ่มเติมจากนรกขุมที่แล้วตรงที่ดอกบัวกลีบเหล็กใหญ่ไฟลุกแดงนั้นไม่ได้อยู่แค่กลางขุมนรก แต่มีอยู่ทั่วไป กลีบบัวนั้นเป็นกรด ตรงไหนที่ว่าไม่มีดอกบัวงอก ตรงนั้นจะมีอาวุธลุกเป็นไฟ เช่น แหลน หลาว หอก เป็นต้น งอกขึ้นมาแทน บัวนั้นจะไม่งับสัตว์นรกไว้จนแน่นนักเพื่อให้สัตว์นรกสามารถดิ้นไปถูกอาวุธที่งอกขึ้นได้ เมื่อดิ้นจนตกถึงพื้นแล้วจะมีสุนัขร้ายเข้ามากัดทึ้งจนเหลือแต่กระดูก แล้วจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้งเพื่อรับโทษใหม่จนกว่าจะหมดโทษเหมือนในนรกที่แล้วๆ มา สัตว์นรกขุมนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเจ็ดหมื่นสามพันล้านเจ็ดแสนสองหมื่นแปดพันล้านล้านปีมนุษย์ หรือแปดพันปีนรก<br><br>วาริศา อุณหะชาติ ม.6/8 เลขที่14</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116471014/8cecce9db35b7882e67762ad80840739/B55C430D_8A7F_417C_9896_6798F49160AB.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 04:02:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672491499</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สวรรค์ชั้น 3 ยามา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672491899</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้น สวรรค์ชั้นนี้จะไม่มี ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เพราะที่ตั้งของสวรรค์ชั้นนี้ลอยอยู่เหนือวงโครจรของดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ ท้องฟ้าจะเป็นสีทองนุ่มเนียนตา แสงสว่างจะเกิดดวงแก้วมณีและรัศมีที่ออกจากกายของเทวดา จะรู้วันรู้คืนได้ ต้องดูจากดอกไม้ทิพย์ ถ้ากำลังเบ่งบานก็แสดงว่า เป็นเวลาเช้า ถ้าดอกไม้หุบแสดงว่าเป็นเวลาเย็น&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><strong>การอุบัติและการบริโภคกามของชาวสวรรค์ชั้นยามา</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;บุคคลเมื่อละโลกแล้ว มีกำลังบุญที่จะได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นยามา เมื่ออุบัติแล้วก็จะเกิดแบบโอปปาติกะ คือ เกิดแล้วก็เป็นเทพบุตรสุดหล่อ เทพธิดาสุดสวยทันที มีวัยที่งดงาม เทพบุตรอายุประมาณ 18-20 ปี เทพธิดาจะมีอายุประมาณ 16-18 ปี มีทิพยสมบัติอันประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การบริโภคกามของเหล่าเทพบุตรและเทพธิดา ไม่มีการเสพเมถุนแบบมนุษย์ ไม่มีน้ำเป็นที่สุดเหมือนมนุษย์ เพียงแค่สัมผัสกอดรัดกัน แล้วก็มีความพึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีการตั้งครรภ์ ไม่มีการเกิดอย่างมนุษย์ ไม่มีการเกิดแบบชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ มีแต่การเกิดแบบโอปปาติกะอย่างเดียว&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>อายุของชาวสวรรค์ชั้นนี้ มีปรากฏใน วิตถตสูตร<sup>1</sup> ว่า&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<em>“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย 200 ปีมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่ง ของเทวดาชั้นยามา 30 ราตรีโดยราตรีนั้นเป็นเดือนหนึ่ง 12 เดือน โดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง 2,000 ปีทิพย์โดยปีนั้นเป็นประมาณของอายุเทวดาชั้นยามา”&nbsp;</em></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;จากพระสูตรนี้ ทำให้เราทราบอายุของสวรรค์ชั้นนี้ว่า มีอายุ 2,000 ปีทิพย์ อายุของสวรรค์ชั้นนี้ มากกว่าสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาถึง 4 เท่า ถ้านับเป็นอายุมนุษย์ก็เท่ากับ 144 ล้านปีในเมืองมนุษย์&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในหัวข้อนี้ จะเห็นว่าเทวดายิ่งอยู่ชั้นที่สูง ยิ่งมีความละเอียดของทิพยสมบัติมากขึ้น แม้แต่อายุของชาวสวรรค์ก็ยืนนานขึ้นด้วย แสดงว่า บุคคลที่จะอยู่ในสวรรค์ชั้นยามานี้จะต้องสั่งสมบุญเป็นอันมาก จนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไม่อาจจะรองรับได้</div><div>&nbsp;<br><strong>กัลยา กลิ่นเจริญ เลขที่ 20 ม.6/8</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1037688092/390753dd71318d46640defba622a11d4/E53111FD_1056_4990_824F_BF495F7F0350.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 04:03:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672491899</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กำเนิดสิ่งมีชีวิต4ประการ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672540302</link>
         <description><![CDATA[<div>ไตรภูมิพระร่วงกล่าวถึงกำเนิดของสิ่งมีชีวิต&nbsp; 4 ประการ คือ<br>&nbsp;1. อัณฑชะ เกิดจากไข่ เช่น พวกนำ ไก่ ปลา และงู<br>&nbsp;2. ชลามพุชะ เกิดจากปุ่มเปือกและมีรกห่อหุ้ม ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย และคน<br>&nbsp;3. สังเสทชะ เกิดจากใบไม้ ต้นไม้ ดอกไม้ ละออง ดอกบัว หญ้าเน่า โลหิต เนื้อเน่าและเหงื่อไคลและที่เปียกชื้น ได้แก่ หนอน แมลง บุ้ง ริ้น ยุง คนที่เกิดแบบนี้จะไม่ได้เกิดในครรภ์มารดา หรือถ้าเกิดในครรภ์ก็จะไม่มีรกห่อหุ้ม แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็เล็กเป็นทารกแล้วค่อยๆ เจริญวัยขึ้นเป็นปกติ<br>&nbsp;4. อุปปาติกะ เกิดขึ้นเองแล้วโตเต็มที่ ไม่เติบโตขึ้นที่ละน้อยเหมือนสามพวกแรก&nbsp; ได้แก่ สัตว์นรก เทวดา พรหม เทวดาซึ่งลงมาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีบุญใหญ่มักมีกำเนิดเป็นอุปาติกะ เช่น พระยาลวจังกราช กษัตริย์องค์แรกแห่งเมืองเชียงแสน แคว้นโยนกแต่เดิมเป็นเทวดา เมื่อได้รับบัญชาให้ลงมาเป็นกษัตริย์ก็ลงมาเกิดทันทีที่ลงมาถึงโลกมนุษย์ก็โตเป็นหนุ่ม<br>&nbsp; &nbsp;ไตรภูมิพระร่วงกล่าวว่า มนุษย์ส่วนใหญ่จะเกิดเป็นชลามพุชะ แต่ที่เกิดเป็นอุปปาติกะ เช่น นางอัมปาลิคณิกา (อัมพปาลิกา) หญิงโสเภณี ซึ่งต่อมามีบุตรชื่อ โกณฑัญกุมาร&nbsp; ทั้งนางและบุตรได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาต่อมา และบรรลุอรหันต์ทั้งคู่<br><br>น.ส.จิราวรรณ ปั้นรื่น ม.6/8 เลขที่5<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 05:00:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672540302</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ราชสีห์ในป่าหิมพานต์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672559330</link>
         <description><![CDATA[<div>ราชสีห์ เป็นหนึ่งในสัตว์หิมพานต์ที่พบได้ป่าหิมพานต์ มีทั้งหมด 4 ประเภท มีเลเวลและพลังอำนาจลดหลั่นกันไป ติณะสิงหะมีตัวเป็นเลื่อมเหมือนปีกนกเขา แต่กินหญ้าเป็นอาหาร (ติณ แปลว่าหญ้า) กาลสีหะตัวสีดำ กินหญ้าเหมือนกัน บัณฑูรสิงหะมีกายสีเหลืองแต่กินเนื้อ</div><div>สุดท้ายคือ ไกรสรสีหะ เป็นราชสีห์ที่เทพที่สุด ลักษณะเด่นคือมีริมฝีปากและปลายเท้าเป็นแดงชาด มีรูปลักษณ์สง่างาม และมีแผงคอเหมือนสร้อย ส่วนร่างกายนั้นขาวเหมือนหอยสังข์ ระดับความเทพของสัตว์อัศจรรย์นี้ก็ไม่ธรรมดาเพราะมันมีถ้ำคูหาทอง เงิน หรือแก้วส่วนตัว เลอค่ายิ่งกว่าคอนโดกลางกรุงเทพซะอีก ถึงเวลามันก็ออกจากคูหาขึ้นไปคำรามพร้อมกับสะบัดขนบนแท่นหินส่วนตัวที่เรืองเหมือนทอง เจ้าไกรสรสีหะนี้ในยามกลางคืนที่มืดสนิท เวลามันออกมาเดินเที่ยวเล่นก็จะเจิดจ้าและสง่างามเหมือนกับคนที่มีกำลังถือคบไฟแกว่งไปมา</div><div>ว่ากันว่าไกรสรสีหะนี้เป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง พลังพิเศษของมันคือการคำรามที่ดังไกลไปถึง 3 โยชน์ สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในรัศมีพอได้ยินเสียงของมันก็จะพากันตกใจจนสลบไป ส่วนพวกที่ไม่สลบก็พากันหนีหัวซุกหัวซุน แม้แต่พวกช้างก็ยังเกรงกลัวขนาดว่าถูกผูกไว้ด้วยโซ่ก็แทบจะดึงโซ่ขาด สิ่งมีชีวิตที่จะทนเสียงของสิงห์เทพตัวนี้ได้มีแค่ ม้าพลาหกตระกูล และผู้มีบุญระดับพระโพธิสัตว์และพระอรหันต์ รวมถึงไกรสรสิงหะด้วยกันเอง<br><br>ณัฐชยา เอมสมุทร ม.6/8 เลขที่ 30</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116469998/0c7d96f227d278aca9a681b5f656e317/IMG_2460.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 05:21:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672559330</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ช้างแก้ว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672567208</link>
         <description><![CDATA[<div>ช้างเป็นอีกหนึ่งสัตว์อเมซิ่งในดินแดนหิมพานต์ คัมภีร์กล่าวว่าช้างแก้วนี่ไม่สามารถเอาไปนับรวมกับสัตว์อื่นๆ ได้ ลำพังช้างแก้วเองเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิราช เป็นสัตว์มงคลของพระจักรพรรดิราช และช้างในป่าหิมพานต์ก็มีซูเปอร์พาวเวอร์คือสามารถเหาะไปได้ในอากาศ แถมมีถ้ำที่อยู่เป็นทองคำ</div><div>ช้างในป่าหิมพานต์มีทั้งหมด 10 ตระกูล ตระกูลที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษคืออุโบสถตระกูล กับ ช้างฉัททันต์ ช้างฉัททันต์นี้เป็นช้างพิเศษ เป็นพญาที่เป็นพระโพธิสัตว์ลงมาบำเพ็ญบารมี ช้างทั้งหลายยามว่างก็จะไปเล่นน้ำกันที่ฉัททันตสระสวิมมิ่งพูล เป็นสระที่มีภูเขาใหญ่ 7 เขาล้อมรอบ ในสระนั้นเหมือนสปา มีนางช้างมาช่วยกันขัดถูให้พญาช้างตัวสะอาดสดใสเหมือนหอยสังข์ขัดใหม่ ใกล้ๆ มีต้นมะค่าใหญ่สำหรับช้างทั้งหลาย<br><br>ภัทณาภรณ์ เอี่ยมสะอาด ม.6/8 เลขที่ 32</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311467552/ddec3b4c87146744845ea9918d989f5b/IMG_3043.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 05:30:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672567208</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อรูปภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672576355</link>
         <description><![CDATA[<div><br>อรูปภูมิ ภูมิระดับสูง มี 4 ชั้น อยู่สูงสุดขอบกำแพงจักรวาล เหล่าพรหมในชั้นนี้ไม่มีตัวตน มีเพียงแต่จิต ผุ้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ต้องจำเริญภาวนาฌาน พิจารณาขันธ์ห้าจนเข้าถึงอรูปฌาน คือไม่ยินดีในร่างกายตน ปรารถนาที่จะไม่มีตัวตน จะได้มาเกิดใน อากาสานัฐจายตนภูมิ คือภพของผุ้เข้าถึงฌานอันกำหนดอากาศเป็นช่องว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ มีอายุยืน 20,000 มหากัลป์ แล้วกำหนดจิตให้สูงขึ้น ปรารถนาให้อยู่เหนืออากาศ จนได้เกิดใน วิญญาณัญจายตนภูมิ คือภพของผุ้กำหนดวิญญาณ อันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์มีอายุยืน 40,000 มหากัลป์ เปมื่อพิจารณาภานาฌานให้สุงขึ้น จนได้ฌานกำหนดอันกำหนดภาวะที่ ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ จึงได้เกิดใน อากิฐจัฐฐายตนภูมิ มีาอยุยืน 60,000 มหากัลป์ แต่ยังไม่พอใจใคร่จะได้ไปเกิดในพรหมชั้นสูงขึ้นไป จนจิตเข้าถึงสภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถึงภูมิชั้นสูงสุดในไตรภูมิ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พรหมโลกชั้นนี้มีสมาบัติย่ิงกว่าพรหมทุกแห่ง สามารถเห้นชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นอินทร์ และชั้นพรหม ดุจเห้นมะขามป้อมกลางฝ่ามอ มีจิตอันเป็น โสภณเจตจิต คือสภาวะธรรมดีงามเกิดดับพร้อมกับจิต มีอายุยืนถึง 84,000 มหากัลป์<br><br>จุฑามาศ แสงเสริฐเศรษฐ์ ม.6/8 เลขที่ 6</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1974608171/0d60ccc8a9cdb2ec239362cf042067fa/IMG_7744.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 05:43:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672576355</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กามภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672630857</link>
         <description><![CDATA[<div>กามภูมิ คือภูมิระดับล่าง มีทั้งสิ้น ๑๑ ภูมิ แบ่งออกเป็น อบายภูมิ หรือ ทุคติภูมิ ๔ และ สุคติภูมิ ๗&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อบายภูมิ ๔ เป็นภูมิของความชั่วร้ายต่างๆ นรกภูมิ คือภูมิชั้นต่ำที่สุดในอบายภูมิ ที่ยั่งลึกซ้อนกันลงไปอีกถึง ๘ ชั้น มหาอเวจีนรก คือชั้นนรกที่ต่ำที่สุด ผู้ที่กระทำบาปอันเป็น อนัตริยกรรม๕ (บาปอย่างหนัก ได้แก่ ฆ่ามารดา, ฆ่าบิดา, ฆ่าประอรหันต์, ทำร้อยพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป, ทำลายหรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกดัน) จะไปเกิดในขุมนากชั้นนี้ ถัดขึ้นมาคือ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรการภูมิ ตามลำดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สุคติภูมิ ๗ เป็นภูมิชั้นสูงขึ้นมา&nbsp; แบ่งออกเป็น ภูมิมนุษย์ ๑ และภูมิของเทวดา อีก ๖ ชั้น (ภูมิเทวดาทั้ง๖ รวมเรียกว่า ฉกามาพจร) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในภามภูมิ คือยังหลงมัวเมาอยู่ในกามกิเลส<br><br>อัญชิสา แก้วทอง 15 6/8<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1563765390/db450eb20df9a4baa97fa9d776364096/23996B04_FAFC_43E1_A403_1A6DECC0B85B.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:52:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2672630857</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แก้ว7ประการ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2673693379</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.</strong> <strong>จักรแก้ว </strong>มี กำตั้งพัน พร้อมด้วยกง และดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง&nbsp; <strong>ทรงรู้ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิหรือหนอ </strong>ทรงจับพระเต้าน้ำ ด้วยพระหัตถ์ซ้าย ทรงหลั่งรดจักรแก้วด้วยพระหัตถ์ขวา รับสั่งว่า จงพัดผันไปเถิดจักรแก้ว ผู้เจริญจักรแก้วผู้เจริญ จงพิชิตให้ยิ่งเถิด <br>&nbsp;พระเจ้าจักรพรรดิ พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา (กองทัพ ๔ เหล่า เหล่าช้าง เหล่ารถ เหล่าม้า เหล่าราบ)&nbsp; ก็เสด็จตามจักรแก้วไป เมื่อจักรแก้ว ประดิษฐานอยู่ ณ ประเทศใด พระเจ้าจักรพรรดิ ก็เสด็จเข้าประทับ ณ ประเทศนั้น <br><br><strong>2.ช้างแก้ว </strong>เป็นช้างหลวง ชื่อ <strong>อุโบสถเผือก</strong> ทั่วสรรพางค์กาย อวัยวะทั้งเจ็ดถูกต้อง ดี มีฤทธิ์เหาะได้ ทรงทอดพระเนตรแล้วโปรดปราน จึงลองขึ้นทรงในเวลาเช้า เวียน รอบปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขต แล้วเสด็จกลับมาเสวยพระกระยาหารเช้าได้ทันเวลา <strong><br><br>3.</strong> <strong>ม้าแก้ว</strong> เป็นอัสวราช ชื่อ <strong>วลาหก</strong> ขาวปลอด ศีรษะดำเหมือนกา เส้นผมสลวย เหมือนหญ้าปล้อง มีฤทธิ์เหาะได้ ทรงทอดพระเนตรแล้วโปรดปราน จึงลองขึ้นทรง ในเวลาเช้า เสด็จเวียนรอบปฐพีมีสมุทรเป็นขอบเขต แล้วเสด็จกลับมาราชธานีเดิม ทรงเสวยพระกระยาหาร เช้าได้ทันเวลา</div><div><br><strong>4.มณีแก้ว</strong> เป็นแก้วไพฑูรย์ งามโชติช่วง แปดเหลี่ยม เจียระไนดี มีแสงสว่างแผ่ไป โยชน์หนึ่งโดยรอบ <em>(๑๖ กม.)</em> ทรงทดลองมณีแก้ว สั่งให้ยกมณีขึ้นเป็นยอดธง แล้วให้ เคลื่อนพลไปในความมืด ชาวบ้านที่อยู่รอบเห็นความสว่าง จนนึกว่าเป็นกลางวัน <br><br><strong>5. นางแก้ว</strong> <strong>รูปงาม ผิวพรรณงาม</strong> ไม่สูงไม่ต่ำนัก ไม่ผอมไม่อ้วนนัก ไม่ดำไม่ขาวนัก ไม่ต่างไปจากมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณทิพ สัมผัสกายเหมือนปุยนุ่น ตัวอุ่นใน คราวหนาว ตัวเย็นในคราวร้อน กายมีกลิ่นจันทร ปากมีกลิ่นอุบล ตื่นก่อน นอนทีหลัง ประพฤติเป็นที่ถูกพระทัย ปราศรัยเป็นที่โปรดปราน ไม่ประพฤติล่วงเกิน ทั้งกายและใจ&nbsp;<br><br></div><div><strong>6.</strong> <strong>คฤหบดีแก้ว</strong> <strong>ผู้มีจักษุเพียงดังทิพ </strong>ทำหน้าที่การคลัง ทรงทดสอบโดยเสด็จ ลงเรือไปกลางแม่น้ำคงคา รับสั่งว่าฉันต้องการเงินและทอง คฤหบดีฯ กราบทูลว่า โปรดเทียบเรือเข้าฝั่งเถิด พระองค์ตรัสว่า ฉันต้องการตรงนี้แหละ คฤหบดีฯจึงเอามือ หย่อนลงในน้ำ ยกหม้อที่เต็มไปด้วยเงินและทองขึ้นมา แล้วกราบทูลว่าเท่านี้พอหรือ ยัง ทรงรับสั่งว่า พอละใช้ได้แล้วบูชาได้แล้ว&nbsp;</div><div><strong><br>7.</strong> <strong>ปริณายกแก้ว&nbsp; ปริณายกนั้นเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา </strong>สามารถถวาย ข้อแนะนำ ให้พระองค์ทรงบำรุง ผู้ที่ควรบำรุง ทรงถอดถอนผู้ที่ควรถอดถอน ทรงแต่งตั้งผู้ที่ควรแต่งตั้ง เข้าเฝ้าแล้วกราบทูลว่า ขอพระองค์ จงเป็นผู้ขวนขวายน้อย เถิด ข้าพระองค์จักสั่งการถวาย&nbsp;<br>&nbsp;<br>ศุทธิณี ฆ้องกำจัด 6/8 เลขที่28</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-26 11:03:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2673693379</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เขาพระสุเมรุ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2674090649</link>
         <description><![CDATA[<div>“ไตรภูมิพระร่วง” อธิบายว่า เขาพระสุเมรุเป็นแท่งเขาที่มีหน้าตัดรูปกลม โดยแบ่งเส้นรอบวงความยาว ๒๕๒,๐๐๐ โยชน์ ของเขาพระสุเมรุออกเป็นสี่ส่วน ส่วนละ ๖๓,๐๐๐ โยชน์ โดยขยายความว่า ด้านตะวันออกเป็นสีเงิน ด้วยเหตุนั้น ท้องฟ้าและน้ำในมหาสมุทรด้านเหนือจึงสะท้อนเงาเหลี่ยมเขาเป็นสีขาว<br><br></div><div>ด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือเป็นสีแก้วผลึกและสีทอง อากาศและน้ำทะเลจึงเป็นสีแดงและสีเหลืองตามลำดับ<br><br></div><div>ส่วนทิศใต้เป็นสีแก้วอินทนิล คัมภีร์จึงให้เหตุผลที่ดูสมจริงตามประสบการณ์ของคนเราว่า ด้วยเหตุดังนั้น ท้องฟ้าของชมพูทวีปจึงเป็นสีฟ้า และมหาสมุทรด้านใต้ (คือด้านที่ล้อมรอบชมพูทวีปของมนุษย์) สีของน้ำทะเลจึงสะท้อนสีฟ้าอมเขียวของเหลี่ยมเขา มาให้เห็นเป็นสีน้ำทะเล<br><br>ตามความเชื่อในเรื่องพุทธจักรวาลของคนไทย เขาพระสุเมรุคือหลักของโลก เป็นศูนย์กลางจักรวาลที่ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำโดยมีปลาอานนท์หนุนอยู่ บนยอดเขาพระสุเมรุคือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่ตั้งของนครไตรตรึงษ์ “นครแห่งเทพ” โดยมีพระอินทร์เทวราชเป็นผู้ดูแลปกครอง<br><br>ณปภา พรมมา 6/8 เลขที่ 11</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1970479168/305d4be9aa626ef437711f2e103bba8f/square_sumeru.jpg" />
         <pubDate>2023-08-27 11:58:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2674090649</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูทวีป</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2674109112</link>
         <description><![CDATA[<div>ในวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระร่วงเขียนเอาไว้ว่า ชมพูทวีป หมายถึง บริเวณทวีปเอเชียทางตอนใต้ อย่างประเทศอินเดียและเนปาลเป็นต้น เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาพุทธและพระไตรปิฎก ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมร (เขาสิเนรุ) ซึ่งมีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมร ทำให้ท้องฟ้า และมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงิน มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ คือ มนุษย์โลกนี้เอง อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี มนุษย์ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก ดอกไม้ประจำชมพูทวีป คือ "ชมพู (ไม้หว้า) "&nbsp;<br><br>ชมพูทวีปเป็นหนึ่งใน 4 ทวีปในไตรภูมิพระร่วง ได้แก่ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป อธิบายให้เข้าใจชมพูทวีปนั้นเปรียบได้กับดินแดนมนุษย์ หรือโลกของเรา ส่วนอีก 3 ทวีปที่เหลือเป็นดินแดนของ ‘มนุษย์ต่างดาว’ หรือดินแดนอื่นที่มีสิ่งมีชีวิตคล้าย ๆ กับชมพูทวีป<br><br></div><div>สู่ฝัน อยู่สบาย 9 6/8</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316228236/c813d6de06376b333d4f199df44c0498/IMG_8897.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-27 12:54:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2674109112</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วารีกุญชร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2678188374</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>วารีกุญชร</strong> เป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C">สัตว์</a>ใน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C">ป่าหิมพานต์</a> มีรูปร่างเป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87">ช้าง</a> เท้าครบทั้ง 4 เท้า แต่มีหางเป็นปลา(ส่วนชนิดที่มีเท้าเพียง 2 เท้าหน้า ลำตัวและหางเป็นปลาทั้งหมด เรียกว่า <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B5">กุญชรวารี</a>) อาศัยอยู่ในทะเลสีทันดร สามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้ดี ประวัติของวารีกุญชรไม่มีที่มาอย่างแน่ชัด จิตรกรรมฝาผนังของวารีกุญชรมักเขียนบนฝาผนังของโบสถ์ตาม<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94">วัด</a>ต่าง ๆ เช่น วัดช่องนนทรี หรือวัดคงคาราม เป็นต้น<br><br><br>พรรษา ดาวทอง ม.6/8 เลขที่16</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2121455750/140e3489c21742409391631292dd8dcb/IMG_0514.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-30 12:55:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2678188374</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุมที่ 4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2688938988</link>
         <description><![CDATA[<div>ในไตรภูมิกถา เรียก <strong>‘</strong>โรรุวนรก<strong>’</strong>ว่า นรกแห่งเสียงหวีดร้อง นรกขุมนี้ห่างไกลจากสังฆาฏนรกลงไปในภายใต้ประมาณได้ 15,000 โยชน์ มีลักษณะเพิ่มเติมจากสังฆาฏนรกคือ ใจกลางขุมนรกมีเหล่าดอกบัวกลีบเป็นเหล็กใหญ่มาก มีไฟลุกแดงอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกจะถูกกรรมดลใจให้ดำผุดลงไปในดอกบัวเหล่านั้น กลีบบัวก็จะงับอวัยวะต่างๆ ของสัตว์นรก เช่น ศีรษะ แขน และขา เป็นต้น เมื่องับไว้แล้วก็ไม่ปล่อย ไฟจากบัวก็จะเผาผลาญสัตว์นั้น&nbsp;<br>ตำราหนึ่งอรรถาธิบายว่า ผู้ไปเกิดเป็นสัตว์นรกในนรกขุมนี้ จะถูกบังคับให้ขึ้นไปนั่งบนดอกบัว เมื่อขึ้นไปบนดอกบัวแล้วกลีบบัวก็บานขึ้น บานแล้วก็เป็นเหล็กแดงมีกระแสไฟพวยพุ่งออกมาจากกลีบ คราวนี้ดอกบัวก็จะถูกไฟเผาจนแดง ไฟกรดได้เผาอยู่ตลอดเวลา กฎของกรรมบังคับให้สัตว์นรกค่อยๆ ก้มหัวลง ขึ้นไปยืนบนดอกบัวแล้วแหย่ขาลงไปในระหว่างกลีบ ค่อยๆ ก้มลง ในที่สุดก็จุ่มลงไปในโคนของกลีบดอกบัว เมื่อพร้อมแล้วกลีบบัวก็งับเข้ามา หัวจรดลงไปถึงแค่คาง มือจมลงไปถึงแค่ข้อมือ เท้าทั้งสองจมลงไปถึงแค่ข้อเท้า เจ็บก็เจ็บร้อนก็ร้อน ถูกไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ดอกบัวเหล็กก็รัดเข้าไป<br>สัตว์นรกนี้ต้องรับโทษเป็นเวลาเก้าแสนสามหมื่นหกพันล้านปีมนุษย์ หรือสี่พันปีนรก&nbsp;<br>อกุศลกรรม หรือ บาป ที่ทำให้ไปตกในนรกขุมนี้ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้เป็นพยานเท็จ, พวกที่แย่งชิงที่ดิน แย่งที่วัด, แย่งภรรยาและสมบัติผู้อื่น, หญิงที่นอกใจสามี, คนใจบาปที่จับสัตว์เป็นๆ โยนลงกองไฟ &nbsp;ฯลฯบาปกรรมเหล่านี้เป็นต้น ส่งผลให้เขาต้องไปตกนรกในโรรุวนรก<br>พิศชาพร บุญอ้น 6/8 18</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-07 14:16:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2688938988</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลำดับการกำเนิดของมนุษย์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2693087782</link>
         <description><![CDATA[<div>ลำดับการกำเนิดของมนุษย์ ในไตรภูมิพระร่วง เริ่มจาก<br>ปฏิสนธิ&nbsp; = กัลละ (ขนาด เศษ 1 ส่วน 256 ของเส้นผม)<br>7 วัน= อัมพุทะ (น้ำล้างเนื้อ)<br>14 วัน= เปสิ (ชิ้นเนื้อ)<br>21 วัน = ฆนะ (ก้อนเนื้อ, แท่งเนื้อ ขนาดเท่าไข่ไก่)<br>28 วัน = เบญจสาขาหูด (มีหัว แขน 2 ขา 2) ครบ 1 เดือน<br>35 วัน= มีฝ่ามือ นิ้วมือ ลายนิ้วมือ<br>42 วัน= มีขน เล็บมือ เล็บเท้า (เป็นมนุษย์ครบสมบูรณ์)<br>50 วัน= ท่อนล่างสมบูรณ์<br>84 วัน= ท่อนบนสมบูรณ์<br>184 วัน= เป็นเด็กสมบูรณ์ นั่งกลางท้องแม่ (6 เดือน)<br>การคลอด<br>ท้อง 6 เดือนคลอด ทารกนั้นไม่รอด (บ่ห่อนได้สักคาบ)<br>ท้อง 7 เดือนคลอด ทารกนั้นไม่แข็งแรง (บ่มิได้กล้าแข็ง)<br>กัญญารัตน์ ปั้นดี เลขที่35</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-11 03:54:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2693087782</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุม 3 สังฆาฏมหานรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2697388980</link>
         <description><![CDATA[<div>นรกที่ถูก<strong>ภูเขาเหล็กบดขยี้ร่างกาย</strong> มีภูเขาเหล็กสูงใหญ่ ลุกโพลงด้วยไฟ กลิ้งบดทับเหล่าสัตว์นรกให้จมลงไปในแผ่นดินเหล็ก มีประมาณแค่สะเอว แหลกจน เป็นจุณเป็นสถานที่สำหรับ<strong>พวกที่ชอบประพฤติผิดในกาม</strong>เป็นส่วนมากชีวิตในสังฆาฏมหานรก สัตว์ในสังฆาฏมหานรกนี้มีร่างกายพิกลพิการต่างๆ และมีรูปร่างแปลก&nbsp; พิลึก เช่น บางตนมีหัวเป็นควาย มีตัวเป็นคน บางตัวมีหัวเป็นคน มีตัวเป็นควาย บางตัวมีหัวเป็นหมา หมู เป็ด ไก่ แต่มีตัวเป็นคน มีความวิปริตแห่งกายพิกลสุดที่จะพรรณนาให้ถูกต้องหมดสิ้นได้&nbsp;<br><br>รัตนวัลย์ ถวายทรัพย์ ม.6/8 เลขที่ 37</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1954692286/6fdac8eb11044a5a51104e74ff2b282e/kum3.jpg" />
         <pubDate>2023-09-11 13:15:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2697388980</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คำศัพท์เกี่ยวกับไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2697508238</link>
         <description><![CDATA[<div>ไตรภูมิเดิมเรียกว่า ไตรภูมิกถา หรือ เตภูมิกถา&nbsp; มีความหมายว่า&nbsp; เรื่องราวของโลกทั้ง ๓&nbsp; ส่วน<br>พระร่วง หมายถึง พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์สุโขทัย<br><br>ตอนมนุสสภูมิเป็นภูมิหนึ่งในกามภูมิ ซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาของการกำเนิดมนุษย์เอาไว้ โดยกล่าวถึงมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ปฏิสนธิในท้องของแม่<br><br><strong>คำศัพท์น่ารู้ </strong><br>1.กลละ = เซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดตอนอยู่ในท้องแม่<br>2.อัมพุทะ = พอเซลล์ครบ ๗ วัน จะมีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ<br>3.เปสิ = ชิ้นเนื้อในครรภ์มารดา มีลักษณะข้นเหมือนตะกั่วเชื่อมในหม้อ<br>4.ฆนะ = ลักษณะแข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ จากนั้นจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทุกวัน<br>5.เบญจสาขาหูด = หูดที่มี ๕ ตุ่ม ได้แก่ หัว ๑ ตุ่ม แขน ๒ ตุ่ม และขา ๒ ตุ่ม<br><br>“...เมื่อกุมารอยู่ในท้องแม่นั้นลำบากนักหนา พึงเกลียดพึงหน่ายพ้นประมาณนัก ก็ชื้นแลเหม็นกลิ่นตืดแลเอือนอันได้ ๘๐ ครอก...ฝูง<strong>ตืด</strong>แล<strong>เอือน</strong>ทั้งหลายนั้น<strong>คนกัน</strong>อยู่ในท้องแม่…”<br>(หมายถึง เด็กที่อยู่ในท้องนั้นต้องได้รับความลำบากอย่างมาก ต้องทนอยู่ในที่ที่ทั้งชื้นและเหม็นพยาธิซึ่งอาศัยปนอยู่ในท้องแม่)<br><br>6.ตืด, เอือน = พยาธิ<br>7.คนกัน = ปนกัน<br>8.อยู่ธรห้อย = โคลงเคลงไปมา<br>9.กามภูมิ = โลกของผู้ที่ยังติดอยู่ในกามกิเลส<br>10.รูปภูมิ = โลกนี้ผู้ที่เกิดมาต้องจำเจริญสมาธิภาวนา จำเริญกรรมฐาน<br>11.อรูปภูมิ = ผู้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ต้องจำเริญภาวนาฌาน เหล่าพรหมในชั้นนี้ไม่มีตัวตน<br>12.ชมพูทวีป = โลกมนุษย์<br>13.อมรโคยานทวีป = มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ มีอายุประมาณ ๕๐๐ ปี<br>14.บุพวิเทหทวีป = มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มีอายุประมาณ ๗๐๐ ปี<br>15.อุตรกุรุทวีป = มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นคน มีอายุประมาณ ๑,๐๐๐<br><br>จุฑารัตน์ นวลตา ม.6/8 เลขที่ 34</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-11 14:13:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/vmpwbxixya3500ho/wish/2697508238</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
