<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่ 2 ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา ม.4/1 by Queen V-nus</title>
      <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks</link>
      <description>คำถาม : นักเรียนเห็นพัฒนาการอะไรบ้างในยุคสมัยพุทธกาล พร้อมแนบภาพประกอบ(ภาพอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้อกับเนื้อหา)</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-03-07 04:10:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-05-24 08:32:51 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>1002 ปาริตา เนียมรัตน์ ใบเตย</title>
         <author>parita601</author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190676987</link>
         <description><![CDATA[<div>เห็นพัฒนาการทางด้านศาสนา แต่ก่อนประชากรส่วนใหญ่ในชมพูทวีปนับถือในพระเจ้าตลอดจนถึงช่วงสมัยพุทธกาล จนกระทั้งพระพุทธศาสนาถือกำเนิดและมีการเผยแผ่ศาสนาเข้ามาเปลี่ยนแปลงความเชื่อ และแนวทางในการปฏิบัติตน แก้ไปัญหาสังคม เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เปิดกว้างสำหรับคนทุกวรรณะ จึงทำให้การเผยแผ่ศาสนาเป็นไปอย่างรวดเร็ด&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1615836211/ee40a63119e9a0257d273fbcc01d6254/4DQpjUtzLUwmJZZSC5SpX5Dl22bVZwt9x5FEjneh3MMf.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 04:47:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190676987</guid>
      </item>
      <item>
         <title>02 จักรินทร์ ดรีม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190929100</link>
         <description><![CDATA[<div>การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงบ้าง&nbsp; จากพระอรหันตสาวกบ้าง&nbsp; แล้วท่องจำไว้ด้วยปาก (มุขปาฐะ) นี้เป็นการเรียนหลักธรรมเรียกว่า คันถธุระ เรียนแล้วนำไปปฏิบัติเรียกว่า วิปัสสนาธุระ ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระสงสาวกได้ประชุมกันทำสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหมวดหมู่ มี ๓ หมวด คือ<br>หมวดพระสูตร เรียกว่า พระสุตันตปิฎก<br>หมวดพระวินัย เรียกว่า พระวินัยปิฎก<br>หมวดพระอภิธรรม เรียกว่า พระอภิธรรม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628448/4b664617f377d07f274ed2781d9ab3d4/pinantol.JPG" />
         <pubDate>2022-05-19 07:53:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190929100</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุรวุท  ทีม 34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190932557</link>
         <description><![CDATA[<div>ตราบใดที่ชาววัชชีเข้าประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน กระทำกิจทั้งหลายโดยพร้อมเพรียงกันไม่นำวินัยใหม่มาล้างวินัยเก่าที่ตั้งไว้แล้ว แต่รักษาไว้ซึ่งธรรมเก่าแก่ที่ยึดถือมายกย่อง เคารพสักการบูชา ผู้อาวุโสในหมู่ชาววัชชี และถือเป็นผู้ควรเชื่อฟัง หญิงชราและหญิงสาวในครัวเรือน<br><br>ไม่ถูกบังคับเคี่ยวเข็ญ เคารพสักการบูชา พระเจดีย์ของชาววัชชี ทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยการบูชาพระเจดีย์เหล่านี้ ด้วยพลีกรรมและพิธีกรรมตามที่เคยทำมา ยังคอยต้อนรับพระอรหันต์ในหมู่ชนตามที่เคยมา ให้มาสู่แว่นแคว้นโดยสะดวก และเมื่อมาแล้ว ก็ให้อยู่อาศัยและการรับรองโดยสมเกียรติ ตราบนั้นชาววัชชี ก็หวังได้ซึ่งความสุข ความเจริญ ไม่มีวันเสื่อมเลย”</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628502/846d8565f077a536adb03ee30109980a/fgdfgd.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 07:56:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190932557</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระโคตมพุทธเจ้า  กัญญาวีร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190935871</link>
         <description><![CDATA[<div>พระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน<br><br><br>สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทถือว่าการเรียกพระพุทธเจ้าโดยออกนามโคตรนั้นเป็นการไม่เคารพ เช่นเรียกว่า พระสมณโคดม เป็นต้น ทำให้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มักเรียกพระพุทธองค์โดยใช้ศัพท์ว่า สตฺถา ที่แปลว่า พระศาสดา แทน ปัจจุบันชาวพุทธนิยมเรียก พระโคตมพุทธเจ้า ว่า พระพุทธเจ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629054/2e847403efdae1ac410a7b6218c8ffab/_1_963.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 07:58:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190935871</guid>
      </item>
      <item>
         <title>21 จารุวรรณ หินซุย พราว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936037</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ พุทธสมัย ก็ใช้ (ปาก) ช่วงระยะเวลาที่เชื่อกันว่าหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนาจะดํารงอยู่ ๕๐๐๐ ปี. (ป.).<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629584/a2835bfe631b7d50ec0d9152cc42dd8e/IMG_20220519_145047.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 07:58:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936037</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คณวัฒน์ อาชิ 07</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936163</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธเจ้าสมัยที่ทรงพระชนม์อยู่ เวลาที่ทรงปฏิบัติกิจสำคัญจะทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิตขึ้นเป็นผู้ร่วมกระทำกิจนั้น ๆ เช่น เมื่อทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ได้มีพระพุทธนิรมิตแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ร่วมด้วย ดังข้อความตอนหนึ่งว่า<br><br></div><div>ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมา(ขน)เส้นหนึ่ง ๆ สายน้ำไหลออกจากขุม พระโลมาขุมหนึ่ง ๆ รัศมี ๖ สี คือ เขียว เหลือง แดง ขาว หงสบาท ปภัสสร เปล่งออก พระผู้มีพระภาคทรงจงกรม พระพุทธนิรมิตย่อมยืน หรือนั่งหรือนอน พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิรมิตย่อม จงกรม นั่ง หรือนอน<br><br></div><div>ในพรรษาที่ ๗ เมื่อเสด็จขึ้นไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แสดงพระอภิธรรมโปรดพระมารดาซึ่งประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต<sup>๑</sup> ทรงแสดงพระอภิธรรมติดต่อกัน ๓ เดือน กล่าวคือ เมื่อมีเหตุจำเป็นต้องไปทำกิจอื่นชั่วคราว เพื่อไม่ให้การแสดงธรรมขาดตอน พระพุทธเจ้าจะทรงเนรมิตพระพุทธนิรมิตขึ้นมาทำหน้าที่แสดงธรรมแทน เมื่อทรงทำกิจอื่นเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเสด็จกลับมาแสดงธรรมต่อจากที่พระพุทธนิรมิตแสดงไว้<br><br></div><div><br></div><div>ในคราวแสดงยมกปาฏิหาริย์ <sup>๒</sup> เพื่อปราบพวกเจ้าลัทธิต่าง ๆ ทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าขึ้นมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการแสดงยมกปาฏิหาริย์ และในคราวที่แสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา ทรงเนรมิตพระพุทธเจ้าขึ้นมาทำหน้าที่แสดงธรรมในเวลาเสด็จไปทำกิจที่อื่น มีรายละเอียดดังกล่าวมานั้น ทำให้สรุปได้ในที่นี้ว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพระพุทธรูปที่เป็นพระพุทธนิรมิต แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีพระพุทธรูปที่ช่างทำขึ้นจากวัตถุ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ไม่มีพระพุทธรูปที่ทำขึ้นจากวัตถุในครั้งพุทธกาล เพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างนั้น เมื่อประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พุทธบริษัทย่อมมีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ทียังทรงพระชนม์อยู่ หรือแม้จะอยู่ในถิ่นไกลจากพระพุทธองค์ เมื่อระลึกถึงรู้ว่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ย่อมเกิดทัสสนานุตตริยะขึ้นโดยอัตโนมัติ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628548/fa6e05844606ae81f8349e27283c649c/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 07:58:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936163</guid>
      </item>
      <item>
         <title>37 โชติกา หลวงแก้ว นุ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936725</link>
         <description><![CDATA[<div>พระโคตมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน<br><br><br>สิทธัตถะโคตม หรือ พระโคตมพุทธเจ้า หรือที่นิยมเรียกว่า พระพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา เป็นผู้สั่งสอนพระธรรมวินัยซึ่งต่อมาเรียกว่าพระพุทธศาสนา ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทถือว่าการเรียกพระพุทธเจ้าโดยออกนามโคตรนั้นเป็นการไม่เคารพ เช่นเรียกว่า พระสมณโคดม เป็นต้น ทำให้ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มักเรียกพระพุทธองค์โดยใช้ศัพท์ว่า สตฺถา ที่แปลว่า พระศาสดา แทน ปัจจุบันชาวพุทธนิยมเรียก พระโคตมพุทธเจ้า ว่า พระพุทธเจ้า<br><br>เหตุที่ทำให้ต้องเรียกพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันโดยออกชื่อนามโคตร (ชื่อสกุล) นั้น เพราะว่าในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถือว่าพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวงเองนั้น เคยมีมาแล้วในอดีตนับประมาณไม่ได้ การเรียกโดยระบุนามโคตรของพระองค์ จึงเป็นการเจาะจงว่า หมายเฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันซึ่งกำเนิดในโคตมโคตร) เท่านั้น<br><br>โดยตามคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน นับถือตรงกันว่า พระโคตมพุทธเจ้า ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่ระหว่าง ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ ๕๔๓ ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยซึ่งอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และตรงกับ ๔๘๓ ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล<br><br>พระโคตมพุทธเจ้า เป็นพระราชโอรสผู้ทรงดำรงตำแหน่งแห่งศากยมกุฏราชกุมารของ พระเจ้าสุทโธทนะ และ พระนางสิริมหามายา แห่งศากยวงศ์โคตมโคตร อันเป็นราชสกุลวงศ์ที่ปกครองกรุงกบิลพัสดุ์มาแต่ช้านาน มีพระนามแต่แรกประสูติว่า สิทธัตถะ หรือ สิทธารถ (สิดทาด) เมื่อเสด็จออกผนวชและบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ได้รับการถวายพระนามต่างๆ อาทิ พระศากยมุนี, พระพุทธโคดม และพระโคตมพุทธเจ้า ทั้งนี้ ทรงออกพระนามพระองค์เองว่า “ตถาคต” แปลว่า พระผู้ไปแล้วอย่างนั้น คือทรงปฏิญาณว่าทรงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเข้าสู่สภาพเช่นนั้น อันได้แก่การดับทุกข์ กล่าวคือสภาวะแห่งอรหัตตผลแล้ว<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629567/50df37b3d74e4439f9e837fec888f52e/_1_963.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 07:59:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190936725</guid>
      </item>
      <item>
         <title>09 ธนภูมิ คำบุดดี  เรน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190937890</link>
         <description><![CDATA[<div><em><br>จิตรกรรมฝาผนังพระวิหาร วัดภุมรินทร์ราชปักษี สังกัสสนคร แคว้นปัญจาละ มหาชนรับเสด็จพระพุทธเจ้าครั้งทรงกลับจากโปรดพระพุทธมารดา<br></em><br></div><div>ในสมัยพุทธกาลการปกครองยังได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์พระเวทอย่างมาก พราหมณ์พระเวทถือว่ามีวรรณะสูงสุด แต่ในทางความเป็นจริงก็ไม่ถึงกับมีอำนาจเหนือวรรณะกษัตริย์ การที่พราหมณ์จะเข้าเฝ้าพระราชามิใช่เรื่องง่ายและอาจไม่อนุญาตให้เข้าใกล้พระวิสูตร แพศย์และศูทรถือเป็นวรรณะที่ต่ำกว่า ส่วนสมณะดาบสอยู่นอกระบบวรรณะทั้งสี่และระบอบการปกครอง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628881/18bfd0eba942589f06b67dc58ef836b0/______________________.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:00:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190937890</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระนางสิริมหามายาทรงสุบินนิมิต (เล้ง)26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190937997</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br><br>ตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งต่อมาคือเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า กำลังเสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อเสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดา วันที่เสด็จลงมาบังเกิดนั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดา กับพระนางสิริมหามายา พระราชมารดา ได้อภิเษกสมรสไม่นาน<br>คืนวันเดียวกันนั้น พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทมหลับสนิทในพระแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่า พระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูง เข้ามาหาพระนาง ปฐมสมโพธิพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า<br><br>“มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับ บุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทรประเทศ ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี...”<br>ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่า เป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด และเมื่อพระราชมารดาทรงครรภ์แล้ว ปฐมสมโพธิได้พรรณนาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระราชมารดาว่า<br><br>“...เหมือนดุจด้ายเหลือง อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรในขณะใด ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ) ผันพระพักตร์มาข้างพื้นพระอุทรแห่งพระราชมารดา ดุจสุวรรณปฏิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ แต่พระโพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี...”<br><br>วันที่พระโพธสัตว์เจ้าเสด็จลงสู่พระครรภ์นั้น กวีผู้แต่งเรื่องเฉลิมพระเกียรติได้พรรณนาว่า มีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประสูติ ตรัสรู้ และตรัสปฐมเทศนา จะต่างกันบ้างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้น เช่นว่า กลองทิพย์บันลือลั่นทั่วท้องเวหา คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกกลับได้ยิน<br><br>ตอนนั้นถ้าจะถ่ายทอดพระพุทธเจ้าออกจากวรรณคดี มาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธประวัติก็ว่า กลองทิพย์บันลือลั่นนั้นคือ “นิมิต” หมายถึง พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแผ่ไปทั่วโลก คนตาบอด หูหนวก คือ คนที่มีกิเลส ได้สดับรสธรรมแล้ว จะหายตาบอด หูหนวก หรือมีปัญญารู้แจ้ง มองเห็นทางพ้นทุกข์นั้นเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706633685/0e3ef72d8d60b8a04373b9523a0dc2a8/_4_353.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:00:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190937997</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอนุชา จันลำโกน(อาร์) 35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190938264</link>
         <description><![CDATA[<div>ม<strong>เสด็จประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี </strong><br><br>ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า <strong>“เสวยวิมุติสุข”</strong> เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง<br><br>หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ <strong>“อชปาล”</strong> แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมา<br><br>ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า <strong>ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี</strong><br><br>ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง<br><br>เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคาหรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยา<br><br>ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706631344/41e3828a8b2dc96549f042efc796010d/4F50377D_93CA_46D9_8991_CEEDC6A6996D.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:00:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190938264</guid>
      </item>
      <item>
         <title>15 วีรภัทร อัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190939708</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ พุทธสมัย ก็ใช้ (ปาก) ช่วงระยะเวลาที่เชื่อกันว่าหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระพุทธศาสนาจะดํารงอยู่ ๕๐๐๐ ปี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629140/8706f22babd3026d6621d83052005f8f/received_1156422878531994.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:01:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190939708</guid>
      </item>
      <item>
         <title>31 วงศกร เอ็น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940181</link>
         <description><![CDATA[<div>สถานะของความเสื่อมตามพุทธปรัชญานั้น ย่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ดีกว่าไปสู่ที่เสื่อมลง เรามิอาจทราบจากเพียงคำกล่าวสั้นๆ แค่นี้ว่าระเบียบการปกครองของนครชาววัชชีจะเป็นไปในรูปใด เพียงแต่ทราบว่าคงจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรงเช่นเดียวกับในนครรัฐเอเชนส์ยุคประชาธิปไตยของประชาชนชนชั้นนายทาส<br><br>ทั้งนี้ เพราะมีการอ้างถึง “ชาววัชชีที่เข้าประชุมและเลิกประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน” และให้ “กระทำกิจ” ทั้งหลายโดยพร้อมเพรียงกัน หมายถึงความสามัคคีทั้งในรูปแบบของการออกกฎระเบียบ และการเคารพกฎระเบียบที่ออกมาตามมติประชาธิปไตย ประชาธิปไตยโบราณของชาววัชชีแม้จะเป็นประชาธิปไตยที่วรรณะสูงชนชั้นปกครองกำหนดขึ้นก็ยังให้ความสำคัญของสตรีว่าควรมีความเสมอภาคปลอดจากการกดขี่อีกด้วย ทั้งนี้ก็คงจะหมายความว่า สตรีกับบุรุษมีความเสมอภาคกันตามสิทธิในบางระดับ สังคมและรัฐมีหน้าที่เพียงกำหนดบทบาทและหน้าที่ปฏิบัติของประชาชนเท่านั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629705/43722ae775b0001832231d62c20abd1c/590714_d_2.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:02:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940181</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า “เสวยวิมุติสุข” เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเองหลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ “อชปาล” แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมาระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดีทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ลืมพระเนตรแลมองเรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคาหรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยาความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเองรูปภาพ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940433</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย&nbsp;ภูรพี ศรีเพชร เลขที่29 ปุ๊</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629752/7a7736bf69dbb014aac3c9a6b7dad24a/1652947267469.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:02:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940433</guid>
      </item>
      <item>
         <title>05 อิสระ  มุงคุณ คอม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940574</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>สมัยพุทธกาล</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยพุทธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ ( Maurya ) ประมาณ 600-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นช่วงที่อินเดียถือกำเนิดศาสนาที่สำคัญ 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธและศาสนาเชน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629352/3f9fc6dd0ceed791d3a3d3303cca6b0e/AR_001_5.JPG" />
         <pubDate>2022-05-19 08:02:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190940574</guid>
      </item>
      <item>
         <title>11 พงศ์ภรณ์ มหันต์ นนท์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190941431</link>
         <description><![CDATA[<div>ภารกิจสำคัญของการศึกษาคือ การฝึกอบรมบุคคลให้พัฒนาปัญญา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในข้อเท็จจริงและสภาวะของสิ่งทั้งหลาย มีทัศนคติต่อสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง<br>ปฏิบัติและจัดการกับสิ่งทั้งหลายตามที่ควรจะเป็น เพื่อให้เกิดเป็นประโยชน์ตน คือ ความมีชีวิตอยู่อย่างสำเร็จผลดีที่สุด มีจิตใจเป็นอิสระ มีสุขภาพจิตสมบูรณ์ และประโยชน์ต่อผู้อื่น<br>คือ สามารถช่วยสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ชนทั้งหลายที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลีลาการสอน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อมองกว้างๆ การสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้ง จะดำเนินไปจนถึงผลสำเร็จ โดยมีคุณลักษณะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลีลาในการสอน ๔ อย่าง ดังนี้<br><br>๑. สันทัสสนา อธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูเห็นกับตา<br>๒. สมาทปนา จูงใจให้เห็นจริงด้วย ชวนให้คล้อยตาม จนต้องยอมรับและนำไปปฏิบัติ<br>๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้แกล้วกล้า บังเกิดกำลังใจ ปลุกให้มีอุตสาหะแข็งขัน มั่นใจว่าจะทำให้สำเร็จได้ ไม่หวั่นระย่อต่อความเหนื่อยยาก<br>๔. สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ และเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะมองเห็นคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบัติ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628550/0ac37c31a0de0cbf7b41b2db53f754c7/1_1_7_59_500_.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:03:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190941431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรวิทย์ จ่าน้ำเที่ยง 01</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190941778</link>
         <description><![CDATA[<div>การวิวัฒนาการของยุคพุทธกาลก็คือ<br>&nbsp;1. มีการวิวัฒนาการของระบอบการปกครองในรูปแบบต่างๆ&nbsp;<br>&nbsp;2. คือมีการวิวัฒนาการของระบบความเชื่อมั่นคงจะเป็นวันนะหรือต่างๆ<br>&nbsp;3. ในยุคนั้นมีพื้นฐานทางศาสนาเป็นหลายลัทธิมีลัทธิที่นับถือพระเจ้า หรือคิดว่าคนเกิดมาจากธาตุทั้ง 7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628622/8047177657f613884e0e355870031235/620805_044.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:03:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190941778</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942050</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628622/7deb4449ae7650e35bea02c574ebedf8/images__5_.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:04:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942050</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปฏิพัทธ์ ทองพา 22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942107</link>
         <description><![CDATA[<div>ทำบุญอย่างไร จึงจะสวยแบบนางวิสาขา ผู้หญิงต้นแบบสมัยพุทธกาล<br><br>นางวิสาขามีความสวยเป็นกรณีพิเศษ คือ สวยไม่เหมือนชาวบ้านเขา สวยได้สวยดี สวยไม่สร่าง สวยตั้งแต่เป็นสาวอายุ ๑๖ ปี เมื่อถึงคราวอายุ ๑๖ ปี รูปร่างยอดนารี มีลักษณะเช่นใด และยังสวยอยู่ต่อไปถึง ๑๒๐ ปี ก็ยังเป็นสาวเหมือนตอนอายุแค่ ๑๖ ปี นั่นเอง ลักษณะความสาวสวยของนางวิสาขา กล่าวว่ามี ๕ อย่างด้วยกัน บาลีเรียกว่า เบญจะ คือห้า กัลยาณีคือความงาม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706632804/c81c3a34b3bd07392afe2ef25e4a1f1f/2019_03_21_181854.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:04:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942107</guid>
      </item>
      <item>
         <title>04 วรฤทธิ์ อ่ำศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942206</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะของสังคมชมพูทวีป และคติความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า<br><br>ในสมัยพุทธกาล อินเดียหรือชมพูทวีป แบ่งอาณาเขตเป็น 2 เขตคือ<br>เขตภาคกลาง เรียกว่า มัชฉิมชนบทหรือมัธยมประเทศ เป็นที่อยู่ของชนชาติอริยกะ หรืออารยัน แปลว่า ผู้เจริญเป็นดินแดนของชนผิวขาว<br><br>เขตรอบนอก เรียกว่า ประจันตชนบทหรือประจันตประเทศ คือ ประเทศปลายเขตเป็นที่อยู่ของชนชาติมิลักขะ หรืออนารยชน เป็นดินแดนของชนพื้นเมือง<br><br>ชมพูทวีป คืออาณาเขตที่เป็นประเทศอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสสถาน ศรีลังกา บังคลาเทศ และเนปาลในปัจจุบัน (ปัจจุบันเลิกใช้ชื่อชมพูทวีปนี้แล้ว) ในสมัยพุทธกาล ชมพูทวีปนอกจากแบ่งเป็น 2 เขตดังกล่าวแล้ว ได้แบ่งเป็นแคว้นต่างๆ มีจำนวน 16 แคว้น แต่ละแคว้นที่มีความสำคัญในสมัยพุทธกาลมีเพียง 6 แคว้น คือ แคว้นมคธ แคว้นวังสะ แคว้นอวันตี แคว้นกาสี แคว้นสักกะ และแคว้นโกศล<br><br>ลักษณะทางด้านการปกครอง แบ่งได้ 2 ระบบ<br><br>1. การปกครองแบบราชาธิปไตย พระมหากษัตริย์หรือผู้ครองแคว้นมีอำนาจสิทธิขาดผู้เดียว มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์แคว้นใหญ่ๆ ส่วนมากปกครองด้วยระบบนี้ เช่น<br><br>โฆษณา<br><br>REPORT THIS AD<br><br>* แคว้นมคธ มีพระเจ้าพิมพิสารปกครอง<br>* แคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครอง<br>* แคว้นอวันตี มีพระเจ้าจันปัชโชตปกครอง<br>* แคว้นวังสะ มีพระเจ้าอุเทนปกครอง<br><br>การปกครองของกษัตริย์ แม้จะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง แต่ก็มีธรรมเป็นหลักในการปกครอง<br><br>หลักธรรมสำคัญของกษัตริย์ ได้แก่<br><br>* ทศพิธราชธรรม 10 ประการ<br>* สังคหวัตถุ 4 ประการ<br><br>ทศพิธราชธรรม มีธรรมประกอบด้วย<br><br>ทาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การให้<br>ศีล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรักษากาย วาจา ใจให้เป็นปกติ<br>บริจาคะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแบ่งปัน การบริจาคแก่ผู้ยาก<br>อาชวะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น<br>มัททวะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความอ่อนโยน ไม่กระด้าง<br>ตบะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเพียรพยายาม<br>อักโกธะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความไม่โกรธ<br>อวิหิงสา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความไม่เบียดเบียน<br>ขันติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความอดทน อดกลั้น<br>อวิโรธนะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; ความไม่ทำให้ผิด (ความไม่คลาด)<br><br>สังคหวัตถุ ประกอบด้วย<br><br>ทาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การให้ คือการให้สิ่งของให้คุณธรรม ให้อภัย<br>ปิยะวาจา&nbsp; &nbsp; &nbsp; คำปราศรัยอันอ่อนโยน<br>อัตถจริยา&nbsp; &nbsp; &nbsp; การทำตนให้เกิดประโยชน์<br>สมานัตตา&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวางตนเสมอตน เสมอปลาย<br><br>โฆษณา<br><br>REPORT THIS AD<br><br>2. การปกครองแบบสามัคคีธรรม หรือการปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบนี้ไม่มีพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ การปกครองระบบนี้การบริหารประเทศขึ้นอยู่กับสถาบันสำคัญ คือ รัฐสภา ซึ่งสมัยเรียกว่า สัณฐาคาร มีประมุขรัฐสภาและมีคณะกรรมการรัฐสภาเป็นคณะกรรมการบริหารในสมัยพุทธกาล มีลักษณะดังนี้<br><br>ประมุขรัฐสภา&nbsp; ผู้เคยดำรงตำแหน่งนี้คือพระเจ้าสุทโธทนะแห่งศากยวงศ์ แคว้นสักกะ กรุงกบิลพัสดุ์<br>คณะกรรมการ<br>ฝ่ายบริหารบ้านเมือง&nbsp; ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ กษัตริย์ลิจฉวี แห่งเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี<br>กรรมการรัฐสภา&nbsp; มาจากหัวหน้าครอบครัวใหญ่ๆ ระดับเมือง (ชนบท) ระดับอำเภอ<br><br>สมาชิกรัฐสภาจะต้องให้คำปฏิญญาต่อสัณฐาคาร หรือรัฐสภา เช่น จะรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม จะไม่ขาดประชุม จะแสดงความคิดโดยเปิดเผย จะต้องปราศจากความโกรธแคว้นเมื่อถูกกล่าวหา และจะยอมรับสารภาพถ้ากระทำผิด<br><br>หลักธรรมที่การปกครองยึดถือปฏิบัติคือ อปริหานิยธรรม มีสาระสำคัญ คือ<br><br>* หมั่นประชุมกันอย่างเนืองนิตย์<br>* พร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุม<br>* ไม่บัญญัติสิ่งใหม่อันขัดต่อหลักการเดิม ไม่ล้มล้างบัญญัติเก่าที่ยังใช้ได้อยู่<br>* เคารพนับถือและเชื่อฟังผู้ใหญ่<br>* ปกครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก<br>* เคารพในปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ<br>* คุ้มครองป้องกันภัยแก่ สมณ ชี พราหมณ์ ผู้เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน<br><br>ลักษณะสังคมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล<br><br>สังคม หมายถึง กลุ่มชนที่อยู่รวมกัน เป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศชาติ โดยมีระบบแห่งความสัมพันธ์ที่มีหลักการ ได้แก่ การปกครอง การศึกษา เศรษฐกิจ ศาสนา ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยา และการนันทนาการ<br><br>ลักษณะทางสังคมของชมพูทวีปสมัยพุทธกาล ได้มีการแบ่งวรรณะอยู่แล้วเป็น 4 วรรณะคือ<br><br>* วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ พวกเจ้า กษัตริย์ นักรบ นักปกครอง สีประจำวรรณะ คือสีแดง<br>* วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าที่ติดต่อกับเทวะหรือเทพเจ้า ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สีประจำวรรณะ คือสีขาว<br>* วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า คหบดี หรือบุคคลที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ศิลปหัตถกรรม พวกนี้เป็นชนชั้นกลางในสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเหลือง<br>* วรรณะศูทร ได้แก่ กรรมกร ลูกจ้าง เป็นพวกชนชั้นต่ำ ผู้ใช้แรงงาน เป็นชนชั้นล่างของสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเขียว หรือสีดำ<br><br>นอกจากนี้ ยังมีพวกนอกวรรณะ ที่เรียกว่า จัณฑาล ถือว่าเป็นคนชั้นต่ำสุด เพราะถือกำเนิดจากมารดาที่มีวรรณะสูงกว่าบิดา เช่น มารดาเป็นแพศย์ บิดาเป็นศูทร บุตรจะเกิดมาเป็นจัณฑาล ถูกเหยียดหยามจากวรรณะอื่นๆ ไม่มีศักดิ์และสิทธิ์ใดๆ ทางสังคม<br><br>มูลเหตุที่ทำให้เกิดวรรณะ<br><br>* ทฤษฏีเกี่ยวกับองคาพยพของพระผู้สร้าง กล่าวว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากอวัยวะส่วนต่างๆของพระองค์ สร้างวรรณะพราหมณ์จากพระโอษฐ์ สร้างวรรณะกษัตริย์จากพระพาหา สร้างวรรณะแพศย์จากพระอูรุ (โคนขาหรือตะโพก) สร้างวรรณะศูทรจากพระบาท<br><br>* สันนิษฐานตามหลักวิชา คำว่า วรรณะ แปลว่า สีผิว นักวิชาการสันนิษฐานว่า การแบ่งชนชั้น จะมีที่มาจากการถือเผ่าพันธ์และสีผิว พวกวรรณะสูง ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ และพวกพ่อค้า คือเผ่าอารยัน ส่วนพวกศูทรเป็นพวกเผ่ามิลักขะ หรือพวกดราวิเดียน ชนชาติอารยัน หรือพวกอริยกะ อพยพมาจากทางเหนือของภูมิภาคของชมพูทวีป และได้ขับไล่พวกมิลักขะหรือดราวิเดียนลงไปอยู่ทางใต้<br><br>ลักษณะเศรษฐกิจในชมพูทวีป<br><br>เศรษฐกิจในครั้งพุทธกาล ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ รองลงมา คือการค้าขาย และหัตถกรรมภายในครัวเรือน เช่น ช่างปั้นภาชนะดิน ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างทอผ้า ช่างฝึกม้าฝึกช้าง เป็นต้น เศรษฐกิจในชมพูทวีปโดยเฉพาะในแว่นแคว้นทางตอนเหนือและตอนกลาง ที่ราบลุ่มแม่น้ำจะมีเศรษฐกิจที่ดี ความเป็นอยู่เรื่องการอุปโภคบริ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706635124/c72303509f8ffc8da6ed28af1b8893ae/IMG_20220519_150218.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:04:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942206</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เด็กหญิงญาดา แก้ววิเศษ เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942290</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628884/7f4d820d689bcc39fff1edaa12b0d7ce/D4F6BD3B_03A1_4580_9D89_F721A398A6F2.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:04:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942290</guid>
      </item>
      <item>
         <title>04 วรฤทธิ์ อ่ำศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942544</link>
         <description><![CDATA[<div>ลักษณะของสังคมชมพูทวีป และคติความเชื่อทางศาสนาสมัยก่อนพระพุทธเจ้า<br><br>ในสมัยพุทธกาล อินเดียหรือชมพูทวีป แบ่งอาณาเขตเป็น 2 เขตคือ<br>เขตภาคกลาง เรียกว่า มัชฉิมชนบทหรือมัธยมประเทศ เป็นที่อยู่ของชนชาติอริยกะ หรืออารยัน แปลว่า ผู้เจริญเป็นดินแดนของชนผิวขาว<br><br>เขตรอบนอก เรียกว่า ประจันตชนบทหรือประจันตประเทศ คือ ประเทศปลายเขตเป็นที่อยู่ของชนชาติมิลักขะ หรืออนารยชน เป็นดินแดนของชนพื้นเมือง<br><br>ชมพูทวีป คืออาณาเขตที่เป็นประเทศอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสสถาน ศรีลังกา บังคลาเทศ และเนปาลในปัจจุบัน (ปัจจุบันเลิกใช้ชื่อชมพูทวีปนี้แล้ว) ในสมัยพุทธกาล ชมพูทวีปนอกจากแบ่งเป็น 2 เขตดังกล่าวแล้ว ได้แบ่งเป็นแคว้นต่างๆ มีจำนวน 16 แคว้น แต่ละแคว้นที่มีความสำคัญในสมัยพุทธกาลมีเพียง 6 แคว้น คือ แคว้นมคธ แคว้นวังสะ แคว้นอวันตี แคว้นกาสี แคว้นสักกะ และแคว้นโกศล<br><br>ลักษณะทางด้านการปกครอง แบ่งได้ 2 ระบบ<br><br>1. การปกครองแบบราชาธิปไตย พระมหากษัตริย์หรือผู้ครองแคว้นมีอำนาจสิทธิขาดผู้เดียว มีรัชทายาทสืบสันตติวงศ์แคว้นใหญ่ๆ ส่วนมากปกครองด้วยระบบนี้ เช่น<br><br>โฆษณา<br><br>REPORT THIS AD<br><br>* แคว้นมคธ มีพระเจ้าพิมพิสารปกครอง<br>* แคว้นโกศล มีพระเจ้าปเสนทิโกศลปกครอง<br>* แคว้นอวันตี มีพระเจ้าจันปัชโชตปกครอง<br>* แคว้นวังสะ มีพระเจ้าอุเทนปกครอง<br><br>การปกครองของกษัตริย์ แม้จะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง แต่ก็มีธรรมเป็นหลักในการปกครอง<br><br>หลักธรรมสำคัญของกษัตริย์ ได้แก่<br><br>* ทศพิธราชธรรม 10 ประการ<br>* สังคหวัตถุ 4 ประการ<br><br>ทศพิธราชธรรม มีธรรมประกอบด้วย<br><br>ทาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การให้<br>ศีล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรักษากาย วาจา ใจให้เป็นปกติ<br>บริจาคะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแบ่งปัน การบริจาคแก่ผู้ยาก<br>อาชวะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น<br>มัททวะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความอ่อนโยน ไม่กระด้าง<br>ตบะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเพียรพยายาม<br>อักโกธะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความไม่โกรธ<br>อวิหิงสา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความไม่เบียดเบียน<br>ขันติ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความอดทน อดกลั้น<br>อวิโรธนะ&nbsp; &nbsp; &nbsp; ความไม่ทำให้ผิด (ความไม่คลาด)<br><br>สังคหวัตถุ ประกอบด้วย<br><br>ทาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การให้ คือการให้สิ่งของให้คุณธรรม ให้อภัย<br>ปิยะวาจา&nbsp; &nbsp; &nbsp; คำปราศรัยอันอ่อนโยน<br>อัตถจริยา&nbsp; &nbsp; &nbsp; การทำตนให้เกิดประโยชน์<br>สมานัตตา&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวางตนเสมอตน เสมอปลาย<br><br>โฆษณา<br><br>REPORT THIS AD<br><br>2. การปกครองแบบสามัคคีธรรม หรือการปกครองแบบประชาธิปไตย การปกครองแบบนี้ไม่มีพระมหากษัตริย์ผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีการสืบสันตติวงศ์ การปกครองระบบนี้การบริหารประเทศขึ้นอยู่กับสถาบันสำคัญ คือ รัฐสภา ซึ่งสมัยเรียกว่า สัณฐาคาร มีประมุขรัฐสภาและมีคณะกรรมการรัฐสภาเป็นคณะกรรมการบริหารในสมัยพุทธกาล มีลักษณะดังนี้<br><br>ประมุขรัฐสภา&nbsp; ผู้เคยดำรงตำแหน่งนี้คือพระเจ้าสุทโธทนะแห่งศากยวงศ์ แคว้นสักกะ กรุงกบิลพัสดุ์<br>คณะกรรมการ<br>ฝ่ายบริหารบ้านเมือง&nbsp; ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ กษัตริย์ลิจฉวี แห่งเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี<br>กรรมการรัฐสภา&nbsp; มาจากหัวหน้าครอบครัวใหญ่ๆ ระดับเมือง (ชนบท) ระดับอำเภอ<br><br>สมาชิกรัฐสภาจะต้องให้คำปฏิญญาต่อสัณฐาคาร หรือรัฐสภา เช่น จะรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม จะไม่ขาดประชุม จะแสดงความคิดโดยเปิดเผย จะต้องปราศจากความโกรธแคว้นเมื่อถูกกล่าวหา และจะยอมรับสารภาพถ้ากระทำผิด<br><br>หลักธรรมที่การปกครองยึดถือปฏิบัติคือ อปริหานิยธรรม มีสาระสำคัญ คือ<br><br>* หมั่นประชุมกันอย่างเนืองนิตย์<br>* พร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุม<br>* ไม่บัญญัติสิ่งใหม่อันขัดต่อหลักการเดิม ไม่ล้มล้างบัญญัติเก่าที่ยังใช้ได้อยู่<br>* เคารพนับถือและเชื่อฟังผู้ใหญ่<br>* ปกครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก<br>* เคารพในปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ<br>* คุ้มครองป้องกันภัยแก่ สมณ ชี พราหมณ์ ผู้เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน<br><br>ลักษณะสังคมของชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล<br><br>สังคม หมายถึง กลุ่มชนที่อยู่รวมกัน เป็นบ้าน เป็นเมือง เป็นประเทศชาติ โดยมีระบบแห่งความสัมพันธ์ที่มีหลักการ ได้แก่ การปกครอง การศึกษา เศรษฐกิจ ศาสนา ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยา และการนันทนาการ<br><br>ลักษณะทางสังคมของชมพูทวีปสมัยพุทธกาล ได้มีการแบ่งวรรณะอยู่แล้วเป็น 4 วรรณะคือ<br><br>* วรรณะกษัตริย์ ได้แก่ พวกเจ้า กษัตริย์ นักรบ นักปกครอง สีประจำวรรณะ คือสีแดง<br>* วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ นักบวช ศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าที่ติดต่อกับเทวะหรือเทพเจ้า ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สีประจำวรรณะ คือสีขาว<br>* วรรณะแพศย์ ได้แก่ พ่อค้า คหบดี หรือบุคคลที่ประกอบอาชีพต่างๆ เช่น พาณิชยกรรม เกษตรกรรม ศิลปหัตถกรรม พวกนี้เป็นชนชั้นกลางในสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเหลือง<br>* วรรณะศูทร ได้แก่ กรรมกร ลูกจ้าง เป็นพวกชนชั้นต่ำ ผู้ใช้แรงงาน เป็นชนชั้นล่างของสังคม สีประจำวรรณะ คือสีเขียว หรือสีดำ<br><br>นอกจากนี้ ยังมีพวกนอกวรรณะ ที่เรียกว่า จัณฑาล ถือว่าเป็นคนชั้นต่ำสุด เพราะถือกำเนิดจากมารดาที่มีวรรณะสูงกว่าบิดา เช่น มารดาเป็นแพศย์ บิดาเป็นศูทร บุตรจะเกิดมาเป็นจัณฑาล ถูกเหยียดหยามจากวรรณะอื่นๆ ไม่มีศักดิ์และสิทธิ์ใดๆ ทางสังคม<br><br>มูลเหตุที่ทำให้เกิดวรรณะ<br><br>* ทฤษฏีเกี่ยวกับองคาพยพของพระผู้สร้าง กล่าวว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างมนุษย์จากอวัยวะส่วนต่างๆของพระองค์ สร้างวรรณะพราหมณ์จากพระโอษฐ์ สร้างวรรณะกษัตริย์จากพระพาหา สร้างวรรณะแพศย์จากพระอูรุ (โคนขาหรือตะโพก) สร้างวรรณะศูทรจากพระบาท<br><br>* สันนิษฐานตามหลักวิชา คำว่า วรรณะ แปลว่า สีผิว นักวิชาการสันนิษฐานว่า การแบ่งชนชั้น จะมีที่มาจากการถือเผ่าพันธ์และสีผิว พวกวรรณะสูง ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย์ และพวกพ่อค้า คือเผ่าอารยัน ส่วนพวกศูทรเป็นพวกเผ่ามิลักขะ หรือพวกดราวิเดียน ชนชาติอารยัน หรือพวกอริยกะ อพยพมาจากทางเหนือของภูมิภาคของชมพูทวีป และได้ขับไล่พวกมิลักขะหรือดราวิเดียนลงไปอยู่ทางใต้<br><br>ลักษณะเศรษฐกิจในชมพูทวีป<br><br>เศรษฐกิจในครั้งพุทธกาล ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ รองลงมา คือการค้าขาย และหัตถกรรมภายในครัวเรือน เช่น ช่างปั้นภาชนะดิน ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างทอผ้า ช่างฝึกม้าฝึกช้าง เป็นต้น เศรษฐกิจในชมพูทวีปโดยเฉพาะในแว่นแคว้นทางตอนเหนือและตอนกลาง ที่ราบลุ่มแม่น้ำจะมีเศรษฐกิจที่ดี ความเป็นอยู่เรื่องการอุปโภคบริ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706635124/c72303509f8ffc8da6ed28af1b8893ae/IMG_20220519_150218.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:04:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190942544</guid>
      </item>
      <item>
         <title> 40 ปริณดา อิง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190943488</link>
         <description><![CDATA[<div>มีพระพุทธศาสนาเพิ่มเข้ามาเเตกต่างจากพุทธกาบก็คืออยู่ในทางสายกลาง (อาจารย์ขาหนูหาได้แค่นี้จริงๆค่ะได้โปรดค่ะ🙏🏻🥺)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706630114/96b70dd1f915a3ba1f49e55c8a7cb264/Screenshot_2022_0519_145754.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:05:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190943488</guid>
      </item>
      <item>
         <title>20 ธนิดา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944480</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธเจ้า พระองค์ปัจจุบันคือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2">พระโคตมพุทธเจ้า</a> มีพระนามเดิมว่า <em>เจ้าชายสิทธัตถะ</em> ได้ทรงเริ่มออกเผยแผ่คำสอนใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%9B">ชมพูทวีป</a> ตั้งแต่สมัยพุทธกาล แต่หลัง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99">ปรินิพพาน</a>ของพระพุทธเจ้า พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงสั่งสอน ได้ถูกรวบรวมเป็นหมวดหมู่ด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98&amp;action=edit&amp;redlink=1">การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก</a>จนมีการรวบรวมขึ้นเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8E%E0%B8%81">พระไตรปิฎก</a> ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629238/e3f16503adf3af21622cdc425cb9dff2/0629FEDD_088A_4C65_9D32_10871188D588.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:06:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944480</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศุภกร บุตรพระบาง 33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944750</link>
         <description><![CDATA[<div>เสด็จประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี<br><br>ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า “เสวยวิมุติสุข” เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง<br><br>หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ “อชปาล” แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมา<br><br>ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี<br><br>ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง<br><br>เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคาหรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยา<br><br>ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเอง<br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706630149/e9a2b7cf03aaa034b72f60b4039f075a/_22_206.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:06:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944750</guid>
      </item>
      <item>
         <title>04วทัญญู โพธิ์คลัง เวฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944793</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยพุทธกาลก็เคยมี บางเมืองเกิดโรคระบาดใหญ่ แล้วเขาแก้ไขกันอย่างไร เมื่อรู้หลักว่ามาเพราะกิเลส มาเพราะสภาพใจที่ไม่ดี ทุกคนก็จะรวมกันเข้าเป็นหมู่ใหญ่ แก้ไขด้วยการเอาบุญสู้ คือ ทั้งเมืองจะรักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิ(Meditation)ภาวนา โรคภัยต่างๆ ก็จะคลี่คลายไป</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706631588/232eb3e05d9f445d02d2710a567cc892/48F2B49A_84AC_41FE_9278_C75389849990.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:06:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190944793</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บุญญาฤทธิ์ ตรีตาม 10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190947595</link>
         <description><![CDATA[<div>ลัทธิความเชื่อทางด้านศาสนามีมากมายและมีความเชื่อที่แตกต่างกัน&nbsp;และเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่นในสมัยก่อนพุทธกาลนับถือ เทวนิยม มีการแบ่งชนชั้นกันต่างๆ ต่อมามีพระพุทธเจ้าได้ถือกำเนิดขึ้นมา และเป็นผู้ที่เพยแพร่พระพุทธศาสนา โดยที่ทุกชนชั้นทุกวรรณะสามาถรนับถือและเข้าร่วมได้โดยไม่มีการแบ่งแยก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706631039/f3cc91f60483d4bb7f91e4cdc4f01730/________wed_26__62.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:08:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190947595</guid>
      </item>
      <item>
         <title>19 ณัฐฐา </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190948144</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัจจุบันศาสนาพุทธได้เผยแผ่ไปทั่วโลก โดยมีจำนวนผู้นับถือส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันศาสนาพุทธ ได้มีผู้นับถือกระจายไปทั่วโลก ประมาณ 700 ล้านกว่าคน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706629490/70678431d90c9eb42a6296109e070755/1388317783_1_o.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:09:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190948144</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐณิชา(วุ้น)38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190949858</link>
         <description><![CDATA[<div>นักคิดชาวตะวันตกมักมองปัญหาการปกครองเป็นเรื่องของระบบ ซึ่งอาจเพราะเชื่อว่าปัจเจกชนเหมือนกันในคุณธรรม ล้วนเป็น “สัตว์การเมือง” และต่างก็แสดงความต้องการทางการเมืองได้เท่าๆ กัน<br>ระบอบที่ศรัทธาจึงอยู่ในแนววัตถุนิยมที่อิงเสียงของคนหมู่มาก ความเชื่อที่ว่าทุกคนเป็นเพียงหน่วยย่อยๆ ที่ไร้อำนาจพิเศษ ทำให้ใครก็ได้สามารถเป็นผู้ปกครอง ถ้าสามารถระดมจำนวนเสียงจากประชาชนได้มากกว่าผู้อื่น<br><br></div><div>การปกครองในสายตาของชาวตะวันตกมักแบ่งหยาบๆ เป็นระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการ ระบอบที่ใช้ในประเทศตะวันตก<br>เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เพราะอาศัยการออกเสียงของคนหมู่มาก ในเชิงเศรษฐกิจการเมืองฝ่ายมาร์กซิสม์ถือว่านี้เป็นระบอบทุนนิยมของชนชั้นกระฎุมพี ซึ่งจะมีพัฒนาการไปสู่การผูกขาดอำนาจโดยผู้ครอบครองปัจจัยทุน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706636615/fd59858bea773bf1dbb01f896527fb19/______7_____________________.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:10:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190949858</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุมิตร ทับไทยดี เลขที่23 อาร์ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190949929</link>
         <description><![CDATA[<div>สืบเนื่องจาก “พระพุทธรูปอุลตร้าแมน” ที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในห้วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บทความนี้ให้ความสนใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องการตอบสนองต่อการถกเถียงเรื่องนี้โดยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทางวัตถุที่มีความสำคัญในวิถีชีวิตของชาวพุทธทั้งไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วทุกนิกาย คือ พระพุทธปฏิมาหรือพระพุทธรูป ผู้เขียนค้นคว้าเรื่องนี้และเขียนไว้เป็นส่วนหนึ่งของตำราที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนวิชาพุทธศาสนาในชีวิตคนไทย ในระดับปริญญาตรี อันที่จริงก็เป็นเพียงการศึกษาขั้นเบื้องต้นของผู้เขียนเท่านั้น แต่เมื่อเกิดการถกเถียงต่อต้านเกี่ยวกับงานศิลปะเกี่ยวพันหมิ่นเหม่ต่อศรัทธาที่มีต่อสัญลักษณ์ทางศาสนาของชาวไทย จึงอยากนำเรื่องนี้มาเสนอในประชาไท โดยให้ถือเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพื่อการศึกษาร่วมกันมากกว่าจะแสดงว่าผู้เขียนเป็นผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเทียบกับนักประวัติศาสตร์ด้านพุทธศิลป์ของไทยผู้เขียนยังเป็นเพียงผู้เริ่มต้นศึกษาเท่านั้น บทความชุดนี้ออกเป็น 4 ตอน ภายใต้หัวข้อใหญ่คือ “พระพุทธปฏิมา : จากองค์ประธานของเรื่องเล่าถึงหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์” ในที่ขอบคุณประชาไทที่อนุญาตให้นำเรื่องนี้มาตีพิมพ์ในที่นี้ด้วย<br><br></div><div>โดยสาระหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางวัตถุของพุทธศาสนาในชีวิตของชาวพุทธไทย ในเบื้องต้นจะเป็นการปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธรูปหรือพระพุทธปฏิมาตั้งแต่เริ่มแรกก่อนจะมีพระพุทธรูป คำถามหลักในบทความชุดนี้คือ พระพุทธรูปมีสถานะ บทบาท และนัยสำคัญอย่างไรในวิถีชีวิตของชาวพุทธไทย เป็นเครื่องมือสื่อสารธรรม เป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นเพียงวัตถุแห่งการค้า พระพุทธรูปมีความหมายอย่างไรเมื่อถูกสร้างขึ้นและนำไปประดิษฐานไว้ภายในสถานที่สำคัญ เช่น ในโบสถ์ วิหาร ลานพระเจดีย์ เป็นต้น ในบทสุดท้ายจะพูดถึงการท้าทายจารีตประเพณีเกี่ยวกับพระพุทธรูปในสังคมไทยของพุทธทาสภิกขุ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า” หรือ “พระพุทธเจ้าบังพระธรรม” ซึ่งนำไปสู่การปฏิเสธคุณค่าหรือความหมายของพระพุทธรูปตามจารีตของชาวพุทธ หวังว่าทั้งหมดนี้ จะช่วยให้เราได้เห็นคุณค่า ความหมายและบทบาทของพระพุทธรูปอันแตกต่างหลากหลายในสังคมไทย รวมทั้งคติความเชื่อและมุมมองต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับพระพุทธรูปของชาวพุทธไทยด้วย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706638312/589f63ad13b13100aead8de9af92782a/C2641F34_483C_4ABB_AB1E_C75D0B027308.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:10:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190949929</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายรัฐภูมิ ดีภูงา เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190952851</link>
         <description><![CDATA[<div>การศึกษาสมัยพุทธกาล<br>การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงบ้าง&nbsp; จากพระอรหันตสาวกบ้าง&nbsp; แล้วท่องจำไว้ด้วยปาก (มุขปาฐะ) นี้เป็นการเรียนหลักธรรมเรียกว่า คันถธุระ เรียนแล้วนำไปปฏิบัติเรียกว่า วิปัสสนาธุระ ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระสงสาวกได้ประชุมกันทำสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหมวดหมู่ มี ๓ หมวด คือ<br>หมวดพระสูตร เรียกว่า พระสุตันตปิฎก<br>หมวดพระวินัย เรียกว่า พระวินัยปิฎก<br>หมวดพระอภิธรรม เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก<br>ทั้งหมดรวมเรียกว่า “พระไตรปิฎก” พระสงฆ์สาวกสมัยนั้นก็ศึกษากันด้วยปากเป็นคณะๆ คณะละหมวดหนึ่งบ้าง สองหมวดบ้าง ต่อมาเมื่อพระพุทธพจน์หรือพระไตรปิฎกได้จารึกเป็นมคธ หรือที่เรียกว่า ภาษาบาลี พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาทั้งหลักภาษาและเนื้อหาธรรมะไปในตัว<br>ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายไปในนานาประเทศ บางประเทศก็ยังยึดหลักของภาษาบาลี ได้รักษาพระไตรปิฎกไว้ในรูปของภาษาบาลี แต่บางประเทศก็ปริวรรตเป็นภาษาในประเทศของตน &nbsp; ก็ย่อมมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง นานเข้าก็มีความคิดแตกต่าง กลายเป็นนิกายฝ่ายเหนือ-ฝ่ายใต้ ประเทศไทยของเราสืบทอดมาจากนิกายฝ่ายใต้ ที่เรียกกันว่า ฝ่ายหินยานหรือฝ่ายเถรวาท<br>เมื่อประมาณ พ.ศ. ๓๖๐ พระพุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่สุวรรณภูมิ โดยการนำของพระเถร ๒ รูป คือ พระโสณะกับพระอุตตระ จนกระทั่งมารุ่งเรืองขึ้นในสมัยลานนาไทย การศึกษาเจริญก้าวหน้ามาก ปรากฏว่ามีพระเถระหลายรูปที่ศึกษาอยู่ในระดับแตกฉานสามารถแต่งตำราอธิบายธรรมะเป็นภาษาบาลีได้อย่างเชี่ยวชาญ.</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706654558/a11c434d0fa7285cd91dfbdc746b9a47/received_1162353747893879.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:12:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190952851</guid>
      </item>
      <item>
         <title>39 ปภาวี (ฟ้า)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190955614</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>แต่นครรัฐแบบนี้ก็ต้องประสบกับหลักอนิจจัง อันหมายถึงภาวะของการเสื่อมโทรมเป็นที่สุด ความขัดแย้งทางชั้นวรรณะหาได้หยุดหรือปลอดจากการต่อสู้กันไม่ ทั้งนี้เพราะการขยายตัวของนครเองเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการขัดแย้งทางผลประโยชน์เศรษฐกิจขั้นพื้นฐาน มันอาจปะทุออกมาในรูปของสงครามแย่งชิงที่ทำกิน ดังเช่นในสมัยพระพุทธประวัตินั้น สงครามระหว่างนครเกิดขึ้นด้วยเหตุนี้อยู่เสมอ น่าเสียดายที่ในยุคนี้ไม่มีการบันทึกเชิงประวัติศาสตร์สังคมโดยตรงไว้ ทำให้การศึกษาในเรื่องนี้เป็นการเก็งหรือคาดคะเนกันมากกว่าใช้ข้อมูลมาวินิจฉัยอย่างรอบด้าน</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706635680/2a9813318ce6b5155df6d8ddc01baee4/e8c46a6e521bbb57922be39505598918.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:14:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190955614</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปาล์ม เลขที่24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190987054</link>
         <description><![CDATA[<div>การศึกษาของคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลศึกษาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงบ้าง&nbsp; จากพระอรหันตสาวกบ้าง&nbsp; แล้วท่องจำไว้ด้วยปาก (มุขปาฐะ) นี้เป็นการเรียนหลักธรรมเรียกว่า คันถธุระ เรียนแล้วนำไปปฏิบัติเรียกว่า วิปัสสนาธุระ ต่อมาเมื่อพระองค์เสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว พระสงสาวกได้ประชุมกันทำสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยไว้เป็นหมวดหมู่ มี ๓ หมวด คือ<br>หมวดพระสูตร เรียกว่า พระสุตันตปิฎก<br>หมวดพระวินัย เรียกว่า พระวินัยปิฎก<br>หมวดพระอภิธรรม เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706650705/13c27e0bce67453244c90709a683d765/received_700007361239290.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 08:38:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2190987054</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รัตนมณี นากอก เลขที่ 20 4/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191122480</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยพุทธกาลระบบวรรณะของพราหมณ์มีอิทธิพลมากพราหมณ์ถือว่าพวกตนเป็นวรรณะสูงสุดจึงได้มีการพัฒนาคำสอนและพิธีกรรมต่าง ๆ ให้สลับซับซ้อนมากขึ้นเช่นการทารุณกรรมสัตว์ด้วยการฆ่าสัตว์บูชายัญการกำหนดให้คนในวรรณะศูทรไม่มี สิทธิจะฟังจะกล่าวความในพระเวทที่เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์การกำหนดว่าพวกจัณฑาลหรือพวกนอกวรรณะไม่มีสิทธิได้รับการศึกษาผู้ฝ่าฝืนจะมีการกำหนดบทลงโทษไว้อย่างรุนแรงคือผ่าร่างกายออกเป็น ๒ ชักภาษาเดิม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706697612/5f23691d603ce5f62ec01fa82f9475ca/images__3__2_1.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 10:31:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191122480</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนภรณ์ ลีเเวง เลขที่17 เเหวน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191123053</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธศาสนา ก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า การที่เรานับถือพระพุทธศาสนา ก็คือนับถือคำสอนของพระพุทธเจ้า <br>ขอให้นึกย้อนหลังไปถึงสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าออกประกาศพระศาสนา ยังไม่มีพระพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายที่มาเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้า ก็คือต้องการมาฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่ต้องการฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็จึงเป็นผู้ฟังที่เราเรียกว่าเป็นสาวก คำว่าสาวกนั้น ก็แปลว่าผู้ฟังนั่นเอง <br>เมื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ไปปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ การฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วปฏิบัติตามนั้น ก็เป็นพระพุทธศาสนาอีก พระพุทธศาสนาจึงมีความหมายทั้งเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และการปฏิบัติตามคำสั่งสอนนั้น <br><br><strong>ถึงความหมายขยายไกล<br>ก็จับหัวใจพระพุทธศาสนาไว้ให้ได้<br></strong>ต่อมาก็มีการจัดตั้งเป็นชุมชน เป็นสถาบัน เป็นองค์กร หมายความว่า คนมารวมกันเรียน มาฟังคำสั่งสอน ขยายออกไป เรียกว่าเล่าเรียนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็ปฏิบัติ ทำกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นจำนวนมาก ก็ต้องมีการจัดสรรดูแลต่างๆ เพื่อให้คนทั้งหลายที่มาอยู่รวมกันเพื่อวัตถุประสงค์อย่างนี้ ได้เรียนได้ฟัง แล้วก็ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างได้ผล การจัดสรรดูแลให้มีการเล่าเรียน สดับฟัง และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่าเป็นพระพุทธศาสนาด้วย ความหมายของพระพุทธศาสนาก็เลยกว้างขวางออกไป <br>พอถึงขั้นจัดตั้ง การดูแลให้มีการเล่าเรียนและปฏิบัติ ก็เลยรวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาเป็นชุมชน เป็นองค์กร เป็นสถาบันหรืออะไรๆ ที่กว้างขวางออกไป ความหมายของพระพุทธศาสนาก็ขยายออกไป เป็นอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบันนี้ จนกระทั่งไปๆ มาๆ ก็เลยลืมไปเลย ไม่รู้ว่าตัวพระพุทธศาสนาคืออะไร อยู่ตรงไหน ถ้าไม่ทบทวนกันไว้ให้ดี ต่อไปก็จับไม่ถูก ว่าที่แท้นั้นพระพุทธศาสนาก็อยู่ที่จุดเริ่ม คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง<br>เพราะฉะนั้น จะต้องจับตัวพระพุทธศาสนาไว้ ให้อยู่ที่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้ามีการปฏิบัติ มีการเชื่อถือกันไปมากมายใหญ่โต<strong> </strong>แต่เสร็จแล้วไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่พระพุทธศาสนา&nbsp;<br>ที่ว่ามานี้เป็นเรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อน เป็นอันว่า คนที่มาหาพระพุทธศาสนา ก็คือต้องการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราไม่เอาอะไรอย่างอื่น เราไม่ได้ต้องการคำสั่งสอนของคนอื่น เป็นต้น<br>เมื่อเราต้องการคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นสมัยพุทธกาล จะทำอย่างไร เราก็ไปฟังพระพุทธเจ้า ถ้าอยู่ในวัดเดียวกับพระองค์ ก็ไปหาไปเฝ้าพระองค์ ไปที่ธรรมสภาที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงธรรม ไปฟังพระองค์ หรือซักถามพระองค์ ทูลถามปัญหาต่าง ๆ ให้พระองค์ตรัสตอบให้ ถ้าอยู่ไกลก็เดินทางมา บางคนมาจากต่างประเทศ ขี่ม้า หรือว่านั่งเกวียน เดินทางกันมาเป็นวัน เป็นเดือน ก็เพียงเพื่อมาฟังพระพุทธเจ้าสั่งสอน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706788832/d83dab07f14aee865a0e2e7ebc494bfd/FD4A521C_5E0B_4C42_8510_ED191E40D034.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 10:32:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191123053</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วนิดา (ชมพู่) ม.4/3 เลขที่31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191145423</link>
         <description><![CDATA[<div>ชาวตะวันตกมักมองปัญหาการปกครองเป็นเรื่องของระบบ ซึ่งอาจเพราะเชื่อว่าปัจเจกชนเหมือนกันในคุณธรรม ล้วนเป็น “สัตว์การเมือง” และต่างก็แสดงความต้องการทางการเมืองได้เท่าๆ กัน การปกครองในสายตาของชาวตะวันตกมักแบ่งหยาบๆ เป็นระบอบประชาธิปไตยและระบอบเผด็จการ ระบอบที่ใช้ในประเทศตะวันตก<br>เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย”&nbsp;การปกครองสมัยพุทธกาลมี 2 แบบ ได้แก่ แบบราชาธิปไตยและแบบคณาธิปไตย ซึ่งแบบคณาธิปไตยนี้มักเรียกกันภายหลังว่าระบอบสามัคคีธรรม เพราะอาศัยมติองค์ประชุมของตัวแทนเหล่าวรรณะกษัตริย์ มิใช่การตัดสินพระทัยของพระราชาเพียงพระองค์เดียว มีอาคารที่ประชุมทางการปกครอง ซึ่งเรียกว่าสัณฐาคาร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706697027/1f4afbd4bf9630f8a6a9ee8f6fafd8f1/lifeofbuddha_11_122.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 10:54:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191145423</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อนุพงษ์ กาญจนพานิช (โอ๊ค) ม.4/3 เลขที่ 26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191154724</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธศาสนาถือกำเนิดขึ้นพระพุทธเจ้าได้ปฏิวัติความเชื่อส่วนใหญ่ของคนยุคนั้นคือ ความ เชื่อถือในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า (เทวนิยม) พระพุทธศาสนาจัดอยู่ในประเภท (อเทวนิยม) คือไม่นับถือพระ เจ้า ทั้งยังเปิดโอกาสให้คนทุกชั้นวรรณะสามารถบวชได้ พระพุทธศาสนาจึงถือเป็นศูนย์รวมความเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน ต่อมาพระพุทธศาสนาจึงเจริญและแผ่ขยายไปทั่วชมพูทวีป</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706697043/5cec6c32e291410d06f892b255937636/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 11:04:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191154724</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า “เสวยวิมุติสุข” เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเองหลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ “อชปาล” แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมาระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดีทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ลืมพระเนตรแลมองเรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคาหรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยาความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเองรูปภาพประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า “เสวยวิมุติสุข” เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเองหลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ “อชปาล” แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมาระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดีทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ลืมพระเนตรแลมองเรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความเกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคาหรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยาความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิญ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191191414</link>
         <description><![CDATA[<div>วรากรณ์&nbsp;  เลขที่32 &nbsp;<br>&nbsp; ต้นกล้า<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706654349/ed9de364af12e0bad4c97baaba6f201b/received_1075756606620373.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-19 11:39:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191191414</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กีรติ เลขที่12 4/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191240687</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>พระพุทธศาสนา</strong> เข้ามาสู่ดินแดนที่เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a>ในปัจจุบัน เมื่อประมาณ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._236">พ.ศ. 236</a> สมัยเดียวกันกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2">ประเทศศรีลังกา</a> ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ 9 สาย โดยการอุปถัมภ์ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">พระเจ้าอโศกมหาราช</a> กษัตริย์อินเดีย ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">สุวรรณภูมิ</a> ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ทั้ง 7 ประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ ไทย <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2">พม่า</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2">ศรีลังกา</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8D%E0%B8%A7%E0%B8%99">ญวน</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2">กัมพูชา</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A7">ลาว</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">มาเลเซีย</a> ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1">จังหวัดนครปฐม</a>ของไทย เนื่องจากได้พบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8">โบราณวัตถุ</a>ที่สำคัญ เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พระปฐมเจดีย์</a> และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ แต่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2">พม่า</a>ก็สันนิษฐานว่ามีในกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2">พระพุทธศาสนา</a>เข้ามาสู่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4">สุวรรณภูมิ</a>ในยุคนี้ นำโดย<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0&amp;action=edit&amp;redlink=1">พระโสณะและพระอุตตระ</a> พระเถระชาว<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อินเดีย</a> เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706628911/69712fe3de91ea4eb6685834e80e88a8/557000001349001.JPEG" />
         <pubDate>2022-05-19 12:21:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191240687</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรากร โคตรอาษา เลขที่8 เติ้ล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191290814</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวพุทธ จึงมีอิทธิพลและความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยหลายประการด้านอุปนิสัย&nbsp; หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาทำให้คนไทยมีอุปนิสัย เช่น ความกตัญญูกตเวที เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความเมตตากรุณา เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับจากการอบรมสั่งสอนตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ด้านสังคม&nbsp; วัดเป็นศูนย์รวมของการดำเนินชีวิตของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลต่าง ๆ มักจะจัดที่วัด ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้รับความสนุกสนาน ได้พักผ่อนหย่อนใจ วัดยังเป็นศูนย์รวมความสามัคคี เป็นสมบัติส่วนรวมที่ประชาชนจะมาพบปะสังสรรค์และมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นต้นด้านการศึกษา&nbsp; ในสมัยโบราณ ชาวบ้านมักจะพาลูกหลานไปฝากไว้กับพระสงฆ์ที่วัด เพื่อให้เรียนหนังสือ และได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา วัดจึงเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน และในปัจจุบันได้มีการจัดสร้างโรงเรียนขึ้นในวัด หรืออาศัยที่ดินของวัดปลูกสร้างโรงเรียนอีกด้วย ด้านประเพณีและวัฒนธรรม&nbsp; ประเพณีและวัฒนธรรมของไทยส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา เช่น ประเพณีการทอดกฐิน การอุปสมบท การทำบุญเลี้ยงพระ และบางประเพณีก็นำพระพุทธศาสนาเข้าไปผสมผสาน เช่น งานแต่งงาน งานสงกรานต์ งานศพ เป็นต้น ตลอดจนวัฒนธรรมการกราบไหว้ ที่คนไทยได้สืบต่อกันมาจนเป็นวัฒนธรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706788832/189d702c00482480edd01a005c9a8c1a/2842E7DB_32B2_46A6_9063_0E1AEED025E8.webp" />
         <pubDate>2022-05-19 12:55:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191290814</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จิรโชติ หารสระคู  เก๋ง เลขที่6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191324344</link>
         <description><![CDATA[<div>วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ในสมัยพุทธกาล ที่ข้าพเจ้าสังเกตุได้ มีดังนี้<br><br></div><div>๑.รุกเข้าเมืองใหญ่คือแคว้นมคธ&nbsp; โดยปราบชฎิล ๓ พี่น้อง ให้มาเป็นสาวก แล้วจึงธรรมยาตราเข้าเมือง<br><br></div><div>๒.ให้พระสงฆ์ที่รู้ธรรมวินัยแล้ว จาริกไปทุกทิศทาง เพื่อประกาศคำสอน<br><br></div><div>๓.ปราบคนสำคัญที่มีอุปนิสัยในเหตุการณ์สำคัญ ๆ &nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706631801/2d534610ec6df74f38f1546931f31cfd/f0f325e32cbc70f4fe331c591668b021.jpg" />
         <pubDate>2022-05-19 13:16:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2191324344</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นันทวัฒน์ นามสมบัติ เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2192575433</link>
         <description><![CDATA[<div>ประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี &nbsp; ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗ วัน คำว่า “เสวยวิมุติสุข” เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็คือ พักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง&nbsp; หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้นนิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ “อชปาล” แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมา&nbsp; ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี&nbsp; ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสา...</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706650451/5458d3f97c6178be9733e661beb2372a/received_529572382205090.jpeg" />
         <pubDate>2022-05-20 06:44:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2192575433</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กิตติภพ พลอาษา เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2197340076</link>
         <description><![CDATA[<div>พระพุทธศาสนากำเนิดในประเทศอินเดียและได้เผยแผ่เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งรวมทั้งที่เป็นดินแดนของไทยในปัจจุบัน และดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ในราวประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าปี พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา ทรงเป็นพุทธมามกะ และได้ให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนามาโดยตลอด<br>&nbsp;คนไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาจึงได้นำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักสำคัญในการดำรงชีวิต ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข<br>ชีวิตคนไทยผูกพันอยู่กับพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าทุกหมู่บ้านจะมีพระสงฆ์เป็นศูนย์รวมทางจิตใจคอยช่วยแนะแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และมีวัดเป็นศูนย์กลางในการจัดงานต่าง ๆ ทั้งทางด้านสังคม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและอื่น ๆ ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทุกคน&nbsp;<br>พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย และเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวพุทธ จึงมีอิทธิพลและความสำคัญต่อวิถีชีวิตของคนไทยหลายประการ<br><br>&nbsp;<br><br>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://mpics.mgronline.com/pics/Images/557000001805901.JPEG" />
         <pubDate>2022-05-24 08:32:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/parita601/Bookmarks/wish/2197340076</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
