<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่ 3  by Pop Phochakorn</title>
      <link>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9</link>
      <description>Made with joy</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-06-23 02:15:01 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2018-08-03 20:05:40 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>มุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อ</title>
         <author>naddi_2005</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271481476</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>บทที่3<br></strong><br></div><div>การศึกษาเรื่อง มุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อมีระเบียบดังนี้<br><br></div><div>3.1 ระเบียบการวิจัย<br><br></div><div>3.2 ประชากรณ์และกลุ่มตัวอย่าง<br><br></div><div>3.3 เครื่องมือที่ทำในการศึกษา<br><br></div><div>3.4 เก็บรวบรวมข้อมูล<br><br></div><div>3.5 วิเคราะห์ข้อมูล<br><br></div><div><strong>3.1 ระเบียบการวิจัย<br></strong><br></div><div>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิญปริมาณ (Quantitative Research) ในรูปแบบวิจัยเชิญสำรวจโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้านเหตุผลส่วนบุคคล เหตุผลของความคิด เหตุผลด้านหลักสูตร และการตัดสินใจเลือกPIM ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่6 สังกัด3จังหวัดภาคใต้ที่เป็นศาสนาอิสลาม ประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และในสถาบันPIMที่กำลังศึกษาอยู่(ศาสนาอิสลาม)<br><br></div><div><strong> 3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br></strong><br></div><div>ผู้วิจัยได้ออกแบบสอบถามเพื่อศึกษามุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อโดยจะสอบถามประชากรที่เป็นอิสลามสามจังหวัดในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์  เพื่อเป็นข้อมูลล่าสุดและสอบถามตามโรงเรียนในพื้นที่3จังหวัดภาคใต้โดยสุ่มกลุ่มโรงเรียนที่เปิดสอนศาสนาอิสลามและสายสามัญ<br><br></div><div>           <strong>ด้านประชากร</strong>  กลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ที่เป็นศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มนักศึกษาสามจังหวัดภาคใต้และกลุ่มตัวอย่างคนทั่วไปอยู่อาศัยอยู่3จังหวัดและบุคลากรภายในโรงเรียนในพื้นที่3จังหวัดที่เปิดสอนศาสนาและสามัญ<br><br></div><div><strong>         ด้านกลุ่มตัวอย่าง </strong>กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ที่เป็นศาสนาอิสลามเป็นกลุ่มนักศึกษาสามจังหวัดภาคใต้ เป็นกลุ่มตัวอย่างที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2560 จำนวน52 คนและในปีการศึกษา2561 จำนวน67 คน เพื่อเป็นข้อมูลล่าสุดในการตัดสินใจ และ ประชากรที่อาศัยอยู่3จังหวัด ที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ สอบถามตามโรงเรียนในสอนศาสนาและสามัญพื้นที่3จังหวัดภาคใต้ทั้งบุคลากรและนักเรียนจำนวนของคนทั่วไปทั้งหมด 81 คนโดยดำเนินการแจกแบบสอบถามแก่กลุ่มตัวอย่างและอธิบายวิธีการตอบด้วยตัวเอง<br><br></div><div><strong>3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา </strong>ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์เรื่องมุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อ โดยมีรายละเอียดดังนี้<br><br></div><div> ส่วนที่1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามกรอกและแบบสอบถามปลายปิดและมีหลายตัวเลือก (Multiple Choice Questions) ลักษณะของคำตอบเป็นแบบสำรวจรายการ (http://cid.buu.ac.th/information/MCQ.pdf  ) โดยทำการเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดแบบสอบถามจะเป็น2แบบ คือเฉพาะ นักศึกษาที่กำลังกลังศึกษาอยู่ในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นเด็ก3จังหวัดภาคใต้ที่เป็นอิสลาม แบบสอบถามจะประกอบด้วย เพศ, จังหวัดที่อาศัย, ประเภทโรงเรียนที่จบศาสนา , อาชีพครอบครัว <br><br></div><div>และแบบสอบถามทั่วไปสำหรับคนสามจังหวัดโดยเฉพาะ แบบสอบถามจะประกอบด้วย เพศ, จังหวัดที่อาศัย, ประเภทโรงเรียนปัจจุบัน ,ระดับการศึกษา, อาชีพ , อาชีพครอบครัว <br><br></div><div>ส่วนที่2 ข้อเสนอแนะอื่นๆที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์  เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้เสนอความคิดความเข้าใจด้านสถาบันแห่งนี้เพื่อตัดสินใจให้บุตรหลานเข้าศึกษาต่อโดยใช้แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended Questions)  <br><br></div><div><strong>ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ <br></strong><br></div><div><strong>1.</strong>       ทำการศึกษาค้นขว้าเบื้องต้นจากแนวคิดทฤษฎีงานศึกษาต่างๆ</div><div>2.       กำหนดขอบเขตและโครงสร้างเนื้อหาแบบสอบถามตามตัวแปรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับประเด็นปัญหาและตามวัตถุประสงค์ที่ได้เรียงลำดับตามลักษณะของคำถามที่แยกไว้ ตามกรอบแนวคิดการศึกษา</div><div>3.       จัดพิมพ์แบบสอบถามเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา</div><div>4.       ปรับปรุงแบบสอบถามเพื่อให้แบบสอบถามมีความชัดเจนและถูกต้องก่อนนำไปใช้</div><div>5.       แบบสอบถามที่แก้แล้วสามารถทดลองใช้กับนักเรียน นักศึกษาและบุคคลทั่วไปใน3จังหวัดได้<br><br></div><div><strong> <br></strong><br></div><div><strong>การเก็บรวบรวมข้อมูล<br></strong><br></div><div><strong>        </strong>   การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษามุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อ มีแหล่งข้อมูลค้นขว้าประกอบด้วย 2 ส่วนคือ<br><br></div><div><strong>ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data)</strong> โดยการใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากตัวแปรคือมุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อของกลุ่มตัวอย่างจำนวน200ชุด โดยแบ่งเป็น นักศึกษาในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ศาสนาอิสลาม119ชุด และบุคคลทั่วไปในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้เช่น คณะครูของโรงเรียนสอนสามัญและศาสนาและบุคลากรในโรงเรียนและคนในพื้นที่เป็นต้น จำนวน81ชุด รวมทั้งหมด200ชุดของแบบสอบถามโดยมีขั้นตอนดำเนินการต่อไปนี้<br><br></div><div>1.       ดำเนินการแจกแบบสอบถามยังกลุ่มตัวอย่างภายในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ที่เฉพาะเด็กสามจังหวัดที่เป็นศาสนาอิสลามระหว่างวันที่ 1สิงหาคม2561ถึงวันที่7 สิงหาคม2561 และแจกแบบสอบถามยังกลุ่มตัวอย่าง3จังหวัดภาคใต้1สิงหาคม2561ถึงวันที่19สิงหาคม2561 พร้อมอธิบายวิธีการตอบแบบสอบถาม</div><div>2.       ดำเนินการแยกแบบสอบถามที่สมบุรณ์แบบ เพื่อไปประกอบในการวิจัยต่อไป<br><br></div><div><strong>ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data)</strong> โดยการทบทวนข้อมูลที่ได้ทังหมดจากหนังสือ จากบทความ และข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต <br><br></div><div><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล <br></strong><br></div><div>การวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามผู้ศึกษาได้ดำเนินการตรวจสอบครบถ้วนสมบูรณ์แบบของการตอบแบบสอบถามโดยแยกแบบสอบถามไม่สมบุรณ์ออกและมารวบรวมข้อมูลสมบุรณ์มาประมวลผลโดยมีวิธีวิเคราะห์ข้อมูลค่าสถิติต่างๆซึ่งใช้โปรแกรม IBM SPSS statistics แสดงผลวิเคราะห์และบันทึกไว้ เพื่อวิเคราะห์วัตถุประสงค์ส่วนบุคคล ปัจจัยด้านความคิด และปัจจัยส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มีดังนี้<br><br></div><div>1.       วัตถุประสงค์ ส่วนบุคคล เพศ จังหวัดที่อาศัย โรงเรียนปัจจุบัน ศาสนา อาชีพ ค่าสถิติที่ใช้คือร้อยละ (Percentage)</div><div>2.       ปัจจัยด้ายความคิด มีความเข้าใจในรูปแบบการสอน รูปแบบการฝึกงาน มีความชื่นชอบกับสถาบันมากน้อยเพียงใด ค่าสถิติที่ใช้ค่าเฉลี่ย(Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)</div><div>3.       ปัจจัยส่งผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อ มีสนใจในรูปแบบการศึกษาที่ต่างกับมหาลัยอื่น มีรายได้ในระหว่างฝึกปฎิบัติงาน<br><br></div><div> <br><br></div><div><strong> <br></strong><br></div><div> <br><br></div><div><strong> <br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-30 21:39:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271481476</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรและแนวทางการปรับตัวด้านการตลาดเพื่อความอยู่รอดของสถาบันอุดมศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 : กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
         <author>tanakorn_handsome</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271690298</link>
         <description><![CDATA[<div>โดย...ธนากร โพชากรณ์<br><br><strong>บทที่ 3</strong></div><div><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong></div><div> </div><div>การวิจัยเรื่องกลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรและแนวทางการปรับตัวด้านการตลาดเพื่อความอยู่รอดของสถาบันอุดมศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 : กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นงานวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยในส่วนแรก เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ศึกษาจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดีทุกคณะ เกี่ยวกับวิสัยทัศน์การบริหาร กลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรและแนวทางการปรับตัวการตลาด ในมุมมองของผู้กำหนดทิศทางในการบริหาร เพื่อเป็นการปูแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม ส่วนที่สองเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กับกลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่กำหนดไว้ ได้แก่ บุคลากรทุกประเภท นักศึกษา และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งในส่วนที่สาม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม (Focus-group Interview) กับตัวแทนคนกลุ่มใหญ่นั่นคือนักศึกษาและผู้ปกครองที่เปรียบเสมือนลูกค้าในการเข้ามาศึกษาและการบอกต่อบุคคลภายนอก โดยการสนทนากลุ่มนั้น จะเชิญมาสนทนาพร้อมกันจำนวน 7-8 คน ใช้คำถามทั้งปลายปิดและปลายเปิด โดยมีวิธีดำเนินงานวิจัยดังนี้</div><div><strong> </strong></div><div><strong><mark>ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง</mark></strong></div><ul><li><strong>ประชากร</strong></li></ul><div>ประชากรในการวิจัยเรื่องนี้ คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย ผู้บริหารและบุคลากรสายวิชาการจำนวน 534 คน บุคลากรสายสนับสนุนจำนวน 394 คน นักศึกษาจำนวน 13,798 คน และผู้ปกครองจำนวน 13,798 คน รวมทั้งสิ้น 28,524 คน</div><ul><li><strong>กลุ่มตัวอย่าง</strong></li></ul><div>ผู้วิจัยได้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เพื่อจัดกลุ่มย่อยของประชากร และใช้สูตรของ Taro Yamane (Yamane, 1973) เพื่อสุ่มจำนวนประชากรจากแต่ละกลุ่ม ใช้ค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 จากนั้นใช้เกณฑ์ร้อยละหาสัดส่วนประชากรรายกลุ่ม โดยมีค่าร้อยละที่ 30% ตามมาตรฐาน จึงจำนวนกลุ่มตัวอย่างเพื่อทำการศึกษา จำนวน 361 คนดังนี้ </div><div> </div><div> | ประเภทประชากร | จำนวนและการแบ่งกลุ่มประชากรแบบชั้นภูมิ Stratified Random Sampling | จำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่างจากสูตร Taro Yamane | จำนวนกลุ่มตัวอย่าง วัดจากสัดส่วนประชากรโดยใช้เกณฑ์ร้อยละ 30<br> | ผู้บริหารและบุคลากรสายวิชาการ | 534 | 229 | <strong>68</strong><br> | บุคลากรสายสนับสนุน | 394 | 198 | <strong>59</strong><br> | นักศึกษา | 13,798 | 389 | <strong>117</strong><br> | ผู้ปกครอง | 13,798 | 389 | <strong>117</strong><br> | <strong>รวม</strong> | <strong>28,524</strong> | <strong>1,205</strong> | <strong>361</strong></div><div> </div><div><strong><mark>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย</mark></strong></div><div>          งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods) ดังนั้นจึงมีการใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน ซึ่งในแบบแรกที่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล โดยตั้งคำถามเพื่อสัมภาษณ์ที่มาจากการอ้างอิงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยเน้นมุมมองและการบรรยายจากผู้ให้สัมภาษณ์ และสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้แบบสอบถามที่มาจากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและตัวแปรที่จะศึกษาเป็นแนวทางในการร่างข้อคำถามก่อนให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบและให้คำแนะนำ โดยการตรวจสอบหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) นั้นจะต้องมีค่า IOC มากกว่า 0.5 ในทุกข้อคำถาม และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) มากกว่า 0.75 ถึงจะเป็นที่ยอมรับและดำเนินการต่อไปได้ </div><div><strong> </strong></div><div><strong><mark>การเก็บรวบรวมข้อมูล</mark></strong></div><div>          การเก็บรวมรวบข้อมูลวิจัยเรื่องนี้ ดำเนินการจากการส่งหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามด้วยตนเองจากกลุ่มตัวอย่างที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย บุคลากรในมหาวิทยาลัย นักศึกษา และผู้ปกครอง โดยในส่วนของการสนทนากลุ่มย่อย มีการเชิญบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนนักศึกษาและผู้ปกครองจากกลุ่มตัวอย่างมาสนทนาร่วมกัน</div><div><strong>  </strong></div><div><strong><mark>การวิเคราะห์ข้อมูล</mark></strong></div><div>          การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยในส่วนแรกที่เป็นการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกของผู้บริหารมหาวิทยาลัยนั้น ผู้วิจัยเอาผลมาวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยผ่านขั้นตอนของการสรุป (Conclusion) ตีความ (Interpretation) และตรวจสอบความถูกต้อง(Verification)</div><div>          ในส่วนถัดมา เป็นการวิเคราะห์แบบสอบถาม(Questionnaire) ที่เก็บรวบรวมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้จำนวน 361 คน โดยใช้สถิติพื้นฐานคำนวณจากโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้และความโด่ง และจากวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโดยอ้างอิงจากทฤษฎีที่ใช้</div><div>          และส่วนสุดท้าย ใช้วิธีถอดเทปและตีความเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) พร้อมเชื่อมโยงทฤษฎีและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาสรุปเป็นประเด็นให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์</div><div>          </div><div> </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-01 17:33:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271690298</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรีนันท์มนัส อัครพรชัยสถิตบทที่3วิธีการดำเนินการวิจัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271805512</link>
         <description><![CDATA[<div>การวิจัยเรื่องปัจจัยด้านส่วนประสมการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรี มีการดำเนินการวิจัยตามลำดับดังนี้ </div><div> </div><div>1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย </div><div>2. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </div><div>3. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </div><div>4. การเก็บรวบรวมข้อมูล </div><div>5. การจัดระบบทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล </div><div>6. สถิติที่ใช้ในการวิจัย </div><div> </div><div><strong>1.การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย </strong></div><div> </div><div><strong>ประชากร </strong></div><div>ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคคลผู้ที่ซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรี</div><div><strong>กลุ่มตัวอย่าง </strong></div><div>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้บุคคลผู้ที่ซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรี  เนื่องจากไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ดังนั้นผู้วิจัยจึงกำหนด ขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยการคำนวณจากสูตร กรณีไม่ทราบจำนวนประชากร การคำนวณหากลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ตามสูตรของW.G.Cochran  (1977)<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img width="79" height="2"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>สูตร  n  =   P( 1-P ) Z<sup>2<br></sup><br></div><div><sup>                      </sup>e<sup>2<br></sup><br></div><div> <br><br></div><div>                   เมื่อ  n        =      ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง<br><br></div><div>   P       =      สัดส่วนประชากรที่สนใจศึกษา 0.5<br><br></div><div>   Z       =      ระดับความเชื่อมั่น  95 % หรือ 0.05 จะมีค่า Z = 1.96 <br><br></div><div>                e       =      ค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้นได้ 5% หรือ 0.05<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img width="116" height="2"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>                แทนค่า   n  =   (0.5)(1 - 0.5)(1.96)<sup>2</sup>  <br><br></div><div>                                                   (.05)<sup>2</sup>                  <br><br></div><div>                                   =         384.16 <br><br></div><div>            ใช้ขนาดตัวอย่างอย่างน้อย 384 คน จึงจะสามารถประมาณค่าร้อยละ โดยมีความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 5 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เพื่อความสะดวกในการประเมินผลและการวิเคราะห์ขอ้มูล ผู้วิจัยจึงใช้ขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 420 ตัวอย่าง ซึ่งถือได้ว่าผ่านเกณฑ์ตามที่เงื่อนไขกำหนด คือไม่น้อยกว่า 384 ตัวอย่าง<br><br></div><div> </div><div><strong>การเลือกกลุ่มตัวอย่าง </strong></div><div> </div><div>สำหรับวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยมี ขั้นตอนดังนี้</div><div>            สำหรับวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยมี ขั้นตอนดังนี้ </div><div>ขั้นที่ 1 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sample) โดยแบ่งกลุ่ม ตัวอย่างออกตามการแบ่งเขตการปกครองของนนทบุรี ซึ่งเขตการปกครองมีจำนวนทั้งสิ้น 6  อำเภอได้แก่ อำเภอไทรน้อย อำเภอบางกรวย</div><div>อำเภอบางบัวทอง  อำเภอบางใหญ่  อำเภอปากเกร็ด  อำเภอเมืองนนทบุรี</div><div>ขั้นที่ 2 ใช้วิธีแบบโควตา (Quota Sampling) โดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างในแต่ละอำเภอที่ถูกเลือกจากการใช้วิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sample) ให้มี จำนวนเท่ากันดังนี้ </div><div> </div><div>ขนาดของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละอำเภอ       =  ขนาดของกลุ่มตัวอย่างทั้งหนมด </div><div>    จำนวนเขตการปกครองที่ถูกเลือก </div><div> </div><div>                                                                        =<figure class="attachment attachment--preview"><img width="26" height="29"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div> </div><div>ดังนั้นขนาดของกลุ่มตัวอย่างในแต่ละอำเภอ = 70 ตัวอย่าง </div><div>ดังนั้น ขนาดของกลุ่มตัวอย่างแต่ละอำเภอที่ถูกเลือก คือ ใน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอไทรน้อย อำเภอบางกรวย อำเภอบางบัวทอง  อำเภอบางใหญ่  อำเภอปากเกร็ด  อำเภอเมืองนนทบุรี</div><div> </div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอไทรน้อย                 =70  คน </div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอบางกรวย                  = 70  คน</div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอบางใหญ่                 = 70  คน</div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอปากเกร็ด                 = 70  คน</div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอเมืองนนทบุรี            = 70  คน</div><div>จำนวนกลุ่มตัวอย่างของอำเภอบางบัวทอง              = 70  คน</div><div> </div><div> </div><div>รวม                              = 420  คน <br>ขั้นที่ 3 ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างโดยอาศัยความสะดวก (Convenience Sampling) เพื่อ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามที่ห้างสรรพสินค้า ชุมชน หรืออาคารสำนักงานที่อยู่ในอำเภอต่างๆ ทั้ง 6 อำเภอ กลุ่มอำเภอที่ได้รับการสุ่มในขั้นที่ 1 ได้แก่ผู้บริโภคที่ไม่เคยซื้อและซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรี</div><div> </div><div><strong>2. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </strong></div><div> </div><div>1.ศึกษาเอกสารข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างๆเพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถาม </div><div>2.สร้างแบบสอบถามโดยขอบเขตของแบบสอบถามจะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด และพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรี</div><div>3.รูปแบบของแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน </div><div>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) มี 3 ส่วนคือ </div><div><strong>ส่วนที่ 1 </strong>เป็นคำถามข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะโดยทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน จำนวนสมาชิกในครอบครัว ลักษณะคำถามเป็นแบบปลายปิด จำนวน 7 ข้อ มีลักษณะคำถามเป็นแบบมีหลายคำตอบให้เลือก (Multiple Choice Questions) โดยให้เลือกตอบเพียงข้อเดียว แต่ละข้อคำถามมีระดับการวัดข้อมูล ประเภทต่างๆ ดังนี้ </div><div>เพศ ระดับการวัดข้อมูล ประเภทนามบัญญัติ (Nominal Scale) </div><div>อายุ ระดับการวัดข้อมูล ประเภทเรียงลำดับ (Ordinal Scale) </div><div>สถานภาพสมรส ระดับการวัดข้อมูล ประเภทนามบัญญัติ (Nominal Scale) </div><div>ระดับการศึกษา ระดับการวัดข้อมูล ประเภทเรียงลำดับ (Ordinal Scale) </div><div>อาชีพ ระดับการวัดข้อมูล ประเภทนามบัญญัติ (Nominal Scale) </div><div>รายได้ ระดับการวัดข้อมูล ประเภทเรียงลำดับ (Ordinal Scale) </div><div>จำนวนสมาชิกในครอบครัวระดับการวัด ประเภทเรียงลำดับ(Ordinal Scale) </div><div> </div><div> </div><div><strong>ส่วนที่2</strong>คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของประชากรในอำเภอนนทบุรี ประกอบด้วย ขนาดของพื้นที่ใช้สอยที่ต้องการซื้อ งบประมาณในการซื้อ บุคคลที่มี อิทธิพลต่อการซื้อ</div><div> </div><div> </div><div><strong>ส่วนที่ 3 </strong>เป็นคำถามที่เกี่ยวกับปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาด โดยแยกเป็นปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการส่งเสริมการตลาด ซึ่งข้อคำถามทั้งหมด ใช้คำถามปลายปิด แบบ Numerical Rating Scale ลักษณะตัววัดแบบ Likert Scale โดยพิจารณาข้อมูลแบบช่วง (Interval Scale) การให้คะแนนมีเกณฑ์ดังนี้</div><div><strong>      คะแนน                   ระดับค่าคะแนน </strong></div><div>5                                  ระดับความสำคัญมากที่สุด </div><div>4                                  ระดับความสำคัญมาก </div><div>3                                  ระดับความสำคัญ ปานกลาง </div><div>2                                  ระดับความสำคัญน้อย </div><div>1                                                                    ระดับความสำคัญน้อยที่สุด </div><div> </div><div>เมื่อรวบรวมข้อมูลและแจกแจงความถี่แล้ว ใช้คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างมาพิจารณา ระดับความถี่ ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ สูตรการคำนวณระดับการให้คะแนนเฉลี่ยในแต่ละ ระดับชั้น โดยใช้สูตรการคำนวณช่วงความกว้างของชั้น (มัลลิกา บุนนาค.2537 : 29) ดังนี้ </div><div>ความกว้างของชั้น                 ข้อมูลที่มีค่าสูงสุด – ข้อมูลที่มีค่าต่ำสุด </div><div>จำนวนชั้น </div><div> </div><div>=<figure class="attachment attachment--preview"><img width="37" height="32"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>= 0.8</div><div> </div><div>เกณฑ์การแปลความหมายของคะแนน</div><div>คะแนนเฉลี่ย 4.21 – 5.00 หมายถึง ระดับความสำคัญอยู่ในระดับสูงมาก</div><div>คะแนนเฉลี่ย 3.41 – 4.20 หมายถึง ระดับความสำคัญอยู่ในระดับสูง</div><div>คะแนนเฉลี่ย 2.61 – 3.40 หมายถึง ระดับความสำคัญอยู่ในระดับปานกลาง</div><div>คะแนนเฉลี่ย 1.81 – 2.60 หมายถึง ระดับความสำคัญอยู่ในระดับต่ำ</div><div>คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.80 หมายถึง ระดับความสำคัญอยู่ในระดับต่ำมาก</div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>3.ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย </strong></div><div> </div><div>1. ศึกษาข้อมูลจากตำรา เอกสาร ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดขอบเขต ของการวิจัย </div><div>2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามจากเอกสาร เพื่อกำหนดขอบเขตและเนื้อหาของ แบบสอบถามจะได้มีความชัดเจนตามความมุ่งหมายของการวิจัยยิ่งขึ้น </div><div>3. นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย เพื่อพิจารณา ตรวจสอบความถูกต้อง และเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อนำมาแก้ไข </div><div> </div><div><strong>4.การเก็บรวบรวมข้อมูล</strong></div><div><strong> </strong></div><div>การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) โดยมุ่งศึกษาปัจจัยที่ ส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของประชากรในเขตนนทบุรีซึ่งผู้วิจัยได้เก็บรวบรวม ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย เพื่อนำมาวิเคราะห์จาก 2 แหล่ง ดังนี้ </div><div>4.1ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเองโดยอาศัยเครื่องมือที่มีความเหมาะสมสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ข้อมูลในส่วนนี้ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมจากกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ กลุ่มตัวอย่างลูกค้าที่เคยซื้อบ้านจัดสรรและไม่เคยซื้อในเขตอำเภอนนทบุรี จากแบบสอบถามจำนวน 420 ชุด   <br><br></div><div>4.2ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่สามารถนำมาอ้างอิงได้ โดยศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากบทความเอกสารวิชาการ วิทยานิพนธ์ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรีในการกำหนดกรอบ แนวคิดตามทฤษฎี และสามารถใช้อ้างอิงในการเขียนรายงานผลการวิจัยได้  <br><br></div><div>4.3นำข้อมูลแบบสอบถามฉบับที่มีคำตอบครบถ้วนสมบูรณ์มาทำการลง รหัส (Coding)  เพี่อนำไปวิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลทางสถิติต่อไป  <br><br></div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>5. การจัดระบบทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล </strong></div><div> </div><div>เมื่อได้แบบสอบถามคืนกลับมาแล้วผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามที่รวบรวมได้มาดำเนินการ ต่อไปนี้ ได้แก่ </div><div>1. การตรวจสอบข้อมูล (Editing) ผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามที่ได้รับทั้งหมดมาตรวจสอบ ความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม เพื่อคัดแบบสอบถามไม่สมบูรณ์ออก </div><div>2. การลงรหัส (Coding) ผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามฉบับที่มีความสมบูรณ์ถูกต้องเรียบร้อยมา ลงรหัสตามที่กำหนอไว้ในแบบสอบถามแต่ละส่วน </div><div>3. การประมวลผลข้อมูล (Processing) นำแบบสอบถามที่ลงรหัสเรียบร้อยแล้วมาบันทึกลง ในคอมพิวเตอร์และประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป SPSS</div><div> </div><div><strong>6. สถิติที่ใช้ในการวิจัย </strong></div><div> </div><div>ในการคำนวณค่าสถิติเบื้องต้นของข้อมูลที่เก็บรวบรวม เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม โดยใช้สถิติดังนี้</div><div>            1          สถิติเชิงพรรณา<strong> </strong>(Descriptive Statistics)<strong> </strong>เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูล  เช่น  ค่าเฉลี่ย (mean)   ความถี่ (Frequencies)   ค่าร้อยละ (Percentage)  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และตารางโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคณิตศาสตร์                                                                                                              2           สถิติเชิงอนุมาน  (Inferential  Statistice) เพื่อทดสอบสมมติฐานโดยใช้ Independent     t-test   และ  One-way      ANOVA    ทดสอบสมมติฐานของงานวิจัย การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ( Multiple Regression ) เพื่อ อธิบายผลของตัวแปรอิสระมากกว่าหนึ่งตัวแปรที่มีผลต่อตัวแปรตาม</div><div> </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-02 17:45:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271805512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่3วิธีดำเนินการวิจัยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกเสพสื่อสิงพิมพ์ของคนในยุคนี้ซึ่งจำแนกตามปัจจัย ส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ สถาภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ดังนี้	1.  วิธีการวิจัย  2.  ประชากร  3.  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล  4.  การสร้างและตรวจสอบเครื่องมือ  5.  การเก็บรวบรวมข้อมูล 6.  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล</title>
         <author>kopgolf</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271914159</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-03 20:05:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/uuavza1le8p9/wish/271914159</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
