<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่ 2  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง by Mam</title>
      <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e</link>
      <description>Made with charm</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-06-23 01:59:53 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-14 16:42:52 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ดวงจันทร์ (บี)</title>
         <author>duangchan</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270017903</link>
         <description><![CDATA[<div>ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง<br><br> “Social Media มันคืออะไร” (2552) ได้อธิบายเก ี่ ยวกับ Social Media ว่าหมายถึง สังคม ออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร เขียนเล่า เรียบเรียงเน ื้ อหา เร ื่องราวจากประสบการณ์พร้อมบทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนข ึ้ นเอง ทําข ึ้ นเอง หรือพบเจอจากส ื่ ออื่น ๆ แล้วนํามาแบ่งปันให้กับผู้อื่น ที่อยู่ในเครือขายของต ่ ัวเองผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ปัจจุบัน การส ื่ อสารแบบน ี้ จะทําผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น <br><br><br> Biologystem (2556) Social Media คือ สื่อยุคใหม่ที่กําลงเขั ้ามามีบทบาทสําคัญในทุก วงการ ทั้งชีวิตประจําวัน และการดําเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างย ิ่งเป็นส ื่ อที่นิยมใช้สื่อสารการตลาด เพ ื่ อการ โปรโมท และทํากิจกรรมทางการตลาดออนไลน์ในหลาย ๆ รูปแบบ<br><br> <br> <mark>รัฐญา มหาสมุทร และ วรัชญ์ ครุจิต (2559) </mark>ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารของผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ในโลกออนไลน์ที่มีผลต่อทัศนคติของกลุ่มผู้ติดตาม พบว ่าผู้ติดตามเลือกเปิดรับสื่อเฉพาะเรื ่องที่ตนเองให้ ความสนใจ โดยมีการอธิบายเนื้อหาอย ่างละเอียด ใช้ รูปภาพช่วยสร้างแรงดึงดูดและน่าสนใจ ส่วนผู้ติดตามที่ ให้ความสนใจกับคลิปวิดีโอจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่นำเสนอ <br><br><mark>ปารัณ เจียมจิตต์ตรง  ผู้เป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์  ประจำนิตยสารแพรว  (2561)</mark><br>กล่าวไว้ว่า Content is King and Form is Queen คือเปรียบเทียบว่าคอนเทนต์หรือเนื้อหาสำคัญที่สุด ส่วนรูปแบบการเขียนเป็นสิ่งสำคัญรองจากเนื้อหา  เป็นจริงที่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตสื่อคือคอนเทนต์ เพราะเนื้อหาสร้างยากที่สุดในกระบวนการผลิต<br><br>-คอนเทนต์จะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรก็ได้  เปลี่ยนได้มากมายหลายรูปแบบ  เพราะถ้ามีคอนเทนต์ที่ดีๆ จะเอาไปทำเป็นรูปแบบอะไรก็ได้  เหมือนอย่างเช่นเรื่อง “นาร์เดีย” ที่นอกจากจะเป็นหนังสือแล้วยังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย<br><br>-ดังนั้นนิตยสารในทุกวันนี้จึงเหมือนทำ 2 ขาไปพร้อมๆ กัน  คือทำนิตยสารเล่มที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และทำนิตยสารออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย  ซึ่งคนที่ทำงานด้านนิตยสารออนไลน์นี้  มากกว่า 70%  เคยเป็นคนทำนิตยสารเล่มมาก่อน<br><br>-นิตยสารแพรวปัจจุบันยังอยู่ได้ เพราะเป็นนิตยสารของผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงไม่ยอมหยุดสวยไม่ว่าจะเป็นวันใด  จะตกงานหรือจะอกหักผู้หญิงก็ต้องสวยอยู่เสมอ  ผู้หญิงต้องแต่งหน้าอยู่ทุกวัน<br><br>-นักเขียนคือผู้ที่สร้างตอนเทนต์ขึ้นมา  โดยสร้างจากการหาข้อมูล จากการสัมภาษณ์ และจากวิธีการอื่นๆ ดังนั้นนักสร้างตอนเทนต์ที่ดีจะต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย การอ่านช่วยสร้างสำนวนภาษาให้แก่นักเขียนได้<br><br>-ในการทำคอนเทนต์นั้น  ประโยคเปิดเรื่องถือว่าสำคัญที่สุด ประโยคเปิดเรื่องเป็นเหมือนประตูบ้าน  ถ้าเรามีประตูบ้านที่ดีก็เชิญชวนให้ผู้อ่านเข้ามาอ่านเนื้อหาในเรื่องได้<br><br>-นอกจากนั้นในเนื่อเรื่องต้องมีประโยคฮุคด้วย ประโยคฮุคก็คือประโยคเด็ดนั้นเอง เพราะลักษณะการอ่านของคนสมัยใหม่จะไม่ยอมอ่านอะไรที่ยาวๆ แล้ว  บางครั้งเขาจะกวาดตาอ่านแค่ประโยคฮุคเท่านั้น  ซึ่งประโยคฮุคก็คือประโยคสำคัญที่เรายกขึ้นมา  เช่น ข้อความที่เป็นคำพูดสำคัญที่ถูกเขียนโปรยไว้บนรูปภาพ , คำกล่าวของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ยกขึ้นมาโค้ดไว้  (มักจะเห็นได้ทั่วไปในนิตยสารต่างๆ)<br><br>-คอนเทนต์ที่ดีต้องเป็นคอนเทนต์ที่น่าอ่านและเป็นเนื้อหาที่เป็นความจริง ต้องมีรายละเอียดในการเล่าเรื่อง ต้องใช้วรรณศิลป์ในการเล่าเรื่องทำให้เรื่องน่าอ่าน  อย่าเล่าแบบห้วนๆ อย่าเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเสียงนาฬิกาเดิน  คนอ่านจะเบื่อและจะไม่ทนอ่านจนจบ<br><br>-การทำคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องเรียงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้  สามารถเล่าเรื่องแบบสลับตัดเหตุการณ์ไปมาได้ จะเป็นการสร้างเสน่ห์ในแก่คอนเทนต์ได้ด้วย<br><br>-การเข้ามาของดิจิทัลและโซเซียลมีเดียทำให้นิตยสารเล่มต้องกลายเป็นนิตยสารออนไลน์ ซึ่งมีการวางจังหวะเนื้อหาที่แตกต่างกัน  นิตยสารเล่มลงเนื้อหาได้เยอะและยาวกว่า  แต่นิตยสารออนไลน์เนื้อหาจะสั้น  ตัดเฉพาะประโยคสำคัญมานำเสนอเท่านั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปของการทำคอนเทนต์<br><br>-เฟสบุ๊คถือว่าเป็น short content และอินตราแกรมก็ยิ่งสั้นกว่าด้วย<br><br>-มีเทคนิคการสร้างคอนเทนต์คือ  ในการเขียนเล่าเรื่องควรยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบเพื่อทำให้ผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  และประโยคจบเรื่องอาจเป็นประโยคคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ให้แก่ผู้อ่านก็ได้<br><br>-การเขียนเนื้อหาที่ยาวๆ เหมาะสำหรับนิตยสารเล่ม  แต่สำหรับนิตยสารออนไลน์ควรเขียนเนื้อหาให้สั้นๆ  เพราะถ้าเขียนยาวๆ คนจะไม่อ่าน  ถึงจะอ่านก็มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะอ่านอะไรยาวๆ บนออนไลน์ได้<br><br>-ในยุคก่อนสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์กลัวคือรีโมทคอนโทรล  เพราะกลัวคนจะดูแต่ทีวีไม่ยอมอ่านหนังสือ  แต่ในปัจจุบันสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์กลัวคือนิ้วมือของคนที่จะเลื่อนฟีดไปเรื่อยๆ (กลัวสมาร์ทโฟน)<br><br>-ในการทำคอนเทนต์ออนไลน์จะต้องมีการสร้างคีย์เวิร์ดให้ถูกค้นหาได้ง่าย  คือทำอะไรก็ได้ให้เนื้อหาของเราถูกค้นเจอในกูเกิ้ล  ในเนื้อเรื่องจึงจำเป็นต้องมีคำหรือประโยคที่นิยมกันในยุคนั้นๆ เช่นในยุคหนึ่งมีคำว่า “แกร่งได้โล่”  หรือในยุคนี้อาจจะเป็นคำว่า “ออเจ้า” ก็ได้<br><br>-คือต้องทำอะไรก็ได้ให้คนเห็นคอนเทนต์ของเราก่อน  คือเวลาที่คนเสิร์ชหาในกูเกิ้ลแล้วเนื้อเรื่องของเราถูกจัดแสดงผลการค้นหาเป็นอันดับแรกๆ หรือขึ้นเป็นชื่อแรกที่ค้นเจอเลย  คนอ่านจะได้เข้ามาอ่านเนื้อหาของเราก่อน<br><br>-สำหรับบทสัมภาษณ์  ควรหยิบอิลิเม้นท์ (ประโยคที่ติดปาก) ของผู้ถูกสัมภาษณ์มาใส่ไว้ในเนื้อหาด้วย   เช่น  ถ้าสัมภาษณ์วู้ดดี้ เกิดมาคุย  ก็ควรจะมีคำพูดว่า “ครับพี่น้องชาวไทย” ถึงเป็นคำที่คุณวู้ดดี้ชอบพูด ควรเอาคำนี้มาใส่ไว้ในเนื้อเรื่องด้วย<br><br>-สำหรับการทำเนื้อหาในนิตยสารเล่มประโยคเปิดเรื่องต้องน่าสนใจ  และในเรื่องควรมีประโยคฮุคหรือประโยคสำคัญด้วย  แต่ถ้าทำเป็นนิตยสารออนไลน์เนื้อหาอาจจะแค่หยิบประโยคสำคัญ (ประโยคฮุค) มาเขียนขยายเป็นข้อความสั้นๆ พอให้คนอ่านเข้าใจ  ในการทำคอนเทนต์ออนไลน์เนื้อหาควรจะต้องสั้นมากๆ ไม่ควรยาวเกินกว่านิ้วมือเลื่อน 3 ครั้ง (ให้ยาวได้แค่เลื่อนไป 3 ฟีดในจอสมาร์ทโฟนก็พอ)<br><br>-ข้อดีสำหรับการทำนิตยสารออนไลน์สำหรับเรา (สำหรับแพรว) ก็คือเราทำออนไลน์เพื่อความอยู่รอด ถ้าไม่ทำออนไลน์อาจจะล้มหาตายจากกันไปก็ได้<br><br>-เคยมีคำพูดของคุณโหน่ง  วงศ์ทนง a day บอกไว้ว่า “ถ้าคอนเทนต์มันดี  มันจะมีพื้นที่ของมันเอง”  หมายความว่าถ้ามีเนื้อหาที่ดีก็มีคนพร้อมที่จะอ่านเสมอ<br><br>-คนทำคอนเทนต์ในยุคปัจจุบันควรอย่าชะล่าใจ  ควรจะใช้เครื่องมือทุกอย่างให้เป็น  รวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์ให้เป็นด้วย<br><br>-ณ ปัจจุบันนี้เวลาจะสร้างคอนเทนต์ 1 เรื่อง  เมื่อออกไปสัมภาษณ์คนแล้ว  ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจะต้องทำเป็นเนื้อหาต่างๆ ดังนี้  1.) เนื้อหาบทสัมภาษณ์เต็มสำหรับลงในนิตยสารเล่ม  2.) เนื้อหาแบบสั้นๆ สำหรับลงนิตยสารออนไลน์  3.) ต้องทำเฟสบุ๊คไลฟ์ด้วย  4.) ต้องทำเป็นคลิปวีดีโอลงในช่องทางยูทูปด้วย  เพื่อให้คอนเทนต์ที่เราสร้างเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเสิร์ฟให้แก่ทุกคนในทุกช่องทางได้<br><br>-หน้าที่ของสื่อคือต้องสื่อสารไปยังผู้รับสาร โดยใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อส่งสาสน์ให้ถึงผู้รับ  ไม่ว่าจะเป็นทั้งในมือถือสมาร์ทโฟน หรือในคอมพิวเตอร์ เราต้องยอมรับการเข้ามาของดิจิทัลด้วย<br><br>-ทุกวันนี้คนที่เป็นสื่อต้องปรับตัวให้ได้  เพราะดิจิทัลได้เข้ามาเคาะประตูบ้านคุณแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ว่าการเข้ามาของดิจิทัลในด้านต่างๆ จะทำให้คนกลางหายไป เป็นการทำให้ง่ายขึ้นเพราะตัดคนกลางออกไป<br><br>-ปัจจุบันคอนเทนต์ที่มาในรูปแบบของวีดีโอกำลังเป็นที่นิยมมาก  เพราะเทรนการทำวีดีโอกำลังมาแรง เครื่องมือในการสร้างวีดีโอก็มีราคาไม่แพงและทำได้ง่ายขึ้น  เชื่อว่าอีกไม่นานคอนเทนต์วีดีโอจะมีมากขึ้น  และเราจะเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นวีดีโอได้มากขึ้นด้วย เพราะเฟสบุ๊คจะไม่ตัดการแสดงผลของคอนเทนต์วีดีโอเลย  ยิ่งเป็นวีดีโอแบบ HD เฟสบุ๊คจะปล่อยให้คนเห็นได้มากขึ้นด้วย<br><br>-คอนเทนต์ที่เป็นวีดีโอเป็นความรู้สึกที่จับต้องได้มากกว่าคอนเทนต์ที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว อย่างเช่นตอนที่ทำเฟสบุ๊คไลฟ์เราจะเห็นฟีดแบ็คตอบสนองได้ทันที  คนชมไลฟ์สดเขาแสดงความคิดเห็นบอกเราได้ทันที<br><br>-ตอนนี้คนที่สร้างคอนเทนต์จึงต้องมีความสามารถหลายด้าน และมีทักษะที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ต้องทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ด้วย , ทำหน้าที่เป็นพิธีกรภาคสนามได้ด้วย , ต้องถ่ายวีดีโอได้ด้วย , ต้องตัดต่อวีดีโอได้ด้วย ฯลฯ  และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้โซเซียลมีเดียให้เป็นด้วย<br><br>-เทรนการสร้างคอนเทนต์สมัยนี้คือ การทำคอนเทนต์ในประเด็นที่คนกำลังสนใจ เพราะคนอยากรู้เรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมขณะนั้น<br><br>-ในการที่เราจะทำคอนเทนต์อะไรสักอย่าง  เราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าคอนเทนต์ที่ทำนั้นเป็นคอนเทนต์ที่ดี เป็นคอนเทนต์ที่คนจะต้องชอบแน่ๆ  เราต้องเชื่อมั่นในคอนเทนต์ของเราก่อน  โดยต้องมีความจริงใจในการทำคอนเทนต์ และต้องแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของคอนเทนต์ที่เรานำเสนอด้วย<br><br>-จะเห็นว่าคอนเทนต์มันบิดไปได้เยอะมาก  คอนเทนต์หนึ่งเอาไปทำเป็นรูปแบบอื่นๆ ได้เยอะมาก  อยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้มันสมดุลกันระหว่างคอนเทนต์ที่ดีและคอนเทนต์ที่ขายได้ด้วย<br><br> <mark> มนัส  อ่อนสังข์บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมิชชั่น  ประจำเว็บไชต์ www.dek-d.com  (2561)</mark>  ได้กล่าวว่า  “การสร้าง content  ยุคใหม่กับสื่อร่วมสมัย 4.0” คอนเทนต์ออนไลน์คือ  คอนเทนต์ต้องเร็วและต้องมีผลกระทบโดยตรงแก่ผู้อ่าน<br><br>-คอนเทนต์ที่เป็นข่าว  ต้องมาในเวลาที่ใช่  และแค่เร็วยังไม่เพียงพอ  ยังต้องลงลึกอีกด้วย<br><br>-ปัจจุบันสมาคมเว็บไซด์ของไทยออกกฎว่า  ห้ามแต่ละเว็บทำเป็นคิกเบส  หรือห้ามทำข่าวหลอกเพื่อให้คนกดเข้าไปอ่านแล้วเนื้อหาเป็นอย่างอื่นไม่ตรงกับหัวข้อข่าว<br><br>-ยกตัวอย่างเช่น  ในตอนนี้กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสกำลังมาแรง  เว็บเด็กดีจึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่ลึกและครบในทุกด้าน  ด้วยการทำบทความชื่อ “10 บุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในละครบุพเพสันนิวาส”<br><br>ถ้าเราต้องการจะสร้างคอนเทนต์ให้มีคนมาอ่านมาก  เราต้องใส่แฮชแท็ค # ไปด้วย  คือต้องสร้างคำสำหรับติดแฮชแท็คฮิตๆ ไว้ด้วย  เพราะมันเหมือนเป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาข้อมูล<br><br>-ถ้าเราพิมพ์ค้นหาอะไรก็ตามในกูเกิ้ล  เว็บไซต์ที่แสดงผลการค้นหาเป็นอันดับแรกจะวัดจาก 1.ยอดวิวหรือยอดเข้าชมเยอะสุด  2.วัดจากคีย์เวิร์ด (หรือแฮชแท็คที่เราสร้างไว้)<br><br>-และอะไรที่มีคนถามมากที่สุด หรือมีการค้นหามากที่สุด  กูเกิ้ลจะจดจำไว้  รวมทั้งเฟสบุ๊คด้วยถ้าเราชอบดูเนื้อหาในลักษณะไหนบ่อยๆ เฟสบุ๊คมันจะจดจำว่าเราชอบในสิ่งนั้น<br><br>-เราเป็นคนสร้างคอนเทนต์  เราต้องรู้กลเม็ดเคล็ดลับด้วยว่า  อะไรทำให้คนเข้ามาอ่านบทความที่เราเขียนมากที่สุด  ซึ่งเทคนิคง่ายๆ อาจจะเป็นการตั้งชื่อเรื่อง  ตั้งชื่อบทความของเรา ชื่อที่ดี ชื่อที่น่าสนใจ จะทำให้คนคลิกเข้ามาอ่านมากกว่า<br><br>-นอกจากนั้นอีกหนึ่งรูปแบบที่กำลังนิยมกันคือการทำอินโฟกราฟิค  คือการทำเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ คือการเล่าเรื่องที่ยากๆ ด้วยภาพวาดการ์ตูนเพื่อเล่าให้คนอ่านเข้าใจได้ง่าย  แบบนี้เป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะสำหรับคอนเทนต์ที่จะเอาลงในเฟสบุ๊ค<br><br>-สำหรับคอนเทนต์ที่ยาวๆ ปัจจุบันนี้ยังมีคนอ่านอยู่  ไม่ใช่ว่าจะไม่อ่านเลย ซึ่งการอ่านอะไรที่ยาวๆ หรือการอ่านหนังสือนั้นจะทำให้คนอ่านมีความสุข  อ่านแล้วได้รับแรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง<br><br>-ความปราณีตในการทำสื่อนั้น คนที่ทำหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์มีความปราณีตมากกว่าคนที่ทำสื่อออนไลน์  เพราะว่าพวกเว็บสื่อออนไลน์ต่างๆ ต้องแข่งขันกันที่ความเร็ว  จึงทำให้หลายๆ เว็บออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง<br><br>-จริงๆ แล้วพวกเว็บข่าวปลอมเขาได้เงินคาโฆษณาจากทางกูเกิ้ล  คือทางกูเกิ้ลสามารถเอาโฆษณามาลงในเว็บนั้นได้  เมื่อมีคนหลงกดเข้าไปดูในเว็บปลอม  คนที่ทำเว็บก็จะได้เงินค่าโฆษณาจากกูเกิ้ลด้วย<br><br>-เทคนิคการสร้างคอนเทนต์คือทุกๆ สิ่งมีความสำคัญหมด  รูปภาพที่ใช้ในคอนเทนต์ก็มีความสำคัญ  บางครั้งคนเข้ามาอ่านเนื้อหาของเราก็เพราะรูปภาพก็มี  แต่เนื้อหาก็ต้องสำคัญเพื่อทำให้คนที่เข้ามาแล้วเขาอ่านต่อจนจบ<br><br>-  คอนเทนต์ควรต้องเข้าถึงประเด็นสำคัญให้เร็ว อย่าช้าอืดอาด เพราะมัวแต่อารัมภบทอยู่เด็กก็ไม่อ่านแล้ว อย่าเกริ่นให้เกินกว่า 3 ฟีด (นิ้วเลื่อน 3 ครั้ง)  ไม่งั้นเด็กจะไม่อ่านแล้ว (เป็นที่มาของคำว่าวัยรุ่นใจร้อนเนี่ยเอง/อาคุงกล่องบอก)<br><br>-รูปภาพเป็นตัวดึงดูดความสนใจของผู้อ่านเลย แต่เราก็ควรมีมารยาทในการเลือกรูปภาพมาใช้ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ภาพที่ไม่ดีมาใส่  ภาพไหนที่คนไม่หล่อม่สวยหรือดูไม่ดีก็ไม่ควรนำมาใช้  ควรเลือกภาพอื่นที่ดีกว่ามาใช้แทน<br><br>-ภายใน 5 บรรทัดแรกต้องบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร และใน 5 บรรทัดสุดท้ายต้องสรุปให้ได้ว่าเป็นอย่างไร<br><br>-การเขียนเนื้อหาที่ดีคือ  การเขียนที่ทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วยังรู้สึกค้างคาอยู่ในหัว  คืออ่านจบแล้วแต่เนื้อเรื่องยังค้างอยู่ในความรู้สึกของเขา   ทำให้ผู้อ่านรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวจนเมื่ออ่านจบเขาจะคิดว่า “อ้าว .. จบแล้วเหรอ? เรื่องนี้มันดีมากเลยนะเนี่ย” <br><br>-สำหรับการเขียนบทสัมภาษณ์  อาจจะไม่ต้องมีการเกริ่นนำเลยก็ได้ อาจจะเอาประโยคเด็ดหรือประโยคฮุคของผู้ถูกสัมภาษณ์มาขึ้นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง  ต้องทำให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อให้ได้<br><br>-ชื่อเรื่องก็สำคัญมาก ชื่อเรื่องที่ดีจะทำให้ผู้อ่านค้นหาข้อมูลเจอ  ค้นหาบทความของเราเจอ ชื่อเรื่องต้องเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของการทำคอนเทนต์เลย<br><br>-คนสร้างคอนเทนต์ควรหาจุดขายของตัวเองให้เจอ  ถ้าอยากขายดราม่าก็ต้องเขียนให้เรื่องราวมันมีปมขัดแย้งดราม่า  พยายามเขียนให้มันเด้งๆ ให้มันนำเสนอหลายมิติ เพื่อสร้างฐานแฟนคลับของเราได้<br><br>-การเริ่มต้นเขียน  ควรคิดสร้างเรื่องราวไว้ให้ครบก่อน  ควรวาดภาพให้เห็นชัดในหัวของเราก่อน  พยายามดึงจุดสนใจของเรื่องออกมาให้ได้ก่อน<br><br>-สำหรับเพจท่องเที่ยว คอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสืออาจจะสำคัญน้อยกว่ารูปภาพ  อาจจะใช้รูปภาพเล่าเรื่องแทนก็ได้  แต่เราควรต้องรู้ก่อนว่าคอนเทนต์ออนไลน์ของเราขายอะไร?  ขายเรื่องราวหรือขายรูปภาพ?<br><br>-เรื่องของเราเวลามีคนแชร์ไป  ต้องดูด้วยว่าเขาแชร์ไปแล้วเขาใส่ความรู้สึก  หรือเขาใส่คอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นอะไรไว้บ้าง?  บางคนชอบแชร์อะไรก็ตามที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาเก่งเขาจึงแชร์เรื่องนี้  เราควรดูว่าเขาชอบเรื่องของเราจริงๆ ใช่ไหมเขาจึงแชร์ไป<br><br>-ดังนั้นเวลาที่เราจะเขียนตอนเทนต์  เราควรตั้งใจไว้ก่อนเลยว่าจะเขียนเรื่องนี้เพื่อให้คนแชร์ไปเยอะๆ พยายามเขียนเรื่องที่ทำให้คนแชร์ไปแล้วเขาต้องแสดงความคิดเห็นต่อไว้ด้วย  ไม่ใช่แค่ให้เขาแชร์ไปเฉยๆ <br><br>-การใส่แท็ค Tag ไปหาเพื่อนๆ ของเขา (คือคนอ่านแชร์ไปแล้วแท็คเพื่อนของเขาด้วย) คือโอกาสทองที่จะทำให้คอนเทนต์ของเรากระจายแพร่หลายมากขึ้น<br><br>-จงจำไว้ว่ารูปแบบของคอนเทนต์มันเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด  เพราะใน 1 บทความที่เราเขียน  เราควรจะให้อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วย  จึงต้องปรับรูปแบบของคอนเทนต์ไปตามความเหมาะสม<br><br><br><mark>พัภภล สามสี ผู้อำนวยการเนื้อหาและสื่อสังคมออนไลน์  ของสถานีวิทยุนานาแห่งชาติแห่งประเทศจีน ประจำภูมิภาคเอเชีย</mark> <mark> (2561)</mark>กล่าวไว้ว่า "ทุกวันนี้การทำข่าวให้ทางจีน  ส่วนใหญ่จะรายงานข่าวเป็นภาพ , เป็นวีดีโอ , เป็นข่าวสั้นๆ 1 ชิ้น แล้วหลังจากนั้นจะไปหาคนที่อยู่ในข่าว  เพื่อสัมภาษณ์เอาข้อมูลมาเขียนเป็นบทความที่ยาวขึ้น<br><br>-ทุกวันนี้ที่กำลังเป็นที่นิยมก็คือ  การทำภาพวีดีโอสั้นๆ ที่มีตัวหนังสือบรรยายอยู่ในคลิปวีดีโอ  โดยทำไม่ให้มีเสียง  เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ไม่ต้องการเปิดเสียงให้รบกวนคนอื่น  หรือเหมาะสำหรับคนที่ดูในระหว่างการนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน<br><br>-และถ้าต่อยอดสัมภาษณ์ได้  ก็อาจจะทำเป็นคลิปการสัมภาษณ์ที่ยาวขึ้นอีก  ซึ่งคอนเทนต์ 1 คอนเทนต์เราควรจะต่อยอดแยกย่อยออกเป็นรูปแบบต่างๆ ให้เยอะที่สุด<br><br>-ความปราณีตในการทำสื่อนั้น คนที่ทำหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์มีความปราณีตมากกว่าคนที่ทำสื่อออนไลน์  เพราะว่าพวกเว็บสื่อออนไลน์ต่างๆ ต้องแข่งขันกันที่ความเร็ว  จึงทำให้หลายๆ เว็บออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง<br><br>-จริงๆ แล้วพวกเว็บข่าวปลอมเขาได้เงินคาโฆษณาจากทางกูเกิ้ล  คือทางกูเกิ้ลสามารถเอาโฆษณามาลงในเว็บนั้นได้  เมื่อมีคนหลงกดเข้าไปดูในเว็บปลอม  คนที่ทำเว็บก็จะได้เงินค่าโฆษณาจากกูเกิ้ลด้วย<br><br><mark>พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียของคนไทย อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ตามข้อมูลจากงานวิจัย </mark><strong><mark>Digital Next 2018 เจาะลึก เคล็ดลับเด็ด ธุรกิจ SMEs มัดใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล</mark></strong><mark> โดยสาขาการตลาด </mark><strong><mark>วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)</mark></strong><mark> ระบุข้อมูลอัพเดทจาก We Are Social ดิจิทัลเอเยนซี่ในสิงคโปร์ และ Hootsuite ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 238 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย</mark>  พบว่า<br><br></div><div><br></div><div>จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีสัดส่วน 50%  ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วน 67%<br><br></div><div>จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกมีสัดส่วน 37%  ประเทศไทยมีสัดส่วน  67%<br><br></div><div>จำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกมีสัดส่วน 108%  ประเทศไทยมีสัดส่วน 133%<br><br></div><div>ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือทั่วโลกมีสัดส่วน 34% ขณะที่สัดส่วนในประเทศไทยสูงถึง 62%<br><br></div><div>นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยมากถึงวันละ 6 ชั่วโมง 40 นาที รวมทั้งบทบาทของโซเชียลมีเดียที่กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร เพราะสามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก โดยเฉพาะ Facebook ที่เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมใช้งานสูงสุดถึง 65% ตามมาด้วย YouTube 64%, Line 53%, FB Messenger 48% และ Instagram 44%<br><br></div><div><strong><mark>We Are Social”</mark></strong><mark> ดิจิทัลเอเยนซี่ และ </mark><strong><mark>“Hootsuite”</mark></strong><mark> ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในประเทศไทย (กุมภาพันธ์ 2561)ว่า</mark> "ประเทศไทยมีประชากร 69.11 ล้านคน (53% อยู่ในเขตเมือง) แบ่งเป็นประชากรผู้หญิง 51.3% – ผู้ชาย 48.7%<br>– รายได้ต่อหัวประชากรไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16,946 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี<br>– อัตราการรู้หนังสือของประชากรไทย คิดเป็นสัดส่วน 97% ของประชากรทั้งประเทศ<br>– มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน<br>– มีผู้ใช้งาน Social Media มากถึง 51 ล้านคน<br>– มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ สูงถึง 93.61 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศ<br>– ในจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด มีผู้ใช้ Social Media เป็นประจำผ่าน Smart Device 46 ล้านคน</div><div><br></div><div><strong>“คนไทย” ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตต่อวันมากที่สุดในโลก – กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากสุดในโลก<br></strong><br></div><div><strong>“ประเทศไทย” เป็นประเทศที่ใช้เวลาต่อวันอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก (รวมทุกอุปกรณ์) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน และถ้าวัดเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน “ไทย” ยังคงเป็นประเทศที่ใช้เวลาท่องเน็ตต่อวันมากที่สุดในโลกเช่นกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 56 นาที<br></strong><br></div><div><strong>นอกจากนี้คนไทยยังใช้เวลาในการเล่น Social Media โดยเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 10 นาทีต่อวัน และใช้เวลาไปกับการดูทีวี (Broadcast, Streaming, Video On Demand) ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง 3 นาทีต่อวัน<br></strong><br></div><div>ความถี่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย โดยมากถึง 90% ใช้งานเน็ตทุกวัน / 8% เข้าเน็ตอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง / 2% เข้าเน็ตอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน<br><br>พฤติกรรมดูวิดีโออนไลน์ของคนไทย พบว่า<br>57% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกวัน<br>27% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกสัปดาห์<br>9% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกเดือน<br>3% ดูวิดีโอออนไลน์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน<br>3% ไม่เคยดูวิดีโอออนไลน์<br><br></div><div>ขณะที่พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการดู <strong>“ทีวี”</strong> ยังพบว่ามากถึง 96% ดูทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ มี 21% ที่ดูคอนเทนต์ Online Streaming บนเครื่องรับโทรทัศน์ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน <strong>“Smart TV”</strong> เริ่ม Penetrate เข้าไปอยู่ในครัวเรือนคนไทยมากขึ้น และมี 40% ดูคอนเทนต์ Online Streaming ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต<br><br>– คนไทย 51 ล้านคนใช้ Social Media<br>– ในจำนวนคนใช้ Social Media มีมากถึง 46 ล้านคนเข้าผ่าน <strong>“Mobile Device”</strong><br>– <strong>“Facebook”</strong> ยังคงเป็น Social Media ยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทย / ส่วนอันดับ 2 คือ “YouTube / อันดับ 3 “LINE” / อันดับ 4 “Facebook Messenger” / อันดับ 5 “Instagram”<br>– ยอดผู้ใช้งาน Facebook ในไทย อยู่ที่ 51 ล้านคน แบ่งเป็น 49% ผู้หญิง และ 51% ผู้ชาย<br>– จากยอดผู้ใช้ Facebook ในไทยโดยรวม มีมากถึง 90% เข้าผ่าน <strong>“Mobile Device”<br><br></strong>ลุ่มผู้ใช้ “Facebook” มากที่สุดในไทย คือ คนกลุ่มอายุระหว่าง 18 – 34 ปี ซึ่งเป็นผู้บริโภคกลุ่ม Millennials ที่ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน / ตามมาด้วยกลุ่มอายุ 35 – 44 ปี เป็นผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y – Gen X<br><br><strong>ขณะที่ประเภทคอนเทนต์ที่โพสต์บน Facebook แล้วจะได้ Engagement ดีที่สุด พบว่า อันดับ 1 คือ “วิดีโอ” (9.32%) รองลงมาคือ “โพสต์ลิงค์” (7.16%) ส่วนคอนเทนต์ที่จะได้ Engagement น้อยสุด คือ “รูป” (4.15%)  <br><br></strong>– ประเทศไทยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 93.61 ล้านเลขหมาย (สูงกว่าจำนวนประชากรไทย)<br>– 79% เป็น Pre-paid และ 21% เป็น Post-paid<br>– 99% ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือคนไทย สามารถเข้าถึง 3G และ 4G<br><br><strong>8 ฟังก์ชั่นการใช้งานยอดนิยมบนสมาร์ทโฟน</strong><br>อันดับ 1 ตั้งนาฬิกาปลุก (42%)<br>อันดับ 2 ตารางนัดหมายประจำวัน (25%)<br>อันดับ 3 เช็คสภาพอากาศ (18%)<br>อันดับ 4 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย-สุขภาพ (7%)<br>อันดับ 5 ถ่ายรูป-วิดีโอ (54%)<br>อันดับ 6 เช็คข่าวสาร (26%)<br>อันดับ 7 อ่าน e-books / e-magazine (19%)<br>อันดับ 8 จดบันทึกต่างๆ เช่น รายการซื้อของ, ภารกิจในแต่ละวัน<br><br><strong><mark>ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำการเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ล่าสุดเป็นพฤติกรรมของชาวเน็ตในปี 2560 ได้ทำการสำรวจในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 จากกลุ่มตัวอย่าง 25,101 คน เป็นการสำรวจช่องทางออนไลน์</mark></strong></div><div>จากที่มีการสำรวจตั้งแต่ปี 2556 พบว่าคนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้เป็นไปตามเทรนด์ และการเติบโตของสมาร์ทโฟน ในปี 2559 มีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ 6.24 ชั่วโมง/วัน ส่วนในปี 2560 ได้แยช่วงเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่วงวันทำงาน/เรียนหนังสือ และช่วงวันหยุด พบว่าในวันทำงานคนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมง/วัน และวันหยุดใช้อินเทอร์เน็ต 6.48 ชั่วโมง/วัน ยังพบว่า 61.1% ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เฉลี่ย 3.06 ชั่วโมง/วัน 30.8% มีปริมาณการใช้เท่าเดิม และมีเพียง 8.1% ที่ใช้ลดลง เฉลี่ยที่ 2.24 ชั่วโมง/วัน</div><div><br>กลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงสุด โดยในช่วงวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือใช้เฉลี่ยที่ 7.12 ชั่วโมง/วัน และมากถึง 7.36 ชั่วโมง/วันในช่วงวันหยุด ขณะที่ Gen X และ Gen Z ใช้อินเทอร์เน็ตในวันทำงานและวันเรียนหนังสือ โดยเฉลี่ยเท่ากันที่ 5.48 ชั่วโมง/วัน แต่ในวันหยุด Gen Z กลับใช้เพิ่มขึ้นเป็น7.12 ชั่วโมง/วัน สวนทางกับ Gen X ที่ใช้ลดลงที่ 5.18 ชั่วโมง/วัน โดยกลุ่ม Baby Boomer ใช้ 4.54 ชั่วโมง/วันในวันทำงาน และ 4.12 ชั่วโมง/วันในวันหยุด<br><br><mark> </mark><strong><mark>ETDA ประกาศผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยปี 2561 </mark></strong><mark>(กรกฎาคม 2561)</mark><strong><br><br>พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตนานขึ้นเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเผย Gen Y ครองแชมป์ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยเฉพาะ การใช้ Facebook, Instagram, Twitter และ Pantip สูงถึง 3 ชม. 30 นาทีต่อวัน ห่วงความปลอดภัยการใช้งานอินเทอร์เน็ต หลังพบผู้ใช้ไม่ยอมเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อออนไลน์ เตรียมจัดตั้ง Digital Asia Hub Thailand หวังสร้างความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมของเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับโลก</strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-12 05:04:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270017903</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อุมาวดี(แหม่ม)</title>
         <author>aumavade</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270017930</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง<br></mark>ในการวิจัยเรื่อง การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง และชุมชนในการพัฒนาโรงเรียนกรณีศึกษา&nbsp; โรงเรียนวัดบางปรง&nbsp; จังหวัดฉะเชิงเทรา&nbsp; ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี จาก เอกสารงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ &nbsp; ดังนี้</div><div>&nbsp; 1.แนวคิด / ทฤษฎีการมีส่วนร่วม</div><div>&nbsp; 2.แนวคิด/ ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารแบบมีส่วนร่วม</div><div>&nbsp; 3.แนวคิด/ ทฤษฎีการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง &nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;4.บทบาท/ หน้าที่ของผู้ปกครองในการอบรมเลี้ยงดู</div><div>&nbsp; &nbsp; 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; 6&nbsp; กรอบแนวคิดการวิจัย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong><mark>1.แนวคิด / ทฤษฎีการมีส่วน<br></mark></strong><mark>เออร์วิน (Ervin, 1976, หน้า 138 </mark>อ้างถึงใน <mark>จีรนันท์&nbsp; ฮังกาสี, 2551) </mark>ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับ ความหมายของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมว่า คือกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เกี่ยวข้องในการดำเนินงาพัฒนาร่วมคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหาของตนเอง เน้นการมีส่วนร่วม ใช้ ความคิดสร้างสรรค์ และความช านาญของประชาชนแก้ไขปัญหาร่วมกัน การใช้วิทยาการที่ เหมาะสมให้การสนับสนุนติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์กร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง&nbsp; <strong><mark><br>&nbsp;</mark></strong><mark>&nbsp;</mark></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-12 05:05:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270017930</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ใบหม่อน</title>
         <author>bimonkus37</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270018602</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง<br><br></mark><br>1.  <mark>Just In Time ระบบทันเวลาพอดี</mark><br>    หมายถึง ระบบการผลิตหรือการส่งมอบสิ่งของที่ต้องการ ในเวลาที่ต้องการ ด้วยจำนวนที่ต้องการ โดยใช้ความต้องการของลูกค้าเป็นเครื่องมือในการกำหนดปริมาณในการผลิตสินค้า และใช้ Pull System ในการควบคุมสินค้าคงคลังในการผลิต ทำให้ไม่เกิดสินค้าคงเหลือหรือของส่วนเกินทั้งในส่วนของวัตถุดิบ งานระหว่างทำ และสินค้าสำเร็จรูป<br>2.  <mark>( KAIZEN )ไคเซน</mark> <br>      เป็นเทคนิควิธีอันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานขององค์กร คำว่า “Kaizen” เป็นศัพท์ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง<br>          ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก็คือการปรับปรุงนั่นเอง ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นการปรับปรุงงานโดยการทำงานให้น้อยลง ไคเซนเป็นเทคนิควิธีในการปรับปรุงงานโดย<br>มุ่งเน้นที่จะลดขั้นตอนในการทำงานลง เพื่อให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สูงขึ้นและมุ่งปรับปรุงในทุกๆ ด้านขององค์กรเพื่อยกระดับชีวิตการทำงานของผู้ปฏิบัติงานให้<br>สูงขึ้นตลอดเวลา<br>3. <mark>ทฤษฏีที่เกี่ยวกับการขนส่ง</mark> Transportation Routing เป็นวิธีปฎิบัติการด้านโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งและระยะเวลาในการจัดส่งสินค้า เส้นทางที่สั้นลง และเรื่องต้นทุนที่ต่ำลง<br>     โดยแบ่งออกเป็น<br>      3.1 แบ่งตามพื้นที่ให้บริการ<br>      3.2 การจัดเส้นทางการเดินรถ<br>4. ใ<mark>ช้โปรแกรม Kontin <br></mark>     ช่วยในการจัดสรรเส้นทางและเอาไว้ดูพฤติกรรมของรถแต่ละคัน<br>5. <mark>ทฤษฏีความพึงพอใจ<br></mark>     ดิเรก  (2528)หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก ความสุขของบุคคลอันเกิดจากการปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ทำให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความสุข ความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและมีกำลังใจ มีความผูกพันกับหน่วยงาน มีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของงานที่ทำ และสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จขององค์การอีกด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-12 05:20:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270018602</guid>
      </item>
      <item>
         <title>May😻</title>
         <author>mayneegang</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270021241</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>บทที่ 2ทฤษฎีที่เกี่ยวของ<br>ความพึงพอใจของ GEN Z ที่มีต่อการปฎิบัติงานทันทีหลังเรียนจบการศึกษา</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/298241525/ceaa40d2e34ab125bef239032dee59cd/_______________.pdf" />
         <pubDate>2018-07-12 06:05:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/270021241</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>lpojarnee</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271358622</link>
         <description><![CDATA[<div>ดวงจันทร์ (บี)<br>ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง<br><br> “Social Media มันคืออะไร” (2552) ได้อธิบายเก ี่ ยวกับ Social Media ว่าหมายถึง สังคม ออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร เขียนเล่า เรียบเรียงเน ื้ อหา เร ื่องราวจากประสบการณ์พร้อมบทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนข ึ้ นเอง ทําข ึ้ นเอง หรือพบเจอจากส ื่ ออื่น ๆ แล้วนํามาแบ่งปันให้กับผู้อื่น ที่อยู่ในเครือขายของต ่ ัวเองผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ที่ให้บริการบนโลกออนไลน์ปัจจุบัน การส ื่ อสารแบบน ี้ จะทําผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น <br><br><br> Biologystem (2556) Social Media คือ สื่อยุคใหม่ที่กําลงเขั ้ามามีบทบาทสําคัญในทุก วงการ ทั้งชีวิตประจําวัน และการดําเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างย ิ่งเป็นส ื่ อที่นิยมใช้สื่อสารการตลาด เพ ื่ อการ โปรโมท และทํากิจกรรมทางการตลาดออนไลน์ในหลาย ๆ รูปแบบ<br><br> <br> รัฐญา มหาสมุทร และ วรัชญ์ ครุจิต (2559) ศึกษากลยุทธ์การสื่อสารของผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด ในโลกออนไลน์ที่มีผลต่อทัศนคติของกลุ่มผู้ติดตาม พบว ่าผู้ติดตามเลือกเปิดรับสื่อเฉพาะเรื ่องที่ตนเองให้ ความสนใจ โดยมีการอธิบายเนื้อหาอย ่างละเอียด ใช้ รูปภาพช่วยสร้างแรงดึงดูดและน่าสนใจ ส่วนผู้ติดตามที่ ให้ความสนใจกับคลิปวิดีโอจะขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่นำเสนอ <br><br>ปารัณ เจียมจิตต์ตรง  ผู้เป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์  ประจำนิตยสารแพรว  (2561)<br>กล่าวไว้ว่า Content is King and Form is Queen คือเปรียบเทียบว่าคอนเทนต์หรือเนื้อหาสำคัญที่สุด ส่วนรูปแบบการเขียนเป็นสิ่งสำคัญรองจากเนื้อหา  เป็นจริงที่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตสื่อคือคอนเทนต์ เพราะเนื้อหาสร้างยากที่สุดในกระบวนการผลิต<br><br>-คอนเทนต์จะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรก็ได้  เปลี่ยนได้มากมายหลายรูปแบบ  เพราะถ้ามีคอนเทนต์ที่ดีๆ จะเอาไปทำเป็นรูปแบบอะไรก็ได้  เหมือนอย่างเช่นเรื่อง “นาร์เดีย” ที่นอกจากจะเป็นหนังสือแล้วยังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย<br><br>-ดังนั้นนิตยสารในทุกวันนี้จึงเหมือนทำ 2 ขาไปพร้อมๆ กัน  คือทำนิตยสารเล่มที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์และทำนิตยสารออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย  ซึ่งคนที่ทำงานด้านนิตยสารออนไลน์นี้  มากกว่า 70%  เคยเป็นคนทำนิตยสารเล่มมาก่อน<br><br>-นิตยสารแพรวปัจจุบันยังอยู่ได้ เพราะเป็นนิตยสารของผู้หญิง เนื่องจากผู้หญิงไม่ยอมหยุดสวยไม่ว่าจะเป็นวันใด  จะตกงานหรือจะอกหักผู้หญิงก็ต้องสวยอยู่เสมอ  ผู้หญิงต้องแต่งหน้าอยู่ทุกวัน<br><br>-นักเขียนคือผู้ที่สร้างตอนเทนต์ขึ้นมา  โดยสร้างจากการหาข้อมูล จากการสัมภาษณ์ และจากวิธีการอื่นๆ ดังนั้นนักสร้างตอนเทนต์ที่ดีจะต้องเป็นนักอ่านที่ดีด้วย การอ่านช่วยสร้างสำนวนภาษาให้แก่นักเขียนได้<br><br>-ในการทำคอนเทนต์นั้น  ประโยคเปิดเรื่องถือว่าสำคัญที่สุด ประโยคเปิดเรื่องเป็นเหมือนประตูบ้าน  ถ้าเรามีประตูบ้านที่ดีก็เชิญชวนให้ผู้อ่านเข้ามาอ่านเนื้อหาในเรื่องได้<br><br>-นอกจากนั้นในเนื่อเรื่องต้องมีประโยคฮุคด้วย ประโยคฮุคก็คือประโยคเด็ดนั้นเอง เพราะลักษณะการอ่านของคนสมัยใหม่จะไม่ยอมอ่านอะไรที่ยาวๆ แล้ว  บางครั้งเขาจะกวาดตาอ่านแค่ประโยคฮุคเท่านั้น  ซึ่งประโยคฮุคก็คือประโยคสำคัญที่เรายกขึ้นมา  เช่น ข้อความที่เป็นคำพูดสำคัญที่ถูกเขียนโปรยไว้บนรูปภาพ , คำกล่าวของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่ยกขึ้นมาโค้ดไว้  (มักจะเห็นได้ทั่วไปในนิตยสารต่างๆ)<br><br>-คอนเทนต์ที่ดีต้องเป็นคอนเทนต์ที่น่าอ่านและเป็นเนื้อหาที่เป็นความจริง ต้องมีรายละเอียดในการเล่าเรื่อง ต้องใช้วรรณศิลป์ในการเล่าเรื่องทำให้เรื่องน่าอ่าน  อย่าเล่าแบบห้วนๆ อย่าเล่าไปเรื่อยๆ เหมือนเสียงนาฬิกาเดิน  คนอ่านจะเบื่อและจะไม่ทนอ่านจนจบ<br><br>-การทำคอนเทนต์ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องเรียงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้  สามารถเล่าเรื่องแบบสลับตัดเหตุการณ์ไปมาได้ จะเป็นการสร้างเสน่ห์ในแก่คอนเทนต์ได้ด้วย<br><br>-การเข้ามาของดิจิทัลและโซเซียลมีเดียทำให้นิตยสารเล่มต้องกลายเป็นนิตยสารออนไลน์ ซึ่งมีการวางจังหวะเนื้อหาที่แตกต่างกัน  นิตยสารเล่มลงเนื้อหาได้เยอะและยาวกว่า  แต่นิตยสารออนไลน์เนื้อหาจะสั้น  ตัดเฉพาะประโยคสำคัญมานำเสนอเท่านั้น ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงไปของการทำคอนเทนต์<br><br>-เฟสบุ๊คถือว่าเป็น short content และอินตราแกรมก็ยิ่งสั้นกว่าด้วย<br><br>-มีเทคนิคการสร้างคอนเทนต์คือ  ในการเขียนเล่าเรื่องควรยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบเพื่อทำให้ผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  และประโยคจบเรื่องอาจเป็นประโยคคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ให้แก่ผู้อ่านก็ได้<br><br>-การเขียนเนื้อหาที่ยาวๆ เหมาะสำหรับนิตยสารเล่ม  แต่สำหรับนิตยสารออนไลน์ควรเขียนเนื้อหาให้สั้นๆ  เพราะถ้าเขียนยาวๆ คนจะไม่อ่าน  ถึงจะอ่านก็มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะอ่านอะไรยาวๆ บนออนไลน์ได้<br><br>-ในยุคก่อนสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์กลัวคือรีโมทคอนโทรล  เพราะกลัวคนจะดูแต่ทีวีไม่ยอมอ่านหนังสือ  แต่ในปัจจุบันสิ่งที่สื่อสิ่งพิมพ์กลัวคือนิ้วมือของคนที่จะเลื่อนฟีดไปเรื่อยๆ (กลัวสมาร์ทโฟน)<br><br>-ในการทำคอนเทนต์ออนไลน์จะต้องมีการสร้างคีย์เวิร์ดให้ถูกค้นหาได้ง่าย  คือทำอะไรก็ได้ให้เนื้อหาของเราถูกค้นเจอในกูเกิ้ล  ในเนื้อเรื่องจึงจำเป็นต้องมีคำหรือประโยคที่นิยมกันในยุคนั้นๆ เช่นในยุคหนึ่งมีคำว่า “แกร่งได้โล่”  หรือในยุคนี้อาจจะเป็นคำว่า “ออเจ้า” ก็ได้<br><br>-คือต้องทำอะไรก็ได้ให้คนเห็นคอนเทนต์ของเราก่อน  คือเวลาที่คนเสิร์ชหาในกูเกิ้ลแล้วเนื้อเรื่องของเราถูกจัดแสดงผลการค้นหาเป็นอันดับแรกๆ หรือขึ้นเป็นชื่อแรกที่ค้นเจอเลย  คนอ่านจะได้เข้ามาอ่านเนื้อหาของเราก่อน<br><br>-สำหรับบทสัมภาษณ์  ควรหยิบอิลิเม้นท์ (ประโยคที่ติดปาก) ของผู้ถูกสัมภาษณ์มาใส่ไว้ในเนื้อหาด้วย   เช่น  ถ้าสัมภาษณ์วู้ดดี้ เกิดมาคุย  ก็ควรจะมีคำพูดว่า “ครับพี่น้องชาวไทย” ถึงเป็นคำที่คุณวู้ดดี้ชอบพูด ควรเอาคำนี้มาใส่ไว้ในเนื้อเรื่องด้วย<br><br>-สำหรับการทำเนื้อหาในนิตยสารเล่มประโยคเปิดเรื่องต้องน่าสนใจ  และในเรื่องควรมีประโยคฮุคหรือประโยคสำคัญด้วย  แต่ถ้าทำเป็นนิตยสารออนไลน์เนื้อหาอาจจะแค่หยิบประโยคสำคัญ (ประโยคฮุค) มาเขียนขยายเป็นข้อความสั้นๆ พอให้คนอ่านเข้าใจ  ในการทำคอนเทนต์ออนไลน์เนื้อหาควรจะต้องสั้นมากๆ ไม่ควรยาวเกินกว่านิ้วมือเลื่อน 3 ครั้ง (ให้ยาวได้แค่เลื่อนไป 3 ฟีดในจอสมาร์ทโฟนก็พอ)<br><br>-ข้อดีสำหรับการทำนิตยสารออนไลน์สำหรับเรา (สำหรับแพรว) ก็คือเราทำออนไลน์เพื่อความอยู่รอด ถ้าไม่ทำออนไลน์อาจจะล้มหาตายจากกันไปก็ได้<br><br>-เคยมีคำพูดของคุณโหน่ง  วงศ์ทนง a day บอกไว้ว่า “ถ้าคอนเทนต์มันดี  มันจะมีพื้นที่ของมันเอง”  หมายความว่าถ้ามีเนื้อหาที่ดีก็มีคนพร้อมที่จะอ่านเสมอ<br><br>-คนทำคอนเทนต์ในยุคปัจจุบันควรอย่าชะล่าใจ  ควรจะใช้เครื่องมือทุกอย่างให้เป็น  รวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์ให้เป็นด้วย<br><br>-ณ ปัจจุบันนี้เวลาจะสร้างคอนเทนต์ 1 เรื่อง  เมื่อออกไปสัมภาษณ์คนแล้ว  ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดจะต้องทำเป็นเนื้อหาต่างๆ ดังนี้  1.) เนื้อหาบทสัมภาษณ์เต็มสำหรับลงในนิตยสารเล่ม  2.) เนื้อหาแบบสั้นๆ สำหรับลงนิตยสารออนไลน์  3.) ต้องทำเฟสบุ๊คไลฟ์ด้วย  4.) ต้องทำเป็นคลิปวีดีโอลงในช่องทางยูทูปด้วย  เพื่อให้คอนเทนต์ที่เราสร้างเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเสิร์ฟให้แก่ทุกคนในทุกช่องทางได้<br><br>-หน้าที่ของสื่อคือต้องสื่อสารไปยังผู้รับสาร โดยใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อส่งสาสน์ให้ถึงผู้รับ  ไม่ว่าจะเป็นทั้งในมือถือสมาร์ทโฟน หรือในคอมพิวเตอร์ เราต้องยอมรับการเข้ามาของดิจิทัลด้วย<br><br>-ทุกวันนี้คนที่เป็นสื่อต้องปรับตัวให้ได้  เพราะดิจิทัลได้เข้ามาเคาะประตูบ้านคุณแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ว่าการเข้ามาของดิจิทัลในด้านต่างๆ จะทำให้คนกลางหายไป เป็นการทำให้ง่ายขึ้นเพราะตัดคนกลางออกไป<br><br>-ปัจจุบันคอนเทนต์ที่มาในรูปแบบของวีดีโอกำลังเป็นที่นิยมมาก  เพราะเทรนการทำวีดีโอกำลังมาแรง เครื่องมือในการสร้างวีดีโอก็มีราคาไม่แพงและทำได้ง่ายขึ้น  เชื่อว่าอีกไม่นานคอนเทนต์วีดีโอจะมีมากขึ้น  และเราจะเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นวีดีโอได้มากขึ้นด้วย เพราะเฟสบุ๊คจะไม่ตัดการแสดงผลของคอนเทนต์วีดีโอเลย  ยิ่งเป็นวีดีโอแบบ HD เฟสบุ๊คจะปล่อยให้คนเห็นได้มากขึ้นด้วย<br><br>-คอนเทนต์ที่เป็นวีดีโอเป็นความรู้สึกที่จับต้องได้มากกว่าคอนเทนต์ที่เป็นตัวอักษรอย่างเดียว อย่างเช่นตอนที่ทำเฟสบุ๊คไลฟ์เราจะเห็นฟีดแบ็คตอบสนองได้ทันที  คนชมไลฟ์สดเขาแสดงความคิดเห็นบอกเราได้ทันที<br><br>-ตอนนี้คนที่สร้างคอนเทนต์จึงต้องมีความสามารถหลายด้าน และมีทักษะที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ต้องทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ด้วย , ทำหน้าที่เป็นพิธีกรภาคสนามได้ด้วย , ต้องถ่ายวีดีโอได้ด้วย , ต้องตัดต่อวีดีโอได้ด้วย ฯลฯ  และที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้โซเซียลมีเดียให้เป็นด้วย<br><br>-เทรนการสร้างคอนเทนต์สมัยนี้คือ การทำคอนเทนต์ในประเด็นที่คนกำลังสนใจ เพราะคนอยากรู้เรื่องที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมขณะนั้น<br><br>-ในการที่เราจะทำคอนเทนต์อะไรสักอย่าง  เราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าคอนเทนต์ที่ทำนั้นเป็นคอนเทนต์ที่ดี เป็นคอนเทนต์ที่คนจะต้องชอบแน่ๆ  เราต้องเชื่อมั่นในคอนเทนต์ของเราก่อน  โดยต้องมีความจริงใจในการทำคอนเทนต์ และต้องแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของคอนเทนต์ที่เรานำเสนอด้วย<br><br>-จะเห็นว่าคอนเทนต์มันบิดไปได้เยอะมาก  คอนเทนต์หนึ่งเอาไปทำเป็นรูปแบบอื่นๆ ได้เยอะมาก  อยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้มันสมดุลกันระหว่างคอนเทนต์ที่ดีและคอนเทนต์ที่ขายได้ด้วย<br><br>  มนัส  อ่อนสังข์บรรณาธิการข่าวการศึกษาและแอดมิชชั่น  ประจำเว็บไชต์ www.dek-d.com  (2561)  ได้กล่าวว่า  “การสร้าง content  ยุคใหม่กับสื่อร่วมสมัย 4.0” คอนเทนต์ออนไลน์คือ  คอนเทนต์ต้องเร็วและต้องมีผลกระทบโดยตรงแก่ผู้อ่าน<br><br>-คอนเทนต์ที่เป็นข่าว  ต้องมาในเวลาที่ใช่  และแค่เร็วยังไม่เพียงพอ  ยังต้องลงลึกอีกด้วย<br><br>-ปัจจุบันสมาคมเว็บไซด์ของไทยออกกฎว่า  ห้ามแต่ละเว็บทำเป็นคิกเบส  หรือห้ามทำข่าวหลอกเพื่อให้คนกดเข้าไปอ่านแล้วเนื้อหาเป็นอย่างอื่นไม่ตรงกับหัวข้อข่าว<br><br>-ยกตัวอย่างเช่น  ในตอนนี้กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสกำลังมาแรง  เว็บเด็กดีจึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่ลึกและครบในทุกด้าน  ด้วยการทำบทความชื่อ “10 บุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในละครบุพเพสันนิวาส”<br><br>ถ้าเราต้องการจะสร้างคอนเทนต์ให้มีคนมาอ่านมาก  เราต้องใส่แฮชแท็ค # ไปด้วย  คือต้องสร้างคำสำหรับติดแฮชแท็คฮิตๆ ไว้ด้วย  เพราะมันเหมือนเป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหาข้อมูล<br><br>-ถ้าเราพิมพ์ค้นหาอะไรก็ตามในกูเกิ้ล  เว็บไซต์ที่แสดงผลการค้นหาเป็นอันดับแรกจะวัดจาก 1.ยอดวิวหรือยอดเข้าชมเยอะสุด  2.วัดจากคีย์เวิร์ด (หรือแฮชแท็คที่เราสร้างไว้)<br><br>-และอะไรที่มีคนถามมากที่สุด หรือมีการค้นหามากที่สุด  กูเกิ้ลจะจดจำไว้  รวมทั้งเฟสบุ๊คด้วยถ้าเราชอบดูเนื้อหาในลักษณะไหนบ่อยๆ เฟสบุ๊คมันจะจดจำว่าเราชอบในสิ่งนั้น<br><br>-เราเป็นคนสร้างคอนเทนต์  เราต้องรู้กลเม็ดเคล็ดลับด้วยว่า  อะไรทำให้คนเข้ามาอ่านบทความที่เราเขียนมากที่สุด  ซึ่งเทคนิคง่ายๆ อาจจะเป็นการตั้งชื่อเรื่อง  ตั้งชื่อบทความของเรา ชื่อที่ดี ชื่อที่น่าสนใจ จะทำให้คนคลิกเข้ามาอ่านมากกว่า<br><br>-นอกจากนั้นอีกหนึ่งรูปแบบที่กำลังนิยมกันคือการทำอินโฟกราฟิค  คือการทำเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ คือการเล่าเรื่องที่ยากๆ ด้วยภาพวาดการ์ตูนเพื่อเล่าให้คนอ่านเข้าใจได้ง่าย  แบบนี้เป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะสำหรับคอนเทนต์ที่จะเอาลงในเฟสบุ๊ค<br><br>-สำหรับคอนเทนต์ที่ยาวๆ ปัจจุบันนี้ยังมีคนอ่านอยู่  ไม่ใช่ว่าจะไม่อ่านเลย ซึ่งการอ่านอะไรที่ยาวๆ หรือการอ่านหนังสือนั้นจะทำให้คนอ่านมีความสุข  อ่านแล้วได้รับแรงบันดาลใจอะไรบางอย่าง<br><br>-ความปราณีตในการทำสื่อนั้น คนที่ทำหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์มีความปราณีตมากกว่าคนที่ทำสื่อออนไลน์  เพราะว่าพวกเว็บสื่อออนไลน์ต่างๆ ต้องแข่งขันกันที่ความเร็ว  จึงทำให้หลายๆ เว็บออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง<br><br>-จริงๆ แล้วพวกเว็บข่าวปลอมเขาได้เงินคาโฆษณาจากทางกูเกิ้ล  คือทางกูเกิ้ลสามารถเอาโฆษณามาลงในเว็บนั้นได้  เมื่อมีคนหลงกดเข้าไปดูในเว็บปลอม  คนที่ทำเว็บก็จะได้เงินค่าโฆษณาจากกูเกิ้ลด้วย<br><br>-เทคนิคการสร้างคอนเทนต์คือทุกๆ สิ่งมีความสำคัญหมด  รูปภาพที่ใช้ในคอนเทนต์ก็มีความสำคัญ  บางครั้งคนเข้ามาอ่านเนื้อหาของเราก็เพราะรูปภาพก็มี  แต่เนื้อหาก็ต้องสำคัญเพื่อทำให้คนที่เข้ามาแล้วเขาอ่านต่อจนจบ<br><br>-  คอนเทนต์ควรต้องเข้าถึงประเด็นสำคัญให้เร็ว อย่าช้าอืดอาด เพราะมัวแต่อารัมภบทอยู่เด็กก็ไม่อ่านแล้ว อย่าเกริ่นให้เกินกว่า 3 ฟีด (นิ้วเลื่อน 3 ครั้ง)  ไม่งั้นเด็กจะไม่อ่านแล้ว (เป็นที่มาของคำว่าวัยรุ่นใจร้อนเนี่ยเอง/อาคุงกล่องบอก)<br><br>-รูปภาพเป็นตัวดึงดูดความสนใจของผู้อ่านเลย แต่เราก็ควรมีมารยาทในการเลือกรูปภาพมาใช้ด้วย ไม่ใช่เอาแต่ภาพที่ไม่ดีมาใส่  ภาพไหนที่คนไม่หล่อม่สวยหรือดูไม่ดีก็ไม่ควรนำมาใช้  ควรเลือกภาพอื่นที่ดีกว่ามาใช้แทน<br><br>-ภายใน 5 บรรทัดแรกต้องบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร และใน 5 บรรทัดสุดท้ายต้องสรุปให้ได้ว่าเป็นอย่างไร<br><br>-การเขียนเนื้อหาที่ดีคือ  การเขียนที่ทำให้ผู้อ่านอ่านแล้วยังรู้สึกค้างคาอยู่ในหัว  คืออ่านจบแล้วแต่เนื้อเรื่องยังค้างอยู่ในความรู้สึกของเขา   ทำให้ผู้อ่านรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวจนเมื่ออ่านจบเขาจะคิดว่า “อ้าว .. จบแล้วเหรอ? เรื่องนี้มันดีมากเลยนะเนี่ย” <br><br>-สำหรับการเขียนบทสัมภาษณ์  อาจจะไม่ต้องมีการเกริ่นนำเลยก็ได้ อาจจะเอาประโยคเด็ดหรือประโยคฮุคของผู้ถูกสัมภาษณ์มาขึ้นไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง  ต้องทำให้ผู้อ่านอยากอ่านต่อให้ได้<br><br>-ชื่อเรื่องก็สำคัญมาก ชื่อเรื่องที่ดีจะทำให้ผู้อ่านค้นหาข้อมูลเจอ  ค้นหาบทความของเราเจอ ชื่อเรื่องต้องเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของการทำคอนเทนต์เลย<br><br>-คนสร้างคอนเทนต์ควรหาจุดขายของตัวเองให้เจอ  ถ้าอยากขายดราม่าก็ต้องเขียนให้เรื่องราวมันมีปมขัดแย้งดราม่า  พยายามเขียนให้มันเด้งๆ ให้มันนำเสนอหลายมิติ เพื่อสร้างฐานแฟนคลับของเราได้<br><br>-การเริ่มต้นเขียน  ควรคิดสร้างเรื่องราวไว้ให้ครบก่อน  ควรวาดภาพให้เห็นชัดในหัวของเราก่อน  พยายามดึงจุดสนใจของเรื่องออกมาให้ได้ก่อน<br><br>-สำหรับเพจท่องเที่ยว คอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสืออาจจะสำคัญน้อยกว่ารูปภาพ  อาจจะใช้รูปภาพเล่าเรื่องแทนก็ได้  แต่เราควรต้องรู้ก่อนว่าคอนเทนต์ออนไลน์ของเราขายอะไร?  ขายเรื่องราวหรือขายรูปภาพ?<br><br>-เรื่องของเราเวลามีคนแชร์ไป  ต้องดูด้วยว่าเขาแชร์ไปแล้วเขาใส่ความรู้สึก  หรือเขาใส่คอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นอะไรไว้บ้าง?  บางคนชอบแชร์อะไรก็ตามที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเขาเก่งเขาจึงแชร์เรื่องนี้  เราควรดูว่าเขาชอบเรื่องของเราจริงๆ ใช่ไหมเขาจึงแชร์ไป<br><br>-ดังนั้นเวลาที่เราจะเขียนตอนเทนต์  เราควรตั้งใจไว้ก่อนเลยว่าจะเขียนเรื่องนี้เพื่อให้คนแชร์ไปเยอะๆ พยายามเขียนเรื่องที่ทำให้คนแชร์ไปแล้วเขาต้องแสดงความคิดเห็นต่อไว้ด้วย  ไม่ใช่แค่ให้เขาแชร์ไปเฉยๆ <br><br>-การใส่แท็ค Tag ไปหาเพื่อนๆ ของเขา (คือคนอ่านแชร์ไปแล้วแท็คเพื่อนของเขาด้วย) คือโอกาสทองที่จะทำให้คอนเทนต์ของเรากระจายแพร่หลายมากขึ้น<br><br>-จงจำไว้ว่ารูปแบบของคอนเทนต์มันเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด  เพราะใน 1 บทความที่เราเขียน  เราควรจะให้อ่านได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ด้วย  จึงต้องปรับรูปแบบของคอนเทนต์ไปตามความเหมาะสม<br><br><br>พัภภล สามสี ผู้อำนวยการเนื้อหาและสื่อสังคมออนไลน์  ของสถานีวิทยุนานาแห่งชาติแห่งประเทศจีน ประจำภูมิภาคเอเชีย  (2561)กล่าวไว้ว่า "ทุกวันนี้การทำข่าวให้ทางจีน  ส่วนใหญ่จะรายงานข่าวเป็นภาพ , เป็นวีดีโอ , เป็นข่าวสั้นๆ 1 ชิ้น แล้วหลังจากนั้นจะไปหาคนที่อยู่ในข่าว  เพื่อสัมภาษณ์เอาข้อมูลมาเขียนเป็นบทความที่ยาวขึ้น<br><br>-ทุกวันนี้ที่กำลังเป็นที่นิยมก็คือ  การทำภาพวีดีโอสั้นๆ ที่มีตัวหนังสือบรรยายอยู่ในคลิปวีดีโอ  โดยทำไม่ให้มีเสียง  เพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่ไม่ต้องการเปิดเสียงให้รบกวนคนอื่น  หรือเหมาะสำหรับคนที่ดูในระหว่างการนั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน<br><br>-และถ้าต่อยอดสัมภาษณ์ได้  ก็อาจจะทำเป็นคลิปการสัมภาษณ์ที่ยาวขึ้นอีก  ซึ่งคอนเทนต์ 1 คอนเทนต์เราควรจะต่อยอดแยกย่อยออกเป็นรูปแบบต่างๆ ให้เยอะที่สุด<br><br>-ความปราณีตในการทำสื่อนั้น คนที่ทำหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์มีความปราณีตมากกว่าคนที่ทำสื่อออนไลน์  เพราะว่าพวกเว็บสื่อออนไลน์ต่างๆ ต้องแข่งขันกันที่ความเร็ว  จึงทำให้หลายๆ เว็บออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง<br><br>-จริงๆ แล้วพวกเว็บข่าวปลอมเขาได้เงินคาโฆษณาจากทางกูเกิ้ล  คือทางกูเกิ้ลสามารถเอาโฆษณามาลงในเว็บนั้นได้  เมื่อมีคนหลงกดเข้าไปดูในเว็บปลอม  คนที่ทำเว็บก็จะได้เงินค่าโฆษณาจากกูเกิ้ลด้วย<br><br>พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดียของคนไทย อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ตามข้อมูลจากงานวิจัย Digital Next 2018 เจาะลึก เคล็ดลับเด็ด ธุรกิจ SMEs มัดใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุข้อมูลอัพเดทจาก We Are Social ดิจิทัลเอเยนซี่ในสิงคโปร์ และ Hootsuite ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 238 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย  พบว่า<br><br><br>จำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกมีสัดส่วน 50%  ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วน 67%<br><br>จำนวนผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกมีสัดส่วน 37%  ประเทศไทยมีสัดส่วน  67%<br><br>จำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกมีสัดส่วน 108%  ประเทศไทยมีสัดส่วน 133%<br><br>ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านมือถือทั่วโลกมีสัดส่วน 34% ขณะที่สัดส่วนในประเทศไทยสูงถึง 62%<br><br>นอกจากนี้ยังพบว่า พฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีค่าเฉลี่ยมากถึงวันละ 6 ชั่วโมง 40 นาที รวมทั้งบทบาทของโซเชียลมีเดียที่กลายมาเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร เพราะสามารถเข้าถึงคนจำนวนมาก โดยเฉพาะ Facebook ที่เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมใช้งานสูงสุดถึง 65% ตามมาด้วย YouTube 64%, Line 53%, FB Messenger 48% และ Instagram 44%<br><br>We Are Social” ดิจิทัลเอเยนซี่ และ “Hootsuite” ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในประเทศไทย (กุมภาพันธ์ 2561)ว่า "ประเทศไทยมีประชากร 69.11 ล้านคน (53% อยู่ในเขตเมือง) แบ่งเป็นประชากรผู้หญิง 51.3% – ผู้ชาย 48.7%<br>– รายได้ต่อหัวประชากรไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16,946 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี<br>– อัตราการรู้หนังสือของประชากรไทย คิดเป็นสัดส่วน 97% ของประชากรทั้งประเทศ<br>– มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน<br>– มีผู้ใช้งาน Social Media มากถึง 51 ล้านคน<br>– มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ สูงถึง 93.61 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศ<br>– ในจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด มีผู้ใช้ Social Media เป็นประจำผ่าน Smart Device 46 ล้านคน<br><br>“คนไทย” ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตต่อวันมากที่สุดในโลก – กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากสุดในโลก<br><br>“ประเทศไทย” เป็นประเทศที่ใช้เวลาต่อวันอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก (รวมทุกอุปกรณ์) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน และถ้าวัดเฉพาะการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน “ไทย” ยังคงเป็นประเทศที่ใช้เวลาท่องเน็ตต่อวันมากที่สุดในโลกเช่นกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 56 นาที<br><br>นอกจากนี้คนไทยยังใช้เวลาในการเล่น Social Media โดยเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 10 นาทีต่อวัน และใช้เวลาไปกับการดูทีวี (Broadcast, Streaming, Video On Demand) ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง 3 นาทีต่อวัน<br><br>ความถี่ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทย โดยมากถึง 90% ใช้งานเน็ตทุกวัน / 8% เข้าเน็ตอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง / 2% เข้าเน็ตอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน<br><br>พฤติกรรมดูวิดีโออนไลน์ของคนไทย พบว่า<br>57% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกวัน<br>27% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกสัปดาห์<br>9% ดูวิดีโอออนไลน์ทุกเดือน<br>3% ดูวิดีโอออนไลน์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน<br>3% ไม่เคยดูวิดีโอออนไลน์<br><br>ขณะที่พฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อการดู “ทีวี” ยังพบว่ามากถึง 96% ดูทีวีผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือ มี 21% ที่ดูคอนเทนต์ Online Streaming บนเครื่องรับโทรทัศน์ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบัน “Smart TV” เริ่ม Penetrate เข้าไปอยู่ในครัวเรือนคนไทยมากขึ้น และมี 40% ดูคอนเทนต์ Online Streaming ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต<br><br>– คนไทย 51 ล้านคนใช้ Social Media<br>– ในจำนวนคนใช้ Social Media มีมากถึง 46 ล้านคนเข้าผ่าน “Mobile Device”<br>– “Facebook” ยังคงเป็น Social Media ยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทย / ส่วนอันดับ 2 คือ “YouTube / อันดับ 3 “LINE” / อันดับ 4 “Facebook Messenger” / อันดับ 5 “Instagram”<br>– ยอดผู้ใช้งาน Facebook ในไทย อยู่ที่ 51 ล้านคน แบ่งเป็น 49% ผู้หญิง และ 51% ผู้ชาย<br>– จากยอดผู้ใช้ Facebook ในไทยโดยรวม มีมากถึง 90% เข้าผ่าน “Mobile Device”<br><br>ลุ่มผู้ใช้ “Facebook” มากที่สุดในไทย คือ คนกลุ่มอายุระหว่าง 18 – 34 ปี ซึ่งเป็นผู้บริโภคกลุ่ม Millennials ที่ใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน / ตามมาด้วยกลุ่มอายุ 35 – 44 ปี เป็นผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y – Gen X<br><br>ขณะที่ประเภทคอนเทนต์ที่โพสต์บน Facebook แล้วจะได้ Engagement ดีที่สุด พบว่า อันดับ 1 คือ “วิดีโอ” (9.32%) รองลงมาคือ “โพสต์ลิงค์” (7.16%) ส่วนคอนเทนต์ที่จะได้ Engagement น้อยสุด คือ “รูป” (4.15%)  <br><br>– ประเทศไทยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ 93.61 ล้านเลขหมาย (สูงกว่าจำนวนประชากรไทย)<br>– 79% เป็น Pre-paid และ 21% เป็น Post-paid<br>– 99% ของการใช้งานโทรศัพท์มือถือคนไทย สามารถเข้าถึง 3G และ 4G<br><br>8 ฟังก์ชั่นการใช้งานยอดนิยมบนสมาร์ทโฟน<br>อันดับ 1 ตั้งนาฬิกาปลุก (42%)<br>อันดับ 2 ตารางนัดหมายประจำวัน (25%)<br>อันดับ 3 เช็คสภาพอากาศ (18%)<br>อันดับ 4 ใช้แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการออกกำลังกาย-สุขภาพ (7%)<br>อันดับ 5 ถ่ายรูป-วิดีโอ (54%)<br>อันดับ 6 เช็คข่าวสาร (26%)<br>อันดับ 7 อ่าน e-books / e-magazine (19%)<br>อันดับ 8 จดบันทึกต่างๆ เช่น รายการซื้อของ, ภารกิจในแต่ละวัน<br><br>ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทำการเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ล่าสุดเป็นพฤติกรรมของชาวเน็ตในปี 2560 ได้ทำการสำรวจในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 จากกลุ่มตัวอย่าง 25,101 คน เป็นการสำรวจช่องทางออนไลน์<br>จากที่มีการสำรวจตั้งแต่ปี 2556 พบว่าคนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกปี ทั้งนี้เป็นไปตามเทรนด์ และการเติบโตของสมาร์ทโฟน ในปี 2559 มีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ 6.24 ชั่วโมง/วัน ส่วนในปี 2560 ได้แยช่วงเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่วงวันทำงาน/เรียนหนังสือ และช่วงวันหยุด พบว่าในวันทำงานคนไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมง/วัน และวันหยุดใช้อินเทอร์เน็ต 6.48 ชั่วโมง/วัน ยังพบว่า 61.1% ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน เฉลี่ย 3.06 ชั่วโมง/วัน 30.8% มีปริมาณการใช้เท่าเดิม และมีเพียง 8.1% ที่ใช้ลดลง เฉลี่ยที่ 2.24 ชั่วโมง/วัน<br><br>กลุ่ม Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงสุด โดยในช่วงวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือใช้เฉลี่ยที่ 7.12 ชั่วโมง/วัน และมากถึง 7.36 ชั่วโมง/วันในช่วงวันหยุด ขณะที่ Gen X และ Gen Z ใช้อินเทอร์เน็ตในวันทำงานและวันเรียนหนังสือ โดยเฉลี่ยเท่ากันที่ 5.48 ชั่วโมง/วัน แต่ในวันหยุด Gen Z กลับใช้เพิ่มขึ้นเป็น7.12 ชั่วโมง/วัน สวนทางกับ Gen X ที่ใช้ลดลงที่ 5.18 ชั่วโมง/วัน โดยกลุ่ม Baby Boomer ใช้ 4.54 ชั่วโมง/วันในวันทำงาน และ 4.12 ชั่วโมง/วันในวันหยุด<br><br> ETDA ประกาศผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ประเทศไทยปี 2561 (กรกฎาคม 2561)<br><br>พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตนานขึ้นเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน เป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเผย Gen Y ครองแชมป์ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยเฉพาะ การใช้ Facebook, Instagram, Twitter และ Pantip สูงถึง 3 ชม. 30 นาทีต่อวัน ห่วงความปลอดภัยการใช้งานอินเทอร์เน็ต หลังพบผู้ใช้ไม่ยอมเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อออนไลน์ เตรียมจัดตั้ง Digital Asia Hub Thailand หวังสร้างความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมของเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับโลก<br><br>favorite<br>2<br>1 comment<br><br>Tanya Suporn 3 วัน<br>สุดยอดเลยค่ะ ข้อมูลแน่นมากเหลือแค่การเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่ายนะคะ<br><br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>Vicky<br>Vicky<br> ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับGen y ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ อาหารและเครื่องดื่ม จากตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ<br>favorite<br>1<br><br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>May😻<br>May😻<br>บทที่ 2ทฤษฎีที่เกี่ยวของ<br>ความพึงพอใจของ GEN Z ที่มีต่อการปฎิบัติงานทันทีหลังเรียนจบการศึกษา<br>favorite<br>2<br>1 comment<br><br>Tanya Suporn 17 วัน<br>บทความที่นำมานี้เกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานนะคะ อ.เริ่มงงนิดนึงว่ามันตรงกับประเด็นปัญหาในบทที่ 1 หรือไม่<br><br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>ใบหม่อน<br>ใบหม่อน<br>favorite<br>2<br><br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br>อุมาวดี(แหม่ม)<br>อุมาวดี(แหม่ม)<br>favorite<br>3<br><br><br>เพิ่มความคิดเห็น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 07:33:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271358622</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Vicky </title>
         <author>lpojarnee</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271364200</link>
         <description><![CDATA[<div>ทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง <br><br></div><h1>ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง </h1><div>เราจะเห็นว่าธุรกิจที่มีโมบายแอพ มักจะเป็นธุรกิจที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก มีงบการตลาดแบบมหาศาล แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้พลิกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่า ณ ขณะนี้ จำนวน<a href="http://www.mobinster.com/">โมบายแอพ (Mobile App)</a> ที่อยู่บนทั้ง Android และ IOS มีมากกว่าสองล้าน<a href="http://www.mobinster.com/">โมบายแอพพลิเคชั่น (Mobile Application)</a> เข้าไปแล้ว การเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงผ่านโมบายแอพ   ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ในการเพิ่มรายได้ก็คือ<br><br></div><div>1<strong>การใช้โมบายแอพเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ </strong> ใน<a href="http://www.mobinster.com/">การแจ้งเตือน</a>ลูกค้าถ้ามีโปรโมชั่นใหม่ๆ (<a href="http://www.mobinster.com/">Notification Push</a>) แทนการแจกโบรชัวร์ใช้แจ้งเตือนโปรโมชั่นแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือข้อมูลสถิติของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการกับเรา ซึ่งข้อมูลที่ประเมินค่าไม่ได้พวกนี้เราไม่มีทางจะเก็บได้จากลูกค้าที่เดินบนถนนแล้วเข้ามาซื้อของและจากไป ความเก่งของโมบายแอพก็คือสามารถส่ง<a href="http://www.mobinster.com/">แจ้งเตือนโปรโมชั่น</a>ต่างๆ ไปยังมือถือได้ทันที <br><br></div><div>2<strong>เพราะโมบายแอพ (Mobile App) เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการทำโปรโมชั่</strong>นหลักการในการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางดิจิทัลในยุคนี้มีสามคำคือ "เร็ว (Quick)" "ง่าย (Simple)" และ "สนุก (Fun)" ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนคาดหวังกับ<a href="https://www.dmit.co.th/th/our-services-thai/zendesk-thai/">ประสบการณ์ที่ดี</a>ในการซื้อสินค้าหรือบริการ <br><br></div><div>3 สามารถแบ่งวิเคราะห์แยกตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้อีกด้วย ใช้งานโทรศัพท์ที่ค้นหาแอพบนแอพสโตร์จะมีโอกาสรับรู้ถึงแบรนด์แต่ละแบรนด์ แม้จะแค่เลื่อนผ่านตา แต่ก็ยังได้รับรู้ว่ามีแอพหรือธุรกิจตัวนั้นอยู่ในโลกใบนี้ แต่ถ้าไอคอนหรือโลโก้สะดุดตานี่ก็คือโอกาสในทางธุรกิจทันที <br><br></div><div>4 เก็บข้อมูลได้ลึกถึงระดับสถานที่ที่ลูกค้านั้นอยู่หรือเดินผ่านไปมาแถวนั้นด้วย (โดยระบบจีพีเอส ) รวมไปถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าอีกด้วย ซึ่งหมายถึงเราสามารถส่ง<a href="http://www.mobinster.com/">โปรโมชั่น</a>ดีๆ ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องหว่านแบบ Mass เหมือนที่ทำกันอีกแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้แรงน้อยกว่าเดิมในการได้มาซึ่งลูกค้าซึ่งหลักการในการขายสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางดิจิทัลในยุคนี้มีสามคำคือ "เร็ว (Quick)" "ง่าย (Simple)" และ "สนุก (Fun)" ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนคาดหวังกับ<a href="https://www.dmit.co.th/th/our-services-thai/zendesk-thai/">ประสบการณ์ที่ดี</a>ในการซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งหากผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเพียง 30% ซื้อสินค้าบนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟน <br><br></div><div><strong>4. ธุรกิจเข้าถึงและได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นแบบคาดไม่ถึง </strong>การมีช่องทางที่หลากหลายไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางที่หลากหลายในการทำการตลาด และได้รับการบอกต่อไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ อีกด้วย <br><br></div><div>นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะใส่ฟังก์ชั่นหลักๆ เข้าไปในโมบายแอพที่ให้ลูกค้าปัจจุบันไปชักชวนลูกค้าใหม่ๆ ที่เป็นเพื่อนให้มาซื้อสินค้าหรือบริการกับเราได้อีก ซึ่งเป็นเทคนิคการตลาดที่ได้ผลชะงักมาก ตราบใดที่เรามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ยิ่งเป็นเรื่องที่ง่าย<br><br></div><div><strong>4. สร้างความภักดีต่อสินค้าหรือแบรนด์</strong> นักการตลาดทุกคนทราบดีว่าการสร้าง<a href="http://www.mobinster.com/">ความภักดีต่อสินค้าหรือแบรนด์ (Brand Loyalty)</a> คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในกิจกรรมด้านการตลาด นี่เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทใหญ่ๆ จึงได้ทุ่มเทความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะว่าต้นทุนในการรักษาลูกค้าเก่าย่อมต่ำกว่าต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่อยู่เสมอ ด้วยโมบายแอพที่ทำให้เราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของลูกค้าเสมอ เราสามารถสร้างการจดจำที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างไม่ยากด้วยการที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ยังเข้าถึงและติดต่อเราได้เสมอ เช่น ตรวจสอบคะแนนสะสม ดูส่วนลด สั่งซื้อสินค้า จ่ายเงิน ฯลฯ ซึ่งกรณีนี้สตาร์บัคทำได้อย่างดีมากในเรื่องของการสร้าง<a href="http://www.mobinster.com/">ความภักดีต่อแบรนด์</a> โดยใช้<a href="http://www.mobinster.com/">โมบายแอพ (Mobile App)</a> ลองสังเกตก็ได้ครับว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่สตาร์บัคหลายท่านจ่ายเงินด้วยโมบายแอพ แทนที่จะเป็นบัตรสะสมคะแนนหรือเงินสด ซึ่งหลักการของเรื่องนี้ก็คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับ<a href="http://www.dmit.co.th/">ประสบการณ์ที่ดีที่สุด</a>ในการซื้อสินค้าและบริการ โดยมีขั้นตอนที่น้อยที่สุดนั่นเอง<br><br></div><div><strong>5. ล้ำหน้าคู่แข่ง</strong>ในการที่จะชนะใจลูกค้ามากกว่าที่คู่แข่งทำได้ เราต้องนำเสนอสินค้าและบริการที่เหนือกว่า มีความคุ้มค่ากว่า และ<a href="https://www.dmit.co.th/th/our-services-thai/zendesk-thai/">สร้างประสบการณ์ที่ดี</a>ให้กับลูกค้าได้มากกว่า คำถามต่อมาคือเราจะสร้าง<a href="https://www.dmit.co.th/th/our-services-thai/zendesk-thai/">ประสบการณ์ที่ดี</a>ให้กับลูกค้าผ่าน<a href="http://www.mobinster.com/">โมบายแอพ (Mobile App)</a> ได้อย่างไร ออกแบบหน้าจอที่เน้น<a href="http://www.mobinster.com/">ประสบการณ์การใช้งานที่ดี (User Experience, UX)</a> โดยมีเมนูที่เข้าได้ไม่ยาก ไม่สร้างความสับสน และกำหนดตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ที่ไม่ย้อนแย้งกับพฤติกรรมการใช้งาน<br><br></div><div>·         ออกแบบขั้นตอนการซื้อสินค้าและชำระเงินแบบทีละขั้นตอน อย่าเอาทุกอย่างใส่ในหน้าจอเดียว เพราะอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือไม่ใช่หน้าจอคอมพิวเตอร์ <br><br></div><div>·         มีหลายทางเลือกในการชำระเงิน<br><br></div><div>·         มี<a href="http://www.mobinster.com/">ระบบแจ้งเตือน (Push notifications) ข้อความเสนอโปรโมชั่น และส่วนลด</a> <br><br></div><div>·         อย่าลืมมีโลโก้ของตัวเองบนโมบายแอพ<br><br></div><div>·         มีฟังก์ชั่นที่รองรับเพื่อนแนะนำเพื่อน<br><br></div><div>·         มีฟังก์ชั่นในการให้บริการลูกค้าที่ง่ายและสะดวก<br><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><h1><strong>We Are Social”</strong> ดิจิทัลเอเยนซี่ และ <strong>“Hootsuite”</strong> ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ได้รวบรวมสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก เพื่อฉายภาพการเปลี่ยนแปลงทั้งภาคธุรกิจออนไลน์ และพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ได้เผยว่าขณะนี้มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 4,000 ล้านคนทั่วโลก</h1><div>– ประเทศไทยมีประชากร 69.11 ล้านคน (53% อยู่ในเขตเมือง) แบ่งเป็นประชากรผู้หญิง 51.3% – ผู้ชาย 48.7%<br> – รายได้ต่อหัวประชากรไทย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 16,946 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี<br> – อัตราการรู้หนังสือของประชากรไทย คิดเป็นสัดส่วน 97% ของประชากรทั้งประเทศ<br> – มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน<br> – มีผู้ใช้งาน Social Media มากถึง 51 ล้านคน<br> – มีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ สูงถึง 93.61 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศ<br> – ในจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด มีผู้ใช้ Social Media เป็นประจำผ่าน Smart Device 46 ล้านคน<br><br></div><div><strong>คนไทย” ใช้เวลาเข้าอินเทอร์เน็ตต่อวันมากที่สุดในโลก – กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์เมืองที่มีผู้ใช้ Facebook มากสุดในโลก<br></strong><br></div><div> <br><br></div><div> <br><br></div><h1> </h1><h1> </h1><h1><strong>เจาะลึกพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตของ คนไทย ม.ค. 2018</strong>Hootsuite และ Wearesocial ได้เผยสถิติการใช้งานดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ <strong>ในเดือนมกราคม 2018 </strong>และยังมีการแยกเป็นประเทศๆ รวมทั้ง <strong>ประเทศไทย </strong>อีกด้วย</h1><div> <strong>Digital in Thailand<br></strong><br></div><div>ประชากร 69.11 ล้านคน ประชากร ผู้ใช้อินเตอร์ 57 ล้านคน<br> <strong>ผู้ใช้มือถือ 55.56 ล้านคน โดยเป็น Active Users สำหรับมือถือ 46 ล้านคน<br></strong><br></div><div><strong>Annual Digital Growth<br></strong><br></div><div>ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต เพิ่มขึ้นใน 1 ปี ถึง 24%<br>ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เพิ่มขึ้นใน 1 ปี ถึง 11%<br>ผู้ใช้มือถือเพิ่มขึ้นใน 1 ปี 3%<br>ผู้ใช้มือถือ ใช้งานโซเชียลมีเดีย เพิ่มขึ้น 10%<br><br></div><div>98% คนไทยใช้มือถือ<br> <strong>71% เป็นสมาร์ทโฟน</strong><br> 25% เป็น แล็บท็อป หรือ เดสก์ท็อป<br> 12% เป็น คอมพิวเตอร์<br> 98% เป็น โทรทัศน์<br> 1%  ใช้ดีไวซ์เพื่อการสตรีมมิ่ง คอนเทนต์บนทีวี<br><br></div><div><strong>Time Spent With Media<br></strong><br></div><div>10 ชั่วโมง 5 นาที เวลาเฉลี่ยใน 1 วัน ของการใช้อินเตอร์เน็ต<br> 3 ชั่วโม 30 นาที  เวลาเฉลี่ยใน 1 วัน ของการใช้โซเชียลมีเดีย<br> 4 ชั่วโมง 3 นาที เวลาเฉลี่ยใน 1 วััน ของการรับชมผ่านบอร์อคาสต์ สตรียมมิ้ง และวิดีโอ ออน ดีมานด์<br> 1 ชั่วโมง 35 นาที เวลาเฉลี่ยนใน 1 วัน ของการฟังสตรีมมิ่ง มิวสิค<br><br></div><div><strong>Frequency of Internet Use<br></strong><br></div><div>ความถี่ในการใช้อินเตอร์เน็ต<br><br></div><div>90% ใช้ทุกวัน<br> 8% ใช้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์<br> 2% ใช้อย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน<br> 0% ใช้น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน<br><br></div><div><strong>Share of Web Traffic By Divice<br></strong><br></div><div>28% แชร์บน แล็ปท็อป และเดสก์ท็อป<br><br></div><div><br><strong>69% แชร์บน มือถือ<br></strong>4% แชร์บน แท็บเล็ต<br> 0.01% แชร์บน ดีไวซ์อื่นๆ<br><br></div><div><strong>Similarweb’s Ranking of Top Website<br></strong><br></div><div>เว็บไซต์ยอดนิยมของคนไทย จัดอันดับโดย Similarweb<br><br></div><div>1.    Google.co.th<br><br></div><div>2.    Facebook.com<br><br></div><div>3.    Google.com<br><br></div><div>4.    Youtube.com<br><br></div><div>5.    Pantip.com<br><br></div><div>Weekly Online Activities By Device<br><br></div><div>กิจกรรมในการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำแต่ละสัปดาห์ ในแต่ละดีไวซ์<br><br></div><div>·         ใช้ค้นหาบน Search Engine 37%  ใช้บนสมาร์ทโฟน 15% ใช้บนคอมพิวเตอร์<br><br></div><div>·         ใช้บนโซเชียลเน็ตเวิร์ค 73% ใช้บนสมาร์ทโฟน  23% ใช้บนคอมพิวเตอร์<br><br></div><div>·         เล่นเกม  22%  ใช้บนสมาร์ทโฟน 12% ใช้บนคอมพิวเตอร์<br><br></div><div>·         ใช้ดูวิดีโอ  63%  ใช้บนสมาร์ทโฟน 22% ใช้บนคอมพิวเตอร์<br><br></div><div>·         ใช้มองหาข้อมูลโปรดักส์ 15% ใช้บนสมาร์ทโฟน  7%  ใช้บนคอมพิวเตอร์<br><br></div><div>Most Active Social Media Platforms<br><br></div><div>75%  Facebook<br> 72%  Youtube<br> 68%  Line<br> 55%  Facebook Messenger<br> 50%  Instagram<br><br></div><div> <br><br></div><div><strong>op App Ranking<br></strong><br></div><div><strong>จัดอันดับตามการใช้แอปที่แอ็คทีฟต่อเดือน </strong></div><div>1.    Line<br><br></div><div>2.    Facebook<br><br></div><div>3.    Facebook Messenger<br><br></div><div>4.    Instagram<br><br></div><div>5.    K-Mobile Banking<br><br></div><div><strong>จัดอันดับตามยอดการดาวน์โหลด</strong></div><div>1.    Facebook Messenger<br><br></div><div>2.    Facebook<br><br></div><div>3.    Line<br><br></div><div>4.    Joox Music<br><br></div><div>5.    Camera 360<br><br></div><div>Financial Inclusion Factors<br><br></div><div>เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ที่ใช้บริการหรือโปรดักส์จากแบงก์กิ้ง<br><br></div><div>78%  มีแอ็คเคาท์ของธนาคารใช้งานบนอินเตอร์<br><br></div><div>6%  มีเครดิตคาร์ต ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ต<br> 4% ทำการชำระเงินผ่านออนไลน์ และหรือ จ่ายบิลผ่าน QR Pays Biils<br> 5% เป็นผู้หญิง<br> 7% เป็นผู้ชาย<br><br></div><div>E-Commerce Activities in Past 30 Days<br><br></div><div><strong>พฤติกรรมการ E-Commerce ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา<br></strong><br></div><div><strong>71% เสิร์ชออนไลน์เพื่อหาสินค้าหรือบริการที่จะซื้อ<br> 70% เข้าชมร้านค้าออนไลน์ต่างๆ<br> 62% ซื้อสินค้าหรือบริการผ่านออนไลน์<br> 52% ซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านแล็บท็อปหรือเดสก์ท็อป<br> 52% ซื้อขายสินค้าผ่านมือถือ<br></strong><br></div><div><strong>E-Commerce Spend by Category<br></strong><br></div><div>E-Commerce แบ่งตามหมวดหมูสินค้าและบริการ<br><br></div><div>·         <strong>แฟชั่นและบิวตี้ 531.3 ล้านดอลล่าร์<br></strong><br></div><div>·         <strong>อุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อต่างๆ 1,258 ล้านดอลล่าร์<br></strong><br></div><div>·         <strong>อาหารและเพอร์ซันนอลแคร์ต่างๆ 187.2 ล้านดอลล่าร์<br></strong><br></div><div>·         <strong>ฟิตเนส 475.3 ล้านดอลล่าร์<br></strong><br></div><div>E-Commerce Growth by Category<br><br></div><div>E-Commerce แบ่งตามการเจริญเติบโต ตามหมวดหมูสินค้าและบริการ<br><br></div><div>·         แฟชั่นและบิวตี้ เติบโตขึ้น 38%<br><br></div><div>·         อุปกรณ์ไฟฟ้าและสื่อต่างๆ เติบโตขึ้น 14%<br><br></div><div>·         อาหารและเพอร์ซันนอลแคร์ต่างๆ  เติบโตขึ้น 23%<br><br></div><div>·         ฟิตเนส เติบโตขึ้น 23%<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-29 11:12:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271364200</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>mayneegang</author>
         <link>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271624618</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/298241525/9165589e4365ff19e3cd9d1d1b1a4b04/Format________________2.doc" />
         <pubDate>2018-08-01 02:57:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/aumavade/uplkvlt84q1e/wish/271624618</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
