<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>กิจกรรมสืบค้นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น by นางสาวศรารัตน์ วรรณแจ่ม</title>
      <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc</link>
      <description>Made with an open mind</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-01-27 00:45:59 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-03-04 16:30:37 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f604.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>สืบค้นการพยาบาลเบื้องต้น</title>
         <author>sararatwa</author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014777052</link>
         <description><![CDATA[<div>ให้นักเรียนทำกิจกรรมดังนี้</div><div>1. สืบค้นวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมา 1 อย่าง พร้อมอธิบายขั้นตอน</div><div>2. สืบค้นคลิปวิดิโอสาธิตวิธีการปฐมพยาบาล แล้วนำลิงค์ youtube มาส่งด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-27 00:49:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014777052</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลแมลงสัตว์กัดต่อย</title>
         <author>sararatwa</author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014780866</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>แมลง<br></strong>แมลงหลายชนิดมีเหล็กใน&nbsp; เช่น&nbsp; ผึ้ง&nbsp; ต่อ&nbsp; แตน&nbsp; เป็นต้น&nbsp; เมื่อต่อยแล้วมักจะทิ้งเหล็กในไว้&nbsp; ภายในเหล็กในจะมีพิษของแมลงพวกนี้มักมีฤทธิ์ที่เป็นกรด&nbsp; บริเวณที่ถูกต่อยจะบวมแดง&nbsp; คันและปวด&nbsp; อาการปวดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต่อยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล</div><div><strong><br>วิธีปฐมพยาบาล</strong></div><div>1.&nbsp; พยายามเอาเหล็กในออกให้หมด&nbsp; โดยใช้วัตถุที่มีรู&nbsp; เช่น&nbsp; ลูกกุญแจ&nbsp; กดลงไปตรงรอยที่ถูกต่อย&nbsp; เหล็กในจะโผล่ขึ้นมาให้คีบออกได้<br><br></div><div>2.&nbsp; ใช้ผ้าชุบน้ำยาที่ฤทธิ์ด่างอ่อน&nbsp; เช่น&nbsp; น้ำแอมโมเนีย&nbsp; น้ำโซดาไบคาบอร์เนต&nbsp; น้ำปูนใส&nbsp; ทาบริเวณแผลให้ทั่วเพื่อฆ่าฤทธิ์กรดที่ค้างอยู่ในแผล<br><br></div><div>3.&nbsp; อาจมีน้ำแข็งประคบบริเวณที่ถูกต่อยถ้าแผลบวมมาก</div><div><br>4.&nbsp; ถ้ามีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวด&nbsp; ถ้าคันหรือผิวหนังมีผื่นขึ้นให้รับประทานยาแก้แพ้</div><div><br>5.&nbsp; ถ้าอาการไม่ทุเลาลง&nbsp; ควรไปพบแพทย์<br>ที่มา: https://sites.google.com/site/noonblove0207/kar-pthmphyabal-maelng-satw-kad-txyhttps://sites.google.com/site/noonblove0207/kar-pthmphyabal-maelng-satw-kad-txyhttps://sites.google.com/site/noonblove0207/kar-pthmphyabal-maelng-satw-kad-txy</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/gt56XYQ92oY" />
         <pubDate>2022-01-27 00:52:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014780866</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลบาดแผลฟกช้ำ (Contusion)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014870465</link>
         <description><![CDATA[<div>บาดแผลฟกช้ำหรือบาดแผลเปิด เป็นบาดแผลที่ไม่มีร่องรอยของผิวหนัง แต่มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดบริเวณที่อยู่ใต้ผิวหนังส่วนนั้น มักเกิดจากแรงกระแทกของแข็งที่ไม่มีคม เช่น ถูกชน หกล้ม เป็นต้น ทำให้เห็นเป็นรอยฟกช้ำ&nbsp; บวมแดงหรือเขียว</div><div><strong>อุปกรณ์ &nbsp;</strong></div><div>1. น้ำเย็น</div><div>2. ผ้าขนหนูผืนเล็ก</div><div>3. ผ้าพันแผลชนิดเป็นม้วน</div><div><strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong></div><div>1. ให้ประคบบริเวณนั้นด้วยความเย็น เพราะความเย็นจะช่วยให้เลือดใต้ผิวหนังบริเวณนั้นออกน้อยลง โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบหรือใช้ผ้า ห่อน้ำแข็งประคบเบาๆ ก็ได้</div><div>2. ถ้าบาดแผลฟกช้ำเกิดขึ้นกับอวัยวะที่ต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก เป็นต้น ให้ใช้ผ้าพันแผลชนิดเป็นม้วนที่ยืดหยุ่นได้พันรอบข้อเหล่านั้นให้แน่นพอสมควร เพื่อช่วยให้อวัยวะที่มีบาดแผลอยู่นิ่งๆ และพยายามอย่างเคลื่อนไหวผ่านบริเวณนั้น รอยช้ำค่อยๆ จางหายไปเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/LwZJDBWyHQI" />
         <pubDate>2022-01-27 02:05:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014870465</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลบาดแผลถลอก (Abrasion wounds)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014872583</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฐมพยาบาลบาดแผลถลอก (Abrasion wounds)</strong><br>&nbsp; &nbsp; บาดแผลถลอกหมายถึงการเป็นบาดแผลที่เกิดจากการถูกขีดข่วน ถูกถูหรือถูกครูด บาดแผลชนิดนี้จะตื้นเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น และมีเลือดออกเล็กน้อย อันตรายของบาดแผลอยู่ที่การติดเชื้อ บาดแผลถลอกที่พบได้เสมอ คือ การหกล้ม เข่าถลอก ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นต้องรีบปฐมพยาบาล&nbsp; เพื่อลดอาการเจ็บปวดและป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ<br><strong>อุปกรณ์</strong><br>1.ชุดทำแผล ได้แก่ ปากคีบ ถ้วยใส่สารละลาย สำลี ผ้า ก๊อส ให้และพาสเตอร์ปิดแผล<br>2.สารละลาย ได้แก่ น้ำยาฆ่าเชื้อ และ น้ำเกลือล้างแผล<br>3.แอลกอฮอล์ 70%<br>4.เบตาดีน หรือ โปรวิดี ไอโอดีน<br><em>*ท่านสามารถซื้อชุดทำแผลดังกล่าว ได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป*</em><br><strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong><br>1.ชำระล้างบาดแผลด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ถ้ามีเศษหิน ขี้ผง ทราย อยู่ในบาดแผลให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกให้หมด<br>2.ใช้ปากคีบสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70%&nbsp; พอหมาดๆ เช็ดรอบๆ บาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อโรครอบๆ (ไม่ควรเช็ดลงบาดแผลโดยตรง เพราะจะทำให้ เจ็บแสบมาก เนื่องจากยังเป็นแผลสด)<br>3.ใช้สำลีชุบเบตาดีนหรือโปรวิดี ไอโอดีน ใส่แผลสด ทาลงบาดแผล แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ต้องปิดบาดแผล ยกเว้นบาดแผลที่เท้าซึ่งควรปิด ด้วยผ้าก๊อซสะอาด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง<br>4.ระวังอย่าให้บาดแผลถูกน้ำ<br>5.ไม่ควรแกะหรือเกาบาดแผลที่แห้งตกสะเก็ดแล้ว เพราะทำให้เลือดไหลอีก สะเก็ดแผลเหล่านั้นจะแห้งและหลุดออกเอง<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=FgfrJ1MlHTU" />
         <pubDate>2022-01-27 02:06:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014872583</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การ ปฐมพยาบาล(การเป็นลม)เบื้องต้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014872605</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>** สาเหตุ</strong><br>เป็นลมธรรมดาพบได้ค่อนข้างบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยจัด อดนอน หรือหิวข้าว อยู่ในฝูงชนแออัด อากาศไม่พอหายใจ อยู่ในที่ที่อากาศร้อนอบอ้าว หรือกลางแดดร้อนจัด มีอารมณ์ตื่นเต้น ตกใจกลัว หรือเสียใจอย่างกะทันหัน<br>ภาวะดังกล่าวทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วขณะ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หมดสติไปชั่วครู่ ผู้ป่วยมักจะฟื้นคืนสติได้เอง โดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรง นอกจากในรายที่มีอาการเป็นลมล้มจากที่สูง อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ</div><div><strong><br>** อาการ</strong><br>อาการมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังยืน เริ่มด้วยรู้สึกใจหวิว วิงเวียนศีรษะ ตาพร่า หูอื้อ คลื่นไส้ หน้าซีด เหงื่อออก มือเท้าเย็น ถ้าได้นั่งหรือนอนลงทันทีจะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้ายังยืนอยู่ แขนขาจะอ่อนแรง ทรงตัวไม่อยู่ ทรุดลงกับพื้น และหมดสติไป ผู้ป่วยจะหมดสติอยู่เพียงชั่วครู่ อาจนานเพียงไม่กี่วินาที ถึง 1-2 นาที และมักจะฟื้นคืนสติได้เอง ในบางรายอาจเกิดอาการต่างๆ โดยไม่หมดสติก็ได้</div><div><strong><br>** การปฐมพยาบาล</strong><br>1.ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ (ไม่ต้องหนุนหมอน ยกขาสูง) คลายเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ<br>2.อย่ามุงดูผู้ป่วย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก<br>3.ใช้น้ำเย็นเช็ดบริเวณใบหน้า คอ แขนขา และให้ดมยาดม จะช่วยให้รู้สึกตัวเร็วขึ้น<br>4.อย่าให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรขณะที่ยังไม่ฟื้น เพราะจะทำให้สำลักเป็นอันตรายได้<br>5.เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว ให้นอนพักต่ออีกสักครู่ อย่าเพิ่งลุกนั่งเร็วเกินไป อาจทำให้เป็นลมซ้ำอีกได้<br>6.เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติและเริ่มกลืนได้ อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือน้ำหวาน</div><div><br>ผู้ป่วยที่เป็นลมธรรมดา มักจะฟื้นได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าหมดสติไปนาน หายใจไม่สม่ำเสมอหรือหายใจช้าผิดปกติ ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดโดยวิธีเป่าปาก แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน</div><div><strong><br>ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้</strong><br>1.ผู้ป่วยไม่ฟื้นภายใน 15 นาที<br>2.ผู้ป่วยอายุมากกว่า 30 ปี มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น<br>3.มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน เห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก เดินเซ แขนขาชาหรืออ่อนแรง<br>4.มีอาการตกเลือด เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีบาดแผลเลือดออก เป็นต้น<br>5.มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง ท้องเดินรุนแรง มีไข้สูง<br>การเป็นลมธรรมดาโดยไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตก แต่ถ้าเป็นลมบ่อยๆ เป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เป็นลมธรรมดา ควรปรึกษาแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=knSol0OLEhQ" />
         <pubDate>2022-01-27 02:06:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014872605</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014879475</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>1. ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ ไม่ควรใช้เหล้า ยาสีฟัน ขี้เถ้าทาแผล หรือสมุนไพรใดๆ<br>&nbsp; 2. บีบเลือดออกจากแผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรใช้ปากดูดหรือเปิดปากแผลด้วยของมีคม<br>&nbsp;3. การรัด ควรรัดเหนือและใต้บาดแผลประมาณ 3 นิ้วมือ ไม่ควรรัดเหนือบาดแผลให้แน่นมาก เพราะจะทำให้อวัยวะส่วนปลายขาดเลือดและเน่าตาย ควรคลายความแน่นพอสอดนิ้วมือได้ 1 นิ้ว จุดประสงค์เพื่อให้อวัยวะนั้นอยู่นิ่ง ไม่ใช่เป็นการห้ามพิษเข้าสู่หัวใจตามที่คนส่วนใหญ่เข้าใจไม่ถูกต้อง<br>&nbsp;4.. ใช้ผ้าสะอาดห้ามเลือดด้วยการกดแผลโดยตรง&nbsp; ถ้าสามารถใช้แอลกอฮอล์หรือเบต้าดีนทาแผลได้ก็จะเป็นผลดีต่อการทำลายเชื้อโรคต่างๆ<br>&nbsp; &nbsp;5. พยายามเคลื่อนไหวร่างกายให้น้อยที่สุด เพราะหากเคลื่อนไหวมาก จะทำให้พิษของงูเข้าสู่กระแสเลือดเร็วขึ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;6. วางอวัยวะส่วนนั้นให้ต่ำกว่าหรือระดับเดียวกับหัวใจ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;7. รับประทานยาแก้ปวดหากรู้สึกปวด แต่ห้ามใช้ยาที่มีฤทธิ์แอลกอฮอล์ ยาระงับประสาท ยานอนหลับ&nbsp; ยาดองเหล้า&nbsp; เป็นต้น&nbsp;<br>&nbsp; 8. รีบนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลใกล้บ้าน ไม่จำเป็นต้องนำซากงูมาให้แพทย์ตรวจดูว่าเป็นงูประเภทใด เนื่องจากอาจจับได้ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งไม่ใช่เป็นตัวที่กัด ปัจจุบันใช้การดูรอยกัดและลักษณะแผลเพื่อกำหนดการใช้เซรุ่มต้านพิษงูฉีดให้เหมาะสม<br>&nbsp;<br><br><br>ที่มา https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=929</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/GtJ7xW4-MGY" />
         <pubDate>2022-01-27 02:12:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014879475</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882430</link>
         <description><![CDATA[<ol><li>ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดอุณหภูมิปกติ หรือเปิดน้ำให้ไหลผ่าน <strong>หรือแช่อวัยวะส่วนที่เป็นแผลลงในน้ำสะอาดประมาณ 15-20 นาที </strong>หรือจนกว่าอาการปวดแสบปวดร้อนจะลดลง</li><li>ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าแห้งสะอาด</li><li>ถ้ายังมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรืออาการเป็นมากขึ้น ผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใส หรือมีสีของผิวหนังเปลี่ยนไป <strong>ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล</strong></li></ol><div>ที่มา<br>https://www.khonkaenram.com/th/services/health-information/health-articles/health/burns</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=d0gLJplmh_Q" />
         <pubDate>2022-01-27 02:14:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882430</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลบาดแผลถลอก (Abrasion wounds)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882623</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฐมพยาบาลบาดแผลถลอก (Abrasion wounds)</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; บาดแผลถลอกหมายถึงการเป็นบาดแผลที่เกิดจากการถูกขีดข่วน ถูกถูหรือถูกครูด บาดแผลชนิดนี้จะตื้นเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น และมีเลือดออกเล็กน้อย อันตรายของบาดแผลอยู่ที่การติดเชื้อ บาดแผลถลอกที่พบได้เสมอ คือ การหกล้ม เข่าถลอก ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นต้องรีบปฐมพยาบาล&nbsp; เพื่อลดอาการเจ็บปวดและป้องกันไม่ให้แผลติดเชื้อ</div><div><strong>อุปกรณ์</strong></div><div>1.ชุดทำแผล ได้แก่ ปากคีบ ถ้วยใส่สารละลาย สำลี ผ้า ก๊อส ให้และพาสเตอร์ปิดแผล</div><div>2.สารละลาย ได้แก่ น้ำยาฆ่าเชื้อ และ น้ำเกลือล้างแผล</div><div>3.แอลกอฮอล์ 70%</div><div>4.เบตาดีน หรือ โปรวิดี ไอโอดีน</div><div>*ท่านสามารถซื้อชุดทำแผลดังกล่าว ได้ตามร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป*</div><div><strong>วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น</strong></div><div>1.ชำระล้างบาดแผลด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ถ้ามีเศษหิน ขี้ผง ทราย อยู่ในบาดแผลให้ใช้น้ำสะอาดล้างออกให้หมด</div><div>2.ใช้ปากคีบสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70%&nbsp; พอหมาดๆ เช็ดรอบๆ บาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อโรครอบๆ (ไม่ควรเช็ดลงบาดแผลโดยตรง เพราะจะทำให้ เจ็บแสบมาก เนื่องจากยังเป็นแผลสด)</div><div>3.ใช้สำลีชุบเบตาดีนหรือโปรวิดี ไอโอดีน ใส่แผลสด ทาลงบาดแผล แล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ต้องปิดบาดแผล ยกเว้นบาดแผลที่เท้าซึ่งควรปิด ด้วยผ้าก๊อซสะอาด เพื่อป้องกันฝุ่นละออง</div><div>4.ระวังอย่าให้บาดแผลถูกน้ำ</div><div>5.ไม่ควรแกะหรือเกาบาดแผลที่แห้งตกสะเก็ดแล้ว เพราะทำให้เลือดไหลอีก สะเก็ดแผลเหล่านั้นจะแห้งและหลุดออกเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=FgfrJ1MlHTU" />
         <pubDate>2022-01-27 02:14:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882623</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น น้ำร้อนลวก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882631</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>หากโดนไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ให้ถอดเสื้อหรือเครื่องประดับโลหะที่ไหม้ หรือมีความร้อนอยู่ออก ถ้าเสื้อผ้าติดกับแผลอย่าพยายามดึงออก ที่สำคัญอย่าใช้ยาสีฟัน น้ำแข็ง หรือน้ำปลาทาแผล ตามความเชื่อเดิมๆ ที่บอกต่อกันมา แต่ควรทำให้ผิวหนังบริเวณที่ไหม้เย็นลงโดยการเปิดน้ำให้ไหลผ่าน และไม่ควรเจาะตุ่มพุพอง<br><br>การที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลาย แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความลึกและความกว้างของแผลดังนี้<br><br>ระดับที่หนึ่ง - เป็นการไหม้บริเวณผิวหนังด้านนอก<br>ระดับที่สอง - เป็นการไหม้ถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบางส่วน<br>ระดับที่สาม - เป็นการไหม้ลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังทั้งหมด<br>ขั้นตอนการรักษาเมื่อถึงโรงพยาบาล<br>ทำความสะอาดแผลไหม้ด้วยน้ำเกลือ แล้วทาแผลด้วยครีม silver sulfadiazine<br>ให้ยาแก้ปวด<br>ให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อจำเป็น<br>ควรพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ในกรณีที่ผู้ป่วยมีลักษณะดังนี้<br><br>แผลไหม้บริเวณกว้าง<br>ผู้ป่วยเด็ก (อายุน้อยกว่า 5 ปี) หรือผู้ป่วยสูงอายุ (อายุมากกว่า 55 ปี)<br>อุบัติเหตุไฟฟ้าแรงสูง<br>มีแผลไหม้ระดับสามเป็นวงรอบอวัยวะ เช่น รอบนิ้ว รอบแขนขา รอบลำตัว<br>มีปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เบาหวาน หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=O0nX7HnCZqA" />
         <pubDate>2022-01-27 02:14:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014882631</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014883704</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/vyUWig1Y_y4" />
         <pubDate>2022-01-27 02:15:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014883704</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐ​มพยาบาล​ช่วยคนจมน้ำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014886926</link>
         <description><![CDATA[<div>คนจมน้ำมักไม่มีอาการอื่นๆ แสดงให้เห็นนอกเสียจากพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ หรือพบว่านอนอยู่ที่ฝั่งแล้ว&nbsp;<br>&nbsp;<br>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้โดยปฏิบัติดังนี้</div><ul><li>หากผู้ป่วยหยุดหายใจหรือเรียกแล้วไม่ตอบสนอง ให้เปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น และทำ CPR ก่อนเป็นเวลา 1 นาที จากนั้นจึงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้ติดต่อกับหน่วยงานฉุกเฉินที่หมายเลข 1669 โดยทันที ภายหลังให้ทำ CPR ร่วมกับการผายปอดอย่างต่อเนื่อง (หากเคยมีประสบการณ์หรือผ่านการเรียนวิธีผายปอดที่ถูกต้องมาก่อน) จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง</li><li>หากพบว่าผู้ป่วยหมดสติแต่ยังคงหายใจอยู่ จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพัก โดยให้ศีรษะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตัว แต่สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยจมน้ำรู้สึกตัว ให้ผู้ช่วยเหลือรีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด</li><li>คอยเฝ้าสังเกตอาการ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยยังหายใจอยู่</li><li>ผู้ช่วยเหลือไม่ควรพยายามกำจัดน้ำในตัวผู้ป่วยออกด้วยวิธีการอุ้มพาดบ่าแล้วกระทุ้งเอาน้ำออก เพราะน้ำที่ไหลออกจากการกระทุ้งนั้นอาจไม่ใช่น้ำที่ค้างในปอด แต่อาจเป็นน้ำจากกระเพาะอาหาร ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วยตามมาได้</li></ul><div>ที่มา:</div><div>http://xn--y3cri.com/contents/view/346</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/pWwrccSeBJ0" />
         <pubDate>2022-01-27 02:18:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014886926</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โควิด-19 https://youtu.be/tq0w1ZZlBoU</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014890307</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/tq0w1ZZlBoU" />
         <pubDate>2022-01-27 02:20:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014890307</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเลือดกำเดาไหล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014893806</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.youtube.com/watch?v=5Eg-LA9pqqc">https://www.youtube.com/watch?v=5Eg-LA9pqqc</a><br><br><br>ส่วนใหญ่เลือดกำเดาไหลมักเกิดในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ มักเกิดในช่วงหน้าหนาวที่อากาศแห้ง ทำให้เยื่อบุจมูกพลอยแห้งและตกสะเก็ดตามไปด้วย เมื่อสะเก็ดถูกแคะแกะเกา ก็ทำให้เลือดออกตามมาสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อยคือในช่วงที่เป็นหวัดหรือการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบนหรือกรณีที่มีไข้สูงจากสาเหตุใดก็ตาม เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ในจมูกอาจแตกและทำให้เลือดกำเดาไหลได้เช่นกัน<br><br></div><div><strong>คำแนะนำสำหรับการปฐมพยาบาลคือ<br></strong><br></div><div>1. บีบที่จมูกโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ประมาณ 5 นาที โดยระหว่างนี้ให้หายใจทางปากแทน<br>2. นั่งตัวตรงหรือนอนให้ศีรษะสูง เพื่อป้องกันการสำลักเลือด<br>3. ประคบบริเวณจมูกและแก้มด้วยผ้าเย็น หรือน้ำแข็ง เพื่อช่วยให้เลือดหยุดเร็วขึ้น<br>4. หลีกเลี่ยงการแคะจมูก การสั่งน้ำมูกแรง ๆ และการยกของหนัก<br>5. กรณีอากาศแห้งในช่วงหน้าหนาว อาจใช้วาสลินครีม หรือขี้ผึ้งทาบริเวณเยื่อบุจมูกเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้น<br>6. หากมีไข้ควรให้ยาลดไข้ร่วมด้วย<br><br><a href="https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/emergency-medical-service-th/emergency-articles-th/item/1107-nosebleed-th.html">https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/emergency-medical-service-th/emergency-articles-th/item/1107-nosebleed-th.html</a><br><br><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=5Eg-LA9pqqc" />
         <pubDate>2022-01-27 02:23:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014893806</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014897905</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ขั้นที่ 1 เรียกดูว่าหมดสติจริงหรือไม่</strong><br>รีบนำเด็กที่จมน้ำออกจากที่เกิดเหตุและให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยจัดท่าให้นอนหงายราบบนพื้นราบแข็ง แล้วจึงเข้าไปนั่งข้างตัวผู้หมดสติ ตบที่ไหล่สองข้าง พร้อมเรียกด้วยเสียงดังๆ ขอความช่วยเหลือ<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 2 เรียกหาความช่วยเหลือ</strong><br>ในกรณีที่เป็นเด็ก หากท่านอยู่เพียงคนเดียวให้ลงมือช่วยชีวิตเด็กก่อน แล้วค่อยไปโทรศัพท์ภายหลัง (CPR first) เพราะสาเหตุการหมดสติในเด็กมักเกิดจากทางเดินลมหายใจถูกอุดกั้น ซึ่งช่วยได้โดยการลงมือปฏิบัติการช่วยชีวิตก่อน โดยกดหน้าอก 30 ครั้ง และช่วยหายใจ 2 ครั้ง เป็นเวลา 2 นาที (5 รอบ) แล้วจึงละจากผู้ป่วยไปโทรศัพท์ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หากมีผู้อื่นอยู่ในบริเวณนั้น ให้ขอให้ผู้ใดผู้หนึ่งช่วยโทรศัพท์ 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือพร้อมๆ กับเริ่มลงมือปฏิบัติการช่วยชีวิต<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 3 การกดหน้าอก 30 ครั้ง</strong><br>การปั๊มหัวใจในเด็กให้วางส้นมือของมือหนึ่งไว้กลางหน้าอกบริเวณครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก (ใช้มือเดียว หรือใช้สองมือ ขึ้นอยู่กับขนาดตัวเด็ก)<br>การกดหน้าอกโดยกดให้ยุบลงอย่างน้อย 1/3 ของความหนาของทรวงอก หรือ 5 ซม.<br>สามารถทำได้โดยกดหน้าอกแล้วปล่อย ทำติดต่อกันไป 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่ของการกด 100-120 ครั้งต่อนาที<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 4 เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง</strong><br>ทำโดยวิธีดันหน้าผากและยกคาง โดยการเอาฝ่ามือข้างหนึ่งดันหน้าผากลง นิ้วชี้และนิ้วกลางของมืออีกข้างหนึ่งยกคางขึ้น ใช้นิ้วมือยกเฉพาะกระดูกขากรรไกรล่างโดยไม่กดเนื้ออ่อนใต้คาง ให้หน้าผู้ป่วยเงยขึ้น<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 5 การช่วยหายใจแบบปากต่อปาก</strong><br>ให้เลื่อนหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือที่ดันหน้าผากอยู่มาบีบจมูกเด็กให้รูจมูกปิดสนิท สูดลมหายใจเข้าตามปกติแล้วครอบปากผู้ช่วยเหลือเข้ากับปากของผู้หมดสติ ตาชำเลืองมองหน้าอกผู้หมดสติพร้อมกับเป่าลมเข้าไปจนหน้าอกของผู้หมดสติขยับขึ้น เป่านาน 1 วินาที แล้วถอนปากออก ให้ลมหายใจของผู้หมดสติผ่านกลับออกมาทางปาก เป่า 2 ครั้ง แล้วกลับไปกดหน้าอก<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 6 ใช้เครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED)</strong><br>หากมีเครื่องเออีดี ให้เปิดเครื่องทันทีที่เครื่องมาถึง ใช้งานตามคำแนะนำของเออีดี จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 7</strong> ทำตามคำแนะนำของเครื่องเออีดี (AED) กดหน้าอก ทำ CPR อย่างต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง<br><br></div><div><strong>ขั้นที่ 8</strong> ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพ เพื่อนำส่งโรงพยาบาล</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-27 02:26:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014897905</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อหัวแตก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014902530</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวแตก<br><br></div><div>ใบหน้าและหนังศีรษะเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดใกล้ผิวชั้นนอกมาก ดังนั้น รอยแผลหัวแตกมักจะมีเลือดไหลออกมาก ในกรณีที่บาดแผลลึกถึงกระโหลกศีรษะ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ในกรณีที่บาดแผลไม่สาหัส อาจปฐมพยาบาลห้ามเลือดได้เองที่บ้าน โดยมีวิธีดังต่อไปนี้<br><br></div><ul><li>กดแผลห้ามเลือด หากเป็นไปได้ให้ล้างมือ หรือสวมถุงมือกันเชื้อโรคทุกครั้ง</li><li>ให้ผู้ป่วยนอนลง หากมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่กับแผล ให้เอาออกให้หมด</li><li>ใช้ผ้าพันแผล หรือผ้าสะอาดกดแผลไว้ให้แน่น 15 นาที อย่าหยุดกดจนกว่าจะครบเวลา หากเลือดซึมผ่านผ้า ให้ใช้ผ้าสะอาดผืนใหม่แปะแล้วกดต่อ</li><li>ในกรณีที่บาดแผลค่อนข้างสาหัสและเลือดยังไม่ยอมหยุดไหล ให้กดแผลต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอความช่วยเหลือ พยายามให้แผลสะอาดและหลีกเลี่ยงไม่ให้บาดเจ็บซ้ำอีก</li><li>ในกรณีที่บาดแผลไม่ร้ายแรง หลังจากกดแผลไว้แล้ว 15 นาที เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง หรืออาจไหลซึมอยู่บ้างประมาณ 45 นาที</li><li>หากผู้ช่วยเหลือสังเกตพบว่ามีอาการแตกร้าวของกระโหลก ให้ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลที่สะอาดปราศจากเชื้อโรค โดยห้ามออกแรงกดห้ามเลือดโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงแตะต้องเศษเนื้อตายที่บริเวณบาดแผล</li><li>บาดแผลที่มีอาการบวม บรรเทาลงได้ด้วยการประคบน้ำแข็ง</li><li>เฝ้าสังเกตอาการหมดสติ หรือ<a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%8A%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81">ช็อก</a></li></ul><div>ที่มา<br>https://www.pobpad.com/first-aid-%E0%B8%9B%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/A9OcejXwkFw" />
         <pubDate>2022-01-27 02:30:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014902530</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปฐมพยาบาล แผลไฟไหม้-น้ำร้อนลวก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014904603</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น<br>หากโดนไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ให้ถอดเสื้อหรือเครื่องประดับโลหะที่ไหม้ หรือมีความร้อนอยู่ออก ถ้าเสื้อผ้าติดกับแผลอย่าพยายามดึงออก ที่สำคัญอย่าใช้ยาสีฟัน น้ำแข็ง หรือน้ำปลาทาแผล ตามความเชื่อเดิมๆ ที่บอกต่อกันมา แต่ควรทำให้ผิวหนังบริเวณที่ไหม้เย็นลงโดยการเปิดน้ำให้ไหลผ่าน และไม่ควรเจาะตุ่มพุพอง<br><br>การที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกทำลาย แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับความลึกและความกว้างของแผลดังนี้<br><br>ระดับที่หนึ่ง - เป็นการไหม้บริเวณผิวหนังด้านนอก<br>ระดับที่สอง - เป็นการไหม้ถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบางส่วน<br>ระดับที่สาม - เป็นการไหม้ลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังทั้งหมด<br><br>อาการแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก<br>สำหรับการไหม้ระดับที่หนึ่ง - ผิวหนังแดง แห้ง ยังไม่มีตุ่มพุพอง เจ็บปวด<br>สำหรับการไหม้ระดับที่สอง - ผิวหนังเปียกชื้น แดง กดแล้วซีด มีตุ่มพุพอง เจ็บปวด<br>สำหรับการไหม้ในระดับที่สาม - ผิวหนังไหม้เกรียม หรือซีดขาว หดตึง ไม่เจ็บปวด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/jSTJA1cltvU" />
         <pubDate>2022-01-27 02:32:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014904603</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การประถมพยาบาลเบื้องต้นแขนหัก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014907080</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;”ปฐมพยาบาลเบื้องต้น”<br></strong><br></div><div>ห้ามดึงข้อหรือจัดกระดูกให้เข้าที่ด้วยตัวเอง<br>หากจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า ควรใช้กรรไกรตัดตามตะเข็บผ้า<br>ใช้วัสดุที่พอหาได้หรือดามเฝือกชั่วคราว เพื่อให้บริเวณที่บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ ในท่าที่สบาย<br>ประคบบริเวณที่บาดเจ็บด้วยความเย็น<br>รีบเดินทางไปโรงพยาบาลโดยเร็ว<br><strong>การเข้าเฝือกชั่วคราว…ไม่ยากอย่างที่คิด<br></strong><br></div><div><strong>1.เลือกวัสดุที่ใช้ให้เหมาะสม</strong> ควรเลือกใช้วัสดุสำหรับทำเฝือกชั่วคราว เช่น ไม้กระดาน, กิ่งไม้ หรือกระดาษแข็ง โดยให้มีความยาวกว่าอวัยวะส่วนที่หัก และยังสามารถบังคับข้อต่อที่อยู่เหนือและใต้ส่วนที่หักได้<br><br><strong>2.ระวังเรื่องการรับน้ำหนัก</strong> ไม่วางส่วนที่หักสัมผัสกับเฝือกโดยตรง ควรมีสิ่งที่รองรับส่วนที่บาดเจ็บ โดยอาจเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือสำลีวางเรียงบนวัสดุแข็ง เป็นต้น<br><br>มัดให้ดี แต่อย่าแน่นเกินไป มัดเฝือกกับอวัยวะที่หักให้แน่นพอที่จะประคองส่วนที่หักได้ อย่าให้แน่นจนเกินไปเพราะจะส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด หากสังเกตพบว่าบริเวณที่หักมีอาการบวม ให้ค่อยๆคลายเชือกที่ผูกให้หลวมมากขึ้น<br><br>จัดวางตำแหน่งให้เหมาะสม ในกรณีกระดูกแขนหัก ควรให้มือยกสูงกว่าข้อศอกเสมอ โดยอาจใช้ผ้ามาผูกสำหรับแขวนคอ ควรเป็นผ้าชิ้นยาวๆ เพื่อให้ระดับของแขนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม<br><br>หากไม่แน่ใจว่ากระดูกหักหรือไม่? ให้สังเกตอาการเจ็บปวด บวม สีของผิวหนัง รูปร่างของอวัยวะว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติหรือไม่ ทางที่ดีที่สุด ควรโทรติดต่อสถานพยาบาลใกล้เคียงและไม่ควรเคลื่อนย้ายเอง เพราะอาจทำให้อาการกระดูกหักรุนแรงมากขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/DVEzz-_9pc8" />
         <pubDate>2022-01-27 02:34:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014907080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากโดนไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014934512</link>
         <description><![CDATA[<div>1ให้ถอดเสื้อหรือเครื่องประดับโลหะที่ไหม้ หรือมีความร้อนอยู่ออก 2ถ้าเสื้อผ้าติดกับแผลอย่าพยายามดึงออก 3อย่าใช้ยาสีฟัน น้ำแข็ง หรือน้ำปลาทาแผล ตามความเชื่อเดิมๆ ที่บอกต่อกันมา4ควรทำให้ผิวหนังบริเวณที่ไหม้เย็นลงโดยการเปิดน้ำให้ไหลผ่าน และไม่ควรเจาะตุ่มพุพอง<br>https://youtu.be/jSTJA1cltvU</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-01-27 02:55:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2014934512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น(การเป็นลมหมดสติ)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2015523432</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นลม หมายถึงภาวะที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติไปอย่างกะทันหัน ในทางการแพทย์สามารถแบ่งสาเหตุได้หลายประการ เช่น ถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี มักเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง แต่ถ้าพบในคนสูงอายุ อาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงการเป็นลมธรรมดา ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด<br>ช่วยคน “เป็นลม” ให้ถูกวิธี<br><br>** สาเหตุ<br>เป็นลมธรรมดาพบได้ค่อนข้างบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากร่างกายอ่อนเพลีย เหนื่อยจัด อดนอน หรือหิวข้าว อยู่ในฝูงชนแออัด อากาศไม่พอหายใจ อยู่ในที่ที่อากาศร้อนอบอ้าว หรือกลางแดดร้อนจัด มีอารมณ์ตื่นเต้น ตกใจกลัว หรือเสียใจอย่างกะทันหัน<br>ภาวะดังกล่าวทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วขณะ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หมดสติไปชั่วครู่ ผู้ป่วยมักจะฟื้นคืนสติได้เอง โดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรง นอกจากในรายที่มีอาการเป็นลมล้มจากที่สูง อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ<br><br>** อาการ<br>อาการมักจะเกิดขึ้นขณะที่กำลังยืน เริ่มด้วยรู้สึกใจหวิว วิงเวียนศีรษะ ตาพร่า หูอื้อ คลื่นไส้ หน้าซีด เหงื่อออก มือเท้าเย็น ถ้าได้นั่งหรือนอนลงทันทีจะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้ายังยืนอยู่ แขนขาจะอ่อนแรง ทรงตัวไม่อยู่ ทรุดลงกับพื้น และหมดสติไป ผู้ป่วยจะหมดสติอยู่เพียงชั่วครู่ อาจนานเพียงไม่กี่วินาที ถึง 1-2 นาที และมักจะฟื้นคืนสติได้เอง ในบางรายอาจเกิดอาการต่างๆ โดยไม่หมดสติก็ได้<br><br>** การปฐมพยาบาล<br>1.ให้ผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ (ไม่ต้องหนุนหมอน ยกขาสูง) คลายเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ<br>2.อย่ามุงดูผู้ป่วย เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก<br>3.ใช้น้ำเย็นเช็ดบริเวณใบหน้า คอ แขนขา และให้ดมยาดม จะช่วยให้รู้สึกตัวเร็วขึ้น<br>4.อย่าให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรขณะที่ยังไม่ฟื้น เพราะจะทำให้สำลักเป็นอันตรายได้<br>5.เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว ให้นอนพักต่ออีกสักครู่ อย่าเพิ่งลุกนั่งเร็วเกินไป อาจทำให้เป็นลมซ้ำอีกได้<br>6.เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติและเริ่มกลืนได้ อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือน้ำหวาน<br><br>ผู้ป่วยที่เป็นลมธรรมดา มักจะฟื้นได้เองภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าหมดสติไปนาน หายใจไม่สม่ำเสมอหรือหายใจช้าผิดปกติ ควรนำส่งโรงพยาบาลทันที ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้ผายปอดโดยวิธีเป่าปาก แล้วส่งโรงพยาบาลโดยด่วน<br><br>ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้<br>1.ผู้ป่วยไม่ฟื้นภายใน 15 นาที<br>2.ผู้ป่วยอายุมากกว่า 30 ปี มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น<br>3.มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน เห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก เดินเซ แขนขาชาหรืออ่อนแรง<br>4.มีอาการตกเลือด เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีบาดแผลเลือดออก เป็นต้น<br>5.มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง ท้องเดินรุนแรง มีไข้สูง<br>การเป็นลมธรรมดาโดยไม่มีอาการอื่นแทรกซ้อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าวิตก แต่ถ้าเป็นลมบ่อยๆ เป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย อาจไม่ใช่แค่เป็นลมธรรมดา ควรปรึกษาแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/WtRU8L43wi4" />
         <pubDate>2022-01-27 10:07:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2015523432</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลห้ามเลือด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2015559085</link>
         <description><![CDATA[<div>อาการบาดเจ็บต่างๆวนเวียนอยู่ใกล้ตัวเราทุกช่วงชีวิตไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาแล้วเกิดบาดแผลถลอกการทำอาหารแล้วเพื่อนปลอดภัยจากการถูกมีดบาดเอออาจจะเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ทำให้มีเลือดออกเยอะมากแต่ละบาทแพก็จะมีวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่แตกต่างกันไปซึ่งถ้าหากเราห้ามเลือดด้วยวิธีที่ผิดผิดนั้นหมายถึงการทำให้บาดแผลนั้นติดเชื้อและทำให้อาการบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/PKuYV_d1zes" />
         <pubDate>2022-01-27 10:30:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2015559085</guid>
      </item>
      <item>
         <title>https://youtu.be/iMyW4d4UNGU</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2019795304</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/iMyW4d4UNGU" />
         <pubDate>2022-01-30 10:51:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2019795304</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นการเป็นโรคลมชัก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2026582149</link>
         <description><![CDATA[<div>วิธีการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเป็น "โรคลมชัก" ซึ่งเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือ&nbsp;<br><br>ตะแคงหน้า เชยคางขึ้นเล็กน้อย เพื่อช่วยให้ช่องทางการหายใจเปิดโล่ง ถ้ามีน้ำลายที่บริเวณใบหน้าควรเช็ดออก และถ้าผู้ป่วยมีอาการกระตุกไม่ต้องกดแขนขาเพราะอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย<br><br>ถ้าชักขณะนั่งควรระมัดระวังการตกจากเก้าอี้ อาจปรับท่าให้นอนราบในพื้นที่โล่งถ้าสามารถทำได้<br><br>งดเว้นการงัดปากด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดอันตรายต่อช่องปากและฟัน เสี่ยงต่อฟันที่อาจหลุด หรืออุปกรณ์ไปอุดกั้นทางการเดินหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิต<br><br>"ที่สำคัญมีผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยที่กัดลิ้นตนเอง ขณะเกิดอาการชักและอันตรายจากการกัดลิ้นไม่มากเมื่อเทียบกับการงัดปาก ผู้ป่วยส่วนน้อยมากที่จะมีแผลจากการกัดลิ้นซึ่งแผลที่เกิดจะสมานได้ในระยะเวลาไม่นาน"<br><br>ไม่กดหน้าอกเหมืออนผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชักไม่ได้หยุดหายใจ&nbsp; หัวใจยังเต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเต้นเร็วกว่าปกติและมักจะมีความดันโลหิตสูงในระยะต้น ของการชัก ดังนั้น การกดหน้าอกจึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย อาจทำให้กระดูกซี่โครงหักทิ่มตำอวัยวะภายใน เช่น ปอด ได้ และอาจเสียชีวิตได้<br><br>อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยมีอาการชักนานเกินกว่า 5 นาที หรือมีอาการชักซ้ำ ให้ติดต่อหมายเลขฉุกเฉิน 1669 หรือสถานพยาบาลเพื่อรับการช่วยเหลือ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/p1yBubA1kMw" />
         <pubDate>2022-02-03 01:31:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2026582149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>https://youtu.be/iMyW4d4UNGU</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2029305773</link>
         <description><![CDATA[<div>สำหรับขั้นตอนในการทำ CPR เบื้องต้นมีหลักการดังนี้<br>&nbsp; – อันดับแรกให้เราประเมินสถานการณ์ก่อน ว่าเรามีความพร้อมที่จะเข้าไปช่วย และมีความปลอดภัยในการเข้าไปช่วยหรือไม่ เช่น ถ้าคนไข้ถูกไฟช็อต ก็ต้องตัดไฟก่อนเข้าช่วยเหลือ&nbsp; (scene safety)<br>&nbsp; – ให้เราประเมินว่าคนไข้หมดสติไปจริงหรือไม่ โดยปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อประเมินการตอบสนองของผู้ป่วย หากพบว่าไม่รู้สึกตัว ให้รีบโทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669 พร้อมร้องขอเครื่อง AED ที่อยู่ใกล้ที่สุด ให้มาที่จุดเกิดเหตุทันที (call for help)<br>&nbsp; – ช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ ด้วยการกดหน้าอก จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย วางส้นมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างของกึ่งกลางกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอก ด้วยความลึก 5-6 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120ครั้งต่อนาที โดยไม่จำเป็นต้องช่วยหายใจ (start hand-only CPR)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-02-04 12:00:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2029305773</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2061819422</link>
         <description><![CDATA[<div>https://youtu.be/D9dqbsVeDHk<br>การปฐมพยาบาลเบื้องต้นกระดูกหัก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://youtu.be/D9dqbsVeDHk" />
         <pubDate>2022-02-23 03:26:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2061819422</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อได้รับสารเคมีผ่านผิวหนัง</title>
         <author>s64209010010</author>
         <link>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2078236859</link>
         <description><![CDATA[<ol><li>ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนสารเคมีและเปลี่ยนเป็นชุดอื่นทันที&nbsp;</li><li>ล้างผิวหนังที่มีการสัมผัสกับสารเคมีด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง</li><li>หากสารเคมีเข้าตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ล้างซ้ำๆ นาน 15 นาที</li><li>อย่าใช้ยาแก้พิษทางเคมี เพราะความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น</li><li>รีบนำตัวส่งแพทย์ทันทีหลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จ</li></ol><div>ที่มา : https://thestandard.co/sniffing-chemicals-first-aid-method/</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=XCPLvChJge4" />
         <pubDate>2022-03-04 16:30:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sararatwa/txnaxbom4txvaiwc/wish/2078236859</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
