<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ตอบคำถามในนี้ครับ by weerawit Glumjalreon</title>
      <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39</link>
      <description>สร้างโดยไม่เสียใจอย่างสิ้นเชิง</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-17 08:41:45 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-12-10 12:05:05 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Lightdecrease.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>น.ส.นภัสสร ตางาม ชั้นม.3/9 เลขที่ 34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983156</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ. พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไรใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้พลังงานแก่อิเล็กตรอนอิสระ ทำให้อิเล็กตรอนอิสระวิ่งเคลื่อนที่ไปตามอะตอมต่าง ๆ ได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปในรูปต่าง ๆ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นต้น ซึ่งไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกำเนิดหลายชนิดแตกต่างกันไป</div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div>1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>2. ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br></div><div>อธิบายและยกตัวอย่าง</div><div><br></div><div>&nbsp;1.ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น&nbsp;</div><div>2.ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน มีการทำงาน.<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์.&nbsp; มีการทำงาน <br>ความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก มี 2 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.วงจรอะนาล็อก</div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล</div><div>2.วงจรดิจิทัลวงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด<br>3.วงจรไฟฟ้าคือ &nbsp; ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle&nbsp;<br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:55:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983156</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย จักรพันธ์  เหลาประทุม ม.3/9 เลขที่2 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983441</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br>1 ไฟฟ้าสถิต<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br>3.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจร<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:56:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983441</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ไอศวรรย์ ลอยสูงวงศ์ ชั้น ม.3\9 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983528</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>มีการทำงานอย่างไร.<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:56:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983528</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สหัสรัตน์ สัจจาพิทักษ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983541</link>
         <description><![CDATA[<div>ชั้นม.3/9 เลขที่ 22<br>1.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:56:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983541</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย พิษณุ เตี้ยทอง 3/9. เลขที่17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983769</link>
         <description><![CDATA[<div>ใมไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br><br>&nbsp;</div><div><br>&nbsp;| <br><a href="http://groups.google.com/support/bin/topic.py?topic=9216">Join the Discussion</a>Template tips<a href="https://sites.google.com/site/sitetemplateinfo/tips">Learn more about working with templates.</a><br><br><a href="https://sites.google.com/site/sitetemplateinfo/tips/customize-your-site-sidebar">How to change this sidebar.</a><br> | <a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition">พื้นฐานด้านงานไฟฟ้า</a>‎ &gt; ‎<strong>3.การแบ่งประเภทของไฟฟ้า</strong><br>ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) 3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>3.1 ไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>3.2 ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้นไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) 2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )<br><br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง<br><br>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ<br><br>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที<br><br><br>อิเล็กทรอนิก&nbsp; คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div><br></div><div><br>วงจรและส่วนประกอบสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81&amp;action=edit&amp;redlink=1">แอนะล็อก</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A5">ดิจิทัล</a> อุปกรณ์เฉพาะอย่างอาจประกอบด้วยทั้งสองประเภท<br><br></div><div><br>วงจรอะนาล็อก<br><br></div><div><br>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล<br><br></div><div><br>วงจรแอนะล็อกบางครั้งเรียกว่าวงจรเชิงเส้นแม้ว่าผลกระทบที่ไม่ใช่เชิงเส้นจำนวนมากถูกใช้ในวงจรแอนะล็อกเช่นวงจรผสมสัญญาณ, วงจร modulators ฯลฯ ตัวอย่างของวงจรแอนะล็อกก็คือเครื่องขยายเสียงทั้งแบบหลอดสูญญากาศและแบบทรานซิสเตอร์, เครื่อง Operation Amplifier และ วงจร oscillators แบบที่สร้าง sine wave<br><br></div><div><br>ปัจจุบัน ไม่ค่อยพบวงจรสมัยใหม่​​ที่เป็นแอนะล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะวงจรแอนะล็อกอาจใช้วงจรดิจิทัลหรือแม้กระทั่งไมโครโปรเซสเซอร์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน วงจรประเภทนี้มักถูกเรียกว่า "วงจรผสม" มากกว่าเป็นแอนะล็อกหรือดิจิทัลอย่างใดอย่างหนึ่ง<br><br></div><div><br>บางครั้งอาจยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างวงจรแอนะล็อกและดิจิทัล เช่นวงจรเปรียบเทียบซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้าหลายระดับที่ต่อเนื่องเป็นอินพุท แต่เอ้าท์พุทเป็นหนึ่งในสองระดับแบบดิจิทัล ในทำนองเดียวกันเครื่องขยายทรานซิสเตอร์แบบแรงขับเกินกำลังมีเอ้าท์พุทเป็นรูปคลื่น<br><br></div><div><br></div><div><strong>วงจรดิจิทัล</strong><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;section=4"><strong>แก้ไข</strong></a></div><div><br>วงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด วิศวกรส่วนใหญ่เข้าใจคำว่า "วงจรดิจิทัล", "ระบบดิจิทัล" และ "ลอจิก" สามารถใช้แทนกันได้ วงจรดิจิทัลส่วนใหญ่ใช้ระบบเลขฐานสองที่มีสองระดับแรงดันไฟฟ้าที่มีความหมายเป็น "0" และ "1" โดยที่ "0" มักจะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำกว่า ในขณะที่ "1" จะเป็นแรงดันไฟฟ้าที่สูงกว่า แต่บางระบบอาจจะใช้สลับกัน ระบบเทอร์นารี (สามระดับ) อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนาเครื่องต้นแบบ เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป, นาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์และควบคุมโปรแกรมลอจิก (Programmable Logic Control, PLC)(ใช้ในการควบคุมกระบวนการทางอุตสาหกรรม) ก็ถูกสร้างขึ้นมาจากวงจรดิจิทัล การประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตัวอย่างวงจรดิจิทัล:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B0">หน่วยคำนวณและตรรกะ</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B">ฟลิปฟล็อป</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Counter">Counter</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">รีจิสเตอร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93">Multiplexers</a></li><li>Schmitt triggers</li></ul><div><br>อุปกรณ์ผสม:<br><br></div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครโพรเซสเซอร์</a></li><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ไมโครคอนโทรลเลอร์</a></li><li>Application-specific integrated circuit (ASIC)ข่ายวงจรไฟฟ้าคือวงจรไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า หมายถึง การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ตัวต้านทาน ตัวเหนี่ยวนำ ตัวเก็บประจุ แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า แหล่งจ่ายกระแส สวิตช์ แต่ วงจรไฟฟ้า เป็นเครือข่ายที่มีเส้นทางไหลกลับ สำหรับกระแสไหลได้ครบวงจร<br>การต่อวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามปกติวงจรไฟฟ้าใด ๆ จะมีความเปลี่ยนแปลงและคุณสมบัติต่อกระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป ตามแต่ วิธีการต่อวงจรนั้น ๆ และตามการเปลี่ยนแปลงตัวต้านทานหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นด้วย ซึ่งเรามีวิธีการต่อวงจรไฟฟ้าได้ 3 แบบ คือ&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การต่อแบบอนุกรม (Series Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การต่อแบบขนาน (Parallel Circuit) <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อเรียงลำดับกันไป โดยนำปลายด้านใดด้านหนึ่งของอุปกรณ์ตัวที่หนึ่งมาต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สอง จากนั้นนำปลายที่เหลือของอุปกรณ์ที่สอง ไปต่อกับอุปกรณ์ตัวที่สาม และต่อในลักษณะที่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายให้ต่อปลายที่เหลือเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า<a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668475064/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/2.png?height=204&amp;width=320" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>ภาพที่ 6.77&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม<br>ที่มา : http://www.kksci.com&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. วงจรไฟฟ้าแบบขนาน หมายถึง การนำอุปกรณ์ไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อเรียงแบบขนานกัน โดยนำปลายด้านเดียวกันของอุปกรณ์แต่ละตัวมาต่อเข้าด้วยกัน แล้วต่อปลายของอุปกรณ์แต่ละตัวที่ต่อกันแล้วนั้นเข้ากับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:212,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg&quot;,&quot;width&quot;:350}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668615821/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E9.jpg" width="350" height="212"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>ภาพที่ 6.78&nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน<br>ที่มา : http://www.kksci.com&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากตัวอย่างการต่อวงจรไฟฟ้าข้างต้น พบว่าหลอดไฟสองดวงที่เชื่อมต่อกันแบบขนานจะให้แสงสว่างรวมทุกหลอดมากกว่า เพราะกระแสไฟฟ้าในวงจรมีปริมาณมากกว่า และถ้าหลอดไฟหลอดใดหลอดหนึ่งชำรุด หลอดไฟที่เหลือก็ยังคงสามารถใช้งานได้ เนื่องจากยังคงมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าที่สามารถนำกระแสไฟฟ้าให้<br>ไหลผ่านหลอดไฟดวงอื่นได้ครบวงจร แตกต่างจากการต่อหลอดไฟแบบอนุกรม ซึ่งหากมีหลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งใช้งานไม่ได้ ก็จะทำให้หลอดไฟที่เหลือไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด เนื่องจากกระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลผ่านวงจร เพราะมีตัวนำไฟฟ้าหรือสายไฟเส้นเดียวกัน ซึ่งข้อแตกต่างของการต่อหลอดไฟแบบอนุกรมและแบบขนาน อาจสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้คุณลักษณะ | วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม | วงจรไฟฟ้าแบบขนาน<br>ความสว่างของหลอดไฟ<br>รวมทุกหลอด | สว่างน้อย | สว่างมากกว่า<br>หลอดไฟดวงใดดวงหนึ่งชำรุด | หลอดไฟที่เหลือดับหมด | หลอดไฟที่เหลือยังสามารถใช้งานได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้การนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานแล้ว ก็ยังสามารถนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อแบบอนุกรมและขนานได้เช่นกัน การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมหรือต่อแบบขนานนั้น จะทำให้เรามองเซลล์ไฟฟ้าทั้งหมดรวมกันเป็นแหล่งจ่ายพลังงานแหล่งหนึ่งได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบขนาน แรงดันไฟฟ้าจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว แต่จะทำให้จ่ายไฟฟ้าได้มากหรือจ่ายได้นานกว่าการใช้เซลล์ไฟฟ้าเพียงเซลล์เดียว<a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:207,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668797279/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg&quot;,&quot;width&quot;:182}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668797279/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E10.jpg" width="182" height="207"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>ภาพที่ 6.79&nbsp; การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน<br>ที่มา : http://2.bp.blogspot.com&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนการนำเซลล์ไฟฟ้ามาต่อกันแบบอนุกรมนั้น จะทำให้พลังงานหรือแรงดันไฟฟ้ารวม หาได้จากผลรวมของแรงดันไฟฟ้าแต่ละเซลล์ เมื่อแรงดันมากขึ้นจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรมีค่ามากขึ้น<br><a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:177,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668802798/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg&quot;,&quot;width&quot;:242}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668802798/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E11.jpg" width="242" height="177"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>ภาพที่ 6.80&nbsp; การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรม<br>ที่มา : http://3.bp.blogspot.com&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้นหากนำเซลล์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าแต่ละเซลล์เท่ากันมาต่อกันแบบอนุกรม จะทำให้ได้ผลรวมของแรงดันไฟฟ้ามากกว่าการต่อแบบขนาน หรือหากต่อในวงจรไฟฟ้าของหลอดไฟ ก็จะทำให้หลอดไฟของวงจรที่ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสว่างมากกว่าวงจรที่ต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนานนั่นเอง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุปได้ว่า การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมหรือขนานนั้น มีข้อดี – ข้อเสียแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หรือบางครั้งต้องต่อวงจรแบบผสม คือมีทั้งแบบอนุกรมและขนาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบขนาน หากเซลล์ไฟฟ้ามีแรงดันไม่เท่ากัน อาจทำให้เซลล์ไฟฟ้าระเบิดได้ ในงานทั่วไปจะพบการต่อเซลล์ไฟฟ้าลักษณะนี้ ถ้าหากต้องการกระแสไฟฟ้าปริมาณมากจะเลือกใช้เซลล์ไฟฟ้าก้อนใหญ่ขึ้นแทน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากสังเกตการทำงานของหลอดไฟฟ้าภายในบ้านจะพบว่า เมื่อหลอดไฟฟ้าหลอดใดหลอดหนึ่งเสีย หลอดไฟฟ้าที่เหลือภายในบ้านยังคงสามารถใช้งานได้อยู่ คำตอบคือ หลอดไฟฟ้าภายในบ้านต่อแบบขนาน ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ภายในบ้าน ในกรณีที่เครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งชำรุด จึงนิยมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อให้เราสามารถใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านั้นต่อไปตามปกติได้การต่อแบบผสม (Compound Circuit)<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การต่อแบบผสม คือ การต่อวงจรทั้งแบบอนุกรมและแบบขนานเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดความยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่ง ต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อขนานกับตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง ดังในรูป&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:145,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/electronicisfun/_/rsrc/1463668807802/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/E12.jpg" width="308" height="145"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จะสังเกตเห็นได้ว่าลักษณะการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่น ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น<br>แบบฝึกหัดท้ายหน่วย<br>๑. &nbsp; วิธีการต่อวงจรไฟฟ้ามีทั้งหมดกี่แบบ&nbsp; และมีอะไรบ้าง๒. &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม ขนาน และผสม มีข้อดี และข้อเสียอย่างไร๓. &nbsp; การต่อวงจรไฟฟ้าในบ้านเรือนปัจจุบัน นิยมต่อวงจรไฟฟ้าแบบใด<br><br>๔.&nbsp; วงจรไฟฉาย จัดเป็นการต่อวงจรไฟฟ้าแบบใด<br>หน้าเว็บย่อย (1): <a href="https://sites.google.com/site/electronicisfun/hnwy-thi-5/kd-khxng-xohm/kar-tx-wngcr-fifa-baeb-tang/kar-khid-khanwn-kha-thang-fifa">การคิดคำนวณค่าทางไฟฟ้า</a><br>Č<br><br>ĉ<br><a href="https://docs.google.com/viewer?a=v&amp;pid=sites&amp;srcid=ZGVmYXVsdGRvbWFpbnxlbGVjdHJvbmljaXNmdW58Z3g6MjFlNGNhZTc3NzYzMzgzNg">ใบความรู้ การต่อวงจรไฟฟ้าแบบต่างๆ.docx</a> (126k)<br>Chalawana Khantapin, ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br><br>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br><br>สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านทั่วไปจะใช้ทองแดงมาเป็นตัวนำแทนเงินซึ่งมีราคาแพง ส่วนสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีขนาดใหญ่จะใช้อลูมิเนียม เพราะ มีน้ำหนักเบากว่าทองแดง<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:208,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg" width="200" height="208"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ไฟฟ้าแรงสูง<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif&quot;,&quot;width&quot;:309}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif" width="309" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br><br>ข้อควรระวังในการทำงานใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง<br>1. ห้ามทำนั่งร้านค้ำหรือคร่อมใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนปิดคลุมขณะที่ทำการก่อสร้าง หรือติดตั้งป้ายโฆษณา<br>2. ห้ามทำงานใกล้สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีฝนตก ฟ้าคะนอง<br>3. ห้ามฉีดพ่น เท หรือราดน้ำใด ๆ ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนี้<br>– การรดน้ำต้นไม้<br>– การฉีดน้ำด้วยสายยาง<br>– การต่อท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกจากระเบียงหรือกันสาด ทำให้ลำน้ำเข้าใกล้หรือกระทบเสาไฟ<br>– ละอองน้ำจากเครื่องหล่อเย็น ( Cooling Tower ) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ละอองน้ำมักจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วที่ฉนวนไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดได้ด้วย<br>4. ห้ามสอยสิ่งใด ๆ ทุกชนิดที่ติดอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง เช่น ว่าว สายป่าน ลูกโปร่งสวรรค์ เป็นต้น<br>5. ห้ามจุดไฟเผาขยะหรือหญ้ารวมทั้งการทำอาหารทุกชนิด เช่น การปิ้ง ย่าง ผัด หรือทอดที่ทำให้ความร้อนและควันไฟรม หรือพ่นใส่สายไฟฟ้าหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูง เพราะจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีไฟฟ้ารั่วและเกิดลัดวงจร จนไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง และในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดด้วย<br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:445,&quot;url&quot;:&quot;https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif&quot;,&quot;width&quot;:343}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif" width="343" height="445"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6. ห้ามจับดึง หรือแกว่งลวดสลิงเหล็กที่ใช้ยึดโยงเสาไฟฟ้าแรงสูงหรือบริเวณโคนเสาไฟฟ้า เพราะอาจจะแกว่งไปกระ ทบสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้มีไฟรั่วลงมา หรือทำให้สายไฟแรงสูงขาดได้<br>7. ห้ามไต่หรือขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าทุกชนิด ทุกกรณี<br>8. ห้ามยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือนำวัสดุอื่นใดเข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงมากกว่าระยะที่กำหนด<br>9. ไม่ควรติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะนอกจากจะทำให้รับสัญญาณได้ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสัญญาณรบกวนแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดในระหว่างทำการติดตั้งอีกด้วย และในวันข้างหน้าหากเสาอากาศล้มลง มาแตะสายไฟฟ้าแรงสูงด้วยลมพาย ุหรือด้วยเหตุอื่นใด นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านจะชำรุดแล้วบุคคลภายในบ้านอาจได้รับอันตราย และยังทำให้มีไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย<br>10. ผู้เป็นเจ้าของป้ายชื่อสถานที่ประกอบการที่ติดตั้งตามอาคารและผู้ดำเนินการติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนดาดฟ้าอาคาร หรือริมถนนใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง ต้องหมั่นดูแล ตรวจสอบความแข็งแรงของฐานและโครงเหล็กที่ใช้ติดตั้งป้ายโฆษณา<br>11. การก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกต้นไม ้ต้องห่างจากสายไฟฟ้าแรงสูงตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้สัมผัสกับสายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า<br>12. ควรระมัดระวังเครื่องมือกลทุกชนิดที่ใช้งานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ งานปรับปรุงหรือก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าระยะที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:387,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif&quot;,&quot;width&quot;:280}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif" width="280" height="387"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>13. ควรระมัดระวังผ้าคลุมกันฝุ่นระหว่างทำการก่อสร้าง มิให้ปลิวมาสัมผัสสายไฟฟ้า<br>14. กิ่งไม้ที่แตะสายไฟฟ้าจะทำให้มีไฟรั่วลงมาตามกิ่งไม้ ทำให้อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้ารั่วได้ จึงต้องระมัดระวังคอยดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้เข้าใกล้สายไฟฟ้าเกินระยะที่กำหนด<br>15. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ผู้ที่จะใช้เครื่องมือดับเพลิง ควรมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงว่าเป็นชนิดที่ใช้ดับเพลิง ซึ่งเกิดกับสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหรือไม่ และระยะห่างเท่าใด<br>16. ควรติดตั้งป้ายหรือสัญญาณเตือนภัยแสดงเขตอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงเสมอ<br>17. ก่อนที่จะขุดเจาะ หรือตอกปักวัตถุใดๆ เช่น แท่งโลหะลงในดิน จะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงอยู่ใต้พื้นดินนั้น มิฉะนั้นท่านอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงได้<br>18. ห้ามยิงนกหรือสัตว์ที่เกาะบนสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะสายจะขาดตกลงมาทำให้ผู้คนและตัวท่านเองได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูง<br>19. หากต้องการให้การไฟฟ้านครหลวงหุ้มสายไฟฟ้าแรงสูงในกรณีที่จำเป็นต้องทำงานใกล้สายไฟฟ้า ท่านสามารถติดต่อได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขตต่าง ๆ<br>ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อยอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<a href="http://www.psptech.co.th/home-home.page">ome</a><a href="http://www.psptech.co.th/about-us-45254.page">About Us</a><a href="http://www.psptech.co.th/products-45255.page">Products</a><a href="http://www.psptech.co.th/import-15058.page">Import</a><a href="http://www.psptech.co.th/catalog-12998.page">Catalog</a><a href="http://www.psptech.co.th/promotion-41831.page">Promotion</a><a href="http://www.psptech.co.th/contact-us-45259.page">Contact Us</a><br> | ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสวิตช์<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:12,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_date.png&quot;,&quot;width&quot;:12}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_date.png" width="12" height="12"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 2015-05-07 14:29:06 ใน <a href="http://www.psptech.co.th/index.php?page_id=article&amp;page_cat_id=1338">ความรู้ทั่วไป</a> » <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_reply_stat.png&quot;,&quot;width&quot;:12}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_reply_stat.png" width="12" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 0 <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:10,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_view_stat.png&quot;,&quot;width&quot;:12}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/images/icon/icon_view_stat.png" width="12" height="10"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> 39739<a href="http://www.psptech.co.th/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C-20290.page#"><strong>3</strong></a><br>ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสวิตช์<br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:53,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/switch_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:139}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/switch_signal.jpg" width="139" height="53"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br> สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)&nbsp; นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:298,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:439}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg" width="439" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สวิตช์กระดก</strong>&nbsp; เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:240,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:174}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg" width="174" height="240"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์กด&nbsp; ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์&nbsp; กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา&nbsp; แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที &nbsp; เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:178,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg&quot;,&quot;width&quot;:253}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg" width="253" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง&nbsp; ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:225,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&quot;,&quot;width&quot;:225}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg" width="225" height="225"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม&nbsp; สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง&nbsp; มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง&nbsp; เช่น 2, 3, 4&nbsp; หรือ&nbsp; 5&nbsp; ตำแหน่ง เป็นต้น&nbsp; <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:582,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg&quot;,&quot;width&quot;:800}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg" width="800" height="582"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสวิตช์แบบไมโคร&nbsp; (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง&nbsp; แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได&nbsp; ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ&nbsp; อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ&nbsp; หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์&nbsp; ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ <br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้&nbsp; การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์&nbsp; สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์&nbsp; (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:230,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg&quot;,&quot;width&quot;:308}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg" width="308" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br> <strong>การทำงานของสวิตช์</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>วงจรเปิด</strong> หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:67,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:179}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg" width="179" height="67"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; วงจรปิด</strong> หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:49,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg" width="189" height="49"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br> ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:345,&quot;url&quot;:&quot;http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/lamp_circuit.jpg&quot;,&quot;width&quot;:392}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/lamp_circuit.jpg" width="392" height="345"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br> โดยทั่วไป เมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายลง จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลภายในวงจรได้ เนื่องจากไม่มีสะพานเชื่อมกระแสไฟฟ้าให้ไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ส่งผลให้หลอดไฟดับ ขณะเดียวกันเมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายขึ้น จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะสามารถไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ทำให้หลอดไฟสว่าง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะถูกออกแบบและสร้างมาเพื่อการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วสวิตช์บางประเภทยังบอกคุณลักษณะการทนกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด จึงควรเลือกใช้สวิตช์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และควรศึกษาคุณลักษณะเฉพาะของสวิตช์แต่ละรูปแบบให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกใช้<br>ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์ทรานซิสเตอร์ที่ถูกตั้งชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่ามันเปิดให้กระแสไหลผ่านโดยใช้ 2 pole คือ p-type และ n-type. bipolar junction transistor เป็นทรานซิสเตอร์ชนิดแรกที่ถูกผลิตแบบ mass production และผลิตขึ้นโดยการรวม junction ไดโอดสองตัว โดยอาจเป็นชั้นบางๆของสารกึ่งตัวนำชนิด p สองชั้น คั่นกลางด้วย เซมิคอนดักเตอร์ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1129,&quot;url&quot;:&quot;http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png&quot;,&quot;width&quot;:1600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png" width="1600" height="1129"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า <br><br>ทรานซิสเตอร์มีขาต่อใช้งานทั้งหมดสามขา คือ ขาคอลเล็กเตอร์(C), ขาอิมิตเตอร์(E), ขาเบส(B) และการนำไปใช้งานเราต้องจัดไฟให้<br>ทรานซิสเตอร์ทำงาน เรียกว่าการไบแอส(Bias)<br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C&nbsp; <br>เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น&nbsp; &nbsp;<br>ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:176,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image94.png" width="567" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP <br><br>การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B&nbsp; และจ่ายไฟลบ<br>เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N&nbsp; ได้รับ Forward Bias คือ<br>เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:175,&quot;url&quot;:&quot;http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://phchitchai.wbvschool.net/wp-content/uploads/2011/02/image95.png" width="567" height="175"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:57:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983769</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธนวัฒน์ โกมลสิงห์ ม.3/9 เลขที่ 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983856</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ ชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่น ฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสติท, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นวิทยุ<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ อิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br>ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ<br><br>•&nbsp; แอพพลิเค ชั่นของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์<br><br>•&nbsp; ปัจจัยทาง การบริหาร<br><br>•&nbsp; โครงสร้าง พื้นฐาน<br><br>&nbsp;<br>3.วงจรไฟฟ้า คือ วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจร <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:58:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983856</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช ชิติพัท</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983985</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:58:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983985</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช ชิติพัทธ์ สำลีจิต ม.3/9เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983991</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือพลังงานรูปเเบบหนึ่งหรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนมีการทำงาน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:58:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221983991</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณัฐพล  รอดจากภัย  ม.3/9 เลขที่6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984056</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.<br>2.</div><ul><li><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C"><strong>อิเล็กทรอนิกส์</strong></a> เกี่ยวข้องกับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>ที่ใช้ชิ้นส่วนที่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">แอคทีฟ</a>เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>ที่เกี่ยวข้อง<br>เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br><br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br><br><br>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com<br></a><br><br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมของธุรกิจกับธุรกิจ ( Business to Business : B to B )<br>&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกันโดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน&nbsp; หรือระดับต่างกันก็ได้ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้น าเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นต้น<br><br><br>ธุรกิจกับผู้บริโภค ( Business to Consumer : B to C )<br>&nbsp; &nbsp; หมายถึงธุรกิจที่เน้นบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น การขาย สินค้าอุปโภคบริโภค<br>ธุรกิจกับรัฐบาล ( Business to Government : B to G )&nbsp; &nbsp; หมายถึง ธุรกิจบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล<br>ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( Consumer to&nbsp; Consumer : C to C )&nbsp; &nbsp; &nbsp;หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต<br>รัฐบาลกับผู้บริโภค ( Government to Consumer : G to C )&nbsp; &nbsp; หมายถึง เป็นการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้บริการหลายหน่วยงาน เช่น การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ตการติดต่อทำทะเบียนต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆและสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ <br><br>commerce) หรือ <strong>อีคอมเมิร์ซ</strong> (e-Commerce) <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C#cite_note-1"><sup>[1]</sup></a>หรือ <strong>พาณิชยกรรมออนไลน์</strong> หมายถึง <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">การทำธุรกรรม</a>ผ่านสื่อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">อิเล็กทรอนิกส์</a> ในทุกๆ ช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต และระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถกระทำผ่าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การโฆษณาในอินเทอร์เน็ต แม้กระทั่งซื้อขายออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่าย และเพื่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทของความสำคัญขององค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้าเป็นต้น ดังนั้นจึงลดข้อจำกัดของระยะทางและเวลา ในการทำธุรกรรมลงได้<br><br><br>ในพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ให้ความหมาย ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าเป็น ธุรกรรมที่กระทำขึ้นโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน<br><br><br>ตัวอย่างเช่น นายสมชายเปิดร้านขายสินค้า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9B">โอท็อป</a>ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ สามารถเข้ามาดูตัวอย่างสินค้า และติดต่อซื้อขายกันได้ โดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์<br><br><br>เทคโนโลยีสารสนเทศที่รุดหน้า ทั้งระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1">โทรคมนาคม</a> ระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> และอินเทอร์เน็ต ทำให้การสื่อสารกันเป็นไปได้โดยง่าย และสามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการได้หลายระดับ อีกทั้งยังสามารถโต้ตอบกันได้ทันที ทำให้สามารถเสนอธุรกรรมที่หลากหลาย เช่น การชื้อขาย การบริการหลังการขาย การโอนเงินชำระค่าบริการสินค้า การขนส่ง เป็นต้น โดยมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1">กฎหมายธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1">กฎหมายลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์</a> เข้ามาคุ้มครองเรื่องความปลอดภัย และยังมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C&amp;action=edit&amp;redlink=1">กฎหมายการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์</a>ที่เข้ามาให้ความคุ้มครองด้วยในเรื่องของการเงิน<br><br><br><br><br><br></li></ul><div><br></div><div>3.<strong>วงจรไฟฟ้า</strong> เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า ดังการแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง<br><br></div><div>4.ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br>5.<br>อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>6.สวิตซ์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า แะทำให้เกิดตวามปลอดภัย<br>กับผู้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร&nbsp;<br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการ&nbsp;<br>ใช้งานกันหลายแบบ<br><br>7.</div><ul><li><strong>มอเตอร์ไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a>เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5">พลังงานกล</a></li></ul><div><br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Traction_motor">มอเตอร์ฉุดลาก</a> เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br></div><div><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99">ไฟบ้าน</a> อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br></div><div><br>อุปกรณ์เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น<br><br></div><div>8.<strong><br>ทรานซิสเตอร์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ<br></a><br></div><div><strong>ทรานซิสเตอร์</strong></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Transistors.agr.jpg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:168,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5a/Transistors.agr.jpg/200px-Transistors.agr.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5a/Transistors.agr.jpg/200px-Transistors.agr.jpg" width="200" height="168"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:59:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984056</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ทศพล จันทร์ทุ่งใหญ่ ม.3/9 เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984072</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคืออะไร&nbsp; พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล.&nbsp;</div><div>มีการทำงานอย่างไร การไหลของ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> ในวงจรไฟฟ้า ประจุนี้มักจะถูกนำพาไป <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ที่เคลื่อนที่ในประจุยังสามารถถูกนำพาโดย <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99">ไอออน</a> ได้เช่นกันในสาร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a> หรือโดยทั้งไอออนและอิเล็กตรอนเช่นใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2">พลาส</a>มา</div><div>มีกี่ประเภท&nbsp; ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์คืออะไร&nbsp; วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div>มีการทำงานอย่างไร&nbsp; อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950</div><div>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก</div><div>มีกี่ประเภท&nbsp; <strong>พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</strong> มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ</div><div>• ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)</div><div>• ธุรกิจและลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C))</div><div>• ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)</div><div>• ลูกค้ากับลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)</div><div>อธิบายและยกตัวอย่าง&nbsp; ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมของ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 08:59:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984072</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอธิบดี สมพรมทิพย์ ม.3/9 เลขที่24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984342</link>
         <description><![CDATA[<div>⚀ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน&nbsp;<br>🤗มีการทำงานอย่างไร:ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ<br>🤗มีกี่ประเภท:ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br><br><br>⚁อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component&nbsp;<br>🤗มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>🤗มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:<br>&nbsp;แอนะล็อกและดิจิทัล<br><br><br><br><br>⚂วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิน<br>🤗การทำงาน: แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;-โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;-สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร<br><br><br><br><br>⚃ ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp;🤗หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;🤗ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp;-สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;-ตัวนำ<br>&nbsp;-ฉนวน<br><br><br><br><br>⚄ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>🤗 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>🤗มี 4 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br><br><br>⚅ สวิตซ์คือ:ฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า<br>🤗มีการทำงาน: ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้&nbsp;<br>🤗มีกี่ประเภท: 7<br>-สวิตช์เลื่อน&nbsp;<br>-สวิตช์กระดก &nbsp;<br>-สวิตช์กด&nbsp;<br>-สวิตช์แบบก้านยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์แบบหมุน<br>-สวิตช์แบบไมโคร &nbsp;<br>-สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br>🤗อธิบายและยกตัวอย่าง:&nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚁มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;🤗การทำงาน เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚂ ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้<br>🤗การทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า&nbsp;<br>🤗ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:00:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984342</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปิยพร  สุจจิตร์จูล ม.3/9 เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984392</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือ <br>&nbsp; เป็นชุดของปรากฏการณ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a> มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br>2.<strong>อิเล็กทรอนิกสื</strong><br> เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a>(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>3.มีกี่ประเภท</div><div>&nbsp; ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) 3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>3.1 ไฟฟ้าสถิตไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>3.2 ไฟฟ้ากระแสไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้นไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ 1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) 2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )<br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น<br><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง<br>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก<a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ<br>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที<br><strong>4.ตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp; ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง</div><div>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a>หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a><br>6.สวิตช์<br> สวิตซ์ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดตวามปลอดภัย</div><div>กับผู้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร&nbsp;<br>หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ สวิตซ์ไฟฟ้ามีการ&nbsp;<br>ใช้งานกันหลายแบบได้แก่<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า<br>&nbsp; เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br>8.ทรานซิสเตอร์<br><strong>&nbsp; ทรานซิสเตอร์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:00:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984392</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. รดา  แก้วพิจิตร  ม.3/9 เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984435</link>
         <description><![CDATA[<div>1 ไฟฟ้า คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:01:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984435</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนิดา สัมฤทธิ์สุขโชค ชั้น ม 3/9 เลข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984645</link>
         <description><![CDATA[<div>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์สำนักงาน ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนแต่ต้องอาศัยพลังงานจากไฟฟ้าทั้งสิ้น ดังนั้น เราควรมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น</div><blockquote>ทำการทดลองโดยใช้เครื่องวัดปริมาณความร้อนในน้ำ และเพิ่มแรงดันไฟฟ้าคร่อมเส้นลวดความร้อนด้วยวาริแอก แล้วต่อแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์เพื่อวัดกระแสและแรงดันที่เส้นลวดนิโครม<br>เมื่อปรับวาริแอกเพื่อเปลี่ยนค่าแรงดันและกระแสของเส้นลวดนิโครม และให้กระแสไหลผ่านด้วยช่วงเวลาต่างๆ กัน แล้ววัดปริมาณความร้อนที่ได้จากเส้นลวดนิโครม จะพบว่า ถ้าแรงดันยิ่งสูง กระแสยิ่งมาก และเวลาที่กระแสผ่านยิ่งนาน ปริมาณความร้อนที่ไดมากขึ้นตามไปด้วย เขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้</blockquote>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:02:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984645</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเอกพันธุ์ ปินสุวรรณบุตร ม3/9 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984650</link>
         <description><![CDATA[<div>1ไฟฟ้า คือ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:02:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984650</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ชธีรภัทร สถิตเสถียรวงศ์ ม.3/9 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984687</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>2.<strong>การทำงานของไฟฟ้าคือกระแสไฟฟ้า</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electric current) คือการไหลของ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> ในวงจรไฟฟ้า ประจุนี้มักจะถูกนำพาไป <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ที่เคลื่อนที่ในประจุยังสามารถถูกนำพาโดย <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99">ไอออน</a> ได้เช่นกันในสาร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a> หรือโดยทั้งไอออนและอิเล็กตรอนเช่นใน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2">พลาสมา</a><br>3.ไฟฟ้ามี2ประเภท <strong>ไฟฟ้าสถิต</strong> (Statics Electricity)<br>                  ไฟฟ้าสถิต เป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด คือแท่งแก้วนำมาขัดถูกับผ้าไหม จะมีผลทำให้ ทำให้  อิเล็กตรอนย้ายที่ แท่งแก้วจะมีอำนาจไฟฟ้าดึงดูดวัตถุเบา ๆ เช่น เศษกระดาษ หรือไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากธรรมชาติ  เช่น ฟ้าแล็บ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า</div><div>         <figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.edu.nu.ac.th/wbi/355203/statice.gif" width="394" height="221"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.edu.nu.ac.th/wbi/355203/cone2.gif" width="24" height="24"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>     </div><div><strong>ไฟฟ้ากระแส</strong> (Current Electricity)<br>          คือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานด้านต่างๆได้อย่างมากมายโดยการส่งกระแสไฟฟ้าให้เคลื่อน ที่ ไปในลวดตัวนำ    แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือไฟฟ้ากระแสตรง( Direct Current)   ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternation Current)<br> <br>1.อิเล็กทรอนิกส์คือสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง<br>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง<br>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง<br>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก<br>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้<br>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี<br>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน<br>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้าง<br>เสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div>2.อิเล็กทรอนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก</div><div>3อิเล็กทรอนิกส์มี</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:02:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984687</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธีรวุธ  อุ่นโชคดี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984715</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า&nbsp;<br>คือพลังงานรูปเเบบหนึ่งใช้ขับเคลื่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>มีการทำงาน<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:02:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984715</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ รดา  แก้วพิจิตร  ม3/9 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984750</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:02:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984750</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ เกตุมนันท์ บุญขจาย ม.3/9 เลขที่43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984828</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) </div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br><br></div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ </div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) </div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>                                                        ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>                                                         ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div><br><br></div><div>2.สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง<br>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง<br>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง<br>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก<br>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้<br>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี<br>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน<br>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้าง<br>เสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>ประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง<br>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง<br>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง<br>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก<br>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้<br>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี<br>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้<br><br>3. <a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วงจรไฟฟ้า</a>คือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์  เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br><strong>จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม</strong><br>อธิบายองค์ประกอบของวงจรไฟฟ้าได้เปรียบเทียบหน้าที่ความแตกต่างของวงจรไฟฟ้าแบบต่าง ๆได้ประกอบวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม, ขนาน และผสมได้คำนวณและวัดค่าแรงดัน, กระแส, ความต้านทานของวงจรได้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้<br><strong>องค์ประกอบของวงจรไฟฟ้า</strong><br>วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u601.jpg" width="600" height="282"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ในวงจรไฟฟ้ากระแสตรง จะต่อจากขั้วบวกไปยังขั้วลบ และใช้สวิตช์ เป็นตัวเปิดปิดการไหลของกระแสไฟฟ้า  การที่จะทำให้แรงดัน และกระแสไหลผ่านโหลดได้  จะต้องมีองค์ประกอบ ของวงจรไฟฟ้าดังนี้<br><strong>1. แหล่งจ่ายไฟฟ้า</strong> คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายแรงดันและกระแสให้กับวงจร เช่น แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย, เครื่องจ่ายไฟ, ไดนาโม และ เจนเนอร์เรเตอร์  เป็นต้น <figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u602.jpg" width="600" height="337"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>2. ลวดตัวนำ</strong> คือ อุปกรณ์ที่นำมาต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า จากขั้วหนึ่งไปยังอีกขั้วหนึ่ง เพื่อจ่ายแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้กับโหลด ลวดตัวนำที่นำกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน แต่เนื่องจากเงินมีราคาแพงมาก จึงนิยมใช้ทองแดง ซึ่งมีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดีพอสมควรและราคาไม่แพงมากนัก นอกจากนี้ยังยังมีโลหะชนิดอื่น ๆ ที่สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น ทองคำ, ดีบุก,เหล็ก,  อลูมิเนียม,  นิเกิล ฯลฯ เป็นต้น<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u603.jpg" width="600" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>3. โหลดหรือภาระทางไฟฟ้า</strong> คืออุปกรณ์ทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาต่อในวงจร เพื่อใช้งาน  เช่นตู้เย็น, โทรทัศน์, พัดลม, เครื่องปรับอากาศ, เตารีด, หลอดไฟ, ตัวต้านทาน เป็นต้น<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u604.jpg" width="592" height="366"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>4. สวิตช์</strong> คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปิดหรือเปิดวงจร ในกรณีที่เปิดวงจรก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติ<a href="https://www.gotoknow.org/posts/tags/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">การต่อวงจรไฟฟ้า</a> จะต้องต่อสวิตช์เข้าไปในวงจรเพื่อทำหน้าที่ตัดต่อและควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้า<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u605.jpg" width="474" height="389"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>5. ฟิวส์ </strong>คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้วงจรไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการทำงานผิดปกติของวงจร เช่น โหลดเกิน หรือ เกิดการลัดวงจร เมื่อเกิดการผิดปกติฟิวส์จะทำหน้าที่ในการเปิดวงจรที่เรียกว่า ฟิวส์ขาดนั่นเอง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u606.jpg" width="570" height="414"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>วงจรอนุกรม</strong><br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg" width="556" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การคำนวณค่าความต้านทาน</strong><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f601.jpg" width="430" height="179"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u608.jpg" width="424" height="363"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e601.jpg" width="600" height="494"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าความต้านทาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม ในกรณีที่เป็นมิเตอร์แบบเข็มให้ทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust) ก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อไปนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของตัวต้านทานด้านหนึ่งนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของตัวต้านทานอีกด้านหนึ่งอ่านค่าความต้านทาน<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u609.jpg" width="600" height="391"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าความต้านทานรวมของวงจร</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดโอห์ม แล้วทำการปรับค่าศูนย์ (Zero Ohm Adjust)นำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่หนึ่งสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวแรกนำสายวัดของมัลติมิเตอร์เส้นที่สองสัมผัสกับขาของความต้านทานตัวสุดท้ายอ่านค่าความต้านทาน<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u610.jpg" width="568" height="272"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่าแรงดันตกคร่อม</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u611.jpg" width="500" height="428"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรอนุกรม</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อนนำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟนำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟอ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u612.jpg" width="481" height="311"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>วงจรขนาน</strong><br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg" width="513" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การคำนวณค่าความต้านทาน</strong><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f602.jpg" width="492" height="322"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u614.jpg" width="379" height="228"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/f603.jpg" width="414" height="374"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e602.jpg" width="600" height="950"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ในการคิดคำนวณค่าความต้านทานที่ต่อขนานกัน 2 ตัว จะใช้สูตรใดในการคำนวณก็ได้ ผลรวมจะได้เท่ากัน และถ้าค่าความต้านทานมีค่าเท่ากันทั้ง 2 ตัว คำตอบที่ได้จะลดลงครึ่งหนึ่ง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/e603.jpg" width="600" height="665"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>ารวัดค่าแรงดันตกคร่อมในวงจรขนาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดแรงดันไฟตรง (DCV) ให้มากกว่าแหล่งจ่าย (E)นำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟบวกของตัวต้านทาน R1นำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ สัมผัสกับด้านไฟลบของตัวต้านทาน R1อ่านค่าแรงดันตกคร่อมความต้านทาน R1ทำขั้นตอนที่ 1-4 เพื่อวัดค่าแรงดันตกคร่อมตัวต้านทาน R2 และ R3<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u615.jpg" width="600" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><strong>การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรขนาน</strong><br>นำมัลติมิเตอร์ตั้งย่านวัดกระแส (mA) ให้มีค่าสูงไว้ก่อนนำสายด้านไฟบวกของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟบวกของแหล่งจ่ายไฟนำสายด้านไฟลบของมัลติมิเตอร์ต่ออนุกรมเข้ากับด้านไฟลบของแหล่งจ่ายไฟอ่านค่ากระแสที่ไหลผ่านในวงจร</div><h1>ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า</h1><div>ตัวนำไฟฟ้า<br><strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้า<br><strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br><br></div><div>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br><br></div><div>สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านทั่วไปจะใช้ทองแดงมาเป็นตัวนำแทนเงินซึ่งมีราคาแพง ส่วนสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีขนาดใหญ่จะใช้อลูมิเนียม เพราะ มีน้ำหนักเบากว่าทองแดง<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://i0.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/02249_002.jpg" width="200" height="208"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ไฟฟ้าแรงสูง<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high-vollt1.gif" width="309" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>สายไฟฟ้าแรงสูงส่วนใหญ่ที่ใช้ส่งกระแสไฟฟ้าไปตามถนนหรือทุ่งนานั้น ส่วนใหญ่จะไม่มีฉนวนหุ้ม หรือหากมีฉนวนหุ้ม ก็จะหุ้มบางๆ ไว้เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัยที่จะสัมผัสหรือแตะต้อง การหุ้มฉนวนที่ปลอดภัยนั้นจะต้องมีฉนวนที่หนา มีการพันทับด้วยสายชีลด์ (Shield) และมีเปลือกนอกอีกชั้นหนึ่ง ทำให้มีสายมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถพาดไปบนเสาไฟฟ้าทั่วไปได้<br><br></div><div>ข้อควรระวังในการทำงานใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง<br>1. ห้ามทำนั่งร้านค้ำหรือคร่อมใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนปิดคลุมขณะที่ทำการก่อสร้าง หรือติดตั้งป้ายโฆษณา<br>2. ห้ามทำงานใกล้สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีฝนตก ฟ้าคะนอง<br>3. ห้ามฉีดพ่น เท หรือราดน้ำใด ๆ ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนี้<br>– การรดน้ำต้นไม้<br>– การฉีดน้ำด้วยสายยาง<br>– การต่อท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกจากระเบียงหรือกันสาด ทำให้ลำน้ำเข้าใกล้หรือกระทบเสาไฟ<br>– ละอองน้ำจากเครื่องหล่อเย็น ( Cooling Tower ) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ละอองน้ำมักจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วที่ฉนวนไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดได้ด้วย<br>4. ห้ามสอยสิ่งใด ๆ ทุกชนิดที่ติดอยู่ที่สายไฟฟ้าแรงสูง เช่น ว่าว สายป่าน ลูกโปร่งสวรรค์ เป็นต้น<br>5. ห้ามจุดไฟเผาขยะหรือหญ้ารวมทั้งการทำอาหารทุกชนิด เช่น การปิ้ง ย่าง ผัด หรือทอดที่ทำให้ความร้อนและควันไฟรม หรือพ่นใส่สายไฟฟ้าหรือฉนวนไฟฟ้าแรงสูง เพราะจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีไฟฟ้ารั่วและเกิดลัดวงจร จนไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง และในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดด้วย<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://i2.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high1.gif" width="343" height="445"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>       6. ห้ามจับดึง หรือแกว่งลวดสลิงเหล็กที่ใช้ยึดโยงเสาไฟฟ้าแรงสูงหรือบริเวณโคนเสาไฟฟ้า เพราะอาจจะแกว่งไปกระ ทบสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้มีไฟรั่วลงมา หรือทำให้สายไฟแรงสูงขาดได้<br>7. ห้ามไต่หรือขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าทุกชนิด ทุกกรณี<br>8. ห้ามยื่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือนำวัสดุอื่นใดเข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงมากกว่าระยะที่กำหนด<br>9. ไม่ควรติดตั้งเสาอากาศโทรทัศน์ใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะนอกจากจะทำให้รับสัญญาณได้ไม่ชัดเจนเนื่องจากมีสัญญาณรบกวนแล้ว ยังเกิดอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดในระหว่างทำการติดตั้งอีกด้วย และในวันข้างหน้าหากเสาอากาศล้มลง มาแตะสายไฟฟ้าแรงสูงด้วยลมพาย ุหรือด้วยเหตุอื่นใด นอกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าของท่านจะชำรุดแล้วบุคคลภายในบ้านอาจได้รับอันตราย และยังทำให้มีไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างอีกด้วย<br>10. ผู้เป็นเจ้าของป้ายชื่อสถานที่ประกอบการที่ติดตั้งตามอาคารและผู้ดำเนินการติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนดาดฟ้าอาคาร หรือริมถนนใกล้แนวสายไฟฟ้าแรงสูง ต้องหมั่นดูแล ตรวจสอบความแข็งแรงของฐานและโครงเหล็กที่ใช้ติดตั้งป้ายโฆษณา<br>11. การก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัย และปลูกต้นไม ้ต้องห่างจากสายไฟฟ้าแรงสูงตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้สัมผัสกับสายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า<br>12. ควรระมัดระวังเครื่องมือกลทุกชนิดที่ใช้งานก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ งานปรับปรุงหรือก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ เข้าใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงเกินกว่าระยะที่กำหนด<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://i1.wp.com/webhtml.horhook.com/wbi/ec/images/high2.gif" width="280" height="387"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>13. ควรระมัดระวังผ้าคลุมกันฝุ่นระหว่างทำการก่อสร้าง มิให้ปลิวมาสัมผัสสายไฟฟ้า<br>14. กิ่งไม้ที่แตะสายไฟฟ้าจะทำให้มีไฟรั่วลงมาตามกิ่งไม้ ทำให้อาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้ารั่วได้ จึงต้องระมัดระวังคอยดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ไม่ให้เข้าใกล้สายไฟฟ้าเกินระยะที่กำหนด<br>15. เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ผู้ที่จะใช้เครื่องมือดับเพลิง ควรมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องมือดับเพลิงว่าเป็นชนิดที่ใช้ดับเพลิง ซึ่งเกิดกับสิ่งที่มีกระแสไฟฟ้าหรือไม่ และระยะห่างเท่าใด<br>16. ควรติดตั้งป้ายหรือสัญญาณเตือนภัยแสดงเขตอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงเสมอ<br>17. ก่อนที่จะขุดเจาะ หรือตอกปักวัตถุใดๆ เช่น แท่งโลหะลงในดิน จะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าไม่มีสายไฟฟ้าแรงสูงอยู่ใต้พื้นดินนั้น มิฉะนั้นท่านอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูงได้<br>18. ห้ามยิงนกหรือสัตว์ที่เกาะบนสายไฟฟ้าแรงสูง เพราะสายจะขาดตกลงมาทำให้ผู้คนและตัวท่านเองได้รับอันตรายจากไฟฟ้าแรงสูง<br>19. หากต้องการให้การไฟฟ้านครหลวงหุ้มสายไฟฟ้าแรงสูงในกรณีที่จำเป็นต้องทำงานใกล้สายไฟฟ้า ท่านสามารถติดต่อได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขตต่าง ๆ<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:03:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984828</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.คุณานนท์ แก้วนิวงศ์ ม.3/9 เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984887</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคืออะไร<br>ตอบ ไฟฟ้าคือพลังชนิดหนึึ่ง&nbsp; ที่&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:03:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221984887</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ รดา  แก้วพิจิตร  ม.3/9 เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221985611</link>
         <description><![CDATA[<div>1 ไฟฟ้า คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน<br>ไฟฟ้ามี2ประเภท<br>ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>  ตัวอย่างไฟฟ้า<br> เตารีดไฟฟ้าแบบธรรมดา ใช้กันโดยทั่วไป ควรเลือกใช้รีดผ้าที่เหมาะสม<br>2 อิเล็กทรอนิกส์<br>สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ <br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟือง<br>3 วงจรไฟฟ้า<br>ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้                     วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า                      วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือแหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า<br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง                     การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป<br>วงจรไฟฟ้ากระสลับ                      การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ<br>4 ตัวนำไฟฟ้า<br><br> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br></div><div><br> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br>5 อุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:07:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221985611</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ณัฐริกา. หงวนบุญมาก เลขที่33 ม.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221985955</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไรใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้พลังงานแก่อิเล็กตรอนอิสระ ทำให้อิเล็กตรอนอิสระวิ่งเคลื่อนที่ไปตามอะตอมต่าง ๆ ได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปในรูปต่าง ๆ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นต้น ซึ่งไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกำเนิดหลายชนิดแตกต่างกันไป</div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div>1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>2. ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br></div><div>อธิบายและยกตัวอย่าง</div><div>&nbsp;1.ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น&nbsp;</div><div>2.ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br><br>อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งที่นํามาประยุกต์ใช้กับการศึกษาวงจรไฟฟ้าที่ใช้สารกึ่งตัวนําและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งควบคุมการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนได้</div><div><br></div><div>มีการทำงานอย่างไรอิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก</div><div><br></div><div>มีกี่ประเภท 2ประเภท</div><div><br></div><div>อธิบายและยกตัวอย่าง</div><div>1.วงจรอะนาล็อก</div><div>เครื่องใช้ไฟฟ้าอะนาล็อกส่วนใหญ่ เช่นเครื่องรับวิทยุ ถูกสร้างขึ้นจากการรวมกันของวงจรพื้นฐานไม่กี่ชนิด วงจรแอนะล็อก ใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ติดกันต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสัญญาณที่ไม่ติดกันต่อเนื่องในวงจรดิจิทัล</div><div>2.วงจรดิจิทัลวงจรดิจิทัลเป็นวงจรไฟฟ้าที่ทำงานกับสัญญาณที่มีระดับแรงดันไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่อง วงจรดิจิทัลเป็นตัวแทนทางกายภาพที่พบบ่อยที่สุดของพีชคณิตบูลีนและเป็นพื้นฐานของดิจิทัลคอมพิวเตอร์ทั้งหมด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:09:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221985955</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สหัสรัตน์ สัจจาพิทักษ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986094</link>
         <description><![CDATA[<div>ม.3/9 เลขที่ 22<br>1.ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนหรือโปรดอนหรืออนุภาคต่างๆ<br>2.การทำงาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer)&nbsp;<br>3.ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div><br><br></div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือวิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.</div><div><strong>การทำงาน<br>อิเล็กทรอนิกส์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br></div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br>มีกี่ประเภท<br>ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ</div><div>•&nbsp; แอพพลิเค ชั่นของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์</div><div>•&nbsp; ปัจจัยทาง การบริหาร</div><div>•&nbsp; โครงสร้าง พื้นฐาน</div><div>&nbsp;ตัวอย่าง<br>มีวิธีการที่แตกต่างกันในการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงต้นมักจะใช้การเดินสายไฟแบบจุดต่อจุดของแต่ละชิ้นส่วนบนแผ่นไม้เพื่อสร้างวงจร การสร้างวงจรด้วย cordwood และใช้การพันสายแทนบัดกรีก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่ใช้ทันสมัย​​ที่สุดตอนนี้คือใช้แผงวงจรพิมพ์ที่ทำจากวัสดุเช่น FR4 หรือถูกกว่า (อ่อนแต่ทนทาน), กระดาษเรซิ่นสังเคราะห์ (SRBP หรือ Paxoline / Paxolin (เครื่องหมายการค้า) และ FR2) ความกังวลเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ปลายทางที่สหภาพยุโรปมีข้อจำกัด ของสารอันตราย (RoHS) และของเสียของอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ซึ่งไปมีผลบังคับใช้ ในกรกฎาคม 2006<br>3.วงจรไฟฟ้า<br>วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร&nbsp;<br>หลักการทำงาน<br>วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ<br><strong>วงจรไฟฟ้า</strong><br><br><br><strong>วงจรไฟฟ้า</strong> หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<strong>วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ</strong>1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลดสำหรับสวิตซ์ไฟฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้า มีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีสวิตซ์ไฟฟ้าก็จะไม่มีผลต่อการทำงานวงจรไฟฟ้าใดๆ เลย<strong>การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ1. วงจรอนุกรม</strong> เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<strong>คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรอนุกรม</strong>1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเท่ากันตลอดวงจร2. แรงดันไฟฟ้าตกคร่อมส่วนต่างๆ ของวงจร เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งกำเนิด3. ความต้านทานรวมของวงจร จะมีค่าเท่ากับผลรวมของความต้านทานแต่ละตัวในวงจรรวมกัน<strong>2. วงจรขนาน</strong> เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น<strong>คุณสมบัติที่สำคัญของวงจรขนาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; 1.1ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง&nbsp;การเคลื่อนที่<br>&nbsp; &nbsp; 1.2มีการทำงานอย่างใร<br>&nbsp;คือการไหลของประจุไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าโดยใช้อิเล็กตอนเคลื่อนที่ผ่านประจุ<br>&nbsp;1.3มีกี่ประเภท<br>&nbsp;2ประเภท กระแสตรงกับกระแสสลับ<br>&nbsp;1.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>&nbsp;เช่นการไหลของประจุไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าจะถูกนำพาไปยังอิเล็กตอน<br>&nbsp;<br>2.อิเล็กทรอนิกส์<br>2.1 อิเล็กทรอนิกส์คือ<br>คือวงจรไฟฟ้าแบบดิจิตอล<br>2.2มีการทำงานยังไง<br>ทำงานด้วยระบบดิจิตอล<br>2.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภทอะนาลอกกับดิจิตอล<br>2.4อธิบายและยกตัวตัวอย่าง<br>เช่นโทรศัพท์มือถือ<br><br>3.วงจรไฟฟ้า<br>3.1วงจรไฟฟ้าคือ<br>มีกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านตัวนำและสายไฟฟ้า<br>3.2ทำงานยังไง<br>เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้าใช้เชื่อมต่อวงจรทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า<br>3.3มีกี่ประเภท<br>3ประเภท<br>3.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นวงจรอนุกรม<br><br>4.ตัวนำไฟฟ้า<br>4.1ตัวนำไฟฟ้าคือ<br>อิเล็กตอนเช่นลวดทองแดง<br>4.2ทำงานยังไง<br>มีอิเล็กตอนไหลผ่านตลอดเวลา<br>4.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภทอิเล็กตอนกับอิเล็กโตรไล<br>4.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นทองแดง อะลูมิเนียม&nbsp;<br><br> 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br>6.สวิตซ์<br>6.1สวิตซ์คือ<br>อุปกรณ์ที่ใช้ตัดระบบไฟฟ้า<br>6.2ทำงานยังไง<br>ใช้ปิด-เปิดไฟ😑<br>6.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภท ควบคุมด้วยมือและอิเล็กทรอนิกส์<br>6.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นปิด-เปิดหลอดไฟ<br><br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า<br>คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br> 💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br> ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br><br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br> 💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br> 💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:10:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986094</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พงศ์กิตติ์ ลิขิตวัฒนกิจ ม.3/9 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986284</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อใช่มาทำอย่างพลังงานอย่างสารพัด 1ไฟฟ้ากระแส2ไฟฟ้าสถิต<br>การทำงานเพื่อให้มีการทำงานของเครื่องไฟฟ้านั้นทำงานอย่างตามต้องการ<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เทคโนโลยีที่ใช้งานการหาข้อมูลเป็นข้อมูลเกี่ยวกับไฟฟ้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:11:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986284</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ศุภชัย  ซ่อนกลิ่นม. 3/9  เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986398</link>
         <description><![CDATA[<div>(ไฟฟ้า) คือ ตามหนังสือวิทยาศาสตร์ หรือเว็บไซต์ต่างๆ มักจะให้ความหมายที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้ เช่น พลังงานกล พลังงานความร้อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไฟฟ้า คือ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประจุเคลื่อนที่ผ่านตัวนำไฟฟ้า ในหนึ่งหน่วยพื้นที่หน้าตัด ในหนึ่งหน่วยเวลา<br>(อิเล็กทรอนิกส์ )&nbsp; คืออิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuit และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ (อังกฤษ: passive component) เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br>(วงจรไฟฟ้า) วงจรไฟฟ้าคืออะไร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด <br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้ <br>(ตัวนำไฟฟ้า)คือ<strong><br>ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a>อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>(อุปกรณ์ไฟฟ้า) อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็<br>นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></div><div><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br></em><strong>วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานระบบไฟฟ้า<br></strong><br></div><div><a href="https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:246,&quot;url&quot;:&quot;https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png?w=600&amp;h=246&quot;,&quot;width&quot;:600}" data-trix-content-type="image"><img src="https://krootewan2013.files.wordpress.com/2013/11/cable.png?w=600&amp;h=246" width="600" height="246"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><strong>1. สายไฟฟ้า<br></strong><br></div><div><strong>2. มิเตอร์ไฟฟ้า</strong> เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนหนึ่ง ๆ โดยมีมอเตอร์ที่มาตรไฟฟ้าคอยหมุนตัวเลขบอกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปเป็นกี่ กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือยูนิต หรือหน่วย<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:360,&quot;url&quot;:&quot;https://i0.wp.com/img.tarad.com/shop/c/chaidecho/img-lib/spd_20090530154953_b.jpg&quot;,&quot;width&quot;:260}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i0.wp.com/img.tarad.com/shop/c/chaidecho/img-lib/spd_20090530154953_b.jpg" width="260" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>3.&nbsp; เมนสวิตช์</strong> เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์<br><strong>4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ</strong> (เซอร์กิตเบรคเกอร์) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ<br><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:218,&quot;url&quot;:&quot;https://i1.wp.com/www.piyanas.com/webboard/file-lib/webboard/20090814212037.jpg&quot;,&quot;width&quot;:516}" data-trix-content-type="image"><img src="https://i1.wp.com/www.piyanas.com/webboard/file-lib/webboard/20090814212037.jpg" width="516" height="218"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><strong>5. ฟิวส์ (Fuse)</strong> เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์</div><div><br></div><div><strong>6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร</strong> <em><br></em><strong>7. หลักดิน (Ground Rod หรือ Grou<br>8 .ตุ้มหรือลูกถ้วย</strong> เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รองรับสายไฟ ทำหน้าที่เป็นฉนวน<br><strong>9.หลอดไฟฟ้า&nbsp;<br></strong>(สวิตซ์)ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า แะทำให้เกิดตวามปลอดภัย</div><div><br></div><div><br>(สวิตช์ไฟฟ้า )<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ไฟฟ้าใช้ในการเปิด-ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยใช้หลักการที่สวิตช์เปิดหรือปิดหน้าสัมผัสซึ่งคล้ายกับสะพานที่เชื่อมให้กระแสสามารถไหลได้ในวงจรไฟฟ้า หน้าสัมผัสปิด (Closed Contact) คือหน้าสัมผัสเชื่อมต่อกันทำให้กระแสไหลผ่านได้ ส่วนหน้าสัมผัสเปิด (Open Contact) คือหน้าสัมผัสแยกออกจากกันทำให้กระแสไม่สามารถไหลผ่านได้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์มีหลายประเภท และถูกควบคุมด้วยวิธีต่างๆ กัน พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงจากมนุษย์ ได้แก่ Push-button Switch, Toggle Switch, Foot Switch พวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ ได้แก่ Relay, Magnetic Contactor หรือพวกที่ถูกควบคุมด้วยแรงอื่นๆ เช่น Pressure Switch, Photoelectric Switch, Level Switch เป็นต้นสวิตช์จะถูกแยกด้วยจำนวน Pole และจำนวน Throw โดยจำนวน Pole (SP-Single Pole, DP-Double Pole, 3P-Triple Pole, etc.) จะบอกจำนวนวงจรที่จะทำการเปิด-ปิด และ จำนวน Throw (ST, DT) จะบอกจำนวนของตัวเลือกของ Pole ตัวอย่างเช่น SPST- Single Pole Single Throw สวิตช์จะสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวโดยจะเป็นปกติเปิด (NO-Normally Open) หรือปกติปิด (NC-Normally Closed) แต่ถ้าเป็น SPDT- Single Pole Double Throw สวิตช์จะมีหนึ่งคู่เป็นปกติเปิด (NO) และอีกหนึ่งคู่เป็นปกติปิดเสมอ (NC)<br><strong>Momentary, Maintained Switches (สวิตช์ชั่วขณะ, สวิตช์คงตัว)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สวิตช์ชั่วขณะจะมีสปริงคอยดึงกลับเสมอเมื่อปล่อยสวิตช์ เช่น กริ่ง หรือแตรรถ ส่วนสวิตช์คงตัวจะรักษาสถานะไว้แม้ว่าจะปล่อยสวิตช์แล้ว เช่น สวิตช์ไฟต่างๆ<strong>Amp Rating (กระแสที่ทนได้)</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องจากสวิตช์ต้องนำไปใช้ในวงจรต่างๆ ดังนั้นสวิตช์ต้องสามารถทนกระแสที่ไหลผ่านในขณะที่ใช้ในวงจรได้ โดยกระแสที่สวิตช์ทนได้จะสอดคล้องกับความต่างศักย์ค่าๆหนึ่ง เช่น 10A @ 220VAC ซึ่งก็คือ สวิตช์ทนกระแสได้ 10A ที่ความต่างศักย์ 220V ซึ่งถ้าความต่างศักย์ในวงจรที่นำไปใช้ต่ำกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ สวิตช์จะใช้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ไม่แนะนำให้นำสวิตช์ไปใช้ในวงจรที่มีค่าความต่างศักย์สูงกว่าความต่างศักย์ที่กำหนดของสวิตช์ เนื่องจากความสามารถในการทนกระแสของสวิตช์จะลดลง <br>สวิตช์ไฟฟ้าและปลั๊กไฟ รูปแบบต่างๆ<br><a href="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/project-definition/172.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:670,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871940315/project-definition/172.jpg&quot;,&quot;width&quot;:993}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871940315/project-definition/172.jpg" width="993" height="670"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><a href="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/project-definition/1301471218.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1115,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939627/project-definition/1301471218.jpg&quot;,&quot;width&quot;:751}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939627/project-definition/1301471218.jpg" width="751" height="1115"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br>(มอเตอร์ (Motor) )เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br><br></div><div><br>Motor มอเตอร์<br>มอเตอร์ (Motor) มี 2 ประเภท คือ<br><br></div><div><br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br></div><div><br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br><br></div><div><br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><br></div><div><br>ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ<br>ห้ามใช้เครื่องใช้ประเภทนี้ในช่วงที่ไฟตก หรือแรงดันไฟฟ้าไม่ถึง 220 โวลต์ เนื่องจากมอเตอร์จะไม่หมุนและทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าดันกลับ จะทำให้ขดลวดร้อนจัดจนเกิดไหม้เสียหายได้<br><br></div><div>ขณะที่มอเตอร์กำลังหมุนจะเกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าขึ้นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าซ้อนขึ้นภายในขดลวด แต่มีทิศทางการไหลสวนทางกับกระแสไฟฟ้าที่มาจากแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าเดิม ทำให้ขดลวดของมอเตอร์ไม่ร้อนจนเกิดไฟไหม้ได้<br><strong><br>(ทรานซิสเตอร์)</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ<br></a><br></div><div><strong>ทรานซิสเตอร์</strong></div><div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Transistors.agr.jpg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:168,&quot;url&quot;:&quot;https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5a/Transistors.agr.jpg/200px-Transistors.agr.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5a/Transistors.agr.jpg/200px-Transistors.agr.jpg" width="200" height="168"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>ทรานซิสเตอร์ประกอบด้วยวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอย่างน้อยสามขั้วไฟฟ้าเพื่อเชื่อมต่อกับวงจร ภายนอก แรงดันหรือกระแสไฟฟ้าที่ป้อนให้กับขั้วทรานซิสเตอร์หนึ่งคู่ จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระแสที่ไหลผ่านในขั้วทรานซิสเตอร์อีกคู่หนึ่ง เนื่องจากพลังงานที่ถูกควบคุม (เอาต์พุต)จะสูงกว่าพลังงานที่ใช้ในการควบคุม (อินพุท) ทรานซิสเตอร์จึงสามารถขยายสัญญาณได้ ปัจจุบัน บางทรานซิสเตอร์ถูกประกอบขึ้นมาต่างหากแต่ยังมีอีกมากที่พบฝังอยู่ใน แผง</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><a href="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/project-definition/R7377071-10.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:378,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939686/project-definition/R7377071-10.jpg&quot;,&quot;width&quot;:573}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939686/project-definition/R7377071-10.jpg" width="573" height="378"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><a href="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/project-definition/PN-Plug.JPG?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:747,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939150/project-definition/PN-Plug.JPG&quot;,&quot;width&quot;:448}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939150/project-definition/PN-Plug.JPG" width="448" height="747"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><a href="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/project-definition/haco33.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1000,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939720/project-definition/haco33.jpg&quot;,&quot;width&quot;:700}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/chiangmaielectrician/_/rsrc/1468871939720/project-definition/haco33.jpg" width="700" height="1000"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>ความคิดเห็น</div><div>คุณไม่มีสิทธิ์เพิ่มความคิดเห็น</div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:12:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986398</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ข ขิติ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986591</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:13:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986591</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ข ชิติพัทธ์ สำลีจิต ม.3/9 เลขที่4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986593</link>
         <description><![CDATA[<div>รับ1.ไฟฟ้าคือหลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการเเยกตัวออกมา<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ&nbsp; เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V&nbsp; เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ&nbsp; อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br>3.1 ไฟฟ้าสถิต<br>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน &nbsp;<br>ม<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์ไตรโอดโดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950&nbsp; ประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ<br>•&nbsp; แอพพลิเค ชั่นของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์<br>•&nbsp; ปัจจัยทาง การบริหาร<br>•&nbsp; โครงสร้าง พื้นฐาน&nbsp;<br><br>&nbsp;3.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจร&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>3.2ทำงานยังไง<br>เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้าใช้เชื่อมต่อวงจรทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า<br>3.3มีกี่ประเภท<br>3ประเภท<br>3.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นวงจรอนุกรม<br><br>4.ตัวนำไฟฟ้า<br>4.1ตัวนำไฟฟ้าคือ<br>อิเล็กตอนเช่นลวดทองแดง<br>4.2ทำงานยังไง<br>มีอิเล็กตอนไหลผ่านตลอดเวลา<br>4.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภทอิเล็กตอนกับอิเล็กโตรไล<br>4.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นทองแดง อะลูมิเนียม&nbsp;<br><br>&nbsp;5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br>6.สวิตซ์<br>6.1สวิตซ์คือ<br>อุปกรณ์ที่ใช้ตัดระบบไฟฟ้า<br>6.2ทำงานยังไง<br>ใช้ปิด-เปิดไฟ😑<br>6.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภท ควบคุมด้วยมือและอิเล็กทรอนิกส์<br>6.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นปิด-เปิดหลอดไฟ<br><br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า<br>คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br><br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp;💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:13:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986593</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนิดา สัมฤทธิ์สุขโชค ชั้น 3/9 เลขที่44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986798</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า หรือ Electricity ในภาษาอังกฤษ มาจากคำว่า ēlectricus ในภาษากรีก เป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประวัติความเป็นมาของไฟฟ้านั้น เท่าที่ได้ทราบกันมาเชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงปลาไฟฟ้า และการรักษาโรคด้วยปลาไฟฟ้าแต่ในเรื่องราวของไฟฟ้าที่จะขอกล่าวอย่างจริงจังก็คือเรื่องราวการค้นพบไฟฟ้าของเทลีส (Thales) เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล โดยเทลีสได้ค้นพบไฟฟ้าสถิตจากแท่งอำพัน เขาได้ให้ข้อสังเกตว่าเมื่อนำแท่งอำพันถูกับผ้าขนสัตว์ แล้ววางแท่งอำพันไว้ใกล้กับวัตถุชิ้นเล็กๆเช่น เศษไม้ จะทำให้เศษไม้เคลื่อนที่เข้าหาแท่งอำพัน นั่นคือแท่งอำพันจะมีอำนาจอย่างหนึ่งที่ดึงดูดวัตถุได้<br>สสารที่มีในโลกนี้ประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ ซึ่งเราเรียกว่า อะตอม (Atoms) ภายในอะตอมจะประกอบไปด้วยอนุภาคไฟฟ้าเล็กๆ 3 ชนิด คืออิเล็กตรอน โปรตอนและนิวตรอน โดยที่อิเล็กตรอนจะมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ โปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก และในนิวตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นกลาง การอยู่ร่วมกันของอนุภาคทั้งสามในอะตอมเป็นลักษณะที่โปรตอนและนิวตรอนรวมกันอยู่ตรงกลาง เรียกว่า นิวเคลียส และมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ ภายในอะตอมจะมีอิเล็กตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ นิวเคลียส เป็นวง ๆ ซึ่งอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุดเรียกว่า อิเล็กตรอนอิสระ และถ้าอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกนี้ได้รับพลังงานก็จะทาให้อิเล็กตรอน เคลื่อนที่ไปอยู่ในอะตอมที่ถัดไปทาให้เกิดการไหลของอิเล็กตรอน พลังงานที่จะทาให้อิเล็กตรอน ในวัตถุตัวนำไหลได้ คือเครื่องกาเนิดไฟฟ้า ซึ่งจะทาหน้าที่ทั้งการรับและจ่ายอิเล็กตรอนเรียกว่า ขั้วไฟฟ้า โดยกาหนดไว้ว่าขั้วที่รับอิเล็กตรอนเรียกว่า ขั้วบวก ขั้วที่จ่ายอิเล็กตรอนเรียกว่าขั้ว ลบ<br>ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีอิทธิพลมากในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย เราสามารถนำไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆเช่น ด้านแสงสว่าง ด้านความร้อน ด้านพลังงาน ด้านเสียง เป็นต้น และการใช้ประโยชน์จากไฟฟ้าก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง ต้องเรียนรู้การใช้ที่ถูกวิธี ต้องรู้วิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ในที่นี้จะขอกล่าวถึงประเภทของไฟฟ้า วงจรและอุปกรณ์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันที่ควรจะรู้จัก</div><div>2.สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่างเช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ&nbsp;<br>จดจำคำนวณ วัดและควบคุม เครื่องกลที่สร้างจากส่วนประกอบของล้อเฟืองและคานงัดอาจทำบางสิ่ง<br>ดังกล่าวข้างต้นได้แต่ทำได้ไม่ดีนักเนื่องจากทำงานช้าและไม่คล่องตัวไฟฟ้าอาจช่วยเสริมพลังให้เครื่อง<br>กลเหล่านั้นแต่ก็ยังไม่นับว่าเป็น อิเล็กทรอนิกส์เครื่องกลที่จะกล่าวอ้างว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้นต้อง<br>ประกอบขึ้นด้วยสิ่งประดิษฐ์ซึ่งอำนาจไฟฟ้าหรือสภาวะแม่เหล็กควบคุมกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากการ<br>เคลื่อนที่ของกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กมากหรืออิเล็กตรอนได้โดยตรงสิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์จะยอม<br>ให้ไฟฟ้าควบคุมไฟฟ้าด้วยกันเองตัวอย่างเช่นเครื่องรับโทรทัศน์ไฟฟ้าจากสายอากาศจะควบคุมกระแส<br>ไฟฟ้า ในการแสดงภาพบนจอรับภาพในคอมพิวเตอร์การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าอันเนื่องมาจาก<br>การกดแป้นพิมพ์จะไปควบคุมกำลังของเครื่องเพื่อเขียนข้อมูลลงบนแผ่นดิสก์การใช้ไฟฟ้าในลักษณะนี้<br>ความเป็นไปได้ที่จะทำสิ่งที่ซับซ้อนให้สำเร็จโดยเร็วและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเครื่องกลทั่วไปใช้ได้ดี<br>สำหรับงานง่าย ๆ ที่ทำซ้ำ ๆ กันเพียงอย่างเดียวเช่นการเจาะรูการเป่าผมแต่ถ้าต้องการเครื่องกลที่ทำงานได้หลายอย่างและเปลี่ยน<br>พฤติกรรมได้ทันทีโดยตอบสนองต่อข้อมูลที่เข้ามาสิ่งที่เราต้องการก็คืออิเล็กทรอนิกส์สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์เช่นวิทยุจะสร้าง<br>เสียงได้ อย่างไม่มีขอบเขตจำกัดและคอมพิวเตอร์จะสร้างสรรค์โลกแห่งจินตนาการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกผลิตออกมาใช้งานเป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านี้ ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานทั้งสิ้น อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เรารู้จักเป็นอย่างดีได้แก่ เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องซักผ้าคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นMP3 เป็นต้น จากอุปกรณ์ไฟฟ้าดังถ้าหากมีใครถามเราว่าอุปกรณ์ตัวใดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เราอาจจะบอกได้ว่า เตารีดไฟฟ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเครื่องซักผ้า เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนคอมพิวเตอร์ เครื่องรับโทรทัศน์&nbsp; &nbsp; โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่น MP3 เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเราเคยสงสัยหรือไม่ว่าการแบ่งว่าอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ใดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เราใช้หลักเกณฑ์อย่างไร<br>1.คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสม ได้แก้ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดีทัศน์&nbsp; ภาพเคลื่อนไหวและเสียง</div><div>2.WBI (Web-based Instruction)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คือ บทเรียนที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยนำจุดเด่นของวิธีการให้บริการข้อมูลแบบ www มาประยุกต์ใช้ Web Base Instructionจึงเป็นบทเรียนประเภท CAI แบบ On-line ในที่นี้หมายความว่า ผู้เรียนเรียนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ติดต่อผ่านเครือ กับเครื่องแม่ข่ายที่บรรจุบทเรียน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; 3.การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Learning<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนโดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วีดีโอ มัลติมีเดียอื่นๆ</div><div>4.E-book<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นคำภาต่างประเทศ ย่อมาจากคำว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ&nbsp;<br>ออฟไลน์และออนไลน์&nbsp;</div><div>5. E-Training<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; E-Training หมายถึง กระบวนการการฝึกอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นกระบวนการจัดการฝึกทักษะ เพิ่มพูนสาระความรู้ ที่เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนั้นเรียนรู้ด้วยตนเอง ผู้เข้าอบรมมีอิสระในการเข้าศึกษา เรียนรู้ตามเวลา โอกาสที่ผู้ฝึกอบรมต้องการโดยเนื้อหาขององค์ความรู้จะถูกออกแบบมาให้ศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย ในรูปแบบมัลติมีเดียซึ่งประกอบด้วยสื่อที่เป็นข้อความรูป หรืออาจมี ภาพเคลื่อนไหว&nbsp;</div><div>6.Learning Object<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายถึง การจัดรูปแบบสาระการเรียนรู้เป็นหน่วยที่เป็นอิสระใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้ เป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 2 ถึง 15 นาที และถึงแม้ ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบหน่วยย่อยก็ตาม Learning Object จะมีความสมบรูณ์ในตัวเอง ซึ่งในแต่ละเนื้อหาจะประกอบชื่อเรื่อง คำอธิบาย คำสำคัญ วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล ประการหนึ่งคือ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง<br>อิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ<br>3. วงจรเปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น</div><div><br></div><div>2. วงจรปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงาน</div><div><br></div><div>ความหมายทางไฟฟ้า</div><div><br></div><div>1. แรงดันไฟฟ้า หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า หมายถึงแรงที่ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานของวงจรไปได้ ใช้แทนด้วยตัว E มีหน่วยวัดเป็นโวลท์ (V)</div><div><br></div><div>2. กระแสไฟฟ้า หมายถึงการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนอิสระจากอะตอมหนึ่งไปยังอะตอมหนึ่ง จะไหลมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทานของวงจร ใช้แทนด้วยตัว I มีหน่วยวัดเป็นแอมแปร์ (A)</div><div><br></div><div>3. ความต้านทานไฟฟ้า หมายถึงตัวที่ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ซึ่ง อยู่ในรูปของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น แผ่นลวดความร้อนของเตารีด หม้อหุงข้าว หลอดไฟฟ้า เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าให้ไหลในจำนวนจำกัด ใช้แทนด้วยตัว R มีหน่วยวัดเป็นโอห์ม (W )</div><div><br></div><div>4. กำลังงานไฟฟ้า หมายถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัตราการทำงาน ได้จากผลคูณของแรงดันไฟฟ้ากับกระแสไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัว P มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ (W)</div><div><br></div><div>5. พลังงานไฟฟ้า หมายถึงกำลังไฟฟ้าที่นำไปใช้ในระยะเวลาหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นวัตต์ชั่วโมง (Wh) หรือยูนิต ใช้แทนด้วยตัว W</div><div><br></div><div>6. ไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าช็อต หมายถึงการที่ไฟฟ้าไหลผ่านจากสายไฟฟ้าเส้นหนึ่งไปยังอีกเส้นหนึ่ง โดยไม่ผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดใดๆ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากฉนวนของสายไฟฟ้าชำรุด และมาสัมผัสกันจึงมีความร้อนสูง มีประกายไฟ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ถ้าบริเวณนั้นมีวัสดุไวไฟ</div><div><br></div><div>7. ไฟฟ้าดูด หมายถึงการที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หัวใจทำงานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลงจนหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามความรุนแรงของอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแส เวลาและเส้นทางที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน</div><div><br></div><div>8. ไฟฟ้ารั่ว หมายถึงสายไฟฟ้าเส้นที่มีไฟจะไหลไปสู่ส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าไม่มีสายดินก็จะทำให้ได้รับอันตราย แต่ถ้ามีสายดินก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่นั้นไหลลงดินแทน</div><div>9. ไฟฟ้าเกิน หมายถึงการใช้ไฟฟ้าเกินกว่าขนาดของอุปกรณ์ตัดตอนทางไฟฟ้า ทำให้มีการปลดวงจรไฟฟ้า อาการนี้สังเกตได้คือจะเกิดหลังจากที่ได้เปิดใช้ไฟฟ้าสักครู่ หรืออาจนานหลายนาทีจึงจะตรวจสอบเจอ<br><strong>4.ตัวนำไฟฟ้า</strong> ในวิชา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้างในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br>ฉนวนไฟฟ้าทำหน้าที่ป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้า สายไฟจะหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนที่ต้องสัมผัสกับร่างกายจะเป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น ไขควง เตารีด ส่วนที่เป็นมือจับจะเป็นฉนวนไฟฟ้าจำพวกพลาสติก<br>สายไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านทั่วไปจะใช้ทองแดงมาเป็นตัวนำแทนเงินซึ่งมีราคาแพง ส่วนสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งมีขนาดใหญ่จะใช้อลูมิเนียม เพราะ มีน้ำหนักเบากว่าทองแดง<br>1. ห้ามทำนั่งร้านค้ำหรือคร่อมใกล้สายไฟฟ้าแรงสูงที่ไม่มีฉนวนปิดคลุมขณะที่ทำการก่อสร้าง หรือติดตั้งป้ายโฆษณา<br>2. ห้ามทำงานใกล้สายหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในขณะที่มีฝนตก ฟ้าคะนอง<br>3. ห้ามฉีดพ่น เท หรือราดน้ำใด ๆ ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนี้<br>– การรดน้ำต้นไม้<br>– การฉีดน้ำด้วยสายยาง<br>– การต่อท่อน้ำทิ้งที่ไหลออกจากระเบียงหรือกันสาด ทำให้ลำน้ำเข้าใกล้หรือกระทบเสาไฟ<br>– ละอองน้ำจากเครื่องหล่อเย็น ( Cooling Tower ) ที่ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ละอองน้ำมักจะทำให้ฉนวนไฟฟ้าเสื่อมสภาพ ทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วที่ฉนวนไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง ในบางกรณีอาจทำให้สายไฟฟ้าขาดได้ด้วย<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></div><div><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน</em></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:13:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221986798</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221989595</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:25:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221989595</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสกุลทิพย์ แก้วชัง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221989596</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.&nbsp;</strong></div><ol><li>พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล. มี 2 ประเภท1ไฟฟ้าสถิต 2ไฟฟ้ากระแส</li><li>สิ่งประดิษฐ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ทำงานให้มนุษย์เราได้หลายอย่าง เช่น ทำเสียง ส่งข่าวสาร แสดงภาพ </li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:25:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221989596</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221991627</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:33:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221991627</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.สุพิชฌาย์  วังถนอมศักดิ์ ม.3/9 เลขที่38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992131</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;<br>&nbsp;💓การทำงานเช่นพลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br>&nbsp;💓มี 2ประเภทคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>&nbsp;2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>&nbsp;💓มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>&nbsp;💓มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br>&nbsp;3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>&nbsp;💓แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>&nbsp;💓วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br>&nbsp;วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; (Series-Parallel Electrical Circuit)<br>&nbsp;4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;💓ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp;-สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;-ตัวนำ<br>&nbsp;-ฉนวน<br>&nbsp;5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp;6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br>&nbsp;💓 การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>💓 มี&nbsp; 7 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; 1. สวิตช์แบบเลื่อน&nbsp;<br>&nbsp; 2. สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; 3. สวิตช์แบบกระดก<br>&nbsp; 4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>&nbsp; 5. สวิตช์แบบหมุน<br>&nbsp; 6. สวิตช์แบบไมโคร<br>&nbsp; 7. สวิตช์แบบดิพ<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp;💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:35:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992131</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เด็กหญิง สิรินยา เจริญแสนสุข ม.3/9 เลขที่ 45</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992403</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;<br>&nbsp; 💓การทำงานเช่นพลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br>&nbsp; 💓มี 2ประเภทคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>&nbsp; 2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>&nbsp; 💓มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>&nbsp; 💓มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br>&nbsp; 3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>&nbsp; 💓แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>&nbsp; 💓วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br>&nbsp; วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; (Series-Parallel Electrical Circuit)<br>&nbsp; 4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp; 💓หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp; 💓ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp; -สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp; -ตัวนำ<br>&nbsp; -ฉนวน<br>&nbsp; 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>&nbsp;💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; 6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br>&nbsp; 💓 การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้💓 มี&nbsp; 7 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;1. สวิตช์แบบเลื่อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;2. สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; &nbsp;3. สวิตช์แบบกระดก<br>&nbsp; &nbsp;4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>&nbsp; &nbsp;5. สวิตช์แบบหมุน<br>&nbsp; &nbsp;6. สวิตช์แบบไมโคร<br>&nbsp; &nbsp;7. สวิตช์แบบดิพ<br>&nbsp;7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp; 💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp; ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br>&nbsp;8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp; 💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp; 💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp; 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp; 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:36:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992403</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ณัฐณิชา. วงศ์เเสงศักดิ์ ชั้นม.3/9 เลขที่32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992679</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;<br>&nbsp;💓การทำงานเช่นพลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br>&nbsp;💓มี 2ประเภทคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>&nbsp;2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>&nbsp;💓มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>&nbsp;💓มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br>&nbsp;3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>&nbsp;💓แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>&nbsp;💓วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br>&nbsp;วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; (Series-Parallel Electrical Circuit)<br>&nbsp;4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;💓ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp;-สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;-ตัวนำ<br>&nbsp;-ฉนวน<br>&nbsp;5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp;6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br>&nbsp;💓 การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>💓 มี&nbsp; 7 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; 1. สวิตช์แบบเลื่อน&nbsp;<br>&nbsp; 2. สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; 3. สวิตช์แบบกระดก<br>&nbsp; 4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>&nbsp; 5. สวิตช์แบบหมุน<br>&nbsp; 6. สวิตช์แบบไมโคร<br>&nbsp; 7. สวิตช์แบบดิพ<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp;💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:37:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221992679</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.อารียา  ปลาแสนกุล ชั้นม.3/9 เลขที่41</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221993141</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน <br> 💓การทำงานเช่นพลังงานกล                                      อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br> 💓มี 2ประเภทคือ<br>     1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>     2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>           2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>           2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br> 2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br> 💓มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br> 💓มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br> 3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br> 💓แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น  มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน  ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>             1.  แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี  จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก  และจากแสงสว่าง  เป็นต้น  บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>             2.  โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น  โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น  ตู้เย็น  พัดลม เครื่องซักผ้า  โทรทัศน์  วิทยุ  และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน  ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน  กระแส  และกำลังไฟฟ้า<br>             3.  สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร  จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง  สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br> 💓วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br> วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม  (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม  (Series-Parallel Electrical Circuit)<br> 4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ <br> 💓หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> 💓ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br> -สารกึ่งตัวนำ<br> -ตัวนำ<br> -ฉนวน<br> 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br>💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>💓  ประเภท<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br> 6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br> 💓 การทำงานของสวิตช์<br>         ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br>💓 มี  7 ประเภท.              <br>  1. สวิตช์แบบเลื่อน <br>  2. สวิตช์แบบกด<br>  3. สวิตช์แบบกระดก<br>  4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>  5. สวิตช์แบบหมุน<br>  6. สวิตช์แบบไมโคร<br>  7. สวิตช์แบบดิพ<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล <br> 💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br> ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br> 💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br> 💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 09:39:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/221993141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด. ญ. ลัดดาวัลย์ คำหอมกุล เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222004247</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; 1. ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1.1ไฟฟ้าคือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ ก่อให้เกิดพลังงานอื่น เช่น ความร้อน แสงสว่าง การเคลื่อนที่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1.2มีการทำงานอย่างใร<br>&nbsp; คือการไหลของประจุไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าโดยใช้อิเล็กตอนเคลื่อนที่ผ่านประจุ<br>&nbsp; 1.3มีกี่ประเภท<br>&nbsp; 2ประเภท กระแสตรงกับกระแสสลับ<br>&nbsp; 1.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>&nbsp; เช่นการไหลของประจุไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าจะถูกนำพาไปยังอิเล็กตอน<br>&nbsp; <br>&nbsp;<a href="http://2.อิเล็กทรอนิกส์">2.อิเล็กทรอนิกส์</a><br> 2.1 อิเล็กทรอนิกส์คือ<br> คือวงจรไฟฟ้าแบบดิจิตอล<br> 2.2มีการทำงานยังไง<br> ทำงานด้วยระบบดิจิตอล<br> 2.3มีกี่ประเภท<br> 2ประเภทอะนาลอกกับดิจิตอล<br> 2.4อธิบายและยกตัวตัวอย่าง<br> เช่นโทรศัพท์มือถือ</div><div><a href="http://3.วงจรไฟฟ้า">3.วงจรไฟฟ้า</a><br> 3.1วงจรไฟฟ้าคือ<br> มีกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าเคลื่อนที่ผ่านตัวนำและสายไฟฟ้า<br> 3.2ทำงานยังไง<br> เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้าใช้เชื่อมต่อวงจรทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า<br> 3.3มีกี่ประเภท<br> 3ประเภท<br> 3.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br> เช่นวงจรอนุกรม</div><div><a href="http://4.ตัวนำไฟฟ้า">4.ตัวนำไฟฟ้า</a><br> 4.1ตัวนำไฟฟ้าคือ<br> อิเล็กตอนเช่นลวดทองแดง<br> 4.2ทำงานยังไง<br> มีอิเล็กตอนไหลผ่านตลอดเวลา<br> 4.3มีกี่ประเภท<br> 2ประเภทอิเล็กตอนกับอิเล็กโตรไล<br> 4.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br> เช่นทองแดง อะลูมิเนียม&nbsp;</div><div><a href="http://5.อุปกรณ์ไฟฟ้า">5.อุปกรณ์ไฟฟ้า</a> คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br> 💓 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> 💓&nbsp; ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;</div><div><a href="http://6.สวิตซ์">6.สวิตซ์</a><br> 6.1สวิตซ์คือ<br> อุปกรณ์ที่ใช้ตัดระบบไฟฟ้า<br> 6.2ทำงานยังไง<br> ใช้ปิด-เปิดไฟ😑<br> 6.3มีกี่ประเภท<br> 2ประเภท ควบคุมด้วยมือและอิเล็กทรอนิกส์<br> 6.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br> เช่นปิด-เปิดหลอดไฟ</div><pre>7.มอเตอร์ไฟฟ้า</pre><div>&nbsp;คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;💓หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้</div><div>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;💓หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp;💓ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 10:16:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222004247</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธนิสร์ชัย ตั้งนิติพิฐจักร ม.3/9 เลขที่10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222008306</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;</div><div>&nbsp; การทำงานเช่นพลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.</div><div>&nbsp; มี 2ประเภทคือ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div>&nbsp; 2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก</div><div>&nbsp; มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน</div><div>&nbsp; มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล</div><div>&nbsp; 3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม</div><div>&nbsp; แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน</div><div>&nbsp; วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ</div><div>&nbsp; วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; (Series-Parallel Electrical Circuit)</div><div>&nbsp; 4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;</div><div>&nbsp; หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า</div><div>&nbsp; ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท</div><div>&nbsp; -สารกึ่งตัวนำ</div><div>&nbsp; -ตัวนำ</div><div>&nbsp; -ฉนวน</div><div>&nbsp; 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;</div><div>&nbsp;หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า</div><div>&nbsp;ประเภท</div><div>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</div><div>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</div><div>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;</div><div>&nbsp; 6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ</div><div>&nbsp;การทำงานของสวิตช์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้มี&nbsp; 7 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;1. สวิตช์แบบเลื่อน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;2. สวิตช์แบบกด</div><div>&nbsp; &nbsp;3. สวิตช์แบบกระดก</div><div>&nbsp; &nbsp;4. สวิตช์แบบก้านยาว</div><div>&nbsp; &nbsp;5. สวิตช์แบบหมุน</div><div>&nbsp; &nbsp;6. สวิตช์แบบไมโคร</div><div>&nbsp; &nbsp;7. สวิตช์แบบดิพ</div><div>&nbsp;7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;</div><div>&nbsp; หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้</div><div>&nbsp; ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้</div><div>&nbsp;8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์</div><div>&nbsp; หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ</div><div>&nbsp; ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้าง2ประเภทคือ&nbsp;</div><div>&nbsp;1.ทรานซิลเตอร์ชนิดNPN</div><div>2.ทรานซิลเตอร์ชนิดPNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 10:31:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222008306</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222009466</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 10:36:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222009466</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.พงศ์กิตติ์ ลิขิตวัฒนกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222010097</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานที่ใช่งานตามชีวิตประจำวันและใช่ประโยชในการทำงานความสะดวก<br>ไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร ทำงานตามเครื่องให้มีการเกิดเช่นเปิดสวิทพร้อมใช่งาน<br>ประเภท 1.ไฟฟ้าสถิต2.ไฟฟ้ากระแส<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ งานเกี่ยวกับไฟฟ้าการผลิตและการผลิตอย่างประโยชน์และหน้าที่ของพลังงาน<br>อิเล็กทรอนิกส์ มีการทำงาน การทำงานประสานกันตามอัตโนมัติของอุปกรณ์<br>ประเภท 1.cai2.web<br>3.วงจรไฟฟ้า คือ การเชื่อมต่อเข้าด้วยกันของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างเช่นตัวต้านทานตัวเหนี่ยวนำตัวเก็บประจุแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้า มีการทำงาน ทำการวงจนไฟฟ้าแรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป<br>&nbsp;ประเภท 1.วงจรปิด2.วงจรเปิด<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือ การบรรจุไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทางสายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า<br>&nbsp;ตัวนำไฟฟ้า มีการทำงาน การทำงานของหม้อแปลงอาศัยหลักความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้า<br>ประเภท 1.ตัวนำไฟฟ้า2.ฉนวนไฟฟ้า<br>5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่นเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน<br>-อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>-อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>-อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>-อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp;6.สวิตช์ คือ เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้าทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้าการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจรก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้เช่น 1.ฟัวส์ 2.ทอกเกิลสวิตซ์3.เบรกเกอร์<br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็ก<br>8.ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขากระแสหรือแรงเคลื่อนเพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหบผ่านขาทั้งสอง&nbsp;<br>ประเภท 1.ทรานซิสเตอร์เปิดสวิทช์<br>&nbsp; 2 . ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายสัญญาน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 10:39:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222010097</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธีรคภัทรสถิตเสถียรวงศ์ ม.3/9 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222015811</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงาน <br><br>2.ไฟฟ้้ามีการทำงานโดยการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a> นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br><br>3.ไฟฟ้ามี2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div>1.อิเล็้กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br>2.อิเล็กกทรอนิกส์มีการทำงานอิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรม<br><br>3.อิเล็กทรอนิกกส์มี3ประเภทใหญ่่<br><strong>ตัวต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:148,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistors2.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistors2.png" width="200" height="148"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีสมบัติในการ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่</div><div><br>1) ตัวต้านทานคงที่ ( Fixed Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ มีสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:87,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-4.jpeg&quot;,&quot;width&quot;:96}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-4.jpeg" width="96" height="87"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; ซึ่งสามารถอ่านค่าความต้านทาน&nbsp; ได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม ( Ω )แถบสีที่อยู่บนตัวต้านทานโดยส่วนมากจะมี 4 แถบ และมีแถบสีที่ชิดกันอยู่ 3 สี อีกสีหนึ่งจะอยู่ห่างออกไปที่ปลายข้างหนึ่ง การอ่านค่าจะเริ่มจากแถบสีที่อยู่ชิดกันก่อนโดยแถบที่อยู่ด้านนอกสุดให้เป็นแถบสีที่ 1 และสีถัดไปเป็นสีที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ สีแต่ละสีจะมีรหัสประจำแต่ละสี</div><div>2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ( Voltage ) ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทย์หรือโทรทัศน์ เป็นต้น สัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:111,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/resistor-variable-symbol.gif&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/resistor-variable-symbol.gif" width="200" height="111"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ( LDR ) ย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทานขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร คือ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:125,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/ldr.gif&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/ldr.gif" width="189" height="125"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br><strong>ตารางการ่อ่านค่าความต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:762,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistor_Chart_1.gif&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistor_Chart_1.gif" width="567" height="762"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><strong>ตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/post-148003-1207478176.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/post-148003-1207478176.png" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>ตัวเก็บประจุเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่สะสมประจุไฟฟ้าหรือ<br>คายประจุไฟฟ้าให้กับวงจรหรืออุปกรณ์อื่นๆ</div><div>ตัวเก็บประจุบางชนิดจะมีขั้ว คือขั้วบวก และขั้วลบ ดังนั้นการต่อ<br>ตัวเก็บประจุในวงจร ต้องต่อให้ถูกขั้ว และต้องทราบค่าของตัวเก็บประจุด้วยว่าเหมาะสม<br>กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ หรือไม่ ซึ่งค่าความจุของตัวเก็บประจุจะมีหน่วยเป็น<br>ฟารัด ( Farad ) ใช้ตัวอักษรย่อคือ F แต่ตัวเก็บประจุที่ใช้กันทั่วไปมักมี<br>หน่วยเป็นไมโครฟารัด ( µ F ) ซึ่ง 1 F มีค่าเท่ากับ 10 6 µ F ตัวเก็บประจุ<br>มีด้วยกันหลายแบบหลายขนาด แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่<br><br><br></div><div>1) ตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่ ( Fixed Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการผลิตให้มีค่าคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความจุได้ แต่จะปรับค่าความจุให้เหมาะสมกับวงจรได้โดยนำตัวเก็บประจุหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบขนานหรืออนุกรม สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่<br>ในวงจรจะเป็น&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:138,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/imageUSG.jpg&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/imageUSG.jpg" width="320" height="138"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>2 ) ตัวเก็บประจุเปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถปรับค่าความจุได้ โดยทั่วไปมักใช้ในวงจรปรับแต่งสัญญาณ<br>ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพบในเครื่องรับวิทยุซึ่งใช้เป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุ ตัวเก็บประจุ<br>ุชนิดนี้ส่วนมากเป็นตัวเก็บประจุชนิดใช้อากาศเป็นสาร ไดอิเล็กทริกและการปรับค่า<br>จะทำได้โดยการหมุนแกน ซึ่งมีโลหะหลายๆ แผ่นอยู่บนแกนนนั้น เมื่อหมุนแกน<br>แผ่นโลหะจะเลื่อนเข้าหากันทำให้ค่าประจุเปลี่ยนแปลง สัญลักษณ์ของตัวเก็บ<br>ประจุเปลี่ยนค่าได้ในวงจรจะเป็น<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:176,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/figure19.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/figure19.png" width="200" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong><br></strong><br></div><div><strong>ไดโอด</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:158,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diodes.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diodes.png" width="320" height="158"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ช่วยควบคุมให้กระแสไฟฟ้า<br>จากภายนอกไหลผ่านได้ทิศทางเดียว และป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ จากอุปกรณ์<br>ประเภทขดลวดต่างๆ ไดโอดประกอบด้วยขั้ว 2 ขั้ว คือ แอโนด ( Anode : A )ต้องต่อ<br>กับถ่านไฟฉายขั้วบวก ( + ) และแคโทด ( Cathode : K ) ต้องต่อกับถ่าน<br>ไฟฉายขั้วลบ ( - ) การต่อไดโอเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกขั้ว ถ้าต่อผิดขั้วไดโอดจะ<br>ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในวงจรไม่ได้ซึ่งสัญลักษณ์<br>ของไดโอดในวงจรไฟฟ้า เป็น<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:134,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diode.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diode.jpg" width="200" height="134"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>ไดโอดบางชนิดเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะให้แสงสว่างออกมา เราเรียกว่า<br>ไดโอดเปล่งแสง หรือ แอลอีดี ( LED) ซึ่งย่อมาจาก Light Emitting Diodeและมีสัญลักษณ์ในวงจรเป็น <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:130,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/LED.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/LED.png" width="200" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> วีดีโอ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be">http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be</a></div><div><br></div><div>หลอด&nbsp; LED ประดับสวยงาม</div><div>&nbsp;</div><div>จากภาพจะเห็นว่า LED มีขายื่นออกมาสองขา ขาที่สั้นกว่าคือ ขั้วแคโทด (ขั้วลบ) และขาที่ยาวกว่าคือ ขั้วแอโนด (ขั้วบวก) ไดโอดเปล่งแสงนี้มีลักษณะคล้ายๆหลอด<br>ไฟเล็กๆ กินไฟน้อย และนิยมนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ไฟกะพริบตามเสียงเพลง ไฟหน้าปัดรถยนต์ ไฟเตือนในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไฟที่ใช้ในการแสดงตัวเลขของ<br>เครื่องคิดเลข เป็นต้น<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br>ทรานซิสเตอร์</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:193,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/transistor.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/transistor.png" width="200" height="193"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์แต่ละชนิด<br>จะมี 3 ขา ได้แก่&nbsp;<br>ขาเบส ( Base : B )<br>ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E )<br>ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C )<br><br><br>หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ</div><div><br></div><div>1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์&nbsp;</div><div><br></div><div>2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์ <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:155,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Bjt_npn_pnp.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Bjt_npn_pnp.png" width="200" height="155"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขา B หรือเรียกว่า กระแสเบส นั่นคือ เมื่อกระแสเบสเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าในขา E (กระแสอิมิตเตอร์) และกระแสไฟฟ้าในขา C (กระแสคอลเล็กเตอร์) เปลี่ยนแลงไปด้วย ซึ่งทำให้ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจร โดยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา B ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา E และ C ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนปิดไฟ (วงจรเปิด) แต่ถ้าให้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยผ่านขา B จะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มากกว่าให้ผ่านทรานซิสเตอร์แล้วผ่านไปยังขา E และผ่านไปยังอุปกรณ์อื่นที่ต่อจากขา C</div><div><br></div><div><br><br></div><div><br></div><div><strong>การต่อวงจรอิเล็กทรอนิก</strong></div><div>การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาต่อในวงจรร่วมกันเพื่อใช้งาน<br>ต้องศึกษาว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละชิ้นนั้นใช้การต่อแบบใดในวงจร<br>และทำให้เกิดผลอย่างไรต่อวงจรนั้น เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และไม่ให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดการชำรุดเสียหาย<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวต้านทาน</strong></div><div><strong>การต่อตัวต้านทานต่อแบบวงจรขนาน</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/parallelcircuit.jpeg&quot;,&quot;width&quot;:295}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/parallelcircuit.jpeg" width="295" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าจะทำให้มีปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน<br>ในวงจรลดลง โดยสังเกตได้จากความสว่างของหลอดไฟ และจำนวนช่องที่เข็มเบนไปของ<br>แอมมิเตอร์ที่ลดน้อยลงซึ่งการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรนั้นไม่ต้องคำนึงถึงขั้วหรือปลาย<br>ขาของตัวต้านทาน ดังนั้นเมื่อต่อวงจรโดยสลับปลายขาของตัวต้านทาน หลอดไฟจึง<br>สว่างได้เหมือนเดิมและนับจำนวนช่องที่เข็มเบนไปได้เท่าเดิม<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:154,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/capacitor-4.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/capacitor-4.png" width="200" height="154"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวเก็บประจุนั้น จะมีแถบสีขาว เขียนสัญลักษณ์เป็น<br>เครื่องหมาย (-)เครื่องหมายลบ บอกให้ทราบว่า ขาของตัวเก็บประจุ<br>ที่อยู่ข้างเดียวกันกับแถบสีขาวนั้นเป็นขั่วลบ การต่อนั้นต่อได้ทั้งแบบ<br>อนุกรม และแบบขนาน</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:215,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-1.gif&quot;,&quot;width&quot;:259}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-1.gif" width="259" height="215"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบอนุกรม</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:115,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-2.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-2.png" width="320" height="115"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบขนาน</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>การประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุสามารถทำได้โดยการต่อตัวเก็บประจุตัวเก็บประจุเข้ากับวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย โดยแบตเตอรี่จะจ่ายไฟให้แก่ตัวเก็บประจุ&nbsp;</div><div>ดังนั้นเข็มแอมมิเตอร์จึงเบนไปจากเดิมในระยะแรกและเบนกลับมาชี้</div><div><br></div><div>ที่ศูนย์ในเวลาต่อมาเมื่อการประจุสิ้นสุด และจะมีประจุไฟฟ้าเก็บไว้ใน<br><br><br></div><div><br></div><div><strong>การคายประจุ</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:246,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/anirc.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/anirc.png" width="320" height="246"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ถอดถ่านไฟฉายออก แล้วนำตัวเก็บประจุมาต่อแบบอนุกรม<br>เพื่อทำการคายประจุที่อยู่ภายใน ตัวเก็บประจุ<br><br><br><br></div><div><br></div><div>ดังนั้นเมื่อนำตัวเก็บประจุที่ประจุไฟแล้วมาต่อเข้ากับวงจร จึงพบว่าเข็มของแอมมิเตอร์สามารถเบนไปได้ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร แต่เมื่อทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง ประจุไฟฟ้าที่เก็บไว้ในตัวเก็บประจุจะค่อยๆ สูญเสียไป ดังนั้นการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าซึ่งต่อกับตัวเก็บประจุไฟแล้ว จึงเป็นการช่วยให้ตัวเก็บประจุสูญเสียประจุไฟฟ้าได้ช้าลง<br><br><br></div><div><strong>การต่อไดโอดเปล่งแสง (LED)</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:186,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/images.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/images.jpg" width="200" height="186"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>หลอดไฟชิด LED นั้นจะมี 2 ขา ขาหนึ่งสั้น และอีกขาหนึ่งยาว ขาที่ยาวนั้นคือขั่ว บวก (+)</div><div>การต่อไดโอดเปร่งแสงหรือLEDนั้น ต้องต่อให้ถูกขั่วมิฉะนั้นไดโอดจะไม่เปร่งแสง</div><div><br>1.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม<br><br></div><div>2.วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ<br><br>3.วงจรไฟฟ้ามี2ประเ <br><strong>วงจรอนุกรม</strong><br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:163,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg&quot;,&quot;width&quot;:556}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg" width="556" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>วงจรขนาน</strong><br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg&quot;,&quot;width&quot;:513}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg" width="513" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>1.ตัวนำไฟฟ้้าคือวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br>2.ตัวนำไฟฟ้าในวัสดุ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a>อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br><br>3.ตัวนำไฟฟ้้้้ามี2ประเภท<strong>ตัวนำไฟฟ้า<br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ตัวนำ (Conductor)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง</div><div><strong>ฉนวนไฟฟ้า</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ฉนวน (Insulator)</strong> คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br><br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าคืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br><br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้ามีการทำงานโดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/light.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/heat.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน </a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/machanics.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล</a><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- <a href="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/11/Electricity-web/html/content-html/device-html/sound.html">อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง</a></div><div><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>3. อุปกรณ์ไฟฟ้ามี3ประเภท</em></div><div><strong>สายไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ส่งพลังงานไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง&nbsp; ทำด้วยโลหะที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้&nbsp; เรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:20,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:22}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif" width="22" height="20"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สะพานไฟ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ปิด เปิด วงจรไฟฟ้าภายในบ้าน</strong> <strong>ในอาคาร&nbsp; เปรียบได้กับสวิตซ์ขนาดใหญ่&nbsp; ในสะพานไฟจะมีที่สำหรับต่อฟิวส์อยู่ด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:20,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:22}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif" width="22" height="20"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; เต้ารับและเต้าเสียบ&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต่อกับสายไฟ</strong> <strong>เป็นวงจรเปิดไว้ และจะครบวงจรเมื่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:20,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:22}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif" width="22" height="20"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; สวิตซ์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; ต้องต่อแบบอนุกรมเข้ากับวงจรไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:20,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:22}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/aflowe4_1_.gif" width="22" height="20"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; ฟิวส์&nbsp; เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีไว้ป้องกันอันตราย เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลเข้าวงจรมากเกินไป</strong> <strong>หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจร</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:26,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/9_clip_image002.gif&quot;,&quot;width&quot;:560}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/9_clip_image002.gif" width="560" height="26"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>1.สวิตซ์คืื<br><strong>อุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; สวิตซ์แต่ละแบบจะทนกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เท่ากัน<br><br>2.สวิตซ์มีีีีีีีีหน้าที่ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าในส่วนที่ต้องการ&nbsp; ทำหน้าที่คล้ายสะพานไฟ&nbsp; สวิตซ์แต่ละแบบจะทนกระแสไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เท่ากัน<br><br>3.สวิตซ์มี3ประเภท<br>สวิตซ์ทางเดียว&nbsp; &nbsp; เป็นสวิตซ์ที่ต่อไว้ &nbsp; เพื่อควบคุมวงจรไฟฟ้า</strong>&nbsp;<strong>&nbsp; ในส่วนที่ต้องการชนิดใดชนิดหนึ่ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:16,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/bullet01_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:16}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/bullet01_1_.gif" width="16" height="16"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตซ์สองทาง&nbsp; เป็นสวิตซ์ที่ต่อไว้ใช้บังคับการเดินทางของกระแสไฟฟ้าได้สองทาง&nbsp; เช่น</strong>&nbsp;<strong>ไม่ผ่านวงจรที่1แต่ให้ผ่านวงจรที่2 หรือให้ผ่านวงจรที่1แต่ไม่ผ่านวงจรที่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong><strong><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:16,&quot;url&quot;:&quot;http://warunee.chs.ac.th/page_u2/bullet01_1_.gif&quot;,&quot;width&quot;:16}" data-trix-content-type="image"><img src="http://warunee.chs.ac.th/page_u2/bullet01_1_.gif" width="16" height="16"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></strong><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวิตซ์อัตโนมัติ&nbsp; เป็นสวิตซ์ที่สามารถตัดวงจรไฟฟ้าได้เอง เมื่อ&nbsp; กระแสไฟฟ้าไหลผ่านมากเกินไป &nbsp; ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กระแสไฟฟ้าผ่านมาก&nbsp; เช่น มอเตอร์&nbsp;</strong></div><div><strong>&nbsp;เครื่องปรับอากาศ</strong>&nbsp;<strong>เป็นต้น<br><br>1.มอเตอร์ไฟฟ้าคือ&nbsp; </strong>มอเตอร์ (Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br><br><strong>&nbsp;2.มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานโดย&nbsp; </strong>เมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br><br>3.มอเตอร์มี<strong> </strong>2 ประเภท คือ<br><br></div><div><br>1. มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor)<br>2. มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)<br><br></div><div><br>มอเตอร์กระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้ไฟฟ้กระแสตรงผ่านเข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์เพื่อทำให้เกิดการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากขดลวดมอเตอร์จึงหมุนได้<br><br></div><div><br>มอเตอร์กระแสสลับ (AC Motor)เป็นมอเตอร์ที่ต้องใช้กับไฟฟ้ากระแสสลับ โดยใช้หลักการดูดและผลักกันของแม่เหล็กถาวรกับแม่เหล็กไฟฟ้าจากขดลวดมาทำให้เกิดการหมุนของมอเตอร์<br><br></div><div><br>ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมอเตอรเป็นส่วนประกอบ<br><br>1.ทรานซิสเตอร์คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กมาก ทำด้วยวัสดุกึ่งตัวนำ มีขั้วไฟฟ้า ๓ ขั้ว สำหรับต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้าภายนอก ใช้สำหรับควบคุมและขยายกระแสไฟฟ้า.<br><br>2.ทรานซิสเตอร์สามารถนำไปใช้งานใน<br>ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์&nbsp; ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br>กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br>ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br>การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br>มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br><br>3.ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br><br>1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1129,&quot;url&quot;:&quot;http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png&quot;,&quot;width&quot;:1600}" data-trix-content-type="image"><img src="http://1.bp.blogspot.com/-7bLr59i8hQk/Ub66fxKIbkI/AAAAAAAAAGw/xidC7OCayxA/s1600/NPNvsPNP.png" width="1600" height="1129"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>**โครงสร้างแบบ NPN สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งออก<br>**โครงสร้างแบบ PNP สังเกตว่าสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์หัวลูกศรจะพุ่งเข้า&nbsp;</div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 11:01:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222015811</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ธีรวุธ  อุ่นโชคดี   ม.3/9  เลขที่13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222030561</link>
         <description><![CDATA[<div>⚀ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน <br>🤗มีการทำงานอย่างไร:ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ<br>🤗มีกี่ประเภท:ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br><br><br>⚁อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component <br>🤗มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>🤗มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:<br> แอนะล็อกและดิจิทัล<br><br><br><br><br>⚂วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิน<br>🤗การทำงาน: แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น  มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน  ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>      -แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี <br>     -โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น <br>     -สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร<br><br><br><br><br>⚃ ตัวนำไฟฟ้า  คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ <br> 🤗หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> 🤗ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br> -สารกึ่งตัวนำ<br> -ตัวนำ<br> -ฉนวน<br><br><br><br><br>⚄ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br>🤗 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>🤗มี 4 ประเภท<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>   - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br><br><br><br>⚅ สวิตซ์คือ:ฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า<br>🤗มีการทำงาน: ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ <br>🤗มีกี่ประเภท: 7<br>-สวิตช์เลื่อน <br>-สวิตช์กระดก  <br>-สวิตช์กด <br>-สวิตช์แบบก้านยาว      <br>-สวิตช์แบบหมุน<br>-สวิตช์แบบไมโคร  <br>-สวิตช์แบบดิพ <br>🤗อธิบายและยกตัวอย่าง:  ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด <br><br><br><br>⚄⚁มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล <br> 🤗การทำงาน เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br> ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ <br><br><br><br>⚄⚂ ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้<br>🤗การทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า <br>🤗ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:09:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222030561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.วิภู ใจเย็น ม.3/9 เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222031575</link>
         <description><![CDATA[<div>⚀ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน&nbsp;<br>🤗มีการทำงานอย่างไร:ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ<br>🤗มีกี่ประเภท:ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br><br><br>⚁อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component&nbsp;<br>🤗มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>🤗มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:<br>&nbsp;แอนะล็อกและดิจิทัล<br><br><br><br><br>⚂วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิน<br>🤗การทำงาน: แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร<br><br><br><br><br>⚃ ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp;🤗หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;🤗ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp;-สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;-ตัวนำ<br>&nbsp;-ฉนวน<br><br><br><br><br>⚄ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>🤗 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>🤗มี 4 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br><br><br>⚅ สวิตซ์คือ:ฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า<br>🤗มีการทำงาน: ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้&nbsp;<br>🤗มีกี่ประเภท: 7<br>-สวิตช์เลื่อน&nbsp;<br>-สวิตช์กระดก&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์กด&nbsp;<br>-สวิตช์แบบก้านยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์แบบหมุน<br>-สวิตช์แบบไมโคร&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br>🤗อธิบายและยกตัวอย่าง:&nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚁มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;🤗การทำงาน เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚂ ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้<br>🤗การทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า&nbsp;<br>🤗ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:13:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222031575</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สันติราษฎร์ รอดปรีชา ม.3/9 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222032344</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงาน <br><br>2.ไฟฟ้้ามีการทำงานโดยการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br><br>3.ไฟฟ้ามี2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:359,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg&quot;,&quot;width&quot;:808}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:256,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400&quot;,&quot;width&quot;:400}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:288,&quot;url&quot;:&quot;https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg&quot;,&quot;width&quot;:288}" data-trix-content-type="image"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div>1.อิเล็้กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br>2.อิเล็กกทรอนิกส์มีการทำงานอิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรม<br><br>3.อิเล็กทรอนิกกส์มี3ประเภทใหญ่่<br><strong>ตัวต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:148,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistors2.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistors2.png" width="200" height="148"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีสมบัติในการ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่</div><div><br>1) ตัวต้านทานคงที่ ( Fixed Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ มีสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:87,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-4.jpeg&quot;,&quot;width&quot;:96}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-4.jpeg" width="96" height="87"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp; ซึ่งสามารถอ่านค่าความต้านทาน&nbsp; ได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม ( Ω )แถบสีที่อยู่บนตัวต้านทานโดยส่วนมากจะมี 4 แถบ และมีแถบสีที่ชิดกันอยู่ 3 สี อีกสีหนึ่งจะอยู่ห่างออกไปที่ปลายข้างหนึ่ง การอ่านค่าจะเริ่มจากแถบสีที่อยู่ชิดกันก่อนโดยแถบที่อยู่ด้านนอกสุดให้เป็นแถบสีที่ 1 และสีถัดไปเป็นสีที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ สีแต่ละสีจะมีรหัสประจำแต่ละสี</div><div>2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ( Voltage ) ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทย์หรือโทรทัศน์ เป็นต้น สัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:111,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/resistor-variable-symbol.gif&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/resistor-variable-symbol.gif" width="200" height="111"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ( LDR ) ย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทานขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร คือ<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:125,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/ldr.gif&quot;,&quot;width&quot;:189}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/ldr.gif" width="189" height="125"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br><strong>ตารางการ่อ่านค่าความต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:762,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistor_Chart_1.gif&quot;,&quot;width&quot;:567}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistor_Chart_1.gif" width="567" height="762"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><strong>ตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:204,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/post-148003-1207478176.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/post-148003-1207478176.png" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>ตัวเก็บประจุเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่สะสมประจุไฟฟ้าหรือ<br>คายประจุไฟฟ้าให้กับวงจรหรืออุปกรณ์อื่นๆ</div><div>ตัวเก็บประจุบางชนิดจะมีขั้ว คือขั้วบวก และขั้วลบ ดังนั้นการต่อ<br>ตัวเก็บประจุในวงจร ต้องต่อให้ถูกขั้ว และต้องทราบค่าของตัวเก็บประจุด้วยว่าเหมาะสม<br>กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ หรือไม่ ซึ่งค่าความจุของตัวเก็บประจุจะมีหน่วยเป็น<br>ฟารัด ( Farad ) ใช้ตัวอักษรย่อคือ F แต่ตัวเก็บประจุที่ใช้กันทั่วไปมักมี<br>หน่วยเป็นไมโครฟารัด ( µ F ) ซึ่ง 1 F มีค่าเท่ากับ 10 6 µ F ตัวเก็บประจุ<br>มีด้วยกันหลายแบบหลายขนาด แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่<br><br><br></div><div>1) ตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่ ( Fixed Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการผลิตให้มีค่าคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความจุได้ แต่จะปรับค่าความจุให้เหมาะสมกับวงจรได้โดยนำตัวเก็บประจุหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบขนานหรืออนุกรม สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่<br>ในวงจรจะเป็น <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:138,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/imageUSG.jpg&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/imageUSG.jpg" width="320" height="138"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>2 ) ตัวเก็บประจุเปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถปรับค่าความจุได้ โดยทั่วไปมักใช้ในวงจรปรับแต่งสัญญาณ<br>ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพบในเครื่องรับวิทยุซึ่งใช้เป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุ ตัวเก็บประจุ<br>ุชนิดนี้ส่วนมากเป็นตัวเก็บประจุชนิดใช้อากาศเป็นสาร ไดอิเล็กทริกและการปรับค่า<br>จะทำได้โดยการหมุนแกน ซึ่งมีโลหะหลายๆ แผ่นอยู่บนแกนนนั้น เมื่อหมุนแกน<br>แผ่นโลหะจะเลื่อนเข้าหากันทำให้ค่าประจุเปลี่ยนแปลง สัญลักษณ์ของตัวเก็บ<br>ประจุเปลี่ยนค่าได้ในวงจรจะเป็น<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:176,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/figure19.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/figure19.png" width="200" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong><br></strong><br></div><div><strong>ไดโอด</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:158,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diodes.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diodes.png" width="320" height="158"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ช่วยควบคุมให้กระแสไฟฟ้า<br>จากภายนอกไหลผ่านได้ทิศทางเดียว และป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ จากอุปกรณ์<br>ประเภทขดลวดต่างๆ ไดโอดประกอบด้วยขั้ว 2 ขั้ว คือ แอโนด ( Anode : A )ต้องต่อ<br>กับถ่านไฟฉายขั้วบวก ( + ) และแคโทด ( Cathode : K ) ต้องต่อกับถ่าน<br>ไฟฉายขั้วลบ ( - ) การต่อไดโอเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกขั้ว ถ้าต่อผิดขั้วไดโอดจะ<br>ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในวงจรไม่ได้ซึ่งสัญลักษณ์<br>ของไดโอดในวงจรไฟฟ้า เป็น<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:134,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diode.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diode.jpg" width="200" height="134"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>ไดโอดบางชนิดเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะให้แสงสว่างออกมา เราเรียกว่า<br>ไดโอดเปล่งแสง หรือ แอลอีดี ( LED) ซึ่งย่อมาจาก Light Emitting Diodeและมีสัญลักษณ์ในวงจรเป็น<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:130,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/LED.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/LED.png" width="200" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>วีดีโอ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be">http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be</a></div><div><br></div><div>หลอด&nbsp; LED ประดับสวยงาม</div><div>&nbsp;</div><div>จากภาพจะเห็นว่า LED มีขายื่นออกมาสองขา ขาที่สั้นกว่าคือ ขั้วแคโทด (ขั้วลบ) และขาที่ยาวกว่าคือ ขั้วแอโนด (ขั้วบวก) ไดโอดเปล่งแสงนี้มีลักษณะคล้ายๆหลอด<br>ไฟเล็กๆ กินไฟน้อย และนิยมนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ไฟกะพริบตามเสียงเพลง ไฟหน้าปัดรถยนต์ ไฟเตือนในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไฟที่ใช้ในการแสดงตัวเลขของ<br>เครื่องคิดเลข เป็นต้น<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br>ทรานซิสเตอร์</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:193,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/transistor.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/transistor.png" width="200" height="193"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>&nbsp;</div><div><br><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์แต่ละชนิด<br>จะมี 3 ขา ได้แก่&nbsp;<br>ขาเบส ( Base : B )<br>ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E )<br>ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C )<br><br><br>หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ</div><div><br></div><div>1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์&nbsp;</div><div><br></div><div>2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:155,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Bjt_npn_pnp.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Bjt_npn_pnp.png" width="200" height="155"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขา B หรือเรียกว่า กระแสเบส นั่นคือ เมื่อกระแสเบสเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าในขา E (กระแสอิมิตเตอร์) และกระแสไฟฟ้าในขา C (กระแสคอลเล็กเตอร์) เปลี่ยนแลงไปด้วย ซึ่งทำให้ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจร โดยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา B ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา E และ C ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนปิดไฟ (วงจรเปิด) แต่ถ้าให้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยผ่านขา B จะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มากกว่าให้ผ่านทรานซิสเตอร์แล้วผ่านไปยังขา E และผ่านไปยังอุปกรณ์อื่นที่ต่อจากขา C</div><div><br></div><div><br><br></div><div><br></div><div><strong>การต่อวงจรอิเล็กทรอนิก</strong></div><div>การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาต่อในวงจรร่วมกันเพื่อใช้งาน<br>ต้องศึกษาว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละชิ้นนั้นใช้การต่อแบบใดในวงจร<br>และทำให้เกิดผลอย่างไรต่อวงจรนั้น เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และไม่ให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดการชำรุดเสียหาย<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวต้านทาน</strong></div><div><strong>การต่อตัวต้านทานต่อแบบวงจรขนาน</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:300,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/parallelcircuit.jpeg&quot;,&quot;width&quot;:295}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/parallelcircuit.jpeg" width="295" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าจะทำให้มีปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน<br>ในวงจรลดลง โดยสังเกตได้จากความสว่างของหลอดไฟ และจำนวนช่องที่เข็มเบนไปของ<br>แอมมิเตอร์ที่ลดน้อยลงซึ่งการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรนั้นไม่ต้องคำนึงถึงขั้วหรือปลาย<br>ขาของตัวต้านทาน ดังนั้นเมื่อต่อวงจรโดยสลับปลายขาของตัวต้านทาน หลอดไฟจึง<br>สว่างได้เหมือนเดิมและนับจำนวนช่องที่เข็มเบนไปได้เท่าเดิม<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:154,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/capacitor-4.png&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/capacitor-4.png" width="200" height="154"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวเก็บประจุนั้น จะมีแถบสีขาว เขียนสัญลักษณ์เป็น<br>เครื่องหมาย (-)เครื่องหมายลบ บอกให้ทราบว่า ขาของตัวเก็บประจุ<br>ที่อยู่ข้างเดียวกันกับแถบสีขาวนั้นเป็นขั่วลบ การต่อนั้นต่อได้ทั้งแบบ<br>อนุกรม และแบบขนาน</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:215,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-1.gif&quot;,&quot;width&quot;:259}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-1.gif" width="259" height="215"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบอนุกรม</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:115,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-2.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-2.png" width="320" height="115"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบขนาน</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>การประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุสามารถทำได้โดยการต่อตัวเก็บประจุตัวเก็บประจุเข้ากับวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย โดยแบตเตอรี่จะจ่ายไฟให้แก่ตัวเก็บประจุ&nbsp;</div><div>ดังนั้นเข็มแอมมิเตอร์จึงเบนไปจากเดิมในระยะแรกและเบนกลับมาชี้</div><div><br></div><div>ที่ศูนย์ในเวลาต่อมาเมื่อการประจุสิ้นสุด และจะมีประจุไฟฟ้าเก็บไว้ใน<br><br><br></div><div><br></div><div><strong>การคายประจุ</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:246,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/anirc.png&quot;,&quot;width&quot;:320}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/anirc.png" width="320" height="246"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ถอดถ่านไฟฉายออก แล้วนำตัวเก็บประจุมาต่อแบบอนุกรม<br>เพื่อทำการคายประจุที่อยู่ภายใน ตัวเก็บประจุ<br><br><br><br></div><div><br></div><div>ดังนั้นเมื่อนำตัวเก็บประจุที่ประจุไฟแล้วมาต่อเข้ากับวงจร จึงพบว่าเข็มของแอมมิเตอร์สามารถเบนไปได้ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร แต่เมื่อทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง ประจุไฟฟ้าที่เก็บไว้ในตัวเก็บประจุจะค่อยๆ สูญเสียไป ดังนั้นการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าซึ่งต่อกับตัวเก็บประจุไฟแล้ว จึงเป็นการช่วยให้ตัวเก็บประจุสูญเสียประจุไฟฟ้าได้ช้าลง<br><br><br></div><div><strong>การต่อไดโอดเปล่งแสง (LED)</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:186,&quot;url&quot;:&quot;http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/images.jpg&quot;,&quot;width&quot;:200}" data-trix-content-type="image"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/images.jpg" width="200" height="186"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>หลอดไฟชิด LED นั้นจะมี 2 ขา ขาหนึ่งสั้น และอีกขาหนึ่งยาว ขาที่ยาวนั้นคือขั่ว บวก (+)</div><div>การต่อไดโอดเปร่งแสงหรือLEDนั้น ต้องต่อให้ถูกขั่วมิฉะนั้นไดโอดจะไม่เปร่งแสง</div><div><br>1.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์&nbsp; เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม</div><div>2.วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ<br>3.วงจรไฟฟ้ามี2ประเ <br><strong>วงจรอนุกรม</strong><br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:163,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg&quot;,&quot;width&quot;:556}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg" width="556" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>วงจรขนาน</strong><br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:297,&quot;url&quot;:&quot;http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg&quot;,&quot;width&quot;:513}" data-trix-content-type="image"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg" width="513" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ต1.ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงาน&nbsp;</div><div><br></div><div>2.ไฟฟ้้ามีการทำงานโดยการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ</div><div><br></div><div>3.ไฟฟ้ามี2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;</div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;</div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Altern1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;</div><div>&nbsp;การทำงานเช่นพลังงานกล อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.</div><div>&nbsp;มี 2ประเภทคือ</div><div>&nbsp;1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;</div><div>&nbsp;2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>&nbsp;2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง</div><div>&nbsp;2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div>&nbsp;2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก</div><div>&nbsp;มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้า</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:18:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222032344</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช อดิเทพ บัวเจริญ ม.3/9 เลขที่ 23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222032994</link>
         <description><![CDATA[<div>(1).ไฟฟ้า คืออะไร<br> - พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน<br> พลังงานกล.<br> (1.1) ไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร<br> - ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ  เมื่อถึงปลายทางก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปให้แก่บ้านเรือนต่างๆ ก็จะแปลงระดับแรงดันไฟฟ้าให้ลดลงเป็น 220 V  เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า        และเมื่อต้องการใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ระดับแรงดันต่ำๆ เช่น 6V หรือ 9V ก็จะต้องมีการแปลงดันไฟฟ้า ตามบ้านจาก 220 V เป็นระดับแรงดันไฟฟ้าตามที่ต้องการ  อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว เราเรียกว่า หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) <br> (1.2) มีกี่ประเภท<br> - ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br> 1.ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br> 2.ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br> (1.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต<br> - ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br> ______________________________________<br> (2). อิเล็กทรอนิกส์ คืออะไร<br> - วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br> (2.1) อิเล็กทรอนิกส์ มีการทำงานอย่างไร<br> - อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ<br> (2.2) มีกี่ประเภท<br> - พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์มี 4 ประเภทหลัก ๆ คือ<br> •  ธุรกิจกับ ธุรกิจ (Business to Business หรือ B to B)<br> •  ธุรกิจและ ลูกค้า (Business to Consumers หรือ B to C)<br> •  ธุรกิจกับ รัฐบาล (Business to Government หรือ B to G)<br> •  ลูกค้ากับ ลูกค้า (Consumers to Consumers หรือ C to C)<br> (2.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วนสารกึ่งตัวนำเพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยีโซลิดสเตต <br>  _____________________________________<br> (3).วงจรไฟฟ้า คืออะไร<br> - ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br> (3.1) วงจรไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร<br> - 1. วงจรเปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ครบวงจร ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรไม่สามารถจ่ายพลังงานออกมาได้ สาเหตุของวงจรเปิดอาจเกิดจากสายหลุด สายขาด สายหลวม สวิตซ์ไม่ต่อวงจร หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น<br> 2. วงจรปิด คือวงจรที่กระแสไฟฟ้าไหลได้ครบวงจร ทำให้โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่ในวงจรนั้นๆ ทำงาน<br> (3.2) มีกี่ประเภท<br> - การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถแบ่งวิธีการต่อได้ 3 แบบ คือ<br> 1. วงจรอนุกรม เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน<br> 2. วงจรขนาน เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น<br> 3. วงจรผสม เป็นวงจรที่นำเอาวิธีการต่อแบบอนุกรม และวิธีการต่อแบบขนานมารวมให้เป็นวงจรเดียวกัน <br> (3.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 3 ส่วน คือ<br> 1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่นแบตเตอรี่<br> 2. ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> 3. เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซึ่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด<br> ______________________________________<br> (4).ตัวนำไฟฟ้า คืออะไร<br> - ตัวนำไฟฟ้า ในวิชาฟิสิกส์และวิศวกรรมไฟฟ้า เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br> (4.1) ตัวนำไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร<br> - ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียมอนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรี หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย<br> (4.2) มีกี่ประเภท<br> -1. วัสดุตัวนำไฟฟ้า วัสดุที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าได้แก่ โลหะเงิน โลหะทองแดง<br> โลหะอลูมิเนียม โลหะเงินเยอรมัน โลหะตะกั่ว และโลหะผสมต่าง ๆ สายไฟฟ้าที่ใช้<br> ภายในอาคารบ้านเรือนจะใช้โลหะทองแดง และระบบไฟฟ้าแรงสูงจะใช้โลหะอะลูมิเนียม<br> โลหะทองแดงที่ใช้ในงานไฟฟ้าจะต้องมีความบริสุทธิ์มาก<br> (4.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - ตัวนำ (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br> ______________________________________<br> (5). อุปกรณ์ไฟฟ้า คืออะไร<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br> - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br> (5.1) อุปกรณ์ไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร<br> -  เมนสวิตช์ เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์<br> - ฟิวส์ (Fuse) เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์<br> (5.2) มีกี่ประเภท<br> -1. สายไฟฟ้า<br> 2. มิเตอร์ไฟฟ้า <br> 3. เมนสวิตช์<br> 4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ<br> 5. ฟิวส์ (Fuse)<br> 6. หลักดิน<br> 8. หลอดไฟฟ้า  (Lamp)<br> (5.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - ระบบไฟฟ้าเป็นระบบที่มีความสำคัญในบ้านทุกบ้าน การเลือกใช้ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ ชนิดของสายไฟ และอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลือกใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดเป็นการช่วย ประหยัดพลังงานและยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในด้านการลดภาวะโลกร้อนได้<br> ______________________________________<br> (6). สวิตซ์ คืออะไร<br> - สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดกสวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br> (6.1) สวิตซ์ มีการทำงานอย่างไร<br> - สวิตซ์ (Switch) เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาการต่อจากฮับอีกทีหนึ่งมีความสามารถมากกว่า Hub โดยการทำงานของสวิตซ์จะส่งข้อมูลออกไปเฉพาะพอร์ตที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีปลายทางเท่านั้น ไม่ส่งกระจายข้อมูลไปยังทุกพอร์ตเหมือนอย่างฮับ ทำให้ในสวิตซ์ไม่มีปัญหาการชนของข้อมูล สวิตซ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link Layer คือจะรับผิดชอบในการเชื่อมโยงของข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องของการติดต่อจากโหนดหนึ่งไปอีกโหนดหนึ่งและความสมบูรณ์ของการรับส่งข้อมูล สำหรับในชั้นเชื่อมโยงข้อมูลนั่นจะทำการแบ่งข้อมูลระดับบิตที่ได้รับจากชั้น Physical Layer เป็นข้อมูลชนิดที่เรียกว่า เฟรม ก่อนจะส่งไปยังชั้นถัดไป ก็คือ Network Layer<br> (6.2) มีกี่ประเภท<br> - 1.สวิตช์เลื่อน <br> 2. สวิตช์กระดก<br> 3.สวิตซ์กด<br> 4.สวิตช์แบบหมุน<br> 5.สวิตช์แบบก้านยาว<br> (6.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br> ______________________________________<br> (7). มอเตอร์ไฟฟ้า คืออะไร<br> - มอเตอร์(Motor) เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ประกอบด้วยขดลวดที่พันรอบแกนโลหะที่วางอยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก โดยเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปยังขดลวดที่อยู่ระหว่างขั้วแม่เหล็ก จะทำให้ขดลวดหมุนไปรอบแกน และเมื่อสลับขั้วไฟฟ้า การหมุนของขดลวดจะหมุนกลับทิศทางเดิม<br> (7.1) มอเตอร์ไฟฟ้า มีการทำงานอย่างไร<br> - การทำงานของมอเตอร์ กระแสไฟฟ้าที่ป้อนเข้าในขดลวดที่พันรอบเหล็กอ่อนบนแกนหมุน(โรเตอร์) ทำให้เกิดอำนาจแม่เหล็กไปดูดหรือผลักกับอำนาจแม่เหล็กถาวรบนตัวนิ่ง(สเตเตอร์) หรือป้อนกลับกัน หรือป้อนทั้งสองที่<br> (7.2) มีกี่ประเภท<br> - มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br> 1.มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์ (Series Motor) <br> 2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์ (Shunt Motor)<br> 3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสมหรือเรียกว่าคอมเปาวด์มอเตอร์ (Compound Motor)<br> (7.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - มอเตอร์ไฟฟ้าแบ่งออกตามการใช้ของกระแสไฟฟ้าได้ 2 ชนิดดังนี้<br> (1).มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current Motor) หรือเรียกว่าเอ.ซี มอเตอร์ (A.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้าสลับแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br> 1. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 1 เฟส หรือเรียกว่าซิงเกิลเฟสมอเตอร์ (A.C. Sing Phase) จะใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220 โวลต์มีสายไฟ เข้า 2 สาย มีแรงม้าไม่สูง ส่วนใหญ่ตามบ้านเรือน<br>                - สปลิทเฟส มอเตอร์( Split-Phase motor)<br>                - คาปาซิเตอร ์มอเตอร์ (Capacitor motor)<br>                - รีพัลชั่นมอเตอร์ (Repulsion-type motor)<br>                - ยูนิเวอร์แวซลมอเตอร์ (Universal motor)<br>                - เช็ดเดดโพล มอเตอร์ (Shaded-pole motor)<br> 2. มอเตอร์ไฟฟ้าสลับชนิด 2 เฟสหรือเรียกว่าทูเฟสมอเตอร์ (A.C.Two phas Motor)<br> 3. มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับชนิด 3 เฟสหรือเรียกว่าทีเฟสมอเตอร์ (A.C. Three phase Motor)<br> (2).มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current Motor ) หรือเรียกว่าดี.ซี มอเอตร์ (D.C. MOTOR) การแบ่งชนิดของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกได้ดังนี้ <br>                มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบ่งออกเป็น 3 ชนิดได้แก่<br> 1.มอเตอร์แบบอนุกรมหรือเรียกว่าซีรีส์มอเตอร์ (Series Motor) <br> 2.มอเตอร์แบบอนุขนานหรือเรียกว่าชันท์มอเตอร์ (Shunt Motor)<br> 3.มอเตอร์ไฟฟ้าแบบผสมหรือเรียกว่าคอมเปาวด์มอเตอร์ (Compound Motor)<br> ______________________________________<br> (8). ทรานซิสเตอร์ คืออะไร<br> - ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br> (8.1) ทรานซิสเตอร์ มีการทำงานอย่างไร<br> - การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ<br> (8.2) มีกี่ประเภท<br> - ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> <br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> <br>              <br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>(8.3) อธิบายเเละยกตัวอย่าง<br> - 1.การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN <br> <br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN คือ การจ่ายไฟลบให้ขา E เมื่อเทียบกับ ที่จ่ายให้ขา B และจ่ายไฟบวกให้ขา C  <br> เมื่อเทียบกับไฟลบที่จ่ายให้ขา B มีทั้งไฟบวกและไฟลบ แต่การ เทียบศักย์ Forward นั้นจะเทียบระหว่างขา B กับขา E เท่านั้น   <br> ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร P ได้รับแรงไฟ Forward คือเป็นไฟบวกเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้นแสดงดังรูป<br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>- 2.การทำงานของทรานซิสเตอร์ชนิด PNP <br> <br> การป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับทรานซิสเตอร์ชนิด PNP โดยการจ่ายไฟบวกให้ขา E เมื่อเทียบ กับไฟลบที่จ่ายให้ขา B  และจ่ายไฟลบ<br> เข้าขา C เมื่อเทียบกับไฟบวกที่จ่ายให้ขา B ทำให้ขา B มีทั้ง ไฟลบและไฟบวก ทำให้ขา B ซึ่งเป็นสาร N  ได้รับ Forward Bias คือ<br> เป็นลบเมื่อเทียบกับขา E เท่านั้น แสดงดังรูป<br> <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_/\_<br> <br> <br> <br> <br> <br> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:20:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222032994</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเอกพันธุ์ ปินสุวรรณบุตร ม3/9 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222035101</link>
         <description><![CDATA[<div>⚀ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน <br>&nbsp;🤗มีการทำงานอย่างไร:ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ<br>&nbsp;🤗มีกี่ประเภท:ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>&nbsp;3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>&nbsp;3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>&nbsp;<br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103ade118&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103ade118" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> ⚁อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component <br> 🤗มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br> 🤗มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:<br>&nbsp; แอนะล็อกและดิจิทัล<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103af5429&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103af5429" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> ⚂วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิน<br> 🤗การทำงาน: แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b00b9f&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b00b9f" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> ⚃ ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ <br>&nbsp; 🤗หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp; 🤗ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp; -สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp; -ตัวนำ<br>&nbsp; -ฉนวน<br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b0b995&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b0b995" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> <br> ⚄ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br> 🤗 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> 🤗มี 4 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b29b2f&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b29b2f" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> ⚅ สวิตซ์คือ:ฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า<br> 🤗มีการทำงาน: ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้ <br> 🤗มีกี่ประเภท: 7<br> -สวิตช์เลื่อน <br> -สวิตช์กระดก&nbsp; <br> -สวิตช์กด <br> -สวิตช์แบบก้านยาว&nbsp; &nbsp; &nbsp; <br> -สวิตช์แบบหมุน<br> -สวิตช์แบบไมโคร&nbsp; <br> -สวิตช์แบบดิพ <br> 🤗อธิบายและยกตัวอย่าง:&nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b33a79&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b33a79" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> ⚄⚁มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล <br>&nbsp; 🤗การทำงาน เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp; ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;url&quot;:&quot;content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b3f68b&quot;,&quot;width&quot;:954}" data-trix-content-type="image"><img src="content://com.samsung.android.memo/file/69e0cfec-9f1b-c707-0000-016103b3f68b" width="954"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>&nbsp;<br> ⚄⚂ ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้<br> 🤗การทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า&nbsp;<br> 🤗ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp; 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp; 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:30:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222035101</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สันติราษฎร์ รอดปรีชา ม.3/9 เลขที่ 31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222036460</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงาน <br><br>2.ไฟฟ้้ามีการทำงานโดยการไหลของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2">ฟ้าผ่า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95">ไฟฟ้าสถิต</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า</a> เช่น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B8">คลื่นวิทยุ</a><br><br>3.ไฟฟ้ามี2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) </div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )</div><div>3.1 ไฟฟ้าสถิต</div><div>ไฟฟ้าสถิต คือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต เมื่อเกิดประจุไฟฟ้าแล้ว วัตถุที่เกิดประจุไฟฟ้านั้นจะเก็บประจุไว้ แต่ในที่สุดประจุไฟฟ้าจะถ่ายเทไปจนหมด วัตถุที่เก็บประจุไฟฟ้าไว้นั้นจะคายประจุอย่างรวดเร็วเมื่อต่อลงดิน ในวันที่มีอากาศแห้งจะทาให้เกิดประจุไฟฟ้าได้มาก ซึ่งทาให้สามารถดูดวัตถุได้ดี ประจุไฟฟ้าที่เกิดมีอยู่ 2 ชนิด คือ ประจุบวกและประจุลบ คุณสมบัติของประจุไฟฟ้าคือ ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันจะผลักกันประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันจะดูดกัน</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859053750/project-definition/3/2.jpg" width="808" height="359"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div><br></div><div>3.2 ไฟฟ้ากระแส</div><div>ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น</div><div>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ </div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C ) </div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีทิศทางการไหลไปทางเดียวตลอดระยะเวลาที่วงจรไฟฟ้าปิดกล่าวคือกระแสไฟฟ้าจะไหลจากขั้วบวกภายในแหล่งกาเนิดผ่านตัวต้านหรือภาระไฟฟ้าผ่านตัวนาไฟฟ้าแล้วย้อนกลับเข้าแหล่งกาเนิดที่ขั้วลบ วนเวียนเป็นทางเดียวเช่นนี้ตลอดเวลา แหล่งกาเนิดไฟฟ้าที่เรารู้จักกันดีคือ แบตเตอรี่ ไดนาโม ดีซีเยนเนอเรเตอร์ เป็นต้น</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/cats.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859054173/project-definition/3/cats.jpg?height=256&amp;width=400" width="400" height="256"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a></div><div>                                                        ภาพที่ 1 – 1 หลักการไฟฟ้ากระแสตรง</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )</div><div>เป็นไฟฟ้าที่มีการไหลกลับไป กลับมา ทั้งขนาดของกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าไม่คงที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ คือ กระแสไฟฟ้าจะไหลไปทางหนึ่งก่อน ต่อมาก็จะไหลสวนกลับแล้วก็เริ่มไหลเหมือนครั้งแรก</div><div><br><br></div><div><a href="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg?attredirects=0"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/_/rsrc/1468859055616/project-definition/3/10032219194101_13010323234440.jpg" width="288" height="288"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>                                                         ภาพที่ 1 – 2 หลักการไฟฟ้ากระแสสลับ</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>กระแสไฟฟ้าจะไหลเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงบนสุด แล้วจะค่อยๆ ลดลงมาเป็นศูนย์ ต่อจากนั้นกระแสไฟฟ้าจะไหลลดลงเรื่อย ๆ จนถึงจุดต่าสุด แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงศูนย์ตามเดิมอีกครั้งเป็นดังนี้ เรื่อย ๆ ไป การที่กระแสไฟฟ้าไหลเวียนครบ 1 รอบ ( Cycle ) เรียกว่า 1 ลูกคลื่น ความถี่ หมายถึง จานวนคลื่นไฟฟ้ากระแสสลับที่เปลี่ยนแปลงใน 1 วินาที กระแสไฟฟ้าสลับในเมืองไทยใช้ไฟฟ้าที่มีความถี่ 50 เฮิรตซ์ ซึ่งหมายถึง จานวนลูกคลื่นไฟฟ้าสลับที่เปลี่ยนแปลง 50 รอบ ในเวลา 1 วินาที</div><div>1.อิเล็้กทรอนิกส์คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br>2.อิเล็กกทรอนิกส์มีการทำงานอิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรม<br><br>3.อิเล็กทรอนิกกส์มี3ประเภทใหญ่่<br><strong>ตัวต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistors2.png" width="200" height="148"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีสมบัติในการ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่</div><div><br>1) ตัวต้านทานคงที่ ( Fixed Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่มีค่าความต้านทานของการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ มีสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-4.jpeg" width="96" height="87"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>  ซึ่งสามารถอ่านค่าความต้านทาน  ได้จากแถบสีที่คาดอยู่บนตัวความต้านทาน มีหน่วยเป็นโอห์ม ( Ω )แถบสีที่อยู่บนตัวต้านทานโดยส่วนมากจะมี 4 แถบ และมีแถบสีที่ชิดกันอยู่ 3 สี อีกสีหนึ่งจะอยู่ห่างออกไปที่ปลายข้างหนึ่ง การอ่านค่าจะเริ่มจากแถบสีที่อยู่ชิดกันก่อนโดยแถบที่อยู่ด้านนอกสุดให้เป็นแถบสีที่ 1 และสีถัดไปเป็นสีที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ สีแต่ละสีจะมีรหัสประจำแต่ละสี</div><div>2) ตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Resistor ) เป็นตัวต้านทานที่เมื่อหมุนแกนของตัวต้านทาน แล้วค่าความต้านทานจะเปลี่ยนแปลงไป นิยมใช้ในการควบคุมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ( Voltage ) ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การเพิ่ม – ลดเสียงในวิทย์หรือโทรทัศน์ เป็นต้น สัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร ดังนี้<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/resistor-variable-symbol.gif" width="200" height="111"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>3) ตัวต้านทานไวแสง หรือ แอลดีอาร์ ( LDR ) ย่อมาจาก Light Dependent Resistor เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ โดยค่าความต้านทานขึ้นอยู่กับปริมาณแสงที่ตกกระทบ ถ้าแสงที่ตกกระทบมีปริมาณมาก LDR จะมีค่าความต้านทานต่ำ ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้ในวงจร คือ<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/ldr.gif" width="189" height="125"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br><strong>ตารางการ่อ่านค่าความต้านทาน</strong></div><div><br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Resistor_Chart_1.gif" width="567" height="762"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br><strong>ตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/post-148003-1207478176.png" width="320" height="204"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>ตัวเก็บประจุเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่สะสมประจุไฟฟ้าหรือ<br>คายประจุไฟฟ้าให้กับวงจรหรืออุปกรณ์อื่นๆ</div><div>ตัวเก็บประจุบางชนิดจะมีขั้ว คือขั้วบวก และขั้วลบ ดังนั้นการต่อ<br>ตัวเก็บประจุในวงจร ต้องต่อให้ถูกขั้ว และต้องทราบค่าของตัวเก็บประจุด้วยว่าเหมาะสม<br>กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ หรือไม่ ซึ่งค่าความจุของตัวเก็บประจุจะมีหน่วยเป็น<br>ฟารัด ( Farad ) ใช้ตัวอักษรย่อคือ F แต่ตัวเก็บประจุที่ใช้กันทั่วไปมักมี<br>หน่วยเป็นไมโครฟารัด ( µ F ) ซึ่ง 1 F มีค่าเท่ากับ 10 6 µ F ตัวเก็บประจุ<br>มีด้วยกันหลายแบบหลายขนาด แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน ตัวเก็บประจุโดยทั่วไปแบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่<br><br><br></div><div>1) ตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่ ( Fixed Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่ได้รับการผลิตให้มีค่าคงที่ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าความจุได้ แต่จะปรับค่าความจุให้เหมาะสมกับวงจรได้โดยนำตัวเก็บประจุหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบขนานหรืออนุกรม สัญลักษณ์ของตัวเก็บประจุชนิดค่าคงที่<br>ในวงจรจะเป็น <figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/imageUSG.jpg" width="320" height="138"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>2 ) ตัวเก็บประจุเปลี่ยนค่าได้ ( Variable Value Capacitor ) เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถปรับค่าความจุได้ โดยทั่วไปมักใช้ในวงจรปรับแต่งสัญญาณ<br>ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือพบในเครื่องรับวิทยุซึ่งใช้เป็นตัวเลือกหาสถานีวิทยุ ตัวเก็บประจุ<br>ุชนิดนี้ส่วนมากเป็นตัวเก็บประจุชนิดใช้อากาศเป็นสาร ไดอิเล็กทริกและการปรับค่า<br>จะทำได้โดยการหมุนแกน ซึ่งมีโลหะหลายๆ แผ่นอยู่บนแกนนนั้น เมื่อหมุนแกน<br>แผ่นโลหะจะเลื่อนเข้าหากันทำให้ค่าประจุเปลี่ยนแปลง สัญลักษณ์ของตัวเก็บ<br>ประจุเปลี่ยนค่าได้ในวงจรจะเป็น<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/figure19.png" width="200" height="176"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong><br></strong><br></div><div><strong>ไดโอด</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diodes.png" width="320" height="158"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>ไดโอดเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ช่วยควบคุมให้กระแสไฟฟ้า<br>จากภายนอกไหลผ่านได้ทิศทางเดียว และป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ จากอุปกรณ์<br>ประเภทขดลวดต่างๆ ไดโอดประกอบด้วยขั้ว 2 ขั้ว คือ แอโนด ( Anode : A )ต้องต่อ<br>กับถ่านไฟฉายขั้วบวก ( + ) และแคโทด ( Cathode : K ) ต้องต่อกับถ่าน<br>ไฟฉายขั้วลบ ( - ) การต่อไดโอเข้ากับวงจรต้องต่อให้ถูกขั้ว ถ้าต่อผิดขั้วไดโอดจะ<br>ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานในวงจรไม่ได้ซึ่งสัญลักษณ์<br>ของไดโอดในวงจรไฟฟ้า เป็น<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/diode.jpg" width="200" height="134"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div>ไดโอดบางชนิดเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะให้แสงสว่างออกมา เราเรียกว่า<br>ไดโอดเปล่งแสง หรือ แอลอีดี ( LED) ซึ่งย่อมาจาก Light Emitting Diodeและมีสัญลักษณ์ในวงจรเป็น<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/LED.png" width="200" height="130"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>วีดีโอ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be">http://www.youtube.com/watch?v=6mXM-oGggrM&amp;feature=youtu.be</a></div><div><br></div><div>หลอด  LED ประดับสวยงาม</div><div> </div><div>จากภาพจะเห็นว่า LED มีขายื่นออกมาสองขา ขาที่สั้นกว่าคือ ขั้วแคโทด (ขั้วลบ) และขาที่ยาวกว่าคือ ขั้วแอโนด (ขั้วบวก) ไดโอดเปล่งแสงนี้มีลักษณะคล้ายๆหลอด<br>ไฟเล็กๆ กินไฟน้อย และนิยมนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ไฟกะพริบตามเสียงเพลง ไฟหน้าปัดรถยนต์ ไฟเตือนในเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไฟที่ใช้ในการแสดงตัวเลขของ<br>เครื่องคิดเลข เป็นต้น<br><br></div><div><br><br></div><div><br><br>ทรานซิสเตอร์</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/transistor.png" width="200" height="193"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div> </div><div><br><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำจากสารกึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์แต่ละชนิด<br>จะมี 3 ขา ได้แก่ <br>ขาเบส ( Base : B )<br>ขาอิมิตเตอร์ ( Emitter : E )<br>ขาคอลเล็กเตอร์ ( Collector : C )<br><br><br>หากแบ่งประเภทของทรานซิสเตอร์ตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ</div><div><br></div><div>1) ทรานซิสเตอร์ชนิด พีเอ็นพี ( PNP ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์ต่ำกว่าขาอิมิตเตอร์ </div><div><br></div><div>2) ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น ( NPN ) เป็นทรานซิสเตอร์ที่จ่ายไฟเข้าที่ขาเบสให้มีความต่างศักย์สูงกว่าขาอิมิตเตอร์<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/Bjt_npn_pnp.png" width="200" height="155"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br></div><div><br></div><div>ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ซึ่งถูกควบคุมด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผ่านขา B หรือเรียกว่า กระแสเบส นั่นคือ เมื่อกระแสเบสเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้กระแสไฟฟ้าในขา E (กระแสอิมิตเตอร์) และกระแสไฟฟ้าในขา C (กระแสคอลเล็กเตอร์) เปลี่ยนแลงไปด้วย ซึ่งทำให้ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรือเปิดวงจร โดยถ้าไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา B ก็จะทำให้ไม่มีกระแสไฟฟ้าผ่านขา E และ C ด้วย ซึ่งเปรียบเสมือนปิดไฟ (วงจรเปิด) แต่ถ้าให้กระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยผ่านขา B จะสามารถควบคุมกระแสไฟฟ้าที่มากกว่าให้ผ่านทรานซิสเตอร์แล้วผ่านไปยังขา E และผ่านไปยังอุปกรณ์อื่นที่ต่อจากขา C</div><div><br></div><div><br><br></div><div><br></div><div><strong>การต่อวงจรอิเล็กทรอนิก</strong></div><div>การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาต่อในวงจรร่วมกันเพื่อใช้งาน<br>ต้องศึกษาว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละชิ้นนั้นใช้การต่อแบบใดในวงจร<br>และทำให้เกิดผลอย่างไรต่อวงจรนั้น เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และไม่ให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดการชำรุดเสียหาย<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวต้านทาน</strong></div><div><strong>การต่อตัวต้านทานต่อแบบวงจรขนาน</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/parallelcircuit.jpeg" width="295" height="300"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าจะทำให้มีปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่าน<br>ในวงจรลดลง โดยสังเกตได้จากความสว่างของหลอดไฟ และจำนวนช่องที่เข็มเบนไปของ<br>แอมมิเตอร์ที่ลดน้อยลงซึ่งการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรนั้นไม่ต้องคำนึงถึงขั้วหรือปลาย<br>ขาของตัวต้านทาน ดังนั้นเมื่อต่อวงจรโดยสลับปลายขาของตัวต้านทาน หลอดไฟจึง<br>สว่างได้เหมือนเดิมและนับจำนวนช่องที่เข็มเบนไปได้เท่าเดิม<br><br><br></div><div><strong>การต่อตัวเก็บประจุ</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/capacitor-4.png" width="200" height="154"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div>การต่อตัวเก็บประจุนั้น จะมีแถบสีขาว เขียนสัญลักษณ์เป็น<br>เครื่องหมาย (-)เครื่องหมายลบ บอกให้ทราบว่า ขาของตัวเก็บประจุ<br>ที่อยู่ข้างเดียวกันกับแถบสีขาวนั้นเป็นขั่วลบ การต่อนั้นต่อได้ทั้งแบบ<br>อนุกรม และแบบขนาน</div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-1.gif" width="259" height="215"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบอนุกรม</div><div><br><br></div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/12-2.png" width="320" height="115"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>การต่อตัวเก็บประจุแบบขนาน</div><div><br><br></div><div><br><br></div><div>การประจุไฟให้กับตัวเก็บประจุสามารถทำได้โดยการต่อตัวเก็บประจุตัวเก็บประจุเข้ากับวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย โดยแบตเตอรี่จะจ่ายไฟให้แก่ตัวเก็บประจุ </div><div>ดังนั้นเข็มแอมมิเตอร์จึงเบนไปจากเดิมในระยะแรกและเบนกลับมาชี้</div><div><br></div><div>ที่ศูนย์ในเวลาต่อมาเมื่อการประจุสิ้นสุด และจะมีประจุไฟฟ้าเก็บไว้ใน<br><br><br></div><div><br></div><div><strong>การคายประจุ</strong></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/anirc.png" width="320" height="246"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>ถอดถ่านไฟฉายออก แล้วนำตัวเก็บประจุมาต่อแบบอนุกรม<br>เพื่อทำการคายประจุที่อยู่ภายใน ตัวเก็บประจุ<br><br><br><br></div><div><br></div><div>ดังนั้นเมื่อนำตัวเก็บประจุที่ประจุไฟแล้วมาต่อเข้ากับวงจร จึงพบว่าเข็มของแอมมิเตอร์สามารถเบนไปได้ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจร แต่เมื่อทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง ประจุไฟฟ้าที่เก็บไว้ในตัวเก็บประจุจะค่อยๆ สูญเสียไป ดังนั้นการต่อตัวต้านทานเข้าไปในวงจรไฟฟ้าซึ่งต่อกับตัวเก็บประจุไฟแล้ว จึงเป็นการช่วยให้ตัวเก็บประจุสูญเสียประจุไฟฟ้าได้ช้าลง<br><br><br></div><div><strong>การต่อไดโอดเปล่งแสง (LED)</strong></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.atom.rmutphysics.com/charud/oldnews/0/286/16/20/images.jpg" width="200" height="186"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br></div><div><br></div><div>หลอดไฟชิด LED นั้นจะมี 2 ขา ขาหนึ่งสั้น และอีกขาหนึ่งยาว ขาที่ยาวนั้นคือขั่ว บวก (+)</div><div>การต่อไดโอดเปร่งแสงหรือLEDนั้น ต้องต่อให้ถูกขั่วมิฉะนั้นไดโอดจะไม่เปร่งแสง</div><div><br>1.วงจรไฟฟ้าคือการนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์  เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้าเบื้องต้นที่ควรศึกษามีอยู่ 3 ลักษณะคือ วงจรอนุกรม, วงจรขนานและวงจรผสม</div><div>2.วงจรไฟฟ้าคือการนำแหล่งจ่ายไฟฟ้า จ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลดโดยใช้ลวดตัวนำ<br>3.วงจรไฟฟ้ามี2ประเ <br><strong>วงจรอนุกรม</strong><br>วงจรอนุกรมคือ การนำโหลดมาต่อเรียงกัน โดยให้ปลายของโหลดตัวแรก ต่อกับปลายของโหลดตัวถัดไป หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง การนำโหลดตั้งแต่สองตัวมาต่อเรียงกันไปแบบอันดับ ทำให้กระแสไหลทิศทางเดียวกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u607.jpg" width="556" height="163"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>วงจรขนาน</strong><br>วงจรขนานคือ การนำโหลดมาต่อขนานกันหรือต่อคร่อมกัน ตั้งแต่สองตัวขึ้นไปโดยนำจุดต่อของปลายทั้งสองข้างของโหลดแต่ละตัวมาต่อร่วมกัน (ในหนังสือเล่มนี้จะขอใช้ตัวต้านทานแทนโหลดทั่ว ๆ ไป)<figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://kpp.ac.th/elearning/elearning3/images-u/u-6/u613.jpg" width="513" height="297"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br>ตัุ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 12:35:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222036460</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222045223</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/mechatronicett09/project-definition/3/2.jpg?attredirects=0" />
         <pubDate>2018-01-17 13:13:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222045223</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ เกตุมนันท์ บุญขจาย ม.3/9  เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222049742</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน <br>  การทำงานเช่นพลังงานกล                                      อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br>  มี 2ประเภทคือ<br>      1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity ) <br>      2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>            2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>            2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>  2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>  มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>  มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br>  3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>  แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น  มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน  ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>              1.  แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี  จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก  และจากแสงสว่าง  เป็นต้น  บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>              2.  โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น  โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น  ตู้เย็น  พัดลม เครื่องซักผ้า  โทรทัศน์  วิทยุ  และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน  ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน  กระแส  และกำลังไฟฟ้า<br>              3.  สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร  จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง  สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>  วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br>  วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม  (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม  (Series-Parallel Electrical Circuit)<br>  4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ <br>  หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>  ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>  -สารกึ่งตัวนำ<br>  -ตัวนำ<br>  -ฉนวน<br>  5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน <br> หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> ประเภท<br>    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>     - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>  6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br> การทำงานของสวิตช์<br>          ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้มี  7 ประเภท.              <br>   1. สวิตช์แบบเลื่อน <br>   2. สวิตช์แบบกด<br>   3. สวิตช์แบบกระดก<br>   4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>   5. สวิตช์แบบหมุน<br>   6. สวิตช์แบบไมโคร<br>   7. สวิตช์แบบดิพ<br> 7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล <br>  หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>  ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br> 8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>  หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>  ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้าง2ประเภทคือ <br> 1.ทรานซิลเตอร์ชนิดNPN<br>2.ทรานซิลเตอร์ชนิดPNP</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:29:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222049742</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. รดา  แก้วพิจิตร ม.3/9 เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222049973</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน&nbsp;<br>&nbsp; การทำงานเช่นพลังงานกล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.<br>&nbsp; มี 2ประเภทคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ<br>&nbsp; 2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br>&nbsp; มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>&nbsp; มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล<br>&nbsp; 3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม<br>&nbsp; แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.&nbsp; แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp; จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก&nbsp; และจากแสงสว่าง&nbsp; เป็นต้น&nbsp; บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.&nbsp; โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp; โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น&nbsp; ตู้เย็น&nbsp; พัดลม เครื่องซักผ้า&nbsp; โทรทัศน์&nbsp; วิทยุ&nbsp; และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น&nbsp; โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน&nbsp; ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน&nbsp; กระแส&nbsp; และกำลังไฟฟ้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.&nbsp; สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร&nbsp; จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง&nbsp; สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br>&nbsp; วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ<br>&nbsp; วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม&nbsp; (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม&nbsp; (Series-Parallel Electrical Circuit)<br>&nbsp; 4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp; หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp; ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp; -สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp; -ตัวนำ<br>&nbsp; -ฉนวน<br>&nbsp; 5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>&nbsp;หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;ประเภท<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br>&nbsp; 6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ<br>&nbsp;การทำงานของสวิตช์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้มี&nbsp; 7 ประเภท.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;1. สวิตช์แบบเลื่อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;2. สวิตช์แบบกด<br>&nbsp; &nbsp;3. สวิตช์แบบกระดก<br>&nbsp; &nbsp;4. สวิตช์แบบก้านยาว<br>&nbsp; &nbsp;5. สวิตช์แบบหมุน<br>&nbsp; &nbsp;6. สวิตช์แบบไมโคร<br>&nbsp; &nbsp;7. สวิตช์แบบดิพ<br>&nbsp;7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp; หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp; ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิน<br>อันที่8ทรานซิสเตอร์ (อังกฤษ: transistor) เป็นอุปกรณ์สารกึงตัวนำที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้คงที่, หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (อังกฤษ: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับวาล์วควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่จ่ายมาจากแหล่งจ่ายไฟ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:30:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222049973</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ศุภณัฏฐ์  ศรีิอนทร์คำ  ม.3/9 เลขที่ 21 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222050436</link>
         <description><![CDATA[<div>(1.ไฟฟ้า)  ไฟฟ้า (กรีก: ήλεκτρον; อังกฤษ: electricity) เป็นชุดของปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ มีที่มาจากภาษากรีกซึ่งในสมัยนั้นหมายถึงผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเนื่องจากการปรากฏตัวและการไหลของประจุไฟฟ้า เช่นฟ้าผ่า, ไฟฟ้าสถิต, การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า นอกจากนี้ ไฟฟ้ายังทำให้เกิดการผลิตและการรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นคลื่นวิทยุ<br><br>พูดถึงไฟฟ้า ประจุจะผลิตสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะกระทำกับประจุอื่น ๆ ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้เนื่องจากหลายชนิดของฟิสิกซ์ดังต่อไปนี้<br><br>ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br>สนามไฟฟ้า (อังกฤษ: electric field) (ดูไฟฟ้าสถิต) ว่าด้วยกลุ่มประจุที่ถูกล้อมรอบด้วยสนามไฟฟ้าหนึ่ง สนามไฟฟ้าจะสร้างแรงหนึ่งขึ้นบนประจุอื่น ๆ การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้าจะเดินทางด้วยความเร็วแสง<br>ศักย์ไฟฟ้า (อังกฤษ: electric potential) เป็นความจุของสนามไฟฟ้าหนึ่งที่จะทำงานบนประจุไฟฟ้า ปกติมีหน่วยเป็นโวลต์<br>กระแสไฟฟ้า (อังกฤษ: electric current) ว่าด้วยการเคลื่อนไหวหรือการไหลของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ทั่วไปมีหน่วยเป็นแอมแปร์<br>พลังงานไฟฟ้า (อังกฤษ: electric energy) เป็นพลังงานที่ได้จากพลังงานศักย์หรือพลังงานจลน์ ไฟฟ้าเมื่อถูกใช้อย่างหลวมๆจะใช้เพื่ออธิบายพลังงานที่ถูกดูดซับหรือถูกนำส่งโดยวงจรไฟฟ้าหนึ่ง (ยกตัวอย่างเช่น พลังงานที่จัดหามาให้จากโรงไฟฟ้า)<br>แม่เหล็กไฟฟ้า : กลุ่มประจุที่กำลังเคลื่อนที่จะสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาขนาดหนึ่ง กระแสไฟฟ้าก็สร้างสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่กำลังเปลี่ยนแปลงก็สร้างกระแสไฟฟ้า<br>ใน วิศวกรรมไฟฟ้า คำว่าไฟฟ้าหมายถึง:<br><br>กำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: electric power) เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกใชัเพื่อให้กำลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า กำลังไฟฟ้าเป็นอัตราที่พลังงานไฟฟ้าที่ถูกถ่ายโอนไปยังวงจรไฟฟ้า มีหน่วย SI เป็นวัตต์ซึ่งเท่ากับหนึ่งจูลต่อวินาที<br>อิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนที่แอคทีฟเช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอดและวงจรรวม และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ใช้ในการเชื่อมต่อถึงกันแบบพาสซีฟที่เกี่ยวข้อง<br>วิศวกรรมกำลังไฟฟ้า (อังกฤษ: Power engineering) หรือที่เรียกว่า วิศวกรรมระบบไฟฟ้า เป็นสาขาย่อยของวิศวกรรมพลังงานและวิศวกรรมไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้า, การส่งกำลังไฟฟ้า, การกระจายกำลังไฟฟ้า, การใช้ให้เป็นประโยชน์ (อังกฤษ: utilization) และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับระบบดังกล่าว<br>ปรากฏการณ์เกี่ยวกับไฟฟ้าได้มีการศึกษากันมานับตั้งแต่โบราณกาลแต่ความก้าวหน้าในความเข้าใจมางทฤษฎีก็ยังคงช้าอยู่จนกระทั่งคริสตศตวรรษที่ 17 และ 18 แม้ว่าในขณะนั้นการประยุกต์ใช้ไฟฟ้าในทางปฏิบัติจะยังมีน้อยและมันยังไม่ถึงเวลาจนกระทั่งปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่วิศวกรไฟฟ้าจะสามารถนำมันไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและตามบ้านเรือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีไฟฟ้าในช่วงเวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม ความหลากหลายที่เกินธรรมดาของไฟฟ้าทำให้มันสามารถถูกนำไปใช้ในงานที่เกือบจะไร้ขัดจำกัดซึ่งรวมถึงการขนส่ง การให้ความร้อน แสงสว่าง การสื่อสาร และคอมพิวเตอร์ พลังงานไฟฟ้าปัจจุบันได้เป็นกระดูกสันหลังของสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย[1]<br>(2.อิเล็กทรอนิก)   </div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์ (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Electronics) เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ทรานซิสเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไดโอด</a> และ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1">Integrated Circuit</a> และ ชิ้นส่วน <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%9F">พาสซีฟ</a> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: passive component) เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ตัวนำไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99">ตัวต้านทานไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8">ตัวเก็บประจุ</a> และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95">ลอจิกเกต</a> ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">คอมพิวเตอร์</a> นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br><br></div><div><br>อิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">มอเตอร์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">เครื่องกำเนิดไฟฟ้า</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88">แบตเตอรี่</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B9%8C">สวิตช์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">รีเลย์</a>, <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">หม้อแปลงไฟฟ้า</a> ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ ความแตกต่างนี้เริ่มราวปี 1906 เป็นผลจากการประดิษฐ์<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94">ไตรโอด</a>โดยลี เดอ ฟอเรสท์ ซึ่งใช้ขยายสัญญาณวิทยุที่อ่อนๆได้ ทำให้เกิดการออกแบบและพัฒนาระบบการรับส่งสัญญาณเสียงและหลอดสูญญากาศ จึงเรียกสาขานี้ว่า "เทคโนโลยีวิทยุ" จนถึงปี 1950<br><br></div><div><br>ความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ บอร์ดของชาวอิเล็ก บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a>บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com</a> บอร์ดของชาวอิเล็ก <a href="http://www.thaielecclub.com/">www.thaielecclub.com<br></a><br></div><div><br>ปัจจุบัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ ใช้ชิ้นส่วน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3">สารกึ่งตัวนำ</a>เพื่อควบคุมการทำงานของอิเล็กตรอน การศึกษาเกี่ยวกับอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำและเทคโนโลยี<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%95">โซลิดสเตต</a> ในขณะที่การออกแบบและการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการแก้ปัญหาในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้สาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ บทความนี้มุ่งเน้นด้านวิศวกรรมของ <br>(3.วงจรไฟฟ้า)   </div><ul><li><a href="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/circuit.htm#01">วงจรไฟฟ้าคืออะไร</a></li><li><a href="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/circuit.htm#02">วงจรไฟฟ้ากระแสตรง</a></li><li><a href="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/circuit.htm#03">วงจรไฟฟ้ากระแสสลับ</a></li></ul><div>วงจรไฟฟ้าคืออะไร</div><div>                     ในวงจรไฟฟ้าทั่ว ๆ ไปจะมีสิ่งที่มาเกี่ยวข้อง 3 อย่าง คือ กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะไหลไปได้หรือเคลื่อนที่ไปได้จะต้องมีตัวนำหรือสายไฟฟ้า และจะต้องมีกำลังดันหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า(V) ดันให้กระแสไฟฟ้าไหลไป จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวนำ และความต้านทานประกอบกัน วงจรไฟฟ้า คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง จนครบ 1 เที่ยว เรียกว่า 1 วงจร หรือ 1 Cycle <br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด </div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/close.jpg" width="265" height="140"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/open.jpg" width="268" height="133"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>                     วงจรไฟฟ้า เป็นการนำเอาสายไฟฟ้าหรือตัวนำไฟฟ้าที่เป็นเส้นทางเดินให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านต่อถึงกันได้นั้นเราเรียกว่า วงจรไฟฟ้า การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนที่อยู่ภายในวงจรจะเริ่มจากแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า</div><div>                      วงจรไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 4 ส่วนคือ</div><ul><li>แหล่งกำเนิดไฟฟ้า หมายถึง แหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังวงจรไฟฟ้า เช่น แบบเตอรี่</li><li>ตัวนำไฟฟ้า หมายถึง สายไฟฟ้าหรือสื่อที่จะเป็นตัวนำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งต่อระหว่างแหล่งกำเนิดกับเครื่องใช้ไฟฟ้า</li><li>เครื่องใช้ไฟฟ้า หมายถึง เครื่องใช้ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่น ซี่งจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โหลด</li><li>สะพานไฟ (Cut out) หรือสวิทช์ (Switch) เป็นตัวตัดและต่อกระแสไฟฟ้า</li></ul><div><br>วงจรไฟฟ้ากระแสตรง</div><div>                     การแสดงการต่อวงจรไฟฟ้าเบื้องต้นโดยการต่อแบตเตอรี่ต่อเข้ากับหลอดไฟ หลอดไฟฟ้าสว่างได้เพราะว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจรไฟฟ้าและเมื่อหลอดไฟฟ้าดับก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลได้ตลอดทั้งวงจร เนื่องจากสวิตซ์เปิดวงจรไฟฟ้าอยู่นั่นเอง การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสตรงต้องต่อขั้วไฟให้ถูกต้องเพราะอุปกรณ์ในวงจรดังกล่าวจะมีขั้วไฟดังแสดงในรูป</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c8.gif" width="343" height="392"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div>วงจรไฟฟ้ากระสลับ</div><div>                      การต่อวงจรไฟฟ้ากระแสสลับจะต้องต่ออุปกรณ์ได้โดยไม่คำนึงถึงขั้วไฟ</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.elecnet.chandra.ac.th/courses/ELEC1202/electricbasic/c9.gif" width="562" height="193"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> (4.ตัวนำไฟฟ้า)   </div><div><br>ตัวนำไฟฟ้า ในวิชา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ฟิสิกส์</a>และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">วิศวกรรมไฟฟ้า</a> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ประจุไฟฟ้า</a>ไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br><br></div><div><br>ในวัสดุ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B0">โลหะ</a>นำไฟฟ้า เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87">ทองแดง</a>หรือ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">อะลูมิเนียม</a> อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a> ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B9%8C">อิเล็กโทรไลต์</a>แคทไอออนของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B5">แบตเตอรี</a> หรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อย <br>(5.อุปกรณ์ไฟฟ้า)  อุปกรณ์ไฟฟ้า<br>              อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>                         - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br><br>              หมายเหตุ นอกจากนี้อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิด ที่ให้พลังงานหลายชนิดพร้อมๆกัน เช่น โทรทัศน์ และคอมพิวเตอร์ จัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานแสงและพลังงานเสียงพร้อมกัน<br><br>              ข้อควรระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีดังนี้ <br>                         1. ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง อย่าให้เกิดความเสียหายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า <br>                         2. หมั่นตรวจดูสายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี<br>                         3. ถ้าไม่มีความรู้เรื่องไฟฟ้า อย่าแก้ไขหรือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเองเป็นอันขาด<br>                         4. หากพบว่าค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าว่ามีไฟรั่วหรือไม่ ซึ่งควรให้ผู้ที่มีความรู้ด้านไฟฟ้ามาตรวจสอบ    <br>(6.สวิต)   สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/switch_signal.jpg" width="139" height="53"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br> </div><div>สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br><br> </div><div>        <strong>สวิตช์เลื่อน</strong> เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง  การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)  นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/slide_switch.jpg" width="439" height="298"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>       <strong>สวิตช์กระดก</strong>  เป็นสวิตช์ที่ใช้งานโดยการกด เมื่อต้องการเปิดสวิตช์ก็ให้กดด้านที่ระบุว่าเป็นการเปิดสวิตช์ลง ส่วนอีกด้านที่เหลือก็จะกระดกขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีตัวอักษรระบุการทำงานบนตัวสวิตช์ เช่น เปิด ปิด On-OFF เราจะพบเห็นการใช้สวิตช์กระดกนี้กับหลอดไฟ ปลั๊กราง หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ <br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/kadok_switch.jpg" width="174" height="240"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br> </div><div>     สวิตช์กด  ใช้งานโดยการกดเปิด ปิด ในปุ่มเดียวกัน คือ กดปุ่มที่อยู่ส่วนกลางสวิตช์  กดปุ่มสวิตช์หนึ่งครั้งสวิตช์ต่อ (ON) และเมื่อกดปุ่มสวิตช์อีกหนึ่งครั้งสวิตช์ตัด (OFF) การทำงานเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา  แต่สวิตช์แบบกดบางแบบอาจเป็นชนิดกดติดปล่อยดับ (Momentary) คือขณะกดปุ่มสวิตช์เป็นการต่อ (ON) เมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มสวิตช์เป็นการตัด (OFF) ทันที   เช่น ปุ่มปิด เปิดโทรทัศน์ รีโมท คอมพิวเตอร์<br><br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/computer.jpg" width="253" height="178"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br><br>สวิตช์แบบก้านยาว<br><br>             สวิตช์แบบก้านยาว (Toggle Switch) เป็นสวิตช์ที่เวลาใช้งานต้องโยกก้านสวิตช์ไปมาโดยมีก้านสวิตช์โยกยื่นยาวออกมาจากตัวสวิตช์  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยโยกก้านสวิตช์ให้ขึ้นบนหรือลงล่าง  ในการโยกก้านสวิตช์ขึ้นมักจะเป็นการต่อ (ON) และโยกก้านสวิตช์ลงมักจะเป็นการตัด (OFF) <br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg" width="225" height="225"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>สวิตช์แบบหมุน<br><br>            สวิตช์แบบหมุน (Rotary Switch) หรือเรียกว่าสวิตช์แบบเลือกค่า (Selector Switch) เป็นสวิตช์ที่ต้องหมุนก้านสวิตช์ไปโดยรอบเป็นวงกลม  สามารถเลือกตำแหน่งการตัดต่อได้หลายตำแหน่ง  มีหน้าสัมผัสสวิตช์ให้เลือกต่อมากหลายตำแหน่ง  เช่น 2, 3, 4  หรือ  5  ตำแหน่ง เป็นต้น  <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99.jpg" width="800" height="582"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>สวิตช์แบบไมโคร  <br><br>            เป็นสวิตช์แบบไมโคร  (Microswitch) คือสวิตช์แบบกดชนิดกดติดปล่อยดับนั่นเอง  แต่เป็นสวิตช์ที่สามารถใช้แรงจำนวนน้อยๆ กดปุ่มสวิตช์ได  ก้านสวิตช์แบบไมโครสวิตช์มีด้วยกันหลายแบบ  อาจเป็นปุ่มกดเฉยๆ  หรืออาจมีก้านแบบโยกได้มากดปุ่มสวิตช์อีกทีหนึ่ง  การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยกดปุ่มสวิตช์หรือกดก้านคันโยกเป็นการต่อ (ON) และเมื่อปล่อยมือออกจากปุ่มหรือก้านคันโยกเป็นการตัด (OFF) <br><br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/micro%20sw.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br><br>สวิตช์แบบดิพ <br><br>สวิตช์แบบดิพ (DIP Switch) คำว่าดิพ (DIP) มาจากคำเต็มว่าดูอัลอินไลน์แพกเกจ (Dual Inline Package) เป็นสวิตช์ขนาดเล็กใช้งานร่วมกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นในรูปชิพ (Chip) ที่มีขนาดเล็กๆ หรือใช้งานกับไอซี (IC = Integrated Circuit) ลักษณะสวิตช์สามารถตัดหรือต่อวงจรได้  การควบคุมตัดต่อสวิตช์แบบดิพจะต้องใช้ปลายมปากกาหรือปลายดินสอในการปรับเลื่อนสวิตช์  สวิตช์แบบดิพมักถูกติดตั้งบนแผ่นวงจรพิมพ์  (Printed Cricuit Board) ใช้กับกระแสไม่เกิน 30mA ที่แรงดัน 30VD <br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/dip_switch.jpg" width="308" height="230"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br> </div><div><strong>การทำงานของสวิตช์</strong></div><div>        ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้<br><br> </div><div>        <strong>วงจรเปิด</strong> หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/open_cucuit_signal.jpg" width="179" height="67"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><strong>      วงจรปิด</strong> หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/close_cucuit_signal.jpg" width="189" height="49"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br> ตัวอย่างการทำงานของสวิตช์ ในวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย<br><br><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.psptech.co.th/uploads/1988/images/lamp_circuit.jpg" width="392" height="345"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br> </div><div>โดยทั่วไป เมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายลง จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถไหลภายในวงจรได้ เนื่องจากไม่มีสะพานเชื่อมกระแสไฟฟ้าให้ไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ส่งผลให้หลอดไฟดับ ขณะเดียวกันเมื่อเราเลื่อนสวิตช์ไฟฉายขึ้น จะทำให้สวิตช์ในวงจรเปิด กระแสไฟฟ้าจะสามารถไหลจากถ่านไฟฉายไปสู่หลอดไฟได้ ทำให้หลอดไฟสว่าง</div><div>        สวิตช์มีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะถูกออกแบบและสร้างมาเพื่อการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้แล้วสวิตช์บางประเภทยังบอกคุณลักษณะการทนกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าอีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด จึงควรเลือกใช้สวิตช์ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน และควรศึกษาคุณลักษณะเฉพาะของสวิตช์แต่ละรูปแบบให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเลือกใช้ <br>(7.มอเตอร์ไฟฟ้า)   </div><ul><li>มอเตอร์ไฟฟ้า (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: electric motor) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แปลง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">พลังงานไฟฟ้า</a>เป็น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5">พลังงานกล</a></li></ul><div><br>การทำงานปกติของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และสนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดทำให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหล็กทั้งสอง ในการใช้งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้<a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Traction_motor">มอเตอร์ฉุดลาก</a> เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังสามารถทำงานได้ถึงสองแบบ ได้แก่ การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้า<br><br></div><div><br><br>มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำไปใช้งานที่หลากหลายเช่น พัดลมอุตสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จาก<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99">ไฟบ้าน</a> อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเล็กอาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทั่วไปที่มีขนาดและคุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดใช้สำหรับการใช้งานลากจูงเรือ และ การบีบอัดท่อส่งน้ำมันและปั้มป์สูบจัดเก็บน้ำมันซึ่งมีกำลังถึง 100 เมกะวัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้าอาจจำแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าหรือตามโครงสร้างภายในหรือตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ<br><br></div><div><br>อุปกรณ์เช่น<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า</a>และลำโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้าให้เป็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลำดับ คำว่ามอเตอร์ไฟฟ้านั้น ต้องใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่านั้น <br>(ทรานซิลเตอร์)</div><div><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:32:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222050436</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายภัทราวุธ เหล่ากาสี ม.3/9 เลขที่18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222051307</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล 1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br>หลักการทำงาน เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าไม่สามารถจะเก็บไว้ได้ง่ายในปริมาณที่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการในระดับชาติได้ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องมีการผลิตให้ได้มากเท่าตามความต้องการใช้จริงอย่างแม่นยำ เพื่อผลิตให้พอดีใช้บริษัทสาธารณูปโภคไฟฟ้าจะต้องทำการคาดการณ์อย่างระมัดระวังของโหลดไฟฟ้าของพวกเขาและรักษาการประสานงานให้คงที่กับโรงไฟฟ้าทั้งหลายของพวกเขา จำนวนที่แน่นอนของการผลิตจะต้องจัดทำปริมาณสำรองเพื่อรองรับกริดไฟฟ้าในขณะที่มีการแปรปรวนและการสูญเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้<br>มี2 ประเภท คือ ไฟฟ้าสถิต กับ ไฟฟ้ากระเเส<br>ไฟฟ้าสถิตคือ ไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสีเมื่อเอาวัตถุบางอย่างมาถูกันจะทาให้เกิดพลังงานขึ้น ซึ่งพลังงานนี้สามารถดูดเศษกระดาษหรือฟางข้าวเบา ๆ ได้ เช่น เอาแท่งยางแข็งถูกับผ้าสักหลาด หรือครั่งถูกับผ้าขนสัตว์ พลังงานที่เกิดขึ้นเหล่านี้เรียกว่า ประจุไฟฟ้าสถิต<br>ไฟฟ้ากระเเส คือ ไฟฟ้ากระแสคือ การไหลของอิเล็กตรอนภายในตัวนาไฟฟ้าจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น ไหลจากแหล่งกาเนิดไฟฟ้าไปสู่แหล่งที่ต้องการใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งก่อให้เกิดแสงสว่าง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดความต้านทานสูงจะก่อให้เกิดความร้อน เราใช้หลักการเกิดความร้อนเช่นนี้มาประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เตาหุงต้ม เตารีดไฟฟ้า เป็นต้น<br>ไฟฟ้ากระแสแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ&nbsp;<br>1) ไฟฟ้ากระแสตรง ( Direct Current หรือ D .C )&nbsp;<br>2) ไฟฟ้ากระแสสลับ ( Alternating Current หรือ A.C. )<br>2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ ชิ้นส่วน พาสซีฟ&nbsp; เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุ และคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น&nbsp;<br>มีการทำงาน โดยอิเล็กทรอนิกส์แตกต่างจากวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีเครื่องกลไฟฟ้า โดยจะเกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทานและส่วนประกอบที่เป็นพาสซีพอื่นๆ<br>ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนที่เป็นแอคทีพคือต้องมีกระแสไฟฟ้าป้อนให้ตลอดจึงทำงานได้ เช่น หลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์ เป็นต้น อีกส่วนหนึ่งคือพาสซีพคือฃทำงานได้โดยไม่ต้องมีกระแสไฟฟ้าแต่ใช้คุณสมบัติส่วนตัวเช่นตัวต้านทาน, ตัวเก็บประจุ, หม้อแปลง, สายไฟ, ใยแก้วนำแสง, คอยล์ เป็นต้น ชื้นส่วนเหล่านี้จะเชื่อมต่อกันด้วยการบัดกรีบนแผงวงจรพิมพ์ (PCB) เพื่อสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฟังก์ชันโดยเฉพาะ (เช่นเครื่องขยายเสียงสัญญาณวิทยุหรือ oscillator) ชิ้นส่วนประกอบอาจประกอบโดยลำพังหรือเป็นกลุ่มที่ซับซ้อนมากขึ้นเป็นวงจรรวม<br>3.วงจรไฟฟ้า คือ การนำเอาแหล่งจ่ายไฟฟ้ามาจ่ายแรงดันและกระแสให้กับโหลด โดยผ่านลวดตัวนำ และใช้สวิตช์ในการเปิดปิดวงจรเพื่อตัดหรือต่อกระแสไฟฟ้าที่จ่ายให้กับโหลด ในทางปฏิบัติจะมีฟิวส์ในวงจรเพื่อป้องกันปัญหาข้อผิดพลาดที่จะเกิดกับวงจรและอุปกรณ์ เช่น โหลดเกิน หรือไฟฟ้าลัดวงจร วงจรไฟฟ้า<br><br>วงจรไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ&nbsp;<br>1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด&nbsp;<br>&nbsp;<br>2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<br>4.ตัวนำไฟฟ้า คือวัตถุที่มีความต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าน้อยมาก คุณสมบัติของวัตถุชนิดนี้จะนำกระแสไฟฟ้าได้ดี สารที่เป็นโลหะจะนำไฟฟ้าได้ดี เช่น เงิน ทองแดง อะลูมิเนียม ฯลฯ&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>4.2ทำงานยังไง<br>มีอิเล็กตอนไหลผ่านตลอดเวลา<br>4.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภทอิเล็กตอนกับอิเล็กโตรไล<br>4.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นทองแดง อะลูมิเนียม&nbsp;<br><br>&nbsp;5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br> ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br>6.สวิตซ์<br>6.1สวิตซ์คือ<br>อุปกรณ์ที่ใช้ตัดระบบไฟฟ้า<br>6.2ทำงานยังไง<br>ใช้ปิด-เปิดไฟ<br>6.3มีกี่ประเภท<br>2ประเภท ควบคุมด้วยมือและอิเล็กทรอนิกส์<br>6.4อธิบายและยกตัวอย่าง<br>เช่นปิด-เปิดหลอดไฟ<br><br>7.มอเตอร์ไฟฟ้า<br>คืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิดการเคลื่อนที่ไปได้<br><br>8.ทรานซิสเตอร์ (TRANSISTOR) คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้ หมายความว่าทรานซิสเตอร์เป็นทั้งเครื่องขยาย (AMPLIFIER) และสวิทซ์ทรานซิสเตอร์<br>&nbsp;หลักการทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า คุณสมบัติแบบนี้เรียกว่า gain (สามารถคำนวณได้จากนำสัญญาณเอาต์พุต หารด้วยอินพุท ถ้าได้ผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่าวงจรนั้นเป็นวงจรขยาย) ทรานซิสเตอร์สามารถควบคุมสัญญาณเอาต์พุตให้เป็นสัดส่วนกับสัญญาณอินพุท นั่นคือมันสามารถทำหน้าที่เป็น amplifier หรืออีกแบบหนึ่ง ทรานซิสเตอร์สามารถใช้ในการเปิดหรือปิดกระแสในวงจร(สวิตช์)ควบคุมระบบไฟฟ้าที่ปริมาณ ของกระแสไฟฟ้าจะถูกกำหนดโดยองค์ประกอบวงจรอื่น ๆ<br>&nbsp;ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:34:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222051307</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปิยพร    สุจจิตร์จูล  ม.3/9  เลขที่35                  1.ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการแยกตัวออกมา หรือการ เคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน หรืออนุภาคอื่นที่มีสมบัติแสดงอํานาจคล้ายคลึงกับอิเล็กตรอนหรือโปรตอน   การทำงานเช่นพลังงานกล                                      อาศัยหลักการความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้ากับเส้นแรงแม่เหล็กในการสร้างแรงเคลื่อนเหนี่ยวนำให้กับตัวนำ.  มี 2ประเภทคือ      1).ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )       2).ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )            2.1).ไฟฟ้ากระแสตรง            2.2).ไฟฟ้ากระแสสลับ  2.อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component และความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก  มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน  มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แอนะล็อกและดิจิทัล  3.วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิม  แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น  มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน  ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้              1.  แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี  จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก  และจากแสงสว่าง  เป็นต้น  บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V              2.  โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น  โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น  ตู้เย็น  พัดลม เครื่องซักผ้า  โทรทัศน์  วิทยุ  และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน  ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน  กระแส  และกำลังไฟฟ้า              3.  สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร  จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง  สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน  วงจรไฟฟ้ามีด้วยกันอยู่ 3 ประเภท คือ  วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม  (Series Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Electrical Circuit)วงจรไฟฟ้าแบบผสม  (Series-Parallel Electrical Circuit)  4.ตัวนำไฟฟ้า (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ   หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า  ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท  -สารกึ่งตัวนำ  -ตัวนำ  -ฉนวน  5.อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง    - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง     - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน   6.สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ การทำงานของสวิตช์          ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด คือลักษณะที่หน้าสัมผัสของสวิตช์ไม่เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลไปในวงจรได้ และวงจรปิด คือ การที่หน้าสัมผัสของสวิตช์เชื่อมต่อกันทำให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรได้มี  7 ประเภท.                 1. สวิตช์แบบเลื่อน    2. สวิตช์แบบกด   3. สวิตช์แบบกระดก   4. สวิตช์แบบก้านยาว   5. สวิตช์แบบหมุน   6. สวิตช์แบบไมโคร   7. สวิตช์แบบดิพ 7.มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล   หลักการทำงานคือ เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้  ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์ โดยวางห่างจากจุดศูนย์กลางเป็นระยะ r กำหนดให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าขดลวดที่ปลาย A และไหลออกที่ปลาย B จากคุณสมบัติของเส้นแรงแม่เหล็กจะไม่ตัดผ่านซึ่งกันและกัน ดังนั้นปริมาณของเส้นแรงแม่เหล็กจะมีจำนวนมากที่ด้านบนของปลาย A จึงทำให้เกิดแรง F1 กดตัวนำ A ลงด้านล่างและขณะเดียวกันที่ปลาย B นั้น เส้นแรงแม่เหล็กจะมีปริมาณมากที่ด้านหน้าทำให้เกิดแรง F2 ดันให้ตัวนำ B เคลื่อนที่ด้านบนของแรง F1 และ F2 นี้เองทำให้อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์เกิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222058783</link>
         <description><![CDATA[<div>8.<strong>ทรานซิสเตอร์</strong> (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: transistor) เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">อุปกรณ์</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B3&amp;action=edit&amp;redlink=1">สารกึงตัวนำ</a>ที่สามารถควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนได้ ใช้ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">ไฟฟ้า</a>, เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า, ควบคุม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">แรงดันไฟฟ้า</a>ให้คงที่, หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%93&amp;action=edit&amp;redlink=1">กล้ำสัญญาณ</a>ไฟฟ้า (<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: modulate) เป็นต้น การทำงานของทรานซิสเตอร์เปรียบได้กับ<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">วาล์ว</a>ควบคุมที่ทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่ขาเข้า เพื่อปรับขนาด<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2">กระแสไฟฟ้า</a>ขาออกที่จ่ายมาจาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9F">แหล่งจ่ายไฟ</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 13:55:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222058783</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222065252</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:11:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222065252</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ไอศวรรย์ ลอยสูงวงศ์ ม.3/9 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222067013</link>
         <description><![CDATA[<div>⚀ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน&nbsp;<br>🤗มีการทำงานอย่างไร:ในระบบจ่ายไฟฟ้าจะมีการแปลงแรงดันไฟฟ้าสลับให้มีขนาดสูงมากๆ เช่นให้มีขนาดเป็น 48kV หรือ 24kV เพื่อลดขนาดของลวดตัวนำ ที่ต้องใช้ในการจ่ายไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ<br>🤗มีกี่ประเภท:ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จากแหล่งกาเนิดหลาย ๆ แบบ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ ๆ ได้ดังนี้<br>3.1 ไฟฟ้าสถิต ( Static Electricity )&nbsp;<br>3.2 ไฟฟ้ากระแส ( Current Electricity )<br><br><br><br>⚁อิเล็กทรอนิกส์ คือ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้าที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เป็น active component เช่นหลอดสูญญากาศ, ทรานซิสเตอร์, ไดโอด และ Integrated Circuitและ ชิ้นส่วน พาสซีฟ เช่น ตัวนำไฟฟ้า, ตัวต้านทานไฟฟ้า, ตัวเก็บประจุและคอยล์ พฤติกรรมไม่เชิงเส้นของ active component&nbsp;<br>🤗มีการทำงาน: เกี่ยวข้องกับการสร้าง, การกระจาย, การสวิทช์, การจัดเก็บและการแปลงพลังงานไฟฟ้าไปและมาจากพลังงานรูปแบบอื่น ๆ โดยใช้สายไฟ, มอเตอร์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, แบตเตอรี่, สวิตช์, รีเลย์, หม้อแปลงไฟฟ้า ตัวต้านทาน<br>🤗มีกี่ประเภท: แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:<br>&nbsp;แอนะล็อกและดิจิทัล<br><br><br><br><br>⚂วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านตัวนำ และเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิดเดิน<br>🤗การทำงาน: แสดงวงจรไฟฟ้าเบื้องต้น&nbsp; มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน&nbsp; ส่วนประกอบหลักแต่ละส่วนมีหน้าที่การทำงานดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; -แหล่งจ่ายไฟฟ้า&nbsp; เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด&nbsp; เช่น&nbsp; จากปฏิกิริยาเคมี&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า&nbsp; เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน&nbsp; โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน&nbsp; ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; -สายไฟต่อวงจร&nbsp; เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า&nbsp; ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ&nbsp; ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร<br><br><br><br><br>⚃ ตัวนำไฟฟ้า&nbsp; คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ&nbsp;<br>&nbsp;🤗หลักการทำงานคือเป็นสื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>&nbsp;🤗ประเภทของตัวนำไฟฟ้ามี3ประเภท<br>&nbsp;-สารกึ่งตัวนำ<br>&nbsp;-ตัวนำ<br>&nbsp;-ฉนวน<br><br><br><br><br>⚄ อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน&nbsp;<br>🤗 หลักการทำงาน เช่น สายดิน คือ ถ้ามีการติดตั้งสายดินที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้าเอาไว้ หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงมาที่โครงเครื่องใช้ไฟฟ้า<br>🤗มี 4 ประเภท<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>&nbsp; &nbsp;- อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>&nbsp; &nbsp; - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน&nbsp;<br><br><br><br>⚅ สวิตซ์คือ:ฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า และทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ไฟฟ้า<br>🤗มีการทำงาน: ถ้าเป็นชนิดที่ออกแบบโดยใช้ความร้อนและแม่เหล็กควบคุม เมื่อเกิดการลัดวงจร หรือการใช้กระแสไฟฟ้ามากเกินไปในวงจร ก็สามารถที่จะตัดวงจรไฟฟ้าได้&nbsp;<br>🤗มีกี่ประเภท: 7<br>-สวิตช์เลื่อน&nbsp;<br>-สวิตช์กระดก&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์กด&nbsp;<br>-สวิตช์แบบก้านยาว&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์แบบหมุน<br>-สวิตช์แบบไมโคร&nbsp;&nbsp;<br>-สวิตช์แบบดิพ&nbsp;<br>🤗อธิบายและยกตัวอย่าง:&nbsp; ส่วนประกอบพื้นฐานของสวิตช์จะมีส่วนที่เรียกว่า หน้าสัมผัส อยู่ภายในซึ่งคล้ายกับสะพานเชื่อมให้กระแสไฟฟ้าไหลในวงจรไฟฟ้าได้ สวิตช์ทำหน้าที่เปิด ปิด วงจรไฟฟ้า ทำให้วงจรไฟฟ้าเกิดการทำงานอยู่ 2 ลักษณะคือ วงจรเปิดและวงจรปิด วงจรเปิด&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚁มอเตอร์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล&nbsp;<br>&nbsp;🤗การทำงาน เมื่อมีกระแสไหลในขดลวดตัวนำที่พันอยู่บนแกนอาร์เมเจอร์ จะเกิดสันแรงแม่เหล็กรอบ ๆ ตัวนำ และทำปฏิกิริยากับเส้นแรงแม่เหล็กที่เกิดจากขั้วแม่เหล็กของมอเตอร์ ทำให้เกิดแรงผลักขึ้นบนตัวนำทำให้อาร์เมเจอร์หมุนไปได้<br>&nbsp;ขดลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลและวางอยู่บนแกนของอาร์เมเจอร์&nbsp;<br><br><br><br>⚄⚂ ทรานซิสเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำมีสามขา (TRREE LEADS) กระแสหรือแรงเคลื่อน เพียงเล็กน้อยที่ขาหนึ่งจะควบคุมกระแสที่มีปริมาณมากที่ไหลผ่านขาทั้งสองข้างได้<br>🤗การทำงาน : ความสามารถในการใช้สัญญาณขนาดเล็กที่ป้อนให้ ระหว่างขั้วไฟฟ้าคู่หนึ่ง เพื่อควบคุมสัญญาณที่มีขนาดใหญ่กว่ามากที่อีกคู่หนึ่งของขั้วไฟฟ้า&nbsp;<br>🤗ประเภท : ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br>&nbsp;1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br>&nbsp;2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:16:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222067013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายธีรสิทธิ์ ธงทอง ม.3/9 เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222085864</link>
         <description><![CDATA[<div>ไฟฟ้าคืออะไร<br> พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน หรือโปรตอน ใช้ประโยชน์ในการสร้างพลังงานอื่น เช่น พลังงานความร้อน พลังงานกล<br> <br> การทำงานอย่างไร<br> 1การทำงานที่ให้ความร้อนและกำลังไฟฟ้า<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในลวดนิโครมซึ่งมีความต้านทานสูง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เช่น ในเตาไฟฟ้า, เตารีด และหลอดไฟฟ้า ฯลฯ<br> 2การทำงานทางเคมีของกระแสไฟฟ้า<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าในสารละลายของเกลือ NaCl ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำอิเล็กโตรไลซิส, การชุบโลหะ และแบตเตอรี่ ฯลฯ<br> 3 การทำงานที่ให้สนามแม่เหล็ก<br> ตัวอย่างการทำงานของกระแสไฟฟ้าในลักษณะนี้ คือ การผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในเส้นลวด ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็กขึ้น สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการทำมอเตอร์, หม้อแปลงไฟฟ้า และเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ<br> <br> มี2ประเภทคือ<br> 1ไฟฟ้าสถิต2ไฟฟ้ากระแส<br> <br> อธิบายและยกตัวอย่าง<br> ประจุไฟฟ้า (อังกฤษ: electric charge) เป็นคุณสมบัติของบางอนุภาคย่อยของอะตอม ที่กำหนดปฏิสัมพันธ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าของพวกมัน สสารที่มีประจุไฟฟ้าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของ, และสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าอาจเป็นบวกหรือเป็นลบ<br><br>อิเล็กทรอนิกส์<br> วิทยาศาสตร์กายภาพแขนงหนึ่งว่าด้วยหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติอิเล็กตรอน ตลอดจนการผลิต และการควบคุมอิเล็กตรอนให้ทำหน้าที่ และประโยชน์ในหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า.<br> <br> มีการทำงานอย่างไร<br> ความสามารถในการควบคุมการไหลของอิเล็กตรอนทำให้สามารถขยายสัญญาณอ่อนๆให้แรงขึ้นเพื่อการสื่อสารทางภาพและเสียงเช่นโทรเลข, โทรศัพท์, วิทยุ, โทรทัศน์ เป็นต้น อิเล็กทรอนิกส์ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารข้อมูลโทรคมนาคม ความสามารถของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิทช์ปิดเปิดวงจรถูกนำไปใช้ในวงจร ลอจิกเกต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญหลักในระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังถูกนำไปใช้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ในการส่งพลังงานไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ การผลิตพลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมต่างๆอีกมาก<br> <br> มี5ประเภท<br> ธุรกิจกับธุรกิจ ( Business to Business : B to B )<br>     หมายถึง ธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกันโดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน  หรือระดับต่างกันก็ได้ เช่น ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้น าเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก เป็นต้น<br> <br> ธุรกิจกับผู้บริโภค ( Business to Consumer : B to C )<br>     หมายถึงธุรกิจที่เน้นบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค เช่น การขาย สินค้าอุปโภคบริโภค<br> <br> ธุรกิจกับรัฐบาล ( Business to Government : B to G )<br>     หมายถึง ธุรกิจบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล<br> <br> ผู้บริโภคกับผู้บริโภค ( Consumer to  Consumer : C to C ) <br>     หมายถึง ธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต<br> <br> รัฐบาลกับผู้บริโภค ( Government to Consumer : G to C )<br>     หมายถึง เป็นการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งในประเทศไทยก็มีการให้บริการหลายหน่วยงาน เช่น การเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ตการให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเตอร์เน็ตการติดต่อทำทะเบียนต่างๆ ของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆและสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์ม บางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้<br> <br> อธิบายและยกตัวอย่าง<br> พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทธุรกิจกับธุรกิจ (Business-to-Business หรือ B2B) <br>      หมายถึง  การซื้อขายระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน  เช่น ผู้ผลิตรถยนต์สั่งซื้อวัตถุดิบจากโรงงานที่เป็นSupplier หรือ ร้านค้าปลีกสั่งซื้อสินค้ากับบริษัทผู้ผลิตสินค้า เมื่อสต็อกสินค้าลดลงถึงระดับหนึ่ง ผ่านระบบ EDI โดยส่วนใหญ่ผู้ซื้อและผู้ขายมักจะรู้จักกันล่วงหน้า และอาจทำเอกสารสัญญาที่เป็นกระดาษกันล่วงหน้า ดังนั้นความเสี่ยงที่เกิดจากการซื้อขายจะต่ำ<br> <br> วงจรไฟฟ้า<br> คือ ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวง ไฟฟ้าจะไหลไปตามตัวนำหรือสายไฟจนกระทั่งไหลกลับตามสายมายัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นวงครบรอบ คือ ออกจากเครื่องกำเนิดแล้วกลับมายังเครื่องกำเนิดอีกครั้งหนึ่ง<br> <br> มีการทำงานอย่างไร<br>   1.  แหล่งจ่ายไฟฟ้า  เป็นแหล่งจ่ายแรงดันและกระแสให้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยแหล่งจ่ายไฟฟ้าสามารถนำมาได้จากหลายแหล่งกำเนิด  เช่น  จากปฏิกิริยาเคมี  จากขดลวดตัดสนามแม่เหล็ก  และจากแสงสว่าง  เป็นต้น  บอกหน่วยการวัดเป็นโวลต์ (Volt) หรือ V<br> <br>             2.  โหลดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ไฟฟ้าในการทำงาน  โหลดจะทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปอื่นๆ เช่น เสียง แสง ความร้อน  ความเย็น และการสั่นสะเทือน เป็นต้น  โหลดเป็นคำกล่าวโดยรวงมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดอะไรก็ได้ เช่น  ตู้เย็น  พัดลม เครื่องซักผ้า  โทรทัศน์  วิทยุ  และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น  โหลดแต่ละชนิดจะใชัพลังงานไฟฟ้าไม่เท่ากัน  ซึ่งแสดงด้วยค่าแรงดัน  กระแส  และกำลังไฟฟ้า<br> <br>             3.  สายไฟต่อวงจร  เป็นสายตัวนำหรือสายไฟฟ้า  ใช้เชื่อมต่อวงจรให้ต่อถึงกันแบบครบรอบ  ทำให้แหล่งจ่ายแรงดันต่อถึงโหลดเกิดกระแสไหลผ่านวงจร  จากแหล่งจ่ายไม่โหลดและกลับมาครบรอบที่แหล่งจ่ายอีกครั้ง  สายไฟฟ้าที่ใช้ต่อวงจรทำด้วยทองแดงมีฉนวนหุ้มโดยรอบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งาน<br> <br> 2 ประเภท คือ <br> 1. วงจรปิด (Closed Circuit) จากรูปจะเห็น กระแสไฟฟ้าไหลออกจากแหล่งกำเนิด ผ่านไปตามสายไฟ แล้วผ่าน สวิทช์ไฟซี่งแตะกันอยู่ (ภาษาพูดว่าเปิดไฟ) แล้วกระแสไฟฟ้าไหลต่อไปผ่านดวงไฟ แล้วไหลกลับมาที่แหล่งกำเนิดอีกจะ เห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ครบวงจร หลอดไฟจึงติด <br> <br> <figure class="attachment attachment--preview"><img width="934"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> 2. วงจรเปิด (Open Circuit) ถ้าดูตามรูป วงจรเปิด ไฟจะไม่ติดเพราะว่า ไฟออกจากแหล่งกำเนิดก็จะไหลไปตาม สายพอไปถึงสวิทช์ซึ่งเปิดห่างออกจากกัน (ภาษาพูดว่าปิดสวิทช์) ไฟฟ้าก็จะผ่านไปไม่ได้ กระแสไฟฟ้าไม่สามารถจะไหล ผ่านให้ครบวงจรได้<figure class="attachment attachment--preview"><img width="934"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> ยกตัวอย่าง<br> แหล่งจ่ายไฟฟ้า คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายแรงดันและกระแสให้กับวงจร เช่น แบตเตอรี่, ถ่านไฟฉาย, เครื่องจ่ายไฟ, ไดนาโม และ เจนเนอร์เรเตอร์  เป็นต้น <br><br>ตัวนำไฟฟ้า<br> เป็นวัตถุหรือประเภทของวัสดุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่านได้หนึ่งหรือหลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น สายหุ้มฉนวนเป็นตัวนำไฟฟ้า เพราะสามารถนำไฟฟ้าได้ตามแนวยาว แต่ไม่ข้ามความกว้าง<br> <br> มีการทำงานอย่างไร<br> ในวัสดุโลหะนำไฟฟ้า เช่น ทองแดงหรืออะลูมิเนียม อนุภาคประจุเคลื่อนที่ได้ คือ อิเล็กตรอน ประจุบวกยังอาจเคลื่อนที่ได้เช่นกัน เช่น อิเล็กโทรไลต์แคทไอออนของแบตเตอรีหรือโปรตอนเคลื่อนที่ในตัวนำโปรตอนของเซลล์เชื้อเพลิง ส่วนฉนวนเป็นวัสดุไม่นำไฟฟ้าโดยมีประจุเคลื่อนที่น้อย และสนับสนุนกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กน้อยและวัตถุจะทำให้ไฟฟ้าผ่านไปได้<br> <br> มี2ประเภท<br> ตัวนำ (Conductor) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านได้ง่าย หรือวัตถุที่มีความต้านทานต่ำ ได้แก่ ทองแดง อลูมิเนียม ทอง และเงิน ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด แต่ในสายไฟทั่วไปจะใช้ทองแดงเป็นตัวนำ เพราะตัวนำที่ทำจากจะเงินมีราคาแพง<br> <br> ฉนวนไฟฟ้า<br> ฉนวน (Insulator) คือ สสาร วัตถุ วัสดุ หรือ อุปกรณ์ที่ไม่สามารถยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปได้ หรือ ต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่ให้ผ่านไปได้ ได้แก่ ไม้แห้ง พลาสติก, ยาง, แก้ว และกระดาษแห้ง เป็นต้น<br> <br> ยกตัวอย่าง<br> ความต้านทานไฟฟ้า (Resistance) ความต้านทานไฟฟ้าเป็นสมบัติเฉพาะของวัตถุในการที่จะขวางหรือต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้าที่จะไหลผ่านวัตถุนั้นๆ ไป วัตถุที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า ส่วนวัตถุที่ไม่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า<br>  <br><br>อุปกรณ์ไฟฟ้าคือ อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันน<br> <br> มีการทำงานอย่างไร<br> เลือกดูและศึกษาดารใช้งานอย่างดี<br> <br> มี4ประเภท<br>                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน <br>                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>                          - อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br> ยกตัวอย่าง<br> 1.เบรกเกอร์ (เซอร์กิตเบรกเกอร์) หรือ สวิชต์อัตโนมัติ หมายถึง อุปกรณ์ที่สามารถใช้สับ หรือปลดวงจรไฟฟ้าได้โดยอัตโนมัติ โดยกระแสลัดวงจรนั้น ต้องไม่เกินขนาดพิกัด ในการตัดกระแสลัดวงจรของเครื่อง (IC)<br><br><br>สวิตช์ คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในวงจร หรือกล่าวง่าย ๆ คือ อุปกรณ์เปิด ปิดกระแสไฟฟ้าภายในวงจรไฟฟ้า โดยใช้สัญลักษณ์ดังรูป<br> <br> กรทำงานอย่างไร<br> สวิตช์ที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น สวิตช์เลื่อน สวิตช์กระดก สวิตช์หมุน สวิตช์กด สวิตช์ไมโคร สวิตช์กุญแจ ฯลฯ<br> <br> มี2ประเภท<br>   วงจรเปิด หน้าสัมผัสไม่เชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าไม่สามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง<figure class="attachment attachment--preview"><img width="934"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br>       วงจรปิด หน้าสัมผัสเชื่อมต่อกัน กระแสไฟฟ้าสามารถไหลในวงจรได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงาน แต่เรามักจะเรียกกันว่าเป็นการเปิดสวิตช์ ซึ่งหมายถึงการเปิดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า<figure class="attachment attachment--preview"><img width="934"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br> <br> ยกตัวอย่าง<br> สวิตช์เลื่อน เป็นสวิตช์ชนิดหนึ่งที่ใช้เปิด ปิด การทำงานของอุปกรณ์ ใช้งานโดยการเลื่อน การควบคุมตัดต่อสวิตช์  ทำได้โดยผลักเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนหรือลงล่าง  การเลื่อนสวิตช์ขึ้นบนเป็นการต่อ (ON) การเลื่อนสวิตช์ลงล่างเป็นการตัด (OFF)  นิยมใช้เป็นอุปกรณ์เปิด ปิด สิ่งของประเภทของเล่นเด็ก และเครื่องใช้ต่างๆ เช่น นาฬิกาปลุก ไฟฉาย<br><br>มอเตอร์ไฟฟ้า<br>  เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังกล มอเตอร์ที่ใช้งานในปัจจุบัน แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไปต้องการความเร็ว รอบหรือกำลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมอเตอร์์แต่ละชนิด จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะการใช้งานกระเเสไฟฟ้า<br> <br> หน้าที่<br> การทำงานเบื้องต้นของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง มีแรงดันไฟตรงจ่ายผ่านแปรงถ่านไปคอมมิวเตเตอร์ ผ่านไปให้ขดลวดตัวนำที่อาร์เมเจอร์ ทำให้ขดลวดอาร์เมเจอร์เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา ทางด้านซ้ายมือเป็นขั้วเหนือ (N) และ้ด้านขวาเป็นขั้วใต้ (S) เหมือนกับขั้วแม่เหล็กถาวรที่วางอยู่ใกล้ๆ เกิดอำนาจแม่เหล็กผลักดันกัน อาร์เมเจอร์หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา พร้อมกับคอมมิวเตเตอร์หมุนตามไปด้วย แปรงถ่านสัมผัสกับส่วนของคอมมิวเตเตอร์ เปลี่ยนไปในอีกปลายหนึ่งของขดลวด แต่มีผลทำให้เกิดขั้วแม่เหล็กที่อาร์เมเจอร์เหมือนกับชั้วแม่เหล็กถาวรที่อยู่ใกล้ๆอีกครั้ง ทำให้อาร์เมเจอร์ยังคงถูกผลักให้หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกาตลอดเวลา เกิดการหมุนของอาร์เมเจอร์คือมอเตอร์ไฟฟ้าทำงาน<br> <br> มี2ประเภท<br> กระแสตรง<br> กระแสสลับ<br> <br> ยกตัวอย่าง<br> แปรงถ่าน (Brush) คือ ตัวสัมผัสกับคอมมิวเตเตอร์ ทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผลิตมาจากคาร์บอนหรือแกรไฟต์ผสมผงทองแดง เพื่อให้แข็งและนำไฟฟ้าได้ดี มีสายตัวนำต่อร่วมกับแปรงถ่านเพื่อไปรับแรงดันไฟตรงที่จ่ายเข้ามา แปรงถ่านทำหน้าที่รับแรงดันไฟตรงจกแหล่งจ่าย จ่ายผ่านไปให้คอมมิวเตเตอร์<br><br><br>ทรานซิสเตอร์(Transistor)<br> <br>              ทรานซิสเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาจากไดโอด ซึ่งคุณสมบัติของทรานซิสเตอร์นั้น หมายถึงสามารถนำไปใช้งานใน<br> ด้านขยายสัญญาณ ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยการป้อนสัญญาณที่มีขนาดเล็กให้ทรานซิสเตอร์  ทรานซิสเตอร์ก็จะนำ<br> กระแสได้มากที่สามารถทำให้เกิดสัญญาณขนาดใหญ่ทางขาออกได้สบายๆ เเละทรานซิสเตอร์ยังเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ<br> ที่สามารถทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br> การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br> มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br> <br> มีหน้าที่<br> ทำหน้าที่ ขยายสัญญาณไฟฟ้า เปิด/ปิดสัญญาณไฟฟ้า คงค่าแรงดันไฟฟ้า หรือกล้ำสัญญาณไฟฟ้า (modulate) เป็นต้น<br> การทำงานของทราสซิสเตอร์เปรียบได้กับวาลว์ที่ถูกควบคุมด้วยสัญญาณไฟฟ้าขาเข้า เพื่อปรับขนาดกระแสไฟฟ้าขาออกที่<br> มาจากแหล่งจ่ายแรงดัน<br> <br> ทรานซิสเตอร์สามารถเเบ่งตามโครงสร้างได้ 2 ประเภทคือ<br> 1. ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN<br> 2. ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP<br> <br> ยกตัวอย่าง<br> ตัวเก็บประจุ(capacitor หรือ condenser) เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่ง ทำหน้าที่เก็บพลังงานในสนามไฟฟ้า ที่สร้างขึ้นระหว่างคู่ฉนวน โดยมีค่าประจุไฟฟ้าเท่ากัน แต่มีชนิดของประจุตรงข้ามกัน บางครั้งเรียกตัวเก็บประจุนี้ว่าคอนเดนเซอร์(condenser)เป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญในงานอิเล็กทรอนิกส์ และพบได้แทบทุกวงจร<br><br>💔</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-17 14:58:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222085864</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222315858</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 07:32:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222315858</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.จักรพันธ์ เหลาประทุม ม.3/9 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222316053</link>
         <description><![CDATA[<div>(1)ไฟฟ้า คือ พลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการแยกตัวออกมา หรือการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน<br>มีการทำงานอย่างไร: มีการปล่อยกระแสไฟออกมา<br>มีกี่ประเภท:2ประเภท 1)ไฟฟ้าสถิต คือไฟฟ้าที่เกิดจากการเสียดสี<br>2)ไฟฟ้ากระแส คือ การไหลของอิเล็กตรอน<br>2.1กระแสตรง<br>2.2กระแสสลับ<br>(2)อิเล็กทรอนิกส์&nbsp; เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงจรไฟฟ้า&nbsp;<br>การทำงาน:ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน<br>2ประเภท แอนะล็อกและดิจิทัล<br>(3)วงจรไฟฟ้า&nbsp; ทางเดินของไฟฟ้าเป็นวงเพื่อให้กระแสไฟไหลไปตามตัวนำ<br>มี2ประเภท<br>1.วงจรปิด<br>2.วงจรเปิด<br>(4)ตัวนำไฟฟ้า วัตถุที่ให้ประจุไฟฟ้าไหลผ่าน<br>(5)อุปกรณ์ไฟฟ้า คือ อุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานรูปแบบอื่น<br>มี 4 ประเภท<br>1.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้แสง<br>2.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน<br>3.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานกล<br>4.อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ให้พลังงานเสียง<br>(6)สวิตช์ อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้า&nbsp;<br>มี 3ประเภท<br>1.ฟิวส์<br>2.ทอกเกิลสวิตซ์<br>3.เบรกเกอร์<br>(7)มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่แปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล<br>มี 2 ประเภท<br>มอเตอร์กระแสตรง,มอเตอร์กระแสสลับ<br>(8)ทรานซิสเตอร์ อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่ควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน&nbsp;<br>ใช้ในการขยายสัญญาณ เปิด/ปิดสัญญาณ<br>มี 2ประเภท PNP,NPN</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-18 07:33:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/qa39/wish/222316053</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
