<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>หลักกฎหมายปกครอง by จักรี บุญพัฒนา</title>
      <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-11-01 06:15:14 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-07 07:18:53 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2364487722</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1224009922/df392be46891e19999fa30e2b02371d7/D9995FE1_551B_4A73_9D48_24DCFA9947EC.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:28:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2364487722</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความแตกต่างระหว่างหลักการแบ่งกับหลักการกระจายอำนาจ</title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2374464228</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; ๑) การจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคตามหลักการแบ่งอำนาจปกครองนั้น เป็นการจัดระเบียบราชการบริหารตามหลักการรวมอำนาจปกครอง มิใช่ตามหลักการกระจาย อำนาจปกครองให้แก่ท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะว่าการมอบอำนาจหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของราชการ บริหารส่วนกลางในส่วนภูมิภาค เป็นแต่เพียงการมอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการบางอย่างจากกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางไปให้เจ้าหน้าที่ของส่วนกลางที่เป็นหัวหน้าในส่วนภูมิภาคเท่านั้น อำนาจ บังคับบัญชาและวินิจฉัยสั่งการขั้นสุดท้ายยังอยู่กับราชการบริหารส่วนกลาง แต่ตามหลักการ กระจายอำนาจปกครองเป็นการตัดอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการบางส่วนจากราชการบริหารส่วน กลางไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น ซึ่งมิใช้เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง เพื่อให้ ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการบริหาร ส่วนกลาง&nbsp;<br>(๒) เจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม อันเป็นราชการ บริหารส่วนกลาง ซึ่งราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนทั้งสิ้น ส่วนเจ้าหน้าที่ของ ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจปกครองมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของราชการ บริหารส่วนกลาง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้นเอง การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ส่วนภูมิภาคก็ถือหลักการแต่งตั้ง (nomination) เป็นเกณฑ์ ไม่ถือหลักการเลือกตั้ง (election) เหมือนกับการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งตามหลักการเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎรใน องถิ่นนั่นเอง เช่น สมาชิกสภาเทศบาล เป็นต้น (นันทวัฒน์ บรมานันท์, 2557 : 65)<br><br>วิธีการกระจายอำนาจปกครอง<br>&nbsp; &nbsp; การกระจายอำนาจปกครองประกอบด้วยลักษณะสำคัญห้าประการ คือ มีการ แยกหน่วยงานออกไปเป็นเป็นองค์กรนิติบุคคลจากส่วนกลาง มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น และผู้ บริหารท้องถิ่น มีความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง มีเจ้าหน้าที่ของตนเอง และประการ สุดท้ายคือ มีงบประมาณและรายได้เป็นของตนเอง การกระจายอำนาจปกครองสามารถจำแนกได้ ๒ แบบ คือ การกระจายอำนาจ ทางพื้นที่และการกระจายอำนาจทางกิจการ ๒.๒.๑ การกระจายอำนาจทางพื้นที่ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า การกระจาย อำนาจทางเขตแดน มีที่มาจากแนวความคิดทางการเมืองซึ่งเน้นความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ที่ทำการบริหารหรือปกครองท้องถิ่นได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ก็จะ เป็นการปกครองแบบรวมอำนาจ (centralisation) มิใช่การกระจายอำนาจ (decentralisation) ดังนั้น การกระจายอำนาจทางพื้นที่จึงต้องมีการจัดตั้งองค์กรปกครองทางเขตแดน เช่น องค์กรการบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองและมีงบประมาณของตนเพื่อใช้ในการ จัดทํากิจกรรมเหล่านั้น ๒.๒.๒ การกระจายอำนาจทางกิจการ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า การ กระจายอำนาจทางบริการ เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการสาธารณะอย่างใดอย่าง หนึ่งให้องค์การซึ่งมิได้อยู่ในสังกัดของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ขององค์การ นั่นเอง บริการสาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้นอาจเป็นบริการสาธารณะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬา หรือวัฒนธรรม วิธีการกระจายอำนาจทางกิจการนี้ไม่ใช่การกระจายอำนาจปกครอง แต่เป็นการ “มอบ” ให้องค์การของรัฐบาลไปจัดทำบริการสาธารณะโดยแยกออกมาเป็นนิติบุคคลต่างหากจาก รัฐ มีทรัพย์สินของตนเองและมีผู้บริหารของตนเอง โดยนิติบุคคลกระจายอำนาจนี้จะต้องอยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐเช่นกัน (นันทวัฒน์ บรมานันท์, 2557 : 63)<br><br>ความแตกต่างระหว่างการแบ่งอำนาจและการกระจายอำนาจ<br>หลักการแบ่งอำนาจการปกครอง เป็นการบริหารโดยใช้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งไปจากส่วนกลางไปประจำตามเขต การปกครองในส่วนภูมิภาคทุกแห่งและเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็อยู่ในระบบการบริหารงานบุคคลของรัฐบาลกลางอันเดียวกัน การบริหารโดยใช้งบประมาณซึ่งส่วนกลางเป็นผู้อนุมัติและควบคุมให้เป็นไปตามวิธีการงบประมาณแผ่นดิน เป็นการบริหารภายใต้นโยบายและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลกลาง (คะนอง พิลุน, 2563 : 58)<br><br>ส่วนหลักการกระจายอำนาจปกครอง ได้รับการจัดตั้งโดยผลแห่งกฎหมายให้มีส่วนเป็นนิติบุคคลหน่วยการปกครองท้องถิ่นเหล่านี้มีหน้าทีงบประมาณและทรัพย์สินเป็นของตนเองต่างหาก และไม่ขึ้นตรงต่อหน่วยการปกครองส่วนกลาง ส่วนกลางเพียงแต่กำกับดูแลให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น มีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นทั้งหมดเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง มีอำนาจอิสระในการบริหารงาน จัดทำกิจกรรมและวินิจฉัยสั่งการได้เองพอสมควรด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของตนเอง หน่วยการปกครองท้องถิ่นต้องมีอำนาจในการจัดเก็บรายได้ เช่น ภาษีอากร ค่าธรรมเนียมต่างๆตามที่รัฐอนุญาต เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการต่างๆ (คะนอง พิลุน, 2563 : 57)<br><br>โดยกล่าวถึงหลักความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคของไทยนั้น จัดเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการบังคับบัญชา ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างราชการบริหารส่วนกลาง (และราชการบริหารส่วนภูมิภาค) กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะของการควบคุมกำกับ (คะนอง พิลุน, 2563 : 178)<br><br>วิธีการกระจายอำนาจในทางปฏิบัติ การกระจายอำนาจมี 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ<br><br>1.) การกระจายอำนาจทางเขตแดนหรือทางพื้นที่ ผ่านทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งความเป็นอิสระของเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นนั้น โดยจะเห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถิ่น มิใช่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลส่วนกลาง<br><br>2.) การกระจายอำนาจทางเทคนิคหรือทางภารกิจหรือทางบริการ ซึ่งความเป็นอิสระจะเห็นได้จากการมอบหมายให้องค์การซึ่งมีความเป็นนิติบุคคลมีอิสระในการปฏิบัติงาน (คะนอง พิลุน, 2563 : 58)<br><br>หลักการแบ่งอำนาจปกครองแตกต่างกับหลักการกระจายอำนาจปกครองในสาระสำคัญดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคตามหลักการแบ่งอำนาจปกครองนั้น เป็นการจัดระเบียบราชการบริหารตามหลักการรวมอำนาจปกครอง มิใช่ตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง ให้กับท้องถิ่น ทั้งนี้ เพราะว่าการมอบอำนาจให้แก่เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางในส่วนภูมิภาค เป็นแต่เพียงการมอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการบางอย่างจากกระทรวง ทบวง กรม ในส่วนกลางไปให้เจ้าหน้าที่ ของส่วนกลางที่เป็นหัวหน้าในส่วนภูมิภาคเท่านั้น อำนาจบังคับบัญชาและวินิจฉัยสั่งการขั้นสุดท้ายยังอยู่กับ ราชการบริหารส่วนกลาง แต่ตามหลักการกระจายอำนาจปกครองเป็นการตัดอำนาจหน้าที่ในการดำเนิน กิจการบางส่วนจากราชการบริหารส่วนกลางไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของราชการ บริหารส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการได้เองโดยตรง ไม่ต้องอยู่ใต้การบังคับบัญชาสั่งการของราชการ บริหารส่วนกลาง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. เจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม อันเป็นราชการบริหาร ส่วนกลาง ซึ่งราชการบริหารส่วนกลางเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนทั้งสิ้น แต่เจ้าหน้าที่ของราชการบริหาร ส่วนท้องถิ่นตามหลักการกระจายอำนาจปกครอง มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลาง แต่เป็น เจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอง การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาคจะถือหลักการแต่งตั้ง (Nomination) เป็นเกณฑ์ แตกต่างจากเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นซึ่งมาจากการเลือกตั้ง (Election) ของราษฎร ในท้องถิ่น เช่น สมาชิกสภาเทศบาลหรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เป็นต้น (เอกฉัตร วิทยอภิบาลกุล, 2564 : 36)<br><br>วิธีการกระจายอำนาจปกครอง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การกระจายอำนาจปกครองสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ การกระจายอำนาจทางพื้นที่ และการกระจายอำนาจทางกิจการ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การกระจายอำนาจทางพื้นที่ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกกันว่า “การกระจายอำนาจทาง เขตแดน” มีที่มาจากแนวความคิดทางการเมืองซึ่งเน้นความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ ที่ทำการบริหารหรือปกครองท้องถิ่นได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ก็จะเป็นการปกครองแบบรวมอำนาจ มิใช่การกระจายอำนาจ ดังนั้น การกระจายอำนาจทางพื้นที่จึงต้องมีการจัดตั้งองค์กรปกครองทางเขตแดน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการเลือกตั้งผู้บริหาร มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เป็นอิสระจากส่วนกลาง ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็จะจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองและมีงบประมาณของตนเพื่อใช้ในการจัดทำกิจกรรม เหล่านั้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การกระจายอานาจทางกิจการ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า “การกระจายอำนาจทาง บริการ” เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่งให้องค์การซึ่งมิได้อยู่ในสังกัด ของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ขององค์การนั่นเอง บริการสาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้น อาจเป็นบริการสาธารณะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬาหรือวัฒนธรรม วิธีการกระจายอำนาจทางกิจการนี้ ไม่ใช่การกระจายอำนาจทางปกครอง แต่เป็นการ “มอบ” ให้องค์การของรัฐบาลไปจัดทำบริการสาธารณะ โดยแยกออกมาเป็นนิติบุคคลต่างหากจากรัฐ มีทรัพย์สินของตนเองและมีผู้บริหารของตนเอง โดยนิติบุคคล กระจายอำนาจนี้จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐเช่นกัน (เอกฉัตร วิทยอภิบาลกุล, 2564 : 42)<br><br>ความแตกต่างระหว่างหลักการแบ่งอำนาจการปกครองกับหลักการ กระจายอำนาจการปกครอง คือ หลักการแบ่งอำนาจการปกครองมักจะแบ่งปันอำนาจและมอบอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการบางส่วนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้แทนบริหารส่วนกลาง ซึ่งส่งออกไปปฏิบัติราชการประจำเขตต่าง ๆ และอยู่ในบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนหลักการกระจายอำนาจการปกครองเป็นการโอนอำนาจการตัดสินใจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นให้ดำเนินการเองโดยอิสระ ไม่ต้องขึ้นอยู่ในการบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลาง (ปรีชา เรืองจันทร์, 2562 : 80-82)<br><br>&nbsp;ความแตกต่างระหว่างหลักการแบ่งอำนาจปกครองกับหลักการกระจายอำนาจปกครอง<br>•ด้านเจ้าหน้าที่ขององค์กร<br>•ด้านการควบคุมบังคับบัญชาและการกำกับดูแล<br><br>&nbsp; วิธีการกระจายอำนาจปกครอง<br>•การกระจายอำนาจปกครองทางเขตแดน<br>•การกระจายอำนาจปกครองตามกิจการ<br>การกระจายอำนาจปกครองสามารถจำแนกได้ 2 แบบ คือ การกระจายอำนาจทางพื้นที่ และการกระจายอำนาจทางกิจการ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. การกระจายอำนาจทางพื้นที่ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกกันว่า “การกระจายอำนาจทาง เขตแดน” มีที่มาจากแนวความคิดทางการเมืองซึ่งเน้นความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ ที่ทำการบริหารหรือปกครองท้องถิ่นได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ก็จะเป็นการปกครองแบบรวมอำนาจ มิใช่การกระจายอำนาจ ดังนั้น การกระจายอำนาจทางพื้นที่จึงต้องมีการจัดตั้งองค์กรปกครองทางเขตแดน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการเลือกตั้งผู้บริหาร มีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เป็นอิสระจากส่วนกลาง ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลาง แต่จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของส่วนกลาง องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นก็จะจัดทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองและมีงบประมาณของตนเพื่อใช้ในการจัดทำกิจกรรม เหล่านั้น<br>2. การกระจายอานาจทางกิจการ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า “การกระจายอำนาจทาง บริการ” เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่งให้องค์การซึ่งมิได้อยู่ในสังกัด ของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ขององค์การนั่นเอง บริการสาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้น อาจเป็นบริการสาธารณะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬาหรือวัฒนธรรม วิธีการกระจายอำนาจทางกิจการนี้ ไม่ใช่การกระจายอำนาจทางปกครอง แต่เป็นการ “มอบ” ให้องค์การของรัฐบาลไปจัดทำบริการสาธารณะ โดยแยกออกมาเป็นนิติบุคคลต่างหากจากรัฐ มีทรัพย์สินของตนเองและมีผู้บริหารของตนเอง โดยนิติบุคคล กระจายอำนาจนี้จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐเช่นกัน (เอกฉัตร วิทยอภิบาลกุล, 2564 : 42)<br><br>&nbsp; &nbsp;การกระจายอำนาจทางพื้นที่ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า การกระจาย อำนาจทางเขตแดน มีที่มาจากแนวความคิดทางการเมืองซึ่งเน้นความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยเห็นว่าหากเจ้าหน้าที่ที่ทำการบริหารหรือปกครองท้องถิ่นได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ก็จะ เป็นการปกครองแบบรวมอำนาจ มิใช่การกระจายอำนาจ<br>&nbsp; &nbsp;การกระจายอำนาจทางกิจการ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า การ กระจายอำนาจทางบริการ เป็นวิธีการกระจายอำนาจโดยมอบบริการสาธารณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้องค์การซึ่งมิได้อยู่ในสังกัดของส่วนกลางรับไปจัดทำด้วยเงินทุนและเจ้าหน้าที่ขององค์การนั่นเอง บริการสาธารณะที่แยกมาจัดทำนั้นอาจเป็นบริการสาธารณะทางด้านเศรษฐกิจ สังคม กีฬา หรือ วัฒนธรรม&nbsp;<br>(นันทวัฒน์ บรมานันท์ , 2560 : 61)</div><div><br><br>วิธีการกระจายอำนาจในทางปฏิบัติ การกระจายอำนาจมี 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ<br>1.) การกระจายอำนาจทางเขตแดนหรือทางพื้นที่ ผ่านทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งความเป็นอิสระของเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นนั้น โดยจะเห็นได้จากการที่เจ้าหน้าที่ของท้องถิ่นได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชนในท้องถิ่น มิใช่ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลส่วนกลาง<br>2.) การกระจายอำนาจทางเทคนิคหรือทางภารกิจหรือทางบริการ ซึ่งความเป็นอิสระจะเห็นได้จากการมอบหมายให้องค์การซึ่งมีความเป็นนิติบุคคลมีอิสระในการปฏิบัติงาน (คะนอง พิลุน, 2563 : 58)<br><br><br>คะนอง พิลุน. (2563). ระบบบริหารราชการไทย. มหาสารคาม : อภิชาติการพิมพ์<br><br>นันทวัฒน์ บรมานันท์. (2557). กฎหมายปกครอง.<br>กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน.<br><br>นันทวัฒน์ บรมานันท์.(2560). กฎหมายปกครอง (พิมพ์ครั้งที่5). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.<br><br>ปรีชา เรืองจันทร์. (2562). การเมืองเศรษฐกิจและสังคม. พิษณุโลก : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนเรศวร.<br><br>เอกฉัตร วิทยอภิบาลกุล. (2564). คำอธิบายกฎหมายการปกครองท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-11-08 06:29:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2374464228</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หลักกฎหมายปกครอง</title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2374517248</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย จักรี บุญพัฒนา<br>รหัส 630112801003<br>สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ ปี3 หมู่1</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1224009922/4a92cc3136b6ad284eaa263271a42acb/4781D3EE_0744_4165_B84F_6DCFB6E7AF3A.jpg" />
         <pubDate>2022-11-08 07:20:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2374517248</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกียรติบัตร</title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2418859534</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1224009922/96e7a03cd3da80a1420dd80942f7c5f2/EE4D8AE1_3974_4C5D_BD5F_E2A0F1B10A03.jpg" />
         <pubDate>2022-12-13 08:09:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2418859534</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2438887561</link>
         <description><![CDATA[<div>1. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่1) พ.ศ.2542.(พ.ศ.2542 , ตุลาคม 5). ราชกิจจานุเบกษา. 116 , (94 ก, 1-39)<br>&nbsp;<br>2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่2) พ.ศ.2545. (พ.ศ.2554 ,&nbsp; มีนาคม 31). ราชกิจจานุเบกษา. 119 , (29 ก, 1-3)<br><br>3. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่3) พ.ศ.2548. (พ.ศ.2548 , กุมภาพันธ์ 8). ราชกิจจานุเบกษา. 112 , (14 ก, 26-29)<br><br>4. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่4) พ.ศ.2550. (พ.ศ.2550 , สิงหาคม 24). ราชกิจจานุเบกษา. 124 , (46 ก, 11-15)<br><br>5. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่5) พ.ศ.2551. (พ.ศ.2551 , กุมภาพันธ์ 27). ราชกิจจานุเบกษา. 125 , (39 ก, 1-3)<br><br>6. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่6) พ.ศ.2554. (พ.ศ.2554 , เมษายน 27). ราชกิจจานุเบกษา. 128 , (29 ก, 1-4)<br><br>7. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่7) พ.ศ.2557. (พ.ศ.2557 , ธันวาคม 4). ราชกิจจานุเบกษา. 131 , (79 ก, 4-10)<br><br>8. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่8) พ.ศ.2559. (พ.ศ.2559 , เมษายน 26). ราชกิจจานุเบกษา. 133 , (36 ก, 1-4)<br><br>9. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่9) พ.ศ.2560. (พ.ศ.2560 , กันยายน 26). ราชกิจจานุเบกษา. 134 , (98 ก, 5-22)<br><br>10. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่10) พ.ศ.2561. (พ.ศ.2561 , พฤศจิกายน 21). ราชกิจจานุเบกษา. 135 , (97 ก, 6-16)<br><br>11. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่11) พ.ศ.2561. (พ.ศ.2561 , ธันวาคม 28). ราชกิจจานุเบกษา. 135 , (112 ก, 8-11)<br><br>12. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่12) พ.ศ.2562. (พ.ศ.2562 , เมษายน 30). ราชกิจจานุเบกษา. 136 , (56 ก, 247-251)<br><br>13. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่13) พ.ศ.2564. (พ.ศ.2564 , กุมภาพันธ์ 10). ราชกิจจานุเบกษา. 138 , (11 ก, 10-12)<br><br>14. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่14) พ.ศ.2564. (พ.ศ.2564 , พฤษภาคม 26). ราชกิจจานุเบกษา. 138 , (35 ก, 4-6)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-10 07:26:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2438887561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อ้างอิงบรรณานุกรม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน</title>
         <author>630112801003</author>
         <link>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2438999735</link>
         <description><![CDATA[<div><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน 2534. (2534,กันยายน 4). ราชกิจจานุเบกษา, 108(156) 1-41.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 2) 2535. (2535,มีนาคม 14). ราชกิจจานุเบกษา, 109(21) 6-7.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 3) 2536. (2536,กันยายน 6). ราชกิจจานุเบกษา, 110(127) 1-3.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) 2543. (2543,เมษายน 28). ราชกิจจานุเบกษา, 117(37ก) 22-25.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) 2545. (2545,ตุลาคม 2). ราชกิจจานุเบกษา, 119(99ก) 1-13.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 6) 2546. (2546,ตุลาคม 31). ราชกิจจานุเบกษา, 120(108ก) 1-2.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) 2550. (2550,กันยายน 15). ราชกิจจานุเบกษา, 124(55ก) 1-10.<br><br>พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 8) 2553. (2553,ธันวาคม 7). ราชกิจจานุเบกษา, 127(75ก) 51-53.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-10 09:12:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/630112801003/Jakkree02/wish/2438999735</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
