<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title> Timeline การศึกษาการสังเคราะห์ด้วยแสงม. 5/1 by </title>
      <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1</link>
      <description>ให้นักเรียนนำข้อมูลการศึกษาวิทยาศาสตร์ตามลำดับเหตุการณ์ที่ได้สืบค้น</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-23 07:01:21 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-08 03:32:25 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>Aristotle ( 350 ก่อนคริสตกาล)</title>
         <author>manaruedeeth</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695663751</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1218728267/16850e85802aa09d7a06fb1c79674538/C1586389_D1D4_4B62_A7AA_D35A79CBED2A.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:19:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695663751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>JeanVan Helmont (ค.ศ. 1648)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695676486</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวสิรภัทร คำมุง เลขที่ 29<br>ในปี ค.ศ. 1648 แวน เฮลมองท์ (Van Helmont) ได้ทดลองปลูกต้นหลิวในกระถาง มีตัวแปรต้นเป็นปริมาณน้ำที่ใช้รดต้นหลิว ตัวแปรตามคือน้ำหนักของต้นหลิว หลังจากเวลาผ่านไป 5 ปีการทดลองพบว่า ต้นหลิวมีการเจริญเติบโตมากขึ้น เมื่อชั่งน้ำหนักพบว่ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก แต่น้ำหนักของดินในกระถางลดลงไปเล็กน้อย จากการทดลองดังกล่าวแวน เฮลมองท์ได้ให้ข้อสรุปได้ว่า น้ำหนักของต้นหลิวที่เพิ่มขึ้นได้มาจากน้ำเพียงอย่างเดียว &nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1283240098/3db427c9e94a3752acea3200e1ff1455/26577C71_16FC_4584_BC0C_B91207902A53.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:29:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695676486</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Julius von Sachs (คศ.1862)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695677307</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวชาลิสา วงค์ติ๊บ เลขที่11<br><a href="https://sites.google.com/site/sophaphan1234/paccay-thi-keiywkhxng-kab-kar-sangkheraah-dwy-saeng">https://sites.google.com/site/sophaphan1234/paccay-thi-keiywkhxng-kab-kar-sangkheraah-dwy-saeng</a><br><br>เขาเป็นคนที่มีความสนใจในการเคลื่อนที่ของน้ำในพืชเป็นอย่างมากจึงเกิดการวิจัยต่างๆขึ้นมา เช่น เขาได้กล่าวถึงวิธีที่ขนรากขจัดน้ำออกจากดินและส่งไปเซลล์อื่นๆของรากและเขาได้ตั้งทฤษฏีการดูดซึมที่ระบุว่าน้ำที่ดูดซึมเคลื่อนที่ในท่อในผนังเซลล์ของพืชและได้ว่าคลอโรฟิลล์ไม่ได้แพร่ในเนื้อเยื่อพืชทั้งหมดหลังจากนั้นได้พิสูจน์ว่าแป้งที่มีอยู่ในคลอโรพลาสต์เป็นผลมาจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์และเขาได้พิสูจน์ว่าแป้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มองเห็นได้เป็นครั้งแรกของการสังเคราะห์แสงและต่อมาก็ได้ศึกษาการก่อวงแวนการเจริญเติบโตในต้นไม้จึงทำให้เขาได้คิดค้นClinostactขึ้นมา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309948795/c17cf61dc4a473ec6d7d741e573dd8b2/CB0CB708_2023_4E39_BF85_F4BD80CE4F1E.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:30:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695677307</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Van Niel (1930)</title>
         <author>516841</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695677858</link>
         <description><![CDATA[<div>- พบว่า แบคทีเรียบางชนิดสามารถสังเคราะห์แสงได้โดยไม่ใช้H2O แต่ใช้ H2S แทน จึงเกิดซัลเฟอร์ ออกมา แทนที่จะเกิด O2&nbsp;<br>- ในกระบวนการสร้างอาหารของพืชนั้น</div><div>น่าจะคล้ายกับการสร้างอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งแสง มีบทบาทสำคัญคือ ทำให้โมเลกุล</div><div>ของน้ำแตกตัวเป็น H+ กับ OH- แล้ว H+ จะเข้าทำปฏิกิริยากับCO2 เกิดเป็นคาร์โบไฮเดรต ขึ้น</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/911427670/475d134ac2d0136354d27dca3dea1163/4333A0C6_9335_4C54_8345_5754E08229EE.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:30:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695677858</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Nicolas Theodore de Soussure (ค.ศ.1804)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695678157</link>
         <description><![CDATA[<div>– พืชจะคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจนในเวลากลางวัน และจะคายเฉพาะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน แสดงว่าพืชหายใจตลอดเวลา แต่พืชมีการสังเคราะห์แสงเฉพาะเวลากลางวันหรือเมื่อได้รับแสง</div><div>– แร่ธาตุในดินมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช</div><div>– น้ำไม่ใช่เพียงละลายแร่ธาตุในดินให้แก่พืชเท่านั้น แต่น้ำยังมีบทบาทสำคัญโดยตรงในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช</div><div><br></div><div><strong>เขาจึงสรุปว่า</strong> </div><ul><li>น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบางส่วนเป็นน้ำหนักของน้ำที่พืชได้รับ</li><li>พืชใช้น้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสง</li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1247961905/72cfb64b218c68c101ab7d4b49a16299/D1B641A2_B106_4AAE_BD6D_0314FC534A21.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:31:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695678157</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Joseph Pelletier and Joseph Caventou (1820)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695678529</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.อาริษา ปิงยศ เลขที่ 23<br><strong>Pierre-Joseph Pelletier</strong>&nbsp; เป็นนักเคมีเเละเภสัชกร ชาวฝรั่งเศสที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับสารอัลคาลอยด์จากพืช และเป็นผู้ค้นพบควินินและสตริกนินร่วมกัน</div><div><strong>Joseph Bienaimé Caventou</strong> เป็นนักเคมีชาวฝรั่งเศส เขาเป็นศาสตราจารย์ที่ École de Pharmacie (School of Pharmacy) ในห้องปฏิบัติการในปารีสซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเภสัชกร เขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้ตัวทำละลายที่ไม่รุนแรงในการแยกสารออกฤทธิ์จำนวนหนึ่งออกจากพืช และทำการศึกษาสารอัลคาลอยด์จากผัก<br><strong>Joseph Bienaimé Caventou</strong> และ <strong>Pierre-Joseph Pelletier</strong>&nbsp; ได้ร่วมกันสกัดสารสีเขียวจากพืช และเรียกว่า คลอโรฟิล (Cholrophyll) ประสบความสำเร็จในการแยก <strong>เม็ดสี</strong><br>อ้างอิง<br>https://en.wikipedia.org/wiki/Pierre_Joseph_Pelletier<br>https://en.wikipedia.org/wiki/Joseph_Bienaim%C3%A9_Caventou</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1284194809/601cdd03c2453ed24d43c6dd000073b2/Caventou_pelletier_jpg.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:31:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695678529</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Van Helmont</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695679484</link>
         <description><![CDATA[<div>ในปี ค.ศ. 1648 ฌอง แบบติสท์ แวน เฮลมองท์ (J.B. Van Helmomt) นักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยี่ยม ได้ทดลอง</div><div>ปลูกต้นหลิวหนัก 5 ปอนด์ในถังใบใหญ่ที่บรรจุดินซึ่งทำให้แห้งสนิทหนัก 200 ปอนด์ ระหว่างทำกาทดลองได้รดน้ำต้นหลิวที่ปลูกไว้ทุกๆวัน ด้วยน้ำฝนหรือน้ำกลั่นเป็นระยะเวลา 5 ปีต้นหลิวเจริญขึ้นหนักเป็น 169ปอนด์ 3 ออนซ์ (ไม่ได้รวมน้ำหนักของใบซึ่งร่วงไปในแต่ละปี) และเมื่อนำดินในถังมาทำให้แห้งแล้วนำไปชั่ง ปรากฏว่ามีน้ำหนักน้อยกว่าดินที่ใช้ก่อนทำการทดลองเพียง 2 ออนซ์เท่านั้น</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อสรุปได้ว่า น้ำหนักของต้นหลิวที่เพิ่มขึ้นได้มาจากน้ำเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อสรุปนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากในยุคนั้น&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1234201725/e548f718bd820474aa54492a23b098ea/27457D01_3BF8_4500_8485_5845103719A4.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:32:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695679484</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โจเซฟ พริสต์ลีย์ (Joseph Priestley) (ค.ศ.1772-1790)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695680841</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นางสาว ปัถยา ชูสุวรรณ เลขที่1</strong><br>ระหว่างปี 1772-1790 เขามีงานวิจัยในชื่อ Experiments and Observations on Different Kinds of Air (การทดลองและข้อสังเกตว่าด้วยอากาศ [หรือก๊าซ แต่สมัยนั้นยังเรียกว่า “air”] ชนิดต่างๆ) ออกเผยแพร่มา 6 ชุด เขาก็เป็นผู้ค้นพบก๊าซหลายชนิด และธาตุในอากาศ โจเซฟพริสต์ลีย์ ค้นพบธาตุชนิดนี้ในขณะที่กำลังทดลองเกี่ยวกับก๊าซต่าง ๆ เขาได้นำออกไซด์สีแดงของปรอทมาเผาให้สลายตัวแล้วเก็บก๊าซที่เกิดขึ้นเอาไว้ เขาพบว่าเมื่อนำสิ่งต่าง ๆ ที่ติดไฟได้มาใส่ในภาชนะที่มีก๊าซนี้อยู่จะติดไฟได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เขาเชื่อว่าก๊าซชนิดนี้จะต้องมีอยู่ในอากาศและจะต้องเป็นก๊าซที่ใช้ในกระบวนการเผาไหม้และมีความสำคัญต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิต&nbsp; จากนั้นเขาได้นำหนูทดลองไปใส่ไว้ในครอบแก้วจนหมดสติ แล้วใส่ก๊าซที่เขาเตรียมได้เข้าไปปรากฏว่าหนูตัวนั้นกลับฟื้นขึ้นมา จากนั้นเขาได้ทดลองสูดก๊าซนี้เข้าไปจึงพบว่าก๊าซชนิดนี้ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น&nbsp;<br>สรุปคือ ออกซิเจนเป็นธาตุที่จำเป็นในการหายใจของสัตว์ พืชสามารถสร้างออกซิเจนได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1297712116/295a4df457a47a96283ca5060c384974/images.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:33:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695680841</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Melvin Calvin (ค.ศ.1950)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695681285</link>
         <description><![CDATA[<div>ณัฐวดี พิละกัญทา เลขที่ 18<br><br>ปี พ.ศ. 2493(ค.ศ.1950) เมลวิน คัลวิน (Melvin Calvin) แอนดรู เอ เบนสัน (Andrew A. Benson) และคณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทดลองนำคลอเรลลา(สาหร่ายสีเขียวเซลล์เดียว) ใส่ลงในขวดแก้วชนิดพิเศษ ให้แสงอย่างเพียงพอ และเมื่อมีอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงที่คงที่ เติมคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็น 14C จากนั้นเก็บคลอเรลลามาตรวจสอบ<br><br>พบว่าเวลาผ่านไป 30 วินาที จะพบ14C ในสารประกอบหลายชนิด แต่เมื่อเก็บเวลา 1 วินาทีพบ 14C อยู่ในสารประกอบที่มีคาร์บอน 3 อะตอม คือ กรดฟอสโฟกลีเซอริก (phosphoglyceric acid) เรียกย่อๆ ว่า PGA<br><br>จึงสันนิษฐานว่ามีสารประกอบคาร์บอน 2อะตอมที่รวมกับ CO2 ได้เป็นPGA แต่จากการทดลองพบสารประกอบที่มีคาร์บอน 5 อะตอม คือ RuBP เมื่อรวมกับ CO2 ได้สารประกอบใหม่มีคาร์บอน 6 อะตอมไม่เสถียร<br><br>ปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดหลายขั้นตอนต่อเนื่องเป็นวัฏจักร เรียกว่า วัฏจักรคัลวิน (ตรึงCO2)มี 3 ขั้นตอนคือ คาร์บอกซิเลชัน&nbsp; รีดักชัน และรีเจเนอเรชัน เป็นปฏิกิริยาที่นำพลังงานจาก ATP และ NADPH&nbsp; มาใช้ในการสร้างนำ้ตาลโมเลกุลใหญ่และสารอนินทรีย์ต่างๆ<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1254248822/ca1cc51b6f507cf828f90607752c1e17/0DF9222C_3152_4F8D_BBB4_5C74D86AE662.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:33:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695681285</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Joseph priestley (ค.ศ. 1772)</title>
         <author>496742</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695681296</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.ศศิวิมล ไชยประภา ม.5/1 เลขที่13<br>การทดลองที่ 1<br>เขาได้ทำการทดลองโดยจุดเทียนไขไว้ในครอบแก้ว ปรากฏว่าสักครู่เทียนไขก็ดับ และเมื่อใส่หนูเข้าไปในครอบแก้วครู่ต่อมาหนูก็ตาย แต่ถ้าเอาพืชสีเขียวใส่ในครอบแก้วที่เคยจุดเทียนไขเอาไว้ก่อนแล้ว อีก 10 วันต่อมาเมื่อจุดเทียนไขในครอบแก้วนั้นใหม่ ปรากฏว่าเทียนไขลุกไหม้อยู่ได้ระยะหนึ่งโดยไม่ดับทันที<br>การทดลองที่ 2</div><div>ได้ทำการทดลองจุดเทียนไขไว้ในครอบแก้วและนำพืชไว้ด้วย พบว่าเทียนไขยังคงจุดติดไฟได้ดี และเมื่อทำการทดลองอีกครั้งโดยใส่หนูไว้ในครอบแก้วและนำพืชใส่ไว้ด้วย พบว่าหนูยังคงมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน</div><div><br>สรุป&nbsp; พืชสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/899471787/0f6e52f30dd536fe12bb6514ee99b19d/Joseph_Priestley.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:33:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695681296</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Jean-Baptiste Boussingault(1839)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682235</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวภัคอร แก้วเกตุศรี เลขที่26 ม.5/1<br>หลังจากที่ค้นพบว่าไนโตรเจนเป็นสิ่งจำเป็นต่อพืชและสัตว์เขาหักล้างความเชื่อที่ว่าพืชดูดซับธาตุจากบรรยากาศและพิสูจน์ว่าพืชผลมาคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้เขายังทำการศึกษาที่มีคุณค่าเกี่ยวกับปริมาณไนโตรเจนของอาหารที่แตกต่างกันปริมาณของกลูเตนในข้าวสาลีที่แตกต่างกันหน้าที่ของใบพืชการออกฤทธิ์และคุณค่าของปุ๋ยคอกและคุณสมบัติของโลหะผสมเหล็ก<br>สรุปได้ว่าการเจริญเติบโตของพืชเป็นสัดส่วนกับปริมาณไนโตรเจนที่ดูดกลืนได้ ซึ่งในทางปฏิบัติจะช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้มากขึ้นจากการใช้ฟอสฟอรัสและไนโตรเจนไปพร้อมกัน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.cup.com.hk/wp-content/uploads/2018/02/Joseph_Dieudonn%C3%A9_Jean_Baptiste_Boussingault_16-1200x893.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:34:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682235</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Julius von Sachs ( 1862 A.D. )</title>
         <author>517411</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682324</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.จิราพรรณ สิงห์แก้ว เลขที่ 24 5/1<br><br>เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ((เกิด 2 ตุลาคม 1832และเสียชีวิต 29 พฤษภาคม 1897)) ที่มีการศึกษาโภชนาการ , tropismและการคายน้ำ ความรู้ทางสรีระวิทยาของพืชและพบว่าสารอินทรีย์คือคาร์โบไฮเดรต เขาได้รับตำแหน่งประธานสาขาพฤกษศาสตร์และเขาได้ประกาศทฤษฎีการดูดซึมน้ำและศึกษาการก่อตัวของวงแหวนการเจริญเติบโตในต้นไม้ เขาได้พิสูจน์ว่าแป้งมีอยู่ในคลอโรพลาสต์เป็นผลมาจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเขาได้พิสูจน์ว่าแป้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มองเห็นได้เป็นครั้งแรกต่อมาได้เขาเรียกกระบวนนี้ว่ากระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309936583/c69ebeb18ab951719fbc4f046e5455fa/7396C1F3_69DE_466A_9119_C718B5EE78C6.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:34:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682324</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Daniel Arnon (ค.ศ. 1951)</title>
         <author>518503</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682680</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวศุภิสรา พรหมวิจิต เลขที่27<br>การทดลองที่ 1<br>พิสูจน์ว่า: สารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอนจากการแตกตัวของน้ำ คือ NADP+ และ การผลิตน้ำตาล และ แก๊สออกซิเจน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน<br>ทดลองโดยการ: สกัดเอาคลอโรพลาสต์จากผักโขมมา และแบ่งใส่ในหลอดทดลอง 2 หลอด หลอดแรกเติม NADP+&nbsp; และหลอดที่สอง ไม่เติม NADP+ จากนั้นให้แสงกับคลอโรพลาสต์<br>ผลการทดลองพบว่า: หลอดแรกที่เติม NADP+&nbsp; เกิดแก๊สออกซิเจน และ NADPH ส่วนหลอดที่สองที่ไม่เติม NADP+&nbsp; ไม่มีการผลิตแก๊สออกซิเจน<br>สรุปผลการทดลอง : <mark>สารเคมีที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอนจากการแตกตัวของน้ำ คือ NADP+</mark><br><br>การทดลองที่ 2<br>พิสูจน์ว่า:การผลิตน้ำตาล และ แก๊สออกซิเจน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน<br>ทดลองโดยการ: สกัดเอาคลอโรพลาสต์จากผักโขมมา และแบ่งใส่ในหลอดทดลอง จากนั้นเติม NADPH ATP และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป (แต่ไม่ได้ให้แสงกับคลอโรพลาสต์เหล่านั้น )<br>ผลการทดลองพบว่า: คลอโรพลาสต์สามารถผลิตน้ำตาลได้ โดยที่มีสารตั้งต้นเป็น NADPH ATP และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยสามารถเกิดขึ้นในสภาพที่ไม่มีแสงก็ได้<br>สรุปผลการทดลอง : <mark>การผลิตน้ำตาล และ แก๊สออกซิเจน ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน<br>การผลิตแก๊สออกซิเจนต้องมีแสง และมีตัวรับอิเล็กตรอนจากการแตกตัวของน้ำ นั้นก็คือ NADP+<br>การผลิตน้ำตาลไม่จำเป็นต้องมีแสง แต่ต้องมีสารตั้งต้น ได้แก่&nbsp; NADPH ATP และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์<br></mark><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/sophaphan1234/_/rsrc/1468885476479/paccay-thi-keiywkhxng-kab-kar-sangkheraah-dwy-saeng/darnon.jpg?height=320&amp;width=250" />
         <pubDate>2021-08-25 08:35:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695682680</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Jan Ingen-Housz (ค.ศ. 1799)</title>
         <author>519294</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683224</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นางสาวกัญญานัด พรหมรินทร์ </strong><br>Jan Ingen-Housz นักวิทยาศษสตร์ชาวดัทช์<br>การทดลอง : การใส่พืชไว้ในครอบแก้ว และแยกเป็นส่วนต่างๆของพืช แล้วทิ้งไว้ในที่มือซักระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นก็จุดเทียนไว้ในครอบแก้วแต่ละอัน พบว่าไม่ติดไฟ<br>เมื่อทำการทดลองอีกครั้ง แต่นำไปทิ้งไว้ในบริเวณที่มีแสงแดดในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นจุดเทียนในครอบแก้ว พบว่าส่วนของพืชที่มีสีเขียวสามารถจุดเทียนให้ติดไฟได้<br><em><br>แจน อินเก็นจึงสรุปว่า ส่วนของพืชที่มีสีเขียวสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ โดยพืชต้องอาศัยแสงเป็นปัจจัยในกระบวนการดังกล่าวด้วย</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309937426/44d068ad5d0923b2edb93812a026e96e/06_4.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:35:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683224</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Daniel Arnon ( 1951 A.D.)</title>
         <author>493392</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683777</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<mark>การทดลอง 1</mark>&nbsp; เขาศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการให้สารบางอย่าง เช่น ADP หมู่ฟอสเฟต (Pi) NADP+ และ CO2 ลงไปในคลอโรพลาสต์ที่สกัดมาได้แล้วให้แสงจะมีปฏิกิริยาการสังเคราะห์ด้วยแสงจนได้น้ำตาลเกิดขึ้น&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<mark>การทดลอง 2 </mark>ต่อมาเขาทำการทดลองโดยควบคุมปัจจัยบางอย่าง&nbsp; อาร์นอนพบว่าถ้าให้สารต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วยกเว้น CO2 ปรากฏว่าเกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นได้สารบางอย่างแต่ไม่มีการสร้างคาร์โบไฮเดรต</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <mark>การทดลอง 3</mark> อาร์นอนได้ทำการทดลองต่อไปอีก โดยให้ปัจจัยต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแก่คลอโรพลาสต์ ยกเว้น CO2 และ NADP+ พบว่าเกิด ATP อย่างเดียวเท่านั้น&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากการทดลองนี้แสดงว่าคลอโรพลาสต์ที่ได้รับแสงจะสามารถสร้าง ATP ได้เพียงอย่างเดียวหรือสร้างทั้ง ATP NADPH+H+ และ O2 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคลอโรพลาสต์นั้นจะได้รับ ADP และ Pi เท่านั้น หรือทั้ง NADP+ ADP และ Pi อาจสรุปได้ว่า พืชจะให้ NADPH+H+ และ O2 เมื่อได้รับ NADP+</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<mark>&nbsp;การทดลอง 4</mark>&nbsp; ต่อมาอาร์นอนได้ทำการทดลองใหม่ โดยเติม CO2 ATP และ NADPH+H+ลงไปในสารละลายของคลอโรพลาสต์ที่สกัดออกมาจากเซลล์แต่ไม่ให้แสงสว่าง ผลปรากฏว่ามีน้ำตาลเกิดขึ้น <mark>แสดงว่าปัจจัยในการสังเคราะห์ คือ ATP และ NADPH+H+ ไม่ใช่แสง</mark><br>นาย ปิยวัฒน์ ปินตา ม.5/1 เลขที่ 6</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/916756535/33838d8c9998cd5d19b196efa91f2ee6/487D36E1_2D4C_4A37_8F9C_0B4448650383.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:36:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683777</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Robin Hill (1939 A.D.)</title>
         <author>517114</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683783</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นายฌามา วจนชัย เลขที่ 22 </strong><strong><em><br></em></strong>ทดลองโดยการสกัดเอาคลอโรพลาสต์จากผักโขม ใส่ในหลอดทดลอง 2 หลอด <em>หลอดแรกเติมเกลือเฟอริก (Fe3+)ลงไป </em> และ<em>หลอดที่สองไม่เติม Fe3+ </em>จากนั้นให้แสง <br><mark>พบว่าหลอดแรกเกิดแก๊สออกซิเจน และเกลือเฟอรัส (Fe2+) ส่วนหลอดที่สองไม่มีการผลิตแก๊สออกซิเจน&nbsp;</mark></div><blockquote>จึงสรุปได้ว่าเกลือเฟอริกทำหน้าที่เป็นเป็นตัวรับอิเล็กตรอนจากการแตกตัวของน้ำ ทำให้ได้แก๊สออกซิเจน ถ้าไม่มีเกลือเฟอริกเป็นตัวรับอิเล็กตรอนก็จะไม่เกิดแก๊สออกซิเจน</blockquote>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/899503032/7c885827f3e9661a1624c2e6414070d8/image.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:36:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695683783</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Jan Ingen-housz (ค.ศ 1799)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695684462</link>
         <description><![CDATA[<div>4.นางสาว พิมลพรรณ กันธิยะ 16<br>ศึกษาเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสง<br>ในปี ค.ศ. 1799 แจน อินเก็น-ฮูซ ได้ทำการทดลองคล้ายกับโจเซฟ พริสต์ลีย์ โดยใส่พืชไว้ในครอบแก้ว แต่แยกเป็นส่วนต่างๆ ของพืช แล้วทิ้งไวัในที่มืดระยะหนึ่งจากนั้นก็จุดเทียนไขไว้ในครอบแก้ว ปรากฎว่าเทียนไขไม่ติดทุกอันไม่ติดไฟ และเมื่อทำการทดลองอีกครั้งนำครอบแก้วทุกอันไปไว้ในบริเวณที่มีแสงสว่างระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจึงจุดเทียนไขในครอบแก้วแต่ละอัน พบว่าในครอบแก้วที่มีส่วนของพืชซึ่งมีสีเขียวสามารถจุดเทียนไขให้ติดไฟได้ ได้ข้อสรุปคือ ส่วนของพืชที่มีสีเขียวสามารถเปลี่ยนอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ โดยพืชต้องอาศัยแสงเป็นปัจจัยในกระบวนการดังกล่าวด้วย<br>&nbsp;https://minimayzenithh.wordpress.com/tag/แจน-อินเก็น-ฮูซ-jan-ingen-housz/<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309934377/ce75a2928aeb309473750acedb88cb22/A4F7368C_2A63_4BBB_BEA0_52EAC1C50FE3.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:36:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695684462</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Robert Mayer(ค.ศ.1845)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685092</link>
         <description><![CDATA[<div>กมลภัทร ทิดี เลขที่3<br>Robert Mayer นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน<br>ศึกษาความสำคัญของการสังเคราะห์แสงในแง่ของการเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี เพื่อนำมาใช้ในระบบเซลล์ของสิ่งมีชีวิต<br><br><a href="http://naka-bio.blogspot.com/2011/01/blog-post_21.html">http://naka-bio.blogspot.com/2011/01/blog-post_21.html</a><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1254245071/7e707d41abaf098e217a092073ce5efd/6FEE259A_4A50_41BF_AFD6_00011FD2EEFB.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:37:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685092</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Van Niel (ค.ศ.1930)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685199</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวพิมพกานต์ ปาลี เลขที่ 17<br>การทดลองของ van niel ทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า น้ำตาลกลูโคส เกิดจากโมเลกุลของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สออกซิเจนเกิดจากโมเลกุลของน้ำ&nbsp;</div><div><br></div><div>ทดลองโดยการนำแบคทีเรีย <em>Chromatium vinocum</em> เป็นตัวอย่างในการเกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้น้ำ เป็นสารตั้งต้น แต่ใช้ H2S (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) แทน</div><div><br></div><div>สิ่งที่เป็นตัวแปรต้น คือ H2S (ไฮโดรเจนซัลไฟด์)</div><div>ส่วนตัวแปรตาม คือ ปริมาณน้ำตาลกลูโคส&nbsp;</div><div><br></div><div>ผลการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของ <em>Chromatium vinocum</em> เป็นน้ำตาลกลูโคส ซัลเฟอร์ และน้ำ แต่ไม่พบแก๊สออกซิเจน</div><div><br></div><div>สรุปผลการทดลอง : น้ำตาลกลูโคส เกิดจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สออกซิเจนเกิดจากโมเลกุลของน้ำ&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://web.stanford.edu/group/seaside/images/vanniel2.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:37:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685199</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Nicolas Theodore de Soussure (ค.ศ. 1804)</title>
         <author>493373</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685711</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.ชญาดา เลิศสงคราม เลขที่ 5<br>— นิโคลัสบอกว่าพืชหายใจตลอดเวลาแต่จะมีการสังเคราะห์ด้วยแสงแค่ตอนกลางวันหรือเมื่อได้รับแสงเท่านั้น โดยมีน้ำเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง<br>— พืชคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจนเวลากลางวัน แต่ในเวลากลางคืนจะคายแค่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์<br>— แร่ธาตุในดินจะมีความเป็นมากต่อการเจริญเติบโตของพืช<br><br>สรุปว่า พืชใช้น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์ด้วยแสง น้ำหนักของพืชที่เพิ่มขึ้นนอกจากจะมาจากคาร์บอนไดออกไซด์แล้วยังมาจากน้ำ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1247961373/a3786a57a22e05aa867c548de5224a50/08304A8E_7E91_4FE6_B94F_7639E2D0BF6A.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:37:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695685711</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฌอง ซีนีบิเยร์ (Jean Senebier)  ค.ศ. 1742 – 1809  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695686340</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวชุณหกาญจน์ แก้วมูล เลขที่ 14&nbsp; เขาได้ให้หลักฐานมากมายว่าพืชกินคาร์บอนไดออกไซด์และผลิตออกซิเจน โดยมีปัจจัยแสงมาเกี่ยวข้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309940130/265daf321a2e851bfe534cff29d268ae/240506391_639135420780550_6003920080807127223_n.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:38:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695686340</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Ernst Munch (ค.ศ.1930)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695686660</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวกัญญาณัฐ จักสี เลขที่12<br>Munch ได้อธิบายกลไลกระบวนการลำเลียงอาหารในโฟลเอ็ม คือ สมมติฐานการไหลของมวลสาร (Mass flow hypothrsis) โดยกล่าวว่าเกิดจากความแตกต่างของแรงดัน โดยเซลล์ของใบซึ่งทำการสังเคราะห์ด้วยแสงได้น้ำตาลทำให้มีความเข้มข้นของน้ำตาลสูง จะทำให้น้ำจากเซลล์ข้างเคียงออสโมซิสเข้ามา น้ำตาลจึงถูกลำเลียงไปเซลล์อื่นๆซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำตาลต่ำกว่าทำให้มีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงตามไปด้วย และจะมีการลำเลียงน้ำตาลไปยังเซลล์ต่อ ๆไป แล้วเกิดแรงดันให้โมเลกุลน้ำตาลเคลื่อนไปตาม โฟลเอ็มไปยังเนื้อเยื่อที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลน้อยกว่า น้ำตาลจะเคลื่อนที่จากใบไปสะสมยังส่วนต่างๆเพื่อใช้หรือเก็บสะสม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309940086/cc922c9c5856c5006317c6ed4a715902/_____.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:38:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695686660</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Robin Hill(ค.ศ.1939)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695692611</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ณัฎฐชัย นนทะสร เลขที่ 10<br>-ค้นพบว่าอนุภาคสีเขียวที่ได้จากเซลล์ที่แตกสลายสามารถผลิตออกซิเจนจากน้ำในพืชที่มีแสงและสารประกอบทางเคมี เช่น&nbsp;<br>เฟอริกออกซาเลต ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวรับอิเล็กตรอน&nbsp;<br>กระบวนการนี้เรียกว่า 'Hill Reaction'&nbsp;<br><br>สรุปได้ว่า ได้สกัดแยกคลอโรพลาสได้สำเร็จและศึกษาการแตกตัวของนำ้ในคลอโรพลาสต์ที่สกัดไว้ รวมทั้งพบว่าในการสังเคราะห์ด้วยแสงเกี่ยวข้องกับปฎิกิริยาที่ให้และรับอิเล็กตรอน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309942079/979a3f4260d73c8b893fa32a0bfbba2e/_________.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:43:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695692611</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Sam Ruben &amp; Martin Kamen (ค.ศ.1941)</title>
         <author>guy45812</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695692618</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ปวริศ โยธาราษฎร์ เลขที่ 20<br>ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐานของแวนนีล โดยนำสาหร่ายสีเขียวในปริมาณที่เท่ากันใส่ในขวดแก้ว 2 ใบแล้วใส่น้ำในปริมาณที่เท่ากันแล้วใส่CO2ลงไปในขวดทั้ง 2 ใบ&nbsp;<br>สรุปได้ว่า ก๊าซออกซิเจนที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นออกซิเจนที่มาจากโมเลกุลของน้ำ ไม่ได้มาจาดโมเลกุลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1280630231/349114570bca765a4c446aec92b662ad/Samuel_Ruben_left_and_Martin_Kamen_right_discovered_carbon_14_C2010_The_Regents_of_Q640.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:43:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695692618</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Robin Hill(Robert Hill)   and  Fay Bendall(ค.ศ.1961)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695695646</link>
         <description><![CDATA[<div>นายนฤพน มาออน เลขที่2<br><br>ทั้งสองคนได้ร่วมกันเสนอผังการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบ<br>( z scheme)จากการทดลองเกี่ยวกับระบบแสง2ระบบในพืชและสาหร่าย<mark>โดยใช้แสงสีแดงที่มีความยาวคลื่น650nmและ700nm</mark><strong><mark>เป็นแสงตัวอย่างในการทดลอง</mark></strong>ของ<strong>Emerson</strong> และ <strong>Lewis</strong>ผลการทดลองสรุปได้ว่า จากการทดลอง พบว่า อัตราการสังเคราห์ด้วยแสง(วัดจากปริมาณออกซิเจน)จะมีค่ามาก&nbsp; *ถ้าแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นต่ำกว่า680nm(ใช้แสงความยาวคลื่น650nm)และแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นสูงกว่า 680 นาโนเมตร (ใช้แสงความยาวคลื่น700nm)*<br><br>แต่ถ้าแยกกันอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะต่ำและเราเรียกปรากฏการณ์ที่แสงคลื่นสั้นเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์ด้วยแสงของแสงคลื่นยาวนี้ว่า<br><strong>"ENHANCEMENT EFFECT"<br><br></strong>ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์เรียก<br>ระบบที่ดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นที่ยาวกว่า 680 นาโนเมตรได้ดีว่า( PS I หรือ P700)<br>และ<br>ระบบดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นที่ต่ำกว่า 680 นาโนเมตรได้ดี<br>ว่า(PS II หรือ P680)<strong><br><br>ซึ่งจากการทดลองก็เกิดคำถามที่ว่า<br>ทำงานเสริมกัน แต่เสริมกันยังไงหล่ะ ??<br><br></strong>และจากการทดลองเบื้องต้นก็มีคนมาพิสูจน์นั่นก็คือ<strong>Duysens </strong>และจากการทดลองของเขาสรุปได้ว่า ระบบPS Iจะทำให้เสียอิเล็กตรอน และ PS IIจะได้รับอิเล็กตรอน สลับกันไปมา<br><br>และจากการทดลองทั้งสองนี้จึงเกิดมาเป็นแผนผังการถ่ายทอดอิเล็กตรอนแบบ z scheme &nbsp;<br>หรือก็คือการรับและเสียอิเล็กตรอนของระบบแสงสองระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223246728/058f588dd4a9fe535138c0db223e48a5/_________________________z_scheme.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:45:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695695646</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Albert Frenkel (1950s)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695695685</link>
         <description><![CDATA[<div>รมิตา ธูปทอง เลขที่7&nbsp;<br>(1940s)Frenkel ได้มีการทดลองเกี่ยวกับทางผ่านของคาร์บอนในการสังเคราะห์แสงโดยใช้ตัวระบุเป็นสารกัมมันตรังสี การทดลองคือ การบันทึกผลว่า ยูเรเนียมมีการทำปฎิกิริยาอะไรต่อพื้นผิวของเซลล์พืชบ้าง&nbsp;</div><div><br></div><div>(1950s) Frenkel ได้ค้นพบเกี่ยวกับ photophosphorylation(เป็นการขนส่ง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">อิเล็กตรอน</a>ไปตาม<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99">ตัวรับอิเล็กตรอน</a>ต่างๆ)ในการสังเคราะห์แสงของแบคทีเรีย Frenkel อธิบายว่า electron transport มีหลากหลายวิธี ในการสังเคราะห์แสงของแบคทีเรีย ATP มีความสำคัญมา การสร้างพลังงาน นั้นก็มีความสำคัญต่อการสังเคราะห์แสงของแบคทีเรีย </div><div><br>*หากมีการแปลข้อมูลผิดประการใดขออภัยค่ะ*<br><a href="https://www.researchgate.net/publication/273787080_Albert_W_Frenkel_1919-2015_photosynthesis_research_pioneer_much-loved_teacher_and_scholar">https://www.researchgate.net/publication/273787080_Albert_W_Frenkel_1919-2015_photosynthesis_research_pioneer_much-loved_teacher_and_scholar</a><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309940208/3fd439d819ecf46cea0524c94a9fbce5/AFC7220A_06D3_44BC_B1DB_97B11ADA29BA.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:45:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695695685</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Manuel Losada AchinsTrest and co- worker</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695698418</link>
         <description><![CDATA[<div>ในปี พ.ศ. 2511 เขาได้ก่อตั้งสถาบันชีวเคมีพืชและการสังเคราะห์ด้วยแสง<br>สาขาการวิจัยหลักของเขาคือการสังเคราะห์ด้วยแสง พลังงานชีวภาพ เมแทบอลิซึมของตัวกลาง และกฎระเบียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ bio-photoelectrolysis ของน้ำ&nbsp;<br>การดูดซึมของไนเตรตและองค์ประกอบชีวภาพดั้งเดิมอื่นๆ และการเพิ่มพลังงานของฟอสเฟต การแปลงพลังงานชีวภาพของพลังงานแสงอาทิตย์และ microalgal เทคโนโลยีชีวภาพ<br>ในปี 1966 เขาได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ Spanish Royal Academy of Sciences ในปี 1995 เขาได้รับรางวัล Prince of Asturias Award สำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิค</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311354453/fb84ed2660c52515e72edb8b1b481bb6/123127_1Losada250.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:47:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695698418</guid>
      </item>
      <item>
         <title> Sam Ruben &amp; Martin Kamen(1941)</title>
         <author>493156</author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695698908</link>
         <description><![CDATA[<div>ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าก๊าซออกซิเจนที่เกิดขึ้นมาจากน้ำ โดยการใช้ 18O พบว่า O2 ที่เกิดข้ึนมาจากน้ำจริง (นำสาหร่ายและน้ำปริมาณเท่าๆกันใส่ขวดแก้วใส่คาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป) ปฏิกิริยานี้จึงเรียกว่า โฟโตไลซิส<br>จากการค้นพบนี้ทำให้สมการการสังเคราะห์แสงที่สมบูรณ์ที่สุด&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แสง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;6CO2 + 12H2O -----------------&gt; C6H12O6 + 6H2O + 6O2<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คลอโรฟิลล์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223339509/f68cbb5b8cb0415af627eb57fa1843bb/2AD5A048_64A2_49E7_A1F2_C0E4EB7B4AE0.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 08:48:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695698908</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Robert Emerson and Eugene Rabinowitch (ค.ศ. 1954)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695700074</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย รังสิมันตุ์ หมื่นแจ่ม เลขที่ 9<br>โรเบิร์ต อีเมอร์สัน และ ยูจีน ราบิโนวิช์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เสนอว่ามีระบบแสง 2 ระบบที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาแสง <br>ทั้ง 2 ทำการศึกษากระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของสาหร่ายสีเขียว <em>Chlorella</em> โดยให้แสงในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ แก่สาหร่าย และวัดอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง จากปริมาณออกซิเจนที่เกิดขึ้น<br>และผลการทดลองพบว่า สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ส่วนใหญ่มีระบบแสง 2 ระบบคือ ระบบแสง 1 (photosystem I) และระบบแสง 2 (photosystem II) ซึ่งระบบแสงทั้งสองจะทำหน้าที่ร่วมกันเพื่อให้สามารถถ่ายทอดพลังงานแสงไปใช้ในการสร้าง ATP และ NADPH<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223245006/3f5b8e268444a4f2c138265536c678a2/Robert_Emerson.png" />
         <pubDate>2021-08-25 08:48:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1695700074</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Richard Willstätter (ค.ศ.1915)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1697583884</link>
         <description><![CDATA[<div>น.ส.พิมพ์พจี วิบุลกิติ์&nbsp; เลขที่15</div><div><br></div><div>สำหรับ Richard Willstätter เป็นนักเคมีอินทรีย์ชาวเยอรมัน ได้ศึกษาค้นคว้าด้าน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%B8">รงควัตถุ</a>ในพืช โดยเฉพาะโครงสร้างของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C">คลอโรฟิลล์</a> ทำให้เราเข้าใจการทำงานของคลอโรฟิลล์มากขึ้น จนได้รางวัลโนเบลสาขาเคมี<br><br>โดยคลอโรฟิลล์จะแบ่งเป็น2ประเภท คือคลอโรฟิลล์ เอ (chlorophyll a) และคลอโรฟิลล์ บี (chlorophyll b) มีโครงสร้างโมเลกุลที่ต่างกันเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ที่วงแหวนไพรอล วงที่สองของคลอโรฟิลล์ เอ มีโซ่ข้างเป็นหมู่เมททิล (-CH3) ส่วนของคลอโรฟิลล์ บี เป็นหมู่<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B8%94%E0%B9%8C">อัลดีไฮด์</a> (-CHO) ซึ่งการที่โครงสร้างที่ต่างกันนี้ก็ทำให้มีคุณสมบัติแตกต่างกัน รวมทั้งคุณสมบัติการดูดกลืนแสงก็ต่างกันด้วย และทำให้คลอโรฟิลล์ทั้งสองชนิดนี้มีสีต่างกันเล็กน้อย โดยที่คลอโรฟิลล์ เอ มีสีเขียวเข้ม ส่วนคลอโรฟิลล์ บี มีสีเขียวอ่อน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1247944617/175053e70697948396fd88fa559f9b5a/721AE967_32D2_49DB_BC42_9615F61ECB89.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-26 03:29:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/manaruedeeth/tiw0w7vq9gn596c1/wish/1697583884</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
