<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>01_143 Project G05 อาหารมอญ by kanthika sriudom</title>
      <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-07-19 01:54:16 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-24 11:22:09 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>โครงร่าง</title>
         <author>kanthikasriudom60</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245777256</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1549966626/55e38cde8e9c9730717cb4b68acc41f1/messageImage_1658199037264.jpg" />
         <pubDate>2022-07-19 01:54:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245777256</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245808584</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731151701/4449e346ded40381b3e67f28e193f681/293577557_421104879778337_3558186862849473444_n.jpg" />
         <pubDate>2022-07-19 02:28:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245808584</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>pattarasakp64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245808955</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731153325/cb30fee3b5837830cc6d0193ebaae25c/padlet_image_picker_file_6c297039_31c7_4bb5_8c1b_5c18f19ea83f.jpg" />
         <pubDate>2022-07-19 02:29:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245808955</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักอาหารมอญ และในปทุมธานีก็มีอาหารมอญที่หลากหลายมีทั้งอาหารมอญแท้และผสมไทย จึงอยากศึกษาและนำเสนอให้คนรุ่นใหม่รู้จักมากขึ้น แนะนำอาหารมอญที่หน้าสนใจหรือสำคัญในงานเทศกาลต่างๆ พร้อมสูตรที่สามารถทำตามกันได้ แนะนำร้านอาหารที่สามารถหาทานอาหารมอญในรสชาติดั้งเดิม ประโยชน์ ได้รู้จักอาหารมอญมากขึ้น และสืบทอดต่อไปไม่ให้สูญหาย เป็นข้อมูลสำหลับนักท่องเที่ยวที่สนใจในอาหารมอญ</title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245811262</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 02:32:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245811262</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245815830</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731149156/f7beb3a7c3622207a1a51bfbe0ec969f/7103AEDB_AED9_4EC1_8159_A8F83DA89F05.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-19 02:37:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245815830</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้าวแช่ </title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245820602</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ข้าวแช่</strong> มักเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นตำรับอาหารชาววัง ซึ่งปัจจุบันสามารถหากินได้ไม่ยากตามตลาดทั่วไป ต่างจากในอดีตที่มักจะมีให้กินกันเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อของชาวมอญว่าด้วยการมีทายาทสืบสกุล ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในรั้วในวัง<br><br></div><div><strong>องค์ บรรจุน</strong> ผู้รู้เรื่องมอญเล่าว่า ข้าวแช่เป็นอาหารมอญที่ไม่ได้ทำกินกันทั่วไป <em>“แต่เริ่มจากการปรุงขึ้นเป็นพิเศษเพื่อบูชาเทวดา ขอพรให้มีทายาทสืบสกุล ต่อมาได้ยึดถือเป็นประเพณีแต่ทำกันเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ตามตำนานที่ผูกพันกับวันมหาสงกรานต์”<br></em><br></div><div>เรื่องราวของตำนานดังกล่าวมีอยู่ว่า เศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตร รู้สึกอับอายชาวบ้านและทุกข์ใจด้วยยังขาดผู้สืบทอดมรดก ได้ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์แต่ก็ไม่ได้ผล อยู่มาวันหนึ่งในหน้าร้อน ผู้คนทั่วทั้งชมพูทวีปพากันเฉลิมฉลองเทศกาลวันปีใหม่ อันถือเป็นวัน <strong>“มหาสงกรานต์”</strong> เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรใหญ่ริมน้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของรุกขเทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำต้นไทร ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร รุกขเทวดาจึงไปทูลขอต่อพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้เทพบุตรจุติลงมาเป็นบุตรของเศรษฐี ชื่อว่า<strong> “ธรรมบาลกุมาร”<br></strong><br></div><div>และด้วยเหตุที่การทำข้าวแช่เป็นพิธีกรรมเพื่อบูชาเทวดา การหุงข้าวจึงเต็มไปด้วยพิธีรีตอง ตั้งแต่การต้องซาวน้ำ 7 ครั้ง ต้องตั้งไฟหุงกลางลานโล่งนอกชายคาบ้าน หุงแล้วก็ต้องเอาข้าวมาขัดเอายางข้าวออก เพื่อให้น้ำข้าวแช่ไม่ขุ่น เช่นเดียวกับน้ำที่ต้องผ่านกรรมวิธีที่พิธีพิถันอยู่หลายขั้นตอนเพื่อให้ได้น้ำที่หอมน่ารับประทาน สมกับเป็นเครื่องบูชาเทวดา<br><br>ที่มา: https://www.silpa-mag.com/culture/article_8184<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.silpa-mag.com/culture/article_8184" />
         <pubDate>2022-07-19 02:43:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245820602</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245821975</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ขนมจีนไม่ใช่อาหารของคนจีน แต่คำว่า "จีน” ที่ต่อท้ายขนมนี้สันนิษฐานกันว่าน่าจะมาจากมอญ ซึ่งเรียกขนมจีนว่า "คนอมจิน” (คะนอมจิน) หมายถึง สุก ๒ ครั้ง พิศาล บุญปลูก ชาวไทยเชื้อสายรามัญผู้สนใจศึกษาอาหารและวัฒนธรรมมอญกล่าวว่า "จริง ๆ แล้ว ขนมจีนเป็นอาหารของคนมอญหรือรามัญ คนมอญเรียกขนมจีนว่า คนอมจิน หมายความว่า จับกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จิน แปลว่า ทำให้สุก นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าน่าจะใกล้เคียงกับคำไทย "เข้าหนม” แปลว่า ข้าวที่นำมานวดให้เป็นแป้งเสียก่อน ซึ่งภายหลังกร่อนเป็น "ขนม” จริง ๆ แล้ว ขนมในความหมายดั้งเดิมจึงมิใช่ของหวานอย่างที่เข้าใจในปัจจุบัน ขนม หรือ หนม ในภาษาเขมร หรือ คนอม (คะหนอม) ในภาษามอญ หมายถึง อาหารที่ทำจากแป้ง ดั้งเดิมทีเดียวขนมจีนเป็นอาหารมอญ แล้วจึงแพร่หลายไปสู่ชนชาติอื่น ๆ ในสุวรรณภูมิตั้งแต่โบราณกาล จนเป็นอาหารที่ทำงานและมีความนิยมสูง สามารถหาทานได้ทั่วไป<br>ที่มา: https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=835&amp;filename=index</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.m-culture.go.th/sisaket/ewt_news.php?nid=835&amp;filename=index" />
         <pubDate>2022-07-19 02:44:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245821975</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245823756</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; กาละแมรามัญเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งของชาวมอญ เหตุที่ชื่อว่ากาละแมรามัญหลายท่านคงสงสัยว่าทำไมต้องรามัญ เพราะรามัญก็แปลว่ามอญนั่นเองค่ะ กาละแมรามัญไม่พบปีพ.ศ.ที่ทำขึ้น เพราะเป็นขนมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่เดิมนั้นกาละแมรามัญจะกวนขึ้นในงานแต่งของคู่บ่าวสาวชาวมอญ เป็นเหมือนสินสอดทองหมั้น&nbsp;</div><div><a href="https://thaikalamare.files.wordpress.com/2016/02/79d20-11188466_455422101286969_4949282015050908577_n.jpg"><br></a>ต่อมานั้นการกวนกาละแมรามัญก็เริ่มมากวนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะจะมีการทำบุญอุทิศแก่บรรพชนในช่วงสงกรานต์ก็จะมีการกวนกาละแมขึ้นเพื่อเป็นขนมถวายพระสงฆ์และแจกญาติสนิทมิตรสหาย จะกวนในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์คือประมาณวันที่ 1-9 เมษายน ของทุกปี ญาติพี่น้องก็จะมารวมตัวช่วยกันกวนกาละแม การกวนกาละแมรามัญนั้นต้องใช้คนจำนวนมาก ประมาณ 9-10 คน และกวนกระทะนึงต้องใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง จึงต้องมีการร่วมใจสามัคคี ลงแขกช่วยกันกวนแต่ละบ้านๆหมุนเวียนช่วยกันไป&nbsp;<br>ที่มา: https://thaikalamare.wordpress.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2/</div>]]></description>
         <enclosure url="https://thaikalamare.wordpress.com/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2/" />
         <pubDate>2022-07-19 02:46:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245823756</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประวัติจังหวัดปทุมธานี</title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245825485</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อพม่ารบกับจีน ในปี พ.ศ. 2202 ชาวมอญที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพพม่า ได้พากันหลบหนีจากกองทัพพม่า โดยพาครอบครัวออกจากเมืองเมาะตะมะ เข้ามากรุงศรีอยุธยาประมาณ 10,000 คน สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญที่อพยพเข้ามาในครั้งนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก ปรากฏตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาว่า</div><div>"ขณะนั้น (พ.ศ. 2202 ปีชวด โทศก) มังนันทมิตร ผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะอยู่ปกครองเมาะตะมะ ส่วนชาวเมืองฮ่อไซร้ยกทัพมาล้อมเมืองอังวะ จะเอาฮ่ออุทิงผาซึ่งพาฉกรรจ์อพยพประมาณพันหนึ่งหนีไปพึ่งอยู่ ณ เมืองอังวะนั้น จึงมังนันทมิตรเกณฑ์เอาพล 32 เมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะนั้น 3,000 &nbsp; ให้ไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ และมอญอันไปช่วยป้องกันก็หลีกหนีคืนมาเป็นอันมาก จึง &nbsp; มัง นันทมิตรก็ให้คุมเอามอญอันหนีมานั้นใส่ตะรางไว้ว่าจะเผาเสีย และสมิงนายอำเภอทั้ง 11 คนนั้น ควบคุมมอญประมาณห้าพันยกเข้าเผาเมืองเมาะตะมะและได้ตัวมังนันทมิตรจำไว้แล้ว จึงปรึกษากันว่าเรากระทำความผิดถึงเพียงนี้ ถ้าทราบถึงพระเจ้าอังวะก็จะมีภยันตรายแก่พวกเราเป็นแท้ และเราทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้ จำจะพากันกวาดอพยพหนีเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา เอาพระเดชานุภาพปกเกล้าฯ ร่มเย็น เป็นที่พำนักจึงจะพ้นภัย ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว สมิงนายอำเภอทั้ง 11 นายก็กวาดต้อนครอบครัวรามัญในแว่นแคว้นเมืองเมาะตะมะทั้ง 32 หัวเมืองกับสมัครพรรคพวกของตัวและพรรคพวกมังนันทมิตรเป็นคนประมาณหมื่นเศษ แล้วให้ถอดมังนันทมิตรออกจากพันธนาการพากันอพยพออกจากเมืองเมาะตะมะ มาทางเมืองสมิถึงด่านพระเจดีย์ 3 องค์&nbsp; &nbsp; ในปีระกา นพศกนั้น จึงสมิงนายอำเภอทั้ง 11 นาย ก็แต่งหนังสือบอกให้รามัญ ถือเข้ามาแจ้งกิจการแก่พระยากาญจนบุรีว่าจะเข้ามาสวามิภักดิ์เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระยากาญจนบุรีก็ส่งหนังสือบอกเข้ามาถึงอัครมหาเสนาธิบดี ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือกให้ทรงทราบเหตุ ก็ทรงพระโสมนัสดำรัสให้สมิงรามัญเก่าในกรุงถือ &nbsp; พลพันหนึ่ง ออกไปรับครัวเมืองเมาตะมะเข้ามายังพระมหานครแล้วทรงพระกรุณาโปรดให้พวกครัวมอญใหม่ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลสามโคกบ้าง ที่คลองคูจามบ้าง ที่ใกล้วัดตองปุบ้างแล้วดำรัสโปรดให้สมิงนายกองทั้ง 11 คน เข้าเฝ้ากราบถวายบังคม ทรงพระมหาการุญภาพพระราชทานเครื่องยศ เครื่องเรือน และเสื้อผ้าเงินตรากับทั้งเคหฐานให้อยู่เป็นสุข แต่มังนันทมิตรนั้นป่วยลงถึงอนิจกรรม”<br><br>ที่มา: http://pathumthanitourist.com/th/site_content/25-2015-jul-27-11-10-41</div>]]></description>
         <enclosure url="http://pathumthanitourist.com/th/site_content/25-2015-jul-27-11-10-41" />
         <pubDate>2022-07-19 02:48:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245825485</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อาหารมอญ เครื่องปรุงและวิธีทำ</title>
         <author>pattarasakp64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245826313</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>แกงข้าวตัง/ก๋วยเตี๋ยวมอญ </strong>(ฟะเปิงตาว)<br><br><strong>เครื่องปรุง</strong><br>ข้าวตังทอด&nbsp; ไก่ต้มสุกฉีกฝอย&nbsp; ปลาหมึกย่าง/ลวกฉีกฝอย&nbsp; กุ้งแห้ง&nbsp; ไข่เจียวหั่นเส้น&nbsp; ตั้งฉ่าย&nbsp; ถั่วลิสงป่น&nbsp; พริกไทย&nbsp; ต้นหอม ผักชี&nbsp; กระเทียมเจียว&nbsp; น้ำซุป&nbsp; น้ำปลา&nbsp; น้ำตาล<br><br><strong>วิธีทำ</strong><br>ข้าวตัง เตรียมจากข้าวสุกปั้นแผ่เป็นก้อนแบน ๆ ตากแห้ง นำมาทอดกรอบ น้ำซุปปรุงด้วยการต้มกระดูกไก่/กระดูกหมู เวลารับประทาน นำส่วนประกอบทุกชนิดจัดใส่ชาม ราดด้วยน้ำซุปร้อน ๆ ดรยต้นหอม ผักชี นำข้าวตังทอดวางด้านบน รับประทานด้วยกัน<br><br><br><strong>ปลาร้าทรงเครื่อง</strong> (ฮะร้อกอะเซียก)<br><br><strong>เครื่องปรุง</strong><br>ปลาร้ามอญ&nbsp; มะพร้าวขูด&nbsp; ปลาดุกแล่เอาเฉพาะเนื้อหั่นชิ้นพอคำ&nbsp; หอมแดงซอย&nbsp; กระชายหั่นฝอย&nbsp; มะเขือเปราะอ่อน&nbsp; หน่อไม้ต้ม&nbsp; ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน&nbsp; ข่าฝานบาง ๆ&nbsp; ตะไคร้หั่นฝอย&nbsp; ใบมะกรูดฉีก&nbsp; พริกชี้ฟ้าเขียว แดง เหลือง น้ำปลา น้ำตาล<br><br><strong>วิธีทำ</strong><br>คั้นกะทิ แยกหัวและหาง เคี่ยวปลาร้ากับหางกะทิด้วยไฟอ่อน เมื่อปลาร้าละลายหมด ยกขึ้นกรองเอาแต่น้ำ ตั้งไฟอีกครั้ง ใส่หอม กระชาย ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก น้ำเดือดใส่ปลาดุก เมื่อปลาสุกเติมหัวกะทิ หน่อไม้ มะเขือ ถั่วฝักยาว ปรุงรสตามชอบ<br><br>หมายเหตุ หากไม่ใช้ปลาดุก สามารถเปลี่ยนเป็นปลาชนิดอื่น ๆ หรือกุ้งแห้งโขลกก็ได้<br><br><br><strong>แกงพุทรา</strong> (ฟะอะโต่)<br><br><strong>เครื่องปรุง</strong><br>พุทราเปรี้ยวโขลกหยาบ ๆ พอบุบ&nbsp; ปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ&nbsp; กุ้งสดลอกเปลือออก&nbsp; พริกแห้งเม็ดใหญ่&nbsp; หอม&nbsp; กะปิ เกลือ&nbsp; น้ำปลา<br><br><strong>วิธีทำ</strong><br>ตำเครื่องแกง (พริก เกลือ หอม กะปิ ปลาย่าง) ให้แหลกละลายน้ำใส่หม้อตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดพล่าน ใส่กุ้งสด พุทรา รอจนน้ำเดือด เติมน้ำตาล น้ำปลา ปรุงรสตามชอบ<br><br>หมายเหตุ อาจแกงร่วมกับดอกแคได้ด้วย เพื่อได้มีกากอาหารเพิ่มขึ้น ชาวมอญนิยมแกงรับประทานช่วงปลายฝนต้นหนาว แก้โรคหัวลม<br><br><br><strong>แกงลูกโยน</strong> (ฟะก๊ะอะกลี้)<br><br><strong>เครื่องปรุง</strong><br>ปลาซิว/ปลาสร้อยขุดเอาแต่เนื้อสับละเอียด&nbsp; ข้าวขั่วป่นละเอียด&nbsp; พริกแห้งเม็ดใหญ่&nbsp; กะปิ&nbsp; ผิวมะกรูด&nbsp; กระชาย&nbsp; หอม&nbsp; กระทียม&nbsp; &nbsp; ตะไคร้&nbsp; ข่า&nbsp; เกลือ&nbsp; ใบมะกรูดฉีก&nbsp; ส้มมะขามเปียก&nbsp; น้ำปลา<br><br><strong>วิธีทำ</strong><br>นำปลาสับคลุกเคล้ากับข้าวคั่ว ผสมพริกแกงเล็กน้อย ปั้นเป็นลูกยาวรีขนาดพอคำ&nbsp; โขลกเครื่องแกง (พริกแห้งเม็ดใหญ่&nbsp; กะปิ&nbsp; ผิวมะกรูด&nbsp; กระชาย&nbsp; หอม&nbsp; กระทียม&nbsp; &nbsp; ตะไคร้&nbsp; ข่า&nbsp; เกลือ) นำเครื่องแกงละลายน้ำใส่หม้อตั้งไฟ พอน้ำแกงเดือดพล่านใส่เนื้อปลาปั้น เติมน้ำมะขามเปียก น้ำปลา&nbsp; ใบมะกรูดฉีก&nbsp; ปรุงรสตามชอบ<br><br>หมายเหตุ น้ำมะขามเปียกชุบมือกันไม่ให้ติดมือขณะปั้น&nbsp; และเพิ่มรสเปรี้ยว&nbsp; ส่วนข้าวคั่วจะช่วยให้เนื้อปลาจับเป็นก้อน&nbsp; บางครั้งอาจใส่กะทิด้วย จะได้รสชาติอร่อยลิ้นไปอีกแบบ<br><br>http://www.openbase.in.th/node/10067<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 02:49:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245826313</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลิ้มรสอาหารไทยสไตล์มอญ&#39;ร้านเรือนเสริมสุข&#39;ปทุมธานี
</title>
         <author>pattarasakp64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245827433</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นใครก็ต้องหลงเสน่ห์ของ “ร้านเรือนเสริมสุข” เพราะนอกจากมีอาหารที่อร่อยถูกปากตามแบบฉบับอาหารไทยมอญให้เลือกทานหลากหลายเมนูแล้ว ยังตกแต่งบริเวณโดยรอบได้อย่างน่านั่งกับบรรยากาศเรือนไทยแบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกราวกับนั่งรับประทานอาหารอยู่ในเรือนของท่านขุนเลยก็ว่าได้<br><br>เรือนเสริมสุข เป็นร้านอาหารไทยในชุมชนมอญโบราณ ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองปทุมธานี ใกล้จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเดิม เป็นบ้านไม้เก่าของนายทหารมหาดเล็กในสมัยรัชกาลที่ 7 จากบ้านไม้เก่าแก่พัฒนาปรับปรุงเป็นร้านอาหารบรรยากาศสบายๆ มีมุมให้เลือกนั่งทั้งแบบรับลมธรรมชาติ รายล้อมด้วยกล้วยไม้นานาพันธุ์ หรือจะนั่งในร้านที่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงไทยย้อนยุค<br><br>ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกิดศิริ ทองศิริ อาจารย์สอนการโรงแรมและท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยรามคำแหงเจ้าของร้านเรือนเสริมสุข ในอดีตทำธุรกิจค้าข้าวสาร มีอุปกรณ์การค้าข้าวจำนวนมาก ปัจจุบันก็ได้นำอุปกรณ์เหล่านี้มาตกแต่งร้านอาหารให้มีความทรงจำถึงอดีต สไตล์การตกแต่งร้านยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างตัวเรือนเก่าแก่ในบรรยากาศชาวมอญ โดยนำของใช้ในการค้าข้าว อาทิเช่น ลูกคิด, ถังข้าวสาร, พายจวก และ เครื่องใช้ของชาวมอญจากเมืองสามโคกมาตกแต่งพร้อมกับกล้วยไม้นานาพันธุ์<br><br>ไฮไลท์เด็ดของร้านนี้อยู่ตรงที่เหมือนทำกับข้าวกินเองที่บ้านโดยฝีมือแม่ครัวชาวมอญรุ่นเก่า เมนูอาหารมอญสูตรดั้งเดิม ซึ่งหากินได้ไม่ง่ายนัก ไม่ว่าจะเป็นแกงหัวตาล แกงมะตาด แกงกล้วยดิบ ส้มตำมอญ ลาบปลาตะเพียน สายบัวกุ้งใหญ่ แกงกระเจี๊ยบกุ้งสด ฯลฯ<br><br>เมนูแรกที่แนะนำเมนูมอญที่น่าลิ้มลอง แกงมะตาดหรือ “ฟะฮะเปร๊า” ชาวมอญนิยมนำมะตาดมาปรุงจนเป็นเอกลักษณ์ ทำให้มะตาดถูกเรียกอีกชื่อว่า "แอปเปิ้ลมอญ" สะท้อนนิสัยหาอยู่หากินง่ายจากธรรมชาติรอบตัว รสชาติเข้มข้นของกะทิผสมเครื่องแกง คล้ายฉู่ฉี่ หอมมันอร่อย<br><br>“แกงกล้วยดิบใส่ไก่” มีรสชาติฝาด หวาน มัน เค็ม นุ่มนวลมากๆ เข็มข้นกะทิทั้งยังมีรสเผ็ดร้อนของเครื่องเทศช่วยบำรุงธาตุลมและยังเป็นสมุนไพรลดไขมันในเลือดได้อีกด้วย<br><br>“ลาบปลาตะเพียน” มาอร่อยกับปลาตะเพียนเกล็ดกรอบปลาตะเพียนที่ใครๆก็บอกว่าก้างเยอะ พอนำมาทอดให้เหลืองกรอบแล้วสับให้ละเอียด แค่นี้ก็แทบไม่รู้สึกถึงก้างปลาเลย<br><br>มาปทุมธานีทั้งทีขาดไม่ได้คือ กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ๆ มันเยิ้มๆ เนื้อแน่นและเด้ง อีกทั้งเรื่องความสดใหม่นี่บอกเลยว่าใครมากินกุ้งแม่น้ำเผาร้านนี้เหมือนได้ลงไปกินกุ้งสดๆในแม่น้ำเลยทีเดียว<br><br>นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดอีกมากมาย อาทิเช่น ลาบปลาตะเพียน, ปลาเรือนเสริมสุข, ฉู่ฉี่, กุ้งเรือนแก้ว, ทอดมันปลา, กรายปีกไก่สอดไส้ และผัดฉ่าหอยแมลงภู่ ร้านเรือนเสริมสุขมีอาหารหลากหลายประเภท ทุกคนสามารถมาลิ้มลองได้ มีห้องแอร์ให้บริการสำหรับลูกค้าที่มาเป็นหมู่คณะ สามารถจัดเป็นกลุ่มแบบส่วนตัว 10-20 ท่าน และสามารถมาร้องเพลงได้<br><br>ที่ตั้งร้านอยู่เลขที่ 12 ซ.รัฐอำนวย ถ.พัฒนสัมพันธ์ แขวงบางปรอก เขตเมือง จ. ปทุมธานี เปิด 10.00-22.00 น. สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-581-2571-2 และ 081-826-2671<br><br>https://www.thaipost.net/main/detail/10651</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 02:50:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245827433</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เปิดสูตร (ไม่) ลับการทำข้าวแช่</title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245828655</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ข้าวแช่</strong><br>นำข้าวหอมมะลิเก่ามาตั้งน้ำให้เดือด หมั่นคนพอให้ข้าวครึ่งสุกครึ่งดิบ เสร็จแล้วเทใส่กระด้ง ใช้มือขัดข้าวกับกระด้ง แนะให้เปิดน้ำจากก๊อกเพื่อขัดข้าวไปเรื่อย ๆ จนข้าวเป็นเม็ดใส จากนั้นนำมานึ่ง เมื่อสุกแล้วเทใส่กระด้ง ทิ้งไว้ให้เย็น เทใส่หม้อดิน อบเทียนให้หอมแล้วปิดฝา<br><br><strong>น้ำลอยดอกมะลิ</strong><br>ต้มน้ำให้เดือด เสร็จแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงจุดเทียนอบ อบให้มีกลิ่นหอม แนะให้ใส่ดอกมะลิตูมทิ้งไว้เพื่อความหอมน่ารับประทาน<br><br><strong>เครื่องข้าวแช่<br></strong>เครื่องเคียงหรือเครื่องสำหรับรับประทานคู่กับข้าวแช่เย็นสดชื่นมีหลากหลายอย่างดังนี้<br><br><strong>หอมยัดไส้กะปิ</strong>&nbsp;</div><div><strong><br>เครื่องปรุง<br></strong>กระชาย 2 ขีด<br>ปลาดุก 1 ตัว<br>รากผักชี 1 ขีด<br>หัวหอม 1 ขีด<br>ตะไคร้ 1 ขีด<br>กระเทียมกลีบใหญ่ 1 ขีด<br>น้ำตาลปี๊บ 2 ขีด<br>กะปิ 1 ขีด <br><strong><br>วิธีทำ <br></strong>1. หั่นกระชายเป็นท่อนสั้น ๆ แกะปลาดุกเอาแต่เนื้อ โขลกหรือปั่นรวมกับกระชายให้ละเอียด พักไว้<br>2. หั่นรากผักชีแล้วปั่นให้ละเอียด<br>3. ปอกกระเทียมให้หมดเปลือก ซอยเป็นชิ้นเล็กแล้วปั่นให้ละเอียด<br>4. ซอยตะไคร้แล้วปั่นให้ละเอียด<br>5. ปอกเปลือกหัวหอม ซอยเป็นชิ้นเล็กแล้วปั่นให้ละเอียด<br>6. นำเครื่องทั้งหมดมารวมกัน ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อน ๆ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป กวนเรื่อย ๆ จากนั้นจึงใส่กะปิ น้ำตาลปี๊บ กวนจนกว่าส่วนผสมจะแห้งจนเหนียวและสามารถปั้นเป็นก้อนได้ สังเกตว่าปั้นแล้วไม่ติดมือเป็นอันใช้ได้ <br><strong><br>วิธีทอด <br></strong>1. คว้านหอมแดงขนาดกลางให้เป็นรู ใส่กะปิลงไป จากนั้นคลุกในแป้งหมี่<br>2. ตั้งกระทะบนไฟปานกลาง ใส่น้ำมันค่อนข้างมาก<br>3. ตีไข่ไก่ผสมกับแป้งหมี่ จากนั้นนำหอมยัดไส้กะปิมาชุบแล้วหย่อนลงทอดในน้ำมันพืชให้ท่วม ทอดไปเรื่อย ๆ จนขึ้นสีทองจึงตักขึ้น&nbsp;<br>ที่มา: https://guide.michelin.com/th/th/article/dining-in/recipe-khao-chae-and-chill</div>]]></description>
         <enclosure url="https://guide.michelin.com/th/th/article/dining-in/recipe-khao-chae-and-chill" />
         <pubDate>2022-07-19 02:52:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245828655</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ก๋วยเตี๋ยวมอญ</title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245831121</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นอาหารมอญชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวแต่ใช้ข้าวตังทอด หรือ เปิงตาว (ပုင္တဵ "ข้าวไหม้") แทนเส้นก๋วยเตี๋ยว นิยมทำรับประทานในงานศพพระ สูตรอาหารนี้เดิมเป็นอาหารในวัง เมื่อชาวมอญได้สูตรอาหารนี้มาจึงปรับปรุงให้มีลักษณะเฉพาะ เครื่องปรุงที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวนอกจากข้าวตังทอดแล้ว ได้แก่ ไก่บ้านต้มสุก หมึกลวกสุก ไข่เจียวหั่นฝอย กุ้งแห้ง เต้าหู้ทอด ตังฉ่าย ถั่วลิสง พริกไทย กระเทียมเจียว<br>ที่มา: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%8D</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 02:55:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245831121</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทุนวัฒนธรรมด้านอาหารมอญ จังหวัดปทุมธานี เพื่อพัฒนาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์</title>
         <author>pattarasakp64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245833203</link>
         <description><![CDATA[<div>“มอญ”เป็นชนชาติที่มีอารยธรรมมามากกว่า 2,000 ปี ชนชาติมอญมีบทบาทและความผูกพัน&nbsp;<br>เกี่ยวเนื่องกับชนชาติไทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน (จวน เครือวัชฌยาจารย์, 2537) ชาวมอญเป็นชนชาติที่<br>แตกต่างไปจากกลุ่มชาติพันธ์อื่นๆ ในประเทศไทย คือมีฐานทัดเทียมกับคนไทยและเป็นชนชาติที่ไม่มีประเทศเป็น<br>ของตนเอง ทั้งๆ ที่ในอดีตมอญเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองมาก แต่ปัจจุบันกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยและ<br>พม่า (ภดารี กิตติวัฒนวณิช, 2556) จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณกรรมได้มีการกล่าวถึง<br>ชุมชนริมน้ าเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดปทุมธานีปัจจุบันเรียกว่าสามโคก มีฐานะเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ า<br>เจ้าพระยา จากข้อมูลพื้นบ้านมีอยู่ว่า เดิมมีมอญสองพี่น้อง มีอาชีพท าเครื่องปั้นดินเผา ทั้งสองคนได้ช่วยกันขุด<br>ดินถมโคกให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ าท่วมถึง โดยได้แยกท าเป็นสองโคกอยู่ใกล้กัน แต่ละโคกได้สร้างเตาไว้บน<br>โคกด้วยส าหรับเผาเครื่องปั้นดินเผาต่าง ๆ กิจการของทั้งสองพี่น้องด าเนินมาด้วยดีเป็น จากข้อมูลทาง<br>ประวัติศาสตร์สอดคล้องกับต านานท้องถิ่นสามโคก เป็นแหล่งเตาเผา ซึ่งชาวมอญสร้างขึ้นเพื่อผลิต<br>เครื่องปั้นดินเผาใช้ในชุมชน และส่งไปขายตามที่ต่าง ๆ สามโคกจึงเป็นชุมชนเก่าแก่ก่อนรัชสมัยสมเด็จพระเจ้า<br>ปราสาททองในสมัยอยุธยา ในกฎหมายลักษณะพระธรรมนูญว่าด้วยการใช้ตราราชการ พ.ศ.๒๑๗๕ ระบุว่าสาม<br>โคกเป็นหัวเมืองหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อกรมพระกลาโหม ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการอพยพ<br>ชาวมอญ 11 คน ที่เป็นผู้น าการอพยพครั้งนั้นมียศศักดิ์ และโปรดเกล้า ฯ ให้ควบคุมมอญเหล่านั้น ไปตั้ง<br>บ้านเรือนอยู่ที่สามโคก ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงรับมอญอพยพให้เข้ามาตั้งบ้านเรือน<br>อยู่ที่สามโคก ท าให้มีจ านวนชาวมอญเพิ่มมากขึ้น (เหมือนฝัน ตั้งนารี, 2557)<br>อาหารเป็นวัฒนธรรมด้านการกินที่มีอิทธิพลต่อวิธีการด าเนินชีวิตของสังคมมนุษย์นับตั้งแต่อดีต<br>จนถึงปัจจุบัน จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมส าคัญในแต่ละสังคม ส าหรับประเทศไทยพบว่าวัฒนธรรมอาหารและ<br>การกินมีการพัฒนาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรม&nbsp;<br>รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการตั้งถิ่นฐานทั้งจากชนชาติไทยเอง (ศรุดา นิติวรการ , 2557) จากที่กล่าว<br>มาชนชาติมอญได้น าเอาประเพณีต่างๆติดมา และเมื่อมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ก็เกิดการผสมผสานทาง<br>ประเพณีและวัฒนธรรม จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่น โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านอาหารและการกิน&nbsp;<br>การกินอาหารของคนมอญ ไม่ว่าจะกินนอกหรือในมื้อข้าวก็ให้เรียกคนที่ผ่านไปมาด้วยทุกครั้ง แม้ว่าไม่ได้แวะมา<br>บ้านเราก็ต้องเรียกให้กินเสมอ พ่อแม่ชาวมอญจะสั่งสอนพร้อมคู่ว่าคนที่ผ่านมาอาจเป็นผีปอบผีตามกินในรูปคน&nbsp;<br>หากไม่เรียกเขาอาจโกรธ ท าให้เราล้มหมอนนอนเสื่อหรือถึงตายได้ จริงๆแล้วการสั่งสอนของพ่อแม่นั้นแสดงให้<br>เห็นถึงความมีน้ าใจเอื้อเฟื้อต่อกัน โดยใช้วัฒนธรรมการกิน (องค์ บรรจุน,2557)<br>หลายวัฒนธรรมของสังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ประชาชนมีการประกอบวิชาชีพที่ต้องใช้ชีวิต<br>อยู่ในสถานประกอบการทั้งวัน ท าให้การท าอาหารตามแบบวัฒนธรรมเดิมๆเริ่มหายไป ส่วนอาหารที่ประชาชน<br>บริโภคจึงเป็นอาหารที่ท าง่ายและซื้อเพื่อรับประทาน ในฐานะของบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนา<br>ท้องถิ่นได้ตระหนักและเห็นความส าคัญของอาหารมอญที่เริ่มสูญหาย และจะท ารับประทานก็ตอนที่มีงาน<br>ประเพณีชาวมอญ ซึ่งอาหารเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ การวิจัยในครั้งนี้จะช่วยสร้างมูลค่าและด าเนินการ<br>เก็บข้อมูลเพื่อป้องกันการสูญหายของวิธีการท าอาหาร ตลอดจนร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ของอาหาร<br>มอญ การสร้างตราสินค้าและถ่ายทอดวัฒนธรรมด้านอาหารมอญในอินเตอร์เน็ต<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731153325/cfed2b1d89387a8093090905321dec5f/vrurdijournal__Journal_manager__21___________________________________1_.pdf" />
         <pubDate>2022-07-19 02:57:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245833203</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>thititadaj64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245838048</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1736669252/7bcd6385da8987272da3ac19fc505f27/FF084197_1851_4E2A_9B8C_E45E83C25972.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-19 03:03:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245838048</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245839524</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://anyflip.com/yqeca/mzed/" />
         <pubDate>2022-07-19 03:05:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245839524</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245841215</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1731151701/2c2b3072cc8dec10895bf6ee046c3b58/________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________1_.pdf" />
         <pubDate>2022-07-19 03:07:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245841215</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245843924</link>
         <description><![CDATA[<div>คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า อาหารพื้นบ้านไทย-รามัญเป็นอาหารที่บริโภคกันเฉพาะกลุ่มชาวไทยเชื้อสายรามัญ ซึ่งเป็นเพียงชนกลุ่มหนึ่งในประเทศ แต่จากการศึกษาพบว่า อาหารหลายชนิดเป็นที่แพร่หลายรู้จักกันดี เพียงแต่ไม่ทราบกันว่าเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวมอญ เช่นเดียวกับอาหารหลายชนิดคล้ายคลึงกับอาหารที่บริโภคกันทั่วทุกภาค แต่มีวิธีการเตรียมและเทคนิคการประกอบอาหารที่แตกต่างกันเช่น ปลาร้า มีรับประทานทั้งของคนไทยและชาวมอญ จึงไม่สามารถจำแนกว่าเป็นอาหารของชาติใด วัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านของชาวไทย-รามัญ นับเป็นวัฒนธรรมอาหารที่มีความเป็นอารยะโดดเด่น รสชาติกลมกล่อม อร่อย มีวิธีปรุงที่ละเอียดประณีตเป็นเอกลักษณ์ เช่น ข้าวแช่ เป็นอาหารที่สร้างความภาคภูมิใจ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมอาหารของชาวมอญ กล่าวคือ กินแล้วชื่นใจ มองเห็นความตั้งใจของคนที่ทำด้วยจิตวิญญาณ เพราะมีขั้นตอนในการทำมาก ต้องใช้ความประณีตในการทำจึงจะสำเร็จออกมาเป็นเครื่องข้าวแช่ได้ อาหารบางชนิดเป็นอาหารถนอมเก็บไว้ได้นาน เช่น พริกกับเกลือ กาละแม กระยาสารท แสดงถึงความเป็นมาของเชื้อชาติมอญที่คิดคันขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเสบียงในระหว่างเดินทางอพยพรอนแรมมาจากถิ่นฐานเดิม</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:10:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245843924</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245854526</link>
         <description><![CDATA[<div>อาหารประจำเทศกาลของซาวไทย-รามัญ (ชาวไทยเชื้อสายมอญ) เช่น<br>แกงข้าวตัง (ฟะเบิงตาว)<br>ขนมจีน (คะนอม)<br>ข้าวแช่ (เปิงด้าจก์)<br>พริกกับเกลือ (อาราดเบอ)<br>กระยาสารท (กวาญย์กระยาสารท)<br>กาละแม (กวาญย์ฮะกอ)<br>ข้าวต้มมัดน้ำผึ้ง (ฮะโล่มด้าจก็ชาย)<br>ข้าวตู (เปิงแน่ดู)<br>ข้าวยาคู (เปิงปะมน))<br>ข้าวทิพย์ (เปิงติบ)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:23:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245854526</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245855146</link>
         <description><![CDATA[<div>อาหารประจำครัวเรือนของชาวไทย-รามัญ (ชาวไทยเชื้อสายมอญ) เช่น<br>แกงบอน (ฟะกราว)<br>แกงบุก (ฟะเบิ๊ก)<br>แกงต้นเผือก (ฟะนอมกราวด่าบ)<br>แกงเผ็ดหัวตาล (ฟะด่าบตา)<br>แกงขี้เหล็ก (ฟะเปรี้ยคัด)<br>แกงเผ็ดกล้วยดิบ (ฟะปราด)<br>แกงเผ็ดคอตาล (ฟะเกาะตา)<br>แกงคั่วกระท้อน (ฟะซ่อดตอ)<br>แกงส้มกระเจี๊ยบ (ฟะฮะเจ่บ)<br>แกงมะตาด (ฟะฮะเปร๊า)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:24:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245855146</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245856764</link>
         <description><![CDATA[<div>แกงเผ็ด (ฟะเริญย์)<br>วัตถุดิบ มีอยู่ในท้องถิ่นทั่วไปเป็นผักพื้นบ้าน<br>ส่วนประกอบน้ำพริกแกงเผ็ด<br>1. พริกแห้งเม็ดใหญ่7-8เม็ด<br>2. หัวหอมแดง10-15 หัว<br>3. หัวกระเทียม10-15 หัว<br>4. มะกรูด 1 ลูก (ใหญ่)<br>5. ข่า7แว่น<br>6. ตะไคร้ 3 ต้น<br>7. กะปิ 1 ซ้อนคาว<br>8. เกลือปัน 1 หยิบมือ<br>เครื่องปรุงรส<br>1. กะทิ ½ กิโลกรัม<br>2. น้ำปลา<br>3. น้ำตาลทราย<br>4. เนื้อหมู, เนื้อไก่, เนื้อปลา<br>เทคนิคที่น่ารู้<br>การปรุงน้ำพริกแกง ต้องเลือกซื้อวัตถุดิบที่สดใหม่ ส่วนประกอบของน้ำพริกที่เตรียมไว้ก่อนโขลกต้องล้างให้สะอาด มะกรูดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ครกพร้อมเกลือ 1 หยิบมือ โขลกให้ละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ โขลกรวมกันให้ละเอียด และใส่พริกแห้ง โขลกละเอียดแล้ว จึงใส่หัวหอม กระเทียม โขลกรวมกันละเอียด จึงใส่กะปิโขลกให้เข้ากันก็จะได้น้ำพริกแกงที่สด สะอาด โดยปราศจากสารกันบูด และจะมีกลิ่นหอม ชวนรับประทาน<br>หมายเหตุ : กรณี แกงบอน แกงขี้เหล็ก แกงต้นเผือก แกงต้นบุก และแกงลูกโยน จะใส่กระชายเพิ่ม แกงเผ็ดธรรมดาไม่ใส่กระชาย มะกรูด และข่า ไม่ต้องใส่มาก จะทำให้พริกแกงมีรสชาติเปลี่ยนไป</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:27:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245856764</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ร่างที่1</title>
         <author>paraneej64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245859128</link>
         <description><![CDATA[<div>เหตุผลที่อยากทำ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยรู้จักอาหารมอญ และในปทุมธานีก็มีอาหารมอญที่หลากหลาย จึงอยากศึกษาและนำเสนอให้คนรุ่นใหม่รู้จักมากขึ้น แนะนำอาหารมอญที่หน้าสนใจหรือสำคัญในงานเทศกาลต่างๆ พร้อมสูตรที่สามารถทำตามกันได้ แนะนำร้านอาหารที่สามารถหาทานอาหารมอญในรสชาติดั้งเดิม ประโยชน์ ได้รู้จักอาหารมอญมากขึ้น และสืบทอดต่อไปไม่ให้สูญหาย เป็นข้อมูลสำหลับนักท่องเที่ยวที่สนใจในอาหารมอญ<br><br>ขอบเขตในการทำงาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แนะนำอาหารมอญที่หน้าสนใจหรือสำคัญในงานเทศกาล่างๆ พร้อมสูตรและวิธการทำที่สามารถทำตามกันได้ แนะนำร้านอาหารมอญรสดั้งเดิมในจังหวัดปทุมธานี<br><br>เนื้อหา<br><br><strong>ชาวมอญให้ปทุมธานี<br></strong><br></div><div>เมื่อพม่ารบกับจีน ในปี พ.ศ. 2202 ชาวมอญที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพพม่า ได้พากันหลบหนีจากกองทัพพม่า โดยพาครอบครัวออกจากเมืองเมาะตะมะ เข้ามากรุงศรีอยุธยาประมาณ 10,000 คน สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญที่อพยพเข้ามาในครั้งนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก ปรากฏตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาว่า<br><br></div><div>"ขณะนั้น (พ.ศ. 2202 ปีชวด โทศก) มังนันทมิตร ผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะอยู่ปกครองเมาะตะมะ ส่วนชาวเมืองฮ่อไซร้ยกทัพมาล้อมเมืองอังวะ จะเอาฮ่ออุทิงผาซึ่งพาฉกรรจ์อพยพประมาณพันหนึ่งหนีไปพึ่งอยู่ ณ เมืองอังวะนั้น จึงมังนันทมิตรเกณฑ์เอาพล 32 เมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะนั้น 3,000 &nbsp; ให้ไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ และมอญอันไปช่วยป้องกันก็หลีกหนีคืนมาเป็นอันมาก จึง &nbsp; มัง นันทมิตรก็ให้คุมเอามอญอันหนีมานั้นใส่ตะรางไว้ว่าจะเผาเสีย และสมิงนายอำเภอทั้ง 11 คนนั้น ควบคุมมอญประมาณห้าพันยกเข้าเผาเมืองเมาะตะมะและได้ตัวมังนันทมิตรจำไว้แล้ว จึงปรึกษากันว่าเรากระทำความผิดถึงเพียงนี้ ถ้าทราบถึงพระเจ้าอังวะก็จะมีภยันตรายแก่พวกเราเป็นแท้ และเราทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้ จำจะพากันกวาดอพยพหนีเข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา เอาพระเดชานุภาพปกเกล้าฯ ร่มเย็น เป็นที่พำนักจึงจะพ้นภัย ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว สมิงนายอำเภอทั้ง 11 นายก็กวาดต้อนครอบครัวรามัญในแว่นแคว้นเมืองเมาะตะมะทั้ง 32 หัวเมืองกับสมัครพรรคพวกของตัวและพรรคพวกมังนันทมิตรเป็นคนประมาณหมื่นเศษ แล้วให้ถอดมังนันทมิตรออกจากพันธนาการพากันอพยพออกจากเมืองเมาะตะมะ มาทางเมืองสมิถึงด่านพระเจดีย์ 3 องค์&nbsp; &nbsp; ในปีระกา นพศกนั้น จึงสมิงนายอำเภอทั้ง 11 นาย ก็แต่งหนังสือบอกให้รามัญ ถือเข้ามาแจ้งกิจการแก่พระยากาญจนบุรีว่าจะเข้ามาสวามิภักดิ์เป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทพระยากาญจนบุรีก็ส่งหนังสือบอกเข้ามาถึงอัครมหาเสนาธิบดี ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือกให้ทรงทราบเหตุ ก็ทรงพระโสมนัสดำรัสให้สมิงรามัญเก่าในกรุงถือ &nbsp; พลพันหนึ่ง ออกไปรับครัวเมืองเมาตะมะเข้ามายังพระมหานครแล้วทรงพระกรุณาโปรดให้พวกครัวมอญใหม่ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลสามโคกบ้าง ที่คลองคูจามบ้าง ที่ใกล้วัดตองปุบ้างแล้วดำรัสโปรดให้สมิงนายกองทั้ง 11 คน เข้าเฝ้ากราบถวายบังคม ทรงพระมหาการุญภาพพระราชทานเครื่องยศ เครื่องเรือน และเสื้อผ้าเงินตรากับทั้งเคหฐานให้อยู่เป็นสุข แต่มังนันทมิตรนั้นป่วยลงถึงอนิจกรรม”<br><br></div><div>ฉะนั้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มอญที่อพยพมาในครั้งนั้นตั้งบ้านเรือนอาศัยทำมาหากินที่ตำบลสามโคก และต่อมาทำให้ตำบลสามโคกเจริญรุ่งเรืองขึ้น&nbsp; จนมีฐานเป็นเมืองสามโคกและเป็นจังหวัดปทุมธานีในปัจจุบัน นับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ได้ทรงทำนุบำรุงเมืองปทุมให้เจริญรุ่งเรืองเป็นหลักฐาน ชาวปทุมธานีจึงสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้<br><br>อาหารมอญที่หน้าสนใจ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ชาวมอญที่อพยกมาได้นำอาหารพื้นเมืองของตนเข้ามาด้วย อาหารมอญจึงอยุ่ในสังคมและวัฒนธรรมไทย มาอย่างยาวนานจนบ้างครั้ง คนในปัจจุบันนั้นสับสนและไม่ทราบว่าอาหารบ้างชนิดที่ตน รับประทานอยู่นั้น แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดมาจากอาหารมอญ เราจึงอยากจะนำเสนออาหารมอญที่มีความหน้าสนใจให้กับท่านได้รู้จัก และวิธีทำให้ง่ายต่อการทำตาม<br><br>อาหารคาว<br><br></div><div><strong>1.แกงข้าวตัง/ก๋วยเตี๋ยวมอญ (ฟะเปิงตาว)<br></strong>ลักษณะคล้าย ก๋วยเตี๋ยว แต่ใช้ ข้าวตัง ทอด หรือ เปิงตาว&nbsp; แทนเส้นก๋วยเตี๋ยว นิยมทำรับประทานในงานศพพระ สูตรอาหารนี้เดิมเป็นอาหารในวัง เมื่อชาวมอญได้สูตรอาหารนี้มาจึงปรับปรุงให้มีลักษณะเฉพาะ เครื่องปรุงที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวนอกจากข้าวตังทอดแล้ว ได้แก่ ไก่บ้านต้มสุก หมึกลวกสุก ไข่เจียวหั่นฝอย<br><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>ข้าวตังทอด&nbsp; ไก่ต้มสุกฉีกฝอย&nbsp; ปลาหมึกย่าง/ลวกฉีกฝอย&nbsp; กุ้งแห้ง&nbsp; ไข่เจียวหั่นเส้น&nbsp; ตั้งฉ่าย&nbsp; ถั่วลิสงป่น&nbsp; พริกไทย&nbsp; ต้นหอม ผักชี&nbsp; กระเทียมเจียว&nbsp; น้ำซุป&nbsp; น้ำปลา&nbsp; น้ำตาล<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>ข้าวตัง เตรียมจากข้าวสุกปั้นแผ่เป็นก้อนแบน ๆ ตากแห้ง นำมาทอดกรอบ น้ำซุปปรุงด้วยการต้มกระดูกไก่/กระดูกหมู เวลารับประทาน นำส่วนประกอบทุกชนิดจัดใส่ชาม ราดด้วยน้ำซุปร้อน ๆ ดรยต้นหอม ผักชี นำข้าวตังทอดวางด้านบน รับประทานด้วยกัน<br><br></div><div><strong>2.แกงมะตาด (ฟะฮะเปร๊า)<br></strong>แกงมะตาด เมนูแกงส้ม ที่มีเครื่องแกงแบบมอญนครชุมน์ สีสันร้อนแรง รสเปรี้ยวในน้ำแกง ช่วยบำรุงสุขภาพ ซดคล่องคอ เคลือบกระเพาะและสมานลำไส้ด้วยเมือกลื่นของผลมะตาด.เพิ่มความสวยงามด้วยฟักทองเนื้อเหนียวสีเหลือง&nbsp; หน่อไม้สด หากมีใบมังลักด้วยจะหอมชวนรับประทาน<br><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>ลูกมะตาด แกะเอาเฉพาะกลีบอ่อนสับละเอียด ปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ&nbsp; กุ้งสดลอกเปลือออก&nbsp; พริกแห้งเม็ดใหญ่&nbsp; หอม&nbsp; กะปิ เกลือ&nbsp; น้ำปลา<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>ตำเครื่องแกง (พริก เกลือ หอม กะปิ ปลาย่าง) ให้แหลกละลายน้ำใส่หม้อตั้งไฟ เมื่อน้ำเดือดพล่าน ใส่กุ้งสด มะตาดสับละเอียด รอจนน้ำเดือด เติมน้ำตาล น้ำปลา ปรุงรสตามชอบ<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>หมายเหตุ ผลมะตาดมี ๒ ชนิด คือ พันธ์ข้าวเหนียว และพันธุ์ข้าวเจ้า ทั่วไปนิยมรับประทานพันธุ์ข้าวเหนียว เพราะเคี้ยวนุ่ม ไม่มีเส้นใยแข็งอย่างพันธุ์ข้าวเจ้า&nbsp; บางครั้งอาจแกงใส่กะทิ และหรือหมูสับด้วย จะได้รสชาติเข้มข้นมันยิ่งขึ้น<br><br></div><div><strong>3.ปลาร้าทรงเครื่อง (ฮะร้อกอะเซียก)<br></strong>เครื่องปรุง<br><br></div><div>ปลาร้ามอญ&nbsp; มะพร้าวขูด&nbsp; ปลาดุกแล่เอาเฉพาะเนื้อหั่นชิ้นพอคำ&nbsp; หอมแดงซอย&nbsp; กระชายหั่นฝอย&nbsp; มะเขือเปราะอ่อน&nbsp; หน่อไม้ต้ม&nbsp; ถั่วฝักยาวหั่นเป็นท่อน&nbsp; ข่าฝานบาง ๆ&nbsp; ตะไคร้หั่นฝอย&nbsp; ใบมะกรูดฉีก&nbsp; พริกชี้ฟ้าเขียว แดง เหลือง น้ำปลา น้ำตาล<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>คั้นกะทิ แยกหัวและหาง เคี่ยวปลาร้ากับหางกะทิด้วยไฟอ่อน เมื่อปลาร้าละลายหมด ยกขึ้นกรองเอาแต่น้ำ ตั้งไฟอีกครั้ง ใส่หอม กระชาย ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก น้ำเดือดใส่ปลาดุก เมื่อปลาสุกเติมหัวกะทิ หน่อไม้ มะเขือ ถั่วฝักยาว ปรุงรสตามชอบ<br><br></div><div>หมายเหตุ หากไม่ใช้ปลาดุก สามารถเปลี่ยนเป็นปลาชนิดอื่น ๆ หรือกุ้งแห้งโขลกก็ได้<br><br></div><div><br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>ของหวาน<br></strong><br></div><div><strong>1.ข้าวแช่ (เปิงด้าจก์)<br></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้าวแช่ มักเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นตำรับอาหารชาววัง ซึ่งปัจจุบันสามารถหากินได้ไม่ยากตามตลาดทั่วไป ต่างจากในอดีตที่มักจะมีให้กินกันเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อของชาวมอญว่าด้วยการมีทายาทสืบสกุล ก่อนจะมาเป็นที่นิยมในรั้วในวัง องค์ บรรจุน ผู้รู้เรื่องมอญเล่าว่า ข้าวแช่เป็นอาหารมอญที่ไม่ได้ทำกินกันทั่วไป “แต่เริ่มจากการปรุงขึ้นเป็นพิเศษเพื่อบูชาเทวดา ขอพรให้มีทายาทสืบสกุล ต่อมาได้ยึดถือเป็นประเพณีแต่ทำกันเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ ตามตำนานที่ผูกพันกับวันมหาสงกรานต์”<br><br></div><div><strong>สูตรทำข้าวแช่ชาววัง<br></strong><br></div><div>ข้าวแช่<br><br></div><div>นำข้าวหอมมะลิเก่ามาตั้งน้ำให้เดือด หมั่นคนพอให้ข้าวครึ่งสุกครึ่งดิบ เสร็จแล้วเทใส่กระด้ง ใช้มือขัดข้าวกับกระด้ง แนะให้เปิดน้ำจากก๊อกเพื่อขัดข้าวไปเรื่อย ๆ จนข้าวเป็นเม็ดใส จากนั้นนำมานึ่ง เมื่อสุกแล้วเทใส่กระด้ง ทิ้งไว้ให้เย็น เทใส่หม้อดิน อบเทียนให้หอมแล้วปิดฝา<br><br></div><div>น้ำลอยดอกมะลิ<br><br></div><div>ต้มน้ำให้เดือด เสร็จแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นจึงจุดเทียนอบ อบให้มีกลิ่นหอม แนะให้ใส่ดอกมะลิตูมทิ้งไว้เพื่อความหอมน่ารับประทาน<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>เครื่องข้าวแช่<br><br></div><div>เครื่องเคียงหรือเครื่องสำหรับรับประทานคู่กับข้าวแช่เย็นสดชื่นมีหลากหลายอย่างดังนี้<br><br></div><div>หอมยัดไส้กะปิ&nbsp;<br><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>กระชาย 2 ขีด<br><br></div><div>ปลาดุก 1 ตัว<br><br></div><div>รากผักชี 1 ขีด<br><br></div><div>หัวหอม 1 ขีด<br><br></div><div>ตะไคร้ 1 ขีด<br><br></div><div>กระเทียมกลีบใหญ่ 1 ขีด<br><br></div><div>น้ำตาลปี๊บ 2 ขีด<br><br></div><div>กะปิ 1 ขีด&nbsp;<br><br></div><div>วิธีทำ&nbsp;<br><br></div><div>1. หั่นกระชายเป็นท่อนสั้น ๆ แกะปลาดุกเอาแต่เนื้อ โขลกหรือปั่นรวมกับกระชายให้ละเอียด พักไว้<br><br></div><div>2. หั่นรากผักชีแล้วปั่นให้ละเอียด<br><br></div><div>3. ปอกกระเทียมให้หมดเปลือก ซอยเป็นชิ้นเล็กแล้วปั่นให้ละเอียด<br><br></div><div>4. ซอยตะไคร้แล้วปั่นให้ละเอียด<br><br></div><div>5. ปอกเปลือกหัวหอม ซอยเป็นชิ้นเล็กแล้วปั่นให้ละเอียด<br><br></div><div>6. นำเครื่องทั้งหมดมารวมกัน ตั้งกระทะทองเหลืองบนไฟอ่อน ๆ ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป กวนเรื่อย ๆ จากนั้นจึงใส่กะปิ น้ำตาลปี๊บ กวนจนกว่าส่วนผสมจะแห้งจนเหนียวและสามารถปั้นเป็นก้อนได้ สังเกตว่าปั้นแล้วไม่ติดมือเป็นอันใช้ได้&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>วิธีทอด&nbsp;<br><br></div><div>1. คว้านหอมแดงขนาดกลางให้เป็นรู ใส่กะปิลงไป จากนั้นคลุกในแป้งหมี่<br><br></div><div>2. ตั้งกระทะบนไฟปานกลาง ใส่น้ำมันค่อนข้างมาก<br><br></div><div>3. ตีไข่ไก่ผสมกับแป้งหมี่ จากนั้นนำหอมยัดไส้กะปิมาชุบแล้วหย่อนลงทอดในน้ำมันพืชให้ท่วม ทอดไปเรื่อย ๆ จนขึ้นสีทองจึงตักขึ้น <br><strong>พริกหยวกสอดไส้&nbsp;<br></strong><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>หมูสับ 1 ขีด<br><br></div><div>กุ้งขาว 2 ตัว<br><br></div><div>น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา<br><br></div><div>น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ<br><br></div><div>ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ<br><br></div><div>พริกหยวก<br><br></div><div>รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน<br><br></div><div>ยอดผักชีเล็กน้อย<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>1. ปอกเปลือกกุ้งเอาแต่เนื้อ ใส่หมูสับลงไปสับรวมกับเนื้อกุ้งให้ละเอียด ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทยที่โขลกเตรียมไว้ลงไป เติมน้ำตาล น้ำปลา ซอสปรุงรส เคล้าให้เข้ากัน ใส่ผักชีหั่น เคล้าให้เข้ากัน แล้วนำไปยัดไส้ในพริกหยวกที่คว้านเอาเมล็ดออกแล้ว จากนั้นนำไปเข้าไมโครเวฟ ใช้ไฟปานกลาง ตั้งเวลา 2 นาที ยกออกมาพักไว้<br><br></div><div>2. ตีไข่ไก่ 2 ฟองให้เข้ากัน นำมากรองผ่านกระชอน ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย กลิ้งกระทะให้น้ำมันทั่ว จากนั้นใช้นิ้วมือทั้ง 5 นิ้วจุ่มไข่ที่ตีไว้ สะบัดข้อมือให้ไข่ลงไปในกระทะเป็นสายไขว้กันเป็นแพสวยงาม เมื่อไข่เป็นสีเหลืองทองแล้วให้วางพริกลงไป แล้วม้วนไข่ห่อพริกให้สวยงาม&nbsp;<br><br></div><div>ไชโป๊ผัดหวาน<br><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>หัวไชโป๊ซอยเป็นเส้นเล็ก ๆ<br><br></div><div>น้ำตาลปี๊บเล็กน้อย<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>ล้างหัวไชโป๊ด้วยน้ำสะอาด บีบให้แห้ง นำไปผัดกับน้ำตาลปี๊บในกระทะด้วยไฟอ่อน ผัดจนน้ำตาลแห้ง ทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ<br><strong>ลูกไข่เค็ม<br></strong><br></div><div>เครื่องปรุง<br><br></div><div>ไข่แดงเค็มของไข่เป็ด<br><br></div><div>แป้งหมี่<br><br></div><div>ไข่ไก่<br><br></div><div>น้ำมันพืช<br><br></div><div>น้ำตาลปี๊บเล็กน้อย<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>1. ปอกเปลือกไข่เค็ม คว้านเอาเฉพาะไข่แดง<br><br></div><div>2. ปั้นไข่แดงเป็นก้อนกลมเท่าลูกมะเขือพวงแล้วเคล้ากับแป้งหมี่<br><br></div><div>3. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันค่อนข้างมากให้พอร้อน<br><br></div><div>4. นำไข่ไก่มาตีให้ละเอียด ใส่แป้งหมี่ลงไปตีผสมจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไข่เค็มที่คลุกแป้งแล้วลงไปชุบ<br><br></div><div>5. หย่อนไข่เค็มที่ชุบไข่แล้วลงกระทะ ทอดพอเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน<br><br></div><div>หมูฝอย/เนื้อฝอยหวาน<br><br></div><div>นำหมูฝอยหรือเนื้อฝอยมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ (ให้มีขนาดเท่ากับหอมยัดไส้กะปิทอดและลูกไข่เค็มทอด)<br><br></div><div>เครื่องแนม<br><br></div><div>กระชายแกะสลักเป็นดอกจำปา แตงกวา มะม่วงเขียวเสวยแกะสลักเป็นรูปใบไม้ ต้นหอม พริกชี้ฟ้าแดงแกะสลักเป็นดอกไม้ เป็นต้น<br><br></div><div><strong>วิธีรับประทานข้าวแช่<br></strong><br></div><div>การกินข้าวแช่ให้อร่อยนั้นต้องมีวิธีการกินที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้สัมผัสถึงรสชาติของเครื่องเคียงและข้าวเย็นๆ หอมๆ อย่างถึงใจ โดยแนะนำไว้ดังนี้<br><br></div><div>ไม่ควรตักเครื่องเคียงมาใส่ลงในถ้วยข้าว เนื่องจากจะทำให้เสียรสปรุง รวมถึงความมันจะทำให้ข้าวแช่เสียรสชาติ<br><br></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; กินเครื่องเคียงก่อน เมื่อได้รับรสชาติของเครื่องเคียงแล้วจึงกินข้าวแช่ตามเพื่อความอร่อยสดชื่น</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; ลูกกะปิต้องกินคู่กับมะม่วงเปรี้ยวเพื่อรสชาติที่เข้ากัน</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; พริกหยวกสอดไส้กินคู่กับกระชาย<br><br></div><div><br></div><div><strong>2.กาละแม<br></strong>กาละแมรามัญเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งของชาวมอญ เหตุที่ชื่อว่ากาละแมรามัญหลายท่านคงสงสัยว่าทำไมต้องรามัญ เพราะรามัญก็แปลว่ามอญนั่นเอง เป็นขนมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่เดิมนั้นกาละแมรามัญจะกวนขึ้นในงานแต่งของคู่บ่าวสาวชาวมอญ เป็นเหมือนสินสอดทองหมั้น การกวนกาละแมรามัญก็เริ่มมากวนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะจะมีการทำบุญอุทิศแก่บรรพชนในช่วงสงกรานต์<br><br></div><div>วิธีทำ<br><br></div><div>ส่วนผสม<br><br></div><div>1. แป้งเท้ายายม่อม 1 ถ้วย<br><br></div><div>2. แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วย<br><br></div><div>3. กะทิ 7 ถ้วย<br><br></div><div>4. กะทิสำหรับทำขี้โล้ 2 ½ ถ้วย<br><br></div><div>5. น้ำตาลปี๊บ 3 ถ้วย<br><br></div><div>6. น้ำใบเตย 1 ถ้วย<br><br></div><div>7. น้ำปูนใส 1 ½ ถ้วย<br><br></div><div>วิธีปรุง<br><br></div><div>1. กะทิสำหรับทำขี้โล้ นำมาเคี่ยวจนได้เป็นน้ำมันขี้โล้ เพื่อเอาไว้ทาถาด<br><br></div><div>2. ผสมน้ำกะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำใบเตยเข้าด้วยกัน นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง<br><br></div><div>3. ผสมแป้งเท้ายายม่อมกับแป้งข้าวเหนียวเข้าด้วยกัน ผสมกับส่วนผสมในข้อ 2 นวดให้เข้ากัน เติมน้ำปูนใส<br><br></div><div>4. เทส่วนผสมที่ได้ลงในกระทะทองเหลืองกวนจนล่อนออกจากกระทะเป็นก้อน<br><br></div><div>5. เทส่วนผสมที่ได้ลงในถาดที่ทาด้วยน้ำมันขี้โล้ ทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นตัดเป็นชิ้นเล็ก<br><br><br><strong>ร้านอาหารมอญที่แนะนำในจังหวัดปทุมธานี<br></strong><br></div><div><strong>1.ร้านอาหารบ้านรามัญ (บ้านรามัญ)<br></strong>ตั้งต้นที่สะพานปทุมธานี จากนั้นขับข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วไปกลับรถที่ใต้สะพาน ตรงสี่แยกสันติสุข พอสังเกตเห็น ปั๊ม ปตท.ให้เบี่ยงซ้าย แล้ววิ่งสุดทาง จากนั้นเลี้ยวซ้าย วิ่งเลียบแม่น้ำไปประมาณ 100 เมตร ร้านจะอยู่ขวามือ ติดริมแม่น้ำ<br><br></div><div>ร้านนี้ เริ่มจากคุณป้าขจิต และคุณแหม่ม ต้องการจะอนุรักษ์บ้านมอญหลังนี้ ที่มีอายุกว่า 200 ปี แต่เนื่องจากค่าดูแลรักษาสูงมาก ทั้ง 2 จึงคิดที่จะหาเงินมาซ่อมบำรุง โดยการ เปิดร้านอาหารมอญรสชาติดั้งเดิม ที่หาทานได้ยากในปัจจุบัน และด้วยฝีมือของคุณป้าขจิตทำให้ลูกค้า มาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน<br><br></div><div>ที่ร้านมีเมนูอร่อยๆของชาวมอญ ให้เลือกมากมาย ทั้ง แกงกระเจี๊ยบรามัญ, น้ำพริกรามัญ , ข้าวแช่รามัญ&nbsp; แต่ถ้ามาร้านนี้ ไม่กิน แกงมะตาด<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>ร้านบ้านรามัญ จ.ปทุมธานี เปิด 11.00 – 22.00 โทร. 0 2581 3816, 08 6899 8586&nbsp;<br><br></div><div>51 14 ท่าลาน-คลองน้ำแล้ง ตำบล บางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี ปทุมธานี 12000<br><br></div><div><strong>2.เรือนเสริมสุข</strong></div><div>ร้านอาหารเก่าแก่ดั้งเดิม เรือนเสริมสุข ที่คงเอกลักษณ์รสชาติและบรรยากาศความคลาสสิกบ้านไม้เก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 มาจนถึงปัจจุบัน มีเมนูหาทานยากอย่างพวกเมนูอาหารมอญดั้งเดิม และเมนูอาหารไทยหลากหลายให้ลิ้มรส&nbsp;<br><br></div><div>เมนูแนะนำ มะตาดกุ้ง เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน, ทอดมันหน่อกะลา, ลาร้าทอด, แกงสายบัวปลาทู, กุ้งเรือนแก้ว, กุ้งผัดพริกเกลือ, ลาบปลาตะเพียน&nbsp; และแกงล้วยดิบกุ้ง<br><br></div><div>ถ. เกรณาวัฒนะ ตำบล บางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี ปทุมธานี 12000<br><br></div><div>เปิดบริการ : ทุกวัน 10:00–22:00<br><br></div><div>เบอร์โทร : 02 581 2571<br><br></div><div><strong>ประโยชน์ที่มีต่อปทุมธานี</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นข้อมูลที่ดีสำหลับคนที่สนใจในอาหารมอญและอยาก ลองทำตามหรือยังสามารถต่อยอดเป็นอาชีพพร้อม ได้อนุรักษ์อาหารมอญไว้ในสังคมปทุมธานีอีกด้วย เป็นข้อมูลแนะนำร้านอาหารสำหลับนัก้องเที่ยวหรือคนท้องถิ่น ที่อยากลองชิมอาหารมอญแต่ไม่สามารถทำเองได้<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:30:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245859128</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245863343</link>
         <description><![CDATA[<div>แกงส้ม<br>แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้าน มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานนิดหน่อย เนื้อสัตว์ที่นำมาแกงส้ม มีปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอไทย ปลาหมอเทศ กุ้งชีแฮ้ กุ้งนาง กุ้งก้ามกราม ถ้าไม่มีเนื้อสัตว์อะไรก็ใช้เนื้อหมูแทนก็ได้ สำหรับผักที่เก็บมาแกงส้มได้มีลูกมะตาด ลูกแตงโมอ่อน เปลือกแตงโม หน่อไม้ต้องมะละกอดิบ (แกงส้มมะละกอกับกุ้ง) ยอดมะพร้าวอ่อน ไส้อ่อนกล้วย หัวปลี ฟักเขียว ผักบุ้งไทย ผักกระเฉด สายบัว ลูกพักข้าว ดอกขจร ดอกแค ดอกโสน ฟักทอง มะรุม ใบกระเจี๊ยบ ฝักกระเจี๊ยบอ่อน ผักปราบ ดอกสันตะวา ผักหนาม ดอกงิ้ว มะเขือจาน มะม่วงอ่อน ใบมะขามอ่อน พุทรา ต้นเอื้อง ใบมะรุมอ่อน มะขามเทศ ลูกมะสั้นและอื่นๆ อีกมากมาย<br>การปรุงแกงส้มยากกว่าแกงเผ็ด เพราะมีสามรส จะต้องปรุงให้มีรสออกเปรี้ยว เค็ม หวาน กลมกล่อมไม่เปรี้ยวจนเกินไป หรือเค็มขึ้นหน้านำ เค็มกับหวานตาม ผักบางอย่างไม่ต้องการเคี่ยวให้สุกมาก&nbsp; ปรุงน้ำแกงให้ได้รสอร่อย เวลารับประทานตั้งน้ำแกงให้เดือดจึงใส่ผักกระเฉด พอสุก ทยอยรับประทานเป็นถ้วย ถ้าผักกระเฉดสุกมากเกินไป จะเหนียวไม่น่ารับประทาน สำหรับผักบางอย่างเคี่ยวให้สุก หรือเป็นแกงส้มค้างคืน จะอร่อยกว่าแกงเสร็จแล้วรับประทานเลย&nbsp;<br>เครื่องปรุงน้ำพริกแกงส้ม<br>แกงส้มธรรมดา พริกแห้ง 5เม็ด เกลือ 1ช้อนชา หัวหอม 5หัว กะปี 1ช้อนโต๊ะ<br>แกงส้มใส่เนื้อสัตว์ที่มีคาว พริกแห้ง 7 เม็ด เกลือ 1 ช้อนชา หัวหอม 7 หัว กระเทียม 5 กลีบ ข่า 3 แว่น<br>กระชายซอย 2 ช้อนโต๊ะ กะปิ 1/ ช้อนโต๊ะ<br>เนื้อสัตว์ที่ใช้ กุ้งชีแฮ้ กุ้งนาง หรือกุ้งก้ามกราม ปลาช่อนสด<br>รสเปรี้ยวที่ใส่ในแกงสัม มีน้ำส้มมะขาม ใช้ได้ทั้งน้ำส้มมะขามเปียก น้ำส้มมะขามสด มะดัน น้ำมะกรูด น้ำมะนาว แกงส้มบางอย่างใช้ทั้งน้ำส้มมะขาม และน้ำมะนาวเพื่อให้มีรสเปรี้ยวนำ มีรสเหมือนต้มยำ<br>แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้าน มีราคาถูก ถ้าไม่มีปลาใช้กุ้งแทน อาจใช้ผักหลายอย่างรวมกัน หรือใช้ผักอย่างหนึ่งอย่างใด แก้งหม้อใหญ่รับประทานได้หลายมื้อ ยิ่งค้างคืนยิ่งอร่อย<br>"แกงส้ม" เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ถือว่าเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่ก็มีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน เพราะประกอบไปด้วยผักหลายชนิด มีแคลเชียมช่วยบำรุงกระดูก วิตามินซีช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งมีหน้าที่บำรุงเลือดวิตามินเอ บำรุงสายตา วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 มีเส้นใยและกากใยช่วยย่อยอาหาร และทำให้กระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายเป็นไปได้ด้วยดี ทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดและยังสามารถป้องกันโรคความดันโลหิตสูง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-19 03:38:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245863343</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>naritsaram64</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245863600</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มา: <a href="https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/-raamay1.pdf">https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/-raamay1.pdf</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://dol.thaihealth.or.th/resourcecenter/sites/default/files/documents/-raamay1.pdf" />
         <pubDate>2022-07-19 03:38:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245863600</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กำหนดเวลาส่งงาน</title>
         <author>kanthikasriudom60</author>
         <link>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245983434</link>
         <description><![CDATA[<div>Final Project มีรายละเอียดดังนี้<br>1. ทำเป็นรูปเล่มรายงาน (เพื่อแปลงเป็น E-Book) และ Infographic (เพื่อนำเสนอ)<br>2. ทำคลิปความยาว 3-5 นาที ทุกคนดูเพื่อให้คะแนน<br>3. สรุปสาระสำคัญเป็น Info นำเสนอ 2 ส.ค. 65<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1558718236/ec664200db746a53c3bdb6285004f578/messageImage_1658212186694.jpg" />
         <pubDate>2022-07-19 06:37:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kanthikasriudom60/smbubd0xjhku3mzn/wish/2245983434</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
