<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>PhD EDU รุ่น 12 by Dr.Lampong Klomkul</title>
      <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2</link>
      <description>Research Methodology</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-06-18 01:57:36 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-06-07 03:40:23 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>  นางวริยาพัชร วรภัสร์สรกุล (วาส)</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224368400</link>
         <description><![CDATA[<div>ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ ต.สวนพริก อ.พระนครศรีอยุธยา สังกัด สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 Tel.089-0216990 e-mail : wariyaphat6990@gmail.com<br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย : การบริหารสู่ความสำเร็จ ด้วย sawang model<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong> อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2557-2567)<br>The Scenario of Leadership of Thai Female Primary<br>School Administrators in The Next Decade (2014-2024)1<br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อศึกษาภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 – 2567)<br><br><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน <br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: <br>เก็บรวบรวมข้อมูล 3</strong> รอบ <strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ขั้นที่ 1 เตรียมกลุ่มผูู้เชี่ยวชาญ (ผเู้ชี่ยวชาญจาก 4 กลุ่มคุณสมบัติ<br>ผู้บริหารระดับสูง 7 คน นักวิชาการ 7 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 8 คน และผู้นำองค์การที่ทำงานเพื่อสตรีและเยาวชน 4 คน รวมผู้เชี่ยวชาญ 26 คน) การเก็บรวบรวมข้อมูล รอบที่ 1 ใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นที่ 2 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด (แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นที่ 3 สังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูล (ประเด็นย่อยแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นที่ 4 พัฒนาแบบสอบถาม (แบบสอบถามมาตราสว่นประมาณค่า 5 ระดับแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นที่ 5 เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่ 2 - 3<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รอบที่ 2 แบบสอบถามาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>เครื่องมือที่ใช้ :</strong> 1. แบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>สถิติ : </strong>นำแบบสอบถาม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาผลจาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ค่ามัธยฐาน (Median: Mdn) ค่าความสอดคล้อง พิจารณาจากส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน (Mo - Mdn) ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป&nbsp; และค่าความสอดคล้องใช้ส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับค่ามัธยฐาน ไม่เกิน 1.00<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range: IR) ไม่เกิน<br>1.50 <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แล้วนำประเด็นย่อยมาจัดกลุ่มเป็นแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษา<br><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผลการศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567) มีผลการวิจัยดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสารตามประเด็นตั้งต้น มีผลการวิจัย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ 1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์<br>มีประเด็นย่อย 15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันเป็นฉันทามติว่า <strong>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย ซึ่งได้มาจากผู้วิจัยวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นย่อยภาวะผู้นำซึ่งผ่านความเห็นที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญแล้วโดยใช้หลักแนวคิดไทย (Thai Mind) จัดกลุ่มประเด็นย่อย ผลการวิจัย ได้แก่ 2.1) แนวโน้มภาวะ<br>นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย (Leadership of Thai Female School Administrators) ที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 2.1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย (Thai Female Leadership) มีประเด็นย่อย 18 ข้อ 2.1.2) ด้านวิถีไทย (Thai Leadership) มีประเด็นย่อย<br>17 ข้อ และ 2.1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร (Administrative Leadership) มี 6 องค์ประกอบจากประเด็นตั้งต้น ได้แก่ 2.1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 2.1.3.2) พฤติกรรม มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 2.1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 2.1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 2.1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2.1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมประเด็นย่อยด้านความเป็นผู้บริหาร 93 ข้อ และ 2.2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำ (Strengthening and<br>Developing Leadership) ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา มีประเด็นย่อย 19 ข้อ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ภาพอนาคตภาวะนำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (Scenario of Leadership of Thai Female School Administrators) ที่ได้จากผลการวิจัยผู้เชี่ยวชาญ มีฉันทามติว่า เป็นภาพอนาคตแนวโน้มที่ดี โดยมีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะ<br>ผู้นำอย่างสมำเสมอตลอดชีวิต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2557-2567) จากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี คือ ผู้บริหารสตรีมีภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) ด้านความเป็นสตรีไทย 2) ด้านวิถีไทย และ 3) ด้านความเป็นผู้บริหาร และ มีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำอย่างสมำ่เสมอ ตลอดชีวิต</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288141030/b612e27ae4479b3a3fbcb0072e81457a/F326C993_23AE_4669_8CB1_F0A8BACF9B1A.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 01:59:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224368400</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางศศิสร  บุญสุคนธกุล👌(แหม่ม)</title>
         <author>sasisorn8817</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224378951</link>
         <description><![CDATA[<div>Tel:094 4838817 Email: sasisorn8817@gmail.com<br>Line ld:&nbsp; mammam2020 <br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย<br><br>การบริหารงานสถานศึกษาขนาดเล็กด้วยการใช้หลักพุทธบริหาร<br><br>Week 5 Activity<br><br>ชื่อวิจัย: อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (2557 -2567)The Scenario ofLeadership off Thai Female Primary School Administratorsin The Next Decade(2014_2024)<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>เพื่อศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ. ศ. 2557 -2567)ใช้กระบวนการวิจัยอนาคต EDFRเก็บรวมรวมข้อมูล3 รอบจากผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่มคุณสมบัติ ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับสูง 7คนนักวิชาการ7คนผู้อำนวยการโรงเรียน8คนและผู้นำองค์การที่ทำงานเพื่อสตรีและเยาวชน4คนรวมผู้เชี่ยวชาญ26คน<br><br>รูปแบบการวิจัย:ใช้กระบวนการวิจัยอนาคต EDFR&nbsp; เก็บรวบรวมข้อมูล3 รอบ<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp; การวิจัยในครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยอนาคตแบบ<br>EDF R5<br>ขั้นตอนดำเนินการเก็บข้อมูล3 รอบ จากผู้เชี่ยวชาญ4กลุ่มคุณสมบัติ&nbsp; ได้แก่<br>1) กลุ่มผู้บริหารระดับสูง&nbsp; 7 คน<br>2) นักวิชาการ&nbsp; 7&nbsp; คน<br>3) กลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน&nbsp; 8&nbsp; คน<br>4)กลุ่มผู้นำองค์การที่ฬางานเพื่อสตรีและเยาวชน&nbsp; 4 คนรวมผู้เชี่ยวชาญ <br>6 คน<br>&nbsp;<em>การเก็บข้อมูลรอบที่1</em>&nbsp; ใช้วิธีการสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษน์คำถามปลายเปิด 1ฉบับ ที่ครอบคลุมภาวะผู้นำ 6ด้านและแนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลแล้วพัฒนาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า5 ระดับ&nbsp; 156ข้อ ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล<br><em>การเก็บข้อมูลในรอบที่2</em> วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้ค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IR)ได้แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่เป็นประเด็นย่อย146 ข้อ&nbsp; ปรับปรุงแบบสอบถามแล้วนำมาใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล<br><em>การเก็บข้อมูลในรอบที่3</em>&nbsp; วิเคราะห์ผลและแปลผลข้อมูลโดยใช้ค่ามัธยฐาน3.50ขึ้นไปและค่าความสอดคล้องใช้ส่วนต่างระหว่างมัธยฐานไม่เกิน 1.00และค่าพิสัยระหว่างคออไทล์.ไม่เกิน1. 5 0พบว่าความเห็นผู้เชี่ยวชาญเป็นฉันทามติ &nbsp;<br><br>ผลการวิจัย:&nbsp;<br>ผลการศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567 มีผลการวิจัยดังต่อไปนี้</div><div>1. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีจากการศึกษาเอกสาร 6 ด้าน ประกอบด้วย<br>1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ 2) ด้านพฤติกรรม 3) ด้านตามสถานการณ์ 4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ 5) ด้านการเปลี่ยนแปลง 6) ด้านการผุดเกิด และ 1 แนวทางในการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันว่า มีความจำเป็น<br>ในระดับมาก และมากที่สุด เป็นประเด็นย่อย 146 ข้อ ที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะแนวคิดที่ได้จากการศึกษาวิจัยได้ใช้แนวทางตามที่ นอร์ทเฮาส์ (Northouse, 201 1) นักวิชาการด้านภาวะผู้นำและการสื่อสารได้สรุปรวบรวมไว้ ผู้วิจัยได้นำมาเป็นประเด็นตั้งต้นในการศึกษาค้นคว้า<br>หาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อนำสู่การวิจัยในขั้นต่อไป<br><br></div><div>2. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย ที่ได้จากการวิเคราะห์ของผู้วิจัยโดยนำประเด็นย่อยที่เป็นฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว จัดกลุ่มแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีด้วย แนวคิดไทย (Thai Mind) ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็น<br>แนวคิดสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย<br>ประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ 2.1) แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีองค์ประกอบ 3 ด้านได้แก่ 2.1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย 2.1.2) ด้านวิถีไทย และ 2.1.3) ด้านความเป็นผู้บริหารและ 2.2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี ซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียดที่ผู้วิจัยจะนำเสนอตามลำดับดังนี้<br>2.1 แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ดังต่อไปนี้<br>2.1.1 ด้านความเป็นสตรีไทย (Thai Female Leadership) จากหลัก<br>แนวคิดไทย เรื่อง ชายกับหญิง (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539ข) ได้กล่าวถึง ธรรมชาติชายกับหญิงในวัฒนธรรมไทย รัฐทยกับชายหญิงในสมัยโบราณ และทรรศนะว่าด้วยแนวคิด<br>ความเป็นชาย ความเป็นหญิงบทบาทหน้าที่ของชายและหญิงในครอบครัวสังคมปัจจุบัน<br>ได้ประเด็นย่อยแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาด้านความเป็นสตรีไทย<br>18 ข้อ เมื่อนำประเด็นย่อยมาเขียนเป็นความเรียง ได้ข้อความดังนี้<br>"มีความเป็นแม่ อ่อนโยน ช่วยเหลือ เผื่อแผ่ และแบ่งปัน รักและเอาใจ<br>ใส่เด็กเหมือนลูก เข้าใจจิตวิทยาพัฒนาการและพฤติกรรมที่เด็กแสดงออก บุคลิกภาพ สุภาพ<br>สะอาด ดูดี ไม่เน้นวัตถุมากนัก ละเอียดรอบคอบในการตรวจตรางาน ครองคน ครองครอบครัว<br>ได้ดี แม้ในสภาวะที่มีความเครียด ควบคุมอารมณ์ได้ดีต่อคำพูดดูถูก ดูแคลน ผ่อนปรน ประนีประนอม<br>อดทนต่อการที่ต้องแบ่งสรรให้เวลาระหว่างงานกับคนในครอบครัว รู้เรื่องเด็ก เรื่องนักเรียน<br>เสริมสร้างความเข้าใจความเสมอภาคระหว่างเพศ ยอมรับความหลากหลายทางเพศของเด็กได้<br>อย่างจริงใจ ...เอาใจใส่กับสถานการณ์ของปัญหาที่ส่งผลต่อเด็ก เช่น ปัญหาความรุนแรง<br>ในครอบครัว ปัญหาความหลากหลาย ทางเพศ ... ปัญหาของเด็กตั้งครรภ์ในวัยเรียน<br>พร้อมร่วมมือกับหลายฝ่ายแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็ก ช่วยเด็กแก้ปัญหาสังคมที่มา<br>กับความเจริญทางเทคโนโลยี ต่ง&nbsp; ...ผลักดันให้สตรี มีตำแหน่งงานบริหารในสัดส่วนที่เพิ่ม<br>ขึ้น...ส่งเสริมสตรีให้กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น เพราะสตรี มีความรู้ความเข้าใจ กับปัญหา<br>ความรุนแรงทั้งต่อเด็กและสตรี...ฯลๆ"<br>2.1.2 ด้านวิถีไทย (Thai Leadership)<br>จากหลัก แนวคิดไทย (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2539ก)<br>เรื่อง จิตกับวัตถุ เรื่อง คนดีมีประโยชน์ แนวคิดคนดีและลักษณะของ "คนดี" ของไทย การวัด<br>ค่าคนดีของไทย เรื่อง เจ้า ไพร่ นาย บ่าว โครงสร้างของสังคมไทย และ เรื่อง ความสามารถกับ<br>โชควาสนา นำแนวคิดไทยที่ได้ มาวิเคราะห์ประเด็นย่อยแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี<br>ที่เป็นฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด พบว่า มีประเด็น<br>แนวโน้มย่อยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยตั้งแต่เกิดจนตาย 17 ข้อ ผู้วิจัยจึงตั้งชื่อ<br>แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีด้านวิถีไทย และเมื่อนำประเด็นย่อยมาเขียนเป็นความเรียง<br>ได้ข้อความดังนี้<br>"พร้อมปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ชุมชน และประเทศชาติ นำพระบรม<br>ราโชวาทและแนวทางปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และการบริหาร<br>จัดการ มีความศรัทธาในการทำความดี ความถูกต้อง ยึดมั่นในศีลธรรมคำสอนของศาสนาเป็น<br>หลัก มุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับ 5 เชื่อมั่นในคุณงามความดี เป็นต้นแบบ<br>ที่ดีงามทั้งในเรื่องการครองตน การครองคนและการครองงาน ลดความเป็นเจ้าขุนมูลนาย<br>แบบระบบอุปถัมภ์ มีผลการปฏิบัติงานจากสภาพจริงเป็นต้นแบบทางจริยธรรม เพราะตัวแบบที่ดี<br>มีค่ายิ่งกว่าคำสอน ... ฯลฯ"<br><br>2.1.3 ด้านความเป็นผู้บริหาร (Administrative Leadership)<br>แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีด้านความเป็นผู้บริหารนี้ ได้มาจาก<br>ประเด็นย่อยจากภาวะผู้นำ 6 ส่วน ตามประเด็นตั้งต้น ที่คงเหลือไว้ทั้งหมด 93 ข้อ เป็นประเด็น<br>แนวโน้มภาวะผู้นำทั่วไปที่ผู้บริหารพึงมี ดังแนวคิด ของ ยูจีเนีย (Eugenia, 2010) ที่กล่าวไว้<br>ในข้อเสนอแนะรายงานการวิจัยว่า สังคมจำเป็นที่จะต้องรับรู้ถึงคุณภาพการจัดการของสตรี<br>ที่สามารถบริหารจัดการโรงเรียนให้เกิดประสิทธิผลได้อย่างน่าเชื่อถือ ในที่นี้ผู้วิจัยขอยกคำกล่าว<br>ของผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มที่ 1 คนที่ 3 มาอภิปรายดังนี้<br>"ในทศวรรษหน้าภาวะผู้นำของผู้บริหารและครูจะเป็น ดิจิตอล Leadership ในอนาคต<br>อีก10 ปี เห็นว่า มี 2 ส่วน คือ 1) ผู้นำในโลกอนาคตต้องเข้าใจโลกของการเปลี่ยนแปลง หนังสือ<br>ออนไลน์จะมากขึ้น E-book, Text Book หนังสือการ์ตูน นิตยสาร วารสาร มีขายแบบ Online<br>Digital แล้ว เด็กของเรายุคนี้เป็นยุค Digital Citizen เราเกิดในยุคก่อนนั้นแต่เราอพยพย้าย<br>ตัวเองมาอยู่ในยุค Digita Citizen เราต้องให้ความรู้ต่อครูและบุคลากรเราให้เข้าใจ สิบปีข้าง<br>หน้าจะเห็นหน้าเห็นหลัง ครูจะต้องปรับการสอนเด็ก ให้มีวิธีการเขียนอีเมล์โดยใช้ภาษาให้สุภาพ<br>การดำเนินชีวิตสังคมก้มหน้านั้น ครูพลศึกษาก็จะต้องสอนนักเรียนว่า ต่อไปคอของเราจะเป็น<br>แคลเชียมเกาะผลึกเกิดโรคภัยตามมา ถ้าผู้บริหารตระหนักแล้ว ก็ต้องไปเตรียมคนของเรา<br>2) เมื่อผู้บริหารมองเห็นว่าโลกเปลี่ยน ก็เตรียมคนของเรา ถ้าเรามองไม่เห็น เราก็จะไม่สามารถ<br>Exercise Leadership ของเราได้ คือ เราจะเตรียมคนของเราอย่างไร เพื่อสร้างเด็กให้มีทิศทาง<br>ไปกับโลกอย่างไร"<br>2.2 แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย<br>19 ข้อ เมื่อนำประเด็นย่อยมาเขียนเป็นความเรียง ได้ข้อความดังนี้<br>"รัฐควรมีทุนสนับสนุนแม่เลี้ยงดูบุตรวัยทารกเพื่อให้แม่เลี้ยงดูทารก ซึ่งจะเติบโต<br>เป็นพลเมืองของประเทศชาติได้อย่างมีคุณภาพ มีการปลูกฝังภาวะผู้นำจากการอบรมเลี้ยงดูของ<br>ครอบครัวที่ ให้โอกาสคิด วิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตนเอง มีต้นแบบผู้นำสตรี<br>ในโรงเรียน วิทยาลัยและ มหาวิทยาลัย โดย ผู้บริหาร ครู อาจารย์ และเพื่อนรุ่นพี่ ส่งเสริมให้มี<br>ความเสมอภาคและเท่าเทียม ทั้งหญิงและชาย ในการแสดงบทบาทผู้นำได้เท่า ๆ กัน โรงเรียน<br>3. ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย<br>ในทศวรรษหน้า<br>ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษ<br>หน้า (พ.ศ.2557-2567 จากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี คือ ผู้บริหาร<br>สตรีมีภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) ด้านความเป็นสตรีไทย 2) ด้านวิถีไทย และ<br>3) ด้านความเป็นผู้บริหาร และ มีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/248337344/aa30ab494126e9dc997fa80b34c4c298/_________.png" />
         <pubDate>2022-06-18 02:33:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224378951</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกรัณฑรัตน์ จำเนียรพันธุ์ (อ้อม)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224394811</link>
         <description><![CDATA[<div>ครูโรงเรียนอนุบาลพระนครศรีอยุธยา<br>สังกัด สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1<br>เบอร์โทรศัพท์ 📱 0897474394<br>Email 💌 karantarat.ch@gmail.com<br><br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย<br>การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผ่านหลักธรรม<br><br>Week 5 Activity<br><br>ชื่อวิจัย:&nbsp; อนาคตของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: 1. เพื่อศึกษาอนาคตภาพ (Scenarios) ของ<br>คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาครูไทยตาม<br>คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br><br>รูปแบบการวิจัย:&nbsp; การวิจัยเชิงอนาคต<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>1.วิจัยระยะแรกเป็นการศึกษาอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิควิธี EFR (Ethnographic Futures Research) จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษาทั้ง จากสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบ<br>เกี่ยวกับการผลิตครูผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มผู้ใช้ครูและกลุ่มครู ได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive sampling) รวมจำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ มีค่าความความสอดคล้อง(IOC) 1.00<br>2.วิจัยระยะทีาสองเป็นการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า โดยศึกษาจากทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครู<br>การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาครูจำนวน 8 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้แทนจากสถาบันการผลิตครูและผู้ใช้ครู จำนวน 7 คน เพื่อสร้างข้อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสัมภาษณ์ และประเด็นการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อ หา (Content Analysis)<br>ผลการวิจัย:<br>1. อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาภาพอนาคตของคุณลักษณะครู<br>ไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปี ข้างหน้า&nbsp; ครูต้องมีหลักของ<br>การดำเนินชีวิตบนฐานหลักไตรสิกขา&nbsp; โดยยึดถือแนวปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp; “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน”<br>บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”&nbsp; จะต้องมีความรู้ รอบรู้ รู้ลึก มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาเป็นพื้นฐาน บวกกับการมีปัญญา มีการรู้เท่าทัน มีความสามารถในการคิดขั้นสูง และมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจ&nbsp; ในส่วนด้านจิตใจ นอกจากจะมีคุณธรรมจริยธรรม<br>จรรยาบรรณความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครูเป็นพื้นฐานแล้ว ครูจะต้องมีจิตสาธารณะ จิตอาสามีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ในส่วนของทักษะ<br>ครูจะต้องมีทักษะการสอน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการเป็ นผู้ช่วยเหลือ และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสังคม<br>2. แนวทางในการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า<br>&nbsp; &nbsp;2.1 กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู&nbsp; คือ กำหนดนโยบายการผลิตและพัฒนาครูที่มีจุดเน้นถึงคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า บนพื้นฐานของ<br>การพัฒนาส่งเสริมการดำเนินชีวิตครูตามหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp; กำหนดตัวบ่งชี้และเกณฑ์การประเมินมาตรฐานคุณลักษณะครูไทย เพื่อความเป็นมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูที่เป็นมาตรฐานกลาง&nbsp; และจัดทำคู่มือเส้นทางการพัฒนาตนบนเส้นทางวิชาชีพครูให้กับครู<br>&nbsp; 2.2 สถาบันการผลิตครู ทั้งมหาวิทยาลัย และกลุ่มสถาบันราชภัฎที่ผลิตครูควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตร&nbsp; โดยออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นครูตามภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า&nbsp; พัฒนานักศึกษาครู ระหว่างสถาบันการผลิตครูกับโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีกิจกรรมในการปลูกฝังนักศึกษาครูให้เห็นและตระหนักถึงความสำคัญ<br>ของการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>&nbsp; 2.3 ศึกษาธิการภาคควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู&nbsp; ได้แก่ เพิ่มบทบาทการเป็นผู้เอื้ออำนวยความสะดวกในการพัฒนาครู ตามมิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษ&nbsp; มีหน้าที่เป็นผู้แนะ (Coach) ให้ความรู้ในการพัฒนาครู แก่ผู้บริหารโรงเรียน ส ร้างรูปแบบดำเนินการนิเทศ/ติดตามผลการพัฒนาส่งเสริมคุณลักษณะครูที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของ<br>ผู้เรียน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนเขตพื้นที่ที่ดูแล ส่งเสริมให้ครูเห็นความสำคัญและเกิดความตระหนักถึงการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>&nbsp; 2.4 ผู้บริหารโรงเรียนควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เกิดกับครูในโรงเรียน&nbsp; ส่งเสริมให้ครูในการพัฒนาตนให้ตรงตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยจัดทำแผนการพัฒนาครู ที่ครบทั้ง 3 มิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า โดยมีการกำหนดกิจกรรมที่เน้นการ<br>พัฒนาครูที่เป็นรูปธรรม มีการนิเทศ/ติดตาม ประเมินผลการพัฒนาของกลุ่มครูอย่างต่อเนื่องและจริงจัง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734642167/3be51b45a707b238370d974ed56bb1bc/750DB819_CA38_4DA3_B937_770D1D23213C.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:21:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224394811</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางประภาพรรณ พูลเจริญศิลป์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395395</link>
         <description><![CDATA[<div>ศึกษานิเทศก์ สพป.สิงห์บุรี<br>✌️โทร 0871186995<br>😃Line ID paynunpun<br><br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย<br>😃เรื่องระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา😆<br><br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาครู : การวิจัยแบบผสมวิธี</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: <br>1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประเภท Exploratory Sequential Design</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน<br></strong><strong><mark>ขั้นตอนที่ 1</mark></strong><strong> การศึกษาเชิงปริมาณโดยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 304 ฉบับ จากกลุ่มตัวอย่างครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 17 โรงเรียน <br> วิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นการวิเคราะห์ระดับการจัดเวลาของครู ด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตอนที่สอง เป็นการวิเคราะห์การจัดเวลาของครู โดยจำแนกภูมิหลัง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว<br></strong><strong><mark>ขั้นตอนที่ 2 </mark></strong><strong>การศึกษาเชิงคุณภาพ<br>&nbsp; โดยนำผลการศึกษาจากข้อมูลตอนที่ 1 มาพิจารณาคัดเลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีการจัดการเวลาต่ำที่สุดและสูงที่สุด ระดับละ 12 คนรวม 24 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แนวคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางการจัดกาเวลาในการปฏิบัติงานครู รูปแบบการสัมภาษณ์ผู้วิจัยเลือก 3 รูปแบบ คือการสัมภาษณ์แบบเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสัมภาษณ์แบบตะล่อมกล่อมเกลา โดยวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบอุปนัย เพื่อตีความสร้างข้อสรุปรูปธรรม นำข้อมูลที่วิเคราะห์มาเขียนสรุปเป็นรายงานวิจัย</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:&nbsp;<br>1. ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาภูมิหลัง พบว่า ระดับการจัดการเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์การทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br>2. สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาจากตนเอง ปัญหาจากผู้อื่น และปัจจัยจาดสภาพแวดล้อม<br>3. แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน และกำหนดดเป้าหมาย การลำดับความสำคัญของงาน การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา และแนวคิดบวกในการทำงาน</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734766505/0cb7994ed9222b3c6c994b6ec5f60429/5B6AAFFB_DD68_4B69_A775_7D2EDD856676.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:23:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395395</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวิรัตน์ ลิ้มธนาวานิชย์ ชื่อเล่น ลิ้ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395418</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>เบอร์โทร 0827072130<br>ตำแหน่งครู โรงเรียนคลองพระอุดม สพป.ปทุมธานี เขต 1<br>งานวิจัย&nbsp; การสร้างนวัตกรรมในการบริหารงานโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด.ปทุมธานี เขต 1<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: </strong>การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุกรุงเทพมหานคร<br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : </strong>&nbsp;<br>1. เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร <br>2. เพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร <br><br><strong>รูปแบบการวิจัย :</strong> การวิจัยปฏิบัติการ (Action research) <br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย : </strong>&nbsp;ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3 ระยะ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ <br>ระยะที่ 1 วางแผนการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Planning) <br>1.1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการ ในชั้นเรียนที่เกิดขึ้น <br>1.2 ผู้วิจัยอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของงานวิจัยให้ครูและผู้บริหารได้ทราบร่วมกัน <br>1.3 สร้าง และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล <br>1.4 การจัดสรรทรัพยากร กระบวนการที่พึงประสงค์ <br>ระยะที่ 2 การพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Action) มีการดำเนินการ ดังนี้ <br>2.1 จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามแผนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม การปฏิบัติในสภาพจริง และการนิเทศติดตาม <br>2.2 ผู้วิจัยเพิ่มทักษะที่จำเป็น เพิ่มเติมในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล จัดหาแหล่งข้อมูล ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ขั้นการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) มีการดำเนินการ ดังนี้ ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในขณะที่ครูปฏิบัติกิจกรรม บันทึกการสังเกตพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ของครู ในขณะที่ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดควบคู่ไปด้วย โดยสิ่งที่สังเกต คือ กระบวนการของการ ปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The Effect of Action) <br>ระยะที่ 3 ประเมินผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Reflection) <br>3.1 การประเมินหรือตรวจสอบกระบวนการ ปัญหา อุปสรรคที่ได้จากการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) แบบกัลยาณมิตร <br>3.2 การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา และนำแนวทางการแก้ปัญหาไปใช้ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมในขั้นปฏิบัติการให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น <br>3.3 นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการจัดกิจกรรม เพื่อปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมการฝึกอบรมฯ <br>&nbsp;<br><strong>ผลการวิจัย :<br></strong>1. แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ด้วยการบูรณาการแนวคิดทฤษฎี 2 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่ และแนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self-directed Lerning) ซึ่งมโนทัศน์ของแต่ละแนวคิดบ่งชี้ลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการใน ชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีจุดเน้นในลักษณะสำคัญ 5 ประการเกี่ยวกับการ วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เรียกว่า S S E M A ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวหน้าของลักษณะ 5 ประการ คือ การริเริ่มตนเอง (Self-made: S) การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking: S) การเสริมแรงจูงใจ (Extra Motivation: E) การดูแลให้ คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring: M) และการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning: A)&nbsp;<br>2. ดัชนีประสิทธิผลของคะแนนคุณภาพงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูก่อนและหลังเข้าร่วม การวิจัย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีค่าเท่ากับ 0.7558 ซึ่งแสดงว่าครูมีความรู้ ความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น 0.7558 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.58 จากการจัดกิจกรรมการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน&nbsp;<br>3. เจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่าครูมีเจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการใน ชั้นเรียนที่ดีขึ้น&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734788612/9893bfd2837b528620d7bb1eb5747bcb/IMG_20200208_173658.jpg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:23:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395418</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกมลวรรณ นครศรี (ป้อม)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395485</link>
         <description><![CDATA[<div>ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนองสุทธะ<br>สพป.สระบุรี เขต1<br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย<br>การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต1<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734813745/ebcfeab719a7aca8613711513f1cf453/IMG_25650618_104846.jpg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:23:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395485</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกรุณา ภิรมย์ธรรม</title>
         <author>kpiromtam</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395539</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย การพัฒนาการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาด้วยแนวทางไคเซ็น ของโรงเรียนบูรพาพัฒนศาสตร์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดชลบุรี<br><br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br> <strong>ชื่อวิจัย: ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: การวิจัยแบบผสมผสานวิธี <br>Spiritual Leadership of Rajabhat University Administrators in the Northeast: Mixed Methods Research</strong><br> <br> <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: <br>1. เพื่อศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ <br>2. เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์</strong><br> <br> <strong>รูปแบบการวิจัย: แบบผสมผสานวิธี (Mixed Methods Research)</strong><br> <br> <strong>ขั้นตอนการวิจัย: การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ <br>ระยะที่ 1 การศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยการสังเคราะห์จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้แล้วจัดทำเป็นร่างโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ <br>ระยะที่ 2 การทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรสายวิชาการ บุคลากรสายสนับสนุนและผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 480 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามแบบมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ และใช้โปรแกรม M Plus วิเคราะห์องค์ประกอบและทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์</strong><br> <br> <strong>ผลการวิจัย: พบว่า <br>1) ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก 18 องค์ประกอบย่อย 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) องค์ประกอบหลักด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย 13 ตัวบ่งชี้ (2) องค์ประกอบหลักด้านความหวังความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย 18 ตัวบ่งชี้ (3) องค์ประกอบหลักด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย 17 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบหลักด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ (5) องค์ประกอบหลักด้านความตระหนักในตัวเอง มี 3 องค์ประกอบย่อย 9 ตัวบ่งชี้&nbsp; มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.31 - 4.60 และค่าสัมประสิทธิ์การกระจายอยู่ระหว่าง 12.79-18.26 เป็นตัวบ่งชี้ที่เหมาะสม <br>2) โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย แบ่งออกเป็น 5 ด้าน<br>2.1 โมเดลด้านวิสัยทัศน์สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.2 โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความหวังความศรัทธา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.3 โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.4 โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านจิตวิญญาณ&nbsp; มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.5 โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความตระหนักในตนเอง มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>&nbsp;โดยมีค่าสถิติ ดังนี้&nbsp; X</strong><strong><sup>2</sup></strong><strong>=108.08, Df=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02, SRMR=0.03, CFI=0.99, TLI=0.99 สามารถนํา โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสามารถนําไปใช้ในการประเมินภาวะผู้นําเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารเพื่อนําไปสู่การวางแผนพัฒนาหรือเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารและจัดการศึกษาให้มีคุณภาพต่อไป</strong><br><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300320843/8ce8aaed891a37badf20e3a8cbbb7a4a/BE429FE2_DDBA_45B5_A24C_381B1AE63DAC.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:23:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395539</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหาวรวุฒิ ฐิตสีโล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395879</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดบำเพ็ญเหนือ ครูสอนศึลธรรมในโรงเรียน กทม.<br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย : <br>รูปแบบการบริหารจัดการศึกษาวิถีพุทธของพระสอนศีลธรรมในประชาคมอาเซียน : กรณีศึกษาประเทศ CLMT<br>Model of Buddhist Educational Management of Monk 's Teaching Morality in ASEAN : Case Study of CLMT Countries)<br>การวิจัยผสมวิธี แบบพหุระยะ<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนนน้ำตกห้วยสวนพลู :</strong>การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม <br><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>&nbsp;1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา และความ คาดหวังในการพัฒนาภาวะผู้นำครู และหาทางเลือกที่เหมาะสม กับการพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู 2. เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำครูด้วยการวิจัยปฏิบัติ การแบบมีส่วนร่วม โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการ ทำงาน และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการ ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูจากองค์ประกอบ ภาวะผู้นำครู เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียน วิธีดำเนินการวิจั <br><br><strong>รูปแบบการวิจัย: </strong>&nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) แบบมีส่วนร่วม<br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน<br>6 คน ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน ประกอบด้วยผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย<br>ตัวแทนกรรมการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขต<br>พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และศึกษานิเทศก์<br><br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่<br>แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกรายวัน แบบบันทึก<br>การประชุม แบบรายงานโครงการ แบบวิเคราะห์เอกสาร<br>กล้องถ่ายภาพ การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินพฤติกรรม<br>ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br><br>3. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย<br>ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation)<br>เป็นการเตรียมตัวของผู้ร่วมวิจัย ผู้ให้ข้อมูล การอบรมเชิง<br>ปฏิบัติการ การเตรียมอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ และ<br>การวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน<br>ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) เป็นการ<br>ประชุมปฏิบัติการของผู้ร่วมวิจัย การจัดทำแผนปฏิบัติการ<br>จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปรับวิสัยทัศน์ พันธกิจ<br>ทิศทางการพัฒนา เสนอชื่อโครงการ และจัดทำรายละเอียด<br>โครงการขั้นตอนที่ <br><br>3 การปฏิบัติ (Acting) แต่ละทีมที่รับ<br>ผิดชอบนำโครงการที่จัดทำขึ้นไปปฏิบัติ ในลักษณะการปฏิบัติ<br>งานปกติ มีกระบวนการปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย<br>ขั้นตอนที่<br>&nbsp;<br>4 การสังเกตผล (Observing) เป็นการ<br>สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ<br>โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสังเกต แบบบันทึกรายวัน<br>การสนทนากลุ่ม แบบประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูใน<br>โรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br>ขั้นตอนที่ <br><br>5 การสะท้อนผล (Reflecting)<br>เป็นการจัดสนทนากลุ่ม โดยใช้เทคนิคการถอดบทเรียน<br>เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในวงรอบที่ 1 -5 เกิดการ<br>เรียนรู้ใหม่ ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน และ<br>ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนำผลสรุปร่วมกันจาก<br>การวิจัยในวงรอบที่ 1 มาวางแผนใหม่ จัดทำโครงการปฏิบัติ<br>ใหม่ สังเกตผลใหม่ สะท้อนผลใหม่ คล้ายกับขั้นตอนที่ 2 -5<br>เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน<br>องค์ความรู้ใหม่ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>พร้อมสรุปผลการวิจัย<br></strong>&nbsp;<br>ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนำผลสรุปร่วมกันจาก การวิจัยในวงรอบที่ 1 มาวางแผนใหม่ จัดทำโครงการปฏิบัติ ใหม่ สังเกตผลใหม่ สะท้อนผลใหม่ คล้ายกับขั้นตอนที่ 2 -5 เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน องค์ความรู้ใหม่ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน พร้อมสรุปผลการวิจัย <br><br><strong>ผลการวิจัย: </strong>&nbsp;ผลการวิจัย พบว่า&nbsp;<br>1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูในการใช้ปฏิบัติงานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ งานบริหาร งบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล งานบริหารทั่วไป มีความล่าช้า สาเหตุมาจากครูขาดภาวะผู้นำ ส่วนสภาพปัญหา ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนยังอยู่ในระดับน้อยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำครู เลือกทางเลือก ของการพัฒนา โดยใช้โครงการ 16 โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลัง การทำงานและกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ใช้องค์ประกอบภาวะผู้นำครู 1) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู 2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน 3) ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ 4) ด้านเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู&nbsp;<br>&nbsp;<br>2. ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครู ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านมีการพัฒนาตนเอง และเพื่อนครู ( Χ =4.69) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน ( Χ =4.02) และในรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ( Χ =4.86) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Χ =4.72) และทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( Χ =4.64) เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล ระดับโรงเรียน คือมีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการเป็นผู้ร่วมวิจัย จัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการของผู้เรียน มีส่วนร่วมในโครงการและเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งการกระทำให้ บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู จากการร่วมกันนำโครงการไปปฏิบัติ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติที่ดีเลิศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวก ของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะผู้นำในการนำโครงการ ไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734639077/fa849d5a2da84289acec54cebfa16ee3/7EFD1474_B167_42E0_BEB8_7CA5FA1C870C.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:24:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224395879</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณฏฐพร  สิงห์สร🐰🌿</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396239</link>
         <description><![CDATA[<div>ครู รร.สุพรรณภูมิ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (2557 -2567)The Scenario ofLeadership off Thai Female Primary School Administratorsin The Next Decade(2014_2024)</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: <br>เพื่อนศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (2557 -2567)</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน&nbsp;</div><div><br>&nbsp;<strong>ขั้นตอนการวิจัย: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>ขั้นที่ 1 เตรียมกลุ่มผูู้เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญจาก 4 กลุ่มคุณสมบัติ<br>&nbsp;ผู้บริหารระดับสูง 7 คน นักวิชาการ 7 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 8 คน และผู้นำองค์การที่ทำงานเพื่อสตรีและเยาวชน 4 คน รวมผู้เชี่ยวชาญ 26 คน)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 2 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด (แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 3 สังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูล (ประเด็นย่อยแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 4 พัฒนาแบบสอบถาม (แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 5 เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่ 2 – 3</div><div>การเก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 1 ใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 2 แบบสอบถามาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ)</div><div><strong>เครื่องมือที่ใช้ :</strong> 1. แบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สถิติ : </strong>นำแบบสอบถาม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาผลจากค่ามัธยฐาน (Median: Mdn) ค่าความสอดคล้อง พิจารณาจากส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน (Mo - Mdn) ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป&nbsp; และค่าความสอดคล้องใช้ส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับค่ามัธยฐาน ไม่เกิน 1.00 ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range: IR) ไม่เกิน 1.50&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แล้วนำประเด็นย่อยมาจัดกลุ่มเป็นแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษา</div><div>&nbsp;</div><div><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผลการศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567) มีผลการวิจัยดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสารตามประเด็นตั้งต้น มีผลการวิจัย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ 1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันเป็นฉันทามติว่า <strong>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย ซึ่งได้มาจากผู้วิจัยวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นย่อยภาวะผู้นำซึ่งผ่านความเห็นที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญแล้วโดยใช้หลักแนวคิดไทย (Thai Mind) จัดกลุ่มประเด็นย่อย ผลการวิจัย ได้แก่ 2.1) แนวโน้มภาวะนำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย (Leadership of Thai Female School Administrators) ที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 2.1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย (Thai Female Leadership) มีประเด็นย่อย 18 ข้อ 2.1.2) ด้านวิถีไทย (Thai Leadership) มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 2.1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร (Administrative Leadership) มี 6 องค์ประกอบจากประเด็นตั้งต้น ได้แก่ 2.1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 2.1.3.2) พฤติกรรม มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 2.1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 2.1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 2.1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2.1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมประเด็นย่อยด้านความเป็นผู้บริหาร 93 ข้อ และ 2.2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำ (Strengthening and Developing Leadership) ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา มีประเด็นย่อย 19 ข้อ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ภาพอนาคตภาวะนำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (Scenario of Leadership of Thai Female School Administrators) ที่ได้จากผลการวิจัยผู้เชี่ยวชาญ มีฉันทามติว่า เป็นภาพอนาคตแนวโน้มที่ดี โดยมีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะ<br> ผู้นำอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2557-2567) จากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี คือ ผู้บริหารสตรีมีภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) ด้านความเป็นสตรีไทย 2) ด้านวิถีไทย และ 3) ด้านความเป็นผู้บริหาร และ มีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734867475/c900f90376cd674aaadf7591fcbf958b/IMG_20210321_165902.jpg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:25:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396239</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประภาพร ยอดย้อย ผอ.รร.วัดโคก(ธูปะเตมีย์อุปถัมภ์)สพป.อย.1</title>
         <author>jang_prapaporn</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396343</link>
         <description><![CDATA[<div>ประภาพร ยอดย้อย ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโคก(ธูปะเตมีย์อุปถัมภ์)สพป.พระนครศรีอยุธยาเขต1&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โทร0863081556 Gmail: jang.prapaporn@gmail.com&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; #ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย การศึกษาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคุณธรรมของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสพป.พระนครศรีอยุธยาเขต1 #<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/357890658/24b846b495a1e0936e0f172c1135a257/padlet_image_picker_file_d4ed07be_c03a_498d_9455_7879261342e2.jpg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:26:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396343</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระอธิภัทร อธิจิตฺโต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396430</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดวังกวาง 479 หมู่ 11 ตำบลวังท่าช้าง<br>อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25110<br>- พระธรรมวิทยากร กรมการศาสนา กระทรวงวัฒธรรม<br>- พระวิทยากรต้นแบบสันติภาพ รุ่นที่ 1 สาขาสันติศึกษา มจร.<br>- พระวิทยากรเพื่อการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 3 วัดพระรามเก้า<br>- พระวิทยากร รุ่น 10-11 มจร.<br>- พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 26<br>- พระสอนศีลธรรมในโรงเรียน สังกัด มมร.มวก.<br>โทรศัพท์ : +66 6 1235 4978<br>email : atad.bsc@gmail.com<br>Line iD : athichittho<br>Facebook : Athiphat M. Athichittho<br><strong><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย : </strong><br>การจัดการความเครียดของนักเรียนโดยใช้สมาธิเป็นฐาน<br><br><strong>ชื่อวิจัย : </strong><em>การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย : การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ</em><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย : <br></strong><em>1. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ นักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มตัวอย่าง <br>2. เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างรูปแบบการเรียนรู้ภาษา อังกฤษและพัฒนาแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย <br>3. เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนและความคงทนของรูป แบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย</em><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย : </strong><br><em>การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ ประเภท Exploratory Sequential Design</em><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย : </strong><br><em>แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพ และระยะที่ 2 การศึกษาเชิงปริมาณ โดยเริ่มต้นด้วยวิธีการเชิงคุณภาพเพื่อมุ่งสำรวจและทำความเข้าใจในปรากฏการณ์ของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษา การศึกษาระยะนี้ มิได้มุ่งหมายให้ได้ข้อสรุปโดยนัยทั่วไปอ้างอิงสู่ประชากรในวงกว้าง แต่ต้องการเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้สำหรับใช้เป็นฐานในการออกแบบการวิจัยด้วยวิธีการเชิงปริมาณในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการประเภท Exploratory Sequential Design</em><br><br><strong>ผลการวิจัย : <br></strong><em>1. นักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เป็นลักษณะเฉพาะ 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยากรณ์ และรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรม<br><br>2. โครงสร้างองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยประกอบด้วย 2 โครงสร้างหรือ 2 รูปแบบการเรียนรู้ โดยมีความแปรปรวนรวมเท่ากับร้อยละ 51.80 แบบวัดรูปแบบการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามีค่าความเชื่อมั่นด้านมิติการวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยากรณ์เท่ากับ 0.96 และมิติด้านรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมเท่ากับ 0.82 โดยมีค่า ความเชื่อมั่นของแบบวัดทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 ซึ่งเป็นแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาที่มีค่าความเชื่อมั่นสูง และโมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่หนึ่งของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (X2= 166.30, df = 171, p = .58, RMSEA = 0.00)<br><br>3. นักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มทดลองจำนวน 17 คน มีค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยากรณ์ก่อนเรียนและสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้หลังเรียน แต่เมื่อไม่ได้รับการจัดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่กลับแปรเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของตนเองไปสู่รูปแบบเดิมคือ รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยากรณ์</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1381529956/5a39171fd7e97c2a15143a98f8e1f024/16EB5840_A690_46AB_9246_5EF72421E5B8.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:26:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396430</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหาศิริวัฒน์ ภูริปัญโญ (หลวงพี่เอ็ม)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396490</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) กทม.<br>เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช<br>โทร.0860300446<br><br>ประเด็นที่สนใจ การบริหารงานวิชาการ โรงเรียนในสังกัด มจร.<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: <br>1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา และความ<br>คาดหวังในการพัฒนาภาวะผู้นำครู และหาทางเลือกที่เหมาะสม<br>กับการพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู<br>2. เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำครูด้วยการวิจัยปฏิบัติ<br>การแบบมีส่วนร่วม โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก<br>ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการ<br>ทำงาน และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการ<br>ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูจากองค์ประกอบ<br>ภาวะผู้นำครู เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล<br>และระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้<br>ของนักเรียน</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: <br>1. กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน<br>6 คน ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน ประกอบด้วยผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย<br>ตัวแทนกรรมการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขต<br>พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และศึกษานิเทศก์<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่<br>แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกรายวัน แบบบันทึก<br>การประชุม แบบรายงานโครงการ แบบวิเคราะห์เอกสาร<br>กล้องถ่ายภาพ การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินพฤติกรรม<br>ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br><br>3. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย<br>ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation)<br>เป็นการเตรียมตัวของผู้ร่วมวิจัย ผู้ให้ข้อมูล การอบรมเชิง<br>ปฏิบัติการ การเตรียมอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ และ<br>การวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน<br>ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) เป็นการ<br>ประชุมปฏิบัติการของผู้ร่วมวิจัย การจัดทำแผนปฏิบัติการ<br>จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปรับวิสัยทัศน์ พันธกิจ<br>ทิศทางการพัฒนา เสนอชื่อโครงการ และจัดทำรายละเอียด<br>โครงการ<br>ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ (Acting) แต่ละทีมที่รับ<br>ผิดชอบนำโครงการที่จัดทำขึ้นไปปฏิบัติ ในลักษณะการปฏิบัติ<br>งานปกติ มีกระบวนการปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย<br>ขั้นตอนที่ 4 การสังเกตผล (Observing) เป็นการ<br>สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ<br>โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสังเกต แบบบันทึกรายวัน<br>การสนทนากลุ่ม แบบประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูใน<br>โรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br>ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล (Reflecting)<br>เป็นการจัดสนทนากลุ่ม โดยใช้เทคนิคการถอดบทเรียน<br>เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในวงรอบที่ 1 -5 เกิดการ<br>เรียนรู้ใหม่ ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน และ<br>ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนำผลสรุปร่วมกันจาก<br>การวิจัยในวงรอบที่ 1 มาวางแผนใหม่ จัดทำโครงการปฏิบัติ<br>ใหม่ สังเกตผลใหม่ สะท้อนผลใหม่ คล้ายกับขั้นตอนที่ 2 -5<br>เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน<br>องค์ความรู้ใหม่ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>พร้อมสรุปผลการวิจัย</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:<br>1.1 สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูมีการพัฒนา<br>เป็นระบบชัดเจนในการใช้ภาวะผู้นำครูเพื่อการปฏิบัติ<br>งานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ<br>งานบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล<br>งานบริหารทั่วไป และสภาพปัญหาภาวะผู้นำครูในโรงเรียน<br>หลังการพัฒนาภาวะผู้นำครู เกิดการเปลี่ยนแปลงตามความ<br>คาดหวัง จากการเลือกทางเลือก ใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบ<br>มีส่วนร่วม ใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการ<br>พัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการทำงาน<br>และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม<br>1.2 ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครูที่ได้จากการ<br>เก็บรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลาการวิจัยและการใช้แบบ<br>ประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู<br>จำนวน 1 ชุด เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า<br>(Rating Scale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง<br>น้อยและน้อยที่สุด สำหรับประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูของ<br>ผู้ร่วมวิจัยหลังการพัฒนาในวงรอบที่ 1 และหลังพัฒนา<br>ในวงรอบที่ 2 หลังสิ้นสุดการสังเกตผล เป็นแบบประเมิน<br>เกี่ยวกับพฤติกรรมภาวะผู้นำครูตามองค์ประกอบที่ศึกษา<br>มีตัวชี้วัดทั้งหมด 55 ตัวชี้วัด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้าน<br>อยู่ในระดับมากที่สุด คือ 1) ด้านมีการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู<br>( Χ =4.69) เห็นได้จากการเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท<br>การจัดทำผลงานเสนอขอครูดีเด่นและได้รับการคัดเลือกรับ<br>เกียรติบัตรงานวันครู การเป็นผู้สอนงานเพื่อนครูในด้านการ<br>จัดทำระบบการเงินและพัสดุ การจัดทำแฟ้มพัฒนางาน<br>การสนใจเข้ารับการพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้และ<br>ประสบการณ์ 2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน<br>( Χ =4.02) โดยครูมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติการสอนและ<br>บริหารจัดการชั้นเรียน ที่เกิดจากความถนัดของแต่ละคนแบบ<br>ครูมืออาชีพ ริเริ่มสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อและใช้เทคนิค<br>ที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br>และประเมินผู้เรียนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน<br>เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและการอ่านคล่อง เขียน<br>คล่อง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนา มีการวิจัยในชั้น<br>เรียนเพื่อแก้ปัญหา ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากเพื่อนครู<br>3) ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ( Χ =4.86) โดยครูเป็น<br>ผู้ที่มีความสามารถสร้างเครือข่าย และแรงบันดาลใจกระตุ้น<br>ให้ทีมงานร่วมมือกันนำวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ ในการพัฒนา<br>เชิงระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาและ<br>อุปสรรค ของโรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพ จนเห็นผลเชิง<br>ประจักษ์เกิดความสำเร็จมุ่งสู่สถานศึกษาคุณภาพชายแดน<br>4) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Χ =4.72) อยู่ในระดับมาก<br>ที่สุด โดยเป็นผู้นำในด้านบุคลิกภาพ การแต่งกาย การปรับ<br>ตัวตามวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ยึดมั่นในปรัชญาการ<br>ทำงานตามนโยบายและขอบข่ายงานตามเป้าหมาย มีเจตคติ<br>ทางบวกและวุฒิภาวะทางอารมณ์ ในการสนทนาอย่าง<br>สร้างสรรค์ร่วมกับเพื่อนครูและบุคลากรในโรงเรียน เป็นตัว<br>แบบด้านคุณธรรม จริยธรรมและความสามารถในการคิด<br>ไตร่ตรองด้วยเหตุผล การร่วมกิจกรรมทางสังคม และริเริ่มการ<br>ปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาโรงเรียนสู่ความ<br>สำเร็จได้หลากหลายในสถานการณ์เดียวกัน และสร้างผลงาน<br>ที่ดีที่สุดให้เกิดกับตนเอง ทีมงาน โรงเรียน และผู้เรียน แสดง<br>ให้เห็นว่าพฤติกรรมภาวะผู้นำครู รวมทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ใน<br>ระดับมากที่สุด ( Χ =4.64) เมื่อเรียงลำดับการพัฒนาจาก<br>มากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา ด้านเป็น<br>ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ด้านมีการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู<br>และด้านการเป็นแบบอย่างทางการ เกิดการเรียนรู้ในระดับ<br>บุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน คือเกิดการเปลี่ยนแปลง<br>พฤติกรรมภาวะผู้นำครู เกิดองค์ความรู้ใหม่และการปฏิบัติ<br>ที่เป็นเลิศ โดยครูมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Relationship)<br>ในการนำโครงการไปปฏิบัตินั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็น<br>อันหนึ่งอันเดียวกัน มีการประสานงานที่ดี มีความสามัคคี<br>ที่จะทำให้งานสำเร็จตามวัตถุประสงค์เป็นผู้สอนที่ดี<br>(Educate) ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่จะส่งผลกับผู้เรียนโดยตรง<br>ยินดีรับการนิเทศแบบกัลยาณมิตรนิเทศเพื่อนำข้อเสนอแนะ<br>ไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ทำให้การ<br>ทำงานเกิดความสำเร็จ (Success) ร่วมกัน พร้อมเปิดใจ<br>ร่วมใจ ตั้งใจ และเต็มใจที่จะทำโดยใช้หลักการกัลยาณมิตรนิเทศ<br><br>เป็นนักสังเกตที่ดี (Observer) มีความรอบรู้ในการปฏิบัติงาน<br>รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาและ<br>แก้ปัญหาและสนองความต้องการของผู้เรียน ครูมีความสดชื่น<br>แจ่มใส (Refreshing) จากการเสริมพลังการทำงานที่ให้<br>อำนาจการตัดสินใจ มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน<br>ได้ทำงานตามความถนัด ทำงานนั้นได้ตามเป้าหมาย<br>(Target) ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามความสามารถและ<br>ความถนัดของตนเอง จากครูใช้ภาวะผู้นำในการปฏิบัติงาน<br>ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ตามเป้าหมายที่กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน<br>คือ RESORT Model หมายถึงการใช้มาตรการ หรือหลักการ<br>ใดหลักการหนึ่งให้โรงเรียนมีคุณภาพและมีชื่อเสียง<br>มีความสวยงามหลากสีสัน เป็นโรงเรียนที่น่าดู น่าอยู่ น่าเรียน<br>ซึ่งสอดคล้องกับชยานนท์ มนเพียรจันทร์ (2554) ว่าการ<br>เปลี่ยนแปลงการเรียนรู้จากการกระทำ ทั้งระดับบุคคล<br>กลุ่มบุคคล และระดับองค์การและความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นจาก<br>การใช้แผนปฏิบัติการที่ถือเป็นตัวสอดแทรกหลักและใช้หลัก<br>องค์รวมเป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ส่วนการเปลี่ยนแปลง<br>พฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวกของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะ<br>ผู้นำในการนำโครงการไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็น<br>สำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน<br>ที่เห็นได้จากความสำเร็จจากโครงการส่งเสริมความสามารถ<br>ด้านกีฬา ด้านวงดนตรี Mixolydian และด้านการเป็น<br>ผู้ประกอบการน้อยเพื่อการหารายได้ระหว่างเรียน</strong><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734868907/31628971e95aeb2ec72d40e07d6e83fc/DA381317_62BF_4C53_A63D_664F67635206.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:26:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396490</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหาอภิชัย  สัมฤทธิ์/มหาปุญฺโญ (Moss)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396618</link>
         <description><![CDATA[<div>ครู โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา วัดทุ่งเหียง ชลบุรี/ สำนักเรียนวัดโมลีโลกยาราม บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร 10600&nbsp; โทร.061-6563787<br><br>ประเด็นศึกษา : ศึกษาการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ<br><br><strong><mark>Week 5 Activity</mark></strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย </strong>: ภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : การวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br>Spiritual Leadership of Rajabhat University Administrators in the Northeast : Mixed Methods Research<br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp; </strong> 1) เพื่อศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&nbsp; 2) เพื่อ ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:&nbsp; </strong>การวิจัยแบบผสมผสานวิธี&nbsp; Mixed Methods Research<br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp; </strong>มีขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย 2 ขั้นตอน คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน เพื่อจะสงเคราะห์เป็นตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏ ฯ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบ และตัวบ่งชี้ แล้วจึงจัดทำเป็นร่างโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 2 ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม&nbsp; จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรสายวิชาการ บุคลากรสายสนับสนุนและผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ จำนวน 480 คน&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากนั้นก็นำข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูล องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ และใช้โปรแกรม M Plus วิเคราะห์องค์ประกอบและทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ <br><br><strong>ผลการวิจัย:&nbsp; </strong>&nbsp;พบว่า <br>&nbsp; &nbsp; 1) ภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก 18 องค์ประกอบย่อย และ 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) องค์ประกอบหลัก ด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย และ 13 ตัวบ่งชี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) องค์ประกอบหลัก ด้านความหวัง ความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย และ 18 ตัวบ่งชี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (3) องค์ประกอบหลัก ด้านความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย และ 17 ตัวบ่งชี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (4) องค์ประกอบหลัก ด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย และ 16 ตัวบ่งชี้ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (5) องค์ประกอบหลัก ด้านความตระหนักในตัวเอง มี 3 องค์ประกอบย่อย และ 9 ตัวบ่งชี้ <br>&nbsp; &nbsp; 2) โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำ เชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติ ดังนี้&nbsp; X<sup>2</sup>=108.08, Df=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02, SRMR=0.03, CFI=0.99, TLI=0.99<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734769709/6b1fd831f1c44eafc1b97cf9b6996977/6DA14E8E_5912_4AFA_9744_B6A343CEA58A.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:27:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224396618</guid>
      </item>
      <item>
         <title>007 พระมหาเศรษฐวิชญ์ เสฏฺฐวิชฺโช (ถิระศรุตานันท์) </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397015</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเด็นที่สนใจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; :&nbsp; &nbsp;<strong><br>การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของวัดที่เอื้อต่อการเรียนรู้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมในจังหวัดปทุมธานี (หัวข้อ ป.โท)</strong></div><div><br><strong>สถานที่เกิด</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; : &nbsp; ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา</div><div><strong>การศึกษา</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; : &nbsp; พ.ศ. ๒๕๔๗ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (อุตสาหการ)&nbsp; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์&nbsp; จังหวัดกรุงเทพมหานคร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๕๘ นักธรรมเอก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๖๒ เปรียญธรรม ๓ ประโยค</div><div><strong>ประสบการณ์ทำงาน</strong>&nbsp; : &nbsp; พ.ศ. ๒๕๔๘ วิศวกรประจำ ฝ่ายวางแผนการผลิตยางใน (Tube Production Planning Dept.) บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (IRC-Thailand) จังหวัดปทุมธานี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๕๐ วิศวกรประจำ ฝ่ายบริหารโครงการ (Project Management Dept.: PMD) บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จังหวัดสระบุรี</div><div>อุปสมบท&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; : &nbsp; เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖</div><div>สังกัด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; มหานิกาย</div><div><strong>การทำงาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๕๗ พระเจ้าหน้าที่ บันทึกผลการปฏิบัติธรรมชาวต่างประเทศ โครงการสมาธิเพื่อสันติภาพ กองสมาธิเพื่อสันติภาพ (Peace Revolution)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๕๘ ครูสอนนักธรรมตรี โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; พ.ศ. ๒๕๕๙ - ปัจจุบัน พระเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป สอนการแยกเพชรพลอย (ขยะ) และการผลิตน้ำยาทำความสะอาด กองสิ่งแวดล้อม ฝ่ายอาคารสถานที่ สำนักสาธารณูปการ วัดพระธรรมกาย</div><div><strong>ศึกษาดูงาน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>: &nbsp; โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย จังหวัดสมุทรปราการ</div><div><strong>ที่อยู่ปัจจุบัน</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;:&nbsp; &nbsp; วัดพระธรรมกาย&nbsp; ๒๓/๒ หมู่ ๗ ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;: &nbsp; E-mail: Sethavich.kit@gmail.com</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Tel: ๐๘๐-๐๖๐-๗๗๘๘<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย</strong>: <strong>การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู</strong>: <strong>การวิจัยแบบผสมวิธี</strong></div><div>AN ANALYSIS OF PROBLEMS IN AND GUIDELINES FOR TIME MANAGEMENT OF TEACHERS: MIXED METHOD RESEARCH</div><div><br></div><div><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: <br>( 1) <strong>เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง</strong> <br>(2) <strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู</strong> <strong>และ</strong> <br>(3) <strong>เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู</strong> <strong>ดำเนินการวิจัย</strong></div><div><br></div><div><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: <strong>แบบผสมวิธี</strong> <strong>รูปแบบ</strong> explanatory sequential design (quan&gt;QUAL) <strong>ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณแบบสถิติบรรยาย</strong> <strong>และความแปรปรวนทางเดียว</strong> <strong>วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์</strong></div><div><br></div><div><strong>ขั้นตอนการวิจัย</strong>: <strong>ประกอบด้วย</strong> 2 <strong>ขั้นตอน</strong> <strong>คือ</strong> <strong>ขั้นตอนแรก ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามจำนวน</strong> 304 <strong>ฉบับจากตัวอย่างครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร</strong> <strong>จำนวน</strong> 17 <strong>โรงเรียน</strong> <strong>แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา</strong> (IOC) <strong>ในช่วง</strong> 0.60 - 1.00 <strong>และค่าความเที่ยงในช่วง</strong> 0.716 - 0.920 <br><br><strong>ขั้นตอนที่สอง ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ</strong> <strong>โดยนำผลการศึกษาจากข้อมูลเชิงปริมาณตอนที่</strong> 1 <strong>มาพิจารณาคัดเลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีการจัดการเวลาระดับต่ำที่สุดและสูงที่สุด</strong> <strong>ระดับละ</strong> 12 <strong>คน</strong> <strong>รวม</strong> 24 <strong>คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณแบบสถิติบรรยาย</strong> <strong>และความแปรปรวนทางเดียว</strong> <strong>วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</strong></div><div><br></div><div><strong>ผลการวิจัย</strong>: <br>1) <strong>ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง</strong> ( = 3.449, SD = 0.420)<strong> และเมื่อพิจารณาภูมิหลัง</strong> <strong>พบว่า</strong> <strong>ระดับการจัดการเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์การทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ</strong> .05 <br>2) <strong>สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู</strong> <strong>แบ่งเป็น</strong> 3 <strong>ด้าน</strong> <strong>ได้แก่</strong> <strong>ปัญหาจากตนเอง</strong>&nbsp; <strong>ปัญหาจากบุคคลอื่น</strong> <strong>และปัจจัยจากสภาพแวดล้อม</strong> <strong>และ</strong> <br>3) <strong>แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น</strong> 4 <strong>ด้าน</strong> <strong>ได้แก่</strong> <strong>การวางแผนและกำหนดเป้าหมาย</strong> <strong>การลำดับความสำคัญของงาน</strong> <strong>การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา</strong> <strong>และแนวคิดบวกในการทำงาน</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300198847/05a311d41ab4e6cf1caacae0bb09b982/59460AA4_C11C_4835_9325_05B3E631B83F.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:28:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397015</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุภัสรา วันทมาตย์ (กุ้ง)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397664</link>
         <description><![CDATA[<div>ครูโรงเรียนประตูชัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัด สพป. พระนครศรีอยุธยา เขต 1&nbsp;<br>เบอร์ 088-2408510<br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำงานวิจัย<br>กลยุทธ์ในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน&nbsp; (o-net)วิชาภาษาอังกฤษ บูรณาการหลักธรรมทางศาสนา<br><br>Week 5 Activity<br><br>ชื่อวิจัย:&nbsp;<br>การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1<br>THE ACTION RESEARCH FOR DEVELOPING ENGLISH COMMUNICATIVE SKILLS OF MATHAYOMSUKSA 3<br>STUDENTS AT BANMOUNG SCHOOL, KHON KAEN PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>ความมุ่งหมายของการวิจัย<br>1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง<br>&nbsp;2. เพื่อศึกษาความคาดหวังและแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3<br>&nbsp;3. เพื่อศึกษาผลการพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการพัฒนา<br>&nbsp;4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>&nbsp;1. ใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยการวิจัยปฏิบัติการ ในวงจรการวิจัยปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ 1.ขั้นวางแผน (Plan) 2.ขั้นปฏิบัติ(Act) 3.ขั้นสังเกต (Observe) 4.ขั้นสะท้อนผล (Reflex) โดยมีจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการปฏิบัติในแต่ละวงจรปฏิบัติการ มีแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 6 แผน จำนวน 30 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 4 แผน จำนวน16 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 2 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 แผน 54 ชั่วโมง โดยใช้เวลานอกเวลาเรียนจริงสัปดาห์ละ 3 วัน ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561<br><br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; 3.1 แบบสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3<br>&nbsp; &nbsp; 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ<br>&nbsp; &nbsp; 3.3 แบบวัดทักษะการสื่อสารก่อนเรียนหลังเรียน<br>&nbsp; &nbsp; 3.4 แบบวัดทักษะการสื่อสารท้ายวงจรปฏิบัติการ<br>&nbsp; &nbsp; 3.5 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา<br><br>4. วิธีรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล<br>&nbsp; &nbsp; 4.1 วิธีรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความคาดหวังและแนวทางการแก้ปัญหาทักษะการสื่อสาร วัดทักษะการสื่อสารก่อนการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาตามวงจรปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการแต่ละวงจรปฏิบัติการ พัฒนาโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม communicative approach ประกอบด้วย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ขั้นการนำเสนอเนื้อหา (Presentation)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production)&nbsp;<br><br>ผลการวิจัย:<br>1. สภาพปัญหาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ปัญหาของนักเรียนที่พบ คือ ฟัง พูดสื่อสารไม่ได้ อ่านได้แต่แปลไม่ได้ เขียนได้เป็นคำแต่เขียนเป็นประโยคไม่ได้<br>2. ความคาดหวังด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า คาดหวังให้นักเรียนสามารถสรุปความจากเรื่องที่ฟัง สื่อสารโต้ตอบได้ อ่านจับใจความ แปลความหมายเรื่องที่อ่าน และเขียนประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยนักเรียนผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด&nbsp;<br>ส่วนแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า ควรกระตุ้นให้นักเรียนรักภาษาอังกฤษ ท่องคำศัพท์ ฝึกฟังสำเนียงจากสื่อมัลติมีเดีย ฝึกพูดสนทนา จับคู่ฝึกสนทนากับเพื่อน แสดงบทบาทสมมุติ ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกอ่านเรื่องสั้น ฝึกเขียนประโยคตามหลักไวยากรณ์และ<br>เขียนเรียงความจากภาพ<br>3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยดำเนินการพัฒนา 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 88.24 และนักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ<br>4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734748682/821f02a27753c25e4499c3afea52f449/97D9C57F_7409_4BF1_9B39_181AE96B122E.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:30:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397664</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระครูอุดมจารุวรรณ เจ้าคณะเขตมีนบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397884</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย คุณธรรม-จริยธรรมนักเรียนมัธยม<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong> การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม <strong><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>&nbsp;1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา และความ คาดหวังในการพัฒนาภาวะผู้นำครู และหาทางเลือกที่เหมาะสม กับการพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู 2. เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำครูด้วยการวิจัยปฏิบัติ การแบบมีส่วนร่วม โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการ ทำงาน และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการ ตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูจากองค์ประกอบ ภาวะผู้นำครู เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียน วิธีดำเนินการวิจั <br><br><strong>รูปแบบการวิจัย: </strong>&nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) แบบมีส่วนร่วม<br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน<br>6 คน ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 10 คน ประกอบด้วยผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย<br>ตัวแทนกรรมการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขต<br>พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 และศึกษานิเทศก์<br><br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่<br>แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกรายวัน แบบบันทึก<br>การประชุม แบบรายงานโครงการ แบบวิเคราะห์เอกสาร<br>กล้องถ่ายภาพ การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินพฤติกรรม<br>ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br><br>3. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย<br>ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation)<br>เป็นการเตรียมตัวของผู้ร่วมวิจัย ผู้ให้ข้อมูล การอบรมเชิง<br>ปฏิบัติการ การเตรียมอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ และ<br>การวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบัน<br>ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) เป็นการ<br>ประชุมปฏิบัติการของผู้ร่วมวิจัย การจัดทำแผนปฏิบัติการ<br>จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปรับวิสัยทัศน์ พันธกิจ<br>ทิศทางการพัฒนา เสนอชื่อโครงการ และจัดทำรายละเอียด<br>โครงการขั้นตอนที่ <br><br>3 การปฏิบัติ (Acting) แต่ละทีมที่รับ<br>ผิดชอบนำโครงการที่จัดทำขึ้นไปปฏิบัติ ในลักษณะการปฏิบัติ<br>งานปกติ มีกระบวนการปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย<br>ขั้นตอนที่<br>&nbsp;<br>4 การสังเกตผล (Observing) เป็นการ<br>สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ<br>โดยใช้เครื่องมือวิจัย คือ แบบสังเกต แบบบันทึกรายวัน<br>การสนทนากลุ่ม แบบประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูใน<br>โรงเรียนนำตกห้วยสวนพลู<br>ขั้นตอนที่ <br><br>5 การสะท้อนผล (Reflecting)<br>เป็นการจัดสนทนากลุ่ม โดยใช้เทคนิคการถอดบทเรียน<br>เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในวงรอบที่ 1 -5 เกิดการ<br>เรียนรู้ใหม่ ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน และ<br>ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนำผลสรุปร่วมกันจาก<br>การวิจัยในวงรอบที่ 1 มาวางแผนใหม่ จัดทำโครงการปฏิบัติ<br>ใหม่ สังเกตผลใหม่ สะท้อนผลใหม่ คล้ายกับขั้นตอนที่ 2 -5<br>เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน<br>องค์ความรู้ใหม่ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน<br>พร้อมสรุปผลการวิจัย<br></strong>&nbsp;<br>ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนำผลสรุปร่วมกันจาก การวิจัยในวงรอบที่ 1 มาวางแผนใหม่ จัดทำโครงการปฏิบัติ ใหม่ สังเกตผลใหม่ สะท้อนผลใหม่ คล้ายกับขั้นตอนที่ 2 -5 เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน องค์ความรู้ใหม่ วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ และผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน พร้อมสรุปผลการวิจัย <br><br><strong>ผลการวิจัย: </strong>&nbsp;ผลการวิจัย พบว่า&nbsp;<br>1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูในการใช้ปฏิบัติงานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ งานบริหาร งบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล งานบริหารทั่วไป มีความล่าช้า สาเหตุมาจากครูขาดภาวะผู้นำ ส่วนสภาพปัญหา ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนยังอยู่ในระดับน้อยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำครู เลือกทางเลือก ของการพัฒนา โดยใช้โครงการ 16 โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลัง การทำงานและกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ใช้องค์ประกอบภาวะผู้นำครู 1) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู 2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน 3) ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ 4) ด้านเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู&nbsp;<br>&nbsp;<br>2. ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครู ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านมีการพัฒนาตนเอง และเพื่อนครู ( Χ =4.69) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน ( Χ =4.02) และในรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ( Χ =4.86) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Χ =4.72) และทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( Χ =4.64) เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล ระดับโรงเรียน คือมีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการเป็นผู้ร่วมวิจัย จัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการของผู้เรียน มีส่วนร่วมในโครงการและเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งการกระทำให้ บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู จากการร่วมกันนำโครงการไปปฏิบัติ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติที่ดีเลิศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวก ของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะผู้นำในการนำโครงการ ไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734869100/f5b6b2eb5b88ff2c2988597836876a06/A25FEB07_BFDB_446A_8803_8BFD96B859E0.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:31:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224397884</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหาเมืองมนต์ ศรีปัตตา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224398577</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดราษฎร์ศรัทธา ต เหมือง อ เมือง จ ชลบุรี&nbsp;<br>สนใจเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จโรงเรียนวิถีพุทธ<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734871469/df354eefeecd8bfb80184e0b927234e9/CAC9BE18_2B68_4B79_959C_BCEF26D605E6.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:34:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224398577</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายอุเทน  นุตรกลาง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224399497</link>
         <description><![CDATA[<div>โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ สพป.สระบุรี เขต.2<br>ID.0890833074<br>E-mail-autannuchlang@gmail.com<br>ประเด็นสำคัญใจ:พุทธบริหารการศึกษากับการจัดการเรียนรู้ ด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยโคก หนองนา แห่งน้ำใจ และความหวัง.<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:การศึกษาแบบผสมสานในการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาด้านหลักเศรษกิจพอเพียง ด้วยหลัก"โคก หนอง นา สพป.สระบุรี เขต 2"</strong><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:1 เพื่อศึกษาด้านเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในสถานศึกษาที่จัดการเรียนการด้านเศรษฐกิจพอเพียงด้วยหลักโคก หนอง นา<br>2.เพื่อนนำผลที่ได้จากการศึกษาพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษาและชุมชน</strong><br><strong>รูปแบบการวิจัย:แบบผสมผสาน</strong><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย</strong></div><div>ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย</div><div>ขั้นตอนที่ 2 การเลือกระเบียบวิธีในการวิจัย ผู้วิจัยต้องพิจารณาเลือกรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตอบคำถามการวิจัย ให้ถูกต้อง แม่นยำน่าเชื่อถือ และมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงานวิจัย</div><div>&nbsp;ขั้นตอนที่ 3 การเก็บรวบรวมข้อมูล</div><div>ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล</div><div>ขั้นตอนที่ 5 การตีความหรือแปลผลข้อมูล</div><div>ขั้นตอนที่ 6 การกระทำข้อมูลให้ถูกต้อง</div><div>ขั้นตอนที่ 7 การสรุปผลและการจัดทำรายงานการวิจัย</div><div><strong>ผลการวิจัย: ทำให้ทราบปริมาณและคุณภาพของสถานศึกษาที่ได้ดำเนินการด้านเศรษกิจพอเพียงและสามารถนำผลที่ได้รับมาปรับปรุงและพัฒนาโรงเรียนและขยายความรู้สู่ชุมชนได้</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734797337/fed877402036790506318c283b2a96e0/20220618_080122.jpg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:37:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224399497</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระมหาโสภณ  กนฺตวณฺโณ/ตันมิ่ง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224401561</link>
         <description><![CDATA[<div>ตำแหน่งงานอิสระ วัดเนินไม้หอม ตำบลเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี<br>โทร.0955911959<br><br>ประเด็นศึกษา :แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>&nbsp; &nbsp;๑)เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอาจารย์<br>&nbsp; ๒)เพื่อศึกษาหลักการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอาจารย์ตามหลักกัลยาณมิตร<br>&nbsp; ๓)เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1300198847/44109841a78857d2b29e20ecc0e767da/4476041D_C6D4_48E3_9A52_4C09893E3281.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:44:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224401561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.รุจิ​รัตน์​ ธน​ดล​ชยากร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224401637</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ชื่อเล่น​ ยีนส์<br>โรงเรียน​ประถมศึกษา​ธรรมศาสตร์​สังกัด​สำนักงานเขต​พื้นที่​การศึกษา​ปทุมธานี​เขต​1 ตำแหน่ง​งาน​ หัวหน้า​งานบริหาร​งานบุคคล<br>จบการศึกษา​ปริญญาตรี​ มหาวิทยาลัย​ราชภั​ฎ​สวนสุนันทา<br>ปริญญาโท​ มหาวิทยาลัย​ปทุมธานี​ สาขาบริหารการศึกษา​<br>ประเด็นที่สนใจ: รูปแบบพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีตามหลักพุทธธรรม ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา<br>เบอร์​ติดต่อ​ 0938891065​ <br>เมล์​ jean.rujirat@gmail.com​<br>ID​ Line​ jean0938891065<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong> วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ <br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br></strong>&nbsp;เพื่อวิเคราะห ิ ปัจจัย ที่มี่อีทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:<br></strong><strong><mark><sub>เ</sub></mark></strong><strong><sub>ป็นการวิจัยแบบการผสมผสานวิธิการในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในรูปแบบคู่ขนานเข้าหากัน</sub></strong><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br>เชิงปริมาณใช้เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน<br>เชิงคุณคุณภาพ ใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมายข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์<br>วิธีการวิจัย :<br> 1. แบบการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยแบบ ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน รูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน (the convergent parallel mixed methods design) (Creswell and Plano Clark, 2011)<br> 2. กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งทั่วประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา <br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 8 ตอน มีค่าความ เชื่อถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ <br> 4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลที่ประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming) ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ตัวแปรแฝงการรับรู้ถึงระดับของการบริหาร จัดการนิยม ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตได้ 1 ตัวแปร คือ การรับรู้ถึงระดับของการบริหาร จัดการนิยม (V1) ตัวแปรแฝงการติดต่อสื่อสาร เรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษา ประกอบไป ด้วยตัวแปรสังเกตได้ 1 ตัวแปร คือ การติดต่อ สื่อสารเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษา (V2) ตัวแปรแฝงการมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพ การศึกษา ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตได้4 ตัวแปร คือ การมีส่วนร่วมในการวางแผนการ ประเมินคุณภาพ (V3) การมีส่วนร่วมในการ ดำเนินงานและเก็บข้อมูลบันทึกผลการดำเนินงาน (V4) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการประเมิน คุณภาพ (V5) และการมีส่วนร่วมในการเสนอ แนวทางปรับปรุงและดำเนินการปรับปรุง (V6) ตัวแปรแฝงความไว้เนื้อเชื่อใจต่อผลการประเมิน คุณภาพการศึกษา ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกต ได้4 ตัวแปร คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจด้านความ สอดคล้องกับสิ่งที่คาดหวัง (V7) ความไว้เนื้อ เชื่อใจด้านคุณภาพของผลการประเมิน (V8) ความไว้เนื้อเชื่อใจด้านความท้าทายต่อการ เปลี่ยนแปลง (V9) และความไว้เนื้อเชื่อใจด้าน ความชัดเจนของการนำเสนอและการนำไปปฏิบัติ (V10) ตัวแปรแฝงความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพ ประกอบไปด้วยตัวแปรสังเกตได้ 3 ตัวแปร คือ ความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพด้านอารมณ์ (V11) ความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพด้านการรับรู้ (V12) และความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพด้านพฤติกรรม (V13) ตัวแปรแฝงเจตคติต่อการประเมินคุณภาพ การศึกษา ประกอบไปด้วย ตัวแปรสังเกตได้ 1 ตัวแปร คือ เจตคติต่อการประเมินคุณภาพการ ศึกษา (V14) ตัวแปรแฝงวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ประกอบ ไปด้วยตัวแปรสังเกตได้ 2 ตัวแปร คือ วัฒนธรรม คุณภาพในด้านค่านิยมที่สัมพันธ์กับหลักการ บริหารจัดการคุณภาพโดยรวม (V15) และ วัฒนธรรมคุณภาพในด้านค่านิยมดั้งเดิมของผู็ ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษา (V16)<br> 5. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก 6. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล <br><strong>ผลการวิจัย:<br></strong>&nbsp;การรับรู้ถึงระดับของการบริหารจัดการนิยม ความมุ่งมั่นในเรื่องคุณภาพ ความไว้เนื้อเชื่อใจ ต่อผลการประเมินคุณภาพการศึกษา การมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพการศึกษา และการติดต่อ สื่อสารเรื่องการประเมินคุณภาพการศึกษามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734848729/852052df44db267d72bdcbaeae874a2e/B8B79FB1_D1F0_4D20_B2C5_3CDEF2AC9397.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 03:44:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224401637</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มณีบุษย์ษบัน  ศิริอรรถ (เมนี่)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224411610</link>
         <description><![CDATA[<div>ตำแหน่ง <br>- ผู้ก่อตั้งชมรมธรรมเอกายนมรรค <br>เพื่อการพัฒนาตนสู่การพัฒนาจิต อำเภอเมือง กาญจนบุรี<br>- ผู้อำนวยการอบรมธรรมหลักสูตรการพัฒนาตน การพัฒนาจิต<br>- อาจารย์สอนพระสุตตันตปิฏก ประจำชมรมธรรมเอกายนมรรค<br>- เจ้าของกิจการ/ผู้บริหาร บริษัท อู่ข้าว อู่น้ำ (ไทย) จกกัด<br>ประเภทค้าส่ง/ค้าปลีก น้ำผลไม้และข้าวสารบรรจุถุงเขตกาญจนบุรี<br>- เจ้าของกิจการ/ผู้บริหาร บริษัท เรือนมณี จำกัด<br>ประเภทค้าส่ง/ค้าปลีก อัญมณี วัตถุมงคล เครื่องเบญจรงค์ ลายคราม ผ้าไหมไทย<br>- เจ้าของกิจการ/ผู้บริหาร ร้านอาหาร อยากยำ คาเฟ่ สาขาพัทยา<br>- คณะกรรมการกิตติมศักดิ์จังหวัดกาญจนบุรี<br>องค์กรสภาส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศ<br>- นักแต่งเพลง นักร้องอิสระ ค่ายBJM<br><br>การศึกษา<br>- ศน.บ. พุทธศาสตร์ ศาสนศาสตร์บัณฑิต<br>มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย<br>- ค.ม. พุทธบริหารการศึกษา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต<br>มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย<br><br>การติดต่อ<br>โทรศัพท์ : 088-333-1900<br>Email : bubbly795@gmail.com<br>ID Line : bubbly695<br>FB : Maynie Bussabun <br>IG : Mayniebussabun<br>TikTok : @Mayniebussabun<br><br>ประเด็นที่สนใจในการทำวิจัย<br>“การจัดกิจกรรมการพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทสำหรับนักปฏิบัติธรรมในจังหวัดกาญจนบุรี<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: อนาคตภาพคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734816104/f3f82923083333feaec63af911364b7c/A007E814_9D45_4230_8789_4CFC4AB9C51F.jpeg" />
         <pubDate>2022-06-18 04:27:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224411610</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางทองสุข  แดงสังวาลย์ (  แตน)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224740123</link>
         <description><![CDATA[<div>สังกัด สพป.ปทุมธานี เขต 1<br>ประเด็นที่สนใจทำวิจัย:การศึกษาและพัฒนาคุณธรรมโดยใช้วิธีพุทธในโรงเรียนขยายโอกาส<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:  อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหาร สังกัดกรุงเทพมหานคร</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:  เป็นการวิจัยเชิงอนาคต</strong><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:มี 3 ขั้นตอน<br>1.เตรียมโครงร่างการวิจัย<br>2.การดำเนินการวิจัยโดนใช้เทคนิคการวิจัย อนาคต(EDFR: Ethnogaphic Delphi Futures Research)<br>3.รายงานผลการวิจัย</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:&nbsp; &nbsp;อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทางและพบปัจจัยที่ส่งผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตฯ มี 4 ด้าน</strong><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734815424/55c69703aeeaaadc5d18dd290c1853a6/1655530673761.jpg" />
         <pubDate>2022-06-19 01:30:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2224740123</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่ 1 การวิจัยในพระพุทธศาสนา</title>
         <author>sasisorn8817</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2235427236</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/248337344/d9ec57315fcf6d6134088c4b340e97bb/______1_completed_p1_20_Final_Week2.pdf" />
         <pubDate>2022-07-02 04:15:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2235427236</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเทพศิรินทร์  วุฒิยางกูร</title>
         <author>kruarmpts</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2235526511</link>
         <description><![CDATA[<div>นายเทพศิรินทร์&nbsp; วุฒิยางกูร (อาร์ม)<br>ตำแหน่ง ครู โรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์<br>สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานีเขต 1<br>e-mail : kruarmpts@gmail.com<br>Line ID : armky<br>ประเด็นสนใจในการทำงานวิจัย<br>"รูปแบบการบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืนบนความเสมอภาคระหว่างเพศ"<br>------------------------------<br><strong>Week 5 Activity</strong><br>------------------------------<br><strong>ชื่อวิจัย: </strong><br><br>"การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู"<br>&nbsp;"AN ANALYSIS OF PROBLEMS IN AND GUIDELINES FOR TIME MANAGEMENT OF TEACHERS"<br>------------------------------<br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br><br></strong>1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู<br>------------------------------<br><strong>รูปแบบการวิจัย:<br><br></strong>วิจัยแบบผสมวิธี <br>การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ<br>------------------------------<br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:<br><br></strong>ขั้นที่ 1 : การวิจัยเชิงปริมาณ <br><br>&nbsp; &nbsp;<em>ประชากรที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; : </em>ครูในเขตกรุงเทพมหานคร&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp;<em>ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; :&nbsp; </em>ครูจำนวน 448 คน จาก 17 โรงเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น <br>&nbsp; &nbsp;<em>เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย&nbsp; :&nbsp; </em>แบบสอบถามวัดระดับการจัดการเวลา<br>ของครู<br>&nbsp; &nbsp;<em>การเก็บรวบรวมข้อมูล &nbsp; :&nbsp; ขอความร่วมมือ ขออนุญาต --&gt; ติดต่อ กำหนดวันเวลา&nbsp; --&gt; นำส่งแบบสอบถาม</em><br>&nbsp; &nbsp;<em>การวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp; &nbsp; :&nbsp; &nbsp;</em>&nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ( ค่าสถิติพื้นฐาน ) <br>การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอคำถามตามวัตถุประสงค์ (&nbsp; วิเคราะห์ระดับการจัดการเวลาของครู /&nbsp; การวิเคราะห์การจัดการเวลาของครูโดยจำแนกตามภูมิหลัง )<br><br>ขั้นที่ 2 : การวิจัยเชิงคุณภาพ <br>เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู <br>&nbsp; &nbsp;<em>การเลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ :</em>&nbsp; แบบเจาะจง จากกลุ่มครูที่มีการจัดการเวลาอยู่ในระดับต่ำและสูงอย่างละ 12 คน รวมทั้งสิ้น 24 คน <br>&nbsp; &nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย <em>&nbsp;:</em>&nbsp; สร้างคำถามหลักในการสัมภาษณ์&nbsp; (1) ภาระงานหลักที่ได้รับมอบหมายของครู&nbsp; (2) ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเวลา (3) แนวทางการจัดการเวลา<br>&nbsp; <em>&nbsp;การเก็บรวบรวมข้อมูล &nbsp; : </em>&nbsp;เตรียมตัวในการเข้าสู่สนามวิจัย <em>&nbsp; --&gt; </em>&nbsp;สร้างความสัมพันธ์ <em>&nbsp;</em>&nbsp;<em>&nbsp; --&gt; </em>&nbsp; สัมภาษณ์ <br>&nbsp; <em>&nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp; : </em>&nbsp;รวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์ นำมาวิเคราะห์เนื้อหา<br>และตีความจากการวิเคราะห์แบบอุปนัย <br>------------------------------<br><strong>ผลการวิจัย : <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง / ระดับการจัดการเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์การทำงานอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .052 เมื่อพิจารณาจากภูมิหลัง&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ / ปัญหาจากตนเอง / ปัญหาจากบุคคลอื่น / ปัจจัยจากสภาพแวดล้อม&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน และกำหนดเป้าหมาย / การลำดับความสำคัญของงาน / การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา / แนวคิดบวกในการทำงาน&nbsp;<br>------------------------------<br>อ้างอิงจาก : https://www.edu.chula.ac.th/ojed<br>รหัสเอกสาร ( OJED, Vol.10, No.1, 2015, pp.274-288 )<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1305038354/6ed20a1cb7aac22bc17fbbdf5b0513c1/__________________.jpg" />
         <pubDate>2022-07-02 12:12:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2235526511</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Week 5 Activity</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248179517</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-22 12:45:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248179517</guid>
      </item>
      <item>
         <title>14 พระมหา สีพันดอน  ขันติโสภโณ สุวันนะแสง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248429239</link>
         <description><![CDATA[<div>Kanagawa province Ayase city</div><div>&nbsp;Teraonaka district&nbsp;</div><div>4-4-15 Apartment Palace&nbsp; 301 Room&nbsp;</div><div>Post office&nbsp; 252-1132&nbsp; Japan 🇯🇵&nbsp;</div><div>Tel . +81 80-8501-8024</div><div>Line : Siphandone</div><div>FACE BOOK พระมหา สีพันดอน&nbsp; ขันติโสภโณ สุวันนะแสง<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: ก</strong>ารพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู : กรวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม<br><strong><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong></div><div>Ø เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหาและความคาดหวังต่อการพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู และหาทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูและ</div><div>Ø เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำครู โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการทำงาน&nbsp;</div><div>และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครู การเรียนรู้ใหม่ในระดับบุคคล&nbsp;</div><div>กลุ่มบุคคลและระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</div><div><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong></div><div>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)</div><div><strong>ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย</strong></div><div>&nbsp;ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการ (Preparation)</div><div>ขั้นตอนที่ 2 การวางแผน (Planning) เป็นการ</div><div>ประชุมปฏิบัติการของผู้ร่วมวิจัย</div><div>ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติ (Acting) แต่ละทีมที่รับ</div><div>ผิดชอบนำโครงการที่จัดทำขึ้นไปปฏิบัติ ในลักษณะการปฏิบัติงานปกติ</div><div>ขั้นตอนที่ 4 การสังเกตผล (Observing) เป็นการ</div><div>สังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการปฏิบัติ</div><div>โดยใช้เครื่องมือวิจัย</div><div>ขั้นตอนที่ 5 การสะท้อนผล (Reflecting)&nbsp;</div><div>เป็นการจัดสนทนากลุ่ม โดยใช้เทคนิคการถอดบทเรียน</div><div>เพื่อสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในวงรอบที่ 1 -5 เกิดการ</div><div>เรียนรู้ใหม่ ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน และ</div><div>ผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน</div><div><strong>ผลการวิจัย:</strong></div><div>เป็นการอภิปรายจากผลของการพัฒนาภาวะ</div><div>ผู้นำครูที่เกิดจากการะบวนการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม&nbsp;</div><div>เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู คือครูมีความ</div><div>สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Relationship)</div><div>1.1 สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูมีการพัฒนา</div><div>เป็นระบบชัดเจนในการใช้ภาวะผู้นำครูเพื่อการปฏิบัติ</div><div>งานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ&nbsp;</div><div>งานบริหารงบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล&nbsp;</div><div>งานบริหารทั่วไป และสภาพปัญหาภาวะผู้นำครูในโรงเรียน</div><div>หลังการพัฒนาภาวะผู้นำครู เกิดการเปลี่ยนแปลงตามความ</div><div>คาดหวัง จากการเลือกทางเลือก ใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบ</div><div>มีส่วนร่วม ใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการ</div><div>พัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการทำงาน</div><div>และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม&nbsp;</div><div>1.2 ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครูที่ได้จากการ</div><div>เก็บรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลาการวิจัยและการใช้แบบ</div><div>ประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู&nbsp;</div><div>จำนวน 1 ชุด เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า&nbsp;</div><div>(Rating Scale) 5 ระดับคือ มากที่สุด มาก ปานกลาง&nbsp;</div><div>น้อยและน้อยที่สุด สำหรับประเมินพฤติกรรมภาวะผู้นำครูของ</div><div>ผู้ร่วมวิจัยหลังการพัฒนาในวงรอบที่ 1 และหลังพัฒนา</div><div>ในวงรอบที่ 2 หลังสิ้นสุดการสังเกตผล เป็นแบบประเมิน</div><div>เกี่ยวกับพฤติกรรมภาวะผู้นำครูตามองค์ประกอบที่ศึกษา&nbsp;</div><div>มีตัวชี้วัดทั้งหมด 55 ตัวชี้วัด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้าน</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1753924200/7fb3407eadcf98a4a79c91673f4a7329/14.JPG" />
         <pubDate>2022-07-23 03:58:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248429239</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนิดา  พูล​เจริญ​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248431796</link>
         <description><![CDATA[<div>ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ โรงเรียนบดินทร​เดชา​(สิงห์​ สิง​ห​เสนี)​๒<br>สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา​กรุงเทพ​มหานคร เขต 2<br>e-mail : noi_016@hotmail.com<br>Line ID : noinoi016​<br>ประเด็นสนใจในการทำงานวิจัย<br>"การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้หลักพุทธศึกษา เพื่อการพัฒนาที่หยังยืน" <br><br><strong>ชื่อวิจัย: การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา และความ<br>คาดหวังในการพัฒนาภาวะผู้นำครู และหาทางเลือกที่เหมาะสม<br>กับการพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู<br>2. เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำครูด้วยการวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการทำงาน และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูจากองค์ประกอบ<br>ภาวะผู้นำครู เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล และระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย : วิจัยปฏิบัติการ(Action Research)</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: 1.การเตรียมการ 2.การวางแผน 3.การปฏิบัติ 4.การสังเกตุุผล 5.การสะท้อนผล&nbsp; ส่วนวงรอบที่ 2 เป็นการนนำผลสรุปร่วมกันจากวงรอบที่ 1มาวางแผนใหม่ ทำโครงการปฎิบัติใหม่ สังเกตุผลใหม่ สะท้อนผลใหม่คล้ายขั้นตอน 2-5 </strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong> 1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูในการใช้ปฏิบัติงานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ งานบริหาร งบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล งานบริหารทั่วไป มีความล่าช้า สาเหตุมาจากครูขาดภาวะผู้นำ ส่วนสภาพปัญหา ภาวะผุู้นำครูในโรงเรียนยังอยู่ในระดับน้อยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำครู เลือกทางเลือก ของการพัฒนา โดยใช้โครงการ 16 โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลัง การทำงานและกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ใช้องค์ประกอบภาวะผู้นำครู 1) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู 2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน 3) ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ 4) ด้านเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู&nbsp;<br>2. ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครู ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านมีการพัฒนาตนเอง และเพื่อนครู ( Χ =4.69) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน ( Χ =4.02) และในรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ( Χ =4.86) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ( Χ =4.72) และทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( Χ =4.64) เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล ระดับโรงเรียน คือมีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการเป็นผู้ร่วมวิจัย จัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการของผู้เรียน มีส่วนร่วมในโครงการและเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งการกระทำให้ บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู จากการร่วมกันนำโครงการไปปฏิบัติ เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติที่ดีเลิศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวก ของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะผู้นำในการนำโครงการ ไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1757723577/bba4c7f42be274aabe2f8904e22b3f73/received_924155484884914.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-23 04:10:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248431796</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระครูวชิรชยาทร(พระมหาบุญลือ แก้วมหา)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432113</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br>1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิ<br>2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู<br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br>ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี<br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม 448 ฉบับ กลุ่มประชากร ครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 119 โรงเรียน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพเลือกตัวข้อมูลเชิงปริปริมาณเลือกตัวอย่างระดับต่ำสุดและระดับสูงสุดสัมภาษณ์จำนวน 24 คน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ ค่ามัชฌเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br><strong>ผลการวิจัย:<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลางและเมื่อพิจารณาภูมิหลังพบว่า ระดับการจัดเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์ทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2) สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ปัญหาจากตนเอง ปัญหาจากบุคคลอื่นและปัญหาจากสภาพแวดล้อม<br>&nbsp;         3) แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 4 ด้านคือ การวางแผนการกำหนดเป้าหมาย การลำดับความสำคัญของงาน การควบคุมการปฎิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายให้บรรลุตามเวลาและแนวคิดบวกในการทำงาน</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1312195568/7116a8f07cde6954346e890ccc450693/1E197F2B_28AA_419C_A51F_B4249A10AFAB.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-23 04:12:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432113</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฐิติวัสส์ สุขป้อม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432242</link>
         <description><![CDATA[<div>คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม<br>39/1 ถ.รัชดาภิเษก แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900<br>โทร<br><br><br>0814550544<br>E-mail ; thitiwas.s@chandra.ac.th<br>line : thitiwas7740<br><br><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย: ภาวะผุ้นำทางจิตวิญญาณของผุู้บริหาร มหาวิทยาลัยราชัภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ; การวิจัยและผสมผสานวิธี</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:1.ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชัฏ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ </strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธี</strong><br> <br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: ดำเนินการ ขั้นตอน ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ 2.ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในการทำวิจัยในคร้้งนี้จะใช้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามมาตรวัดประเมินค่า 5 ระดับและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของข้อมูล และนำเข้าโปรแกรม M Plus วิเคราะห์องค์ประกอบและทดสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br></strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:&nbsp;<br>1.ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก คือ วิสัยทัศน์ ความหวังความศรัทธา ความรัก ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น จิตวิญญาณ และความตระหนักในตนเอง 18 องค์ประกอบย่อย และตัวบ่งชี้ทั้งสิ้น71ตัวบ่งชี้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.31 - 4.60 และค่าสัมประสิทธิ์การกระจายอยู่ระหว่าง12.79-18.26 เป็นตัวบ่งช้ที่เหมาะสม สามารถคัดสรรไว้ในโมเดลการวัดตัวบ่งชี้ได้ทุกตัว&nbsp;<br>2.โมเดลวัดตัวบ่งชี้ภาวะผุู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความสอดคล้องเชิงประจักษ์ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน<br>2.1.โมเดลด้านดีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมาก<br>มาก และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.2โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความหวังความศรัทธา มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.3โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.4โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านจิตวิญญาณ&nbsp; มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักรดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>2.5 โมเดลการวัดองค์ประกอบด้านความตระหนักในตนเอง มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงรประจักษ์ดีมากและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนั้นค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตับ่งชี้ทั้ง 71 ตัวบ่งชี้ มีค่าเป็นบวกมีค่าตั้งแต่ 0.66-0.99 และมีนัยสำคัญางสถิติที่ระดับ .01ทุกค่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเดลการวัดตัวบ่งชีภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 18 องค์ประกอบ่ย่อย 71 ตัวบ่งชี้เป็นโมเดลที่ความตรงเชิงโครงสร้าง สามารถใช้วัดภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้<br>แหล่งข้อมูล<br>&nbsp; &nbsp; ผู้วิจัย ตวงทิพย์ ขุนโนนเขา และคณะฯ วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2562</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1753882632/0af8ba4a5f795348fd280afa7cc48b0f/________.jpg" />
         <pubDate>2022-07-23 04:12:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432242</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อดิศร​ สุวรรณ​ตรา​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432625</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>Week 5 Activity</strong><br><br><strong>ชื่อวิจัย:การฝึกสอนวิชาชีพเฉพาะที่เหมาะสมให้ชุมชนตัวอย่าง</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong><br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br><br><strong>ผลการวิจัย:</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1757735126/9394a048dec0cbe63352a079afd84c95/1658549769454.jpg" />
         <pubDate>2022-07-23 04:14:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248432625</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนันทวรรณ ศรีคำ (วรรณ)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248534431</link>
         <description><![CDATA[<div>ครูโรงเรียนสาคลีวิทยา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา<br>Tel : 087-4060498<br>Line ID : swanway21<br>E-mail : wanwan2111@gmail.com<br>-------------------------------<br><br><strong>ชื่อวิจัย:</strong> อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2557-2567)<br> The Scenario of Leadership of Thai Female Primary<br> School Administrators in The Next Decade (2014-2024)<br> <br> <strong>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong> เพื่อศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ. ศ. 2557 -2567) ใช้กระบวนการวิจัยอนาคต EDFR<br> <strong>รูปแบบการวิจัย : </strong>กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน&nbsp;</div><div><br>&nbsp;<strong>ขั้นตอนการวิจัย: <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>ขั้นที่ 1 เตรียมกลุ่มผูู้เชี่ยวชาญ (ผู้เชี่ยวชาญจาก 4 กลุ่มคุณสมบัติ<br>&nbsp;ผู้บริหารระดับสูง 7 คน นักวิชาการ 7 คน ผู้อำนวยการโรงเรียน 8 คน และผู้นำองค์การที่ทำงานเพื่อสตรีและเยาวชน 4 คน รวมผู้เชี่ยวชาญ 26 คน)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 2 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด (แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีตามมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 3 สังเคราะห์ และวิเคราะห์ข้อมูล (ประเด็นย่อยแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 4 พัฒนาแบบสอบถาม (แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขั้นที่ 5 เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่ 2 – 3</div><div>การเก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 1 ใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 2 แบบสอบถามาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ)</div><div><strong>เครื่องมือที่ใช้ :</strong> 1. แบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>สถิติ : </strong>นำแบบสอบถาม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาผลจากค่ามัธยฐาน (Median: Mdn) ค่าความสอดคล้อง พิจารณาจากส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับมัธยฐาน (Mo - Mdn) ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป&nbsp; และค่าความสอดคล้องใช้ส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับค่ามัธยฐาน ไม่เกิน 1.00 ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range: IR) ไม่เกิน 1.50&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แล้วนำประเด็นย่อยมาจัดกลุ่มเป็นแนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษา</div><div>&nbsp;</div><div><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผลการศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567) มีผลการวิจัยดังต่อไปนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสารตามประเด็นตั้งต้น มีผลการวิจัย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ 1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกันเป็นฉันทามติว่า <strong>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย ซึ่งได้มาจากผู้วิจัยวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นย่อยภาวะผู้นำซึ่งผ่านความเห็นที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญแล้วโดยใช้หลักแนวคิดไทย (Thai Mind) จัดกลุ่มประเด็นย่อย ผลการวิจัย ได้แก่ 2.1) แนวโน้มภาวะนำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย (Leadership of Thai Female School Administrators) ที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 2.1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย (Thai Female Leadership) มีประเด็นย่อย 18 ข้อ 2.1.2) ด้านวิถีไทย (Thai Leadership) มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 2.1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร (Administrative Leadership) มี 6 องค์ประกอบจากประเด็นตั้งต้น ได้แก่ 2.1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 2.1.3.2) พฤติกรรม มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 2.1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 2.1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 2.1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2.1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมประเด็นย่อยด้านความเป็นผู้บริหาร 93 ข้อ และ 2.2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำ (Strengthening and Developing Leadership) ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา มีประเด็นย่อย 19 ข้อ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ภาพอนาคตภาวะนำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (Scenario of Leadership of Thai Female School Administrators) ที่ได้จากผลการวิจัยผู้เชี่ยวชาญ มีฉันทามติว่า เป็นภาพอนาคตแนวโน้มที่ดี โดยมีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะ<br> ผู้นำอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2557-2567) จากฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี คือ ผู้บริหารสตรีมีภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ 1) ด้านความเป็นสตรีไทย 2) ด้านวิถีไทย และ 3) ด้านความเป็นผู้บริหาร และ มีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดชีวิต</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/522399752/57e6d0c1ba1a9a418eaf82d79c6457a1/68979FC2_7C64_45B2_9009_4C7FEAAECE55.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-23 14:11:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248534431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฏฐกรณ์ ปะพาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248656429</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนารูปแบบการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยใช้หลัก ปฏิสัมภิทา 4 เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย<br>เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม<br><br>เพื่อพัฒนารูปแบบรูปแบบการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยใช้หลัก ปฏิสัมภิทา 4 เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม<br><br>รูปแบบการวิจัย การวิจัยแบบผสมผสาน&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย<br>ศึกษาสภาพปัญหาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ในด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี&nbsp;<br>วิเคราะห์ข้อมูล<br>สังเคราะห์ข้อมูล<br>หารูปแบบที่ใช้ใการแก้ไขปัญหา<br>สรุป<br>อภิปรายผล<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1442390164/6805ce0d5450595e4846d6c846268854/1767003.jpg" />
         <pubDate>2022-07-24 02:11:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2248656429</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เริงวิชญ์ นิลโคตร</title>
         <author>mong_rnk</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2251984643</link>
         <description><![CDATA[<div>ภาคบริหารการศึกษา<br>ครุศาสตร์ มรภ.รำไพพรรณี<br>อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี<br><br>0909092779<br>mong_rnk@hotmail.co.th<br><br>....<br>..............<br><br>Week 5 Activity<br><br></div><div>ชื่อวิจัย:&nbsp; อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569) THE SCENARIO OF CHARACTERISTICS OF THAI TEACHERS IN THE NEXT DEADE (A.D.2017-2026)<br><br></div><div><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อศึกษาอนาคต ภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าและศึกษา แนวทางการพัฒนาครูไทยตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br><br></div><div><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> วิจัยอนาคต<br><br></div><div><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong>&nbsp; <br><em>ระยะที่ 1 :</em> เป็นการศึกษาอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิค วิธี EFR (Ethnographic Futures Research) จากผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการศึกษาทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาที่ รับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตครูผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ&nbsp;<br><br></div><div>กลุ่มผู้ใช้ ครูและกลุ่มครู ได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมจํานวน 17 คน<br><br></div><div>เครื่องมือ ใช้ ในการวิจัยแป็นแบบสัมภาษณ์ มีค่าความความสอดคล้อง (IOC) 1.00 ทุกประเด็นส่วนงานวิจัย<br><br></div><div><em>ระยะที่ สอง </em>เป็นการศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า ทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและ ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาครู จํานวน 8 คน และการสนทนากลุ่มกับผู้แทนจากสถาบัน การผลิตครูและผู้ใช้ครู จํานวน 7 คนเพื่อสร้างข้อเสนอ แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ และประเด็น การสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้ เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br><br></div><div>ผลการวิจัย:<br>1. ภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า = ไตรสิกขา+ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง<br><br></div><div>2. แนวทางการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า = กระทรวงฯ ควรมีการกำหนดแนวทางการพัฒนาลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าตามผลการศึกษา+สถาบันการศึกษาควรมีการพัฒนาครูตามประเด็นต่างๆ +ศึกษาฯ ภาค ควรมีแนวทางการพัฒนาครูตามคุณลักษณ์ตามประเด็นผลการศึกษา และ + ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการพัฒนาลักษณะครูไทย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1761427987/cc0eea12966bbdc776fd3d0cefe89270/S__165068804.jpg" />
         <pubDate>2022-07-30 04:41:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2251984643</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นุชรี  นุชนิล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2264495259</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดเฬุราชิณ สำนักงานเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร<br>การศึกษา : ป.โท บริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัย<br>Email : fasai2011_@hotmail.com<br>Line ID : 081-8437485</strong><br><br><strong>ประเด็นที่สนใจ</strong> :<strong> รูปแบบการพัฒนากลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดกรุงเทพมหานคร<br></strong><br><strong>Week 5 Activity </strong><br><strong>ชื่อวิจัย : </strong>&nbsp;<strong>การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู<br>AN ANALYSIS OF PROBLEMS IN AND GUIDELINES FOR TIME MANAGEMENT OF TEACHERS</strong><br><br><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย<br></strong>1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของคร<br><br><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><br>ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยแบบผสมวิธี (explanatory sequential design) โดยเน้นท้ังการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ <br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน<br>ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ</strong><br>&nbsp; &nbsp; - กำหนดกลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู 448 คน จากจำนวน 17 โรงเรียน)<br>&nbsp; &nbsp; - การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ (เครื่องมือเป็นแบบสอบถามวัดระดับการจัดการเวลาของครู จำนวน 304 ฉบับ)<br>&nbsp; &nbsp; - การเก็บรวบรวมข้อมูล<br>&nbsp; &nbsp; - วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ แบ่งเป็น 2 ตอน คือ ตอนแรก เป็นการวิเคราะห์ระดับการจัดการเวลาของครูด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยเลขคณิต&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<strong><br></strong>ตอนที่สอง เป็นการวิเคราะห์การจัดการเวลาของครูโดยจาแนกตามภูมิหลังด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (one-way ANOVA)<br><br><strong>ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ</strong> โดยนำผลการศึกษาจากข้อมูลเชิงปริมาณตอนที่ 1 มาพิจารณา<br>&nbsp; &nbsp;- เลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์แบบเจาะจง (purposive sampling) โดยคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีการจัดการเวลาระดับตำ่ที่สุดและสูงที่สุด ระดับละ 12 คน รวม 24 คน <br>&nbsp; &nbsp; - สร้างเครื่องมือในการวิจัย โดยศึกษาข้อมูลเก่ียวกับ ปัญหาการจัดการเวลา แนวทางการจัดการเวลา และภาระในการปฏิบัติงานของครู ตามเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง โดยนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์กำหนดเป็นเครื่องมือในการวิจัย<br>&nbsp; &nbsp; - เก็บรวบรวมข้อมูล<br>&nbsp; &nbsp; - การวิเคราะห์ข้อมูล<br>1. การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลลงแบบบันทึกการสัมภาษณ์ และเครื่อง บันทึกเสียง มาตีความและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากคาพูดของครู ผู้ให้สัมภาษณ์ตามประเด็นคาถาม และการวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Analysis) เพื่อตีความสร้างข้อสรุป รูปธรรม<br>2. นำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาเขียนสรุปเป็นรายงานการวิจัย พร้อมกับยกตัวอย่างคำพูดของครูที่มีปัญหาด้านการจัดการเวลาของครู และแนวทางการจัดการเวลาของครู ประกอบการสรุปผลในแต่ละประเด็น<br><br><strong>ผลวิจัย</strong> พบว่า<br>1. ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อพิจารณาภูมิหลัง พบว่า ระดับการจัดการเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์การทางานอย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05<br> 2. สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ปัญหาจากตนเอง ปัญหา จากบุคคลอื่น และปัจจัยจากสภาพแวดล้อม&nbsp;<br>3. แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน และกำหนดเป้าหมาย การลาดับความสาคัญของงาน การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา และแนวคิดบวกในการทำงาน<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1768393040/236d4f7ecf315534ecd6a624cee36b74/99E803B7_B4C3_40FF_ADC6_6D99B731F20B.jpeg" />
         <pubDate>2022-08-18 15:15:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2264495259</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไชยโพธิ์  ร่มโพธิ์</title>
         <author>rompho1986</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2291633486</link>
         <description><![CDATA[<div>รองผู้อำนวยการโรงเรียนอุทัยวิทยาคม&nbsp;สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท<br>ต.สะแกกรัง อ.เมืองฯ จ.อุทัยธานี&nbsp;<br>099-2354982<br>rompho1986@gmail.com<br>newutw@gmail.com<br><br>Week 5 Activity<br><br>ชื่อวิจัย: อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br>Future Career path of School Administrator Under Bangkok Metropolitan<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย :&nbsp; เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหาร<br>สถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br>รูปแบบการวิจัย : การวิจัยอนาคต (Futures Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย :&nbsp;<br>ขั้นตอนที่ 1 เตรียมโครงร่างการวิจัย<br>โดยการศึกษาวิเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพ<br>เส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br>ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศและนำมากำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย<br>ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินการวิจัย<br>กำหนดขั้นตอนของการดำเนินการวิจัย<br>ดังต่อไปนี้<br><br>ขั้นที่ 1 ศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพ<br>ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีวิธีการ ดำเนินการวิจัย ดังนี้<br><br>1. ศึกษาวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของ<br>ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จากเอกสารกฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศ นโยบายและแผน ตำรา ข้อมูล สถิติ ผลงานวิจัย บทความวิชาการ วารสาร และเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br><br>2. นำแนวคิดของการศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด<br>กรุงเทพมหานครจากการศึกษาวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จากเอกสาร กฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศ นโยบายและแผน ตำรา ข้อมูล สถิติผลงานวิจัย บทความวิชาการ วารสาร และเว็บไซต์ต่างๆ<br>ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Document Study) มาทำการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis)&nbsp;<br>ขั้นที่ 2 การดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (EDFR: Ethnographic Delphi Futures Research)โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้และประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของวิจัยเรื่องนี้ จำนวน 21คน&nbsp; เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (median) ค่าฐานนิยม (mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (interquartile range)<br>ขั้นตอนที่ 3 รายงานผลการวิจัยผู้วิจัยนำผลการวิจัยข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะมาจัดทำรายงานการวิจัย<br><br>ผลการวิจัย :&nbsp; อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทางคือ<br>1) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปตามวิทยฐานะโดยทกผลงานทางวิชาการ&nbsp;<br>2)อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นโดยการสอบ<br>3) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายเปลี่ยนตกแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา&nbsp;<br>4) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในสถาบันอุดมศึกษาของ<br>กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br>5) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ โดยเริ่มจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทอำนวยการต้น&nbsp;<br>6) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ จากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะ<br>ชำนาญการไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ&nbsp;<br>7) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายหรือโอนไปอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น และพบปัจจัยที่มีผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครอีก 4 ด้านคือ ด้านระเบียบ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ของ ก.ก.และ อ.ก.ก. ที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด<br>กรุงเทพมหานคร ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครด้านแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อนาคตเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด กรุงเทพมหานคร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1800857470/1e9ecb189980bfd38bc3b07906e59286/AA858FE1_DB4A_400A_879D_D3B61381F93D.jpeg" />
         <pubDate>2022-09-12 02:59:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/s0qwvp1iwh76jnt2/wish/2291633486</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
