<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่ 2 by Pop Phochakorn</title>
      <link>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w</link>
      <description>Made with whimsy</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-06-23 02:13:34 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-24 22:53:54 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>มุมมองของเด็กสามจังหวัดภาคใต้(อิสลาม)ที่มีต่อสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และตัดสินใจศึกษาต่อ</title>
         <author>naddi_2005</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271338502</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>บทที่ 2</strong></div><div><strong>วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง</strong></div><div> </div><div><strong>แนวความคิดและทฤษฎี</strong></div><div>การศึกษาเรื่อง เชิญชวนเด็กสามจังหวัดภาคใต้เข้าศึกษาสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์โดยประเมินจากนักศึกษาเข้าศึกษาในปี 2560-2561เป็นกลุ่มตัวอย่างที่วัตถุประสงค์ในการตัดสินใจเข้าศึกษาในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หลังจากได้ศึกษามาแล้วมีความรู้สึกในด้านดีกับสถาบันมากน้อยเพียงใดเพื่อปรับมาเป็นแนวทางในการวิจัยเพื่อประเมินผลก่อนลงสำรวจจริงจากโรงเรียนในสามจังหวัดทั่วทุกอำเภอที่มีการสอนศาสนาอิสลามควบคู่กับสามัญเพื่อให้นักเรียนเข้าใจหลักการในการอยู่รวมกันกับคนต่างศาสนาในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และการเข้าทำงานในร้าน </div><div>7-ELEVEn เป็นแนวทางในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในปี2562 ผู้ศึกษาได้รวบร่วมแนวคิด ทฤษฎีและงานศึกษาที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาโดยแบ่งเป็นเนื้อหาต่างๆดังต่อไปนี้</div><div>2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวข้องในการตัดสินใจของนักศึกษา </div><div>2.2 ข้อมูลทั่วไปของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์</div><div>2.3 ข้อมูลทั่วไปการศึกษาทั่วไปของเด็กสามจังหวัดภาคใต้</div><div>2.4 ข้อมูลทั่วไปในหลักการอิสลามเพื่อปรับมาใช้ในร้าน 7-ELEVEn </div><div>2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง</div><div> </div><div><strong>2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการตัดสินใจ</strong></div><div>              2.1.1 ความหมายของการตัดสินใจ การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เด็กสามจังหวัดภาคใต้ เป็นศาสนาอิสลาม ผู้ศึกษาได้ศึกษาตำราเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่ามีนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศได้ให้ความหมายของการตัดสินใจ ไว้หลายท่าน ดังนี้ </div><div>         <strong>Barnard (1938)</strong> ได้ให้ความหมายของคำว่าการตัดสินใจ หมายถึง การพิจารณาทางเลือก จากหลายทางเลือกให้เหลือเพียงทางเดียว</div><div><strong>        Griffiths (1959: 104)</strong> ได้กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง ทางเลือกในการปฏิบัติโดยการคิด ทางเลือกที่แตกต่างกัน</div><div><strong>           Simon (1960: 1)</strong> ได้ให้ความหมายของคำว่า การตัดสินใจ หมายถึง การหาโอกาสในการ ตัดสินใจเพื่อเลือกทางที่เป็นไปได้</div><div>            Pfiffner และ Presthus (1960) ได้กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง การเลือกวิธีที่ดีที่สุดที่จะ ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์</div><div><strong>          Oppenheim (1979: 55)</strong> ได้ให้ความหมายของคำว่า การตัดสินใจ คือ การพิจารณาไตรตรอง สิ่งหนึ่งสิ่งใดอยางรอบคอบก่อนลงมือกระทำ</div><div>สมคิด บางโม (2548: 175) ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ หมายถึง การตัดสินใจเลือกทาง ปฏิบัติซึ่งมีหลายทางเป็นแนวปฏิบัติไปสู่เปาหมายที่วางไว้ การตัดสินใจนี้อาจเป็นการตัดสินใจที่จะกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเพื่อความสำเร็จตรงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในทางปฏิบัติการตัดสินใจเกี่ยวกับ ปัญหาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนและมีวิธีการแก้ปัญหามากกว่าหนึ่งทางเสมอ 12</div><div>            <strong>ฉัตราพร เสมอใจ (2550: 46)</strong> ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ(Decision Making) หมายถึง กระบวนการในการเลือกที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากทางเลือกต่างๆ ที่มีอยู่</div><div>            <strong>สรอยตระกลู (ติวยานนท์) อรรถมานะ (2550: 387) </strong>ได้กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง การ เลือกทางเลือกที่เป็นไปได้เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ </div><div>             <strong>ณัฎฐพันธ เขจรนันทน (2551: 138)</strong> ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ หมายถึง กระบวนการใช้ความคิดและการกระทำของการรับรู้โดยการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา (Problem) หรือโอกาส (Opportunity) และประเมินทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อจัดการกับปัญหาหรือโอกาสที่เกิดขึ้น จากความหมายของการตัดสินใจดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การตัดสินใจ หมายถึง การใช้ความคิดในการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาหรือโอกาสในการประเมินหรือพิจารณาทางเลือก ที่เหมาะสมและดีที่สุดจากหลายทางเลือกเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์</div><div><strong>            2.1.2 ความสำคัญของการตัดสินใจ</strong> การตัดสินใจเป็นกระบวนการพิจารณาหาทางเลือกที่มีอยู่จากหลายทางเลือกโดยสามารถ เลือกทางเลือกที่เป็นไปได้ ดังนั้นการตัดสินใจจึงเป็นหน้าที่ที่บงบอกถึงแตกตางระหวางบุคคล โดยผู้ที่ทำการตัดสินใจนั้นจะต้องมีหลักการและเหตุผล มีเจตคติและวิจารญาณที่ดีเนื่องจากการตัดสินใจเป็นวิธีที่ สามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ การตัดสินใจจึงมีความสำคัญ (วรพจน์ บุษราคัมวดี, 2551: 109) ดังนี้ </div><div>          1) มีทางเลือกหลายทาง การตัดสินใจเพื่อในกรณีที่ทางเลือกมีหลายทางเลือกอาจจะต้องอาศัย ดุลพินิจสวนตัวของบุคคลเพื่อการตัดสินใจซึ่งการมีหลายทางเลือกนั้นอาจตัดสินใจผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องอาศัยเครื่องมือหรือเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมในด้านต่างๆ เข้ามาช่วยเพื่อทำการตัดสินใจ </div><div>          2) การมีขอมูลเป็นจำนวนมากในการตัดสินใจ หากบุคคลนำดุลยพินิจส่วนตัวมาใช้ในการ ตัดสินใจบ่อยครั้งอาจเกิดโอกาสผิดพลาดและขาดความรอบคอบได้เนื่องจากไม่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่ ทั้งหมดมาพิจารณาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์</div><div>         3) เพื่อลดความขัดแย้ง เนื่องจากพื้นฐานความรู้รวมทั้งประสบการณ์ของแต่ละบุคคลมีความ แตกต่างกัน ดังนั้นในการติดสินใจถ้าหากไม่อาศัยหลักเกณฑ์หรือเครื่องมือที่เหมือนกันมาทำการตัดสินใจ แล้วอาจะทำให้การตัดสินใจแตกต่างกันออกไปจนทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นได้</div><div>       4) เพื่อลดความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนในการตัดสินใจของบุคคลที่ปราศจากกฎเกณฑ์หรือ เครื่องมือ ดังนั้นการตัดสินใจโดยใช้เครื่องมือที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยโอกาสของการตัดสินใจ ที่ผิดพลาดลดลงได้ จากความสำคัญของการตัดสินใจดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การ ตัดสินใจมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะการตัดสินใจที่ดีโดยการใช้เครื่องมือหรือใช้เกณฑ์การตัดสินใจ ที่เหมาะสมจะก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่มีคุณภาพ สามารถแก้ไขปัญหาได้และยังสามารถช่วยลดความ ขัดแย้งลงได้อีกด้วย </div><div><strong>2.1.3 กระบวนการตัดสินใจ </strong></div><div>              กระบวนการตัดสินใจเป็นการกำหนดขั้นตอนของการตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึง ขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งในการตัดสินใจโดยมีลำดับขั้นของกระบวนการดังกล่าวนั้นเป็นการตัดสินใจโดยใช้หลัก เหตุผลและมีกฎเกณฑ์เป็นเครื่องมือช่วยในการหาข้อสรุปเพื่อการตัดสินใจ ดังนั้นขั้นตอนของกระบวนการ ตัดสินใจจึงมีอยู่หลายรูปแบบโดยมีนักวิชาหลายท่านได้กล่าวไว้ ดังนี้ </div><div>Oppenheim (1979: 57) ได้กล่าวว่า ขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจนั้นสามารถแบง ได้เป็น 5 ขั้นตอน คือ </div><div>1) การตระหนักถึงปัญหาหรือสถานการณ์ที่มีตัวเลือกเกิดขึ้น </div><div>2) พิจารณาและไตรตรองทางเลือก</div><div> 3) เลือกทางเลือกที่ดีและมีปัญหาน้อยที่สุด </div><div>4) ตัดสินใจบนพื้นฐานของทางเลือก </div><div>5) ยอมรับกับผลที่ตามมาของการตัดสินใจ</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong>2.2 ข้อมูลทั่วไปของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์</strong></div><div>                สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เดิมชื่อสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนทุนในการจัดตั้งจากบริษัท ศึกษาภิวัฒน์จำกัดและในขณะนั้นได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อให้ดำเนินการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา ตามใบอนุญาตให้จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่ 4/2550 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2550 และได้รับการรับรองวิทยะฐานะ เพื่อทำการสอนเพื่อให้ปริญญาในชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2550 และในระดับปริญญาเอก ตั้งวันที่ 1 ตุลาคม 2555</div><div>การจัดการปัญญาภิวัฒน์ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 85/1 หมู่ 2 ถ.แจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด จ.นนทบุรี มีเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 1 ตารางวา ล้อมรอบไปด้วยแหล่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้างสรรพสินค้าและสถานที่ราชการต่างๆสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการศึกษาและวิจัยทางด้านธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพในเชิงวิชาการและสามารถปฏิบัติงานได้จริง สถาบันจึงจัดการเรียนการสอนในลักษณะการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Work-based Education) ดังนั้น นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกคน จึงต้องฝึกเตรียมเข้าทำงานควบคู่กับการเรียนในทุกภาคการศึกษา โดยได้รับค่าตอบแทนตลอดระยะเวลาที่ศึกษาตามหลักสูตร บัณฑิตที่จบจากสถาบันมีโอกาสเข้าทำงานกับสถานประกอบการในกลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และสถานประกอบการอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก</div><div><strong> คำขวัญประจำสถาบัน</strong></div><div><strong>"สร้างบัณฑิตมืออาชีพด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง"</strong><br> (Creating Professionals through Work-based Education)</div><div>ด้วยการเน้นการเรียนแบบ Work-based Education นักศึกษาจะได้รับความรู้เชิงวิชาการจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและได้รับประสบการณ์การทำงานโดยตรงจากบริษัทในเครือและพันธมิตรทางธุรกิจของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจุดประสงค์ในการสร้างมืออาชีพของสถาบันมีดังนี้</div><ul><li>เพื่อเป็นสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านการจัดการ ธุรกิจค้าปลีก และเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคและนานาชาติ</li><li>เพื่อผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการและประกอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และจิตสาธารณะ ทั้งเป็นผู้มีสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม</li><li>เพื่อจัดการเรียนการสอนและหลักสูตรที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถนำ ความรู้ที่ได้จากภาคทฤษฎีไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้ โดยเน้นการเรียนการสอนภาคทฤษฎีควบคู่กับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการฝึกปฏิบัติ</li><li>เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านวิชาการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเน้นการประสานความร่วมมือทางวิชาการกับภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม</li><li>เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริการวิชาการ ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการทั้งของสถาบันและหน่วยงานอื่นสู่ชุมชนและสังคม</li><li>พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ ปลูกฝังและถ่ายทอดวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ เพื่อดำรงไว้ซึ่งมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรม รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น</li><li>เพื่อตอบสนองความต้องการบัณฑิตของตลาดแรงงานทั้งภาครัฐและเอกชนและแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา</li></ul><div><br>ความหมายของชื่อสถาบันและตราสัญลักษณ์<br><br></div><div><br>"สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์"<br><br></div><div><strong>สถาบัน</strong> หมายถึง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในกำกับของคณะกรรมการการอุดมศึกษากระทรวงศึกษาธิการ</div><div><strong>ปัญญาภิวัฒน์</strong> หมายถึง ความเจริญทางปัญญาคือความเป็นเลิศทางวิชาการและถึงพร้อมด้วยคุณธรรมดังนั้น <strong>"สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์" </strong>จึงหมาย ถึง สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาในกำกับของคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นศูนย์กลางในการผลิตบัณฑิตในศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ให้เป็นผู้ที่มีความเจริญทางปัญญากล่าวคือ เป็นผู้ที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการและถึงพร้อมด้วยคุณธรรม</div><div><br>ตราสัญลักษณ์<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img width="244" height="226"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><a href="https://www.pim.ac.th/th/pages/about-us">https://www.pim.ac.th/th/pages/about-us</a></div><div> </div><div><strong>2.3 ข้อมูลการศึกษาทั่วไปของเด็กสามจังหวัด</strong></div><div><br>             ระบบการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อยู่ในภาวะวิกฤติมาโดยตลอด ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานเกือบ 1 ทศวรรษ โดยเฉพาะในแง่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่อยู่ในลำดับรั้งท้ายของประเทศ มีอัตราการออกกลางคันและตกหล่นของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานค่อนข้างสูง ขณะที่มีอัตราการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาอยู่ในเกณฑ์ต่ำ <br><br></div><div><br>          ประกอบกับระบบการศึกษาในพื้นที่นี้มีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นของประเทศ อันสืบเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านศาสนา ภาษา และวิถีวัฒนธรรม โดยเฉพาะการมีสถาบันการศึกษาตามวิถีอิสลาม ซึ่งประชาชนในพื้นที่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียน ทว่าสถาบันการศึกษาเหล่านี้ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากกลับไม่มีความพร้อม  ทั้งด้านบุคลากร อาการสถานที่ และงบประมาณ <br> ในการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่เมื่อวันพุธที่ 7 พ.ย.2559 ได้มีการนำข้อมูลตัวเลขที่เป็นข้อห่วงใยของหลายฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาโดยด่วน<br><br></div><div><strong><br> <br></strong><br></div><div><strong><br>นักเรียนนับแสนไม่ได้ต่ออุดมศึกษา<br></strong><br></div><div><br>          สำหรับระบบการศึกษาเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้อมูลจำนวนนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจดังนี้<br><br></div><div><br>         <strong> ระดับก่อนประถมศึกษา</strong> (อายุ 3-5 ปี) มีสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบ คือ ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ประจำมัสยิด, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด และโรงเรียนของรัฐและเอกชน<br><br></div><div><br>         <strong> ระดับประถมศึกษา</strong> (อายุ 6-11 ปี) มีสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบคือ โรงเรียนของรัฐ 876 แห่ง นักเรียน 222,186 คน, โรงเรียนเอกชน 59 แห่ง นักเรียน 31,346 คน รวมโรงเรียนของรัฐและเอกชนในระดับประถมศึกษามีทั้งสิ้น 935 แห่ง นักเรียน 253,532 คน<br><br></div><div><br>          นอกจากนั้นยังมีศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือตาดีกา จำนวน 1,666 แห่ง นักเรียน 176,395 คน (ในจำนวนนี้ซ้อนทับกับเด็กที่เรียนในระบบโรงเรียนตามปกติด้วย เพราะตาดีกาสอนตอนเย็นและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์) กับสถาบันปอเนาะ จำนวน 375 แห่ง นักเรียน 34,394 คน<br><br></div><div><br>          <strong>ระดับมัธยมศึกษา</strong> (12-18 ปี) มีสถาบันการศึกษาที่รับผิดชอบ คือ โรงเรียนของรัฐ (สายสามัญ) จำนวน 56 แห่ง นักเรียน 31,346 คน, โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนทั้งศาสนาควบคู่สามัญ จำนวน 158 แห่ง นักเรียน 129,784 คน และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอนศาสนาอย่างเดียว จำนวน 44 แห่ง นักเรียน 3,700 คน<br><br></div><div><br>          ทั้งนี้เด็กที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว มีบางส่วนที่เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน สถาบันอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน รวมถึงวิทยาลัยชุมชน ซึ่งกลุ่มนี้มีนักศึกษารวมทั้งสิ้นเพียง 36,541 คน จากนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่มีอยู่ถึง 164,830 คน (ไม่รวม ปวช.)<br><br></div><div><strong><br>ไปนอก 1.1 หมื่น-ออกกลางคันกว่า 3 พัน<br></strong><br></div><div><br>          จากการตรวจสอบเพิ่มเติมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พบว่า เด็กที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้ว มีบางส่วนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ จำนวน 9,000 ถึง 11,000 คน และยังมีบางส่วนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาภาคปกติ แต่ไปศึกษาในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จำนวน 38,766 คน<br><br></div><div><br>          เมื่อพิจารณาตัวเลขในภาพรวมของแต่ละช่วงชั้น พบว่า ในระดับประถมศึกษา มีนักเรียนศึกษาอยู่ในระบบทั้งสิ้น 253,532 คน ระดับมัธยมศึกษา และ ปวช. จำนวน 209,017 คน แต่มีผู้ที่มีโอกาสศึกษาต่อใน ระดับปริญญาตรีและ ปวส. เพียง 36,541 คน โดยที่มีนักเรียนจำนวนประมาณ 9,000-11,000 คน ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน เยเมน คูเวต เป็นต้น<br><br></div><div><br>          ทั้งนี้ เมื่อนำตัวเลขนักเรียนที่มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี และ ปวส. มารวมกับนักเรียนที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ แล้วหักลบกับจำนวนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา จะพบว่ามีเด็กนักเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากถึง 161,476 คน (ตัวเลขภาพรวมทั้งระบบ ไม่ได้คิดแยกรายปี)<br><br></div><div><br>          นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาตัวเลขอัตราการออกกลางคันและตกหล่นของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (รวม จ.สตูล และสงขลา) มียอดรวมของเด็กในกลุ่มนี้ร้อยละ 1.43 คิดเป็นตัวเลขกลมๆ ราว 3,000 คน<br><br></div><div><strong><br>ป.3 อ่านไม่ออก33%-โอเน็ตม.6ต่ำทุกวิชา<br></strong><br></div><div><br>          ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษา ยังพบว่า เด็กที่จบช่วงชั้นที่ 1 หรือระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ คิดเป็นร้อยละ 33.72 (เฉลี่ยทั้ง 3 จังหวัด)<br><br></div><div><br>          ส่วนคะแนนสอบโอเน็ต (การสอบวัดผลทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ใน 5 วิชาหลัก ปีการศึกษา 2554 พบว่านักเรียนจากโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีคะแนนต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของทั้งประเทศทุกวิชา ได้แก่<br><br></div><div><br>          <strong>ภาษาไทย</strong> ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 41.88 โรงเรียนรัฐที่ชายแดนใต้ได้ 40.12 โรงเรียนเอกชน33.44 <br>           <strong>คณิตศาสตร์</strong> ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 22.73 โรงเรียนรัฐที่ชายแดนใต้ได้ 20.98 โรงเรียนเอก17.15 <br><br></div><div><strong><br>วิทยาศาสตร์</strong> ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 27.90 โรงเรียนรัฐที่ชายแดนใต้ได้ 26.71 โรงเรียนเอกชน 23.70<strong>สังคม</strong> ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 33.39 โรงเรียนรัฐที่ชายแดนใต้ได้ 32.76 โรงเรียนเอกชน 29.82 <br> <strong>ภาษาอังกฤษ</strong> ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 21.80 โรงเรียนรัฐที่ชายแดนใต้ได้ 20.11 โรงเรียนเอกชน 16.92<br><br></div><div><strong><br>ว่างงานพุ่งหวั่นเข้ากลุ่มป่วนใต้-ค้ายา<br></strong><br></div><div><br>          เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะมีเด็กหายไปจากระบบการศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้ว แต่ไม่ได้ศึกษาต่อ ส่งผลให้ตัวเลขการว่างงานในพื้นที่ ค่อนข้างสูง แต่แรงงานบางสาขากลับขาดแคลน เช่น ช่างเชื่อม ช่างก่อสร้าง ช่างเคาะพ่นสีรถยนต์ ช่างเครื่องเย็น เป็นต้น<br><br></div><div><br>          ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า เยาวชนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกชักจูงจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีให้เข้าสู่ขบวนการก่อความไม่สงบ หรือร่วมอยู่ในวงจรธุรกิจมืดต่างๆ โดยเฉพาะขบวนการค้ายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และสินค้าเถื่อน<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img width="324" height="206"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>อ้างอิงที่มา <a href="https://www.isra.or.th/"><strong>https://www.isra.or.th</strong></a> All rights <br><br></div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div><strong> </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>2.4 ข้อมูลทั่วไปในหลักการอิสลามเพื่อปรับใช้ในร้าน 7-ELEVEn</strong></div><div>              ปัจจุบันในร้าน<strong>7-ELEVEn</strong> มีจำนวนพนักงานที่เป็นอิสลามจำนวนมากที่เข้ามาทำงานโดยเฉพาะ P/T ทำงานเพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาและค่าครองชีพเนื่องจากนักศึกษาได้รับเงินไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นที่ต้องหางาน ส่วนมากจะทำงานช่วงเย็น ปัจจุบันงานบริการที่เข้าทำงานง่ายคงไม่พ้นกับร้าน <strong>7-ELEVEn</strong> เพราะ<strong>7-ELEVEn</strong> มีสาขาที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา บ้างสาขาโครงสร้างขาดจึงตัดสินใจให้ นักศึกษา P/T ที่ทำงานช่วงเย็นหลังเลิกเรียนเพื่อมาทดแทนแบ่งเบาภาระของพนักงานประจำจึงเกิดการค้าขายการจับต้องโดยไม่ได้ตั้งใจ หมายถึง การขายเหล้าเบียร์ การขายของที่มีส่วนผสมเนื้อสุกร สิ่งของที่ต้องห้ามอีกหลายอย่างจึงเกิดประเด็นสำคัญกับคนที่ไม่เข้าใจตามหลักการจริงๆ เพราะอิสลามได้สอนไว้หากการกระทำในสิ่งที่ผิดหากไม่ได้ตั้งใจหรือมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร</div><div>ถือว่าทำได้ความผิดพลาดโดยมิได้ตั้งใจนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ปุถุชนทุกคน ศาสนาถือว่าไม่มีความผิดหรือบาปแต่อย่างใด เนื่องจากมีระบุในหะดีษว่า : <br> \"رُفِعَ عن أُمَّتِيْ الخَطَأُ ، وَالنِّسْيَانُ ، ومااسْتُكْرِهُوْاعَلَيْهِ\"      http://www.alisuasaming.com/index.php/webboard/27----/639 </div><div>หรือการทำโดยต้องเลี้ยงปากท้องตัวเองหรือการทำงานเพื่อจำเป็นต้องทำเพื่อกำลังศึกษาอยู่ หรือถ้ามองในแง่เป็นพนักงานก็ถือว่า เราทำงานเป็นลูกจ้างทำงานกินเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน ถือว่าทำได้เพราะเราไม่ได้ผลิตเองหรือเราไม่ได้ขายของต้องห้ามให้กับคนอิสลามด้วยกัน ถือว่าทำได้ ถ้าหากเกิดจำเป็นต้องโดนเนื้อสุกร อิสลามมีวิธีในการล้างถ้ามั่นใจว่าโดนเนื้อหมูก็มีอยู่ 2 วิธี </div><div>วิธีแรกล้างตามทัศนะของนักวิชาการอัชชาฟีอียฺที่ถือว่า หมู เป็นนะญิสชนิดหนัก  คือล้างน้ำเดิน (น้ำที่ไหลผ่าน) 7 ครั้ง 1ใน7ครั้งให้ผสมดิน ดินที่ว่านี้ก็หาเอาตามกระถางต้นไม้ที่เป็นดินเหนียวนั่นแหละ</div><div>วิธีที่ 2 ก็คือล้างให้สะอาดฟอกสบู่หรือน้ำยาก็ถือว่าสะอาดแล้วตามทัศนะของนักวิชาการที่ระบุว่า สุกรหรือหมู เป็นคนละเรื่องกับน้ำลายสุนัขจึงให้ทำความสะอาดด้วยการล้างhttp://alisuasaming.org/webboard/index.php?topic=1501.0</div><div>เพราะบ้างคนไม่เข้าใจตามหลักการจริงๆจึงให้มุมมองในด้านลบทำให้นักศึกษาไม่กล้าตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ </div><div><strong>งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  งานวิจัยภายในประเทศ </strong></div><div><strong>              พรพรรณ ยาใจ 2550(บุญใจ ระเบียบวิธีการวิจัย. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ยูแอนด์ไอ อินเตอร์</strong>) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย กรณีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัยประกอบด้วยนักศึกษาต่างชาติคณะ/โครงการต่างๆในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จำนวน233คนเครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามซึ่งผลการวัดค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ0.92สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่า Chi-Square ผลการวิจัยพบว</div><div>           ข้อมูลทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มากกว่าเพศชาย ถึง 58.4 เป็นกลุ่มตัวอย่าง มีอายุ ระหว่าง 20–25ปีร้อยละ64.4%ประเทศที่มาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มากที่สุดคือประเทศ สหรัฐอเมริกาคิดเป็นร้อยละ15.9นักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยมี สัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดโดยคิดเป็นร้อยละ47.6ที่เลือกเข้ามาศึกษาต่อในโครงการไทยศึกษาเลือกที่จะเรียนต่อในระดับการศึกษาปริญญาตรีโดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดโดยคิดเป็นร้อยละ52.82)ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบร่วมกัน4ปัจจัยคือปัจจัยด้านหลักสูตรปัจจัยด้านภาพลักษณ์ของสถาบันปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษาปัจจัยด้านประชาสัมพันธ์และปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน กรณีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปัจจัยทางด้านหลักสูตรและปัจจัยด้านประชาสัมพันธ์ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05และปัจจัยทางด้านภาพลักษณ์ของสถาบันปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษาและปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.053) ปัจจัยภายนอกมีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบร่วมกัน4ปัจจัยคือปัจจัยด้านสังคมด้านวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา และด้านเศรษฐกิจความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายนอก กับการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนกรณีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีปัจจัยทางด้านสังคมไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05และปัจจัยด้านวัฒนธรรมด้านจิตวิทยาและด้านเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</div><div><strong>                 ธนกฤตยืนยงเดชา2554 (ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจของนักศึกษาต่างชาติในการเข้ามาเป็น นักศึกษาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย กรณีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วิทยานิพนธ์. คณะบริหารธุรกิจ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.)</strong>ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกเรียนศึกษาต่อระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่งของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยทางด้านการผลิตบัณฑิตจำนวนมากที่ความสำคัญ ในระดับมากต่อการเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษารองลงมาคือจบจากสถาบันนี้แล้วจะมีโอกาสในการประกอบอาชีพสูงกว่าสถาบันอื่นสำหรับปัจจัยทางด้านราคาถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญกับการเลือกศึกษา24ในระดับมากที่สุดปัจจัยทางด้านสถานที่คือปัจจัยเรื่องมหาวิทยาลัยใกล้ภูมิลำเนาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดในทุกๆด้านรองลงมาคือมหาวิทยาลัยมีสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยแก่การเรียนปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือมีคณะให้เลือกศึกษาจำนวนมากรองลงมาคือมีโควตาแลโครงการจำนวนมากสำหรับนักเรียนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ต่อมาคือมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยส่วนปัจจัยด้านส่วนบุคคลมีความสำคัญในระดับคือประสิทธิภาพของบุคลากรในมหาวิทยาลัยรองลงมาคืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความหน้าเชื่อถือ ปัจจัยด้านกระบวนการให้บริการปัจจัยทีมีอิทธิพลมากที่สุดคือการมีบริการทางการศึกษาที่รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำแลปัจจัยทางด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพคือการที่มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในระดับประเทศรองลงมาคือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการประชาสัมพันธ์ได้ทั่วถึงนอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านอื่นๆที่มีอิทธิพลต่อการเลือกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอันดับหนึ่งอีกคือเพื่อนการเลือกศึกษาต่อตามเพื่อนมีอิทธิพลกับกลุ่มตัวอย่างสูงมากรองลงมาคือรุ่นพี่และการมีมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในฝันเป็นมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับตัวเองเลือกตามความต้องการของผู้ปกครองและเลือกตามค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือ ประกาศ ตามลำดับ <br><br></div><div><strong>                </strong></div><div><strong> </strong></div><div><strong>ศศิวิมล แสนเมือง 2554 (ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจเลือกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีของนักเรียนที่ มีผลการเรียนดีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง. สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. นครราชสีมา) </strong></div><div>               ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตั้งใจเลือกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยมีวัตถุประสงค์ ของการวิจัยเพื่อ</div><div> 1) ศึกษาภาพลักษณ์ด้านบุคลิกภาพของ มทส.ในมุมมองของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง</div><div> 2) ศึกษาปัจจัยในการเลือกมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง </div><div>3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านภาพลักษณ์ โดยรวมต่อการเลือก มทส.ในมุมมองของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง </div><div>4) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านหลักสูตรต่อการเลือก มทส. ในมุมมองของนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และ</div><div> 5) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านเหตุผลส่วนบุคคลต่อการเลือก มทส.ในมุมมองของนักเรียนที่มีผลการเรียนดีในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างโดยแยกปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งใจเลือกประกอบด้วย ปัจจัยด้านภาพลักษณ์ปัจจัยด้านหลักสูตรและปัจจัยด้านเหตุผลส่วนบุคคลโดยมีประชากรคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมสูงสุดในสายการศึกษาคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ของโรงเรียนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างได้แก่จังหวัดนครราชสีมาจังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดชัยภูมิโดยมีขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ ศึกษา จำนวน 497 คน ผลการศึกษาพบว่า ภาพลักษณ์ด้านบุคลิกของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีแบ่งออกเป็น 5 ปัจจัย คือ ด้านบุคลิกภายนอก ได้แก่ รักสงบ สะอาด สงบเสงี่ยม และมีการปรับปรุงตลอดเวลา ด้าน ความสามารถ ได้แก่ ฉลาด มั่นคง กระตือรือร้น รวดเร็ว ด้านการเรียน ได้แก่ จริงจัง เคร่งเครียด มีสาระ ยาก ด้านรสนิยม ได้แก่ติดดิน บ้านนอก ด้านมูลค่า ได้แก่ แพง ทันสมัย และผลการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อ การตั้งใจเลือกมหาวิทยาลัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านภาพลักษณ์ ด้านหลักสูตร และเหตุผลส่วนบุคคล พบว่า ทั้งปัจจัยด้านภาพลักษณ์ ด้านหลักสูตร และเหตุผลส่วนบุคคล มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 25</div><div><strong>                   เมธาวี สุขปาน 2556(ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) ของนักเรียน กรณีศึกษาวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี. เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต.)</strong> ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในหลักสูตร ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ของนักเรียน กรณีศึกษาวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี รวมทั้ง ศึกษาวิเคราะห์ความสำคัญของปัจจัยที่มีผลการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยตัวอย่างเก็บจากนักเรียนที่ศึกษาในปีสุดท้ายของระดับการศึกษาระดับวิชาชีพ (ปวช.) ของวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี จำนวน 400 คน วิธีการวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมเก็บข้อมูล สามารถเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพจาก นักเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี แบบสอบถามที่ใช้วิเคราะห์ จำนวน 400 ชุด โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการทดสอบสมมติฐานด้วย แบบจำลองโลจิท ผลการศึกษาพบว่า คะแนนของความสำคัญทางด้านความพึงพอใจกับต้นทุนมี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับโอกาสในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี เมื่อพิจารณาระดับความสำคัญของปัจจัยทั้งสองด้านพบว่า นักเรียนให้ความสำคัญกับปัจจัยทางด้านความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ ชื่อเสียงของสถานศึกษาที่เป็นที่รู้จัก มาอย่างยาวนานและเป็นของรัฐบาล รองลงมาได้แก่ ความชอบและความถนัดส่วนตัว รวมทั้งการชักชวน จากเพื่อนตามลำดับ</div><div><strong>           งานวิจัยต่างประเทศ Cubillo, Sanchez and Cervino 2006 (International Student’s Decision-Making Process. International Journal of Educational Management 20(2): 101-115.)</strong> ได้ศึกษาเรื่อง กระบวนการในการตัดสินใจของ นักศึกษาในต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างโมเดลของกระบวนการตัดสินใจของนักศึกษาที่ เลือกศึกษาในต่างประเทศที่มาจากหลากหลายปัจจัยแตกต่างกัน เพื่ออธิบาย วิเคราะห์และอธิบายปัจจัย ต่างๆ ต่อการตัดสินเลือกของนักเรียน ซึ่งในโมเดลนั้นได้สรุปและน าเสนอขั้นตอนในการตัดสินใจว่าขึ้น กับปัจจัย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) เหตุผลและความส่วนบุคคล 2) ผลกระทบด้านภาพลักษณ์ของประเทศ 3) ภาพลักษณ์ของเมือง 4) ภาพลักษณ์ของสถาบัน และ 5) โปรแกรมการศึกษา</div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> </div><div> นาย อับดุลเลาะ สาและ<br>5171101486</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-07-28 17:03:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271338502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรและแนวทางการปรับตัวด้านการตลาดเพื่อความอยู่รอดของสถาบันอุดมศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 : กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี</title>
         <author>tanakorn_handsome</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271691472</link>
         <description><![CDATA[<div>โดย...ธนากร โพชากรณ์<br><br><strong>บทที่ 2<br>วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง<br><br></strong><strong><mark>แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0</mark></strong></div><div><strong>          </strong>จากการเข้าสู่โลกแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 “Industry 4.0” นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่หลายประเทศให้ความสำคัญและร่วมมือกันวางแผนทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม แรงงาน การค้าการลงทุน การศึกษา สาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ให้มีศักยภาพและมีความพร้อมในการแข่งขันทุกด้าน ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างแบรนด์องค์กรแนวทางการปรับตัวด้านการตลาดของสถาบันอุดมศึกษาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 ดังนั้น จึงได้ศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับประเทศไทย 4.0 และการจัดการศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 ดังนี้<br><br></div><div>          แนวคิดประเทศไทย 4.0 ถือเป็นแบบจำลองหรือโมเดลใหม่ที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” (Value-based Economy) เพื่อก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เมื่อบริบททางเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต้องปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถเติบโตท่ามกลางบริบทใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน (โมเดลประเทศไทย 4.0, 2559)<br><br></div><div>          สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้สนับสนุน โมเดลประเทศไทย 4.0 ในมุมมองด้านเศรษฐกิจว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในยุค 4.0 คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปสู่ “Value-based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ เน้นภาคบริการแทนการผลิตภาคอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนประเทศ บริษัทรายใหญ่ต้องกล้าลงทุน ค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาทั้งอุตสาหกรรมและการบริการให้สามารถแข่งกับประเทศอื่น ๆ ได้ รวมทั้งการพัฒนาระบบดิจิทัลให้เทียบเท่าต่างประเทศ เพราะเศรษฐกิจในยุค 4.0 เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญ (อนาคตเศรษฐกิจไทย 4.0, 2559)<br><br></div><div>          สำหรับแนวคิดประเทศไทย 4.0 ของนักวิชาการ ศ.ดร.สมคิด เลิศไพบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าภาคการศึกษาที่ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทย มียุทธศาสตร์ในการพัฒนาแนวทางการศึกษาที่เข้มแข็งและทันโลกสมัยใหม่ มุ่งสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมในทุกสาขาอาชีพ เช่น ด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวหน้า ผ่านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยและเทคโนโลยี อันสอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่ต้องการพาสังคมไทยก้าวสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ “ประเทศไทย 4.0” (ธรรมศาสตร์นำร่องยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมสู่ประเทศไทย 4.0 รุกเปิดตัว วัสดุกักเก็บน้ำมันนวัตกรรมจากน้ำยางพาราครั้งแรกของโลก, 2559)<br><br></div><div>นอกจากนี้ มุมมองดังกล่าวยังสอดคล้องกับการวิเคราะห์แนวทางการจัดการศึกษาไทยกับการขับเคลื่อนการศึกษาสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ของนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาที่ว่า การจัดการศึกษาของไทยที่มีแนวโน้มของการมุ่งสู่การขับเคลื่อนไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ในหลายด้าน ประกอบด้วย ด้านการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการ จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาความเป็นมืออาชีพของบุคลากร ทางการศึกษา การส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา และด้านการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และการมุ่งเข้าสู่อาชีพ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีความรู้และสมรรถนะที่เชื่อมโยงกับคุณลักษณะผู้เรียนที่พึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 และทักษะที่ตลาดแรงงานมีความต้องการ รวมทั้งเป็นการวางรากฐานการศึกษาของไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก (ดารุณี บุญครอง, 2560)<br><br></div><div><strong>          </strong>เช่นเดียวกับการบรรยายในหัวข้อ “อนาคตใหม่ของการศึกษาไทยในยุค Thailand 4.0” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ให้ข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 ของสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย</div><div>1.      มหาวิทยาลัยแห่งชาติไทย (NUT) บูรณาการประสานจุดแกร่งของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยแม่พันธุ์ผลิตกำลังคนและงานวิจัยที่มีคุณภาพระดับสูง</div><div>2.      มุ่งสอนและวัดสมรรถนะผู้เรียนบนฐานสมรรถนะ KSL31200 ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านทักษะ และด้านลักษณะชีวิต</div><div>3.      จัดการศึกษาบนฐานศักยภาพและความถนัดของผู้เรียน ซึ่งจะช่วงให้ค้นพบความถนัดและศักยภาพของตนเอง ทำให้สนุก มีความสุข และทำได้ดี</div><div>4.      พัฒนาหลักสูตรการคิด 10 มิติ เพื่อสร้างนักคิด สอนวิธีคิด และสนับสนุนการคิดนวัตกรรมทุกระดับของสังคม </div><div>5.      ตรี โท เอก ทำวิจัย 3I เพื่อใช้เป็นกรอบการวิจัยของผู้เรียนและเปลี่ยนผ่านสมรรถนะผู้เรียนสู่การเป็นผู้ผลิตความรู้และสร้างนวัตกรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีแล้วพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะกับโจทย์ความต้องการของประเทศ</div><div>6.      พัฒนาสถานศึกษาทุกระดับสู่สถาบัน 2 และ 3 ภาษา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสัมพันธ์ระหว่างกัน และเพื่อเตรียมผู้เรียนให้เรียนรู้วิทยาการและเชื่อมองค์ความรู้ทั่วโลก </div><div>7.      สร้างผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างกิจการใหม่ด้วยตนเองเป็นและเปลี่ยนผ่านสมรรถนะผู้เรียนสู่การเป็นเจ้าของกิจการ</div><div>8.      สร้างความร่วมมือ R&amp;I หลากหลายลักษณะระหว่างสถาบันการศึกษากับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเป็นช่องทางการสร้างคณาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่ เพิ่มจำนวนนวัตกรรมภายในประเทศ และมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศชาติและชุมชนท้องถิ่น</div><div>9.      เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสิทธิบัตรทางปัญญา เพื่อให้มีมาตรฐานที่ยอมรับระดับสากล และเพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อการวิจัยกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นการกระตุ้นการคิดนวัตกรรมภายในมหาวิทยาลัย</div><div>10.  ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมในสถานศึกษาทุกแห่ง เพื่อพัฒนารูปแบบให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละระดับ เพื่อเป็นการจัดการประกวดแข่งขันคิดนวัตกรรมทั้งระดับครูผู้สอนและผู้เรียน ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมวิทยาลัยชุมชนเชื่อมต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่ชุมชนท้องถิ่น (ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, อนาคตใหม่ของการศึกษาไทยในยุค Thailand 4.0”)</div><div><em><br></em><strong><mark>สถาบันอุดมศึกษากับการอยู่รอดในศตวรรษที่ 21<br></mark></strong> </div><div><strong>          </strong>สถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงไปในศตวรรษที่ 21 รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลจากการก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ได้อย่างง่ายดาย รูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปตามการหมุนไปของโลกที่ทำให้พฤติกรรมการเลือกเรียนของผู้เรียนเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งอัตราการเกิดของประชากรวัยเรียนที่ลดลงแต่อัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุมีมากขึ้นจนส่งผลต่อความไม่สมดุลของจำนวนที่นั่งในสถาบันที่มีมากกว่าจำนวนผู้เรียน เหตุผลดังกล่าวนี้ต่างเป็นส่วนทำให้สถาบันอุดมศึกษาต้องงัดกลยุทธ์และทำทุกวิถีทางในการแย่งชิงผู้เข้าสมัครเรียนเพื่อให้สถาบันศึกษาอยู่รอดให้ได้ในศตวรรษนี้ <br><br></div><div>รายงานการสำรวจพบว่า ประเทศไทยมีการลดลงของภาวะเจริญพันธุ์หรือการเกิดน้อยลง จากข้อมูลอัตราเจริญพันธุ์รวมพบว่า จำนวนบุตรโดยเฉลี่ยต่อสตรีหนึ่งคนตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ได้ลงลงเป็นลำดับ จาก 4.9 คนในปี 2517 เหลือประมาณ 1.6 คนในปี 2556 และ 1.3 คนในปี 2576 ส่งผลให้ประชากรวัยเด็กหรือประชากรวัยเรียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่ผลกระทบต่อการจัดการศึกษา การบริหารสถานศึกษา การวางแผนอัตรากำลังครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา การจัดการหลักสูตร การจัดการการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล การบริหารจัดการห้องเรียน การจัดโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษาที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579, 2560) </div><div>สถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชน ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากถึง 170 แห่ง ต่างแข่งขันกันจูงใจผู้เรียนมากขึ้น เพราะทราบดีว่าจำนวนผู้เรียนที่ลดลงจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา โดยเฉพาะปัญหาบางคณะวิชาของมหาวิทยาลัยที่ไม่มีชื่อเสียงดึงดูดผู้เรียน มีผู้เรียนน้อย เปิดรับหลายรอบจำนวนก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อห้องเรียนเริ่มร้างนักศึกษา ปัญหาเรื่องต้องจำกัดจำเขี่ยรายจ่ายโดยเฉพาะเรื่องจ้างผู้สอนก็ตามมาจากที่จ้างประจำก็เหลือเพียงจ้างพาร์ตไทม์จนกระทบกับคุณภาพการเรียนการสอน ที่สุดเมื่อบริหารจัดการไม่ได้อีกต่อไป ก็ต้องปิดตัวไปอย่างเงียบๆ แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น นอกจากจะต้องรับมือกับปัญหาผู้เรียนลดลงยังต้องหันมาแข่งขันกันเองอย่างดุเดือดแล้ว ทุกแห่งยังต้องหันมารับมือกับโลกออนไลน์ที่ตอบโจทย์การศึกษายุคใหม่ได้ดีกว่าอีกด้วย(ธเนศน์ นุ่นมัน, วิกฤตมหา’ลัยไทยโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งปรับตัวhttps://www. posttoday.com /politic /report/546661) ซึ่งหากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยยังคงนิ่งเฉย ไม่ปรับตัวพัฒนาโครงสร้างด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน สถาบันก็จะไม่มีผู้เรียน ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาจะต้องปรับแก้จุดอ่อนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานเชิงโครงสร้าง พัฒนาหลักสูตร บุคลากร หากลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ๆ ในการสร้างความสนใจให้มีผู้เข้าเรียน ตลอดจนมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะตอบโจทย์สถานประกอบการและการเปลี่ยนแปลงไปของโลก </div><div><br>องค์กรยูเนสโกได้กล่าวถึงทักษะความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในโลกศตวรรษที่ 21 ว่าทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็น ได้แก่ 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ที่ประกอบด้วย การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การสื่อสารและความร่วมมือ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เป็นต้น 2) ทักษะทางชีวิตและอาชีพ เช่น ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว การคิดริเริ่มสร้างสรรค์และควบคุมตนเองการเข้าสังคมและสังคมข้ามวัฒนธรรม การเป็นผู้สร้างผลงานและผู้รับผิดชอบ รวมทั้งภาวะความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ  3) ทักษะด้านเทคโนโลยี สื่อสารสนเทศ อันประกอบด้วย ความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเข้าถึงสื่อ เป็นต้น ซึ่งการปลูกฝังทักษะดังกล่าวจะต้องเน้นการเรียนและการทำงานเป็นกลุ่ม (Group Learning) หรือการทำโครงการด้านความคิด (Thematic Projects) ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนรู้การทำงานร่วมกันบนพื้นฐานของการตั้งคำถามและมุ่งค้นหาประเด็นคำตอบอย่างแท้จริง (OECD/UNESCO: Education in Thailand, 2016; วิทยากร เชียงกูล, 2559) </div><div><strong><mark><br>แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์องค์กร<br></mark></strong><br></div><div><strong>          </strong>การสร้างแบรนด์องค์กร (Corporate Branding) ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการแข่งขันทางการตลาดในโลกธุรกิจ เพราะเป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ต่อการสร้างภาพลักษณ์ตามทิศทางที่องค์กรพึงประสงค์อย่างมีรูปแบบ มีอัตลักษณ์ และมีจุดเด่น ซึ่งจากการทบทวนการศึกษาที่เกี่ยวข้อง มีผู้ให้ความหมายของแบรนด์องค์กร (Corporate Brand) ไว้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นตัวแทนขององค์กร ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่จับต้องได้ (Tangible) หรือจับต้องไม่ได้ (Intangible) เป็นจุดสังเกตที่ทำให้องค์กรมีลักษณะแตกต่างกัน การมีแบรนด์องค์กรที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านงบประมาณให้กับองค์กร ความสำเร็จของแบรนด์องค์กรขึ้นอยู่กับการจัดทำวิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กร และเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ (นัทธมน ภูมิไชย, 2558)</div><div>          ในบริบททางธุรกิจของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน การสร้างแบรนด์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษามีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น จึงต้องมีการสร้างจุดเด่นของสินค้านั่นคือคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน รวมทั้งจุดเด่นด้านปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาแบรนด์ของตนเองให้แตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาอื่น อันจะนำไปสู่เป้าหมายขององค์กรได้อย่างสำเร็จ (Jevons, 2006) นั่นคือจำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาที่สอดคล้องตามแผนการรับ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ขับเคลื่อนองค์กรต่อไป</div><div>อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยกล่าวว่า ผลกระทบจากการแข่งกันอย่างรุนแรงนี้เอง มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งในประเทศไทยได้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารเพื่อสร้างกระแสให้เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ให้เป็นที่โดดเด่นและสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายโดยคาดหวังผลการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นแก่มหาวิทยาลัยของตน จนทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเข้ามาศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาต่อไป ซึ่งเป็นโจทย์ที่หนักของทั้งผู้บริหารและทีมงานที่ต้องร่วมมือกันวางกลยุทธ์ เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบและทำให้มหาวิทยาลัยเอกชนไม่สามารถนิ่งเฉยในการที่จะพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา (อริสรา บุญรัตน์, 2558)</div><div>           </div><div>          ผู้วิจัยได้ศึกษาโมเดล BAV(Brand Asset Valuator) เครื่องมือการสร้างแบรนด์ที่บริษัท Y&amp;R ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารและบริหารแบรนด์ได้ทุ่มงบเพื่อทำการวิจัยให้เกิดเครื่องมือที่น่าเชื่อถือชิ้นนี้มาสนับสนุน Brand Equity ที่ประกอบด้วย การรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) คุณภาพของแบรนด์ (Perceived Quality) ความเชื่อมโยงแบรนด์ (Brand Association) และความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ซึ่งเครื่องมือ BAV Model เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และประเมินคุณค่าใน       แบรนด์จนเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักทฤษฎีด้านการตลาดชื่อดัง เช่น Phillip Kotler หรือ David Aaker เป็นต้น (กิตติพงษ์, ยังก์แอนด์รูบิแคมเล็งการณ์ไกลเปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ Energy, https:// www.thaipr.net/general/164742) มีส่วนประกอบ ดังนี้<br> </div><div><strong>1.     ความแตกต่าง (Differentiation)</strong> เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคสนใจในเลือกแบรนด์เพราะการเป็นแบรนด์ที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์จะสามารถสร้างความโดดเด่น สร้างความจดจำให้แก่ลูกค้า และสามารถสร้างมูลค่าของสินค้าได้มากขึ้น <br><br></div><div><strong>2.     ความเหมาะสมกับลูกค้า (Relevancy) </strong>แบรนด์ที่เรากำลังพัฒนาอยู่นั้นควรมีความน่าสนใจและมีภาพลักษณ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น ความทันสมัย ความหรูหรา เป็นต้น </div><div><strong>3.     ความเคารพ (Esteem)</strong> แบรนด์ที่สามารถความจงรักภักดีจากลูกค้าได้จะต้องเป็นแบรนด์ที่มีคุณภาพ ลูกค้าใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้แล้วบอกต่อ ซึ่งความจงรักภักดีเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคนมีอยู่แล้ว </div><div><strong>4.     ความรู้เกี่ยวกับแบรนด์ (Knowledge)</strong> คือความเข้าใจในแบรนด์ของผู้บริโภคว่ารู้จักแบรนด์ดีแค่ไหน แบรนด์กำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้ก็เกี่ยวเนื่องจากการทำการตลาดของแบรนด์ (Young &amp; Rubicam, 2000) </div><div><em><br><br></em><strong><mark>แนวคิดทางการตลาด(Marketing) <br></mark></strong><br></div><div>ส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) คือองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินงานการตลาด เป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ กิจการธุรกิจจะต้องสร้างส่วนประสมทางการตลาดที่เหมาะสมในการวางกลยุทธ์ทางการตลาด (ศริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ : 35-36, 337)</div><div>โดยศาสตราจารย์ ฟิลลิป คอตเล่อร์ (Philip Kotler, 1997) ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของโลก ได้ให้แนวคิดส่วนประสมทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ (Service Marketing Mix) ไว้ว่า เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ให้บริการซึ่งเป็นธุรกิจที่แตกต่างสินค้าอุปโภคและบริโภคทั่วไป จึงมีความเป็นจะต้องใช้ส่วนประสมการตลาด 7 อย่าง หรือ 7P's เพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดกลยุทธ์การตลาด ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยที่ต้องพิจารณา 7 ด้าน ดังนี้</div><div><strong>1.</strong>     <strong>ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)</strong> เป็นสิ่งซึ่งสองความต้องการของมนุษย์ได้คือ สิ่งที่ผู้ขายต้องมอบให้แก่ลูกค้าและลูกค้าจะได้รับผลประโยชน์และคุณค่าของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ผลิตภัณฑ์ที่อาจจับต้องได้ (Tangible Products) และผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Products)</div><div><strong>2.</strong>     <strong>ด้านราคา (Price)</strong> หมายถึง คุณค่าผลิตภัณฑ์ในรูปตัวเงิน ลูกค้าจะเปรียบเทียบระหว่างคุณค่า (Value) ของบริการกับราคา (Price) ของบริการนั้น ถ้าคุณค่าสูงกว่าราคาลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ดังนั้น การกำหนดราคาการให้บริการควรมีความเหมาะสมกับระดับการให้บริการชัดเจน และง่ายต่อการจำแนกระดับบริการที่ต่างกัน</div><div><strong>3.</strong>     <strong>ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)</strong> เป็น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในการนำเสนอบริการให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีผลต่อการรับรู้ของลูกค้าในคุณค่าและคุณประโยชน์ของบริการที่นำเสนอ ซึ่งจะต้องพิจารณาในด้านทำเลที่ตั้ง (Location) และช่องทางในการนำเสนอบริการ (Channels)</div><div><strong>4.</strong>     <strong>ด้านการส่งเสริม (Promotions)</strong> เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารให้ผู้ใช้บริการ โดยมีวัตถุประสงค์ที่แจ้งข่าวสารหรือชักจูงให้เกิดทัศนคติและพฤติกรรม การใช้บริการและเป็นกุญแจสำคัญของการตลาดสายสัมพันธ์</div><div><strong>5.</strong>     <strong>ด้านบุคคล (People)</strong> หรือพนักงาน (Employee) ซึ่งต้องอาศัยการคัดเลือก การฝึกอบรม การจูงใจ เพื่อให้สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้แตกต่างเหนือคู่แข่งขัน เป็นความ สัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการต่าง ๆ ขององค์กร เจ้าหน้าที่ต้องมีความสามารถ มีทัศนคติที่สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ มีความคิดริเริ่ม มีความสามารถในการแก้ไขปัญหา สามารถสร้างค่านิยมให้กับองค์กร</div><div><strong>6.</strong>     <strong>ด้านกายภาพและการนำเสนอ (Physical Evidence/Environment and Presentation)</strong> เป็นการแสดงให้เห็นถึงลักษณะทางกายภาพ และการนำเสนอลูกค้าให้เห็นความเป็นรูปธรรม โดยพยายามสร้างคุณภาพโดยรวมทั้งทางด้านกายภาพและรูปแบบการให้บริการเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นด้านการแต่งกายสะอาดเรียบร้อย การเจรจาต้องสุภาพอ่อนโยน และการให้บริการที่รวดเร็ว หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ลูกค้าควรได้รับ</div><div><strong>7.</strong>     <strong>ด้านกระบวนการ (Process)</strong> เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวิธีการและงานปฏิบัติในด้านการบริการ ที่เสนอให้กับผู้ใช้บริการเพื่อมอบการให้บริการอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความประทับใจ</div><div>ซึ่งจากทฤษฎีส่วนประสมการตลาด 7Ps ข้างต้น สามารถนำมาเป็นแนวคิดในการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในการเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาโทของผู้สนใจ ในยุคที่สถาบันอุดมศึกษาเกิดสภาวะการแข่งขันเพื่อช่วงชิงจำนวนผู้เรียนและต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในยุคประเทศไทย 4.0 <br><br><strong><mark>กรอบแนวคิดในการวิจัย</mark></strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/300912385/82b25399b3f61ace162cc020edae31a0/_________.pdf" />
         <pubDate>2018-08-01 17:44:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271691472</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อบ้านจัดสรรของผู้บริโภคในเขตนนทบุรีนันท์มนัส อัครพรชัยสถิต บท ที่ 2วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการศึกษางานวิจัยในครั้งนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้าน จัดสรรในเขตนนทบุรี ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการศึกษากรอบแนวคิด ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานสำคัญ และงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษางานวิจัย โดยมีหัวข้อ 2.1 ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง2.1.1 แนวคิดและความหมายเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค 2.1.2 แนวคิดส่วนประสมทางการตลาดMarketing Mix)2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 บทสรุปจากการทบทวนวรรณกรรม2.4 กรอบแนวคิดงานวิจัย2.1 ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง2.1.1 แนวคิดและความหมายเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นการศึกษาปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การ และกระบวนการทีพวกเขาเหล่านั้นใช้เลือกสรร รักษา และกำจัด สิ่งที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ หรือแนวคิด เพื่อสนองความต้องการและผลกระทบที่กระบวนการเหล่านี้มีต่อผู้บริโภคและสังคมพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นการสมผสานจิตวิทยา สังคมวิทยา มนุษย์วิทยาสังคม และเศรษฐศาสตร์ เพื่อพยายามทำความเข้าใจกระบวนการการตัดสินของผู้ซื้อทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่มบุคคล พฤติกรรมผู้บริโภคศึกษาลักษณะเฉพาะของผู้บริโภคปัจเจกชน อาทิ ลักษณะทางประชากรศาสตร์และตัวแปรเชิงพฤติกรรมเพื่อพยายามทำความเข้าใจความต้องการของประชาชน พฤติกรรมผู้บริโภคโดยทั่วไปก็ยังพยายามประเมินสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคโดยกลุ่มบุคคลเช่นครอบครัว มิตรสหาย กลุ่มอ้างอิง และสังคมแวดล้อมด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง การแสดงออกของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้สินค้าและบริกรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งกระบวนการในการตัดสินใจที่มีผลต่อการแสดงออก 	พฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง พฤติกรรมซึ่งผู้บริโภคทำการค้นหาการซื้อ การใช้ การประเมินผล การใช้สอยผลิตภัณฑ์ และการบริการ ซึ่งคาดว่าจะสนองความต้องการของเขา (Schiffman and Kanuk, 1994)Engel และผู้ร่วมงาน (1968) ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคว่า เป็นการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้รับและการใช้สินค้าและบริการ รวมไปถึงกระบวนการตัดสินใจที่มีอยู่ก่อนและมีส่วนในการกําหนดให้มีการกระทำดังกล่าวชิฟแมน และคะนุค (Schiffman and Kanuk, 1987) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมของผู้บริโภคไว้ว่าเป็นพฤติกรรมที่ผู้บริโภคแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการเสาะหา ซื้อ ใช้ ประเมินผล หรือการบริโภคผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวคิดต่าง ๆ ซึ่งผู้บริโภคคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของตนได้เป็นการศึกษาการตัดสินใจของผู้บริโภคในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งเงิน เวลา และกําลังเพื่อบริโภคสินค้าและบริการต่าง ๆ อันประกอบด้วย ซื้ออะไร ทำไมจึงซื้อ ซื้อเมื่อไร อย่างไร ที่ไหน และบ่อยแค่ไหน					แองเจิล คอลแลต และแบลคเวลล์ (Engel Kollat and Blackwell, 1968) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภคว่า หมายถึง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหาให้ได้มาและการใช้ซึ่งสินค้าและบริการ ทั้งนี้หมายรวมถึง กระบวนการตัดสินใจซึ่งมีมาอยู่ก่อนแล้ว และซึ่งมีส่วนในการกําหนดให้มีการกระทำดังกล่าว											ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2541: 124 – 125) อ้างอิงจาก Kotler, Philip. (1999). Marketing Management ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer behavior) หมายถึง การกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดหาให้ได้มาแล้วซึ่งการใช้สินค้าและบริการ ทั้งนี้หมายรวมถึง กระบวนการตัดสินใจ และการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวกับการซื้อและการใช้สินค้า				กล่าวโดยสรุปว่าพฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer Behavior) หมายถึง การแสดงออกของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้สินค้าและบริการทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงกระบวนการในการตัดสินใจที่มีผลต่อการแสดงออกของแต่ละบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไปการศึกษาเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภค มีประโยชน์ทางการตลาด 5 ประการ ดังนี้  	1. ช่วยให้นักการตลาดเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค  	 2. ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถหาหนทางแก็ไขพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในสังคมได้ถูกต้องและสอดคล้องกับความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากยิ่งขึ้น     	 3. ช่วยให้การพัฒนาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถทำได้ดีขึ้น    	4. เพื่อประโยชน์ในการแบ่งส่วนตลาด เพื่อการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ให้ตรงกับชนิดของสินค้าที่ต้องการ      	5. ช่วยในการปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจต่าง ๆ เพื่อความได้เปรียบคู่แข่งขัน องค์ประกอบ            สามารถอธิบายได้ด้วย โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภค  เป็นระบบที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้า หรือสิ่งกระตุ้น(Stimulus) ให้เกิดความต้องการ  (Need)  ในความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ มีอิทธิพลอิทธิพล ทำให้เกิดการตอบสนอง (Buyer’s  response) หรือ การตัดสินใจของผู้ซื้อ (Buyer’s   purchase decision) โดยสามารถเรียกว่าโมเดลที่ใช้อธิบายระบบนี้ได้อีกลักษณะว่า  S-R Theory ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่            1. สิ่งกระตุ้น (Stimulus) ทั้งภายในและภายนอก นักการตลาดจะสนใจ เน้นการสร้างสิ่งกระตุ้นทางการตลาดซึ่งควบคุมได้ และ สิ่งกระตุ้นอื่นที่ควบคุมไม่ได้            2. ความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ (Buyer’s black box) เปรียบเสมือนกล่องดำ (Black box) ซึ่งผู้ผลิตหรือผู้ขายไม่สามารถทราบได้ ต้องพยายามค้นหาความรู้สึกนึกคิดของผู้ซื้อ ที่ได้รับอิทธิพลจากลักษณะของผู้ซื้อ และกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ        3. การตอบสนอง (Buyer’s Response) การตอบสนองหรือการตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อหรือ ผู้บริโภคจะมีการตัดสินใจในประเด็นต่าง ๆกระบวนการพฤติกรรมผู้บริโภค (Process of Behavior)            1. พฤติกกรมเกิดขึ้นได้ต้องมีสาเหตุทำให้เกิด            2. พฤติกรรมเกิดขึ้นได้จะต้องมีสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุ้น            3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นย่อมมุ่งไปสู่เป้าหมายปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค1. ปัจจัยทางวัฒนธรรม เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สุดในการกำหนดความต้องการและพฤติกรรมของ มนุษย์ เช่น การศึกษา ความเชื่อ ยังรวมถึงพฤติกรรมส่วนใหญ่ที่ได้รับการยอมรับภายในสังคมใดสังคมหนึ่งโดยเฉพาะลักษณะชั้นทางสังคม ประกอบด้วย 6 ระดับ            ขั้นที่ 1 Upper-Upper Class ประกอบด้วยผู้ที่มีชื่อเสียงเก่าแก่เกิดมาบนกองเงินกองทอง            ชั้นที่ 2 Lower –Upper Class เป็นชั้นของคนรวยหน้าใหม่ บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการบริหารเป็นผู้ที่มีรายได้สูงสุดในจำนวนชั้นทั้งหมด จัดอยู่ในระดับมหาเศรษฐี            ชั้นที่ 3 Upper-Middle Class ประกอบด้วยชายหญิงที่ประสบความสำเร็จในวิชาอื่น ๆ สมาชิกนั้นส่วนมากจบปริญญาจากมหาวิทยาลัย กลุ่มนี้เรียกกันว่าเป็นตาเป็นสมองของสังคม            ชั้นที่ 4 Lower-Middle Class เป็นพวกที่เรียกว่าคนโดยเฉลี่ย ประกอบด้วยพวกที่ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก พวกทำงานนั่งโต๊ะระดับต่ำ              ชั้นที่ 5 Upper-Lower Class เป็นพวก จนแต่ซื่อสัตย์ ได้แก่ชนชั้นทำงานเป็นชั้นที่ใหญ่ที่สุดในชั้นทางสังคม            ชั้นที่ 6 Lower-Lower Class ประกอบด้วยคนงานที่ไม่มีความชำนาญกลุ่มชาวนาที่ไม่มที่ดินเป็นของตนเองชนกลุ่มน้อย2. ปัจจัยทางสังคม เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ ซึ่ง ประกอบด้วยกลุ่มอ้างอิง ครอบครัว บทบาท และสถานะของผู้ซื้อ            2.1 กลุ่มอ้างอิง หมายถึงกลุ่มใด ๆ ที่มีการเกี่ยวข้องกัน ระหว่างคนในกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ระดับ- กลุ่มปฐมภูมิ ได้แก่ครอบครัว เพื่อนสนิท มักมีข้อจำกัดในเรื่องอาชีพ ระดับชั้นทางสังคม และช่วงอายุ- กลุ่มทุติยภูมิ เป็นกลุ่มทางสังคมที่มีความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว แต่ไม่บ่อย มีความเหนียวแน่นน้อยกว่ากลุ่มปฐมภูมิ            2.2 ครอบครัว เป็นสถาบันที่ทำการซื้อเพื่อการบริโภคที่สำคัญที่สุด นักการตลาดจะพิจารณา ครอบครัวมากกว่าพิจารณาเป็นรายบุคคล            2.3 บทบาททางสถานะ บุคคลที่จะเกี่ยวข้องกับหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว กลุ่มอ้างอิง ทำให้ บุคคลมีบทบาทและสถานภาพที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม3. ปัจจัยส่วนบุคคล การตัดสินใจของผู้ซื้อมักได้รับอิทธิพลจากคุณสมบัติส่วนบุคคลต่าง ๆ เช่น อายุอาชีพ สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ การศึกษา รูปแบการดำเนินชีวิต วัฏจักรชีวิตครอบครัว	4. ปัจจัยทางจิตวิทยา การเลือกซื้อของบุคคลได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตวิทยา ซึ่งจัดปัจจัยในตัว ผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อและใช้สินค้า ปัจจัยทางจิตวิทยาประกอบด้วยการจูงใจ การรับรู้ ความเชื่อและเจตคติ บุคลิกภาพและแนวความคิดของตนเองทั้งนี้มนุษย์มักจะแสดงออกจากความต้องการที่อยู่ภายใน ซึ่งมาสโลว์ได้กำหนดทฤษฏีลำดับขั้นตอนของความต้องการซึ่งกำหนดความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไว้ 5 ระดับ ซึ่งจัดลำดับจากความต้องการระดับต่ำไปยังระดับสูง มีผลต่อระบบการตัดสินใจและพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนี้            1. ความสำเร็จส่วนตัว            2. ความต้องการด้านอีโก้ (ความภาคภูมิใจ สถานะ ความเคารพ)            3. ความต้องการด้านสังคม            4. ความปลอดภัยและมั่นคง            5. ความต้องการของร่ายกายกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ             ขั้นที่ 1 การรับรู้ถึงปัญหา กระบวนการซื่อจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อตระหนักถึงปัญหาหรือความต้องการของตนเอง            ขั้นที่ 2 การค้นหาข้อมูล ในขั้นนี้ผู้บริโภคจะแสวงหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ในขั้นแรกจะค้นหาข้อมูลจากแหล่งภายในก่อน เพื่อนำมาใช้ในการประเมินทางเลือก หากยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งภายนอก            ขั้นที่ 3 การประเมินผลทางเลือก ผู้บริโภคจะนำข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาจัดเป็นหมวดหมู่และวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ทั้งในลักษณะการเปรียบเทียบหาทางเลือกและความคุ้มค่ามากที่สุด         ขั้นที่ 4 การตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด หลังการประเมิน ผู้ประเมินจะทราบข้อดี ข้อเสีย หลังจากนั้นบุคคลจะต้องตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก็ปัญหามักใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นเกณฑ์ทั้งประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น         ขั้นที่ 5 การประเมินภายหลังการซื้อ เป็นขั้นสุดท้ายหลังจากการซื้อ ผู้บริโภคจะนำผลิตภัณฑ์ที่ซื้อนั้นมาใช้ และในขณะเดียวกันก็จะทำการประเมินผลิตภัณฑ์นั้นไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ได้หยุดตรงที่การซื้อ2.1.2 แนวคิดส่วนประสมทางการตลาดMarketing Mix)ความหมายของส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix) คอตเลอร์ (Kotler. 2000: 14) ได้ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาดไว้ว่า เป็นกลุ่ม ของเครื่องมือทางการตลาดที่องค์กรใช้ในการปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ทางการตลาดกลุ่มเป้าหมาย ธงชัย สันติวงษ์ (2540: 34) ได้ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาดว่า หมายถึง การผสมที่เข้ากันได้อย่างดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของการกำหนดราคา การส่งเสริมการขาย ผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายและระบบการจัดจำหน่ายซึ่งได้มีการจัดออกแบบเพื่อใช้สำหรับการเข้าถึงกลุ่ม ผู้บริโภคที่ต้องการ ศิริวรรณ เสรีรัตน์และคณะ (2546: 53) ได้ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาดว่า เป็นตัวแปรทางการตลาดที่ควบคุมได้ ซึ่งบริษัทใช้ร่วมกันเพื่อตอบสนองความพึงพอใจแก่ กลุ่มเป้าหมาย เสรี วงษ์มณฑา (2547: 17) ได้ให้ความหมายของส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix หรือ 4Ps) ไว้ว่าส่วนประสมทางการตลาด หมายถึง ตัวแปรทางการตลาดที่ควบคุมได้ ซึ่งบริษัทใช้ ร่วมกัน เพื่อตอบสนองความพึงพอใจแก่กลุ่มเป้าหมาย หรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ร่วมกันเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ทางการติดต่อสื่อสารขององค์การ จากความหมายข้างต้น พอจะสรุปได้ว่าส่วนประสมทางการตลาด หมายถึง ตัวแปรทาง การตลาดที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นกลุ่มของเครื่องมือทางการตลาดที่องค์กรใช้ร่วมกัน เพื่อตอบสนองความ ต้องการแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix หรือ 4Ps) เป็นเครื่องมือที่ประกอบด้วยสิ่ง ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (ศิริวรรณ เสรีรัตน์; และคณะ. 2546: 53-55) 1. ผลิตภัณฑ์ (Product) หมายถึง สิ่งที่เสนอขายโดยธุรกิจ เพื่อตอบสนองความจำเป็นหรือ ความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจ ประกอบด้วย สิ่งที่สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ เช่น บรรจุ ภัณฑ์ สี ราคา คุณภาพ ตราสินค้า บริการ และชื่อเสียงของผู้ขาย ผลิตภัณฑ์อาจจะเป็นสินค้า บริการ สถานที่ บุคคลหรือความคิด (เอ็ตเซล วอล์คเกอร์; และ สแตนตัน. 2001: 9) ให้ผู้บริโภคเห็นคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่สำคัญก็จะทำให้ผู้บริโภคประเมินสินค้าเช่นกัน สินค้า คุณภาพสูงหรือสินค้าที่ปรับเข้ากับความต้องการบางอย่างของผู้ซื้อมีอิทธิพลต่อการซื้อด้วย 	2. ราคา (Price) ราคามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อก็ต่อเมื่อผู้บริโภคทำการประเมิน ทางเลือกและทำการตัดสินใจ โดยปกติผู้บริโภคชอบผลิตภัณฑ์ราคาต่ำ นักการตลาดจึงควรคิดราคา น้อย ลดต้นทุนการซื้อหรือทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจด้วยลักษณะอื่นๆ สำหรับการตัดสินใจอย่าง กว้างขวางผู้บริโภคมักพิจารณาราคาละเอียด โดยถือเป็นอย่างหนึ่งในลักษณะทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย ราคาสูงไม่ทำให้การซื้อลดน้อยลง นอกจากนี้ราคายังเป็นเครื่องประเมินคุณค่า ของผู้บริโภคซึ่งก็ติดตามด้วยการซื้อ 				3.ช่องทางการจำหน่าย (Place หรือ Distribution) กลยุทธ์ของนักการตลาดในการทำให้มี ผลิตภัณฑ์ไว้พร้อมจำหน่าย สามารถก่ออิทธิพลต่อการพบผลิตภัณฑ์ แน่นอนว่าสินค้าที่มีจำหน่าย แพร่หลายและง่ายที่จะซื้อก็จะทำให้ผู้บริโภคนำไปประเมินประเภทของช่องทางที่นำเสนอก็อาจก่อ อิทธิพลต่อการรับรู้ภาพพจน์ของผลิตภัณฑ์ เช่น สินค้าที่มีของแถมในร้านเสริมสวยชั้นดีใน ห้างสรรพสินค้าทำให้สินค้ามีชื่อเสียงมากกว่านำไปไว้บนชั้นวางของในซุปเปอร์มาร์เก็ต 					4. การส่งเสริมการตลาด (Promotion) การส่งเสริมการตลาดสามารถก่ออิทธิพลต่อ ผู้บริโภคได้ทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจซื้อ ข่าวสารที่นักการตลาดส่งไปอาจเตือนใจให้ ผู้บริโภครู้ว่าเขามีปัญหา สินค้าของนักการตลาดสามารถแก้ไขปัญหาได้มันสามารถส่งมอบให้ได้ มากกว่าสินค้าของคู่แข่ง เมื่อได้ข่าวสารหลังการซื้อเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจซื้อของลูกค้าถูกต้อง2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง									ชัชรัช เย็นบำรุง(2546) ศึกษาเรื่อง ปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่มีต่อการซื้อห้องชุดพักอาศัย ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของผู้บริโภค : กรณีศึกษาห้องชุดพักอาศัยในครอบครองของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) จากการวิจัยพบว่า ด้านราคาที่ส่งผลต่อการซื้อ ได้แก่ ราคาสูง กว่าตลาด คุ้มค่ากับราคา และราคาอยู่ในเกณฑ์ที่รับภาระได้ ด้านทำเลและ สถานที่ตั้งที่ส่งผลต่อการ ซื้อ ได้แก่ อยู่ในทำเลที่ตั้งดี ทางเข้าออกที่สะดวกการไปทำงานสะดวก ใกล้ห้างสรรพสินค้าและ สิ่งแวดล้อมที่ดี ด้านผลิตภัณฑ์ ที่ส่งผลต่อการซื้อ ได้แก่ สภาพอาคารที่ดี และสภาพห้องชุดที่ดี ด้าน การส่งเสริมการตลาด ที่ส่งผลต่อการซื้อ ได้แก่เงื่อนไขดอกเบี้ยที่ถูก ระยะเวลาในการผ่อนที่นาน และ การให้สินเชื่อในสัดส่วนที่สูง 	เอมอร วงษ์ศิริ (2546) ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเป็น ที่อยู่อาศัยของประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร หลังวิกฤติเศรษฐกิจ(ปี พ.ศ. 2539 – พ.ศ. 2545) ผลการวิจัยพบว่า 	1.ประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ใช้ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการ ตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมเป็นที่อยู่อาศัย โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์และด้านทำเลที่ตั้ง อยู่ในระดับที่มากที่สุด ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการสร้าง คอนโดมิเนียม จะต้องพัฒนาคุณภาพการก่อสร้าง การออกแบบสวยงาม มีพื้นที่ใช้สอย เหมาะสม มี การขอประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ไว้ให้โดยผู้ซื้อไม่ต้องดำเนินการเอง										 2. ปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม มี อิทธิพลอยู่ในระดับที่มาก ดังนั้นหากผู้ประกอบการต้องการซื้อโครงการใหม่ ให้คำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ เป็นอย่างมาก หากเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ดี ประชากรก็ไม่อยากเสี่ยงในการซื้อทรัพย์สินนันทิยา ธนพงศ์ประเสริฐ (2550) ได้ทาการศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในแนวเส้นทางการเดินรถไฟฟ้าใต้ดินในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญในระดับแรกคือ ด้านการจัดจำหน่าย รองลงมาด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์และด้านการส่งเสริมการตลาด พรผจง ลาภรัตนาภรณ์ (2550) ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับด้านการสื่อสาร การตลาดของธุรกิจคอนโดมิเนียมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ พบว่าผู้บริโภคมีการให้ความสำคัญกับ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้านการตลาดของธุรกิจคอนโดมิเนียมโดยรวมในระดับมาก โดยให้ความสำคัญกับ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านการจัดจาหน่าย และสุดท้ายคือ ปัจจัยด้านการสื่อสารการตลาด ตามลาดับสรัลรัชว์ สุรธรรมทวี (2553) ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมของ ผู้บริโภค: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร พบว่าผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครเป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 61.8 เป็นเพศชายคิดเป็นร้อยละ 38.3 ส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 26-30ปี คิดเป็นร้อยละ 36.8 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 37.8 มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 26.3 ส่วนใหญ่มีจานวน สมาชิกพักมากกว่า 3 คน คิดเป็นร้อยละ 21.5 ส่วนใหญ่มีรายได้ครอบครัวต่อเดือนในช่วง 30,001-60,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 42.8 ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อราคาขายต่อหลังที่ ตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม คือ สภาพแวดล้อมภายในโครงการมีความสะอาดเรียบร้อย ชื่อเสียงของ บริษัทเป็นที่นิยมและรู้จัก ราคาเหมาะสมกับคุณภาพ คาบอกกล่าวจากคนรู้จัก การมีป้ายโฆษณาชัดเจน พนักงานให้บริการมีความรวดเร็ว การให้บริการที่ไม่มีความผิดพลาด ส่วนปัจจัยด้านการเงินและด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผล คือ สถานภาพสมรสของผู้ซื้อ รองลงมาคือ รูปแบบการ ชาระเงินเมื่อต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ตามลำดับ							ศิริลักษณ์ อยู่ประเสริฐ (2551) ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครด้านข้อมูลเกี่ยวกับการพิจารณาตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมของผู้บริโภค ส่วนใหญ่พิจารณาจากราคาและเงื่อนไขการผ่อนชาระ วัตถุประสงค์หลักในการตัดสินใจซื้อ และการศึกษาของ จิราพร กาจัดทุกข์ (2552) ได้ศึกษาความพึงพอใจหลังการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าโดยภาพรวมทุกด้านผู้ตัดสินใจซื้อไม่พึงพอใจหลังการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม ส่วนการศึกษาของ อภิญญา เสมเสริมบุญ (2552) ได้ทาการศึกษาถึงปัจจัยการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในย่านถนนทองหล่อ กรุงเทพมหานคร พบว่าคุณลักษณะของผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง การศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ปัจจัยการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในย่านถนนทองหล่อ กรุงเทพมหานคร พบว่าลาดับแรกคือ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย รองลงมาคือ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านส่งเสริมการตลาด และปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ 				รัชพล รุ่งสมบูรณ์ (2552) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมตามเส้นทางระบบ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระบบราง พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมโดยผู้อื่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อ ส่วนคอนโดมิเนียมที่ตัดสินใจซื้อล่าสุดเป็นบ้านหลังแรก รูปแบบคอนโดมิเนียมที่เลือก ซื้ออันดับหนึ่งได้แก่ แบบ Studio และวัตถุประสงค์หรือสาเหตุที่เลือกซื้อคอนโดมิเนียมที่ผู้ตอบ แบบสอบถามตอบมากที่สุด ได้แก่ เพื่อพักอาศัยเอง เหตุผลในการตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมบริเวณ สถานีที่ท่านเลือกซื้อเพราะใกล้รถไฟฟ้า สาหรับโอกาสที่ซื้อคอนโดมิเนียมพบว่าเพื่อต้องการที่อยู่ อาศัยเป็นของตนเอง ราคาคอนโดมิเนียมที่เลือกซื้อมากที่สุดมีราคาอยู่ระหว่าง 2-4 ล้านบาท โดย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ซื้อคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ใช้สอยอยู่ ธุรกิจบริการของตนเองได้ ระหว่าง 30-50 ตารางเมตรมาก ที่สุด2.3 บทสรุปจากการทบทวนวรรณกรรม 					จากการทบทวนวรรณกรรมสามารถสรุปได้ว่า ปัจจัยด้านส่วนผสมทางการตลาดอัน ได้แก่ ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำาหน่าย ปัจจัยด้านการส่งเสริม การตลาด ต่างส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตนนทบุรี นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ก็ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อต่อการตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตนนทบุรี2.4 กรอบแนวคิดงานวิจัย ในการศึกษางานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวความคิดและทฤษฎีต่าง ๆ รวมถึง งานวิจัยที่ได้อ้างอิงข้างต้นไปแล้วนั้น สามารถนำมาสร้างเป็นกรอบงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการ ตัดสินใจเลือกซื้อบ้านจัดสรรในเขตนนทบุรีได้ดังนี้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271804498</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-02 17:35:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271804498</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2ทฤษฏีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการวิจัยเรื่องการนำ QR Code เข้ามาใช้กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อหรือมีอิทธิพลในการกระตุ้นยอดขายของหนังสือพิมพ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องที่จะศึกษา และนำมาสร้างเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็นสำคัญ ดังนี้	1.  ทฤษฎีเกี่ยวกับการสร้างความภักดีต่อตราสินค้า2.  แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์  3.  ทฤษฎีที่เกี่ยวกับแรงจูงใจในการเสพสื่อสิ่งพิมพ์ 4.  แนวคิดเกี่ยวกับการนำQR Code นำมาทำการตลาด6.  ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการทำการตลาดสื่อหนังสือพิมพ์ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง	</title>
         <author>kopgolf</author>
         <link>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271914103</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-03 20:04:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/popphochakorn/rjkmyfm2jj8w/wish/271914103</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
