<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ภูมิปัญญาไทย by </title>
      <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-11-01 05:51:10 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-03-04 15:02:23 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ต้มยำกุ้ง</title>
         <author>waruneelokaew</author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364482855</link>
         <description><![CDATA[<div>ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่พบมากที่สุดในภาคกลางโดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตข้าว ครอบคลุม 16 จังหวัด (เช่น นครสวรรค์ อ่างทอง อยุธยา กรุงเทพมหานคร เป็นต้น) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวถือเป็น ?อู่ข้าวอู่น้ำ? เคยมีกุ้งแม่น้ำจำนวนมาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นที่สำคัญของอาหารในภูมิภาคนี้ และปัจจุบันต้มยำกุ้งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศมีการพัฒนาและปรับปรุงสูตรให้เข้ากับความเป็นอยู่และทรัพยากรที่มีอยู่ในแต่ละท้องถิ่น จึงถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีการสร้างสรรค์ให้เข้ากับวิถีชีวิตที่มีความแตกต่างหลากหลาย <br><br><strong>ต้มยำกุ้ง</strong> เป็นอาหารไทยภาคกลางประเภทต้มยำ ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานไปทุกภาคในประเทศไทย เป็นอาหารที่รับประทานกับข้าวและ มีรสเปรี้ยวและเผ็ดเป็นหลักผสมเค็มและหวานเล็กน้อย แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ <em>ต้มยำน้ำใส</em> และ <em>ต้มยำน้ำข้น</em><br>สำหรับประวัติของอาหารชนิดนี้ ไม่มีหลักฐานแน่นชัดที่บอกถึงจุดกำเนิดของอาหารชนิดนี้ แต่อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศได้เขียนถึง <em>ต้มยำกุ้ง</em> ไว้ว่า “เมื่อรับข้าวเจ้าจากอินเดียเข้ามาพร้อมกับการค้าทางทะเลอันดามันและศาสนาพราหมณ์-พุทธทำให้ “กับข้าว”เปลี่ยนไปเริ่มมี “น้ำแกง” เข้ามาหลากหลาย ทั้งแกงน้ำข้นใส่กะทิแบบอินเดียกับแกงน้ำได้แบบจีน“<br><br></div><div>ใน <em>ปะทานุกรม การทำของคาวหวานอย่างฝรั่งแลสยาม</em> (พ.ศ. 2441) มีสูตร <em>ต้มยำกุ้งทรงเครื่อง</em> ซึ่งดูจะแตกต่างมากจากต้มยำกุ้งในปัจจุบัน ระบุว่า "…เนื้อหมูต้มแล้วฉีกหนักสามบาท ปลาใบไม้เผาแล้วทุบฉีกสองบาท ปลาแห้งเผาแล้วฉีกสองบาท กระเทียมดองปอกเอาแต่เนื้อซอยสามบาท แตงกวาปอกเปลือกแล้วซอยสามบาท มะดันซอยสามบาท พริกชี้ฟ้าหั่นหนึ่งบาท ผักชีเด็ดหนึ่งบาท…" ส่วนวิธีทำระบุว่า "เอากุ้งสดมาต้มกับน้ำท่า ใส่น้ำปลาหนักสองบาท ต้มไปจนเนื้อกุ้งสุก…ตักเอาน้ำต้มกุ้งสามสิบแปดบาทใส่ลงในชาม แล้วเอากุ้งปอกเอาแต่เนื้อฉีกเป็นฝอยหนักสี่บาท น้ำกระเทียมดองหนึ่งบาท น้ำปลาเจ็ดบาท น้ำตาลทรายหกสลึง ใส่ลงในน้ำต้มกุ้ง แล้วเอาของที่ชั่งไว้ใส่ลงด้วย…ถ้าไม่เปรี้ยว เอาน้ำมะนาวเติมอีกก็ได้ เมื่อรศดีแล้วเอาพริกชี้ฟ้ากับผักชีโรย เปนใช้ได้"</div><div><br>ส่วนในหนังสือ <em>ของเสวย</em> (พ.ศ. 2507) ตำรับอาหารจากหม่อมราชวงศ์กิตินัดดา กิติยากร มีลักษณะคล้ายคลึงกับสูตรต้มยำกุ้งที่รู้จักกันอยู่ในปัจจุบัน<br><br>วารุณี โลแก้ว ม.3/3 เลขที่ 0<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://lh5.googleusercontent.com/proxy/XlxeZM94GN7gRcRJjetDB7pN76AEB9zwDPkG-vJra4fMr5rlkR9KjznwETC47zBO0H8o7FdkDCCoP04P2i9JQozS-qLmNZ23rronur8A3gCDCSGeSLgDvBpoDVCMc4j2L_JR3pNKsJUYmBY-fhrGOG2Y2sT0MZ3_MUPrGKG_=w1200-h630-p-k-no-nu" />
         <pubDate>2022-11-01 06:23:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364482855</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นวดแผนไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364483080</link>
         <description><![CDATA[<div>การนวดแผนไทย ถือเป็นอีกหนึ่งการแพทย์แผนโบราณของไทยที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน บ้างก็ว่าบันทึกของศาสตร์การนวดแผนไทยมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย<br><br>ในขณะที่นักประวัติศาสตร์หลายคนก็เห็นว่าการนวดแผนไทยอาจมีมาตั้งแต่ 2,500 ปีก่อนโดยชาวอินเดียคนหนึ่ง ที่นำมาเผยแพร่ไปทั่วเอเชียใต้จนกลายเป็นที่นิยมมากขึ้น<br><br>ด้วยความที่บันทึกต่างๆ มีจำนวนน้อย ทำให้ความเป็นมาของการนวดแผนไทยอาจมีหลายความเชื่อ แต่ศาสตร์การนวดแผนไทยก็ถูกส่งต่อกันแบบปากต่อปากมาจนถึงปัจจุบัน<br><br>ด.ญ.วรกานต์ ศรีแสงฉาย 3/3 เลขที่ 32</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.pinimg.com/736x/2d/86/8a/2d868abb3549a0a0b86d758236a04f0d.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:23:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364483080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การนวดแผนโบราณ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364483739</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;การนวดแผนไทย (Thai Massage) หนือเรียกอีกอย่างว่าการนวดแผนโบราณเป็นหนึ่งในรูปแบบการนวดบำบัด (Therapeutic Touch) โดยให้ผู้รับบริการนอนราบบนเสื่อหรือฝูกนอนที่พื้น แล้วให้ผู้นวด บีบ คลึง และกดตามลำตัว เพื่อกระตุ้นอวัยวะภายในและเพิ่มความยืนหยุ่นของกล้ามเนื้อ<br>ด.ญ.วารดา สร้อยทอง เลขที่34 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="http://xn--v3cdwa6co.com/wp-content/uploads/2018/10/JSPA-9.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:24:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364483739</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ส้มตำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484489</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ส้มตำ</strong> เป็นอาหารปรุงมาจากการทำตำส้ม คือการทำให้เปรี้ยว ในลาวจะเรียกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87">ตำหมากหุ่ง</a> ปรุงโดยนำ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD">มะละกอ</a>ดิบที่สับแล้วฝานหรือขูดเป็นเส้นมาตำใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%81">ครก</a>เป็นหลัก พร้อมด้วยวัตถุดิบอื่น ๆ คือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8">มะเขือเทศ</a>ลูกเล็ก มะเขือสีดา มะเขือเปราะ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81">พริก</a>สดหรือพริกแห้ง ถั่วฝักยาว <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1">กระเทียม</a> และปรุงรสด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B9%8A%E0%B8%9A">น้ำตาลปี๊บ</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2">น้ำปลา</a> และมะนาว<br><br>ด.ญ.กนกวรรณ ธรรมวัตร เลขที่20ค่ะ3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://my.kapook.com/imagescontent/fb_img/16/s_91740_8169.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:24:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484489</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เเกงส้ม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484648</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; เป็นอาหารประเภทแกงที่เป็นที่นิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[2] ซึ่งครบรสโดยมีรสเปรี้ยวนำ ตามด้วยเผ็ด หวาน เค็ม ใส่น้ำพริกแกงส้ม ผัก และ เนื้อสัตว์&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ทำโดยใช้ น้ำพริกแกงส้มละลายน้ำ ต้มให้เดือด ใส่ผักและเนื้อสัตว์ ปรุงรสด้วย น้ำมะขาม น้ำตาลปี๊บ เกลือ และวัตถุดิบพื้นบ้านที่ให้รสเปรี้ยว<br><br>นาย อภิสร อร่ามศรี เลขที่ 18 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://1.bp.blogspot.com/-kTZjTbVaj18/WIWDXUcrWoI/AAAAAAAA25o/BYJ8YKUhWFsqR0LjQGa9ySaNEj4aNb4ewCLcB/s1600/kangsom-071.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:25:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484648</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฝอยทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484670</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นขนมโปรตุเกส ลักษณะเป็นเส้นฝอยสีทอง ทำจากไข่แดงของไข่เป็ด เคี่ยวในน้ำเดือดและน้ำตาลทราย ชาวโปรตุเกสใช้รับประทานกับขนมปัง กับอาหารมื้อหลักจำพวกเนื้อสัตว์ และใช้รับประทานกับขนมเค้ก โดยมีกำเนิดจากเมืองอาไวรู (Aveiro) เมืองชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส<br>ด.ช.นพกร ไหลประสิทธิ์พร เลขที่10 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://4.bp.blogspot.com/-Ce1N30BZBuA/WmSubLbzaPI/AAAAAAAAAA4/elkc5NWV_gMOezg5-FvG-fRrgk2kUdbdgCLcBGAs/s1600/3ca6ef17b46a416f8e841bdfe0e28479.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:25:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364484670</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การทอผ้า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364485550</link>
         <description><![CDATA[<div>ปัจจุบันถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่นๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดย มีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการ ทำเชือก ทอเสื่อ และการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฏ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดี ก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่ เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกงานหนึ่ง</div><div><br>หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายยืนและอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน จะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลาย สีสันที่สวยงามแปลกตา<br><br>ด.ญ.สุจิตรา พูลเหลือ ม.3/3 เลขที่37<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.creativemove.com/wp-content/uploads/2017/07/IMG_0002.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:26:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364485550</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผัดไทยกุ้งสด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364485717</link>
         <description><![CDATA[<div>ผัดไทย หรือเดิมที่เรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวผัด” จุดเริ่มต้นของอาหารจานนี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ต้องการให้มีความเป็นชาตินิยม จึงมีความคิดสรรค์สร้างอาหารประจำชาติขึ้นมา ด้วยความที่ข้าวสารมีราคาแพงจึงอยากให้หันมากินเส้นก๋วยเตี๋ยวทดแทน และใช้วัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นภายในประเทศ จึงได้เกิดก๋วยเตี๋ยวผัด และด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้เป็นที่ถูกปาก และแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว คนไทยจึงเรียกกันติดปากว่า “ผัดไทย”<br>&nbsp; &nbsp;<br>   สุดารัตน์ หมันสิงห์ 3/3 (38)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.pinimg.com/originals/3d/10/67/3d106748ada1d6f951e928c1ea3da18c.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:26:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364485717</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้าซิ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486243</link>
         <description><![CDATA[<div>ผ้าซิ่น คือ ผ้าที่เย็บเป็นถุงสำหรับผู้หญิงนุ่ง<br>โดยจะมีขนาดสั้นยาว และกว้างแคบต่างๆ<br>กันไปขึ้นอยู่กับรูปร่างของผู้นุ่งและวิธีการนุ่ง<br>โครงสร้างผ้าซิ่น ของกลุ่มชนชาวไท<br>จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่งคือ<br>ในซิ่นหนึ่งผืน จะประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ<br>ได้แก่ หัวซิ่น ตัวซิ่น และตีนซิ่น<br>เจ้าหญิงมณีรินทร์ ใส่เป็นประจำ<br>ผ้าซิ่นผืนดังกล่าว เรียกว่า “ซิ่นไหมคำ”<br>เจ้าของ คือ อาจารย์โกมล พานิชพันธ์<br>จากพิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ อ.ลอง จ.แพร่</div><div>เนื่องจากเป็นผ้าซิ่นที่เป็นงานฝีมือชั้นสูง<br>ถักทอ และปักตกแต่งด้วยทองคำ<br>ที่มีน้ำหนักถึง 28 บาท จึงทำให้ผ้าซิ่นผืนนี้<br>มีมูลค่าสูงถึง 1,900,000 บาท<br>ซิ่นไหมคำ เป็นซิ่นของสตรีชั้นสูง<br>ประจำราชสำนักเชียงตุง นะครับ<br>&nbsp;มีเรื่องเล่าให้หมู่นักสะสมผ้าโบราณว่า<br>ซิ่นไหมคำจากราชสำนักเชียงตุงของแท้นั้น<br>มีมูลค่ามากกว่า 5,000,000 บาท เลยทีเดียว<br>เพราะว่าซิ่นชนิดนี้ มีความหายากมาก แม้จะเป็นที่ต้องการของ<br>นักสะสมผ้าโบราณรุ่นใหม่ทั้งหลาย แต่ก็ไม่เคยมีใครได้ไว้ในความครอบครอง<br>เนื่องจากซิ่นชนิดนี้มีอาถรรพ์ เป็นผ้าโบราณเพียงชนิดเดียวที่เลือกเจ้าของ<br>&nbsp;นอกจากคุณค่าทางราคาที่ไต่ระดับแพงยับแล้ว<br>ซิ่นชนิดนี้ก็มีความงดงามไม่เป็นสองรองใครเช่นเดียวกัน<br>ในอดีต ผู้ครอบครอง ผ้าซิ่นไหมคำนี้<br>จะต้องเป็นเจ้านายสตรี ระดับสูง ของราชสำนักเชียงตุงเท่านั้น<br>ด.ญ.ญาณิศา หงษ์ทอง เลขที่26 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://ubon.town/wp-content/uploads/2017/04/IMG_4155-960x720.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:26:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486243</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานเครื่องไม้จำหลัก </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486249</link>
         <description><![CDATA[<div>งานเครื่องไม้จำหลัก <strong>งานศิลปกรรมที่กระทำบนเนื้อไม้ ด้วยวิธีการสลัก ฉลัก หรือจำหลัก ให้เป็นรูป ร่าง ลวดลาย ด้วยเครื่องมือต่างๆ</strong> เป็นงานประณีตศิลป์อย่างหนึ่งที่ช่างผู้ดำเนินงานต้องมีความรู้ความ ชำนาญเฉพาะตัว เพราะต้องใช้ความประณีตในการถ่ายทอดรูปแบบและลวดลายลงบนวัสดุที่เป็นไม้</div><div>&nbsp;<br>ด.ญ.วิริฒิพา แก้วเขียว เลขที่35</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.bloggang.com/data/morkmek/picture/1397215988.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:26:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486249</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้ามัดย้อม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486865</link>
         <description><![CDATA[<div>ประวัติและความเป็นมาของผ้ามัดย้อม<br>การทาผ้ามัดย้อมอาจเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจของคนสมัยโบราณ โดยนักมนุษยวิทยาสันนิษฐานว่า อาจมี แนวความคิดมาจากการฟอกสีออกด้วยแสงอาทิตย์โดยบังเอิญ ซึ่งหลักฐานความรู้ที่พอจะเชื่อถือได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศในยุคแรก ๆ ที่มีการมัดย้อมผ้า คือ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และแอฟริกาที่มีความคุ้นเคยกับเทคนิคการใช้ สีย้อมที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในประเทศอินเดีย ผ้ามัดย้อมทจะเป็นที่รู้จักกันในชนบทสมัยก่อน ซึ่งพบหลักฐานจาก เศษผ้าเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความรู้และประสบการณ์ในการใช้สีย้อม เช่น สาหรี เป็นต้น หรือ ชนเผ่ายิบซีที่เคยอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย ก็ปรากฏให้เห็นศิลปะของการมัดย้อมผ่านเครื่องแต่งกายในปัจจุบัน ส่วนในบาหลี ประเทศอินโดนีเซียก็มีศิลปะของการมัดย้อมเช่นเดียวกัน โดยจะเรียกการมัดย้อมนี้ว่า เปลังกิ เป็นต้น<br>ชนิดของผ้า<br>ก่อนที่จะเรียนรู้กับวิธีการทาผ้ามัดย้อมนั้น สิ่งสาคัญที่เราควรศึกษาเป็นอันดับแรกก็คือ ชนิดของเส้นใยผ้า เนื่องจากในขั้นตอนของการย้อมผ้านั้น อาจเกิดปัญหาสีไม่ติดผ้า หรือติดได้ไม่ทั่วถึง ซึ่งอาจเป็นเพราะเส้นใยผ้าที่ไม่ เหมือนกัน จึงทาให้สีที่ออกมานั้นไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ชนิดของผ้านั้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ<br>๑. เส้นใยธรรมชาติ<br>คือเส้นใยที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งได้จากส่วนต่าง ๆ ของพืช ได้แก่ เส้นใยจากเมล็ด เช่น ฝ้าย นุ่น เส้นใยที่ได้<br>จากใบ เช่น ใยสัปปะรด เส้นใยที่ได้จากเปลือกไม้ เช่น ลินิน ผ้าปอ ใยกัญชา เป็นต้น และได้จากสัตว์ เช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้าไหม ซึ่งใยที่ได้จากสัตว์นี้มีคุณสมบัติทั่วไปคล้ายโปรตีน ดังนั้น เมื่อเปียกน้าความเหนียวและความแข็งแรงจะลดลง ถ้าถูกแสงแดดเป็นเวลานานจะสลายตัวหรือกรอบ เส้นใยธรรมชาติจะสามารถย้อมสีออกมาได้ดีและตรงเกือบทุกสี<br>๒. เส้นใยสังเคราะห์<br>เป็นเส้นใยประดิษฐ์ชนิดหนึ่งที่เป็นพอลิเมอร์ ไม่ใช่เซลลูโลส คือ เป็นการผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่เป็นพอลิเมอร์<br>สังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมทั้งหมด มนุษย์ทาเส้นใยชนิดนี้เพื่อต้องการทดแทนเส้นใยจาก ธรรมชาติ เนื่องจากเส้นใยธรรมชาติลดลงเรื่อย ๆ โดยพยายามเลียนแบบให้ใกล้เคียงกับเส้นใยธรรมชาติมากที่สุด และ พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะด้านให้ดียิ่งขึ้น เช่น อะครีลิก พอลีเอ สเตอร์ ชีฟอง ที่ไม่ใช่ชีฟองไหม ไนลอน ผ้าตาข่าย ผ้าหนังเทียม เป็นต้น ในด้านของการย้อมสีนั้น ถ้าไม่ใช่สีสาหรับเส้นใยสังเคราะห์ เช่น สีย้อมชนิดดิสเพิร์ส ก็จะไม่ สามารถย้อมผ้าติดได้<br>อุปกรณ์ในการทาผ้ามัดย้อม<br>๑. ผ้า ผ้าที่ใช้ในการมัดย้อมเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน และผ้าไหม ซึ่งจะต้องนาไปซักน้าเปล่า ต้มในน้าเดือด หรือแช่แล้วซักในน้าสบู่อ่อน ๆ ก่อน เพื่อชาระสิ่งสกปรกหรือเคมีที่เคลือบบนผิวผ้าออกเสียก่อน ผ้านั้นจึงจะสามารถ นามาย้อมแล้วติดสีได้ดี<br>๒. ภาชนะที่ใช้ในการมัดย้อม ควรจะเป็นภาชนะที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถจุ่มผ้าลงไปได้ทั้งผืนที่ต้องการ จะย้อม อาจใช้เป็นภาชนะโลหะเคลือบสแตนเลสหรือพลาสติกตามแต่วิธีของผู้ย้อมว่าจะใช้ในการย้อมร้อนหรือย้อมเย็น<br>๓. วัสดุกันสี เช่น เชือกสีต่าง ๆ ด้าย ยางวง ถุงพลาสติก ไม้หนีบ ลูกปัด หมุดไม้ ก้อนกรวดหรือวัสดุอื่น ๆ ตามแต่การออกแบบลวดลายของผู้ย้อม<br>๔. สีที่ใช้ในการย้อมมีทั้งสีทางเคมีที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด<br>๕. อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น กรรไกร เข็ม ที่เลาะด้าย และถุงมือยาง เป็นต้น<br>วิธีท า ผ้ามัด ย้อม<br>๑. เติมน้าปลา ๑ แกลลอน ลงไปในภาชนะขนาดกาลังพอเหมาะ<br>๒. โรยโซเดียมคาร์บอเนตลงไป ๑ ถ้วยตวง พร้อมคนให้ละลายให้เข้ากัน โดยโซเดียมคาร์บอเนตหรือโซดาแอชจะ<br>ช่วยให้ย้อมสีติดผ้าได้ดียิ่งขึ้น<br>๓. นาผ้าที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในน้า กดให้จม และแช่ทิ้งไว้ประมาณ ๑๕ นาที<br>๔. บิดผ้าให้พอหมาด แล้วนาตะแกรงวางจานมาตั้งเอาไว้บนภาชนะเพื่อตากผ้าและรองรับน้า<br>๕. นาผ้าไปวางบนตะแกรง สามารถบิด พับ ม้วน และจัดรูปทรงของผ้าได้ตามต้องการ<br>๖. วางน้าแข็งบนผ้าให้ทั่ว<br>๗. โรยผงสีย้อมผ้าตามความพอใจสามารถใช้หลายสีได้ตามต้องการ<br>๘. ปล่อยทิ้งไว้ ๒๔ ชั่วโมง เมื่อน้าแข็งละลายสีก็จะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่เนื้อผ้าเอง<br>9. นาผ้าไปล้างด้วยน้าเย็น จากนั้นซักกับผงซักฟอกหนึ่งที ตากให้แห้ง เสร็จแล้วก็จะได้ผ้ามัดย้อมสวย ๆ<br>ด.ญ.สุภัตรา ศรีเหล็กเพชร ม.3/3 เลขที่39<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/uthaiwansenkram61/khwam-pen-ma-pha-mad-yxm/08498.jpg?attredirects=0" />
         <pubDate>2022-11-01 06:27:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486865</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผีตาโขน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486883</link>
         <description><![CDATA[<div>ผีตาโขน เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคอีสาน ของประเทศไทย เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นในเดือน 7 ซึ่งมักจัดมากกว่าสามวันในบางช่วงระหว่างเดือนมีนาคม และกรกฎาคม โดยจัดขึ้นในวันที่ได้รับเลือกให้จัดขึ้นในแต่ละปีโดยคนทรงประจำเมือง ซึ่งงานบุญประเพณีพื้นบ้านนี้มีชื่อเรียกว่า บุญหลวง โดยแบ่งออกเป็นเทศกาล ผีตาโขน, ประเพณีบุญบั้งไฟ และงานบุญหลวง (หรือ บุญผะเหวด)<br><br>นายเกษมสันต์ ปราณีตพลกรัง เลขที่1 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869741359/26df995b5ddd649b9224480c330aa8f7/e0b89ce0b8b5e0b895e0b8b2e0b982e0b882e0b899_e0b884e0b8a7e0b8b2e0b8a1e0b895e0b988e0b8b2e0b887e0b897e0b8b5e0b988e0b980e0b89be0b8a5e0b8b5__1_.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:27:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486883</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บัวลอย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486908</link>
         <description><![CDATA[<div>ขนมบัวลอยเป็นขนมไทยพื้นบ้านของชาวไทย ที่รู้จักกันทั่วทุกภูมิภาค แต่ละพื้นที่จะมีสูตรและเคล็ดลับที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะขนมบัวลอย สูตรของนางกวยอัตจักร์ซึ่งเป็นชาวอีสานและมีภูมิลำเนาเป็นคนบ้านโนนศิลา อำเภอโนนศิลาโดยกำเนิด ได้รู้จักวิธีการทำขนมบัวลอยมาเมื่อครั้งยังเป็นสาว โดยได้เรียนรู้จากแม่ และเริ่มปรับปรุงพัฒนารูปแบบ ส่วนผสม ตลอดจนการรู้จักดัดแปลงหรือนำเอาวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสม เช่น ใบเตย ดอกกุหลาบ หรือดอกอัญชัน มาคั้นเอาน้ำไปผสมกับแป้งเพื่อให้ได้สีสันที่สวยงาม น่ารับประทาน<br><br>ด.ช.พชร ศรีคงทน เลขที่12 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://lh5.googleusercontent.com/proxy/HMe-GaaHEAxKyCeIkAj6zASMySc1hCBqtwBX_LUSkW2vol4brDH8KI3hweHXskL1p1t--zuIFZF1KhK_dUW3W8J8R41o7zCYCL8QThNLHh9Hq-v-LAYHAIJaGKpKnZOm6m0FDs3RK8FzU4x6hNyi5kushrwF6Ygp_6sYO51pYH_0AbqMZTdN=w1200-h630-p-k-no-nu" />
         <pubDate>2022-11-01 06:27:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364486908</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การละเล่นพื้นบ้าน รีรีข้าวสาร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487133</link>
         <description><![CDATA[<div>วิธีเล่น ผู้เล่น 2 คน ยืนเอามือประสานกันเหนือศีรษะเป็นประตูโค้งหรือซุ้ม คนอื่นๆ เกาะไหล่กันลอดใต้โค้งไปเรื่อยๆ ผู้เล่น 2 คนที่เป็นประตูจะร้องเพลงประกอบ เวลาลอดใต้ซุ้ม หัวแถวจะต้องเดินอ้อมหลังคนที่เป็นประตูจะร้องเพลงประกอบ เมื่อจบเพลงผู้เป็นประตูจะกระตุกแขนลงกั้นคนสุดท้ายให้อยู่ระหว่างกลาง คัดออกไป คนข้างหลังต้องระวังตัวให้ดี มิฉะนั้นตัวเองต้องออกจากการเล่น ต้องผ่าน ให้ได้หมดทุกคนจึงจนจบเกม<br><br>📢บทร้องประกอบการเล่นมีว่า รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เลือกท้อง ใบลาน เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน คดข้าวใส่จาน พานเอาคนข้างหลังไว้<br><br>การเล่นชนิดนี้ ความสนุกสนานอยู่ที่คำร้อง จังหวะของคำร้อง และการได้ฝึก ความว่องไว ไหวพริบที่จะต้องพยายามไม่ให้ถูกตัดออกจากการเล่น<br>📌ด.ญ.หทัยชนก คำเพราะ เลขที่41 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://1.bp.blogspot.com/-sRkwMrw7WTE/VBP4VRwMSEI/AAAAAAAAAA0/AVUNUnFGNU8/s1600/rere.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:27:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487133</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การละเล่นไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487284</link>
         <description><![CDATA[<div>งูกินหาง เป็นการละเล่นที่ได้มีกิจกรรมทางกายแบบเบา เล่นเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 3-5 คน ขึ้นไป การเล่นงูกินหางไม่มีอุปกรณ์การเล่นใด ๆ สามารถเล่นกันในหมู่เด็กที่หลากหลายวัยได้ หรือเล่นร่วมกับผู้ใหญ่ได้ โดยส่วนมากผู้ใหญ่จะเล่นในเทศกาลสำคัญ เช่น สงกรานต์ ส่วนเด็ก ๆ จะเล่นทุกโอกาสที่เด็ก ๆ รวมกันซึ่งมีวิธีการเล่นดังนี้ เริ่มเล่นเมื่อผู้เล่นพร้อมกันแล้ว จะเริ่มด้วยการเสี่ยงถ้าใครแพ้คนนั้น ก็จะออกเป็นพ่องู ส่วนผู้ชนะก็จะได้เล่นเป็นแม่งูและลูกงู ส่วนมากในกลุ่มผู้เล่นจะเลือกเอาคนที่มีร่างกายแข็งแรงหรือรูปร่างใหญ่ในทีมเป็นแม่งู เพื่อเอาไว้ป้องกันลูกงู&nbsp; การเล่นชนิดนี้ นอกจากให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการฝึกภาษา ถ้าเป็นการเล่นของเด็กจะมีเพียงบทโต้ตอบดังกล่าวเพื่อเป็นการเรียนรู้ในการสื่อสารในเรื่องความหมายของกริยาต่างๆ ได้ออกกำลังกายกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ในการต่อสู้หลบหลีกไม่ให้ถูกจับ ได้ฝึกความสามัคคีและการทำงานเป็นกลุ่ม<br>💗ด.ญ.กัลยรัตน์ พะวัน เลขที่22 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="http://4.bp.blogspot.com/-JYZjWaFwUcQ/USSSHis9ZPI/AAAAAAAAAAk/PdEoDVpijg0/s400/images.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:27:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487284</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผ้าไหม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487589</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไหม</strong> เป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%A2">เส้นใย</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99">โปรตีน</a>ธรรมชาติ มีความเหนียว ทนทาน และมันวาว สามารถนำไปใช้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2">ทอ</a>เป็นผืนผ้าได้อย่างงดงาม ไหมที่พบได้ทั่วไปส่วนมากมาจากตัวอ่อนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1">ตัวไหม</a>หรือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1">ผีเสื้อไหม</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B5&amp;action=edit&amp;redlink=1">มัลเบอรรี</a>ชนิดที่เรียกว่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Bombyx_mori"><em>Bombyx mori</em></a> ซึ่งชักใยออกมาพันรอบตัวขณะเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B9%89">ดักแด้</a>ก่อนจะเจาะออกมาเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัย การดึงเส้นไหมออกจากดักแด้ หรือปลอกไหม เรียกว่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">การสาวไหม</a> ความเงามันวาวของเส้นไหมนั้น มาจากคุณสมบัติของโครงสร้างที่คล้าย<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">ปริซึมสามเหลี่ยม</a>ของเส้นใยนั่นเอง ด้วยเหตุนี้<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9C%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">ผ้าไหม</a> (ผ้าที่ทอจากเส้นไหม) จึงมีความมัน สะท้อนแสงเป็นประกายวับวาวจากมุมต่าง ๆ ที่ทำให้สะท้อนออกเป็นสีต่าง<br><br>นายสุรธัช ดาราวงษ์ เลขที่16 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://tse1.mm.bing.net/th?id=OIP.O7BZkYxN1DzuvmF8FYHloQHaE8&amp;pid=Api" />
         <pubDate>2022-11-01 06:28:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364487589</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุ่มดักปลา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488080</link>
         <description><![CDATA[<div>สุ่มดักปลา เป็นเครื่องมือไว้สำหรับครอบปลาในน้ำตื้น ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาช้านานจวบจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นความสามารถของแต่ละบุคคล โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่ยังพอมีกำลังในการใช้ฝีมือจักสานอยู่บ้าง โดยเฉพาะการสั่งสมประสบการณ์ความสามารถและมีความชำนาญ นำมาเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลังได้สืบต่อมา<br><br>ด.ช.ณัฐรัฐ สร้อยทอง เลขที่5 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/art01/01/picture/13_1_~1.JPG" />
         <pubDate>2022-11-01 06:28:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การใช้สมุนไพร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488132</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><br></div><div><br>ในปัจจุบันการแพทย์แผนไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชน ในทางเดียวันประชาชนก็เริ่มหันมาให้ความสนใจในศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงระบบเดียวไม่สามารถตอบสนองปัญหาสุขภาพได้อย่างครอบคลุม จำเป็นต้องมีทางเลือกในการดูแลรักษาสุขภาพจึงได้นำเอาการแพทย์พื้นบ้านหรือการแพทย์ดั้งเดิมของแต่ละประเทศมาเป็นทางเลือก<br><br></div><div><br>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนสักเล็กน้อย เพราะเวลาที่เราพูดถึง <strong>“ยาสมุนไพร”</strong>คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเฉพาะสมุนไพรที่เป็นพืชเท่านั้น ความจริงแล้ว <strong>ยาสมุนไพรหมายรวมถึง ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแร่ที่ยังไม่ได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ</strong> (พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510) <strong>(ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยังเป็นส่วนของราก ต้น ใบ ผล ซึ่งยังไม่ได้หั่น บด หรือสกัดเอาสารสำคัญออกไป</strong> นอกจากพืชสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคต่างๆ แล้ว พืช ผัก ผลไม้นานาชนิดที่เรากินกันในชีวิตประจำวัน ก็จัดเป็นสมุนไพรเหมือนกัน แต่เป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์อ่อนๆ เรียกว่าเป็นอาหารสมุนไพร ที่ให้ประโยชน์ทั้งเป็นอาหารและยารักษาโรคไปด้วยขณะเดียวกัน โดยในวันนี้เราจะมาพูดถึง <strong>“หลักในการใช้ยาสมุนไพร”</strong> เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถใช้สมุนไพรได้ถูกต้องและปลอดภัย<br><br>นาย อภิสิทธิ์ การจะเมฆ เลขที่46<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://image.makewebeasy.net/makeweb/0/6RaBbTmY7/Content/Huachiew_TCM_MEDICINE_Chinese1.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:28:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488132</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภูมิปัญญาไทย (ขนมไทย)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488531</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ภูมิปัญญาไทย กับ ขนมไทย<br><br></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ขนมไทย หมายถึง ขนมหวานของไทยที่มีมาแต่ดั้งเดิมและสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน แสดงความเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมของไทยที่มีความละเอียดอ่อน ประณีต สวยงาม ทั้งรูป รส กลิ่น จากวัตถุดิบและ กรรมวิธี ขนมไทยเป็นอาหารที่คุณค่าทางโภชนาการและมีเอกลักษณ์คือ มีรสหวานมัน มีกลิ่นหอม มีสีสัน และรูปลักษณ์ที่สวยงาม ซึ่งส่วนประกอบของอาหารปรุงจากวัตถุดิบคือ พืชเป็นส่วนมาก เช่น ข้าว น้ำตาลจากมะพร้าวหรืออ้อย สีจากส่วนประกอบของพืช เช่น สีดอกอัญชัน สีเขียวของใบเตย ขนมบางชนิดทำจากไข่เป็ดจะมีสีเหลืองทองของไข่ พ่อแม่และครูควรฝึกให้เด็กรับประทานขนมไทย เพื่อเด็กจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารไทยที่อร่อยและปลอดภัยเพราะส่วนผสมขนมไทยมาจากวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ ได้สัมผัสความหอมหวานของกลิ่น ความงดงามของสี และ รูปลักษณ์ ตลอดจนได้รู้จักกรรมวิธีทำขนมไทยที่ประณีตบรรจง ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากขนมไทยให้แก่เด็กปฐมวัยจึงน่าสนใจยิ่งนัก<br><br></div><div><br>ขนมไทยมีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไร<br><br></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คำว่าขนมเป็นคำที่ใช้เรียกอาหารที่รับประทานได้มานานแล้ว คำว่าขนมปรากฏในพุทธประวัติครั้งที่นางสุชาดานำข้าวมธุปายาสมาถวายให้แก่พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ เป็นข้าวที่หุงผสมกับน้ำนม เมื่อเอ่ยคำว่าข้าวกับนมรวมเสียงเร็วๆ จะเป็นข้าวนม บางครั้งจะมีผู้เข้าใจว่าขนมมาจากคำสองคำผสมกันคือ ข้าวกับน้ำหวานจากน้ำอ้อย น้ำตาล ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของการทำขนม คำว่า หนม เรียกสั้นๆ เพี้ยนมาจากคำว่า หวาน และรวมกับคำว่าข้าว จึงเป็นคำว่า ขนม<br><br></div><div><br>ขนมไทยดั้งเดิมจะมีวัตถุที่เป็นส่วนประกอบหลักคือ ข้าว หรือแป้ง น้ำตาล มะพร้าวหรือกะทิ ถั่ว งา ผสม สี และ กลิ่นให้หอมน่ารับประทาน เดิมขนมไทยจะปรากฏใช้ในงานทำบุญหรือเทศกาลสำคัญ เช่น งานแต่งงาน งานตรุษสงกรานต์จะมีขนมกะละแม สารทไทยในทุกภาคจะใช้กระยาสารทเป็นขนมหลัก แต่ในแต่ละภาคใต้จะมีขนมประจำถิ่นของตนเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อถึงเทศกาลเดือนสิบจะมีขนมสำคัญ 5 ชนิดคือ ขนมพอง ขนมลา ขนมดีซำ ขนมบ้า และขนมกง และในเทศกาลออกพรรษา เดือน 11 ทุกภาคจะตักบาตรเทโว ทุกภาคจะนิยมตักบาตรด้วยข้าวต้มผัดห่อด้วยใบตองหรือใบอ้อย ส่วนภาคใต้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีลากพระหรือชักพระ จะตักบาตรหน้ารถพระ เรียกว่าตักบาตรหน้าล้อ จะทำขนมในเทศกาลนี้ตักบาตรคือ ขนมต้ม เรียกห่อต้ม ทำด้วยข้าวเหนียวผัดกะทิห่อด้วยใบพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยม อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ห่อมัด ทำเหมือนห่อต้มจะแตกต่างกันที่วัสดุที่ใช้ห่อและลักษณะการห่อ คือ ห่อด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวอ่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมใช้เชือกมัด<br><br></div><div><br>ส่วนขนมไทยที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบนั้น เริ่มในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มาจากการคิดค้นของมารี กีมาร์ เดอ ปีนา หรือคนไทยเรียกว่า ท้าวทองกีบม้า หญิงชาวโปรตุเกสภรรยาเชื้อสายญี่ปุ่น-โปตุเกสของเจ้าพระยาวิชชาเยนทร์ กงสุลประจำไทยสมัยนั้น เธอได้คิดประดิษฐ์ทำทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขุน ฝอยทอง แล้วสอนให้คนไทยทำต่อไปอย่างแพร่หลาย<br><br></div><div><br>ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือ แม่ครัวหัวป่าก์ ปัจจุบันขนมไทยยังคงทำรับประทานทั้งในครัวเรือนและขายเป็นอาชีพ แต่ขณะเดียวกันขนมต่างประเทศโดยเฉพาะขนมของชาติตะวันตกจะมีมากในวิถีชีวิตประจำวัน ใช้เป็นอาหารว่างและใช้ในเทศกาลสำคัญเช่นวันปีใหม่ วันเกิด วันสำเร็จการศึกษา เป็นต้น<br><br></div><div><br>ขนมไทยสะท้อนถึงภูมิปัญญาไทยและสืบสานต่อมาถึงปัจจุบัน ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยสะท้อนถึงวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของคนไทย ควรค่าแก่อนุรักษ์ขนมไทยไว้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสืบต่อไป ขนมไทยเป็นงานที่ใช้ฝีมือประดิษฐ์รูปแบบ ใช้ความคิดนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงแต่งเป็นขนมที่อร่อยและให้คุณค่าทางโภชนาการได้อย่างชาญฉลาด ได้ดังนี้<br><br>ด.ญ.อินทิรา ภูู่หนู เลขที่42 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869741607/bfd588b16cba009bf97e065ac1331ade/0fae57493fb348819220609014be55cd.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:29:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364488531</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เเกงบวชชี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489125</link>
         <description><![CDATA[<div>กล้วยบวชชี เป็นขนมหวานชนิดหนึ่งที่คนทั่วไปรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นขนมที่ดูเหมือน ธรรมดา แต่มีความเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า มะพร้าวหรือน้ำกะทิเป็นวัตถุดิบที่คนไทยนำมาใช้ประกอบอาหาร ตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบัน หรือจะใช้กล้วยไข่ก็ได้ การทำกล้วยบวชชีในตำรับนี้ผู้เขียนจะใช้กะทิธัญพืชเป็นส่วนประกอบแทนกะทิทั่วไป เพื่อให้เป็นตำรับสุขภาพที่ทุกคนกินได้<br><br>ด.ช.จิรัฐโชติ&nbsp; โตอาจ ม.3/3เลขที่3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869739662/9b9c78e5eff7632423795bb9c433f886/image.png" />
         <pubDate>2022-11-01 06:30:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489125</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รามเกียรติ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489595</link>
         <description><![CDATA[<div>รามเกียรติ์ เป็นวรรณกรรมที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องรามายณะซึ่งเป็นนิทานที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้ ต่อมาอารยธรรมอินเดียได้แพร่สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะพ่อค้าชาวอินเดียได้นำวัฒนธรรมและศาสนามาด้วย ทำให้รามายณะแพร่หลายไปทั่วภูมิภาค กลายเป็นนิทานที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศนั้นจนกลายเป็นวรรณคดีประจำชาติไป ดังปรากฏในหลายชาติ เช่น ไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนมีวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีประจำชาติทั้งสิ้น<br><br>สำหรับเรื่องรามเกียรติ์ของไทยนั้น มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้ละครหลวงเล่น ปัจจุบันมีอยู่ไม่ครบ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีมาแต่เดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ<br><br>พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้ละครหลวงเล่น โดยได้ทรงเลือกมาเป็นตอนๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยใช้ฉบับของอินเดีย (รามายณะ) มาพระราชนิพนธ์ ใช้ชื่อว่า "บ่อเกิดรามเกียรติ์"<br><br>ด.ช.ไตรรัตน์ แจ่มนาม ม.3/3 เลขที่8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869742655/9a0e4cd087d6ec09ff3e36f5af6305d1/image.png" />
         <pubDate>2022-11-01 06:30:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489595</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขนมเม็ดขนุน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489956</link>
         <description><![CDATA[<div>ขนมหวานอย่าง <strong>เม็ดขนุน</strong> ขนมไทยสีเหลืองทอง ผิวมันเงาวั๊บ ขนมที่จัดอยู่ในประเภทของทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง <strong>ขนมเม็ดขนุน</strong>นี้ต่างจากเมนูอื่นคือมีถั่วเป็นส่วนผสม ที่กัดแล้วเป็นก้อนแข็งๆ นั้น มันคือถั่วเขียวกวน มันไม่ได้เป็นเม็ดขนุนแต่อย่างใด เพียงรูปทรงจะคล้ายกับเม็ดของขนุน<br><br>ด.ญ.ณัฎฐลิกา จตุทิพย์โกมล ม.3/3 เลขที่ 27</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.ytimg.com/vi/151xDkHyzV0/maxresdefault.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:30:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364489956</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลาบ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490355</link>
         <description><![CDATA[<div>ในอดีต ลาบถือเป็นอาหารที่จะได้รับประทานในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสำคัญ เช่น งานมงคลสมรส งานศพ ที่จะมีการล้มวัว หมู หรือควาย มีผู้คนในชุมชนต่างร่วมไม้ร่วมมือในการชำแหละและปรุงอาหารในงานเพื่อเลี้ยงแขก[5][6] ครั้นเมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป มีการนำเนื้อสัตว์มาขายทั่วไปตามท้องตลาด ลาบจึงกลายเป็นอาหารที่ผู้คนมีโอกาสรับประทานได้บ่อยครั้งขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในเมนูในร้านอาหาร ซึ่งมีเครื่องปรุงและรสชาติแตกต่างกันออกไปในแต่ละร้านเพื่อให้ถูกปากผู้บริโภค[5]<br><br>ลาบจะนำเนื้อสัตว์ที่ประกอบไปด้วยเนื้อ เครื่องใน และหนัง มาสับให้ละเอียดแล้วคลุกกับเครื่องปรุง ซึ่งเนื้อที่มาทำลาบเป็นเนื้อหลายชนิด เช่น เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อปลา เนื้อหมู และเนื้อนก นอกจากนี้ยังสามารถลาบสัตว์จำพวกกวาง<br><br>ด.ช.ณัฐวัตร นิ่มนวล ม.3/3 เลขที่6</div>]]></description>
         <enclosure url="http://ealinginvolved.org/wp-content/uploads/2020/07/%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B91-1.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:31:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490355</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตะกร้าหวาย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490947</link>
         <description><![CDATA[<div>หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน หัตถกรรมเครื่องจักสานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนไทยในท้องถิ่น&nbsp; ที่ใช้ภูมิปัญญาสามารถนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมาประยุกต์ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันได้&nbsp; ซึ่งมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จะเห็นได้ว่าหัตถกรรมเครื่องจักสานมีมานานแล้วและได้มีการพัฒนามาตลอดเวลา โดยอาศัยการถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง การดำรงชีวิตประจำวันของชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เอาความรู้จากหนังสือมาเกี่ยวข้อง การเรียนรู้ต่างๆอาศัยวิธีการฝึกหัด และบอกเล่าซึ่งไม่เป็นระบบในการบันทึกสะท้อนให้เห็นการเรียนรู้ ความรู้ที่สะสมที่สืบทอดกันมาจากอดีตมาถึงปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนั้นกระบวนถ่ายทอดความรู้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ทำภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นคงอยู่ต่อเนื่องและยั่งยืน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้วิจัยสนใจทำการศึกษากระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาหัตถกรรมเครื่องจักสาน ซึ่งมีความสำคัญยิ่งที่จะให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรมเครื่องจักสานนั้นๆคงอยู่ตลอดไป ซึ่งผลจากการศึกษากระบวนถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นหัตถกรรมเครื่องจักสานนั้น จะนำไปเป็นข้อมูลที่จะนำไปไปพัฒนากระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาในชุมชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และดำรงอยู่คู่สังคมสืบต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หัตถกรรมเครื่องจักสานผักตบชวาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นมีรูปแบบลวดลายจะได้รับความสนใจ ยอมรับของคนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศการสานลาย ที่บรรพบุรุษได้คิดค้นไว้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์เครื่องจักรสานที่มีความแข็งแรงทนทาน สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเครื่องจักสานผักตบชวาบ้านบางตาแผ่น มุ่งเน้นการจำหน่ายเชิงพาณิชย์และสนองตลาดผู้บริโภคที่หลากหลายพัฒนาวิธีการผลิต รูปแบบเพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ คงทนเหมาะสมต่อการใช้งานมีลวดลายที่สวยงาม ทันสมัยควบคู่กับการอนุรักษ์ลวดลายดั้งเดิมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแต่ครั้งอดีต ผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจอันเป็นมูลเหตุจูงใจให้ชาวบ้าน สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน</div><div>น.ส.สิริกร ดวงราษี ม.3/3 เลขที่36</div>]]></description>
         <enclosure url="https://cf.shopee.co.th/file/4fd0c568637bec0a6e59af40885a9058" />
         <pubDate>2022-11-01 06:32:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490947</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น้ำพริกอ่อง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490953</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>น้ำพริกอ่อง</strong> นับเป็นน้ำพริกพื้นบ้านล้านนาที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ลักษณะเด่นของน้ำพริกอ่อง คือ มีสีส้มของสีมะเขือเทศและพริกแห้ง ที่เคี่ยวจนเป็นน้ำขลุกขลิก มีน้ำมันลอยหน้าเล็กน้อย มีสามรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด เล็กน้อย และรสหวานตาม นิยมรับประทานกับผักสดหรือผักต้มก็ได้<br><br>ด.ญ.กัญนิกา สีสติ เลขที่21 ม.3/3<br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.bloggang.com/data/c/chaikum/picture/1289224285.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:32:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364490953</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขนมไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491160</link>
         <description><![CDATA[<div>ขนมไทยนั้นเกิดมีมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยังเป็นสยามประเทศ ซึ่งสมัยนั้นได้ติดต่อ ค้าขายกับต่างชาติ โดยมีการแลกเปลี่ยนติดต่อกันทั้งทางด้านสินค้าและวัฒนธรรม ขนมไทยในยุคแรกๆ เป็นเพียงนำข้าวไปตำหรือโม่ให้ได้แป้ง และนำไปผสมกับน้ำตาล หรือมะพร้าว เพื่อทำเป็นขนม<br>แต่หลังจากการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ วัฒนธรรมด้านอาหารของต่างชาติก็เข้ามามีอิทธิพลกับอาหารไทยมากขึ้น ขนมก็ด้วยเช่นกัน ขนมไทย จึงมีความหลากหลายมากขึ้น จนปัจจุบันยังยากที่จะแยกออกว่า ขนมใดคือขนมไทยแท้<br>ยุคที่ขนมไทยมีความหลากหลายและเฟื่องฟูที่สุดคือ ช่วงที่สตรีชาวโปรตุเกส "มารี กีมาร์ เดอปิน่า " ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ จนได้รับการแต่งตั้งเป็น ท้าวผู้หญิงวิชาเยนทร์ ต่อมาได้บรรดาศักดิ์ เป็น " ท้าวทองกีบม้า "<br>โดยรับราชการในพระราชวัง ตำแหน่ง "หัวหน้าห้องเครื่องต้น" สันนิษฐานว่าชื่อตำแหน่ง ทองกีบม้า น่าจะเพี้ยนมาจากชื่อ "ตองกีมาร์" นั้นเอง<br>ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ท้าวทองกีบม้าได้สอนการทำขนมหวานตำรับของชาวโปรตุเกส แก่บ่าวไพร่ ขนมเหล่านั้นได้แก่ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง สังขยา หม้อแกง ฯลฯ ซึ่งมีไข่เป็นส่วนผสมสำคัญ ต่อมามีการเผยแพร่สอนต่อกันมา จนขนมของท้าวทองกีบม้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จึงมีคนยกย่องท้าวทองกีบม้าให้เป็น "ราชินีขนมไทย"<br><br><br>ด.ญ.จาฏุพัจน์ ธรรมประเสริฐ เลขที่ 23 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.rin.co.th/wp-content/uploads/2018/07/2018_06_19_71.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:32:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491160</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตะกร้า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491314</link>
         <description><![CDATA[<div>การจักสานตะกร้าทางมะพร้าวคือภูมิปัญญาอย่างหนึ่งที่คนไทยเรารู้จักคิดค้นหาวิธีประดิษฐ์ขึ้นจนสำเร็จและสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ในปัจจุบันต้นมะพร้าวเพียง 1 ต้น สามารถนำมาใช้เกิดประโยชน์ได้หลายอย่าง นอกจากจะนำน้ำมะพร้าวมาดื่ม เอาเนื้อมะพร้าวมารับประทานทั้งรับประทานเนื้อสด ๆ หรือนำมาคั้นเป็นกะทิใส่ในอาหารคาว หวาน ได้หลายอย่างแล้ว กะลามะพร้าวยังสามารถนำมาประดิษฐ์สิ่งของได้เช่นกัน อาทิ เครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ สร้อยแขน แหวน กำไล เข็มขัด ของใช้ เช่น กะลาก๊อบแก๊บ เปลือกของลูกมะพร้าวสามารถนำมาปลูกต้นไม้ได้ เช่น ปลูกต้นกล้วยไม้ ยอดอ่อนของมะพร้าวก็สามารถนำมาทำอาหารได้หลายเมนูเด็ด เช่น แกงไก่ใส่ยอดมะพร้าวอ่อน ยำยอดมะพร้าวอ่อน ยอดมะพร้าวอ่อนผัดกุ้ง ตำยอดมะพร้าวอ่อน เป็นต้น เยื่อหุ้มต้นมะพร้าวสามารถนำมาทำเป็นกระเป๋าได้ ลำต้นก็สามารถนำมาทำเก้าอี้ ทำรั้วก็ดูเก๋ไก๋ไม่แพ้กัน ใบมะพร้าวก็สามารถนำมาสานปลาตะเพียน ตั๊กแตน และเอามาห่อขนมได้ ส่วนทางมะพร้าว ก็สามารถนำมาทำไม้กวาดปัดหยากไหย้ แจกัน ขันโตก ไม้กลัดห่อขนมหรือของต่าง ๆ และทำตะกร้า<br><br>ด.ช.รณกฤต สีดาทอง เลขที่14 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.thailandpostmart.com/plugins/image_resize.php?url=https://www.thailandpostmart.com/files/product_thumb/20180913132443.jpg&amp;type=crop&amp;w=500&amp;h=500" />
         <pubDate>2022-11-01 06:32:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491314</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศิลปะมวยไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491451</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>มวยไทย</strong> ถือเป็น ศิลปะการต่อสู้ (martial art) รูปแบบหนึ่ง ถือได้ว่ากีฬาประจำชาติและมีต้นกำเนิดมาจากประเทศไทยที่มีชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วโลก ค่ายมวยต่างๆ ทั่วประเทศ เปิดสอนให้กับชาวต่างชาติที่มุ่งมั่นเข้ามาฝึกฝนวิชาการต่อสู้นี้กับต้นฉบับที่ประเทศไทยโดยเฉพาะ กิน อยู่ ฝึกซ้อมกันในค่ายมวยนานนับเดือน<br><br>สำหรับการป้องกันตัว&nbsp;<br>เป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่คนทั่วไป เลือกเรียน มวยไทย เพื่อเป็นทักษะในการป้องกันตัวเบื้องต้น เมื่อเจอภัยกับตัวเอง ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ และสามารถใช้งานได้ในยามฉุกเฉิน เช่น การถีบ เป็นการเตะเพื่อผลักคู่ต่อสู้ออกไป ขัดขวางการเคลื่อนไหวเมื่อเผชิญหน้ากัน หรือการใช้ศอกและเข่าในระยะประชิดก็ได้ประสิทธิภาพอย่างดี&nbsp;<br><br>ด.ช.ทวีเกียรติ นุชมา เลขที่9 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://static.thairath.co.th/media/dFQROr7oWzulq5FZX93Yoa9uGSHr92edUdckjgbh106X4BuLdxlAVwjfJygPtb6UYWW.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:32:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491451</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปรับสมดุลในร่างกาย ด้วยอาหารฤทธิ์ร้อน-เย็น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491906</link>
         <description><![CDATA[<div>อีกภูมิปัญญาด้านการรักษาโรคที่คนไทยทำมาอย่างช้านาน คือ การกินอาหาร จะเห็นได้ว่าการกินอาหารของคนไทยสมัยโบราณนั้นปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยยึดเอาสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศเป็นปัจจัยในการกำหนดพฤติกรรมการกิน อย่างเช่นหน้าร้อน คนไทยจะนิยมกินอาหารหรือผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น ทำให้ร่างกายเกิดความเย็น ไม่เป็นไข้หรือร้อนในง่าย เช่น&nbsp; มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ ลางสาด กล้วยน้ำว้า น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว สตรอเบอร์รี่ หรือในหน้าหนาวจะนิยมกินอาหารและผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ฝรั่ง ขนุนสุก ลิ้นจี่ เงาะ ลำไย ทุเรียน น้อยหน่า สละ ส้มเขียวหวาน มะตูม ละมุด มะเฟือง มะปราง มะขามหวานสุก มะไฟ ทับทิมแดง มะม่วงสุก ลูกยอ กระเจี๊ยบแดง เป็นต้น<br><br>วิลาวรรณ ยศวิลัย ชั้น ม.3/3 เลขที่47</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1733473155/3ff42880b0180a92f7d9c9603f474e3c/image.png" />
         <pubDate>2022-11-01 06:33:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364491906</guid>
      </item>
      <item>
         <title>งานเครื่องไม้จำหลัก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364492992</link>
         <description><![CDATA[<div>งานเครื่องไม้จำหลัก งานศิลปกรรมที่กระทำบนเนื้อไม้&nbsp; ด้วยวิธีการสลัก&nbsp; ฉลัก&nbsp; หรือจำหลัก&nbsp; ให้เป็นรูปร่าง&nbsp; ลวดลาย&nbsp; ด้วยเครื่องมือต่างๆ&nbsp; เป็นงานประณีตศิลป์อย่างหนึ่งที่ช่างผู้ดำเนินงานต้องมีความรู้ความชำนาญเฉพาะตัว&nbsp; เพราะต้องใช้ความประณีตในการถ่ายทอดรูปแบบและลวดลายลงบนวัสดุที่เป็นไม้ด้วยการใช้เครื่องมือที่ทำจากโลหะในการแกะสลัก&nbsp; ดังนั้น&nbsp; ช่างจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในลวดลายต่างๆ พอสมควร&nbsp; จึงจะสามารถทำงานให้เกิดความงดงามถูกต้องได้ในปัจจุบันมักเรียกวิธีการทำงานแบบนี้ว่า&nbsp; การแกะสลักและเรียกช่างผู้ทำงานด้านนี้ว่าช่างแกะสลักเรียกงานศิลปกรรม<br>แกะสลักไม้นี้ว่า&nbsp; เครื่องไม้จำหลัก<br> ด.ญ.ทิฆัมพร  ศิลปเทศ ม.3/3 เลขที่29</div>]]></description>
         <enclosure url="https://i.pinimg.com/originals/b1/79/1c/b1791c11144ad51a65d3bcbf5494a00e.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:34:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364492992</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีลอยกระทง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364493141</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีโบราณของอินเดียที่ประเทศไทยรับเข้ามาปฏิบัติ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าทำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เท่าที่ปรากฏกล่าวได้ว่ามีมาตั้งสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิษฐานว่า เดิมทีเดียวเห็นจะเป็นพิธีของพราหมณ์กระทำเพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้ถือตามแนวทางพระพุทธศาสนามีการปล่อยโคมลอยเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุพระจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์ และลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐาน ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทา (แม่น้ำนัมมทา เป็นแม่น้ำที่คู่ขนานกับทิวเขาวินธัย ไหลลงภาคตะวันตกของอินเดียแบ่งเขตอินเดียออกเป็นภาคเหนือและภาคใต้)<br><br>ตำนานที่หาหลักฐานยืนยันมิได้ กล่าวไว้ว่าในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง มีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่าพิธีจองเปรียง ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป[ต้องการอ้างอิง] ดังปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์กล่าวถึงพระดำรัสของพระร่วงว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่าง ๆ ในสมัยรัชกาลที่ 1 จากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้เปลี่ยนแปลงจากการทำจากดอกบัวเป็นต้นกล้วยเพราะดอกบัวดังกล่าวหายากและมีน้อย จึงใช้ต้นกล้วยทำแทนแล้วดูไม่สวยจึงใช้ใบตองมาพับแต่งจนสวยสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน<br><br>ด.ญ.วรนุช กองโกย เลขที่33 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://tiewpakklang.com/wp-content/uploads/2020/10/S__95223822.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:34:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364493141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ประเพณีชิงเปรต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364493256</link>
         <description><![CDATA[<div>ชิงเปรต" เป็นประเพณีของภาคใต้ที่กระทำกันในวันสารท เดือน ๑๐ เป็นประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว พระยาอนุมานราชธนได้กล่าวไว้ในสารานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า การชิงเปรตที่ปฏิบัติกันในประเพณีสารทเดือน ๑๐ นี้ มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของจีน แต่การทิ้งกระจาดของจีนมีเป้าหมายตรงกับการตั้งเปรต-ชิงเปรตเพียงบางส่วนเท่านั้น กล่าวคือการทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ ส่วนการชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง และที่ไม่มีญาติด้วย นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติในการทิ้งกระจาดและการชิงเปรตก็แตกต่างกันด้วย<br><br></div><div>ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรตไม่เป็นความอัปมงคลแก่ผู้ชิงเปรตแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับถือว่าเป็นการทำบุญด้วยซ้ำไป เพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้ เปรตตนนั้นย่อมได้รับส่วนนั้น เพียงแต่ว่าผู้ชิงต้องระมัดระวังในการที่อาหารหรือขนมที่ตั้งเปรตอาจตกหลานลงพื้น ซึ่งจะทำให้เกิดความสกปรกและเป็นอันตรายต่อสุขภาพเท่านั้น<br><br></div><div>พิธีกรรม<br><br></div><div>การตั้งเปรต และชิงเปรตจะกระทำกันในวันที่ยกหมรับไปวัด ไม่ว่าจะเป็นวันแรม ๑ ค่ำ หรือ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ ก็ตาม ผู้ตั้งเปรตจะนำอาหารอีกส่วนหนึ่งไปเพื่อการตั้งเปรตด้วย อาหารที่ใช้ตั้งเปรตนี้ส่วนมากเป็นอาหารที่บรรพบุรุษที่เป็นเปรตชอบอย่างละนิดอย่างละหน่อย ขนมที่ไม่ขาดคือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมเบซำ(ดีซำ) นอกจากขนมดังกล่าวแล้ว ยังมีของแห้งที่ใช้เป็นเสบียงกรังก็จัดฝากไปด้วย เช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล น้ำปลา กล้วย อ้อย มะพร้าว ด้าย เข็มเย็บผ้า ธูปเทียน นำลงจัดในหมรับ โดยเอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก ปิดคลุมด้วยผืนลาทำเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม หรือรูปอื่นแล้วแต่การประดิษฐ์ของผู้จัด ส่วนภาชนะที่ใช้ แต่เดิมนิยมใช้กระเชอหรือถาด นำหมรับ<br><br></div><div>ที่จัดแล้วไปวัด รวมกันตั้งไว้บน "ร้านเปรต" ซึ่งสร้างไว้กลางวัดยกเสาสูง ต่อมาในระยะหลัง ๆ ร้านเปรตทำเป็นศาลา หลังคามุงจากหรือมุงกระเบื้องแล้วแต่ฐานะของวัด บางถิ่นจึงเรียก "หลาเปรต" บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบและต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ในวิหารที่เป็นที่ทำพิธีกรรม โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลายนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์ บุตรหลานจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกส่วนหนึ่ง พร้อมกับของแห้งไว้ถวายพระ อีกส่วนหนึ่งให้เปรตชนที่พอมีกำลังเข้ามาเสพได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทำบุญทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่ และโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะเข้าไปรุมกันแย่งขนมที่ตั้งเปรตด้วยความสนุกสนาน เชื่อกันว่า การแย่งขนมเปรตที่ผ่าการทำพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านำไปหว่านในสวนในนา จะทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนำไปติดไว้ตามต้นไม้ผลเพื่อให้มีผลดก หลังจากนั้น ก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน โดยใช้เหรียญสตางค์โดยไปที่ละมากเหรียญ ตรงไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกำพรึก" แย่งกันอย่างนุกสนาน<br><br></div><div>สาระ<br><br></div><div>การทำบุญวันสารท เดือน ๑๐ กำหนดทำ ๒ ครั้ง คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ โดยเชื่อว่า วันแรม ๑ ค่ำ เป็นวันที่ยมบาลปล่อยให้เปรต หรือเปตชนขึ้นมาเยี่ยมลูกหลาน ๆ ก็จะทำบุญเลี้ยงต้อนรับ เมื่อถึงวันแรม ๑๕ ค่ำ ก็ถือว่าเป็นวันที่ปู่ย่าตายาย ต้องกลับยมโลก ลูกหลานก็ทำบุญเลี้ยงส่งอีกครั้งหนึ่ง<br><br></div><div>การเตรียมข้าวของ ขนม ในวันทำบุญ เดือน ๑๐<br><br></div><div>๑. ลา มีความหมายใช้แทนเสื้อผ้า<br><br></div><div>๒. พอง มีความหมายว่าเป็นเครื่องประดับ<br><br></div><div>๓. ขนมเบซำ (ขนมเจาะหู) ใช้แทนเงิน หรือสตางค์มีรูในสมัยก่อน<br><br></div><div>๔. ขนมบ้า มีความหมายว่า เงินเหรียญ<br><br></div><div>๕. ขนมเทียน ใช้แทนหมอนหนุน<br><br></div><div>การชิงเปรต เป็นประเพณีที่ชาวพัทลุงถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ เป็นประเพณีสำคัญที่กระทำกันจนทุกวันนี้ ชาวพัทลุงแม้จะไปทำมาหากินในท้องถิ่นอื่น เมื่อถึงเดือน ๑๐ ก็มักจะกลับมาร่วมพิธีกับญาติทางบ้าน นับเป็นการช่วยเสริมการผูกพันระหว่างครอบครัวและญาติพี่น้อง ทั้งยังเป็นการระลึกถึงบุญคุณ และคุณงามความดีของบรรพบุรุษของตน แม้จะล่วงลับไปแล้วก็ตาม<br><br><br>ด.ญ.แสนรัก มีสมบูรณ์ ม.3/3 เลขที่40<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869739323/88afb3c586772eb9ef38d47910de0aec/09AE6619_3D5B_477A_9F81_9E8F08BD516E.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:34:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364493256</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บั้งไฟพญานาค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364494804</link>
         <description><![CDATA[<div>บั้งไฟพญานาค หรือก่อนปี พ.ศ. 2529 เรียก บั้งไฟผี เป็นปรากฏการณ์ที่กล่าวกันว่าเห็นที่แม่น้ำโขง ลักษณะเป็นลูกกลมเรืองแสงลอยขึ้นจากน้ำขึ้นไปในอากาศ จำนวนลูกไฟมีรายงานระหว่างหลายสิบถึงหลายพันลูกต่อคืน บั้งไฟพญานาคเกิดช่วงวันออกพรรษาทุกปี<br><br>ด.ญ.ชลธิชา สมภักดี เลขที่ 25 ม.3/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2017/10/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8401-1.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:36:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364494804</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รามเกียร์ติ° (วรรณกรรม)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364497265</link>
         <description><![CDATA[<div>รามเกียรติ์&nbsp;เป็นวรรณกรรมที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องรามายณะซึ่งเป็นนิทานที่แพร่หลายอยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียใต้ ต่อมาอารยธรรมอินเดียได้แพร่สู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&nbsp;เพราะพ่อค้าชาวอินเดียได้นำวัฒนธรรมและศาสนามาด้วย ทำให้รามายณะแพร่หลายไปทั่วภูมิภาค กลายเป็นนิทานที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศนั้นจนกลายเป็นวรรณคดีประจำชาติไป ดังปรากฏในหลายชาติ เช่น ไทย ลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนมีวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีประจำชาติทั้งสิ้น<br>“รามเกียรติ์” มีเค้าจากวรรณคดีอินเดียคือมหากาพย์รามายณะที่&nbsp;ฤๅษีวาลมีกิ&nbsp;ชาวอินเดีย แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อประมาณ 2,400 ปีเศษ เชื่อว่าน่าจะเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ จากอิทธิพลของลัทธิพราหมณ์ฮินดูสำหรับเรื่องรามเกียรติ์ของไทยนั้น มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา&nbsp;ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้ละครหลวงเล่น ปัจจุบันมีอยู่ไม่ครบ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีมาแต่เดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ<br><br>สำหรับเรื่องรามเกียรติ์ของไทยนั้น มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา&nbsp;ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์สำหรับให้ละครหลวงเล่น ปัจจุบันมีอยู่ไม่ครบ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ได้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อรวบรวมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งมีมาแต่เดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ<br><br>พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เพื่อให้ละครหลวงเล่น โดยได้ทรงเลือกมาเป็นตอนๆ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ โดยใช้ฉบับของอินเดีย (รามายณะ) มาพระราชนิพนธ์ ใช้ชื่อว่า "บ่อเกิดรามเกียรติ์"<br><br>ด.ญ.แพร  ตาตำ  เลขที่43 ม.3/3<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869744965/eb97d60e2f5765cf9cdfe3c93d600bf3/010a3f0f00330ca030ebb0cac43fb363.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 06:38:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/rj9vm2mha0k5e5bp/wish/2364497265</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
