<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ระบบฐานข้อมูลมีความสำคัญอย่างไรในสังคมปัจจุบัน? by Kwanruedee Chinkham</title>
      <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp</link>
      <description>โพสต์คำตอบของคุณเกี่ยวกับหัวข้อการสนทนาโดยคลิกปุ่มบวกที่ด้านล่าง</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2024-10-22 02:07:00 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-10-22 04:03:43 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/8.0/png/1f6a9.png</url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>kwanrudeev15</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180655379</link>
         <description><![CDATA[<p>1. โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</p><p>3. ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:22:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180655379</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>noppatan2022xr</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180664585</link>
         <description><![CDATA[<p>นพธันว์ </p><p>1. โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p>โครงสร้างของฐานข้อมูลหมายถึงวิธีการจัดการและเก็บข้อมูลเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปกติจะประกอบด้วย:</p><p><br/></p><p>ตาราง (Table): เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เก็บข้อมูลในรูปของแถวและคอลัมน์</p><p>แถว (Row หรือ Record): ข้อมูลแต่ละรายการที่บันทึกในตาราง</p><p>คอลัมน์ (Column หรือ Field): คุณสมบัติหรือประเภทข้อมูลของแต่ละรายการ เช่น ชื่อ, อายุ, ที่อยู่</p><p>คีย์ (Key): ใช้เพื่อกำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของข้อมูล เช่น Primary Key สำหรับบ่งชี้แถวในตาราง</p><p>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</p><p>Database: ฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในรูปแบบเชิงโครงสร้าง</p><p>DBMS (Database Management System): ระบบจัดการฐานข้อมูล เช่น MySQL, PostgreSQL, Oracle</p><p>SQL (Structured Query Language): ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล เช่น การค้นหาข้อมูล (SELECT), การเพิ่มข้อมูล (INSERT)</p><p>Schema: โครงสร้างหรือการออกแบบของฐานข้อมูล</p><p>Index: โครงสร้างที่ช่วยให้การค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลรวดเร็วขึ้น</p><p>3. ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database): ฐานข้อมูลที่ใช้ตารางในการจัดเก็บข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตารางต่าง ๆ ด้วยคีย์ เช่น MySQL, PostgreSQL</p><p>ฐานข้อมูลแบบไม่สัมพันธ์ (NoSQL Database): ใช้ในการจัดเก็บข้อมูลแบบยืดหยุ่นกว่า เช่น เอกสารหรือคู่คีย์-ค่า เช่น MongoDB, Cassandra</p><p>ฐานข้อมูลแบบเชิงวัตถุ (Object-Oriented Database): จัดเก็บข้อมูลเป็นวัตถุ (Objects) ตามแนวคิดของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ เช่น db4o</p><p>ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database): จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบโหนดที่เชื่อมต่อกัน</p><p>4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p><p>การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ: ทำให้ข้อมูลสามารถจัดเก็บและเรียกใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>ความสอดคล้องของข้อมูล (Data Integrity): ทำให้ข้อมูลที่เก็บมีความถูกต้องและเชื่อถือได้</p><p>ความปลอดภัยของข้อมูล: ฐานข้อมูลสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต</p><p>การค้นหาข้อมูลที่รวดเร็ว: ระบบฐานข้อมูลที่มีการจัดการดีสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว</p><p>การแบ่งปันข้อมูล: สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันในองค์กรหลายส่วนงานได้ง่าย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:27:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180664585</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>kritsakon11</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180665129</link>
         <description><![CDATA[<p>นายกฤษกร บุญทัน</p><p>1.ตอบ <strong>โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>2.ตอบ ศัพท์พื้นฐาน</strong>ของ<strong>ฐานข้อมูล</strong>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p>3.ตอบ การพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong> ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p>4.ตอบ 1. <strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2925052452/ba02abc190b32976ee72da29e65adf4d/IMG_9735.jpg" />
         <pubDate>2024-10-22 02:27:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180665129</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>aomjaismilebrk</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180667983</link>
         <description><![CDATA[<p>น.ส.กวินทรา เอี่ยมสอาด</p><p>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) 4.2 โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure)</p><p>2.เอนทิตี้ (Entity) หมายถึง ชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เปรียบเสมือนคำนามได้แก่ คน สถานที่ สิ่งของ การกระทำ ซึ่งต้องการจัดเก็บข้อมูลไว้</p><p>3.แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p>4.1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:29:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180667983</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>fszk2s9bry</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180669245</link>
         <description><![CDATA[<p>นางสาว อภิญญา อุทาศรี</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>2.</strong>เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง</p><p>3.<strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong></p><p><strong>4.การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:29:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180669245</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180670037</link>
         <description><![CDATA[<p>นายชลันทร</p><p>1. โครงสร้างของฐานข้อมูล (Database Structure)</p><p>ฐานข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บเป็นตาราง โดยแต่ละตารางจะมีคอลัมน์ (Column) และแถว (Row) ซึ่งคอลัมน์จะเป็นประเภทของข้อมูล เช่น ชื่อ, อายุ, ที่อยู่ และแถวจะเป็นข้อมูลของแต่ละรายการ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างตารางที่ช่วยในการจัดการและดึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล (Basic Database Terminologies)</p><p><br/></p><p>ตาราง (Table): หน่วยหลักของการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p><br/></p><p>เขตข้อมูล (Field): คอลัมน์ที่เก็บข้อมูลเฉพาะประเภท เช่น ชื่อ, อายุ</p><p><br/></p><p>ระเบียน (Record): แถวในตารางที่เป็นข้อมูลของแต่ละรายการ</p><p><br/></p><p>คีย์หลัก (Primary Key): ข้อมูลที่ใช้ระบุความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละระเบียนในตาราง</p><p><br/></p><p>ความสัมพันธ์ (Relationship): การเชื่อมโยงระหว่างตารางเพื่อดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง</p><p><br/></p><p>ดัชนี (Index): โครงสร้างข้อมูลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูล</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ชนิดของฐานข้อมูล (Types of Databases)</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database): ใช้ตารางในการจัดเก็บข้อมูลและมีการเชื่อมโยงระหว่างตาราง เช่น MySQL, PostgreSQL</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลไม่เชิงสัมพันธ์ (NoSQL Database): ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง ใช้สำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น เช่น MongoDB, Cassandra</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลแบบแผนภูมิ (Graph Database): ใช้โหนดและความสัมพันธ์ในการเก็บข้อมูล เหมาะสำหรับข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เช่น Neo4j</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object-Oriented Database): เก็บข้อมูลในรูปแบบของวัตถุ (Object) ซึ่งคล้ายกับโครงสร้างในภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ เช่น db4o</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล (Benefits of Database)</p><p><br/></p><p>การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ: สามารถจัดเก็บ ค้นหา และจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีระบบ</p><p><br/></p><p>การควบคุมความซ้ำซ้อนของข้อมูล: ลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้อง</p><p><br/></p><p>การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: สามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและจัดการข้อมูล เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต</p><p><br/></p><p>ความยืดหยุ่นในการดึงข้อมูล: สามารถดึงข้อมูลตามเงื่อนไขหรือความสัมพันธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:30:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180670037</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180671120</link>
         <description><![CDATA[<p>กฤษณพล เอกะ</p><p>1. โครงสร้างของฐานข้อมูล (Database Structure)</p><p>ฐานข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บเป็นตาราง โดยแต่ละตารางจะมีคอลัมน์ (Column) และแถว (Row) ซึ่งคอลัมน์จะเป็นประเภทของข้อมูล เช่น ชื่อ, อายุ, ที่อยู่ และแถวจะเป็นข้อมูลของแต่ละรายการ นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างตารางที่ช่วยในการจัดการและดึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล (Basic Database Terminologies)</p><p><br/></p><p>ตาราง (Table): หน่วยหลักของการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p><br/></p><p>เขตข้อมูล (Field): คอลัมน์ที่เก็บข้อมูลเฉพาะประเภท เช่น ชื่อ, อายุ</p><p><br/></p><p>ระเบียน (Record): แถวในตารางที่เป็นข้อมูลของแต่ละรายการ</p><p><br/></p><p>คีย์หลัก (Primary Key): ข้อมูลที่ใช้ระบุความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละระเบียนในตาราง</p><p><br/></p><p>ความสัมพันธ์ (Relationship): การเชื่อมโยงระหว่างตารางเพื่อดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง</p><p><br/></p><p>ดัชนี (Index): โครงสร้างข้อมูลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูล</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ชนิดของฐานข้อมูล (Types of Databases)</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database): ใช้ตารางในการจัดเก็บข้อมูลและมีการเชื่อมโยงระหว่างตาราง เช่น MySQL, PostgreSQL</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลไม่เชิงสัมพันธ์ (NoSQL Database): ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง ใช้สำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น เช่น MongoDB, Cassandra</p><p><br/></p><p>ฐานข้อมูลแบบแผนภูมิ (Graph Database): ใช้โหนดและความสัมพันธ์ในการเก็บข้อมูล เหมาะสำหรับข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน เช่น Neo4j</p><p>กฤษณพล เอกะ</p><p>ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object-Oriented Database): เก็บข้อมูลในรูปแบบของวัตถุ (Object) ซึ่งคล้ายกับโครงสร้างในภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ เช่น db4o</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. ประโยชน์ของฐานข้อมูล (Benefits of Database)</p><p><br/></p><p>การจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ: สามารถจัดเก็บ ค้นหา และจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีระบบ</p><p><br/></p><p>การควบคุมความซ้ำซ้อนของข้อมูล: ลดการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้อง</p><p><br/></p><p>การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล: สามารถกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและจัดการข้อมูล เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต</p><p><br/></p><p>ความยืดหยุ่นในการดึงข้อมูล: สามารถดึงข้อมูลตามเงื่อนไขหรือค</p><p>วามสัมพันธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:30:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180671120</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>faiainprakaidao</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180675956</link>
         <description><![CDATA[<p>นางสาว ประกายดาว ฝ่ายอินทร์</p><p><strong>โครงสร้างฐานข้อมูล</strong> แบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) 2. ซอฟท์แวร์ (Software) 3. ข้อมูล (Data) 4. บุคลากร (Personal</p><p><strong>คำศัพท์พื้นฐานระบบฐานข้อมูล</strong>   1. บิท (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด  2. ไบท์ (Byte) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่กิดจากการนำบิทมารวมกันเป็นตัวอักขระ (Character) เขตข้อมูล</p><p><strong>ชนิดของฐานข้อมูล</strong> แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ </p><p>1 ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database) 2 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) 3 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) </p><p><strong>ข้อดีของระบบฐานข้อมูล </strong></p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:33:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180675956</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>chinaratchroeyrat2549</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180679525</link>
         <description><![CDATA[<p>น.ส. จินารัตน์ เจริญรัตน์</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะเป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>2.คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary</p><p>3.ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong></p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:35:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180679525</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>knkrdasubkngsaeng</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180679578</link>
         <description><![CDATA[<p>น.ส.กนกรดา สืบกงแสง</p><p>1 ) โครงสร้างของฐานข้อมูลประกอบด้วย </p><p>1. ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) หมายถึง ตัวอักษร (A-Z,ก-ฮ) ตัวเลข(0-9) และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่บนแป้นพิมพ์</p><p>2. ฟิลด์ (Field) หมายถึง เขตข้อมูลที่เกิดจากการนําอักขระ (character) แต่ละตัวมาประกอบกันเป็นข้อความหรือกลุ่มคํา เพื่อใช้แทนความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รหัสนักศึกษา ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น </p><p>3. เรคอร์ด (Record) หมายถึง การนําฟิลด์หลายๆ ฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคอร์ดข้อมูล </p><p>นักศึกษาประกอบไปด้วยฟิลด์ รหัสนักศึกษา ชื่อนักศึกษา สกุลนักศึกษา ที่อยู่ เป็นต้น </p><p>4. แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง การรวมเรคอร์ดหลายๆ เรคอร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกันและมีความสัมพันธ์กันมา </p><p>จัดเก็บรวมไว้ด้วยกัน  </p><p> </p><p>2 ) คำศัพท์พื้นฐานของระบบฐานข้อมูล </p><p>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation)</p><p>- แอททริบิวต์ (Attribute)</p><p>- ความสัมพันธ์ (Relationship)</p><p>- ทูเพิล (Tuple)</p><p>- คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality)</p><p>- คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier)</p><p>- โดเมน (Domain)</p><p><br/></p><p>3) ชนิดของฐานข้อมูล แบ่งเป็น 3รูปแบบ ได้แก่  </p><p>1.ฐานข้อมูลแบบล าดับชั้น (Hierarchical Database)  </p><p>2.ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  </p><p>3.ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) </p><p><br/></p><p>4 ) ประโยชน์ของฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลมีข้อดีมากกว่าการเก็บข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูล ดังนี้</p><p>1. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้</p><p>2. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน </p><p>3. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล </p><p>4. การรักษาความถูกต้องเชื่อถือได้ของข้อมูล </p><p>5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้</p><p>6. สามารถกำหนดระบบรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้</p><p>7. ความเป็นอิสระของข้อมูล </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:35:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180679578</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>kittiphatcom11</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180681410</link>
         <description><![CDATA[<p><br></p><p><br></p><p><strong>กิตติภัทร ภูงามเขียว</strong></p><p><br></p><p><br></p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ <strong>1โครงสร้างเชิงกายภาพ</strong> คือ โครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ</p><p><strong>2 โครงสร้างเชิงตรรกะ </strong>คือ เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p><br></p><p><strong>2.คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p><br></p><p><strong>3.ชนิดของฐานข้อมูล </strong>สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทหลัก ได้แก่:</p><ol><li><p><strong>ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</strong>: ใช้โครงสร้างตารางและความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น MySQL, PostgreSQL, Oracle</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูลเชิงเอกสาร (Document Database)</strong>: เก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสาร เช่น MongoDB, CouchDB</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูลกราฟ (Graph Database)</strong>: ออกแบบมาเพื่อจัดการความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น Neo4j, ArangoDB</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูลคีย์-ค่า (Key-Value Database)</strong>: เก็บข้อมูลในรูปแบบคู่คีย์-ค่า เช่น Redis, Amazon DynamoDB</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูลเชิงคอลัมน์ (Columnar Database)</strong>: เหมาะสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น Apache Cassandra, HBase</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูลเชิงเวลา (Time-Series Database)</strong>: ออกแบบมาสำหรับการจัดเก็บข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา เช่น InfluxDB, TimescaleDB</p></li><li><p><strong>ฐานข้อมูล NoSQL</strong>: รวมฐานข้อมูลที่ไม่ใช้โครงสร้างเชิงสัมพันธ์ เช่น Couchbase, Cassandra</p></li></ol><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล </strong>มีหลายประการ ได้แก่:</p><ol><li><p><strong>การจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ</strong>: ช่วยในการจัดเก็บและจัดระเบียบข้อมูลอย่างมีระบบ</p></li><li><p><strong>การเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว</strong>: สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</p></li><li><p><strong>ความปลอดภัยของข้อมูล</strong>: มีระบบการควบคุมการเข้าถึงเพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญ</p></li><li><p><strong>การจัดการข้อมูลแบบมัลติยูเซอร์</strong>: รองรับการเข้าถึงข้อมูลจากผู้ใช้หลายคนพร้อมกัน</p></li><li><p><strong>การสำรองข้อมูลและการกู้คืน</strong>: ช่วยให้สามารถสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดปัญหา</p></li><li><p><strong>ความสามารถในการปรับขนาด</strong>: สามารถขยายหรือปรับขนาดได้ตามความต้องการขององค์กร</p></li><li><p><strong>การวิเคราะห์ข้อมูล</strong>: สนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่มีข้อมูลสนับสนุน</p></li><li><p><strong>การป้องกันความซ้ำซ้อน</strong>: ช่วยลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล ทำให้การจัดการง่ายขึ้น</p></li></ol><p><br></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:36:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180681410</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>poraminna999</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180683701</link>
         <description><![CDATA[<p>ปรมินทร์</p><p><strong>1.ระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>โครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ 4.2 โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p><strong>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p><strong>3. ชนิดของฐานข้อมูล</strong></p><p>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว </p><p>2. มีขนาดเล็กกว่า </p><p>3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) </p><p>4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้</p><p>5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้</p><p>6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ </p><p>7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:37:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180683701</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180684423</link>
         <description><![CDATA[<p>น.ส.ธัญญพลอย ธัญญผล</p><p>1.รูปแบบหรือวิธีการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญหลายส่วนแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ โครงสร้างเชิงกายภาพ ,โครงสร้างเชิงตรรกะ</p><p>2.ไบต์ (Byte)</p><p>3.ฐานข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิดได้เเก่</p><p>   1. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้ใช้โครงสร้างแบบตารางเพื่อเก็บข้อมูล ตารางแต่ละตารางจะมีแถวและคอลัมน์ และเชื่อมโยงกันผ่านคีย์หลัก (Primary Key) และคีย์ต่างประเทศ (Foreign Key)</p><p>ใช้ภาษาสอบถามข้อมูลที่เรียกว่า SQL (Structured Query Language)</p><p>ตัวอย่างระบบจัดการฐานข้อมูล: MySQL, PostgreSQL, Oracle Database, Microsoft SQL Server</p><p>2. ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ (Object-Oriented Database)</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบของวัตถุ (Object) ตามแนวคิดของการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ โดยข้อมูลและพฤติกรรมของข้อมูล (Methods) จะถูกบรรจุอยู่ในวัตถุเดียวกัน</p><p>ใช้ในระบบที่มีการจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน เช่น การจัดการภาพ, เสียง, วิดีโอ</p><p>ตัวอย่าง: ObjectDB, db4o</p><p>3. ฐานข้อมูลเชิงเอกสาร (Document-Oriented Database)</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสาร ซึ่งแต่ละเอกสารจะมีโครงสร้างข้อมูลที่ยืดหยุ่นและไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด</p><p>เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลแบบ NoSQL (Non-Relational Database)</p><p>ตัวอย่าง: MongoDB, CouchDB</p><p>4. ฐานข้อมูลแบบคีย์-แวลู (Key-Value Database)</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบคู่ของคีย์และค่า (Key-Value) คีย์เป็นตัวระบุเอกลักษณ์และค่าคือข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้เหมาะกับการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว โดยเฉพาะการค้นหาด้วยคีย์</p><p>ตัวอย่าง: Redis, DynamoDB</p><p>5. ฐานข้อมูลแบบกราฟ (Graph Database)</p><p>ฐานข้อมูลชนิดนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบของโหนด (Nodes) และความสัมพันธ์ (Edges) โดยเหมาะกับการเก็บข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์</p><p>ตัวอย่าง: Neo4j, ArangoDB</p><p>4.ข้อดีของระบบฐานข้อมูล</p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:37:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180684423</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180685092</link>
         <description><![CDATA[<p><strong>ปนัดดา โมคลา</strong></p><p><strong>1)โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> ฐานข้อมูลคือที่เก็บและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นคำ ตัวเลข รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ คุณสามารถใช้ซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าระบบการจัดการฐานข้อมูล (DBMS) เพื่อจัดเก็บ กู้คืน และแก้ไขข้อมูล ในระบบคอมพิวเตอร์คำว่า <em>ฐานข้อมูล</em> ยังสื่อถึง DBMS ใด ๆ และรวมถึงระบบฐานข้อมูล หรือโปรแกรมประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล</p><p><strong>2)คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล </strong></p><p>1.2.1 บิต (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณ์ของเลขฐานสองคือ 0 กับ</p><p>1.2.2 ไบต์ (Byte) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระหรือตัวอักษร (Character)</p><p><strong>3)ชนิดของฐานข้อมูล</strong> ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><strong>4)ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><ol><li><p><strong>ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน</strong> ข้อมูลบางชุดที่อยู่ในรูปของแฟ้มข้อมูลอาจมีปรากฏอยู่หลาย ๆ แห่ง เพราะมีผู้ใช้ข้อมูลชุดนี้หลายคน เมื่อใช้ระบบฐานข้อมูลแล้วจะช่วยให้ความซ้ำซ้อนของข้อมูลลดน้อยลง</p></li><li><p><strong>รักษาความถูกต้องของข้อมูล </strong>เนื่องจากฐานข้อมูลมีเพียงฐานข้อมูลเดียว ในกรณีที่มีข้อมูลชุดเดียวกันปรากฏอยู่หลายแห่งในฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้จะต้องตรงกัน ถ้ามีการแก้ไขข้อมูลนี้ทุก ๆ แห่งที่ข้อมูลปรากฏอยู่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามกันหมดโดยอัตโนมัติด้วยระบบจัดการฐานข้อมูล</p></li><li><p><strong>การป้องกันและรักษาความปลอดภัย (Security)</strong> ให้กับข้อมูลทำได้อย่างสะดวก การป้องกันและรักษาความปลอดภัยกับข้อมูลระบบฐานข้อมูลจะให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น&nbsp;ซึ่งก่อให้เกิดความปลอดภัย(Security) ของข้อมูลด้วย</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:38:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180685092</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>phattadonza00</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180686542</link>
         <description><![CDATA[<p>นาย พัทธดนย์</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1.1โครงสร้างเชิงกายภาพ 1.2โครงสร้างเชิงตรรกะ</p><p><br/></p><p><strong>2. คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><ul><li><p>เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation)</p></li><li><p>แอททริบิวต์ (Attribute)</p></li><li><p>ความสัมพันธ์ (Relationship)</p></li><li><p>ทูเพิล (Tuple)</p></li><li><p>คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality)</p></li></ul><p><br/></p><p><strong>3.ชนิดของฐานข้อมูล</strong> แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่</p><ul><li><p>ฐานข้อมูลแบลลำดับชั้น</p></li><li><p>ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย</p></li><li><p>ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์</p></li></ul><p><br/></p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><ul><li><p>ลดการเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อน</p></li><li><p>รักษาความถูกต้องของข้อมูล</p></li><li><p>การป้องกันและรักษาความปลอดภัย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:39:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180686542</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>khnt3200</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180690051</link>
         <description><![CDATA[<p>ปาราเมศ ศรีสวรรณ์</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong></p><p>โครงสร้างของฐานข้อมูลประกอบด้วย </p><p>1. ไบต์ (Byte) หรือ อักขระ (Character) หมายถึง ตัวอักษร (A-Z,ก-ฮ) ตัวเลข(0-9) และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่ </p><p>บนแป้นพิมพ์ </p><p>2. ฟิลด์ (Field) หมายถึง เขตข้อมูลที่เกิดจากการนําอักขระ (character) แต่ละตัวมาประกอบกันเป็นข้อความ </p><p>หรือกลุ่มคํา เพื่อใช้แทนความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รหัสนักศึกษา ชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น </p><p>3. เรคอร์ด (Record) หมายถึง การนําฟิลด์หลายๆ ฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคอร์ดข้อมูล </p><p>นักศึกษาประกอบไปด้วยฟิลด์ รหัสนักศึกษา ชื่อนักศึกษา สกุลนักศึกษา ที่อยู่ เป็นต้น </p><p>4. แฟ้มข้อมูล (File) หมายถึง การรวมเรคอร์ดหลายๆ เรคอร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกันและมีความสัมพันธ์กันมา </p><p>จัดเก็บรวมไว้ด้วยกัน  </p><p>จากโครงสร้างของฐานข้อมูลดังกล่าว โครงสร้างของฐานข้อมูลที่เล็กที่สุด คือ Character และโครงสร้างของ </p><p>ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด คือ File แต่ก็ยังมีโครงสร้างของข้อมูลที่ใหญ่กว่า File ก็คือ Database หรือ ฐานข้อมูล ซึ่งหมายถึง  </p><p>File ตั้งแต่ 1 File ขึ้นไปมารวมกัน มีความสัมพันธ์กัน </p><p>2.<strong>คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>ศัพท์พื้นฐานของฐานข้อมูล- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p><strong>3. ชนิดของฐานข้อมูล</strong></p><p>3 รูปแบบ ได้แก่  ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว </p><p>2. มีขนาดเล็กกว่า </p><p>3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) </p><p>4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ </p><p>5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ </p><p>6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ </p><p>7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:41:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180690051</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>namfah3233</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180690072</link>
         <description><![CDATA[<p>ขวัญฤดี โพธิพรหม</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล </strong></p><p>โครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ 4.2 โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p><strong>2.คําศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>ศัพท์พื้นฐานของฐานข้อมูล</p><p>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p><strong>3.ชนิดของฐานข้อมูล</strong></p><p> แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) </p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว </p><p>2. มีขนาดเล็กกว่า </p><p>3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน </p><p>4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้งได้ </p><p>5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ </p><p>6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ </p><p>7. มีระบบรักษาความปลอดภัย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:41:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180690072</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>wikoasstraa</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180699314</link>
         <description><![CDATA[<p>เจเด้น ปริ้น เกียบบุญเฮือง</p><p><strong><mark>โครงสร้างของฐานข้อมูล</mark></strong></p><p>ฐานข้อมูลเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างของฐานข้อมูล ดังนี้</p><p><strong>1. &nbsp; ไบต์ (Byte)</strong> หรือ อักขระ (Character) หมายถึง ตัวอักษร (A-Z,ก-ฮ) ตัวเลข</p><p>(0-9) และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่บนแป้นพิมพ์</p><p><strong>2. &nbsp; ฟิลด์ (Field)</strong> หมายถึง เขตข้อมูลที่เกิดจากการนำอักขระ (character) แต่ละตัว</p><p>มาประกอบกันเป็นข้อความหรือกลุ่มคำ เพื่อใช้แทนความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รหัสนักศึกษาชื่อ ที่อยู่ เป็นต้น</p><p><strong>3. &nbsp; &nbsp;เรคอร์ด (Record)</strong> หมายถึง การนำฟิลด์หลายๆ ฟิลด์ที่มีความสัมพันธ์กันมารวมกัน เช่น เรคอร์ดข้อมูล &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นักศึกษาประกอบไปด้วยฟิลด์ รหัสนักศึกษา ชื่อนักศึกษา สกุลนักศึกษาที่อยู่ เป็นต้น</p><p><strong>4. &nbsp; แฟ้มข้อมูล (File)</strong> หมายถึง การรวมเรคอร์ดหลายๆ เรคอร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกันและมีความสัมพันธ์กันมา &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จัดเก็บรวมไว้ด้วยกันจากโครงสร้างของฐานข้อมูลดังกล่าว โครงสร้างของฐานข้อมูลที่ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เล็กที่สุด คือ Characterและโครงสร้างของข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด คือ File แต่ก็ยังมี &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงสร้างของข้อมูลที่ใหญ่กว่า File ก็คือ</p><p><br></p><p><strong><em><mark>คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</mark></em></strong></p><p>——เพื่อให้รู้จักคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของการประมวลผลในระบบแฟ้มข้อมูล ซึ่งมีการแบ่งระดับของข้อมูลในฐานข้อมูลไว้ดังต่อไปนี้</p><ul><li><p><strong>บิต (Bit)</strong> หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณ์ของเลขฐานสองคือ 0</p></li><li><p><strong>ไบต์ (Byte)</strong> หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระหรือตัวอักษร (Character)</p></li><li><p><strong>ฟิลด์ (Field)</strong> หมายถึง เขตข้อมูลหรือหน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากไบต์หรือตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป มารวมกันแล้วได้ความหมายเป็นคำ ข้อความ หรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น ชื่อ ตำแหน่ง อายุ เป็นต้น</p></li><li><p><strong>ไฟล์ (File)</strong> หมายถึง แฟ้มข้อมูลหรือหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลาย ๆ ระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกันเช่น แฟ้มข้อมูล ส่วนในระบบฐานข้อมูล ก็จะมีคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p></li><li><p><strong>เอนทิตี้ (Entity)</strong> หมายถึง ชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เปรียบเสมือนคำนามได้แก่ คน สถานที่ สิ่งของ การกระทำ ซึ่งต้องการจัดเก็บข้อมูลไว้ เช่น เอนทิตี้นักเรียน เป็นต้น</p></li><li><p><strong>เรคคอร์ด (Record)</strong> หมายถึง ระเบียน หรือหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำเอาฟิลด์หรือเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องมารวมกัน เพื่อเกิดเป็นรายการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง</p></li><li><p><strong>แอททริบิวต์ (Attribute)</strong> หมายถึง รายละเอียดข้อมูลที่แสดงลักษณะและคุณสมบัติของแอททริบิวต์หนึ่งเช่น เอนทิตี้สินค้า ประกอบด้วย แอททริบิวต์รหัสสินค้า ประเภท ชื่อ ราคาต่อหน่วย เป็นต้น</p></li></ul><p><br></p><p><strong><mark>ชนิดของฐานข้อมูล</mark></strong></p><p>รูปแบบของฐานข้อมูลจะขึ้นอยู่กับมุมมองหรือความสนใจของผู้พัฒนาฐานข้อมูล จนเกิดเป็นแบบจำลอง (Model)</p><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่</p><p>• ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarhical Database)</p><p>• ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)</p><p>• ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</p><p><br></p><p><strong><mark>ประโยชน์ของฐานข้อมูล</mark></strong></p><p>1. <strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:47:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180699314</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>bam09041</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180703616</link>
         <description><![CDATA[<p>กนกวรรณ รุ่งโรจน์</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> </p><p>แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ 4.2 โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล</p><p> <strong>2 .คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p> <strong>3.ชนิดของฐานจ้อมูล</strong></p><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><strong>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p>1.การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:51:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180703616</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180704503</link>
         <description><![CDATA[<p>นัยนา นนทะวงษ์</p><p>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p>แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ <strong>คือ</strong> 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p>ข้อมูลเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในระบบคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ต้องป้อนเข้าไปใน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คอมพิวเตอร์ โดยผู้พัฒนาโปรแกรมจำเป็นที่จะต้องรู้จักข้อมูลโดยผู้พัฒนาโปรแกรมจำเป็นที่จะต้อง<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รู้จักข้อมูลและความสำคัญของข้อมูลแต่ละประเภทที่นำมาใช้ในการเขียนโปรแกรม ข้อมูลที่สามารถ<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ได้มี 5 ประเภท คือ ข้อมูลตัวเลข (Numeric Data) ข้อมูลตัวอักษร (Text Data)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ข้อมูลเสียง (Audio Data)&nbsp;ข้อมูลภาพ (Images Data) และข้อมูลภาพเคลื่อนไหว (Video Data)<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong>ระดับโครงสร้างของข้อมูล (Data Structure)</strong><br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในการนำข้อมูลไปใช้นั้นมีระดับโครงสร้างของข้อมูลดังนี้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. บิต (Bit)&nbsp;คือ ข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจและ<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นำไปใช้งานได้ ซึ่งได้แก่ เลข 0 หรือ เลข 1 เท่านั้น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ไบต์ (Byte)&nbsp;คือ เป็นการนำบิตหลายๆ บิตมาเรียงต่อรวมกันเพื่อกำหนดค่าได้มากชึ้น เช่น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3 บิต มาต่อเรียงกันจะทำให้เกิดสถานะที่ต่างกันคือ 000,001,010,100,011,101,110 และ 111 ก็จะได้<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็น 8 สถานะ เมื่อนำบิตมาเรียงต่อกันรวมกันเป็น 8 บิต เรียกว่าไบต์ มี 256 สถานะ และกำหนดเป็น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;โครงสร้างข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุดที่ใช้งานได้ มีค่าตั้งแต่ 0-255 (00000000-11111111) เช่น 0,1 ถึง<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;9,A,B, ถึง Z และเครื่องหมายต่างๆ ซึ่ง 1 ไบต์จะเท่ากับ 8 บิต หรือ ตัวอักขระ 1 ตัว เป็นต้น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. ฟิลด์ (Field)&nbsp;คือ ไบต์ หรืออักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไปรวมกันเป็นฟิลด์ เช่น เลขประจำตัว &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;,ชื่อนักเรียน, นามสกุล, ที่อยู่ ฯลฯ เป็นต้น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. เรกคอร์ด (Record) คือ ฟิลด์ตั้งแต่ 1 ฟิลด์ ขึ้นไป ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องรวมกันเป็น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เรกคอร์ด เช่น ชื่อนักเรียน นามสกุล ที่อยู่ ห้องเรียน ครูประจำชั้น เลขประจำตัวนักเรียน ข้อมูลของ<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;นักเรียน 1 คน เป็น 1 เรกคอร์ด<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;5. ไฟล์ (Files) หรือแฟ้มข้อมูล&nbsp;คือ เรกคอร์ดหลายๆ เรกคอร์ดรวมกัน ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เช่น ข้อมูลของประวัตินักเรียนแต่ละคนรวมกันทั้งหมด เป็นไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับประวัตินักเรียน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ของโรงเรียน เป็นต้น<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;6. ฐานข้อมูล (Database)&nbsp;คือ การเก็บรวบรวมไฟล์ข้อมูลหลายๆ ไฟล์ที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้า</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้วยกัน เช่น ไฟล์ข้อมูลของนักเรียนที่เรียนในแผนกต่างๆ ข้อมูลครูผู้สอน ข้อมูล</p><p>วิชาที่เรียน ข้อมูลผล</p><p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเรียน มารวมกันเป็นฐานข้อมูลของโรงเรียน เป็นต้น<br>2.ศัพท์พื้นฐานของฐานข้อมูล</p><p>2. เค้าร่างของฐานข้อมูล</p><p>3. ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้</p><p>4. ระดับของข้อมูล</p><p>5. รูปแบบของฐานข้อมูล</p><p><br/></p><p>2 1. ศัพท์พื้นฐานของฐานข้อมูล</p><p>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation)</p><p>- แอททริบิวต์ (Attribute)</p><p>- ความสัมพันธ์ (Relationship)</p><p>- ทูเพิล (Tuple)</p><p>- คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality)</p><p>- คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier)</p><p>- โดเมน (Domain)</p><p><br/></p><p>3 2. เค้าร่างของฐานข้อมูล</p><p>หมายถึง ชื่อของเอนทิตี้ และรายละเอียดของแต่ละเอนทิตี้</p><p>ประกอบด้วยแอททริบิวต์อะไรบ้าง มีลักษณะความสัมพันธ์</p><p>ของข้อมูลในเอนทิตี้อย่างไร</p><p><br/></p><p>4 3. ความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้</p><p>ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง</p><p>(One-to-one Relationship)</p><p>ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม</p><p>(One-to-many Relationship)</p><p>ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม</p><p>(Many-to-many Relationship)</p><p><br/></p><p>5 4. ระดับของข้อมูล 1. ระดับภายนอกหรือวิว (External Level หรือ View)</p><p>2. ระดับแนวคิด (Conceptual Level)</p><p>3. ระดับภายใน (Internal level หรือ Physical Level)</p><p><br/></p><p>6 5. รูปแบบของฐานข้อมูล</p><p>1. ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Database)</p><p>2. ฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น (Hierarchical Database)</p><p>3. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)</p><p>3.ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)  สัมพันธ์เป็นฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจุบัน</p><p>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:51:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180704503</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180714295</link>
         <description><![CDATA[<p>เตชพัฒน์ ธรรมฤทธิ์</p><p><strong>1.โครงสร้างข้อมูล</strong> (<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Data structure) เป็นวิธีการจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ่อยครั้งที่การเลือกโครงสร้างข้อมูลที่เหมาะสมจะทำให้เราสามารถเลือกใช้<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5">ขั้นตอนวิธี</a>ที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกันได้ การเลือกโครงสร้างข้อมูลนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นจากการเลือก<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1">แบบชนิดข้อมูลนามธรรม</a> โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบเป็นอย่างดีจะสามารถรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วงโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งในแง่ของเวลาและหน่วยความจำ</p><p>โครงสร้างข้อมูลแต่ละแบบจะเหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน และโครงสร้างข้อมูลบางแบบก็ออกแบบมาสำหรับบางงานโดยเฉพาะ อย่างเช่น <a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B5">ต้นไม้แบบบี</a>จะเหมาะสำหรับระบบงาน<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5">ฐานข้อมูล</a></p><p>ในกระบวนการออกแบบ<a rel="noopener noreferrer nofollow" href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">โปรแกรมคอมพิวเตอร์</a> การเลือกโครงสร้างข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งจากการพัฒนาระบบงานใหญ่ๆได้แสดงให้เห็นว่า ความยากในการพัฒนาและประสิทธิภาพของระบบจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างข้อมูลที่เลือกใช้อย่างมาก หลังจากตัดสินใจเลือกโครงสร้างข้อมูลที่จะใช้แล้วก็มักจะทราบถึงขั้นตอนวิธีที่ต้องใช้ได้ทันที แต่ในบางครั้งก็อาจจะกลับกัน คือ การประมวลผลที่สำคัญๆของโปรแกรมได้มีการใช้ขั้นตอนวิธีที่ต้องใช้โครงสร้างข้อมูลบางแบบโดยเฉพาะ จึงจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกโครงสร้างข้อมูลด้วยวิธีการใด โครงสร้างข้อมูลที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากอยู่ดี</p><p>แนวความคิดในเรื่องโครงสร้างข้อมูลนี้ส่งผล กับการพัฒนาวิธีการมาตรฐานต่างๆในการออกแบบและเขียนโปรแกรม หลายภาษาโปรแกรมนั้นได้พัฒนารวมเอาโครงสร้างข้อมูลนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของระบบโปรแกรม เพื่อประโยชน์ในการใช้ซ้ำ</p><p><br/></p><ol start="2"><li><p>นิยามและ<strong>คำ</strong>ศัพท์<strong>พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong> บิท (Bit) หมายถึง หน่วยของ<strong>ข้อมูล</strong>ที่มีขนาดเล็กที่สุด</p></li><li><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong> ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p></li><li><p>1. <strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:57:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180714295</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180714667</link>
         <description><![CDATA[<p>พชรพล แสงยอด</p><p>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p><br/></p><p>โครงสร้างของฐานข้อมูล แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 1. โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ </p><p>2. โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในฐานข้อมูล </p><p><br/></p><p>2.คำศัพท์พื้นฐาน </p><p>เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล </p><p><br/></p><p>3.ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>โดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ </p><p>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database) </p><p>ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) </p><p><br/></p><p>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล </p><p>1. การค้นหา<strong>ข้อมูล</strong>ที่<strong>มี</strong>จำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว </p><p>2.&nbsp;<strong>มี</strong>ขนาดเล็กกว่า </p><p>3. ไม่มี<strong>ข้อมูล</strong>ซ้ำซ้อน (Redundancy) </p><p>4. ป้องกัน<strong>ข้อมูล</strong>ขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตรา<strong>ฐาน</strong>ได้ </p><p>6. ใช้<strong>ข้อมูล</strong>ร่วมกันได้ </p><p>7.&nbsp;<strong>มี</strong>ระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งาน<strong>ของ</strong>ผู้ใช้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 02:58:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180714667</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>ntthwtk67</author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180721305</link>
         <description><![CDATA[<p>ณัฐวุฒิ แก้วศรี</p><p><strong>1โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p>2 1. <strong>ศัพท์พื้นฐาน</strong>ของ<strong>ฐานข้อมูล</strong>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p>3ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong> ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p>4ประโยชน์ของฐานข้อมูล1. <strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 03:01:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180721305</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180722026</link>
         <description><![CDATA[<p>นันประภา</p><ol><li><p>﻿﻿﻿โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p><strong>โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p></li><li><p>คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</p><p><strong>ศัพท์พื้นฐาน</strong>ของ<strong>ฐานข้อมูล</strong>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p></li><li><p>ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>ชนิดของฐานข้อมูลในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong></p></li><li><p>ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p><p>1. <strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p></li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 03:02:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180722026</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180728545</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>ปาริตา น้อยนาจ </p><p>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</p><p><strong>โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>2.คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>ศัพท์พื้นฐาน</strong>ของ<strong>ฐานข้อมูล</strong>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple) - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</p><p>3.ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  <strong>ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</strong> ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p><p><strong>การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว</strong> 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 03:05:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180728545</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180754184</link>
         <description><![CDATA[<p>นรีกานต์ จันทร์สาม</p><p><strong>1.โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong> แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงกายภาพ (physical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บ<strong>ข้อมูล</strong>ในสื่อต่างๆ 4.2 <strong>โครงสร้าง</strong>เชิงตรรกะ (logical data structure) เป็น<strong>โครงสร้าง</strong>ที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์<strong>ของข้อมูล</strong>ใน<strong>ฐานข้อมูล</strong></p><p><br/></p><p><strong>2.ศัพท์พื้นฐานของฐานข้อมูล</strong></p><p><strong>- เอนทิตี้ (Entity) หรือ ตาราง (Table) หรือ รีเลชั่น (Relation) - แอททริบิวต์ (Attribute) - ความสัมพันธ์ (Relationship) - ทูเพิล (Tuple)</strong></p><p><strong> - คาร์ดินาลิตี้ (Cardinality) - คีย์หลัก (Primary Key)หรือ ค่าเอกลักษณ์ (Unique Identifier) - โดเมน (Domain)</strong></p><p><br/></p><p>3.ชนิดของฐานข้อมูล</p><p>การพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  1ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น (Hierarchical Database)  2ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย </p><p>(Network Database) </p><p>3 ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><br/></p><p>4.ประโยชน์ของฐานข้อมูล</p><p>1 การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว </p><p>2. มีขนาดเล็กกว่า </p><p>3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) </p><p>4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ </p><p>6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ </p><p>7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 03:18:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180754184</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180820228</link>
         <description><![CDATA[<p>น.สบุณยานุช พิมสอน</p><p><br/></p><p><strong>โครงสร้างของฐานข้อมูล</strong></p><p>แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ 4.1 โครงสร้างเชิงกายภาพ (physical data structure) เป็นโครงสร้างที่กำหนดจากวิธีการจัดเก็บข้อมูลในสื่อต่างๆ 4.2 โครงสร้างเชิงตรรกะ (logical data structure) เป็นโครงสร้างที่เกิดจากการกำหนดรูปแบบ และความสัมพันธ์ของข้อมูล</p><p><br/></p><p><strong>คำศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูล</strong></p><p>เพื่อให้รู้จักคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องของการประมวลผลในระบบแฟ้มข้อมูล ซึ่งมีการแบ่งระดับของข้อมูลในฐานข้อมูลไว้ดังต่อไปนี้</p><p><br/></p><p>1.2.1 บิต (Bit) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่มีขนาดเล็กที่สุด เป็นข้อมูลที่มีการจัดเก็บในลักษณ์ของเลขฐานสองคือ 0 กับ</p><p><br/></p><p>1.2.2 ไบต์ (Byte) หมายถึง หน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำบิตมารวมกันเป็นตัวอักขระหรือตัวอักษร (Character)</p><p><br/></p><p>1.2.3 ฟิลด์ (Field) หมายถึง เขตข้อมูลหรือหน่วยของข้อมูลที่ประกอบขึ้นจากไบต์หรือตัวอักขระตั้งแต่หนึ่งตัวขึ้นไป มารวมกันแล้วได้ความหมายเป็นคำ ข้อความ หรือของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเช่น ชื่อ ตำแหน่ง อายุ เป็นต้น</p><p><br/></p><p>1.2.4 ไฟล์ (File) หมายถึง แฟ้มข้อมูลหรือหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำข้อมูลหลาย ๆ ระเบียนที่เป็นเรื่องเดียวกันเช่น แฟ้มข้อมูล ส่วนในระบบฐานข้อมูล ก็จะมีคำศัพท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p><p><br/></p><p>1.2.5 เอนทิตี้ (Entity) หมายถึง ชื่อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เปรียบเสมือนคำนามได้แก่ คน สถานที่ สิ่งของ การกระทำ ซึ่งต้องการจัดเก็บข้อมูลไว้ เช่น เอนทิตี้นักเรียน เป็นต้น</p><p><br/></p><p>1.2.6 เรคคอร์ด (Record) หมายถึง ระเบียน หรือหน่วยของข้อมูลที่เกิดจากการนำเอาฟิลด์หรือเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลที่เกี่ยวข้องมารวมกัน เพื่อเกิดเป็นรายการข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง</p><p><br/></p><p>1.2.7 แอททริบิวต์ (Attribute) หมายถึง รายละเอียดข้อมูลที่แสดงลักษณะและคุณสมบัติของแอททริบิวต์หนึ่งเช่น เอนทิตี้สินค้า ประกอบด้วย แอททริบิวต์รหัสสินค้า ประเภท ชื่อ ราคาต่อหน่วย เป็นต้น</p><p><br/></p><p>บางเอนทิตี้ก็ยังอาจประกอบด้วยข้อมูลหลายส่วน หลายแอททริบิวต์ย่อยมารวมกัน เช่น แอททรริบิวต์ที่อยู่พนักงานประกอบด้วย บ้านเลขที่ ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด เช่นนี้แล้ว แอททรริบิวต์ที่อยู่พนักงานจึงเรียกว่าเป็น แอทรริบิวต์(Composite Attribute)</p><p><br/></p><p><strong>ชนิดของฐานข้อมูล</strong></p><p>ในการพัฒนาเป็นฐานข้อมูลหลายรูปแบบโดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่  ฐานข้อมูลแบบลาดับชั้น(Hierarchical Database)  ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database)  ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database) ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์(Relational Database)</p><p><strong>ประโยชน์ของฐานข้อมูล</strong></p><p>1. การค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน ได้รวดเร็ว 2. มีขนาดเล็กกว่า 3. ไม่มีข้อมูลซ้ำซ้อน (Redundancy) 4. ป้องกันข้อมูลขัดแย้ง (Inconsistency) ได้ 5. บังคับให้เกิดมาตราฐานได้ 6. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 7. มีระบบรักษาความปลอดภัย (Security) เช่น กำหนดสิทธิ์ในการใช้งานของผู้ใช้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2024-10-22 04:03:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/kwanrudeev15/rdc9nr2vmr197wbp/wish/3180820228</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
