<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>นักเรียน 3/8 ตอบคำถามต่อไปนี้ by weerawit Glumjalreon</title>
      <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38</link>
      <description>1.จงบอกความหมายของเทคโนโลยี
2.เทคโนโลยีเกี่ยวของกับมนุษย์อย่างไร
3.ปัจจัยทีทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่างประกอบ
4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-12-06 03:12:28 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-11-10 00:52:26 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Rocket.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>พรพรรณ จันทร์นิยม เลขที่38 ม.3/8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213575148</link>
         <description><![CDATA[<div>1.วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม<br>2.ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ<br>3.-ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ&nbsp;<br>-ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>-‎ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG)&nbsp;<br>-‎ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์<br>-การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์<br>4.การดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 04:44:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213575148</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ภยุพล อักโขพันธุ์ ม.3/8 เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213576655</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง วิธีการปฏิบัติ ที่มีการจัดลำดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง เป็นต้น<br>2.ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิต<br>3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์<br>4. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 04:58:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213576655</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.อนันตญา รักรัตน์ ม.3/8 เลขที่48</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213578735</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยีหมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ช่วยในการทำงาน และนำวิทยาศาสตร์มาแระยุกต์ใช้ให้เกิดปะโยชน์<br>2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือ วิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี<br>3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการในการใช้ชีวิต คือปัจจัยทั้ง4 เช่นเทคโนโลยีอาหาร คือการประดิษฐ์เครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวข้าว ความต้องการทางความบรรเทิง เช่น วิทยุ โทรทัศน์<br>4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 05:26:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213578735</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.นิสาลักษณ์ เงินสมบัติ ม.3/8 เลขที่33</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213582542</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยีหมายถึงสิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อข่วยในการทำงานหรือปัญหาต่างๆ<br>2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของมนุษย์<br>3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีคือ<br>-ความจำเป็นในการดำรงชีวิตเนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย4ในการดำรงชีวิต<br>-ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติเช่น แผ่นดินไหว<br>-ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆเช่น กล้องโทรทัศน์<br>-ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน เช่น เครื่องเล่นแผ่นซีดี<br>4.ความสำคัญของเทคโนโลยีคือเป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:03:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213582542</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.โชติภัทร  ปลื้มจิตรอมร ชั้น ม.3/8 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583286</link>
         <description><![CDATA[<div>1. คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น<br> 2.    การใช้โทรศัพท์ หรืออินเตอร์เน็ต              สังคมเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีในด้าน<br> การ ศึกษา จัดระบบในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทกับมนุษย์จนเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์<br> 3. 3.1)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ<br> 3.2) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>  3.3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์  เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง เครื่องวัดคลื่นหัวใจ ระบบการตรวจพิสัยไกล ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>   3.4)ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ของมนุษย์ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์<br> 4. 4.1)เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์<br>     4.2)เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา<br>     4.3)เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:09:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583286</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583637</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:12:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583637</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.อานุภาพ  ลิ้มกุลวราภิวัฒน์   ม.3/8 เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583646</link>
         <description><![CDATA[<div>1. คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น</div><pre> 2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือ วิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี 
3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์</pre><div> 4. 4.1)เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์<br>     4.2)เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา<br>     4.3)เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:12:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583646</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ชณิดา จันทรโชติ ม.3/8 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583823</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี &nbsp; ( Technology )&nbsp; คือการประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์&nbsp; ที่เกี่ยวข้องการผลิต&nbsp; การสร้างวิธีการดำเนินงาน&nbsp; และรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ&nbsp; ที่ไม่ได้มีในตามธรรมชาติโลกแห่งเทคโนโลยียุคนี้&nbsp; ทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกจากเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันมากมายนับไม่ถ้วน<br>2.<strong>เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร<br></strong>ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ เป็นต้น ในการแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป<br>3.‎ <strong>ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้าง เช่น<br></strong>&nbsp;1 .) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ<br>&nbsp; 2 .) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>&nbsp;3 .) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br><br><strong>4.ความสำคัญของเทคโนโลยี</strong><br> 1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์&nbsp;<br> 2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา&nbsp;<br> 3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ<br><br></div><div><strong><br></strong><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:14:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213583823</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย อถิสิทธิ์ สนบ้านแพ้ว ม.3/8 เลขที่ 24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213584129</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:17:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213584129</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.วริษา ทรัพย์ส่งแสง ม.3/8 เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213585140</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ <br>2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร<br>  ใน  โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ และในบางครั้งคนเราก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไปว่ากำลังใช้และพึ่งพาเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน ล้วนได้รับการพัฒนามาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจนนำมาผลิตเป็นสิ่งของเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์มากมาย และเราได้ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันจนเกิดความเคยชิน<br>3. <strong>ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี <br></strong>      1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์<br><br> 2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ<br>4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร<br>ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น </div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:27:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213585140</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายเกียรติศักดิ์ แสงสุขวาว ม.3/8 เลขที่2</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213587480</link>
         <description><![CDATA[<div>1)</div><div> | เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์</div><div>2)</div><div><br> | อำนวยความสะดวกให้ชีวิตของมนุษย์ง่ายขึ้น |<br><br></div><div>3)      1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ</div><div>    2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา</div><div><br></div><div>        3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div>    4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div>      5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์</div><div>4)<strong>ความสำคัญของเทคโนโลยี</strong></div><div><br></div><div>1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ </div><div>2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา </div><div>3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ </div><div>              ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นจนสามารถสร้าง นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ การผลิตและ การใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่  ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง  สิ่งแวดล้อม  และวัฒนธรรม  เทคโนโลยีทำให้สังคมโลกที่เรียบง่าย กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้น  ก่อให้เกิดกระแสแห่งความไร้พรมแดน  หรือกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็ว  จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการผสมผสาน 4 ศาสตร์ เข้าด้วยกันได้แก่ อิเล็อทรอนิกส์  โทรคมนาคม  และข่าวสาร  (Electronics , Computer ,Telecomunication and Information หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ECTI ) ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว  สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่าง  ๆ ได้พร้อมกัน  สามารถบริหารจัดการและตัดสินใจได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และธุรกรรมการเงินทได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเทคโนโลยีกำลังทำโลกใบนี้ “เล็กลง” ทุกขณะ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/245249117/214afac8111d1967961b0c3a842dfe76/83AC25BE_C607_4820_BD60_A40F937048F3.jpeg" />
         <pubDate>2017-12-06 06:48:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213587480</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.สุชาดา  ทองขาว ม.3/8 เลขที่46</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213587879</link>
         <description><![CDATA[<div>1. เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br>2.อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ<br>3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ เช่น   ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ความจำเป็นในการดำรงชีวิต <br>4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:53:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213587879</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญชนม์พรรธน์ จุฑารัตน์ ม.3/8 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588332</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="http://1.%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5">1.เทคโนโลยี</a> หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br> เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br> 2. <br> ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประจำ<br> 3.<br>         1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค<br>         ‎2..ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ<br>         ‎3.      ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>         ‎4.<br> ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์<br> 4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน ‎</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:58:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588332</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณพวัฒน์ ยางงาม ม3/8 เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588363</link>
         <description><![CDATA[<div>1)เทคโนโลยี  หมายถึง  การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น </div><div><br></div><div>2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี</div><div><br></div><div>       3)  -ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา</div><div><br></div><div>-ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div><br></div><div>-การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์</div><div><br></div><div>4)- ลดเวลาในการทำงาน โดยการนำเอาเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลข้อมูลมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และยังสามารถจัดเรียง แก้ไข และสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว</div><div><br></div><div>  - ลดต้นทุน เพราะระบบสารสนเทศนั้นสามารถจัดการกับงานที่มีความซับซ้อนได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น และต้นทุนในการดำเนินงาน รวมไปถึงค่าบุคลากรอีกด้วย</div><div><br></div><div>    - ระบบสารสนเทศช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี โดยช่วยในการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเพิ่มความสะดวกในการสื่อสารข้อมูล จัดเรียง สืบค้นข้อมูล และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน </div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 06:58:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588363</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.นิพนธ์ คงความสุข ชัันม.3/8 เลขที่11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588501</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์<br>2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร</div><div> ใน โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ<br>3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี </div><div> 1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้<br>2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค<br>4.ความสำคัญของเทคโนโลยี</div><div>1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ </div><div>2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา </div><div>3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 07:00:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213588501</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ. ภัครดา สกุลธัญภัค ชั้นม.3/8 เลขที่ 39</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213597995</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เทคโนโลยี หมายถึงการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อให้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หรือหมายถึงการนำความรู้ ทักษะ และทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกหรือตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ เช่น การนำทรายซึ่งเป็นสารประกอบของซิลิกอนที่มีราคาต่ำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์และไอซี ซึ่งไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้ทำชิพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ ทำให้มีราคาสูงเทคโนโลยีจึงเป็นหนทางที่จะช่วยพัฒนาให้สินค้าและบริการต่าง ๆมีมูลค่าเพิ่มขึ้น&nbsp;<br>2 เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร คือ&nbsp;<br>มนุษย์ มีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่อดีตกาล ผ่านการดำรชีวิตมาในรูปแบบต่างๆตามยุคตามสมัยและมีการดำรงชีวิตในแต่ละยุค ที่ไม่เหมือนกัน อาจจะมีคล้ายกันบางแต่ก็ไม่เหมือนกันซะที่เดียว ซึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีการประสบพบเจอกับเรื่องหรือปัญหา ต่างๆทำให้มนุษย์เกิดการคิด คิดที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อแก่ปัญหานั้นๆ แรกเริ่มอาจจะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแล้วจากนั้นจึงมีการพัฒนาและต่อยอด ความคิดนั้นให้สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม จนสามารถแก้ปัญหานั้นได้และมนุษย์ก็มีการคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการ เกิดความคิดประดิษฐ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีมากมายตามยุคสมัยของมนุษย์ เทคโนโลยีเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดจากความคิดและการพัฒนาขึ้นของมนุษย์ เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดัง ปัจจุบัน&nbsp;<br>3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง<br>1).ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย&nbsp;<br>2).ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>3).ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>4).ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div>4เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร<br><br></div><div>ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกัน<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 07:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213597995</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ณัชพล รังษีรัตนทิพ ม.3/8 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605623</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:39:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605623</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ปรเมศวร์ ศรีสุขรื่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605659</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="http://1.xn--42c1bh0bo1h3csab/">1.เทคโนโลยี</a> หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br>2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร</div><div>&nbsp;ใน โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ<br>3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี&nbsp;</div><div>&nbsp;1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้<br>2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค</div><div><br>4เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร<br><br></div><div>ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:39:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605659</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605897</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.อิสรา บัวสร</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:41:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213605897</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ภรันยู กุลธนภัทร์ ชั้นม.3/8 เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606048</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม</div><div>2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท</div><div>3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง</div><div>1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ</div><div>2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา</div><div>3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div>4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div>4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:41:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606048</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ศศิศ บุตรพา ม.3/8 เลขที่ 21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606275</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ข้อ1.) เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้&nbsp;</div><div>ข้อ2.) อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตด้านต่างๆ</div><div>ข้อ3.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เช่น</div><div>1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน</div><div>2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตในด้านต่างๆ</div><div>ข้อ4.) ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:43:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้นม.3/8 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606487</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อนช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้อละก่ให้เกิดประโยช์น<br>2.</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:44:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606487</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.วิธวินท์ พลบนิน เลขที่20ม.3/8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606510</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม</div><div>2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท</div><div>3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง</div><div>1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ</div><div>2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา</div><div>3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div>4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div>4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน</div><div><br></div><div>         เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:44:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606510</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.ณัชพล รังษีรัตนทิพ เลขที่6 ม3/8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606945</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ1.) เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้&nbsp;</div><div>ข้อ2.) อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตด้านต่างๆ</div><div>ข้อ3.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เช่น</div><div>1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน</div><div>2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตในด้านต่างๆ</div><div>ข้อ4.) ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:46:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606945</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช.สมปอง คานหัวเราะ ม.3/8เลขที่ 23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606993</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; 1.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม</div><div>&nbsp;2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท</div><div>&nbsp;3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง</div><div>3.1) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ</div><div>3.2) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา</div><div>3.3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</div><div>3.4) ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์</div><div> 4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:46:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213606993</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608141</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:52:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้น.3/8 เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608147</link>
         <description><![CDATA[<pre>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหา เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้และก่อให้เกิดประโยช์น
2.มีบทบาทในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก เพราะเข้ามาอำนวยความสะดวก
3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีได้แก่
3.1.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เทคโนโลยีทางอาหารเป้นต้น
3.2.ความต้องการให้รอดพ้นต่อภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วมเป็นต้น
3.3.ความใฝ่รุ้ของมนุษย์เช่น กล้องจุลทรรศ์
3.4.ควาทต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน
3.5.การปราบปรามและป้องกัน
4.ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ</pre>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:52:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608147</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.สุชานาฎ ศรีษะดล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608275</link>
         <description><![CDATA[<div>1.วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม.<br>&nbsp;2.อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต<br>&nbsp;3.1)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่นปัจจัย4<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2)ความต้องการให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3)ความใฝ่รู้ของมนุษย์ เช่นกล้องจุลทรรศน์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4)ความต้องการความบรรเทิงและพักผ่อนเช่นเครื่องเล่นดีวีดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;5)การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์<br>&nbsp;4.เป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:52:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608275</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ปณัฐดา สามพ่วงบุญ ชั้นม.3/8 เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608357</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>2.เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด<br>3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ เช่น ความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น&nbsp; ความใฝ่รู้ของมนุษย์ &nbsp; การป้องกันเเละปราบปรามอาชญากรรม&nbsp; ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากธรรมชาติ เป็นต้น<br>4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:53:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608357</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.ธนภรณ์ เอื้อเฟื้อ ม.3/8 31</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608431</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>&nbsp;เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br>&nbsp;2. ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br>&nbsp;3. &nbsp; 1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ &nbsp; 2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา &nbsp; 3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์<br>4.เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:53:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608431</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608660</link>
         <description><![CDATA[<div>ด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:55:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608660</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.บุณยภัทร อังคสยาวัฒน์ ม.3/8 เลขที่34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608694</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้&nbsp;<br>2.ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก<br>3. 1). ความจำเป็นในการดำรงชีวิต<br>&nbsp;2). ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ<br>&nbsp;3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ<br>&nbsp; 4)ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้&nbsp;<br>4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:55:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608694</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เด็กหญิงอรกัญญา ชัยทัพ ชั้นม.3/8 เลขที่ 49</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608874</link>
         <description><![CDATA[<div>1.จงบอกความหมายของเทคโนโลยี<br>&nbsp;เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ</div><div>2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร<br>&nbsp;เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในการพัฒนาในด้านต่างๆเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น เทคโนโลยีกับการพัฒนา&nbsp; เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการเกษตร เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการสื่อสาร&nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกอบ<br>&nbsp;1.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 2.ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ 3.ความใฝ่รู้ของมนุษย์ 4.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน 5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม</div><div>4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร<br>&nbsp;ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก&nbsp; เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 08:56:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213608874</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.รุ่งนะภา คำกงลาด ม.3/8 เลขที่40</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213609844</link>
         <description><![CDATA[<div>1)การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น&nbsp;</div><div>&nbsp;2.)เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</div><div>.3.)&nbsp; 3.1ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย&nbsp;<br>3.2ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>3.3ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด<br>3. 4ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์<br>3.5การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์<br>4.)เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:01:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213609844</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213610547</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.อิสรา บัวสรวง 3/8 เลขที50</div><div>1)ตอบ&nbsp;</div><div>&nbsp;สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ</div><div>2)ตอบ ในยุคนี้คงจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าเทคโนโลยีไม่มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงการเข้านอน ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ชีวิตประจำวันมีแต่ความเร่งรีบต้องแข่งขันกับเวลา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานแล้วยังช่วยย่นระยะเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สั้นลง</div><div>&nbsp;3)ตอบ 1 ความต้องการความบันเทิง 2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 3.ความใฝ่รู้ของมนุษย์ 4.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม 5.การอยู่รอดให้พ้นภัยธรรมชาติ</div><div>4)ตอบ การนำเอาเทคโนโลยีการศึกษามาใช้นั้น ส่วนใหญ่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ในด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะปัญหาทางด้านการศึกษามากมาย เช่น - ปัญหาผู้สอน - ปัญหาผู้เรียน - ปัญหาด้านเนื้อหา - ปัญหาด้านเวลา ปัญหาเรื่องระยะทางนอกจากนั้นการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอน ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนและเพิ่มประสิทธิผลทางการศึกษาอีก ด้วยคณะกรรมการด้านเทคโนโลยีการศึกษา</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:05:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213610547</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส ปภาวรินท์ ทองเต็ม ม3/8 เลขที่36</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213610593</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ</div><div>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ</div><div>ลักษณะของเทคโนโลยี<br>2.ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ เป็นต้น ในการแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป<br>3. 1ความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน<br>2ความอยู่รอดของมนุษย์<br>3ความใฝ่รู้ของมนุษย์<br>4ความต้องการความบันเทิงและการผักผ่อน<br>5การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม<br>ยกตัวอย่าง การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค เกี่ยวกับเทคโนโลยียารักษา<br>4.1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์&nbsp;</div><div>2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา&nbsp;</div><div>3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ&nbsp;</div><div><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:05:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213610593</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.วิศรุตา โสมประยูร ม.3/8 เลขที่44</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213611151</link>
         <description><![CDATA[<div><br>&nbsp;<br>&nbsp;1เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>&nbsp;เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br>&nbsp;<br>&nbsp;2 มนุษย์ มีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่อดีตกาล ผ่านการดำรงชีวิตมาในรูปแบบต่างๆตามยุคตามสมัยและมีการดำรงชีวิตในแต่ละยุค ที่ไม่เหมือนกัน อาจจะมีคล้ายกันบางแต่ก็ไม่เหมือนกันซะที่เดียว ซึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีการประสบพบเจอกับเรื่องหรือปัญหา ต่างๆทำให้มนุษย์เกิดการคิด คิดที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อแก่ปัญหานั้นๆ แรกเริ่มอาจจะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแล้วจากนั้นจึงมีการพัฒนาและต่อยอด ความคิดนั้นให้สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม จนสามารถแก้ปัญหานั้นได้และมนุษย์ก็มีการคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการ เกิดความคิดประดิษฐ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีมากมายตามยุคสมัยของมนุษย์ เทคโนโลยีเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดจากความคิดและการพัฒนาขึ้นของมนุษย์ เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดัง ปัจจุบัน การเพิ่มจำนวนของประชากรและข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์เองก็มีความสัมพันธ์กันมากเพราะเทคโนโลยีเกิดจาก พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอย่าง ต่อเนื่อง&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;3 ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ<br>&nbsp;<br>&nbsp;4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:07:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213611151</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.วิชัญญา ผุยรอด ม.3/8 เลขที่ 43</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213612440</link>
         <description><![CDATA[<div><br> 1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆรวมทั้งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ <br>  สรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ<br>  2. ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิต ทำให้สามารถติดต่อกันได้  ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้  ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง <br>  3.   1.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต <br>   2.) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ <br>   3.) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ <br>  4.) ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ <br>  5.) การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี <br> 4.เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:12:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213612440</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย อภิสิทธิ์ สนบ้านแพ้ว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213614139</link>
         <description><![CDATA[<div>1.เทคโนโลยี<br>วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม.<br><br>2.เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างไร<br>ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิถาพ<br><br>3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี ประกอบด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์<br><br>4.ความสำคัญของเทคโนโลยี<br><br>1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์&nbsp;<br>2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา&nbsp;<br>3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ&nbsp;<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา &nbsp;วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นจนสามารถสร้าง นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ การผลิตและ การใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ &nbsp;ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง &nbsp;สิ่งแวดล้อม &nbsp;และวัฒนธรรม &nbsp;เทคโนโลยีทำให้สังคมโลกที่เรียบง่าย กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้น &nbsp;ก่อให้เกิดกระแสแห่งความไร้พรมแดน &nbsp;หรือกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็ว &nbsp;จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการผสมผสาน 4 ศาสตร์ เข้าด้วยกันได้แก่ อิเล็อทรอนิกส์ &nbsp;โทรคมนาคม &nbsp;และข่าวสาร &nbsp;(Electronics , Computer ,Telecomunication and Information หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ECTI ) ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว &nbsp;สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่าง &nbsp;ๆ ได้พร้อมกัน &nbsp;สามารถบริหารจัดการและตัดสินใจได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และธุรกรรมการเงินทได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเทคโนโลยีกำลังทำโลกใบนี้ “เล็กลง” ทุกขณะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 09:18:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213614139</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ช. ปฐมพงศ์ อบมาลี ม.3/8 เลขที่ 12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213629125</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1. เทคโนโลยี </strong>หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์&nbsp;<br>2.ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี<br>3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์<br>4.ความสำคัญของเทคโนโลยี<br>1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์&nbsp;<br>2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา&nbsp;<br>3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-06 10:14:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213629125</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ศิริภัทร ศรีสุวรรณภัทร 3/8 เลขที่ 22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213972242</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>(1)เทคโนโลยี </strong>หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ <br>(2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี<br>(3)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์<br>(4)ความสำคัญของเทคโนโลยี<br>1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ <br>2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา <br>3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-07 03:23:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/213972242</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ชวินธร วุฒิศาสตร์3/8  เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/214043893</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>(1)เทคโนโลยี </strong>หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ<br>เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ <br>(2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี<br>(3)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์<br>(4)ความสำคัญของเทคโนโลยี<br>1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ <br>2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา <br>3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาต</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-12-07 10:45:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/214043893</guid>
      </item>
      <item>
         <title>JOHNCENAXDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDD</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674038</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-11-05 04:57:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674038</guid>
      </item>
      <item>
         <title>[ปิด]หน้านี้ถูกกึ่งล็อกช้างจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปยังการนำทางไปยังการค้นหา&quot;ช้าง&quot; เปลี่ยนทางมาที่นี่ บทความนี้เกี่ยวกับสัตว์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ช้าง (แก้ความกำกวม)ช้างTemporal range: Pliocene–present PreЄЄOSDCPTJKPgNA female African bush elephant in Mikumi National Park, Tanzaniaช้างพุ่มไม้แอฟริกาเพศเมียในอุทยานแห่งชาติมิคุมิ ประเทศแทนซาเนียการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์Edit this classificationUnrecognized taxon (fix):	Elephantoideaวงศ์:	Elephantidaeวงศ์ย่อย:	Elephantinaeกลุ่มที่รวมอยู่ด้วยLoxodonta Anonymous, 1827Elephas Linnaeus, 1758หน่วยที่รวมโดยแคลดิสติกส์แต่ไม่รวมโดยดั้งเดิม†Mammuthus Brookes, 1828†Palaeoloxodon Matsumoto, 1925 (technically part of Loxodonta)†Primelephas Maglio, 1970AD-thai.svg	บทความนี้ใช้ระบบคริสต์ศักราช เพราะอ้างอิงคริสต์ศักราชและคริสต์ศตวรรษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งช้าง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดในวงศ์ Elephantidae ปัจจุบันรับรองว่ามีอยู่ 3 สปีชีส์ คือ ช้างแอฟริกา, ช้างป่าแอฟริกา และช้างเอเชีย วงศ์ Elephantidaeเป็นวงศ์เดียวที่ยังไม่สูญพันธุ์ในอันดับ Proboscidea สมาชิกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น มาสโตดอน (mastodon) วงศ์ Elephantidae ยังมีกลุ่มที่บัดนี้สูญพันธุ์ไปแล้วหลายกลุ่ม รวมทั้งช้างแมมมอธและช้างงาตรง ช้างแอฟริกามีหูขนาดใหญ่กว่าและหลังเว้า ส่วนช้างเอเชียมีหูขนาดเล็กกว่าและมีหลังนูนหรือราบ ลักษณะเด่นของช้างทุกชนิดได้แก่ งวงยาว หูกางขนาดใหญ่ ขาใหญ่ และผิวหนังที่หนาแต่ละเอียดอ่อน งวงใช้สำหรับการหายใจ หยิบจับอาหารและน้ำเข้าปา และคว้าวัตถุ งาซึ่งดัดแปลงมาจากฟันตัด ใช้เป็นทั้งอาวุธและเครื่องมือสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุและขุดดิน หูกางขนาดใหญ่ช่วยในการคงอุณหภูมิกายให้คงที่ เช่นเดียวกับใช้ในการสื่อสาร ขาใหญ่เหมือนเสารองรับน้ำหนักตัว ช้างเป็นสัตว์บกขนาดใหญ่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันช้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในที่อยู่อาศัยหลากหลาย ทั้งสะวันนา ป่า ทะเลทรายและที่ลุ่มชื้นแฉะ ช้างเป็นสัตว์กินพืช และอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำเมื่อสามารถเข้าถึงได้ ช้างถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์อื่นมักรักษาระยะห่างจากช้าง โดยมีข้อยกเว้นคือสัตว์นักล่าช้าง เช่น สิงโต เสือโคร่ง ไฮยีนาและหมาป่าทุกชนิด ซึ่งปกติมักเลือกช้างอ่อนเป็นเป้าหมายเท่านั้น ช้างมีสังคมฟิชชัน–ฟิวชัน หมายความว่า กลุ่มครอบครัวหลายกลุ่มมารวมกันเข้าสังคม ช้างเพศเมีย (ช้างพัง) มักอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งอาจประกอบด้วยช้างเพศเมียหนึ่งตัวและลูกช้างหรือช้างเพศเมียหลายตัวที่มีความเกี่ยวดองกันกับลูก ๆ โดยไม่มีช้างเพศผู้ (ช้างพลาย) กลุ่มนี้มีช้างพังที่ปกติอายุมากที่สุดเป็นหัวหน้าช้างพลายออกจากลุ่มครอบครัวเมื่อถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ และอาจอยู่สันโดษหรืออยู่กับช้างพลายตัวอื่น ช้างพลายโตเต็มวัยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มครอบครัวเมื่อหาคู่และเข้าสู่ภาวะที่มีเทสโทสเตอโรนและความก้าวร้าวสูงขึ้น เรียก ตกมัน ซึ่งช่วยให้พวกมันถือความเป็นใหญ่และสืบพันธุ์ได้สำเร็จ ลูกช้างเป็นศูนย์กลางความสนใจของกลุ่มครอบครัวและต้องอาศัยแม่เป็นเวลานานสุดสามปี ช้างป่ามีชีวิตอยู่ได้ถึง 70 ปี ช้างสื่อสารกันโดยการสัมผัส การมองเห็น การรับกลิ่นและการฟังเสียง ช้างใช้อินฟราซาวน์ และการสื่อสารไหวสะเทือนเป็นระยะทางไกล สติปัญญาของช้างเทียบได้กับสติปัญญาของไพรเมตและอันดับวาฬและโลมา ช้างดูมีความสำนึกเกี่ยวกับตนเองและแสดงความเห็นใจต่อช้างที่กำลังตายหรือช้างที่ตายแล้วสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติจัดช้างแอฟริกาเป็นชนิดที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ และช้างเอเชียเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์ ภัยคุกคามต่อประชากรช้างใหญ่สุดประการหนึ่งคือการค้างาช้าง ซึ่งทำให้ช้างถูกบุกรุกเข้าไปล่าเพื่อเอางา ภัยคุกคามช้างป่าประการอื่นได้แก่การทำลายที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งกับประชากรท้องถิ่น มีการใช้ช้างเป็นสัตว์ใช้แรงงานในทวีปเอเชีย และยังมีการจัดแสดงในสวนสัตว์หรือถูกใช้ประโยชน์สำหรับความบันเทิงในละครสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์รู้จักดีและปรากฏทั้งในศิลปะ นิทานพื้นบ้าน ศาสนา วรรณกรรมและวัฒนธรรมสมัยนิยมเนื้อหา1	อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการ2	ลักษณะทางกายภาพ3	ชีววิทยาและพฤติกรรม4	ภัยคุกคาม5	มนุษย์กับช้าง6	ลูกผสม7	อ้างอิง8	ดูเพิ่มอนุกรมวิธานและวิวัฒนาการสกุลช้างแอฟริกาประกอบด้วยช้างสอง หรืออาจแย้งได้ว่า สามชนิดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะที่สปีชีส์ช้างเอเชียเป็นชนิดเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสกุลช้างเอเชีย แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่สปีชีส์ย่อย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อราว 7.6 ล้านปีก่อน[1]ช้างแอฟริกาดูบทความหลักที่: สกุลช้างแอฟริกา, ช้างแอฟริกา และ ช้างป่าแอฟริกาช้างแอฟริกาช้างในสกุล Loxodonta ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าช้างแอฟริกานั้น ปัจจุบันพบอยู่ใน 37 ประเทศในทวีปแอฟริกาช้างแอฟริกามีความแตกต่างจากช้างเอเชียหลายประการ ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือหูที่มีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียมาก นอกจากนี้ ช้างแอฟริกายังมีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียอย่างเห็นได้ชัดและมีหลังเว้า ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงา แต่ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียล้วนมีงาและมักจะมีขนน้อยกว่าช้างเอเชียช้างแอฟริกาเดิมเคยถูกจัดเป็นสปีชีส์เดียวซึ่งประกอบด้วยสองสปีชีส์ย่อย ชื่อว่า ช้างสะวันนา (Loxodonta africana africana) และช้างป่า (Loxodonta africana cyclotis) แต่การวิเคราะห์ดีเอ็นเอล่าสุดเสนอแนะว่าทั้งสองนี้อาจเป็นคนละสปีชีส์กัน[2] การแบ่งนี้ไม่ได้รับการยอมรับเป็นสากลโดยผู้เชี่ยวชาญ[3] นอกจากนี้ยังมีการเสนอช้างแอฟริกาสปีชีส์ที่สามอยู่[4]ผู้แต่งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนิวเคลียสที่สกัดมาจาก &quot;ช้างสะวันนาแอฟริกา ช้างป่าแอฟริกา ช้างเอเชีย มาสโตดอนอเมริกาซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว และแมมมอททุนดรา&quot; ได้มีข้อสรุปในปี ค.ศ. 2010 ว่าช้างสะวันนาแอฟริกาและช้างป่าแอฟริกานั้น แท้จริงแล้วเป็นคนละสปีชีส์กัน โดยระบุว่าเราได้พิสูจน์อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าช้างเอเชียเป็นสปีชีส์พี่น้องของแมมมอททุนดรา การค้นพบอันน่าประหลาดใจจากการศึกษาของเรานั้นคือการวิวัฒนาการแยกออกจากกันของช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกา ซึ่งบางคนเห็นว่าเป็นประชากรสองกลุ่มในสปีชีส์เดียวกัน นั้นเกิดขึ้นในอดีตนานพอ ๆ กับที่ช้างเอเชียวิวัฒนาการแยกออกจากแมมมอท และด้วยการวิวัฒนาการแยกออกจากกันแต่โบราณนี้เอง เราจึงสรุปว่าช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกาควรจะถูกจัดเป็นคนละสปีชีส์กัน[5]ช้างป่าและช้างสะวันนาสามารถเกิดลูกผสมขึ้นได้ แต่เนื่องจากช้างทั้งสองชอบอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่แตกต่างกันจึงลดโอกาสที่จะผสมข้ามสปีชีส์ เนื่องจากช้างแอฟริกาเพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าประกอบด้วยสองสปีชีส์ที่แตกต่างกัน กลุ่มของช้างที่ถูกจับยังไม่ได้รับการจัดประเภทอย่างทั่วถึงและบางเชือกอาจเป็นลูกผสมก็เป็นได้ภายใต้การจำแนกสองสปีชีส์ใหม่นี้ Loxodonta africana หมายความถึงแต่ช้างสะวันนา ซึ่งเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพศผู้มีความสูงระหว่าง 2.2 ถึง 8.7 เมตรเมื่อวัดจากพื้นถึงไหล่ และหนัก 2,700 กิโลกรัม โดยตัวที่หนักที่สุดนั้นมีบันทึกไว้ที่ 9,000 กิโลกรัม[6] เพศเมียตัวเล็กกว่า สูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 3 เมตร[7] ช้างสะวันนามักจะพบได้ในทุ่งหญ้าเปิด บึงและริมทะเลสาบ มีถิ่นที่อยู่อาศัยครอบคลุมเขตซะวันนาแถบตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราช้างป่าแอฟริกาส่วนช้างอีกสปีชีส์หนึ่งนั้น คือ ช้างป่า (Loxodonta cyclotis) มักจะมีขนาดเล็กกว่าและกลมกว่า งาของมันจะบางกว่าและตรงกว่าเมื่อเทียบกับช้างสะวันนา ช้างป่าสามารถหนักได้ถึง 3,500 กิโลกรัม และสูงราว 2.5 เมตร ช้างชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่าช้างสะวันนามาก เนื่องจากอุปสรรคทางธรรมชาติและทางการเมืองทำให้การศึกษาพวกมันเป็นไปได้ยาก โดยปกติแล้ว พวกมันจะอาศัยอยู่ในป่าฝนแอฟริกาที่หนาทึบที่อยู่ทางตอนกลางและทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา แม้ว่าในบางครั้งอาจพบพวกมันอยู่ตามชายป่าอยู่บ้าง และอาจทับซ้อนกับถิ่นที่อยู่และถิ่นผสมพันธุ์ของช้างสะวันนา ในปี ค.ศ. 1979 เอียน ดัคลาส-ฮามิลตัน ประเมินประชากรช้างแอฟริกาไว้ที่ 1.3 ล้านตัว[8] การประเมินตัวเลขดังกล่าวเป็นที่โต้เถียงกันและเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริง[9] แต่ตัวเลขดังกล่าวมักจะได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางและได้กลายมาเป็นเส้นฐานโดยพฤตินัยซึ่งมักใช้อย่างผิด ๆ ในการบอกจำนวนของประชากรช้างที่ลดจำนวนลง ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 Loxodonta ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเนื่องจากการลดจำนวนของประชากรกลุ่มใหญ่ในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นผลมาจากการล่าสัตว์ ตาม &quot;รายงานสถานะช้างแอฟริกา พ.ศ. 2550&quot;[10] โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) นั้น พบช้างแอฟริกาอาศัยอยู่ในธรรมชาติระหว่าง 470,000 และ 690,000 ตัว ถึงแม้ว่าการประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมเพียงครึ่งหนึ่งของถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่เชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงจะสูงไปกว่านี้ เนื่องจากไม่คาดว่าประชากรกลุ่มใหญ่จะถูกค้นพบอีกในอนาคต[11] จนถึงขณะนี้ ประชากรช้างกลุ่มใหญ่ที่สุดพบได้ทางใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของช้างทั้งหมด จากการวิเคราะห์ล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญของ IUCN นั้น ประชากรกลุ่มใหญ่จำนวนมากทางตะวันออกและใต้ของแอฟริกานั้นเสถียรหรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วยอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี[11][12]ตรงกันข้ามกับประชากรช้างในแอฟริกาตะวันตกที่มักมีขนาดเล็กและอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย และคิดเป็นสัดส่วนน้อยต่อประชากรช้างทั้งหมด[13] ประชากรช้างในตอนกลางของแอฟริกานั้นยังไม่แน่ชัด ขณะที่ความหนาแน่นของป่าทำให้การสำรวจประชากรเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่เชื่อว่าการบุกรุกเข้าไปล่าเอางาและเนื้อจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในภูมิภาคนี้[14] ประชากรช้างในแอฟริกาใต้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจาก 8,000 เป็น 20,000 ตัวในรอบสิบสามปี หลังจากการห้ามค้างาช้างในปี ค.ศ. 1995[15]ช้างเอเชียดูบทความหลักที่: ช้างเอเชียช้างเอเชียช้างเอเชีย หรือเรียกว่า ช้างอินเดีย (Elephas maximus) มีขนาดเล็กกว่าช้างแอฟริกามาก มีหูเล็กกว่า และที่สังเกตได้ชัดเจนคือ มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่โผล่ออกมาให้เห็นประชากรช้างเอเชียทั่วโลกประเมินไว้อยู่ที่ราว 60,000 ตัว[16] คิดเป็นหนึ่งในสิบของประชากรช้างแอฟริกา หรือหากจะกล่าวให้เจาะจงไปกว่านั้น โดยระหว่าง 41,410 และ 52,345 ตัวที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ[17] และระหว่าง 14,500 และ 15,300 เชือกที่ถูกเลี้ยงไว้ในทวีปเอเชีย โดยอาจมีอีกราว 1,000 เชือกที่อยู่กระจัดกระจายไปตามสวนสัตว์ทั่วโลก[18] เป็นไปได้ว่าช้างเอเชียอาจลดจำนวนลงในอัตราที่ช้ากว่าช้างแอฟริกา และส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยจากการรุกล้ำของมนุษย์Elephas maximus ได้ถูกจำแนกออกเป็นหลายสปีชีส์ย่อย โดยอาศัยข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุลเครื่องหมายElephas maximus maximus (ช้างศรีลังกา) พบได้เฉพาะบนเกาะศรีลังกา และเป็นช้างขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาช้างเอเชีย มีการประเมินว่าช้างศรีลังกานี้มีชีวิตเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 3,000-4,500 ตัวเท่านั้น[16] ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการสำรวจตัวเลขที่แน่ชัดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพศผู้ตัวใหญ่นั้นสามารถหนักได้ถึง 4,400 กิโลกรัม และสูงกว่า 6 เมตร ช้างศรีลังกาเพศผู้มีกะโหลกนูนขนาดใหญ่มาก และทั้งสองเพศมีบริเวณรอยด่างมากกว่าช้างเอเชียอื่นทั้งหมด หู หน้า งวง และช่วงท้องจะมีหนังเป็นรอยด่างสีชมพูขนาดใหญ่[19] ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนElephas maximus indicus (ช้างอินเดีย) เป็นช้างเอเชียที่มีประชากรมากที่สุด มีอยู่ราว 36,000 ตัว[16] ช้างเหล่านี้มีสีเทาอ่อน และมีรอยด่างเฉพาะบนหูและงวง เพศผู้ตัวใหญ่นั้นมีน้ำหนักระหว่าง 2,000-5,000 กิโลกรัม[19] แต่มีความสูงเท่ากับช้างศรีลังกา ช้างอินเดียนี้สามารถพบได้ในประเทศเอเชีย 11 ประเทศ ไล่ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงอินโดนีเซีย พวกมันชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและบริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับทุ่งหญ้า ซึ่งสามารถหาอาหารได้หลายชนิดกว่าElephas maximus sumatranus (ช้างสุมาตรา) พบเฉพาะบนเกาะสุมาตรา มีขนาดเล็กกว่าช้างอินเดียและช้างเอเชียชนิดอื่น ๆ มีประชากรอยู่ระหว่าง 2,100 ถึง 3,000 ตัว[16] มีสีเทาจางและมีรอยด่างน้อยกว่าช้างเอเชียอื่น โดยมีจุดสีชมพูเฉพาะบนหูเท่านั้น ช้างสุมาตราตัวเต็มวัยมีความสูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 2-2.2 เมตร และหนักระหว่าง 2,000-4,000 กิโลกรัม[19] มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและถิ่นที่อยู่ปกคลุมด้วยต้นไม้บางส่วนElephas maximus borneensis (ช้างแคระบอร์เนียว) เป็นสปีชีส์ย่อยใหม่ซึ่งได้รับการจำแนกในปี ค.ศ. 2003 มันมีขนาดเล็กกว่าและเชื่องกว่าช้างเอเชียอื่น ๆ มันค่อนข้างมีหูขนาดใหญ่กว่า หางยาวกว่าและงาตรงกว่า มีประชากรราว 1,500 ตัว[16]ลักษณะทางกายภาพงวงงวงเป็นลักษณะร่วมกันของจมูกและริมฝีปากบน ซึ่งยืดยาวออกไปและเกิดจากวิวัฒนาการเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง งวงเป็นรยางค์ที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดของช้าง ช้างแอฟริกามีสิ่งคล้ายนิ้วโผล่ออกมาสองอันที่ปลายงวง ขณะที่ช้างเอเชียโผล่ออกมาแค่อันเดียว งวงช้างมีความละเอียดพอที่จะหยิบหญ้าขึ้นมาเพียงยอดเดียว แต่ก็แข็งแรงพอที่จะหักกิ่งไม้จากต้นได้ สามารถยกของหนักได้ถึง 250 กิโลกรัม และเป็นเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เคยศึกษามา[20]สัตว์กินพืชส่วนใหญ่มีฟันที่ออกแบบมาเพื่อตัดและฉีกส่วนต่าง ๆ ของพืช อย่างไรก็ตาม ยกเว้นช้างวัยอ่อนมาก ช้างมักจะใช้งวงฉีกอาหารแล้วจึงนำมาวางไว้ที่ปาก พวกมันจะกินหญ้าหรือเอื้อมงวงขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อฉีกเอาใบไม้ ผลไม้หรือกิ่งไม้ทั้งกิ่ง หากอาหารที่ต้องการนั้นอยู่สูงเกินเอื้อม ช้างจะพันงวงของตัวเข้ากับต้นไม้หรือกิ่งไม้และเขย่าเอาอาหารลงมาหรืออาจล้มต้นไม้ทั้งต้นลงเลยทีเดียวงวงยังสามารถใช้สำหรับการดื่มได้ด้วย ช้างจะดูดน้ำเข้าไปในงวง ซึ่งสามารถดูดเข้าไปได้มากที่สุดถึง 14 ลิตรในคราวหนึ่ง จากนั้นจึงพ่นน้ำเข้าไปในปาก ช้างยังสามารถดูดน้ำมาเพื่อพ่นใส่ร่างกายของตัวระหว่างการอาบน้ำได้ด้วย นอกเหนือไปจากการดูดน้ำแล้ว ช้างยังอาจพ่นดินและโคลน ซึ่งจะแห้งตัวและทำหน้าที่เหมือนกับสารกันแดด ขณะว่ายน้ำ งวงเป็นท่อช่วยหายใจที่ยอดเยี่ยม[21][22]งวงยังมีบทบาทสำคัญในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลายอย่าง ช้างที่คุ้นเคยกันจะทักทายกันโดยการพันงวงรอบงวงของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับการจับมือของมนุษย์มาก นอกจากนี้ ช้างยังสามารถใช้งวงในการเล่นมวยปล้ำ โดยการสัมผัสระหว่างการเกี้ยวพาราสีและปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก และสำหรับการแสดงความเหนือกว่า การชูงวงขึ้นสามารถเป็นได้ทั้งการเตือนหรือการคุกคาม ขณะที่งวงที่ลดลงสามารถเป็นสัญลักษณ์ของการจำยอม ช้างยังสามารถป้องกันตนเองได้เป็นอย่างดีโดยการเคลื่อนไหวงวงไปมาที่ผู้รุกรานหรือโดยการจับและขว้างออกไปช้างมีจมูกใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถรับกลิ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจดีที่สุดเหนือกว่าสัตว์อื่นใดในโลก[20] การแกว่งงวงไปมาของช้างเป็นการทดสอบกลิ่นในอากาศจากทุกทิศทาง ช้างป่าสามารถรับกลิ่นได้ไกลหลายไมล์ซึ่งสามารถรับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าได้[20] นอกจากนี้ งวงช้างยังสามารถใช้เปล่งเสียงได้อีกด้วยงางาของช้างแอฟริกาและช้างเอเชียงาของช้าเป็นฟันตัดขากรรไกรบนคู่ที่สอง งาจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง งาของช้างเพศผู้เติบโตในอัตรา 17 เซนติเมตรต่อปี[23] งาใช้ในการขุดหาน้ำ เกลือหรือรากไม้ เพื่อขูดเปลือกไม้เพื่อที่จะกินเปลือกไม้ เพื่อขุดเข้าไปในต้นบัลบับเพื่อเอาผลไม้ที่อยู่ข้างใน เพื่อย้ายต้นไม้และกิ่งในการเปิดเส้นทาง นอกเหนือจากนี้ ช้างยังใช้ทำสัญลักษณ์บนต้นไม้เพื่อสร้างอาณาเขต และในบางครั้งใช้เป็นอาวุธด้วยมนุษย์มีความถนัดมือซ้ายหรือมือขวาข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน ช้างเองก็ถนัดใช้งาข้างใดข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน งาข้างที่ถนัดมักจะสั้นกว่าและมีรูปร่างกลมกว่าที่ปลายจากการสึกหรอ ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียมีงาขนาดใหญ่ที่ยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม[23] ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่ ส่วนเพศเมียจะมีงาขนาดเล็กหรือไม่มีเลย ช้างเพศผู้สามารถมีงาที่ใหญ่กว่าของช้างแอฟริกามาก แต่งาของช้างเอเชียมักจะมีรูปร่างเรียวกว่าและเบากว่า งาที่ยาวที่สุดที่เคยบันทึกไว้ยาว 3.27 เมตร และงาที่หนักที่สุดที่เคยบันทึกไว้หนัก 102.7 กิโลกรัม[24] สถิติในหลายทศวรรษหลังสุดได้ชี้ให้เห็นว่าน้ำหนักของงาช้างโดยเฉลี่ยลดลงอย่างน่าตกใจ เฉลี่ยถึง 0.5 ถึง 1 กิโลกรัมต่อปี[24] งาของช้างเอเชียและช้างแอฟริกาส่วนใหญ่มีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบในรูปอะพาไทต์ งาเป็นชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่มีชีวิต มันจึงค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับแร่อื่น เช่น หิน ศิลปินทั้งหลายระบุว่างาเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ง่าย ความต้องการเอางาช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการลดจำนวนลงของประชากรช้างทั่วโลกสายพันธุ์เกี่ยวข้องกับช้างที่สูญพันธุ์ไปแล้วบางสายพันธุ์มีงาในขากรรไกรล่างนอกเหนือไปจากขากรรไกรบน อย่างเช่น Gomphotherium หรือมีเฉพาะในขากรรไกรล่าง อย่างเช่น Deinotherium[25]ฟันฟันของช้างแตกต่างไปจากฟันขอสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่นส่วนใหญ่ โดยปกติช้างจะมีฟันอยู่ 28 ซี่ ซึ่งประกอบด้วยฟันตัดคู่ที่สองขากรรไกรบน เป็นงา ฟันน้ำนมที่ขึ้นก่อนงา ฟันกรามน้อย 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้าง และฟันกราม 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้างเช่นเดียวกันขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำมนมส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้น ฟันน้ำนมจะถูกแทนที่ด้วยชุดฟันแท้ถาวร แต่ช้างกลับมีวัฎจักรสับเปลี่ยนหมุนเวียนฟันเกิดขึ้นตลอดชั่วชีวิต ช้างมีฟันน้ำนม ซึ่งจะหลุดไปและงาจะเข้ามาแทนที่เมื่ออายุได้หนึ่งปี แต่ฟันเคี้ยวอาจสามารถมีได้ถึงห้า[26] หรือที่พบได้น้อยครั้งมาก หกครั้ง[27] ตลอดช่วงชีวิตของช้าง ช้างใช้ฟันกรามและฟันกรามน้อยเพียงสี่ซี่ หรือหนึ่งซี่ในขากรรไกรแต่ละข้างเท่านั้นเป็นหลักในช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ ของมันฟันแท้จะไม่แทนที่ฟันน้ำนมโดยการเกิดจากขากรรไกรในแนวตรงอย่างฟันของมนุษย์ แต่ฟันใหม่นั้นจะเติบโตขึ้นด้านในที่หลังปาก แล้วจะผลักดันฟันเก่าออกมาด้านหน้า ขณะที่ฟันเก่าจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ จนกว่าฟันเหล่านี้จะหลุดหายไป ในช้ารงแอฟริกา ฟันกรามนอยสองชุดแรกจะเข้าที่เมื่อช้างเกิด ฟันเคี้ยวชุดแรกที่อยู่ในแต่ละข้างของขากรรไกรนั้นจะหลุดออกมาเมื่อช้างอายุได้สองปี ฟันเคี้ยวชุดที่สองจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณหกปี ฟันชุดที่สามจะหลุดออกไปเมื่ออายุได้ 13 ถึง 15 ปี ฟันชุดที่สี่จะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้อย่างน้อย 28 ปี ฟันชุดที่ห้าจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ในช่วง 40 ปี และฟันชุดที่หก (มักเป็นชุดสุดท้าย) จะอยู่กับช้างไปจนกระทั่งตาย หากช้างตัวหนึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปี และฟันกรามชุดสุดท้ายไม่สามารถใช้การได้อีก มันก็จะไม่สามารถหาอาหารกินได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ฝีบนฟันเคี้ยว เช่นเดียวกับที่งาและขากรรไกร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในช้าง และอาจทำให้ช้างตายก่อนกำหนดได้[28]ผิวหนังช้างอาจถูกเรียกว่า สัตว์หนังหนา (pachyderms) ซึ่งมาจากการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม หนังของช้างนั้นมีความหนามากปกคลุมส่วนใหญ่ของร่างกาย และวัดความหนาได้ประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร[29] อย่างไรก็ตาม หนังรอบปากและด้านในหูนั้นค่อนข้างบาง ผิวหนังของช้างมีขนขึ้นอยู่บ้างเล็กน้อย โดยจะสามารถเห็นได้ชัดเจนมากในช้างอายุน้อย แต่เมื่อช้างมีอายุมากขึ้น ขนนี้มีจำนวนลดลงและบางลง[30] แต่ขนจะยังคงปกคลุมอยู่ที่หัวและหางของพวกมัน ผิวหนังของมันถึงแม้จะหนาแต่ก็มีความละเอียดอ่อนมาก โดยสามารถสัมผัสถึงแมลงและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้[31]ช้างทุกชนิดแท้จริงแล้วจะมีผิวหนังสีเทา แต่มักพบว่ามีสีน้ำตาลหรือแดงตามดินแถบนั้นเพราะแช่ตัวอยู่ในปลักโคลน[32] โคลนทำหน้าที่เสมือนครีมกันแดด ซึ่งปกป้องผิวหนังของมันจากรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่รุนแรง นอกจากนี้ การแช่ตัวในโคลนยังช่วยให้ผัวหนังสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้และป้องกันแมลงกัดต่อย[33] ทั้งนี้ ช้างเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ[29] ผิวหนังของช้างมีรอยย่นเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ซึ่งจะช่วยให้ความเย็นและเก็บกักความชื้นไว้ได้[31]ขาและเท้าขาของช้างมีรูปร่างค่อนข้างคล้ายกับเสา เนื่องจากขาของมันต้องรองรับร่างกายอันใหญ่โต ช้างใช้พลังงานกล้ามเนื้อในการยืนน้อยเนื่องจากขาของมันตั้งตรงและฝ่าเท้ามีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลนี้เอง ช้างจึงสามารถยืนได้เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเหนื่อย อันที่จริงแล้ว ช้างแอฟริกาจะนอนลงกับพื้นน้อยครั้งมาก เฉพาะตอนที่มันป่วยหรือได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ตรงกันข้ามกับช้างอินเดียที่นอนลงกับพื้นบ่อยครั้งกว่าเท้าของช้างมีรูปร่างเกือบกลม เท้าหลังแต่ละข้างของช้างแอฟริกามี 3 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 4 เล็บ ส่วนเท้าหลังแต่ละข้างของช้างอินเดียนั้นมี 4 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 5 เล็บ ใต้กระดูกของเท้านั้นเป็นวัสดุแข็งคล้ายวุ้นซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องกันกระแทก ช้างสามารถว่ายน้ำได้ แต่ไม่สามารถวิ่งเหยาะ ๆ กระโดด หรือวิ่งห้อได้ ช้างมีท่าเดินอยู่สองท่า คือ ท่าเดินและท่าที่เร็วกว่าซึ่งคล้ายกับการวิ่งในการเดิน ขาของช้างจะทำหน้าที่เหมือนกับตุ้มน้ำหนัก โดยมีสะโพกและไหล่ขยับขึ้นลงขณะที่วางเท้าบนพื้น ท่าเดินเร็วของช้างนั้นไม่ได้เข้าข่ายการวิ่งทั้งหมด เพราะช้างจะไว้เท้าข้างหนึ่งไว้บนพื้นเสมอ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของช้างนั้นใช้ขาคล้ายกับสัตว์อื่นที่กำลังวิ่งมากกว่า โดยใช้สะโพกและไหล่ยกขึ้นและลงขณะที่เท้าวางอยู่บนพื้น ในการเดินท่านี้ ช้างจะยกเท้าสามข้างขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน และเมื่อเท้าหลังทั้งสองข้างและเท้าหน้าทั้งสองข้างอยู่เหนือพื้นดินในขณะเดียวกันแล้ว ท่าเดินนี้จะมีลักษณะคล้ายกับที่เท้าหน้าและเท้าหลังผลัดกันวิ่ง[34] การทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมีรายงานว่า การเคลื่อนไหวเร็ของช้างนั้นจะ &quot;วิ่ง&quot; โดยใช้เท้าหน้า และจะ &quot;เดิน&quot; โดยใช้เท้าหลัง[35]แม้ว่าช้างจะเริ่ม &quot;วิ่ง&quot; ด้วยท่าเดินนี้ด้วยอัตราเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[36] แต่มีรายงานว่าช้างสามารถเพิ่มความเร็วจนแตะระดับ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้[37] โดยไม่เปลี่ยนท่าในการเดิน จากการทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ช้างที่เดินเร็วที่สุดนั้นทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[35] ที่ความเร็วระดับนี้ สัตว์สี่เท้าอื่นส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนท่าเป็นท่าวิ่งห้อแล้ว แม้ว่าจะคิดความยาวของขาแล้วก็ตาม การเคลื่อนไหวคล้ายสปริงสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของช้างกับสัตว์อื่น ๆ ได้[38]นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ ได้ทำการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของช้างพบว่าช้างมีนิ้วเท้า 6 นิ้ว ขณะวิวัฒนาการเป็นสัตว์บกเมื่อ 40 ล้านปีก่อน[39]หูหูที่สามารถกระพือได้ขนาดใหญ่ของช้างนั้นยังมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลอุณหภูมิร่างกายช้างด้วย หูช้างเป็นหนังชั้นบางมากซึ่งถูกขึงอยู่เหนือกระดูกอ่อนและเครือข่ายหลอดเลือดจำนวนมาก ในวันที่มีอากาศร้อน ช้างจะกระพือหูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างลมอ่อน ๆ ขึ้น ลมนี้ช่วยลดอุณหภูมิหลอดเลือดพื้นผิว และจากนั้น เลือดที่ถูกทำให้เย็นลงนั้นจะหมุนเวียนไปทั่วส่วนที่เหลือของร่างกายช้าง เลือดที่เข้าสู่หูนั้นสามารถลดอุณหภูมิลงได้ถึง 6 องศาเซลเซียสก่อนที่จะหมุนเวียนไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีขนาดใบหูแตกต่างกัน ซึ่งบางส่วนสามารถอธิบายได้ด้วยการกระจายพันธุ์ทางภูมิศาสตร์ ช้างแอฟริกามีถิ่นที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ที่ซึ่งมีอากาศร้อนกว่า ดังนั้นจึงต้องมีหูที่มีขนาดใหญ่กว่าตามไปด้วย ส่วนช้างเอเชียซึ่งอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนือ อยู่ในอากาศที่เย็นกว่าเล็กน้อย จึงมีหูขนาดเล็กกว่าเช่นกันช้างยังใช้หูในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและระหว่างช่วงเวลาหาคู่ของเพศผู้ หากช้างต้องการข่มขวัญนักล่าหรือศัตรู มันจะกางหูออกกว้างเพื่อทำให้ดูเหมือนกับว่าตัวมันมีขนาดใหญ่และสง่าขึ้น ระหว่างฤดูผสมพันธุ์ เพศผู้จะปล่อยกลิ่นออกทางต่อมใต้ขมับซึ่งอยู่ห่างใบหูของมัน จอยซ์ พูล นักวิจัยช้างที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้ตั้งทฤษฎีว่าช้างเพศผู้จะพัดหูของมันเพื่อช่วยให้กลิ่นนี้กระจายออกไปไกลยิ่งขึ้น[40]ชีววิทยาและพฤติกรรมวิวัฒนาการบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จักของช้างในปัจจุบันนี้นั้นมีการวิวัฒนาการมาเมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว บรรพบุรุษของช้างเมื่อ 37 ล้านปีที่แล้วเป็นสัตว์น้ำและมีการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับฮิปโปโปเตมัส[41]พฤติกรรมทางสังคมช้างอยู่ในสังคมที่มีลำดับโครงสร้าง การใช้ชีวิตในสังคมของช้างเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกันมาก โดยเพศเมียจะใช้เวลาทั้งชีวิตในกลุ่มครอบครัวหรือโขลง ที่มีความสัมพันธ์แน่นหนา ซึ่งประกอบด้วยแม่ ลูก พี่น้อง ป้าและน้า กลุ่มเหล่านี้จะถูกนำโดยเพศเมียตัวที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเรียกว่า แม่แปรก (matriarch) ในขณะที่เพศผู้ตัวเต็มวัยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษวงสังคมของช้างเพศเมียมิได้สิ้นสุดลงด้วยหน่วยครอบครัวขนาดเล็ก นอกเหนือไปจากการพบปะกับช้างเพศผู้ท้องถิ่นซึ่งอยู่ตามริมโขลงตั้งแต่หนึ่งโขลงขึ้นไป ชีวิตของช้างเพศเมียยังมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เผ่าหรือกลุ่มประชากรย่อย กลุ่มครอบครัวใกล้ชิดส่วนใหญ่จะมีช้างตัวเต็มวัยระหว่างห้าถึงสิบห้าตัว เช่นเดียวกับช้างเพศผู้และเพศเมียที่ยังไม่โตเต็มวัยอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อกลุ่มเริ่มมีขนาดใหญ่เกินไป ช้างเพศเมียที่มีอายุมากจำนวนหนึ่งจะแยกตัวออกไปและตั้งกลุ่มขนาดเล็กของตนเอง อย่างไรก็ตาม พวกมันยังคงรู้ว่าโขลงใดที่เป็นหมู่ญาติและโขลงใดที่ไม่ใช่ชีวิตของช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยนั้นแตกต่างจากช้างเพศเมียอย่างมาก โดยเมื่อมันมีอายุมากขึ้น มันจะใช้เวลาที่ขอบของโขลงนานขึ้น โดยจะค่อย ๆ ปลีกตัวไปอยู่สันโดษคราวละหลายชั่วโมงหรือหลายวัน จนกระทั่งเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณสิบสี่ปี ช้างเพศผู้ก็จะแยกตัวออกจากโขลงที่ตนกำเนิดขึ้นอย่างถาวร แต่แม้ว่าช้างเพศผู้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษ แต่พวกมันยังคงมีสายสัมพันธ์หลวม ๆ กับช้างเพศผู้ตัวอื่นด้วยเป็นบางครั้ง ช้างเพศผู้จะใช้เวลาไปกับการต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่มากกว่าเพศเมีย มีเพียงช้างเพศผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ ส่วนช้างเพศผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะต้องรอคอยจนกว่าจะถึงรอบของมัน ช้างเพศผู้ที่สืบพันธุ์มักจะมีอายุมากถึงสี่สิบห้าสิบปีแล้วการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่กันระหว่างเพศผู้นั้นอาจดูดุร้ายมาก แต่ที่จริงแล้วต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การต่อสู้กันส่วนใหญ่นั้นเป็นรูปแบบของการแสดงท่าทีก้าวร้าวและการข่มขู่กัน โดยปกติแล้ว ช้างที่ตัวเล็กกว่า มีอายุน้อยกว่า และมีความมั่นใจน้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้กันก่อนที่จะเริ่มสู้กันจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ การต่อสู้กันนี้อาจมีความก้าวร้าวอย่างมาก และในบางครั้งอาจมีช้างตัวใดตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในช่วงฤดูนี้ ซึ่งรู้จักกันว่า ฤดูตกมัน ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยจะสู้กับช้างเพศผู้ตัวอื่นเกือบทุกตัวที่มันพบ และมันจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้เตร็ดเตร่อยู่รอบโขลงเพศเมีย โดยพยายามหาคู่ที่อาจเข้ากันได้การจับคู่พฤติกรรมจับคู่ของช้างฤดูจับคู่นั้นสั้นและช้างเพศเมียจะมีช่วงที่สามารถตั้งครรภ์ได้เพียงไม่กี่วันในแต่ละปี โดยช้างเพศเมียจะแยกตัวออกจากโขลง กลิ่นของช้างเพศเมียในอากาศร้อน (หรือฤดูตกมัน) จะดึงดูดช้างเพศผู้ และช้างเพศเมียยังใช้สัญญาณที่สามารถได้ยินได้เพื่อดึงดูดอีกทางหนึ่งด้วย และเนื่องจากช้างเพศเมียมักจะวิ่งเร็วกว่าเพศผู้ มันจึงไม่จำเป็นต้องจับคู่กับช้างเพศผู้ทุกตัวที่พบเพศผู้จะเริ่มต้นการเกี้ยวพาราสีและเพศเมียจะเพิกเฉยต่อมันเป็นเวลาหลายนาที จากนั้นช้างเพศผู้จะหยุดและเริ่มเกี้ยวอีกครั้ง ช้างจะแสดงท่าทางความรักใคร่ อย่างเช่น การดุนด้วยจมูก การคล้องงวง และการวางงวงของตนไว้ในปากของอีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงการเกี้ยวพาราสีอาจกินเวลานาน 20-30 นาที และไม่จำเป็นที่ว่าเพศผู้จะได้ผสมพันธุ์กับเพศเมียเสมอไป แม้ว่าเพศผู้จะแสดงการเร้าอารมณ์เพศเมียก็ตาม และช้างเพศเมียเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายอยู่เฉยในการเกี้ยวพาราสีเช่นกัน และใช้ท่าทางเดียวกับเพศผู้ด้วยช้างแอฟริกาเช่นเดียวกับช้างเอเชียเพศผู้ยังมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันอีกด้วย ซึ่งจะมีการแสดงพฤติกรรมออกเช่นเดียวกับการเกี้ยวพาราสีต่างเพศ ช้างเพศผู้ตัวหนึ่งจะยื่นงวงออกไปตามหลังของอีกตัวหนึ่งและตามด้วยงาเพื่อแสดงเจตนาที่จะมีความสัมพันธ์ ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์แบบต่างเพศ ซึ่งมักจะเป็นเพียงชั่วคราวตามธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างช้างเพศผู้ด้วยกันนั้นจะกลายมาเป็น &quot;มิตรภาพ&quot; ซึ่งประกอบด้วยช้างเพศผู้ที่มีอายุมากกว่าตัวหนึ่งกับบริวารตัวที่อ่อนกว่าอีกหนึ่งหรือสองตัว ความสัมพันธ์ในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติและพบได้บ่อยในช้างทั้งสองเพศ โดยช้างเอเชียที่เลี้ยงไว้พบว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกว่า 46% เป็นกิจกรรมระหว่างเพศเดียวกัน[42]สติปัญญาเทียบขนาดสมองของมนุษย์ วาฬนำร่องและช้าง (1) -ซีรีบรัม (1a) -สมองกลีบขมับ และ (2) -ซีรีเบลลัมสมองของช้างมีมวลมากกว่า 5 กิโลกรัมเล็กน้อย คิดเป็นสมองของสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะพฤติกรรมของช้างที่สอดคล้องกับสติปัญญาของมันนั้นมีอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการมีความเศร้าโศก การทำเสียงดนตรี ศิลปะ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การที่เลี้ยงทารกได้โดยไม่มีแม่ การเล่น การใช้อุปกรณ์[43] พัฒนาการต่างๆที่มนุษย์สอนและการใช้เวลาช่วงที่อยู่ด้วยกันตอนทำงานและสงสาร,การรู้จักตนเอง[44] เชื่อกันว่าช้างมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับสัตว์ในอันดับวาฬและโลมา[45][46][47] และไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์[48][49][45] สมองของช้างคล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์ในแง่ของโครงสร้างและความซับซ้อน สมองของช้างแสดงรูปแบบหมุนเวียนซึ่งมีความซับซ้อนกว่าและมีขดมวนมากกว่า หรือรอยพับสมอง มากกว่ามนุษย์ ไพรเมตหรือสัตว์กินเนื้อ แต่ยังมีความซับซ้อนน้อยกว่าอันดับวาฬและโลมา[50] อย่างไรก็ตาม เปลือกสมองของช้าง &quot;หนากว่าเปลือกสมองของอันดับวาฬและโลมา&quot; และเชื่อกันว่ามีเซลล์ประสาทและมีไซแนปส์เท่ากับไซแนปส์ของมนุษย์ ซึ่งมากกว่าอันดับวาฬและโลมา[51]ประสาทสัมผัสช้างมีงวงที่มีเส้นประสาทดี และมีประสาทการได้ยินและดมกลิ่นที่ดีเยี่ยม หน่วยรับความรู้สึกการได้ยินนั้นไม่เพียงแต่จะมีอยู่ในหูเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในงวงซึ่งสามารถสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนได้ และที่สำคัญที่สุดคือเท้า ซึ่งมีหน่วยรับความรู้สึกพิเศษเสียงความถี่ต่ำและมีประสาทสัมผัสดีเลิศเช่นกัน ช้างสื่อสารกันด้วยเสียงผ่านระยะทางไกล ๆ หลายกิโลเมตร ซึ่งบางส่วนก็ส่งผ่านทางพื้นดิน ที่มีความสำคัญต่อชีวิตสังคมของพวกมันด้วย นอกจากนี้ยังมีการสังเกตว่าช้างรับเสียงโดยการวางงวงไว้บนพื้นดินและวางตำแหน่งเท้าอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม สายตาของช้างนั้นค่อนข้างเลวการตระหนักรู้ในตัวเองการตระหนักรู้ตัวเองในกระจกเป็นการทดสอบการตระหนักรู้ในตัวเองและกระบวนการรับรู้ที่ใช้ในการศึกษาสัตว์ กระจกจะถูกตั้งไว้และมีการเขียนรอยซึ่งสามารถมองเห็นได้บนตัวช้าง ช้างสำรวจรอยเหล่านี้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้เฉพาะเมื่อมองดูในกระจกเท่านั้น การทดสอบยังรวมไปถึงการทำรอยที่มองไม่เห็นเพื่อขจัดความเป็นไปได้ที่ว่าช้างอาจใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ เพื่อตรวจจับรอยเหล่านี้ นี่แสดงให้เห็นว่าช้างสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าภาพในกระจกนั้นเป็นภาพสะท้อนของตัวมันเอง และความสามารถดังนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นพื้นฐานของความร่วมรู้สึกและปรัตถนิยมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมชั้นสูง ความสามารถนี้ยังได้พบแสดงออกในมนุษย์ เอป โลมาปากขวด[52] และนกกางเขน[53]การสื่อสารช้างใช้เสียงหลายแบบในการสื่อสารกัน ช้างมีชื่อเสียงมากจากเสียงแผดเหมือนเสียงแตร (trumpet call) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช้างเป่าลมผ่านโพรงจมูกของมัน ช้างมักทำเสียงแตรดังกล่าวขณะที่ตื่นเต้น เสียงดังกล่าวสื่อความหมายได้หลายอย่างตั้งแต่การสะดุ้งตกใจ การร้องขอความช่วยเหลือไปจนถึงการแสดงความเดือดดาล ช้างยังได้ทำเสียงคำรามอย่างดังเมื่อพบกัน เสียงคำรามดังกล่าวกลายเป็นการแผดเสียงเมื่อเปิดปากและจะกลายเป็นเสียงครางหากทำเสียงต่อไป เสียงคำรามดังกล่าวอาจเสริมด้วยการทำเสียงดังลั่นขณะกำลังขู่ช้างตัวอื่นหรือสัตว์อื่นช้างสามารถสื่อสารระหว่างกันในระยะไกลได้โดยการส่งและรับเสียงความถี่ต่ำ (อินฟราซาวน์) ซึ่งเป็นเสียงดังที่ต่ำกว่าความถี่ที่มนุษย์สามารถได้ยิน โดยจะเดินทางโดยอาศัยอากาศเป็นตัวกลางและผ่านพื้นดินไปได้ไกลกว่าเสียงความถี่สูง เสียงเหล่านี้มีความถี่ระหว่าง 15-35 เฮิรตซ์ และอาจมีความดังถึง 117 เดซิเบล ทำให้ช้างสามารถสื่อสารกันได้ไกลหลายกิโลเมตร โดยเป็นไปได้ว่าจะมีพิสัยสูงสุดถึงราว 10 กิโลเมตร[54] เสียงนี้สามารถสัมผัสได้โดยผิวหนังที่มีประสาทสัมผัสที่เท้าและงวงของช้าง ซึ่งรับการสั่นสะเทือนเข้าจังหวะมากพอกับบริเวณแบนราบบนหัวของกลอง ในการฟังเสียงนี้อย่างตั้งใจ สมาชิกของช้างในโขลงจะยกเท้าหน้าขึ้นจากพื้นดินหนึ่งข้าง และหันหน้าไปยังแหล่งที่มาของเสียง หรือบ่อยครั้งที่จะวางงวงของมันลงบนพื้น เป็นไปได้ว่าการยกขาดังกล่าวจะเพิ่มการสัมผัสพื้นดินและการรับสัมผัสของขาที่เหลือ ความสามารถดังกล่าวถูกคาดกันว่ายังช่วยการนำทางในช้างโดยการใช้แหล่งอินฟราซาวน์ภายนอกด้วยการค้นพบรูปแบบการติดต่อทางสังคมของช้างแบบใหม่และความเข้าใจนี้ทำให้มีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีวิทยุ ซึ่งสามารถรับความถี่นอกเหนือไปจากระดับที่หูมนุษย์จะได้ยินได้ เคที เพยน์แห่งโครงการการฟังในช้าง[55] ได้บุกเบิกวิจัยในการสื่อสารอินฟราซาวน์ในช้าง และได้ให้รายละเอียดในหนังสือของเธอชื่อ Silent Thunder (สายฟ้าเงียบ) แม้ว่าการวิจัยนี้จะยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่มันก็ได้ช่วยไขปริศนาหลายอย่าง อาทิเช่น ช้างสามารถหาช้างตัวที่มีศักยภาพจะเป็นคู่ได้อย่างไร และกลุ่มสังคมสามารถร่วมมือกันกำหนดทิศทางการเดินของมันผ่านระยะทางไกล ๆ ได้อย่างไร[54] จอยซ์ พูลยังได้เริ่มต้นถอดรหัสการเปล่งเสียงของช้างที่ได้บันทึกไว้ตลอดหลายปีที่ได้สังเกต โดยหวังจะสร้างคลังศัพท์ที่อาศัยรายการเสียงช้างที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ[56]อาหารช้างเป็นสัตว์กินพืชเป็นอาหาร และใช้เวลากินมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน อาหารของช้างนั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งตามฤดูกาลและที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่อยู่และพื้นที่ ส่วนใหญ่แล้วช้างกินใบไม้ เปลือกไม้ และผลไม้ของต้นไม้หรือพุ่มไม้เป็นอาหาร แต่ก็อาจกินหญ้าและสมุนไพรเข้าไปในปริมาณมากด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้องและไม่มีกีบเท้าอื่น ๆ ช้างย่อยอาหารได้เพียง 40% จากปริมาณทั้งหมดที่กินเข้าไปเท่านั้น ระบบการย่อยอาหารของพวกมันขาดประสิทธิภาพในแง่ปริมาตร ช้างตัวเต็มวัยบริโภค 140-270 กิโลกรัมต่อวัน[57]การนอนหลับช้างใช้เวลานอนหลับมากกว่าสามชั่วโมงเล็กน้อย โดยมีผู้อธิบายว่า ช้างใช้เวลาส่วนใหญ่กินอาหารเพราะขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน[58]ความก้าวร้าวแม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในสวนสัตว์ และถูกพรรณนาว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่อ่อนโยนในนิยาย แต่ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์อันตรายที่สุดในโลก พวกมันสามารถฆ่าสัตว์บกอื่นได้ทุกชนิด แม้กระทั่งแรด พวกมันอาจมีความโกรธขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ และแสดงพฤติกรรมที่ถูกตีความว่า &quot;อาฆาตพยาบาท&quot;[59] ในแอฟริกา ช้างวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งโจมตีหมู่บ้านของมนุษย์หลังการฆ่าช้างในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980[60][61] ในอินเดีย ช้างเพศผู้โจมตีหมู่บ้านต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ทำลายบ้านและฆ่าคนเป็นปกติวิสัย ในรัฐฌาร์ขัณฑ์ ประเทศอินเดีย มีคนถูกช้างฆ่าตาย 300 คน ระหว่าง ค.ศ. 2000 และ 2004 และในอัสลัม มีรายงานคนถูกช้างฆ่า 239 คน ระหว่าง ค.ศ. 2001 และ 2006[59]ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยตามธรรมชาติจะเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า &quot;ตกมัน&quot; เป็นครั้งคราว ช้างที่ตกมันจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างยิ่งและเพิ่มระดับการหลั่งฮอร์โมนสืบพันธุ์ภัยคุกคามการล่าภัยคุกคามต่อช้างแอฟริกาปรากฏในรูปการค้างาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนิด สัตว์ที่ใหญ่กว่า มีชีวิตยืนยาวกว่า และเติบโตได้ช้ากว่าอย่างช้าง จะถูกล่าเกินขนาดมากกว่าสัตว์อื่น พวกมันไม่สามารถซ่อนตัว และต้องใช้เวลาหลายปีให้ช้างเติบโตและสืบสายพันธุ์ต่อไป ช้างต้องกินพืชเฉลี่ยวันละกว่า 140 กิโลกรัมเพื่อมีชีวิตรอด และเมื่อสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ถูกล่าไป ทำให้ประชากรสัตว์กินพืชขนาดเล็กในท้องถิ่นเพิ่มจำนวนขึ้น (อันเป็นคู่แข่งแย่งอาหารของช้าง) จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ต้นไม้ พุ่มไม้และหญ้าถูกทำลาย ช้างเองมีนักล่าตามธรรมชาติน้อย มีเพียงมนุษย์และสิงโตในบางโอกาสเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลแอฟริกาหลายประเทศอนุญาตให้การล่าช้างโดยจำกัดถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากเป็นค่าอนุญาตซักมักใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามอนุรักษ์ และมีการอนุญาตเพียงน้อยครั้งเท่านั้น (ปกติแล้วให้สำหรับสัตว์ที่มีอายุมากกว่า) เพื่อทำให้แน่ใจว่าประชากรสัตว์จะไม่หมดไป[62]เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการประเมินว่าช้างมีจำนวนระหว่าง 5 ถึง 10 ล้านตัว แต่การล่าและการทำลายถิ่นที่อยู่ลดจำนวนช้างลงเหลือเพียง 400,000 ถึง 500,000 ตัว เมื่อถึงปลายศตวรรษ[63] ในช่วงสิบปีก่อน ค.ศ. 1990 ประชากรช้างลดลงมากกว่าครึ่งจาก 1.3 ล้านตัว เหลือราว 600,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้างาช้าง ทำให้เกิดการห้ามค้างาช้างระหว่างประเทศ[64][65] ขณะที่ประชากรช้างกำลังเพิ่มขึ้นในบางส่วนของแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออก[66] ชาติแอฟริกาอื่น ๆ กลับมีรายงานว่าประชากรช้างในประเทศลดลงมากที่สุดถึงสองในสาม และประชากรในพื้นที่คุ้มครองบางแห่งอยู่ในอันตรายว่าจะถูกล่าหมดไป[67] ประเทศชาดมีประวัติศาสตร์การบุกรุกป่าเพื่อล่าช้างนานหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้ประชากรช้างในภูมิภาค ซึ่งเคยมีมากกว่า 300,000 ตัว ในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือเพียงอย่างน้อย 10,000 ตัวในปัจจุบัน[68] ในอุทยานแห่งชาติวิรุนดา ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประชากรช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเข้าชมได้ลดลงจาก 2,889 ตัว ในปี ค.ศ. 1951 เหลือ 348 ตัว ในปี ค.ศ. 2006[69]มีความเป็นไปได้ว่าการล่าเอาเฉพาะช้างที่มีงาอาจทำให้งาในช้างแอฟริกาหายไปอย่างถาวร แม้ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ตาม ผลกระทบของช้างที่ไม่มีงาต่อสิ่งแวดล้อม และต่อตัวช้างเองนั้น อาจใหญ่หลวงได้ ช้างใช้งาเพื่อขุดเอาแร่ธาตุที่จำเป็นในดิน ฉีกเนื้อพืชออกจากกัน และใช้ในการต่อสู้เพื่อแย่งคู่ หากปราศจากงา พฤติกรรมของช้างอาจเปลี่ยนไปมาก[70]การสูญเสียถิ่นที่อยู่อีกภัยคุกคามหนึ่งต่อการมีชีวิตรอดของช้างโดยรวมคือการทำกสิกรรมในถิ่นที่อยู่ของช้างอย่างต่อเนื่องโดยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการขัดต่อผลประโยชน์ต่อมนุษย์ผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ทำให้มีช้างถูกฆ่าไป 150 ตัว และมีคนเสียชีวิตไปถึง 100 คนต่อปีในศรีลังกา[71] การลดจำนวนของช้างเอเชียส่วนใหญ่เป็นไปด้วยเหตุผลที่ว่าสูญเสียถิ่นที่อยู่เมื่อป่าผืนใหญ่หายไปมากขึ้นทุกที ระบบนิเวศจึงได้รับผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ต้นไม้มีส่วนสำคัญในการยึดหน้าดินและดูดซับน้ำไหลบ่า อุทกภัยและการพังทลายของหน้าดินขนาดใหญ่เป็นผลกระทบโดยทั่วไปของการตัดไม้ทำลายป่า ช้างต้องการที่ดินผืนใหญ่ เนื่องจากพวกมันคุ้นชินกับการโค่นต้นไม้และไม้พุ่มเพื่อหาอาหาร เหมือนกับชาวไร่เลื่อนลอย แต่ช้างจะค่อยกลับมาในภายหลัง เมื่อพื้นที่ดังกล่าวมีต้นไม้เติบโตขึ้นดังเดิมแล้ว และเมื่อป่าไม้ลดขนาดลง ช้างจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งจะทำลายพืชผลการเกษตรทั้งหมดในพื้นที่ และทำลายทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่อุทยานแห่งชาติเขตสงวนอย่างเป็นทางการแห่งแรกของแอฟริกา อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ กลายมาเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดและประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา[72] อย่างไรก็ตาม มีหลายปัญหาที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้งเขตสงวนเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างกินอาณาบริเวณกว้างโดยไม่คำนึงถึงพรมแดนระหว่างประเทศ เมื่อมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและล้อมรั้ว สัตว์หลายชนิดจึงพบว่าตนถูกตัดขาดจากแหล่งอาหารในฤดูหนาวหรือพื้นที่ผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิ สัตว์บางตัวถึงกับตายไปเลย ขณะที่สัตว์อื่น เช่นช้าง อาจเหยียบข้ามรั้วไปเลย ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในไร่นาในละแวกนั้น เมื่อถูกจำกัดอยู่ในอาณาเขตเล็ก ๆ ช้างสามารถก่อความเสียหายใหญ่หลวงต่อภูมิประเทศแถบนั้นได้[73]ยิ่งไปกว่านั้น เขตสงวนบางแห่ง อย่างเช่นอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ในความเห็นของผู้จัดการสัตว์ป่า กำลังประสบปัญหาจากประชากรช้างแออัดเกินไป ขณะที่สัตว์ป่าชนิดอื่นภายในเขตสงวนมีจำนวนลดลง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ประเทศแอฟริกาใต้ประกาศว่าจะรื้อฟื้นการยิงลดจำนวนช้าง (culling) อีกเป็นครั้งแรกนับแต่ปี ค.ศ. 1994 เพื่อควบคุมจำนวนช้าง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยิงลดจำนวนเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันก็ตาม[74] แต่เมื่อทางนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ประจักษ์แล้วว่าอุทยานอาจเป็นความหวังสุดท้ายต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบ ๆ พวกมันปุ๋ยในจังหวัดเบงกูลูของอินโดนีเซีย มีช้างสี่ตัวตาย และจากผลการตรวจซากพบว่าหนึ่งในช้างเหล่านี้มีปริมาณไนโตรเจนในร่างกายสูง ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคือช้างได้กินเอาปุ๋ยที่ถูกใส่ต้นไม้ในไร่นา ช้างอาจได้รับเกลือในปุ๋ยเข้าไปและนำไปสู่การตายได้[75]มนุษย์กับช้างการเลี้ยงและใช้งานช้างได้เป็นสัตว์ใช้งานซึ่งถูกใช้ในหลายด้านโดยมนุษย์ ตราประทับที่ถูกพบในลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นการบอกว่าช้างถูกนำมาเลี้ยงเป็นครั้งแรกในอินเดียโบราณ อย่างไรก็ตาม ช้างไม่อาจนำมาเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์ ช้างเพศผู้จะเกิดอาการตกมันตามสภาพขึ้นเป็นบางเวลาและควบคุมได้ยาก ดังนั้น ช้างที่มนุษย์นำไปใช้นั้นจึงมักเป็นช้างเพศเมีย โดยช้างศึกเป็นข้อยกเว้น เพราะช้างเพศเมียจะวิ่งหนีออกจะช้างเพศผู้ ทำให้มีแต่ช้างเพศผู้เท่านั้นที่สามารถถูกใช้ในสงครามได้ มักจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะจับช้างป่าอายุน้อยแล้วฝึกมันให้เชื่องกว่าเลี้ยงให้เติบโตในการดูแลคนลาวได้มีการเลี้ยงช้างมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ และยังมีช้างเลี้ยงราว 500 ตัวยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่พบใช้งานอยู่ในแขวงไชยบุรี ช้างเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกใช้งานในอุตสาหกรรมตัดไม้ โดยมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังผุดขึ้นเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าช้างยังมักถูกจัดแสดงในสวนสัตว์และอุทยานสัตว์ป่า ช้างราว 1,200 เชือกถูกเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ทางตะวันตก การศึกษาพบว่าช้างในสวนสัตว์ในยุโรปมีอายุขัยเป็นครึ่งหนึ่งของช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองในแอฟริกาและเอเชีย[76] จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 ช้างแอฟริกาที่อยู่ในการดูแลที่มีอายุมากที่สุด คือ รัวฮา (59 ปี) ที่สวนสัตว์บาเซล[77]ช้างขนยุทโธปกรณ์หนักในอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในประเทศพม่า ไทย อินเดียและส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ ช้างได้ถูกใช้ในทางทหารโดยใช้เป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนโคนต้นไม้และการเคลื่อนย้ายซุง และมักถูกใช้ในการประหารชีวิตโดยเหยียบผู้ที่ถูกลงโทษ ช้างยังได้ใช้เป็นพาหนะสำหรับการล่าแบบซาฟารี และสัตว์พาหนะในพิธีกรรมของพระมหากษัตริย์หรือศาสนา ขณะที่ช้างเอเชียได้ถูกใช้เพื่อขนส่งและเพื่อความบันเทิงการสงครามภาพการใช้ช้างของคาร์เธจในสงครามกับโรมันช้างศึกถูกใช้โดยกองทัพในอนุทวีปอินเดีย รัฐซึ่งทำสงครามกันในจีนในยุคจ้านกว๋อ และจักรวรรดิเปอร์เซียในสมัยหลัง การใช้ช้างในการสงรามถูกปรับใช้โดยกองทัพเฮเลนนิสติคหลังอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงเล็งเห็นคุณค่าของช้างต่อพระเจ้าพอรุส ที่โดดเด่นในจักรวรรดิปโตเลมีและเซลูซิด แม่ทัพคาร์เธจ ฮันนิบาล ใช้ช้างข้ามเทือกเขาแอลป์ระหว่างทำสงครามกับโรมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จักรวรรดิขแมร์อันทรงอำนาจได้เข้าครอบงำในภูมิภาคในคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยอาศัยการใช้ช้างศึกอย่างมาก เมื่ออำนาจของเขมรเสื่อมลงในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาติที่มีอำนาจในเวลาต่อมา ได้แก่ พม่าและไทยก็ได้นำช้างศึกมาปรับใช้อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน ยุทธหัตถีเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้ช้างศึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สวนสัตว์และละครสัตว์มีเสียงคัดค้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อต้านการจับ การกักขัง และการใช้ช้างป่า[78] ผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์ยืนยันว่าช้างในสวนสัตว์และละครสัตว์นั้น &quot;ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บทางกายภาพเรื้อรัง การขาดสังคม ความตายอยากทางอารมณ์และการตายก่อนเวลาอันควร&quot;[79] สวนสัตว์แย้งว่ามาตรฐานการดูแลช้างนั้นมีสูงมากและมีการจัดความต้องการขั้นต่ำสำหรับการดูแลช้าง อย่างเช่น พื้นที่อยู่อาศัยขั้นต่ำ การออกแบบสถานที่กั้นล้อม อาหาร การสืบพันธุ์ สิ่งประดับและการดูแลจากสัตวแพทย์ เพื่อรับประกันความอยู่ดีกินดีของช้างที่อยู่ในการควบคุม แต่ละครสัตว์นั้นยังมีประวัติไม่ดีอยู่ โดยมีข้อมูลรายงานว่า มีช้าง 27 เชือกที่เป็นของละครสัตว์ 3 คณะในสหรัฐอเมริกา ตายตั้งแต่ ค.ศ. 1992[80]ช้างเป็นส่วนสำคัญในละครสัตว์มานานแล้ว เพราะเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดพอจะฝึกให้แสดงท่าทางได้หลายอย่าง อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นอยู่ของช้างในละครสัตว์นั้นไม่เป็นธรรมชาติ เพราะถูกกักขังในกรงขนาดเล็ก ถูกล่ามโซ่ที่ขา และขาดเพื่อนช้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างทำร้ายผู้เลี้ยงหรือควาญซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ในวัฒนธรรมสมัยนิยมช้างพบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมสมัยนิยมตะวันตกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์แปลก (exotic) [81] เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์และขนาดรูปร่างที่ทำให้ช้างแตกต่างจากสัตว์อื่น และเพราะ เช่นเดียวกับสัตว์ในทวีปแอฟริกาอีกหลายชนิด เช่น ยีราฟ แรด และฮิปโปโปเตมัส ทำให้ชาวตะวันตกไม่คุ้นเคยกับสัตว์เหล่านี้[82] การอ้างถึงช้างที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในวัฒนธรรมสมัยนิยมนั้นอาศัยความแปลกของมันเป็นหลัก[82] ยกตัวอย่างเช่น &quot;ช้างเผือก&quot; เป็นภาษิตหมายถึง บางสิ่งที่มีราคาแพงและแปลก แต่มักใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้[82]ช้างเป็นตัวละครที่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มวรรณกรรมเด็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วช้างมักมีบทบาทเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมซึ่งน่ายกย่อง[81] มีหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวของช้างวัยเยาว์ที่อยู่ตัวเดียวกลับคืนสู่กลุ่มของมัน อย่างเช่น ดัมโบ้ (ค.ศ. 1942) [82] นอกเหนือไปจากสัตว์แปลกแล้ว ช้างในนิยายยังเป็นตัวแทนของมนุษย์[82] ซึ่งความคิดคำนึงถึงชุมชนและกันและกันได้ถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นบางสิ่งที่น่าปรารถนา[83]ลูกผสมสปีชีส์ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีการกระจายพันธุ์ไม่ต่อเนื่องกัน และไม่มีลูกผสมในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1978 ที่สวนสัตว์เชสเตอร์ แม่พันธุ์ช้างเอเชียได้ให้กำหนดลูกช้างลูกผสมอันเกิดจากการผสมกับพ่อพันธุ์ช้างแอฟริกา ช้างลูกผสมเพศผู้ดังกล่าว ซึ่งได้ชื่อว่า &quot;มอตตี&quot; มีแก้ม หูและขาอย่างช้างแอฟริกา แต่มีจำนวนเล็บเท้าอย่างช้างเอเชีย งวงที่มีรอยย่นนั้นคล้ายกับช้างแอฟริกา ร่างกายมีลักษณะเหมือนอย่างช้างแอฟริกา แต่มีโหนกกลางอย่างช้างเอเชีย และโหนกหลังอย่างช้างแอฟริกา แต่ลูกผสมดังกล่าวตายด้วยอาการติดเชื้อในอีก 12 วันให้หลัง[84] ร่างของมันถูกเก็บรักษาไว้เป็นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอังกฤษในกรุงลอนดอน มีข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีช้างลูกผสมอื่นอีกสามเชือกเกินในสวนสัตว์หรือละครสัตว์ ซึ่งทั้งหมดถูกกล่าวว่าพิการผิดรูปร่างและไม่มีตัวใดรอดชีวิตเลยอ้างอิง Scientists map elephant evolution. BBC News. July 24, 2007. Roca, Alfred L.; Georgiadis, N; Pecon-Slattery, J; O&#39;Brien, SJ (24 August 2001). &quot;Genetic evidence for two species of elephant in Africa&quot;. Science. 293 (5534): 1473–7. doi:10.1126/science.1059936. PMID 11520983. African Elephant Specialist Group (2003). &quot;Statement on the taxonomy of extant Loxodonta&quot; (PDF). IUCN. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Unknown parameter |month= ignored (help) Eggert, Lori S.; Rasner, Caylor A.; Woodruff, David S. (2002-10-07). &quot;The evolution and phylogeography of the African elephant inferred from mitochondrial DNA sequence and nuclear microsatellite markers&quot;. Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences. 269 (1504): 1993–2006. doi:10.1098/rspb.2002.2070. PMC 1691127. PMID 12396498. ISSN: 0962-8452 (Paper) 1471–2954 (Online). Rohland, Nadin (2010). &quot;Genomic DNA Sequences from Mastodon and Woolly Mammoth Reveal Deep Speciation of Forest and Savanna Elephants&quot;. PLoS Biology. 8 (12). doi:10.1371/journal.pbio.1000564. Unknown parameter |month= ignored (help); |access-date= requires |url= (help) CITES Appendix II Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Animal Diversity Web – Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Douglas-Hamilton, Iain (1979). The African Elephant Action Plan. unpublished report. Parker, Ian (1983). Ivory Crisis. Chatto and Windus, London. p. 184. ISBN 0701126337. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Blanc, JJ (2007). African Elephant Status Report 2007: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 276. ISBN 978-2-8317-0970-3. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blanc, JJ (January–June 2005). &quot;Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa&quot; (PDF). Pachyderm. IUCN/SSC African Elephant Specialist Group. 38 (38): 19–28. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Blanc et al. 2007, op. cit. Blanc, JJ (2003). African Elephant Status Report 2002: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 308. ISBN 2-8317-0707-2. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blake, Stephen (2005). &quot;Central African Forests: Final Report on Population Surveys (2003–2005)&quot; (PDF). CITES MIKE Programme, Nairobi. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. &quot;South Africa to Allow Elephant Killing&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Asian Elephants. Elephant Facts. Sukumar, R. (2003). The Living Elephants: Evolutionary Ecology, Behavior, and Conservation. Oxford University Press, Oxford, UK. Asian Elephants. Elepahnt Zone. Shoshani, J. (2006) Taxonomy, Classification, and Evolution of Elephants In: Fowler, M. E., Mikota, S. K. (eds.) Biology, medicine, and surgery of elephants. Wiley-Blackwell. ISBN 0-8138-0676-3. Pp. 3–14 Elephant Trunks. West, John B. (2001). &quot;Snorkel breathing in the elephant explains the unique anatomy of its pleura&quot; (PDF). Respiratory Physiology. 126 (1): 1–8. doi:10.1016/S0034-5687 (01) 00203-1 Check |doi= value (help). PMID 11311306. West, John B.; Fu, Zhenxing; Gaeth, Ann P.; Short, Roger V. (2003-11-14). &quot;Fetal lung development in the elephant reflects the adaptations required for snorkeling in adult life&quot; (PDF). Respiratory Physiology &amp; Neurobiology. 138 (2–3): 325–333. doi:10.1016/S1569-9048 (03) 00199-X Check |doi= value (help). Elephant Tusk and Theeths Ivory Scott, William Berryman (1913). &quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot;&amp;pg=PA430#v=onepage&amp;q=Gomphotherium%20&quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot; A history of land mammals in the western hemisphere. New York: The Macmillan Company. p. 430. &quot;Elephant Anatomy&quot;. Indianapolis Zoo. Archived from the original on 2007-05-03. สืบค้นเมื่อ 2007-05-28. Moss:245 Moss:245, 258, 267, 268 The skin of the elephants. [1] ELEPHANTS The Skin. Elephant Ears, skin and legs. Elephant Facts. Moore, Tom (2007). &quot;Biomechanics: A Spring in Its Step&quot;. Natural History. 116 (4): 28–9. Morelle, Rebecca. (12 February 2010). &quot;Do speedy elephants walk or run?&quot; BBC News. [2] Ren, L. &amp; J.R. Hutchinson (2007). &quot;The three-dimensional locomotor dynamics of African (Loxodonta africana) and Asian (Elephas maximus) elephants reveal a smooth gait transition at moderate speed&quot;. J. Roy. Soc. Interface. 5 (19): 195–211. doi:10.1098/rsif.2007.1095. PMC 2705974. PMID 17594960. &quot;Royal Veterinary College: Are fast moving elephants really running?&quot;. Rvc.ac.uk. 2008-12-23. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Hutchinson, J.R; Famini, Dan; Lair, Richard; Kram, Rodger (2003). &quot;Biomechanics: Are fast-moving elephants really running?&quot;. Nature. 422 (6931): 493–494. doi:10.1038/422493a. PMID 12673241. Unknown parameter |month= ignored (help) Elephant&#39;s sixth &#39;toe&#39; discovered &quot;Joyce Poole&#39;s publication &#39;&#39;Announcing intent: the aggressive state of musth in African elephants&#39;&#39;&quot;. Elephantvoices.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant &#39;had aquatic ancestor&#39;. BBC News. April 15, 2008. Bruce Bagemihl, Biological Exuberance: Animal Homosexuality and Natural Diversity, St. Martin&#39;s Press, 1999; pp.427–430 Braden, Claire. &quot;Not so Dumbo: Elephant Intelligence&quot;. Archived from the original on 2007-06-07. สืบค้นเมื่อ 2007-05-27. &quot;Elephants&#39; jumbo mirror ability&quot;. BBC News. 2006-10-31. สืบค้นเมื่อ 2007-08-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ &lt;ref&gt; ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ABCScience อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ &lt;ref&gt; ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ DolphinGuide อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ &lt;ref&gt; ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Friendsoftheelephant Hart, B.L. (2001). &quot;Cognitive behaviour in Asian elephants: use and modification of branches for fly switching&quot;. Animal Behaviour. Academic Press. 62 (5): 839–847. doi:10.1006/anbe.2001.1815. สืบค้นเมื่อ 2007-10-30. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help); Unknown parameter |month= ignored (help) อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ &lt;ref&gt; ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Scott &quot;Elephant brain, Part I: Gross morphology, functions, comparative anatomy, and evolution&quot; (PDF). Jeheskel Shoshani, William J. Kupsky b, Gary H. Marchant. สืบค้นเมื่อ 2007-11-09. Roth, Gerhard. &quot;Is the human brain unique?&quot;. Mirror Neurons and the Evolution of Brain and Language. John Benjamins Publishing. pp. 63–76. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Joshua M. Plotnik, Frans B. M. de Waal, and Diana Reiss (2006) Self-recognition in an Asian elephant. Proceedings of the National Academy of Sciences 103 (45) :17053–17057 10.1073/pnas.0608062103 abstract Magpies are no bird-brains, mirror test shows[ลิงก์เสีย] Larom, D.; Garstang, M.; Payne, K.; Raspet, R.; Lindeque, M. (1997). &quot;The influence of surface atmospheric conditions on the range and area reached by animal vocalizations&quot; (PDF). Journal of experimental biology. 200 (3): 421–431. สืบค้นเมื่อ 2009-05-27. &quot;Elephant Listening Project&quot;. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;In Africa, Decoding the &quot;Language&quot; of Elephants&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. ELEPHANTS &quot;40 Winks?&quot; Jennifer S. Holland, National Geographic Vol. 220, No. 1. July 2011. Huggler, Justin (2006-10-12). &quot;Animal Behaviour: Rogue Elephants&quot;. London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. An Elephant Crackup? Highfield, Roger (2006-02-17). &quot;Elephant rage: they never forgive, either&quot;. Sydney Morning Herald. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Conservation &amp; Elephant Hunting&quot;. IWMC World Conservation Trust - IWMC.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant[ลิงก์เสีย]. Microsoft Encarta Online Encyclopedia 2009. Archived 2009-10-31. &quot;To Save An Elephant&quot; by Allan Thornton &amp; Dave Currey, Doubleday 1991 ISBN 0-385-40111-6 &quot;A System of Extinction - the African Elephant Disaster&quot; Environmental Investigation Agency 1989 Blanc, J.J., Barnes, R.F.W., Craig, G.C., Douglas-Hamilton, I., Dublin, H.T., Hart, H.T. &amp; Thouless, C.R. 2005. Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa. Pachyderm 38, 19–28 &quot;WWF: Poaching May Erase Elephants From Chad Wildlife Park&quot;. 2008-12-24. สืบค้นเมื่อ 2008-12-24. African Elephants Slaughtered in Herds Near Chad Wildlife Park. National Geographic News. Marc Languy and Emmanuel de Merode (eds.) 2009 Virunga: The Survival of Africa&#39;s First National Park Lannoo, Tielt, Belgium. p.143 The Learning Kingdom&#39;s Cool Fact of the Day for March 30, 1999, Why are elephants in Africa being born without tusks &quot;Conservation GIS Projects&quot;. Smithsonian National Zoological Park. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;History of Kruger Park: Kruger National Park: South Africa&quot;. Krugerpark.co.za. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Impact&quot;. Elephant.elehost.com. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Clayton, Jonathan (2008-02-26). &quot;Animal rights outrage over plan to cull South Africa&#39;s elephants&quot;. Times Online. London. สืบค้นเมื่อ 2008-03-22. &quot;Police investigating four elephant deaths&quot;. Antara News. &quot;Science Podcast transcript&quot; (PDF) Science 12 December 2008. Retrieved 13 December 2008. Georges Frei (2010-07-29). &quot;The Elephants in Basel Zoo / the Zolli Switzerland&quot;. Upali.ch. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Resistance against capture and training of wild elephants&quot;. Amboseli Trust for Elephants. สืบค้นเมื่อ 2007-12-01. External link in |publisher= (help) &quot;SaveWildElephants.com&quot;. PETA. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Ringling Brothers Circus - Factsheet&quot; (PDF). PETA. April 22, 2008. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Van Riper, A. Bowdoin (2002). Science in popular culture: a reference guide. Westport: Greenwood Press. p. 73. ISBN 0-313-31822-0. Van Riper, op.cit., p. 74. Van Riper, op.cit., p. 75. &quot;Motty the african and asian elephant crossbreed&quot;. Elephant.se. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12.ดูเพิ่มPCN-logo.png	สถานีย่อย:โลกของสัตว์วิกิพจนานุกรมวิกิพจนานุกรม มีความหมายของคำว่า:ช้าง	คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ:ช้างWikispecies-logo.svg ข้อมูลเกี่ยวข้องกับ Elephantidae จากวิกิสปีชีส์คชศาสตร์ช้างในประเทศไทยหมวดหมู่: CS1 errors: external linksAutomatic taxobox cleanupParaphyletic groupsช้างสัตว์แบ่งตามชื่อสามัญรายการเลือกการนำทางยังไม่ได้เข้าสู่ระบบคุยส่วนร่วมสร้างบัญชีเข้าสู่ระบบบทความอภิปรายเนื้อหาดูต้นฉบับประวัติค้นหาค้นหา วิกิพีเดียหน้าหลักถามคำถามบทความคัดสรรบทความคุณภาพเหตุการณ์ปัจจุบันสุ่มบทความมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวิกิพีเดียศาลาประชาคมเปลี่ยนแปลงล่าสุดหน้าติดต่อบริจาคให้วิกิพีเดียคำอธิบายเครื่องมือหน้าที่ลิงก์มาการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวโยงอัปโหลดไฟล์หน้าพิเศษลิงก์ถาวรสารสนเทศหน้าสิ่งนี้ใน วิกิสนเทศอ้างอิงบทความนี้ในโครงการอื่นวิกิมีเดียคอมมอนส์พิมพ์/ส่งออกสร้างหนังสือดาวน์โหลดเป็น PDFรุ่นพร้อมพิมพ์ภาษาอื่นEnglishGalegoBahasa Indonesiaಕನ್ನಡമലയാളംNorskၽႃႇသႃႇတႆးTürkçe中文เพิ่มเติมอีก 156 ภาษาแก้ไขลิงก์หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 เวลา 18:55 น.อนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน และอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่ ข้อกำหนดการใช้งานWikipedia® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของมูลนิธิวิกิมีเดีย องค์กรไม่แสวงผลกำไรติดต่อเรานโยบายความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับวิกิพีเดียข้อปฏิเสธความรับผิดชอบผู้พัฒนานโยบายการใช้คุกกี้มุมมองสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่Wikimedia FoundationPowered by MediaWiki</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674097</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-11-05 04:57:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674097</guid>
      </item>
      <item>
         <title>SIGN UPLOG INshare_arrowSHAREhelp_outlinemore_horizIconนักเรียน 3/8 ตอบคำถามต่อไปนี้1.จงบอกความหมายของเทคโนโลยี 2.เทคโนโลยีเกี่ยวของกับมนุษย์อย่างไร 3.ปัจจัยทีทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่างประกอบ 4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไรAvatar of weerawit Glumjalreonweerawit Glumjalreon +  35●1m[ปิด]หน้านี้ถูกกึ่งล็อกช้างจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปยังการนำทางไปยังการค้นหา&quot;ช้าง&quot; เปลี่ยนทางมาที่นี่ บทความนี้เกี่ยวกับสัตว์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ช้าง (แก้ความกำกวม)ช้างTemporal range: Pliocene–present PreЄЄOSDCPTJKPgNA female African bush elephant in Mikumi National Park, Tanzaniaช้างพุ่มไม้แอฟริกาเพศเมียในอุทยานแห่งชาติมิคุมิ ประเทศแทนซาเนียการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์Edit this classificationUnrecognized taxon (fix): Elephantoideaวงศ์: Elephantidaeวงศ์ย่อย: Elephantinaeกลุ่มที่รวมอยู่ด้วยLoxodonta Anonymous, 1827Elephas Linnaeus, 1758หน่วยที่รวมโดยแคลดิสติกส์แต่ไม่รวมโดยดั้งเดิม†Mammuthus Brookes, 1828†Palaeoloxodon Matsumoto, 1925 (technically part of Loxodonta)†Primelephas Maglio, 1970AD-thai.svg บทความนี้ใช้ระบบคริสต์ศักราช เพราะอ้างอิงคริสต์ศักราชและคริสต์ศตวรรษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งช้าง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดในวงศ์ Elephantidae ปัจจุบันรับรองว่ามีอยู่ 3 สปีชีส์ คือ ช้างแอฟริกา, ช้างป่าแอฟริกา และช้างเอเชีย วงศ์ Elephantidaeเป็นวงศ์เดียวที่ยังไม่สูญพันธุ์ในอันดับ Proboscidea สมาชิกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น มาสโตดอน (mastodon) วงศ์ Elephantidae ยังมีกลุ่มที่บัดนี้สูญพันธุ์ไปแล้วหลายกลุ่ม รวมทั้งช้างแมมมอธและช้างงาตรง ช้างแอฟริกามีหูขนาดใหญ่กว่าและหลังเว้า ส่วนช้างเอเชียมีหูขนาดเล็กกว่าและมีหลังนูนหรือราบ ลักษณะเด่นของช้างทุกชนิดได้แก่ งวงยาว หูกางขนาดใหญ่ ขาใหญ่ และผิวหนังที่หนาแต่ละเอียดอ่อน งวงใช้สำหรับการหายใจ หยิบจับอาหารและน้ำเข้าปา และคว้าวัตถุ งาซึ่งดัดแปลงมาจากฟันตัด ใช้เป็นทั้งอาวุธและเครื่องมือสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุและขุดดิน หูกางขนาดใหญ่ช่วยในการคงอุณหภูมิกายให้คงที่ เช่นเดียวกับใช้ในการสื่อสาร ขาใหญ่เหมือนเสารองรับน้ำหนักตัว ช้างเป็นสัตว์บกขนาดใหญ่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันช้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในที่อยู่อาศัยหลากหลาย ทั้งสะวันนา ป่า ทะเลทรายและที่ลุ่มชื้นแฉะ ช้างเป็นสัตว์กินพืช และอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำเมื่อสามารถเข้าถึงได้ ช้างถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์อื่นมักรักษาระยะห่างจากช้าง โดยมีข้อยกเว้นคือสัตว์นักล่าช้าง เช่น สิงโต เสือโคร่ง ไฮยีนาและหมาป่าทุกชนิด ซึ่งปกติมักเลือกช้างอ่อนเป็นเป้าหมายเท่านั้น ช้างมีสังคมฟิชชัน–ฟิวชัน หมายความว่า กลุ่มครอบครัวหลายกลุ่มมารวมกันเข้าสังคม ช้างเพศเมีย (ช้างพัง) มักอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งอาจประกอบด้วยช้างเพศเมียหนึ่งตัวและลูกช้างหรือช้างเพศเมียหลายตัวที่มีความเกี่ยวดองกันกับลูก ๆ โดยไม่มีช้างเพศผู้ (ช้างพลาย) กลุ่มนี้มีช้างพังที่ปกติอายุมากที่สุดเป็นหัวหน้าช้างพลายออกจากลุ่มครอบครัวเมื่อถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ และอาจอยู่สันโดษหรืออยู่กับช้างพลายตัวอื่น ช้างพลายโตเต็มวัยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มครอบครัวเมื่อหาคู่และเข้าสู่ภาวะที่มีเทสโทสเตอโรนและความก้าวร้าวสูงขึ้น เรียก ตกมัน ซึ่งช่วยให้พวกมันถือความเป็นใหญ่และสืบพันธุ์ได้สำเร็จ ลูกช้างเป็นศูนย์กลางความสนใจของกลุ่มครอบครัวและต้องอาศัยแม่เป็นเวลานานสุดสามปี ช้างป่ามีชีวิตอยู่ได้ถึง 70 ปี ช้างสื่อสารกันโดยการสัมผัส การมองเห็น การรับกลิ่นและการฟังเสียง ช้างใช้อินฟราซาวน์ และการสื่อสารไหวสะเทือนเป็นระยะทางไกล สติปัญญาของช้างเทียบได้กับสติปัญญาของไพรเมตและอันดับวาฬและโลมา ช้างดูมีความสำนึกเกี่ยวกับตนเองและแสดงความเห็นใจต่อช้างที่กำลังตายหรือช้างที่ตายแล้วสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติจัดช้างแอฟริกาเป็นชนิดที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ และช้างเอเชียเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์ ภัยคุกคามต่อประชากรช้างใหญ่สุดประการหนึ่งคือการค้างาช้าง ซึ่งทำให้ช้างถูกบุกรุกเข้าไปล่าเพื่อเอางา ภัยคุกคามช้างป่าประการอื่นได้แก่การทำลายที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งกับประชากรท้องถิ่น มีการใช้ช้างเป็นสัตว์ใช้แรงงานในทวีปเอเชีย และยังมีการจัดแสดงในสวนสัตว์หรือถูกใช้ประโยชน์สำหรับความบันเทิงในละครสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์รู้จักดีและปรากฏทั้งในศิลปะ นิทานพื้นบ้าน ศาสนา วรรณกรรมและวัฒนธรรมสมัยนิยมเนื้อหา1 อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการ2 ลักษณะทางกายภาพ3 ชีววิทยาและพฤติกรรม4 ภัยคุกคาม5 มนุษย์กับช้าง6 ลูกผสม7 อ้างอิง8 ดูเพิ่มอนุกรมวิธานและวิวัฒนาการสกุลช้างแอฟริกาประกอบด้วยช้างสอง หรืออาจแย้งได้ว่า สามชนิดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะที่สปีชีส์ช้างเอเชียเป็นชนิดเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสกุลช้างเอเชีย แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่สปีชีส์ย่อย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อราว 7.6 ล้านปีก่อน[1]ช้างแอฟริกาดูบทความหลักที่: สกุลช้างแอฟริกา, ช้างแอฟริกา และ ช้างป่าแอฟริกาช้างแอฟริกาช้างในสกุล Loxodonta ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าช้างแอฟริกานั้น ปัจจุบันพบอยู่ใน 37 ประเทศในทวีปแอฟริกาช้างแอฟริกามีความแตกต่างจากช้างเอเชียหลายประการ ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือหูที่มีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียมาก นอกจากนี้ ช้างแอฟริกายังมีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียอย่างเห็นได้ชัดและมีหลังเว้า ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงา แต่ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียล้วนมีงาและมักจะมีขนน้อยกว่าช้างเอเชียช้างแอฟริกาเดิมเคยถูกจัดเป็นสปีชีส์เดียวซึ่งประกอบด้วยสองสปีชีส์ย่อย ชื่อว่า ช้างสะวันนา (Loxodonta africana africana) และช้างป่า (Loxodonta africana cyclotis) แต่การวิเคราะห์ดีเอ็นเอล่าสุดเสนอแนะว่าทั้งสองนี้อาจเป็นคนละสปีชีส์กัน[2] การแบ่งนี้ไม่ได้รับการยอมรับเป็นสากลโดยผู้เชี่ยวชาญ[3] นอกจากนี้ยังมีการเสนอช้างแอฟริกาสปีชีส์ที่สามอยู่[4]ผู้แต่งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนิวเคลียสที่สกัดมาจาก &quot;ช้างสะวันนาแอฟริกา ช้างป่าแอฟริกา ช้างเอเชีย มาสโตดอนอเมริกาซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว และแมมมอททุนดรา&quot; ได้มีข้อสรุปในปี ค.ศ. 2010 ว่าช้างสะวันนาแอฟริกาและช้างป่าแอฟริกานั้น แท้จริงแล้วเป็นคนละสปีชีส์กัน โดยระบุว่าเราได้พิสูจน์อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าช้างเอเชียเป็นสปีชีส์พี่น้องของแมมมอททุนดรา การค้นพบอันน่าประหลาดใจจากการศึกษาของเรานั้นคือการวิวัฒนาการแยกออกจากกันของช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกา ซึ่งบางคนเห็นว่าเป็นประชากรสองกลุ่มในสปีชีส์เดียวกัน นั้นเกิดขึ้นในอดีตนานพอ ๆ กับที่ช้างเอเชียวิวัฒนาการแยกออกจากแมมมอท และด้วยการวิวัฒนาการแยกออกจากกันแต่โบราณนี้เอง เราจึงสรุปว่าช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกาควรจะถูกจัดเป็นคนละสปีชีส์กัน[5]ช้างป่าและช้างสะวันนาสามารถเกิดลูกผสมขึ้นได้ แต่เนื่องจากช้างทั้งสองชอบอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่แตกต่างกันจึงลดโอกาสที่จะผสมข้ามสปีชีส์ เนื่องจากช้างแอฟริกาเพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าประกอบด้วยสองสปีชีส์ที่แตกต่างกัน กลุ่มของช้างที่ถูกจับยังไม่ได้รับการจัดประเภทอย่างทั่วถึงและบางเชือกอาจเป็นลูกผสมก็เป็นได้ภายใต้การจำแนกสองสปีชีส์ใหม่นี้ Loxodonta africana หมายความถึงแต่ช้างสะวันนา ซึ่งเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพศผู้มีความสูงระหว่าง 2.2 ถึง 8.7 เมตรเมื่อวัดจากพื้นถึงไหล่ และหนัก 2,700 กิโลกรัม โดยตัวที่หนักที่สุดนั้นมีบันทึกไว้ที่ 9,000 กิโลกรัม[6] เพศเมียตัวเล็กกว่า สูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 3 เมตร[7] ช้างสะวันนามักจะพบได้ในทุ่งหญ้าเปิด บึงและริมทะเลสาบ มีถิ่นที่อยู่อาศัยครอบคลุมเขตซะวันนาแถบตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราช้างป่าแอฟริกาส่วนช้างอีกสปีชีส์หนึ่งนั้น คือ ช้างป่า (Loxodonta cyclotis) มักจะมีขนาดเล็กกว่าและกลมกว่า งาของมันจะบางกว่าและตรงกว่าเมื่อเทียบกับช้างสะวันนา ช้างป่าสามารถหนักได้ถึง 3,500 กิโลกรัม และสูงราว 2.5 เมตร ช้างชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่าช้างสะวันนามาก เนื่องจากอุปสรรคทางธรรมชาติและทางการเมืองทำให้การศึกษาพวกมันเป็นไปได้ยาก โดยปกติแล้ว พวกมันจะอาศัยอยู่ในป่าฝนแอฟริกาที่หนาทึบที่อยู่ทางตอนกลางและทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา แม้ว่าในบางครั้งอาจพบพวกมันอยู่ตามชายป่าอยู่บ้าง และอาจทับซ้อนกับถิ่นที่อยู่และถิ่นผสมพันธุ์ของช้างสะวันนา ในปี ค.ศ. 1979 เอียน ดัคลาส-ฮามิลตัน ประเมินประชากรช้างแอฟริกาไว้ที่ 1.3 ล้านตัว[8] การประเมินตัวเลขดังกล่าวเป็นที่โต้เถียงกันและเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริง[9] แต่ตัวเลขดังกล่าวมักจะได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางและได้กลายมาเป็นเส้นฐานโดยพฤตินัยซึ่งมักใช้อย่างผิด ๆ ในการบอกจำนวนของประชากรช้างที่ลดจำนวนลง ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 Loxodonta ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเนื่องจากการลดจำนวนของประชากรกลุ่มใหญ่ในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นผลมาจากการล่าสัตว์ ตาม &quot;รายงานสถานะช้างแอฟริกา พ.ศ. 2550&quot;[10] โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) นั้น พบช้างแอฟริกาอาศัยอยู่ในธรรมชาติระหว่าง 470,000 และ 690,000 ตัว ถึงแม้ว่าการประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมเพียงครึ่งหนึ่งของถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่เชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงจะสูงไปกว่านี้ เนื่องจากไม่คาดว่าประชากรกลุ่มใหญ่จะถูกค้นพบอีกในอนาคต[11] จนถึงขณะนี้ ประชากรช้างกลุ่มใหญ่ที่สุดพบได้ทางใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของช้างทั้งหมด จากการวิเคราะห์ล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญของ IUCN นั้น ประชากรกลุ่มใหญ่จำนวนมากทางตะวันออกและใต้ของแอฟริกานั้นเสถียรหรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วยอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี[11][12]ตรงกันข้ามกับประชากรช้างในแอฟริกาตะวันตกที่มักมีขนาดเล็กและอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย และคิดเป็นสัดส่วนน้อยต่อประชากรช้างทั้งหมด[13] ประชากรช้างในตอนกลางของแอฟริกานั้นยังไม่แน่ชัด ขณะที่ความหนาแน่นของป่าทำให้การสำรวจประชากรเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่เชื่อว่าการบุกรุกเข้าไปล่าเอางาและเนื้อจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในภูมิภาคนี้[14] ประชากรช้างในแอฟริกาใต้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจาก 8,000 เป็น 20,000 ตัวในรอบสิบสามปี หลังจากการห้ามค้างาช้างในปี ค.ศ. 1995[15]ช้างเอเชียดูบทความหลักที่: ช้างเอเชียช้างเอเชียช้างเอเชีย หรือเรียกว่า ช้างอินเดีย (Elephas maximus) มีขนาดเล็กกว่าช้างแอฟริกามาก มีหูเล็กกว่า และที่สังเกตได้ชัดเจนคือ มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่โผล่ออกมาให้เห็นประชากรช้างเอเชียทั่วโลกประเมินไว้อยู่ที่ราว 60,000 ตัว[16] คิดเป็นหนึ่งในสิบของประชากรช้างแอฟริกา หรือหากจะกล่าวให้เจาะจงไปกว่านั้น โดยระหว่าง 41,410 และ 52,345 ตัวที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ[17] และระหว่าง 14,500 และ 15,300 เชือกที่ถูกเลี้ยงไว้ในทวีปเอเชีย โดยอาจมีอีกราว 1,000 เชือกที่อยู่กระจัดกระจายไปตามสวนสัตว์ทั่วโลก[18] เป็นไปได้ว่าช้างเอเชียอาจลดจำนวนลงในอัตราที่ช้ากว่าช้างแอฟริกา และส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยจากการรุกล้ำของมนุษย์Elephas maximus ได้ถูกจำแนกออกเป็นหลายสปีชีส์ย่อย โดยอาศัยข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุลเครื่องหมายElephas maximus maximus (ช้างศรีลังกา) พบได้เฉพาะบนเกาะศรีลังกา และเป็นช้างขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาช้างเอเชีย มีการประเมินว่าช้างศรีลังกานี้มีชีวิตเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 3,000-4,500 ตัวเท่านั้น[16] ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการสำรวจตัวเลขที่แน่ชัดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพศผู้ตัวใหญ่นั้นสามารถหนักได้ถึง 4,400 กิโลกรัม และสูงกว่า 6 เมตร ช้างศรีลังกาเพศผู้มีกะโหลกนูนขนาดใหญ่มาก และทั้งสองเพศมีบริเวณรอยด่างมากกว่าช้างเอเชียอื่นทั้งหมด หู หน้า งวง และช่วงท้องจะมีหนังเป็นรอยด่างสีชมพูขนาดใหญ่[19] ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนElephas maximus indicus (ช้างอินเดีย) เป็นช้างเอเชียที่มีประชากรมากที่สุด มีอยู่ราว 36,000 ตัว[16] ช้างเหล่านี้มีสีเทาอ่อน และมีรอยด่างเฉพาะบนหูและงวง เพศผู้ตัวใหญ่นั้นมีน้ำหนักระหว่าง 2,000-5,000 กิโลกรัม[19] แต่มีความสูงเท่ากับช้างศรีลังกา ช้างอินเดียนี้สามารถพบได้ในประเทศเอเชีย 11 ประเทศ ไล่ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงอินโดนีเซีย พวกมันชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและบริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับทุ่งหญ้า ซึ่งสามารถหาอาหารได้หลายชนิดกว่าElephas maximus sumatranus (ช้างสุมาตรา) พบเฉพาะบนเกาะสุมาตรา มีขนาดเล็กกว่าช้างอินเดียและช้างเอเชียชนิดอื่น ๆ มีประชากรอยู่ระหว่าง 2,100 ถึง 3,000 ตัว[16] มีสีเทาจางและมีรอยด่างน้อยกว่าช้างเอเชียอื่น โดยมีจุดสีชมพูเฉพาะบนหูเท่านั้น ช้างสุมาตราตัวเต็มวัยมีความสูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 2-2.2 เมตร และหนักระหว่าง 2,000-4,000 กิโลกรัม[19] มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและถิ่นที่อยู่ปกคลุมด้วยต้นไม้บางส่วนElephas maximus borneensis (ช้างแคระบอร์เนียว) เป็นสปีชีส์ย่อยใหม่ซึ่งได้รับการจำแนกในปี ค.ศ. 2003 มันมีขนาดเล็กกว่าและเชื่องกว่าช้างเอเชียอื่น ๆ มันค่อนข้างมีหูขนาดใหญ่กว่า หางยาวกว่าและงาตรงกว่า มีประชากรราว 1,500 ตัว[16]ลักษณะทางกายภาพงวงงวงเป็นลักษณะร่วมกันของจมูกและริมฝีปากบน ซึ่งยืดยาวออกไปและเกิดจากวิวัฒนาการเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง งวงเป็นรยางค์ที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดของช้าง ช้างแอฟริกามีสิ่งคล้ายนิ้วโผล่ออกมาสองอันที่ปลายงวง ขณะที่ช้างเอเชียโผล่ออกมาแค่อันเดียว งวงช้างมีความละเอียดพอที่จะหยิบหญ้าขึ้นมาเพียงยอดเดียว แต่ก็แข็งแรงพอที่จะหักกิ่งไม้จากต้นได้ สามารถยกของหนักได้ถึง 250 กิโลกรัม และเป็นเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เคยศึกษามา[20]สัตว์กินพืชส่วนใหญ่มีฟันที่ออกแบบมาเพื่อตัดและฉีกส่วนต่าง ๆ ของพืช อย่างไรก็ตาม ยกเว้นช้างวัยอ่อนมาก ช้างมักจะใช้งวงฉีกอาหารแล้วจึงนำมาวางไว้ที่ปาก พวกมันจะกินหญ้าหรือเอื้อมงวงขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อฉีกเอาใบไม้ ผลไม้หรือกิ่งไม้ทั้งกิ่ง หากอาหารที่ต้องการนั้นอยู่สูงเกินเอื้อม ช้างจะพันงวงของตัวเข้ากับต้นไม้หรือกิ่งไม้และเขย่าเอาอาหารลงมาหรืออาจล้มต้นไม้ทั้งต้นลงเลยทีเดียวงวงยังสามารถใช้สำหรับการดื่มได้ด้วย ช้างจะดูดน้ำเข้าไปในงวง ซึ่งสามารถดูดเข้าไปได้มากที่สุดถึง 14 ลิตรในคราวหนึ่ง จากนั้นจึงพ่นน้ำเข้าไปในปาก ช้างยังสามารถดูดน้ำมาเพื่อพ่นใส่ร่างกายของตัวระหว่างการอาบน้ำได้ด้วย นอกเหนือไปจากการดูดน้ำแล้ว ช้างยังอาจพ่นดินและโคลน ซึ่งจะแห้งตัวและทำหน้าที่เหมือนกับสารกันแดด ขณะว่ายน้ำ งวงเป็นท่อช่วยหายใจที่ยอดเยี่ยม[21][22]งวงยังมีบทบาทสำคัญในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลายอย่าง ช้างที่คุ้นเคยกันจะทักทายกันโดยการพันงวงรอบงวงของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับการจับมือของมนุษย์มาก นอกจากนี้ ช้างยังสามารถใช้งวงในการเล่นมวยปล้ำ โดยการสัมผัสระหว่างการเกี้ยวพาราสีและปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก และสำหรับการแสดงความเหนือกว่า การชูงวงขึ้นสามารถเป็นได้ทั้งการเตือนหรือการคุกคาม ขณะที่งวงที่ลดลงสามารถเป็นสัญลักษณ์ของการจำยอม ช้างยังสามารถป้องกันตนเองได้เป็นอย่างดีโดยการเคลื่อนไหวงวงไปมาที่ผู้รุกรานหรือโดยการจับและขว้างออกไปช้างมีจมูกใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถรับกลิ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจดีที่สุดเหนือกว่าสัตว์อื่นใดในโลก[20] การแกว่งงวงไปมาของช้างเป็นการทดสอบกลิ่นในอากาศจากทุกทิศทาง ช้างป่าสามารถรับกลิ่นได้ไกลหลายไมล์ซึ่งสามารถรับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าได้[20] นอกจากนี้ งวงช้างยังสามารถใช้เปล่งเสียงได้อีกด้วยงางาของช้างแอฟริกาและช้างเอเชียงาของช้าเป็นฟันตัดขากรรไกรบนคู่ที่สอง งาจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง งาของช้างเพศผู้เติบโตในอัตรา 17 เซนติเมตรต่อปี[23] งาใช้ในการขุดหาน้ำ เกลือหรือรากไม้ เพื่อขูดเปลือกไม้เพื่อที่จะกินเปลือกไม้ เพื่อขุดเข้าไปในต้นบัลบับเพื่อเอาผลไม้ที่อยู่ข้างใน เพื่อย้ายต้นไม้และกิ่งในการเปิดเส้นทาง นอกเหนือจากนี้ ช้างยังใช้ทำสัญลักษณ์บนต้นไม้เพื่อสร้างอาณาเขต และในบางครั้งใช้เป็นอาวุธด้วยมนุษย์มีความถนัดมือซ้ายหรือมือขวาข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน ช้างเองก็ถนัดใช้งาข้างใดข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน งาข้างที่ถนัดมักจะสั้นกว่าและมีรูปร่างกลมกว่าที่ปลายจากการสึกหรอ ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียมีงาขนาดใหญ่ที่ยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม[23] ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่ ส่วนเพศเมียจะมีงาขนาดเล็กหรือไม่มีเลย ช้างเพศผู้สามารถมีงาที่ใหญ่กว่าของช้างแอฟริกามาก แต่งาของช้างเอเชียมักจะมีรูปร่างเรียวกว่าและเบากว่า งาที่ยาวที่สุดที่เคยบันทึกไว้ยาว 3.27 เมตร และงาที่หนักที่สุดที่เคยบันทึกไว้หนัก 102.7 กิโลกรัม[24] สถิติในหลายทศวรรษหลังสุดได้ชี้ให้เห็นว่าน้ำหนักของงาช้างโดยเฉลี่ยลดลงอย่างน่าตกใจ เฉลี่ยถึง 0.5 ถึง 1 กิโลกรัมต่อปี[24] งาของช้างเอเชียและช้างแอฟริกาส่วนใหญ่มีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบในรูปอะพาไทต์ งาเป็นชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่มีชีวิต มันจึงค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับแร่อื่น เช่น หิน ศิลปินทั้งหลายระบุว่างาเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ง่าย ความต้องการเอางาช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการลดจำนวนลงของประชากรช้างทั่วโลกสายพันธุ์เกี่ยวข้องกับช้างที่สูญพันธุ์ไปแล้วบางสายพันธุ์มีงาในขากรรไกรล่างนอกเหนือไปจากขากรรไกรบน อย่างเช่น Gomphotherium หรือมีเฉพาะในขากรรไกรล่าง อย่างเช่น Deinotherium[25]ฟันฟันของช้างแตกต่างไปจากฟันขอสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่นส่วนใหญ่ โดยปกติช้างจะมีฟันอยู่ 28 ซี่ ซึ่งประกอบด้วยฟันตัดคู่ที่สองขากรรไกรบน เป็นงา ฟันน้ำนมที่ขึ้นก่อนงา ฟันกรามน้อย 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้าง และฟันกราม 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้างเช่นเดียวกันขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำมนมส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้น ฟันน้ำนมจะถูกแทนที่ด้วยชุดฟันแท้ถาวร แต่ช้างกลับมีวัฎจักรสับเปลี่ยนหมุนเวียนฟันเกิดขึ้นตลอดชั่วชีวิต ช้างมีฟันน้ำนม ซึ่งจะหลุดไปและงาจะเข้ามาแทนที่เมื่ออายุได้หนึ่งปี แต่ฟันเคี้ยวอาจสามารถมีได้ถึงห้า[26] หรือที่พบได้น้อยครั้งมาก หกครั้ง[27] ตลอดช่วงชีวิตของช้าง ช้างใช้ฟันกรามและฟันกรามน้อยเพียงสี่ซี่ หรือหนึ่งซี่ในขากรรไกรแต่ละข้างเท่านั้นเป็นหลักในช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ ของมันฟันแท้จะไม่แทนที่ฟันน้ำนมโดยการเกิดจากขากรรไกรในแนวตรงอย่างฟันของมนุษย์ แต่ฟันใหม่นั้นจะเติบโตขึ้นด้านในที่หลังปาก แล้วจะผลักดันฟันเก่าออกมาด้านหน้า ขณะที่ฟันเก่าจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ จนกว่าฟันเหล่านี้จะหลุดหายไป ในช้ารงแอฟริกา ฟันกรามนอยสองชุดแรกจะเข้าที่เมื่อช้างเกิด ฟันเคี้ยวชุดแรกที่อยู่ในแต่ละข้างของขากรรไกรนั้นจะหลุดออกมาเมื่อช้างอายุได้สองปี ฟันเคี้ยวชุดที่สองจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณหกปี ฟันชุดที่สามจะหลุดออกไปเมื่ออายุได้ 13 ถึง 15 ปี ฟันชุดที่สี่จะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้อย่างน้อย 28 ปี ฟันชุดที่ห้าจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ในช่วง 40 ปี และฟันชุดที่หก (มักเป็นชุดสุดท้าย) จะอยู่กับช้างไปจนกระทั่งตาย หากช้างตัวหนึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปี และฟันกรามชุดสุดท้ายไม่สามารถใช้การได้อีก มันก็จะไม่สามารถหาอาหารกินได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ฝีบนฟันเคี้ยว เช่นเดียวกับที่งาและขากรรไกร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในช้าง และอาจทำให้ช้างตายก่อนกำหนดได้[28]ผิวหนังช้างอาจถูกเรียกว่า สัตว์หนังหนา (pachyderms) ซึ่งมาจากการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม หนังของช้างนั้นมีความหนามากปกคลุมส่วนใหญ่ของร่างกาย และวัดความหนาได้ประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร[29] อย่างไรก็ตาม หนังรอบปากและด้านในหูนั้นค่อนข้างบาง ผิวหนังของช้างมีขนขึ้นอยู่บ้างเล็กน้อย โดยจะสามารถเห็นได้ชัดเจนมากในช้างอายุน้อย แต่เมื่อช้างมีอายุมากขึ้น ขนนี้มีจำนวนลดลงและบางลง[30] แต่ขนจะยังคงปกคลุมอยู่ที่หัวและหางของพวกมัน ผิวหนังของมันถึงแม้จะหนาแต่ก็มีความละเอียดอ่อนมาก โดยสามารถสัมผัสถึงแมลงและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้[31]ช้างทุกชนิดแท้จริงแล้วจะมีผิวหนังสีเทา แต่มักพบว่ามีสีน้ำตาลหรือแดงตามดินแถบนั้นเพราะแช่ตัวอยู่ในปลักโคลน[32] โคลนทำหน้าที่เสมือนครีมกันแดด ซึ่งปกป้องผิวหนังของมันจากรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่รุนแรง นอกจากนี้ การแช่ตัวในโคลนยังช่วยให้ผัวหนังสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้และป้องกันแมลงกัดต่อย[33] ทั้งนี้ ช้างเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ[29] ผิวหนังของช้างมีรอยย่นเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ซึ่งจะช่วยให้ความเย็นและเก็บกักความชื้นไว้ได้[31]ขาและเท้าขาของช้างมีรูปร่างค่อนข้างคล้ายกับเสา เนื่องจากขาของมันต้องรองรับร่างกายอันใหญ่โต ช้างใช้พลังงานกล้ามเนื้อในการยืนน้อยเนื่องจากขาของมันตั้งตรงและฝ่าเท้ามีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลนี้เอง ช้างจึงสามารถยืนได้เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเหนื่อย อันที่จริงแล้ว ช้างแอฟริกาจะนอนลงกับพื้นน้อยครั้งมาก เฉพาะตอนที่มันป่วยหรือได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ตรงกันข้ามกับช้างอินเดียที่นอนลงกับพื้นบ่อยครั้งกว่าเท้าของช้างมีรูปร่างเกือบกลม เท้าหลังแต่ละข้างของช้างแอฟริกามี 3 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 4 เล็บ ส่วนเท้าหลังแต่ละข้างของช้างอินเดียนั้นมี 4 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 5 เล็บ ใต้กระดูกของเท้านั้นเป็นวัสดุแข็งคล้ายวุ้นซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องกันกระแทก ช้างสามารถว่ายน้ำได้ แต่ไม่สามารถวิ่งเหยาะ ๆ กระโดด หรือวิ่งห้อได้ ช้างมีท่าเดินอยู่สองท่า คือ ท่าเดินและท่าที่เร็วกว่าซึ่งคล้ายกับการวิ่งในการเดิน ขาของช้างจะทำหน้าที่เหมือนกับตุ้มน้ำหนัก โดยมีสะโพกและไหล่ขยับขึ้นลงขณะที่วางเท้าบนพื้น ท่าเดินเร็วของช้างนั้นไม่ได้เข้าข่ายการวิ่งทั้งหมด เพราะช้างจะไว้เท้าข้างหนึ่งไว้บนพื้นเสมอ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของช้างนั้นใช้ขาคล้ายกับสัตว์อื่นที่กำลังวิ่งมากกว่า โดยใช้สะโพกและไหล่ยกขึ้นและลงขณะที่เท้าวางอยู่บนพื้น ในการเดินท่านี้ ช้างจะยกเท้าสามข้างขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน และเมื่อเท้าหลังทั้งสองข้างและเท้าหน้าทั้งสองข้างอยู่เหนือพื้นดินในขณะเดียวกันแล้ว ท่าเดินนี้จะมีลักษณะคล้ายกับที่เท้าหน้าและเท้าหลังผลัดกันวิ่ง[34] การทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมีรายงานว่า การเคลื่อนไหวเร็ของช้างนั้นจะ &quot;วิ่ง&quot; โดยใช้เท้าหน้า และจะ &quot;เดิน&quot; โดยใช้เท้าหลัง[35]แม้ว่าช้างจะเริ่ม &quot;วิ่ง&quot; ด้วยท่าเดินนี้ด้วยอัตราเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[36] แต่มีรายงานว่าช้างสามารถเพิ่มความเร็วจนแตะระดับ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้[37] โดยไม่เปลี่ยนท่าในการเดิน จากการทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ช้างที่เดินเร็วที่สุดนั้นทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[35] ที่ความเร็วระดับนี้ สัตว์สี่เท้าอื่นส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนท่าเป็นท่าวิ่งห้อแล้ว แม้ว่าจะคิดความยาวของขาแล้วก็ตาม การเคลื่อนไหวคล้ายสปริงสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของช้างกับสัตว์อื่น ๆ ได้[38]นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ ได้ทำการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของช้างพบว่าช้างมีนิ้วเท้า 6 นิ้ว ขณะวิวัฒนาการเป็นสัตว์บกเมื่อ 40 ล้านปีก่อน[39]หูหูที่สามารถกระพือได้ขนาดใหญ่ของช้างนั้นยังมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลอุณหภูมิร่างกายช้างด้วย หูช้างเป็นหนังชั้นบางมากซึ่งถูกขึงอยู่เหนือกระดูกอ่อนและเครือข่ายหลอดเลือดจำนวนมาก ในวันที่มีอากาศร้อน ช้างจะกระพือหูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างลมอ่อน ๆ ขึ้น ลมนี้ช่วยลดอุณหภูมิหลอดเลือดพื้นผิว และจากนั้น เลือดที่ถูกทำให้เย็นลงนั้นจะหมุนเวียนไปทั่วส่วนที่เหลือของร่างกายช้าง เลือดที่เข้าสู่หูนั้นสามารถลดอุณหภูมิลงได้ถึง 6 องศาเซลเซียสก่อนที่จะหมุนเวียนไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีขนาดใบหูแตกต่างกัน ซึ่งบางส่วนสามารถอธิบายได้ด้วยการกระจายพันธุ์ทางภูมิศาสตร์ ช้างแอฟริกามีถิ่นที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ที่ซึ่งมีอากาศร้อนกว่า ดังนั้นจึงต้องมีหูที่มีขนาดใหญ่กว่าตามไปด้วย ส่วนช้างเอเชียซึ่งอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนือ อยู่ในอากาศที่เย็นกว่าเล็กน้อย จึงมีหูขนาดเล็กกว่าเช่นกันช้างยังใช้หูในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและระหว่างช่วงเวลาหาคู่ของเพศผู้ หากช้างต้องการข่มขวัญนักล่าหรือศัตรู มันจะกางหูออกกว้างเพื่อทำให้ดูเหมือนกับว่าตัวมันมีขนาดใหญ่และสง่าขึ้น ระหว่างฤดูผสมพันธุ์ เพศผู้จะปล่อยกลิ่นออกทางต่อมใต้ขมับซึ่งอยู่ห่างใบหูของมัน จอยซ์ พูล นักวิจัยช้างที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้ตั้งทฤษฎีว่าช้างเพศผู้จะพัดหูของมันเพื่อช่วยให้กลิ่นนี้กระจายออกไปไกลยิ่งขึ้น[40]ชีววิทยาและพฤติกรรมวิวัฒนาการบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จักของช้างในปัจจุบันนี้นั้นมีการวิวัฒนาการมาเมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว บรรพบุรุษของช้างเมื่อ 37 ล้านปีที่แล้วเป็นสัตว์น้ำและมีการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับฮิปโปโปเตมัส[41]พฤติกรรมทางสังคมช้างอยู่ในสังคมที่มีลำดับโครงสร้าง การใช้ชีวิตในสังคมของช้างเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกันมาก โดยเพศเมียจะใช้เวลาทั้งชีวิตในกลุ่มครอบครัวหรือโขลง ที่มีความสัมพันธ์แน่นหนา ซึ่งประกอบด้วยแม่ ลูก พี่น้อง ป้าและน้า กลุ่มเหล่านี้จะถูกนำโดยเพศเมียตัวที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเรียกว่า แม่แปรก (matriarch) ในขณะที่เพศผู้ตัวเต็มวัยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษวงสังคมของช้างเพศเมียมิได้สิ้นสุดลงด้วยหน่วยครอบครัวขนาดเล็ก นอกเหนือไปจากการพบปะกับช้างเพศผู้ท้องถิ่นซึ่งอยู่ตามริมโขลงตั้งแต่หนึ่งโขลงขึ้นไป ชีวิตของช้างเพศเมียยังมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เผ่าหรือกลุ่มประชากรย่อย กลุ่มครอบครัวใกล้ชิดส่วนใหญ่จะมีช้างตัวเต็มวัยระหว่างห้าถึงสิบห้าตัว เช่นเดียวกับช้างเพศผู้และเพศเมียที่ยังไม่โตเต็มวัยอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อกลุ่มเริ่มมีขนาดใหญ่เกินไป ช้างเพศเมียที่มีอายุมากจำนวนหนึ่งจะแยกตัวออกไปและตั้งกลุ่มขนาดเล็กของตนเอง อย่างไรก็ตาม พวกมันยังคงรู้ว่าโขลงใดที่เป็นหมู่ญาติและโขลงใดที่ไม่ใช่ชีวิตของช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยนั้นแตกต่างจากช้างเพศเมียอย่างมาก โดยเมื่อมันมีอายุมากขึ้น มันจะใช้เวลาที่ขอบของโขลงนานขึ้น โดยจะค่อย ๆ ปลีกตัวไปอยู่สันโดษคราวละหลายชั่วโมงหรือหลายวัน จนกระทั่งเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณสิบสี่ปี ช้างเพศผู้ก็จะแยกตัวออกจากโขลงที่ตนกำเนิดขึ้นอย่างถาวร แต่แม้ว่าช้างเพศผู้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษ แต่พวกมันยังคงมีสายสัมพันธ์หลวม ๆ กับช้างเพศผู้ตัวอื่นด้วยเป็นบางครั้ง ช้างเพศผู้จะใช้เวลาไปกับการต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่มากกว่าเพศเมีย มีเพียงช้างเพศผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ ส่วนช้างเพศผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะต้องรอคอยจนกว่าจะถึงรอบของมัน ช้างเพศผู้ที่สืบพันธุ์มักจะมีอายุมากถึงสี่สิบห้าสิบปีแล้วการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่กันระหว่างเพศผู้นั้นอาจดูดุร้ายมาก แต่ที่จริงแล้วต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การต่อสู้กันส่วนใหญ่นั้นเป็นรูปแบบของการแสดงท่าทีก้าวร้าวและการข่มขู่กัน โดยปกติแล้ว ช้างที่ตัวเล็กกว่า มีอายุน้อยกว่า และมีความมั่นใจน้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้กันก่อนที่จะเริ่มสู้กันจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ การต่อสู้กันนี้อาจมีความก้าวร้าวอย่างมาก และในบางครั้งอาจมีช้างตัวใดตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในช่วงฤดูนี้ ซึ่งรู้จักกันว่า ฤดูตกมัน ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยจะสู้กับช้างเพศผู้ตัวอื่นเกือบทุกตัวที่มันพบ และมันจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้เตร็ดเตร่อยู่รอบโขลงเพศเมีย โดยพยายามหาคู่ที่อาจเข้ากันได้การจับคู่พฤติกรรมจับคู่ของช้างฤดูจับคู่นั้นสั้นและช้างเพศเมียจะมีช่วงที่สามารถตั้งครรภ์ได้เพียงไม่กี่วันในแต่ละปี โดยช้างเพศเมียจะแยกตัวออกจากโขลง กลิ่นของช้างเพศเมียในอากาศร้อน (หรือฤดูตกมัน) จะดึงดูดช้างเพศผู้ และช้างเพศเมียยังใช้สัญญาณที่สามารถได้ยินได้เพื่อดึงดูดอีกทางหนึ่งด้วย และเนื่องจากช้างเพศเมียมักจะวิ่งเร็วกว่าเพศผู้ มันจึงไม่จำเป็นต้องจับคู่กับช้างเพศผู้ทุกตัวที่พบเพศผู้จะเริ่มต้นการเกี้ยวพาราสีและเพศเมียจะเพิกเฉยต่อมันเป็นเวลาหลายนาที จากนั้นช้างเพศผู้จะหยุดและเริ่มเกี้ยวอีกครั้ง ช้างจะแสดงท่าทางความรักใคร่ อย่างเช่น การดุนด้วยจมูก การคล้องงวง และการวางงวงของตนไว้ในปากของอีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงการเกี้ยวพาราสีอาจกินเวลานาน 20-30 นาที และไม่จำเป็นที่ว่าเพศผู้จะได้ผสมพันธุ์กับเพศเมียเสมอไป แม้ว่าเพศผู้จะแสดงการเร้าอารมณ์เพศเมียก็ตาม และช้างเพศเมียเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายอยู่เฉยในการเกี้ยวพาราสีเช่นกัน และใช้ท่าทางเดียวกับเพศผู้ด้วยช้างแอฟริกาเช่นเดียวกับช้างเอเชียเพศผู้ยังมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันอีกด้วย ซึ่งจะมีการแสดงพฤติกรรมออกเช่นเดียวกับการเกี้ยวพาราสีต่างเพศ ช้างเพศผู้ตัวหนึ่งจะยื่นงวงออกไปตามหลังของอีกตัวหนึ่งและตามด้วยงาเพื่อแสดงเจตนาที่จะมีความสัมพันธ์ ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์แบบต่างเพศ ซึ่งมักจะเป็นเพียงชั่วคราวตามธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างช้างเพศผู้ด้วยกันนั้นจะกลายมาเป็น &quot;มิตรภาพ&quot; ซึ่งประกอบด้วยช้างเพศผู้ที่มีอายุมากกว่าตัวหนึ่งกับบริวารตัวที่อ่อนกว่าอีกหนึ่งหรือสองตัว ความสัมพันธ์ในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติและพบได้บ่อยในช้างทั้งสองเพศ โดยช้างเอเชียที่เลี้ยงไว้พบว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกว่า 46% เป็นกิจกรรมระหว่างเพศเดียวกัน[42]สติปัญญาเทียบขนาดสมองของมนุษย์ วาฬนำร่องและช้าง (1) -ซีรีบรัม (1a) -สมองกลีบขมับ และ (2) -ซีรีเบลลัมสมองของช้างมีมวลมากกว่า 5 กิโลกรัมเล็กน้อย คิดเป็นสมองของสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะพฤติกรรมของช้างที่สอดคล้องกับสติปัญญาของมันนั้นมีอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการมีความเศร้าโศก การทำเสียงดนตรี ศิลปะ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การที่เลี้ยงทารกได้โดยไม่มีแม่ การเล่น การใช้อุปกรณ์[43] พัฒนาการต่างๆที่มนุษย์สอนและการใช้เวลาช่วงที่อยู่ด้วยกันตอนทำงานและสงสาร,การรู้จักตนเอง[44] เชื่อกันว่าช้างมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับสัตว์ในอันดับวาฬและโลมา[45][46][47] และไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์[48][49][45] สมองของช้างคล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์ในแง่ของโครงสร้างและความซับซ้อน สมองของช้างแสดงรูปแบบหมุนเวียนซึ่งมีความซับซ้อนกว่าและมีขดมวนมากกว่า หรือรอยพับสมอง มากกว่ามนุษย์ ไพรเมตหรือสัตว์กินเนื้อ แต่ยังมีความซับซ้อนน้อยกว่าอันดับวาฬและโลมา[50] อย่างไรก็ตาม เปลือกสมองของช้าง &quot;หนากว่าเปลือกสมองของอันดับวาฬและโลมา&quot; และเชื่อกันว่ามีเซลล์ประสาทและมีไซแนปส์เท่ากับไซแนปส์ของมนุษย์ ซึ่งมากกว่าอันดับวาฬและโลมา[51]ประสาทสัมผัสช้างมีงวงที่มีเส้นประสาทดี และมีประสาทการได้ยินและดมกลิ่นที่ดีเยี่ยม หน่วยรับความรู้สึกการได้ยินนั้นไม่เพียงแต่จะมีอยู่ในหูเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในงวงซึ่งสามารถสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนได้ และที่สำคัญที่สุดคือเท้า ซึ่งมีหน่วยรับความรู้สึกพิเศษเสียงความถี่ต่ำและมีประสาทสัมผัสดีเลิศเช่นกัน ช้างสื่อสารกันด้วยเสียงผ่านระยะทางไกล ๆ หลายกิโลเมตร ซึ่งบางส่วนก็ส่งผ่านทางพื้นดิน ที่มีความสำคัญต่อชีวิตสังคมของพวกมันด้วย นอกจากนี้ยังมีการสังเกตว่าช้างรับเสียงโดยการวางงวงไว้บนพื้นดินและวางตำแหน่งเท้าอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม สายตาของช้างนั้นค่อนข้างเลวการตระหนักรู้ในตัวเองการตระหนักรู้ตัวเองในกระจกเป็นการทดสอบการตระหนักรู้ในตัวเองและกระบวนการรับรู้ที่ใช้ในการศึกษาสัตว์ กระจกจะถูกตั้งไว้และมีการเขียนรอยซึ่งสามารถมองเห็นได้บนตัวช้าง ช้างสำรวจรอยเหล่านี้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้เฉพาะเมื่อมองดูในกระจกเท่านั้น การทดสอบยังรวมไปถึงการทำรอยที่มองไม่เห็นเพื่อขจัดความเป็นไปได้ที่ว่าช้างอาจใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ เพื่อตรวจจับรอยเหล่านี้ นี่แสดงให้เห็นว่าช้างสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าภาพในกระจกนั้นเป็นภาพสะท้อนของตัวมันเอง และความสามารถดังนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นพื้นฐานของความร่วมรู้สึกและปรัตถนิยมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมชั้นสูง ความสามารถนี้ยังได้พบแสดงออกในมนุษย์ เอป โลมาปากขวด[52] และนกกางเขน[53]การสื่อสารช้างใช้เสียงหลายแบบในการสื่อสารกัน ช้างมีชื่อเสียงมากจากเสียงแผดเหมือนเสียงแตร (trumpet call) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช้างเป่าลมผ่านโพรงจมูกของมัน ช้างมักทำเสียงแตรดังกล่าวขณะที่ตื่นเต้น เสียงดังกล่าวสื่อความหมายได้หลายอย่างตั้งแต่การสะดุ้งตกใจ การร้องขอความช่วยเหลือไปจนถึงการแสดงความเดือดดาล ช้างยังได้ทำเสียงคำรามอย่างดังเมื่อพบกัน เสียงคำรามดังกล่าวกลายเป็นการแผดเสียงเมื่อเปิดปากและจะกลายเป็นเสียงครางหากทำเสียงต่อไป เสียงคำรามดังกล่าวอาจเสริมด้วยการทำเสียงดังลั่นขณะกำลังขู่ช้างตัวอื่นหรือสัตว์อื่นช้างสามารถสื่อสารระหว่างกันในระยะไกลได้โดยการส่งและรับเสียงความถี่ต่ำ (อินฟราซาวน์) ซึ่งเป็นเสียงดังที่ต่ำกว่าความถี่ที่มนุษย์สามารถได้ยิน โดยจะเดินทางโดยอาศัยอากาศเป็นตัวกลางและผ่านพื้นดินไปได้ไกลกว่าเสียงความถี่สูง เสียงเหล่านี้มีความถี่ระหว่าง 15-35 เฮิรตซ์ และอาจมีความดังถึง 117 เดซิเบล ทำให้ช้างสามารถสื่อสารกันได้ไกลหลายกิโลเมตร โดยเป็นไปได้ว่าจะมีพิสัยสูงสุดถึงราว 10 กิโลเมตร[54] เสียงนี้สามารถสัมผัสได้โดยผิวหนังที่มีประสาทสัมผัสที่เท้าและงวงของช้าง ซึ่งรับการสั่นสะเทือนเข้าจังหวะมากพอกับบริเวณแบนราบบนหัวของกลอง ในการฟังเสียงนี้อย่างตั้งใจ สมาชิกของช้างในโขลงจะยกเท้าหน้าขึ้นจากพื้นดินหนึ่งข้าง และหันหน้าไปยังแหล่งที่มาของเสียง หรือบ่อยครั้งที่จะวางงวงของมันลงบนพื้น เป็นไปได้ว่าการยกขาดังกล่าวจะเพิ่มการสัมผัสพื้นดินและการรับสัมผัสของขาที่เหลือ ความสามารถดังกล่าวถูกคาดกันว่ายังช่วยการนำทางในช้างโดยการใช้แหล่งอินฟราซาวน์ภายนอกด้วยการค้นพบรูปแบบการติดต่อทางสังคมของช้างแบบใหม่และความเข้าใจนี้ทำให้มีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีวิทยุ ซึ่งสามารถรับความถี่นอกเหนือไปจากระดับที่หูมนุษย์จะได้ยินได้ เคที เพยน์แห่งโครงการการฟังในช้าง[55] ได้บุกเบิกวิจัยในการสื่อสารอินฟราซาวน์ในช้าง และได้ให้รายละเอียดในหนังสือของเธอชื่อ Silent Thunder (สายฟ้าเงียบ) แม้ว่าการวิจัยนี้จะยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่มันก็ได้ช่วยไขปริศนาหลายอย่าง อาทิเช่น ช้างสามารถหาช้างตัวที่มีศักยภาพจะเป็นคู่ได้อย่างไร และกลุ่มสังคมสามารถร่วมมือกันกำหนดทิศทางการเดินของมันผ่านระยะทางไกล ๆ ได้อย่างไร[54] จอยซ์ พูลยังได้เริ่มต้นถอดรหัสการเปล่งเสียงของช้างที่ได้บันทึกไว้ตลอดหลายปีที่ได้สังเกต โดยหวังจะสร้างคลังศัพท์ที่อาศัยรายการเสียงช้างที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ[56]อาหารช้างเป็นสัตว์กินพืชเป็นอาหาร และใช้เวลากินมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน อาหารของช้างนั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งตามฤดูกาลและที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่อยู่และพื้นที่ ส่วนใหญ่แล้วช้างกินใบไม้ เปลือกไม้ และผลไม้ของต้นไม้หรือพุ่มไม้เป็นอาหาร แต่ก็อาจกินหญ้าและสมุนไพรเข้าไปในปริมาณมากด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้องและไม่มีกีบเท้าอื่น ๆ ช้างย่อยอาหารได้เพียง 40% จากปริมาณทั้งหมดที่กินเข้าไปเท่านั้น ระบบการย่อยอาหารของพวกมันขาดประสิทธิภาพในแง่ปริมาตร ช้างตัวเต็มวัยบริโภค 140-270 กิโลกรัมต่อวัน[57]การนอนหลับช้างใช้เวลานอนหลับมากกว่าสามชั่วโมงเล็กน้อย โดยมีผู้อธิบายว่า ช้างใช้เวลาส่วนใหญ่กินอาหารเพราะขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน[58]ความก้าวร้าวแม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในสวนสัตว์ และถูกพรรณนาว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่อ่อนโยนในนิยาย แต่ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์อันตรายที่สุดในโลก พวกมันสามารถฆ่าสัตว์บกอื่นได้ทุกชนิด แม้กระทั่งแรด พวกมันอาจมีความโกรธขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ และแสดงพฤติกรรมที่ถูกตีความว่า &quot;อาฆาตพยาบาท&quot;[59] ในแอฟริกา ช้างวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งโจมตีหมู่บ้านของมนุษย์หลังการฆ่าช้างในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980[60][61] ในอินเดีย ช้างเพศผู้โจมตีหมู่บ้านต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ทำลายบ้านและฆ่าคนเป็นปกติวิสัย ในรัฐฌาร์ขัณฑ์ ประเทศอินเดีย มีคนถูกช้างฆ่าตาย 300 คน ระหว่าง ค.ศ. 2000 และ 2004 และในอัสลัม มีรายงานคนถูกช้างฆ่า 239 คน ระหว่าง ค.ศ. 2001 และ 2006[59]ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยตามธรรมชาติจะเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า &quot;ตกมัน&quot; เป็นครั้งคราว ช้างที่ตกมันจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างยิ่งและเพิ่มระดับการหลั่งฮอร์โมนสืบพันธุ์ภัยคุกคามการล่าภัยคุกคามต่อช้างแอฟริกาปรากฏในรูปการค้างาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนิด สัตว์ที่ใหญ่กว่า มีชีวิตยืนยาวกว่า และเติบโตได้ช้ากว่าอย่างช้าง จะถูกล่าเกินขนาดมากกว่าสัตว์อื่น พวกมันไม่สามารถซ่อนตัว และต้องใช้เวลาหลายปีให้ช้างเติบโตและสืบสายพันธุ์ต่อไป ช้างต้องกินพืชเฉลี่ยวันละกว่า 140 กิโลกรัมเพื่อมีชีวิตรอด และเมื่อสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ถูกล่าไป ทำให้ประชากรสัตว์กินพืชขนาดเล็กในท้องถิ่นเพิ่มจำนวนขึ้น (อันเป็นคู่แข่งแย่งอาหารของช้าง) จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ต้นไม้ พุ่มไม้และหญ้าถูกทำลาย ช้างเองมีนักล่าตามธรรมชาติน้อย มีเพียงมนุษย์และสิงโตในบางโอกาสเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลแอฟริกาหลายประเทศอนุญาตให้การล่าช้างโดยจำกัดถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากเป็นค่าอนุญาตซักมักใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามอนุรักษ์ และมีการอนุญาตเพียงน้อยครั้งเท่านั้น (ปกติแล้วให้สำหรับสัตว์ที่มีอายุมากกว่า) เพื่อทำให้แน่ใจว่าประชากรสัตว์จะไม่หมดไป[62]เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการประเมินว่าช้างมีจำนวนระหว่าง 5 ถึง 10 ล้านตัว แต่การล่าและการทำลายถิ่นที่อยู่ลดจำนวนช้างลงเหลือเพียง 400,000 ถึง 500,000 ตัว เมื่อถึงปลายศตวรรษ[63] ในช่วงสิบปีก่อน ค.ศ. 1990 ประชากรช้างลดลงมากกว่าครึ่งจาก 1.3 ล้านตัว เหลือราว 600,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้างาช้าง ทำให้เกิดการห้ามค้างาช้างระหว่างประเทศ[64][65] ขณะที่ประชากรช้างกำลังเพิ่มขึ้นในบางส่วนของแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออก[66] ชาติแอฟริกาอื่น ๆ กลับมีรายงานว่าประชากรช้างในประเทศลดลงมากที่สุดถึงสองในสาม และประชากรในพื้นที่คุ้มครองบางแห่งอยู่ในอันตรายว่าจะถูกล่าหมดไป[67] ประเทศชาดมีประวัติศาสตร์การบุกรุกป่าเพื่อล่าช้างนานหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้ประชากรช้างในภูมิภาค ซึ่งเคยมีมากกว่า 300,000 ตัว ในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือเพียงอย่างน้อย 10,000 ตัวในปัจจุบัน[68] ในอุทยานแห่งชาติวิรุนดา ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประชากรช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเข้าชมได้ลดลงจาก 2,889 ตัว ในปี ค.ศ. 1951 เหลือ 348 ตัว ในปี ค.ศ. 2006[69]มีความเป็นไปได้ว่าการล่าเอาเฉพาะช้างที่มีงาอาจทำให้งาในช้างแอฟริกาหายไปอย่างถาวร แม้ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ตาม ผลกระทบของช้างที่ไม่มีงาต่อสิ่งแวดล้อม และต่อตัวช้างเองนั้น อาจใหญ่หลวงได้ ช้างใช้งาเพื่อขุดเอาแร่ธาตุที่จำเป็นในดิน ฉีกเนื้อพืชออกจากกัน และใช้ในการต่อสู้เพื่อแย่งคู่ หากปราศจากงา พฤติกรรมของช้างอาจเปลี่ยนไปมาก[70]การสูญเสียถิ่นที่อยู่อีกภัยคุกคามหนึ่งต่อการมีชีวิตรอดของช้างโดยรวมคือการทำกสิกรรมในถิ่นที่อยู่ของช้างอย่างต่อเนื่องโดยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการขัดต่อผลประโยชน์ต่อมนุษย์ผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ทำให้มีช้างถูกฆ่าไป 150 ตัว และมีคนเสียชีวิตไปถึง 100 คนต่อปีในศรีลังกา[71] การลดจำนวนของช้างเอเชียส่วนใหญ่เป็นไปด้วยเหตุผลที่ว่าสูญเสียถิ่นที่อยู่เมื่อป่าผืนใหญ่หายไปมากขึ้นทุกที ระบบนิเวศจึงได้รับผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ต้นไม้มีส่วนสำคัญในการยึดหน้าดินและดูดซับน้ำไหลบ่า อุทกภัยและการพังทลายของหน้าดินขนาดใหญ่เป็นผลกระทบโดยทั่วไปของการตัดไม้ทำลายป่า ช้างต้องการที่ดินผืนใหญ่ เนื่องจากพวกมันคุ้นชินกับการโค่นต้นไม้และไม้พุ่มเพื่อหาอาหาร เหมือนกับชาวไร่เลื่อนลอย แต่ช้างจะค่อยกลับมาในภายหลัง เมื่อพื้นที่ดังกล่าวมีต้นไม้เติบโตขึ้นดังเดิมแล้ว และเมื่อป่าไม้ลดขนาดลง ช้างจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งจะทำลายพืชผลการเกษตรทั้งหมดในพื้นที่ และทำลายทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่อุทยานแห่งชาติเขตสงวนอย่างเป็นทางการแห่งแรกของแอฟริกา อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ กลายมาเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดและประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา[72] อย่างไรก็ตาม มีหลายปัญหาที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้งเขตสงวนเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างกินอาณาบริเวณกว้างโดยไม่คำนึงถึงพรมแดนระหว่างประเทศ เมื่อมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและล้อมรั้ว สัตว์หลายชนิดจึงพบว่าตนถูกตัดขาดจากแหล่งอาหารในฤดูหนาวหรือพื้นที่ผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิ สัตว์บางตัวถึงกับตายไปเลย ขณะที่สัตว์อื่น เช่นช้าง อาจเหยียบข้ามรั้วไปเลย ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในไร่นาในละแวกนั้น เมื่อถูกจำกัดอยู่ในอาณาเขตเล็ก ๆ ช้างสามารถก่อความเสียหายใหญ่หลวงต่อภูมิประเทศแถบนั้นได้[73]ยิ่งไปกว่านั้น เขตสงวนบางแห่ง อย่างเช่นอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ในความเห็นของผู้จัดการสัตว์ป่า กำลังประสบปัญหาจากประชากรช้างแออัดเกินไป ขณะที่สัตว์ป่าชนิดอื่นภายในเขตสงวนมีจำนวนลดลง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ประเทศแอฟริกาใต้ประกาศว่าจะรื้อฟื้นการยิงลดจำนวนช้าง (culling) อีกเป็นครั้งแรกนับแต่ปี ค.ศ. 1994 เพื่อควบคุมจำนวนช้าง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยิงลดจำนวนเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันก็ตาม[74] แต่เมื่อทางนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ประจักษ์แล้วว่าอุทยานอาจเป็นความหวังสุดท้ายต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบ ๆ พวกมันปุ๋ยในจังหวัดเบงกูลูของอินโดนีเซีย มีช้างสี่ตัวตาย และจากผลการตรวจซากพบว่าหนึ่งในช้างเหล่านี้มีปริมาณไนโตรเจนในร่างกายสูง ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคือช้างได้กินเอาปุ๋ยที่ถูกใส่ต้นไม้ในไร่นา ช้างอาจได้รับเกลือในปุ๋ยเข้าไปและนำไปสู่การตายได้[75]มนุษย์กับช้างการเลี้ยงและใช้งานช้างได้เป็นสัตว์ใช้งานซึ่งถูกใช้ในหลายด้านโดยมนุษย์ ตราประทับที่ถูกพบในลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นการบอกว่าช้างถูกนำมาเลี้ยงเป็นครั้งแรกในอินเดียโบราณ อย่างไรก็ตาม ช้างไม่อาจนำมาเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์ ช้างเพศผู้จะเกิดอาการตกมันตามสภาพขึ้นเป็นบางเวลาและควบคุมได้ยาก ดังนั้น ช้างที่มนุษย์นำไปใช้นั้นจึงมักเป็นช้างเพศเมีย โดยช้างศึกเป็นข้อยกเว้น เพราะช้างเพศเมียจะวิ่งหนีออกจะช้างเพศผู้ ทำให้มีแต่ช้างเพศผู้เท่านั้นที่สามารถถูกใช้ในสงครามได้ มักจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะจับช้างป่าอายุน้อยแล้วฝึกมันให้เชื่องกว่าเลี้ยงให้เติบโตในการดูแลคนลาวได้มีการเลี้ยงช้างมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ และยังมีช้างเลี้ยงราว 500 ตัวยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่พบใช้งานอยู่ในแขวงไชยบุรี ช้างเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกใช้งานในอุตสาหกรรมตัดไม้ โดยมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังผุดขึ้นเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าช้างยังมักถูกจัดแสดงในสวนสัตว์และอุทยานสัตว์ป่า ช้างราว 1,200 เชือกถูกเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ทางตะวันตก การศึกษาพบว่าช้างในสวนสัตว์ในยุโรปมีอายุขัยเป็นครึ่งหนึ่งของช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองในแอฟริกาและเอเชีย[76] จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 ช้างแอฟริกาที่อยู่ในการดูแลที่มีอายุมากที่สุด คือ รัวฮา (59 ปี) ที่สวนสัตว์บาเซล[77]ช้างขนยุทโธปกรณ์หนักในอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในประเทศพม่า ไทย อินเดียและส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ ช้างได้ถูกใช้ในทางทหารโดยใช้เป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนโคนต้นไม้และการเคลื่อนย้ายซุง และมักถูกใช้ในการประหารชีวิตโดยเหยียบผู้ที่ถูกลงโทษ ช้างยังได้ใช้เป็นพาหนะสำหรับการล่าแบบซาฟารี และสัตว์พาหนะในพิธีกรรมของพระมหากษัตริย์หรือศาสนา ขณะที่ช้างเอเชียได้ถูกใช้เพื่อขนส่งและเพื่อความบันเทิงการสงครามภาพการใช้ช้างของคาร์เธจในสงครามกับโรมันช้างศึกถูกใช้โดยกองทัพในอนุทวีปอินเดีย รัฐซึ่งทำสงครามกันในจีนในยุคจ้านกว๋อ และจักรวรรดิเปอร์เซียในสมัยหลัง การใช้ช้างในการสงรามถูกปรับใช้โดยกองทัพเฮเลนนิสติคหลังอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงเล็งเห็นคุณค่าของช้างต่อพระเจ้าพอรุส ที่โดดเด่นในจักรวรรดิปโตเลมีและเซลูซิด แม่ทัพคาร์เธจ ฮันนิบาล ใช้ช้างข้ามเทือกเขาแอลป์ระหว่างทำสงครามกับโรมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จักรวรรดิขแมร์อันทรงอำนาจได้เข้าครอบงำในภูมิภาคในคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยอาศัยการใช้ช้างศึกอย่างมาก เมื่ออำนาจของเขมรเสื่อมลงในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาติที่มีอำนาจในเวลาต่อมา ได้แก่ พม่าและไทยก็ได้นำช้างศึกมาปรับใช้อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน ยุทธหัตถีเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้ช้างศึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สวนสัตว์และละครสัตว์มีเสียงคัดค้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อต้านการจับ การกักขัง และการใช้ช้างป่า[78] ผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์ยืนยันว่าช้างในสวนสัตว์และละครสัตว์นั้น &quot;ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บทางกายภาพเรื้อรัง การขาดสังคม ความตายอยากทางอารมณ์และการตายก่อนเวลาอันควร&quot;[79] สวนสัตว์แย้งว่ามาตรฐานการดูแลช้างนั้นมีสูงมากและมีการจัดความต้องการขั้นต่ำสำหรับการดูแลช้าง อย่างเช่น พื้นที่อยู่อาศัยขั้นต่ำ การออกแบบสถานที่กั้นล้อม อาหาร การสืบพันธุ์ สิ่งประดับและการดูแลจากสัตวแพทย์ เพื่อรับประกันความอยู่ดีกินดีของช้างที่อยู่ในการควบคุม แต่ละครสัตว์นั้นยังมีประวัติไม่ดีอยู่ โดยมีข้อมูลรายงานว่า มีช้าง 27 เชือกที่เป็นของละครสัตว์ 3 คณะในสหรัฐอเมริกา ตายตั้งแต่ ค.ศ. 1992[80]ช้างเป็นส่วนสำคัญในละครสัตว์มานานแล้ว เพราะเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดพอจะฝึกให้แสดงท่าทางได้หลายอย่าง อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นอยู่ของช้างในละครสัตว์นั้นไม่เป็นธรรมชาติ เพราะถูกกักขังในกรงขนาดเล็ก ถูกล่ามโซ่ที่ขา และขาดเพื่อนช้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างทำร้ายผู้เลี้ยงหรือควาญซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ในวัฒนธรรมสมัยนิยมช้างพบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมสมัยนิยมตะวันตกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์แปลก (exotic) [81] เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์และขนาดรูปร่างที่ทำให้ช้างแตกต่างจากสัตว์อื่น และเพราะ เช่นเดียวกับสัตว์ในทวีปแอฟริกาอีกหลายชนิด เช่น ยีราฟ แรด และฮิปโปโปเตมัส ทำให้ชาวตะวันตกไม่คุ้นเคยกับสัตว์เหล่านี้[82] การอ้างถึงช้างที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในวัฒนธรรมสมัยนิยมนั้นอาศัยความแปลกของมันเป็นหลัก[82] ยกตัวอย่างเช่น &quot;ช้างเผือก&quot; เป็นภาษิตหมายถึง บางสิ่งที่มีราคาแพงและแปลก แต่มักใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้[82]ช้างเป็นตัวละครที่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มวรรณกรรมเด็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วช้างมักมีบทบาทเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมซึ่งน่ายกย่อง[81] มีหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวของช้างวัยเยาว์ที่อยู่ตัวเดียวกลับคืนสู่กลุ่มของมัน อย่างเช่น ดัมโบ้ (ค.ศ. 1942) [82] นอกเหนือไปจากสัตว์แปลกแล้ว ช้างในนิยายยังเป็นตัวแทนของมนุษย์[82] ซึ่งความคิดคำนึงถึงชุมชนและกันและกันได้ถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นบางสิ่งที่น่าปรารถนา[83]ลูกผสมสปีชีส์ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีการกระจายพันธุ์ไม่ต่อเนื่องกัน และไม่มีลูกผสมในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1978 ที่สวนสัตว์เชสเตอร์ แม่พันธุ์ช้างเอเชียได้ให้กำหนดลูกช้างลูกผสมอันเกิดจากการผสมกับพ่อพันธุ์ช้างแอฟริกา ช้างลูกผสมเพศผู้ดังกล่าว ซึ่งได้ชื่อว่า &quot;มอตตี&quot; มีแก้ม หูและขาอย่างช้างแอฟริกา แต่มีจำนวนเล็บเท้าอย่างช้างเอเชีย งวงที่มีรอยย่นนั้นคล้ายกับช้างแอฟริกา ร่างกายมีลักษณะเหมือนอย่างช้างแอฟริกา แต่มีโหนกกลางอย่างช้างเอเชีย และโหนกหลังอย่างช้างแอฟริกา แต่ลูกผสมดังกล่าวตายด้วยอาการติดเชื้อในอีก 12 วันให้หลัง[84] ร่างของมันถูกเก็บรักษาไว้เป็นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอังกฤษในกรุงลอนดอน มีข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีช้างลูกผสมอื่นอีกสามเชือกเกินในสวนสัตว์หรือละครสัตว์ ซึ่งทั้งหมดถูกกล่าวว่าพิการผิดรูปร่างและไม่มีตัวใดรอดชีวิตเลยอ้างอิง Scientists map elephant evolution. BBC News. July 24, 2007. Roca, Alfred L.; Georgiadis, N; Pecon-Slattery, J; O&#39;Brien, SJ (24 August 2001). &quot;Genetic evidence for two species of elephant in Africa&quot;. Science. 293 (5534): 1473–7. doi:10.1126/science.1059936. PMID 11520983. African Elephant Specialist Group (2003). &quot;Statement on the taxonomy of extant Loxodonta&quot; (PDF). IUCN. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Unknown parameter |month= ignored (help) Eggert, Lori S.; Rasner, Caylor A.; Woodruff, David S. (2002-10-07). &quot;The evolution and phylogeography of the African elephant inferred from mitochondrial DNA sequence and nuclear microsatellite markers&quot;. Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences. 269 (1504): 1993–2006. doi:10.1098/rspb.2002.2070. PMC 1691127. PMID 12396498. ISSN: 0962-8452 (Paper) 1471–2954 (Online). Rohland, Nadin (2010). &quot;Genomic DNA Sequences from Mastodon and Woolly Mammoth Reveal Deep Speciation of Forest and Savanna Elephants&quot;. PLoS Biology. 8 (12). doi:10.1371/journal.pbio.1000564. Unknown parameter |month= ignored (help); |access-date= requires |url= (help) CITES Appendix II Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Animal Diversity Web – Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Douglas-Hamilton, Iain (1979). The African Elephant Action Plan. unpublished report. Parker, Ian (1983). Ivory Crisis. Chatto and Windus, London. p. 184. ISBN 0701126337. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Blanc, JJ (2007). African Elephant Status Report 2007: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 276. ISBN 978-2-8317-0970-3. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blanc, JJ (January–June 2005). &quot;Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa&quot; (PDF). Pachyderm. IUCN/SSC African Elephant Specialist Group. 38 (38): 19–28. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Blanc et al. 2007, op. cit. Blanc, JJ (2003). African Elephant Status Report 2002: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 308. ISBN 2-8317-0707-2. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blake, Stephen (2005). &quot;Central African Forests: Final Report on Population Surveys (2003–2005)&quot; (PDF). CITES MIKE Programme, Nairobi. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. &quot;South Africa to Allow Elephant Killing&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Asian Elephants. Elephant Facts. Sukumar, R. (2003). The Living Elephants: Evolutionary Ecology, Behavior, and Conservation. Oxford University Press, Oxford, UK. Asian Elephants. Elepahnt Zone. Shoshani, J. (2006) Taxonomy, Classification, and Evolution of Elephants In: Fowler, M. E., Mikota, S. K. (eds.) Biology, medicine, and surgery of elephants. Wiley-Blackwell. ISBN 0-8138-0676-3. Pp. 3–14 Elephant Trunks. West, John B. (2001). &quot;Snorkel breathing in the elephant explains the unique anatomy of its pleura&quot; (PDF). Respiratory Physiology. 126 (1): 1–8. doi:10.1016/S0034-5687 (01) 00203-1 Check |doi= value (help). PMID 11311306. West, John B.; Fu, Zhenxing; Gaeth, Ann P.; Short, Roger V. (2003-11-14). &quot;Fetal lung development in the elephant reflects the adaptations required for snorkeling in adult life&quot; (PDF). Respiratory Physiology &amp; Neurobiology. 138 (2–3): 325–333. doi:10.1016/S1569-9048 (03) 00199-X Check |doi= value (help). Elephant Tusk and Theeths Ivory Scott, William Berryman (1913). &quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot;&amp;pg=PA430#v=onepage&amp;q=Gomphotherium%20&quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot; A history of land mammals in the western hemisphere. New York: The Macmillan Company. p. 430. &quot;Elephant Anatomy&quot;. Indianapolis Zoo. Archived from the original on 2007-05-03. สืบค้นเมื่อ 2007-05-28. Moss:245 Moss:245, 258, 267, 268 The skin of the elephants. [1] ELEPHANTS The Skin. Elephant Ears, skin and legs. Elephant Facts. Moore, Tom (2007). &quot;Biomechanics: A Spring in Its Step&quot;. Natural History. 116 (4): 28–9. Morelle, Rebecca. (12 February 2010). &quot;Do speedy elephants walk or run?&quot; BBC News. [2] Ren, L. &amp; J.R. Hutchinson (2007). &quot;The three-dimensional locomotor dynamics of African (Loxodonta africana) and Asian (Elephas maximus) elephants reveal a smooth gait transition at moderate speed&quot;. J. Roy. Soc. Interface. 5 (19): 195–211. doi:10.1098/rsif.2007.1095. PMC 2705974. PMID 17594960. &quot;Royal Veterinary College: Are fast moving elephants really running?&quot;. Rvc.ac.uk. 2008-12-23. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Hutchinson, J.R; Famini, Dan; Lair, Richard; Kram, Rodger (2003). &quot;Biomechanics: Are fast-moving elephants really running?&quot;. Nature. 422 (6931): 493–494. doi:10.1038/422493a. PMID 12673241. Unknown parameter |month= ignored (help) Elephant&#39;s sixth &#39;toe&#39; discovered &quot;Joyce Poole&#39;s publication &#39;&#39;Announcing intent: the aggressive state of musth in African elephants&#39;&#39;&quot;. Elephantvoices.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant &#39;had aquatic ancestor&#39;. BBC News. April 15, 2008. Bruce Bagemihl, Biological Exuberance: Animal Homosexuality and Natural Diversity, St. Martin&#39;s Press, 1999; pp.427–430 Braden, Claire. &quot;Not so Dumbo: Elephant Intelligence&quot;. Archived from the original on 2007-06-07. สืบค้นเมื่อ 2007-05-27. &quot;Elephants&#39; jumbo mirror ability&quot;. BBC News. 2006-10-31. สืบค้นเมื่อ 2007-08-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ABCScience อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ DolphinGuide อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Friendsoftheelephant Hart, B.L. (2001). &quot;Cognitive behaviour in Asian elephants: use and modification of branches for fly switching&quot;. Animal Behaviour. Academic Press. 62 (5): 839–847. doi:10.1006/anbe.2001.1815. สืบค้นเมื่อ 2007-10-30. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help); Unknown parameter |month= ignored (help) อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Scott &quot;Elephant brain, Part I: Gross morphology, functions, comparative anatomy, and evolution&quot; (PDF). Jeheskel Shoshani, William J. Kupsky b, Gary H. Marchant. สืบค้นเมื่อ 2007-11-09. Roth, Gerhard. &quot;Is the human brain unique?&quot;. Mirror Neurons and the Evolution of Brain and Language. John Benjamins Publishing. pp. 63–76. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Joshua M. Plotnik, Frans B. M. de Waal, and Diana Reiss (2006) Self-recognition in an Asian elephant. Proceedings of the National Academy of Sciences 103 (45) :17053–17057 10.1073/pnas.0608062103 abstract Magpies are no bird-brains, mirror test shows[ลิงก์เสีย] Larom, D.; Garstang, M.; Payne, K.; Raspet, R.; Lindeque, M. (1997). &quot;The influence of surface atmospheric conditions on the range and area reached by animal vocalizations&quot; (PDF). Journal of experimental biology. 200 (3): 421–431. สืบค้นเมื่อ 2009-05-27. &quot;Elephant Listening Project&quot;. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;In Africa, Decoding the &quot;Language&quot; of Elephants&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. ELEPHANTS &quot;40 Winks?&quot; Jennifer S. Holland, National Geographic Vol. 220, No. 1. July 2011. Huggler, Justin (2006-10-12). &quot;Animal Behaviour: Rogue Elephants&quot;. London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. An Elephant Crackup? Highfield, Roger (2006-02-17). &quot;Elephant rage: they never forgive, either&quot;. Sydney Morning Herald. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Conservation &amp; Elephant Hunting&quot;. IWMC World Conservation Trust - IWMC.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant[ลิงก์เสีย]. Microsoft Encarta Online Encyclopedia 2009. Archived 2009-10-31. &quot;To Save An Elephant&quot; by Allan Thornton &amp; Dave Currey, Doubleday 1991 ISBN 0-385-40111-6 &quot;A System of Extinction - the African Elephant Disaster&quot; Environmental Investigation Agency 1989 Blanc, J.J., Barnes, R.F.W., Craig, G.C., Douglas-Hamilton, I., Dublin, H.T., Hart, H.T. &amp; Thouless, C.R. 2005. Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa. Pachyderm 38, 19–28 &quot;WWF: Poaching May Erase Elephants From Chad Wildlife Park&quot;. 2008-12-24. สืบค้นเมื่อ 2008-12-24. African Elephants Slaughtered in Herds Near Chad Wildlife Park. National Geographic News. Marc Languy and Emmanuel de Merode (eds.) 2009 Virunga: The Survival of Africa&#39;s First National Park Lannoo, Tielt, Belgium. p.143 The Learning Kingdom&#39;s Cool Fact of the Day for March 30, 1999, Why are elephants in Africa being born without tusks &quot;Conservation GIS Projects&quot;. Smithsonian National Zoological Park. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;History of Kruger Park: Kruger National Park: South Africa&quot;. Krugerpark.co.za. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Impact&quot;. Elephant.elehost.com. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Clayton, Jonathan (2008-02-26). &quot;Animal rights outrage over plan to cull South Africa&#39;s elephants&quot;. Times Online. London. สืบค้นเมื่อ 2008-03-22. &quot;Police investigating four elephant deaths&quot;. Antara News. &quot;Science Podcast transcript&quot; (PDF) Science 12 December 2008. Retrieved 13 December 2008. Georges Frei (2010-07-29). &quot;The Elephants in Basel Zoo / the Zolli Switzerland&quot;. Upali.ch. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Resistance against capture and training of wild elephants&quot;. Amboseli Trust for Elephants. สืบค้นเมื่อ 2007-12-01. External link in |publisher= (help) &quot;SaveWildElephants.com&quot;. PETA. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Ringling Brothers Circus - Factsheet&quot; (PDF). PETA. April 22, 2008. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Van Riper, A. Bowdoin (2002). Science in popular culture: a reference guide. Westport: Greenwood Press. p. 73. ISBN 0-313-31822-0. Van Riper, op.cit., p. 74. Van Riper, op.cit., p. 75. &quot;Motty the african and asian elephant crossbreed&quot;. Elephant.se. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12.ดูเพิ่มPCN-logo.png สถานีย่อย:โลกของสัตว์วิกิพจนานุกรมวิกิพจนานุกรม มีความหมายของคำว่า:ช้าง คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ:ช้างWikispecies-logo.svg ข้อมูลเกี่ยวข้องกับ Elephantidae จากวิกิสปีชีส์คชศาสตร์ช้างในประเทศไทยหมวดหมู่: CS1 errors: external linksAutomatic taxobox cleanupParaphyletic groupsช้างสัตว์แบ่งตามชื่อสามัญรายการเลือกการนำทางยังไม่ได้เข้าสู่ระบบคุยส่วนร่วมสร้างบัญชีเข้าสู่ระบบบทความอภิปรายเนื้อหาดูต้นฉบับประวัติค้นหาค้นหา วิกิพีเดียหน้าหลักถามคำถามบทความคัดสรรบทความคุณภาพเหตุการณ์ปัจจุบันสุ่มบทความมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวิกิพีเดียศาลาประชาคมเปลี่ยนแปลงล่าสุดหน้าติดต่อบริจาคให้วิกิพีเดียคำอธิบายเครื่องมือหน้าที่ลิงก์มาการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวโยงอัปโหลดไฟล์หน้าพิเศษลิงก์ถาวรสารสนเทศหน้าสิ่งนี้ใน วิกิสนเทศอ้างอิงบทความนี้ในโครงการอื่นวิกิมีเดียคอมมอนส์พิมพ์/ส่งออกสร้างหนังสือดาวน์โหลดเป็น PDFรุ่นพร้อมพิมพ์ภาษาอื่นEnglishGalegoBahasa Indonesiaಕನ್ನಡമലയാളംNorskၽႃႇသႃႇတႆးTürkçe中文เพิ่มเติมอีก 156 ภาษาแก้ไขลิงก์หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 เวลา 18:55 น.อนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน และอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่ ข้อกำหนดการใช้งานWikipedia® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของมูลนิธิวิกิมีเดีย องค์กรไม่แสวงผลกำไรติดต่อเรานโยบายความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับวิกิพีเดียข้อปฏิเสธความรับผิดชอบผู้พัฒนานโยบายการใช้คุกกี้มุมมองสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่Wikimedia FoundationPowered by MediaWiki[ปิด]หน้านี้ถูกกึ่งล็อกช้างจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีไปยังการนำทางไปยังการค้นหา&quot;ช้าง&quot; เปลี่ยนทางมาที่นี่ บทความนี้เกี่ยวกับสัตว์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ช้าง (แก้ความกำกวม)ช้างTemporal range: Pliocene–present PreЄЄOSDCPTJKPgNA female African bush elephant in Mikumi National Park, Tanzaniaช้างพุ่มไม้แอฟริกาเพศเมียในอุทยานแห่งชาติมิคุมิ ประเทศแทนซาเนียการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์Edit this classificationUnrecognized taxon (fix):	Elephantoideaวงศ์:	Elephantidaeวงศ์ย่อย:	Elephantinaeกลุ่มที่รวมอยู่ด้วยLoxodonta Anonymous, 1827Elephas Linnaeus, 1758หน่วยที่รวมโดยแคลดิสติกส์แต่ไม่รวมโดยดั้งเดิม†Mammuthus Brookes, 1828†Palaeoloxodon Matsumoto, 1925 (technically part of Loxodonta)†Primelephas Maglio, 1970AD-thai.svg	บทความนี้ใช้ระบบคริสต์ศักราช เพราะอ้างอิงคริสต์ศักราชและคริสต์ศตวรรษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่งช้าง เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดในวงศ์ Elephantidae ปัจจุบันรับรองว่ามีอยู่ 3 สปีชีส์ คือ ช้างแอฟริกา, ช้างป่าแอฟริกา และช้างเอเชีย วงศ์ Elephantidaeเป็นวงศ์เดียวที่ยังไม่สูญพันธุ์ในอันดับ Proboscidea สมาชิกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น มาสโตดอน (mastodon) วงศ์ Elephantidae ยังมีกลุ่มที่บัดนี้สูญพันธุ์ไปแล้วหลายกลุ่ม รวมทั้งช้างแมมมอธและช้างงาตรง ช้างแอฟริกามีหูขนาดใหญ่กว่าและหลังเว้า ส่วนช้างเอเชียมีหูขนาดเล็กกว่าและมีหลังนูนหรือราบ ลักษณะเด่นของช้างทุกชนิดได้แก่ งวงยาว หูกางขนาดใหญ่ ขาใหญ่ และผิวหนังที่หนาแต่ละเอียดอ่อน งวงใช้สำหรับการหายใจ หยิบจับอาหารและน้ำเข้าปา และคว้าวัตถุ งาซึ่งดัดแปลงมาจากฟันตัด ใช้เป็นทั้งอาวุธและเครื่องมือสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุและขุดดิน หูกางขนาดใหญ่ช่วยในการคงอุณหภูมิกายให้คงที่ เช่นเดียวกับใช้ในการสื่อสาร ขาใหญ่เหมือนเสารองรับน้ำหนักตัว ช้างเป็นสัตว์บกขนาดใหญ่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันช้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในที่อยู่อาศัยหลากหลาย ทั้งสะวันนา ป่า ทะเลทรายและที่ลุ่มชื้นแฉะ ช้างเป็นสัตว์กินพืช และอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำเมื่อสามารถเข้าถึงได้ ช้างถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์อื่นมักรักษาระยะห่างจากช้าง โดยมีข้อยกเว้นคือสัตว์นักล่าช้าง เช่น สิงโต เสือโคร่ง ไฮยีนาและหมาป่าทุกชนิด ซึ่งปกติมักเลือกช้างอ่อนเป็นเป้าหมายเท่านั้น ช้างมีสังคมฟิชชัน–ฟิวชัน หมายความว่า กลุ่มครอบครัวหลายกลุ่มมารวมกันเข้าสังคม ช้างเพศเมีย (ช้างพัง) มักอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งอาจประกอบด้วยช้างเพศเมียหนึ่งตัวและลูกช้างหรือช้างเพศเมียหลายตัวที่มีความเกี่ยวดองกันกับลูก ๆ โดยไม่มีช้างเพศผู้ (ช้างพลาย) กลุ่มนี้มีช้างพังที่ปกติอายุมากที่สุดเป็นหัวหน้าช้างพลายออกจากลุ่มครอบครัวเมื่อถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ และอาจอยู่สันโดษหรืออยู่กับช้างพลายตัวอื่น ช้างพลายโตเต็มวัยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มครอบครัวเมื่อหาคู่และเข้าสู่ภาวะที่มีเทสโทสเตอโรนและความก้าวร้าวสูงขึ้น เรียก ตกมัน ซึ่งช่วยให้พวกมันถือความเป็นใหญ่และสืบพันธุ์ได้สำเร็จ ลูกช้างเป็นศูนย์กลางความสนใจของกลุ่มครอบครัวและต้องอาศัยแม่เป็นเวลานานสุดสามปี ช้างป่ามีชีวิตอยู่ได้ถึง 70 ปี ช้างสื่อสารกันโดยการสัมผัส การมองเห็น การรับกลิ่นและการฟังเสียง ช้างใช้อินฟราซาวน์ และการสื่อสารไหวสะเทือนเป็นระยะทางไกล สติปัญญาของช้างเทียบได้กับสติปัญญาของไพรเมตและอันดับวาฬและโลมา ช้างดูมีความสำนึกเกี่ยวกับตนเองและแสดงความเห็นใจต่อช้างที่กำลังตายหรือช้างที่ตายแล้วสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติจัดช้างแอฟริกาเป็นชนิดที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ และช้างเอเชียเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์ ภัยคุกคามต่อประชากรช้างใหญ่สุดประการหนึ่งคือการค้างาช้าง ซึ่งทำให้ช้างถูกบุกรุกเข้าไปล่าเพื่อเอางา ภัยคุกคามช้างป่าประการอื่นได้แก่การทำลายที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งกับประชากรท้องถิ่น มีการใช้ช้างเป็นสัตว์ใช้แรงงานในทวีปเอเชีย และยังมีการจัดแสดงในสวนสัตว์หรือถูกใช้ประโยชน์สำหรับความบันเทิงในละครสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์รู้จักดีและปรากฏทั้งในศิลปะ นิทานพื้นบ้าน ศาสนา วรรณกรรมและวัฒนธรรมสมัยนิยมเนื้อหา1	อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการ2	ลักษณะทางกายภาพ3	ชีววิทยาและพฤติกรรม4	ภัยคุกคาม5	มนุษย์กับช้าง6	ลูกผสม7	อ้างอิง8	ดูเพิ่มอนุกรมวิธานและวิวัฒนาการสกุลช้างแอฟริกาประกอบด้วยช้างสอง หรืออาจแย้งได้ว่า สามชนิดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ขณะที่สปีชีส์ช้างเอเชียเป็นชนิดเดียวที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในสกุลช้างเอเชีย แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นสี่สปีชีส์ย่อย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อราว 7.6 ล้านปีก่อน[1]ช้างแอฟริกาดูบทความหลักที่: สกุลช้างแอฟริกา, ช้างแอฟริกา และ ช้างป่าแอฟริกาช้างแอฟริกาช้างในสกุล Loxodonta ที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าช้างแอฟริกานั้น ปัจจุบันพบอยู่ใน 37 ประเทศในทวีปแอฟริกาช้างแอฟริกามีความแตกต่างจากช้างเอเชียหลายประการ ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือหูที่มีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียมาก นอกจากนี้ ช้างแอฟริกายังมีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชียอย่างเห็นได้ชัดและมีหลังเว้า ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงา แต่ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียล้วนมีงาและมักจะมีขนน้อยกว่าช้างเอเชียช้างแอฟริกาเดิมเคยถูกจัดเป็นสปีชีส์เดียวซึ่งประกอบด้วยสองสปีชีส์ย่อย ชื่อว่า ช้างสะวันนา (Loxodonta africana africana) และช้างป่า (Loxodonta africana cyclotis) แต่การวิเคราะห์ดีเอ็นเอล่าสุดเสนอแนะว่าทั้งสองนี้อาจเป็นคนละสปีชีส์กัน[2] การแบ่งนี้ไม่ได้รับการยอมรับเป็นสากลโดยผู้เชี่ยวชาญ[3] นอกจากนี้ยังมีการเสนอช้างแอฟริกาสปีชีส์ที่สามอยู่[4]ผู้แต่งการวิเคราะห์ดีเอ็นเอนิวเคลียสที่สกัดมาจาก &quot;ช้างสะวันนาแอฟริกา ช้างป่าแอฟริกา ช้างเอเชีย มาสโตดอนอเมริกาซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว และแมมมอททุนดรา&quot; ได้มีข้อสรุปในปี ค.ศ. 2010 ว่าช้างสะวันนาแอฟริกาและช้างป่าแอฟริกานั้น แท้จริงแล้วเป็นคนละสปีชีส์กัน โดยระบุว่าเราได้พิสูจน์อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าช้างเอเชียเป็นสปีชีส์พี่น้องของแมมมอททุนดรา การค้นพบอันน่าประหลาดใจจากการศึกษาของเรานั้นคือการวิวัฒนาการแยกออกจากกันของช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกา ซึ่งบางคนเห็นว่าเป็นประชากรสองกลุ่มในสปีชีส์เดียวกัน นั้นเกิดขึ้นในอดีตนานพอ ๆ กับที่ช้างเอเชียวิวัฒนาการแยกออกจากแมมมอท และด้วยการวิวัฒนาการแยกออกจากกันแต่โบราณนี้เอง เราจึงสรุปว่าช้างสะวันนาและช้างป่าแอฟริกาควรจะถูกจัดเป็นคนละสปีชีส์กัน[5]ช้างป่าและช้างสะวันนาสามารถเกิดลูกผสมขึ้นได้ แต่เนื่องจากช้างทั้งสองชอบอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่แตกต่างกันจึงลดโอกาสที่จะผสมข้ามสปีชีส์ เนื่องจากช้างแอฟริกาเพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าประกอบด้วยสองสปีชีส์ที่แตกต่างกัน กลุ่มของช้างที่ถูกจับยังไม่ได้รับการจัดประเภทอย่างทั่วถึงและบางเชือกอาจเป็นลูกผสมก็เป็นได้ภายใต้การจำแนกสองสปีชีส์ใหม่นี้ Loxodonta africana หมายความถึงแต่ช้างสะวันนา ซึ่งเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เพศผู้มีความสูงระหว่าง 2.2 ถึง 8.7 เมตรเมื่อวัดจากพื้นถึงไหล่ และหนัก 2,700 กิโลกรัม โดยตัวที่หนักที่สุดนั้นมีบันทึกไว้ที่ 9,000 กิโลกรัม[6] เพศเมียตัวเล็กกว่า สูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 3 เมตร[7] ช้างสะวันนามักจะพบได้ในทุ่งหญ้าเปิด บึงและริมทะเลสาบ มีถิ่นที่อยู่อาศัยครอบคลุมเขตซะวันนาแถบตอนใต้ของทะเลทรายสะฮาราช้างป่าแอฟริกาส่วนช้างอีกสปีชีส์หนึ่งนั้น คือ ช้างป่า (Loxodonta cyclotis) มักจะมีขนาดเล็กกว่าและกลมกว่า งาของมันจะบางกว่าและตรงกว่าเมื่อเทียบกับช้างสะวันนา ช้างป่าสามารถหนักได้ถึง 3,500 กิโลกรัม และสูงราว 2.5 เมตร ช้างชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันน้อยกว่าช้างสะวันนามาก เนื่องจากอุปสรรคทางธรรมชาติและทางการเมืองทำให้การศึกษาพวกมันเป็นไปได้ยาก โดยปกติแล้ว พวกมันจะอาศัยอยู่ในป่าฝนแอฟริกาที่หนาทึบที่อยู่ทางตอนกลางและทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา แม้ว่าในบางครั้งอาจพบพวกมันอยู่ตามชายป่าอยู่บ้าง และอาจทับซ้อนกับถิ่นที่อยู่และถิ่นผสมพันธุ์ของช้างสะวันนา ในปี ค.ศ. 1979 เอียน ดัคลาส-ฮามิลตัน ประเมินประชากรช้างแอฟริกาไว้ที่ 1.3 ล้านตัว[8] การประเมินตัวเลขดังกล่าวเป็นที่โต้เถียงกันและเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริง[9] แต่ตัวเลขดังกล่าวมักจะได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางและได้กลายมาเป็นเส้นฐานโดยพฤตินัยซึ่งมักใช้อย่างผิด ๆ ในการบอกจำนวนของประชากรช้างที่ลดจำนวนลง ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 Loxodonta ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเนื่องจากการลดจำนวนของประชากรกลุ่มใหญ่ในแอฟริกาตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นผลมาจากการล่าสัตว์ ตาม &quot;รายงานสถานะช้างแอฟริกา พ.ศ. 2550&quot;[10] โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) นั้น พบช้างแอฟริกาอาศัยอยู่ในธรรมชาติระหว่าง 470,000 และ 690,000 ตัว ถึงแม้ว่าการประเมินดังกล่าวจะครอบคลุมเพียงครึ่งหนึ่งของถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่เชื่อว่าจำนวนที่แท้จริงจะสูงไปกว่านี้ เนื่องจากไม่คาดว่าประชากรกลุ่มใหญ่จะถูกค้นพบอีกในอนาคต[11] จนถึงขณะนี้ ประชากรช้างกลุ่มใหญ่ที่สุดพบได้ทางใต้และตะวันออกของทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของช้างทั้งหมด จากการวิเคราะห์ล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญของ IUCN นั้น ประชากรกลุ่มใหญ่จำนวนมากทางตะวันออกและใต้ของแอฟริกานั้นเสถียรหรือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วยอัตราเฉลี่ย 4.5% ต่อปี[11][12]ตรงกันข้ามกับประชากรช้างในแอฟริกาตะวันตกที่มักมีขนาดเล็กและอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย และคิดเป็นสัดส่วนน้อยต่อประชากรช้างทั้งหมด[13] ประชากรช้างในตอนกลางของแอฟริกานั้นยังไม่แน่ชัด ขณะที่ความหนาแน่นของป่าทำให้การสำรวจประชากรเป็นไปได้อย่างยากลำบาก แต่เชื่อว่าการบุกรุกเข้าไปล่าเอางาและเนื้อจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในภูมิภาคนี้[14] ประชากรช้างในแอฟริกาใต้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นจาก 8,000 เป็น 20,000 ตัวในรอบสิบสามปี หลังจากการห้ามค้างาช้างในปี ค.ศ. 1995[15]ช้างเอเชียดูบทความหลักที่: ช้างเอเชียช้างเอเชียช้างเอเชีย หรือเรียกว่า ช้างอินเดีย (Elephas maximus) มีขนาดเล็กกว่าช้างแอฟริกามาก มีหูเล็กกว่า และที่สังเกตได้ชัดเจนคือ มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่โผล่ออกมาให้เห็นประชากรช้างเอเชียทั่วโลกประเมินไว้อยู่ที่ราว 60,000 ตัว[16] คิดเป็นหนึ่งในสิบของประชากรช้างแอฟริกา หรือหากจะกล่าวให้เจาะจงไปกว่านั้น โดยระหว่าง 41,410 และ 52,345 ตัวที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ[17] และระหว่าง 14,500 และ 15,300 เชือกที่ถูกเลี้ยงไว้ในทวีปเอเชีย โดยอาจมีอีกราว 1,000 เชือกที่อยู่กระจัดกระจายไปตามสวนสัตว์ทั่วโลก[18] เป็นไปได้ว่าช้างเอเชียอาจลดจำนวนลงในอัตราที่ช้ากว่าช้างแอฟริกา และส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการบุกรุกเข้าไปล่าสัตว์และการทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยจากการรุกล้ำของมนุษย์Elephas maximus ได้ถูกจำแนกออกเป็นหลายสปีชีส์ย่อย โดยอาศัยข้อมูลทางสัณฐานวิทยาและโมเลกุลเครื่องหมายElephas maximus maximus (ช้างศรีลังกา) พบได้เฉพาะบนเกาะศรีลังกา และเป็นช้างขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาช้างเอเชีย มีการประเมินว่าช้างศรีลังกานี้มีชีวิตเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 3,000-4,500 ตัวเท่านั้น[16] ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการสำรวจตัวเลขที่แน่ชัดเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพศผู้ตัวใหญ่นั้นสามารถหนักได้ถึง 4,400 กิโลกรัม และสูงกว่า 6 เมตร ช้างศรีลังกาเพศผู้มีกะโหลกนูนขนาดใหญ่มาก และทั้งสองเพศมีบริเวณรอยด่างมากกว่าช้างเอเชียอื่นทั้งหมด หู หน้า งวง และช่วงท้องจะมีหนังเป็นรอยด่างสีชมพูขนาดใหญ่[19] ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนElephas maximus indicus (ช้างอินเดีย) เป็นช้างเอเชียที่มีประชากรมากที่สุด มีอยู่ราว 36,000 ตัว[16] ช้างเหล่านี้มีสีเทาอ่อน และมีรอยด่างเฉพาะบนหูและงวง เพศผู้ตัวใหญ่นั้นมีน้ำหนักระหว่าง 2,000-5,000 กิโลกรัม[19] แต่มีความสูงเท่ากับช้างศรีลังกา ช้างอินเดียนี้สามารถพบได้ในประเทศเอเชีย 11 ประเทศ ไล่ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงอินโดนีเซีย พวกมันชอบอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและบริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับทุ่งหญ้า ซึ่งสามารถหาอาหารได้หลายชนิดกว่าElephas maximus sumatranus (ช้างสุมาตรา) พบเฉพาะบนเกาะสุมาตรา มีขนาดเล็กกว่าช้างอินเดียและช้างเอเชียชนิดอื่น ๆ มีประชากรอยู่ระหว่าง 2,100 ถึง 3,000 ตัว[16] มีสีเทาจางและมีรอยด่างน้อยกว่าช้างเอเชียอื่น โดยมีจุดสีชมพูเฉพาะบนหูเท่านั้น ช้างสุมาตราตัวเต็มวัยมีความสูงจากพื้นถึงไหล่วัดได้ 2-2.2 เมตร และหนักระหว่าง 2,000-4,000 กิโลกรัม[19] มักอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและถิ่นที่อยู่ปกคลุมด้วยต้นไม้บางส่วนElephas maximus borneensis (ช้างแคระบอร์เนียว) เป็นสปีชีส์ย่อยใหม่ซึ่งได้รับการจำแนกในปี ค.ศ. 2003 มันมีขนาดเล็กกว่าและเชื่องกว่าช้างเอเชียอื่น ๆ มันค่อนข้างมีหูขนาดใหญ่กว่า หางยาวกว่าและงาตรงกว่า มีประชากรราว 1,500 ตัว[16]ลักษณะทางกายภาพงวงงวงเป็นลักษณะร่วมกันของจมูกและริมฝีปากบน ซึ่งยืดยาวออกไปและเกิดจากวิวัฒนาการเพื่อทำหน้าที่เฉพาะอย่าง งวงเป็นรยางค์ที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดของช้าง ช้างแอฟริกามีสิ่งคล้ายนิ้วโผล่ออกมาสองอันที่ปลายงวง ขณะที่ช้างเอเชียโผล่ออกมาแค่อันเดียว งวงช้างมีความละเอียดพอที่จะหยิบหญ้าขึ้นมาเพียงยอดเดียว แต่ก็แข็งแรงพอที่จะหักกิ่งไม้จากต้นได้ สามารถยกของหนักได้ถึง 250 กิโลกรัม และเป็นเนื้อเยื่อที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่าที่เคยศึกษามา[20]สัตว์กินพืชส่วนใหญ่มีฟันที่ออกแบบมาเพื่อตัดและฉีกส่วนต่าง ๆ ของพืช อย่างไรก็ตาม ยกเว้นช้างวัยอ่อนมาก ช้างมักจะใช้งวงฉีกอาหารแล้วจึงนำมาวางไว้ที่ปาก พวกมันจะกินหญ้าหรือเอื้อมงวงขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อฉีกเอาใบไม้ ผลไม้หรือกิ่งไม้ทั้งกิ่ง หากอาหารที่ต้องการนั้นอยู่สูงเกินเอื้อม ช้างจะพันงวงของตัวเข้ากับต้นไม้หรือกิ่งไม้และเขย่าเอาอาหารลงมาหรืออาจล้มต้นไม้ทั้งต้นลงเลยทีเดียวงวงยังสามารถใช้สำหรับการดื่มได้ด้วย ช้างจะดูดน้ำเข้าไปในงวง ซึ่งสามารถดูดเข้าไปได้มากที่สุดถึง 14 ลิตรในคราวหนึ่ง จากนั้นจึงพ่นน้ำเข้าไปในปาก ช้างยังสามารถดูดน้ำมาเพื่อพ่นใส่ร่างกายของตัวระหว่างการอาบน้ำได้ด้วย นอกเหนือไปจากการดูดน้ำแล้ว ช้างยังอาจพ่นดินและโคลน ซึ่งจะแห้งตัวและทำหน้าที่เหมือนกับสารกันแดด ขณะว่ายน้ำ งวงเป็นท่อช่วยหายใจที่ยอดเยี่ยม[21][22]งวงยังมีบทบาทสำคัญในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมหลายอย่าง ช้างที่คุ้นเคยกันจะทักทายกันโดยการพันงวงรอบงวงของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับการจับมือของมนุษย์มาก นอกจากนี้ ช้างยังสามารถใช้งวงในการเล่นมวยปล้ำ โดยการสัมผัสระหว่างการเกี้ยวพาราสีและปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก และสำหรับการแสดงความเหนือกว่า การชูงวงขึ้นสามารถเป็นได้ทั้งการเตือนหรือการคุกคาม ขณะที่งวงที่ลดลงสามารถเป็นสัญลักษณ์ของการจำยอม ช้างยังสามารถป้องกันตนเองได้เป็นอย่างดีโดยการเคลื่อนไหวงวงไปมาที่ผู้รุกรานหรือโดยการจับและขว้างออกไปช้างมีจมูกใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถรับกลิ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจดีที่สุดเหนือกว่าสัตว์อื่นใดในโลก[20] การแกว่งงวงไปมาของช้างเป็นการทดสอบกลิ่นในอากาศจากทุกทิศทาง ช้างป่าสามารถรับกลิ่นได้ไกลหลายไมล์ซึ่งสามารถรับรู้ถึงอันตรายล่วงหน้าได้[20] นอกจากนี้ งวงช้างยังสามารถใช้เปล่งเสียงได้อีกด้วยงางาของช้างแอฟริกาและช้างเอเชียงาของช้าเป็นฟันตัดขากรรไกรบนคู่ที่สอง งาจะโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง งาของช้างเพศผู้เติบโตในอัตรา 17 เซนติเมตรต่อปี[23] งาใช้ในการขุดหาน้ำ เกลือหรือรากไม้ เพื่อขูดเปลือกไม้เพื่อที่จะกินเปลือกไม้ เพื่อขุดเข้าไปในต้นบัลบับเพื่อเอาผลไม้ที่อยู่ข้างใน เพื่อย้ายต้นไม้และกิ่งในการเปิดเส้นทาง นอกเหนือจากนี้ ช้างยังใช้ทำสัญลักษณ์บนต้นไม้เพื่อสร้างอาณาเขต และในบางครั้งใช้เป็นอาวุธด้วยมนุษย์มีความถนัดมือซ้ายหรือมือขวาข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน ช้างเองก็ถนัดใช้งาข้างใดข้างหนึ่งเช่นเดียวกัน งาข้างที่ถนัดมักจะสั้นกว่าและมีรูปร่างกลมกว่าที่ปลายจากการสึกหรอ ช้างแอฟริกาทั้งเพศผู้และเพศเมียมีงาขนาดใหญ่ที่ยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม[23] ในช้างเอเชีย มีเพียงเพศผู้เท่านั้นที่มีงาขนาดใหญ่ ส่วนเพศเมียจะมีงาขนาดเล็กหรือไม่มีเลย ช้างเพศผู้สามารถมีงาที่ใหญ่กว่าของช้างแอฟริกามาก แต่งาของช้างเอเชียมักจะมีรูปร่างเรียวกว่าและเบากว่า งาที่ยาวที่สุดที่เคยบันทึกไว้ยาว 3.27 เมตร และงาที่หนักที่สุดที่เคยบันทึกไว้หนัก 102.7 กิโลกรัม[24] สถิติในหลายทศวรรษหลังสุดได้ชี้ให้เห็นว่าน้ำหนักของงาช้างโดยเฉลี่ยลดลงอย่างน่าตกใจ เฉลี่ยถึง 0.5 ถึง 1 กิโลกรัมต่อปี[24] งาของช้างเอเชียและช้างแอฟริกาส่วนใหญ่มีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นองค์ประกอบในรูปอะพาไทต์ งาเป็นชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อที่มีชีวิต มันจึงค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับแร่อื่น เช่น หิน ศิลปินทั้งหลายระบุว่างาเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ง่าย ความต้องการเอางาช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการลดจำนวนลงของประชากรช้างทั่วโลกสายพันธุ์เกี่ยวข้องกับช้างที่สูญพันธุ์ไปแล้วบางสายพันธุ์มีงาในขากรรไกรล่างนอกเหนือไปจากขากรรไกรบน อย่างเช่น Gomphotherium หรือมีเฉพาะในขากรรไกรล่าง อย่างเช่น Deinotherium[25]ฟันฟันของช้างแตกต่างไปจากฟันขอสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่นส่วนใหญ่ โดยปกติช้างจะมีฟันอยู่ 28 ซี่ ซึ่งประกอบด้วยฟันตัดคู่ที่สองขากรรไกรบน เป็นงา ฟันน้ำนมที่ขึ้นก่อนงา ฟันกรามน้อย 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้าง และฟันกราม 12 ซี่ โดยมี 3 ซี่อยู่ในขากรรไกรแต่ละข้างเช่นเดียวกันขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำมนมส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้น ฟันน้ำนมจะถูกแทนที่ด้วยชุดฟันแท้ถาวร แต่ช้างกลับมีวัฎจักรสับเปลี่ยนหมุนเวียนฟันเกิดขึ้นตลอดชั่วชีวิต ช้างมีฟันน้ำนม ซึ่งจะหลุดไปและงาจะเข้ามาแทนที่เมื่ออายุได้หนึ่งปี แต่ฟันเคี้ยวอาจสามารถมีได้ถึงห้า[26] หรือที่พบได้น้อยครั้งมาก หกครั้ง[27] ตลอดช่วงชีวิตของช้าง ช้างใช้ฟันกรามและฟันกรามน้อยเพียงสี่ซี่ หรือหนึ่งซี่ในขากรรไกรแต่ละข้างเท่านั้นเป็นหลักในช่วงชีวิตหนึ่ง ๆ ของมันฟันแท้จะไม่แทนที่ฟันน้ำนมโดยการเกิดจากขากรรไกรในแนวตรงอย่างฟันของมนุษย์ แต่ฟันใหม่นั้นจะเติบโตขึ้นด้านในที่หลังปาก แล้วจะผลักดันฟันเก่าออกมาด้านหน้า ขณะที่ฟันเก่าจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ จนกว่าฟันเหล่านี้จะหลุดหายไป ในช้ารงแอฟริกา ฟันกรามนอยสองชุดแรกจะเข้าที่เมื่อช้างเกิด ฟันเคี้ยวชุดแรกที่อยู่ในแต่ละข้างของขากรรไกรนั้นจะหลุดออกมาเมื่อช้างอายุได้สองปี ฟันเคี้ยวชุดที่สองจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณหกปี ฟันชุดที่สามจะหลุดออกไปเมื่ออายุได้ 13 ถึง 15 ปี ฟันชุดที่สี่จะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้อย่างน้อย 28 ปี ฟันชุดที่ห้าจะหลุดออกเมื่อช้างมีอายุได้ในช่วง 40 ปี และฟันชุดที่หก (มักเป็นชุดสุดท้าย) จะอยู่กับช้างไปจนกระทั่งตาย หากช้างตัวหนึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปี และฟันกรามชุดสุดท้ายไม่สามารถใช้การได้อีก มันก็จะไม่สามารถหาอาหารกินได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ฝีบนฟันเคี้ยว เช่นเดียวกับที่งาและขากรรไกร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในช้าง และอาจทำให้ช้างตายก่อนกำหนดได้[28]ผิวหนังช้างอาจถูกเรียกว่า สัตว์หนังหนา (pachyderms) ซึ่งมาจากการจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม หนังของช้างนั้นมีความหนามากปกคลุมส่วนใหญ่ของร่างกาย และวัดความหนาได้ประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร[29] อย่างไรก็ตาม หนังรอบปากและด้านในหูนั้นค่อนข้างบาง ผิวหนังของช้างมีขนขึ้นอยู่บ้างเล็กน้อย โดยจะสามารถเห็นได้ชัดเจนมากในช้างอายุน้อย แต่เมื่อช้างมีอายุมากขึ้น ขนนี้มีจำนวนลดลงและบางลง[30] แต่ขนจะยังคงปกคลุมอยู่ที่หัวและหางของพวกมัน ผิวหนังของมันถึงแม้จะหนาแต่ก็มีความละเอียดอ่อนมาก โดยสามารถสัมผัสถึงแมลงและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมได้[31]ช้างทุกชนิดแท้จริงแล้วจะมีผิวหนังสีเทา แต่มักพบว่ามีสีน้ำตาลหรือแดงตามดินแถบนั้นเพราะแช่ตัวอยู่ในปลักโคลน[32] โคลนทำหน้าที่เสมือนครีมกันแดด ซึ่งปกป้องผิวหนังของมันจากรังสีอัลตราไวโอเล็ตที่รุนแรง นอกจากนี้ การแช่ตัวในโคลนยังช่วยให้ผัวหนังสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้และป้องกันแมลงกัดต่อย[33] ทั้งนี้ ช้างเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ[29] ผิวหนังของช้างมีรอยย่นเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ซึ่งจะช่วยให้ความเย็นและเก็บกักความชื้นไว้ได้[31]ขาและเท้าขาของช้างมีรูปร่างค่อนข้างคล้ายกับเสา เนื่องจากขาของมันต้องรองรับร่างกายอันใหญ่โต ช้างใช้พลังงานกล้ามเนื้อในการยืนน้อยเนื่องจากขาของมันตั้งตรงและฝ่าเท้ามีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลนี้เอง ช้างจึงสามารถยืนได้เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเหนื่อย อันที่จริงแล้ว ช้างแอฟริกาจะนอนลงกับพื้นน้อยครั้งมาก เฉพาะตอนที่มันป่วยหรือได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ตรงกันข้ามกับช้างอินเดียที่นอนลงกับพื้นบ่อยครั้งกว่าเท้าของช้างมีรูปร่างเกือบกลม เท้าหลังแต่ละข้างของช้างแอฟริกามี 3 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 4 เล็บ ส่วนเท้าหลังแต่ละข้างของช้างอินเดียนั้นมี 4 เล็บ และเท้าหน้าแต่ละข้างมี 5 เล็บ ใต้กระดูกของเท้านั้นเป็นวัสดุแข็งคล้ายวุ้นซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องกันกระแทก ช้างสามารถว่ายน้ำได้ แต่ไม่สามารถวิ่งเหยาะ ๆ กระโดด หรือวิ่งห้อได้ ช้างมีท่าเดินอยู่สองท่า คือ ท่าเดินและท่าที่เร็วกว่าซึ่งคล้ายกับการวิ่งในการเดิน ขาของช้างจะทำหน้าที่เหมือนกับตุ้มน้ำหนัก โดยมีสะโพกและไหล่ขยับขึ้นลงขณะที่วางเท้าบนพื้น ท่าเดินเร็วของช้างนั้นไม่ได้เข้าข่ายการวิ่งทั้งหมด เพราะช้างจะไว้เท้าข้างหนึ่งไว้บนพื้นเสมอ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วของช้างนั้นใช้ขาคล้ายกับสัตว์อื่นที่กำลังวิ่งมากกว่า โดยใช้สะโพกและไหล่ยกขึ้นและลงขณะที่เท้าวางอยู่บนพื้น ในการเดินท่านี้ ช้างจะยกเท้าสามข้างขึ้นจากพื้นในเวลาเดียวกัน และเมื่อเท้าหลังทั้งสองข้างและเท้าหน้าทั้งสองข้างอยู่เหนือพื้นดินในขณะเดียวกันแล้ว ท่าเดินนี้จะมีลักษณะคล้ายกับที่เท้าหน้าและเท้าหลังผลัดกันวิ่ง[34] การทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยมีรายงานว่า การเคลื่อนไหวเร็ของช้างนั้นจะ &quot;วิ่ง&quot; โดยใช้เท้าหน้า และจะ &quot;เดิน&quot; โดยใช้เท้าหลัง[35]แม้ว่าช้างจะเริ่ม &quot;วิ่ง&quot; ด้วยท่าเดินนี้ด้วยอัตราเร็ว 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[36] แต่มีรายงานว่าช้างสามารถเพิ่มความเร็วจนแตะระดับ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้[37] โดยไม่เปลี่ยนท่าในการเดิน จากการทดสอบที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ช้างที่เดินเร็วที่สุดนั้นทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[35] ที่ความเร็วระดับนี้ สัตว์สี่เท้าอื่นส่วนใหญ่แล้วจะเปลี่ยนท่าเป็นท่าวิ่งห้อแล้ว แม้ว่าจะคิดความยาวของขาแล้วก็ตาม การเคลื่อนไหวคล้ายสปริงสามารถอธิบายความแตกต่างระหว่างการเคลื่อนไหวของช้างกับสัตว์อื่น ๆ ได้[38]นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ ได้ทำการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ของช้างพบว่าช้างมีนิ้วเท้า 6 นิ้ว ขณะวิวัฒนาการเป็นสัตว์บกเมื่อ 40 ล้านปีก่อน[39]หูหูที่สามารถกระพือได้ขนาดใหญ่ของช้างนั้นยังมีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลอุณหภูมิร่างกายช้างด้วย หูช้างเป็นหนังชั้นบางมากซึ่งถูกขึงอยู่เหนือกระดูกอ่อนและเครือข่ายหลอดเลือดจำนวนมาก ในวันที่มีอากาศร้อน ช้างจะกระพือหูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างลมอ่อน ๆ ขึ้น ลมนี้ช่วยลดอุณหภูมิหลอดเลือดพื้นผิว และจากนั้น เลือดที่ถูกทำให้เย็นลงนั้นจะหมุนเวียนไปทั่วส่วนที่เหลือของร่างกายช้าง เลือดที่เข้าสู่หูนั้นสามารถลดอุณหภูมิลงได้ถึง 6 องศาเซลเซียสก่อนที่จะหมุนเวียนไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีขนาดใบหูแตกต่างกัน ซึ่งบางส่วนสามารถอธิบายได้ด้วยการกระจายพันธุ์ทางภูมิศาสตร์ ช้างแอฟริกามีถิ่นที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ที่ซึ่งมีอากาศร้อนกว่า ดังนั้นจึงต้องมีหูที่มีขนาดใหญ่กว่าตามไปด้วย ส่วนช้างเอเชียซึ่งอยู่ไกลขึ้นไปทางเหนือ อยู่ในอากาศที่เย็นกว่าเล็กน้อย จึงมีหูขนาดเล็กกว่าเช่นกันช้างยังใช้หูในการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและระหว่างช่วงเวลาหาคู่ของเพศผู้ หากช้างต้องการข่มขวัญนักล่าหรือศัตรู มันจะกางหูออกกว้างเพื่อทำให้ดูเหมือนกับว่าตัวมันมีขนาดใหญ่และสง่าขึ้น ระหว่างฤดูผสมพันธุ์ เพศผู้จะปล่อยกลิ่นออกทางต่อมใต้ขมับซึ่งอยู่ห่างใบหูของมัน จอยซ์ พูล นักวิจัยช้างที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้ตั้งทฤษฎีว่าช้างเพศผู้จะพัดหูของมันเพื่อช่วยให้กลิ่นนี้กระจายออกไปไกลยิ่งขึ้น[40]ชีววิทยาและพฤติกรรมวิวัฒนาการบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยรู้จักของช้างในปัจจุบันนี้นั้นมีการวิวัฒนาการมาเมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว บรรพบุรุษของช้างเมื่อ 37 ล้านปีที่แล้วเป็นสัตว์น้ำและมีการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับฮิปโปโปเตมัส[41]พฤติกรรมทางสังคมช้างอยู่ในสังคมที่มีลำดับโครงสร้าง การใช้ชีวิตในสังคมของช้างเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกันมาก โดยเพศเมียจะใช้เวลาทั้งชีวิตในกลุ่มครอบครัวหรือโขลง ที่มีความสัมพันธ์แน่นหนา ซึ่งประกอบด้วยแม่ ลูก พี่น้อง ป้าและน้า กลุ่มเหล่านี้จะถูกนำโดยเพศเมียตัวที่มีอายุมากที่สุด ซึ่งเรียกว่า แม่แปรก (matriarch) ในขณะที่เพศผู้ตัวเต็มวัยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษวงสังคมของช้างเพศเมียมิได้สิ้นสุดลงด้วยหน่วยครอบครัวขนาดเล็ก นอกเหนือไปจากการพบปะกับช้างเพศผู้ท้องถิ่นซึ่งอยู่ตามริมโขลงตั้งแต่หนึ่งโขลงขึ้นไป ชีวิตของช้างเพศเมียยังมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว เผ่าหรือกลุ่มประชากรย่อย กลุ่มครอบครัวใกล้ชิดส่วนใหญ่จะมีช้างตัวเต็มวัยระหว่างห้าถึงสิบห้าตัว เช่นเดียวกับช้างเพศผู้และเพศเมียที่ยังไม่โตเต็มวัยอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อกลุ่มเริ่มมีขนาดใหญ่เกินไป ช้างเพศเมียที่มีอายุมากจำนวนหนึ่งจะแยกตัวออกไปและตั้งกลุ่มขนาดเล็กของตนเอง อย่างไรก็ตาม พวกมันยังคงรู้ว่าโขลงใดที่เป็นหมู่ญาติและโขลงใดที่ไม่ใช่ชีวิตของช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยนั้นแตกต่างจากช้างเพศเมียอย่างมาก โดยเมื่อมันมีอายุมากขึ้น มันจะใช้เวลาที่ขอบของโขลงนานขึ้น โดยจะค่อย ๆ ปลีกตัวไปอยู่สันโดษคราวละหลายชั่วโมงหรือหลายวัน จนกระทั่งเมื่อช้างมีอายุได้ประมาณสิบสี่ปี ช้างเพศผู้ก็จะแยกตัวออกจากโขลงที่ตนกำเนิดขึ้นอย่างถาวร แต่แม้ว่าช้างเพศผู้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่อย่างสันโดษ แต่พวกมันยังคงมีสายสัมพันธ์หลวม ๆ กับช้างเพศผู้ตัวอื่นด้วยเป็นบางครั้ง ช้างเพศผู้จะใช้เวลาไปกับการต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่มากกว่าเพศเมีย มีเพียงช้างเพศผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ ส่วนช้างเพศผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะต้องรอคอยจนกว่าจะถึงรอบของมัน ช้างเพศผู้ที่สืบพันธุ์มักจะมีอายุมากถึงสี่สิบห้าสิบปีแล้วการต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่กันระหว่างเพศผู้นั้นอาจดูดุร้ายมาก แต่ที่จริงแล้วต่างฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การต่อสู้กันส่วนใหญ่นั้นเป็นรูปแบบของการแสดงท่าทีก้าวร้าวและการข่มขู่กัน โดยปกติแล้ว ช้างที่ตัวเล็กกว่า มีอายุน้อยกว่า และมีความมั่นใจน้อยกว่าจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้กันก่อนที่จะเริ่มสู้กันจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ การต่อสู้กันนี้อาจมีความก้าวร้าวอย่างมาก และในบางครั้งอาจมีช้างตัวใดตัวหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ในช่วงฤดูนี้ ซึ่งรู้จักกันว่า ฤดูตกมัน ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยจะสู้กับช้างเพศผู้ตัวอื่นเกือบทุกตัวที่มันพบ และมันจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงนี้เตร็ดเตร่อยู่รอบโขลงเพศเมีย โดยพยายามหาคู่ที่อาจเข้ากันได้การจับคู่พฤติกรรมจับคู่ของช้างฤดูจับคู่นั้นสั้นและช้างเพศเมียจะมีช่วงที่สามารถตั้งครรภ์ได้เพียงไม่กี่วันในแต่ละปี โดยช้างเพศเมียจะแยกตัวออกจากโขลง กลิ่นของช้างเพศเมียในอากาศร้อน (หรือฤดูตกมัน) จะดึงดูดช้างเพศผู้ และช้างเพศเมียยังใช้สัญญาณที่สามารถได้ยินได้เพื่อดึงดูดอีกทางหนึ่งด้วย และเนื่องจากช้างเพศเมียมักจะวิ่งเร็วกว่าเพศผู้ มันจึงไม่จำเป็นต้องจับคู่กับช้างเพศผู้ทุกตัวที่พบเพศผู้จะเริ่มต้นการเกี้ยวพาราสีและเพศเมียจะเพิกเฉยต่อมันเป็นเวลาหลายนาที จากนั้นช้างเพศผู้จะหยุดและเริ่มเกี้ยวอีกครั้ง ช้างจะแสดงท่าทางความรักใคร่ อย่างเช่น การดุนด้วยจมูก การคล้องงวง และการวางงวงของตนไว้ในปากของอีกฝ่ายหนึ่ง การแสดงการเกี้ยวพาราสีอาจกินเวลานาน 20-30 นาที และไม่จำเป็นที่ว่าเพศผู้จะได้ผสมพันธุ์กับเพศเมียเสมอไป แม้ว่าเพศผู้จะแสดงการเร้าอารมณ์เพศเมียก็ตาม และช้างเพศเมียเองก็ไม่ได้เป็นฝ่ายอยู่เฉยในการเกี้ยวพาราสีเช่นกัน และใช้ท่าทางเดียวกับเพศผู้ด้วยช้างแอฟริกาเช่นเดียวกับช้างเอเชียเพศผู้ยังมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันอีกด้วย ซึ่งจะมีการแสดงพฤติกรรมออกเช่นเดียวกับการเกี้ยวพาราสีต่างเพศ ช้างเพศผู้ตัวหนึ่งจะยื่นงวงออกไปตามหลังของอีกตัวหนึ่งและตามด้วยงาเพื่อแสดงเจตนาที่จะมีความสัมพันธ์ ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์แบบต่างเพศ ซึ่งมักจะเป็นเพียงชั่วคราวตามธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างช้างเพศผู้ด้วยกันนั้นจะกลายมาเป็น &quot;มิตรภาพ&quot; ซึ่งประกอบด้วยช้างเพศผู้ที่มีอายุมากกว่าตัวหนึ่งกับบริวารตัวที่อ่อนกว่าอีกหนึ่งหรือสองตัว ความสัมพันธ์ในเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องปกติและพบได้บ่อยในช้างทั้งสองเพศ โดยช้างเอเชียที่เลี้ยงไว้พบว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกว่า 46% เป็นกิจกรรมระหว่างเพศเดียวกัน[42]สติปัญญาเทียบขนาดสมองของมนุษย์ วาฬนำร่องและช้าง (1) -ซีรีบรัม (1a) -สมองกลีบขมับ และ (2) -ซีรีเบลลัมสมองของช้างมีมวลมากกว่า 5 กิโลกรัมเล็กน้อย คิดเป็นสมองของสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ลักษณะพฤติกรรมของช้างที่สอดคล้องกับสติปัญญาของมันนั้นมีอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการมีความเศร้าโศก การทำเสียงดนตรี ศิลปะ การเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การที่เลี้ยงทารกได้โดยไม่มีแม่ การเล่น การใช้อุปกรณ์[43] พัฒนาการต่างๆที่มนุษย์สอนและการใช้เวลาช่วงที่อยู่ด้วยกันตอนทำงานและสงสาร,การรู้จักตนเอง[44] เชื่อกันว่าช้างมีระดับสติปัญญาเทียบเท่ากับสัตว์ในอันดับวาฬและโลมา[45][46][47] และไพรเมตที่ไม่ใช่มนุษย์[48][49][45] สมองของช้างคล้ายคลึงกับสมองของมนุษย์ในแง่ของโครงสร้างและความซับซ้อน สมองของช้างแสดงรูปแบบหมุนเวียนซึ่งมีความซับซ้อนกว่าและมีขดมวนมากกว่า หรือรอยพับสมอง มากกว่ามนุษย์ ไพรเมตหรือสัตว์กินเนื้อ แต่ยังมีความซับซ้อนน้อยกว่าอันดับวาฬและโลมา[50] อย่างไรก็ตาม เปลือกสมองของช้าง &quot;หนากว่าเปลือกสมองของอันดับวาฬและโลมา&quot; และเชื่อกันว่ามีเซลล์ประสาทและมีไซแนปส์เท่ากับไซแนปส์ของมนุษย์ ซึ่งมากกว่าอันดับวาฬและโลมา[51]ประสาทสัมผัสช้างมีงวงที่มีเส้นประสาทดี และมีประสาทการได้ยินและดมกลิ่นที่ดีเยี่ยม หน่วยรับความรู้สึกการได้ยินนั้นไม่เพียงแต่จะมีอยู่ในหูเท่านั้น แต่ยังมีอยู่ในงวงซึ่งสามารถสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนได้ และที่สำคัญที่สุดคือเท้า ซึ่งมีหน่วยรับความรู้สึกพิเศษเสียงความถี่ต่ำและมีประสาทสัมผัสดีเลิศเช่นกัน ช้างสื่อสารกันด้วยเสียงผ่านระยะทางไกล ๆ หลายกิโลเมตร ซึ่งบางส่วนก็ส่งผ่านทางพื้นดิน ที่มีความสำคัญต่อชีวิตสังคมของพวกมันด้วย นอกจากนี้ยังมีการสังเกตว่าช้างรับเสียงโดยการวางงวงไว้บนพื้นดินและวางตำแหน่งเท้าอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม สายตาของช้างนั้นค่อนข้างเลวการตระหนักรู้ในตัวเองการตระหนักรู้ตัวเองในกระจกเป็นการทดสอบการตระหนักรู้ในตัวเองและกระบวนการรับรู้ที่ใช้ในการศึกษาสัตว์ กระจกจะถูกตั้งไว้และมีการเขียนรอยซึ่งสามารถมองเห็นได้บนตัวช้าง ช้างสำรวจรอยเหล่านี้ ซึ่งสามารถมองเห็นได้เฉพาะเมื่อมองดูในกระจกเท่านั้น การทดสอบยังรวมไปถึงการทำรอยที่มองไม่เห็นเพื่อขจัดความเป็นไปได้ที่ว่าช้างอาจใช้ประสาทสัมผัสอื่น ๆ เพื่อตรวจจับรอยเหล่านี้ นี่แสดงให้เห็นว่าช้างสามารถรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าภาพในกระจกนั้นเป็นภาพสะท้อนของตัวมันเอง และความสามารถดังนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นพื้นฐานของความร่วมรู้สึกและปรัตถนิยมและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมชั้นสูง ความสามารถนี้ยังได้พบแสดงออกในมนุษย์ เอป โลมาปากขวด[52] และนกกางเขน[53]การสื่อสารช้างใช้เสียงหลายแบบในการสื่อสารกัน ช้างมีชื่อเสียงมากจากเสียงแผดเหมือนเสียงแตร (trumpet call) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช้างเป่าลมผ่านโพรงจมูกของมัน ช้างมักทำเสียงแตรดังกล่าวขณะที่ตื่นเต้น เสียงดังกล่าวสื่อความหมายได้หลายอย่างตั้งแต่การสะดุ้งตกใจ การร้องขอความช่วยเหลือไปจนถึงการแสดงความเดือดดาล ช้างยังได้ทำเสียงคำรามอย่างดังเมื่อพบกัน เสียงคำรามดังกล่าวกลายเป็นการแผดเสียงเมื่อเปิดปากและจะกลายเป็นเสียงครางหากทำเสียงต่อไป เสียงคำรามดังกล่าวอาจเสริมด้วยการทำเสียงดังลั่นขณะกำลังขู่ช้างตัวอื่นหรือสัตว์อื่นช้างสามารถสื่อสารระหว่างกันในระยะไกลได้โดยการส่งและรับเสียงความถี่ต่ำ (อินฟราซาวน์) ซึ่งเป็นเสียงดังที่ต่ำกว่าความถี่ที่มนุษย์สามารถได้ยิน โดยจะเดินทางโดยอาศัยอากาศเป็นตัวกลางและผ่านพื้นดินไปได้ไกลกว่าเสียงความถี่สูง เสียงเหล่านี้มีความถี่ระหว่าง 15-35 เฮิรตซ์ และอาจมีความดังถึง 117 เดซิเบล ทำให้ช้างสามารถสื่อสารกันได้ไกลหลายกิโลเมตร โดยเป็นไปได้ว่าจะมีพิสัยสูงสุดถึงราว 10 กิโลเมตร[54] เสียงนี้สามารถสัมผัสได้โดยผิวหนังที่มีประสาทสัมผัสที่เท้าและงวงของช้าง ซึ่งรับการสั่นสะเทือนเข้าจังหวะมากพอกับบริเวณแบนราบบนหัวของกลอง ในการฟังเสียงนี้อย่างตั้งใจ สมาชิกของช้างในโขลงจะยกเท้าหน้าขึ้นจากพื้นดินหนึ่งข้าง และหันหน้าไปยังแหล่งที่มาของเสียง หรือบ่อยครั้งที่จะวางงวงของมันลงบนพื้น เป็นไปได้ว่าการยกขาดังกล่าวจะเพิ่มการสัมผัสพื้นดินและการรับสัมผัสของขาที่เหลือ ความสามารถดังกล่าวถูกคาดกันว่ายังช่วยการนำทางในช้างโดยการใช้แหล่งอินฟราซาวน์ภายนอกด้วยการค้นพบรูปแบบการติดต่อทางสังคมของช้างแบบใหม่และความเข้าใจนี้ทำให้มีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีวิทยุ ซึ่งสามารถรับความถี่นอกเหนือไปจากระดับที่หูมนุษย์จะได้ยินได้ เคที เพยน์แห่งโครงการการฟังในช้าง[55] ได้บุกเบิกวิจัยในการสื่อสารอินฟราซาวน์ในช้าง และได้ให้รายละเอียดในหนังสือของเธอชื่อ Silent Thunder (สายฟ้าเงียบ) แม้ว่าการวิจัยนี้จะยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้น แต่มันก็ได้ช่วยไขปริศนาหลายอย่าง อาทิเช่น ช้างสามารถหาช้างตัวที่มีศักยภาพจะเป็นคู่ได้อย่างไร และกลุ่มสังคมสามารถร่วมมือกันกำหนดทิศทางการเดินของมันผ่านระยะทางไกล ๆ ได้อย่างไร[54] จอยซ์ พูลยังได้เริ่มต้นถอดรหัสการเปล่งเสียงของช้างที่ได้บันทึกไว้ตลอดหลายปีที่ได้สังเกต โดยหวังจะสร้างคลังศัพท์ที่อาศัยรายการเสียงช้างที่จัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบ[56]อาหารช้างเป็นสัตว์กินพืชเป็นอาหาร และใช้เวลากินมากถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน อาหารของช้างนั้นมีความหลากหลายมาก ทั้งตามฤดูกาลและที่แตกต่างกันไปตามแหล่งที่อยู่และพื้นที่ ส่วนใหญ่แล้วช้างกินใบไม้ เปลือกไม้ และผลไม้ของต้นไม้หรือพุ่มไม้เป็นอาหาร แต่ก็อาจกินหญ้าและสมุนไพรเข้าไปในปริมาณมากด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับสัตว์ไม่เคี้ยวเอื้องและไม่มีกีบเท้าอื่น ๆ ช้างย่อยอาหารได้เพียง 40% จากปริมาณทั้งหมดที่กินเข้าไปเท่านั้น ระบบการย่อยอาหารของพวกมันขาดประสิทธิภาพในแง่ปริมาตร ช้างตัวเต็มวัยบริโภค 140-270 กิโลกรัมต่อวัน[57]การนอนหลับช้างใช้เวลานอนหลับมากกว่าสามชั่วโมงเล็กน้อย โดยมีผู้อธิบายว่า ช้างใช้เวลาส่วนใหญ่กินอาหารเพราะขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน[58]ความก้าวร้าวแม้ว่าจะเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมในสวนสัตว์ และถูกพรรณนาว่าเป็นยักษ์ใหญ่ที่อ่อนโยนในนิยาย แต่ช้างเป็นหนึ่งในสัตว์อันตรายที่สุดในโลก พวกมันสามารถฆ่าสัตว์บกอื่นได้ทุกชนิด แม้กระทั่งแรด พวกมันอาจมีความโกรธขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ และแสดงพฤติกรรมที่ถูกตีความว่า &quot;อาฆาตพยาบาท&quot;[59] ในแอฟริกา ช้างวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งโจมตีหมู่บ้านของมนุษย์หลังการฆ่าช้างในคริสต์ทศวรรษ 1970 และ 1980[60][61] ในอินเดีย ช้างเพศผู้โจมตีหมู่บ้านต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ทำลายบ้านและฆ่าคนเป็นปกติวิสัย ในรัฐฌาร์ขัณฑ์ ประเทศอินเดีย มีคนถูกช้างฆ่าตาย 300 คน ระหว่าง ค.ศ. 2000 และ 2004 และในอัสลัม มีรายงานคนถูกช้างฆ่า 239 คน ระหว่าง ค.ศ. 2001 และ 2006[59]ช้างเพศผู้ตัวเต็มวัยตามธรรมชาติจะเข้าสู่สภาพที่เรียกว่า &quot;ตกมัน&quot; เป็นครั้งคราว ช้างที่ตกมันจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างยิ่งและเพิ่มระดับการหลั่งฮอร์โมนสืบพันธุ์ภัยคุกคามการล่าภัยคุกคามต่อช้างแอฟริกาปรากฏในรูปการค้างาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชนิด สัตว์ที่ใหญ่กว่า มีชีวิตยืนยาวกว่า และเติบโตได้ช้ากว่าอย่างช้าง จะถูกล่าเกินขนาดมากกว่าสัตว์อื่น พวกมันไม่สามารถซ่อนตัว และต้องใช้เวลาหลายปีให้ช้างเติบโตและสืบสายพันธุ์ต่อไป ช้างต้องกินพืชเฉลี่ยวันละกว่า 140 กิโลกรัมเพื่อมีชีวิตรอด และเมื่อสัตว์นักล่าขนาดใหญ่ถูกล่าไป ทำให้ประชากรสัตว์กินพืชขนาดเล็กในท้องถิ่นเพิ่มจำนวนขึ้น (อันเป็นคู่แข่งแย่งอาหารของช้าง) จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ต้นไม้ พุ่มไม้และหญ้าถูกทำลาย ช้างเองมีนักล่าตามธรรมชาติน้อย มีเพียงมนุษย์และสิงโตในบางโอกาสเท่านั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลแอฟริกาหลายประเทศอนุญาตให้การล่าช้างโดยจำกัดถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากเป็นค่าอนุญาตซักมักใช้เพื่อสนับสนุนความพยายามอนุรักษ์ และมีการอนุญาตเพียงน้อยครั้งเท่านั้น (ปกติแล้วให้สำหรับสัตว์ที่มีอายุมากกว่า) เพื่อทำให้แน่ใจว่าประชากรสัตว์จะไม่หมดไป[62]เมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 มีการประเมินว่าช้างมีจำนวนระหว่าง 5 ถึง 10 ล้านตัว แต่การล่าและการทำลายถิ่นที่อยู่ลดจำนวนช้างลงเหลือเพียง 400,000 ถึง 500,000 ตัว เมื่อถึงปลายศตวรรษ[63] ในช่วงสิบปีก่อน ค.ศ. 1990 ประชากรช้างลดลงมากกว่าครึ่งจาก 1.3 ล้านตัว เหลือราว 600,000 ตัว ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการค้างาช้าง ทำให้เกิดการห้ามค้างาช้างระหว่างประเทศ[64][65] ขณะที่ประชากรช้างกำลังเพิ่มขึ้นในบางส่วนของแอฟริกาใต้และแอฟริกาตะวันออก[66] ชาติแอฟริกาอื่น ๆ กลับมีรายงานว่าประชากรช้างในประเทศลดลงมากที่สุดถึงสองในสาม และประชากรในพื้นที่คุ้มครองบางแห่งอยู่ในอันตรายว่าจะถูกล่าหมดไป[67] ประเทศชาดมีประวัติศาสตร์การบุกรุกป่าเพื่อล่าช้างนานหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้ประชากรช้างในภูมิภาค ซึ่งเคยมีมากกว่า 300,000 ตัว ในปี ค.ศ. 1970 ลดลงเหลือเพียงอย่างน้อย 10,000 ตัวในปัจจุบัน[68] ในอุทยานแห่งชาติวิรุนดา ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ประชากรช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งเข้าชมได้ลดลงจาก 2,889 ตัว ในปี ค.ศ. 1951 เหลือ 348 ตัว ในปี ค.ศ. 2006[69]มีความเป็นไปได้ว่าการล่าเอาเฉพาะช้างที่มีงาอาจทำให้งาในช้างแอฟริกาหายไปอย่างถาวร แม้ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ตาม ผลกระทบของช้างที่ไม่มีงาต่อสิ่งแวดล้อม และต่อตัวช้างเองนั้น อาจใหญ่หลวงได้ ช้างใช้งาเพื่อขุดเอาแร่ธาตุที่จำเป็นในดิน ฉีกเนื้อพืชออกจากกัน และใช้ในการต่อสู้เพื่อแย่งคู่ หากปราศจากงา พฤติกรรมของช้างอาจเปลี่ยนไปมาก[70]การสูญเสียถิ่นที่อยู่อีกภัยคุกคามหนึ่งต่อการมีชีวิตรอดของช้างโดยรวมคือการทำกสิกรรมในถิ่นที่อยู่ของช้างอย่างต่อเนื่องโดยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการขัดต่อผลประโยชน์ต่อมนุษย์ผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ทำให้มีช้างถูกฆ่าไป 150 ตัว และมีคนเสียชีวิตไปถึง 100 คนต่อปีในศรีลังกา[71] การลดจำนวนของช้างเอเชียส่วนใหญ่เป็นไปด้วยเหตุผลที่ว่าสูญเสียถิ่นที่อยู่เมื่อป่าผืนใหญ่หายไปมากขึ้นทุกที ระบบนิเวศจึงได้รับผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ต้นไม้มีส่วนสำคัญในการยึดหน้าดินและดูดซับน้ำไหลบ่า อุทกภัยและการพังทลายของหน้าดินขนาดใหญ่เป็นผลกระทบโดยทั่วไปของการตัดไม้ทำลายป่า ช้างต้องการที่ดินผืนใหญ่ เนื่องจากพวกมันคุ้นชินกับการโค่นต้นไม้และไม้พุ่มเพื่อหาอาหาร เหมือนกับชาวไร่เลื่อนลอย แต่ช้างจะค่อยกลับมาในภายหลัง เมื่อพื้นที่ดังกล่าวมีต้นไม้เติบโตขึ้นดังเดิมแล้ว และเมื่อป่าไม้ลดขนาดลง ช้างจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ซึ่งจะทำลายพืชผลการเกษตรทั้งหมดในพื้นที่ และทำลายทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่อุทยานแห่งชาติเขตสงวนอย่างเป็นทางการแห่งแรกของแอฟริกา อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ กลายมาเป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดและประสบความสำเร็จที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา[72] อย่างไรก็ตาม มีหลายปัญหาที่เชื่อมโยงกับการจัดตั้งเขตสงวนเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างกินอาณาบริเวณกว้างโดยไม่คำนึงถึงพรมแดนระหว่างประเทศ เมื่อมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติและล้อมรั้ว สัตว์หลายชนิดจึงพบว่าตนถูกตัดขาดจากแหล่งอาหารในฤดูหนาวหรือพื้นที่ผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิ สัตว์บางตัวถึงกับตายไปเลย ขณะที่สัตว์อื่น เช่นช้าง อาจเหยียบข้ามรั้วไปเลย ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในไร่นาในละแวกนั้น เมื่อถูกจำกัดอยู่ในอาณาเขตเล็ก ๆ ช้างสามารถก่อความเสียหายใหญ่หลวงต่อภูมิประเทศแถบนั้นได้[73]ยิ่งไปกว่านั้น เขตสงวนบางแห่ง อย่างเช่นอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ในความเห็นของผู้จัดการสัตว์ป่า กำลังประสบปัญหาจากประชากรช้างแออัดเกินไป ขณะที่สัตว์ป่าชนิดอื่นภายในเขตสงวนมีจำนวนลดลง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 ประเทศแอฟริกาใต้ประกาศว่าจะรื้อฟื้นการยิงลดจำนวนช้าง (culling) อีกเป็นครั้งแรกนับแต่ปี ค.ศ. 1994 เพื่อควบคุมจำนวนช้าง ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยิงลดจำนวนเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบันก็ตาม[74] แต่เมื่อทางนักวิทยาศาสตร์ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ประจักษ์แล้วว่าอุทยานอาจเป็นความหวังสุดท้ายต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบ ๆ พวกมันปุ๋ยในจังหวัดเบงกูลูของอินโดนีเซีย มีช้างสี่ตัวตาย และจากผลการตรวจซากพบว่าหนึ่งในช้างเหล่านี้มีปริมาณไนโตรเจนในร่างกายสูง ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นคือช้างได้กินเอาปุ๋ยที่ถูกใส่ต้นไม้ในไร่นา ช้างอาจได้รับเกลือในปุ๋ยเข้าไปและนำไปสู่การตายได้[75]มนุษย์กับช้างการเลี้ยงและใช้งานช้างได้เป็นสัตว์ใช้งานซึ่งถูกใช้ในหลายด้านโดยมนุษย์ ตราประทับที่ถูกพบในลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นการบอกว่าช้างถูกนำมาเลี้ยงเป็นครั้งแรกในอินเดียโบราณ อย่างไรก็ตาม ช้างไม่อาจนำมาเลี้ยงได้อย่างสมบูรณ์ ช้างเพศผู้จะเกิดอาการตกมันตามสภาพขึ้นเป็นบางเวลาและควบคุมได้ยาก ดังนั้น ช้างที่มนุษย์นำไปใช้นั้นจึงมักเป็นช้างเพศเมีย โดยช้างศึกเป็นข้อยกเว้น เพราะช้างเพศเมียจะวิ่งหนีออกจะช้างเพศผู้ ทำให้มีแต่ช้างเพศผู้เท่านั้นที่สามารถถูกใช้ในสงครามได้ มักจะเป็นการประหยัดกว่าที่จะจับช้างป่าอายุน้อยแล้วฝึกมันให้เชื่องกว่าเลี้ยงให้เติบโตในการดูแลคนลาวได้มีการเลี้ยงช้างมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ และยังมีช้างเลี้ยงราว 500 ตัวยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่พบใช้งานอยู่ในแขวงไชยบุรี ช้างเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกใช้งานในอุตสาหกรรมตัดไม้ โดยมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศกำลังผุดขึ้นเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าช้างยังมักถูกจัดแสดงในสวนสัตว์และอุทยานสัตว์ป่า ช้างราว 1,200 เชือกถูกเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ทางตะวันตก การศึกษาพบว่าช้างในสวนสัตว์ในยุโรปมีอายุขัยเป็นครึ่งหนึ่งของช้างที่อาศัยอยู่ในพื้นที่คุ้มครองในแอฟริกาและเอเชีย[76] จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2010 ช้างแอฟริกาที่อยู่ในการดูแลที่มีอายุมากที่สุด คือ รัวฮา (59 ปี) ที่สวนสัตว์บาเซล[77]ช้างขนยุทโธปกรณ์หนักในอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในประเทศพม่า ไทย อินเดียและส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ ช้างได้ถูกใช้ในทางทหารโดยใช้เป็นแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอนโคนต้นไม้และการเคลื่อนย้ายซุง และมักถูกใช้ในการประหารชีวิตโดยเหยียบผู้ที่ถูกลงโทษ ช้างยังได้ใช้เป็นพาหนะสำหรับการล่าแบบซาฟารี และสัตว์พาหนะในพิธีกรรมของพระมหากษัตริย์หรือศาสนา ขณะที่ช้างเอเชียได้ถูกใช้เพื่อขนส่งและเพื่อความบันเทิงการสงครามภาพการใช้ช้างของคาร์เธจในสงครามกับโรมันช้างศึกถูกใช้โดยกองทัพในอนุทวีปอินเดีย รัฐซึ่งทำสงครามกันในจีนในยุคจ้านกว๋อ และจักรวรรดิเปอร์เซียในสมัยหลัง การใช้ช้างในการสงรามถูกปรับใช้โดยกองทัพเฮเลนนิสติคหลังอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงเล็งเห็นคุณค่าของช้างต่อพระเจ้าพอรุส ที่โดดเด่นในจักรวรรดิปโตเลมีและเซลูซิด แม่ทัพคาร์เธจ ฮันนิบาล ใช้ช้างข้ามเทือกเขาแอลป์ระหว่างทำสงครามกับโรมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จักรวรรดิขแมร์อันทรงอำนาจได้เข้าครอบงำในภูมิภาคในคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยอาศัยการใช้ช้างศึกอย่างมาก เมื่ออำนาจของเขมรเสื่อมลงในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาติที่มีอำนาจในเวลาต่อมา ได้แก่ พม่าและไทยก็ได้นำช้างศึกมาปรับใช้อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน ยุทธหัตถีเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้ช้างศึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สวนสัตว์และละครสัตว์มีเสียงคัดค้านเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อต้านการจับ การกักขัง และการใช้ช้างป่า[78] ผู้สนับสนุนสิทธิสัตว์ยืนยันว่าช้างในสวนสัตว์และละครสัตว์นั้น &quot;ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บทางกายภาพเรื้อรัง การขาดสังคม ความตายอยากทางอารมณ์และการตายก่อนเวลาอันควร&quot;[79] สวนสัตว์แย้งว่ามาตรฐานการดูแลช้างนั้นมีสูงมากและมีการจัดความต้องการขั้นต่ำสำหรับการดูแลช้าง อย่างเช่น พื้นที่อยู่อาศัยขั้นต่ำ การออกแบบสถานที่กั้นล้อม อาหาร การสืบพันธุ์ สิ่งประดับและการดูแลจากสัตวแพทย์ เพื่อรับประกันความอยู่ดีกินดีของช้างที่อยู่ในการควบคุม แต่ละครสัตว์นั้นยังมีประวัติไม่ดีอยู่ โดยมีข้อมูลรายงานว่า มีช้าง 27 เชือกที่เป็นของละครสัตว์ 3 คณะในสหรัฐอเมริกา ตายตั้งแต่ ค.ศ. 1992[80]ช้างเป็นส่วนสำคัญในละครสัตว์มานานแล้ว เพราะเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดพอจะฝึกให้แสดงท่าทางได้หลายอย่าง อย่างไรก็ตาม สภาพความเป็นอยู่ของช้างในละครสัตว์นั้นไม่เป็นธรรมชาติ เพราะถูกกักขังในกรงขนาดเล็ก ถูกล่ามโซ่ที่ขา และขาดเพื่อนช้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ช้างทำร้ายผู้เลี้ยงหรือควาญซึ่งเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ในวัฒนธรรมสมัยนิยมช้างพบได้ทั่วไปในวัฒนธรรมสมัยนิยมตะวันตกในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์แปลก (exotic) [81] เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์และขนาดรูปร่างที่ทำให้ช้างแตกต่างจากสัตว์อื่น และเพราะ เช่นเดียวกับสัตว์ในทวีปแอฟริกาอีกหลายชนิด เช่น ยีราฟ แรด และฮิปโปโปเตมัส ทำให้ชาวตะวันตกไม่คุ้นเคยกับสัตว์เหล่านี้[82] การอ้างถึงช้างที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในวัฒนธรรมสมัยนิยมนั้นอาศัยความแปลกของมันเป็นหลัก[82] ยกตัวอย่างเช่น &quot;ช้างเผือก&quot; เป็นภาษิตหมายถึง บางสิ่งที่มีราคาแพงและแปลก แต่มักใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้[82]ช้างเป็นตัวละครที่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มวรรณกรรมเด็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วช้างมักมีบทบาทเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมซึ่งน่ายกย่อง[81] มีหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวของช้างวัยเยาว์ที่อยู่ตัวเดียวกลับคืนสู่กลุ่มของมัน อย่างเช่น ดัมโบ้ (ค.ศ. 1942) [82] นอกเหนือไปจากสัตว์แปลกแล้ว ช้างในนิยายยังเป็นตัวแทนของมนุษย์[82] ซึ่งความคิดคำนึงถึงชุมชนและกันและกันได้ถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นบางสิ่งที่น่าปรารถนา[83]ลูกผสมสปีชีส์ช้างแอฟริกาและช้างเอเชียมีการกระจายพันธุ์ไม่ต่อเนื่องกัน และไม่มีลูกผสมในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ใน ค.ศ. 1978 ที่สวนสัตว์เชสเตอร์ แม่พันธุ์ช้างเอเชียได้ให้กำหนดลูกช้างลูกผสมอันเกิดจากการผสมกับพ่อพันธุ์ช้างแอฟริกา ช้างลูกผสมเพศผู้ดังกล่าว ซึ่งได้ชื่อว่า &quot;มอตตี&quot; มีแก้ม หูและขาอย่างช้างแอฟริกา แต่มีจำนวนเล็บเท้าอย่างช้างเอเชีย งวงที่มีรอยย่นนั้นคล้ายกับช้างแอฟริกา ร่างกายมีลักษณะเหมือนอย่างช้างแอฟริกา แต่มีโหนกกลางอย่างช้างเอเชีย และโหนกหลังอย่างช้างแอฟริกา แต่ลูกผสมดังกล่าวตายด้วยอาการติดเชื้อในอีก 12 วันให้หลัง[84] ร่างของมันถูกเก็บรักษาไว้เป็นตัวอย่างที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอังกฤษในกรุงลอนดอน มีข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีช้างลูกผสมอื่นอีกสามเชือกเกินในสวนสัตว์หรือละครสัตว์ ซึ่งทั้งหมดถูกกล่าวว่าพิการผิดรูปร่างและไม่มีตัวใดรอดชีวิตเลยอ้างอิง Scientists map elephant evolution. BBC News. July 24, 2007. Roca, Alfred L.; Georgiadis, N; Pecon-Slattery, J; O&#39;Brien, SJ (24 August 2001). &quot;Genetic evidence for two species of elephant in Africa&quot;. Science. 293 (5534): 1473–7. doi:10.1126/science.1059936. PMID 11520983. African Elephant Specialist Group (2003). &quot;Statement on the taxonomy of extant Loxodonta&quot; (PDF). IUCN. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Unknown parameter |month= ignored (help) Eggert, Lori S.; Rasner, Caylor A.; Woodruff, David S. (2002-10-07). &quot;The evolution and phylogeography of the African elephant inferred from mitochondrial DNA sequence and nuclear microsatellite markers&quot;. Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences. 269 (1504): 1993–2006. doi:10.1098/rspb.2002.2070. PMC 1691127. PMID 12396498. ISSN: 0962-8452 (Paper) 1471–2954 (Online). Rohland, Nadin (2010). &quot;Genomic DNA Sequences from Mastodon and Woolly Mammoth Reveal Deep Speciation of Forest and Savanna Elephants&quot;. PLoS Biology. 8 (12). doi:10.1371/journal.pbio.1000564. Unknown parameter |month= ignored (help); |access-date= requires |url= (help) CITES Appendix II Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Animal Diversity Web – Loxodonta africana – retrieved 4 September 2008 Douglas-Hamilton, Iain (1979). The African Elephant Action Plan. unpublished report. Parker, Ian (1983). Ivory Crisis. Chatto and Windus, London. p. 184. ISBN 0701126337. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Blanc, JJ (2007). African Elephant Status Report 2007: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 276. ISBN 978-2-8317-0970-3. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blanc, JJ (January–June 2005). &quot;Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa&quot; (PDF). Pachyderm. IUCN/SSC African Elephant Specialist Group. 38 (38): 19–28. Archived from the original (PDF) on 2007-06-04. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. Blanc et al. 2007, op. cit. Blanc, JJ (2003). African Elephant Status Report 2002: An update from the African Elephant Database (PDF). IUCN, Gland and Cambridge. p. 308. ISBN 2-8317-0707-2. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help)[ลิงก์เสีย] Blake, Stephen (2005). &quot;Central African Forests: Final Report on Population Surveys (2003–2005)&quot; (PDF). CITES MIKE Programme, Nairobi. สืบค้นเมื่อ 2006-12-08. &quot;South Africa to Allow Elephant Killing&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Asian Elephants. Elephant Facts. Sukumar, R. (2003). The Living Elephants: Evolutionary Ecology, Behavior, and Conservation. Oxford University Press, Oxford, UK. Asian Elephants. Elepahnt Zone. Shoshani, J. (2006) Taxonomy, Classification, and Evolution of Elephants In: Fowler, M. E., Mikota, S. K. (eds.) Biology, medicine, and surgery of elephants. Wiley-Blackwell. ISBN 0-8138-0676-3. Pp. 3–14 Elephant Trunks. West, John B. (2001). &quot;Snorkel breathing in the elephant explains the unique anatomy of its pleura&quot; (PDF). Respiratory Physiology. 126 (1): 1–8. doi:10.1016/S0034-5687 (01) 00203-1 Check |doi= value (help). PMID 11311306. West, John B.; Fu, Zhenxing; Gaeth, Ann P.; Short, Roger V. (2003-11-14). &quot;Fetal lung development in the elephant reflects the adaptations required for snorkeling in adult life&quot; (PDF). Respiratory Physiology &amp; Neurobiology. 138 (2–3): 325–333. doi:10.1016/S1569-9048 (03) 00199-X Check |doi= value (help). Elephant Tusk and Theeths Ivory Scott, William Berryman (1913). &quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot;&amp;pg=PA430#v=onepage&amp;q=Gomphotherium%20&quot;had%20fully%20developed%20lower%20tusks&quot; A history of land mammals in the western hemisphere. New York: The Macmillan Company. p. 430. &quot;Elephant Anatomy&quot;. Indianapolis Zoo. Archived from the original on 2007-05-03. สืบค้นเมื่อ 2007-05-28. Moss:245 Moss:245, 258, 267, 268 The skin of the elephants. [1] ELEPHANTS The Skin. Elephant Ears, skin and legs. Elephant Facts. Moore, Tom (2007). &quot;Biomechanics: A Spring in Its Step&quot;. Natural History. 116 (4): 28–9. Morelle, Rebecca. (12 February 2010). &quot;Do speedy elephants walk or run?&quot; BBC News. [2] Ren, L. &amp; J.R. Hutchinson (2007). &quot;The three-dimensional locomotor dynamics of African (Loxodonta africana) and Asian (Elephas maximus) elephants reveal a smooth gait transition at moderate speed&quot;. J. Roy. Soc. Interface. 5 (19): 195–211. doi:10.1098/rsif.2007.1095. PMC 2705974. PMID 17594960. &quot;Royal Veterinary College: Are fast moving elephants really running?&quot;. Rvc.ac.uk. 2008-12-23. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Hutchinson, J.R; Famini, Dan; Lair, Richard; Kram, Rodger (2003). &quot;Biomechanics: Are fast-moving elephants really running?&quot;. Nature. 422 (6931): 493–494. doi:10.1038/422493a. PMID 12673241. Unknown parameter |month= ignored (help) Elephant&#39;s sixth &#39;toe&#39; discovered &quot;Joyce Poole&#39;s publication &#39;&#39;Announcing intent: the aggressive state of musth in African elephants&#39;&#39;&quot;. Elephantvoices.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant &#39;had aquatic ancestor&#39;. BBC News. April 15, 2008. Bruce Bagemihl, Biological Exuberance: Animal Homosexuality and Natural Diversity, St. Martin&#39;s Press, 1999; pp.427–430 Braden, Claire. &quot;Not so Dumbo: Elephant Intelligence&quot;. Archived from the original on 2007-06-07. สืบค้นเมื่อ 2007-05-27. &quot;Elephants&#39; jumbo mirror ability&quot;. BBC News. 2006-10-31. สืบค้นเมื่อ 2007-08-10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ  ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ ABCScience อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ  ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ DolphinGuide อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ  ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Friendsoftheelephant Hart, B.L. (2001). &quot;Cognitive behaviour in Asian elephants: use and modification of branches for fly switching&quot;. Animal Behaviour. Academic Press. 62 (5): 839–847. doi:10.1006/anbe.2001.1815. สืบค้นเมื่อ 2007-10-30. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help); Unknown parameter |month= ignored (help) อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ  ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Scott &quot;Elephant brain, Part I: Gross morphology, functions, comparative anatomy, and evolution&quot; (PDF). Jeheskel Shoshani, William J. Kupsky b, Gary H. Marchant. สืบค้นเมื่อ 2007-11-09. Roth, Gerhard. &quot;Is the human brain unique?&quot;. Mirror Neurons and the Evolution of Brain and Language. John Benjamins Publishing. pp. 63–76. Unknown parameter |coauthors= ignored (|author= suggested) (help) Joshua M. Plotnik, Frans B. M. de Waal, and Diana Reiss (2006) Self-recognition in an Asian elephant. Proceedings of the National Academy of Sciences 103 (45) :17053–17057 10.1073/pnas.0608062103 abstract Magpies are no bird-brains, mirror test shows[ลิงก์เสีย] Larom, D.; Garstang, M.; Payne, K.; Raspet, R.; Lindeque, M. (1997). &quot;The influence of surface atmospheric conditions on the range and area reached by animal vocalizations&quot; (PDF). Journal of experimental biology. 200 (3): 421–431. สืบค้นเมื่อ 2009-05-27. &quot;Elephant Listening Project&quot;. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;In Africa, Decoding the &quot;Language&quot; of Elephants&quot;. News.nationalgeographic.com. 2010-10-28. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. ELEPHANTS &quot;40 Winks?&quot; Jennifer S. Holland, National Geographic Vol. 220, No. 1. July 2011. Huggler, Justin (2006-10-12). &quot;Animal Behaviour: Rogue Elephants&quot;. London: The Independent. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. An Elephant Crackup? Highfield, Roger (2006-02-17). &quot;Elephant rage: they never forgive, either&quot;. Sydney Morning Herald. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Conservation &amp; Elephant Hunting&quot;. IWMC World Conservation Trust - IWMC.org. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Elephant[ลิงก์เสีย]. Microsoft Encarta Online Encyclopedia 2009. Archived 2009-10-31. &quot;To Save An Elephant&quot; by Allan Thornton &amp; Dave Currey, Doubleday 1991 ISBN 0-385-40111-6 &quot;A System of Extinction - the African Elephant Disaster&quot; Environmental Investigation Agency 1989 Blanc, J.J., Barnes, R.F.W., Craig, G.C., Douglas-Hamilton, I., Dublin, H.T., Hart, H.T. &amp; Thouless, C.R. 2005. Changes in elephant numbers in major savanna populations in eastern and southern Africa. Pachyderm 38, 19–28 &quot;WWF: Poaching May Erase Elephants From Chad Wildlife Park&quot;. 2008-12-24. สืบค้นเมื่อ 2008-12-24. African Elephants Slaughtered in Herds Near Chad Wildlife Park. National Geographic News. Marc Languy and Emmanuel de Merode (eds.) 2009 Virunga: The Survival of Africa&#39;s First National Park Lannoo, Tielt, Belgium. p.143 The Learning Kingdom&#39;s Cool Fact of the Day for March 30, 1999, Why are elephants in Africa being born without tusks &quot;Conservation GIS Projects&quot;. Smithsonian National Zoological Park. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;History of Kruger Park: Kruger National Park: South Africa&quot;. Krugerpark.co.za. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Impact&quot;. Elephant.elehost.com. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Clayton, Jonathan (2008-02-26). &quot;Animal rights outrage over plan to cull South Africa&#39;s elephants&quot;. Times Online. London. สืบค้นเมื่อ 2008-03-22. &quot;Police investigating four elephant deaths&quot;. Antara News. &quot;Science Podcast transcript&quot; (PDF) Science 12 December 2008. Retrieved 13 December 2008. Georges Frei (2010-07-29). &quot;The Elephants in Basel Zoo / the Zolli Switzerland&quot;. Upali.ch. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. &quot;Resistance against capture and training of wild elephants&quot;. Amboseli Trust for Elephants. สืบค้นเมื่อ 2007-12-01. External link in |publisher= (help) &quot;SaveWildElephants.com&quot;. PETA. สืบค้นเมื่อ 2007-06-16. &quot;Ringling Brothers Circus - Factsheet&quot; (PDF). PETA. April 22, 2008. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12. Van Riper, A. Bowdoin (2002). Science in popular culture: a reference guide. Westport: Greenwood Press. p. 73. ISBN 0-313-31822-0. Van Riper, op.cit., p. 74. Van Riper, op.cit., p. 75. &quot;Motty the african and asian elephant crossbreed&quot;. Elephant.se. สืบค้นเมื่อ 2010-12-12.ดูเพิ่มPCN-logo.png	สถานีย่อย:โลกของสัตว์วิกิพจนานุกรมวิกิพจนานุกรม มีความหมายของคำว่า:ช้าง	คอมมอนส์ มีภาพและสื่อเกี่ยวกับ:ช้างWikispecies-logo.svg ข้อมูลเกี่ยวข้องกับ Elephantidae จากวิกิสปีชีส์คชศาสตร์ช้างในประเทศไทยหมวดหมู่: CS1 errors: external linksAutomatic taxobox cleanupParaphyletic groupsช้างสัตว์แบ่งตามชื่อสามัญรายการเลือกการนำทางยังไม่ได้เข้าสู่ระบบคุยส่วนร่วมสร้างบัญชีเข้าสู่ระบบบทความอภิปรายเนื้อหาดูต้นฉบับประวัติค้นหาค้นหา วิกิพีเดียหน้าหลักถามคำถามบทความคัดสรรบทความคุณภาพเหตุการณ์ปัจจุบันสุ่มบทความมีส่วนร่วมเกี่ยวกับวิกิพีเดียศาลาประชาคมเปลี่ยนแปลงล่าสุดหน้าติดต่อบริจาคให้วิกิพีเดียคำอธิบายเครื่องมือหน้าที่ลิงก์มาการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวโยงอัปโหลดไฟล์หน้าพิเศษลิงก์ถาวรสารสนเทศหน้าสิ่งนี้ใน วิกิสนเทศอ้างอิงบทความนี้ในโครงการอื่นวิกิมีเดียคอมมอนส์พิมพ์/ส่งออกสร้างหนังสือดาวน์โหลดเป็น PDFรุ่นพร้อมพิมพ์ภาษาอื่นEnglishGalegoBahasa Indonesiaಕನ್ನಡമലയാളംNorskၽႃႇသႃႇတႆးTürkçe中文เพิ่มเติมอีก 156 ภาษาแก้ไขลิงก์หน้านี้แก้ไขล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 เวลา 18:55 น.อนุญาตให้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน และอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดูรายละเอียดที่ ข้อกำหนดการใช้งานWikipedia® เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของมูลนิธิวิกิมีเดีย องค์กรไม่แสวงผลกำไรติดต่อเรานโยบายความเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับวิกิพีเดียข้อปฏิเสธความรับผิดชอบผู้พัฒนานโยบายการใช้คุกกี้มุมมองสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่Wikimedia FoundationPowered by MediaWikiJOHNCENAXDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDJOHNCENAXDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDนาย ชวินธร วุฒิศาสตร์3/8 เลขที่3นาย ชวินธร วุฒิศาสตร์3/8  เลขที่3(1)เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ (2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี(3)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์(4)ความสำคัญของเทคโนโลยี1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาตนาย ศิริภัทร ศรีสุวรรณภัทร 3/8 เลขที่ 22นาย ศิริภัทร ศรีสุวรรณภัทร 3/8 เลขที่ 22(1)เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ (2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี(3)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์(4)ความสำคัญของเทคโนโลยี1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติด.ช. ปฐมพงศ์ อบมาลี ม.3/8 เลขที่ 12ด.ช. ปฐมพงศ์ อบมาลี ม.3/8 เลขที่ 121. เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ 2.ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์4.ความสำคัญของเทคโนโลยี1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาตินาย อภิสิทธิ์ สนบ้านแพ้วนาย อภิสิทธิ์ สนบ้านแพ้ว1.เทคโนโลยีวิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม.2.เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างไรปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิถาพ3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี ประกอบด้วย        1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค        2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา        3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยี        4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้        5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4.ความสำคัญของเทคโนโลยี1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ               ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นจนสามารถสร้าง นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ การผลิตและ การใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่  ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง  สิ่งแวดล้อม  และวัฒนธรรม  เทคโนโลยีทำให้สังคมโลกที่เรียบง่าย กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้น  ก่อให้เกิดกระแสแห่งความไร้พรมแดน  หรือกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็ว  จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการผสมผสาน 4 ศาสตร์ เข้าด้วยกันได้แก่ อิเล็อทรอนิกส์  โทรคมนาคม  และข่าวสาร  (Electronics , Computer ,Telecomunication and Information หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ECTI ) ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว  สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่าง  ๆ ได้พร้อมกัน  สามารถบริหารจัดการและตัดสินใจได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และธุรกรรมการเงินทได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเทคโนโลยีกำลังทำโลกใบนี้ “เล็กลง” ทุกขณะด.ญ.วิชัญญา ผุยรอด ม.3/8 เลขที่ 43ด.ญ.วิชัญญา ผุยรอด ม.3/8 เลขที่ 43 1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆรวมทั้งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้   สรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ  2. ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิต ทำให้สามารถติดต่อกันได้  ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้  ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง   3.   1.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต    2.) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ    3.) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ   4.) ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้   5.) การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี  4.เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่ายด.ญ.วิศรุตา โสมประยูร ม.3/8 เลขที่44ด.ญ.วิศรุตา โสมประยูร ม.3/8 เลขที่44  1เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ  2 มนุษย์ มีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่อดีตกาล ผ่านการดำรงชีวิตมาในรูปแบบต่างๆตามยุคตามสมัยและมีการดำรงชีวิตในแต่ละยุค ที่ไม่เหมือนกัน อาจจะมีคล้ายกันบางแต่ก็ไม่เหมือนกันซะที่เดียว ซึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีการประสบพบเจอกับเรื่องหรือปัญหา ต่างๆทำให้มนุษย์เกิดการคิด คิดที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อแก่ปัญหานั้นๆ แรกเริ่มอาจจะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแล้วจากนั้นจึงมีการพัฒนาและต่อยอด ความคิดนั้นให้สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม จนสามารถแก้ปัญหานั้นได้และมนุษย์ก็มีการคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการ เกิดความคิดประดิษฐ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีมากมายตามยุคสมัยของมนุษย์ เทคโนโลยีเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดจากความคิดและการพัฒนาขึ้นของมนุษย์ เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดัง ปัจจุบัน การเพิ่มจำนวนของประชากรและข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการนำและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น เทคโนโลยีกับวิทยาศาสตร์เองก็มีความสัมพันธ์กันมากเพราะเทคโนโลยีเกิดจาก พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอย่าง ต่อเนื่อง   3 ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ  4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร นส ปภาวรินท์ ทองเต็ม ม3/8 เลขที่36นส ปภาวรินท์ ทองเต็ม ม3/8 เลขที่361.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับลักษณะของเทคโนโลยี2.ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ เป็นต้น ในการแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป3. 1ความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน2ความอยู่รอดของมนุษย์3ความใฝ่รู้ของมนุษย์4ความต้องการความบันเทิงและการผักผ่อน5การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมยกตัวอย่าง การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค เกี่ยวกับเทคโนโลยียารักษา4.1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ ด.ญ.อิสรา บัวสรวง 3/ด.ญ.อิสรา บัวสรวง 3/8 เลขที501)ตอบ  สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ2)ตอบ ในยุคนี้คงจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าเทคโนโลยีไม่มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงการเข้านอน ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ชีวิตประจำวันมีแต่ความเร่งรีบต้องแข่งขันกับเวลา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานแล้วยังช่วยย่นระยะเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สั้นลง 3)ตอบ 1 ความต้องการความบันเทิง 2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 3.ความใฝ่รู้ของมนุษย์ 4.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม 5.การอยู่รอดให้พ้นภัยธรรมชาติ4)ตอบ การนำเอาเทคโนโลยีการศึกษามาใช้นั้น ส่วนใหญ่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา ในด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกัน เพราะปัญหาทางด้านการศึกษามากมาย เช่น - ปัญหาผู้สอน - ปัญหาผู้เรียน - ปัญหาด้านเนื้อหา - ปัญหาด้านเวลา ปัญหาเรื่องระยะทางนอกจากนั้นการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในการเรียนการสอน ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนและเพิ่มประสิทธิผลทางการศึกษาอีก ด้วยคณะกรรมการด้านเทคโนโลยีการศึกษาด.ญ.รุ่งนะภา คำกงลาด ม.3/8 เลขที่40ด.ญ.รุ่งนะภา คำกงลาด ม.3/8 เลขที่401)การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น  2.)เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ.3.)  3.1ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย 3.2ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา3.3ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด3. 4ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์3.5การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4.)เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วเด็กหญิงอรกัญญา ชัยทัพ ชั้นม.3/8 เลขที่ 49เด็กหญิงอรกัญญา ชัยทัพ ชั้นม.3/8 เลขที่ 491.จงบอกความหมายของเทคโนโลยี เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร เทคโนโลยีมีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เพราะมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องในการพัฒนาในด้านต่างๆเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เช่น เทคโนโลยีกับการพัฒนา  เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการเกษตร เทคโนโลยีกับการพัฒนาด้านการสื่อสาร    3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้าง ยกตัวอย่างประกอบ 1.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 2.ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ 3.ความใฝ่รู้ของมนุษย์ 4.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน 5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไร ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก  เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้นด.ญ.บุณยภัทร อังคสยาวัฒน์ ม.3/8 เลขที่34ด.ญ.บุณยภัทร อังคสยาวัฒน์ ม.3/8 เลขที่341.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ 2.ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก3. 1). ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 2). ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ 3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ  4)ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ 4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ดดด.ญ.ปณัฐดา สามพ่วงบุญ ชั้นม.3/8 เลขที่35ด.ญ.ปณัฐดา สามพ่วงบุญ ชั้นม.3/8 เลขที่351.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ2.เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ เช่น ความต้องการของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น  ความใฝ่รู้ของมนุษย์   การป้องกันเเละปราบปรามอาชญากรรม  ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากธรรมชาติ เป็นต้น4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกันด.ญ.ธนภรณ์ เอื้อเฟื้อ ม.3/8 31ด.ญ.ธนภรณ์ เอื้อเฟื้อ ม.3/8 311.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ 2. ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.   1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ   2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา   3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4.เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วด.ญ.สุชานาฎ ศรีษะดลด.ญ.สุชานาฎ ศรีษะดล1.วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม. 2.อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต 3.1)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่นปัจจัย4     2)ความต้องการให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม     3)ความใฝ่รู้ของมนุษย์ เช่นกล้องจุลทรรศน์     4)ความต้องการความบรรเทิงและพักผ่อนเช่นเครื่องเล่นดีวีดี     5)การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ 4.เป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตน.สน.สน.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้น.3/8 เลขที่29น.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้น.3/8 เลขที่291.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหา เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้และก่อให้เกิดประโยช์น2.มีบทบาทในการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างมาก เพราะเข้ามาอำนวยความสะดวก3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีได้แก่3.1.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เทคโนโลยีทางอาหารเป้นต้น3.2.ความต้องการให้รอดพ้นต่อภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วมเป็นต้น3.3.ความใฝ่รุ้ของมนุษย์เช่น กล้องจุลทรรศ์3.4.ควาทต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน3.5.การปราบปรามและป้องกัน4.ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศด.ช.สมปอง คานหัวเราะ ม.3/8เลขที่ 23ด.ช.สมปอง คานหัวเราะ ม.3/8เลขที่ 23  1.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม 2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท 3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง3.1) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ3.2) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา3.3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด3.4) ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกันด.ช.ณัชพล รังษีรัตนทิพ เลขที่6 ม3/8ด.ช.ณัชพล รังษีรัตนทิพ เลขที่6 ม3/8ข้อ1.) เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ ข้อ2.) อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตด้านต่างๆข้อ3.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เช่น1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตในด้านต่างๆข้อ4.) ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆด.ช.วิธวินท์ พลบนิน เลขที่20ม.3/8ด.ช.วิธวินท์ พลบนิน เลขที่20ม.3/81.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน         เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วน.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้นม.3/8 เลขที่29น.ส.ญดานัฐ อินยาพงษ์ ชั้นม.3/8 เลขที่291.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อนช่วยในการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้อละก่ให้เกิดประโยช์น2.ด.ช.ศศิศ บุตรพา ม.3/8 เลขที่ 21ด.ช.ศศิศ บุตรพา ม.3/8 เลขที่ 21ข้อ1.) เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ ข้อ2.) อำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตด้านต่างๆข้อ3.) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เช่น1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตในด้านต่างๆข้อ4.) ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆด.ช.ภรันยู กุลธนภัทร์ ชั้นม.3/8 เลขที่16ด.ช.ภรันยู กุลธนภัทร์ ชั้นม.3/8 เลขที่161.เทคโนโลยี หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทางอุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม2. เทคโนโลยี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆด้าน และยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ เพราะความสะดวกรวดเร็ว ความทันสมัยของเทคโนโลยี ส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและกลายเป็นผู้นำด้านการตลาดได้ หากมีการนำมาใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภท3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์4. ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน         เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วด.ญ.อิสรา บัวสรด.ญ.อิสรา บัวสรด.ช.ปรเมศวร์ ศรีสุขรื่นด.ช.ปรเมศวร์ ศรีสุขรื่น1.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร ใน โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี  1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค4เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไรปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกันด.ช. ณัชพล รังษีรัตนทิพ ม.3/8 เลขที่ด.ช. ณัชพล รังษีรัตนทิพ ม.3/8 เลขที่ด.ญ. ภัครดา สกุลธัญภัค ชั้นม.3/8 เลขที่ 39ด.ญ. ภัครดา สกุลธัญภัค ชั้นม.3/8 เลขที่ 391 เทคโนโลยี หมายถึงการประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้เพื่อให้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์หรือหมายถึงการนำความรู้ ทักษะ และทรัพยากรมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกหรือตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ เช่น การนำทรายซึ่งเป็นสารประกอบของซิลิกอนที่มีราคาต่ำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์และไอซี ซึ่งไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้ทำชิพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ ทำให้มีราคาสูงเทคโนโลยีจึงเป็นหนทางที่จะช่วยพัฒนาให้สินค้าและบริการต่าง ๆมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2 เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร คือ มนุษย์ มีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่อดีตกาล ผ่านการดำรชีวิตมาในรูปแบบต่างๆตามยุคตามสมัยและมีการดำรงชีวิตในแต่ละยุค ที่ไม่เหมือนกัน อาจจะมีคล้ายกันบางแต่ก็ไม่เหมือนกันซะที่เดียว ซึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีการประสบพบเจอกับเรื่องหรือปัญหา ต่างๆทำให้มนุษย์เกิดการคิด คิดที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อแก่ปัญหานั้นๆ แรกเริ่มอาจจะคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแล้วจากนั้นจึงมีการพัฒนาและต่อยอด ความคิดนั้นให้สามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม จนสามารถแก้ปัญหานั้นได้และมนุษย์ก็มีการคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้มนุษย์มีพัฒนาการ เกิดความคิดประดิษฐ์ในเรื่องต่างๆ ซึ่งมีมากมายตามยุคสมัยของมนุษย์ เทคโนโลยีเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดจากความคิดและการพัฒนาขึ้นของมนุษย์ เทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของมนุษย์มาเป็นเวลานาน เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการแก้ปัญหาพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะเป็น การเพาะปลูก ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ในระยะแรกเทคโนโลยีที่นำมาใช้เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานไม่สลับซับซ้อนเหมือนดัง ปัจจุบัน 3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้างยกตัวอย่าง1).ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย 2).ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา3).ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด4).ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์4เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไรปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เช่นกัน         เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศทำให้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกผูกพันกับทุกประเทศ ความเชื่อมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทำให้เกิดสังคมโลกาภิวัฒน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้องค์กรมีลักษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็นเครือข่าย การดำเนินธุรกิจมีการแข่งขันกันในด้านความเร็ว โดยอาศัยการใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวสนับสนุน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วด.ช.นิพนธ์ คงความสุข ชัันม.3/8 เลขที่11ด.ช.นิพนธ์ คงความสุข ชัันม.3/8 เลขที่111.เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร ใน โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี  1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค4.ความสำคัญของเทคโนโลยี1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติด.ช.ณพวัฒน์ ยางงาม ม3/8 เลขที่5ด.ช.ณพวัฒน์ ยางงาม ม3/8 เลขที่51)เทคโนโลยี  หมายถึง  การนำความรู้ทางธรรมชาติวิทยาและต่อเนื่องมาถึงวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้นามธรรมเช่น ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น 2)ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี       3)  -ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา-ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์-การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4)- ลดเวลาในการทำงาน โดยการนำเอาเทคโนโลยีสำหรับการประมวลผลข้อมูลมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งทำให้สามารถจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ และยังสามารถจัดเรียง แก้ไข และสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว  - ลดต้นทุน เพราะระบบสารสนเทศนั้นสามารถจัดการกับงานที่มีความซับซ้อนได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น และต้นทุนในการดำเนินงาน รวมไปถึงค่าบุคลากรอีกด้วย    - ระบบสารสนเทศช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี โดยช่วยในการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเพิ่มความสะดวกในการสื่อสารข้อมูล จัดเรียง สืบค้นข้อมูล และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ด.ญชนม์พรรธน์ จุฑารัตน์ ม.3/8 เลขที่28ด.ญชนม์พรรธน์ จุฑารัตน์ ม.3/8 เลขที่281.เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ 2.  ปัจจุบัน นี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี ในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer Mediated Communication - CMC) ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบสองทาง ทำให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกันได้ กล่าวถึง อิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุคโลกาภิวัตน์ อารยธรรมของโลก โลกทั้งโลกจะเชื่อมต่อกันด้วย ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาพของสังคมจะเปลี่ยนไปจากยุคอุตสาหกรรมเป็นโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งแตกต่างไปจากเดิมในรูปแบบของการติดต่อระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนาจนถึงการสื่อสารกันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมาก ขึ้น ในปัจจุบันมีสถานีวิทยุ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้มีความเสมือนกับโลกของจริงมาที่สุดการติดต่อสื่อสารผ่านโลก Cyber อาจมีผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะมนุษย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในด้านนี้มากเกินไปการใช้ เทคโนโลยีด้านนี้ เราควรรู้จักวิธีใช้ และความเหมาะสม เพื่อการใช้งานที่เป็นประจำ 3.         1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค         ‎2..ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ         ‎3.      ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด         ‎4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกัน ‎ด.ญ.สุชาดา ทองขาว ม.3/8 เลขที่46ด.ญ.สุชาดา  ทองขาว ม.3/8 เลขที่461. เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆเทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือเทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนที่เป็นข้อแตกต่างอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี กับวิทยาศาสตร์ คือเทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับปัจจัย ทางเศรษฐกิจเป็นสินค้ามีการซื้อขาย ส่วนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนรวมของ ชาวโลกมีการเผยแพร่โดยไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใดกล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีสมัยใหม่เกิดขึ้นโดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานรองรับ2.อำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ เช่น   ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ความจำเป็นในการดำรงชีวิต 4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูง และอาจก่อให้เกิดภัยอันตรายหรือสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติราชการได้เข่นกันนายเกียรติศักดิ์ แสงสุขวาว ม.3/8 เลขที่2นายเกียรติศักดิ์ แสงสุขวาว ม.3/8 เลขที่21) | เทคโนโลยี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ เข่น อุปกรณ์, เครื่องมือ, เครื่องจักร, วัสดุ หรือ แม้กระทั่งที่ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จับต้องได้ เช่น กระบวนการต่าง ๆ เทคโนโลยี เป็นการประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์2) | อำนวยความสะดวกให้ชีวิตของมนุษย์ง่ายขึ้น |3)      1. ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ    2. ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา        3. ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด    4. ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์      5. การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4)ความสำคัญของเทคโนโลยี1.เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ 2.เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา 3.เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติ               ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นจนสามารถสร้าง นวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือ การเรียนรู้ การผลิตและ การใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่  ให้เกิดผลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง  สิ่งแวดล้อม  และวัฒนธรรม  เทคโนโลยีทำให้สังคมโลกที่เรียบง่าย กลายเป็นสังคมที่มีการดำรงชีวิตที่สลับซับซ้อนมากขึ้น  ก่อให้เกิดกระแสแห่งความไร้พรมแดน  หรือกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เข้ามาสู่ทุกประเทศอย่างรวดเร็ว  จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ อันเป็นการผสมผสาน 4 ศาสตร์ เข้าด้วยกันได้แก่ อิเล็อทรอนิกส์  โทรคมนาคม  และข่าวสาร  (Electronics , Computer ,Telecomunication and Information หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ECTI ) ทำให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว  สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคลื่อนไหวต่าง  ๆ ได้พร้อมกัน  สามารถบริหารจัดการและตัดสินใจได้ทุกขณะเวลา การลงทุนค้าขาย และธุรกรรมการเงินทได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเทคโนโลยีกำลังทำโลกใบนี้ “เล็กลง” ทุกขณะด.ญ.วริษา ทรัพย์ส่งแสง ม.3/8 เลขที่42ด.ญ.วริษา ทรัพย์ส่งแสง ม.3/8 เลขที่421.เทคโนโลยี (technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาทำให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ 2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร  ใน  โลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชีวิตของมนุษย์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตประจำวันอยู่เสมอ และในบางครั้งคนเราก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไปว่ากำลังใช้และพึ่งพาเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเราในปัจจุบัน ล้วนได้รับการพัฒนามาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจนนำมาผลิตเป็นสิ่งของเครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์มากมาย และเราได้ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันจนเกิดความเคยชิน3. ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยี       1.ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 2.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ4.เทคโนโลยีมีความสำคัญอย่างไรปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น นาย อถิสิทธิ์ สนบ้านแพ้ว ม.3/8 เลขที่ 24นาย อถิสิทธิ์ สนบ้านแพ้ว ม.3/8 เลขที่ 24น.ส. ชณิดา จันทรโชติ ม.3/8 เลขที่27น.ส. ชณิดา จันทรโชติ ม.3/8 เลขที่271.เทคโนโลยี   ( Technology )  คือการประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์  ที่เกี่ยวข้องการผลิต  การสร้างวิธีการดำเนินงาน  และรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ  ที่ไม่ได้มีในตามธรรมชาติโลกแห่งเทคโนโลยียุคนี้  ทำให้มนุษย์ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกจากเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันมากมายนับไม่ถ้วน2.เทคโนโลยีเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไรในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ เป็นต้น ในการแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมก็จำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป3.‎ ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีมีอะไรบ้าง เช่น 1 .) ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เป็นต้น เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ  2 .) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา 3 .) ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) ระบบการตรวจพิสัยไกล (Remote Sensing) ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด4.ความสำคัญของเทคโนโลยี 1 ).เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์  2 ).เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา  3 ).เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติด.ช.อานุภาพ ลิ้มกุลวราภิวัฒน์ ม.3/8 เลขที่26ด.ช.อานุภาพ  ลิ้มกุลวราภิวัฒน์   ม.3/8 เลขที่261. คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น 2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือ วิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี 3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์ 4. 4.1)เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์     4.2)เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา     4.3)เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติEmptyด.ช.โชติภัทร ปลื้มจิตรอมร ชั้น ม.3/8 เลขที่ด.ช.โชติภัทร  ปลื้มจิตรอมร ชั้น ม.3/8 เลขที่ 1. คือ การใช้ความรู้ เครื่องมือ ความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ่งประดิษฐ์และวิธีการ มาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น 2.    การใช้โทรศัพท์ หรืออินเตอร์เน็ต              สังคมเครือข่าย การใช้เทคโนโลยีในด้าน การ ศึกษา จัดระบบในหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีมีบทบาทกับมนุษย์จนเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ 3. 3.1)ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น การผลิตปูนซิเมนต์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับยารักษาโรค เช่น การผลิตและสังเคราะห์ยารักษาโรค สารปฏิชีวนะใหม่ ๆ 3.2) ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา  3.3) ความใฝ่รู้ของมนุษย์  เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง เครื่องวัดคลื่นหัวใจ ระบบการตรวจพิสัยไกล ดาวเทียม ยานสำรวจอวกาศ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการใฝ่รู้ หรือหาทางที่จะให้รู้มากกว่าเดิม เกิดการต่อยอดของเทคโนโลยีที่เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด   3.4)ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ของมนุษย์ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์ 4. 4.1)เป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำเนินชีวิตของมนุษย์     4.2)เป็นปัจจัยหลักที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา     4.3)เป็นเรื่องราวของมนุษย์ และธรรมชาติด.ญ.นิสาลักษณ์ เงินสมบัติ ม.3/8 เลขที่33ด.ญ.นิสาลักษณ์ เงินสมบัติ ม.3/8 เลขที่331.เทคโนโลยีหมายถึงสิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อข่วยในการทำงานหรือปัญหาต่างๆ2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของมนุษย์3.ปัจจัยที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีคือ-ความจำเป็นในการดำรงชีวิตเนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย4ในการดำรงชีวิต-ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติเช่น แผ่นดินไหว-ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆเช่น กล้องโทรทัศน์-ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน เช่น เครื่องเล่นแผ่นซีดี4.ความสำคัญของเทคโนโลยีคือเป็นพื้นฐานปัจจัยจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ด.ญ.อนันตญา รักรัตน์ ม.3/8 เลขที่48ด.ญ.อนันตญา รักรัตน์ ม.3/8 เลขที่481.เทคโนโลยีหมายถึง สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ช่วยในการทำงาน และนำวิทยาศาสตร์มาแระยุกต์ใช้ให้เกิดปะโยชน์2.เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับมนุษย์คือ วิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึม อยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอัน มาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการในการใช้ชีวิต คือปัจจัยทั้ง4 เช่นเทคโนโลยีอาหาร คือการประดิษฐ์เครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวข้าว ความต้องการทางความบรรเทิง เช่น วิทยุ โทรทัศน์4.ปัจจุบันระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรที่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน ทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีความรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารมีประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดต้นทุนในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงานที่เชื่อมต่อในระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การมีเว็บไซต์สำหรับเป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ เป็นต้น แม้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีประโยชน์และสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆด.ช.ภยุพล อักโขพันธุ์ ม.3/8 เลขที่15ด.ช.ภยุพล อักโขพันธุ์ ม.3/8 เลขที่151.เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง วิธีการปฏิบัติ ที่มีการจัดลำดับอย่างมีรูปแบบและขั้นตอน เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง เป็นต้น2.ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิต3.ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีเกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ การผลิตสิ่งทอ เส้นใยสังเคราะห์ การใช้เครื่องจักรทอผ้าควบคุมด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ เช่น ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ ความใฝ่รู้ของมนุษย์4. เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศพรพรรณ จันทร์นิยม เลขที่38 ม.3/8พรพรรณ จันทร์นิยม เลขที่38 ม.3/81.วิทยาการที่นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม2.ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเทคโนโลยีสารสนเทศมากมายเลยครับ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมีผลกับเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียนจะมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ3.-ความจำเป็นในการดำรงชีวิต เนื่องจากมนุษย์จำเป็นต้องใช้ปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งความจำเป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากมาย เช่น เทคโนโลยีการอาหาร การประดิษฐ์สร้างเครื่องจักรเพื่อเก็บเกี่ยวพืชให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ -ความต้องการอยู่รอดให้พ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรนป้องกันและหาวิธีการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตรวจจับและพยากรณ์แผ่นดินไหว ดาวเทียม อุตุนิยมวิทยา-‎ความใฝ่รู้ของมนุษย์ ทำให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีประเภทอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องโทรทัศน์ กล้องจุลทรรศน์ เครื่องวัดคลื่นแสง (EEG) เครื่องวัดคลื่นหัวใจ (ECG) -‎ความต้องการความบันเทิงและการพักผ่อน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบกิจกรรมบันเทิง จึงทำให้เกิดเทคโนโลยีเพื่อสนองความต้องการด้านนี้ เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นแผ่นซีดี เครื่องเล่นเทปเสียง โทรทัศน์ ระบบแสงเสียง ภาพยนตร์ เกม คอมพิวเตอร์-การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นสิ่งที่ผลักดันให้มีการคิดค้นเทคโนโลยี เช่น การตรวจหาลายนิ้วมือด้วยแสงเลเซอร์ การใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพอาชญากรเพื่อการจับกุม การตรวจลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA) การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสื่อสารป้องกันการโจรกรรมรถยนต์4.การดำรงชีวิตเพราะวิวัฒนาการเหล่านั้นแทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดีDouble click anywhere, drag files in, paste from clipboard, or click here to post.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674134</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2019-11-05 04:58:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/weerawit_ptw/aw38/wish/406674134</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
