<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>Research Types by Dr.Lampong Klomkul</title>
      <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql</link>
      <description>Research Types</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-04 02:53:55 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-01-29 11:25:14 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: ว่าที่ร้อยตรีสันติสุข ช่างเย็น                                      รหัส:6401102020</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1668428899</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: <strong>อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br>&nbsp;Future Career path of School Administrator Under Bangkok Metropolitan<br></strong><br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหาร<br>&nbsp;สถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยอนาคต&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน<br><br></div><div>1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br></div><div>2) การดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (EDFR: Ethnographic Delphi Futures Research) โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของการวิจัย จำนวน 21 คน&nbsp;<br><br></div><div>3) เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp;<br>&nbsp;ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (median) ค่าฐานนิยม (mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (interquartile range)<br><br></div><div>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทาง คือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>1) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปตามวิทยฐานะโดยทำผลงานทางวิชาการ&nbsp;<br><br></div><div>2) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นโดยการสอบ&nbsp;<br>&nbsp;3) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายเปลี่ยนตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา&nbsp;<br><br></div><div>4) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในสถาบันอุดมศึกษาของ<br>&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br></div><div>5) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายโอนจากข้าราชการครูไป<br>&nbsp;เป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. โดยเริ่มจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทอำนวยการต้น&nbsp;<br><br></div><div>6) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. จากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ&nbsp;<br><br></div><div>7) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายหรือโอนไปอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น และพบปัจจัยที่มีผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครอีก 4 ด้านคือ ด้านระเบียบ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ของ ก.ก.และ อ.ก.ก. ที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครด้านแนวคิดที่มีอิทธิพลต่ออนาคตเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/926947892/682ed4a0f45efe255bfd4363a25a6df7/748.jpg" />
         <pubDate>2021-08-04 02:54:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1668428899</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระมหาไพรัช ปภสฺสโร                            รหัส: 6401102005</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134474</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: <strong>อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br>&nbsp;Future Career path of School Administrator Under Bangkok Metropolitan</strong>&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหาร<br> สถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยอนาคต&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน<br>1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br>2) การดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (EDFR: Ethnographic Delphi Futures Research) โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของการวิจัย จำนวน 21 คน&nbsp;<br>3) เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp;<br> ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (median) ค่าฐานนิยม (mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (interquartile range)<br><br></div><div>สรุปผลการวิจัย:&nbsp; อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทาง คือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>1) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปตามวิทยฐานะโดยทำผลงานทางวิชาการ&nbsp;<br>2) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นโดยการสอบ&nbsp;<br>&nbsp;3) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายเปลี่ยนตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา&nbsp;<br><br></div><div>4) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในสถาบันอุดมศึกษาของ<br>&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br></div><div>5) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายโอนจากข้าราชการครูไป<br>&nbsp;เป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. โดยเริ่มจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทอำนวยการต้น&nbsp;<br><br></div><div>6) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. จากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ&nbsp;<br><br></div><div>7) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายหรือโอนไปอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น และพบปัจจัยที่มีผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครอีก 4 ด้านคือ ด้านระเบียบ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ของ ก.ก.และ อ.ก.ก. ที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครด้านแนวคิดที่มีอิทธิพลต่ออนาคตเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288008235/f6c44b4cb2c2dbb71bed57631355ec4e/117795817_3276567855742044_5366972661899931848_n.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:12:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134474</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:นายคณิตพงศ์ พิมพ์มีลาย                                       รหัส:6401102012</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134480</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ A Study of English Language Learning Styles of Thai Undergraduates: A Mixed Method Research&nbsp;<br><br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:                                                                       ๑. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ นักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มตัวอย่าง<br>๒. เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างรูปแบบการเรียนรู้ภาษา อังกฤษและพัฒนาแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ๓. เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนและความคงทนของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย&nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย:ผสมผสานการวิจัย<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:                                                                             ๑. สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และสนทนากลุ่ม<br>๒. ใช้ศึกษาวิจัยในระยะที่ ๑ มาเป็นฐานในการออกแบบวิจัยด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณในระยะที่ ๒<br>๓. โดยการสุ่มตัวอย่างเข้าหน่วยการทดลอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑. แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง&nbsp; โดยใช้แบบทดสอบเป็นภาษาอังกฤษ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. นำผลที่ได้จากกลุ่มทดลองนำไปวัดรูปแบบการเรียนรู้ 3 ช่วงเวลาคือก่อนเรียนหลังเรียนและเมื่อเว้นช่วงเวลา 1 เดือน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติให้เห็นลักษณะหรือสภาพของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าร้อยละ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br><br>๑. &nbsp; ผู้เรียนส่วนใหญ่มี รูปแบบการเรียนมากกว่า ๑ รูปแบบและแปรเปลี่ยนไป ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เรียนและข้อค้นพบดังกล่าว เป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบการเรียนรู้ในวิชาภาษา อังกฤษโดยเฉพาะ&nbsp;<br>&nbsp; ๒.&nbsp; นักศึกษา ต่างก็มีความหลากหลายในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษตามแต่ละสถานการณ์&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:12:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134480</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:พระมหาชวลิต โฆสชโว                                         รหัส: 6401102038</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134579</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง : การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย :<br>๑. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มตัวอย่าง</div><div>๒. เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและพัฒนาแบบรูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย</div><div>๓. เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนและความคงทนของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย</div><div><br><br>รูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ ; A Mixed Method Research<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: &nbsp;<br>๑. สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และสนทนากลุ่ม<br>๒.ใช้ศึกษาวิจัยในระยะที่ ๑ มาเป็นฐานในการออกแบบวิจัยด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณในระยะที่ ๒<br>๓.โดยการสุ่มตัวอย่างเข้าหน่วยการทดลอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓.๑ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง&nbsp; โดยใช้แบบทดสอบเป็นภาษาอังกฤษหรือข้อสอบโทอิค<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓.๒ นำผลที่ได้จากกลุ่มทดลองนำไปวัดรูปแบบการเรียนรู้ ๓ ช่วงเวลาคือก่อนเรียนหลังเรียนและเมื่อเว้นช่วงเวลา ๑ เดือน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓.๓ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติให้เห็นลักษณะหรือสภาพของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าร้อยละ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;๑. ผู้เรียนส่วนใหญ่มีรูปแบบการเรียนมากกว่า ๑ รูปแบบและแปรเปลี่ยนไปตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เรียน และข้อค้นพบดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบการเรียนรู้ในวิชาภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ&nbsp;<br>๒. นักศึกษาต่างก็มีความหลากหลายในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามแต่ละสถานการณ์<br>๓. นักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มทดลองจำนวน ๑๗ คน มีค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยกรณ์ก่อนเรียนและสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้หลังเรียน&nbsp; แต่เมื่อไม่ได้รับการจัดการเรียนการสอนเป็นเวลา ๑ เดือน พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่กลับแปรเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของตนไปสู่รูปแบบเดิมรูปแบบเดิม คือ รูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษแบบวิเคราะห์ไวยากรณ์<br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288000436/bf57422cae5494ba60d28e5f7b818bb9/IMG_4071.JPG" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:  ว่าที่ร.ต.บุญญาธิการ รอดคำ     รหัส: ๖๔๐๑๒๐๒๐๑๔</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134583</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:&nbsp; การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ A Study of English Language Learning Styles of Thai Undergraduates: A Mixed Method Research&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: &nbsp;<br>๑. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ นักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มตัวอย่าง<br>๒. เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างรูปแบบการเรียนรู้ภาษา อังกฤษและพัฒนาแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ๓. เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนและความคงทนของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย&nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: &nbsp;<br>๑. สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และสนทนากลุ่ม<br>๒. ใช้ศึกษาวิจัยในระยะที่ ๑ มาเป็นฐานในการออกแบบวิจัยด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณในระยะที่ ๒<br>๓. โดยการสุ่มตัวอย่างเข้าหน่วยการทดลอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๑. แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง&nbsp; โดยใช้แบบทดสอบเป็นภาษาอังกฤษ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. นำผลที่ได้จากกลุ่มทดลองนำไปวัดรูปแบบการเรียนรู้ 3 ช่วงเวลาคือก่อนเรียนหลังเรียนและเมื่อเว้นช่วงเวลา 1 เดือน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๓. วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติให้เห็นลักษณะหรือสภาพของกลุ่มตัวอย่าง ด้วยค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่าร้อยละ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;๑. &nbsp; ผู้เรียนส่วนใหญ่มี รูปแบบการเรียนมากกว่า ๑ รูปแบบและแปรเปลี่ยนไป ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เรียนและข้อค้นพบดังกล่าว เป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบการเรียนรู้ในวิชาภาษา อังกฤษโดยเฉพาะ&nbsp;<br>&nbsp; ๒.&nbsp; นักศึกษา ต่างก็มีความหลากหลายในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษตามแต่ละสถานการณ์&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287999340/5eeeb446fd64339b30f3c876d3111ffe/80520.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134583</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:นายธีรวีร์ แพบัว    รหัส: 6401102045</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134699</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567)<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:เพื่อศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 – 2567)<br><br>รูปแบบการวิจัย:กระบวนการวิจัยอนาคต EDFR<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: ขั้นตอนการวิจัย</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การเตรียมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. สังเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. พัฒนาแบบสอบถาม</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่&nbsp; 2- 3&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- รอบที่ 2 แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2&nbsp;</div><div><br><br>สรุปผลการวิจัย:แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสาร ตามประเด็นตั้งต้นประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ</div><div>1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็น</div><div>ย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นฉันทามติว่า&nbsp;</div><div>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด ผู้วิจัยนำประเด็นย่อยมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้แนวคิดไทย (Thai Mind) ได้แนวโน้มภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา ในบริบทสังคมไทย ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 1.2) ด้านวิถีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3.2) พฤติกรรมการบริหาร มีประเด็นย่อย 17 ข้อ</div><div>1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมเป็นประเด็นย่อยทั้งหมด 93 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 19 ข้อ อนาคตภาพภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้าที่ได้จากผลการวิจัยคือ ภาพที่ผู้เชี่ยวชาญมีฉันทามติว่า มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134699</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:   นางสาวอนิสา สังข์เจริญ                                    รหัส: 6401102035</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134771</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การวิเคราะหฺสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู : การวิจัยแบบผสมวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม ครูสพม.กรุงเทพมหานครจำนวน&nbsp;17 โรงเรียน<br>2. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์กลุ่มที่มีการบริหารเวลามากสุดและต่ำสุด กลุ่มละ 12 คน รวม 24 คน<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>1. ครูมีการจัดการเวลาเฉลี่ยในระดับปานกลาง ซึ่งมีความแตกต่างกันในอายุและประสบการณ์<br>2.สภาพปัญหาการจัดการของครู แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ปัญหาตนเอง ปัญหาจากบุคคลอื่น และปัจจัยภายนอก<br>3. แนวทางการบริหารจัดการเวลา แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ การวางแผนและกำหนดเป้าหมาย การลำดับความสำคัญของงาน การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา และแนวคิดบวกในการทำงาน<br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134771</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระปลัดเกื้อกูล สุภนนฺโท   รหัส: 640102007</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134897</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; ชื่อเรื่อง:<br>อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)<br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br>1. เพื่อศึกษาอนาคตภาพ (Seenarios) ของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาครูไทยตาม คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>วิธีดำเนินการวิจัย<br><br>ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br>ในการวิจัยครั้งนี้เนื่องจากงานวิจัยในส่วนของการศึกษาแนวโน้มและอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิควิธี EFR (Ethnographic Futures Research) โดยศึกษาในประเด็นของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าจึงได้กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็ นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดอนาคตภาพคุณลักษณะครูไทย<br><br>การกำหนดและเตรียมตัวกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยงานวิจันที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตคครูจากกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มกผู้บริหาร กลุ่มผุ้ใช้ครู และกลุ่มครูที่ได้ของวิธีการเลือกตัวเอย่างโดยไม่อาศัย ความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมจำนวน 17 คน โดยผู้วิจัยได้ กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังนี<br>กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทำมีประสบการณ์ด้านการผลิตหรือพัฒนาครูอย่างน้อย10 ปี มีประสบการณ์ด้านการบริหารการพัฒนาครูการผลิตครู หรือมีประสบการณ์การจัดทำนโยบายการศึกษา มีผลงานหรืองานวิจัยด้านการพัฒนาครูหรือเป็ นผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น หรือรางวัลด้านการสอน<br><br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย<br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์<br>โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ<br>เครื่องมือทำใช้ในการวิจัย มีขั้น ตอน ดังนี้<br>1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสัมภาษณ์<br>2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะครู<br>3. เขียนนิยามศัพท์คุณลักษณะครู แล้วเขียนประเด็นการสัมภาษณ์ ภาพอนาคตของคุณลักษณะครู<br>4. นำแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างไปตรวจสอบความเที่ยงตรง(Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของประเด็นการสัมภาษณ์ได้ค่าความสอดคล้อง (Index of item-objective congruence: IOC) มีค่า 1.00 ทุกประเด็นการสัมภาษณ์<br>5. นำแบบสัมภาษณ์ ท􀃉ีได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>ผลการวิจัย พบว่า<br>1. ภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าผลการศึกษาภาพอนาคตของคุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปี ข้างหน้า(พ.ศ.2560-2569) พบว่า คุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูต้องมีหลักของการดำเนินชีวิตบนฐานหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยยึดถือแนวปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง คือ“พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”โดยคุณลักษณะครูที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ในด้านการรู้คิด ครูจะต้องมีความรู้ รอบรู้ รู้ลึก มีความเชี่ยวชาญใน สาขาวิชาเป็นพื้นฐาน บวกกับการมีปัญญา มีการรู้เท่าทัน มีความสามารถในการคิดขั้นสูง และมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจในส่วนด้านจิตใจ นอกจากจะมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครู<br>เป็ นพื้นฐานแล้ว ครูจะต้องมีจิตสาธารณะ จิตอาสามีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ในส่วนของทักษะครูจะต้องมีทักษะการสอน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการเป็ นผู้ช่วยเหลือ และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสังคม<br><br>2. แนวทางในการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2.1 กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู ควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่างๆ ได้แก่กำหนดนโยบายการผลิตและพัฒนาครูที่มีจุดเน้นถึงคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า บนพื้นฐานของการพัฒนาส่งเสริมการดำเนินชีวิตครูตามหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกำหนดตัวบ่งชีและเกณฑ์การประเมินมาตรฐานคุณลักษณะครูไทย เพื่อความเป็นมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูที่เป็นมาตรฐานกลางของประเทศจัดตั้งองค์กร หน่วยงานการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อเป็นหน่วยงานกลางของประเทศในการพัฒนาวิชาชีพครูและจัดทำคู่มือเส้นทางการพัฒนาตนบนเส้นทางวิชาชีพครูให้กับครู<br>2.2 สถาบันการผลิตครู ทั้งมหาวิทยาลัยและกลุ่มสถาบันราชภัฎที่ผลิตครูควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู โดยในรายวิชาชีพครูควรมีการเสริมสร้าง<br>คุณลักษณะครูที่พึงประสงค์ ในทุกชั้น ปี การศึกษา โดยออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นครูตามภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยสร้างรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาครู พัฒนานักศึกษาครู ระหว่างสถาบันการผลิตครูกับโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีกิจกรรมในการปลูกฝังนักศึกษาครูให้เห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.3 ศึกษาธิการภาคควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เพิ่มบทบาทการเป็นผู้เอื้อ อำนวยความสะดวกในการพัฒนาครู ตามมิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษ โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นส่วนงานที่รับมอบต่อ มีหน้าที่เป็นผู้แนะ (Coach) ให้ความรู้ในการพัฒนาครู แก่ผู้บริหารโรงเรียนอิงตามความต้องการของครูและบริบทของโรงเรียนในเขตพื้นที่ สร้างรูปแบบดำเนินการนิเทศ/ติดตามผลการพัฒนาส่งเสริมคุณลักษณะครูที่เอื้อ ต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนเขตพื่ยที่ที่ดูแล โดยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดควรมีกิจกรรมส่งเสริมให้ครูเห็นความสำ คัญและเกิดความตระหนักถึงการนำ หลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.4 ผู้บริหารโรงเรียนควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เกิดกับครูในโรงเรียน โดยสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูในการพัฒนาตนให้ตรงตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยจัดทำแผนการพัฒนาครู ที่ครบทั้ง 3 มิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า โดยมีการกำหนดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาครูที่เป็นรูปธรรม มีการนิเทศ/ติดตาม ประเมินผลการพัฒนาของกลุ่มครูอย่างต่อเนื่องและจริงจัง<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995861/4a0b1eac8b11b82a4eb22ff080db3f22/77CFA29B_55B6_4A4B_BEED_BF9CC2D2DAE6.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134897</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:  นายสุธิเดช สุวรรณลา รหัส:  6401102021</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134901</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยที่ใช้เป็นการผสมผสานวิธี (การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ในรูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน<br><br>รูปแบบการวิจัย:&nbsp;<br>แบบการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยแบบ : ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน รูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน (the convergent parallel mixed methods design) (Creswell and Plano Clark, 2011)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming)&nbsp;<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>5. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br>สรุปผลการวิจัย: &nbsp;<br>๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995067/109dd434037970fe126fa605d503e299/Screenshot__47____Copy.png" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134901</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระมหากัมพล อตฺถปาโล รหัส:6401102002</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134965</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:<br>&nbsp;อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)<br>&nbsp;วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>&nbsp;<br>&nbsp;<br>&nbsp;1. เพื่อศึกษาอนาคตภาพ (Seenarios) ของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>&nbsp;2. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาครูไทยตาม คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>&nbsp;<br>&nbsp;ขั้นตอนการวิจัย:<br>&nbsp;วิธีดำเนินการวิจัย<br>&nbsp;<br>&nbsp;ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br>&nbsp;ในการวิจัยครั้งนี้เนื่องจากงานวิจัยในส่วนของการศึกษาแนวโน้มและอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิควิธี EFR (Ethnographic Futures Research) โดยศึกษาในประเด็นของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าจึงได้กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็ นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดอนาคตภาพคุณลักษณะครูไทย<br>&nbsp;<br>&nbsp;การกำหนดและเตรียมตัวกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยงานวิจันที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตคครูจากกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มกผู้บริหาร กลุ่มผุ้ใช้ครู และกลุ่มครูที่ได้ของวิธีการเลือกตัวเอย่างโดยไม่อาศัย ความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมจำนวน 17 คน โดยผู้วิจัยได้ กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังนี<br>&nbsp;กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทำมีประสบการณ์ด้านการผลิตหรือพัฒนาครูอย่างน้อย10 ปี มีประสบการณ์ด้านการบริหารการพัฒนาครูการผลิตครู หรือมีประสบการณ์การจัดทำนโยบายการศึกษา มีผลงานหรืองานวิจัยด้านการพัฒนาครูหรือเป็ นผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น หรือรางวัลด้านการสอน<br>&nbsp;<br>&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย<br>&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์<br>&nbsp;โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ<br>&nbsp;เครื่องมือทำใช้ในการวิจัย มีขั้น ตอน ดังนี้<br>&nbsp;1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสัมภาษณ์<br>&nbsp;2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะครู<br>&nbsp;3. เขียนนิยามศัพท์คุณลักษณะครู แล้วเขียนประเด็นการสัมภาษณ์ ภาพอนาคตของคุณลักษณะครู<br>&nbsp;4. นำแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างไปตรวจสอบความเที่ยงตรง(Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของประเด็นการสัมภาษณ์ได้ค่าความสอดคล้อง (Index of item-objective congruence: IOC) มีค่า 1.00 ทุกประเด็นการสัมภาษณ์<br>&nbsp;5. นำแบบสัมภาษณ์ ท􀃉ีได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล<br>&nbsp;<br>&nbsp;สรุปผลการวิจัย:<br>&nbsp;ผลการวิจัย พบว่า<br>&nbsp;1. ภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าผลการศึกษาภาพอนาคตของคุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปี ข้างหน้า(พ.ศ.2560-2569) พบว่า คุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูต้องมีหลักของการดำเนินชีวิตบนฐานหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยยึดถือแนวปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง คือ“พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”โดยคุณลักษณะครูที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ในด้านการรู้คิด ครูจะต้องมีความรู้ รอบรู้ รู้ลึก มีความเชี่ยวชาญใน สาขาวิชาเป็นพื้นฐาน บวกกับการมีปัญญา มีการรู้เท่าทัน มีความสามารถในการคิดขั้นสูง และมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจในส่วนด้านจิตใจ นอกจากจะมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครู<br>&nbsp;เป็ นพื้นฐานแล้ว ครูจะต้องมีจิตสาธารณะ จิตอาสามีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ในส่วนของทักษะครูจะต้องมีทักษะการสอน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการเป็ นผู้ช่วยเหลือ และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสังคม<br>&nbsp;<br>&nbsp;2. แนวทางในการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า<br>&nbsp;2.1 กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู ควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่างๆ ได้แก่กำหนดนโยบายการผลิตและพัฒนาครูที่มีจุดเน้นถึงคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า บนพื้นฐานของการพัฒนาส่งเสริมการดำเนินชีวิตครูตามหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกำหนดตัวบ่งชีและเกณฑ์การประเมินมาตรฐานคุณลักษณะครูไทย เพื่อความเป็นมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูที่เป็นมาตรฐานกลางของประเทศจัดตั้งองค์กร หน่วยงานการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อเป็นหน่วยงานกลางของประเทศในการพัฒนาวิชาชีพครูและจัดทำคู่มือเส้นทางการพัฒนาตนบนเส้นทางวิชาชีพครูให้กับครู<br>&nbsp;2.2 สถาบันการผลิตครู ทั้งมหาวิทยาลัยและกลุ่มสถาบันราชภัฎที่ผลิตครูควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู โดยในรายวิชาชีพครูควรมีการเสริมสร้าง<br>&nbsp;คุณลักษณะครูที่พึงประสงค์ ในทุกชั้น ปี การศึกษา โดยออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นครูตามภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยสร้างรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาครู พัฒนานักศึกษาครู ระหว่างสถาบันการผลิตครูกับโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีกิจกรรมในการปลูกฝังนักศึกษาครูให้เห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>&nbsp;2.3 ศึกษาธิการภาคควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เพิ่มบทบาทการเป็นผู้เอื้อ อำนวยความสะดวกในการพัฒนาครู ตามมิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษ โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นส่วนงานที่รับมอบต่อ มีหน้าที่เป็นผู้แนะ (Coach) ให้ความรู้ในการพัฒนาครู แก่ผู้บริหารโรงเรียนอิงตามความต้องการของครูและบริบทของโรงเรียนในเขตพื้นที่ สร้างรูปแบบดำเนินการนิเทศ/ติดตามผลการพัฒนาส่งเสริมคุณลักษณะครูที่เอื้อ ต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนเขตพื่ยที่ที่ดูแล โดยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดควรมีกิจกรรมส่งเสริมให้ครูเห็นความสำ คัญและเกิดความตระหนักถึงการนำ หลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>&nbsp;2.4 ผู้บริหารโรงเรียนควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เกิดกับครูในโรงเรียน โดยสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูในการพัฒนาตนให้ตรงตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยจัดทำแผนการพัฒนาครู ที่ครบทั้ง 3 มิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า โดยมีการกำหนดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาครูที่เป็นรูปธรรม มีการนิเทศ/ติดตาม ประเมินผลการพัฒนาของกลุ่มครูอย่างต่อเนื่องและจริงจัง<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995021/96c8a743716c3beb460b8fe363659622/763039A8_718E_4B99_BAFF_3D62EBCFE17E.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134965</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: นางสาวสุพัตรา   เจริญนา    รหัส:6401102033</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134972</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>1. เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร</div><div>2. เพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร<br><br></div><div>รูปแบบการวิจัย:<br>การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีขั้นตอนที่เป็นระบบ ประกอบด้วย ขั้นตอน PAOR คือ การวางแผน(Plan) การปฏิบัติ (Act) การสังเกต (Observe) และการสะท้อนผล (Reflect)<br><br></div><div>ขั้นตอนการวิจัย:<br>ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3 ระยะ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้<br><br></div><div><strong>ระยะที่ 1</strong> วางแผนการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Planning)<br><br></div><div>1.1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการ<br><br></div><div>ในชั้นเรียนที่เกิดขึ้น<br><br></div><div>1.2 ผู้วิจัยอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของงานวิจัยให้ครูและผู้บริหารได้ทราบร่วมกัน<br><br></div><div>1.3 สร้าง และตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล<br><br></div><div>1.4 การจัดสรรทรัพยากร กระบวนการที่พึงประสงค์<br><br></div><div><strong>ระยะที่ 2</strong> การพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br><br></div><div>ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Action) มีการดำเนินการ ดังนี้<br><br></div><div>2.1 จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามแผนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ<br><br></div><div>การฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม การปฏิบัติในสภาพจริง และการนิเทศติดตาม<br><br></div><div>2.2 ผู้วิจัยเพิ่มทักษะที่จำเป็น เพิ่มเติมในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล จัดหาแหล่งข้อมูล<br><br></div><div>ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br><br></div><div>ขั้นการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) มีการดำเนินการ ดังนี้<br><br></div><div>ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในขณะที่ครูปฏิบัติกิจกรรม บันทึกการสังเกตพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้<br><br></div><div>ของครู ในขณะที่ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดควบคู่ไปด้วย โดยสิ่งที่สังเกต คือ กระบวนการของการ<br><br></div><div>ปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The Effect of Action)<br><br></div><div><strong>ระยะที่ 3</strong> ประเมินผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Reflection)<br><br></div><div>3.1 การประเมินหรือตรวจสอบกระบวนการ ปัญหา อุปสรรคที่ได้จากการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) แบบกัลยาณมิตร<br><br></div><div>3.2 การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา<br><br></div><div>และนำแนวทางการแก้ปัญหาไปใช้ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมในขั้นปฏิบัติการให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น<br><br></div><div>3.3 นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการจัดกิจกรรม เพื่อปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมการฝึกอบรมฯ<br><br></div><div><br>สรุปผลการวิจัย:<br>1. แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ด้วยการบูรณาการแนวคิดทฤษฎี<br><br></div><div>2 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่ และแนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self – directed<br><br></div><div>Learning) ซึ่งมโนทัศน์ของแต่ละแนวคิดบ่งชี้ลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการใน<br><br></div><div>ชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีจุดเน้นในลักษณะสำคัญ 5 ประการเกี่ยวกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เรียกว่า S S E M A ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวหน้าของลักษณะ 5 ประการ คือ การริเริ่มตนเอง(Self-made: S) การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking: S) การเสริมแรงจูงใจ (Extra Motivation: E) การดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring: M) และการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning: A)<br><br></div><div>2. ดัชนีประสิทธิผลของคะแนนคุณภาพงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูก่อนและหลังเข้าร่วม การวิจัย<br><br></div><div>ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีค่าเท่ากับ 0.7558 ซึ่งแสดงว่าครูมีความรู้<br><br></div><div>ความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น 0.7558 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.58 จากการจัดกิจกรรมการ<br><br></div><div>วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br><br></div><div>3. เจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัย<br><br></div><div>ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่าครูมีเจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการใน<br><br></div><div>ชั้นเรียนที่ดีขึ้น<br><br></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288027592/f5ce5bf1cfc9c4e46e54ccc6c3a243ec/IMG_2646_removebg_preview.png" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671134972</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:    นายชนากร ศาสตร์สกุล                                   รหัส:6401102013</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135129</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:การวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู: การวิจัยแบบผสมวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจาแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู<br><br>รูปแบบการวิจัย:การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed method research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:ขั้นตอนแรก<br>ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามจานวน 304 ฉบับจากตัวอย่างครูสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา<br>กรุงเทพมหานคร จานวน 17 โรงเรียน แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ในช่วง 0.60 - 1.00 และค่า<br>ความเที่ยงในช่วง 0.716 - 0.920 ขั้นตอนที่สองศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยนาผลการศึกษาจากข้อมูลเชิงปริมาณตอนที่ 1<br>มาพิจารณาคัดเลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ที่มีการจัดการเวลาระดับต่าที่สุดและสูงที่สุด ระดับละ 12 คน รวม 24 คน<br>วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณแบบสถิติบรรยาย และความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์<br>เนื้อหา<br><br>สรุปผลการวิจัย:1) ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (xˉ = 3.449, SD = 0.420)<br>และเมื่อพิจารณาภูมิหลัง พบว่า ระดับการจัดการเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์การทางานอย่างมี<br>นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) สภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ปัญหาจากตนเอง ปัญหา<br>จากบุคคลอื่น และปัจจัยจากสภาพแวดล้อม และ 3) แนวทางการจัดการเวลาของครูแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน<br>และกาหนดเป้าหมาย การลาดับความสาคัญของงาน การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา และแนวคิดบวกใน<br>การทางาน<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1271690598/91482e26a83578d9b420018631974d80/38200_145319535484723_3938802_n.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135129</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:       นางสาวอิสยาภรณ์  เทพประสิทธิ์                                รหัส:6401102036</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135138</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>1. เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร &nbsp;<br>2. เพื่อศึกษาผการใช้แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งตรุ กรุงเทพมหานคร &nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย:การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: การดำเนินการค้นคว้า 3 ระยะ ซึ่งมีรายละเอียด&nbsp;<br>&nbsp; ระยะที่ 1 วางแผนการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Planning)&nbsp;<br>1.1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการที่จำเป็น<br>1.2 อธิบายรายละเอียดทั้งหมดของงานวิจัยให้ครูและผู้บริหารทราบร่วมกัน<br>1.3 สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย<br>1.4 การจัดสรรทรัพยากร กระบวนการที่พึงประสงค์<br>ระยะที่ 2 การพัฒนาความสามารถในการวิวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br>ขั้นการปฏิการในชั้นเรียน<br>ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Action) มีการดำเนินการดังนี้<br>2.1 จัดกิจกรรมฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คิอการฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม การปฏิบัติในสภาพจริง และการนิเทศติดตาม<br>2.2 เพิ่มทักษะที่จำเป็น เช่น เพิ่มเติมในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล จัดหาแหล่งข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการวิจัย<br>ขั้นการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) โดยการสังเกต คือ กระบวนการของการปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The effect of Ation)<br>ระยะที่ 3 ประเมินผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติในชั้น เรียน (Reflection)<br><br>สรุปผลการวิจัย:1. แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ด้วยการบูรณาการตามแนวคิดทฤษฎี 2 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเรียนรู้วัยผู้ให้ญ่ และแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนำตนเอง (self -directed Learning) โดยเน้นลักษณะสำคัญ 5 ประการ เรียกว่า S S E M A คือ<br>- การริเริ่มตนเอง (self-made = S)<br>- การคิดเชิงระบบ (System Thinking S)<br>- การเสริมแรงจูงใน (Extra Motivation = E)<br>- การดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring = M)<br>- การประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning=A)<br>2. ดัชนีประสิทธิผลของคะแนนคุณภาพงานวิจัย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;- การปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขั้น มีค่าเท่ากับ 0.7558 ซึ่งแสดงว่าครูมีความรู้ความสามารถในการวิจัยปฏิบัติในชั้นเรียนพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75.58 จากการจัดกิจกรรรมการวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br>3. เจตคติต่อ่การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการเพื่อความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่าครูมีเจตคติการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่ดีขึ้น<br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288024317/79009cc81dc5d942d32be1df20f66393/B612_20191111_173255_718.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135138</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: นายกฤษณะ สายสมบัติ                                  รหัส: 6401102011</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135197</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียน น้ำตกห้วยสวนพลู : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหาและความคาดหวังต่อการพัฒนาภ ครูในโรงเรียนน ้ำตกห้วยสวนพลู และหาทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภาวะผู้น ำครูและ 2) ภาวะผู้น ำครู โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการ และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้น ำครู การเรียนรู้ใหม่ในระด กลุ่มบุคคลและระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน&nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูในการใช้ปฏิบัติงานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ งา งบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล งานบริหารทั่วไป มีความล่าช้า สาเหตุมาจากครูขาดภาวะผู้น ำ ส่วนสภาพ ภาวะผู้น ำครูในโรงเรียนยังอยู่ในระดับน้อยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน จึงได้ด ำเนินการพัฒนาภาวะผู้น ำครู ของการพัฒนา โดยใช้โครงการ 16 โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพ การท ำงานและกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ใช้องค์ประกอบภาวะผู้น ำครู&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ 4) ด้านการเปลี่ยนแปลง็นผู้น ำ เพื่อการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้น ำครู<br>2. ผลการพัฒนาภาวะผู้น ำครู ท ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านมีการ และเพื่อนครูΧ (=4.69) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอนΧ (=4.02) และในรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนาΧ=4(.86) การเป็นผู้น ำการเปลี่ยนแปลงΧ=4.72)( และทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ( Χ =4.64) เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล ระดับโรงเรียน คือมีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการเป็นผ จัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการของผู้เรียน มีส่วนร่วมในโครงการและเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปำให้ โดยมุ่ง บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้น ำครูำโครงการไปปฏิบัติจากการร่วมกันน&nbsp; เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติที่ดีเลิศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวก ของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะผู้น ำใน ไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นส ำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน</div><div>&nbsp;</div><div><br></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288008948/fdee9e91bc56cd0e0be8c8b6c96619ae/D7934B13_4762_47BE_99EA_7BF1B6E65EFB.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135197</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระครูปลัดรัตน์  ฐิตคุโณ                                      รหัส:6401102006</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135201</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1.ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br><br>รูปแบบการวิจัย:แบบผสมผสานวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:เชิงคุณภาพ&nbsp; แบบสัมภาษณ์&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เชิงปริมาณ แบบสอบถามเเละใช้โปรเเกรม M Plus<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1) ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก</div><div>18 องค์ประกอบย่อย 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) องค์ประกอบหลักด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย 13 ตัวบ่งชี้ (2) องค์ประกอบหลัก</div><div>ด้านความหวังความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย 18 ตัวบ่งงี้ (3) องค์ประกอบหลักด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย</div><div>17 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบหลักด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ (5) องค์ประกอบหลักด้านความตระหนักในตัวเอง</div><div>มี 3 องค์ประกอบย่อย 9 ตัวบ่งชี้ 2 โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก</div><div>เฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติ ดังนี้ X =108.08, Df-=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02,</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995617/cfbe7d2c7a7a6ce7eae5902c6752d9a3/S__5431326.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135201</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระครูวิบูลสรกิจ                                      รหัส:640112037</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135253</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:รูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุควิถีชีวิตใหม่ของพระสังฆาธิการในเขตปกครองกรุงเทพมหานคร<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:๑. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๒. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุควิถีชีวิตใหม่ของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๓. เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในยุควิถีชีวิตใหม่ของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร</div><div><br><br>รูปแบบการวิจัย:<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288010949/b9e7683b84ee2ff8acea0ec4f09948a2/S__153346050.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135253</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: วีรยุทธ  วีระคำ                                      รหัส:6401102018</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135256</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 – 2567)<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 – 2567)<br><br>รูปแบบการวิจัย:การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน ดำเนินการ<br>เก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ จากผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่มคุณสมบัติ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้บริหารระดับสูง<br>7 คน 2 กลุ่มนักวิชาการ 7 คน 3) กลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน 8 คน และ4) กลุ่มผู้นำองค์การ<br>อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไย<br>ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567) 85<br>วารสารนานาชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 6 (1) : มกราคม - เมษายน 2559<br>ที่ทำงานงานเพื่อสตรีและเยาวชน 4 คน รวมผู้เชี่ยวชาญ 26 คน การเก็บข้อมูลรอบที่ 1<br>ใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณคำถามปลายเปิด 1 ฉบับ ที่ครอบคลุมภาวะผู้นำ 6 ด้าน<br>และ 1 แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำ วิเคราะห์ละสังเคราะห์ข้อมูลแล้วพัฒนา<br>เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นย่อย 156 ข้อ<br>ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในรอบที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้ค่ามัธยฐาน<br>(Mdn) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IR) ได้แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่เป็นประเด็น<br>ย่อย 146 ข้อ ปรับปรุงแบบสอบถาม แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมลในรอบที่ 3<br>วิเคราะห์ผลและแปลผลข้อมูล โดยใช้ค่ามัธยฐานตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าความสอดคล้อง<br>ใช้ส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับค่ามัธยฐาน ไม่เกิน 1.00 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ไม่เกิน<br>1.50<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:ขั้นตอนการวิจัย<br>	1. การเตรียมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ<br>	2. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>	3. สังเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล<br>	4. พัฒนาแบบสอบถาม<br>	5. เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่&nbsp; 2- 3&nbsp;<br>		- รอบที่ 2 แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า<br>		- รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2&nbsp;<br><br><br>สรุปผลการวิจัย:แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสาร ตามประเด็นตั้งต้นประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ<br>1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็น<br>ย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นฉันทามติว่า&nbsp;<br>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด ผู้วิจัยนำประเด็นย่อยมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้แนวคิดไทย (Thai Mind) ได้แนวโน้มภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา ในบริบทสังคมไทย ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 1.2) ด้านวิถีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3.2) พฤติกรรมการบริหาร มีประเด็นย่อย 17 ข้อ<br>1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมเป็นประเด็นย่อยทั้งหมด 93 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 19 ข้อ อนาคตภาพภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้าที่ได้จากผลการวิจัยคือ ภาพที่ผู้เชี่ยวชาญมีฉันทามติว่า มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี<br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288000879/cd14b45a73d968ca996547b5da1fe9e4/FCA71390_EEFE_4EDB_925B_CDF0550A2179.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:13:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135256</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: กัญชพร ปานเพ็ชร     รหัส: 6401102024</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135403</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;ชื่อเรื่อง:<br>อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)<br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br>1. เพื่อศึกษาอนาคตภาพ (Seenarios) ของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาครูไทยตาม คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>วิธีดำเนินการวิจัย<br><br>ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br>ในการวิจัยครั้งนี้เนื่องจากงานวิจัยในส่วนของการศึกษาแนวโน้มและอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิควิธี EFR (Ethnographic Futures Research) โดยศึกษาในประเด็นของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าจึงได้กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็ นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดอนาคตภาพคุณลักษณะครูไทย<br><br>การกำหนดและเตรียมตัวกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยงานวิจันที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตคครูจากกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มกผู้บริหาร กลุ่มผุ้ใช้ครู และกลุ่มครูที่ได้ของวิธีการเลือกตัวเอย่างโดยไม่อาศัย ความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมจำนวน 17 คน โดยผู้วิจัยได้ กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังนี<br>กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทำมีประสบการณ์ด้านการผลิตหรือพัฒนาครูอย่างน้อย10 ปี มีประสบการณ์ด้านการบริหารการพัฒนาครูการผลิตครู หรือมีประสบการณ์การจัดทำนโยบายการศึกษา มีผลงานหรืองานวิจัยด้านการพัฒนาครูหรือเป็ นผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น หรือรางวัลด้านการสอน<br><br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย<br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์<br>โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ<br>เครื่องมือทำใช้ในการวิจัย มีขั้น ตอน ดังนี้<br>1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสัมภาษณ์<br>2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะครู<br>3. เขียนนิยามศัพท์คุณลักษณะครู แล้วเขียนประเด็นการสัมภาษณ์ ภาพอนาคตของคุณลักษณะครู<br>4. นำแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างไปตรวจสอบความเที่ยงตรง(Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของประเด็นการสัมภาษณ์ได้ค่าความสอดคล้อง (Index of item-objective congruence: IOC) มีค่า 1.00 ทุกประเด็นการสัมภาษณ์<br>5. นำแบบสัมภาษณ์ ท􀃉ีได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>ผลการวิจัย พบว่า<br>1. ภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าผลการศึกษาภาพอนาคตของคุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปี ข้างหน้า(พ.ศ.2560-2569) พบว่า คุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูต้องมีหลักของการดำเนินชีวิตบนฐานหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยยึดถือแนวปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง คือ“พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”โดยคุณลักษณะครูที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ในด้านการรู้คิด ครูจะต้องมีความรู้ รอบรู้ รู้ลึก มีความเชี่ยวชาญใน สาขาวิชาเป็นพื้นฐาน บวกกับการมีปัญญา มีการรู้เท่าทัน มีความสามารถในการคิดขั้นสูง และมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจในส่วนด้านจิตใจ นอกจากจะมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครู<br>เป็ นพื้นฐานแล้ว ครูจะต้องมีจิตสาธารณะ จิตอาสามีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ในส่วนของทักษะครูจะต้องมีทักษะการสอน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการเป็ นผู้ช่วยเหลือ และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสังคม<br><br>2. แนวทางในการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2.1 กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู ควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่างๆ ได้แก่กำหนดนโยบายการผลิตและพัฒนาครูที่มีจุดเน้นถึงคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า บนพื้นฐานของการพัฒนาส่งเสริมการดำเนินชีวิตครูตามหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกำหนดตัวบ่งชีและเกณฑ์การประเมินมาตรฐานคุณลักษณะครูไทย เพื่อความเป็นมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูที่เป็นมาตรฐานกลางของประเทศจัดตั้งองค์กร หน่วยงานการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อเป็นหน่วยงานกลางของประเทศในการพัฒนาวิชาชีพครูและจัดทำคู่มือเส้นทางการพัฒนาตนบนเส้นทางวิชาชีพครูให้กับครู<br>2.2 สถาบันการผลิตครู ทั้งมหาวิทยาลัยและกลุ่มสถาบันราชภัฎที่ผลิตครูควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู โดยในรายวิชาชีพครูควรมีการเสริมสร้าง<br>คุณลักษณะครูที่พึงประสงค์ ในทุกชั้น ปี การศึกษา โดยออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นครูตามภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยสร้างรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาครู พัฒนานักศึกษาครู ระหว่างสถาบันการผลิตครูกับโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีกิจกรรมในการปลูกฝังนักศึกษาครูให้เห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.3 ศึกษาธิการภาคควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เพิ่มบทบาทการเป็นผู้เอื้อ อำนวยความสะดวกในการพัฒนาครู ตามมิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษ โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นส่วนงานที่รับมอบต่อ มีหน้าที่เป็นผู้แนะ (Coach) ให้ความรู้ในการพัฒนาครู แก่ผู้บริหารโรงเรียนอิงตามความต้องการของครูและบริบทของโรงเรียนในเขตพื้นที่ สร้างรูปแบบดำเนินการนิเทศ/ติดตามผลการพัฒนาส่งเสริมคุณลักษณะครูที่เอื้อ ต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนเขตพื่ยที่ที่ดูแล โดยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดควรมีกิจกรรมส่งเสริมให้ครูเห็นความสำ คัญและเกิดความตระหนักถึงการนำ หลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.4 ผู้บริหารโรงเรียนควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เกิดกับครูในโรงเรียน โดยสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูในการพัฒนาตนให้ตรงตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยจัดทำแผนการพัฒนาครู ที่ครบทั้ง 3 มิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า โดยมีการกำหนดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาครูที่เป็นรูปธรรม มีการนิเทศ/ติดตาม ประเมินผลการพัฒนาของกลุ่มครูอย่างต่อเนื่องและจริงจัง<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995021/664546bf7631543b63eb52fef6b8ca8d/S__109535307.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135403</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: พระอธิการชุต เตชธมฺโม                                      รหัส:6401102008</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135472</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย:&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:๑. เพื่อศึกษารูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของ นักศึกษามหาวิทยาลัยไทยกลุ่มตัวอย่าง<br>๒. เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างรูปแบบการเรียนรู้ภาษา อังกฤษและพัฒนาแบบวัดรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ๓. เพื่อศึกษาการปรับเปลี่ยนและความคงทนของรูปแบบการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย&nbsp;<br><br><br>รูปแบบการวิจัย:ผานวิธีี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:๑. สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และสนทนากลุ่ม<br>๒. ใช้ศึกษาวิจัยในระยะที่ ๑ มาเป็นฐานในการออกแบบวิจัยด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณในระยะที่ ๒<br><br>สรุปผลการวิจัย:๑.&nbsp; ผู้เรียนส่วนใหญ่มี รูปแบบการเรียนมากกว่า ๑ รูปแบบและแปรเปลี่ยนไป ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เรียนและข้อค้นพบดังกล่าว เป็นลักษณะเฉพาะของรูปแบบการเรียนรู้ในวิชาภาษา อังกฤษโดยเฉพาะ&nbsp;<br>&nbsp; ๒.&nbsp; นักศึกษา ต่างก็มีความหลากหลายในเรื่องของรูปแบบการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษตามแต่ละสถานการณ์นั่นเอง&nbsp;<br>&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135472</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:                    นางสาวชลิดา ทรัพยะประภา                   รหัส: 6401102028</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135476</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: 1. เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร</div><div><br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: การดำเนินการค้นคว้า 3 ระยะ ซึ่งมีรายละเอียด&nbsp;<br>&nbsp; ระยะที่ 1 วางแผนการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Planning)&nbsp;<br>1.1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการที่จำเป็น<br>1.2 อธิบายรายละเอียดทั้งหมดของงานวิจัยให้ครูและผู้บริหารทราบร่วมกัน<br>1.3 สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัย<br>1.4 การจัดสรรทรัพยากร กระบวนการที่พึงประสงค์<br>ระยะที่ 2 การพัฒนาความสามารถในการวิวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br>ขั้นการปฏิการในชั้นเรียน</div><div>ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Action) มีการดำเนินการดังนี้<br>2.1 จัดกิจกรรมฝึกอบรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คิอการฝึกอบรมในห้องฝึกอบรม การปฏิบัติในสภาพจริง และการนิเทศติดตาม<br>2.2 เพิ่มทักษะที่จำเป็น เช่น เพิ่มเติมในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล จัดหาแหล่งข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการวิจัย<br>ขั้นการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) โดยการสังเกต คือ กระบวนการของการปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The effect of Ation)<br>ระยะที่ 3 ประเมินผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติในชั้น เรียน (Reflection)<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br><br>1. แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ด้วยการบูรณาการตามแนวคิดทฤษฎี 2 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเรียนรู้วัยผู้ให้ญ่ และแนวการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนำตนเอง (self -directed Learning) โดยเน้นลักษณะสำคัญ 5 ประการ เรียกว่า S S E M A คือ<br>- การริเริ่มตนเอง (self-made = S)<br>- การคิดเชิงระบบ (System Thinking S)<br>- การเสริมแรงจูงใน (Extra Motivation = E)<br>- การดูแลให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring = M)<br>- การประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning=A)<br>2. ดัชนีประสิทธิผลของคะแนนคุณภาพงานวิจัย&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;- การปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยในชั้นเรียนเพิ่มขั้น มีค่าเท่ากับ 0.7558 ซึ่งแสดงว่าครูมีความรู้ความสามารถในการวิจัยปฏิบัติในชั้นเรียนพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75.58 จากการจัดกิจกรรรมการวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br>3. เจตคติต่อ่การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู เมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการเพื่อความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่าครูมีเจตคติการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่ดีขึ้น<br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995102/e1fbd04af6d69017991d9114acfe20e9/113709.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135476</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:   พระไพบูลย์ พุทฺธิธโช   รหัส: 6401102039</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135569</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:&nbsp; การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp;<br>1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง&nbsp;<br><br></div><div>2) ศึกษาความคาดหวังและแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp;<br><br></div><div>3) ศึกษาผลการพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการ พัฒนา และ&nbsp;<br><br></div><div>4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน<br><br></div><div>รูปแบบการวิจัย: วิจัยปฏิบัติการ คือ Action Research<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. ใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยการวิจัยปฏิบัติการ ในวงจรการวิจัยปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน (Plan) ขั้นปฏิบัติ(Act) ขั้นสังเกต (Observe) ขั้นสะท้อนผล (Reflex) โดยมีจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ มีแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 6 แผน จำนวน 30 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 4 แผน จำนวน 16 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 2 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 แผน 54 ชั่วโมง โดยใช้เวลานอกเวลาเรียนจริง สัปดาห์ละ 3 วัน ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561&nbsp;<br><br>2. กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน&nbsp;<br><br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 แบบสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ 3.3 แบบวัดทักษะการสื่อสารก่อนเรียนหลังเรียน 3.4 แบบวัดทักษะการสื่อสารท้ายวงจรปฏิบัติการ 3.5 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา&nbsp;<br><br>4. วิธีรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 วิธีรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความคาดหวังและแนวทางการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร วัดทักษะการสื่อสารก่อนการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาตามวงจรปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ แต่ละวงจรปฏิบัติการ พัฒนาโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม communicative approach ประกอบด้วย 1) ขั้นการ นำเสนอเนื้อหา (Presentation) มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษา 2) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่จะเพิ่งเรียนรู้ในลักษณะของการฝึกควบคุมหรือ ชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน แล้วจึงฝึกด้วยการเขียน (Written) และ 3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) เป็นขั้นที่ฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทำการวัดทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนา และสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อผลการพัฒนา 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบโดยใช้แบบจับคู่ของวิลคอกซันและการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. สภาพปัญหาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ปัญหาของนักเรียนที่พบ คือ ฟัง พูดสื่อสารไม่ได้ อ่านได้แต่แปลไม่ได้ เขียนได้เป็นคำแต่เขียนเป็นประโยคไม่ได้&nbsp;<br><br>2. ความคาดหวังด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า คาดหวังให้นักเรียนสามารถสรุปความจากเรื่อง ที่ฟัง สื่อสารโต้ตอบได้ อ่านจับใจความ แปลความหมายเรื่องที่อ่าน และเขียนประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยนักเรียนผ่าน เกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ส่วนแนวทางการพัฒนา ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า ควรกระตุ้นให้นักเรียนรักภาษาอังกฤษ ท่องคำศัพท์ ฝึกฟังสำเนียงจากสื่อมัลติมีเดีย ฝึกพูดสนทนา จับคู่ฝึกสนทนากับเพื่อน แสดงบทบาทสมมุติ ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกอ่านเรื่องสั้น ฝึกเขียนประโยคตามหลักไวยากรณ์และ เขียนเรียงความจากภาพ&nbsp;<br><br>3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยดำเนินการพัฒนา 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 88.24 และนักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ&nbsp;<br><br>4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร&nbsp;</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288007333/b3301aca4128be13de59ee5bface899c/438D30CB_E2DC_42C1_9B37_1B3D78DCBB4D.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135569</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:ขวัญชนก  คงพิบูลย์                                        รหัส:6401102026</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135574</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง&nbsp;<br><br></div><div>2) ศึกษาความคาดหวังและแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp;<br><br></div><div>3) ศึกษาผลการพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการ พัฒนา และ&nbsp;<br><br></div><div>4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน</div><div><br><br>รูปแบบการวิจัย:ผสมวิธี วิจัยปฏิบัติการ (Action Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. ใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยการวิจัยปฏิบัติการ ในวงจรการวิจัยปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน (Plan) ขั้นปฏิบัติ(Act) ขั้นสังเกต (Observe) ขั้นสะท้อนผล (Reflex) โดยมีจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ มีแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 6 แผน จำนวน 30 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 4 แผน จำนวน 16 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 2 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 แผน 54 ชั่วโมง โดยใช้เวลานอกเวลาเรียนจริง สัปดาห์ละ 3 วัน ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561&nbsp;<br><br>2. กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน&nbsp;<br><br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 แบบสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ 3.3 แบบวัดทักษะการสื่อสารก่อนเรียนหลังเรียน 3.4 แบบวัดทักษะการสื่อสารท้ายวงจรปฏิบัติการ 3.5 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา&nbsp;<br><br>4. วิธีรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 วิธีรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความคาดหวังและแนวทางการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร วัดทักษะการสื่อสารก่อนการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาตามวงจรปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ แต่ละวงจรปฏิบัติการ พัฒนาโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม communicative approach ประกอบด้วย 1) ขั้นการ นำเสนอเนื้อหา (Presentation) มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษา 2) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่จะเพิ่งเรียนรู้ในลักษณะของการฝึกควบคุมหรือ ชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน แล้วจึงฝึกด้วยการเขียน (Written) และ 3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) เป็นขั้นที่ฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทำการวัดทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนา และสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อผลการพัฒนา 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบโดยใช้แบบจับคู่ของวิลคอกซันและการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. สภาพปัญหาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ปัญหาของนักเรียนที่พบ คือ ฟัง พูดสื่อสารไม่ได้ อ่านได้แต่แปลไม่ได้ เขียนได้เป็นคำแต่เขียนเป็นประโยคไม่ได้&nbsp;<br><br>2. ความคาดหวังด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า คาดหวังให้นักเรียนสามารถสรุปความจากเรื่อง ที่ฟัง สื่อสารโต้ตอบได้ อ่านจับใจความ แปลความหมายเรื่องที่อ่าน และเขียนประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยนักเรียนผ่าน เกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ส่วนแนวทางการพัฒนา ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า ควรกระตุ้นให้นักเรียนรักภาษาอังกฤษ ท่องคำศัพท์ ฝึกฟังสำเนียงจากสื่อมัลติมีเดีย ฝึกพูดสนทนา จับคู่ฝึกสนทนากับเพื่อน แสดงบทบาทสมมุติ ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกอ่านเรื่องสั้น ฝึกเขียนประโยคตามหลักไวยากรณ์และ เขียนเรียงความจากภาพ&nbsp;<br><br>3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยดำเนินการพัฒนา 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 88.24 และนักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร&nbsp;<br><br>4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995088/14a43da410955c3b16818f0a5b17ee6c/270347.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135574</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:นางกุสุมา  ยี่ภู่                                      รหัส:64011020258</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135948</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า ( พ.ศ2557-2567)<br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>เพื่อศึกษาภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า ( พ.ศ.2557-2567)<br>รูปแบบการวิจัย:<br>การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi&nbsp;Technique ) 3 รอบ จากผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่ม จำนวน&nbsp; 26 คน&nbsp; ที่มีคุณสมบัติ ได้แก่<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) กลุ่มผู้บริหารระดับสูง 7 คน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2)กลุ่มนักวิชาการ 7 คน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) กลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน 8 คน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4) กลุ่มผู้นำองค์การที่ทำงานเพื่อสตรีและเยาวชน&nbsp; 4&nbsp; คน<br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. การเตรียมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ<br>&nbsp;2. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถาม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ปลายเปิด<br>&nbsp;3. สังเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล<br>&nbsp;4. พัฒนาแบบสอบถาม<br>&nbsp;5. เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่&nbsp; 2- 3&nbsp;<br>&nbsp; - รอบที่ 2 แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า<br>&nbsp; - รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี โรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557- 2567) มีผลการวิจัยดังต่อไปนี้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสาร ตามประเด็นตั้งต้น มีผลการวิจัย ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ 1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการ ผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหาร สตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องกัน เป็นฉันทามติว่า มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในบริบทสังคมไทย ซึ่งได้มาจากผู้วิจัยวิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นย่อยภาวะผู้นำซึ่งผ่านความเห็นที่เป็นฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญแล้ว โดยใช้หลักแนวคิดไทย (Thai Mind) จัดกลุ่มประเด็นย่อย ผลการวิจัย ได้แก่ 2.1) แนวโน้มภาวะ ผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย (Leadership of Thai Female School Administrators) ที่มีองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ 2.1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย (Thai Female Leadership) มีประเด็นย่อย 18 ข้อ 2.1.2) ด้านวิถีไทย (Thai Leadership) มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 2.1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร (Administrative Leadership) มี 6 องค์ประกอบ จากประเด็นตั้งต้น ได้แก่ 2.1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 2.1.3.2) พฤติกรรม มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 2.1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 2.1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 2.1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็น ย่อย 16 ข้อ และ 2.1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมประเด็นย่อยด้านความเป็น ผู้บริหาร 93 ข้อ และ 2.2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำ (Strengthening and Developing Leadership) ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา มีประเด็นย่อย 19 ข้อ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า (Scenario of Leadership of Thai Female School Administrators) ที่ได้จากผลการวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ มีฉันทามติว่า เป็นภาพอนาคตแนวโน้มที่ดี โดยมีการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะ ผู้นำอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต&nbsp;</div><div><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287996265/ce09cfcb06bf266ba4be19740664f201/____________.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135948</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:  มุทิตา  อังคุระษี                                     รหัส: 6401102032</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135951</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:&nbsp; การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp;<br>1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง&nbsp;<br><br></div><div>2) ศึกษาความคาดหวังและแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp;<br><br></div><div>3) ศึกษาผลการพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการ พัฒนา และ&nbsp;<br><br></div><div>4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน<br><br></div><div>รูปแบบการวิจัย: วิจัยปฏิบัติการ (Action Research)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. ใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยการวิจัยปฏิบัติการ ในวงจรการวิจัยปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน (Plan) ขั้นปฏิบัติ(Act) ขั้นสังเกต (Observe) ขั้นสะท้อนผล (Reflect) โดยมีจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ มีแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 6 แผน จำนวน 30 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 4 แผน จำนวน 16 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 2 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 แผน 54 ชั่วโมง โดยใช้เวลานอกเวลาเรียนจริง สัปดาห์ละ 3 วัน ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561&nbsp;<br><br>2. กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน&nbsp;<br><br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 แบบสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ 3.3 แบบวัดทักษะการสื่อสารก่อนเรียนหลังเรียน 3.4 แบบวัดทักษะการสื่อสารท้ายวงจรปฏิบัติการ 3.5 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา&nbsp;<br><br>4. วิธีรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 วิธีรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความคาดหวังและแนวทางการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร วัดทักษะการสื่อสารก่อนการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาตามวงจรปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ แต่ละวงจรปฏิบัติการ พัฒนาโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม communicative approach ประกอบด้วย 1) ขั้นการ นำเสนอเนื้อหา (Presentation) มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษา 2) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่จะเพิ่งเรียนรู้ในลักษณะของการฝึกควบคุมหรือ ชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน แล้วจึงฝึกด้วยการเขียน (Written) และ 3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) เป็นขั้นที่ฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทำการวัดทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนา และสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อผลการพัฒนา 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบโดยใช้แบบจับคู่ของวิลคอกซันและการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>&nbsp;1. สภาพปัญหาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ปัญหาของนักเรียนที่พบ คือ ฟัง พูดสื่อสารไม่ได้ อ่านได้แต่แปลไม่ได้ เขียนได้เป็นคำแต่เขียนเป็นประโยคไม่ได้&nbsp;<br><br>2. ความคาดหวังด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า คาดหวังให้นักเรียนสามารถสรุปความจากเรื่อง ที่ฟัง สื่อสารโต้ตอบได้ อ่านจับใจความ แปลความหมายเรื่องที่อ่าน และเขียนประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยนักเรียนผ่าน เกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ส่วนแนวทางการพัฒนา ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า ควรกระตุ้นให้นักเรียนรักภาษาอังกฤษ ท่องคำศัพท์ ฝึกฟังสำเนียงจากสื่อมัลติมีเดีย ฝึกพูดสนทนา จับคู่ฝึกสนทนากับเพื่อน แสดงบทบาทสมมุติ ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกอ่านเรื่องสั้น ฝึกเขียนประโยคตามหลักไวยากรณ์และ เขียนเรียงความจากภาพ&nbsp;<br><br>3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยดำเนินการพัฒนา 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 88.24 และนักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ&nbsp;<br><br>4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287996382/fd593a36b705b01f2aad5abace7c69a3/709581.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671135951</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:พระดิเรกศักดิ์ อตฺตทีโป (พิมพบุตร)                                     รหัส:6401102009</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136014</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1.ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br><br>รูปแบบการวิจัย:แบบผสมผสานวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:เชิงคุณภาพ&nbsp; แบบสัมภาษณ์&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เชิงปริมาณ แบบสอบถาม<br><br>สรุปผลการวิจัย:1) ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก</div><div>18 องค์ประกอบย่อย 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) องค์ประกอบหลักด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย 13 ตัวบ่งชี้ (2) องค์ประกอบหลัก</div><div>ด้านความหวังความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย 18 ตัวบ่งงี้ (3) องค์ประกอบหลักด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย</div><div>17 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบหลักด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ (5) องค์ประกอบหลักด้านความตระหนักในตัวเอง</div><div>มี 3 องค์ประกอบย่อย 9 ตัวบ่งชี้ 2 โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก</div><div>เฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติ ดังนี้ X =108.08, Df-=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02,</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995313/9b418f1cf7ec4439f636bf624aff73be/httpsregweb_mcu_ac_thregistrarbioentryconfig_aspavs837368609_3_f_bioentryconfiggroup_S_m_cmd_1.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136014</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:   พระมหาศุภชัย ปิยธมฺมชโย                                    รหัส: 640110043</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136016</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: &nbsp;การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู :<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp; &nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย: &nbsp;การปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br><br><br>สรุปผลการวิจัย:<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:14:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136016</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: วีรยุทธ วงษ์เขียว           รหัส: 6401102019</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136130</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:<br>อนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569)<br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br>1. เพื่อศึกษาอนาคตภาพ (Seenarios) ของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนาครูไทยตาม คุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้า<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>วิธีดำเนินการวิจัย<br><br>ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง<br>ในการวิจัยครั้งนี้เนื่องจากงานวิจัยในส่วนของการศึกษาแนวโน้มและอนาคตภาพของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าด้วยเทคนิควิธี EFR (Ethnographic Futures Research) โดยศึกษาในประเด็นของคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าจึงได้กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็ นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดอนาคตภาพคุณลักษณะครูไทย<br><br>การกำหนดและเตรียมตัวกลุ่มผู้เชี่ยวชาญโดยงานวิจันที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาทั้งจากสถาบันอุดมศึกษาที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการผลิตคครูจากกระทรวงศึกษาธิการกลุ่มกผู้บริหาร กลุ่มผุ้ใช้ครู และกลุ่มครูที่ได้ของวิธีการเลือกตัวเอย่างโดยไม่อาศัย ความน่าจะเป็น (Nonprobability sampling) ด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมจำนวน 17 คน โดยผู้วิจัยได้ กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกดังนี<br>กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ทำมีประสบการณ์ด้านการผลิตหรือพัฒนาครูอย่างน้อย10 ปี มีประสบการณ์ด้านการบริหารการพัฒนาครูการผลิตครู หรือมีประสบการณ์การจัดทำนโยบายการศึกษา มีผลงานหรืองานวิจัยด้านการพัฒนาครูหรือเป็ นผู้ได้รับรางวัลครูดีเด่น หรือรางวัลด้านการสอน<br><br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย<br>เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์<br>โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ<br>เครื่องมือทำใช้ในการวิจัย มีขั้น ตอน ดังนี้<br>1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสัมภาษณ์<br>2. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะครู<br>3. เขียนนิยามศัพท์คุณลักษณะครู แล้วเขียนประเด็นการสัมภาษณ์ ภาพอนาคตของคุณลักษณะครู<br>4. นำแบบสัมภาษณ์ ที่สร้างไปตรวจสอบความเที่ยงตรง(Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของประเด็นการสัมภาษณ์ได้ค่าความสอดคล้อง (Index of item-objective congruence: IOC) มีค่า 1.00 ทุกประเด็นการสัมภาษณ์<br>5. นำแบบสัมภาษณ์ ท􀃉ีได้ไปสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>ผลการวิจัย พบว่า<br>1. ภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าผลการศึกษาภาพอนาคตของคุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในอีก 10 ปี ข้างหน้า(พ.ศ.2560-2569) พบว่า คุณลักษณะครูไทยที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในอีก 10 ปีข้างหน้า ครูต้องมีหลักของการดำเนินชีวิตบนฐานหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา โดยยึดถือแนวปฏิบัติตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง คือ“พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเงื่อนไข “ความรู้” และ “คุณธรรม”โดยคุณลักษณะครูที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ในด้านการรู้คิด ครูจะต้องมีความรู้ รอบรู้ รู้ลึก มีความเชี่ยวชาญใน สาขาวิชาเป็นพื้นฐาน บวกกับการมีปัญญา มีการรู้เท่าทัน มีความสามารถในการคิดขั้นสูง และมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาและการตัดสินใจในส่วนด้านจิตใจ นอกจากจะมีคุณธรรมจริยธรรมจรรยาบรรณความเป็นครู จิตวิญญาณความเป็นครู<br>เป็ นพื้นฐานแล้ว ครูจะต้องมีจิตสาธารณะ จิตอาสามีความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ในส่วนของทักษะครูจะต้องมีทักษะการสอน ทักษะการสื่อสาร ทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการเป็ นผู้ช่วยเหลือ และทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และสังคม<br><br>2. แนวทางในการพัฒนาครูไทยในทศวรรษหน้า<br>2.1 กระทรวงศึกษาธิการในฐานะหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบงานด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู ควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่างๆ ได้แก่กำหนดนโยบายการผลิตและพัฒนาครูที่มีจุดเน้นถึงคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า บนพื้นฐานของการพัฒนาส่งเสริมการดำเนินชีวิตครูตามหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกำหนดตัวบ่งชีและเกณฑ์การประเมินมาตรฐานคุณลักษณะครูไทย เพื่อความเป็นมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูที่เป็นมาตรฐานกลางของประเทศจัดตั้งองค์กร หน่วยงานการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อเป็นหน่วยงานกลางของประเทศในการพัฒนาวิชาชีพครูและจัดทำคู่มือเส้นทางการพัฒนาตนบนเส้นทางวิชาชีพครูให้กับครู<br>2.2 สถาบันการผลิตครู ทั้งมหาวิทยาลัยและกลุ่มสถาบันราชภัฎที่ผลิตครูควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ พัฒนาหลักสูตรการผลิตครู โดยในรายวิชาชีพครูควรมีการเสริมสร้าง<br>คุณลักษณะครูที่พึงประสงค์ ในทุกชั้น ปี การศึกษา โดยออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณลักษณะความเป็นครูตามภาพอนาคตคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยสร้างรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาครู พัฒนานักศึกษาครู ระหว่างสถาบันการผลิตครูกับโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบมีกิจกรรมในการปลูกฝังนักศึกษาครูให้เห็นและตระหนักถึงความสำคัญของการนำหลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.3 ศึกษาธิการภาคควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ เพิ่มบทบาทการเป็นผู้เอื้อ อำนวยความสะดวกในการพัฒนาครู ตามมิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษ โดยมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นส่วนงานที่รับมอบต่อ มีหน้าที่เป็นผู้แนะ (Coach) ให้ความรู้ในการพัฒนาครู แก่ผู้บริหารโรงเรียนอิงตามความต้องการของครูและบริบทของโรงเรียนในเขตพื้นที่ สร้างรูปแบบดำเนินการนิเทศ/ติดตามผลการพัฒนาส่งเสริมคุณลักษณะครูที่เอื้อ ต่อการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของผู้เรียน จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนเขตพื่ยที่ที่ดูแล โดยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดควรมีกิจกรรมส่งเสริมให้ครูเห็นความสำ คัญและเกิดความตระหนักถึงการนำ หลักไตรสิกขาและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต<br>2.4 ผู้บริหารโรงเรียนควรมีแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครู ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงความสำคัญของคุณลักษณะครูที่จำเป็นต่อการพัฒนาให้เกิดกับครูในโรงเรียน โดยสนับสนุน ส่งเสริมให้ครูในการพัฒนาตนให้ตรงตามคุณลักษณะครูไทยในทศวรรษหน้าที่พบในงานวิจัยจัดทำแผนการพัฒนาครู ที่ครบทั้ง 3 มิติของคุณลักษณะครูในทศวรรษหน้า โดยมีการกำหนดกิจกรรมที่เน้นการพัฒนาครูที่เป็นรูปธรรม มีการนิเทศ/ติดตาม ประเมินผลการพัฒนาของกลุ่มครูอย่างต่อเนื่องและจริงจัง<br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995021/bd022e80428fde220451ce0bf6050f61/FB_IMG_1581238136643.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136130</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:  นางสาวปาลิดา นามเสนาะ       ทดสอบ                              รหัส:6401102029</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136140</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: <strong>อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร</strong>&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br>รูปแบบการวิจัย:การวิจัยอนาคต&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน<br><br></div><div>1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br></div><div>2) การดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (EDFR: Ethnographic Delphi Futures Research) โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของการวิจัย จำนวน 21 คน&nbsp;<br><br></div><div>3) เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp;<br>&nbsp;ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (median) ค่าฐานนิยม (mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (interquartile range)<br><br></div><div>สรุปผลการวิจัย:อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทาง คือ                                1) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปตามวิทยฐานะโดยทำผลงานทางวิชาการ&nbsp;</div><div>2) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นโดยการสอบ&nbsp;<br>3) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายเปลี่ยนตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา&nbsp;</div><div>4) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในสถาบันอุดมศึกษาของ<br>&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;</div><div>5) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายโอนจากข้าราชการครูไป<br>&nbsp;เป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. โดยเริ่มจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทอำนวยการต้น&nbsp;</div><div>6) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. จากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ&nbsp;</div><div>7) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายหรือโอนไปอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น และพบปัจจัยที่มีผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครอีก 4 ด้านคือ ด้านระเบียบ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ของ ก.ก.และ อ.ก.ก. ที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครด้านแนวคิดที่มีอิทธิพลต่ออนาคตเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร</div><div><strong>&nbsp;</strong></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995180/1fca2670b1eed8a07990bfbf1462f447/__.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136140</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: มนัสนันท์ บุญปู่                                      รหัส:6401102031</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136228</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: 1.ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: เชิงคุณภาพ&nbsp; แบบสัมภาษณ์&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เชิงปริมาณ แบบสอบถามเเละใช้โปรเเกรม M Plus<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1) ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก</div><div>18 องค์ประกอบย่อย 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) องค์ประกอบหลักด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย 13 ตัวบ่งชี้ (2) องค์ประกอบหลัก</div><div>ด้านความหวังความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย 18 ตัวบ่งงี้ (3) องค์ประกอบหลักด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย</div><div>17 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบหลักด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ (5) องค์ประกอบหลักด้านความตระหนักในตัวเอง</div><div>มี 3 องค์ประกอบย่อย 9 ตัวบ่งชี้ 2 โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก</div><div>เฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติ ดังนี้ X =108.08, Df-=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02,</div><div><br><br></div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136228</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต: นายอรุณรัชช์ ศาสตร์สกุล                                      รหัส: 6401102023</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136234</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยที่ใช้เป็นการผสมผสานวิธี (การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ในรูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน<br><br>รูปแบบการวิจัย:&nbsp;<br>แบบการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยแบบ : ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน รูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน (the convergent parallel mixed methods design) (Creswell and Plano Clark, 2011)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming)&nbsp;<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>5. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288014141/c561c3d4a2c48c057fa5f89e1ed9bf7f/___.png" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136234</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:  ว่าที่ร.ต.สุวัชชัย  มงคลธง                                     รหัส: 6401102044</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136304</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อเรื่อง:</strong>&nbsp; <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 <br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ศึกษาความคาดหวังและแนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ศึกษาผลการพัฒนาและเปรียบเทียบทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนกับหลังการ พัฒนา และ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน<br><br></div><div><strong>รูปแบบการวิจัย: </strong>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; วิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)<br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย: </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้ระเบียบวิธีวิจัยด้วยการวิจัยปฏิบัติการ ในวงจรการวิจัยปฏิบัติการประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ ขั้นวางแผน (Plan) ขั้นปฏิบัติ(Act) ขั้นสังเกต (Observe) ขั้นสะท้อนผล (Reflex) โดยมีจำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ มีแผนการ จัดการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 6 แผน จำนวน 30 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จำนวน 4 แผน จำนวน 16 ชั่วโมง ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวน 2 แผน จำนวน 8 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 12 แผน 54 ชั่วโมง โดยใช้เวลานอกเวลาเรียนจริง สัปดาห์ละ 3 วัน ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2. กลุ่มเป้าหมาย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านม่วง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 17 คน <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.1 แบบสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษและนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ 3.3 แบบวัดทักษะการสื่อสารก่อนเรียนหลังเรียน 3.4 แบบวัดทักษะการสื่อสารท้ายวงจรปฏิบัติการ 3.5 แบบสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อผลการพัฒนา <br><br><strong>4. วิธีรวบรวมข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;4.1 วิธีรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ความคาดหวังและแนวทางการแก้ปัญหา ทักษะการสื่อสาร วัดทักษะการสื่อสารก่อนการพัฒนา ดำเนินการพัฒนาตามแนวทางพัฒนาตามวงจรปฏิบัติการ จำนวน 3 วงจรปฏิบัติการ แต่ละวงจรปฏิบัติการ พัฒนาโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรม communicative approach ประกอบด้วย <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) ขั้นการ นำเสนอเนื้อหา (Presentation) มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษา <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นฝึกให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่จะเพิ่งเรียนรู้ในลักษณะของการฝึกควบคุมหรือ ชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน แล้วจึงฝึกด้วยการเขียน (Written) และ <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) เป็นขั้นที่ฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทำการวัดทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนา และสัมภาษณ์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อผลการพัฒนา <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ สถิติทดสอบโดยใช้แบบจับคู่ของวิลคอกซันและการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา <br><br><strong>สรุปผลการวิจัย: </strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. สภาพปัญหาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า นักเรียนทุกคนไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 ปัญหาของนักเรียนที่พบ คือ ฟัง พูดสื่อสารไม่ได้ อ่านได้แต่แปลไม่ได้ เขียนได้เป็นคำแต่เขียนเป็นประโยคไม่ได้&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ความคาดหวังด้านทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า คาดหวังให้นักเรียนสามารถสรุปความจากเรื่อง ที่ฟัง สื่อสารโต้ตอบได้ อ่านจับใจความ แปลความหมายเรื่องที่อ่าน และเขียนประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยนักเรียนผ่าน เกณฑ์คะแนนร้อยละ 60 และจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด ส่วนแนวทางการพัฒนา ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียน พบว่า ควรกระตุ้นให้นักเรียนรักภาษาอังกฤษ ท่องคำศัพท์ ฝึกฟังสำเนียงจากสื่อมัลติมีเดีย ฝึกพูดสนทนา จับคู่ฝึกสนทนากับเพื่อน แสดงบทบาทสมมุติ ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกอ่านเรื่องสั้น ฝึกเขียนประโยคตามหลักไวยากรณ์และ เขียนเรียงความจากภาพ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ โดยดำเนินการพัฒนา 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีทักษะการสื่อสาร ภาษาอังกฤษผ่านเกณฑ์จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 88.24 และนักเรียนมีทักษะการสื่อสารหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. นักเรียน ส่วนมากมีความพึงพอใจต่อผลการพัฒนาและมีความมั่นใจในการสื่อสาร&nbsp;<br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995787/bc2f76e6377c9a498b19f4a801b7f8e1/D713D755_2266_4CBB_8786_A9CD87451FDF.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136304</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:     นางพักตร์วิไล ชำปฏิ                                  รหัส:6401102030</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136362</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1.ศึกษาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราขภัฎในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2.ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br><br>รูปแบบการวิจัย:แบบผสมผสานวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:เชิงคุณภาพ&nbsp; แบบสัมภาษณ์&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เชิงปริมาณ แบบสอบถามเเละใช้โปรเเกรม M Plus<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1) ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 5 องค์ประกอบหลัก</div><div>18 องค์ประกอบย่อย 71 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ (1) องค์ประกอบหลักด้านวิสัยทัศน์ มี 3 องค์ประกอบย่อย 13 ตัวบ่งชี้ (2) องค์ประกอบหลัก</div><div>ด้านความหวังความศรัทธา มี 4 องค์ประกอบย่อย 18 ตัวบ่งงี้ (3) องค์ประกอบหลักด้านความรักความปรารถนาดีต่อผู้อื่น มี 4 องค์ประกอบย่อย</div><div>17 ตัวบ่งชี้ (4) องค์ประกอบหลักด้านจิตวิญญาณ มี 4 องค์ประกอบย่อย 16 ตัวบ่งชี้ (5) องค์ประกอบหลักด้านความตระหนักในตัวเอง</div><div>มี 3 องค์ประกอบย่อย 9 ตัวบ่งชี้ 2 โมเดลการวัดตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงจิตวิญญาณของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคตะวันออก</div><div>เฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าสถิติ ดังนี้ X =108.08, Df-=87, P-Value=0.06, RMSEA=0.02,</div><div><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995040/f8858db7e0d2a0eeb29063a88d83dfae/0693E082_F560_448B_BBA0_2AEFE7642998.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136362</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:   นางสาวฉัตร์นภัส แพทย์สิทธิ์ รหัส: 6401102027</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136366</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยที่ใช้เป็นการผสมผสานวิธี (การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ในรูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>                     ๑.กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ  ๗๖๕ คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ๖๐ แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ ๑๘ คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>                      ๒.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า ๕ ระดับ จํานวน ๘ ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง ๐.๕๗-๐.๙๒ มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง ๐.๔๐ -๐.๗๖และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง ๐.๗๑-๐.๙๕ ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง ๕ ข้อ<br>                       ๓. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง ๒ ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming)&nbsp;<br>๔. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>๕. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br>สรุปผลการวิจัย: &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995059/e70052b99d98aecc749de4444f363371/3EAD0CAC_5794_4547_91EB_557D742745FF.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136366</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:    สุภานี สินไชย                                รหัส:6401102034</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136592</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: อนาคตภาพภาวะ้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้า<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภาพอนาคตภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้า (พ.ศ. 2557 – 2567)<br><br>รูปแบบการวิจัย:การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยอนาคตแบบอีดีเอฟอาร์ (EDFR) 5 ขั้นตอน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 รอบ จากผู้เชี่ยวชาญ 4 กลุ่มคุณสมบัติ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้บริหารระดับสูง 2กลุ่มนักวิชาการ 3) กลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน และ4) กลุ่มผู้นำองค์การอนาคตภาพภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทยในทศวรรษหน้ารวมผู้เชี่ยวชาญ 26 คน การเก็บข้อมูลรอบที่ 1 ใช้วิธีสัมภาษณ์ด้วยแบบสัมภาษณ์ถามปลายเปิด ที่ครอบคลุมภาวะผู้นำ 6 ด้านและ 1 แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำวิเคราะห์ะสังเคราะห์ข้อมูลแล้วพัฒนาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นย่อย 156 ข้อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในรอบที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยใช้ค่ามัธยฐาน(Mdn) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (IR) ได้แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีที่เป็นประเด็นย่อย 146 ข้อ ปรับปรุงแบบสอบถาม แล้วนำมาใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมในรอบที่ 3 วิเคราะห์ผลและแปลผลข้อมูล โดยใช้ค่ามัธยฐานตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าความสอดคล้องใช้ส่วนต่างระหว่างฐานนิยมกับค่ามัธยฐาน ไม่เกิน 1.00 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ไม่เกิน<br>1.50<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>	1. การเตรียมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ<br>	2. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ผู้วิจัย และแบบสัมภาษณ์ด้วยคำถามปลายเปิด<br>	3. สังเคราะห์ และการวิเคราะห์ข้อมูล<br>	4. พัฒนาแบบสอบถาม<br>	5. เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีเดลฟาย รอบที่&nbsp; 2- 3&nbsp;<br>		- รอบที่ 2 แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า<br>		- รอบที่ 3 แบบสอบถามและคำตอบในรอบที่ 2&nbsp;<br><br><br>สรุปผลการวิจัย: แนวโน้มภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาจากการศึกษาเอกสาร ตามประเด็นตั้งต้นประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านคุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 28 ข้อ 1.2) ด้านพฤติกรรม มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3) ด้านตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 25 ข้อ1.4) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย15 ข้อ 1.5) ด้านการเปลี่ยนแปลง มีประเด็น<br>ย่อย 20 ข้อ และ 1.6) ด้านการผุดเกิด มีประเด็นย่อย 16 ข้อ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 21 ข้อ ในประเด็นย่อยทั้งหมดนี้ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นฉันทามติว่า&nbsp;<br>มีความจำเป็นในระดับมากและมากที่สุด ผู้วิจัยนำประเด็นย่อยมาวิเคราะห์และสังเคราะห์โดยใช้แนวคิดไทย (Thai Mind) ได้แนวโน้มภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา ในบริบทสังคมไทย ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำที่มีองค์ประกอบ 3ด้าน ได้แก่ 1.1) ด้านความเป็นสตรีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ 1.2) ด้านวิถีไทย มีประเด็นย่อย 17 ข้อ และ 1.3) ด้านความเป็นผู้บริหาร ประกอบด้วย ภาวะผู้นำ 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.3.1) คุณลักษณะและความเชี่ยวชาญ มีประเด็นย่อย 20 ข้อ 1.3.2) พฤติกรรมการบริหาร มีประเด็นย่อย 17 ข้อ1.3.3) การตามสถานการณ์ มีประเด็นย่อย 11 ข้อ 1.3.4) การสร้างความสัมพันธ์ มีประเด็นย่อย 12 ข้อ 1.3.5) การเปลี่ยนแปลง มีประเด็นย่อย 16 ข้อ และ 1.3.6) การผุดเกิด มีประเด็นย่อย 17 ข้อ รวมเป็นประเด็นย่อยทั้งหมด 93 ข้อ และ 2) แนวทางการเสริมสร้างและพัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรี มีประเด็นย่อย 19 ข้อ อนาคตภาพภาวะผู้นำ ของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษาของไทย ในทศวรรษหน้าที่ได้จากผลการวิจัยคือ ภาพที่ผู้เชี่ยวชาญมีฉันทามติว่า มีแนวโน้มเป็นภาพอนาคตที่ดี<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995139/e7c82f5f50e2b81e8ae5eb764a88f895/116344687_4191236907558180_7293779598985815336_n.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136592</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:นายสุธีร์ เครือวรรรณ์                                    รหัส:๖๔๐๑๑๐๒๐๒๒</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136741</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การวิเคราะหฺสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเวลาของครู : การวิจัยแบบผสมวิธี<br>วัตถุประสงค์การวิจัย: 1. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการจัดการเวลาของครูเมื่อจำแนกตามภูมิหลัง<br>2. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเวลาของครู<br>3. เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเวลาของครู<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบผสมวิธี<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม ครูสพม.กรุงเทพมหานครจำนวน 17 โรงเรียน<br>2. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์กลุ่มที่มีการบริหารเวลามากสุดและต่ำสุด กลุ่มละ 12 คน รวม 24 คน<br><br>สรุปผลการวิจัย:&nbsp;<br>1. ครูมีการจัดการเวลาเฉลี่ยในระดับปานกลาง ซึ่งมีความแตกต่างกันในอายุและประสบการณ์<br>2.สภาพปัญหาการจัดการของครู แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ปัญหาตนเอง ปัญหาจากบุคคลอื่น และปัจจัยภายนอก<br>3. แนวทางการบริหารจัดการเวลา แบ่งเป็น 4 ด้าน คือ การวางแผนและกำหนดเป้าหมาย การลำดับความสำคัญของงาน การควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลา และแนวคิดบวกในการทำงาน<br><br><br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288009193/579a871daf350fe54b8559cd2ea84966/B2AF808B_A4F3_45B6_8441_FB44EF58428E.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:15:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136741</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:                                       รหัส:6401102041   ภัทรวดี เข้มแข็ง</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136958</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การวิเคราะห์ สภาพปัญหา และแนวทาง การจัดเวลาของครู<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:1. เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบ ระดับการจัดการเวลา ของครู จำแนกตามภูมิหลัง&nbsp;<br>2 เพื่อศึกษาสภาพปัญหา การจัดการเวลาของครู&nbsp;<br>3 เพื่อเสนอแนวทาง การจัดการเวลาของครู<br><br>รูปแบบการวิจัย: เป็นรูปแบบผสมวิธี Mixed method research  แบบ..explanatory sequential design(quan - QUAL)<br><br>ขั้นตอนการวิจัย: มี 2 ขั้นตอน 1 ศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 304 ฉบับ จากตัวอย่างครู สพฐ. มัธยม กรุงเทพมหานคร 17 โรงเรียน 2 หมดเวลา ขั้นตอนที่ 2 เป็นเชิงคุณภาพ พิจารณาคัดเลือกตัวอย่างผู้ให้สัมภาษณ์ จากตอนที่ 1 ที่มีการจับเวลาต่ำสุดและสูงสุด<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1 ครูมีการจัดการเวลาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง 3.49 และค่าเบี่ยงเบน 0.42 เมื่อพิจารณาภูมิหลัง พบว่าลำดับการจัดเวลาของครูแตกต่างกันตามอายุและประสบการณ์ 2.สภาพ ปัญหา การ จับเวลาของครูแบ่งเป็น 3 ด้านได้แก่ปัญหาจากตนเองปัญหาจากผู้อื่นและปัจจัยจากสภาพแวดล้อม</div><div>&nbsp;3 ตามแนวทางการจัดการเวลาของครู แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน และกำหนดเป้าหมาย การลําดับความสําคัญของงานการควบคุมการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเวลาและแนวคิดบวกในการทํางาน&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287995230/eea529dff7aca786a39a82e72a57f98e/1626003414864.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:16:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136958</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต:   พระมหาพงษ์เทพ ปภากโร  รหัส: 6401102004</title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136965</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:&nbsp;<br>วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp;<br>เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br>รูปแบบการวิจัย:&nbsp;<br>1. แบบการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยแบบ ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน รูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน (the convergent parallel mixed methods design) (Creswell and Plano Clark, 2011)<br>2. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรท่ีสกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจ<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming)&nbsp;<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>5. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;<br><br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1283106903/6a82f3ae0a171573ce4fc4fd51b46833/5___.jpg" />
         <pubDate>2021-08-06 15:16:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671136965</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>researchmcu</author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671142831</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://assets.padletcdn.com/padlets/r3bf4ewzw39i9zql/qr_code.png" />
         <pubDate>2021-08-06 15:23:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671142831</guid>
      </item>
      <item>
         <title>`ชื่อนิสิต : พระครูสุนทรธรรมากร 6401102001</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671479801</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: <strong>อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br>&nbsp;Future Career path of School Administrator Under Bangkok Metropolitan</strong>&nbsp;<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหาร<br> สถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร<br><br>รูปแบบการวิจัย: การวิจัยอนาคต&nbsp;<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:&nbsp;<br>วิธีดำเนินการวิจัยมี 3 ขั้นตอน<br>1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับอนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร&nbsp;<br>2) การดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคนิคการวิจัยอนาคต (EDFR: Ethnographic Delphi Futures Research) โดยกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหาของการวิจัย จำนวน 21 คน&nbsp;<br>3) เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล&nbsp;<br> ได้แก่ ค่ามัธยฐาน (median) ค่าฐานนิยม (mode) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (interquartile range)<br><br></div><div>สรุปผลการวิจัย:&nbsp; อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร แบ่งออกเป็น 7 เส้นทาง คือ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>1) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นไปตามวิทยฐานะโดยทำผลงานทางวิชาการ&nbsp;<br>2) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นโดยการสอบ&nbsp;<br>&nbsp;3) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายเปลี่ยนตำแหน่งไปดำรงตำแหน่งผู้สอนในหน่วยงานการศึกษา&nbsp;<br><br></div><div>4) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในสถาบันอุดมศึกษาของ<br>&nbsp;กรุงเทพมหานคร&nbsp;<br><br></div><div>5) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายโอนจากข้าราชการครูไป<br>&nbsp;เป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. โดยเริ่มจากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการพิเศษไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทอำนวยการต้น&nbsp;<br><br></div><div>6) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครย้ายโอนจากข้าราชการครูไปเป็นข้าราชการสามัญตามหลักเกณฑ์ ก.ก. จากผู้อำนวยการสถานศึกษาวิทยฐานะชำนาญการไปเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครสามัญตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ&nbsp;<br><br></div><div>7) อนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ย้ายหรือโอนไปอยู่ในสถานศึกษาสังกัดอื่น และพบปัจจัยที่มีผลเป็นอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครอีก 4 ด้านคือ ด้านระเบียบ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ของ ก.ก.และ อ.ก.ก. ที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออนาคตภาพเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครด้านแนวคิดที่มีอิทธิพลต่ออนาคตเส้นทางอาชีพของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/926947892/5366d8d3f01b346b92d830cc476b63cd/27739.jpg" />
         <pubDate>2021-08-07 02:42:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671479801</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671479940</link>
         <description><![CDATA[<div>1</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-07 02:43:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671479940</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต : พระมหาพงศกร  ฐานงฺกโร  รหัส 6401102003</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671499559</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อเรื่อง: </strong><br>วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยที่ใช้เป็นการผสมผสานวิธี (การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) ในรูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน<br><br><strong>ขั้นตอนการวิจัย:</strong><br>1. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming) <br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>5. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br><strong>สรุปผลการวิจัย:</strong><br>๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-07 03:33:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671499559</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต : นายปราโมทย์ เมืองสังข์ รหัส : 6401102015</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671547709</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>ชื่อเรื่อง :</strong> การวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์<br> โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร<br><strong><br>วัตถุประสงค์การวิจัย :</strong></div><div>1.&nbsp;เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร</div><div>2.&nbsp;เพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครู กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนาหลวง สังกัดสำนักงานเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร</div><div><strong>รูปแบบ :</strong> การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) โดยมีขั้นตอนแบบ PAOR คือ การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกตและการสะท้อนผล<br><strong>ขั้นตอนการวิจัย :</strong></div><div>ขั้นตอนการวิจัยดำเนินการศึกษาค้นคว้า 3 ระยะ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้</div><div><strong>ระยะที่1วางแผนการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน(Planning)</strong></div><div>1.1&nbsp; การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการ ในชั้นเรียนที่เกิดขึ้น</div><div>1.2&nbsp; ผู้วิจัยอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของงานวิจัยให้ครูและผู้บริหารได้ทราบร่วมกัน</div><div>1.3&nbsp; สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม</div><div>ข้อมูล</div><div>1.4&nbsp; การจัดสรรทรัพยากร กระบวนการที่พึงประสงค์</div><div><strong>ระยะที่2การพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนชั้นการปฏิบัติตามแผน(Action)</strong> มีการดำเนินการ ดังนี้<br>2.1&nbsp;จัดกิจกรรมการผึกอบรมเชิงปฏิบัติการตามแผนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ การผึกอบรมในห้องผึกอบรม การปฏิบัติในสภาพจริง และการนิเทศติดตาม</div><div>2.2&nbsp;ผู้วิจัยเพิ่มทักษะที่จำเป็น เพิ่มเดิมในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล จัดหาแหล่งข้อมูล ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนชั้นการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) มีการดำเนินการ ดังนี้</div><div>ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในขณะที่ครูปฏิบัติกิจกรรม บันทึกการสังเกตพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ของครู ในขณะที่ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นทั้งหมดควบคู่ไปด้วย โดยสิ่งที่สังเกต คือ กระบวนการของการปฏิบัติ (The Action Process) และผลของการปฏิบัติ (The Effect of Action)</div><div><strong>ระยะที่3ประเมินผลการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน(Reflection)</strong></div><div>3.1 การประเมินหรือตรวจสอบกระบวนการ ปัญหา อุปสรรคที่ได้จากการสังเกตการปฏิบัติ (Observation) แบบกัลยาณมิตร</div><div>3.2&nbsp;การนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา และนำแนวทางการแก้ปัญหาไปใช้ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมในชั้นปฏิบัติการให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น</div><div>3.3 นำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการจัดกิจกรรม เพื่อปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมการผึกอบรมฯ</div><div><strong>สรุปผลการวิจัย :</strong></div><div>1.&nbsp;แนวทางการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนด้วยการบูรณาการแนวคิดทฤษฎี 2 แนวคิด คือ ทฤษฎีการเรียนรู้วัยผู้ใหญ่ และแนวคิดการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบนำตนเอง (Self - directed Learning) ซึ่งมโนทัศน์ของแต่ละแนวคิดบ่งขึ้ลักษณะที่เอื้อต่อการพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการใน ชั้นเรียนของครูกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีจุดเน้นในลักษณะสำคัญ 5 ประการเกี่ยวกับการ วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เรียกว่า S S E M A ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวหน้าของลักษณะ 5 ประการ คือ การริเริ่มตนเอง (Self-made: S) การคิดเชิงระบบ (Systems Thinking: S) การเสริมแรงจูงใจ (Extra Motivation: E) การดูแลให้ คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring: M) และการประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning: A)</div><div>2.&nbsp;ดัชนีประสิทธิผลของคะแนนคุณภาพงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูก่อนและหลังเข้าร่วม การวิจัยปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มีค่าเท่ากับ 0.7558 ซึ่งแสดงว่าครูมีความรู้ ความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนเพิ่มขึ้น 0.7558 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.58 จากการจัดกิจกรรมการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน</div><div>3. เจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนของครูเมื่อได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การวิจัย ปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถในการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนพบว่าครูมีเจตคติต่อการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนที่ดีขึ้น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-07 05:49:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671547709</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต : นายมนตรา ธาดาชัยสินทวี รหัส: 6401102016</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671616692</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง:&nbsp;<br>วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐการวิจัยแบบผสมผสานวิธีการ<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:&nbsp;<br>เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ<br><br>รูปแบบการวิจัย:&nbsp;<br>1. แบบการวิจัยที่ใช้คือการวิจัยแบบ ผสมผสานวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใน รูปแบบวิจัยแบบคู่ขนานเข้าหากัน (the convergent parallel mixed methods design) (Creswell and Plano Clark, 2011)<br>2. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรท่ีสกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจ<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br>1. กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง ปริมาณ ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 765 คน จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 60 แห่งท่ัวประเทศ ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบ หลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างสําหรับการวิจัยเชิง คุณภาพได้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐ 18 คน โดยเลือกจากผู้ที่มีประสบการณ์ใน การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br>2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ จํานวน 8 ตอน มีค่าความ เช่ือถือได้ของตัวแปรแฝง (construct reliability: CR) ระหว่าง 0.57-0.92 มีค่าความแปรปรวนเฉลี่ย ของตัวแปรที่สกัดได้ด้วยองค์ประกอบของ ตัวแปรแฝง (average variance extracted: AVE) ระหว่าง 0.40-0.76 และมีคราสัมประสิทธ์ิแอลฟา ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) ระหว่าง 0.71-0.95 ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เชิงคุณภาพเป็นแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง 5 ข้อ<br>3. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ เทคนิคโมเดลสมการโครงสร้าง 2 ขั้นตอน (two-step modeling) (Garson, 2012) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน อุดมศึกษาของรัฐกับข้อมูลเชิงประจักษ์การปรับ โมเดลสมการโครงสร้างใช้วิธีการปรับให้เข้ากับ โมเดล (model fit or model-building) ก่อนการ ปรับให้เป็นโมเดลท่ีประหยัดรัดกุม (parsimony or model trimming)&nbsp;<br>4. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้กระบวนการลงรหัสโดยอ่านและตีความหมาย ข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์บรรทัดต่อบรรทัด เพื่อสร้างแนวคิดเบื้องต้นโดยใช้ทฤษฎีฐานราก<br>5. การผสมผสานผลการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพใช้วิธีการเปรียบเทียบ ผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแบบประเด็นต่อประเด็นใน ลักษณะตารางสรุปผล<br><br>สรุปผลการวิจัย:<br>๑. ผลการตรวจสอบโมเดลสมการโครงสร้างกับข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโมเดลสุดท้ายหลังการปรับแก้มีความสอดคล้งกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๐๕ - และ .๐๐๑&nbsp; โมเดลที่จัดทำขึ้นสามารถพยากรณ์ได้ในระดับดีโดยมีค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์เชิงพยุหยกกำลังสองเท่ากับ .๐๓๓<br>๒. ผลการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพปรากฏว่ามีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวันธรรมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาสอดคล้อง ทั้ง๕ ปัจจัย&nbsp; นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไม่สอดคล้องกัน ๓ปัจจัย&nbsp; โดยเจตคติการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเฉพาะในผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ แต่ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณกลับไม่พบนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1283106903/710331b232920c5e5602e1d15454e9a5/S__245334025.jpg" />
         <pubDate>2021-08-07 09:36:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671616692</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อนิสิต : นายเรวัฒน์ พรหมสะโร รหัสนิสิต : 6401102017</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671652523</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อเรื่อง: การพัฒนาภาวะผู้นำครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู : การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม<br><br>วัตถุประสงค์การวิจัย:<br>1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหาและความคาดหวังต่อการพัฒนาภ ครูในโรงเรียนน้ำตกห้วยสวนพลู และหาทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครูและ 2) ภาวะผู้นำครู โดยใช้โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพลังการ และกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม มีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงภาวะผู้นำครู การเรียนรู้ใหม่ในระดับกลุ่มบุคคลและระดับโรงเรียน รวมทั้งส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน&nbsp;<br><br>รูปแบบการวิจัย:<br><br>ขั้นตอนการวิจัย:<br><br>สรุปผลการวิจัย: 1. สภาพปัจจุบัน ภาวะผู้นำครูในการใช้ปฏิบัติงานตามภารกิจสถานศึกษา เกี่ยวกับงานบริหารวิชาการ งานงบประมาณและสินทรัพย์ งานบริหารบุคคล งานบริหารทั่วไป มีความล่าช้า สาเหตุมาจากครูขาดภาวะผู้นำ ส่วนสภาพ ภาวะผู้นำครูในโรงเรียนยังอยู่ในระดับน้อยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางาน จึงได้ดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำครู ของการพัฒนา โดยใช้โครงการ 16 โครงการเป็นสิ่งสอดแทรกหลัก ใช้หลักการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเสริมพ การทำงานและกัลยาณมิตรนิเทศ เป็นสิ่งสอดแทรกเสริม ใช้องค์ประกอบภาวะผู้นำครู&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ด้านมีส่วนร่วมในการพัฒนา และ 4) ด้านการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้นำ เพื่อการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครู<br>2. ผลการพัฒนาภาวะผู้นำครู ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านมีการ และเพื่อนครู (Χ=4.69) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน (Χ=4.02) และในรายตัวชี้วัดอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ด้านการมีส่วนร่วมในการพัฒนา (Χ=4.86) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Χ=4.72) และทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (Χ =4.64) เกิดการเรียนรู้ในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล ระดับโรงเรียน คือมีความเต็มใจและกระตือรือร้นในการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ที่สนองความต้องการของผู้เรียน มีส่วนร่วมในโครงการและเปิดใจยอมรับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปทำให้ โดยมุ่ง บรรลุผลตามวิสัยทัศน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภาวะผู้นำครูนำโครงการไปปฏิบัติจากการร่วมกัน เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จากการปฏิบัติที่ดีเลิศ ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ทางบวก ของผู้เรียน เกิดจากครูใช้ภาวะผู้นำใน ไปจัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสนองความต้องการและความถนัดของผู้เรียน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1288204588/377a2f2bcf4e02ffa71291b17819e8c6/MR_Ray___Rev_2.png" />
         <pubDate>2021-08-07 12:09:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/researchmcu/r3bf4ewzw39i9zql/wish/1671652523</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
