<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>บทที่2. by sasipim duangkhong</title>
      <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp</link>
      <description>ให้นักเรียนจัดทำบทที่2</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-25 01:23:27 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-09 04:54:11 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f60d.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>บทที่2 การศึกษาเอกสารอ้างอิง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695002579</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อสามัญ : Sarjor-caju Mushroom. ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pleurotus sajor-caju(Fr.) Sing. ชื่ออื่น : เห็ดแขก เห็ดนางฟ้า<br>เห็ดนางฟ้า จัดเป็นเห็ดที่อยู่ในสกุลเดียวกับเห็ดเป๋าฮื้อ และเห็ดนางรม และถือเป็นเห็ดค่อนข้างใหม่ในการ นำมาผลิตเพื่อการค้า เห็ดชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดแถบภูเขาหิมาลัย ประเทศอินเดีย ในสภาพธรรมชาติ เห็ดนาฟ้าชอบ เจิรญเติบโตตามตอไม้ผุ ๆ ในบริเวณที่มี อากาศชื้นและเย็น เห็ดพวกนี้มีลักษณะคล้ายเห็ดนางรมและเห็ดเป๋าฮื้อ แต่ดอกเห็ดจะมีสีขาวนวลจนถึงสีน้ำตาลอ่อนเห็ดนางฟ้าสามารถ เจริญเติบโตได้ในช่วงอุณหภูมิระว่าง 15 - 35 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส จัดเป็นอุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการ เจริญเติบโตมากที่สุด เห็ดนางฟ้า ได้ถูกนำมาเข้าทดลองเพาะในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2518 โดย ดร.ศิริพงศ์ บุญหลง ได้ทำการ เพาะเลี้ยง เห็ดนางฟ้าที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ปรากฏว่าเห็ดชนิดนี้สามารถเจิรญเติบโต ได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ต่อมามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำมาทดลองเพาะเลี้ยง ในอาหารชนิดต่าง ๆ ปรากฏว่า เห็ดนางฟ้าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในอากาศหลายชนิด คล้ายกับเหดนางรม และในปี พ.ศ. 2520 กองวิจัยโรคพืช กรมวิชาการเกษตร ได้นำมาทดลองอย่างแพร่หลายในรูปของการค้ามากขึ้น เพราะเห็ดนางฟ้าจัดเป็นเห็ดที่มีขนาดของดอกปานกลางเนื้อแน่น รสชาติดี เหมาะที่จะนำมาแปรรูปบรรจุกระป๋อง<br>ด.ญ.วรฤทัย เจียวรัมย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825408/58101ac3ecbc8bf4ef835233177f52dd/inbound7326594265163704993.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:33:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695002579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2  การศึกษาเอกสารอ้างอิง             โครงงาน เรื่อง ตะไคร้หอม     </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695005902</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ตะไคร้หอม </strong><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ชื่อวิทยาศาสตร์</a>: <em>Cymbopogon nardus</em>เป็นพืชวงศ์หญ้าอายุหลายปี มีต้นกำเนิดในเขตร้อนของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2">เอเชีย</a> มีน้ำมันหอมระเหยซึ่งใช้ไล่<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%87">ยุง</a>ได้ ไม่นิยมรับประทานมีฤทธิ์ทาง<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5">อัลลีโลพาที</a>โดยสารสกัดด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A5">เอทานอล</a>จากลำต้นสามารถยับยั้งการเจริญของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2">คะน้า</a>ได้ และนอกจากนี้ ผู้ที่นำเข้าตะไคร้หอมเข้ามาใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ประเทศไทย</a> คือคุณหลวงมิตรธรรมพิทักษ์โดยนำเข้ามาจาก <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อินเดีย</a>และนำไปปลูกที่ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD.%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B8%9A">อ.สัตหีบ</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88.%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5">จ.ชลบุรี</a>เป็นที่แรก ปัจจุบันมีการนำไปปลูกทั่วประเทศ&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309427451/c756a21f96949bf57a381782c7f6b1ee/003DD466_A414_4130_9C67_CE5C5D5E3DD0.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:34:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695005902</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2. การศึกษาเอกสารอ้างอิง โครงงาน เรื่อง ขมิ้นชัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695006999</link>
         <description><![CDATA[<div>เอกสารที่เกี่ยวข้อง.<br>ขมิ้นชัน<br><br>ชื่อวิทยาศาสตร์	Curcuma longa L.<br>ชื่อพ้อง	Curcuma domestica Valeton<br>ชื่อวงศ์	ZINGIBERACEAE<br>ชื่อสามัญ	Turmeric<br>ชื่ออื่นๆ<br>ทั่วไป	ขมิ้น<br>เชียงใหม่	ขมิ้นแกง, ขมิ้นหยอก, ขมิ้นหัว<br>กะเหรี่ยง - กำแพงเพชร	ตายอ<br>กะเหรี่ยง - แม่ฮ่องสอน	สะยอ<br>ภาคกลาง, พิษณุโลก	ขมิ้นชัน<br>ภาคใต้	ขี้มิ้น, หมิ้น<br>ขมิ้นขาว<br>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์	ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-95 ซม. มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า ประกอบด้วยแง่งที่มีลักษณะต่างๆ กันคือ แง่งแม่หรือแง่งหลักจะมีลักษณะกลม ซึ่งจะเป็นที่แตกของแขนงที่สองและสามต่อไป แขนงที่แตกออกมานี้ถ้ามีลักษณะกลมจะเรียกว่า หัว และถ้ามีลักษณะยาวคล้ายนิ้วมือจะเรียกว่า นิ้ว ซึ่งเป็นที่เกิดของรากฝอย เนื้อในหัวมีสีเหลืองอมส้มหรือสีเหลืองจำปาปนสีแสด และมีกลิ่นหอม ส่วนลำต้นเหนือดินคือกาบก้านใบที่เรียงซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม<br><br>ใบ เป็นใบเดี่ยว กลางใบสีแดงคล้ำ แทงออกจากเหง้าใต้ดิน ลักษณะใบรูปใบหอกยาวเรียว ปลายใบแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. มีเส้นกลางใบเห็นได้ชัดเจนทางด้านล่างของใบ ใบเรียงแบบสลับ และอยู่กันเป็นกลุ่ม<br><br>ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอกจะเกิดบนลำต้นที่มีใบหรือโผล่ขึ้นมาจากใจกลางของกลุ่มใบ ช่อดอกมีรูปร่างแบบทรงกระบอกหรือรูปกรวย ใบประดับมีสีเขียวอ่อนๆ หรือสีขาว กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ตรงปลายช่อดอกจะมีสีชมพูอ่อน จัดเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ กลีบรองกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขน กลีบดอกมีขาว ตรงโคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาว บานครั้งละ 3-4 ดอก<br><br>ผล รูปกลมมี 3 พู<br>ประโยชน์ทางยา<br>เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน	รสฝาดหวานเอียน กลิ่นหอม มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี และในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้มที่เรียกว่า<br>เคอร์คูมิน สารสกัดด้วยเอทานอลจากเหง้าสดมีฤทธิ์.<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825600/31e70cee3b2c689cf74da5f8b458036f/inbound8793159939202000962.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:34:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695006999</guid>
      </item>
      <item>
         <title> บทที่1-บทที่2 โครงงาน เรื่องส้ม    ด.ญ.สุวพิชญ์ ยอดราช เลขที่36 ม.2/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695013529</link>
         <description><![CDATA[<div>เอกสารที่เกี่ยวข้อง<br><br>ส้ม<br>ส้มเป็นพืชมีต้น เนื้อในสีส้ม มีกลิ่นหอมใบเรียวยาวปลายแหลมดอกออกรวมกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>เสริมสร้างกระดูก รักษาโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง<br><br>สรรพคุณ<br><br>ดื่มแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า<br>ส้ม มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระมากมาย จึงช่วยในการชะลอวัย<br>ส้มมีคุณสมบัติในการช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ช่วยลดเลือนหรือชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้<br>ส้ม ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส<br>ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีไม่แห้งกร้าน<br>ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก เพราะส้มมีวิตามินซี<br>ช่วยเสริมสร้างกระดูดให้แข็งแรง ด้วยแคลเซียม และวิตามินดีจากส้ม<br>การกินส้มก็ช่วยลดสภาวะความเครียดได้เหมือนกันนะ<br>ส้มช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง<br>ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ<br>ช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน<br>ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ<br>ช่วยในการขับถ่าย เพราะส้มมีกากใยสูง<br>ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และที่กระเพาะ<br>ช่วยป้องกันการเป็นอัมพาตหากกินผลไม้ตระกูลส้มเป็นประจำ<br>สารฟลาโวนอยด์ในส้ม จะช่วยป้องกันการอักเสบและเลือดจับตัวกันเป็นก้อน<br>ในส้มมีสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยชะลอความเสื่อมเส้นผม เล็บ และผิวของคุณ และช่วยให้ผนังหลอดเลือดเส้นเลือดฝอยแข็งแรง<br>ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกายของเรา<br>ช่วยในการสมานแผลต่าง ๆ เช่น แผลไฟไหม้ หรือแผลหลังผ่าตัดให้หายดียิ่งขึ้น<br>เปลือกส้มจะมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ<br>เปลือกส้ม มีสารช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยกรองสารพิษในตับได้ด้วย<br>การเสิร์ฟเปลือกส้มคู่กับอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะช่วยในการย่อยอาหารที่มีไขมันสูงได้<br>เปลือกส้มมีฤทธิ์ในการช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้<br>เปลือกส้มที่แห้งแล้วเมื่อนำไปจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและมีคุณสมบัติในการไล่ยุง<br>ประโยชน์ของส้มจากน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มก็ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“เปลือกส้ม” หารู้ไม่ว่าเปลือกส้มที่เราทิ้งกันมีประโยชน์นานับประการ ถ้าการทำงานในทุกๆ วันทำให้คุณรู้สึกเครียดหรือเมื่อยล้าและอยากหาสิ่งที่ช่วยผ่อนคลาย เปลือกส้มช่วยท่านได้..โดยการนำเปลือกส้มมาคั้นหรือบีบเอาน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในเปลือกส้ม นำมาดมกลิ่นหรือใช้นวดตามร่างกาย ซึ่งน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนและช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้<br>“เปลือกส้ม” ประกอบด้วย ซิตรัล ( CITRAL ) เจอรานิออล&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ( GERANIOL ) และ ไลนาโลออล( LINALOOL ) ส่วนเปลือก ผลที่แห้งเมื่อนำมาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและสามารถไล่ยุงได้ดีอีกด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“เปลือกส้ม กับ ความงามบนใบหน้าสาวๆ”“เปลือกส้ม” มีคุณสมบัติช่วยทำให้สิวที่รังควานใบหน้าของสาว ๆ ยุบสลายได้อย่างดีทีเดียวเพียงแค่นำเปลือกส้มที่ไม่ใช้ไปล้างน้ำสะอาดบดให้ละเอียดๆ แล้วผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อยนำไปแต้มสิว ทิ้งไว้สัก 20 -30 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น เพียงเท่านี้สิวที่ผุดอยู่บนใบหน้าก็จะค่อยๆยุบหายไป ใบหน้าของคุณก็จะกลับมาใสปิ๊ง<br>บทที่ 1<br>บทนำ<br><br>1.ที่มาและความสำคัญของโครงงาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คนส่วนใหญ่ ให้ความสำคัญ กับการดูแลรักษาสุขภาพ&nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวพันธุ์ &nbsp;<br>เช่น เสริมสร้างกระดูก รักษาโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง&nbsp; ซึ่งเหล่านี้ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายยต่อสุขภาพ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กลุ่มของข้าเจ้าจึงได้ศึกษา ค้นคว้าน้ำส้มคั้น ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถนำ<br>มาผลิตเป็นสินค้าขายได้&nbsp; ซึ่งจากการค้นคว้าหาข้อมูลพบว่าน้ำส้มคั้น คือ การน้ำที่กินแล้วดีต่อสุภาพ &nbsp; ซึ่งเมื่อถูกคั้นออกมา กลายเป็นกลิ่น ส้มที่หอมน่ากิน เพื่อออกมา เป็นน้ำส้มคั้นทำให้ผิวหนัง ตามร่างกายเพื่อให้ผ่อนคลาย&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>2.วัตถุประสงค์ของการศึกษา&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.เพื่อน้ำส้มคั้นทำให้ผิวหนัง ตามร่างกายเพื่อให้ผ่อนคลาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เพื่อ เสริมสร้างกระดูก รักษาโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง<br>3.สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;น้ำส้มคั้นสูตรที่ 1จะมีความพึงพอใจมากกว่าสูตร 2<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สูตรที่ 1 จะมีประสิทธิภาพมากกว่า สูตร&nbsp; 2<br><br><br>4.ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.1 กรอบของการศึษา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาโครงงานในครั้งนี้ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับน้ำส้มคั้น เพื่อความพึงพอใจในการดื่มน้ำส้มคั้น รักษาอาการปวดเมื่อย<br>5.ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>&nbsp; - เพื่อคลายกล้ามเนื้อ ให้หายจากอาการเมื่อยล้า<br>&nbsp; - เพื่อให้โลหิตไหลเวียน ทั่วสรรพางค์กายได้สะดวกดีขึ้น<br>&nbsp;- บรรเทาและเสริมสร้างกระดูก รักษาโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง<br>&nbsp;- ลดไขมันและละลายไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย<br>&nbsp;- เพื่อคลายเครียด สบายเนื้อสบายตัว<br>&nbsp;- เพื่อสร้างสมดุลให้แก่สุขภาพของตนเองแม้ว่าจะไม่เจ็บป่วย หรือมมีโรคภัยใดๆ ก็ตาม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825567/ee8b9c2b55aa5c60c34ee0f24d027ffb/inbound407402377068681607.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:37:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695013529</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 เอกสารอ้างอิง เรื่องตะไคร้ ของเด็กหญิงสุชาดา ดวงงาม เลขที่35</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695034392</link>
         <description><![CDATA[<div>คนสมัยโบราณมีวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วย ครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกธาตุผิดปกติ ด้วยการนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หรือปรุงอาหารด้วยพืชพรรณที่มีสรรพคุณเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อป้องกันโรคภัย หนึ่งในพืชผักสารพัดประโยชน์ที่ปลูกกันทุกครัวเรือน คือ “ตะไคร้” นอกจากนำมาทำเมนูต้มยำแล้ว ทราบหรือไม่ว่าประโยชน์ของตะไคร้มีมากกว่าที่คิดคนสมัยโบราณมีวิธีการรักษาอาการเจ็บป่วย ครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกธาตุผิดปกติ ด้วยการนำสมุนไพรมาใช้เป็นยา หรือปรุงอาหารด้วยพืชพรรณที่มีสรรพคุณเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เพื่อป้องกันโรคภัย หนึ่งในพืชผักสารพัดประโยชน์ที่ปลูกกันทุกครัวเรือน คือ “ตะไคร้” นอกจากนำมาทำเมนูต้มยำแล้ว ทราบหรือไม่ว่าประโยชน์ของตะไคร้มีมากกว่าที่คิดภาคเหนือ เรียกว่า จะไคร้ (แม่ฮ่องสอน เรียกว่า คาหอม, เงี้ยว, ห่อวอตะไป่)<br>ภาคใต้ เรียกว่า ไคร&nbsp;<br>ประโยชน์ของตะไคร้ประโยชน์ของตะไคร้ ใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร เพราะมีเกลือแร่จำเป็นหลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามิน นำตะไคร้มาสกัดกลั่นกลิ่นใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย รวมถึงตะไคร้หอมมีคุณสมบัติกันยุงได้ด้วย สรรพคุณทางยาของตะไคร้ ช่วยแก้อาการต่างๆ ดังนี้<br><br>สรรพคุณของตะไคร้<br>รากตะไคร้<br><br>สรรพคุณของรากตะไคร้ ช่วยบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว แก้ปวดกระเพาะ รวมถึงรักษากลากเกลื้อนได้อีกด้วย<br><br>ลำต้นตะไคร้<br>สรรพคุณของลำต้นตะไคร้นำมาใช้แก้ปวด จากการปวดข้อและฟกช้ำ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมถึงช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย แก้ท้องอืด แก้จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ วิธีใช้คือรับประทานสด หรือผึ่งแห้งแล้วนำมาใช้ต้มดื่ม<br>ใบตะไคร้<br>สรรพคุณของใบตะไคร้ช่วยลดความดันโลหิตสูง นำมาใช้สกัดทำน้ำมันหอมระเหย<br><br>แม้ว่าตะไคร้จะเป็นพืชที่ใช้ประกอบอาหาร แต่ก็มีสรรพคุณทางสมุนไพร หากคุณต้องการใช้ตะไคร้แห้งเพื่อมาต้มน้ำดื่มเป็นยา เว็บไซต์โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ได้อธิบายวิธีและปริมาณการใช้ประโยชน์ตะไคร้ ไว้ดังนี้<br><br>ใช้ตะไคร้แก้อาการท้องอืด จุกเสียด<br><br>อาการปวดท้องที่มาจากการแน่นท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ ใช้ตะไคร้แก่ทุบแหลก 1 กำมือ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309480938/7570f5b5f00c5b89b37dde60f74ad820/inbound3133764528516432876.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:44:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695034392</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่1 บทนำ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695035249</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มาเเละความสำคัญของโครงงาน<br>ปัจจุบันถ้าจะกล่าวถึงสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค สัตว์อันดับต้นๆที่คิดคงไม่พ้นยุง เนื่องจากยุงเป็นพาหะนำโรคร้ายต่างๆที่คร่าชีวิตคนเป็นจำนวนมาก ยุงเป็นพาหะนาโรคหลายชนิดที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ เช่น โรคไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย โรคเท้าช้าง เป็นต้น</div><div>จึงมีผู้คิดทำตัวยาเพื่อกำจัด และป้องกันยุงขึ้นมาหลายชนิด เช่น ครีมทากันยุง ยาจุดกันยุง ยาฉีดกันยุง น้ามันไล่ยุง เป็นต้น แต่ยากันยุงเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เพราะมีสารที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ซึ่งทาให้ผู้ใช้บางคนเกิดอาการแพ้ ผู้จัดทำโครงงานได้พบว่ามีชาวบ้านในท้องถิ่นได้นำใบตะไคร้หอมนำมาทุบแล้วนำมาวางไว้ใกล้ตัว พบว่าสามารถไล่ยุงได้ จากการค้นคว้า ตะไคร้หอมเป็นสมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้ โดยใบตะไคร้หอม จะมีน้ามันหอมระเหยสกัดสามารถใช้ไล่แมลงได้ เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอม มาทดสอบกับยุงที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย ไข้เลือดออก และเท้าช้าง พบว่ามีผลป้องกันยุงกัดได้นาน 8-10 ชม.</div><div>ดังนั้น ทางกลุ่มจึงมีความคิดที่จะทาการศึกษา ค้นคว้า โดยนาตะไคร้หอมมาใช้ในรูปผลิตภัณฑ์เทียนไข โดยให้มีส่วนผสมของใบตะไคร้และน้าตะไคร้ซึ่งจะได้เทียนที่มีประสิทธิภาพในการไล่ยุง และ หมดปัญหาการแพ้สารเคมีได้</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;วัตถุประสงค์ของโครงงาน</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษาประโยชน์ของตะไคร้</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษาโรคที่ยุงเป็นพาหะ</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษาว่าตะไคร้ไล่ยุงได้จริงหรือไม่</div><div>-&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อศึกษาลักษณะของตะไคร้</div><div>&nbsp;</div><div>สมมุติฐาน</div><div>น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้หอมสามารถไล่ยุงได้จริงหรือไม่</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;ตัวแปรที่ศึกษา</div><div>ตัวแปรต้น ตะไคร้หอม</div><div>ตัวแปรตาม ความสามารถในการไล่ยุง</div><div>ตัวแปรควบคุม ปริมาณตะไคร้หอม จำนวนยุง จำนวนเวลา</div><div>&nbsp;ขอบเขตของการศึกษา</div><div>ประโยชน์ของตะไคร้</div><div>โรคที่ยุงเป็นพาหะ</div><div>ลักษณะของตะไคร้</div><div>&nbsp;</div><div>ประโยชน์ที่ได้จากโครงงาน&nbsp;</div><div>ตระหนักถึงคุณค่าของพรรณพืช สามารถใช้พืชให้เป็นประโยชน์</div><div>ประหยัดค่าใช้จ่ายในการไล่ยุง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีความปลอดภัย และหมดปัญหาจากการแพ้สารเคมี เพราะใช้วัสดุธรรมชาติจากตะไคร้หอม</div><div>รู้จักการนำพืชสมุนไพรมาใช้ได้ตรงกับความต้องการ</div><div>สามารถนาความรู้ไปต่อยอดได้อีกในเวลาต่อไป</div><div>ทราบถึงประโยชน์ของตะไคร้</div><div>ทราบถึงโรคที่ยุงเป็นพาหะ</div><div>ทราบถึงลักษณะของตะไคร้</div><div><br>บทที่2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง<br>ด.ญ.สาวิตรี กรงเเก้ว เลขที่ 34 ม.2/7<br>ตะไคร้<br>ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ)&nbsp;<br>ไคร (ภาคใต้)&nbsp;<br>คาหอม (แม่ฮ่องสอน)<br>&nbsp;เชิดเกรย ,เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์),<br>&nbsp;ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)<br>&nbsp;เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต<br>&nbsp;ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม<br>&nbsp;ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหารและจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย<br><br>ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย และในทวีปอเมริกาใต้<br><br></div><div><br>ลักษณะโดยทั่วไป<br><br></div><div>โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้หางนาค ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางสิงห์ ตะไคร้หอมเป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหยที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป<br><br></div><div>สรรพคุณ<br><br></div><div>ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้<br>เจริญอาหาร แก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียร ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ จะช่วยกันแมลงได้<br><br></div><div><br></div><div><br>วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่ม<br><br></div><div>นำต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสชาติหวานปานกลาง พอเย็นลงเก็บใส่ตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มเหล้าได้น้อยลง และทำให้เจริญอาหารชาตะไคร้ แก้ปวดกระดูก , ปวดหลัง , ปวดแข้งปวดขา , ป้องกันโรคกระดูกผุ , นั่งดูหนังสือแล้วตาลาย ลุกขึ้นแล้วหน้ามืด , ป้องกันโรคไต , เบาหวาน , คอเรสเตอรอล<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825693/533b9da21f2cb2ddb7ad74f5052f8e1e/inbound845233665319915180.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:44:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695035249</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่1บทนำ-บทที่2เอกสารที่เกี่ยวข้อง ด.ญ.ณัฐนันท์ รัตนบุรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695038528</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่&nbsp; 1<br>บทนำ<br><br>ที่มาและความสำคัญของโครงงาน<br>	เนื่องจากขยะสามารถนำมารีไซเคิลด้หลายอย่าง และยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศ&nbsp; เราจึงคิดนำขยะมารีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ และสามารถทำเองได้<br><br>วัตถุประสงค์ของการการศึกษา<br>	1.&nbsp; เพื่อนำขยะมารีไซเคิลใหม่<br>	2.&nbsp; เพื่อต้องการลดโลกร้อนลดขยะในประเทศ<br><br>สมมติฐานการศึกษา<br>	สามารถนำขยะมารีไซเคิลเป็นของใช้ได้และประหยัดงบ<br><br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์<br>	2.ได้รับประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฝึกสมาธิและความอดทนเพื่อให้เราจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อหารายได้เสริมได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5.มีผลดีต่อสังคมไทยและประเทศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6.ลดโลกร้อน&nbsp;<br>บทที่2<br>ขยะรีไซเคิลในชีวิตประจำวัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัญหาขยะนับเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่เราต้องเผชิญในยุคปัจจุบัน ในแต่ละวันมีของเหลือทิ้งเหลือใช้ที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมากจนดูประหนึ่งว่าสักวันอาจจะเกิดการขยะล้นโลกก็เป็นได้ ในแต่ละประเทศมีขั้นตอนในการกำจัดขยะที่แตกต่างกันบ้างฝังกลบ บ้างเผากำจัด ซึ่งแต่ละวิธีก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันได้แทบทั้งสิ้น ยิ่งในขยะที่มีสารพิษปลอมปนอยู่อาจจะถึงขั้นไปเช่าพื้นที่ในประเทศด้อยพัฒนาเพื่อฝังกลบขยะกันเลยทีเดียว&nbsp; ขยะบ้างประเภทก็สร้างปัญหาให้มนุษย์และโลกในระยะยาวเพราะไม่สามารถย่อยสลายลงได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วแต่ต้องใช้เวลานานนับร้อยนับพันปีเพื่อการย่อยสลายเช่นพวกพลาสติกต่างๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จนกระทั่ง แนวคิดเกี่ยวกับการรีไซเคิล (Recycle)&nbsp; และหรือรียูส (Reuse) ได้เกิดขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกในการลดขยะ หรือสิ่งเหลือใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะไม่ลดไปถึงขั้นที่ทำให้การกำจัดขยะเป็นไปได้อย่างมีเด็ดขาดแต่แนวคิดนี้ก็ช่วยส่งเสริมให้เกิดขยะใหม่ลดจำนวนลงได้มากทีเดียว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระแสการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่าเกี่ยวกับการรีไซเคิล-รียูส ตื่นตัวอย่างเต็มที่พร้อมๆกับเรื่องราวของความน่าสะพรึงกลัวของสภาวะโลกร้อน ซึ่งต้นตอปัญหามาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั้นเอง ดังนั้นน่าจะเป็นเรื่องที่ถูกสำหรับทางออกของสภาวะโลกร้อน ที่เหตุประการแรกคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของตัวเราเอง หลายสิ่งหลายอย่างที่เรากินใช้อยู่ในชีวิตประจำวันเราสามารถใช้ให้มีคุณค่ามากกว่าพฤติกรรมเดิมๆทั้งขวดน้ำพลาสติก&nbsp; กล่องนม บรรจุภัณฑ์ต่างๆ&nbsp; สามารถนำมารีไซเคิลได้แทบทั้งสิ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รีไซเคิล (Recycle)&nbsp; เป็นการนำเศษวัสดุของเหลือกินเหลือใช้มาแปรรูปใหม่เพื่อนำกลับมาใช้งานอีกครั้งเป็นการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะเป็นขยะ โดยนำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ และนำกลับมาใช้ใหม่ส่วนนิยามของคำว่ารียูส(Reuse)นั้นหมายถึง การนำกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ผ่านกระบวนการแปรสภาพใดๆทั้งสิ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้นทั้งสองวิธีการจึงเป็นกระบวนการที่คล้ายคลึงกันและมีเป้าหมายอย่างเดียวกันคือการใช้ทรัพยากรอย่างรู้ค่า ใช้อย่างมีความคิด&nbsp; ในขั้นตอนกระบวนการการรีไซเคิลอาจจะยุ่งยากกว่าในทางกระบวนการที่ต้องมีการปรับปรุงพัฒนา และในวัสดุบางประเภทอาจจะต้องอาศัยงานโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่การรียูสนั้นเราสามารถทำได้เองไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรื่องการรีไซเคิลหรือรียูสในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่บางครั้งอาจจะหลงลืมกันไปบ้างเพราะความเร่งรีบและวิถีชีวิตที่รักความสะดวกสบายกันจนเคยตัว เรามาลองดูวิธีการต่างๆเพื่อเตือนความจำ กันสักหน่อยว่าของเหลือใช้เหล่านี้เราสามารถนำมันไปใช้อะไรได้บ้าง&nbsp; ซึ่งในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ตื่นเช้าจนถึงเข้านอน เราต้องเกี่ยวพันกับของกินของใช้มากมาย ชีวิตของเรายึดโยงอยู่กับสิ่งของเหล่านี้ ในทุกๆวันมีของเหลือใช้ที่ตกเป็นอันไร้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก เราในฐานะที่เป็นส่วนย่อยที่สุดของสังคม ถือเป็นกลไกหลักในการอนุรักษ์โลกซึ่งหากเราตั้งใจทำกันอย่างจริงจังก็จะสามารถลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและลดปัญหาขยะลงได้มากทีเดียว<br>&nbsp; กระดาษ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างแรกสุดคือกระดาษไม่ว่าจะเป็นคนวัยเรียนวัยทำงาน ก็ต้องใช้กระดาษกันทั้งนั้นบ้างพิมพ์รายงานส่งอาจารย์หรือต้องทำรายงานส่งหัวหน้า หรือแม้กระทั่งคนที่อยู่กับบ้านชีวิตก็ยังคงต้องเกี่ยวพันกับการใช้กระดาษในรูปแบบต่างๆ ทั้งการอ่านหนังสือพิมพ์-นิตยสาร หรือกล่องบรรจุภัณฑ์ของสินค้าประเภทต่างๆ ซองจดหมาย ใบปลิว ใบโฆษณา จิปาถะล้วนแต่ทำมาจากกระดาษโดยส่วนใหญ่เศษกระดาษเหล่านี้เมื่อไม่ได้ใช้งานเราก็ทิ้งมันไปอย่างไม่แยแส<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เราสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้กระดาษได้ง่ายๆ โดยใช้กระดาษให้คุ้มค่าที่สุด ในกรณีกระดาษที่มีพื้นที่ในการใช้งานเหลือก็สามารถเก็บไว้ใช้เป็นกระดาษทด หรือนำไปปริ๊นซ์งานที่ไม่เป็นทางการมากนัก การใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าจะทำให้เราไม่ต้องตัดต้นไม้จำนวนมากในแต่ละปีเพื่อนำมาผลิตเยื่อกระดาษ แม้กระทั่งกระดาษทิชชูที่ไปไหนมาต้องต้องพกติดตัวกันเสมอก็ลองเปลี่ยนมาพกผ้าเช็ดหน้าแทนเผื่อมุขผ้าเช็ดหน้าหล่นจะกลับมาใช้ได้ใหม่ในยุคปัจจุบันนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การรีไซเคิลกระดาษเพื่อนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษใหม่นั้นสามารถทำได้โดยการกำจัดหมึกที่ปนเปื้อนออกไปแล้วจึงนำไปผลิตเป็นเยื่อกระดาษใหม่ ซึ่งจำต้องอาศัยต้นทุนและเยื่อกระดาษที่ได้ก็มีคุณภาพที่ลดลง<br>อะลูมิเนียม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พวกเครื่องดื่มกระป๋องต่างๆหรือ อาหารกระป๋องที่ส่วนใหญ่จะผลิตจากอลูมิเนียม ขยะชนิดนี้ก็สามารถนำมารีไซเคิลได้ โดยปรกติแล้วขยะอลูมิเนียมหรือพวกอาหารกระป๋องพวกนี้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ใหม่ตลอดโดยจะนำไปบดเป็นชิ้นเล็กๆก่อนจะนำกลับมาผลิตเป็นกระป๋องสำหรับบรรจุอาหารใช้ใหม่อีกครั้ง&nbsp; หรือจะนำไปผลิตเป็นขาเทียมตามที่เราเห็นกันอยู่ในโฆษณาจากหน้าจอทีวีก็ได้<br>พลาสติก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นขยะอีกประเภทหนึ่งที่มักจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราเสมอๆ อย่างเช่นขวดน้ำดื่ม หรือเครื่องดื่มที่บรรจุขวดพลาสติก&nbsp; ถุงพลาสติก ขยะพวกพลาสติกสามารถนำมารีไซเคิลได้ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของพลาสติกด้วยว่าจะสามารถนำไปรีไซเคิลใช้งานในรูปแบบไหน<br>แก้ว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขยะพวกนี้ เช่น ขวดเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ภาชนะจากแก้ว ขยะจากแก้วสามารถนำมารีไซเคิลได้โดยไม่ทำให้คุณสมบัติพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไป ยังสามารถคงคุณภาพเดิมไว้ได้ ผิดกับพวกพลาสติกที่เมื่อผ่านกระบวนการรีไซเคิลแล้วคุณสมบัติการใช้งานจะลดลง&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แต่หากเราต้องการขยะจากผลิตภัณฑ์จากแก้วเพื่อปรับใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของเราเองโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อนำไปผลิตใหม่ให้ยุ่งยากซึ่งออกจะดูเป็นเรื่องไกลตัวไปสำหรับเราผู้ใช้งาน เราก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายทางซึ่งขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละคน แต่เท่าทีเห็นมา ในพวกขวดกาแฟสามารถนำมาใส่ พวกเครื่องปรุงในครัวเรือนได้ เช่น น้ำตาล เกลือ ผงชูรสต่างๆ ผงซักฟอกหรือจะเอามาทำเป็นกระถางต้นไม้ไว้ปลูกดูเล่นก็ได้เช่นกัน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การใช้น้ำอย่างรู้ค่าน้ำที่เหลือจากการล้างจานในน้ำสุดท้ายที่ไม่มีสารเคมีตกค้างมากนักสามารถ นำมา ใช้รดน้ำต้นไม้ได้ หรือในวันฝนตก ลองหาตุ่มเล็กๆหรือกะละมังมารองน้ำฝนดูในชนบทยังมีบางทีบางแห่งที่ ยังนิยมดื่มน้ำฝนกันอยู่ ในขณะที่เขตอุตสาหกรรมไม่สามารถนำน้ำฝนมาบริโภคได้เนื่องจากอาจจะมีสารตกค้างจากชั้นบรรยากาศ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การสร้างอุปนิสัยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าตามความจำเป็นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ ไฟดวงไหนไม่ใช้งาน โทรทัศน์วิทยุที่ไม่ได้ดูได้ฟังก็ปิดนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้วค่าไฟก็ลดลงด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แต่หากใครขี้เกียจยุ่งยากเกี่ยวกับขยะอยากใช้แล้วทิ้งไปเก็บไว้ก็รกบ้านลองทำการแยกขยะดูเพราะการแยกขยะจะสามารถช่วยได้มากในขบวนการรีไซเคิลการแยกขยะที่เป็นระเบียบเรียบร้อยจะทำให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแยกขยะใหม่อีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้วการแยกขยะในบ้านเราดูเหมือนจะยังไม่ใส่ใจกันเท่าทีควร ทั้งภาครัฐและในประชาชนเอง มิหนำซ้ำบางทีพนักงานของกทม.ก็จับยัดรวมลงถุงเดียวกันอยู่ดี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อีกวิธีที่ถือว่าเป็นทางออกสำหรับขยะรีไซเคิลคือการเก็บไว้ขายให้กับพวกบรรดาซาเล้งที่รับซื้อก็น่าจะสร้างรายได้เสริมได้ดีพอสมควร ใครจะคิดว่าในปัจจุบันนี้ ขยะต่างๆเหล่านี้กลับกลายเป็นของมีราคา โดยมีมูลค่ารวมของของเหลือใช้จำพวกขวดพลาสติกอลูมิเนียมเหล่านี้รวมกันแล้วกว่า หลักพันล้านบาทต่อปี จึงไม่น่าแปลกใจที่มีร้านรับชื้อของเก่ารีไซเคิลมีอยู่มากมายทั่วมุมเมือง เมื่อซาเล้งนำไปขายให้กับร้านที่รับซื้อ พ่อค้าที่รับซื้อก็จะนำไปขายให้โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งจะเอาไปรีไซเคิลเพื่อนำมาใช้ใหม่อีกทีอยู่ดีขยะไม่ใช่ของไร้ค่าโดยสิ้นเชิงอีกต่อไป สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้หลากหลายรูปแบบแล้วแต่ไอเดียของแต่ละคน&nbsp; หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถนำไปขายได้ราคาดี เฉพาะในกรุงเทพฯ ในแต่ละวันมีขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ถึง 9,500 ตันเลยทีเดียว ทั้งนี้มีการนำกลับมาขายให้ร้านรับซื้อของเก่าเพียงแค่วันละ 4,060 ตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 19.6 ล้านบาทเลยทีเดียวในขณะที อีกเกือบ 5,500 ตันก็ถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ และเข้าสู่กระบวนการกำจัดขยะที่ต้องเสียทั้งงบประมาณในการกำจัดและก่อในเกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เรื่องเหล่านี่ มันเป็นเรื่องที่เราพบเจออยู่ทุกวัน และเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า สิ่งต่างๆสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกแต่บ้างครั้งเราอาจจะหลงลืม และไม่ได้ใส่ใจเท่าทีควรจึงทำให้ปริมาณขยะต่างๆ และการอุปโภคปริโภคของเรายังคงเต็มไปด้วยต้นทุนที่เราต้องจ่ายจากสิ่งแวดล้อม แม้มันอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบที่เลวร้ายในคนรุ่นเราแต่ใครจะรู้ในระยะยาวมันอาจจะส่งผลกระทบที่หนักหนาสาหัสกว่านี้หลายเท่านักอย่างกรณีของน้ำฝนที่ไม่สามารถใช้อุปโภคได้อีกต่อไปแล้วในเขตอุตสาหกรรมเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การรีไซเคิล-รียูสถือเป็นการกระตุกกระตุ้นจิตสำนักในการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในธรรมชาติโดยถ้อยทีถ้อยอาศัยและเราในฐานะของปัจเจกชนผู้เป็นส่วนย่อยที่สุดในสังคมถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มที่สำคัญของกระบวนการ เริ่มกันเสียตั้งแต่วันนี้ แล้วจะรู้ว่ามนุษย์เราสามารถทำได้มากกว่าการใช้แล้วทิ้ง&nbsp; ด.ญ.ณัฐนันท์ รัตนบุรี เลขที่18ม.2/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299846272/1c0d72fabef20cde429b078120779946/Screenshot_20210825_094331_1.png" />
         <pubDate>2021-08-25 02:45:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695038528</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Staph ชื่อท้องถิ่น จะไคร (ภาคเหนือ) ไคร (ภาคใต้) คาหอม (แม่ฮ่องสอน) เชิดเกรย ,เหลอะเกรย(เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหารและจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วยตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย และในทวีปอเมริกาใต้ลักษณะโดยทั่วไปโดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้หางนาค ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางสิงห์ ตะไคร้หอมเป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ำมันหอมระเหยที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไปสรรพคุณใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียร ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆ ช่วยให้สร่างเร็ว น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่นๆ จะช่วยกันแมลงได้วิธีทำน้ำตะไคร้ไว้ดื่มนำต้นตะไคร้มาทุบแล้วใส่ลงไปต้มในน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอจนน้ำเปลี่ยนสีให้ยกลง เอากากออกแล้วเอาน้ำตาลใส่ ชิมดูรสชาติหวานปานกลาง พอเย็นลงเก็บใส่ตู้เย็น แก้กระหาย ใช้ดื่มก่อนดื่มเหล้าจะทำให้ดื่มเหล้าได้น้อยลง และทำให้เจริญอาหารชาตะไคร้ แก้ปวดกระดูก , ปวดหลัง , ปวดแข้งปวดขา , ป้องกันโรคกระดูกผุ , นั่งดูหนังสือแล้วตาลาย ลุกขึ้นแล้วหน้ามืด , ป้องกันโรคไต , เบาหวาน , คอเรสเตอรอล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695047560</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.ป​วริ​ศา​ เรือง​พูน​ ม.2/7 เลขที่​22​</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825424/9eec8ab7378b01b9d9f5845279219ae7/inbound6833250441087001222.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:48:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695047560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่1บทนำ-บทที่2การศึกษาเอกสารอ้างอิง โครงงาน เรื่องแอปเปิ้ลของด.ญ.สาริกา สุขเงิน เลขที่33ม.2/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695048380</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.สาริกา สุขเงิน เลขที่33 ม.2/7<br>บทที่ 1&nbsp;<br>บทนำ<br>1)ที่มาและความของโครงงาน<br>แอปเปิ้ล นับเป็นผลไม้อีกชนิดที่ผู้คนทุกวัยนิยมรับประทานอย่างแพร่หลาย นอกจากจะนำมาแปรรูปได้หลากหลาย หารับประทานได้ง่าย รสชาติอร่อยแล้ว ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เชื่อว่าดีต่อร่างกายหลายอย่าง ไม่ว่าจะช่วยดูแลอาการท้องร่วงหรือท้องผูก ลดขนาดก้อนนิ่ว ป้องกันโรคมะเร็ง หรืออุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงร่างกาย&nbsp;<br>2)วัตถุประสงค์ของการศึกษา<br>1.ศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของแอปเปิ้ลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย<br>2.ช่วยลดประมาณแอปเปิ้ลที่มีเกินความต้องการของตลาด<br>3)สมมติฐานของการศึกษา<br>แอปเปิ้ลสามารถกินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้มากขึ้น<br>4)ประโยชน์ที่ได้รับ<br>1.แอปเปิ้ลมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยในการชะลอวัย<br>2.แอปเปิ้ลเหมาะกับการเป็นอาหารที่ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดความอยากอาหารลง แม้แอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลแต่ร่างกายก็สามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 10 นาที<br>3.ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด หากรับประทานเป็นประจำวันละ 2-3 ผล<br>4.เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะแอปเปิ้ลมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในปริมาณสูงที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย<br>เป็นอาหารที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยภาวะเลือดเป็นกรด ไขข้อรูมาติก โรคเกาต์ ดีซ่าน<br>5.แอปเปิ้ลก็มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดฝ้าได้<br>6.ช่วยในการลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย<br>7.ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้<br>8.ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้โดยตรง<br>9.ช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน<br>10.ช่วยเสริมสร้างใยอาหารให้แก่ร่างกาย<br><br><br>บทที่2<br>เอกสารอ้างอิง<br>แอปเปิ้ล Apple</div><div>1)ชื่อวิทยาศาสตร์ Malus domestica<br>2)วงศ์ Rosaceae<br>3)ถิ่นกำเนิด แถบประเทศอิหร่าน<br>แอปเปิ้ล (Apple) เป็นจัดไม้ผลเมืองหนาวที่นิยมรับประทานกันทั่วโลก ด้วยผลขนาดพอเหมาะ ผลมีสีสันสวยงาม เปลือกผลบาง เนื้อผลกรอบ ให้รสหวานหรือหวานอมอมเปรี้ยว นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด และแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ แยม เยลลี่ เป็นต้น<br>4)สรรพคุณแอปเปิ้ล<br>ผลแอปเปิ้ลมีวิตามิน และกรดอินทรีย์หลายชนิดที่สามารถออกฤทธิ์ทางยาได้ อาทิ<br>ผล<br>– ป้องกันโรคมะเร็ง<br>– ช่วยให้ผิวพรรณดูขาว และเปล่งปลั่งขึ้น<br>– เปลือกที่ฝานจากผลนำมาวางทับบนใบหน้า สำหรับช่วยลดขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมให้หลุดออกได้ง่าย และยังช่วยลดกระฝ้าได้ด้วย<br>– ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบการยืดหด และการคล้ายตัวของกล้ามเนื้อให้เป็นปกติ<br>– แก้อาการมึนชา อาการเชื่องซึม ช่วยให้ระบบประสาทสัมผัสต่างๆมีความตื่นตัว<br>– ช่วยลดอาการหงุดหงิด และช่วยผ่อนคลายความเครียด<br>– ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกาย<br>– ช่วยลดไขมันสะสม ช่วยให้ร่างกายได้สัดส่วน<br>– กระตุ้น และเสริมภูมิคุ้มกัน<br>– ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ช่วยป้องกัน และบรรเทาอาการโรคเบาหวาน<br>– ช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยให้เจริญอาหาร<br>– ป้องกันเลือดแอปเปิ้้ลออกตามไรฟัน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299829194/201477a7e36f60374548216cd55c61c6/inbound2122002964.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:49:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695048380</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 การศึกษาเอกสารอ้างอิงเรื่องโหระพาชื่อวิทยาศาสตร์ :   Ocimum basilicum  L.ชื่อสามัญ :   Sweet Basilวงศ์ :   Labiataeชื่ออื่น :  ห่อกวยซวย ห่อวอซุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมขาว (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นมีขนาดเล็ก มีลักษณะหรือลักษณะพิเศษของโหระพาดังนี้ เป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู มีลักษณะลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและเป็นพุ่ม ลำต้นจะแตกแขนงได้มากมาย กิ่งก้านมีสีม่วงแดง มีขนอ่อนๆ ที่ผิวลำต้น ใบมีรูปร่างแบบรูปไข่ปกติจะยาวไม่เกิน ๒ นิ้ว ใบจะเรียงตัวแบบตรงกันข้ามกัน ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ใบมีสีเขียวอมม่วงและมีก้านใบยาว ดอกโหระพา ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงจะออกเป็นช่อคล้ายฉัตรที่ยอด ดอกมีทั้งสีม่วง แดงอ่อน และสีขาว ในแต่ละดอกจะมีเกสรตัวผู้ ๔ อัน รังไข่แต่ละอันจะมีสีม่วง เมล็ดมีสีดำมีกลิ่นหอมทั้งต้นส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น เมล็ด และรากทั้งต้น - เก็บเมื่อเริ่มเข้าฤดูหนาว ขณะเจริญเต็มที่ มีดอกและผลล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนตาแห้งเก็บไว้ใช้เมล็ด - นำต้นไปเคาะ แยกเอาเมล็ดตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ระวังไม่ให้ถูกน้ำเพราะจะจับกันเป็นก้อน)ราก - ใช้รากสด หรือตากแห้ง เก็บไว้ใช้สรรพคุณ :ทั้งต้น - รสฉุน สุขุม ขับลม ทำให้เจริญอาหาร- แก้ปวดหัว หวัด ปวดกระเพาะอาหาร- จุกเสียดแน่น ท้องเสีย-  ประจำเดือนผิดปกติ- ฟกช้ำจากหกล้ม หรือกระทบกระแทก งูกัด-  ผดผื่นคัน มีน้ำเหลืองเมล็ด- รสชุ่ม เย็น สุขุม ถูกน้ำจะพองตัวเป็นเมือก- ใช้แก้ตาแดง มีขี้ตามาก ต้อตา- ใช้เป็นยาระบาย (ใช้เมล็ด 4-12 กรัม แช่น้ำเย็นจนพอง ผสมน้ำหวาน เติมน้ำแข็งรับประทาน)ราก - แก้เด็กเป็นแผล มีหนองเรื้อรังวิธีและปริมาณที่ใช้ทั้งต้น - แห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใช้สดคั้นเอาน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้าง หรือเผาเป็นเถ้า บดเป็นผง ผสมทาเมล็ด - แห้ง 2.5-5 กรัม ต้มน้ำหรือแช่น้ำดื่ม ใช้ภายนอก บดเป็นผงแต้มทาราก - เผา เป็นเถ้าพอกใบ- ใช้ใบคั้นเอาน้ำ 2-4 กรัม ผสมน้ำผึ้ง จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบ- ใช้สำลีก้อนเล็กๆ ชุบน้ำคั้นจากใบอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695049282</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ช.ธวัชชัย ไชยทอง   ม.2/7  เลขที่8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299827661/782211f88d7a7d7258d0c451b0abf112/inbound2350783232272506246.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 02:49:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695049282</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่1บทนำ-บทที่2เอกสารที่เกี่ยวข้อง ด.ญ.วิลาสินี มาดหมาย เลขที่32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695082872</link>
         <description><![CDATA[<div>บทที่&nbsp; 1<br>บทนำ<br><br>ที่มาและความสำคัญของโครงงาน<br>	เนื่องจากว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรที่หาง่ายในบ้าน&nbsp; และยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย&nbsp; เราจึงคิดนำว่านหางจระเข้มาทำเป็นสมุนไพรรักษษาสิว ที่ง่ายต่อการใช้งาน และสามารถทำเองได้<br><br>วัตถุประสงค์ของการการศึกษา<br>	1.&nbsp; เพื่อแปรรูปสมุนไพรให้ง่ายต่อการรักษา<br>	2.&nbsp; เพื่อศึกษาวิธีทำสมุนไพรรักษาสิวง่ายๆ&nbsp; จากสมุนไพรใกล้ตัว<br><br>สมมติฐานการศึกษา<br>	สามารถนำว่านหางจระเข้มาแปรรูปดป็นยารักษาสิวเพื่อให้ง่ายต่อการรักษาและประหยัดงบ<br><br>ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์<br>	2.ได้รับประโยชน์จากว่านหางจระเข้ เช่น สิวหาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ฝึกสมาธิและความอดทนเพื่อให้เราจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.สามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อหารายได้เสริมได้<br><br>บทที่2<br>สมุนไพร​รักษา​สิวจากว่านหางจระเข้​<br>สูตรรักษาสิวคือ ว่านหางจระเข้ + น้ำผึ้ง + ไข่ขาว<br><br>วิธีผสม เริ่มแรก ให้เรานำเอาไข่ขาว 1 ฟองมาแยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกัน เพราะเราจะใช้แค่เพียงไข่ขาวอย่างเดียว จากนั้นก็เติมน้ำผึ้งลงไปในถ้วยที่เราได้แยกไข่ขาวเอาไว้ประมาณ 2 ช้อนชา และใส่วุ้นว่านหางจระเข้อีกประมาณ ¼ ถ้วยตวง ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน<br><br>วิธีใช้ ให้สาวๆ ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นก็นำเอาส่วนผสมที่เตรียมเอาไว้มาพวกให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เสร็จแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น สูตรว่านหางจระเข้รักษาสิวสูตรนี้จะช่วยให้ใบหน้าขาวใส ขจัดความมันได้ อีกทั้งก็ยังช่วยลดสิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี<br><br>ด.ญ.วิลาสินี มาดหมาย เลขที่32&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299832288/6b644f417b0c857be0142fe1c6b6dcd4/inbound5861992682023995480.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 03:02:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695082872</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่ 2 การศึกษาว่านหางจระเข้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695091191</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ว่านหางจระเข้<br><br><br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C">การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์</a><br>อาณาจักร: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Plant">Plantae</a><br>หมวด: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Flowering_plant">Magnoliophyta</a><br>ชั้น: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Monocotyledon">Liliopsida</a><br>อันดับ: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Asparagales">Asparagales</a><br>วงศ์: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Asphodelaceae&amp;action=edit&amp;redlink=1">Asphodelaceae</a><br>สกุล: | <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Aloe&amp;action=edit&amp;redlink=1"><em>Aloe</em></a><br>สปีชีส์: | <strong><em>A.&nbsp; vera</em></strong><br><br><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1">ชื่อทวินาม</a><br><strong>Aloe vera</strong><br>(<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Carolus_Linnaeus">L.</a>) <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Nicolaas_Laurens_Burman&amp;action=edit&amp;redlink=1">Burm.f.</a></div><div><strong><br>ว่านหางจระเข้</strong> เป็นต้นพืชที่มีเนื้ออิ่มอวบ จัดอยู่ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1&amp;action=edit&amp;redlink=1">ตระกูลลิเลียม</a> (Lilium) แหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A">คาบสมุทรอาหรับ</a> สายพันธุ์ของว่านหางจระเข้มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีทั้งพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มากจนไปถึงพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตร ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายกับเข็ม เนื้อหนา และเนื้อในมีน้ำเมือกเหนียว ว่านหางจระเข้ผลิดอกในช่วงฤดูหนาว ดอกจะมีสีแตกต่างกัน เช่น เหลือง ขาว และแดง เป็นต้น<br><br></div><div><br>คำว่า "อะโล" (Aloe) เป็นภาษากรีกโบราณ หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า "Allal" มีความหมายว่า ฝาดหรือขมในภาษายิว ฉะนั้นเมื่อผู้คนได้ยินชื่อนี้ ก็จะทำให้นึกถึงว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้เดิมเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนต่อมาได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์ในยุโรปและเอเชีย โดยปลูกเพื่อใช้ในการเกษตรและการแพทย์ รวมถึงสำหรับการตกแต่งและปลูกเป็นต้นไม้กระถาง<br>การปลูก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89#cite_note-2"><sup><br></sup></a>ว่านหางจระเข้ปลูกง่าย โดยการใช้หน่ออ่อน ปลูกได้ดีในบริเวณทะเลที่เป็นดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ดี จะปลูกเอาไว้ในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ปลูกห่างกันสัก 1-2 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ต้องมีการระบายน้ำดีพอ มิฉะนั้นจะทำให้รากเน่าและตาย ว่านหางจระเข้ชอบแดดรำไร ถ้าถูกแดดจัดใบจะเป็นสีน้ำตาลแดง และอีกวิธีสามารถนำเมล็ดไปปลูกในกระถางต้นไม้ได้อีกด้วย<br>สรรพคุณทางยา<br>วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Aloe-emodin&amp;action=edit&amp;redlink=1">Aloe-emodin</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Aloesin&amp;action=edit&amp;redlink=1">Aloesin</a>, <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Aloin&amp;action=edit&amp;redlink=1">Aloin</a>, สารประเภท <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/Glycoprotein">Glycoprotein</a> และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร <a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=Anthraquinone&amp;action=edit&amp;redlink=1">Anthraquinone</a> ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะในวุ้นใบว่านหางจระเข้นอกจากจะมีสรรพคุณรักษาแผลต่อต้านเชื้อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2">แบคทีเรีย</a>แล้วยังช่วยสมานแผลได้อีกด้วย&nbsp;<br>ด.ญ.อนุธิดา งามมั่ง เลขที่่ 37 ม.2/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299827369/00da8fffbe6c88e0d270061c86f13b85/image.png" />
         <pubDate>2021-08-25 03:05:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695091191</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2​ เอกสาร​ที่​เกี่ยวข้อง​             ด.ญ​ ธัญพ​ิ​ช​ชา​ ชู​กรณ์​ เลขที่​20​ ม.2/7​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695121427</link>
         <description><![CDATA[<div>ใบบัวบก<br><br><br><br>1.ขับร้อน ขับชื้น<br><br>&nbsp; สรรพคุณ​: เนื่องจากรสขม ฤทธิ์เย็น ขมสามารถสลายชื้น เย็นสามารถขับร้อนได้ ดังนั้น โรคที่มีสาเหตุจากความชื้นกับความร้อนร่วมกัน เกิดการอุดกั้น จึงสามารถใช้บัวบกรักษาได้<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดีซ่าน ในทัศนะแพทย์แผนจีนเกิดจากภาวะร้อนขึ้น เมื่อความชื้นตกค้างในทางเดินอาหารไม่สามารถขับทิ้ง เกิดการอุดกั้นสะสมความร้อน จึงเกิดการรวมตัว เช่น เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ฯลฯ หลักการรักษาดีซ่านใน จินคุ้ยเอี่ยวเลี้ย กล่าวไว้ว่า&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; "โรคดีซ่านทั้งหลาย ให้ขับทางปัสสาวะ" ให้ขับไฟด้านบน ขับชื้นด้านล่าง (ปัสสาวะ) ทำให้เสียชี่ (สิ่งก่อโรค) ออกทางปัสสาวะ ถ้าร้อนชื้นหาย ดีซ่านก็จะหาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ท้องเสียในฤดูร้อน ฤดูร้อนมีอากาศร้อน มักมีความชื้นเข้าเกี่ยวข้องช่วงอากาศร้อนบริโภคของเย็นอาหารดิบมากเกินไป ทำให้เกิดความร้อนชื้น ปิดกั้นกระเพาะอาหารและลำไส้ เกิดอาการท้องเสีย ถ้าขจัดความร้อนชื้นออกไป ท้องเสียก็จะหยุด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคบิด อาการปวดเบ่งอุจจาระ หรือมีมูกมีเลือดปน เรียกว่ามีภาวะร้อนชื้นของลำไส้ บัวบกมีฤทธิ์เย็นรสขม เหมาะสำหรับการรักษาโรคบิด<br><br>2.ระบายร้อนขับไฟ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฟและความร้อนเป็นพลังหยาง มีสาเหตุจากภายนอก (ความร้อนของอากาศ สิ่งแวดล้อม) และจากความร้อน (ไฟ) ที่เกิดภายในร่างกาย ความร้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ เช่น การติดเชื้อทางเดินอาหารแล้วมีการอักเสบไข้สูง (แผนปัจจุบัน) ตาอักเสบบวมแดงรวมทั้งการอักเสบของผิวหนัง เช่น ไฟลามทุ่ง เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309490302/fb67326afc6f1eba9aacd8513b0449f2/inbound5987304425970050212.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 03:16:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695121427</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การศึกษาเอกสารอ้างอิง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695166509</link>
         <description><![CDATA[<div>กล้วยเป็นยาวกินผลไม้ - พฤกษศาสตร์เบอร์รี่[1] [2] - ผลิตโดยหลายชนิดที่มีขนาดใหญ่เป็นต้นไม้ ดอกพืชในสกุล มูซา [3]ในบางประเทศกล้วยนำมาใช้สำหรับการปรุงอาหารอาจจะเรียกว่า "ดง" แยกความแตกต่างได้จากขนมกล้วย ผลมีขนาด สี และความแน่นไม่เท่ากัน แต่มักมีลักษณะยาวและโค้งงอ มีเนื้อนุ่ม อุดมด้วยแป้งมีเปลือกหุ้มซึ่งอาจเป็นสีเขียว เหลือง แดง ม่วง หรือน้ำตาลเมื่อสุก ผลโตเป็นกระจุกห้อยลงมาจากยอดต้น เกือบทั้งหมดที่ทันสมัยกินเมล็ด ( parthenocarp ) กล้วยมาจากทั้งสองสายพันธุ์ป่า - กล้วยป่าและกล้วยตานี ชื่อวิทยาศาสตร์ของกล้วยที่ปลูกมากที่สุดคือกล้วยป่า , กล้วยตานีและมูซา × paradisiacaสำหรับไฮบริดกล้วยป่า × เมตร balbisianaขึ้นอยู่กับพวกเขาจีโนมรัฐธรรมนูญ ชื่อวิทยาศาสตร์เก่าของลูกผสมนี้Musa sapientum, ไม่ได้ใช้แล้ว<br><br>เด็กหญิงกัญญาณัฐ รอดงาม เลขที่14</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309510816/a82288fe13e2b76f76dac6171e061109/4F252A62_8BD9_401E_A4EC_8879CB395EAC.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-25 03:33:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695166509</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 การศึกษาเอกสารอ้างอิง ด.ช.ยุทธิชัย ไชยวิเศษ ม.2/7เลขที่9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695339036</link>
         <description><![CDATA[<div>ผักชี<br>ด.ช.ยุทธิชัย ไชยวิเศษ ม.2/7 เลขที่9<br>ผักชี ชื่อสามัญ Coriander<br>ผักชี ชื่อวิทยาศาสตร์ Coriandrum sativum<br>ผักชี มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน&nbsp;<br>ผักชี ใบมีลักษณะเป็นแผกอยู่ที่กลีบใบ<br>ผักชีไทย เป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในการนำมาใช้ประกอบอาหารต่าง ๆ<br>สรรพคุณ 1.ช่วยบำรุงและรักษาสายตา<br>2.ช่วยให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ผลแห้งนำมาบดเป็นผงรับประทานหรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม<br>3.ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย&nbsp;<br>4.ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ&nbsp;<br>5.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825170/319e129c1842e67dbb1fb99363824560/inbound3378339949714330125.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 04:57:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695339036</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2เอกสารอ้างอิง โครงงานเรื่องตะไคร้ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695392204</link>
         <description><![CDATA[<div>ตะไคร้; ชื่อท้องถิ่น: จะไคร, หัวซิงไค, ไคร, คาหอม, เชิดเกรย, เหลอะเกรย, ห่อวอตะโป่ เป็นพืชล้มลุก ในวงศ์หญ้า ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลำต้นรวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม เป็นช่อยาวมีดอกเล็กฝอยเป็นจำนวนมาก ตะไคร้เป็นพืชที่สามารถนำส่วนต้นหัวไปประกอบอาหาร และจัดเป็นพืชสมุนไพรด้วย<br>ถิ่นกำเนิด</div><div>ตะไคร้มีถิ่นกำเนิด ในประเทศ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อินโดนีเซีย</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2">ศรีลังกา</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2">พม่า</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อินเดีย</a> <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">ไทย</a> ใน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89">ทวีปอเมริกาใต้</a> และ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%81">คองโก</a></div><div>ลักษณะโดยทั่วไป</div><div>โดยทั่วไปแบ่งตะไคร้ออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่</div><ol><li>ตะไคร้กอ</li><li>ตะไคร้ต้น</li><li>ตะไคร้หางนาค</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3">ตะไคร้น้ำ</a></li><li>ตะไคร้หางสิงห์</li><li><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1">ตะไคร้หอม</a></li></ol><div>เป็นพืชตระกูลหญ้า ตะไคร้เป็นพืชที่เจริญเติบโตง่าย อาจมีทรงพุ่มสูงถึง 1 เมตร มีลำต้นที่แท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลำของต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาวแคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วย<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2">น้ำมันหอมระเหย</a> ที่นิยมนำมาปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกกันโดยทั่วไป<br>การปลูกและขยายพันธุ์</div><div>ปลูกได้การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากงอกออกมา แล้วนำไปลงแปลงดินที่เตรียมไว้ หรืออาจใช้วิธีเอาโคนปักลงไปที่ดินซึ่งเตรียมไว้เลย ให้ห่างประมาณหนึ่งศอก ถ้าปลูกในกระถางใช้วิธีปักโคนลงในกระถาง ๆ ละ 2-3 ต้นก็ได้ แล้วหมั่นรดน้ำให้ชุ่มเช้าเย็น ตั้งไว้ให้โดนแดดตลอดวันจะทำให้โตได้เร็ว ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด ดูแลรดน้ำเสมอและโดนแดดได้ตลอดวัน เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด เวลาจะใช้ก็ให้ตัดที่โคนสุดส่วนรากเลย แล้วถอนออกมาทั้งต้นตามต้องการ ต้องคอยตรวจดูเมื่อตะไคร้มีกอเจริญเติบโตได้เต็มที่แล้ว ต้องถอนทิ้งหรือแยกออกไปปลูกใหม่บ้างหรือเอาไปใช้บ้าง จะนำมาหั่นเป็นฝอย ๆ ตากลมไว้ให้แห้งสนิทแล้วแพ็คเก็บไว้ใช้ได้นาน ๆ เพื่อให้ต้นอ่อนโตขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่แยกออกไปต้นจะเล็กและลีบลงเรื่อย ๆ และบางที่ก็แคระแกร็น ต้นและกอก็จะโทรม ต้องล้างและปลูกใหม่ทั้งหมดเปลี่ยนเป็นการแตกหน่อทำให้การปลูกและการขยายพันธ์ได้ง่าย</div><div>ประโยชน์</div><div>น้ำมันตะไคร้</div><div>ใช้ส่วนของเหง้าและลำต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายชนิดเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บำรุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้อาเจียน ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามาก ๆ ช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทำเป็นยาช่วยนอนหลับ ช่วยลด<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87">ความดันสูง</a> น้ำมันตะไคร้หอมใช้ทากัน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%87">ยุง</a>ได้ ถ้าปลูกใกล้ผักอื่น ๆ จะช่วยกันแมลงได้และยังให้กลิ่นหอม ที่ดับกลิ่นบางชนิดใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมเพราะมีกลิ่นที่หอม และที่กำจัด<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%87">ยุง</a>บางชนิดก็ใช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเนื่องจากมีกลิ่นที่แรงจึงช่วยทำให้ไล่ยุงได้ นอกจากนี้ตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกลิ่นคาวของปลา และเนื้อสัตว์ได้ดีมาก ๆ</div><div>สรรพคุณ : ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวดก็ได้ และยังใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่นรักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และขับเหงื่อ และมีกลิ่นฉุนสามารถไล่แมลงได้</div><div>หัว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้อาการขัดเบา ถ้าใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ทราง ยานอนหลับลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบสด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง&nbsp;</div><div>ราก ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย</div><div>ต้น ใช้เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตก แก้<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0&amp;action=edit&amp;redlink=1">โรคทางเดินปัสสาวะ</a> <a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A7&amp;action=edit&amp;redlink=1">นิ่ว</a> เป็นยาบำรุงไฟธาตุให้เจริญ แต่ถ้าเอาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะแก้<a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">โรคหนองใน</a> และนอกจากนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวได้ด้วย<br>คุณค่าทางโภชนาการ</div><div>ตะไคร้ (100 กรัม) มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้</div><ul><li>ให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่</li><li>มีโปรตีน 1.2 กรัม</li><li>มีไขมัน 2.1 กรัม</li><li>มีคาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม</li><li>มีเส้นใย 4.2 กรัม</li><li>มีแคลเซียม 35 มิลลิกรัม</li><li>มีฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม</li><li>มีเหล็ก 2.6 มิลลิกรัม</li><li>มีวิตามินเอ 43 ไมโครกรัม</li><li>มีไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม</li><li>มีไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม</li><li>มีไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม</li><li>มีวิตามินซี 1 มิลลิกรัม</li><li>มีเถ้า 1.4 กรัม</li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299826700/c3244b9871218f469b2bf0d478cf2502/239913012_848817279097369_8618282842731700748_n.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 05:24:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695392204</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่ 2 เอกสารอ้างอิง เรื่อง มะกรูด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695450906</link>
         <description><![CDATA[<div><em>มะกรูด&nbsp;<br>ชื่อสามัญ : Leech lime, Mauritus papeda.<br>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrus hystrix DC.<br><br>มะกรูด เป็นพืชในสกุลส้ม (Citrus) มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากในประเทศไทยและลาวแล้ว ยังมีความนิยมในกัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (โดยเฉพาะบาหลี)<br><br>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์	:<br>เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ โดยใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็นกระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ที่ผิว (hesperidium) ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆ<br><br>สรรพคุณ	:<br>เป็นยาบำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ แก้แน่นท้องจุกเสียด กระทุ้งพิษ แก้ฝีภายในและแก้เสมหะเป็นพิษ ช่วยบำรุงผมให้เงางามแก้อาการผมร่วง</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299829104/9ea3f882807205d88958c7ae80f9ece7/inbound1545992879357498046.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 05:57:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695450906</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โหระพาสรรพคุณของโหระพาโหระพาสรรพคุณใบสดโหระพาใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยช่วยป้องกันความเสียหายในร่างกายของเราจากการทำลายของอนุมูลอิสระช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายมีส่วนในการช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดมีฤทธิ์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลและแผ่นคราบพลัคในกระแสเลือดมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งช่วยขับหัวสิวและต้านการเจริญเติบโตของเชื้อสิวช่วยในการเจริญอาหารใช้เป็นยาพอกเพื่อดูดซับสารพิษออกจากผิวหนังได้ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมสำหรับมารดาที่ให้นมบุตร ด้วยการนำใบมาต้มกับน้ำนมราชสีห์รับประทานมีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงสุขภาพทางเพศได้อีกด้วยช่วยรักษาอาการปวดศีรษะด้วยการใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสดแก้อาการวิงเวียนศีรษะด้วยการนำใบมาต้มดื่มน้ำมันโหระพามีคุณสมบัติช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ และช่วยลดอาการซึมเศร้าช่วยรักษาโรคตาแดง ต้อตา มีขี้ตามาก ช่วยแก้หวัดและช่วยในการขับเหงื่อ ด้วยการนำใบและต้นสดมาต้มเข้าด้วยกันแล้วเอาน้ำมาดื่มช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ด้วยการนำใบโหระพามาคั้นเอาน้ำสดให้ได้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอ้อย 2 ช้อนผสมกับน้ำอุ่น แล้วนำมาดื่มวันละ 2 ครั้งใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบเป็นหนอง ด้วยการนำใบโหระพาแห้งมาบดให้เป็นผงแล้วนำมาทาในบริเวณที่อักเสบใช้แก้อาการสะอึก ด้วยการนำใบโหระพาสดพร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะที่ยังร้อนใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ด้วยการนำเมล็ดแก่มาแช่น้ำให้พองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้ำหวานและน้ำแข็งใช้เป็นยาระบาย ด้วยการนำเมล็ดแห้งประมาณ 3-5 กรัมมาต้มน้ำดื่มช่วยในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร เพราะไปช่วยยับยั้งฤทธิ์ของยาแอสไพรินซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อเมล็ดโหระพาเมื่อแช่น้ำจะพองตัวเป็นเมือก นำมากินแก้อาการบิดน้ำมันโหระพามีคุณสมบัติแก้อาการจุกเสียดแน่นท้องน้ำมันหอมระเหยของใบจะช่วยในการย่อยอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดีถ้าเด็กปวดท้อง ให้ใช้ใบโหระพา 20 ใบชงน้ำร้อนแล้วนำมาชงนมให้เด็กดื่มแทนยาขับลมใช้แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกตินำมาใช้เป็นยาบรรเทาอาการผึ้งต่อยช่วยรักษาอาการผดผื่นคัน มีน้ำเหลือง ด้วยการนำมาใบตำแล้วพอกช่วยแก้เด็กเป็นแผล หรือมีหนองเรื้อรัง ด้วยการใช้รากของโหระพามาเผาเป็นเถ้าแล้วนำมาพอกบริเวณบาดแผลช่วยแก้อาการฟกช้ำจากการกระทบกระแทก หกล้ม งูกัด ด้วยการนำมาใบตำแล้วพอกสรรพคุณของโหระพาเมล็ดเมื่อนำมาแช่น้ำจะพองเป็นเมือก นำมาใช้เป็นยาระบาย เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากอาหารน้ำมันโหระพาช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสน้ำมันโหระพาช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อช่วยรักษาอาการข้ออักเสบ แผลอักเสบด้วยการนำมาตำแล้วพอกหรือประคบน้ำมันโหระพาสามารถใช้ฆ่ายุง ไร และแมลงได้ ด้วยการนำต้น ใบ ราก มาตำรวมกันให้ละเอียดแล้วใส่เหล้าขาวเล็กน้อยคนให้เข้ากัน แล้วนำไปตั้งไฟแค่พอร้อน ทิ้งไว้ให้อุ่นแล้วนำมาพอกที่เข่าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที วันละ 2 ครั้ง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นช่วยในการบำบัดรักษาโรคเข่าเสื่อมมีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบใบโหระพามีกลิ่นเฉพาะใช้เป็นผักสด นำมาใช้เป็นอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร และใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารน้ำมันโหระพาก็นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นซอสมะเขือเทศ ผักดอง ลูกอม ไส้กรอก ขนมผิง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มนำมาใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอางบางชนิดนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรไทยในรูปของโหระพาแห้ง และนำมาทำเป็นน้ำมันโหระพาช่วยลดความเครียด ลดบวม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695549479</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.รัชนก สุวรรณนิมิตร เลขที่29 ม.2/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825239/d46189e0aa9cee66620c000576a026ba/inbound6534574564434367070.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 06:58:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695549479</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 เอกสารอ้างอิงเรื่อง ข่า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695616571</link>
         <description><![CDATA[<div>ข่า เป็นพืชที่มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า "เหง้า" อยู่ในวงศ์ขิง เป็นไม้ล้มลุก เป็นพืชสมุนไพรที่นำมาใช้ในการประกอบอาหารในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ข่ามีชื่อสามัญอื่นอีกคือ กฎุกกโรหินี (กลาง) ข่าหยวก (เหนือ) ข่าหลวง (ตะวันออกเฉียงเหนือ,เหนือ) สะเอเชย (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) และ เสะเออเคย (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน)<br><br>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์	แก้ไข<br>ข่าเป็นไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน เหง้ามีข้อและปล้องชัดเจน เนื้อในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผล เป็นผลแห้งแตกได้ ทรงกลม<br><br>ข่าเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอาหารมากมาย ใช้ใส่ในต้มข่า ต้มยำ น้ำพริกแกงทุกชนิดใส่ข่าเป็นส่วนประกอบ ยกเว้น แกงเหลืองและแกงกอและทางภาคใต้ที่ไม่นิยมใส่ข่า มีบทบาทในการดับกลิ่นคาวของเนื้อและปลา<br><br>หน่อข่าอ่อน เป็นหน่อของข่าที่เพิ่งจะแทงยอดออกมาจากลำต้นใต้ดิน ถ้าอายุประมาณ 3 เดือนเรียกหน่อข่า ถ้าอายุ 6-8 เดือนเรียกข่าอ่อน ถ้าอายุมากกว่า 1 ปีจัดเป็นข่าแก่ ปริมาณน้ำมันหอมระเหยประมาณ 3% หน่อข่าอ่อนทั้งสดและลวกใช้จิ้มหลนและน้ำพริก นำมายำ[3]<br><br>ข่ายังมีฤทธิ์ทางยา เหง้าแก่แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง ดอกใช้ทาแก้กลากเกลื้อน ผลช่วยย่อยอาหาร แก้คลื่นเหียน อาเจียน ต้นแก่นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ทาแก้ปวดเมื่อย เป็นตะคริว ใบมีรสเผ็ดร้อน แก้พยาธิ สารสกัดจากข่ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหยจากข่ามีฤทธิ์ทำให้ไข่แมลงฝ่อ กำจัดเชื้อราบางชนิดได้ ใช้ผสมกับสะเดาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง[4] ข่า ลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี ขับลม ลดการอักเสบ ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อราใช้รักษากลากเกลื้อน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299827810/8ede6c145f84c35ed4902e010f4ef53a/IMG_20210825_143123.jpg" />
         <pubDate>2021-08-25 07:42:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1695616571</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2เอกสารอ้างอิงเรื่อง ข่า</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697643236</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> | Alpinia galanga (L.) Willd.<br><strong>ชื่อพ้อง</strong> | Languas galanga (Linn.) Sw.<br><strong>ชื่อวงศ์</strong> | ZINGIBERACEAE<br><strong>ชื่อสามัญ</strong> | Greater Galangal, Galangal.<br><strong>ชื่ออื่นๆ</strong><br>ภาคเหนือ | ข่าหยวก, ข่าหลวง<br>กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน | เสะเออเคย, สะเอเชย<br>ภาคกลาง | กฏุกกโรหินี<br>ทั่วไป | ข่า<br><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong> | ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูงประมาณ 1.5 – 2 เมตร มีลำต้นใต้ดินเรียกว่าเหง้า มีข้อและปล้องชัดเจน เลื้อยขนานพื้นดินและแตกแขนงเป็นแง่ง เหง้าหัวมีขนาดใหญ่ด้วนสีขาว ลำต้นเทียมเหนือดินคือส่วนของกาบใบที่หุ้มซ้อนทับกันมีสีเขียวทรงกระบอกกลม เนื้อในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ<br><br>ใบ เป็นใบเดี่ยว แตกใบเวียนรอบต้น ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ขอบใบเรียบและบางช่วงเป็นคลื่น ปลายใบเป็นติ่งแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเฉียงและสอบเรียวเข้าหาก้านใบ แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้น กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม.<br><br>ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ตรงปลายยอด แกนกลางช่อมีขนและดอกดช่อจะจัดอยู่ด้วยกันอย่างหลวมๆ ช่อที่ยังอ่อนจะมีใบประดับรูปไข่ลักษณะเป็นกาบสีเขียวอมเหลืองหุ้มมิด ดอกสีขาวขนาดเล็ก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่มีริ้วสีแดง<br><br>ผล ลักษณะรูปทรงกระบอกหรือกลมรี ขนาดเท่าเม็ดบัว ผลอ่อนสีเขียวเมื่อแก่จะมีสีแดงอมส้ม และภายในมีเมล็ดเล็กๆ สีดำ มีรสขมและเผ็ด ผลแห้งแตกได้ ถิ่นที่พบในประเทศไทย<br><strong>ประโยชน์ทางยา</strong><br>เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน | รสเผ็ดร้อนขม แก้ฟกช้ำ แก้บวม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่น แก้กลาก เกลื้อน ขับลมในลำไส้ แก้ปวดมวนในท้อง ขับลมในสตรีหลังคลอดบุตร ใช้ภายนอกรักษาอาการคันในโรคลมพิษ ช่วยย่อยอาหาร แก้บิด แก้ลมพิษ แก้โรคปวดบวมตามข้อ หลอดลมอักเสบ มีฤทธิ์กดหัวใจ กระตุ้นการหายใจ กดการหายใจ กระตุ้นการหายใจในเด็ก เป็นยาธาตุ<br>ผล | รสเผ็ดร้อนฉุน ช่วยย่อยอาหาร แก้ปวดท้อง แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้บิด แก้แน่นหน้าอก<br>ต้นแก่ | นำไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าว ทาแก้ปวดเมื่อย เป็นตะคริว ใบมีรสเผ็ดร้อน แก้พยาธิ<br>สารสกัดจากข่า | มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย<br>น้ำมันหอมระเหย | น้ำมันหอมระเหยจากข่ามีฤทธิ์ทำให้ไข่แมลงฝ่อ กำจัดเชื้อราบางชนิดได้ ใช้ผสมกับสะเดาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงข่า ลดการบีบตัวของลำไส้ ขับน้ำดี ขับลม ลดการอักเสบ ยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อราใช้รักษากลากเกลื้อน<br>ใบ | รสเผ็ดร้อน แก้กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ต้มอาบแก้ปวดเมื่อยตามข้อ<br>ต้น | รสเผ็ดร้อนซ่า ต้นแก่โขลกผสมน้ำมันมะพร้าวทาแก้ตะคริว แก้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ตามข้อ<br>ดอก | รสเผ็ดร้อน เป็นยาแก้กลากเกลื้อน<br>หน่อ | รสเผ็ดร้อนหวาน บำรุงไฟธาตุ แก้ลมแน่นหน้าอก<br>เหง้าและราก | รสร้อนปร่า ขับลม แก้ปวดท้อง ท้องเสีย จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย<br>ราก | รสร้อนปร่า ขับเสมหะ ขับโลหิต แก้เหน็บชา ขับหลอดลม<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825505/d3a0c80ae5958631af786cc0c5780a3d/inbound8541865915756390484.jpg" />
         <pubDate>2021-08-26 03:56:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697643236</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 เอกสารอ้างอิง  เรื่อง มะนาว ด.ญ.ฤทัย ไชยแก้ว เลขที่30 ม.2/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697793357</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ชื่อสมุนไพร: มะนาว<br>มะนาวมะนาว พืชสมุนไพรที่จัดว่าเป็นได้ทั้งผักและผลไม้ในตัวเดียวกัน ภายใต้ผลเล็กๆ กลมๆ สีเขียวนั้น เนื้อในของมันอุดมไปด้วยน้ำที่มีรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดสะใจ มะนาวไม่ได้มีแค่รสชาติความเปรี้ยวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นแต่เพียงเท่านั้น หากแต่กลับเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยาสูง อีกทั้งยังมีดีต่อการบำรุงความสวยความงามด้วย แต่เนื้อหาที่เราหยิบมาฝากกันวันนี้ เราจะพูดถึงคุณประโยชน์ของมะนาวที่มีดีต่อสุขภาพร่างกายล้วนๆ มาดูกันว่ามะนาวมีดีอย่างไร<br>ลักษณะทั่วไปของมะนาว<br>มะนาว (ภาษาอังกฤษ : Lime) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่มีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุลส้มหรือที่เรียกว่า Citrus ลักษณะของผลจะมีสีเขียว เมื่อสุกจัดจะออกเป็นสีเหลือง ลักษณะของเปลือกจะบาง ส่วนภายในมะนาวนั้นจะมีเนื้อที่แบ่งออกเป็นกลีบๆ และชุ่มน้ำมาก ถือเป็นผลไม้ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรส ที่สำคัญยังเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์<br><br><br><br>มะนาว เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุลส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกบาง ภายในมีเนื้อแบ่งกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์ด้วย<br>มะนาวเป็นผลไม้ที่มีกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิก วิตามินซี จากน้ำมะนาว ส่วนน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีวิตามินเอและซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย<br>มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพร ขับเสมหะ แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม<br>มะนาวก็เหมือนกับส้มทั้งหลาย ที่มีปัญหาในการจัดหมวดหมู่และแยกแยะทางอนุกรมวิธาน สำหรับชื่อวิทยาศาสตร์ที่คุ้นเคยของมะนาว ก็คือ Citrus aurantifolia Swingle หรือ "Citrus aurantifolia" ( Christm &amp; Panz ) Swing." แต่ยังมีชื่ออื่นๆ อีก ดังนี้<br>C. acida Roxb.<br>C. lima Lunan<br>C. medica var. ácida Brandis และ<br>Limonia aurantifolia Christm<br>สำหรับชื่อสามัญนั้น ในหลายภาษาก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ในภาษาอังกฤษ เรียก Mexica lime, West Indian lime, และ Key lime หรือเรียก lime สั้นๆ ก็ได้ สาเหตุที่มีหลายชื่ออาจเป็นเพราะเป็นพืชต่างถิ่น จึงไม่มีชื่อดั้งเดิมในภาษานั้นๆ ทำให้เกิดการเสนอชื่ออื่นๆ มาหลายชื่อก็เป็นได้ ส่วนในประเทศไทยยังเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โกรยชะม้า, ปะนอเกล, ปะโหน่งกลยาน, มะนอเกละ, มะเน้าด์เล, มะลิ่ว, ส้มมะนาว, ลีมานีปีห์, หมากฟ้า<br>อนึ่ง คำว่า เลมอน (lemon) ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผลส้มอีกชนิดหนึ่ง ที่หัวท้ายมน ไม่ใช่ผลกลมอย่างมะนาวที่เรารู้จักกันดี สำหรับ มะนาวเทศ (Triphasia trifolia) นั้น เป็นพืชในวงศ์เดียวกัน (Rutaceae) กับมะนาว แต่ต่างสกุล ส่วน มะนาวควาย หรือ ส้มซ่า (Citrus medica Linn. Var. Linetta.) เป็นพืชสกุลส้มเช่นเดียวกัน แต่ต่างชนิด (สปีชีส์) กัน<br>ส้มนาวเป็นภาษาใต้ที่ใช้เรียกมะนาว เช่นเดียวกับทางภาคอีสานเรียกผลไม้บางอย่างว่า"บัก"ในการขึ้นต้น เช่นบักม่วงที่หมายถึงมะม่วง คำว่าส้มในภาษาใต้จะใช้เรียกผลไม้บางชนิดที่มีรสเปรี้ยว อย่าง ส้มนาว ส้มขาม เป็นต้นโดยทั่วไปมะนาวจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825573/dddd1a724ba598867e65fce42058c835/inbound1308545130514737140.jpg" />
         <pubDate>2021-08-26 05:15:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697793357</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697873472</link>
         <description><![CDATA[<div>เรื่อง มะกรูด<br>เด็กหญิง มนัสนันท์ ฝาดซิ้น เลขที่28<br><strong><br>มะกรูด<br></strong><br></div><div><strong><br>มะกรูด ชื่อสามัญ</strong> Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda<br><br></div><div><strong><br>มะกรูด ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า</strong> Citrus hystrix DC. จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (<a href="https://medthai.com/tag/RUTACEAE/">RUTACEAE</a>)<br><br></div><div><br></div><div><strong><br>สมุนไพรมะกรูด</strong> มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะขู (แม่ฮ่องสอน), มะขุน มะขูด (ภาคเหนือ), ส้มกรูด ส้มมั่วผี (ภาคใต้) เป็นต้น<br><br></div><div><br>หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับมะกรูดเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทpมาอย่างยาวนาน เพราะนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากมะกรูด จะใช้เป็นเครื่องประกอบในอาหารต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงามและในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ<br><br></div><div><br>สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูดและในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 4% และในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.08% และยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แต่ก็ยังมีจุดเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากกว่านั่นเอง จึงนิยมใช้ทั้งน้ำมันมะกรูดทั้งจากใบและเปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย !<br><br></div><div><br>การใช้น้ำมันหอมระเหยมะกรูดมาใช้ทาภายนอกหลังจากทาแล้วภายใน 4 ชั่วโมง ไม่ควรให้ผิวหนังบริเวณที่ทานั้นสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง เพราะอาจจะทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นไหม้ได้<br><br></div><div><strong><br>ประโยชน์ของมะกรูด</strong><br><br></div><ol><li>มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค</li><li>ช่วยทำให้เจริญอาหาร</li><li>น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้</li><li>ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม</li><li>ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)</li><li>ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานแก้อาการ (เปลือกผล)</li><li>ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาผ่าซีก เติมเกลือ นำไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อย ๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ สูตรนี้ก็สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ด้วยเช่นกัน</li><li>ใช้แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำในได้อีกด้วย</li><li>ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี</li><li>ใบมะกรูดมีสรรพคุณช่วยยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ เนื่องจากใบมะกรูดนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน</li></ol><div><br></div><ol><li>ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล, ราก)</li><li>น้ำมะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลังแปรงฟันเสร็จให้ใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือก</li><li>ใช้ปรุงเป็นยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้อง ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)</li><li>ช่วยแก้อาการปวดท้องหรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน ด้วยการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทานแก้อาการปวดได้ หรือจะนำมาป้ายลิ้นเด็กอ่อน ใช้เป็นยาขับขี้เทาก็ได้เช่นกัน</li><li>ช่วยขับระดู ขับลม ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทานแก้อาการ</li><li>ช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยรักษาฝีภายใน (ราก)</li><li>ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี</li><li>น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อน ๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้</li><li>ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่าง ๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้ผมหวีง่ายอีกด้วย ด้วยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จ ให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่วบนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้</li><li>ช่วยล้างสารเคมีในเส้นผม เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องโดนทั้งฝุ่นละออง แสงแดด ยาสระผม ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ผมแห้งกรอบได้ แม้จะใช้ครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์บำรุงและซ่อมแซมผมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีส่วนผสมของสารเคมีอยู่ สำหรับวิธีการปกป้องเส้นผมและล้างสารเคมีก็ง่าย เพียงแค่ใช้น้ำมะกรูดมาชโลมบนผมที่เปียกชุ่ม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้น และยังช่วยถนอมเส้นผมและบำรุงเส้นผมไปในตัวอีกด้วย</li><li>ใช้รักษารังแคและชันนะตุ ด้วยการนำมะกรูดมาเผาไฟ นำมาผ่าเป็นซีกแล้วใช้สระผม จะช่วยรักษาอาการชันนะตุได้</li><li>ใช้ผสมเป็นน้ำอาบเพื่อทำความสะอาด ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซีกลงในหม้อต้มเป็นน้ำอาบ</li><li>มีอาหารบางชนิดที่นิยมใช้น้ำมะกรูดเป็นส่วนผสม</li><li>เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ประมาณ 4-5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วนให้กลิ่นออก แล้วใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีแมลงมอดมากวนใจท่านแล้วครับ</li><li>มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำได้ เมื่อทานหรือคั้นเอาน้ำแล้วก็อย่าทิ้งเปลือก ให้นำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดีนัก (เปลือกผล)</li><li>ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร ด้วยการใช้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลก็จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำมันออกมา แถมยังไม่มีอันตรายอีกด้วย</li><li>น้ำมันจากใบมะกรูดมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยของราพวกมูเคอร์ แอสเปอร์จิลลัส อัลเทอร์นาเรีย และกระตุ้นการสร้างสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัส</li><li>ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้</li><li>ใช้ในการประกอบอาหารและแต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ฯลฯ</li><li>น้ำมะกรูดสามารถใช้แทนน้ำมะนาว หรือใช้ร่วมกับมะนาวได้ จะได้รสเปรี้ยวและความหอมของน้ำมันหอมระเหยที่ผิวมะกรูดเพิ่มขึ้นไปด้วย</li><li>มะกรูดยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี</li><li>ยาฟอกเลือดสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย มักจะมีมะกรูดอยู่ในตำรับยาเสมอ</li><li>มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น</li><li>หากถูกปลิงกัด ไม่ควรดึงออก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเลือดจะไหลไม่หยุด แต่วิธีที่ควรทำในเบื้องต้นให้ใช้น้ำมะกรูดมาราดใส่ตรงที่ถูกปลิงเกาะ ก็จะทำให้ปลิงหลุดออกมาเองช่วยแก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็น มีกลิ่นอับเชื้อรา ด้วยสูตรมะกรูด ขิง ข่า เกลือ อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาต้มรอให้อุ่นสักนิดแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับแถมยังคลายความปวดเมื่อยได้อีกด้วย</li><li>ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าหรือตู้รองเท้า ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม อย่างละ 1 ส่วน นำมาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วนำไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว</li><li>ช่วยทำความสะอาดคราบตามซอกเท้าเพื่อลดความหมักหมมด้วยการใช้สับปะรด 2 ส่วน, สะระแหน่ 1/2 ส่วน, น้ำมะกรูด 1/2 ส่วน, เกลือ 2 ส่วน นำมาปั่นรวมกันแล้วนำไปขัดเท้า</li><li>การอบซาวน่าสมุนไพรเพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน มักจะมีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ พิมเสน การบูร และผิวมะกรูดผสมอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละตัวก็มีสรรพคุณในการช่วยขับสารพิษทั้งสิ้น</li></ol><div><br></div><div><br>แหล่งอ้างอิง : www.rspg.or.th, www.learners.in.th, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)<br><br></div><div><br>เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-08-26 05:58:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1697873472</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทที่2 เอกสารอ้างอิงเรื่องมะรุม          ด.ญ กัญญารัตน์ บัวกิ่ง เลขที่15 2/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1702299088</link>
         <description><![CDATA[<div>มะรุม<br>มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์อเนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยาและอุตสาหกรรม เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 - 40 ซม. ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 - 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 - 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.<br><br>มะรุมเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น และยังมีในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา เป็นไม้ปลูกง่าย เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง งอกเร็ว ใช้เวลา 2 สัปดาห์ต้นกล้าสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตรมะรุมจัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทยซึ่งเป็นพืชผักสมุนไพรโดยมีต้นกำเนิดในแถบทวีปเอเชีย อย่างประเทศอินเดียและศรีลังกา โดยเป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ปลูกง่ายในเขตร้อน ทนแล้ง สามารถรับประทานได้ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นฝัก ใบ ดอก เมล็ด ราก เป็นต้น แต่ถ้านำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นจะใช้เกือบทุกส่วนของต้นมะรุมรวมทั้งเปลือกด้วย<br><br>มะรุมอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมหลายชนิด ซึ่งจุดเด่นของมะรุมก็คือจะมีวิตามินเอ ซี แคลเซียม โพแทสเซียม และธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงมาก นอกจากนี้มะรุมยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคได้หลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะมองว่ามะรุมเป็นยามหัศจรรย์ที่ใช้ในการรักษาโรค แต่ควรจะมองมันเป็นผักพื้นบ้านที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเสียมากกว่า เพราะการศึกษาหลายอย่าง ๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย<br><br>มะรุมกับความจริงอีกอย่างหนึ่งก็คือ มะรุมไม่ได้ปลอดภัยไปเสียทีเดียว เพราะในตัวของมะรุมเองนั้นก็มีพิษเหมือนกัน เนื่องจากมะรุมเป็นพืชในเขตร้อน สำหรับหญิงตั้งครรภ์หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจจะทำให้แท้งบุตรได้ และยังรวมไปถึงผู้ป้วยโรคเลือดก็ไม่ควรรับประทานมะรุมเช่นกัน เพราะจะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ก็ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะมะรุมมีโปรตีนที่ค่อนข้างสูงมาก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ความว่ามันจะไม่ปลอดภัย เพราะคนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารมานานมากแล้ว ซึ่งสำหรับผู้ที่คิดจะดูแลสุขภาพด้วยการหันไปซื้อมะรุมสกัดแคปซูลมารับประทานนั้น ก็ควรจะต้องระมัดระวังและควรเลือกซื้อมะรุมแคปซูลที่มีอย.ด้วย<br><br>มะรุม ในส่วนของใบมะรุมควรรับประทานใบสด ๆ ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป และไม่ควรถูกความร้อนนานเกินไป เพื่อให้ได้ประโยชน์ของสารอาหารอย่างเต็มที่ ซึ่งการใช้ใบมาประกอบอาหารสิ่งที่ต้องระวังก็คือ ไม่ควรให้เด็กทารกในวัยเจริญเติบโตถึง 2 ขวบรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เพราะใบมะรุมมีธาตุเหล็กสูง หรือเด็กที่อายุ 3-4 ขวบควรรับประทานแต่เพียงเล็กน้อย และไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้ (ไม่ได้เกิดกับทุกคน) ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย<br><br><br>มะรุมสรรพคุณ<br><br>ประโยชน์ของมะรุม<br>สรรพคุณของมะรุมช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม ไม่ให้หยาบกร้าน<br>มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัย (น้ำมันมะรุม)<br>ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย<br>ช่วยรักษาโรคขาดสารอาหารในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 10 ขวบ<br>ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย (ฝัก)<br>มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็ง (ใบ, ดอก, ฝัก, เมล็ด, เปลือกของลำต้น)<br>ช่วยรักษาโรคมะเร็งในกระดูก<br>ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้อาการแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้น<br>ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย<br>ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง<br>มะรุมลดความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบ, ฝัก)<br>ใช้รักษาโรคหัวใจ (ราก)<br>มะรุมลดน้ำตาล ช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาล<br>ใช้รักษาโรคหอบหืด (Asthma) (ยาง)<br>ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้<br>ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคที่ต่ำลงของผู้ป่วยเอดส์<br>ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (ดอก)<br>ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ราก)<br>ช่วยคุมธาตุอ่อน ๆ (เปลือกของลำต้น)<br>แก้ลมอัมพาต (เปลือกของลำต้น)<br><br>&nbsp;<br>ใช้ขับน้ำตา (ดอก)<br>ใช้บำรุงสุขภาพและรักษาดวงตาให้สมบูรณ์<br>ช่วยรักษาโรคตาได้เกือบทุกโรค อย่างเช่น โรคตาต้อ ตามืดมัว เป็นต้น<br>ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคโพรงจมูกอักเสบ<br>น้ำมันมะรุมใช้นวดศีรษะ ฆ่าเชื้อราบนหนังศีรษะ แก้อาการคันหนังศีรษะ ลดผมร่วง (น้ำมันมะรุม)<br>ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ, น้ำมันมะรุม)<br>ใช้แก้ไข้และถอนพิษไข้ (ใบ, ยอดอ่อน, ฝัก, เมล็ด)<br>ใช้แก้อาการไข้หัวลมหรืออาการไข้เปลี่ยนฤดู (ดอก)<br>ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด (เมล็ดมะรุม)<br>ช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังให้ดีขึ้น (เมล็ดมะรุม)<br>ช่วยบรรเทาอาการและลดสิวบนใบหน้า (น้ำมันมะรุม)<br>ช่วยลดจุดด่างดำจากแสงแดด (น้ำมันมะรุม)<br>ประโยชน์ของมะรุมใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ใบ)<br>ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ยาง)<br>ช่วยแก้อาการปวดหู (Earache) (ยาง)<br>น้ำมันมะรุมใช้หยอดหูเพื่อป้องกันและฆ่าพยาธิในหู รักษาโรคหูน้ำหนวก เยื่อบุหูอักเสบ<br>ช่วยรักษาโรคคอหอยพอกชนิดมีพิษ<br>ช่วยรักษาแผลในปากหรือแผลจากโรคปากนกกระจอก<br>นำเปลือกของลำต้นมาเคี้ยวกินเพื่อช่วยย่อยอาหาร (เปลือกของลำต้น)<br>ช่วยขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ (เปลือกของลำต้น)<br>เปลือกของลำต้นมีสรรพคุณช่วยในการคุมกำเนิด (เปลือกของลำต้น)<br>ช่วยบำรุงและรักษาปอดให้แข็งแรง และรักษาโรคปอดอักเสบ<br>รับประทานเมล็ดมะรุมวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน ช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ (เมื่อขับถ่ายเป็นปกติแล้วควรหยุดรับประทาน)<br>ใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบ อาการท้องเสีย ท้องผูก<br>ช่วยรักษาและขับพยาธิในลำไส้ (เมล็ดมะรุม)<br>ช่วยในการขับปัสสาวะ (ใบ, ดอก)<br>ช่วยแก้อาการอักเสบ (ใบ)<br>ช่วยรักษาโรคไขข้อ (Rheumatism) (ราก)<br>ช่วยบรรทาอาการของโรคเกาต์ บ้างก็ว่าสามารถใช้รักษาโรคเกาต์ได้<br>ช่วยรักษาโรคกระดูกอักเสบ<br>ช่วยรักษาโรครูมาติสซั่ม<br>ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ ไต<br>น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อตามบั้นเอวและขา<br>น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ<br>ใช้แก้อาการปวดตามข้อ (เมล็ด)<br>แก้อาการบวม (ราก, เมล็ด)<br>ช่วยลดอาการผื่นคันตามผิวหนังและการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กทารก (น้ำมันมะรุม)<br>ช่วยรักษาบาดแผล แผลสดเล็ก ๆ น้อย ๆ (ใบ, น้ำมันมะรุม)<br>ช่วยถอนพิษและลดอาการปวดบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย (น้ำมันมะรุม)<br>ใช้เป็นยาปฏิชีวนะ<br>ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (ใบ, ดอก)<br>ใช้รักษาเชื้อราตามผิวหนัง ศีรษะ ตามซอกเล็บ โรคน้ำกัดเท้า (น้ำมันมะรุม)<br>สรรพคุณมะรุมน้ำมันมะรุมใช้ทารักษาหูด ตาปลา<br>ช่วยรักษาโรคเริม งูสวัด<br>ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ต้านจุลชีพ<br>ช่วยฆ่าเชื้อไทฟอยด์ (ยาง)<br>ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส (syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง (ยาง)<br>การรับประทานมะรุมในช่วงตั้งครรภ์จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ HIV ของเด็กทารก<br>ฝักมะรุมนำมาใช้เป็นไม้ตีกลองได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะในแถบอินเดีย<br>ใบสดนำมารับประทานได้ ส่วนใบแห้งนำมาทำเป็นผง<br>เมล็ดบางครั้งนำมาคั่วรับประทานเป็นถั่วได้<br>เมล็ดมะรุมเมื่อนำมาบดละเอียดสามารถนำไปใช้กรองน้ำได้ ทำให้น้ำตกตะกอนและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ น้ำที่ได้จะค่อนข้างสะอาดและมีรสออกหวาน<br>น้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสด นำมาใช้เป็นน้ำมันในการปรุงอาหาร<br>น้ำมันมะรุมนำมาใช้ในการปรุงอาหารชนิดเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่ดีกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนในภายหลัง<br>น้ำมันมะรุมนำมาใช้เป็นน้ำยาหล่อลื่นต่าง ๆ ประจำบ้านและช่วยป้องกันสนิม<br>นิยมนำมะรุมไปทำเป็นอาหารเพื่อรับประทานเป็นผักอย่างเช่น แกงส้ม แกงลาว แกงอ่อม แกงกะหรี่ ยำฝักมะรุม ส่วนดอกมะรุมลวกรับประทานกับน้ำพริก ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำไปต้มสุกรับประทานร่วมกับแจ่ว ลาบ ก้อย<br>นำมาแปรรูปเป็น "มะรุมแคปซูล" สำหรับเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณประโยชน์ทางด้านสมุนไพร<br>นำมาสกัดเป็นน้ำมันมะรุม ซึ่งมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย<br>&nbsp;<br>คุณค่าทางโภชนาการของใบมะรุมสดต่อ 100 กรัม<br>พลังงาน 37 กิโลแคลอรี่<br>คาร์โบไฮเดรต 8.53 กรัม<br>ใยอาหาร 3.2 กรัม<br>ไขมัน 0.20 กรัม<br>โปรตีน 2.10 กรัม<br>น้ำ 88.20 กรัม<br>วิตามินเอ 4 ไมโครกรัม 1%<br>วิตามินบี 1 0.0530 มิลลิกรัม 5%<br>วิตามินบี 2 0.074 มิลลิกรัม. 6%<br>วิตามินบี 3 0.620 มิลลิกรัม 4%<br>วิตามินบี 5 0.794 มิลลิกรัม 16%<br>วิตามินบี 6 0.120 มิลลิกรัม 9%<br>วิตามินบี 9 44 ไมโครกรัม 11%<br>วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม 170%<br>ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุเหล็ก 0.36 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุแมกนีเซียม 45 มิลลิกรัม 13%<br>ธาตุแมงกานีส 0.259 มิลลิกรัม 12%<br>ธาตุฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม 7%<br>ธาตุโพแทสเซียม 461 มิลลิกรัม 10%<br>ธาตุโซเดียม 42 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุสังกะสี 0.45 มิลลิกรัม 5%<br>% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)<br><br>คุณค่าทางโภชนาการของฝักมะรุมต่อ 100 กรัม<br>พลังงาน 37 กิโลแคลอรี่<br>คาร์โบไฮเดรต 8.53 กรัม<br>ใยอาหาร 3.2 กรัม<br>ไขมัน 0.20 กรัม<br>โปรตีน 2.10 กรัม<br>น้ำ 88.20 กรัม<br>วิตามินเอ 4 ไมโครกรัม 1%<br>วิตามินบี 1 0.0530 มิลลิกรัม 5%<br>วิตามินบี 2 0.074 มิลลิกรัม 6%<br>วิตามินบี 3 0.620 มิลลิกรัม 4%<br>วิตามินบี 5 0.794 มิลลิกรัม 16%<br>วิตามินบี 6 0.120 มิลลิกรัม 9%<br>วิตามินบี 9 44 ไมโครกรัม 11%<br>วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม 170%<br>ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุเหล็ก 0.36 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุแมกนีเซียม 45 มิลลิกรัม 13%<br>ธาตุแมงกานีส 0.259 มิลลิกรัม 12%<br>ธาตุฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม 7%<br>ธาตุโพแทสเซียม 461 มิลลิกรัม 10%<br>ธาตุโซเดียม 42 มิลลิกรัม 3%<br>ธาตุสังกะสี 0.45 มิลลิกรัม 5%<br>% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)<br><br>&nbsp;<br>แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ภญ.สุภาพร ปิติพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี, นายแพทย์สุรวุฒิ&nbsp; ปรีชานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคกระดูก<br><br>เรื่<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299829332/a23375b3b4bb3a6821e3aac89de60502/inbound7286297888163926000.jpg" />
         <pubDate>2021-08-29 03:06:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1702299088</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เอกสารอ้างอิงเรื่องแก้วมังกร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1708887044</link>
         <description><![CDATA[<div>เด็กหญิงปุณยนุช นิ่มนวล ชั้น ม.2/7 เลขที่23<br>แก้วมังกร<br>แก้วมังกร ภาษาอังกฤษชาวเอเชียเรามักนิยมเรียกกันว่า Dragon fruit แต่สำหรับต่างประเทศในแถบยุโรปนั้นจะใช้คำว่า Pitaya ส่วนแก้วมังกร ชื่อวิทยาศาสตร์เราจะเรียกว่า Hylocereus undatus (Haw) Britt. Rose.<br><br>ประโยชน์ของแก้วมังกร<br>แก้วมังกรช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ชุ่มชื่น<br>เป็นผลไม้ที่ช่วยดับร้อน ดับกระหายได้เป็นอย่างดี<br>ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง<br>แก้วมังกรลดน้ำหนักและช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ช่วยในเรื่องการลดความอ้วนเนื่องจากมีแคลอรีต่ำ<br>ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย ความแก่ชรา และริ้วรอยต่าง ๆ<br>มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ<br>ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ<br>มีส่วนในการช่วยรักษาโรคเบาหวาน<br>ช่วยบรรเทาอาการของโรคความดันโลหิตได้<br>มีส่วนช่วยบรรเทาอาการของโรคโลหิตจาง<br>มีส่วนช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง<br>ช่วยกระตุ้นการขับน้ำนมในสตรี<br>ช่วยดูดซับสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เช่น สารตกค้างอย่างตะกั่วที่มาจากควันท่อไอเสีย หรือสารตกค้างที่มาจากยาฆ่าแมลง<br>ช่วยบำรุงกระดูกและฟันของคุณให้แข็งแรง<br>มีกากใยสูง ช่วยในการขับถ่ายให้สะดวก แก้อาการท้องผูก<br>ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่ายต่าง ๆ ให้ดีขึ้น<br>มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก<br>ช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบกำจัดของเสียในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น<br>ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่<br>นิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้สด<br>ใช้เป็นส่วนผสมในฟรุตสลัดและน้ำปั่นผลไม้<br>แก้วมังกรลดความอ้วนได้จริงหรือ ? ได้แน่นอน เพราะเป็นผลไม้ที่มีไขมันไม่อิ่มตัว แก้วมังกรมีแคลอรีต่ำเป็นตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี และเป็นผลไม้ที่มีเนื้อเยอะ รับประทานแล้วอิ่มท้องนาน เรียกได้ว่าสามารถรับประทานแทนอาหารหนึ่งมื้อได้เลย แม้จะรับประทานเยอะแค่ไหนก็ไม่ทำให้อ้วน แถมช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ดูมีน้ำมีนวลอีกด้วย แต่ทั้งนี้ควรรับประทานอย่างพอประมาณหรือวันละไม่เกิน 1 ลูก ถ้าจะให้ดีในทุก ๆ วันไม่ควรรับประทานผลไม้เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ติดต่อกันหลายวัน เพื่อให้ได้สารอาหารอย่างหลากหลาย และได้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเต็มที่ โดยการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการนั้น ควรรับประทานผลไม้ให้ได้วันละ 3-5 ส่วนนั่นเอง<br>แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกากลาง นำเข้ามาในทวีปเอเชียที่ประเทศเวียดนามเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว จัดเป็นไม้ในตระกูลกระบองเพชร สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ แต่แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญจะอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี สระบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งได้ผลผลิตมากในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน โดยเป็นผลไม้ที่มีรูปร่างกลมรี เปลือกมีสีแดง เมื่อผ่าครึ่งจะเห็นเนื้อเป็นสีขาวหรือแดง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์นั้น ๆ มีเมล็ดคล้ายเมล็ดแมงลักฝังอยู่ทั่วผล โดยแก้วมังกรจะมีสายพันธุ์ดังนี้คือ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกแดงที่จะให้รสชาติหวานนิด ๆ อมเปรี้ยวหน่อย ๆ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อขาวเปลือกเหลืองให้รสชาติออกหวาน และแก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดงเปลือกแดงที่มีรสชาติหวานกว่าพันธุ์อื่น ๆ โดยวิธีการรับประทานก็รับประทานเหมือนแตงโม นำมาผ่าครึ่งแล้วใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย<br><br>แก้วมังกรอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด อย่างเช่น วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุแมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น ถ้ารับประทานแก้วมังกร 1 ลูก น้ำหนัก 100 กรัม ร่างกายจะได้คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม โปรตีน 1.4 กรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม พลังงาน 66 กิโลแคลอรี และใยอาหาร 2.6 กรัม และสารอื่น ๆ อีกด้วย แก้วมังกรเลยถูกจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ เพราะเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพของคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงามอีกด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299825515/d5ad4b1efbfec9ed8e52c36ef5a6d2e2/inbound561873655235629735.jpg" />
         <pubDate>2021-09-01 03:32:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1708887044</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงานเอกสารอ้างอิงเรื่อง มะรุม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1710151077</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><var><em>มะรุม
ชื่อสามัญ : Horse radish tree, Drumstick.
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera

มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์อเนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยาและอุตสาหกรรม เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตรและออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 - 40 ซม. ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 - 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบและฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน ใบมีรสหวานมัน ออกดอกในฤดูหนาว บางพันธุ์ออกดอกหลายครั้งในรอบปี ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน ดอกมีรสขม หวาน มันเล็กน้อย ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝัก ฝักยาว 20 - 50 ซม. ฝักมีรสหวาน เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 1 ซม.
มะรุมเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น และยังมีในเขตเอเชียไมเนอร์และแอฟริกา เป็นไม้ปลูกง่าย เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและการปักชำกิ่ง งอกเร็ว ใช้เวลา 2 สัปดาห์ต้นกล้าสูงประมาณ 10-20 เซนติเมตร

สรรพคุณ :
มะรุมในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
ใบ ใช้ถอนพิษไข้ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ แก้แผล ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
ยอดอ่อน ใช้ถอนพิษไข้
ดอก ใช้แก้ไข้หัวลม เป็นยาบำรุง ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันมะเร็ง
ฝัก แก้ไข้ ป้องกันมะเร็ง ลดความดันโลหิต
เมล็ด เมล็ดปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้บวม แก้ปวดตามข้อ ป้องกันมะเร็ง
ราก รสเผ็ด หวาน ขม สรรพคุณ แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ รักษาโรคไขข้อ (rheumatism)
เปลือกลำต้น รสร้อน สรรพคุณขับลมในลำไส้ ทำให้ผายลมหรือเรอ คุมธาตุอ่อน ๆ แก้ลมอัมพาต ป้องกันมะเร็ง คุมกำเนิด เคี้ยวกินช่วยย่อยอาหาร
ยาง (gum) ฆ่าเชื้อไทฟอยด์ ซิฟิลิส (syphilis) แก้ปวดฟัน earache, asthma[1]

ประโยชน์อื่น ๆ :
ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
รักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อ HIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่ว ๆ ไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะ ควบคุมได้[ต้องการอ้างอิง]
ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอด</em></var>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1299829332/9b2680de8945757e0b0f538bc7c4d81c/inbound6244745322388776095.jpg" />
         <pubDate>2021-09-01 15:06:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1710151077</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โครงงายอ้างอิงเรื่อง กะเพรา </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1741387970</link>
         <description><![CDATA[<div>ด.ญ.ธาราทิพย์. คงนคร เลขที่21 ม.2/7<br><br>กะเพรา<br><br></div><div><strong>ชื่อวิทยาศาสตร์</strong> | Ocimum tenuiflorum L.<br><strong>ชื่อพ้อง</strong> | Ocimum sanctum L.<br><strong>ชื่อวงศ์</strong> | LABIATAE<br><strong>ชื่อสามัญ</strong> | Holy basil, Thai basil, Sacred basil.<br><strong>ชื่ออื่นๆ</strong><br>เชียงใหม่ | ก้อมก้อ, ก้อมก้อดง<br>กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน | ห่อกวอซู, ห่อตูปลู<br>เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน | อิ่มคิมหลำ<br>ภาคกลาง | กะเพรา, กะเพราขน, กะเพราขาว, กะเพราแดง<br>ภาคอีสาน | อีตู่ไทย<br><strong>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์</strong> | ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูงประมาณ 0.3 – 1.0 เมตร ลำต้นตั้งตรง ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม โคนต้นแข็ง มีขนคลุมทั่ว แตกกิ่งก้านสาขามาก และมีกลิ่นหอมแรง กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราะแดง กะเพราขาว และกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่กลิ่นและกิ่งก้านซึ่งมีขนปกคลุมมากกว่า กะเพราขาว มีใบและลำต้นสีเขียว และกะเพราะแดง มีใบและลำต้นสีแดงอมเขียว<br><br>ใบ เป็นใบเดี่ยว แตกใบออกตรงข้ามในแต่ละข้อของลำต้นและกิ่ง ลักษณะใบรูปรีหรือรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่มหรือมน ขอบใบจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบบางสีเขียวหรือสีแดง และมีขนปกคลุมทั้งสองด้าน ก้านใบสีเขียวหรือสีแดงแล้วแต่พันธุ์<br><br>ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อฉัตร ออกช่อที่ยอดหรือปลายกิ่ง ริ้วประดับรูปไข่หรือรูปหัวใจ ปลายแหลม ขอบมีขน ดอกย่อยแบบสมมาตรด้านข้าง ก้านดอกโค้งยาวมีขน มีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นหลอดปลายแยกเป็นปาก กลีบดอกสีขาวอมม่วงหรือสีม่วงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังปลายแยกเป็นปาก ปากบนมีแฉกมนๆ 4 แฉก ปากล่างโค้งลง แบน ขอบเรียบ ดอกกะเพราแดงสีเข้มกว่ากะเพราขาว<br><br>ผล เป็นแบบผลเปลือกแห้งเมล็ดเดียว มีขนาดเล็ก ปลายมน เกลี้ยง<br><br>เมล็ด มีขนาดเล็ก รูปไข่ สีน้ำตาลมีจุดสีเข้ม หุ้มด้วยกลีบเลี้ยงของเมล็ด<br><strong>ประโยชน์ทางยา</strong><br>ใบหรือทั้งต้น | ใช้เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน นิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว<br>ใบ | รสเผ็ดร้อน ต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ แก้จุกเสียด แก้ลมตานซาง แก้คลื่นเหียนอาเจียน น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมัน น้ำคั้นจากใบใช้ทาภายนอกแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน รักษาหูด หยอดหูแก้อาการปวดหู ใบแห้งใช้ชงดื่มกับน้ำแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และน้ำมันจากใบใช้เป็นยาฆ่ายุงได้ซึ่งมีฤทธิ์ได้นาน 2 ชั่วโมง หรือไล่แมลงวันทอง บดเป็นยานัตถุ์ แก้คัดจมูก ยาชงหรือน้ำต้มใบใช้แก้ตับอักเสบและบำรุงธาตุสำหรับเด็ก<br>ดอก | รสเผ็ดร้อน ผสมกับน้ำผึ้งรับประทานแก้หลอดลมอักเสบ<br>เมล็ด | รสเผ็ดร้อน เป็นยาขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ และไตอักเสบ, เมื่อนำเมล็ดไปแช่น้ำจะพองตัวเป็นเมือกขาวใช้พอกบริเวณตาเมื่อฝุ่นละอองเข้าตาหรือตามีผง และจะไม่ทำให้ตาช้ำ<br>ราก | รสเผ็ดร้อน ต้มน้ำดื่มเป็นยาขับเหงื่อในคนไข้โรคมาลาเรีย แก้ธาตุพิการ<br>ทั้งห้า | หรือทุกส่วนของต้น เป็นยาเพิ่มน้ำนมในสตรีหลังหลอดบุตร ขับน้ำนม บรรเทาอาการไข้เรื้อรัง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2021-09-15 02:49:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/krupimbkv/qqe79qfv5fg2miqp/wish/1741387970</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
