<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title> ประชาธิปไตยในสังคมไทย(ส 23002) by sitichok srilekyang</title>
      <link>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3</link>
      <description>ด.ช.สิทธิโชค ศรีเล็กยัง ม.3/1 เลขที่ 39</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-10-24 07:22:59 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-10-14 20:37:54 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>24/10/60</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/199871260</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>บันทึกของกลุ่มที่ 2 นำเสนอเรื่อง</em></strong><strong><em><mark> " สมัยระบอบประชาธิปไตยเเบบไทย พ.ศ.2501-2516"</mark></em></strong><strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong><em>ภายหลังการทำรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ วันที่ 16 กันยายน 2500 ได้มอบหมายให้<br>นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2500 ขึ้นเป็นผลให้นาย<br>พนจน์ สารสินลาออกจากตำแหน่ง ส่งผลให้จอมพลสฤษดิ์ ต้องหาบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรี คือ พลโท<br>ถนอม กิตติขจร รัฐบาลชุดนี้ต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และได้มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ก็<br>ไม่เป็นผลสำเร็จ ประกอบกับปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ที่ผล<br>การตัดสินของศาลโลกให้เขาพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ทำให้รัฐมนตรีหลายคนตัดสินใจลาออก<br>สาเหตุของการทำรัฐประหารครั้งนี้ของจอมพลสฤษดิ์ คือ<br>1.การคุกคามของกลุ่มคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ ด้วยการจะ”กำจัดราชบัลลังก์ ทำลายพุทธศาสนา<br>และโค่นสถาบันต่าง ๆ ทุกรูปแบบซึ่งชาติไทยเรายึดมั่น”<br>2.พรรคการเมืองหลายพรรคได้ใช้อภิสิทธิ์และเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่บัญญัติไว้ใน<br>รัฐธรรมนูญในทางที่มิชอบ อันเป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน<br>กลายเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน<br>3.ปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่อาจกลายเป็นปัญหาสำคัญจาก<br>ภายนอกประเทศ<br>ดังนั้นเพื่อให้ประเทศเจริญก้าวหน้า จึงจำเป็นต้อง “สร้างเสถียรภาพให้แก่ชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับหลัก<br>ประชาธิปไตยอันมั่นคง ระบบเศรษฐกิจและสังคมอันเหมาะสมสำหรับการอยู่รอดของชาติและของประชาชน<br>คนไทย”&nbsp; การทำรัฐประหารครั้งที่ 2 นี้แตกต่างจากการทำรัฐประหารครั้งที่ 1 กล่าวคือการทำรัฐประหารครั้งที่ 2<br>เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารประเทศที่เกิดความยุ่งยากที่ทำให้รัฐบาลพลเอกถนอมต้องเผชิญกับ<br>ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจนเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศในขณะนั้น ส่วนรัฐประหารครั้งที่ 1<br>เป็นรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนตัวรัฐบาลซึ่งไม่เป็นที่นิยมของประชาชนอันเนื่องมาจากการฉ้อราษฎร์บังหลวง<br>จึงหันมาสู่การสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อใช้ในการปกครองประเทศเป็นการเฉพาะ<br>นั่น คือ “การสร้างประชาธิปไตยแบบไทย”<br>จอมพลสฤษดิ์ เห็นว่าปัญหาการบริหารประเทศมีสาเหตุมาจากการที่คณะราษฎรนำระบอบ<br>ประชาธิปไตยตะวันตกมาใช้ซึ่งเห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง<br>และเห็นว่าการจัดระเบียบการปกครองของไทยต้องอาศัยหลัก 3 ประการ คือ การเมืองการปกครองต้องอาศัย<br>หลักการของไทยเราเอง จะต้องละทิ้งอุดมการณ์ของต่างประเทศ และจะต้องฟื้นฟูอุดมการณ์แบบไทยให้เป็น<br>อุดมการณ์หลักของชาติ&nbsp; ประชาธิปไตยแบบไทยที่เหมาะสม คือ รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ และมี<br>อำนาจสูงสุด ไม่ใช่รัฐบาลของพรรคการเมือง ดังนั้น พรรคการเมืองและการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนจึง<br>ไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นต่อระบบการเมืองไทย<br>ระเบียบการเมืองการปกครองแบบใหม่ แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ รัฐ/รัฐบาล,ข้าราชการ และประชาชน<br>กล่าวคือรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด แล้วมีระบบราชการทำหน้าที่เป็นตัวแทนและปฏิบัติตามคำบัญชาของ<br>ผู้ปกครองโดยตรง ยอมรับการชี้แนวทางจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากตัวผู้นำเป็นสำคัญ ส่วนประชาชนก็อยู่ใน<br>ฐานะกำกับดูแลจากรัฐบาลหรือได้รับความยินยอมจากรัฐบาลเท่านั้น และยังเสนอให้ประยุกต์การปกครองให้<br>จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมา บริหารประเทศตามแบบจอม<br>พลสฤษดิ์ ทั้งการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบไทย และนโยบายต่างประเทศที่ผูกความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ<br>อเมริกา และผลจากการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 สร้างความเจริญก้าวหน้าตามมา<br>แต่ก็สร้างปัญหาตามมาด้วย รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังต้องเผชิญกับความ<br>กดดันจากประชาชน<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาลถนอม กิตติขจร<br>ภายหลังจากเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้กลับเข้ามาดำรงแหน่ง<br>นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่ต่อมาเริ่มได้รับการปฏิเสธจากสภาผู้แทนราษฎร และต่อต้านรุนแรงขึ้นใน พ.ศ.<br>2513 ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์นโยบายรัฐบาล การยับยั้งพระราชบัญญัติงบประมาณ ดังนั้น จอมพลถนอม จึง<br>ไม่พอใจกับแรงต่อต้าน จนกลายเป็นความขัดแย้ง จอมพลถนอมจึงทำรัฐประหารรัฐบาลของตนเอง เมื่อ พ.ศ.<br>2514<br>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516<br></em><strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สภาพการณ์ของเหตุการณ์<br></em></strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เริ่มต้นด้วยการแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญของกลุ่มนักศึกษาและ<br>อาจารย์กลุ่มหนึ่ง แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมวันที่ 6 ตุลาคม จำนวนทั้งสิ้น 11 คน โดยตั้งข้อหาว่า<br>“ชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง” ขัดขืนคำสั่งปฏิวัติ ฉบับที่ 4 และ”ขบถภายในราชอาณาจักร” ตาม<br>กฎหมายมาตรา 116 หลังจากนั้นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจัด<br>กุมของรัฐบาลเผด็จการ “ถนอม – ประภาส” ต่อมาในวันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้เข้าจับกุม<br>นักศึกษาเพิ่มอีกคนหนึ่ง คือ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อมาเจ้าหน้าที่<br>สันติบาลได้ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส. นครพนม เนื่องจากเห็นว่ามีส่วนในการชักใยอยู่<br>เบื้องหลังการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ<br>การประท้วงการกระทำดังกล่าว เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการปิดโปสเตอร์และการ<br>อภิปรายโจมตีการกระทำของรัฐบาล การประท้วงเริ่มขยายวงกว้างและเกิดขึ้นในเกือบทุกมหาวิทยาลัย ใน<br>เวลาต่อมาจึงได้มีการนัดรวมตัวชุมนุมใหญ่กันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้ประท้วงจำนวนมากต่างทยอย<br>กันมาเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อกดดันให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้ง 13 คน แต่ได้รับการ<br>ปฏิเสธจากทางฝ่ายรัฐบาล ส่งผลให้กลุ่มผู้ประท้วงต้องตัดสินใจที่จะเดินขบวนประท้วง และต่อสู้ด้วยวิธี<br>“อหิงสา” จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ โดยมุ่งไปชุมนุมประท้วงกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย<br>กลุ่มนักศึกษาพยายามเรียกร้องโดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ 2475 โดยโยงการต่อสู้ของตนกับการ<br>ต่อสู้ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้สามารถปลุกระดมได้เป็นอย่างมาก และกลุ่มนักศึกษา<br>ชื่อว่า “กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ” ได้หยิบยกข้อความจากพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า<br>เจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งสละราชสมบัติมาตำหนิพฤติกรรมการปกครองแบบเผด็จการของจอมพลถนอมอีกด้วย<br>ข้อความดังกล่าวถูกนำมาตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นปกหน้าหนังสือของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม<br>โดยมีข้อความว่า “ ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่<br>ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้กีผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด<br>และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”<br>ในเวลาต่อมาข้อความดังกล่าวยังถูกนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ทางใบปลิวของกลุ่มนักศึกษา และถูก<br>นำไปใช้กล่าวอ้างอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงการชุมนุมประท้วง จนข้อความดังกล่าวกลายเป็นส่วนสำคัญใน<br>การเชื่อมโยงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความใกล้ชิดกับระบอบประชาธิปไตย และช่วยเสริมสร้างภาพพจน์<br>ของกษัตริย์ประชาธิปไตยในสังคมไทย นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่ง<br>ประเทศไทย ตัวแทนนักศึกษาส่งตัวแทนขอเข้าเฝ้า ฯ เพื่อให้พระองค์ทรงช่วยเหลือจัดการกับปัญหานี้ ข้อ<br>เรียกร้องได้รับการยินยอมปฏิบัติตามจากฝ่ายรัฐบาล โดยยอมปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน โดยไม่มีเงื่อนไข<br>และจะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้ภายในเดือน ตุลาคม 2517 แต่เนื่องจากปัญหาการขาดการติดต่อ<br>กับกลุ่มที่เข้าเฝ้า ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กลุ่มประท้วงที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจึงไม่ทราบ<br>ถึงการยินยอมของรัฐบาล และได้เดินขบวนมายังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน<br>ในเวลา 04.30 น. ของวันที่ 14 ตุลาคม 2516 พ.ต.อ. วิสิษฐ์ เดชกุญชร ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาท<br>ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ มาอ่าน เพื่อเตือนสติกลุ่มนิสิตนักศึกษาและข้อเรียกร้องให้ยกเลิกการ<br>ชุมนุมประท้วง เมื่ออ่านพระบรมราโชวาทแล้ว เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมต้อง<br>เผชิญหน้ากับตำรวจในขณะที่กำลังจะสลายตัว และเกิดการต่อสู้กันขึ้น จนนำไปสู่การกวาดล้างผู้ชุมนุมครั้ง<br>ใหญ่จากตำรวจและทหาร ภายใต้การบังคับบัญชาของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส เหตุการณ์ครั้งนี้ทำ<br>ให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก<br>ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเข้ามาเป็นผู้ระงับเหตุการณ์โดยที่ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ผู้<br>บัญชาการทหารบก ก็มีความเห็นคล้อยตามด้วย พระองค์ทรงขอให้จอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่ง</em></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-24 07:26:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/199871260</guid>
      </item>
      <item>
         <title>24/10/60</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/199879054</link>
         <description><![CDATA[<div>     <strong><mark> วงจรอุบาทว์</mark></strong> หมายถึง วงจร หรือ วัฏจักร ที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ และหากไม่มีการแทรกแซงหรือแก้ไข วัฏจักรนี้ก็จะดำเนินต่อไปไม่สิ้นสุด <br>     <strong><mark> คำว่า “วงจรอุบาทว์”</mark></strong><strong> </strong>ถูกนำมาใช้อธิบาย หรือสรุปพัฒนาการทางการเมืองการปกครองไทยช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยนำปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยที่เริ่มจากความขัดแย้งแตกแยกของรัฐบาลพลเรือนอันเนื่องมาจากการแย่งชิงผลประโยชน์ การทุจริตคอร์รัปชันฉ้อราษฎร์บังหลวงจนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจโดยผู้นำทางทหาร ใช้ประกาศคณะปฏิวัติแทนรัฐธรรมนูญ บริหารบ้านเมืองโดยเผด็จการทหาร พร้อมๆ กับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสร็จแล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้ง หลังการเลือกตั้งก็มีการจัดตั้งรัฐบาลผสม เกิดความแตกแยกจากปัญหาเดิมๆ นำไปสู่การยึดอำนาจของทหาร วนเวียนอยู่เช่นนี้ เป็นการสลับสับเปลี่ยนกันบริหารประเทศระหว่างรัฐบาลประชาธิปไตยแบบจอมปลอมที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเผด็จการรัฐสภากับเผด็จการทหาร ตลอดเวลาเกือบศตวรรษหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (โดยรูปแบบ) ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา<br>         ตลอดเวลาที่ผ่านมาประมาณ 83 ปีของการเมืองไทย มีการปฏิวัติรัฐประหารทั้งสิ้น 19 ครั้ง ทำสำเร็จ 12 ครั้ง ไม่สำเร็จ 7 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 19 ฉบับ มีผู้นำรัฐบาล 28 คน มาจากการเลือกตั้งเพียง 9 คน มีเวลาในการบริหารประเทศรวมทั้งหมด 19 ปี นี่คือวงจรอุบาทว์ที่เราต่างคาดหวังให้มันหลุดไปจากสังคมการเมืองไทย<br><br>                       <strong><em><mark>ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นวงจรอุบาทว์การเมืองไทย<br></mark></em></strong><strong><mark>รัฐประหารในประเทศไทย</mark></strong><strong> </strong><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2557"><strong>พ.ศ. 2557</strong></a><em> เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 16:30 น. โดย</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4"><em>คณะรักษาความสงบแห่งชาติ</em></a><em> (คสช.) อันมีพลเอก </em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2"><em>ประยุทธ์ จันทร์โอชา</em></a><em> เป็นหัวหน้าคณะ โค่นรัฐบาลรักษาการ</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%87_%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5"><em>นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล</em></a><em> นับเป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ในประวัติศาสตร์ไทย รัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2556%E2%80%932557"><em>วิกฤตการณ์การเมือง</em></a><em>ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และอิทธิพลของดร.</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B4%E0%B8%93_%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3"><em>ทักษิณ ชินวัตร</em></a><em> ในการเมืองไทย<br>          ก่อนหน้านั้นสองวัน คือ วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 พลเอก </em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%8C_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B2"><em>ประยุทธ์ จันทร์โอชา</em></a><em> </em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"><em>ผู้บัญชาการทหารบก</em></a><em> ประกาศใช้</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81"><em>กฎอัยการศึก</em></a><em>ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่เวลา 3.00 น. กองทัพบกตั้ง</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2"><em>กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย</em></a><em> (กอ.รส.) และให้ยกเลิก</em><a href="https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%A8%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2_(%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2557)&amp;action=edit&amp;redlink=1"><em>ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย</em></a><em> (ศอ.รส.) ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งขึ้น กอ.รส. ใช้วิธีการปิดควบคุมสื่อ ตรวจพิจารณาเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต และจัดประชุมเพื่อหาทางออกวิกฤตการณ์การเมืองของประเทศ แต่การประชุมไม่เป็นผล จึงเป็นข้ออ้างรัฐประหารครั้งนี้<br>        หลังรัฐประหาร มีประกาศให้</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_2550"><em>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550</em></a><em> สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 </em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_60"><em>คณะรัฐมนตรีรักษาการ</em></a><em>หมดอำนาจ ตลอดจนให้ยุบวุฒิสภา จนเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 มีการประกาศใช้</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_(%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7)_%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_2557"><em>รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557</em></a><em> ซึ่งให้มี</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4_(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2)_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2557"><em>สภานิติบัญญัติแห่งชาติ</em></a><em>ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา วันที่ 21 สิงหาคม 2557 สภาฯ มี</em><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2557"><em>มติเลือก</em></a><em>พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี<br>        หลายประเทศประณามรัฐประหารครั้งนี้ รวมทั้งมีการกดดันต่าง ๆ เช่น ลดกิจกรรมทางทหารและลดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางประเทศวางตัวเป็นกลาง แต่คนไทยจำนวนหนึ่งแสดงความยินดี โดยมองว่าเป็นทางออกของวิกฤตการณ์การเมือง แต่ก็มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากไม่เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย</em><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/202590580/d83bbd03fc631195868f812d2167530d/2.jpg" />
         <pubDate>2017-10-24 08:03:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/199879054</guid>
      </item>
      <item>
         <title>31/10/60</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/202019147</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em>บันทึกของกลุ่มที่ 3 นำเสนอเรื่อง</em></strong><strong><em><mark> "สมัยระบอบประชาธิปไตยแบบแบ่งปันอำนาจ พ.ศ. 2516-2544"</mark></em></strong><strong><em><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;</em></strong><em>การสลายลงของการผูกขาดอำนาจนับตั้งแต่ 14 ตุลาคม นำพาให้ระบอบประชาธิปไตยในไทย เดินทางไปสู่ยุคสมัยใหม่ ที่เปิดกว่างให้ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น<br></em><strong><em><mark>สภาพทางการเมืองหลังการสลายลงของการผูกขาดอำนาจ</mark></em></strong><em><br>เมื่ออำนาจว่างลงกลุ่มต่าง ๆ ทางการเมืองพยายามพยายามเข้ามามีอำนาจ รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นรัฐบาลที่อิสระจากอิทธิพลจากกลุ่มข้าราชการ มีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นเนื่องจากมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 กลุ่มนักธุรกิจเรื่องผันตัวเองเข้าสู่การเมืองผ่านพรรคการเมือง ส่วนกลุ่มนักศึกษาและ<br>กรรมกรมีบทบาทมากที่สุด สองกลุ่มนี้เริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้รับอิทธิพลและถูกแทรกซึมจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอีกด้วย<br>กลุ่มนักศึกษาได้รับการตอบสนองอย่างดีจากรัฐบาลนายสัญญา และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ประชาธิปไตย ขณะเดียวกันกลุ่มข้าราชการและนักธุรกิจไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าใดนัก แต่ดำรงอยู่เพียงระยะชั่วคราวเท่านั้น<br>การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 ได้นำสมัชชาแห่งชาติ อันเนื่องเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรียกว่า “ สภาสนามม้า” เนื่องจากจัดการประชุมสมัชชาที่ราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้านางเลิ้ง สภานี้มาจากกลุ่มทางการเมืองที่หลากหลาย เช่น ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ กรรมกร เกษตรกร ตลอดจนนักศึกษา ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทย มีบัญญัติเรื่อง สิทธิเสรีภาพไว้ในหมวดที่ 3 จึงเป็นที่พอใจของประชาชนโดยเฉพาะนักศึกษา กลุ่มนักธุรกิจเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ขณะเดียวกันกลุ่มนักศึกษาและกรรมกรก็มีบทบาทเคลื่อนไหว นอกรัฐสภา มีการประท้วง 731 ครั้ง ช่วงปี 2517 - 2519 สิทธิเสรีภาพที่มีอย่างเต็มที่ในรัฐธรรมนูญเป็นการเปิดทางให้กลุ่มสังคมนิยม หรือซ้ายจัด สามารถออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย สถานการณ์เริ่มไม่เป็นที่พอใจของกลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มขวาจัด นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มนวพลและกลุ่มกระทิงแดง เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มซ้ายจัดอย่างรุนแรง กลุ่มขวาจัดได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มข้าราชการที่กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและไม่พอใจบทบาทตนเอง ซึ่งถูกกีดกันออกจากการเมือง<br>ด้วยมาตรา 118 มิให้ข้าราชการเข้ามามีตำแหน่งทางการเมือง ในที่สุดสถานการณ์เริ่มมาถึงขีดสุด เมื่อเกิดความวุ่นวายในรัฐสภาและนอกรัฐสภา กลุ่มซ้ายจัดได้เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในทิศทางที่ล่อแหลมและยั่วยุกลุ่มขวาจัดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลุ่มขวาจัดเริ่มใช้ความรุนแรงในการจัดการกับกลุ่มซ้ายจัดอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519<br></em><strong><em><mark>เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519</mark></em></strong><em><br>เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นเหตุการณ์ประท้วง และนำไปสู่การทำรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินภายใต้การนำของพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ และคณะนายทหาร ทหารสามารถเข้ายึดอำนาจได้ มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาดคล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ และแต่งตั้งให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินก็ได้กลายสภาพตนเองไปเป็นสภาที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินยังจัดตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมาทำหน้าที่นิติบัญญัติ โดยมีสมาชิกทั้งหมด 340 คน ประกอบด้วยข้าราชการทหาร และข้าราชการพลเรือน<br></em><strong><em><mark>สภาพการณ์ก่อนเหตุการณ์</mark></em></strong><em><br>ใน พ.ศ. 2518 – 2519 เป็นช่วงเวลาที่มีความผันผวนในภูมิภาคอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาวและกัมพูชา สร้างความวิตกต่อภัย “คอมมิวนิสต์” และกลัวว่าไทยกำลังเป็นเป้าหมายต่อไปตามทฤษฎีโดมิโน พร้อมกับปัญหาทางการเมืองภายในที่มีความแตกแยกทางความคิดระหว่างแนวคิดอนุรักษ์นิยมและสังคมนิยม รวมทั้งความขัดแย้งในชนบทกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้เตรียมปลูกฝังความคิดอุดมการณ์ให้กับมวลชนจัดตั้ง ได้แก่ ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม<br>กระทิงแดง กลุ่มนวพล ชมรมแม่บ้าน ให้มีความหวาดวิตกภัยคอมมิวนิสต์และพร้อมเผชิญหน้ากับแนวคิดสังคมนิยม ตลอดจนความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำทางอำนาจและกลุ่มทหารเองที่พยายามสร้างเงื่อนไขในการยึดอำนาจ เช่น การสนับสนุนให้จอมพลถนอม และจอมพลประภาส เดินทางกลับมาไทย เป็นชนวนให้นักศึกษาและประชาชนต่อต้าน และเป็นโอกาสให้เกิดการทำรัฐประหาร ผู้นำทหารโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้กราบบังคมทูลขอคำปรึกษาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึง<br>สถานการณ์บ้านเมืองว่าเป็นที่น่าวิตก ถ้าปล่อยไว้อาจเป็นเหมือนเขมรและลาวจึงเห็นควรปฏิวัติ และหลังปฏิวัติแล้วจึงอยากให้พลเรือนมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพลเรือเอกสงัด ได้กราบทูลรายชื่อบุคคลที่น่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 15 คน แต่มิได้มีคำสั่งสนับสนุนผู้ใด แต่ก่อนออกจากที่เฝ้า ในหลวงทางได้รับสั่งว่า<br>จะทำอะไรลงไปก็ควรปรึกษานักกฎหมาย คือ คุณธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้พิพากษาศาลฎีกา นักศึกษาและประชาชนได้ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอมและจอมพลประภาส นำไปสู่การ<br>ปราบปรามในเช้าตรู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มที่มีส่วนในเหตุการณ์ ประกอบด้วย ตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนถูกสังหาร จำนวน 41 ราย และมีการจับกุมแกนนำหลายคน อีกทั้งการกวาดจับนิสิตนักศึกษาและ<br>ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายพันคน ท่ามกลางความวุ่นวายของเหตุการณ์ การปราบปรามและกวาดจับผู้ชุมนุมและความไร้เสถียรภาพในการสั่งการของ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ในช่วงเย็นนั้นเอง มีกลุ่มทหารที่เรียกตัวเองว่า “ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้เข้ารัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลได้สำเร็จ ต่อมาพระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (2519 - 2520)<br></em><strong><em><mark>ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ</mark></em></strong><em><br>ภายหลังเหตุการณ์ การรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้าบริหารประเทศไม่นาน ได้เกิดการรัฐประหารรัฐบาลธานินทร์ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 นำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งและช่วงชิงอำนาจกันในกลุ่มผู้นำทหารภายในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างพลเรือเอกสงัด ชะลออยู่ กับพล<br>เอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และกลุ่มทหารอื่น ๆ เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นอกจากกลุ่มภายในคณะรัฐประหารแล้วยังมีกลุ่มนายทหารระดับนายพันที่กุมกำลังให้การสนับสนุน คือ “กลุ่มยังเติร์ก” หรือ จปร.7 นำโดยพันเอกมนูญ รูปขจร พันเอกประจักษ์ สว่างจิตร และพันเอกจำลอง ศรีเมือง เป็นต้น กลุ่มยังเติร์ก<br>สนับสนุนให้พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ขณะนั้นเป็นเลขาธิการคณะปฏิรูป ฯ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนพลเรือ เอกสงัด หัวหน้าคณะปฏิรูป ฯ ขณะนั้น หลังการทำรัฐประหารรัฐบาลนายธานินทร์แล้ว นายเกรียงศักดิ์&nbsp; ชมะนันท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 และ<br>รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือ เป็นการจัดวางดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังกองทัพ ให้กองทัพสามารถควบคุมทิศทางการเมืองได้ เช่น ข้าราชการประจำสามารถควบตำแหน่งทางการเมืองได้ และสมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งกบฏเมษาฮาวาย พ.ศ. 2523- 2531 เป็นช่วงสมัยพลเอกเปรม ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มยังเติร์กและถอนการสนับสนุนพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ โดยใน พ.ศ. 2523 ได้มีความพยายามในการต่ออายุราชการพลเอกเปรม เนื่องจากเหตุเกษียณอายุราชการ ให้<br>สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้อีก 1 ปี แต่ถูกคัดค้านจากกลุ่มยังเติร์ก หลังจากนั้นพลเอกเปรมได้เรียกประชุมพรรคร่วมรัฐบาลทำให้ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นการให้การสนับสนุนนอกจากนี้เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอย่างกว้างขวาง นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในกลุ่มทหารเองและกับประชาชน มีนาคม 2524 พลเอกเปรม ได้ปรับคณะรัฐมนตรีและมีข่าวว่ามีการต่ออายุราชการอีก 1 ปี ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกลุ่มยังเติร์ก ส่งผลให้กลุ่มยังเติร์ก ก่อการรัฐประหารใน วันที่ 1 เมษายน 2524 เรียกว่า “กบฏเมษาฮาวาย” แต่ไม่สำเร็จ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติการของ”<br>กองบัญชาการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้อำนาจของพลเอกเปรมมี&nbsp; ความมั่นคง อย่างไรก็ตามในวันที่ 9 กันยายน 2528 กลุ่มยังเติร์ก ได้พยายามก่อรัฐประหารรัฐบาลพลเอกเปรม อีกครั้ง ต่อก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่รัฐบาลพลเอกเปรมยังคงเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและสื่อมวลชนในปีที่ 8 ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกเปรมเป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีในเวลาต่อมา<br></em><strong><em><mark>เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ 2535</mark></em></strong><em><br>หลังจากพลเอกเปรมยุติบทบาททางการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดมา ( 2531- 2534) การเมืองไทยไร้เสถียรภาพอีกครั้ง เมื่อเกิดรัฐประหาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 โดยกลุ่มผู้นำทางทหารที่เรียกตัวเองว่า “ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)” นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสระพงษ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ฯลฯ ได้เข้าทำรัฐประหารรัฐบาลพลเอกชาติชาย โดยอ้างว่า รัฐบาลทุจริตแทรกแซงข้าราชการ เผด็จการรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร กับการลอบสังหารบุคคลสำคัญและคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัติรย์ แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ การโยกย้ายตำแหน่งในกองทัพทำให้เกิดการแบ่งปันอำนาจที่ไม่มีความสมดุลในกลุ่มทหารระหว่างกลุ่ม จปร. 5 และ จปร. 7 และหลังจากการยึดอำนาจเสร็จแล้ว รสช. ได้สัญญาว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว ต่อมาเมื่อ รสช. ยึดอำนาจสำเร็จแล้วได้ประกาศใช้ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้โปรดเกล้าให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ( 2534 - 2535) การบริหารประเทศและดำเนินการ่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 จนสามารถเลือกตั้งทั่วไปได้ ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคสามัคคีธรรมได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมิได้ระบุว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ดังนั้น พรรคสามัคคีธรรมได้เชิญพลเอกสุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พรรคการเมืองฝ่ายค้านและประชาชนคัดค้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้พลเอกสุจินดา เคยกล่าวว่า การรัฐประหารที่ได้ทำไปนั้นหาได้มีความต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ภายหลังกลับยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการให้เหตุผลว่ายอม “ เสียสัตย์เพื่อชาติ”การยอมรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจมากและเริ่มชุมนุมกัน ซึ่งมีพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นแกนนำสำคัญ เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนจำนวนหลายแสนคนได้เข้าร่วมชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน การประท้วงและเหตุการณ์ได้ลุกลามจนกลายเป็นเหตุจลาจลเกิดความเสียหายทั่วกรุงเทพ ฯ และมีท่าทีเสียหายอีกมากและนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพและกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วง 17 – 20 พฤษภาคม 2535 จนนำไปสู่ความรุนแรง มีประชาชนบาดเจ็บ เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมากต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พลเอกสุจินดา นายกรัฐมนตรี กับพลตรีจำลอง ผู้นำการประท้วง เข้าเฝ้า ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 หลังการปะทะกันระยะหนึ่ง เหตุการณ์การเข้าเฝ้า ฯ ได้รับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางวิทยุโทรทัศน์ทั่วประเทศ หลังจากนั้น<br>ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดา ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคสามัคคีธรรมได้เสนอ พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังคงมีกระแสต่อต้าน สุดท้ายวันที่ 10 มิถุนายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ทรงโปรดเกล้า ฯให้นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ตามการเสนอชื่อโดยนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสร้างความปรองดองในสังคมการเมือง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนชาวไทย อันนำไปสู่กระบวนการปฏิรูปการเมืองที่เริ่มต้นจากการริเริ่มในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในเวลาต่อมาการปฏิรูปการเมือง พ.ศ. 2540ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีความเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง จนนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 และการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 (รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน)ซึ่งมีสาระประกอบไปด้วยข้อกำหนดเกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมนักการเมือง ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจขององค์กรการเมือง การจัดตั้งองค์กรอิสระ การทำให้องค์กรการเมืองมีประสิทธภาพ และการทำให้องค์กรของฝ่ายบริหารสามารถบริหารนโยบายได้โดยมีความเป็นผู้นำที่มีความเข้มแข็ง</em><strong><em><br>บันทึกของกลุ่มที่ 4 นำเสนอเรื่อง </em></strong><strong><em><mark>"สมัยประชาธิปไตยแบบรัฐบาลพรรคเดียว พ.ศ. 2544-2549"<br></mark></em></strong><strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </em></strong><em>เหตุใดรัฐบาลพรรคไทยรักไทย จึงมีเสถียรภาพทางการเมือง<br>รัฐบาลพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ดำ รงรงตำ แหน่งเป็น<br>นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศ ได้สร้างประวัติศาสตร์โฉมหน้าใหม่ให้กับการเมืองไทย คือ เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลแรกที่มีผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ถึงสองสมัยติดต่อกันผ่านการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2544 และการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548<br></em><strong><em><mark>สาเหตุของการชนะเลือกตั้ง</mark></em></strong><em><br>ผู้นำพรรครวมทั้งคณะผู้บริหารของพรรคได้เลือกนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ที่แตกต่างไปจากพรรคการเมืองอื่น ๆ โดยมีแนวคิดที่นำลักษณะการบริหารงานธุรกิจมาปรับใช้กับการบริหารบ้านเมือง ด้วยสโลแกน “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อคนไทยทุกคน” ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2544 สโลแกน “4 ปี ซ่อมความหายนะจากวิกฤติ 4 ปี สร้างชาติให้แข็งแกร่ง” ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 เพื่อสานต่อนโยบายเดิม<br></em><strong><em><mark>จุดเด่นของพรรคไทยรักไทย</mark></em></strong><em><br>1. นโยบายพรรคที่มีลักษณะพิเศษ คือ ความสามารถในการเอานโยบายสาธารณะมาสร้างกระแสความนิยมทางการเมือง โดยใช้หลักจิตวิทยามวลชนในแบบประชานิยม (Populism) ที่นำเสนอออกมาเป็นรูปธรรมและปรากฏเป็นจริงทำให้คนรากหญ้ารู้สึกว่าตนเองได้รับ หรือกำลังจะได้รับการดูแลจากผู้นำและได้รับการแบ่งปันทรัพยากรทางการเงินหรืองบประมาณจากรัฐบาลอย่างเท่าเทียม หรือเสมอ ๆ กับกลุ่มคนที่มีสถานภาพดีกว่าในกลุ่มอื่น ๆ ภายใต้การนำทางนโยบายของพรรคไทยรักไทยโดยรวมที่ไม่ได้เน้นให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศมีชนชั้น ซึ่งทำให้คนรากหญ้าเห็นว่าพรรคไทยรักไทยเป็นความหวังเดียวทางการเมือง<br>2. ภาพลักษณ์ (Image) ของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร ที่มีดีกรีดอกเตอร์ เป็นนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดไว ทำไว และเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในเรื่องธุรกิจและชีวิตครอบครัว จนยากที่จะทำให้ผู้นำพรรคการเมืองใดมาเทียบเคียง<br></em><strong><em><mark>ลักษณะการบริหารประเทศ</mark></em></strong><strong><em><br></em></strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีลักษณะการบริหารประเทศที่มีแนวโน้มรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยนักวิชาการจึงให้คำจำกัดความรูปแบบการบริหารประเทศว่า “การเมืองระบอบทักษิณ” “ทักษิณาธิปไตย(Thaksinocracy)” “ทรราชเสียงข้างมาก (Tyranny of the majority)” “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์จากการเลือกตั้ง” และเรียกระบบเศรษฐกิจซึ่งมีการดำเนินการและเกิดมีผลประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลในสมัยนี้ว่า“ระบบทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics)”สาเหตุที่เกิดการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เนื่องจากหัวหน้าพรรคและนายทุนของพรรคล้วนมีพื้นฐานมาจากกลุ่มธุรกิจสัมปทานขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีประสบการณ์และมีความคุ้นเคยกับการผูกขาดมาแล้วในลักษณะหนึ่ง ได้แก่ ธุรกิจสื่อสาร – โทรคมนาคม กลุ่มอุตสาหกรรมพิเศษบางประเภท ส่งผลให้พรรคไทยรักไทยมีฐานอำนาจทางการเงินที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญคือนโยบายประชานิยมที่ให้ผลประโยชน์โดยตรงให้แก่<br>ชาวบ้านโดยไม่ต้องผ่านระบบอุปถัมภ์ของนักการเมืองในระดับจังหวัด รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่น ดังนั้น จึงมีผลสืบเนื่องกลายเป็นการสลายฐานอำนาจของนักการเมืองในระบบหัวคะแนนแบบที่เคยเป็นมานักเศรษฐศาสตร์การเมืองบางท่าน ได้อธิบายการเมืองการปกครองในแบบดังกล่าวว่าเป็นระบบของ“ธนกิจการเมือง” (Money Politics) คือ กลุ่มทุนขนาดใหญ่กลุ่มใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการเมืองทดแทนกลุ่มการเมืองเดิม หรือกลุ่มทุนเก่า ที่ล้มละลาย อ่อนกำลังลง และสูญเสียกิจการของตนไปในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540สภาวะการนำทางการเมืองของระบอบทักษิณ ได้เลิกพึ่งพาเทคโนแครต ผู้เชี่ยวชาญที่เคยเป็นหลักของการบริหาประเทศ รวมทั้งปัญญาชนและนักวิชาการที่เคยเป็นตัวกลางของความรู้และมีบทบาทวิพากษ์นโยบายระหว่างรัฐกับประชาชน ปัญญาชน นักวิชาการอิสระ และเอ็นจีโอ เครือข่ายประชาชน สมัชชาคนจนลักษณะเช่นนี้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า “เสียงเดียวในความเงียบ” เนื่องมาจากประเด็นสาธารณะในสังคมไทยมาจากพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร และถูกนำเสนอผ่านสื่อไปยังประชาชน ประกอบกับแหล่งผลิตญัตติ<br>บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540ข้อได้เปรียบทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีเสถียรภาพ นอกจากจะเกิดจากความสามารถในการนำและการจัดการภายในพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังเกิดจากปัจจัยสำคัญ คือ ข้อได้เปรียบภายใต้โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่มุ่งสร้างฝ่ายบริหารให้มีความเข้มแข็ง ทำให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ มีอำนาจเหนือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทย และมีอำนาจเหนือฝ่ายรัฐสภาไปด้วย<br>นอกจากนี้ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งก่อน90 วัน ส่งผลให้พันตำรวจโททักษิณ สามารถรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ภายในไทยรักไทย โดยใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือควบคุมทางการเมืองกับ ส.ส. ให้อยู่ภายใต้อาณัติอย่างเคร่งครัด เพราะอนาคตทางการเมืองจะขึ้นอยู่กับว่าหัวหน้าพรรคจะส่ง ส.ส. ผู้นั้น ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่นอกจากนี้ผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 อีก คือ การเสริมอำนาจให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณผ่านมาตรการปลดรัฐมนตรี เนื่องจาก ส.ส. ที่เข้ารับตำแหน่งต้องพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และเมื่อถูกปลดออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นต้นสรุปได้ว่า วิธีการบริหรกรเมืองภายในและภายนอกพรรคของ พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ รวมทั้งโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นปัจจัยทำให้รัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีเสถียรภาพมั่นคงและอำนาจรวมศูนย์มาอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี<br>ในช่วง 5 ปี ที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยต้องเผชิญกับการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ จะได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลทุกครั้งเช่น กรณีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจกับกรณีจัดซื้อ CTX 9000 กรณีนายเนวิน ชิดชอบ กับกรณีกล้ายางและไข้หวัดนก นายอดิสัย โพธามิกกับกรณีการบริหารงานที่กระทรวงศึกษาธิการ แต่ไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาลได้ เพียงแต่ปรับสมดุลกระแสของภาคสังคมให้อ่อนลง ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีและปลดรัฐมนตรี นอกจากนี้ฝ่ายค้านมีไม่ถึง 200เสียง จึงไม่มีโอกาสในการตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรีการทำงานของคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำงานตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ เนื่องจากคณะกรรมาธิการมาจากตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง โดยแต่งตั้งตามสัดส่วนของแต่ละพรรคที่มี ส.ส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสมาชิกของพรรครัฐบาลเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการ จึงส่งผลให้กลไกการตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลโดยคณะกรรมาธิการไม่มีความสำคัญแต่อย่างใดส่วนของวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ใน พ.ศ. 2543 ถูกรัฐบาลครอบงำ เนื่องจากรัฐบาลได้เข้ามาจัดตั้งวุฒิสภาสายรัฐบาลและเสนอผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกวุฒิสภาบางคน ทั้งนี้เพื่อให้กฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาลได้รับความเห็นชอบรัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า เข้าไปครอบงำองค์กรอิสระ เช่น ปปช. กกต.สตง. กรณีแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนอกจากนี้ ช่วง “ขาลง” รัฐบาลพรรคไทยรักไทยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ปัญหาคอรัปชั่นเชิงนโยบาย การแทรกแซงสื่อและองค์กรอิสระ ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ การละเมิดสิทธิมนุษยชน จนออกมาเป็นข้อเขียนของนักวิชาการ เช่น รู้ทันทักษิณ ทักษิโณมิกส์ เป็นต้นสิ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ คือ ปัญหาจริยธรรมทางการเมืองโดยเฉพาะกรณีการขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เป็นจำนวน 73,000 ล้านบาท โดยไม่เสียภาษี ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ และเครือญาติ ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การยุบสภาของพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 และก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมตามมา ว่านายกรัฐมนตรีหนีการซักฟอกจากสภาผู้แทนราษฎร ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่มีคำตอบให้กับประชาชนอย่างชัดเจน และทำให้เกิดข้อสงสัยตามมา ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากระบบการตรวจสอบในสภาผู้แทนราษฎรและในองค์กรอิสระ<br>ด้วยเหตุนี้การต่อสู้คัดค้านอำนาจพันตำรวจโท ดร.ทักษิณ และรัฐบาลไทยรักไทย ในวงนักวิชาการประชาชน สมาชิกวุฒิสภาสายเอ็นจีโอ และกลุ่มวิชาชีพสื่อมวลชน นำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองครั้งยิ่งใหญ่และขยายผลไม่เอาพันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ไปสู่การไม่เอาระบอบทักษิณด้วยเหตุนี้จึงเกิด “ปรากฏการณ์สนธิ” นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของสื่อในเครือผู้จัดการ พัฒนาไปสู่ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่รวมเอาการต่อสู้หลวม ๆ ของ นิสิตนักศึกษา ประชาชนนักเรียน นักวิชาการ ข้าราชการ กลุ่มทุนนอกเครือข่ายทักษิณรัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคเอกชน และทำการต่อสู่แบบอารยขัดขืน (Civil Disobedience)<br>การต่อสู้ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ไม่มีทีท่าจะลดลง แม้ว่าภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้มีการเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ ต้องการให้พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ เว้นวรรคทางการเมือง ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพรรคไทยรักไทยยืนยันว่า เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและให้เป็นไปตามกติกาของรัฐธรรมนูญทั้งสองฝ่ายพยายามดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง เช่น การชูคำขวัญ “ ถ้ารักพ่ออย่าทะเลาะกัน” “ เราจะสู้เพื่อในหลวง” การฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีโดยใช้มาตรา 7 และความพยายามชี้นำกระบวนการยุติธรรม เป็นต้นทั้งสองฝ่ายพยายามแย่งชิงมวลชน โดยการใช้สื่อต่าง ๆ ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขณะที่ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลได้โต้ตอบด้วยการฟ้องร้องหมิ่นประมาท ส่ง ส.ส. ไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ ใช้สื่อต่าง ๆความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และได้กลายเป็นข้ออ้างอันชอบธรรมของทหารในการทำรัฐประการยึดอำนาจจากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยเหตุผล คือ รัฐบาลทำให้เกิดความขัดแย้งภายในชาติ การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริต เกิดการแทรกแซงองค์กรอิสระ และการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งพ้องกับความเห็นของประชาชนและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ด้วยเหตุนี้การก่อรัฐประหารจึงเต็มไปด้วยเสียงชื่นชมตลอดระยะเวลา 5 ปีเศษ พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ เน้นย้ำเกี่ยวกับประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งเคารพเสียงข้างมากและดำเนินไปตามกติกา ส่วนเสียงข้างน้อย ที่อ้างว่ละเมิดกติกา คือ อุปสรรคของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยปัญหาประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าฉันทานุมัติทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยังไม่ใช่สิ่งที่มาแอบอ้างกันมาได้ตามใจชอบ หากจะสะท้อน<br>ความพอใจที่แท้จริงกลุ่มพลังต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมเดียวกัน หรือค้นหาจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายพอใจออกมาให้ได้ หาไม่แล้วจะก่อให้เกิดสถานการณ์ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน หรือกลุ่มประชาชนที่มีผลประโยชน์หรือความคิดเห็นแตกต่างกัน</em></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-31 07:00:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/202019147</guid>
      </item>
      <item>
         <title>16/01/61</title>
         <author>sitichok</author>
         <link>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/221597818</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>การพัฒนาระบอบประชาธิปไตย</mark></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความสำคัญของการเมือง การเมืองคือการจัดสรรอำนาจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ ประการแรก&nbsp; เป็นอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ประการที่สอง จุดมุ่งหมายของการใช้อำนาจต้องเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน การเมืองมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของ ประชาชน คือถ้าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ก็ตระหนักดีว่า ถ้าระบบการเมืองดีจะทำให้ได้ผู้นำที่ดี และผู้นำที่ดีย่อมสร้างสรรค์ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ดังนั้น ความมั่นคงอุดมสมบูรณ์หรือความอดอยากยากจนของประชาชนจึงขึ้นอยู่กับระบบการเมืองเป็นสำคัญ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบการเมืองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนคือประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตยดังนั้นอำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของประชาชนโดยประชาชนเป็นผู้กำหนดตัวผู้ปกครองทั้งการแต่งตั้งและการถอดถอน โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการปกครองต้องเสนอตัวให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำและมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน มีแนวทางในการสร้างสรรค์และพัฒนาชีวิตที่ดีให้กับประชาชน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประชาธิปไตยประกอบไปด้วย หลักการสำคัญที่เปรียบเทียบแก่นของประชาธิปไตย 5 ประการ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการแรก หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน(popular sovereignty)&nbsp; ประชาชนเป็นผู้กำหนดผู้ปกครองโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการที่สอง หลักเสรีภาพ (liberty)&nbsp; ระบอบประชาธิปไตยถือว่าประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพทั้งในการเมือง&nbsp; เศรษฐกิจ และสังคม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการ 3 หลักความเท่าเทียม(equality)&nbsp; มนุษย์เกิดมาควรมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาศในการพัฒนาคุณภาพและ ความรู้ความสามารถเพื่อให้ประชาชนสามารถปกป้องประโยชน์ของตนได้</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประการ 4&nbsp; หลักฎหมาย (rule of law)&nbsp; ปรัชญาสำคัญของกฎหมายคือชนชั้นใดเป็นผู้บัญญัติกฎหมายย่อมเพื่อประโยชน์ของ ชนชั้นนั้น ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง จึงกำหนดให้ประชาชนมีอำนาจในการบัญญัติกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;           &nbsp;ประการ 5 หลักเสียงข้างมาก(majority rule,minority right) ยึดหลักที่ว่าการตัดสินใจใดๆทางการเมืองต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ส่วนใหญ่ จึงกำหนดให้เสียงข้างมากเป็นการตัดสิน&nbsp;<br><br></div><div><mark>การพัฒนาประชาธิปไตย</mark>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประกอบด้วยแนวทางสำคัญ 2 ประการคือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประการแรก&nbsp; การพัฒนาโครงสร้างทางการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยแนวทางนี้เป็น บันไดขั้นต้นของทุกสังคมที่จะก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตย คือการพัฒนาใหั้สังคมปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะต้องกำหนดโครงสร้างทางการ เมือง การปกครองให้เป็นไปตามปรัชญาและหลักการประชาธิปไตยอย่างครบถ้วน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการที่สอง&nbsp; การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย หมายถึง แบบแผนทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคลที่มีต่อระบบการเมืองและองค์กรการเมือง เป็นผลมาจากกระบวนการหล่อหลอมอบรมทางการเมืองที่ถ่ายทอดสืบเนื่องกันมาทั้ง ทางตรงและทางอ้อม</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-16 07:37:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/sitichok/qoox2bam33l3/wish/221597818</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
