<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>อารยธรรมอียิปต์ 6/7 by </title>
      <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6</link>
      <description>สิ่งใดบ้างที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-08-29 02:40:11 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-02-13 01:00:50 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>เสาโอเบลิสก์ (Obelisk)  (คุณครูอุบลรัตน์ุ  ชำปฏิ)</title>
         <author>ubonrat_24</author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1702302043</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;“สิ่งนี้ได้ ‘เดินทาง’ ออกไปจากถิ่นกำเนิดของมัน และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นได้ของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ซึ่งได้สร้างมันขึ้นมา” วารสารภาษาอิตาลีชื่ออาร์เชโอ กล่าว. ส่วนใหญ่ สิ่งนี้ได้ออกจากอียิปต์นานแล้วและถูกนำไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น อิสตันบูล, ลอนดอน, ปารีส, โรม, และนิวยอร์ก&nbsp; &nbsp; โอเบลิสก์คือเสาหินสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะเรียวขึ้น และมียอดแหลมทรงพีระมิด. เสาต้นที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุถึง 4,000 ปี. แม้แต่เสาต้นใหม่ที่สุดก็ยังมีอายุราว ๆ 2,000 ปีแล้ว.&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp;โดยทั่วไป โอเบลิสก์ทำจากหินแกรนิตสีแดง ซึ่งชาวอียิปต์โบราณขุดออกมาเป็นแท่งหินใหญ่และนำไปตั้งไว้ที่หน้าสุสานและวิหารต่าง ๆ. โอเบลิสก์บางต้นมีขนาดมหึมา. ต้นที่ใหญ่ที่สุดซึ่งยังคงตั้งอยู่ในปัจจุบันอยู่ที่จัตุรัสแห่งหนึ่งในกรุงโรมมีความสูงถึง 32 เมตรและหนักประมาณ 455 ตัน. โอเบลิสก์ส่วนใหญ่มีอักษรภาพสลักอยู่โดยรอบ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; วัตถุประสงค์ของอนุสาวรีย์เหล่านี้คือเพื่อถวายเกียรติแด่สุริยเทพรา. มีการตั้งโอเบลิสก์ไว้เพื่อขอบคุณเทพเจ้าองค์นี้สำหรับการปกป้องและสำหรับชัยชนะที่ประทานให้แก่กษัตริย์อียิปต์รวมทั้งเพื่อทูลขอความโปรดปราน. เชื่อกันว่ารูปทรงของโอเบลิสก์ได้มาจากรูปทรงของพีระมิด. มันเป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเพื่อให้ความอบอุ่นและแสงสว่างแก่แผ่นดินโลก<br>&nbsp; &nbsp; เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกทุกวันนี้ มีจำนวน 29 เสา&nbsp; เป็นเสาที่ตั้งอยู่ในประเทศอียิปต์ปัจจุบันจำนวน 9 เสา ส่วนอีก 20 เสานั้น กระจายกันอยู่ในประเทศต่างๆ คือ ในประเทศอิตาลี 11 เสา (รวมนครรัฐวาติกัน)&nbsp; สหราชอาณาจักร 4 เสา&nbsp; ส่วนในประเทศฝรั่งเศส โปแลนด์ อิสราเอล ตุรกี และ สหรัฐอเมริกา&nbsp; มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่ประเทศละ 1 เสา<br>&nbsp; &nbsp;ถึงแม้ว่าอาณาจักรอียิปต์จะเสื่อมอำนาจและล่มสลายลง&nbsp; แต่เสาโอบิลิสก์ก็เป็นเครื่องหมายยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์โบราณที่ยังเหลือเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันนี้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1315102821/12b022604f6c434927053e13dc8a18a7/obelisk_513220_960_720.jpg" />
         <pubDate>2021-08-29 03:12:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1702302043</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มัมมี่ Mummy (ภาสิณี วงศ์ทำเนียบ เลขที่18)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703641353</link>
         <description><![CDATA[<div>Mummyคือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">ประเทศอียิปต์</a> พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า "มัมมี่" มาจากคำว่า "มัมมียะ" <em>(Mummiya)</em> ซึ่งเป็นคำในภาษา<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">เปอร์เซีย</a> มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a>และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทรายในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำยา</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316250719/a11f44c16017c10f4f9ed4c53c6d36ab/A5BC40BF_D8D9_4E92_9E21_99C9A16177A4.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:08:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703641353</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อักษรเฮียโรกลิฟิค (Hieroglyph) (กันยารัตน์ หงษ์กลาย เลขที่12)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703650304</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;ตัวอักษรของชาวอียิปต์โบราณหรือที่เรารู้จักว่าอักษรภาพ (Hieroglyphs) หรือ ไฮโรกริฟฟิค,ฮีโรกราฟิค&nbsp; มาจากภาษากรีก hieros (ศักดิ์สิทธิ์) + glypho (จารึก) ซึ่งไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนว่าการเขียนในอียิปต์โบราณที่เก่าที่สุดเกิด ขึ้นเมื่อ ไร ส่วนอักษรไฮโรกลิฟฟิคที่จารึกเป็นตัวสุดท้ายคือประกาศที่กำแพงวิหารในฟิเล (Philae) ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 394 การเขียนทั่วไปในชีวิตประจำวันใช้อักษรเฮียราติก หลังจากจักรพรรดิทีโอโดซิอุสที่ 1 (Theodosius I) สั่งปิดวิหารของพวกนอกรีตทั่วจักรวรรดิโรมันในช่วง ค.ศ. 457ความรู้เกี่ยวกับอักษรภาพนี้ก็ได้สูญหายไป<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฮโรกลิฟฟิคเพิ่งมีการอ่านและแปลความหมายได้อย่างชัดเจนเป็นระบบเมื่อมีการค้นพบหินโรเซตตาในปี ค.ศ.1799 ตัวอักษรที่จารึกบนแผ่นหินมีตัวอักษร 3 แบบ คือ กรีกโบราณ ดีโมติก และไฮโรกลิฟ จึงทำให้การเปรียบเทียบชื่อราชวงศ์ต่าง ๆ โดยใช้ตัวอักษร 3 แบบนี้ และทำให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ Jean-Francosis Champollion ชาวฝรั่งเศสถอดความอักษรนี้ใน 25 ปีต่อมา</strong></div><div><strong>อักษรไฮโรกลิฟฟิคมีทิศทางการเขียนเป็นได้หลายแบบ ทั้งแนวนอนซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย ,แนว ตั้งจากบนลงล่างทั้งซ้ายไปขวาหรือขวาไปซ้าย เราจะรู้ทิศทางการอ่านให้สังเกตจากการหันหน้าของรูปคนหรือสัตว์ ถ้ารูปหันหน้าไปทางขวาให้อ่านจากขวาไปซ้าย ถ้ารูปหันหน้าไปทางซ้ายให้อ่านจากซ้ายไปขวา หรือสรุปว่ารูปจะหันหน้าเข้าสู่จุดเริ่มต้นในการอ่านเสมอ<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อักษรไฮโรกลิฟอียิปต์ยุคต้นและยุคกลางใช้สัญลักษณ์ 700 ตัว ในยุคกรีก-โรมัน ใช้สัญลักษณ์มากกว่า 5,600 ตัว สัญลักษณ์แต่ละตัวบอกทั้งการออกเสียงและความหมาย เช่น คำว่า “จระเข้” จะเป็นรูปจระเข้รวมกับสัญลักษณ์แทนเสียง “msH” (อ่านว่า meseh) หรือคำว่า “แมว” จะใช้รูปแมวรวมกับสัญลักษณ์แทนอักษร “miw” (อ่านว่า meeoo)<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อักษรที่มีลักษณะเช่นเดียวกับอักษรไฮโรกลิฟของอียิปต์จะเรียกอักษรไฮโรกลิฟด้วยเช่น อักษรไฮโรกลิฟของชาวมายา,ชาวฮิทไทน์,ชาวลูเวียน ฯลฯ<br></strong><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คน อียิปต์ในปัจจุบันไม่ได้พูดและใช้ภาษาอียิปต์โบราณอีกแล้วแต่พูดภาษาอาหรับ ภาษาลูกของชาวอียิปต์โบราณที่เหลือคือ ภาษาคอปติกซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายคอปติกที่เรียก คอปติกเชิร์ช</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/952105345/76f240463c57167f1068848e5a59c586/hieroglyphics_table.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:12:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703650304</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สฟิงซ์​ (ณฐพน​ธ์​ สว่าง​วงศ์​)​เลขที่​2​ ม.6/7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703651124</link>
         <description><![CDATA[<div>สฟิงซ์คือชื่อ สัตว์ประหลาด ในตำนานไอยคุปต์วิทยา และมีในตำนานชนชาติอื่นด้วย มีลักษณะต่างกันไป แต่จะมีตัวเป็นสิงโตเหมือนกัน สฟิงซ์ในตำนานกรีก มีใบหน้าและช่วงอก เป็นหญิงสาว มีปีกแบบนกอินทรีย์ และสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ สฟิงซ์จะคอยถามคำถาม กับมนุษย์ที่หลงมาพบมันเข้า หากตอบคำถามไม่ได้ มนุษย์ผู้เคราะห์ร้ายนั้นก็จะถูกสังหาร ส่วนสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณ ไม่มีปีกมีหน้าเป็นมนุษย์ผู้ชาย และยังมีแบบที่หัวเป็นแกะ<br>ประมาณ 1 พันปีต่อมา หลังจากยุคสมัยของฟาโรห์คาเฟรที่มหาสฟิงซ์ถูกสร้างขึ้น มหาสฟิงซ์ถูกพายุทรายพัดทับถมจนเหลือให้เห็นเพียงส่วนหัว เล่ากันว่ามีเทพเจ้ามาเข้าฝัน เจ้าชายธุตโมส บอกให้พระองค์นำทรายที่ทับถมมหาสฟิงซ์ออก หากทำตามจะส่งผลให้ พระองค์ได้เป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่ มหาสฟิงซ์ จึงได้รับการดูแลรักษาเป็นครั้งแรก<br>ปัจจุบันใบหน้ามหาสฟิงซ์ ถูกทำลายจนแทบสังเกตรายละเอียดไม่ออก ร่ำลือกันว่า เกิดจากทหารของ นโปเลียน ที่มาอียิปต์ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ใช้ใบหน้าของมหาสฟิงซ์ เป็นเป้าซ้อมยิงปืน ทำให้รูปงูแผ่แม่เบี้ยที่หน้าผากชำรุดเสียหาย จมูกแหว่ง และเคราหลุด อย่างไรก็ตามจากหลักฐานภาพวาดเก่าแก่เมื่อ 400 ปีก่อน พบว่าจมูกของมหาสฟิงซ์ชำรุด ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และมีบันทึกของอาหรับว่า ใบหน้าสฟิงซ์ถูกทำลาย ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้ายุคสมัยของ นโปเลียน หลายร้อยปี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1120648465/2ec8811d397c38eaa279df5d7cd81bff/Screenshot_20210830_110518_com_huawei_browser.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:13:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703651124</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พีระมิดคูฟู (วงศ์ชนก ศรีกุล เลขที่ 20)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703656669</link>
         <description><![CDATA[<div>พีระมิดคูฟู หรือ พีระมิดคีออปส์ นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา : The Great Pyramid of Giza เป็น พีระมิดในประเทศอียิปต์ที่มีความใหญ่โตและเก่าแก่ที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้งสามแห่งกีซา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัย ฟาโรห์คูฟู (Khufu) แห่ง ราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งปกครองอียิปต์โบราณ เมื่อประมาณ 2,600 ปีก่อนคริสตกาล หรือกว่า 4,600 ปีมาแล้ว<br><br>เพื่อใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพ ไว้รอการกลับคืนชีพ ตามความเชื่อของชาวอียิปต์ในยุคนั้น มหาพีระมิดนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และเป็นหนึ่งเดียว ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน&nbsp; หลังจากสร้างแล้วเสร็จมีความสูงถึง 147 เมตร กลายเป็นสิ่งก่อสร้างสูงที่สุดในโลก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309850723/bf84595fb537a26c3450f7bed00d1135/2_3_1.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:15:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703656669</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พีระมิด (ญาดา พิณทอง ม.6/7 เลขที่14)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703657923</link>
         <description><![CDATA[<div>อารยธรรมในยุคโบราณหลายแห่งในโลกมีสิ่งก่อสร้างรูปพีระมิด โดยพีระมิดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">พีระมิดในอียิปต์</a>ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;action=edit&amp;redlink=1">สุสาน</a>ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a> โดยพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดคือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2">มหาพีระมิดแห่งกิซ่า</a> ซึ่งเป็นหนึ่งใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก</a>ยุคโบราณ และเป็นสิ่งเดียวที่ยังอยู่มาจนถึงยุคปัจจุบัน องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของพีระมิดคือหินทราย ซึ่งหินทรายดังกล่าวจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ต้องใช้แรงงานคนนับแสนในการสร้างพีระมิดแต่ละองค์ โดยใช้เวลาในการสร้างไม่ต่ำกว่า 10 ปี</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316259741/78c058faab975946ab41fd760f421f22/DEDF6727_1166_4230_B717_1931757BA135.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:15:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703657923</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิหารคาร์นัค (Karnak Temple Complex) กชพร นิยมวรรณ์ ม.6/7 เลขที่9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703658981</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br>วิหารคาร์นัคสถานที่ท่องเที่ยวอียิปต์ที่เป็นศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในเมืองลักซอร์ (Luxor) เป็นวิหารกลางแจ้งที่มีกำแพงสูงใหญ่กว่า 1,000 ฟุต ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพเจ้าอะมอน-รา (Amon-Ra) เทพแห่งดวงอาทิตย์ในตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ของอียิปต์ อีกทั้งสร้างเพื่อใช้เป็นสถานที่จัดพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา<br><br></div><div>นอกจากหินและเสาหินจำนวนมากที่เพื่อนๆ จะได้ชมแล้ว ยังมีสฟิงซ์ให้ได้ชมอีกด้วย วิหารคาร์นัคประกอบไปด้วย 3 วิหาร ได้แก่ วิหารเทพอะมอนรา วิหารเทพมอนดู และวิหารเทวีมัต นอกจากนี้ยังมีห้องโถงขนาดใหญ่ถึง 65,000 ตารางฟุต พร้อมเสาขนาดใหญ่ 134 ต้น แต่ละต้นต้องใช้คนหลายสิบคนโอบ บอกเลยว่าที่นี่สวยทั้งตอนกลางวันและตอนกลางคืน ซึ่งในตอนกลางคืนมีการแสดงแสง สี เสียง ให้ได้ชมกันด้วย<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/963216368/2498402a0fa292a0bdf0cd27d36bae62/C2C2E44B_D854_40C8_B7AD_B20641ADD052.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:16:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703658981</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เทพแมว(Bastet)-(กมลชนก แนวพนา เลขที่ 11)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703659148</link>
         <description><![CDATA[<div>ในอารยธรรมอียิปต์มีการบูชาแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากชาวอียิป์นับถือ เทพีบาเตส (Bastet) เทพีแห่งความรักความอุดมสมบูรณ์ และช่วยต่อต้านสิ่งชั่วร้ายและความเจ็บป่วย เทพีองค์นี้มีส่วนหัวเป็นแมว ลำตัวเป็นคน เมื่อมีแมวเป็นสัตว์เทพเจ้า ชาวอียิปต์จึงมีกฎห้ามทำร้ายแมว หรือนำแมวออกจากอาณาจักร ผู้ใดละเมิดกฎอาจมีโทษถึงชีวิต มีตำนานเล่าว่าทหารโรมันผู้หนึ่งฆ่าแมวโดยไม่ตั้งใจ แต่นั่นทำให้ชาวอียิปต์โกรธแค้นมากจนรวมตัวกันสังหารทหารโรมัน</div><div>นอกจากจะบูชาแมวแล้ว แมวยังมีประโยชน์ต่อชาวอียิปต์คือพวกมันช่วยกำจัดหนูและล่างูด้วย ซึ่งสัตว์ทั้งสองชนิดนี้นับเป็นภัยคุกคามชาวอียิป์ในยุคโบราณอย่างมาก จึงไม่แปลกที่จะยกย่องบูชาแมวเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพเจ้า แมวยังปรากฏในอักษรเฮียโรกลิฟฟิคของชาวอียิป์ โดยคำว่าแมวนั้นคือ “miu” หรือ “mau” ซึ่งสอดคล้องกับเสียงร้องของแมวนั่นเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316247222/9b3dd8b435ad07aa19ec77fc17819884/C7B66972_18AA_4B81_8082_A6302F41A628.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:16:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703659148</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โถคาโนปิค(Canopic) - (วรรณศิลป์ อยู่หลง เลขที่ 26)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703668815</link>
         <description><![CDATA[<div>ชาวอียิปต์โบราณ ในระหว่างขั้นตอนการทำมัมมี่เพื่อจัดเก็บและรักษาไฟล์ อวัยวะภายใน ของเจ้าของสำหรับไฟล์ ชีวิตหลังความตาย. พวกเขามักจะแกะสลักจาก หินปูน หรือทำจากเครื่องปั้นดินเผา ไหเหล่านี้ถูกใช้โดยชาวอียิปต์โบราณตั้งแต่สมัย อาณาจักรเก่า จนถึงเวลา ช่วงปลายเดือน หรือ ระยะ Ptolemaicซึ่งในเวลานั้นอวัยวะภายในถูกห่อและวางไว้กับร่างกาย อวัยวะภายในไม่ได้เก็บไว้ในโถทรงกระบอกเดียว แต่ละโถสงวนไว้สำหรับอวัยวะเฉพาะ คาโนปิก สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงที่ผิดพลาดโดยชาวไอยคุปต์ยุคแรกกับตำนานกรีก<br>คาโนปุส - กัปตันเรือของ Menelaus บน เดินทางไปยังเมืองทรอย<br>"ผู้ซึ่งถูกฝังไว้ที่ Canopus ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำซึ่งเขาถูกบูชาในรูปแบบของไห"<br>อาณาจักรเก่าแทบไม่ได้ถูกจารึกไว้และมีฝาปิดธรรมดา ใน อาณาจักรกลาง การจารึกกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นและฝาปิดมักอยู่ในรูปของศีรษะมนุษย์ โดย ราชวงศ์ที่สิบเก้า แต่ละฝาทั้งสี่เป็นภาพหนึ่งใน บุตรชายสี่คนของโฮรัสในฐานะผู้พิทักษ์อวัยวะ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316261270/1f36adf64bf36c3cdc65a3819d6451fe/_______.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 04:20:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703668815</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิหารบูชาเทพฮอรัส (ลีลาวดี วิสุทธิเมธากร เลขที่19)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703707030</link>
         <description><![CDATA[<div>วิหารฮอรัสเป็นวิหารที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในอียิปต์ สร้างสมัยราชวงศ์ทอเลมีที่ 3 ยุคสุดท้ายของอาณาจักรอียิปต์ ช่วงราว 237 ปีก่อนคริสตกาล ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ทอเลมี คือนายพลปโตเลมี ชาวกรีกหลังกองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชของกรีกยึดอียิปต์ได้สำเร็จ พระนางคลีโอพัตราผู้โด่งดังเป็นฟาโรห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทอเลมี และอาณาจักรอียิปต์<br><br>ฮอรัสคือใคร<br>ศีรษะเป็นเหยี่ยวร่างกายเป็นมนุษย์ผู้ชาย ดวงตาข้างซ้ายคือดวงสุริยะ ดวงตาข้างขวาคือดวงจันทร์<br><br>เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า ตามพระนามแปลว่า เทพผู้อยู่เบื้องบน<br><br>ตัวแทนองค์ฟาโรห์ เชื่อมโยงถึงกษัตริย์ และมีความเชื่อว่าเป็นผู้กอบกู้อาณาจักรอียิปต์จากอธรรมในยุคเทพเจ้าปกครอง<br><br>มีตำนานที่เล่าว่า กษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์ในสมัยดึกดำบรรพ์ (ก่อนเกิดอาณาจักรอียิปต์โบราณเมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว) เป็นเทพเจ้า และเทพฮอรัสเป็นเทพองค์สุดท้ายที่อวตารมาเป็นมนุษย์ปกครองอียิปต์ช่วยกู้อาณาจักรอียิปต์จากเทพเซธ ผู้มีศักดิ์เป็นอา (น้องชายเทพโอสิริสภาคอวตาร พระบิดาของเทพฮอรัส) แย่งราชบัลลังก์ เทพฮอรัสกู้อียิปต์คืนจากเทพเซธได้และปกครองอียิปต์เจริญรุ่งเรือง เมื่อสิ้นสุดการปกครองของเทพฮอรัส บรรดาทวยเทพก็ปล่อยให้มนุษย์ปกครองอียิปต์กันเอง<br><br>ลีลาวดี วิสุทธิเมธากร 6/7 เลขที่19</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=UW1STaXCogM" />
         <pubDate>2021-08-30 04:39:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703707030</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กระดาษปาปิรุส (Papirus)(กิมรักษ์ สมชัย เลขที่13)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703772112</link>
         <description><![CDATA[<div>กระดาษแผ่นแรกของโลกผลิตโดยชาวอียิปต์โบราณ ที่ทำมาจากต้นกกและเรียกว่ากระดาษปาปิรุส มีการพบว่ามีการใช้จารึกพวกบทสวด คำสรรเสริญเทพเจ้าแล้วก็คำสาบานบรรจุไว้ในพีระมิดของอียิปต์ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีการใช้กระดาษปาปิรุส เมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล<br>กระดาษปาปิรุสมีความยืดหยุ่นและคงต่อสภาพอากาศอันแห้งแล้งของอียิปต์ได้ดี&nbsp; อียิปต์ใช้บันทึกข้อความสรรเสริญเทพเจ้าและเหตุการณ์ต่างๆในสมัยอียิปต์ โบราณ ว่ากันว่าได้มีการประดิษฐ์อักษรลงบรกระดาษปาปิรุสที่เรียกกันว่า&nbsp;<br>ตัวอักษรฮีโรกราฟฟิก&nbsp;<br><br>วิธีการสร้างกระดาษปาปิรัส ทำโดยการเฉือนต้นปาปิรัสบางๆตามแนวยาวแล้วนำไปตากแดด นำลำเลียงของลำต้นจะทำให้เยื่อไม้ติดกันเป็นแผ่น ส่วนขนาดก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนแผ่นของลำต้น เมื่อแสร็จแล้วก็ม้วนเก็บไว้<br>ปาปิรุสได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เช่น นำมาเป็นเชื้อเพลิง สร้างบ้าน ต่อเรือ สานตะกร้า ตลอดจนตัดเย็บเสื้อผ้าโดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมที่ทำกระดาษจากต้นปาปิรุสนี้ถือเป็นความลับสุดยอดก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งองค์ฟาโรห์ทรงแต่งตั้ง ทำเป็นอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว ชาวบ้านจึงเรียกว่า ปะ - ปี๋ - ร่า ( Pa - Pe - Raa) หมายถึงกิจการที่เป็นขององค์ฟาโรห์ แต่ชาวกรีกโบราณออกเสียงเพี้ยนเป็นปาปิรัส แล้วคำคำนี้แหละ ก็แผลงมาเป็น "เปเปอร์ ( Paper"หรือกระดาษในปัจจุบัน )</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/947219463/84dea8805880bf3561e5dd36f4962ecb/1630299749977.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 05:08:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703772112</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หุบเขากษัตริย์ (ณัฏฐณิชา ทองจันทร์ เลขที่22)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703872971</link>
         <description><![CDATA[<div>หุบเขากษัตริย์ตั้งอยู่บนฝั่งทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์ <br>หุบเขานี้เป็นสุสานของฟาร์โรห์ตั้งแต่สมัย Tuhtmose หลบซ่อนอยู่ในเทือกเขาTheban มีทั้งบรรพกษัตริย์เหล่าราชวงศ์และขุนนางทั้งหลาย <br>&nbsp; หุบผากษัตริย์ถูกใช้สำหรับเป็นสถานที่ฝังศพอยู่ราว500 กว่าปี โดยเริ่มตั้งแต่ 1,539 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง 1075 ปีก่อนคริสตกาลในรัชสมัยของฟาโรห์รามเซสที่ 11&nbsp; มีสุสานในหุบเขาแห่งนี้อย่างน้อย 63 สุสานแม้ชื่อจะบ่งบอกว่าเป็นหุบเขาสำหรับบรรจุพระศพของฟาโรห์เท่านั้น แต่ในความจริงกลับมีสุสานของเหล่าผู้สูงศักดิ์มากมายอยู่ รัชสมัยของฟาโรห์รามเซสที่ 1 (Ramesses I) ได้มีการก่อสร้าง<strong>หุบผาราชินี</strong> (Valley of the Queens) เพื่อเป็นสุสานสำหรับราชินี โดยเฉพาะแต่ถึงกระนั้นราชินีบางองค์ก็เลือกที่จะถูกฝังเคียงข้างพระสวามีในหุบผากษัตริย์<br> เเละมีความเชื่อว่าถ้าหากใครที่เข้าไปรบกวนฟาโรห์ก็ต้องมีอันเป็นไป<br> &nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/947219477/adf4d0a06863480e2879237b59d97e59/5AE237DA_2611_4BCC_A952_2A4D874B2109.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 06:01:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703872971</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ศาสตร์ความงามอียิปต์โบราณ (น.ส.ธนัชญา วิสุทธิแพทย์ เลขที่15)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703940299</link>
         <description><![CDATA[<div>พิธีกรรมเสริมความงามในยุคอียิปต์โบราณนั้นเริ่มต้นที่ห้องน้ำของสตรีฐานะร่ำรวย ตามธรรมเนียมในสมัยอาณาจักรกลาง (Middle Kingdom) หรือช่วงระหว่าง 2,030 และ 1,650 ปีก่อนคริสตกาล ที่สตรีในระดับนั้นจะได้รับการปฏิบัติปรนเปรออย่างเต็มที่ โดยก่อนที่จะแต่งแต้มเติมสีสัน จะต้องมีการเตรียมผิวเสียก่อน<br><br></div><div>กระบวนการดังกล่าวมักเริ่มที่การขัดผิวด้วยเกลือจากทะเลเดดซี หรือไม่ก็อาบน้ำนม พร้อมๆ กับการมาสก์ผิวหน้าด้วยน้ำนมผสมน้ำผึ้งที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น จากนั้น บางคนอาจเลือกใช้เม็ดธูปหอมทาบริเวณใต้วงแขนต่างผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายในสมัยนี้ และทาผิวด้วยน้ำมันกลิ่นดอกไม้หรือเครื่องเทศหอมเพื่อให้ผิวนุ่มละมุน<br><br></div><div>อีกเรื่องที่น้อยคนจะทราบก็คือ ชาวอียิปต์ในสมัยโบราณยังเป็นผู้คิดค้นวิธีกำจัดขนด้วยแว๊กซ์ ด้วยการผสมน้ำผึ้งกับน้ำตาล ดังเช่นผลิตภัณฑ์ที่ธุรกิจด้านความงามหลายแห่งนำมาใช้ในปัจจุบันด้วย<br>ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณพบว่า วัสดุ Kohl หรือผงสำหรับทาเปลือกตานั้นเป็นมากกว่าการเสริมความงาม เพราะยังช่วยปกป้องสายตาจากแสงจ้าของดวงอาทิตย์ เพราะภาษาอียิปต์ที่มีความหมายว่าเป็น makeup palette หรือ ตลับสีแต่งหน้า นั้นมีความหมายดั้งเดิมว่า “การปกป้อง” ขณะที่ส่วนผสมแร่ที่อยู่ในวัสดุนี้ยังมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียด้วย<br><br></div><div>ส่วนสีปากนั้น คนโบราณมักใช้ดินเหลืองที่ใช้ทำสี ผสมกับไขมันจากสัตว์และน้ำมันพืช ขณะที่ตำนานเล่าขานกันว่า คลีโอพัตรา พึงพอใจใช้สีแดงจากด้วงสีแดงมาทาปากมากกว่า แต่ส่วนสำคัญในการผสมสีทาปากนั้นคือไอโอดีนและธาตุโบรมีนแมนไนท์ ซึ่งทำให้สีที่ได้มีความเป็นพิษที่อาจคร่าชีวิตคนได้ ซึ่งอาจเป็นที่มาของคำว่า จูบมรณะ ก็เป็นได้<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316247172/d44e86b1677e12ca4ac22b865f9d84be/D5DC90F8_56AE_4BA3_B8C1_6455D2063D00.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 06:39:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1703940299</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หนังสือการ์ตูนและเก็บการ์ดยูกิโอ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704059019</link>
         <description><![CDATA[<div>ผลงานความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโบราณถูกนำมาทำเป็นการ์ตูนและเก็บการ์ดแสดงถึงความยิ่งใหญ่ให้โลกได้รู้ในรูปแบบที่เข้าถึงได้ง่ายและเด็กๆชอบโดยนำเรื่องราวของฟาโรห์และพีระมิดมานำเสนอ<br>นายเอกภักดิ์&nbsp;ภักตะไชย เลยที่8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1316247443/6c83f13d8cf3dfeb5795b785e90a4bdf/images.jpeg" />
         <pubDate>2021-08-30 07:55:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704059019</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เทพแห่งความตาย​ อานูบิส​ (นายณัฐตรัยรัตน์​ แซ่เจียว​ เลขที่1)​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704071018</link>
         <description><![CDATA[<div>อานูบิส (Anubis) คือชายสวมหน้ากากสุนัขสีดำ อันมีความหมายถึงความตายและการเกิดใหม่ ตามตำนานเล่าว่าเทพเจ้าอนูบิสเป็นผู้ดองมัมมีพระศพของเทพเจ้าโอซิริส ด้วยเหตุนี้ในพิธีการทำศพของชาวอียิปต์โบราณ และโลกหลังความตายของมนุษย์ จึงมีเทพองค์นี้ประกอบอยู่ในเรื่องราวและมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก​ หน้าที่หลักของอานูบิสคือการนำดวงวิญญาณของคนตายไปสู่ยมโลก ทั้งนี้ก็เพื่อให้วิญญาณผู้นั้นได้รับผลกรรมที่ตนได้ทำเอาไว้ก่อนตาย เมื่อถึงหอพิพากษา เทพอนูบิสจะนำหัวใจคนตายไปวางบนตาชั่ง ชั่งน้ำหนักเทียบกับ “ขนนก”ถ้าผู้ตายทำบาปไว้มาก หัวใจของเขาจะมีน้ำหนักมากกว่าขนนก เทพอนูบิสจะมีหน้าที่ส่งเขาไปสู่การลงทัณฑ์ เป็นเหยื่ออสุรกายในนรกที่มีนามว่า “อัมมุท” (Ammut) กลืนกินหัวใจของดวงวิญญาณตนนั้นเข้าไปทันที ทำให้ดวงวิญญาณตนนั้นสลายไปตลอดกาล แต่หากหัวใจของผู้ตายมีน้ำหนักเบากว่าขนนก แสดงว่าผู้ตายเคยทำกรรมอันเป็นกุศลไว้มาตั้งแต่ตอนที่คนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสมควรที่จะได้รับพรให้มีชีวิตเป็นนิรันดร์จากเทพโอชิริส และเดินทางไปอยู่ในสถานที่ที่เรียกว่า “Fields of the Reed” หรือสวรรค์ของชาวอียิปต์นั่นเอง​&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การนับถือเทพองค์นี้มีมาอย่างยาวนานมากแล้ว มีการสร้างรูปปั้นหมาในสีดำหรือสีทองขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของเทพอานูบิส ลักษณะของเทพอานูบิสเป็นเทพที่มีลำตัวเป็นมนุษย์ มีส่วนศีรษะไปจนถึงลำคอเป็นหมาในสีดำ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าการที่ลักษณะของเทพอานูบิสมีใบหน้าเป็นหมาใน ก็เพราะสัตว์ชนิดนี้มักจะหากินในช่วงกลางคืน และพบได้บ่อยแถวๆสุสานของคนตาย ซึ่งทำให้ในสมัยโบราณ นักบวชที่ทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะสวมหน้ากากที่มีลักษณะเป็นรูปหมาใน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการบูชาเทพอานูบิส<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คำสาป<br>ในการเปิดสุสานตุตันคาเมน การขุดค้นทางโบราณคดีครั้งยิ่งใหญ่ของอียิปต์ คณะนักขุดพบเทวรูปเทพอนูบิส ในลักษณะของสุนัขสีดำ นอนหมอบอยู่บนหีบขนาดใหญ่มีคานหาม นี่เป็นคำเตือนถึง “ความตาย” ซึ่งผู้บุกรุกทุกคนจะต้องเผชิญ และมันก็เกิดขึ้นจริง ผู้เกี่ยวข้องการขุดค้นสุสาน อันเป็นที่พำนักสุดท้ายของยุวเทวกษัตริย์ (ฟาร์โรตุตันคาเมน) ทั้งหมดได้รับชื่อเสียงและการยกย่องสรรเสริญ แต่ต่อมาทุกคนต่างก็พากันล้มตายด้วยโรคลึกลับ ในเวลาไล่เลี่ยกัน<br><br>เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ในปี 1922 ลอร์ด คาร์นาร์วอน ได้ว่าจ้างคณะสำรวจของ นายโฮเวิร์ด คาร์เตอร์ เข้าไปทำการสำรวจค้นหาสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนในหุบผากษัตริย์ เมืองลักซอร์ โดยคาร์เตอร์ใช้เวลาถึง 10 ปี ในการค้นหาสุสาน พวกเขาค้นพบห้องเก็บพระศพ พร้อมกับฝาโลงที่ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ ทั้งทรัพย์สมบัติอีกมากมาย ทุกคนดีใจกันมาก ทำให้ละเลยคำสาปที่นักบวชไอยคุปต์บรรจงสลักไว้ภายในสุสาน “มรณะจักโบยบินมาสังหารสู่ผู้บังอาจรังควานสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์” ข้อความที่เปี่ยมด้วยอาถรรพ์นี้ ก่อให้เกิดการตายอย่างน่าพิศวง ไล่มาตั้งแต่<br>ลอร์ด คาร์นาร์วอน เสียชีวิตอย่างกะทันหันภายในห้องพักของโรงแรมในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ สาเหตุการตายเนื่องจากถูกยุงกัด ทำให้เป็นนิวมอเนีย แต่ที่น่าประหลาดอย่างยิ่งก็คือ ที่มัมมี่ของฟาโรห์ตุตันคามุนก็มีรอยยุงกัดที่แก้มซ้าย ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ลอร์ดคาร์นาร์วอนถูกยุงกัดเช่นกัน<br><br>ภายในเวลา 6 ปีที่มีการขุดสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน ผุ้ที่ได้ร่วมขุดค้นล้มตายไปถึง 12 คน โดยส่วนใหญ่มีอาการเหนื่อยอ่อนและเสียชีวิตไปเฉยๆโดยที่แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้ และภายในระยะเวลา 7 ปี มีผู้ร่วมในการขุดสุสานฟาโรห์ตุตันคามุนรอดชีวิตอยู่เพียง 2 คนเท่านั้น<br><br>นอกจากนี้ยังมีบุคคลใกล้ชิดของผู้ที่ร่วมขุดสุสานจำนวนถึง 22 คน ได้ถึงแก่กรรมไปทั้งที่ยังไม่สมควรแก่เวลา และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ เลดี้คาร์นาร์วอน ภรรยาของลอร์ด คาร์นาร์วอนที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากเกิดอาการเสียสติ<br>​</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.youtube.com/watch?v=U48tpVTme4g" />
         <pubDate>2021-08-30 08:04:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704071018</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แม่น้ำไนล์ สายน้ำยาวไกลที่สุดในโลกแห่งทวีปแอฟริกา ความยาวมากกว่า 6,695 กม. ไหลผ่าน 11 ประเทศ รวมถึงเอธิโอเปีย ซูดานและอียิปต์(นายภาสกร ศรีภุมมา ม.6/7 เลขที่4)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704145564</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ต้นกำเนิดแม่น้ำไนล์ เกิดจากการรวมตัวของแม่น้ำสายใหญ่ 2 สาย คือ แม่น้ำบลูไนล์ (Blue Nile) จากเอธิโอเปีย กับแม่น้ำไวต์ไนล์ (White Nile) จากแอฟริกาฝั่งตะวันออก รวมถึงเคนยา แทนซาเนีย ยูกันดา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และซูดานใต้ ไหลไปรวมกันในซูดาน ผ่านอียิปต์ออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน<br><br></div><div><br>ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำไนล์หล่อเลี้ยงอารยธรรมโบราณมากมาย รวมถึงอารยธรรมอียิปต์อายุเก่าแก่กว่า 5,000 ปี<br><br></div><div><strong><br>ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังคืบคลานสู่แม่น้ำไนล์เช่นเดียวกับลุ่มแม่น้ำสายสำคัญๆของโลกอีกหลายแห่งนับตั้งแต่งานก่อสร้างเขื่อน “แกรนด์ เอธิโอเปียน เรเนส์-ซองซ์” ––Grand Ethiopian Renaissance Dam หรือ GERD บนแม่น้ำสายบลูไนล์ บริเวณชายแดนเอธิโอเปียกับซูดานเมื่อช่วงปี 2554<br><br></strong><br>แต่ด้วยประชากร<a href="https://www.thairath.co.th/tags/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C"><strong>อียิปต์</strong></a>เพิ่มขึ้นเรื่อยๆใกล้ถึง 100 ล้านคนเข้าไปทุกที ยิ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำจืดมากขึ้นอีก เพราะอียิปต์พึ่งพาแหล่งน้ำจืดจากแม่น้ำไนล์ใช้ในประเทศมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์<br><br></div><div><br>ชาวอียิปต์ใช้น้ำเฉลี่ยต่อคนต่อปีราว 570 ลูกบาศก์เมตร แต่รัฐบาลจำเป็นต้องกักตุนน้ำเผื่อเหลือเผื่อขาดให้ได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีราว 1,000 ลูกบาศก์เมตร<br><br></div><div><strong><br>แหล่งน้ำในอียิปต์มากราว 80 เปอร์เซ็นต์ ถูกใช้เพื่อการเกษตร แต่ยิ่งผลพวงจากสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือ “ไคลเมต เชนจ์” ส่งผลกระทบต่อชาวโลกรุนแรงขึ้น ปัญหาการแย่งและแบ่งปันแหล่งน้ำจืดก็จะขยับขั้นเข้มข้นขึ้นด้วย<br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://4.bp.blogspot.com/_poMwsrfXFXs/S5SbSot3ueI/AAAAAAAAAFo/BUeYhM7VPg8/s320/red_sea202.jpg" />
         <pubDate>2021-08-30 08:53:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1704145564</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิหารฟิเลย์ Philae Temple (พิชชา สงวนหงษ์ เลขที่ 16)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1714718901</link>
         <description><![CDATA[<div>วิหารฟิเลย์ ตั้งอยู่ที่เมืองอัสวาน สร้างโดยฟาโรห์ในราชวงศ์ปโตเรมี เป็นวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพีไอซิส ที่ตั้งอยู่กลางแม่น้ำ วิหารนี้ความสำคัญและงดงามมาก ในอดีตวิหารฟิเลย์เคยถูกสร้างขึ้นบนเกาะฟิเลย์กลางแม่น้ำไนล์ แต่เมื่อเขื่อนอัสวานสร้างเสร็จ วิหารทั้งวิหารก็จมอยู่ใต้น้ำ จึงทำให้บางส่วนของวิหารฟิเลย์ถูกน้ำกัดเซาะ หลังจากนั้นทางยูเนสโก้ จึงทำกาแยกส่วนวิหารฟิเลย์ แล้วทำการเคลื่อนย้ายมาประกอบใหม่ที่เกาะอากิลเกียโดยอยู่สูงกว่าระดับน้ำ 20 เมตร ใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายและประกอบทั้งหมด 8 ปี<br><br>บริเวณวิหารฟิเลย์ ประกอบไปด้วยเสาระเบียง ซึ่งสลักลวดลายเกี่ยวกับพิธีบูชาเทพเจ้า สถาปัตยกรรมเก่าสุดในหมู่วิหารฟิเลย์ คือ Portico of Nectanebo เริ่มก่อสร้างในรัชสมัยของ Nectanebo I ราว 380 - 362 ปีก่อนคริสตกาล Portico of Nectanebo อยู่ทางใต้ของเกาะ มีเสาสูงหลายต้น ทางเดินกว้างใหญ่ระหว่างเสาสูงทั้ง 2 ข้าง มีตลอดทางจาก Portico ไปจนถึงวิหารแห่งเทพีไอซิส&nbsp; วิหารเทพีไอซิส (Temple of Isis) ตั้งอยู่ทางด้านเหนือสุด วิหารนี้มีความสำคัญและงดงามมาก เปรียบเสมือนปราการสุดท้ายของศาสนาสมัยอียิปต์โบราณ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309841069/b886e3850e51289345b2d3b18946c2ea/image_750x_610ea58658075.jpg" />
         <pubDate>2021-09-03 06:06:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1714718901</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เทพีฮาเธอร์ (Hathor) (น.ส พัทธ์ธีรา อภิบาลศรี ชั้น ม.6/7 เลขที่ 24)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1714990470</link>
         <description><![CDATA[<div>เทพีฮาเธอร์ คือ เทพแห่งความรัก ความเป็นแม่ และเป็นเทพีแห่งสตรีทั้งมวล เป็นเทพแห่งการเจริญพันธุ์และการให้กำเนิด รวมทั้งเรื่องสุขภาพ ความงาม โดยมีนักบวชที่บูชาเทพฮาเธอร์มีทั้งนักบวชชายและหญิงมีงานเทศกาลต่างๆ ที่เฉลิมฉลองเพื่อบูชาเทพฮาเธอร์ อีกทั้งยังเป็นเทพผู้คุ้มครองฟาโรห์</div><div><br></div><div>ตำนาน</div><div>   หนึ่งในเทพเก่าแก่ที่อยู่คู่ชาวไอยคุปต์มานาน เทพราสร้างเทพีฮาเธอร์มาจากน้ำตาของพระองค์ การบูชาเทพฮาเธอร์ปรากฏมาตั้งแต่ในสมัยอาณาจักรเก่า หรือยุคที่แผ่นดินอียิปต์รวมกันและมีฟาโรห์เป็นเจ้าปกครองอาณาจักรเป็นครั้งแรก เมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ให้การเคารพบูชาเทพฮาเธอร์ในฐานะเทพของอียิปต์บน (เทพอียิปต์ล่างคือ บาสต์) และยังได้รับการเคารพบูชาเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์ทอเลมีปกครองอียิปต์ ยุคสุดท้ายการมีฟาโรห์ เทพฮาเธอร์เป็นเทพแห่งเดือน เฮทารา (Hethara) เดือนที่ 3&nbsp;</div><div>แห่งปีตามปฏิทินอียิปต์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1324730354/42d4c218f5ac906dc01e713f9da560a0/F29837C0_35D8_4B2D_BBDA_FD729B010B63.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-03 10:17:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1714990470</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พีระมิดเมนคูเร (ธนพร จันทเสน เลจที่23)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1718294698</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><pre><strong>พีระมิดเมนคูเร</strong> หรือ <strong>เมนคาวเร</strong> (Menkaure) หนึ่งใน<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">พีระมิดในประเทศอียิปต์</a> ที่ตั้งอยู่บริเวณ<a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B2&amp;action=edit&amp;redlink=1">ที่ราบสูงกีซา</a> ทางทิศตะวันตกนอก<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%A3">กรุงไคโร</a> สร้างโดย <a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ฟาโรห์เมนคูเร</a> หรือชื่อในภาษากรีกคือ ฟาโรห์ไมซีรีนัส (Micerinus) ทรงเป็นราชโอรสของ <a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%A3&amp;action=edit&amp;redlink=1">ฟาโรห์คาเฟร</a> ผู้สร้าง<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%A3">พีระมิดคาเฟร</a> และเป็นพระนัดดาของ<a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B8%9F%E0%B8%B9&amp;action=edit&amp;redlink=1">ฟาโรห์คูฟู</a> ผู้สร้าง<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2">มหาพีระมิดแห่งกิซ่า</a>ฟาโรห์เมนคูเรได้สร้างพีระมิด ขึ้นเป็นหลังที่สามที่ความสูง 65.5 เมตร (ปัจจุบันคงเหลือ ความสูง 62 เมตร) ฐานแต่ละด้านกว้างประมาณ 105 เมตร และเอียงทำมุมประมาณ 51 องศา ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กที่สุด ในหมู่พีระมิดทั้ง 3 แห่งกิซ่า แต่ก็ยังสูงประมาณอาคาร 18 ชั้น (เมื่อคิดความสูงที่ชั้นละ 3.5 เมตร)ทางทิศใต้ของพีระมิดเมนคูเร มีการสร้าง<a href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5&amp;action=edit&amp;redlink=1">หมู่พีระมิดราชินี</a>ทั้ง 3 (The Three Queen's Pyramids) เป็นที่ไว้พระศพของราชินี 3 องค์ในสมัยของฟาโรห์เมนคูเร หมู่พีระมิดราชินีทั้ง 3 นี้มักปรากฏในภาพถ่ายร่วมกับพีระมิดเมนคูเร</pre>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309840605/ba13ca33432282d18c04f3f0f19b47ad/0ED7EED7_6743_421B_B6B2_09937036F6F3.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-06 03:12:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1718294698</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หุบเขากษัตริย์ (The Valley of the Kings) นางสาว พิมพ์พิไล หงษ์วิเศษ เลขที่17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1718299626</link>
         <description><![CDATA[<div>หุบเขากษัตริย์ (The Valley of the Kings) เป็นหุบเขาแห่งสุสานที่ฝังหลุมศพของกษัตริย์และราชวงศ์ในราชอาณาจักรใหม่ (ตั้งแต่ราชวงศ์ที่ 18 ถึง 20 ของอียิปต์โบราณ)<br>• หุบเขากษัตริย์ ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ฝั่งตรงข้ามกับเมืองธีปส์ หรือเมืองลักซอร์ในปัจจุบัน<br>• ในปี 2006 ได้มีการค้นพบห้อง (เควี 63) และในปี 2008 ได้ค้นพบทางเข้าสุสานอีก 2 แห่ง หุบเขานี้มีหลุมศพอยู่ 64 แห่ง มีห้องมากกว่า 120 ห้อง เป็นที่ฝังพระศพที่สำคัญของราชวงศ์ของอาณาจักรใหม่แห่งอียิปต์โบราณ รวมถึงยังมีสุสานของบุคคลสำคัญอีกหลายแห่ง สุสานตกแต่งด้วยภาพของเทพเจ้าอียิปต์และได้ให้ข้อมูลความเชื่อเกี่ยวกับพิธีศพในช่วงเวลานั้น สุสานทั้งหมดดูเหมือนจะถูกเปิดและโจรรกรรมวัตถุโบราณไปแล้ว แต่ก็ยังให้แนวคิดเกี่ยวกับความมั่งคั่งและอำนาจในการปกครองในยุคนั้น<br>• หุบเขากษัตริย์ โด่งดังมาจากการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน (ที่เป็นที่เลื่องลือด้านคำสาปฟาโรห์) และยังถือเป็นหนึ่งในสถานที่โบราณคดีที่โด่งดังที่สุดในโลก ในปี ค.ศ. 1979 ถูกยกให้เป็นมรดกโลก ร่วมกับส่วนที่เหลือของธีบันเนโครโพลิส การค้นพบการขุดค้นหาวัตถุโบราณและการอนุรักษ์ยังคงดำเนินการต่อไป และยังถือเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309840928/b1b4e678a575b0ef2bb15ced86b4aa5b/D7907D34_8CE4_400C_98EE_1B517F069CD2.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-06 03:14:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1718299626</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มัมมี่ (กชพรรณ มันหาด เลขที่10)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1767435662</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>มัมมี่</strong> (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9">อังกฤษ</a>: Mummy) คือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษใน<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">ประเทศอียิปต์</a>พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า "มัมมี่" มาจากคำว่า "มัมมียะ" <em>(Mummiya)</em> ซึ่งเป็นคำในภาษา<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2">เปอร์เซีย</a> มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของ<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a>และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทรายในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำยา<br><br>ในอียิปต์โบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตหลังความตาย เกี่ยวกับการหวนกลับคืนร่างของวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปชั่วระยะเวลาหนึ่งจะหวนกลับคืนสู่ร่างเดิมของผู้เป็นเจ้าของ จึงต้องมีการถนอมและรักษาสภาพของร่างเดิม โดยการแช่และดองด้วยน้ำยาบีทูมิน ซึ่งจะช่วยรักษาและป้องกันไม่ให้ซากศพเน่าเปื่อยผุผังไปตามกาลเวลา<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1309839820/4f19ac71a11145d30e128033df15174a/01E8EDF3_11CD_40CB_ADDC_FD42C64495C0.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-25 14:52:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1767435662</guid>
      </item>
      <item>
         <title>  เรื่องของเทพเจ้าแมว &quot;บาสท์&quot; หรือบาสเต็ท (Bastet) เทวีผู้มีศีรษะเป็นแมว ร่างกายเป็นคน(ปณิฏตา สีแสงเขียว เลขที่ 21)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1769805630</link>
         <description><![CDATA[<div>หนึ่งในสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักอย่าง "แมว" ที่ทำให้คนทั่วโลกตกหลุมรักจนปวารณาตัวเป็นทาสอย่างถอนตัวไม่ขึ้นนั้น สำหรับชาว<strong>อียิปต์</strong>โบราณแล้วมันเป็นมากกว่านั้นมากเลยทีเดียว เพราะเป็นถึงระดับ "เทพเจ้า" เลยทีเดียว นับได้ว่าแมวนั้นเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนโบราณแล้ว</div><div>&nbsp; &nbsp;เรื่องของเทพเจ้าแมว <strong>"บาสท์" หรือบาสเต็ท (Bastet)</strong> เทวีผู้มีศีรษะเป็นแมว ร่างกายเป็นคน ที่ชาวไอยคุปต์นับถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และความอุดมสมบูรณ์</div><div><br></div><div><strong>จุดเริ่มต้นของอียิปต์ กับความเป็นทาสแมว</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ชาวอียิปต์ในสมัยก่อนมีการทำไร่เพาะปลูกเป็นหลัก เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจึงนำมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง แต่เมื่อมีการเก็บของกิน สิ่งที่ตามมาก็คือบรรดาหนูที่จะเข้ามาแทะกินพืชไร่เหล่านั้นจนเน่าเสีย ทั้งยังเป็นพาหะให้เกิดโรคภัยต่างๆ ด้วย เหตุนี้จึงต้องมีการเลี้ยงแมวไว้ใช้จัดการโดยเฉพาะ แรกเริ่มนั้นเชื่อกันว่าพอเริ่มมีหนู ก็เริ่มมีแมวตามมาด้วย อยู่กับมนุษย์ไปๆ มาๆ ก็คงมีความสุข และอุดมสมบูรณ์ดี จากแมวป่าจึงกลายมาเป็นแมวบ้านในที่สุด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อปลอดภัยจากหนู งู และสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อการเกษตรกรรมของมนุษย์แล้ว แมวจึงได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ในที่สุด</div><div><strong>ตำนานของเทวีบาสท์</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ตามนิยายโบราณของชาวอียิปต์ กล่าวว่า <strong>เทพรา (Ra)</strong> ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ โดยมี<strong>พาชต์ (Pasht)</strong>หรือ จันทราเทวี เป็นมเหสีของเทพรา (Ra) ในยามกลางคืนสุริยเทพต้องไปซ่อนตัวในยมโลก พาชต์ จะใช้แสงอาทิตย์ในดวงตาช่วยส่องทางให้เทพราเดินทางได้สะดวก ซึ่งในการเดินทางแต่ละครั้งเทพราต้องต่อสู้กับงูยักษ์<strong>อะโปพิส (Apophis)</strong> ที่มาขวางทางโดยจำแลงกายเป็นแมว ถ้าชนะก็จะนำแสงสว่างมาสู่วันรุ่งขึ้น หากแพ้ก็จะไม่มีแสงสว่างในวันรุ่งขึ้น หรือเกิดสุริยคราสนั่นเอง ผู้คนก็จะส่งเสียงร้องตะโกนให้งูใหญ่ตกใจ และปล่อยเทพราแล้วแสงอาทิตย์ก็จะคืนสู่โลก วนเวียนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ซึ่งชาวไอยคุปต์ถือว่างูเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ และแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของสุริยเทพ มาจนถึงสมัยอาณาจักรใหม่ได้ถือว่า แมวตัวผู้เป็นร่างจำแลงของเทพรา (Ra) และแมวตัวเมียคือพระเนตรของเทพรา (Ra) ที่คอยส่องสว่างนำทางให้นั่นเอง</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในเมื่อแมวนั้นมีความสำคัญต่อชาวอียิปต์ขนาดนี้ จึงได้รับการยกย่องบูชาให้เป็นเทพ มีนามว่า <strong>บาสท์ B'sst</strong> (หรือบาสเต็ท Bastet) เทวีประจำเมือง<strong>บูบาสติส (Bubastis)</strong> ปัจจุบันคือเมืองเตลบาสตา (Tell-Basta) ในสมัยอียิปต์โบราณมีงานเทศกาลฉลองให้กับเทวีบาสท์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยจัดพิธีบวงสรวงด้วยเนื้อสัตว์ น้ำผึ้ง และผลไม้ มีสาวงามที่ประดับดอกไม้บนศีรษะมาร้องเพลงร่ายรำถวายเป็นการสนุกสนาน ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลใหญ่ของชาวไอยคุปต์เลยทีเดียว</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;เทวีบาสท์นั้นยังมีอีกภาคหนึ่งด้วย นามว่า<strong>เซ็คเมท (Sekhmet)</strong> ซึ่งจะแทนที่ศรีษะด้วยสิงโตเพศเมีย เป็นเทพีแห่งนักรบ (warrior) ซึ่งได้รับเทวโองการให้คอยขจัดคนชั่วผู้คิดกบฏต่อองค์สุริยเทพ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวจนสุริยเทพต้องทรงใช้อุบายทำให้กลับเป็นเทวีผู้พิทักษ์ (protector) แทน<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/963212430/d43382b01ceb291c93174e6919dcfb61/408AE340_5DB1_46E7_8D04_5E65CF0ED812.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-27 03:03:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1769805630</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1783459796</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ทินภัทร ทวีคู เลขที่7<strong>อียิปต์โบราณ</strong> หรือ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C"><strong>ไอยคุปต์</strong></a> เป็นหนึ่งใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1">อารยธรรม</a>ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2">ทวีปแอฟริกา</a> มีพื้นที่ตั้งแต่ตอนกลางจนถึงปาก<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B9%8C">แม่น้ำไนล์</a> ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C">ประเทศอียิปต์</a> อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ปีก่อนคริตศักราช <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93#cite_note-1"><sup>[1]</sup></a> โดยการรวมอำนาจทางการเมืองของอียิปต์ตอนเหนือและตอนใต้ ภายใต้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C">ฟาโรห์นาร์เมอร์</a>ซึ่งเป็น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C">ฟาโรห์</a>องค์แรกแห่งอียิปต์ และมีการพัฒนาอารยธรรมเรื่อยมากว่า 5,000 ปี <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93#cite_note-2"><sup>[2]</sup></a> ประวัติของอียิปต์โบราณปรากฏขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือที่รู้จักกันว่า "ราชอาณาจักร" มีการแบ่งยุคสมัยของอียิปต์โบราณเป็นราชอาณาจักร ส่วนมากแบ่งตามราชวงศ์ที่ขึ้นมาปกครอง จนกระทั่งราชอาณาจักรสุดท้าย หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "ราชอาณาจักรกลาง" อารยธรรมอียิปต์อยู่ในช่วงที่มีการพัฒนาที่เยอะมาก และส่วนมากลดลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่อียิปต์ชนพ่ายต่อการทำสงครามจากชาติอื่น ดังเช่นชาว<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2">อัสซีเรีย</a>และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C">เปอร์เซีย</a> จนกระทั่งเมื่อ 332 ปีก่อนคริสต์ศักราช ความเป็นอาณาจักรอียิปต์โบราณได้ล่มสลายลงเมื่อ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A">พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช</a>สามารถยึดครองอียิปต์ และจัดอียิปต์เป็นเพียงจังหวัดหนึ่งใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2">จักรวรรดิมาซิโดเนีย</a><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%93#cite_note-3"><sup>[3]</sup></a> แม้กระนั้นเอง อารยธรรมอียิปต์โบราณก็ดำรงอยู่ภายใต้<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B5">ราชวงศ์ทอเลมี</a>เชื้อสายกรีซและ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C_(%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99)">จักรวรรดิโรมัน</a> เกิดการผสมผสานเข้ากับอารยธรรมผู้ปกครองจนเลือนหายไปในที่สุด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/963212907/216d4b28c30597b497e6c112bf83ae0e/66390DBD_FDC9_4C64_9751_AC1F3778B12F.jpeg" />
         <pubDate>2021-10-01 06:18:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ubonrat_24/qnbcot7kmm4xitt6/wish/1783459796</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
