<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title> by Pitchaya Chiangka</title>
      <link>https://padlet.com/hunter_pitchaya/qjl4a9mwidqi</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2017-09-26 08:11:15 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-11-19 01:22:49 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Doubleheart.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>งาน</title>
         <author>hunter_pitchaya</author>
         <link>https://padlet.com/hunter_pitchaya/qjl4a9mwidqi/wish/199878538</link>
         <description><![CDATA[<div>วงจรการเมือไทยตามทัศนะของนายเอ็ดเวิร์ด คนุต<br><br>วันที่ 18 สิงหาคม 2557 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา “วิกฤติการเมืองไทยในสายตาต่างชาติ: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย<br><br></div><div>1) นายเอ็ดเวิร์ด คนุท (Edward Knuth) อาจารย์ประจำภาควิชาอังกฤษและอเมริกันศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2) นายมาร์ค ศักซาร์ (Marc Saxer) ผู้อำนวยการศูนย์ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES) ประเทศไทย องค์กรด้านการเมือง สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยในประเทศไทย และ 3) นายคลอดิโอ โซปรานเซตติ (Claudio Sopranzetti) นักมานุษยวิทยา จบปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ด้วยวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับบทบาทรถจักรยานยนต์ในสังคมไทย ทั้งการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ<br><br></div><div>นายเอ็ดเวิร์ดเริ่มต้นอธิบายถึงรูปแบบของการเมืองไทยในประวัติศาสตร์ โดยกล่าวว่าการเมืองไทยมีลักษณะเป็นวงจรอุบาทว์ 5 ขั้นตอน เริ่มจากระบอบเผด็จการที่มีการควบคุมของทหาร ตามด้วยการสร้าง “ประชาธิปไตยกระดาษ” คือมีรัฐธรรมนูญแต่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารอย่างแท้จริง ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลจากประชาชน เข้าสู่ระบอบ “ประชาธิปไตย” หลังจากนั้นจะเกิด “วิกฤติบางอย่าง” อันนำไปสู่การแทรกแซงทางทหาร และการปกครองเผด็จการอีกครั้ง<br><br></div><blockquote>วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย<br>1. ระบอบเผด็จการ<br>2. ประชาธิปไตยกระดาษ<br>3. ประชาธิปไตย<br>4. วิกฤติบางอย่าง<br>5. การแทรกแซงจากทหาร</blockquote><div>การเมืองไทยดำเนินมาในรูปแบบนี้มาโดยตลอด จาก 82 ปีของประชาธิปไตยไทย มีเพียง 19 ปีเท่านั้นที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีการรัฐประหาร 19 ครั้ง สำเร็จ 12 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 19 ฉบับ ทั้งถาวรและชั่วคราว ขณะที่มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง 9 คน จากนายกรัฐมนตรีทั้งหมด 28 คน และมีเพียงคนเดียวที่อยู่จนครบวาระและได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง<br><br></div><div>จนกระทั่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ทุกฝ่ายมองว่าประเทศไทยจำเป็นต้องหาทางออกจากวงจรอุบาทว์นี้ โดยการร่างกฎหมายสูงสุดให้ได้รับความเคารพและเชื่อถือจากทุกฝ่าย มีการฟังความเห็นถึง 3 ปี ก่อนจะทำสำเร็จ สิ่งที่แตกต่างออกไปของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างบนปัญหาของการเมืองไทย มีการรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุง จนเป็นที่ยอมรับและเคารพจากทุกฝ่าย ในเชิงรูปธรรมก็ได้จัดตั้งองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น<br><br></div><div>ในช่วงเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้เข้าสู่อำนาจ โดยมีภาพลักษณ์ของนักธุรกิจที่มีประสบการณ์ เป็นแกนนำความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ (Head of broad coalition) รวมไปถึงเป็นชื่นชอบของคนจน ขณะเดียวกันก็มีภาพลักษณ์ของการต่อต้านคอร์รัปชัน เนื่องจากไม่มีใครเชื่อว่าคนรวยขนาดนี้จะโกงได้ นายเอ็ดเวิร์ดระบุอีกว่า ในช่วงเวลานั้น งานวิจัยและบทความหลายชิ้นได้กล่าวว่าประเทศไทยได้มีประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว<br><br></div><div>อย่างไรก็ดี วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น นายเอ็ดเวิร์ดสร้างคำอธิบายขึ้นมา 3 อย่าง คือ<br><br></div><div>1) คอร์รัปชัน/อันตราย หรือเรียกว่ามุมมองของเสื้อเหลือง โดยเป็นความคิดของเหล่าชนชั้นกลางในเมืองที่มอง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นซูเปอร์คอร์รัปชัน มีการใช้อำนาจทางการเมือง เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้อง พวกพ้อง และประชาชนที่อยู่ฝั่งเดียวกัน เป็นอาชญากรที่ต้องจัดการ ขณะเดียวกันก็มองผู้สนับสนุนว่า เป็นฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงไปจนถึงเป็นพวกต้องการสงครามกลางเมือง<br><br></div><div>2) ชนชั้น/ประชาธิปไตย หรือมุมมองของเสื้อแดง ที่มองว่าประเทศไทยถูกชนชั้นนำในเมืองชี้นำการเมืองมาโดยตลอด จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย เป็นการดิ้นรนเพื่อสิทธิของพลเมืองของตนเอง<br><br></div><div>3) มองตามความเป็นจริง/อำนาจ คำอธิบายนี้กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มอำนาจต่างๆ ซึ่งต้องการรักษาฐานอำนาจของตน โดยใช้มวลชนเป็นเครื่องมือ ด้านเสื้อเหลืองโฆษณาชวนเชื่อว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นตอของการโกง ฝ่ายเสื้อแดงก็โฆษณาว่าเราต้องนำประชาธิปไตยกลับคืนมาจากชนชั้นนำ เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง<br><br></div><div>นายเอ็ดเวิร์ดสรุปว่า ยุคของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังอยู่ในวงจรอุบาทว์เช่นเดิม แต่มีความแตกต่างบางประการ ตัวอย่างเช่น วิกฤติการเมืองหลายครั้งเป็นวิกฤติที่สร้างขึ้นโดยตั้งใจ เพื่อทำให้การเมืองหยุดชะงักและเข้าสู่ทางตัน, มีการใช้วงจรอุบาทว์เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง เช่น การไม่ลงเลือกตั้ง การชุมนุม และเรียกร้องให้ทหารออกมารัฐประหาร และองค์กรอิสระและศาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง<br><br></div><div>ทางออกของปัญหานี้ นายเอ็ดเวิร์ดกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ทางออกของปัญหาคือทุกฝ่ายต้องยอมรับกฎหมาย ต้องต่อสู้กันในระบบ แม้จะแพ้หรือแม้กฎหมายจะไม่ยุติธรรมก็ตาม โดยกรณีหลังถึงแม้เราจะยอมรับคำตัดสิน แต่เรายังสามารถวิจารณ์คำตัดสิน นำออกมาเผยแพร่ให้ทุกฝ่ายรับรู้และค่อยปรับปรุงต่อไป<br><br></div><div>จากแนวทางดังกล่าว ทำให้นายเอ็ดเวิร์ดสรุปเพิ่มว่า คำอธิบายแรกหรือแนวคิดเสื้อเหลืองนั้นไม่ถูกต้องแน่นอน เนื่องจากการอ้างคำว่า “โกง” แล้วไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้นอกหนทางประชาธิปไตย ถ้ามีการโกงจริงต้องฟ้องร้องออกมา ต้องนำหลักฐานออกมาแสดงต่อสาธารณชน แต่จากการศึกษาพบว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะมัดตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ นอกจากนี้ ทางออกทางการเมืองยังมีอีกหลายทางนอกเหนือไปจากที่แนวคิดของฝ่ายเสื้อเหลืองกระทำอยู่และมองว่าทหารควรออกมาปกป้องประชาธิปไตยมากกว่า<br><br></div><div><a href="http://thaipublica.org/wp-content/uploads/2014/08/IMG_3925.jpg"><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:427,&quot;url&quot;:&quot;http://thaipublica.org/wp-content/uploads/2014/08/IMG_3925.jpg&quot;,&quot;width&quot;:640}" data-trix-content-type="image"><img src="http://thaipublica.org/wp-content/uploads/2014/08/IMG_3925.jpg" width="640" height="427"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>เสวนา “วิกฤติการเมืองไทยในสายตาต่างชาติ: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต”<br><br></div><div>ด้านนายมาร์ค มองว่าสาเหตุของปัญหาทางการเมือง (Political Crisis) เกิดจากประชาธิปไตยทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการเปลี่ยนผ่าน (Transformation Crisis) ประชาธิปไตยในกรณีแบบนี้จะสร้างเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง (Elected Autocrat) โดยอาศัยเสียงของคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นการคุกคามชนชั้นกลางผ่านกฎระเบียบที่พวกเขาสร้างขึ้นมา เนื่องจากชนชั้นกลางรู้ตัวว่าจะไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ และรับรู้ถึงการลุแก่อำนาจของผู้นำเผด็จการ<br><br></div><div>ทั้งนี้ วิกฤติการเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ความพิเศษหรือเอกลักษณ์ของประเทศไทยเพียงประเทศเดียวแบบที่หลายฝ่ายได้กล่าวอ้าง ในหลายประเทศก็พบวิกฤติลักษณะนี้เช่นกัน คือเมื่อมีการเปิดให้มีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น ก็จะมีการจัดลำดับชั้นทางสังคมใหม่ ทำให้เสถียรภาพการเมืองลดลง ซึ่งกรณีของประเทศอื่นจะพบว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อกระบวนการดำเนินไปจนเสร็จสิ้น เสถียรภาพการเมืองจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมาเอง (ดูรูป)<br><br></div><div>แต่กรณีของประเทศไทย ทางออกของชนชั้นกลางคือหันไปหาชนชั้นนำ เพื่อมาล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่การลดการมีส่วนร่วมทางการเมือง แม้จะได้เสถียรภาพทางการเมืองเพิ่มขึ้นแทน (ดูลูกศร) ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินกระบวนการเปลี่ยนผ่านได้สำเร็จ นอกจากนี้ การอยู่ในวงจรนี้เป็นเวลานานจะส่งผลให้การต่อสู้จะย้ายจากต่อสู้ด้วยเหตุผลหลักการเป็นต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ระหว่างฝ่ายมากขึ้น ทำให้แก้ปัญหายากขึ้นไปอีก<br><br></div><div>ทางออกของปัญหา นายมาร์คระบุว่า ต้องมีการประนีประนอมของสังคม (Social Compromise) เพื่อให้สามารถสร้างสัญญาประชาคม (Social Contract) ใหม่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้<br><br></div><div>ด้านนายคลอดิโอ มองว่าวิกฤติการเมืองเกิดจากการต่อสู้ของอำนาจสองรูปแบบ คือ บารมีหรือความชอบธรรมในการปกครองและความสามารถในการขับเคลื่อนมวลชนหรือมีมวลชนสนับสนุน หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 การเมืองไทยก็คือการเผชิญหน้าของสองอำนาจนี้ ฝ่ายหนึ่งมองว่าความชอบธรรมต้องมาก่อน ผู้ปกครองต้องเป็นคนดี อีกฝ่ายมองว่าต้องมีมวลชนสนับสนุน ผ่านการเลือกตั้ง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีหรือมีบารมี<br><br></div><div>อย่างไรก็ดี แนวคิดทั้งสองอย่างขัดต่อหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น แนวทางแรกขัดแย้งเพราะประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยคนดี การปกครองโดยคนดีจะนำไปสู่เผด็จการคนดีของเพลโต แนวทางที่สองขัดแย้งเพราะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ต้องคำนึงระบบกฎหมาย การถ่วงดุลอำนาจ อื่นๆ ที่ต้องประกอบกันด้วย<br><br></div><div>นอกจากนี้ นายคลอดิโอวิเคราะห์ต่อไปว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากความเชื่อข้างต้นและทฤษฎีสมคบคิดที่มองว่าแต่ละฝ่ายต่างก็มีผู้นำของตน ฝ่ายเสื้อแดงมี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ฝ่ายเสื้อเหลืองมี “อะไรก็แล้วแต่” การคิดแบบนี้ทำให้มองข้ามองค์กรอื่นๆ อย่างกองทัพไป ส่งผลให้กองทัพสามารถยึดอำนาจได้สำเร็จ แม้ก่อนหน้านี้จะไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น คณะรัฐประหารมีอำนาจจนเปลี่ยนนิยามของนิติรัฐได้ด้วย จากปกติที่กฎหมายเป็นตัวกำหนดการกระทำทางการเมืองของรัฐ แต่ปัจจุบันจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของคณะรัฐประหาร ระบุว่าการกระทำทางการเมืองเป็นกฎหมายแทน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2017-10-24 08:00:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/hunter_pitchaya/qjl4a9mwidqi/wish/199878538</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
