<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>อภิปราย ครั้งที่ 2 by BAS PANYAKORN HNOONUAL</title>
      <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi</link>
      <description>ประชุมอีกครั้ง วันหัสที่ 5 ตุลาคม 2566</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-10-02 09:05:36 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-10-05 07:00:56 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>กำหนดส่ง 6 ตุลาคม 2566</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728235915</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong>โจทย์</strong>&nbsp; นักศึกษาจงศึกษากระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารในสภาผู้แทนราษฎร&nbsp; และอธิบายการทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายในประเด็นต่อไปนี้&nbsp;</div><div>ก) &nbsp; ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจหรือสิทธิในการเสนอร่างกฎหมาย&nbsp; และเสนอกฎหมายในระดับชั้นใด</div><div>ข) &nbsp; จงอธิบายถึงขั้นตอนและกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายในวาระต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบการะบวนการออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้</div><div>ค) &nbsp; พระราชอำนาจในการเห็นชอบหรือยับยั้งกฎหมายของพระมหากษัตริย์&nbsp; และข้อบังคับในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย&nbsp; หากพระมหากษัตริย์และสภาผู้แทนราษฎรมีพระราชวินิจฉัยและความคิดเห็นแตกต่างกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-10-02 09:09:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728235915</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เอาที่มามาด้วยคับผม</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728243382</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-10-02 09:15:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728243382</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728262282</link>
         <description><![CDATA[<div>กระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภา มีขั้นตอนหลักสามขั้นตอน ได้แก่ หนึ่ง การเสนอร่างกฎหมาย สอง การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และสาม การประกาศใช้ กฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาซึ่งผ่านกระบวนการตามปกติเช่นนี้ส่วนใหญ่เรียกว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)&nbsp;<br>ครม., ส.ส. 20 คน, ประชาชน 10,000 คน มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย<br>&nbsp;กฎหมายมีหลายชื่อเรียกและแต่ละชื่อก็มีที่มากับมีลำดับชั้นแตกต่างกัน เช่น พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ออกโดยคณะรัฐมนตรีในสภาวะฉุกเฉินหรือเร่งด่วน, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ซึ่งรัฐสภาพิจารณาออกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้, พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งออกโดยรัฐสภาและกฎหมายส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบนี้&nbsp;<br>&nbsp;ขั้นตอนแรกของการออกกฎหมาย คือ การจัดทำร่างกฎหมายและเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 133 กำหนดให้ ผู้มีสิทธิเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ 1) คณะรัฐมนตรี 2) ส.ส. จำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า 20 คน และ 3) ประชาชน 10,000 คน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ที่เสนอต่อสภาผู้แทนฯ มาจากการเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงว่า คณะรัฐมนตรี 36 คน ประชุมกันและจัดทำร่างกฎหมายกันขึ้นมาเอง แต่ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ถูกจัดทำขึ้นโดยหน่วยงานราชการเจ้าของเรื่องนั้นๆ ที่ต้องการอำนาจตามกฎหมายเพิ่มเติม หรือต้องการแก้ไขกติกาที่พวกเขาปฏิบัติหน้าที่อยู่และพบเห็นปัญหา หน่วยงานราชการจะส่งร่างกฎหมายที่ตัวเองต้องการผ่านรัฐมนตรีกระทรวงนั้นๆ เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี สำหรับร่างกฎหมายที่เสนอโดยหน่วยงานราชการผ่านคณะรัฐมนตรี ส่วนใหญ่ยังต้องผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ช่างเทคนิค" กฎหมาย ที่คอยตรวจสอบการใช้ถ้อยคำว่า เขียนให้อ่านเข้าใจได้ หรืออ่านเข้าใจผิดหรือไม่ หรือปรับปรุงให้ใช้ถ้อยคำไปในทิศทางเดียวกันกับกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว ถ้า ส.ส. หรือ ประชาชน จะเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน เช่น การจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน หรือ การกู้เงิน หรือ การตั้งองค์กรแห่งใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณ ต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีก่อน หรือ ถ้าสงสัยว่า ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินให้ประธานสภาผู้แทนฯ และประธานคณะกรรมมาธิการสามัญของสภาผู้แทนฯ ทุกคณะประชุมร่วมกันและวินิจฉัยภายในเวลา 15 วัน&nbsp;<br><br>ส.ส. มีอำนาจหลักพิจารณาร่างกฎหมาย&nbsp;<br>เมื่อมีผู้เสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนฯ แล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือ การพิจาณากฎหมาย โดยทั่วไปการพิจารณาร่างกฎหมายของสภาแบ่งเป็น 3 วาระด้วยกัน ได้แก่<br>&nbsp;วาระที่หนึ่ง เรียกว่า ‘ขั้นรับหลักการ’ เป็นการพิจารณาหลักการของร่างกฎหมาย โดยผู้เสนอร่างกฎหมายจะมาชี้แจงหลักการและเหตุผลประกอบ ความจำเป็นที่ต้องออกกฎหมายนั้นๆ จากนั้น ส.ส. ในสภาจะอภิปรายเหตุผลคัดค้านหรือสนับสนุน ถามข้อสงสัย และตั้งข้อสังเกต แล้วจึงขอมติที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรว่า จะรับหลักการหรือไม่ ถ้ามีมติไม่รับหลักการ ร่างกฎหมายนั้นก็จะ ‘ตกไป’ ทันที ไม่ถูกพิจารณาต่อ ถ้ามีร่างกฎหมายหลายฉบับที่มีหลักการทำนองเดียวกัน จะรับหลักการเฉพาะบางฉบับก็ได้ เมื่อสภามีสติด้วยเสียงข้างมากให้รับหลักการแล้ว ก็ให้สภาพิจารณาวาระที่สองต่อไป&nbsp;<br>วาระที่สอง เรียกว่า ‘ขั้นกรรมาธิการ’ เป็นการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา อาจเพิ่ม ตัดทอนหรือแก้ไขบางมาตรา หรือบางถ้อยคำให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับหลักการของร่างกฎหมายฉบับนั้น โดยสภาอาจให้ ส.ส. ทุกคนร่วมพิจารณาในรายละเอียดก็ได้ เรียกว่า ‘คณะกรรมาธิการเต็มสภา’ หรือ อาจตั้งคณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขึ้นมาพิจารณาก็ได้โดยทั่วไป สภาจะตั้งคณะกรรมาธิการมาประจำสภาอยู่แล้วหลายคณะและมี ส.ส. เป็นกรรมาธิการอยู่ เรียกว่า ‘คณะกรรมาธิการสามัญ’ หรืออาจตั้งขึ้นใหม่เป็นการเฉพาะ เรียกว่า ‘คณะกรรมาธิการวิสามัญ’ ซึ่งสามารถเชิญบุคคลภายนอกมาร่วมเป็นกรรมาธิการได้ เช่น มาตรา 128 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ ร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอต้องมีตัวแทนจากประชาชนร่วมคณะไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญ<br>&nbsp;อย่างไรก็ตาม ส.ส. ที่ไม่เป็นกรรมาธิการก็อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายได้ โดยเสนอคำขอ ‘แปรญัติ’ ต่อประธานคณะกรรมาธิการภายใน 7 วัน หลังผ่านวาระแรก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการว่าจะแก้ไขตามหรือไม่ ถ้าคณะกรรมาธิการไม่เห็นด้วย ส.ส. ผู้นั้นอาจขอ ‘สงวนคำแปรญัติ’ เช่นเดียวกันกับกรรมาธิการคนใดที่เห็นต่างจากมติของคณะกรรมาธิการอาจขอ ‘สงวนความเห็น’ ได้<br>&nbsp;เมื่อคณะกรรมธิการพิจารณาเสร็จแล้วต้องนำร่างกฎหมายเข้าที่ประชุมสภาอีกครั้ง โดย ส.ส. ทั้งสภาจะมาอภิปรายร่างกฎหมายนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ประเด็นจะจำกัดอยู่ตามข้อความที่คณะกรรมาธิการมีการแก้ไข สงวนความเห็น หรือ สงวนคำแปรญัติเท่านั้น และสภาก็จะลงมติเห็นชอบโดยใช้เสียงข้างมาก เรียงตามมาตราไปเรื่อยๆ จนครบ จึงให้สภาพิจารณาวาระที่สามต่อไป<br>&nbsp;วาระที่สาม เรียกว่า ‘ขั้นลงมติเห็นชอบ’ เป็นการลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งฉบับ ไม่มีการอภิปรายใดๆ และจะแก้ไขข้อความใดๆ ไม่ได้ ถ้ามีมติเห็นชอบก็จะนำไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา แต่ถ้าไม่เห็นชอบร่างนั้นก็เป็นอันตกไป&nbsp;<br><br>ส.ว. สามารถยับยั้งร่างกฎหมายได้ แต่ปัดตกไม่ได้<br><br>&nbsp;เมื่อวุฒิสภารับร่างกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ก็จะพิจารณาร่างกฎหมายโดยแบ่งเป็นสามวาระเช่นเดียวกันกับสภาผู้แทนฯ แต่ต้องเสร็จภายในเวลาที่กำหนดไว้ หากไม่เสร็จภายในเวลาจะถือว่าวุฒิสภาได้เห็นชอบร่างกฎหมายนั้นแล้ว โดยมาตรา 136 ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ร่างกฎหมายทั่วไปต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน ส่วนร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สามารถลงมติขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษได้ไม่เกิน 30 วัน<br>&nbsp;ส.ว. ไม่มีอำนาจ ‘ปัดตก’ หรือทำให้ร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนฯ แล้วหายไปได้&nbsp; เมื่อ ส.ว. พิจารณาร่างกฎหมายแล้วสามารถลงมติได้ 3 กรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 คือ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ และแก้ไขเพิ่มเติม&nbsp;<br>&nbsp;หนึ่ง ถ้า ส.ว. เห็นชอบด้วย ก็เท่ากับร่างกฎหมายนั้นๆ ผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภาในขั้นตอนที่สอง และเตรียมนำเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&nbsp;<br>สอง ถ้า ส.ว. ไม่เห็นชอบด้วย ให้ "ยับยั้ง" ร่างกฎหมายไว้ก่อนและส่งกลับไปยังสภาผู้แทนฯ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 ส.ส. อาจยกร่างกฎหมายนั้นกลับมาพิจารณาใหม่ได้หลังพ้นไปแล้ว 180 วัน แต่ถ้าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินให้ลดเหลือ 10 วัน และ หาก ส.ส. นำกลับขึ้นมาพิจารณาใหม่และลงมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เท่าที่มีอยู่ หรือ ส.ส. 251 คน (ถ้ามีส.ส. ครบ 500 คน) ก็ถือว่า ร่างฉบับนั้นได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้นำเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป&nbsp;<br>&nbsp;สาม ถ้า ส.ว. มีมติแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วไปยังสภาผู้แทนฯ และถ้า ส.ส. เห็นชอบด้วย ก็นำสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้า ส.ส. ไม่เห็นด้วย ให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการร่วม” ของสองสภาขึ้นมาพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง โดยกรรมาธิการมีจำนวน ส.ส. และ ส.ว. เท่ากัน เมื่อกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างกฎหมายเสร็จแล้วให้เสนอต่อทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ถ้าสภาทั้งสองเห็นชอบด้วย ก็นำสู่ขั้นตอนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบให้ยับยั้งร่างกฎหมายนั้นไว้ก่อน ซึ่ง ส.ส. อาจยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้หลัง 180 วัน โดยอาจยืนยันร่างเดิม หรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาก็ได้เมื่อร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนที่สาม คือ การประกาศใช้ ให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ 5 วัน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งระหว่างนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 148 ระบุว่า หาก 1) นายกรัฐมนตรี 2) สมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของทั้งหมดของแต่ละสภาหรือทั้งสองสภารวมกัน กล่าวคือ ส.ส. 50 คน, ส.ว. 25 คน หรือ ส.ส. รวมกับ ส.ว. รวมกัน 75 คน เห็นว่า ร่างกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า มีข้อความที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญให้ตัดข้อความนั้นออกไป แต่ถ้าข้อความนั้นเป็นสาระสำคัญให้ร่างกฎหมายนั้นตกไป&nbsp;<br>&nbsp;<br>ทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วจึงประกาศใช้เป็นกฎหมาย<br>&nbsp;<br>เมื่อร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 145 ระบุให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ 5 วัน แล้วให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 20 วัน เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก็ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายได้&nbsp;<br>&nbsp;ร่างกฎหมายฉบับใด พระมหากษัตริย์ไม่เห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือพ้นไปแล้ว 90 วันไม่ได้พระราชทานคืน ให้รัฐสภาประชุมร่วมกันอีกครั้ง ตามมาตรา 146 รัฐสภาหรือ ส.ส. และ ส.ว. สามารถลงมติยืนยันร่างกฎหมายนั้นอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของทั้งสองสภา (750 คน) หรือ ส.ส และ ส.ว. รวมกัน 500 เสียง และให้นายกรัฐมนตรีนำทูลเกล้าอีกครั้ง ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงพระปรมาภิไธยภายใน 30 วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างกฎหมายนั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เลย<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-10-02 09:31:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728262282</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728266264</link>
         <description><![CDATA[<div>ที่มา<br>ขั้นตอนออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2560 | iLaw.or.th https://ilaw.or.th/node/5343</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-10-02 09:34:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2728266264</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กฎหมายซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2732134436</link>
         <description><![CDATA[<div>กฎหมายลายลักษณ์อักษรซึ่งถูกบัญญัติขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย <br><strong>1.1 รัฐธรรมนูญ</strong>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่กำหนดรูปแบบการปกครองและระเบียบแห่งอำนาจสูงสุดของประเทศ ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรและประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะยอมรับนับถือให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ&nbsp; กฎหมายอื่นใดจะมีเนื้อหาหรือข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ มิฉะนั้น จะทำให้กฎหมายฉบับนั้นไม่มีผลใช้บังคับ ผู้มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ และคณะบุคคลหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญ&nbsp;</div><div><strong>1.2 &nbsp; พระราชบัญญัติ<br></strong>พระราชบัญญัติเป็นบทกฎหมายที่วางระเบียบบังคับความประพฤติของบุคคลในสังคม และระเบียบเกี่ยวกับองค์การและเจ้าหน้าที่ของรัฐ&nbsp; มีฐานะสูงกว่าบทกฎหมายอื่นๆ และรองจากรัฐธรรมนูญเท่านั้น</div><div>&nbsp; &nbsp;กฎหมายที่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ได้แก่ กฎหมายที่วางระเบียบบังคับเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคลทั้งในชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน เช่น บทกฎหมายที่กำหนดลักษณะแห่งการกระทำที่เป็นความผิดอาญา&nbsp; บทกฎหมายที่เรียกเก็บภาษีอากร&nbsp; บทกฎหมายที่กำหนดระบบการใช้เสรีภาพของประชาชน เป็นต้น<br><strong>1.3&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประมวลกฎหมาย</strong></div><div>ประมวลกฎหมาย หมายถึง รูปของการบัญญัติกฎหมายที่เรียงลำดับไว้เป็นหมวดหมู่ตามสาระ&nbsp; ประมวลกฎหมายจะประกาศใช้บังคับโดยอาศัยอำนาจจากพระราชบัญญัติที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย” เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ประกาศใช้บังคับโดย พระราชบัญญัติให้ใช้บังคับประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 เป็นต้น ประมวลกฎหมายในปัจจุบันมีอยู่ 7 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลรัษฎากร ประมวลกฎหมายที่ดิน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายอาญาทหาร&nbsp;</div><div>ที่มา<br>https://law.dpu.ac.th/upload/content/files/6.doc</div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-10-04 13:59:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2732134436</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2732636322</link>
         <description><![CDATA[<div>การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ</div><ol><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ก. ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติ</strong> ได้แก่<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) คณะรัฐมนตรี<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เข้าชื่อเสนอกฎหมายตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (2) หรือ (3) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี<br>&nbsp;<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ข. การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ<br></strong><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) ร่างพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอและในชั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติมและประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นเองหรือมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทักท้วงต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว และมติของที่ประชุมร่วมกัน ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด<br>&nbsp;<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและลงมติเห็นชอบแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายใน 60 วัน แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกิน 30 วันกำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ไม่นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกำหนดเวลา ให้ถือว่าวุฒิสภา ได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น<br>&nbsp;<br><br></li><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ 5 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และให้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายใน 20 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว</li></ol><div><br><br><br>(ค) <strong>การเปิดอภิปรายทั่วไป<br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ<br></strong><br></div><ol><li>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดยมติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ไม่สามารถเปิดอภิปรายทั้งคณะได้ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส่วนการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสิทธิเสนอได้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่ามีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส่วนการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจึงมีสิทธิเสนอได้</li></ol><div><br><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://web.parliament.go.th/view/1/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3/TH-TH" />
         <pubDate>2023-10-04 18:56:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/pqjfsdb8aqnjtsbi/wish/2732636322</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
