<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ม.6/9 เกร็ดน่ารู้จากไตรภูมิพระร่วง by วันวิสาข์ อังศุเกียรติถาวร</title>
      <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-08-25 02:49:08 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-08-25 07:22:13 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>กามภูมิ (14)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672625820</link>
         <description><![CDATA[<div>คือ ภูมิระดับล่าง มีทั้งสิ้น 11 ภูมิ แบ่งออกเป็น อบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 และ สุคติภูมิ 7 อบายภูมิ คือภูมิชั้นต่ำ มี 4 ชั้น เป็นภูมิของความชั่วช้าต่าง ๆ นรกภูมิ คือ ภูมิชั้นต่ำที่สุดในอบายภูมิ ที่ยังมีลึกซ้อนกันลงไปอีกถึง 8 ชั้น มหาอเวจีนรก คือชั้นนรกที่ต่ำที่สุด ผู้ที่กระทำบาปอันเป็น อนันตริยกรรม 5 คือ ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อขึ้นไป ทำลายหรือยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกัน จะไปเกิดในขุมนรกชั้นนี้ ถัดขึ้นมา คือ เดรัจฉานภูมิ เปรตภูมิ และอสุรกายภูมิ ตามลำดับ สุคติภูมิ คือภูมิชั้นสูงขึ้นมา ได้แก่ภูมิของมนุษย์และภูมิของเทวดาอีก 6 ชั้น ( ภูมิเทวดาทั้ง 6 รวมเรียกว่า ฉกามาพจร ) ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในกามภูมิ คือยังหลงมัวเมาอยู่ในกามกิเลส<br>.<br>พสิกา บุญโถ เลขที่ 14</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578581/2d08c0082f47edda0af4da6c63eb6cb8/IMG_3633.png" />
         <pubDate>2023-08-25 06:45:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672625820</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ดาวดึงส์(13)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672625865</link>
         <description><![CDATA[<div>สวรรค์ชั้นที่ 2 ที่จัดอยู่ในกามภพ เป็นปรโลกฝ่ายสุคติภูมิ สวรรค์ชั้นนี้จะเป็นที่รู้จักในหมู่พุทธศาสนิกชนมากที่สุด เพราะมีความสัมพันธ์กับเกี่ยวข้องกับมนุษย์มากอีกชั้นหนึ่ง และที่สำคัญมีผู้ปกครองภพ ที่มีชื่อเสียงมาก คือ ท้าวสักกะเทวราช หรือพระอินทร์ ซึ่งพระองค์เป็นพุทธศาสนิกชน<br>ดาวดึงส์ มีความหมาย 2 นัย นัยหนึ่ง มีความหมายว่า เป็นที่เกิดของบุคคล 33 คน คือ เกิดเป็นพระอินทร์ 1 เกิดเป็นเทวดาผู้เป็นใหญ่อีก 32<br>ส่วนอีกนัยหนึ่ง มีความหมายว่า เป็นพื้นแผ่นดินที่ปรากฏขึ้นในโลกเป็นครั้งแรกก่อนพื้นดินส่วนอื่น เพราะภูมินี้อยู่บนยอดเขาสิเนรุ<br>ในชั้นดาวดึงส์จะแบ่งออกเป็น 4 ทิศใหญ่ ตรงกลางจะเป็นเมืองที่ประทับของพระอินทร์ และพระสหาย ชื่อ สุทัสสนเทพนคร ซึ่งอยู่เป็นเมืองศูนย์กลางสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเวชยันต์ประสาทเป็นจุด ศูนย์กลาง มีการแบ่งการปกครองออกเป็น 3 เขตใหญ่ เขตแรกอยู่วงในใกล้เวชยันตปราสาท มีอยู่ 8 เขต เขตที่ 2 อยู่วงกลาง แบ่งออกเป็น 10 เขต เขตที่ 3 อยู่วงนอกสุดแบ่งออกเป็น 14 เขต รวมเป็น 32 เขต เท่ากับจำนวนของพระสหาย<br>ปภิชญา สิงห์ลอ เลขที่13 ม.6/9</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1916534476/a05af5b4640c7e7f4dc1f52414810c89/IMG_4340.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:45:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672625865</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ข้อคิดจากเรื่องไตรภูมิพระร่วง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626009</link>
         <description><![CDATA[<div>มนุษย์เราควรทำความดีด้วยวิธีต่าง ๆ อาทิเช่น การกตัญญูต่อมารดาผู้ให้กำเนิด การยึดมั่นในศีลธรรม รู้จักพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่โลภ ไม่มีกิเลสตัณหา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งหากเราทำได้เช่นนี้ ตัวเราและสังคมก็ย่อมมีแต่ความสงบสุข&nbsp;<br>อทิติทรา แก้วนาง เลขที่ 32</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578566/a45f4e4781180ce63ae7736dfb5226ac/C4948212_2250_422E_A932_BB734957613C.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:45:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626009</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ป่าหิมพานต์ ศิธาสิณี(19)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626174</link>
         <description><![CDATA[<div>ป่าหิมพานต์ หรือ หิมวันต์ เป็นป่าในวรรณคดีและความเชื่อในเรื่องไตรภูมิ ตามคติศาสนาพุทธและฮินดูมีความเชื่อว่า ป่าหิมพานต์ตั้งอยู่บนเชิงเขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 โยชน์ (1 โยชน์เท่ากับ 10 ไมล์ หรือ 16 กิโลเมตร) วัดโดยรอบได้ 9,000 โยชน์ ประดับด้วยยอด 84,000 ยอด</div><div>มีสระใหญ่ 7 สระ คือ สระอโนดาต , สระกัณณมุณฑะ , สระรถการะ , สระฉัททันตะ , สระกุณาละ , สระมัณฑากิณี , สระสีหัปปาตะ บรรดาสระใหญ่ทั้ง 7 นั้น สระอโนดาตแวดล้อมไปด้วยภูเขาทั้ง 5 ที่จัดเป็นยอดเขาหิมพานต์ ยอดเขาทุกยอดมีส่วนสูงและสัณฐาน 200 โยชน์ กว้างและยาวได้ 50 โยชน์ในป่าหิมพานต์นี้เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด รู้จักในนามของสัตว์หิมพานต์<strong> </strong>ซึ่งล้วนแปลกประหลาดต่างจากสัตว์ที่มนุษย์ทั่วไปรู้จัก เป็นสัตว์หลายอย่างผสมกันแล้วตั้งชื่อขึ้นใหม่ สัตว์เหล่านี้เกิดจากจินตนาการของจิตรกรไทยโบราณ<strong> </strong>ที่ได้สรรค์สร้างภาพจากเอกสารเก่าต่างๆ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578715/b451cb59442f0144d24de8ced6d255ed/IMG_6327.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626174</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626185</link>
         <description><![CDATA[<div>ชีวิตของสัตว์นรก ในนรกโลกันต์<br>(7)<br>นรกโลกันต์ ในความเชื่อของไตรภูมิ เชื่อกันว่ามีโลกอยู่หลายโลกที่เป็นวงกลม และเมื่อโลกนั้นๆมาชนกัน ช่องว่างระหว่างโลกคือที่อยู่ของนรกโลกันต์ นั่นทำให้แสงสว่างส่องมาไม่ถึง และสัตว์นรกที่อยู่ในนรกโลกันต์นั้นจะมีรูปร่างและเล็บยาว รูปลักษณ์น่าเกลียด สัตว์นรกพวกนี้จะเกาะอยู่ที่กำแพงจักรวาลของโลกเรา และใต้ของกำแพงจักรวาลนั้น จะมีน้ำที่เย็นจัด ขนาดที่ว่าถ้ามีสัตว์นรกตัวไหนตกลงไปก็จะแหลกสลายไป และมันจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยการไต่กำแพงไปเรื่อยไปในความมืดมิด หากไต่ไปเจอสัตว์นรกคนอื่น ด้วยความมืด พวกมันจึงนึกว่าเป็นอาหาร พวกมันจึงกระโดดตะครุบกันเพื่อจับกิน และหลังจากนั้น พวกมันก็จะตกลงมาในน้ำและสลายไป แต่หากพวกมันยังไม่หมดกรรมก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดแบบนั้นจนกว่าจะหมดกรรม&nbsp;<br><br>คนที่จะไปเกิดในโลกันตนรกได้นั้น จะต้องเป็นคนที่ชอบว่าร้ายคนอื่น เช่น บุพการี ผู้มีศีล<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578160/606966ae289613ff70572badbd7b3fab/612804EE_F425_46F3_9D5D_385D7CD9D957.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626185</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุนัขนรก (2)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626285</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นบทลงโทษสำหรับผู้ที่ทำบาปกกรรม คือ คนผู้ใดกล่าวคำร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศิลและพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูปาทยาย เมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในนรกที่ชื่อว่า สุนัขนรก&nbsp;<br><br>จะมีสุนัข 4 ประเภทได้แก่ 1.สุนัขตัวขาว 2.สุนัขตัวแดง 3.สุนัขตัวดำ 4.สุนัขตัวเหลือง สุนัขทุกตัวมีขนาดเท่าช้าง และแร้งทุกตัวที่อยู่ในนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุกตัว เเร้งจะจิกกัดเนื้ออยู่ไม่ขาด สุนัขจะวิ่งกรูเข้ามารุมขย้ำ  เปลวเพลิงแดงจากเหล็กร้อนจะทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อสร้างความเจ็บปวดทรมาน ไม่ให้ได้พักผ่อน และไม่ได้รับความสบาย ต้องชดใช้กรรมไปจนกว่าจะหมดกรรม เหมือนดั่งในบทที่เขียนไว้ในไตรภูมิพระร่วงว่า<br><br>มีหมา 4 สิ่ง หมาจำพวกหนึ่งนั้นขาว หมาจำพวกหนึ่งนั้นแดง หมาจำพวกหนึ่งนั้นดำ หมาจำพวกหนึ่งนั้นเหลือง และตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว ฝูงแร้ง<br>แลกาอันอยู่ในนรกนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุกตัว ปากแร้งแลกาแลตีนนั่น เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่มิได้เหือดสักคาบ แร้งแลกาหมาฝูงนั้นเทียรย่อมจิกแหก<br>หัวอกขบตอดคนทั้งหลายในนรกด้วยบาปกรรมของเขานั้น แลมิให้เขาอยู่สบายแลให้เขาเจ็บปวดสาหัส ได้เวทนาพ้นประมาณ ทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกนั้นแล”<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578839/037b385169b4c07d0b0e588233cee85a/ebbc69f9cb36cd7dc7884a4737cd90a5.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626285</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูทวีป(26)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626491</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชมพูทวีป</strong>ในสมัยพุทธกาล ได้แก่ดินแดนของประเทศอินเดีย เนปาล ปากีสถาน บังคลาเทศ และภูฏานในปัจจุบัน แบ่งตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ได้ 2 ส่วน ได้แก่ มัชฌิมประเทศ ประกอบด้วยแคว้น อังคะ, มคธ, กาสี, โกศล, วัชชี, มัลละ, เจตี, วังสะ, กุรุ, ปัญจาละ, มัจฉะ, สุรเสนะ, อัสสกะ, อวันตี, คันธาระ และกัมโพชะ อีกส่วนคือ ปัจจันตประเทศ อยู่บริเวณรอบนอกขอบชายแดนชมพูทวีป</div><div><strong>&nbsp;ด้านการเมืองการปกครอง</strong> บางแคว้นปกครองในลักษณะสมบูรณาญาสิทธิราชย์ บางแคว้นเป็นแบบคณาธิปไตย หรือการปกครองที่ถือคณะเป็นใหญ่ บางแคว้นเป็นแบบสามัคคีธรรม หรือที่ตรงกับระบอบสาธารณรัฐในปัจจุบัน<strong>มีการแบ่งชนชั้นของประชาชน</strong>โดยถือเอาอาชีพและหน้าที่การงานเป็นหลัก ได้แก่ วรรณะกษัตริย์, พราหมณ์, แพศย์ และศูทรลักษณะของประชากร แบ่งเป็น ชนพื้นเมืองที่มีลักณะผิวดำ ผมดำ จมูกแบน ตาพอง และกลุ่มคนที่มาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือมีลักษณะผิวขาว เรียกตนเองว่า อารยัน</div><div>สังคมอินเดียโบราณ มี<strong>ความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย</strong> แบ่งเป็น</div><div><strong>1. ความเชื่อว่าตายแล้วเกิด</strong> คือ เชื่อว่าตายแล้วเกิดใหม่เป็นอย่างเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น อยู่ในวรรณะใดก็ยังคงเกิดมาอยู่ในวรรณะนั้น เรียกว่า พวกสัสสตทิฏฐิ<br><strong>2. ความเชื่อเรื่องตายแล้วขาดสูญ</strong> คือ เชื่อว่าชีวิตนี้มีชีวิตเดียว ไม่เวียนว่ายตายเกิด เรียกว่า พวกอุจเฉททิฏฐิ นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยกลุ่มชนชั้นนำ ผู้มั่งคั่งด้วยอำนาจเงินทอง มีวิถีชีวิตในทางมัวเมาในอำนาจและโภคทรัพย์ของตนคนอีกกลุ่มก็มีความเบื่อหน่ายมองไม่เห็นสาระของชีวิต จึงออกบวชเพื่อหาทางหลุดพ้นให้แก่ตนเอง ส่วนอีกกลุ่มก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางหลุดพ้นด้วยการคิดค้นทางปรัชญา เร่ร่อนไปสอบถามถกเถียงปัญหาในถิ่นแดนต่างๆ<br><br>(พิมพ์ภาดา ศรีแจ่ม 26 6/9)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116579205/eba52ca73d141d5745ee36165621adc7/IMG_0998.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626491</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปรนิมมิตวสวัตตี 37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626622</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นสวรรค์ชั้นที่ 6 อยู่สูงกว่านิมมานรดี แต่ต่ำกว่าพรหมภูมิ มีท้าววสวัตดีเป็นจอมเทพเพียงพระองค์เดียว ไตรภูมิพระร่วงระบุว่าสวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงกว่านิมมานรดีไป 672,000 โยชน์ และระบุต่างจากพระไตรปิฎกว่าสวรรค์ชั้นนี้มีจอมเทพสององค์คือ ท้าวปรนิมมิตวสวัตดีเทวราชและพญามาราธิราช หากว่าเทวดาในสวรรค์ชั้นนี้ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่ต้องเนรมิตขึ้นเอง แต่จะมีเทวดาองค์อื่นมาเนรมิตให้ จึงได้ชื่อว่า "ปรนิมมิต" (ผู้อื่นเนรมิต)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578487/7166f32ae6f13aa891c1595e8bd726b2/4f51d8a154780d92ee819c845a027845.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626622</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปลาอานนท์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626678</link>
         <description><![CDATA[<div>คือ ปลาลึกลับในตำนาน รูปร่างใหญ่โตมหึมาเหลือจะคณานับ ส่วนด้านหลังของลำตัวเป็นภูเขาสูงใหญ่ ส่วนครีบลักษณะคล้ายครีบของปลากระเบนและมีผืนแผ่นพสุธาแผ่ไพศาลอยู่ด้านบน เป็นสัตว์ที่นอนนิ่งจำศีลอยู่ใต้มหาสมุทรทั้งเจ็ดมาเนิ่นนานหลายร้อยศตวรรษ ผู้แบกรับน้ำหนักของโลกเอาไว้ ในไตรภูมิเมื่อใดก็ตามที่ปลาอานนท์ขยับร่างกาย จะเกิดอาเพศ ภัยพิบัติ แผ่นดินไหว คลื่นลม คลื่นนํ้ามหันตภัยวินาศไปทั่วทั้งสามโลก<br><br>ศิริยาภรณ์ แขมพิมาย (28)</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1974242291/4364e40a5e392806933bab66df0d881d/IMG_4316.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:46:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626678</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จาตุมหาราชิกา (22)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626923</link>
         <description><![CDATA[<div>จาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ชั้นที่ 1 จัดอยู่ในกามภพ เป็นปรโลกฝ่ายสุคติภูมิ ในบรรดาสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นนั้น สวรรค์ชั้นนี้จะมีความหลากหลายมากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิดกับพื้นมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และมีบางส่วนมีที่อยู่ซ้อนกับภูมิมนุษย์<br>จากการศึกษาชาดกในพระไตรปิฎกทำให้เราทราบว่า แต่เดิมนั้นภพมนุษย์ติดต่อกับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ที่เชิงป่าหิมพานต์อันเป็นอุทยานของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ที่มีเหล่าเทพบุตรเทพธิดามากมายหลายจำพวกอาศัยอยู่ ครั้นต่อมามนุษย์มีกิเลสหนาขึ้น ทำให้สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกากับโลกมนุษย์แยกออกจากกัน จากการศึกษาความรู้พื้นฐานเบื้องต้นทำให้เราทราบว่า บุคคลที่จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา นั้น จะเป็นประเภทที่ทำบุญบ้าง ทำบาปด้วย แต่ก่อนตายระลึกถึงบุญที่ทำได้ คนประเภทนี้มีอยู่มากมายในเมืองมนุษย์ จึงทำให้มาเกิดในสวรรค์ชั้นนี้เป็นจำนวนมากมายมีหลากหลายประเภท<br><br>จาตุมหาราช แปลว่า เทวดา 4 องค์ผู้เป็นใหญ่ จาตุมหาราชิกาภูมิ หมายถึง เทวดาทั้งหลาย ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติรับใช้ท้าวมหาราชทั้ง 4 เพราะเหตุว่ามากำเนิดในสถานที่ที่ท้าวมหาราชทั้ง 4 ปกครองอยู่ หรือสถานที่อันเป็นที่อยู่ซึ่งมีท้าวมหาราชทั้ง 4 เป็นผู้ปกครอง<br>&nbsp;<br>ที่ตั้งและลักษณะของสวรรค์ ชั้นจาตุมหาราชิกา<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่ที่เขาสิเนรุ อยู่ใกล้โลกมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และเป็นเหมือนเมืองประเทศราช ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวมหาราช ทั้ง 4 นี้ ปกครองตั้งแต่บนสวรรค์ลงไปจนถึงพื้นมนุษย์ ท้าวมหาราชทั้ง 4 ยังเป็นผู้รักษามนุษย์โลกด้วย ฉะนั้นจึงเรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล<br><br>เพ็ญพิชชา มีสมรัตน์ เลขที่22</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311632202/2f56c2fa7b1fd426e118edc00a679abc/1944CC5B_5A3D_4F35_89CC_511658B172BB.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:47:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672626923</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหานทีสีทันดร(1)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627286</link>
         <description><![CDATA[<div>สีทันดร คือสายน้ำทั้ง ๗ สาย ที่อยู่รอบเขาพระสุเมรุ และคั่นอยู่ระหว่างภูเขา ๗ เทือก ที่ล้อมเป็นวงกลมรอบเขาพระสุเมรุอยู่. สายน้ำ ๗ สาย นั้น คั่นอยู่ระหว่างเทือกเขาเทือกหนึ่งกับอีกเทือกหนึ่ง ซึ่งเรียงซ้อนกันมาเป็นชั้น ๆ.<br><br>ภูเขา ๗ เทือกนั้น มีชื่อว่า ยุคุนธร, อิสินธร, กรวิก (อ่านว่า กอ-ระ -วิก), สุทัสนะ (อ่านว่า สุ -ทัด-สะ -นะ), เนมินธร, วินตกะ (อ่านว่า วิน-ตะ -กะ) และ อัสกัณ (อ่านว่า อัด-สะ -กัน)รวมเรียกว่า เขาสัตบริภัณฑ์ (อ่านว่า สัด-ตะ -บอ-ริ-พัน) หรือ เขาสัตภัณฑ์ (อ่านว่า สัด-ตะ -พัน)&nbsp;<br>สีทันดร แปลว่า เป็นสายน้ำที่มีน้ำใสสะอาด ซึ่งฝุ่นและตะกอนจมลงหมด มีความกว้างและลึก และจะลดความกว้างและลึกน้อยลงจากสายที่อยู่ใกล้ภูเขาเรื่อยมาจนถึงสายที่อยู่นอกสุด.<br>มหานที แปลว่า ห้วงน้ำใหญ่มาก สีทะ แปลว่า ทำให้ทุกๆ สิ่งจมลง อันตระ แปลว่า ระหว่าง รวมความว่ามหานทีสีทันดร แปลว่า มหาสมุทรใหญ่ที่มีน้ำละเอียดไม่มีสิ่งใดลอยอยู่ได้ ล้อมรอบภูเขาสิเนรุไปจรดภูเขาจักรวาล<br><br>น้ำในมหานทีสีทันดรที่ว่าไม่มีสิ่งใดลอยอยู่ได้นั้นเพราะเป็นน้ำทิพย์ละเอียด แม้แต่แววหางนกยูงที่แสนจะเบาบางเมื่อตกลงไปยังไม่อาจจะลอยอยู่ได้<br><br>น้ำในนทีสีทันดรนั้นลึกมาก บริเวณรอบเขาสิเนรุจะลึกที่สุด และลึกน้อยลงเมื่ออยู่ไกลออกไป<br><br>ในคัมภีร์พระไตรปิฎกฝ่ายมหายานมีเรื่องราวของมหานทีสีทันดอนละเอียดและแปลกออกไปอีก คือ บอกว่าน้ำในนทีสีทันดรที่อยู่ระหว่างเขาสัตตบริภัณฑ์นั้นเป็นน้ำต่างชนิดกัน ๗ อย่าง คือ ๑ น้ำนม ๒ น้ำนมส้ม ๓ น้ำเนย ๔ น้ำอ้อย ๕ น้ำเหล้า ๖ น้ำจืด ๗ น้ำเค็ม เมื่อนับจากชั้นในไปชั้นนอกโดยลำดับ<br><br>มหานทีสันทันดรเป็นที่อยู่ของเทวดาจำพวกนาค เรียกว่า นาคเทวดา รวมทั้งนาคที่ไม่ใช่เทวดาด้วย ในคัมภีร์อรรถกถาพระไตรปิฎกไม่ได้พูดถึงเรื่องนาคกับครุฑรบกันเหมือนคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ เพียงแต่พูดถึงนิดหน่อยว่าครุฑสามารถจับนาคได้ถ้าเป็นนาคต่ำศักดิ์ โดยเฉพาะนาคบนระลอกคลื่นอาจถูกพวกครุฑจับตัวได้ง่ายๆ<br><br>ธมลวรรณ คำไล้ 6/9 เลขที่ 1 </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1567183867/f6cb282cde9768bac7a039e37fabd525/tiger_fish.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:47:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627286</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหานครนิพพาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627748</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 06:48:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627748</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โลหสิมพลีนรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627877</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นชื่อของขุมนรกที่ลงโทษมนุษย์ที่เล่นชู้ หลงรักเมียหรือผัวของผู้อื่น&nbsp; ในนรกขุมนี้มีป่างิ้วอยู่หลายต้นสูงแลโยชน์ หนามงิ้วยาว 16 นิ้ว มีเปลวไฟลุกโชนอยู่ตลอดเวลา มีผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้ว ชายที่อยู่ด้านล่างจะโดนยมบาลเอาหอกดาบทิ่มแทงให้ปีนขึ้นไปหาผู้หญิง นอกจากจะเจ็บปวดจากหนามงิ้วและหอกของยมบาลแล้ว ยังมีสุนัขและอีกานรก คอยจิกกัดให้ทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นอีกด้วย<br><br>พรรณภา ภาคะจะ ม.6/9 เลขที่ 4<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311633603/934ccb9e00a07196b16e1fb24ee6068d/Screenshot_2023_08_25_14_02_31_91_680d03679600f7af0b4c700c6b270fe7.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:48:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627877</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไตรภูมิโลกสัณฐาน (15)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627883</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp;ไตรภูมิ หรือ ไตรโลก (หมายถึง สามโลก) ซึ่งเป็นคติเกี่ยวกับโลกสัณฐานตามความเชื่อในศาสนาพุทธ ไตรภูมิประกอบด้วย กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ สัตวโลกทั้งหลายก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในไตรภูมินี้จนกว่าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์<br>&nbsp; &nbsp;- กามภูมิ (หรือกามโลก) แบ่งเป็น 11 ส่วนย่อย<br>&nbsp; &nbsp;- รูปภูมิ (หรือรูปโลก) แบ่งเป็น 16 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหม<br>&nbsp; &nbsp;- อรูปภูมิ (หรืออรูปโลก) แบ่งเป็น 4 ชั้น เป็นที่สถิตของพระพรหมระดับสูงซึ่งไม่มีรูปกาย<br><br>ธัญชนก สังข์พันธ์ เลขที่ 15</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116579629/42569383764d45bd5afe4c0501bed4f4/IMG_1122.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:48:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672627883</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เขาพระสุเมรุ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672628737</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>เขาพระสุเมรุ</strong> ตามคติใน<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B9%8C">ศาสนาพราหมณ์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98">ศาสนาพุทธ</a> และ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99">ศาสนาเชน</a> คือภูเขาที่เป็นศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิต่าง ๆ ของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81">สัตวโลก<br></a><br></div><div>ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขาพระสุเมรุ</div><div><br>เขาพระสุเมรุตั้งอยู่เหนือน้ำ 84,000 โยชน์ มีภูเขารองรับ 3 ลูก โดยส่วนฐานคือ ตรีกูฏ (สามเส้าหรือสามยอด) มีภูเขาล้อมรอบ 7 ทิว เรียกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C">สัตบริภัณฑ์</a> คือ ยุคนธร กรวิก อิสินธร สุทัศ เนมินธร วินันตกะและอัสกัณ มีเทวดาจตุมหาราชิก และบริวารสถิตอยู่<br><br></div><div><br>ภายในจักรวาลมีภูเขาชื่อ หิมวา (หิมาลัย) ของจักรวาลทั้งหมด เป็นเทือกเขายาวติดกันเป็นพืด เรียกว่าเขาจักรวาล โดยแต่ละจักรวาลมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C">พระอาทิตย์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พระจันทร์</a> <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ดาวดึงส์</a> ยังมีมหาทวีปทั้ง 4 คือ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8#cite_note-1"><sup><br></sup></a><br></div><ul><li>อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่เหนือของภูเขาพระสุเมรุ</li><li>บุพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเขาพระสุเมรุ</li><li>ชมพูทวีป ตั้งอยู่ตอนใต้เขาพระสุเมรุ คือโลกของเรา</li><li>อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเขาพระสุเมรุ</li></ul><div><br>ในมหาทวีปยังมีทวีปน้อย ๆ เป็นบริวารอีก 2000 ทวีป<br><br></div><div><br>ในทิศทั้ง 4 ของจักรวาล มีมหาสมุทรทั้ง 4 อันมีน้ำเต็มเป็นนิจ ประกอบด้วย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8#cite_note-2"><sup><br></sup></a><br></div><ul><li>ปิตสาคร ทางทิศเหนือ มีน้ำสีเหลือง</li><li>ผลิกสาคร ทางทิศตะวันตก มีน้ำใสสะอาด เหมือนแก้วผลึก</li><li>ขีรสาคร เกษียรสมุทร ทางทิศตะวันออก มีน้ำสีขาว</li><li>นิลสาคร ทางทิศใต้ มีน้ำสีน้ำเงินอมม่วง</li></ul><div><br>บนยอดเขาพระสุเมรุ คือสวรรค์ชั้น<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ดาวดึงส์</a> มีนครแห่งเทพที่ชื่อนครไตรตรึงษ์อยู่ มี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C">พระอินทร์</a>เทวราชเป็นผู้ปกครองทำหน้าที่เป็นเทวราชผู้อภิบาลโลก และพิทักษ์คุณธรรมให้แก่มนุษย์ ที่อยู่ของพระอินทร์เรียกว่าไพชยนต์มหาปราสาท ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานแท่นบัณฑุกัมพลอันเป็นทิพยอาสน์<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8#cite_note-3"><sup>[3]<br></sup></a><br></div><div><br>ตำนานฝ่ายพราหมณ์เล่าว่า <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A3">พระอิศวร</a>ทรงสร้างน้ำด้วยพระเสโท (เหงื่อ) สร้างแผ่นดินด้วยเมโท (ไคล) ของพระองค์ บางตำนานเล่าว่าทรงสำรอกพระมังสะในพระอุระออกมาบันดาลให้เป็นแผ่นดิน<br><br>เพ็ญพิสุทธิ์ อ้อทอง เลขที่ 23</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116580938/07d887a7fb64197869ca21dbe7f24539/B15C90D4_9301_43B0_BF1E_8E91CC475923.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:49:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672628737</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นิรยภูมิ (10)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629064</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นิรยภูมิ หรือ โลกนรก หมายถึง</strong> โลกที่ไม่มีความสุขสบาย เป็นปรโลกฝ่ายทุคติภูมิ ที่มีโทษแห่งการกระทำอกุศลหนักที่สุดในบรรดาอบายภูมิทั้งหลาย เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ล้วนๆ ปราศจากความสุขโดยสิ้นเชิง สัตว์ที่ไปเกิดอยู่ในโลกนรกนี้ไม่มีความสุขแม้สักนิดเดียว โลกนรกนี้มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ไพศาลมาก แบ่งเป็นเขตๆ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เรียกว่า ขุม สัตว์นรกที่บังเกิดขึ้นในแต่ละขุม จะได้รับทุกขเวทนาแตกต่างกัน แล้วแต่อกุศลกรรมที่ตัวเคยกระทำไว้ ในนิรยภูมินี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ มหานรก อุสสทนรก และยมโลก<br><br>เกศราภรณ์ ธรรมรังษี ม.6/9 เลขที่ 10<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116580266/e587587deceae7e8ca0980a3f9f138e1/IMG_2988.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:49:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629064</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รูปภูมิ (27)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629160</link>
         <description><![CDATA[<div>ภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 12 ชั้น แบ่งออกเป็น ปฐมฌานภูมิ 3 ทุติยฌานภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และ จตุตฌานภูมิ 7 อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ ขึ้นไปนับประมาณไม่ได้ ผู้ที่ได้มาเกิดในพรหมโลกนี้ต้องจำเจริญสมาธิภาวนา จำเริญกรรมฐาน เพื่อบำบัดปัญจนิวรณ์ คือ<br><strong>กามฉันทะ </strong>ความพอใจในกาม<br><strong>พยาบาท </strong>ความคิดร้ายเคืองแค้นในใจ<br><strong>ถีนมิทธะ</strong> ความหดหู่เซื่องซึม<br><strong>อุทรธัจจกุกกุจจะ </strong>ความกระวนกระวายใจ<br><strong>วิจิกิจฉา </strong>ความลังเลสงสัย<br>จะได้เกิดเป็นพรหมฝนปฐมฌานถูมิ ถ้าจำเริญภาวนาฌานให้สูงขึ้นไป เมื่อสิ้นอายุจะไปเกิดใน ทุติยฌานภูมิ ตติยฌานภูมิ และ จตุตถฌานภูมิ ตามลำดับ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พรหมในรูปภูมินี้มีแต่ผู้ชายไม่มีผู้หญิง มีตา หู จมูก มีตัวตน แต่ไม่รู้กลิ่นหอมหรือเหม็น ไม่รู้รส ไม่รู้เจ็บ ไม่ยินดีในกาม ไม่รู้หิว ไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ เนื้อตัวเกลี้ยงเกลา ส่องสว่างกว่าพระอาทิตย์พระจันทร์พันเท่า ผู้ใดได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ จะได้เกิดแต่ใน ปัญจสุทธาวาส ภูมิ 5 ชั้นสุดท้ายของรูปภูมิ จะไม่มาเกิดเป็นมนุษย์อีก จนกว่าจะเข้าสู่นิพพาน ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้จตุตถฌานภูมิเต็มที่ เมื่อสิ้นอายุ ใจนั้นก็จะคืนสู่ปกติดั่งคนทั้งหลาย แล้วไปเกิดตามบุญตามบาปต่อไป<br>วชิรา พรหมากร เลขที่ 27 ม.6/9</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116577984/21c693e4426d92e8f7443b242df1d9a6/IMG_9031.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:49:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629160</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลำดับการเกิดของมนุษย์(11)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629545</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>ลำดับการเกิดของมนุษย์ในไตรภูมิพระร่วง เริ่มจาก</mark></strong><br>ปฏิสนธิ = กับละ (ขนาดเศษ 1 ส่วน 256 ของเส้นผม)<br>7 วัน = ฮัมพุทธ (น้ำล้างเนื้อ)<br>14 วัน = เปสิ (ชิ้นเนื้อ)<br>21 วัน = ฆนะ (ก้อนเนื้อ,แท่งเนื้อ ขนาดเท่าไข่ไก่)<br>28 วัน = เบญจสาขาหูด (มีหัว แขน 2 ขา 2) ครบ 1 เดือน<br>35 วัน =มีฝ่ามือ นิ้วมือ ลายนิ้วมือ<br>42 วัน = มีขน เล็บมือ เล็บเท้า (เป็นมนุษย์ครบสมบูรณ์)<br>50 วัน = ท่อนล่างสมบูรณ์<br>84 วัน = ท่อนบนสมบูรณ์<br>184 วัน = เป็นเด็กสมบูรณ์ นั่งกลางท้องแม่ (6 เดือน)<br><br><strong><mark>การคลอด</mark></strong><br>ท้อง 6 เดือน คลอด ทารกนั้นไม่รอด<mark> (บ่ห่อนได้สักคาบ)</mark><br>ท้อง 7 เดือน คลอด ทารกนั้นไม่แข็งแรง <mark>(บ่มิได้กล้าแข็ง)<br><br></mark>นภัสรา คำเดช ม.6/9 เลขที่11<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116587626/d78947d5cec250f65753edabab5b30ff/IMG_7379.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:50:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629545</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เปรต (9)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629565</link>
         <description><![CDATA[<div><br>‘เสฐียรโกเศศ’ หรือพระยาอนุมานราชธน บันทึกไว้ในหนังสือ “เล่าเรื่องในไตรภูมิ” ว่า<br><br>“เปรต เป็นคำที่มีปนอยู่ในคำพูดภาษาไทยอยู่เสมอ เมื่อเห็นใครมีรูปร่างสูงมากก็มักเปรียบว่า ‘สูงเหมือนเปรต’ หรือเห็นใครผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก ก็เปรียบว่า ‘ผอมเหมือนเปรต’ ‘อดอยากเหมือนเปรต’ ใครตะกละกินอยู่มูมมาม ก็ว่า ‘กินเหมือนเปรต’ ถ้าร้องกรี๊ดๆ เป็นเสียงแหลมดังเข้าแก้วหู ก็ว่า ‘ร้องเหมือนเปรต’ เวลาทำบุญทำทาน เช่น พลี เขามักแบ่งส่วนบุญอุทิศไปให้เปรต<br><br>เพราะฉะนั้น ถ้าใครมารบกวนขอส่วนแบ่งสิ่งที่เราได้มาโดยที่ตนไม่มีส่วนที่จะได้ก็พูดว่า ‘เหมือนเปรตขอแบ่งส่วนบุญ’ คำเปรตมักมีคำเข้าคู่พูดเป็นคำซ้อนว่า ‘ผีเปรต’ แล้วยังแถมว่า ‘เศษนรก’ เป็น ‘ผีเปรตเศษนรก’ เข้าอีกด้วย พูดว่า ‘นรกจกเปรต’ ก็มี มีลางคนใช้คำว่า ‘เปรต’ ติดปาก พูดคำสองคำก็ว่าเปรต อันเป็นคำกล่าวที่ไม่สุภาพคล้ายเป็นคำบ่นติเตียนหรือด่าว่า”<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311631979/a8daa5a2040fc95d25998fbfbdde9284/image.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:50:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629565</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กลียุค(36)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629753</link>
         <description><![CDATA[<div>กลียุค คือหนึ่งในช่วงเวลาในสี่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งอธิบายไว้ในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู กลียุคมีอายุ 432,000 ปี การตีความคัมภีร์ฮินดูว่าปัจจุบันนี้โลกอยู่ในกลียุคมีคนเชื่อมากที่สุด โดยทั่วไปแล้วกลียุคก็คือยุคมืดเพราะผู้คนห่างเหินจากพระเจ้าอย่างถึงที่สุด ตามคติของศาสนาพราหมณ์ เมื่อโลกมาถึงกลียุค เชื่อกันว่าพระศิวะ หรือพระอิศวร จะทรงเปิดพระเนตรดวงที่อยู่กลางหน้าผากขึ้น และโลกจะถูกทำลาย เพื่อคืนสมดุลของโลกให้เกิดการสร้างโลกขึ้นใหม่<br><br>น.ส.ธัญญ์รวี สิริโชติกุลพงษ์&nbsp;ม.6/9 เลขที่36</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116586789/9b47501fc70f146fe1d0739c2f1e4e7f/dusty_370x277.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:50:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672629753</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บูรพวิเทหทวีป</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630249</link>
         <description><![CDATA[<div>บุรพวิเทหทวีปเป็นหนึ่งในแผ่นดิน 4 ทวีปในเรื่องไตรภูมิกถา เป็นที่อยู่ของมนุษย์ บุรพวิเทหทวีปเป็นแผ่นดินใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเขาพระสุเมรุ* กว้าง 7,000 โยชน์ ปริมณฑลโดยรอบ 21,000 โยชน์ มีแผ่นดินเล็กล้อมรอบเป็นบริวาร 500 แผ่นดิน มีแม่น้ำใหญ่และแม่น้ำเล็ก มีภูเขา มีเมืองใหญ่เมืองเล็ก มีท้าวพญา และมีนายบ้านนายเมือง ชาวบุรพวิเทหะมีจำนวนมากมาย ทุกคนมีใบหน้าเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญและกลมเหมือนหน้าแว่น (กระจกเงา) กำหนดอายุขัยของคนในบุรพวิเทหทวีปคือ 100 ปี<br><br>ณัฐณิชา เฮงบริบูรณ์ เลขที่ 33</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1354307508/7a48b96584f71007e09ca71eda81a386/F86B715D_9E75_4571_BB06_791D20D5AFA9.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:51:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630249</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรก8ขุม (25)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630590</link>
         <description><![CDATA[<div>ขุมที่ 1 สัญชีพนรก (ขุมนรกไม่มีวันตาย)&nbsp;</div><div>ลักษณะ พื้นเหล็กหนาถูกเผาไฟจนลุกโชน มีขอบทั้ง 4 ด้าน มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล ระหว่างไฟจะมีสรรพวุธต่างๆ เช่นหอก ดาบ ฆ้อน ถูกเผาไฟจนลุกแดงและคมจัด สัตว์นรกวิ่งพล่าน เท้าเหยียบไฟ ร่างกายถูกเผา&nbsp; สรรพวุธฟัน แทง สับ ทุบ สัตว์นรกเจ็บปวดทรมาน ร้องครวญครางดิ้นเร่าๆ ร่างกายสัตว์นรกฉีกขาด แล้วมาต่อกันใหม่โดยทันที ทรมานต่อไปไม่มีวันตาย</div><div>&nbsp; &nbsp; อายุขัย 500 ปี 1วัน = 9 ล้านปีมนุษย์&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดบาปคือ เป็นโจรปล้นทำลายทรัพย์สิน ผู้มีอำนาจข่มเหงผู้ต่ำต้อยกว่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 2 กาฬสุตตะนรก (ขุมนรกด้ายดำ)</div><div>ลักษณะ&nbsp; มีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน นายนิริยบาลจะจับเอาสัตว์นรกนอนลง ใช้เส้นบรรทัดที่ทำด้วยสายเหล็กแดงลูกเป็นไฟ มาดีดร่างกายของสัตว์นรก ตามยาวบ้าง ตามขวางบ้าง แล้วนำเลื่อยบ้าง ขวานบ้าง มีดโต้บ้าง มาสับ ฟัน เลื่อยตามรอยที่ดีดไว้ ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อายุขัย 1,000 ปี 1 วัน&nbsp; =&nbsp; 36 ล้านปีมนุษย์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดบาปคือ ฆ่านักบวช ภิกษุ สามเณร ผู้ทุศีล อลัชชี</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 3 สังฆาฏนรก (ขุมนรกภูเขาขยี้กาย)</div><div>ลักษณะ&nbsp; มีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ 2 ลูก กลิ้งไปมาเข้าหากันบดขยี้ร่างสัตว์นรกจนแหลกเหลว แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ รับทุกข์ทรมานต่อไป สัตว์นรกตนใดวิ่งหนี ก็จะถูกนายนิริยบาลตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง ตลอดเวลา&nbsp;</div><div>อายุขัย 2,000 ปี 1 วัน&nbsp; = 145 ล้านปีมนุษย์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดบาปคือ เป็นพรานนก พรานเนื้อ หรือพวกที่ชอบทรมานเบียดเบียนสัตว์ที่ตนใช้ประโยชน์ เช่น วัว ควาย โดยขาดความเมตตาสงสาร</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 4 โรรุวะนรก ( ขุมนรกแห่งเสียงหวีดร้อง )</div><div>ลักษณะ มีกำแพงเหล็ก 4 ด้าน ไฟลุกโชน ยิ่งลึกยิ่ร้อน ตรงกลางขุมมีดอกบัวเหล็ก กลีบเหล็กมีไฟพุ่งออกมาตลอดเวลา สัตว์นรกถูกบังคับให้ขึ้นไปอยู่ในดอกบัว กรรมทำให้สัตว์นรกยืนขึ้นแล้วก้มตัวลงกลีบบัวงับหนีบสัตว์นรก ส่วนหัวถึงคาง ขาถึงข้อเท้า มือถึงข้อมือ ไฟเผาร่างอยู่ตลอดเวลา สัตว์นรกเจ็บปวดทรมานส่งเสียงร้องครวญครางดังยิ่งนัก</div><div>อายุขัย 4,000 ปี 1 วัน&nbsp; = 576 ล้านปีมนุษย์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดบาป พวกเมาสุราอาละวาด ทำร้ายร่างกาย พวกเผาไม้ ทำลายป่า พวกกักขังสัตว์ไว้ฆ่า ชาวประมง</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 5 มหาโรรุวะนรก ( ขุมนรกแห่งเสียงหวีดร้องอย่างหนัก )</div><div>ลักษณะ มีดอกบัวขนาดใหญ่ ไฟร้อนจัดยิ่งกว่าขุมก่อน กลีบบัวคมเป็นกรดมีอยู่ทั่วไป ระหว่างช่องว่างมีแหลนหลาว ปักชูปลายแหลม ขึ้นลุกเป็นไฟ นายนิริยบาล่จะบังคับไล่แทงให้ขึ้นไปบนดอกบัว สัตว์นรกทั้งหลายร้อน ดิ้นทุรนทุรายไปกระทบกลีบบัว กลีบบัวบาดตัดร่างสัตว์นรกล่วงลงมา ถูกแหลนหลาวแทงรับไว้ เนื้อของสัตว์นรกร้อนลุกเป็นไฟหล่นลงสู่พื้น และมีสุนัขนรกคอยกัดแทะกินจนหมดสิ้น สัตว์นรกก็จะก่อร่างขึ้นใหม่ รับทุกขเวทนาร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าขุมก่อน&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อายุขัย 8,000 ปี 1 วัน&nbsp; =&nbsp; 2304 ล้านปีมนุษย์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดบาป พวกลักเครื่องสักการบูชา ขโมยทรัพย์สมบัติของ พ่อแม่ ครูอาจารย์ หรือภิกษุสามเณรนักบวชต่าง ๆ</div><div>ขุมที่ 6 ตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อน)</div><div>ลักษณะ กำแพง 4 ด้าน พื้นเป็นเหล็กแดงฉาน ไฟพลุ่งโชนสว่างมากไร้เปลว ไฟละเอียดและร้อนจัดมีแหลนหลาวใหญ่เท่าลำตาล ไฟลุกโชนพุ่งมาเสียบสัตว์นรกและเอาขึ้นตั้งไว้ พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่นลงมา ก็จะถูกสุนัขนรกตัวใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดแทะจนเหลือแต่กระดูก แล้วก็เกิดเป็นสัตว์นรกใหม่ ต้องทุกข์ทรมานร้องระงมเซ็งแซ่ไปหมด</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อายุขัย 1,600 ปี 1 วันนรก =&nbsp; 9,236 ล้านปีมนุษย์</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดบาป พวกเผาบ้านเผาเมือง เผาโบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 7 มหาตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อนยิ่ง)</div><div>ลักษณะ มีไฟคล้ายแสงสว่าง มีความร้อนสูงมาก พุ่งมาจากกำแพงเหล็กรอบด้านมารวมกันตรงกลาง&nbsp; มีภูเขาเหล็กตั้งอยู่กลางขุมนรก มีไฟพุ่งเข้าพุ่งออกจนเผาเป็นเหล็กแดงฉาน นายนิริยบาลบังคับให้สัตว์นรกป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเขา พอใกล้ถึงยอดเขา สัตว์นรกทนไม่ไหว ร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลนหลาวที่ปักเอาไว้รอบข้างแทงเข้า ไฟไหม้ท่วมร่าง</div><div>&nbsp;อายุขัย 1/2 กัป (กัลป์)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดบาป พวกมิจฉาทิฏฐิบุคคล เห็นผิดเป็นชอบ ไม่รู้จักสิ่งดีมีประโยชน์ ปฏิเสธเรื่องบุญ เรื่องบาปเห็นว่าตายแล้วสูญ ทุกสิ่งทุกอย่างเที่ยง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ทุจริตกรรม&nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ขุมที่ 8 อเวจีมหานรก (ขุมนรกแห่งร้อนไม่มีเว้นว่าง)</div><div>ลักษณะ มีกำแพงเหล็กปิดเฉพาะตัวทั้ง 6 ทิศ มีหลาวเหล็กแทงสัตว์นรกทะลุตรึงร่างให้ยืนกางแขนขา โดยจากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา หน้าไปหลัง จำนวนหลายสิบเล่ม จนสัตว์นรกไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย ถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลา จนกระดูกแดงฉาน จำนวนสัตว์นรกในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง 7 ขุมรวมกัน</div><div>อายุขัย 1 กัป (กัลป์)</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ความผิดบาป พวกทำบาปหนักที่เป็นอนันตริยกรรม ได้แก่ ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้พระพุทะเจ้าห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท คือ ยุยงให้สงฆ์แตกกัน พวกทำลายพระพุทธรูป ต้นศรีมหาโพธิ์&nbsp; พวกติเตียนพระอริยสงฆ์</div><div><br></div><div>ตติยาพา ปราบุตร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116578220/1311507237ef9962a225f7415f8f7dc1/IMG_9193.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:51:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630590</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อรูปภูมิ (35)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630791</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>อรูปพรหมภูมิทั้ง ๔ ชั้น</strong> ไม่มีรูปกาย ปราศจากสีและสัณฐาน จะปรากฏสีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีเมฆ สีหงสบาท สีเลื่อมประภัสสร และสัณฐานน้อยใหญ่แม้สักเท่าใยแมงมุมมิได้มี มีแต่จิตและเจตสิกซึ่งเป็น นามธรรมอาศัยอยู่ในทิพยวิมาน เพราะผู้ที่ประสงค์จะมาอุบัติในภพนี้ พิจารณาเห็นโทษในรูปว่า สัตว์ทั้งปวงที่ทุ่ม เถียงกัน ต่อยติโบยกันด้วยไม้น้อยไม้ใหญ่ ไม้ยาวไม้สั้นก็ดี จะทิ่มแทงกันด้วยศาสตราอาวุธก็ดี เบียดเบียนกันให้ ลําบากนานาประการก็ดี จะอาพาธป่วยไข้มีสรรพโรคต่างๆ ก็ดี ย่อมบังเกิดจากการมีกรชกาย หากไม่มีกรชกายก็จัก ไม่มีทุกข์สาหัสสุดจะพรรณนา เมื่อพิจารณาเห็นโทษในกรชกายดังนี้แล้ว ปรารถนาจะพ้นจากรูป เบื่อหน่ายเกลียด ชังการมีรูปกาย ประสงค์จะให้รูปนั้นดับสูญ จึงเพียรพยายามเจริญอยู่ซึ่งอรูปกรรมฐาน<br><br></div><div>บุคคลที่ได้ไปบังเกิดในอรูปพรหมภูมิ ๔ ก็ด้วยอํานาจของ อรูปาวจรกุศล คือต้องเจริญรูปฌานที่ได้ จตุตถฌานนั้นก่อน โดยถือเอากสิณนิมิต ๙ ประการ ได้แก่ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณ ตามแต่จะเลือกเอากสิณใดกสิณหนึ่งเป็นอารมณ์ จนได้จตุตถฌานจากรูปพรหมภูมิแล้ว พิจารณาเห็นโทษแห่งจตุตถฌานนั้นว่า แม้รูปาวจรจตุตถฌานนี้ ก็ยังมีข้าศึก คือโสมนัสอยู่ใกล้ หยาบกว่าอรูปฌาน จึงเพิกจากกสิณนิมิตนั้น เปลี่ยนมาพิจารณาอากาศเป็นอารมณ์ อาการที่ เพิกเฉยมิได้กําหนดกสิณเป็นอารมณ์ ตั้งจิตกําหนดเอาแต่อากาศเป็นอารมณ์ ชื่อว่า เพิกกสิณ เมื่อกสิณรูปอันตรธาน แล้วอากาศมีประมาณเท่าวงกสิณก็ปรากฏแจ่มแจ้งในมโนทวาร ท่านเรียกว่า กสิณุฆาติมากาศ ถ้าผู้ปฏิบัติปรารถนา จะแผ่ออกให้ใหญ่ตลอดขอบจักรวาล ก็สําเร็จได้ตามความปรารถนา ต่อจากนี้ให้บริกรรมภาวนาว่า อากาโส อากาโส เจริญอากาศนิมิตนั้นไว้ให้มัน ปฐมอรูปฌานชื่อว่า อากาสานัญจายตนฌาน ก็จะบังเกิดหน่วงเอาอากาศเป็นอารมณ์<br>๑. <strong>อากาสานัญจายตนภูมิ</strong><br>ผู้ที่จะมาเกิดในภูมินี้ ต้องเจริญสมถกรรมฐานจนได้ปัญจมฌานมาก่อน<br>แล้วมาเจริญอรูปฌานที่ ๑ คืออากาสานัญจายตนฌาน กำหนดเอาอากาศที่อยู่ในปฏิภาคนิมิตมาเป็นอารมณ์ จนสำเร็จอรูปฌานที่ ๑ คือ อากาสานัญจายตนฌาน<br>เมื่อสิ้นชีวิตลง ก็จะมาเกิดในอากาสานัญจายตนภูมินี้ ซึ่งมีแต่นาม ไม่มีรูป มีอายุยืน ๒๐,๐๐๐ มหากัป<br><br>๒. <strong>วิญญาณัญจายตนภูมิ</strong><br>พรหมผู้ซึ่งได้อรูปฌานที่ ๒ คือ วิญญาณัญจายตนฌาน กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์<br>เป็นภูมิที่มีความสุขประณีต ละเอียดกว่าอากาสานัญจายตนภูมิ มีอายุยืน ๔๐,๐๐๐ มหากัป<br><br>๓. <strong>อากิญจัญญายตนภูมิ</strong><br>พรหมผู้ซึ่งได้อรูปฌานที่ ๓ คือ อากิญจัญญายตนฌาน ด้วยการพิจารณาความไม่มีอะไร คือไม่มีทั้งอากาศและวิญญาณ ซึ่งเป็นอารมณ์ของอรูปฌานที่ ๑ และอรูปฌานที่ ๒<br>เป็นภูมิที่มีความสุขประณีต ละเอียดกว่าวิญญาณัญจายตนภูมิ มีอายุยืน ๖๐,๐๐๐ มหากัป<br><br>๔. <strong>เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ</strong><br>พรหมผู้ซึ่งได้อรูปฌานที่ ๔ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ด้วยการพิจารณาสัญญาที่เข้าไปรู้ในบัญญัติอารมณ์ว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ซึ่งเป็นฌานที่สูงสุด<br>เป็นภูมิที่มีความสุขประณีต ละเอียดกว่าอากิญจัญญายตนภูมิ มีอายุยืน ๘๔,๐๐๐ มหากัป<br><br></div><div><br>ธวัลรัตน์ พวงมะณี 6/9 เลขที่ 35<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116580902/1f405beace39d6d8b89ae0e4900079e3/CEE39BE4_C48A_4129_8EB0_19B39F28C37C.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:52:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672630791</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อุตรกุรุทวีป </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672631149</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)<br>-มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ<br>-มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง<br>-มนุษย์ ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน<br>-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว)<br>-มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา<br>-มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ" ทุกๆคน เป็นกฏตายตัว<br><br>อภัสรา อินสุวรรณ 6/9 เลขที่ 6&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116579826/aa8472d074b5b852d58b3485aeee6d16/IMG_0312.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:52:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672631149</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นรกขุมที่7(3)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632150</link>
         <description><![CDATA[<div>นรกนี้มีความร้อน ทวียิ่งขึ้นไปกว่าร้อนในตาปนนรกนั้น และมหาตาปนนรกนี้ มีสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส โดยกว้างยาวและลึกนั้นได้ 100 โยชน์ มีฝาผนังทั้ง 4 ด้าน แล้วด้วยเหล็กหนา 9 โยชน์ มีประตู 4 ประตูด้านละประตูๆ ในภายในมหาตาปนนรกนั้น มีภูเขาเหล็กใหญ่สูงเงื้อมน่ากลัวยิ่งนัก นายนิรยบาลทั้งหลาย มีมือถือเครื่องศัสตราวุธต่างๆ ไล่ทิ่ม แทง สับ ฟัน ทุบตี ต้อนสัตว์นรกทั้งหลาย ให้ขึ้นไปบนภูเขานั้น สัตว์นรกเหล่านั้น กลัวอำนาจนายนิรยบาล ก็อุตส่าห์ปีนป่ายตะเกียกตะกายขึ้นไป แต่พอขึ้นไปถึงยอดภูเขาแล้ว มีลมนรกเกิดขึ้น เป็นพายุใหญ่พัดมาโดยรอบ และลมนรกนั้นพัดกล้ายิ่งนัก เหลือกำลังที่สัตว์นรกเหล่านั้น จะทรงกายอยู่บนภูเขานั้นได้ อวํสิรา สัตว์นรกเหล่านั้นก็มีศีรษะกลับลงมาเบื้องต่ำ โหนหกพลัดตกลงมาจากยอดภูเขานั้น แต่พอตกลงมายังไม่ทันถึงแผ่นดินเหล็ก หลาวเหล็กใหญ่ประมาณเท่าลำตาล ก็ผุดขึ้นดาษดื่นคอยรับอยู่สะพรั่ง เสียบร้อยกายสัตว์นรกเหล่านั้น ตั้งแต่ศีรษะตราบเท่าตลอดออกทางทวารหนัก สัตว์นรกบางตัวนั้น หลาวเหล็กร้อยอยู่ 2 เล่มบ้าง 3 เล่มบ้าง 4 เล่มบ้าง 5 เล่มบ้าง หลาวเหล็กแต่ละเล่มๆ นั้น ลุกรุ่งเรืองเป็นเปลวเพลิงอยู่เสมอๆ เผาเนื้อและเลือด เผากายภายในออกมา เพลิงที่แผ่นดินเหล็กนั้น ก็ลุกรุ่งโรจน์โชตนาการ ไหม้กายภายนอกเข้าไป ไฟภายในกายกับไฟนอกกายนั้น ก็ไหม้กระทบปะทะกัน ครั้นไฟไหม้กายสัตว์นรกเหล่านี้ย่อยยับ เป็นภัสมธุลีไปแล้ว ก็กลับไปเกิดเป็นร่างกายมีเนื้อ และเลือดบริบรูณ์ดังเก่า นายนิรยบาลทั้งหลายก็ทำโทษ ได้ความทุกข์ทรมานกาย ดุจกล่าวมาแล้วนั้นสิ้นกาลช้านาน ประมาณได้กึ่งอันตรากัปหนึ่ง คือนับตั้งแต่มนุษย์ทั้งหลายมีอายุได้ 10 ปีเป็นอายุขัย แล้วมีอายุเจริญขึ้นไปถึงอสงไขย แล้วก็ถอยน้อยลงมาๆ จนอายุได้ 10 ปี เป็นอายุขัยอีก ดังนี้แหละชื่อว่า อันตรากัปหนึ่ง สัตว์นรกเหล่านี้ ที่ต้องไปทนความลำบากอย่างนี้ เพราะผลแห่งอกุศลกรรม ที่ตนกระทำไว้แต่ชาติก่อน เมื่อชาติก่อนนั้นสัตว์นรกเหล่านี้ เกิดเป็นพระยาและอำมาตย์ มีจิตอันร้ายกาจหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและจับสัตว์เป็นๆ มาเสียบหลาวเหล็กแล้ว ก็ให้ยกทุ่มให้เข้าไปในกองเพลิงเผาเสียให้ตาย และเอาไฟคอกสัตว์เป็นๆ ให้ตายบ้าง บางทีก็ให้ย่างไว้ด้วยแดด ให้สัตว์ตายด้วยแดดอันร้อนนั้น คนเหล่านี้ครั้นทำลายขันธ์แล้ว ก็ลงไปทนทุกขเวทนาอยู่ในมหาตาปนนรก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116580341/0ec3368b3bee342a8ac2a7cebf67476f/IMG_5301.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:53:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632150</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มนุสสภูมิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632365</link>
         <description><![CDATA[<div>มนุสสภูมิเป็นภูมิหนึ่งในกามภูมิ ซึ่งกล่าวถึงเนื้อหาของการกำเนิดมนุษย์เอาไว้ โดยกล่าวถึงมนุษย์ผู้ชายหรือผู้หญิงที่ปฏิสนธิในท้องของแม่ จะเริ่มต้นโดยการเป็น “กลละ” หรือเซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุด พอครบ ๗ วัน จะมีลักษณะเหมือนน้ำล้างเนื้อ เรียกว่า “อัมพุทะ” อีก ๗ วันถัดมาจะเป็นชิ้นเนื้อในครรภ์มารดา หรือเรียกว่า “เปสิ” ซึ่งมีลักษณะข้นเหมือนตะกั่วเชื่อมในหม้อ และอีก ๗ วันต่อมาจะแข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ ซึ่งเรียกว่า “ฆนะ” จากนั้นจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นทุกวัน<br><br></div><div>หลังจากเป็นฆนะได้ ๗ วัน ก็จะเป็น “เบญจสาขาหูด” โดยคำว่าเบญจแปลว่า ๕ ดังนั้น จึงหมายถึง หูดที่มี ๕ ตุ่ม ได้แก่ หัว ๑ ตุ่ม แขน ๒ ตุ่ม และขา ๒ ตุ่ม ต่อจากนั้นไปอีก ๗ วัน จะเริ่มมีฝ่ามือ นิ้วมือ และเมื่อครบ ๔๒ วันจึงมีขน มีเล็บเท้า เล็บมือ มีอวัยวะครบถ้วนทุกประการแบบมนุษย์ นอกจากนั้นในไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิยังบอกอีกว่า เด็กที่เกิดในท้องแม้นั้นมีรูปร่าง ๑๘๔ ประการ แบ่งออกเป็น<br><br></div><ul><li>ส่วนบน ตั้งแต่คอถึงศีรษะ มี ๘๔ รูป</li><li>ส่วนกลาง ตั้งแต่คอถึงสะดือ มี ๕๐ รูป</li><li>ส่วนล่าง ตั้งแต่สะดือถึงฝ่าเท้า มี ๕๐ รูป</li></ul><div><br><br>ธนัญญา ทองวิวัฒน์ 6/9 18</div><div><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 06:54:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632365</guid>
      </item>
      <item>
         <title>มหานครนิพพาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632388</link>
         <description><![CDATA[<div>มหานครนิพพาน ตามคติมหายานเรียกว่าเมืองสุขาวดี มีพื้นที่แผ่นดินเรียงรายด้วยทรายแก้ว สระโบกขรณี บริบูรณ์ด้วยน้ำเย็น เต็มไปด้วยดอกบัวบานอยู่มิขาด หมู่แมลงภู่เคล้าเกสรบัว และหมู่นกยูง นกกะเรียน นกจากพราก และราชหงค์แดง ราชหงค์ขาว มาร้องไพเราะทุกเมื่อ ในสมุดภาพไตรภูมิสมัยกรุงธนบุรี พรรณนา "เมืองมหานครนิพพาน" ไว้ดังนี้ -<br><br>๏ เมืองมหานครนิพพานนี้ บ่มิใกล้บ่มิไกล บ่มิต่ำบ่มิสูงนัก แต่จะเข้ายากนัก มีกำแพง ๕ ชั้น ๘ ชั้น ๑๐ ชั้น มีประตูเมืองแลหอเมือง มีคู ๒ ชั้น มีหนทางทะลาหลวง ๒๒ ตลาด ๓๗ มีค่ายเขื่อนขันมั่นคง มีปราสาท ๗ ชั้น มีแท่นที่นอนปัญจถรลาดปูนอน มีประทีปตามทุกเมื่อ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116581489/70e72b4ff19f63f9f32870b714a0d954/03595AD3_E3B5_4154_85D9_E157AEF036A9.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:54:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632388</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เดรัจฉานภูมิ 17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632488</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 06:54:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672632488</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สัตว์ในป่าหิมพานต์(กินรี) เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672633523</link>
         <description><![CDATA[<div>กินรีหรือกินนร ร่างท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก ในไตรภูมิพูดถึงกินรี แต่ไม่ได้อธิบายว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ถิ่นที่อยู่ของกินรีอยู่ที่ภูเขาไกลาศ (สะกดตามต้นฉบับ) เป็นบริวารของพระอิศวร เขาไกลาศนี้เป็นหนึ่งในภูเขา 5 ลูกที่ล้อมสระอโนดาตไว้ สระอโนดาตนี่เรียกได้ว่าดังที่สุดในพื้นที่หิมพานต์ ภูเขาห้าลูกที่ล้อมสระก็ไม่ธรรมดาคือโน้มเข้าหากัน น้ำในสระเลยไม่ต้องแสงพระอาทิตย์หรือพระจันทร์โดยตรง สระนี้จึงเย็นอยู่เสมอ โดยสระอโนดาตนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของปัญจมหานที คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี มหิและสรภู</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1915482537/c664b4e06ccb7aa913569ce1d4228378/fantasticbeasts_08.png" />
         <pubDate>2023-08-25 06:55:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672633523</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นกกรวิก (5)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672633539</link>
         <description><![CDATA[<div>นกกรวิกหรือนกการเวกเป็นนกที่มีแหล่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ พลังพิเศษของนกตัวนี้คือเสียงที่ไพเราะระดับเหนือโลก คือไพเราะระดับทำให้ไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์ที่ได้ยินก็พากันตะลึงงัน กล่าวว่าขนาดเสือกำลังไล่เนื้อ หรือเด็กที่ถูกไล่ตี พอได้ยินเสียงกรวิกก็จะตกอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง เสียงของนกกรวิกมีผลถึงทั้งในน้ำจนในอากาศ ปลา นก หรือสัตว์ทั้งหลายที่ได้ต่างก็ต้องตกอยู่ในภาวะงงงวย ตะลึงงัน<br><br>“ไตรภูมิพระร่วง” เล่าว่า<br><br>“อันว่านกทั้งหลายอันมีในป่า มีอาทิ คือนกกรวีก แลนกยูง แลนกกระเรียน แลนกกระเหว่าทั้งหลาย เทียรย่อมชวนกันมาฟ้อนรำตีปีกฉีกหาง แลร้องด้วยสรรพสำเนียงเสียงอันไพเราะ มาถวายแด่พระยาศรีธรรมาโศกราชทุกวันบ่มิได้ขาดแล นกฝูงนั้นเทียรย่อมฝูงนกอันอุดมแลมาแต่ป่าพระหิมพานต์โพ้นไส้”<br><br>ใน “สมุดภาพสัตว์หิมพานต์” เขียนไว้ให้มีหัว มือ และตีน เหมือนครุฑ มีปีกอยู่ที่สองข้างตะโพก แต่ขนหางคล้ายใบมะขาม ยาวอย่างขนนกยูง<br><br>ส่วน “สมุดภาพรอยพระพุทธบาท ฉบับวังหน้าในรัชกาลที่ ๓” เขียนรูปมีลักษณะคอยาว หัวเหมือนนกกระทุง ขนหางเป็นพวงเหมือนไก่ แต่มีขายาวเหมือนนกกะเรียน<br><br>แต่แม้เราอาจไม่เคยได้เห็นตัวนกการเวกเป็นๆ ในแดนมนุษย์ แต่มีมรดกอีกอย่างหนึ่งของนกการเวกที่ทิ้งไว้ให้เราเห็น คือ “ขี้”<br><br>ดังมีพลอยสีเขียวอมฟ้าชนิดหนึ่ง ในภาษาไทยเรียกกันว่า “พลอยขี้นกการเวก”<br><br>หรือที่ในภาษาฝรั่งเรียกว่า turquoise (เทอร์ควอยซ์-หินของพวกเติร์ก คือชาวตุรกี) นั่นเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1311820220/885af76fff4f9b4c2a7fc015bd755e72/252623__07062009081038.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:55:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672633539</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สัตว์ในป่าหิมพานต์ (มกร) เลขที่24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672634500</link>
         <description><![CDATA[<div>"มกร" นี้เป็นสัตว์ที่อยู่ในจินตนาการ นัยว่า เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์เชิงเขาพระสุเมรุ ลักษณะจะผสมกันระหว่างจระเข้กับพญานาค กล่าวคือ มีลำตัวยาวเหยียดคล้ายกับพญานาค แต่มีขายื่นออกมาจากลำตัว และส่วนหัวที่คายพญานาคออกมานั้นเป็นปากจระเข้ คนโบราณจึงมักนำไปเฝ้าอยู่ตามเชิงบันไดวัด สำหรับวัดในแถบภาคกลางจะเป็นราวบันไดนาค แต่ทางภาคเหนือส่วนใหญ่จะเป็นราวบันไดรูป "มกรคายนาค" มีผู้คนถามกันมามากมายว่า แล้วตกลงมันคือตัวอะไรแน่ แล้วทำไมจึงต้องคายนาค ไม่คายอย่างอื่น จริงๆ แล้วสัตว์ตัวนี้ไม่ได้มีเฉพาะบ้านเรานะครับ ในเขมร ลาวพม่า ก็มี เขาเรียกว่า "ตัวสำรอก" ก็คือ ตัวที่คายอะไรต่อมิอะไรออกมา ดังนั้น เวลาไปเที่ยววัดให้สังเกตบันไดพญานาคให้ดีว่าเป็นบันไดนาคหรือเป็นบันไดมกรคายนาคกันแน่ วิธีสังเกตก็ให้ดูที่ "คอพญานาค" ว่ามีหน้าสัตว์คล้ายๆ จระเข้อ้าปากอยู่หรือเปล่า ถ้ามีก็ใช่เลย แล้วจะเห็นขาของเจ้าตัวมกรซ่อนอยู่ตามเกล็ดพญานาคด้วย</div><div>ในความเป็นจริงแล้ว "มกร" มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีมาแต่โบราณว่า "เหรา" อ่านว่า เห-รา เป็นสัตว์ในจินตนาการ มีหน้าที่เฝ้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อาทิ พระธาตุ โบสถ์ วิหาร ที่สื่อว่าเป็นเขาพระสุเมรุ ตามคติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ ดังนั้น จึงต้องมีสัตว์ในป่าหิมพานต์เฝ้าอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ ไม่ให้คนขึ้นไปรบกวนทวยเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116583820/53e786122d2d4f210f2960535d4805ff/EC935A98_388A_4C01_9B74_0FAB227889B9.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 06:56:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672634500</guid>
      </item>
      <item>
         <title>  จาตุมมหาราชิกา-ดาวดึงส์ภูมิ 21</title>
         <author>nicha0922820191</author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672636974</link>
         <description><![CDATA[<div>เหนือมนุษย์ภูมิขึ้นมาจะเป็นภูมิของเหล่าเทพยดา ทั้งสิ้น ๖ ชั้น รวมเรียกว่ฉกามาพจรภูมิ แต่ยังอยู่ในภูมิระดับล่างคือกามภูมิ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จาตุมหาราชิการภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นแรกอยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป มีพระยาผู้เป็นเจ้าทั้ง ๔ รวมเรียกว่า พระยาจุโลกบาล มีหน้าที่คอยสอดส่องดูมนุษยที่ประกอบผลบุญ แล้วรายงานต่อพระอินทร์ เพื่อให้ได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดาวดึงภูมิ อยุ่เหนือจาตุมมหาราชิกาขึ้นไปอี มีพระอินทร์เป็นเจ้าแก่พระยาเทพยดาทั้งหลาย ที่รายบ้อมออกไปทั้งสี่ทิศ รวม ๗๒ องค์ เหล่ายเทพยาดามี ๓ จำพวกคือ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สมมตชุติเทวดา คือฝูงท้ายแลพระยาในแป่นดินผุ้รู้หลักแก่งบุญธรรมและกรทำโดยทศพิธราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อุปปัติเทวดา คือ เหล่าเทพยาในพรหมโลก&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วิสุทธิเทวดา คือ พระพุทธปัจเจกโพธิเจ้า และพระอรหันต์สาวกเจ้า ผู้เสด็จเข้าสู่นิพพาน&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ยามาภูมิ อยู่สูงกว่าชั้นดาวดึงส์ขึ้นไปอีก อยู่เหนือพระอาทิตย์และพระจันทร์ แสงสว่างในภูมินี้ เกิดจากรัศมีของเหล่าเทวดาในชั้นนี้เอง&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดุสิตตาภูมิ สูงกว่ายามาสวรรค์อีก เป็นที่สถิตของพระโพธิสัตว์และพระศรีอาริย์&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นิมานรดีภูมิ สุลขึ้นไปอีก เหล่าเทพยดาในชั้นนี้ต้องการสิ่งใดเนรมิตเอาเองได้ดั่งใจตน&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปรมินมิตวสวัตตีภูมิ สวรรค์ชั้นที่สุดของฉกามาพจรภูมิ สูงสุดในระดับกามภูมิ อยู่ถัดขึ้นไปอีก เหล่าเทพยดาในสวรรค์ชั้นนี้ อยากได้สิ่งใดก็เนรมิตเอาเอง ได้ตามประสงค์ มีพระยาผู้เป็นเจ้าแห่งเทพยาทั้งหลาย ๒ องค์ มีอายุตั้งแต่ ๕๐๐-๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์.<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116585227/6cc5a83238b0542e0e2187516e7d414d/IMG_1753.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 07:00:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672636974</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แนวทางการสร้างสรรค์ไตรภูมิพระร่วง สุภนิดา(34)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672638707</link>
         <description><![CDATA[<div>ไตรภูมิ เป็นแนวการสร้างสรรค์งานศิลปะ รวมความว่า ไตรภูมิพระร่วงเป็นหนังสือเก่าชั้นวรรณคดีที่มีอิทธิพลต่อความคิดอ่านของคนไทยในเรื่องบาปบุญคุณ<br>โทษ ในด้านจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์ต่างๆ และวรรณคดีตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน หนังสือนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระยาลิไทในด้าน<br>ศาสนา และใช้จริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง และยังแสดงให้เห็นพระสติปัญญา ตลอดจนให้แนวคิดในเชิงปรัชญา สังคม และค่านิยมของสังคมเป็นอย่างดี<br>ยิ่งตัวอย่างในไตรภูมิพระร่วงผลแห่งการทำบาป<br>“คนผู้ใดกล่าวคำร้ายแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศิลและพ่อแม่และผู้เฒ่าผู้แก่ครูปาทยาย คนผู้นั้นตาย ไปเกิดในนรกอันได้ขื่อว่า สุนักขนรกนั้นแล ในสุนักขนรกนั้น<br>มีหมา 4 สิ่ง หมาจำพวกหนึ่งนั้นขาว หมาจำพวกหนึ่งนั้นแดง หมาจำพวกหนึ่งนั้นดำ หมาจำพวกหนึ่งนั้นเหลือง และตัวหมาผู้นั้นใหญ่เท่าช้างสารทุกตัว ฝูงแร้ง<br>แลกาอันอยู่ในนรกนั้นใหญ่เท่าเกวียนทุกตัว ปากแร้งแลกาแลตีนนั่น เทียรย่อมเหล็กแดงลุกเป็นเปลวไฟอยู่มิได้เหือดสักคาบ แร้งแลกาหมาฝูงนั้นเทียรย่อมจิกแหก<br>หัวอกขบตอดคนทั้งหลายในนรกด้วยบาปกรรมของเขานั้น แลมิให้เขาอยู่สบายแลให้เขาเจ็บปวดสาหัส ได้เวทนาพ้นประมาณ ทนอยู่ในนรกอันชื่อสุนักขนรกนั้นแล”</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-08-25 07:02:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672638707</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยามา คือสวรรค์ชั้นที่ 3  (20)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672638831</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2"><br>พระโคตมพุทธเจ้า</a>ตรัสถึงสวรรค์ชั้นยามา ว่าเป็นสวรรค์ชั้นที่ 3 อยู่สูงกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C">ดาวดึงส์</a> แต่ต่ำกว่า<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%95">ดุสิต</a> มีท้าวสุยามะเป็นจอมเทพ <a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87">ไตรภูมิพระร่วง</a>ระบุว่าสวรรค์ชั้นยามาอยู่สูงกว่าดาวดึงส์ไป 84,000 โยชน์ เทวดาในชั้นนี้มีปราสาทแก้ว ปราสาททอง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีสวน สระบัวสวยงาม เทวดามีกายสูง 8,000 วา เนื่องจากสวรรค์ชั้นนี้อยู่สูงมาก แสงอาทิตย์จึงส่องมาไม่ถึง แต่สวรรค์ชั้นนี้ก็ไม่เคยมืดเพราะมีรัสมีจากกายของเทวดาส่องให้ทั้งภูมินี้สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา เมื่อจะกำหนดวันคืน เทวดาในชั้นนี้จะดูจากดอกไม้ทิพย์ หากดอกไม้บานแสดงว่าเป็นเวลารุ่งเช้า หากดอกไม้หุบเป็นเวลากลางคืน<br><br></div><div>อายุของเทวดาในชั้นยามายาวนานถึง 2,000 ปีทิพย์ ซึ่งเท่ากับ 144,000,000 ของปีมนุษย์<br>&nbsp;&nbsp;<br><br>อรปรียา อาดสม ม.6/9 เลขที่20</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116587595/79ce60fcb3ee56b8da9783db43138792/IMG_7697.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 07:02:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672638831</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สัตว์ในป่าหิมพานต์ (เสือปีก)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672639495</link>
         <description><![CDATA[<div><br>เสือเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่คนนำไปเป็นแบบในเทพนิยาย แต่ไม่ค่อยมาก อาจจะเนื่องจากในเอกสารแจกของกรมศิลปากร (เนื่องในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี) ระบุมาแค่นั้น หรือมีทั้งหมดแค่นั้นจริง ๆ ก็ไม่ทราบได้ หากมีแค่นี้จริงก็แสดงว่า เสือแม้จะดุร้าย มีกำลังมาก แต่ก็ยังเป็นรองสิงโต ช้าง ไม่ปราดเปรียว วิ่งได้เร็วแบบม้า เรียกว่าเป็นรองม้า ว่างั้นเถอะ เลยไม่เป็นที่นิยม เสือในรูปปั้นสัตว์หิมพานต์ประดับพระเมรุ มีแค่ ๔ ชนิด นับว่า น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับ นก สิงโต ช้างและม้าที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อนหน้านี้ แถมในเอกสารแจกยังมีรูปของเสือปีกซ้ำกันโดยมีคำบรรยายต่างกัน ไม่รู้ว่า อันไหนผิด อันไหนถูก ท่านต้องพิจารณาเอาเองนะ&nbsp;<br><br></div><div><br>๑ เสือมีปีก <strong>เสือปีก</strong> ตัวเป็นเสือ มีปีกแบบนก พื้นสีเหลือง หรือ ตัวเป็นนก หัวเป็นเสือ พื้นสีเหลือง (ภาพที่ ๑ เสือปีกตัวขวา)<br><br></div><div><br>๒ เสือครึ่งปลา<strong> พยัคฆนที</strong> ตัวเป็นเสือ หางเป็นปลา (ภาพที่ ๒)<br><br></div><div><br>๓ สิงห์หัวเสือ <strong>พยัคฆไกรสีห์</strong> ตัวเป็นสิงโตหัวเป็นเสือ (ภาพที่ ๓)<br><br></div><div><br>๔ ครุฑหัวเสือ <strong>พยัคฆเวนไตย</strong> ตัวเป็นครุฑ หัวเป็นเสือ หางแบบหงส์ (ภาพที่ ๔)<br><br>อภิชญา สุขโชติ เลขที่29<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116580509/7d7a28d79a9a1ba22464e8d416f49cf5/IMG_2816.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 07:03:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672639495</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ช้างแก้ว (8)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672645306</link>
         <description><![CDATA[<div>ช้างเป็นอีกหนึ่งสัตว์ในดินแดนหิมพานต์ คัมภีร์กล่าวว่าช้างแก้วนี่ไม่สามารถเอาไปนับรวมกับสัตว์อื่นๆ ได้ ลำพังช้างแก้วเองเกี่ยวข้องกับพระจักรพรรดิราช เป็นสัตว์มงคลของพระจักรพรรดิราช และช้างในป่าหิมพานต์ก็มีพลังวิเศษคือสามารถเหาะไปได้ในอากาศ แถมมีถ้ำที่อยู่เป็นทองคำ</div><div>ช้างในป่าหิมพานต์มีทั้งหมด 10 ตระกูล ตระกูลที่ถูกพูดถึงเป็นพิเศษคืออุโบสถตระกูล กับ ช้างฉัททันต์ ช้างฉัททันต์นี้เป็นช้างพิเศษ เป็นพญาที่เป็นพระโพธิสัตว์ลงมาบำเพ็ญบารมี ช้างทั้งหลายยามว่างก็จะไปเล่นน้ำกันที่ฉัททันตสระ เป็นสระที่มีภูเขาใหญ่ 7 เขาล้อมรอบ ในสระนั้นเหมือนสปา มีนางช้างมาช่วยกันขัดถูให้พญาช้างตัวสะอาดสดใสเหมือนหอยสังข์ขัดใหม่ ใกล้ๆ มีต้นมะค่าใหญ่สำหรับช้างทั้งหลายไปพักผ่อนเที่ยวเล่น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1923557519/5cdcdf02ad42c99d88905064b6701acb/4DQpjUtzLUwmJZZPD2J9NsbCsE69PI2v3nPJlnYMiTBK.jpg" />
         <pubDate>2023-08-25 07:11:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672645306</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ฉกามาพรจร (12)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672653738</link>
         <description><![CDATA[<div>ฉกามาพจร เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม ทั้ง 6 ชั้น มีชื่อดังนี้<br><br></div><div>ชั้นที่ 1 <strong>จาตุมหาราชิกา</strong> มีท้าวจตุโลกบาลดูแลรักษาโลกทั้งสี่ทิศ<br><br></div><div>ชั้นที่ 2 <strong>ดาวดึงส์</strong> (หรือ ไตรดรึงษ์) เป็นที่อยู่ของพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งหลาย<br><br></div><div>ชั้นที่ 3 <strong>ยามา</strong> อยู่สูงกว่าวิถีโคจรของพระอาทิตย์ มีแต่เวลาหรือยามดีตลอดไปไม่มีค่ำ<br><br></div><div>ชั้นที่ 4 <strong>ดุสิต</strong> เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ผู้สร้างสมภารอันจะลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า<br><br></div><div>ชั้นที่ 5 <strong>นิมมานรดี</strong> เหล่าเทวดาในชั้นนี้ถ้าปรารถนาสิ่งใดก็เนรมิตได้เองดังใจ ไม่ต้องให้มีใครถวาย<br><br></div><div>ชั้นที่ 6 <strong>ปรนิมมิตวสวัตดี</strong> เป็นที่อยู่ของเทวดาและมารด้วย สามารถจะเนรมิตสิ่งที่ปรารถนาเองหรือจะให้ผู้อื่นเนรมิตแทนก็ได้<br><br></div><div>“ฉกามาพจร” มีการเกิดและดับได้อยู่เช่นเดียวกับโลกมนุษย์ เทวดาที่อยู่บนสวรรค์เมื่อสิ้นบุญแล้วก็ต้องจุติไปเกิดตามกรรมของตน<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/2116583235/22ccec5affc1f881ae89701671a06cde/IMG_4928.jpeg" />
         <pubDate>2023-08-25 07:22:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wanwisa_ang/oxylzk6pga3ci431/wish/2672653738</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
