<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>กิจกรรมที่ 2.1วิเคราะห์โครงงาน ม.5/4 by วาริธร หยู่ตุ้ง</title>
      <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-07-06 04:17:50 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-09-24 09:11:04 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>Smart Home บ้านอัจฉริยะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2237798205</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษา หรือแก้ปัญหาอะไร</strong></div><div><br></div><div>ผู้พัฒนามีความคิดที่จะพัฒนาชุดโปรแกรมนี้ควบคู่กับการสั่งงานด้วยสียง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้พิการยิ่งขึ้นไปนอกจากนี้ยังมีการนำ sensor มาปรับใช้ในลักษณะของระบบรักษาความปลอดภัยด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการเกิดขึ้นได้เพราะผู้พัฒนาเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารของประทศไทยนั้นมีศักยภาพ</div><div><br></div><div><strong>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร</strong></div><div><br></div><div>ผู้พัฒนามีความคิดที่จะพัฒนาชุดโปรแกรมนี้ควบคู่กับการสั่งงานด้วยสียง เพื่ออำนวยความสะดวกผู้พิการยิ่งขึ้นไปนอกจากนี้ยังมีการนำ sensor มาปรับใช้ในลักษณะของระบบรักษาความปลอดภัยด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงการเกิดขึ้นได้เพราะผู้พัฒนาเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารของประทศไทยนั้นมีศักยภาพ</div><div><br></div><div><strong>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร</strong></div><div><br></div><div>-ความสะดวกสะบายสําหรับผู้ใช้งาน ในการควบคุมระบบ ไฟฟ้าในบ้านหรือ อาคารผ่านทางระบบเน็ตเวอร์คเชน่Internet, LAN</div><div>- ประหยัดและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูญไปจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่นลืมปิดไฟ ก่อนออกจากบ้าน(ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบและสั่งปิด/เปิดเครอื่ งใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากที่ไหนก็ได้ผ่านอินเตอร์เน็ต)<br><strong>สมาชิก ม.5/4</strong><br>นางสาวณัฏฐนันท์ เอี่ยมสำอางค์ เลขที่ 10<br>นางสาวณัฐทราภร์ กลับรินทร์ เลขที่ 11<br>นางสาวเขมิสรา เลื่องสุนทร เลขที่ 12<br>นางสาวนารายา ทับทิมทอง เลขที่ 22<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1468183744/d41f7728a06986053547a829107147de/909356F9_47F6_4F0C_956C_0BB9025CF3F9.png" />
         <pubDate>2022-07-06 04:28:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2237798205</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผลของส่วนสกัดหยาบจากใบโพทะเลในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย </title>
         <author>05978</author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2237920161</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษา หรือแก้ปัญหาอะไร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>โพทะเล (Thespesia populnea (Linn) Soland ex. Correa) เป็นพืชสมุนไพรโบราณ จากรายงานการวิจัยของ Nagappa A.N. (2543) พบว่า ผลโพทะเล (Thespesia populnea (Linn.) Soland. ex Correa) มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 79.17 % ใน 8 วัน และช่วยในการลดขนาดแผลเป็นลง 32.81 % ส่วนในใบโพทะเลยังไม่มีรายงานการวิจัย ดังนั้น จึงได้ทำการศึกษาถึงสมบัติการยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคที่ผิวหนัง คือ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes ของส่วนสกัดหยาบจากใบโพทะเล (Thespesia populnea (Linn.) Soland. ex Correa) <br><strong>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>ทำการทดลองโดยนำใบโพทะเล 300 กรัม มาแช่ในตัวทำละลาย เฮกเซน อะซิโทน เมทานอล เอทานอล และน้ำ ตามลำดับ เมื่อนำไประเหยแห้ง เอาตัวทำละลายออกจะได้ส่วนสกัดหยาบของเฮกเซน (6.22 g) ส่วนสกัดหยาบของอะซิโทน (12.84 g) ส่วนสกัดหยาบของเมทานอล (11.24 g) ส่วนสกัดหยาบของเอทานอล (10.91 g) และส่วนสกัดหยาบของน้ำ (35.84 g) ตามลำดับ นำส่วนสกัดหยาบของใบโพทะเลทั้ง 5 ส่วน มาทดสอบสมบัติการยับยั้งแบคทีเรียที่ก่อโรคบริเวณผิวหนังคือ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes โดยใช้วิธี Broth dilution susceptibility test (2-fold dilution) <br><strong>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น 79.17 % ใน 8 วัน และช่วยในการลดขนาดแผลเป็นลง 32.81 % สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียทั้งสองชนิดได้ดีที่สุด<br><br>สมาชิกในกลุ่ม<br>1.ชัญญานุช โสภโน เลขที่ 15<br>2.ณัฐภัสสร พรมสิน เลขที่ 16<br>3.อัจฉรา จิตราภิรมย์ เลขที่ 17<br>4.อาริยา ไทยยิ้ม เลขที่ 18</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1720119679/ab30b7e235006567e6c69b9a96aae19a/E386B339_5260_4658_A453_70A49311AE9D.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-06 07:40:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2237920161</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเพิ่มเปอร์เซ็นการงอกและอัตราเร็วในการงอกของมะพร้าวน้ำหอม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2238080551</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;<br>1.โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษาหรือแก้ปัญหาอะไร</strong><br>-เพิ่มเปอร์เซนต์การงอกและอัตราเร็วในการงอก<br><br><strong>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร </strong><br>-ศึกษาตำแหน่งการปาดเปลือกผลพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมโดยใช้จุดศูนย์ถ่วงเป็นเกณฑ์เมื่อนำผลพันธุ์ไปลอยน้ำ พบว่าผลพันธุ์มะพร้าวจะมีตำแหน่งที่ลอยขึ้นด้านบนโดยเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งแน่นอนโดยพบถึง 88 เปอร์เซนต์ของผลพันธุ์ที่ทดลองและตำแหน่งนี้จะคงที่แม้ปาดเปลือกแล้วก็ตาม ตำแหน่งที่ลอยขึ้นด้านบนจะใช้เป็นตำแหน่งที่ปาดเปลือกเวลาเพาะและจะมีความสัมพันธุ์กับตาแข็ง 2 ตา ตานิ่ม 1 ตา ที่กะลามะพร้าวโดยจะทำให้ตาแข็ง 2 ตาขึ้นด้านบน ตานิ่ม 1 ตาอยู่ด้านล่างเมื่อนำผลพันธุ์มะพร้าวไปเพาะ 3 วิธีเปรียบเทียบกันคือ วิธีที่ 1 การปาดเปลือกแบบชาวสวนโดยทั่วไป วิธีที่ 2 ปาดเปลือกด้านบนเมื่อนำไปลอยน้ำโดยใช้จุดศูนย์ถ่วงเป็นเกณฑ์ วิธีที่ 3 ปาดในตำแหน่งที่ตรงข้ามกับวิธีที่ 2 <br><br><strong>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร<br>&nbsp;</strong>พบว่า<br>-วิธีที่ 2 ให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูงสุดคือ 69 เปอร์เซนต์ ส่วนวิธีที่ 1 และวิธีที่ 3 เปอร์เซนต์การงอกเท่ากับ 50 และ 48 เปอร์เซนต์ตามลำดับ&nbsp;<br>-อัตราเร็วในการงอกของทั้ง 3 วิธี ไม่แตกต่างกัน เมื่อใช้วิธีการแช่ผลพันธุ์ในน้ำก่อนเพาะ 15 วัน พบว่าทำให้เปอร์เซนต์การงอกสูงขึ้นโดยเปอร์เซนต์การงอกเท่ากับ 72 เปอร์เซนต์ และอัตราเร็วในการงอกเท่ากับ 28 วัน<br><br>สมาชิกในกลุ่ม<br>กรกนก สุวรรณพานิช เลขที่ 13<br>จุนีรัตน์ นาคสง เลขที่ 14<br>กชกร สังขกุล เลขที่23<br>อรอนงค์&nbsp; ทิพย์บรรพต เลขที่ 33</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1747139647/191e8da7a6cf560e76e6be08f707bfa6/1657108993416.jpg" />
         <pubDate>2022-07-06 12:18:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2238080551</guid>
      </item>
      <item>
         <title>แผ่นฟิล์มไคโตซาน-อะไมโลส ชะลอการเกิดราบนขนมปัง (Film Chitosan- Amylose Use in Delay the Fungal Growing Process on Bread)</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2239101967</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษา หรือแก้ปัญหาอะไร<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>เนื่องด้วยในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้ฟิล์มพลาสติกสำหรับห่ออาหารเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อม จึงได้มีการผลิตแผ่นฟิล์มไคโตซาน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ทดแทน แต่มีราคาสูง จึงมีแนวคิดที่จะผลิตแผ่นฟิล์มไคโตซาน-อะไมโลส ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน สามารถใช้ในการถนอมอาหาร ย่อยสลายได้ง่าย และสามารถรับประทานได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย<br><br><br></div><div><strong>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีวิธีการทำโดยการนำไคโตซานบริสุทธิ์ผสมกับแป้ง 3 ชนิด คือ แป้งข้าวโพด แป้งข้าวเหนียว และแป้งมันสำปะหลัง แล้วนำไปทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพ โดยดูความหนา ความสามารถในการบวมน้ำ และลักษณะพื้นผิว และทดสอบความสามารถในการถนอมอาหารโดยการนำไปห่อขนมปัง</div><div><br><br></div><div><strong>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากผลการดำเนินงานพบว่า แผ่นฟิล์มไคโตซาน-แป้งข้าวโพด มีความหนาน้อยที่สุดและมีความสามารถในการถนอมอาหารดีที่สุด ส่วนความสามารถในการบวมน้ำของแผ่นฟิล์มแต่ละชนิดจะใกล้เคียงกัน จากนั้นจึงเพิ่มความยืดหยุ่นของแผ่นฟิล์มไคโตซาน-แป้งข้าวโพด โดยการเติม PVA ลงไป นำไปทดสอบความสามารถในการถนอมอาหาร พบว่า แผ่นฟิล์มไคโตซาน-แป้งข้าวโพด-PVA มีความสามารถในการถนอมอาหารใกล้เคียงกับแผ่นฟิล์มไคโตซาน-แป้งข้าวโพด<br><br></div><div><strong>สมาชิก ม.5/4<br></strong>1.นางสาวปิยะดา ศรีโหมดสุข เลขที่ 27<br>2.นางสาวสุนันพร ศิลปกิจ เลขที่ 29<br>3.นางสาวสุวภัทร แก้วเกลี้ยง เลขที่ 30<br>4.นางสาวณัฐริศา อาวุธ เลขที่ 32</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1334943389/bfa2501ac5ce8e1da8370d575cbbf2ce/image.png" />
         <pubDate>2022-07-07 17:07:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2239101967</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การใช้เปลือกเม็ดมะขามป้องกันการหืนของน้ำมันมะพร้าว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2242339975</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษาหรือแก้ปัญหาอะไร</strong><br><br> การใช้สารเคมีสังเคราะห์หลายชนิดป้องกันออกซิเดชันแต่มีราคาแพงและเป็นอันตรายหากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จึงไม่เหมาะสมกับการผลิตน้ำมันมะพร้าวในครัวเรือน พืชหลายชนิดมีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidant) ถ้านำมาใช้กับน้ำมันมะพร้าวแล้วน่าจะมีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าสารเคมี&nbsp; มีคุณภาพต่ำและสูญเสียทางเศรษฐกิจ การใช้สารเคมีสังเคราะห์หลายชนิดป้องกันออกซิเดชันแต่มีราคาแพงและเป็นอันตรายหากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จึงไม่เหมาะสมกับการผลิตน้ำมันมะพร้าวในครัวเรือน พืชหลายชนิดมีสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน (antioxidant) ถ้านำมาใช้กับน้ำมันมะพร้าวแล้วน่าจะมีความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าสารเคมี <br><br><strong>โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร</strong><br><br> ทดลองป้องกันออกซิเดชันของน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตในครัวเรือนด้วยการสกัดจากเปลือกเม็ดพืชท้องถิ่นในวงศ์ราชพฤกษ์ (Caesalpiniaceae) จำนวน 7 ชนิด คือ มะขาม (Tamaridus indica L.) หางนกยูงไทย (Caesalpinia pulcherrima L.) หางนกยูงฝรั่ง (Delonix regia L.) คูน (Cassia fistula L.) ขี้เหล็ก (C. siamea Lamk.) ชุมเห็ด (C. occidentalis L.) และนนทรี (Peltophorum pterocarpum DC.) ศึกษาชนิดและปริมาณของสารสกัดจากเปลือกเมล็ดพืช ใช้น้ำผสมเอทิลแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 50:50 เป็นตัวทละลาย ประเมินการเกิดออกซิเดชันด้วยการวัดค่าพีเอชและค่าเปอร์ออกไซด์ด้วยวิธี Iodometric titration (AOAC, 1971) ผลการทดลองพบว่าน้ำมันมะพร้าวใส่สารสกัดจากเปลือกเมล็ดมะขามเกิดออกซิเดชันน้อยที่สุด รองลงมาคือ คูน และนนทรีตามลำดับ และน้ำมันมะพร้าวใส่สารสกัดจากเปลือกเมล็ดมะขามในปริมาณน้อยที่สุดเท่ากับ 0.03% หลังจากเก็บ ณ อุณหภูมิปกติเป็นเวลา 25 วัน มีค่าพีเอชลดลงน้อยและค่าเปอร์ออกไซด์ไม่เกิน 10 meq oxygen/kg oil ตามมาตรฐานของ FAO/WHO (Codex) <br><br><strong>ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร</strong><br><br> จากการทดลองสรุปได้ว่าชนิดและปริมาณของสารสกัดจากเปลือกเมล็ดพืชวงศ์ราชพฤกษ์ มีผลต่อการป้องกันออกซิเดชันของน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตในครัวเรือนแตกต่างกัน โดยสารสกัดจากเปลือกเมล็ดมะขามป้องกันออกซิเดชันของน้ำมันมะพร้าวที่ผลิตในครัวเรือนแตกต่างกัน โดยสารสกัดจากเปลือกเมล็ดมะขามป้องกันออกซิเดชันของน้ำมันมะพร้าวได้ดีที่สุด <br><br><strong>สมาชิกในกลุ่ม </strong><br>1 นางสาวเกตน์สิรี&nbsp; ชูจันทร์&nbsp; เลขที่ 21<br>2 นางสาวชฎาภรณ์ บุตรน้ำเพ็ชร เลขที่ 26<br>3นางสาวชนิสร ศรีโหมดสุข เลขที่ 27<br>4นางสาวสาริกา เสียงกลม เลขที่30</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1586573185/5e957302614111e4a0d2a0af80e34045/m_slide77_1.jpg" />
         <pubDate>2022-07-13 04:01:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2242339975</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รายงานการใช้หนังสือนิทานชนเผ่าเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2245792701</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>1. โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษาหรือแก้ปัญหาอะไร</mark><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งแบ่งปันความรู้ ส่งเสริมการป้องกันรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านสื่อเทคโนโลยีเว็บ 2.0 (Social Web) Social Network Service (SNS) โครงการได้เน้นให้เกิดสังคมออนไลน์ขนาดย่อม เพื่อร่วมทำกิจกรรมภายในเว็บไซต์และกิจกรรมนอกสถานที่ ที่ทางเว็บไซต์ได้จัดตั้งขึ้น โดยกิจกรรมภายในได้เน้นให้เกิดทักษะความรู้ต่างๆเกี่ยวกับธรรมชาติมากมาย เช่น การปลูกต้นไม้จำลอง การผสมปุ๋ยจำลอง การดูแลต้นไม้จำลองอย่างถูกวิธี การขอคำปรึกษาจากสมาชิกท่านอื่น การโพสต์คลิปวีดีโอสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทยและตกแต่งหน้าเว็บเพจของตนเอง และกิจกรรมภายนอกได้เน้นการนำความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมภายในเว็บไซต์มาใช้งานจริง โครงการ FOR-REST (FOREST) จึงมีความคิดแนวสร้างสรรค์ในการสร้างเว็บไซต์ที่ไม่เป็นเพียงแค่การสนทนากันเท่านั้น แต่ผู้ใช้งานยังสามารถใช้ความรู้ ใช้ความสามารถที่มีอยู่เดิม มาทำกิจกรรมร่วมกันกับทางเว็บไซต์ หลังจากที่ผู้ใช้งานได้ทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว ผู้ใช้งานจะได้รับความรู้ ความสามารถเพิ่มเติม แตกต่างจากการอ่านบทความทางวิชาการบนเว็บไซต์อื่นๆเพียงอย่างเดียว เพราะความรู้ความสามารถนี้มาจากการดำเนินชีวิตของผู้ใช้งานเอง จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถปลูกจิตสำนึกให้กลุ่มเป้าหมายร่วมมือกันช่วยป้องกันรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ จากพื้นฐานความรู้ที่ทางเว็บไซต์ FOR-REST (FOREST) เป็นผู้กำหนด และจากความรู้ที่สั่งสมและส่งต่อกันเองของกลุ่มผู้ใช้ที่ตั้งเป็น community บนเว็บไซต์นี้แล้วร่วมกัน<br><br><mark>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร<br></mark>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- เขียนเว็บไซต์ที่สามารถให้ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล และพูดคุยเกี่ยวกับป่าและต้นไม้ได้<mark><br></mark>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- ในอนาคตนําเอาอุปกรณ์ประเภทพกพา(Mobile)หรืออุปกรณ์มือถือมาพัฒนาในรูปแบบเกมบนมือถือ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถดูแลต้นไม้ของตนเองได้ในทุกที่ทุกเวลา รวมทั้งสามารถซื้ออุปกรณ์ พูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบได้โดยใช้ตเนไม้ตเนเดียวกันกับที่ตนเองมีอยู่บนเว็บไซต์ และใช้ฐานข้อมูลรวมกัน<br><br><mark>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร<br></mark>&nbsp; &nbsp; &nbsp;- เว็บไซต์ For-rest (Forest) ใช้ระยะเวลาในการพัฒนามาเป็นเวลา 2 เดือน โดยมีเป้าหมายในการ สร้างกลุ่มผู้ใช้ที่ติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเอง ผ่านทางเทคโนโลยี Social Web และสื่อประเภท กึ่งเกมจาก Flash Action Script ที่เป็นต้นไม้ซึ่งผู้ใช้แต่ละคนต้องดูแลรักษา และจากการพัฒนาได้ใช้เทคโนโลยีบรรจุไว้ในตัวเว็บไซต์มากมายอาทิ PHP, HTML, Flash Action Script, Ajax, CSS และ JavaScript เป็นต้น<br>ทั้งนี้เว็บไซต์ยัง มีจ้อบกพร่องที่ต้องทําการปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาเพิ่มเติมต่อยอดอีกมากดังเช่น ระบบต่าง ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือบางระบบที่อาจไม่สะดวกต่อผู้ใข้เมื่อเปิดบริการให้ใช้งานจริง โดยทางผู้พัฒนาคาดว่า จะนําเอาการตอบรับจากผู้ใช้งานมาพัฒนาตามทิศทางที่เหมาะสมตามที่SocialWebควรจะ เป็น คือ พัฒนาตามความเหมาะสมของผู้ใช้ ไม่ใช่ตามความพอใจของผู้ทำ<br><br><mark>สมาชิก<br><br></mark>1.นายธนกฤต เพชรติ่ง เลขที่ 3 ม.5/4<br><br>2.นายยศภัทร&nbsp; สมดิน&nbsp; &nbsp; เลขที่ 6 ม.5/4<br><br>3.นางสาวจุฑากาญจน์ เดชะ เลขที่ 19 ม.5/4<br><br>4.นางสาวอรชนาฏ พังทูน เลขที่ 20 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1720126637/3f6111b98bcef5939d7d577b94c9be8f/1E6A732C_4EC8_4F3C_94E1_54F09A2A2D86.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-19 02:12:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2245792701</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผลของการเสริมกากเม่าต่อปริมาณการกินได้และการย่อยได้ของโภชนะในแพะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2252215104</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>1. โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษาหรือแก้ปัญหาอะไร<br></mark>เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะด้วยอาหารหยาบเพียงอย่างเดียว ไม่มีการเสริมอาหารขึ้นเลยมีการนำกากเม่าที่มีรสเปรี้ยวเมื่อผลเม่ายังไม่สุกแต่ เมื่อผลสุกแล้วจะให้รสฝาดและรสของผลเม่านี้เองที่มี ปริมาณกรดอินทรีย์สูงซึ่งได้แก่ กรดมาริก กรดฟูมาริก ที่ทำให้สัตว์นำไปใช้ประโยชน์เมื่อสัตว์กินเข้าไป จาก รายงานของ ธนภูมิ(2554) พบว่าปริมาณของกรด ทาทาริก กรดมาลิกและกรดซิตริก มีค่าเท่ากับ 3.02, 3.38 และ3.16% ในกากเม่า ตามลำดับ ดังนั้นในการ ศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการ เสริมกากเม่าต่อปริมาณการกินได้และการย่อยได้ของ โภชนะในแพะ&nbsp; <br><mark><br>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร<br></mark>&nbsp;วางแผนการทดลองแบบ 3x3 Latinsquare designโดยมี3 ทรีตเมนต์ดังนี้ทรีตเมน ต์ที่1(T1) = กลุ่มควบคุม ทรีตเมนต์ที่2(T2) = กลุ่มที่ เสริมกากเม่าสด (40 กรัมต่อวัน) ทรีตเมนต์ที่3(T3) = กลุ่มที่เสริมกากเม่าแห้ง (8 กรัมต่อวัน) ในการทดลอง ได้แบ่งระยะเวลาของการทดลองออกเป็น 3 ช่วง การ ทดลอง โดยในแต่ละช่วงเวลาการทดลองใช้เวลา 28 วัน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการทดลอง98วัน โดยแบ่งสัตว์ ออกเป็น 3 กลุ่ม เมื่อทดลองครบหนึ่งช่วงเวลาของการ ทดลองที่ 1 (period 1) แพะแต่ละตัวถูกเปลี่ยนไปรับ อาหารทดลองอื่นจนครบ <br><br><mark>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร<br></mark>&nbsp;จากการศึกษาการเสริมกากเม่าในอาหารแพะ สามารถสรุปได้ว่าการเสริมกากเม่าในรูปสดที่ระดับ 40 กรัมต่อวันส่งผลให้ปริมาณการกินได้ของอาหารลด ลง แต่การเสริมกากเม่าไม่ว่าในรูปสด (40 กรัม) หรือ แห้ง(8 กรัม) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ของแพะ ซึ่งการเสริมเม่าในรูปแห้งน่าจะเป็นอีกหนึ่ง แนวทางในการใช้เป็นแหล่งสารเสริมในอาหารแพะ <br><br><mark>สมาชิก<br></mark>นายกิตติธร ประทุมทอง เลขที่ 2<br>นายบุญสห แน่นนันท์ เลขที่ 4&nbsp;<br>นายปติภัทร มาสังข์ เลขที่ 5<br>นายฟาอิซ นิลสำราญ เลขที่ 9</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1761754696/3a8e9c6eb097df73690ef0719d650592/image.png" />
         <pubDate>2022-07-31 04:46:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2252215104</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ถุงเพาะเมล็ดปลอดมลภาวะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2252342506</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>1.โครงงานมีเป้าหมายในการศึกษาหรือแก้ปัญหาอะไร<br></mark>การนำเอาพลาสติกมาเป็นถุงเพาะต้นกล้าหรือถุงเพาะชำนั้น เมื่อนำต้นกล้าไปปลูกลงดินถุงเพาะต้นกล้าที่ทำจากพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายในดินได้ จึงจำเป็นต้องฉีกถุงเพาะต้นกล้าออกก่อนนำต้นกล้าลงดิน ซึ่งเป็นผลทำให้รากของต้นกล้าเกิดการฉีกขาด ต้นกล้าอาจมีการเจริญเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร และเศษถุงเพาะต้นกล้าพลาสติกยังเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกที่เหลือจะเป็นขยะที่กำจัดยากและจะเกิดเป็นมลภาวะทางอากาศได้หากเรานำไปกำจัดโดยการเผา ผู้ศึกษาจึงเกิดความสนใจที่จะทดลองหาผลิตภัณฑ์ใหม่มาใช้เป็นวัสดุทำถุงเพาะต้นกล้าแทนพลาสติก <br><mark>2.โครงงานนั้นมีวิธีการดำเนินการอย่างไร<br></mark>นำภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีการนำเอาน้ำจากผลตะโกดิบมาแช่แหเพื่อใช้เชือกแหมีความเหนียวไม่เปื่อยยุ่ยง่าย มาชุบกระดาษเพื่อให้กระดาษมีความเหนียว ไม่เปื่อยยุ่ยง่ายเมื่อโดนน้ำ แล้วนำกระดาษที่ได้จากการชุบมาทำเป็นถุงเพาะต้นกล้าแทนพลาสติก<br><mark>3.ผลการดำเนินงานของโครงงานเป็นอย่างไร<br></mark>จากผลการดำเนินงานพบว่า <mark><br></mark>1. กระดาษที่แช่น้ำผลตะโกดิบ มีความทนทานต่อการเปื่อยยุ่ยได้ดี <br>2. ความเข้มข้นของน้ำจากผลตะโกดิบที่ทำให้กระดาษมีความทนทานต่อการเปื่อยยุ่ยได้ดีที่สุดได้มาจากการปั่นผลตะโกดิบ หั่นละเอียด 400 กรัม ต่อน้ำ 40 ลูกบาศก์เซนติเมตร <br>3. วิธีทำให้กระดาษมีความทนทานต่อการเปื่อยยุ่ย ได้ดีที่สุดคือ การแช่กระดาษในน้ำจากผลตะโกดิบเป็นเวลา 10 วินาทีขึ้นไป <br>4. เมื่อนำกระดาษที่แช่ด้วยน้ำจากผลตะโกเป็นเวลา 10 วินาที ไปทำเป็นถุงเพาะต้นกล้าแล้วเปรียบเทียบกับถุงเพาะต้นกล้า พลาสติก พบว่าถุงเพาะต้นกล้าที่ทำจากกระดาษแช่น้ำผลตะโก สามารถใช้แทนถุงเพาะต้นกล้าพลาสติกได้ ถุงเพาะต้นกล้าที่ทำจากกระดาษที่แช่น้ำจากผลตะโกดิบ เมื่อนำต้นกล้าไปปลูกลงดิน จะไม่ทำให้รากของต้นกล้าได้รับการกระทบกระเทือนหรือเกิดการฉีกขาด และสามารถย่อยสลายได้ในดินทุกชนิด<br><br><mark>สมาชิกในกลุ่ม<br></mark>นายวชิรากร สมบูรณ์พร เลขที่ 1<br>นายวรเมธ ชั้นประเสริฐ เลขที่ 7<br>นายศุภณัฐ ชื่นชอบ เลขที่ 8&nbsp;<br>นางสาวมาริษา ลิ้มวงศ์ เลขที่ 24</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1273619174/ccebf97843418c7058a406cbc3e08355/m_slide30_1.jpg" />
         <pubDate>2022-07-31 16:18:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/vyutung/o8t8bkjwj0sdgpco/wish/2252342506</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
