<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 ม.5/7 by </title>
      <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7</link>
      <description>ให้นักเรียนค้นหาการปฏิรูปใน ร.5 ด้านที่นักเรียนสนใจมา 1 ด้าน</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-11-03 02:22:29 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-28 09:53:07 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>บริจาคเงินในพรรคการเมือง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367707891</link>
         <description><![CDATA[<div>การบริจาคเงินให้พรรคการเมือง<br>เงินบริจาคพรรคการเมืองสามารถมาจากภาคเอกชนได้ อาจเป็นโดยบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ โดยมีมาตราการดังนี้&nbsp;<br><br>การบริจาคแก่พรรคการเมืองตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปจะต้องเปิดเผยผู้บริจาคและสามารถตรวจสอบได้ และห้ามไม่ให้ หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการสาขาพรรคการเมืองหรือสมาชิกผู้ใด รับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยไม่ปรากฏชื่อผู้บริจาคหรือที่บริจาคให้เป็นการส่วนตัว<br>การบริจาคแก่พรรคการเมืองตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต้องเปิดเผยชื่อผู้บริจาคแก่สาธารณะชน<br>การบริจาคแก่พรรคการเมืองตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ต้องบริจาคโดยวิธีสั่งจ่ายเป็นตั๋วแลกแลกเงินหรือเช็คขีดคร่อม<br>การบริจาคโดยแสดงเจตนาในแบบแสดงแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีให้กระทำได้โดยผู้เสียภาษีแต่ละคนอาจระบุชื่อพรรคการเมืองที่ประสงค์จะบริจาคภาษีให้ได้ 1 พรรคการเมือง ปีละ 100 บาท และมิให้นำไปหักเป็นค่าลดหย่อน<br>ห้ามไม่ให้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลบริจาคให้แก่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปี<br>ผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมืองมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาไม่เกินปีละ 5,000 บาท นิติบุคคล ไม่เกินปีละ 20,000 บาท<br><br>นางสาว วัสนันท์ รมย์มาลี เลขที่16 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1872210126/b59324bf245b7e947df7f7e7455b79ec/4.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:51:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367707891</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รถไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367708089</link>
         <description><![CDATA[<div>วันนี้ เมื่อ 119 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เปิดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งเป็นการเดินรถไฟสายแรกของเมืองไทย สืบเนื่องจากพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ ทั้งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่าย&nbsp;<br><br><br><br><br>นายณัฏฐกิตต์&nbsp;อินเผ่าพงษ์ เลขที่26 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://yt3.ggpht.com/a/AATXAJzDFJZ7PRljZtrHT_VDraSRCgJUqK_ghAs1jA=s900-c-k-c0xffffffff-no-rj-mo" />
         <pubDate>2022-11-03 02:52:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367708089</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367709615</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>นาย รัฐภูมิ นุ่มเนตร เลขที่37 5/7<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1872208429/88ac68c79cececf15cb39f068af1047f/15.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:53:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367709615</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อุดหนุนเงินภาษีให้พรรคการเมืองคือ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367711370</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1872210126/2f203392ae799cb8824a25d4ec25aa58/1.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:54:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367711370</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367711590</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา</li></ol><div>นางสาว เนลิน เที่ยงทัศน์ เลขที่7 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/ratanakosin6/_/rsrc/1330757834952/phathnakar-dan-tang/13146157431314615797l.jpg?height=359&amp;width=435" />
         <pubDate>2022-11-03 02:55:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367711590</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รถไฟสมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367712180</link>
         <description><![CDATA[<div>วันนี้ เมื่อ 119 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เปิดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งเป็นการเดินรถไฟสายแรกของเมืองไทย สืบเนื่องจากพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ ทั้งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น<br><br>ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และ บริษัท ปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟ<br><br>ต่อมาในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2430 เมื่อได้สำรวจแนวทางต่างๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่า จุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทยก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ส. 2433 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก (K.Bethge) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ พร้อมกันนั้นได้มีการเปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นสายแรก ณ ที่ทำการรถไฟกรุงเทพฯ ปรากฏว่า มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบล แห่งอังกฤษ เป็นผู้ค้ำประกันประมูลได้ในราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงิน 9,956,164 บาท<br><br>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ<br><br>ปี พ.ศ. 2439 การก่อสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา สำเร็จบางส่วน พอที่จะเปิดการเดินรถได้ ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่าง สถานีกรุงเทพฯ – อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพฯ – อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2439 เป็นต้นไป<br><br>ระยะแรกเดินขบวนรถขึ้นล่องวันละ 4 ขบวน มีสถานีรวม 9 สถานี คือ สถานีกรุงเทพฯ, บางซื่อ, หลักสี่, หลักหก, คลองรังสิต, เชียงราก, เชียงรากน้อย, บางปะอิน และกรุงเก่า<br><br>การรถไฟได้ถือเอา “วันที่ 26 มีนาคม” เป็น วันสถาปนากิจการรถไฟ สืบมาจนถึงปัจจุบัน<br>      นส.ภัทรภร อิตจิ  13 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://s.isanook.com/au/0/ud/11/55521/101.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:55:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367712180</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367713561</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448<br>&nbsp;<br>    นส.นาง&nbsp; วงสา ม.5/7 เลขที่6&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739190777/35bf6a52b46d5b9fa40f0c052af8e7db/image.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:56:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367713561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367713798</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว<br><br>นส.สุรีรัตน์ พลาหาญ ม.5/7 เลขที่21</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1749150322/689b420bcdf918c398d7e26581f1aad4/maxresdefault.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:56:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367713798</guid>
      </item>
      <item>
         <title>รถไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367714250</link>
         <description><![CDATA[<div>วันนี้ เมื่อ 119 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เปิดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งเป็นการเดินรถไฟสายแรกของเมืองไทย สืบเนื่องจากพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ ทั้งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น<br><br>ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และ บริษัท ปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟ<br><br>ต่อมาในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2430 เมื่อได้สำรวจแนวทางต่างๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่า จุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทยก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ส. 2433 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก (K.Bethge) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ พร้อมกันนั้นได้มีการเปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นสายแรก ณ ที่ทำการรถไฟกรุงเทพฯ ปรากฏว่า มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบล แห่งอังกฤษ เป็นผู้ค้ำประกันประมูลได้ในราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงิน 9,956,164 บาท<br><br>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2434 ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ<br><br>ปี พ.ศ. 2439 การก่อสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ – นครราชสีมา สำเร็จบางส่วน พอที่จะเปิดการเดินรถได้ ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่าง สถานีกรุงเทพฯ – อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพฯ – อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2439 เป็นต้นไป<br><br>พรเลิศ ชาวเรือหัก ม.5/7 เลขที่4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.prachachat.net/wp-content/uploads/2019/03/rea04070362p1.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:57:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367714250</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367715712</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br><br>ณัฐพล เถื่อนเล็ก  No1</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739192832/4d6c21538aeda5506f364c50ac42f7a5/received_1101834040473168.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:58:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367715712</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367715987</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br><br>ณัฐพล เถื่อนเล็ก  No1</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739192832/4d6c21538aeda5506f364c50ac42f7a5/received_1101834040473168.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:58:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367715987</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367716938</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;</strong></div><div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</li></ol><div>นาย รัฐภูมิ จั่นเพชร เลขที่36 5/7</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734216892/ba99f8a9404610daf5b836fc4b268f1b/A1977D74_9E1C_4616_9F19_D8512724977A.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:59:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367716938</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367717586</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;<br>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br><br>นายปฏิภาณ จูอำไพ เลขที่31 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1872216992/325d5f30ae912e692a412783347369bd/3.png" />
         <pubDate>2022-11-03 02:59:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367717586</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367717645</link>
         <description><![CDATA[<div>ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ[2] เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่<br><br>ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ[1] มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก<br><br>เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป[3] นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว&nbsp;<br><br>นาย ระพีพัชร สุมารสงค์ เลขที่35 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://images.workpointnews.com/workpointnews/2018/10/23144851/1540280928_77620_.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 02:59:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367717645</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปประเทศระยะแรก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718579</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปประเทศระยะแรก<br>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลง<br>นื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br>นางสาวกฤติมา ปัดชา เลขที่42 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2016/10/king-rama-5pg.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:00:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718771</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย​ ​ชย​พัทธ์​  มหานิล​ เลขที่24</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734231232/3269156f11b07fe2f4de8b0fe7c109f4/_________.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:00:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718771</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718919</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br>(นาย​ ชยพัทธ์​ มหานิล​ เลขที่24)​</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734231232/3269156f11b07fe2f4de8b0fe7c109f4/_________.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:00:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718919</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718979</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br><br>ธีรศักดิ์ เอี่ยมนอก เลขที่2</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739195475/10a00a9fe181456548f5ff1419bb36ea/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:00:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367718979</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367719013</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br><br>ธีรศักดิ์ เอี่ยมนอก เลขที่2</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739195475/10a00a9fe181456548f5ff1419bb36ea/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:01:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367719013</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367720350</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;<br>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br>นางสาวเบญจพร เกตุสินไชย เลขที่8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/ratanakosin6/_/rsrc/1330757834952/phathnakar-dan-tang/13146157431314615797l.jpg?height=359&amp;width=435" />
         <pubDate>2022-11-03 03:02:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367720350</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721261</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;</strong></div><div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br>นางสาว.สิริวิมล เหลาแพง เลขที่18 ม.5/7<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://2.bp.blogspot.com/_xU7QnXLW7So/TG3xqKTi49I/AAAAAAAAAF4/d1M-zZZa3ww/s1600/post-1-1192892277[1].jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:04:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721472</link>
         <description><![CDATA[<div>–สสาเหตุที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน<br><br>– จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา ที่สำคัญมี 3 ประการ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.เพื่อให้ราษฎรมีความรู้สูงขึ้น จะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและเป็นรากฐานที่สำคัญในการปรับปรุงประเทศ&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.เพื่อประโยชน์ทางด้านศาสนาให้เด็กได้ใกล้ชิดพระศาสนามากขึ้น และเป็นรากฐานในการศึกษาพระศาสนาต่อไป<br><br>–ผลของการปฏิรูปการศึกษา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างมาก เพราะการศึกษาสมัยใหม่ได้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคคลทุกระดับ ให้มีความรู้ความเข้าใจต่อการปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. สามารถสนองตอบต่อการปฏิรูประบบราชการสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบราชการสมัยใหม่ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ต้องการในเบื้องต้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ของบุคคลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากระบบไพร่และทาส<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. ส่งผลให้อาชีพรับราชการเป็นที่นิยมของสังคมไทยตั้งแต่นั้นมา เพราะทางราชการได้เสริมสร้างให้คนมีการศึกษาได้เข้ารับราชการ แล้วได้รับอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้อื่น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. การปฏิรูปการศึกษาได้เป็นพื้นฐานที่จะพัฒนาบุคคลให้ได้รับการศึกษาในระดับสูงต่อไปในต่างประเทศ&nbsp; โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ซึ่งคนเหล่านี้ต่างก็ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งเจ้านาย ขุนนางและข้าราชการ&nbsp; ภายหลังที่จบการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็กลายเป็นผู้นำสมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในระยะหลังต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะผู้ก่อการในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ก็เป็นผลิตผลของนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5<br><br><br>นางสาวสุรีพร รุ่งฤกษ์ เลขที่20&nbsp;ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734801072/a5ed9612bd2304541640ca7da2cd9386/560rama503.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:04:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721472</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721554</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;<br>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>นาย ภาณุพงศ์ บ้านพวน เลขที่34 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734217311/63d2b2fdf9b3e78a4bd972a766b019c5/15.png" />
         <pubDate>2022-11-03 03:05:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367721554</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367723420</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;<br>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br>นายสรวิศ ทองดี เลขที่ 40 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.khaosod.co.th/wpapp/uploads/2019/11/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B3-2.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:06:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367723420</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367724671</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาค</div><ol><li>จัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล</li><li>&nbsp;ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลาง</li><li>ให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่</li></ol><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้<br>นางสาว นารีรัตน์ ช้างสมุทร 43 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.siameagle.com/wp-content/uploads/2020/09/IMG_7636-400x267.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:07:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367724671</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725176</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนในการบริหารท้องถิ่นของตนเองโดยการจัดตั้งสุขาภิบาล ซึ่งราษฎรมีส่วนร่วมในการรักษาความสะอาดและรักษาสาธารณะสมบัติ ถนนหนทาง การเก็บภาษีเพื่อนำเงินมาบำรุงท้องถิ่นของตน พ.ศ.2440 จัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ พ.ศ.2448 จัดตั้งสุขาภิบาลหัวเมืองที่ตำบลท่าฉลอม จ.สมุทรปราการเป็นครั้งแรก</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผล : เป็นการฝึกฝนให้ราษฎรได้มีโอกาสเรียนรู้การปกครองในระดับท้องถิ่นและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;<br>นาย.วีรพงษ์ ภู่พะเนียด เลขที่38 ม.5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/086/209/original_DSC_3883.JPG" />
         <pubDate>2022-11-03 03:07:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725176</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725560</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง<br>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br>นายอนุภัทร พานิช ม. 5/7 เลขที่41</div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.peopleunitynews.com/people2019/wp-content/uploads/2017/07/CC-119-e1499750567854.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:07:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725571</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้าง<br>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะแรก<br>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง<br>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ&nbsp;<br><br>นาย ธวัชชัย สีด่อน&nbsp;เลขที่30 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734217311/552605549cac9b909e087b393a8469bf/1667444766044.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:07:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367725571</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367727130</link>
         <description><![CDATA[<div><br>การเสด็จประพาสต้น หมายถึง การเสด็จประพาสหัวเมืองใหญ่น้อยในพระราชอาณาเขตอย่างสามัญชนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพยายามมิให้ราษฎรรู้ว่าเป็นพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมา ผลจากการประพาสต้น ทำให้พระองค์ทรงได้รับความเกษมสำราญ และได้รับรู้ความเดือดร้อนของราษฎร และทรงช่วยเหลือ<br><br>นายทินกร กันหาโนน เลขที่29 5/7</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734220561/a0ef5c54b618890813112172989b2e63/s4_6u5007.png" />
         <pubDate>2022-11-03 03:09:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367727130</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367728653</link>
         <description><![CDATA[<div>ด้านเศรษฐกิจ<br><br><br><br><br><br><br>ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มต้นพัฒนาทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพราะเป็นผลมาจากการติดต่อกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยปัจจัยที่เป็นแรงผลักดันให้มีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ มีดังต่อไปนี้<br><br>การปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้รอดพ้นจากการคุกคามของชาติมหาอำนาจตะวันตกนั้น จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนเป็นจำนวนมหาศาล มิฉะนั้นการปฏิรูปจะดำเนินต่อไปไม่ได้ ดังนั้นการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อให้รัฐมีรายได้เพียงพอต่อการปฏิรูปแผ่นดิน ครั้งใหญ่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง<br><br>ปัญหาการคลังที่ล้าสมัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประสบอยู่ในขณะเสด็จขึ้นครองราชย์ จำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะไม่สนองตอบต่อนโยบายปฏิรูปแผ่นดินในทุกๆ ด้าน เพราะรัฐมีรายได้ไม่เพียงพอ เนื่องจากระบบการคลังขาดประสิทธิภาพ รายได้ของรัฐมีทางรั่วไหลมาก ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างเร่งด่วน ดังนี้<br><br>2.1 การปฏิรูปการคลัง ระบบการคลังเดิมนั้นไม่สามารถตรวจสอบและควบคุมการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงปฏิรูปการคลังดังต่อไปนี้<br><br>&nbsp;จัดตั้งหอรัษฏากรพิพัฒน์ โดยมุ่งหมายจะให้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ ซึ่งขึ้นอยู่ตามท้องพระคลัง จึงเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปทางด้านการคลัง เพราะเป็นการเริ่มต้นรวมงานการเก็บภาษีอากรมาไว้ที่หอรัษฏากรพิพัฒน์ เพื่อให้เก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพของเจ้าพนักงานและเจ้าภาษีนายอากร ตลอดจนวางระบบป้องกันการทุจริตของเจ้าพนักงาน เงินภาษีอากรทั้งหมดจะต้องถูกส่งไปเก็บไว้ในท้องพระคลังทั้งหมด ก่อนที่จะแจกจ่ายให้กรมกองต่างๆ ใช้ในกิจการของตน<br><br>หอรัษฎากรพิพัฒน์<br><br><br><br><br><br><br><br>ประกาศใช้ พ.ร.บ.กรมพระคลังมหาสมบัติ ใน พ.ศ.2418 โดยจุดมุ่งหมายเพื่อจัดระเบียบราชการในกรมพระคลังมหาสมบัติให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยกำหนดวิธีการส่งเงิน รับเงิน ตรวจเงิน และการจัดลำดับตำแหน่งข้าราชการรับผิดชอบงานในระดับต่างๆ ตลอดจนกำหนดระเบียบปฏิบัติของเจ้าภาษีนายอากร และผู้เกี่ยวข้องในการส่งเงินต่อพระคลังมหาสมบัติ<br><br>&nbsp;โปรดให้จัดระเบียบการจัดทำงบประมาณขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของการจัดทำงบประมาณ รายรับและรายจ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติราชการ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ เพราะแต่เดิมไม่มีการจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายล่วงหน้า และต่อมาใน พ.ศ.2434 โปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบการจัดทำงบประมาณขึ้น เพื่อเป็นหลักในการจัดสรรเงินให้แก่กระทรวงต่างๆ ให้เป็นสัดส่วนกัน การจัดระเบียบการจัดทำงบประมาณดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสามารถจัดพิมพ์งบประมาณรายรับรายจ่ายแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2444<br><br>&nbsp;โปรดให้แยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการจัดระเบียบการคลังและจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ ได้มีการแยกรายจ่ายส่วนพระองค์ออกจากรายจ่ายของแผ่นดินหรือรายจ่ายเพื่อ สาธารณะ และใน พ.ศ.2441 ได้มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน แล้วมอบให้พระคลังข้างที่เป็นฝ่ายบริหารพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ต่อไป<br><br>&nbsp;การปฏิรูประบบเงินตรา เนื่องจากการค้าได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง รัชกาลที่ 5 จึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงระบบเงินตราให้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายที่ทันสมัย ดังเช่นที่ประเทศตะวันตกปฏิบัติกันอยู่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการซื้อขายยิ่งขึ้น โดยมีการปฏิรูปเงินตราดังนี้<br><br>พ.ศ.2422 โปรดเกล้าฯให้สร้างหน่วยเงินที่เรียกว่า “สตางค์”<br><br><br><br><br><br><br><br>ขึ้นใช้ โดยกำหนดให้ 100 สตางค์ เป็น 1 บาท พร้อมทั้งผลิตเหรียญสตางค์ขึ้น 4 ราคา คือ 20 สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางค์ และ 2 1/2 สตางค์ ใช้ปนกับเงินซีก เสี้ยว อัฐ ต่อมาในปลายรัชกาล โปรดให้ยกเลิกเงินเฟื้อง ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬส ซึ่งเป็นเงินตราแบบเดิม<br><br>พ.ศ.2445 โปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ.121 และจัดตั้งกรมธนบัตรขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการออกธนบัตรให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรม หมื่นมหิศรราชหฤทัย ทรงดำริที่จะจัดตั้งธนาคารของคนไทยเพื่อสนับสนุนการค้าและเศรษฐกิจของคนไทย ให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับชาวต่างประเทศ จึงได้ทรงเริ่มต้นด้วยการจัดตั้ง “บุคคลัภย์” (ฺBook Club) ขึ้นก่อน เมื่อ วันที่ 4 ตุลาคม 2447 และทดลองดำเนินกิจการภายในประเทศเท่านั้น ต่อมาเมื่อกิจการดำเนินไปด้วยดี และได้รับความเชื่อถือจากประชาชน จึงได้เปลี่ยนจาก “บุคคลัภย์”มาเป็นแบงค์ ใช้ชื่อว่า แบงก์สยามกัมมาจล มีนโยบายเช่นเดียวกับธนาคารต่างประเทศ นับเป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศที่ตั้งขึ้นมาด้วยเงินทุนของคนไทย ต่อมาธนาคารนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด”<br>นายจีรพนธ์ ธาษาเจริญทรัพย์ ม.5/7 เลขที่23</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1827615418/202a0f41561348ac2be23090b879b1ac/ss03.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:10:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367728653</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5  ด้านสังคม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367734251</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>น.ส.ษินินาถ ทองมอญ ม.5/7 เลขที่17</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739190368/e8c728e61b04db6da4c9edd75b9cc54b/IMG_20221103_101018.jpg" />
         <pubDate>2022-11-03 03:14:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2367734251</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2421328369</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</div><ul><li><strong><em>&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายศุภฤกษ์ จิตรชาตรี เลขที่39 ม.5/7</em></strong></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-12-15 02:43:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2421328369</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2421346512</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ&nbsp; <br>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก <br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา<br><br><strong>นาย กฤ​ษณะ​ บัว​ทอง​ เลขที่22 ม.5/7</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1739192467/90d30ba17c71d4eb097abe477445d346/received_536158441906998.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-15 03:03:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2421346512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2441713261</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br>น.ส.สุธิดา ทินโนรส เลขที่18 </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1827633498/b5601e8c0f0f6169627564f1faa32d59/________4.jpg" />
         <pubDate>2023-01-12 03:23:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2441713261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมือง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484393512</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;</strong></div><div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1965669889/1b17f34063e6a5018e943e4a5989b136/maxresdefault_678x381.jpg" />
         <pubDate>2023-02-16 02:55:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484393512</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาสร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484398349</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><br>พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</strong> ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2411&nbsp; ประชากรชาวสยามจำนวนกว่าหนึ่งในสามของทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นทาสทั้งสิ้น การที่ทาสมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีสาเหตุเพราะว่า ทาสนั้นเป็นกันตลอดชีวิต เมื่อหญิงชายที่เป็นทาสพบรักกันแล้วมีลูก ลูกที่กำเนิดออกมาก็จะกลายเป็นทาส เมื่อมีลูกสืบหลานก็จะเป็นทาสกันต่อไป ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br></div><div><br>ทาสที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสเรียกว่า "ทาสในเรือนเบี้ย" ซึ่งเป็นประเภทของทาสที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เนื่องจากสื่อสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ มีการนำเสนอชีวิตเกี่ยวกับทาสประเภทนี้อยู่บ่อยครั้ง<br><br></div><div><br>ทั้งนี้ประเภทของทาสไม่ได้มีแค่ทาสในเรือนเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่สามารถแบ่งออกได้ทั้งหมด 7 ประเภทด้วยกัน ดังต่อไปนี้&nbsp;<br><br></div><div><strong><br>1. ทาสในเรือนเบี้ย</strong> คือ ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสอยู่ภายในบ้านของนายทาส นับว่ามีสถานะเป็นทาสตั้งแต่กำเนิด และทาสชนิดนี้จะไม่สามารถไถ่ถอนตัวเองได้<br><br></div><div><strong><br>2. ทาสสินไถ่</strong> คือ ทาสที่มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด ทาสชนิดนี้มักจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้ขายตัวหรือคนในครอบครัวไปเป็นทาส ซึ่งมีตั้งแต่ พ่อแม่ขายลูก สามีขายภรรยา หรือบุคคลนั้น ๆ ประสงค์จะขายตัวเอง แต่ถ้าหากมีผู้นำเงินมาไถ่ถอน ทาสประเภทนี้ก็จะสามารถเป็นไท พ้นจากความเป็นทาสได้<br><br></div><div><strong><br>3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก </strong>คือ ทาสที่ตกเป็นมรดกต่อเนื่องมา ทาสประเภทนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบทาสมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป<br><br></div><div><strong><br>4. ทาสท่านให้ </strong>คือ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น<br><br></div><div><strong><br>5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ</strong> ทาสประเภทนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ บุคคลใดก็ตามเกิดกระทำความผิดแล้วถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แล้วบุคคลผู้นั้นไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ แต่มีผู้อื่นเข้ามาช่วยเหลือชำระจัดการให้ บุคคลผู้นั้นจะเป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ<br><br></div><div><strong><br>6. ทาสเชลย</strong> คือ ทาสที่ได้หลังจากชนะศึกสงคราม ผู้ชนะจะกวาดต้อนประชากรของจากเมืองหรือดินแดนของผู้แพ้สงครามไปยังบ้านเมืองของตน แล้วนำประชากรเหล่านี้ไปเป็นทาสรับใช้<br><br></div><div><strong><br>7. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก</strong> ทาสประเภทนี้แต่เดิมคือไพร่ ไพร่ผู้ซึ่งไม่สามารถทำงานให้หลวงได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้ ไพร่อาจขายตนเองไปเป็นทาส เพื่อให้นายทาสช่วยเหลือ<br><br></div><div><br>หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การเลิกทาสในสยาม คือ การทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2398 ที่ทำให้สยามเปิดการค้าเสรีกับประเทศตะวันตก ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปจากการกำเกษตรเพื่อยังชีพมาเป็นผลิตเพื่อขาย ประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ดิน และต้องการแรงงานเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตเพื่อค้าขายกับต่างชาติ แต่ด้วยความที่สยามมีทาสมากอีกทั้งทาสก็เป็นกันยาวนานไม่สิ้นสุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้ชำระกฎหมาย เปลี่ยนแปลงแก้ไขความเป็นทาสในรุ่นลูกเสียใหม่<br><br></div><div><br>ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 จึงได้ทรงโปรดให้ออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย มีเนื้อหาใจความว่าด้วยการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยสั่งให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่อทาสผู้ใดก็ตามมีอายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ โดยมีผลบังคับใช้กับทาสทุกคนที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และนอกจากนี้ยังห้ามมิให้ซื้อ-ขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีกลับมาเป็นทาสต่อไปอีก<br><br></div><div><br>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกพระราชบัญญัติเลิกทาสมีชื่อว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ. 124 ในปี พ.ศ. 2448 มีใจความสำคัญว่า วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ให้บุคคลผู้เป็นลูกทาสในเรือนเบี้ยทุกคนเป็นไท ส่วนทาสประเภทอื่นทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ก็ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว<br><br></div><div><br>นับว่าการเลิกทาสเป็นผลสำเร็จ และเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้การเลิกทาสยังนำไปสู่การพัฒนามากมายหลายสิ่ง การผลิตเพื่อส่งออกก่อตัวขึ้นเนื่องจากมีแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบ ทำให้ไทยสามารถเร่งปลูกข้าว จัดการค้าไม้ ทำเหมืองแร่ ส่งออกไปยังต่างประเทศ อีกทั้งยังทำให้เกิดการปรับปรุงภาษี เงินตราหมุนเวียนมากขึ้น จนเกิดธนาคารแห่งชาติขึ้นหลายแห่งอีกด้วย<br>น​างสาวเฟื่อ​งฟ้าเลขที่​11ชั้นม.5/7<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-16 03:00:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484398349</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484409224</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;</strong></div><div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</li><li>ณัฐวุฒิ ภู่ทอง ม.5/7 เลขที่28</li></ol>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-16 03:13:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2484409224</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2487046339</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูป<br><br><br></div><div><strong>การปฏิรูปการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)&nbsp; พ.ศ.2435</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สาเหตุ&nbsp; ความเสื่อมของระบบศักดินา ระบบมูลนาย ทำให้กษัตริย์ไม่สามารถควบคุมกำลังคนได้อย่างแท้จริงกลายเป็นขุนนางที่มีอำนาจในการควบคุมกำลังคน<br>ความซ้ำซ้อนและความเลื่อมล้ำของการบริหารฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ทำให้มีการก้าวก่ายในการปฎิบัติราชการภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยม ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมรับรองสิทธิของฝรั่งเหนือดินแดนของเขมรส่วนนอกและฝรั่งเศสไม่ต้องรับรู้สิทธิของไทยเหนือเขมร สมัยรัชกาลที่ 5 ไทยต้องสูญเสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสถึง 4 ครั้ง ได้แก่ พ.ศ.2431 สูญเสียแคว้นสิบสองจุไทย วิกฤติการณ์ ร.ศ.112 เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พ.ศ.2446 เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขง พ.ศ.2449 เสียเขมรส่วนใน พ.ศ.2451 เสียดินแดนหัวเมืองมลายูให้แก่อังกฤษ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>การปฎิรูปการปกครองที่สำคัญ</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฎิรูปการปกครองส่วนกลางจัดรูปแบบบริหารราชการเป็นระบบกระทรวงจำนวน 12 กระทรวง เสนาบดีกระทรวงส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ทำให้ขุนนางถูกลดบทบาทและเสื่อมอำนาจตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ เพื่อทรงสอบถามการงานและปรึกษาเรื่องราวบางประการที่ทรงมีพระราชดำริ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสยามหนุ่ม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารภายหลังวิกฤติการณ์วังหน้าเพื่อกำหนดผู้ที่จะขึ้นครองราชย์&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผล : ขุนนางถูกลดอำนาจ รัชกาลที่ 5 ทรงควบคุมการบริหารประเทศ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคจัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพทางการปกครองและการดูแลหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ยกเลือกเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองประเทศราชและเปลี่ยนมณฑล ยกเลิกระบบกินเมือง เพราะมีข้าหลวงเทศาภิบาลมาดูเป็นหูเป็นจาแทนรัฐบาลจากส่วนกลางให้สิทธิแก่ราษฎรในการเลือกผู้ปกครองตนเองเป็นครั้งแรก พ.ศ.2435 โปรดฯให้มีการทดลองเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นรากฐานของการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคแบบใหม่&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผล : สามารถสกัดกั้นภัยจากลัทธิจักรวรรดินิยม แต่ได้รับการต่อต้านจากหัวเมือง ได้แก่ กบฏผีบุญทางภาคอีสาน กบฏเงี้ยวฝเมืองแพร่ทางภาคเหนือ กบฏเจ้าเจ็ดตนในภาคใต้</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-02-18 10:51:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2487046339</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2497692329</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br>น.ส.กุลณัฐ คุ้มเดช เลขที่4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1827633498/68f6695cee80d7ec0db3bd3292c39b85/6a4cc413c25f8bcb55963438756f0a5c.jpeg" />
         <pubDate>2023-02-28 09:52:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/badpicturecapital/mee57eh1jmnxaav7/wish/2497692329</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
