<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>หนังสือพิมพ์สามวิ - วิพากษ์ วิจารณ์ วิเคราะห์ by Mild Chiratha</title>
      <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5</link>
      <description>โดย นักศึกษา HM57106 กลุ่มเรียน B-1
6053300055 นางสาวจิรฐา ศิริวงศ์วิไลชาติ CEB /
6053300187 นางสาวเก็จแด้ว แสงเทพ CEB /
6053300268 นางสาวศศินิณ คูณกลาง CEB /
6053300276 นางสาวศิริลักษณ์ เปี่ยมปลื้ม CEB /
6053300331 นางสาวอภิญญา กำจร CEB /
6053300365 นางสาวอาทิตยา คูหาแก้ว CEB /
5958105469 นางสาวดวงตา ญาณสิงห์ FBM</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-08-01 14:23:07 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2024-07-23 17:09:24 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Lovecoffee.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>แนวคิดของอริสโตเติล กับ การใช้ในชีวิตจริง</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673086</link>
         <description><![CDATA[<div><br><em>นำเสนอ อาจารย์ มุจลินท์&nbsp;</em>&nbsp;เสถียรมาศ&nbsp;</div><div><br></div><blockquote>คนดีไม่เพียงแค่รู้ว่าดีคืออะไร ต้องปฏิบัติในสิ่งที่ดีด้วย</blockquote><div><br>ปรัชญาของอริสโตเติลเป็นเชิงปฏิบัติมากกว่าเชิงทฤษฎี ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในชีวิตเช่นเดียวกันกับปรัชญาของเพลโต แต่ปรัชญาของอริสโตเติล จะต้องการผลลัพธ์มากกว่าเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ว่าสิ่งที่คิด ถูกต้องหรือไม่ แน่นอนว่า การที่เราจะเป็นคนดีนั้น เราจะต้องเป็นคนที่คิดดีเสียก่อน เราถึงจะสามารถทำความดีได้ &nbsp; อริสโตเติลได้เน้นการอภิปรายไปที่ความสำคัญและสัมพันธ์ของ 2 ประการ นั่นคือ <strong>คุณลักษณะอันดีพร้อม</strong> (Virtue/Excellent Character) กับ<strong>การกระทำอันดีพร้อม</strong> (Virtue/Excellent Conduct)<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หากมนุษย์เรามีคุณลักษณะส่วนบุคคลที่ดีแล้ว มันจะนำมาซึ่งการกระทำที่ดีด้วย คือ จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่มันใช่ ด้วยวิธีการที่มันถูกมันชอบ ตัวอย่างก็เช่น การที่เราเป็นคนที่มีคุณลักษณะที่กล้าหาญและรู้จักควบคุมตนอย่างมีเหตุมีผลนั้น เป็นสิ่งที่มีเกียรติและดีพร้อมในตัว จะส่งผลให้เมื่อเราต้องลงมือปฏิบัติแล้วเราจะปฏิบัติอย่างกล้าหาญแต่รู้จักควบคุมตนเองอย่างมีเหตุผล ซึ่งนับเป็นการกระทำที่ดี สิ่งนี้เองที่จะนำมาซึ่งความสุขในชีวิต <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <em>&nbsp;เก็จแก้ว แสงเทพ</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/53dfcb97c8f6f3c89df164ede95aa52e/ARISTOTLE.jpg" />
         <pubDate>2018-08-01 14:24:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673086</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การจะรู้ว่าการกระทำที่ดีคืออะไร = ต้องรู้ความหมายของคำว่า “ดี” ก่อน</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673162</link>
         <description><![CDATA[<div><em>นำเสนอ อาจารย์ มุจลินท์ </em> เสถียรมาศ </div><blockquote>ทฤษฎีแบบ เป็นสิ่งที่น่ารับฟัง ซึ่งเราสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงในชีวิต</blockquote><div><br>       <strong>ทฤษฎีแบบ</strong> หรือ <strong>โลกของแบบของเพลโต</strong> จะพูดถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันมีแบบของมันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวันในโลกของเรามันเป็นแค่สิ่งที่เราเลียนแบบจาก "แบบ" ที่แท้จริง ถ้าหากเรารู้จริงในสิ่งที่เราเลียนแบบ จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้ดียิ่งขึ้น ใกล้เคียงกับของจริงยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราไม่รู้จริงในสิ่งนั้นแล้ว ก็จะทำให้สิ่งนั้นดูห่างไกลจากต้นแบบมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้นว่า แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร คนจะเริ่มเป๋และเข้าใจในสิ่งที่ผิดจากความจริง เพลโตกำลังเตือนให้เราอย่าเชื่ออะไรง่ายๆโดยปราศจากการค้นหาความจริง เตือนให้เรานำเสนอแต่ความจริงหรือสิ่งที่เหมือนกับต้นแบบหรือใกล้เคียงต้นแบบมากที่สุด เช่น ถ้าเราเป็นนักข่าวนำเสนอข่าวหนึ่งข่าว เรื่องราวของข่าวนั้นมันก็มีความจริงในเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องของมันอยู่แล้ว เวลาเรานำเสนอเราก็ต้องนำเนื้อหาข่าวนั้นมาแบบไม่บิดเบือนหรือลดทอนหรือเพิ่มเติมความจริงในเนื้อหาข่าวนั้น ซึ่งอาจจะเกิดจากความไม่รู้หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ความจริงถูกลดทอนไป เมื่อนำเสนอสู่คนทั่วไปก็อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดในเนื้อหาข่าวนั้น และหลงเชื่อว่าสิ่งนั้นคือความจริง ซึ่งเพลโตบอกว่ามันคือการมอมเมาประชาชน ซึ่งเป็นอันตรายต่อส่วนรวมอย่างยิ่ง  <br><br><em>                  ศิริลักษณ์ เปี่ยมปลื้ม</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/8465dc026ce38fd029051bd68e74a562/Plato.jpg" />
         <pubDate>2018-08-01 14:25:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673162</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Realism Art สะท้อนอะไร</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673213</link>
         <description><![CDATA[<div><em>นำเสนอ อาจารย์ พิมลมาศ Western Art</em> <br><br>       <strong>ศิลปะเรียลลิสม์ (Realism) หรือ ศิลปะสัจนิยม</strong> โดยทั่วไปหมายถึง การสร้างงานที่เหมือนจริงดังที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ รวมถึง การสร้างสรรค์ภาพงานในเชิงวิพากษ์วิจารณ์สังคม (socially critical images) ภาพเกี่ยวกับชีวิตของคนเมืองและชนบท พวกชาวไร่ชาวนาในช่วงยุคสมัย จากประสบการณ์ตรงของชีวิต เช่น ความยากจน การปฏิวัติ ความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยการเน้นรายละเอียดเหมือนจริงมากที่สุด ศิลปะสัจนิยม เกิดขึ้นประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1850-1880) มีจุดเริ่มต้นในประเทศฝรั่งเศส โดยศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้แก่</div><div>โดเมียร์ (Daumier) คูร์เบต์ (Courbet) มาเนต์ (Manet) โรแดง (August Rodin) และ มีลเลต์ (Jean-Francois Millet)<br>          ในสายตาของผู้เขียนมองว่า ศิลปะเรียลลิสม์ หรือศิลปะสัจนิยมนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะศิลปินเลือกที่จะสะท้อนประสบการณ์หรือปัญหาสังคมผ่านผลงานศิลปะ สามารถสะท้อนถึงสภาพสังคมในสมัยต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ การเมือง ชนชั้น และการสะท้อนภาพความลำบากของชนชั้นล่าง แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้ผู้ชมรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ศิลปินต้องการจะสื่อถึง รวมไปถึง การสร้างข้อคิด หรือสิ่งเตือนใจให้ผู้ชมได้มองเห็นถึงปัญญาของสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การคิดหาทางออกให้กับปัญหาได้ และผู้เขียนยังมองว่า ศิลปะเรียลลิสม์เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย ผู้ที่ไม่มีความรู้ทางศิลปะก็สามารถเข้าใจได้ผ่านการใช้เทคนิคต่างๆของศิลปิน เช่น การใช้สีโทนเย็น เพื่อสื่อถึงความเศร้า และความหดหู่ เป็นต้น</div><div><br>               <em>  อภิญญา กำจร </em><br><br><em>Le Bar aux Folies-Bergère by Édouard Manet </em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/e303f4f78cb6a9403be5f5c852fd762e/ART1.jpg" />
         <pubDate>2018-08-01 14:25:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673213</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ความประทับใจผ่าน(นัยน์ตา)</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673250</link>
         <description><![CDATA[<div><em>หัวข้อนำเสนอ อาจารย์ พิมลมาศ Western Art</em></div><div> <br>    <strong>IMPRESSIONISM</strong> รัฐ จันทร์เดช ได้ให้ความหมายว่า ความรู้สึกประทับใจของมนุษย์จากสิ่งแวดล้อมที่เป็นสิ่งเร้าใจ วิวัฒนาการของทัศนศิลป์กลุ่มนี้ เนื่องจากเบื่อหน่ายต่อการเลียนแบบกรีกโรมัน และกลุ่มเรียลิสม์ที่เขียนในสิ่งที่เหมือนจริง ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทางจิตวิทยา จนการค้นคว้าเรื่องสีสำเร็จ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินกลุ่มนี้ใช้สี และแสงเงาอย่างอิสระ ส่วนเรื่องราวนิยมวาด เกี่ยวกับมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นแล้วเกิดความประทับใจ ละทิ้งเรื่องราวทางศาสนาและนิยายโบราณ ศิลปินในลัทธินี้ริเริ่มออกไปวาดนอกสถานที่เพื่อให้เรื่องสี และแสงเงา ในขณะนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นในแนวทางทัศนศิลป์สากลในเวลาต่อมา<br><br></div><div>     ในความคิดของผู้เขียนโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนชอบศิลปะในแนวอิสระ  ศิลปะ IMPRESSIONISM เป็นแนวศิลปะที่ไม่เจาะจง หรือทุกอย่างต้องเสมือนจริงเสมอไป ไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานเฉพาะในห้องสี่เหลี่ยม หรือที่ประจำซ้ำเดิม  IMPRESSIONISM สอนให้ผู้เขียนรู้ว่าธรรมชาติที่แท้จริงไม่เคยมีกรอบ ผลงานต่างๆเกิดขึ้นได้เพราะดวงตาเราจดจำสิ่งที่เห็นแล้วนำมาถ่ายทอด การที่ได้ออกไปสร้างผลงานนอกสถานที่ต่างๆย่อมมีเรื่องราวของผลงานที่น่าประทับใจต่างกัน ศิลปะแนวนี้จึงเป็นศิลปะที่ไม่ปิดกั้นทั้งเรื่องเทคนิคและความคิดของผู้สร้างผลงาน อีกทั้งผลงานยังมีสีสัน และแสงเงาที่ใกล้เคียงกับความเป็นธรรมชาติจริงที่สุด<br><br>                     <em>อาทิตยา  คูหาแก้ว <br><br><br></em>Starry Night by Vincent Willem Van Gogh</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/d679b619bddcca3ff4e41db52b29ccea/ART2.jpg" />
         <pubDate>2018-08-01 14:26:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271673250</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์: นางนพมาศมีตัวตนจริงหรือแค่นางเอกนิยายพีเรียด?</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271680630</link>
         <description><![CDATA[<div><em>นำเสนอ อาจารย์</em> <em>ปติสร เพ็ญสุต<br></em><br></div><blockquote>นพมาศนามแม่นี้ เดิมมา<br>โปรดเปลี่ยนศรีจุฬา ลักษณ์ล้ำ<br>อุดมรูปปรีชา ชาญยิ่ง นะแม่<br>หญิงภพใดจักก้ำ กว่านี้ฤามี</blockquote><div><br></div><div>        ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นที่รู้กันทั้งหมด ๓ ชื่อ ชื่อหนึ่งเรียก "นางนพมาศ" อีกชื่อหนึ่งเรียก "เรวดีนพมาศ" และ "ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" เพราะเชื่อกันว่าผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือ "นางนพมาศ" ผู้เป็นบุตรีของพระศรีมโหสถ คราที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และ มารดาของนางชื่อนางเรวดี บิดาได้นำนางนพมาศมาถวายกับสมเด็จพระร่วงเจ้า จนได้รัตำแหน่งเป็น ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ๑ ใน ๔ ของตำแหน่งสนมเอก<br><br>        ถึงสรรพนามที่่แทนนางนพมาศ จะเป็นสรรพนามบุรุษที่๑ แต่ว่าหากพิจารณาดีๆ จะเห็นข้อบ่งชี้ว่า นางนพมาศ มิได้เป็นผู้แต่งหนังสือเล่มนี้แต่อย่างใด ทั้งภาษาที่ง่ายสำหรับคนสมัยปัจจุบนอ่านง่าย หากแต่ลองกลับไปอ่านวรรณคดีหรือจารึกสมัยสุโขทัย(แบบที่ถอดอักษรเป็นปัจจุบัน) ก็จะเห็นว่าภาษานั้นอ่านยาก และต้องตีความภาษาเป็นอย่างมาก หรือ อย่างที่ในหนังสือบรรยายถึงภาษาต่างๆ มีปรากฎว่า "ฝรั่งมะริกัน" ซึ่งหมายถึงชาติอเมริกา ถ้าเทียบตาม Timeline แน่นอนว่านางนพมาศไม่มีทางได้รู้จักอเมริกาเป็นแน่ เพราะอเมริกาเป็นประเทศใหม่ เกิดเป็นประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ เว้นเสียแต่ว่า นางนพมาศเป็นมณีจันทร์ หรือ แม่การะเกด ที่ข้ามมิติมายังอดีตได้ อย่างไรก็ดี บางคนก็มีความเชื่อว่าตำรับท้าวศรีจุฬาลักณ์อาจถูกเขียนขึ้นในสมัยสุโขทัยแล้วมาแต่งเติมกันในสมัยรัตนโกสินทร์ เลยออกมาเป็นนิยายพีเรียดย้อนยุคของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่กล่าวถึงสมัยสุโขทัย หากสมัยนั้นมีละครโทรทัศน์ ก็อาจจะเป็นนางเอกชื่อนพมาศ ย้อนอดีต หรือ ระลึกชาติไปสมัยสุโขทัยก็เป็นได้....<br><br><br></div><blockquote>"ข้ามาจากสยามในอนาคต" นางนพมาศไม่ได้กล่าว</blockquote><div><br>         <br>        หรือจะเป็นการกล่าวถึงยุทโธปกรณ์ เช่น "ปืนใหญ่" สุโขทัยจะเอาปืนใหญ่มาจากไหน ก็ในเมื่อสมัยนั้นยังไม่มี... แต่น่าสนใจที่สุดคงจะเป็น พระราชพิธีจองเปรียง หรือ ที่เรียกว่า "ลอยกระทง" ที่บอกว่านพมาศเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์กระทง (สมัยนั้นเรียกโคมลอย) และในพระราชพิธีจองเปรียงก็นำกระทงนำไปลอยในแหล่งน้ำเป็นการบูชา หากแต่แหล่งน้ำของกรุงสุโขทัย คือ "สรีดภงส์" ที่กักเก็บน้ำไว้กิน ไว้ใช้ ยามแล้ง ดังนั้นหากมีอะไรลอยนน้ำเยอะๆ น้ำก็จะเสีย เอาไปกินไปใช้ไม่ได้...<br><br>        เห็นได้ชัดเลยว่าหากตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เขียนขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงๆ ก็คงมีข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ย้อนแย้งแบบนี้แน่ๆ<br><br><br>                   จิร<em>ฐา ศิริวงศ์วิไลชาติ</em> <br><em>ภาพจาก wannakade12345</em></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/6dfb72090a25cc111aa41e16b9e3f971/_______________.gif" />
         <pubDate>2018-08-01 15:45:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271680630</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สยามเสียดินแดน หรือ เสียอาณานิคม?</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271681002</link>
         <description><![CDATA[<div><em>นำเสนอ อาจารย์</em> <em>ปติสร เพ็ญสุต<br></em><br></div><blockquote><strong>“ทิศเหนือจรดทิศใต้ทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตก อาณาจักรของเราล้วนแล้วแต่มีชายฝั่งทะเล อันงดงามล้อมรอบแทบทั้งสิ้นแต่ทำไมจึงถูกกัดกร่อน เหลือแต่เพียงเท่าที่เห็นนี้”</strong></blockquote><div><br>        การเสียดินแดน 14 ครั้ง ของไทย ที่คนไทย นับตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2325 จวบจนสมัยปัจจุบัน ดังนี้...<br><br><strong>ครั้งที่1</strong> เสียเกาะหมาก (ปีนัง) ให้กับประเทศอังกฤษ เมื่อ 11 สิงหาคม 2329 จากพระยาไทรบุรี ให้อังกฤษเช่าเกาะหมาก เพื่อหวังจะขอให้อังกฤษคุ้มครองเกาะหมากจากกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งยกทัพมาจัดระเบียบหัวเมืองปักษ์ใต้ ในที่สุดอังกฤษก็ยึดเอาไป<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่2</strong> เสียมะริด ทวาย ตะนาวศรี ให้กับพม่า เมื่อ 16 มกราคม 2336 แต่เดิมเป็นของไทยครั้งสมัยสุโขทัย มังสัจจา เจ้าเมืองทวายเป็นไส้ศึกให้พม่า รัชกาลที่ 1 ไม่สามารถตีคืนจากพม่าได้ ประกอบกับชาวเมืองทวายไม่พอใจกองทัพไทยที่เข้ายึดครอง จึงตกเป็นของพม่าไป<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่3</strong> เสียบันทายมาศ (ฮาเตียน) ให้กับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2353 ในสมัยรัชกาลที่ 2<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่4</strong> เสียแสนหวี เมืองพง เชียงตุง ให้กับพม่าเมื่อ พ.ศ.2368 แต่เดิมเราได้ดินแดนนี้มาโดยพระเจ้ากาวิละ ยกทัพไปตีมาขึ้นอยู่กับไทยได้ 20 ปี เนื่องจากเป็นดินแดนที่อยู่ไกล ประกอบกับเกิดกบฏเจ้าอนุเวียงจันทร์และเกิดกบฏทางหัวเมืองปักษ์ใต้ (กลันตัน ไทรบุรี) ไทยจึงห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่มีกำลังใจจะยึดครอง หลังจากนั้นพม่าเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เชียงตุงก็เป็นของอังกฤษโดยสิ้นเชิง<br><br></div><div><strong>  ครั้งที่5</strong> เสียรัฐเปรัค ให้กับอังกฤษเมื่อ พ.ศ.2369 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นการสูญเสีย ที่ทำร้ายจิตใจ คนไทยทั้งชาติ เพราะเป็นการสูญที่ห่างจากครั้งก่อนไม่ถึง 1 ปี<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่6</strong> เสียสิบสองปันนา ให้กับจีนเมื่อ ปีพ.ศ. 2393 เป็นดินแดนในยูนานตอนใต้ของประเทศจีน เมืองเชียงรุ้งเป็นเมืองหลวงของไทยสมัยรัชกาลที่ 1 ต่อมาเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง แสนหวีฟ้า มหาอุปราช หนีลงมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้เกณฑ์ทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ไปตีเมืองเชียงตุง (ต้องตีเมืองเชียงตุงให้ได้ก่อนจึงจะได้เชียงรุ้ง) แต่ไม่สำเร็จเพราะไม่พร้อมเพรียงกัน มาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ให้กรมหลวงลวษาธิราชสนิท (ต้นตระกูลสนิทวงศ์) ยกทัพไปตีเชียงตุงเป็นครั้งที่ 2 แต่ไม่สำเร็จจึงต้องเสียให้จีนไป<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่7</strong> เสียเขมรและเกาะ 6 เกาะ ให้กับฝรั่งเศส พ.ศ. 2410 ฝรั่งเศสบังคับให้เขมรทำสัญญารับความคุ้มครอง จากฝรั่งเศส หลังจากนั้นได้ดำเนินการทางการฑูตกับไทย ขอให้มีการปักปันเขตแดน เขมรกับญวน แต่กลับตกลงกันไม่ได้ ขณะนั้นพระปิ่นเกล้า แม่ทัพเรือสวรรคต ไทยจึงอ่อนแอ ฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสบังคับทำสัญญารับรองความอารักขาจาก ฝรั่งเศสต่อเขมร ในช่วงนี้เอง อังกฤษกับฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันเมื่อ 15 มกราคม 2438 โดยตกลงกันให้ไทยเป็นรัฐกันชน ประกอบกับ การดำเนินนโยบายของ ร.5 ที่ไปประพาสยุโรปถึง 2 ครั้ง ทำให้อังกฤษ เยอรมัน รัสเซียเห็นใจไทย ฝรังเศสจึงยึดดินแดนไป<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่8</strong> เสียสิบสองจุไทย ให้กับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2431 พวกฮ่อ ก่อกบฏ ทางฝ่ายไทยจัด กำลังไปปราบ 2กองทัพ แต่ปฏิบัติเป็นอิสระแก่กัน อีกทั้งแม่ทัพทั้งสองไม่ถูกกัน จึงเป็นโอกาสให้ฝรั่งเศสส่งทหารเข้าเมืองไล โดยอ้างว่า มาช่วยไทยปราบฮ่อ แต่หลัง จากปราบได้แล้ว ก็ไม่ยอมยกทัพกลับ อีกทั้งไทยก็ไม่ได้จัดกำลังไว้ยึดครองอีกด้วย จนในที่สุด ไทยกับฝรั่งเศสได้ทำสัญญากันที่เมืองแถง (เบียนฟู) ยอมให้ฝรั่งเศสรักษา เมืองไลและเมืองเชียงค้อ<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่9</strong> เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน ให้กับประเทศอังกฤษในสมัย รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2435 เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจและทรัพยากรอันอุดมด้วยดินแดนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่10</strong> เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้กับฝรั่งเศส เมื่อพ.ศ. 2436 ดินแดนเหล่านั้นเป็นของไทยมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร ต้องเสียให้กับฝรั่งเศสตามสัญญา ไทยกับฝรั่งเศส เท่านั้นยังไม่พอ ฝรั่งเศสเรียกเงินจากไทย 1 ล้านบาท เป็นค่าเสียหายที่ต้องรบกับไทย เสียค่าประกันว่าไทยต้องปฏิบัติตามสัญญาอีก ๓ ล้านบาท และยังไม่พอ ฝรั่งเศสได้ ส่งทหารมายึดเมืองจันทบุรีและตราด ไว้ถึง 15 ปี นับว่าเป็นความเจ็บปวดที่สุด ของไทยถึงขนาดที่เจ้านายฝ่ายในต้องขายเครื่องแต่งกาย เพื่อนำเงินมาถวาย ร.5 เป็นค่าปรับ ร.5 ต้องนำถุงแดงออกมาใช้<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่11</strong> เสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ให้กับฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2446 ไทยทำสัญญากับฝรั่งเศส เพื่อขอให้ฝรั่งเศสคืน จันทบุรีให้ไทย แต่ฝรั่งเศสถอนไปแต่จันทบุรี แล้วไปยึด เมืองตราดแทนอีก 5 ปี แล้วเมื่อฝรั่งเศสได้หลวงพระบางแล้ว ยังลุกล้ำย้านนาดี, ด่านซ้าน จ.เลย และยังได้เอาศิลาจารึกที่ พระเจดีย์ศรีสองรักษ์ไปด้วย<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่12</strong> เสียมลฑลบูรพา ให้กับฝรั่งเศส เมื่อพ.ศ. 2449 ไทยได้ทำสัญญากับฝรังเศส เพื่อแลกกับ ตราด,เกาะกง,ด่านซ้าย ตลอดจนอำนาจศาลไทยที่จะบังคับต่อคนในบังคับ ของฝรั่งเศส ในประเทศไทย เพราะขณะนั้นมีคนจีนญวนไปพึ่งธงฝรั่งเศสกันมาก เพื่อสิทธิการค้าขาย ฝรั่งเศสก็เพียงแต่ถอนทหารออกจากตราดเมื่อ กรกฎาคม 2450 กับด่านซ้าย คงเหลือแต่เกาะกงไม่คืนให้ไทย<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่13</strong> เสียรัฐกลันตัน,ตรังกานู,ไทรบุรี, ปริส ให้กับอังกฤษเมื่อพ.ศ. 2451 ไทยได้ทำสัญญากับอังกฤษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ศาลไทยที่จะบังคับคดีความผิดของคนอังกฤษในไทย<br><br></div><div>  <strong>ครั้งที่ 14</strong> เสียเขาพระวิหาร ให้กับเขมรเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 ตามคำพิพากษาของศาลโลก ให้เขาพระวิหารตกเป็นของเขมร <br><br>        เห็นได้ว่าพื้นที่ที่เราสูญเสียไป เดิมไม่ได้เป็นพื้นที่ของเรา แต่เป็นพื้นที่ของรัฐข้างเคียง โดยได้มาผ่านการทำสงคราม หรือ เขามาขออยู่ด้วยตามแนวคิดที่เรียกว่า  “`พึ่งพระบรมโพธิสมภาร” แล้วก็ส่งคนไปปกครอง หรือไม่ก็ให้พวกเขาปกครองกันเอง แต่ส่งราชบรรณาการ ส่งส่วย หรือคน/ของที่มีเมืองหลักต้องการมาในยามต่างๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสมัยก่อนยังมีการแบ่งเขตแดนที่แน่นอน รัฐขยายหรือหดตัวลงได้ตามแสนยานุภาพ ลักษณะนี้เรียกว่า รัฐจารีต หรือ รัฐแสงเทียน <br><br><em>                        ศศินิณ คูณกลาง<br><br>ภาพจาก </em><strong><em>Pinterest</em></strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/6afe2228ce5616263acb21d52afad3a5/f4cd9c7015812d0874bdfa2df5a004b3__thailand_history_siam.jpg" />
         <pubDate>2018-08-01 15:49:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271681002</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ADVERTISEMENT</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271888817</link>
         <description><![CDATA[<div>       <strong> น้ำหอมสกัดจากฟีโรโมน สร้างแรงดึงดูดเพศชายให้กับผู้หญิงได้ถึง 5 เท่า </strong>หนึ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันวิจัยในฝรั่งเศส ที่มีส่วนผสมของ MUSK 10% หรือ 165 ซึ่งเป็นตัวเร่งกลิ่นและทำให้กลิ่นติดทนนานมากขึ้น<strong> สนใจติดต่อ คุณ ดวงตา ญาณสิงห์ 0958590000</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-03 14:00:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271888817</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ขำขัน: ตัวเองมีใคร?</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271932920</link>
         <description><![CDATA[<div>จากเพจ: นัดเป็ด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/89cd4234212755c54ce18dd170541a10/38139392_2139959389411919_6234265710135083008_n.jpg" />
         <pubDate>2018-08-04 03:28:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271932920</guid>
      </item>
      <item>
         <title>Intercultural in Business: Punctuality in Making Appointment with Asian Culture</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271946973</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Punctuality is the fact or quality of being on time. When you are in workplace, the punctuality is important. Because punctuality is a social construct, it varies from country to country. And relate with working with your partner or your team, especially when you making appointment. But in each cultures have interpreted punctuality on the same appointment differently. &nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; For communication in making appointment with Asian Nations, various countries can show what different punctuality by based on their culture. Some countries will come on time, some countries maybe come early a little bit or some countries are very late. Therefore, learning about punctuality of Asian cultures will be useful for communication in making appointment.<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;In China, if you making appointment with the chief or who upper-position, they maybe come late but you can’t do that too. Because Chinese social is leader-admired social. Lower-position should come early or on time.</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Japan is possibly the world’s most punctual country. Public transportation as punctual as people. Japan is industrial country which very high competition that is a reason why every minutes is worthy for Japanese.</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Singapore is another country that good example for modern industrial country looks like China and Japan mixed. Singapore is taken to an even higher level and being on time to meetings or notifying others of any expected delay is key.&nbsp;</div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Indian social based from Agriculture and religion, and make everything by themselves so they had many thing to do before go appointment.&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; In Islam country likes the United Arab Emirate (UAE), Religion is variable in the punctuality, and so the scheduled might start on time but may well start late by Islam notion “God guiding”.</div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;In each Asian countries have the reasons why they come appointment in different time. So, have to prepare and learning before because communication between countries and Asian for making appointment is depended on understanding how their punctual time be.<br><br><em>Pic_Cr BuzzFeed.</em></div><div><br><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/912a967a73c56966602a3ad228437737/BuzzFeed.jpg" />
         <pubDate>2018-08-04 13:05:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271946973</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปรัชญาและศิลปะ</title>
         <author>mild_chiratha</author>
         <link>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271947169</link>
         <description><![CDATA[<div><br>        ปรัชญา หรือ Philosophy คำว่า “Philosophy” จึงมาจากคำภาษากรีกว่า “Philosophia” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำ 2 คำคือPhilos : Love of หรือ Loving of (ความรัก)<br> Sophia : Wisdom หรือ Knowledge (ความรู้, ปัญญา, ความฉลาด)<br> เมื่อรวมกันแล้ว คำว่า “Philosophy” จึงหมายถึง “Loving of Wisdom” ความรักปัญญา, ความรักในความรู้, ความรักในการแสวงหาความรู้ หรือ การใฝ่ใจในการแสวงหาความรู้<br>       กล่าวคือ “ปรัชญา” เป็นวิชาที่ว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง หมายความว่า ปรัชญามีหน้าที่สืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับความจริงของสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม</div><div>       ศิลปะ หรือ Arts ความหมายของศิลปะ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2530 หมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ ของมนุษย์ที่แสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ให้ปรากฏ ซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ์ ความอัจฉริยภาพ พุทธิปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีหรือ ความเชื่อทางศาสนา เป็นต้น</div><div><br></div><div>     จากที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น เราสามารถนำหลักปรัชญาเบื้องต้นตามที่ผู้เขียนได้ศึกษามาและนำหลักศิลปะมาใช้ร่วมกันได้ โดย <br>ให้ ศิลปะ-จิตรกรรม สื่อถึงการเล่าเรื่องราว ถ้าหากนำหลักปรัชญา (แนวความคิด) ประยุกต์ใช้กับศิลปะ ก็จะเกิดการวาดรูป  เพื่อเล่าเรื่องราวที่ให้แนวความคิด  ให้ผู้อื่นคิดตาม  รู้ตาม  โดยการสื่อไม่เพียงสื่อผ่านแค่เพียงบนกระดาษขาว ตามกำแพง หิน หรือ ผนังถ้ำก็ปรากฏ เช่น ผาแต้ม <br>     ปรัชญากับศิลปะของแต่ละคน  แตกต่างกันไป  มีทั้งมุ่งดี  มุ่งร้าย มุ่งราคาถูก  มุ่งเลิศหรู มุ่งไร้สาระ  มุ่งสาระ  แตกต่างกันไป<br><br></div><div>        จากบทความนี้ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่าการวิชาการที่ได้ศึกษานั้น มิได้สิ้นสุดอยู่เพียงแค่ภายในห้องเรียน หรือ การจำกัดเพียงแค่วิชาใดวิชาหนึ่งเท่านั้น หากแต่เราสามารถนำสิ่งที่ได้ศึกษา มาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ <br><br></div><blockquote>ตัวอย่างเช่น การวาดภาพโดยใช้แนวคิด เรื่องตัวตนในหลักปรัชญา และทฤษฎีการวาดแบบ perspective หรือทฤษฎีการวาดภาพ 1 จุด มาใช้ร่วมกัน เป็นการสื่อถึงทางในการแสวงหาความรู้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุดเหมือนทางที่ทอดยาวที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ </blockquote><div><br>ภาพจาก jenniferbranch </div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/302860610/86e20b378b768413059051322d923681/ART3.jpg" />
         <pubDate>2018-08-04 13:12:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/mild_chiratha/lzu31m0a8op5/wish/271947169</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
