<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>พัฒนาการของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู by 4.05 อนันต์ตรา คชพงษ์</title>
      <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs</link>
      <description>จัดทำโดย นายอนันต์ตรา คชพงษ์ ม.4/4 เลขที่5</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-07-02 17:33:36 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-03-06 23:49:18 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f549.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>สมัยอริยกะ</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635174165</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>950 ปีก่อนพุทธกาล</em></strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสมัยที่<strong>พวกอริยกะ (อารยัน)</strong> เริ่มอพยพเข้าสู่อินเดียทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เข้าปะปนกับคนพื้นเมือง คือ <strong>พวกมิลักขะ</strong> โดยทั้งพวกอริยกะและพวกมิลักขะต่างมีศาสนาเดิมของตนอยู่ก่อนแล้ว<br>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กล่าวคือ พวกมิลักขะนับถือธรรมชาติ คือ <strong>ดิน น้ำ ลม </strong>และ<strong>ไฟ</strong> เชื่อว่าธรรมชาติทั้ง 4 เป็นเทพเจ้าประทับอยู่บนสวรรค์บนภูเขาพระสุเมรุ มีพิธีบวงสรวงเทพเจ้าด้วยไฟ เพราะเชื่อว่าควันไฟที่ลอยขึ้นสู่เบื้องบนเป็นสื่อนำความประสงค์ของผู้สังเวยไปให้เทพเจ้าทราบ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทางด้านศาสนาเดิมที่พวกอริยกะนับถืออยู่ก่อนอพยพเข้าอินเดีย ได้แก่ การนับถือธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษ ธรรมชาติที่พวกอริยกะนับถือว่าเป็นเทพเจ้า ได้แก่ เทพผู้บันดาลสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้นในโลก คือ <strong>อินทร์</strong> เทพผู้ให้ความร้อนและแสงสว่าง คือ <strong>สาวิตรี</strong> เทพผู้ให้ ความเย็นความชุ่มชื้น คือ <strong>วรุณ</strong> และเทพผู้ทำลายชีวิตมนุษย์และสัตว์ คือ <strong>ยม</strong> หรือ<strong>มฤตยู<br></strong><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมาพวกอริยกะทำสงครามชนะพวกพื้นเมือง และขณะมีอำนาจในการปกครอง ได้ปรับเทพเจ้าที่ตนนับถือเข้ากับเทพเจ้าของพวกมิลักขะ โดยสร้าง<strong>เทพเจ้าอัคนี</strong>ขึ้นมาใหม่ แต่ให้อยู่ในฐานะบริวารของสาวิตรี เพื่อให้พวกพื้นเมืองเดิมสำนึกตนอยู่เสมอว่าอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพวกอริยกะ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/70e2734297dd25d09bfa99cfa7a8ab7a/Slide1.PNG" />
         <pubDate>2021-07-02 17:51:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635174165</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยพระเวท</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635197112</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>957 - 475 ปีก่อนพุทธกาล</em></strong></blockquote><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยนี้พวกอริยกะได้สร้างเทพเจ้าขึ้นใหม่อีกหลายองค์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ เทพเจ้าแห่งสวรรค์ เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า และเทพเจ้าแห่งพื้นพิภพ ทางด้านพิธีบูชาเทพเจ้าก็เปลี่ยนไปจากพลี เป็นบูชายัญด้วยชีวิตสัตว์ มีการถวายเครื่องดื่มเรียกว่า น้ำโสม พร้อมนมเนยและมีบทสวดขับสำหรับพิธีบูชาเพิ่มขึ้นอีกด้วย<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมาสังคมของพวกอารยันเริ่มมั่นคงและขยายตัวกว้างขวางใหญ่ขึ้น มีการแบ่งชนชั้นเป็น 3 สถานภาพ คือ <strong>นักบวช นักรบ </strong>และ<strong>เกษตรกร</strong> โดยนักบวชจะได้รับความเคารพนับถือมากที่สุด เพราะเป็นผู้มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นักบวชนี้แบ่งออกเป็น 3 พวกทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน คือ</div><ul><li>พวกที่ 1 ทำหน้าที่บูชาเทพเจ้า</li><li>พวกที่ 2 ทำหน้าที่สวดขับกล่อม</li><li>พวกที่ 3 ทำหน้าที่จัดพิธีกรรมตามลัทธิ<br><br></li></ul><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ยังมีพราหมณ์อีกพวกหนึ่งเรียกว่า <strong>พรหมา</strong> เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรม ทำหน้าที่ควบคุมการบูชายัญให้ถูกต้องตามคัมภีร์พระเวทอีกด้วย<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ยุคนี้ได้ชื่อว่า <strong><em>"สมัยพระเวท"</em></strong><strong> </strong>เพราะปลายยุคนี้พวกพราหมณ์ได้ประมวลบทสวดขับต่าง ๆ ขึ้นเป็นหมวดหมู่ ทำให้เกิดคัมภีร์ทางศาสนาฉบับแรกขึ้น คัมภีร์ดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า <strong>ฤคเวท</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/4b6d4d3f84005e810e9288ac59130db3/Slide2.PNG" />
         <pubDate>2021-07-02 18:22:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635197112</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยพราหมณ์</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635213218</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>257 ปีก่อนพุทธกาล &nbsp;<br>- พ.ศ. 43</em></strong></blockquote><div><strong><em><br></em></strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสมัยที่พวกอริยกะแผ่อำนาจครอบครองอินเดียภาคเหนือได้ทั้งหมด กำเนิดเป็นแคว้นต่าง ๆ แต่ละแคว้นมีพระราชาปกครองเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กัน ส่วนพวกคนพื้นเมืองเดิมที่ต้องตกอยู่ในอำนาจปกครองของพวกอริยกะนั้นถูกเรียกว่า <strong>ทัสยุ</strong> ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า <strong>ทาส</strong> ในเวลาต่อมา<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พวกอารยันสมัยนี้เชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าและการทำพลีบูชาเทพเจ้าว่า</div><ol><li>ถ้าประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้องจนเป็นที่พอพระทัยของเทพเจ้าแล้ว เทพเจ้าจะเมตตาประทานพรให้สมปรารถนา ความเชื่อนี้ทำให้พราหมณ์กลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในจิตใจประชาชน สมัยนี้จึงได้ชื่อว่า<strong> </strong><strong><em>“สมัยพราหมณ์”</em></strong></li><li>ผู้ประกอบพิธีกรรมด้วยความมานะพากเพียรยิ่งจนถึงที่สุด อาจเปลี่ยนสถานภาพจากมนุษย์ธรรมดาเป็นเทพเจ้าได้&nbsp;</li></ol><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานสำคัญที่พราหมณาจารย์สมัยนี้สร้างขึ้น ได้แก่</div><ol><li>กำหนดพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาทั้งของพระราชาและประชาชนที่มีระเบียบแบบแผนอันยุ่งยาก และซับซ้อนมากยิ่งขึ้น</li><li>ปรับปรุงเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าใหม่ คือ กำหนดให้<strong>พระพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด</strong> และอธิบายสภาวะของเทวดาว่า เดิมต้องตายเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ภายหลังเทวดาได้บำเพ็ญตบะและพิธีพลีบูชาพระพรหม พระพรหมจึงประทานความเป็นอมตะให้</li><li>สร้างเทพเจ้าขึ้นใหม่อีก 2 องค์ คือ <strong>พระศิวะ</strong> และ<strong>พระวิษณุ&nbsp;</strong></li><li>สร้างคัมภีร์ใหม่ 2 คัมภีร์ คือ <strong>คัมภีร์อรัณยกะ</strong> เป็นคู่มือสำหรับผู้สละบ้านเรือนออกบวชเป็นฤาษี และ<strong>คัมภีร์อาถรรพเวท</strong> ประกอบด้วยคาถาต่าง ๆ สำหรับเสกเป่าเพื่อทำลายสิ่งอัปมงคล สร้างมงคล และนำความชั่วร้ายไปสู่ศัตรู</li><li>เกิดโรงเรียน ผลของการศึกษาที่ขยายตัวออกไปในสมัยนี้ ทำให้เกิดลัทธิพราหมณ์นิกายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น</li><li>เกิดการแบ่งชั้นวรรณะของบุคคลในสังคมออกเป็น 4 วรรณะใหญ่ คือ <strong>กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ </strong>และ<strong>ศูตร</strong> วรรณะสุดท้ายนี้ ได้แก่ พวกมิลักขะ ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมทั้งหมด</li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/c3d161a32ada462bbee472e3508a5774/Slide3.PNG" />
         <pubDate>2021-07-02 18:45:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635213218</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยฮินดูเก่า</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635235382</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>57 ปีก่อนพุทธกาล &nbsp;<br>- ต้นพุทธกาล</em></strong></blockquote><div><br><strong><mark>สมัยฮินดูเก่า (ฮินดูแท้)</mark></strong><br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยนี้เป็นสมัยแรกที่กำเนิดปรัชญา ซึ่งพราหมณาจารย์ทั้งหลายเป็นผู้คิดขึ้น ถือได้ว่าเป็นแก่นแท้ของศาสนาพราหมณ์ และช่วงเวลานี้เองที่ลัทธิศาสนาซึ่งมีชื่อเดิมว่า<strong>ศาสนาพราหมณ์</strong>ได้กลายมาเป็น<strong>ศาสนาฮินดู</strong></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดจากผลงานของบรรดาพราหมณาจารย์สมัยนี้มีดังนี้</div><ol><li>มีการกำหนดความสำคัญของเทพเจ้าต่าง ๆ ใหม่ตามความนิยมของสังคม</li><li>พราหมณาจารย์ทั้งหลายร่วมมือกันปรับปรุงลัทธิศาสนาของตนให้ได้รับความนิยมจากประชาชน และช่วยกันเผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง</li><li>สถานศึกษาของพราหมณ์ได้รับการพัฒนาให้เจริญมากขึ้น ศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่ตักศิลา ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของบรรดาคณาจารย์ทั้งหลายที่เรียกว่า <strong>ทิศาปาฏิโมกข์</strong></li><li>มีการปรับปรุงปรัชญาและแนวคิด คือ<br>&nbsp;4.1) มีการอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของ<strong>พรหม</strong>ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ เป็นพระเจ้าที่แท้จริงองค์เดียวเท่านั้น พรหมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นสิ่งเที่ยงแท้ แต่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา<br>4.2) มนุษย์ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสภาพต่างกัน เพราะกรรมเก่า พรหมเป็นศูนย์รวมและเป็นต้นกำเนิดแห่งวิญญาณ&nbsp; เมื่อวิญญาณหลุดพ้นจากภาวะเวียนว่ายตายเกิด หรือ<strong>โมกษะ</strong> วิญญาณนั้นจะกลับไปรวมกับพรหมเช่นเดิม<br>4.3) ผู้ใดยุติการกระทำกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการเกิด<br>4.4) โลกที่พรหมสร้างมีกำหนดอายุขัย เมื่อครบอายุขัยจะมีการล้างโลกแล้วสร้างโลกขึ้นใหม่ ระยะเวลานับแต่สร้างโลกจนถึงล้างโลก เรียกว่า <strong>กัลป์</strong> หนึ่ง 1 กัลป์แบ่งเป็น 4 ยุค คือ <strong>กฤตยุค เตรตายุค ทวาปรยุค</strong> และ <strong>กลียุค</strong> รวมกันเรียกว่า <strong>มหายุค</strong> &nbsp;</li><li>กำหนดการศึกษาภาคบังคับ โดยก่อนเริ่มการศึกษาพราหมณ์จะทำพิธีเสกเป่ามนตร์ และคล้องเส้นด้ายมงคล เรียกว่า <strong>สายธุรำ</strong> เฉวียงบ่า พิธีนี้เรียกว่า <strong>ยัชโญปวีต</strong> ผู้ผ่านการทำพิธีดังกล่าวแล้วถือว่าเป็นผู้เกิดใหม่อีกครั้ง เรียกว่า <strong>ทวิช</strong></li></ol><div><br><strong><mark>สมัยอุปนิษัท</mark></strong></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นสมัยแห่งความพยายามคิดค้นเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากภาวะเวียนว่ายตายเกิด<br>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีเจ้าลัทธิที่มีความเชื่อแตกต่างกันเกิดขึ้น 4 พวก คือ</div><ol><li>พวกที่เชื่อผลแห่งญาณคือความรู้แจ้ง</li><li>พวกที่เชื่อผลของการทำพิธีพลี บูชายัญ</li><li>พวกที่เชื่อผลของการบำเพ็ญตบะทรมานกายและจิต</li><li>พวกที่เชื่อว่าสิ่งที่เป็นรูปธรรมทั้งปวงคืออุปสรรคสกัดกั้นไม่ให้จิตเข้าถึงจุดหมายที่เป็นนามธรรม และเชื่อว่าการที่จะหลุดพ้นจากภาวะการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง</li></ol><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยนี้พราหมณ์ได้สร้าง<strong>คัมภีร์อุปนิษัท </strong>ว่าด้วย<strong>ลัทธิปรมาตมัน</strong> และ<strong>หลักโมกษะ</strong>ขึ้น ใช้เป็นตำราเรียนภาคสุดท้ายสำหรับพราหมณ์ต่อจากพระเวท คัมภีร์นี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า <strong>เวทานตะ </strong>แปลว่า ที่สุดแห่งพระเวท</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปรัชญาธรรมในคัมภีร์อุปนิษัทนี้เน้นหนักอยู่ที่การศึกษาและการปฏิบัติต่อตนเองให้รู้จัก เข้าใจ และเห็นตัวเอง หรือ<strong>อาตมัน</strong>อย่างถ่องแท้ ให้รู้เห็นอย่างชัดเจนว่า อาตมันคือตัวตน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ<strong>พรหมัน</strong> หรือ<strong>ปรมาตมัน</strong> โดยต้องพาวิญญาณคืออาตมันนั้นเข้าภาวะแห่งพรหมันและ<strong>โมกษะ</strong>ให้ได้ในที่สุด<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปลายยุคนี้ได้เกิดวรรณกรรมเรื่อง<strong>รามายณะ </strong>และ<strong>ภารตะ</strong>ขึ้น ซึ่งภายหลัง<strong>พระราม </strong>และ<strong>พระกฤษณะ </strong>ตัวเอกของวรรณกรรมทั้งสองเรื่องนี้ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญในลัทธิศาสนานี้ด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/8da049e79cc6ca78504d12ab2fd153da/Slide4.PNG" />
         <pubDate>2021-07-02 19:15:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635235382</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยสูตร</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635590432</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong>พ.ศ. 60&nbsp;- พ.ศ. 360</strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยนี้วรรณกรรมเรื่องภารตะ ได้รับการแต่งต่อเพิ่มเติม จนกลายเป็นเรื่อง<strong>มหาภารตะ</strong> และพราหมณ์ได้จัดทำตำราเรียนสำหรับกุลบุตรพราหมณ์ใช้ศึกษาในโรงเรียนขึ้น ตำราดังกล่าวเป็นบทสรุปของพระเวททั้งหมด เรียกว่า <strong>เวทางค์</strong> แปลว่าองค์แห่งพระเวท จำแนกออกเป็น 6 สาขาวิชา คือ ศึกษาศาสตร์ กัลปศาสตร์ ไวยากรณศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ ฉันทศาสตร์ และโชยติสศาสตร์&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/df1761c9d2453d8fe7225f74c7bf2e8f/Slide5.PNG" />
         <pubDate>2021-07-03 07:41:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635590432</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยอวตาร</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635601908</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong>พ.ศ. 220 - พ.ศ. 660</strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นสมัยที่เกิดเหตุการณ์จลาจลในอินเดียต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องมาจากการชิงอำนาจกันเองภายในประเทศ และถูกศัตรูจากภายนอกประเทศรุกราน หากพวกใดได้เป็นใหญ่ก็จะฟื้นฟูศาสนาที่ตนนับถือขึ้นมาในสมัยของตน ศาสนาฮินดูเองก็แตกแยกออกเป็นนิกายต่าง ๆ มากมาย สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ศาสนาฮินดูเสื่อมโทรมลงมาก พราหมณาจารย์จึงปรับปรุงลัทธิศาสนาของตนเสียใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สิ่งที่ปรับปรุงในสมัยนี้ที่นับว่าสำคัญ ได้แก่</div><ol><li>พราหมณ์สร้างเรื่องอวตาร ซึ่งหมายถึงการแบ่งภาคมาเกิดของเทพเจ้าสูงสุด เพื่อรวมเทพเจ้าที่เกิดขึ้นใหม่หลายองค์ มาขึ้นกับพรหมซึ่งเป็นเทพสูงสุดของพราหมณ์</li><li>มีนักคิดเจ้าลัทธิให้กำเนิดปรัชญาสำคัญ 6 ลัทธิ พราหมณ์ได้รับปรัชญาทั้ง 6 นี้เข้ามาไว้ในศาสนาของตน เรียกว่า <strong>ษัททรรศนะ</strong> หรือ<strong>ปรัชญาหก</strong></li><li>มีการเพิ่มเติม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและรวบรวมกฎวินัย สำหรับให้บุคคลแต่ละวรรณะประพฤติปฏิบัติ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้เกิดคัมภีร์ ซึ่งต่อมาถือกันว่าเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายโลก เรียกว่า <strong>มนูธรรมศาสตร์</strong></li><li>มีการแต่งเรื่องรามายณะ และมหาภารตะเพิ่มเติม โดยเฉพาะส่วนที่เพิ่มเติมในเรื่องมหาภารตะ ที่เป็นต้นกำเนิดของคัมภีร์สำคัญ คือ <strong>คัมภีร์ภควัทคีตา</strong> แปลว่าบทเพลงของพระเจ้าผู้ควรบูชา คือ พระกฤษณะ แต่ในท้ายที่สุดวรรณกรรมทั้ง 2 เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นคัมภีร์ทั้งคู่ รวมเรียกว่า <strong>คัมภีร์อิติหาส</strong> หมายถึง เรื่องราวของวีรบุรุษ</li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/59ac0370c9bb0ac9ee6acb755ff9abb1/Slide6.PNG" />
         <pubDate>2021-07-03 08:18:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635601908</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยเสื่อม</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635612631</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>พ.ศ. 861 - พ.ศ. 1190</em></strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคเสื่อมของศาสนาฮินดู เพราะเป็นสมัยที่ลัทธิศาสนาฮินดูแตกแยกเป็นนิกายต่าง ๆมากมาย แต่ละนิกายมีข้อปฏิบัติเสื่อมทรามลงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะนิกายใหญ่ที่สำคัญ 2 นิกาย คือ นิกายที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่ เรียกว่า <strong>ไศวะนิกาย</strong> และนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่ เรียกว่า <strong>ไวษณพนิกาย</strong> ต่างสร้างประวัติยกย่องเทพเจ้าฝ่ายตนเลิศเลอและดูหมิ่นเหยียดหยามเทพเจ้าของอีกฝ่ายหนึ่ง และนับเป็นสมัยเสื่อมแห่งพระพรหม</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แต่ท่ามกลางความเสื่อมเหล่านั้น ได้มีสิ่งสำคัญเกิดขึ้น นั่นคือ กำเนิดเครื่องหมายอันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนานี้ ซึ่งมีที่มาจากกำเนิดของ<strong>ตรีมูรติ</strong> คือ เทพสูงสุดทั้งสาม เครื่องหมายดังกล่าว ได้แก่ <strong>อักษรเทวนาครี</strong> ซึ่งมีคำอ่านว่า <strong>โอม </strong>และมีวรรณกรรมที่เกี่ยวกับศาสนาฮินดูเกิดขึ้น ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมาก คือ <strong>ปุราณะ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/81e115f63c60efbcda057cfa110c0d54/Slide7.PNG" />
         <pubDate>2021-07-03 08:50:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635612631</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยฟื้นฟู</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635613217</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong>พ.ศ. 1200 - พ.ศ. 1740</strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่เรียกสมัยนี้ว่าสมัยฟื้นฟู เพราะเป็นสมัยที่พุทธศาสนาเริ่มเสื่อมสูญจากอินเดีย แต่ศาสนาฮินดูกลับได้รับการอุปถัมภ์ บรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลายในศาสนาฮินดูพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความมั่นคงถาวร และเผยแผ่ลัทธิศาสนาของตนออกไปให้แพร่หลายมากที่สุด โดยเฉพาะในหมู่คนพื้นเมืองเดิม พร้อมกับพยายามกีดกันศาสนาพุทธและศาสนาเชนไม่ให้มีโอกาสกลับมาเป็นคู่แข่งได้อีก</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปรับปรุงและความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยนี้&nbsp; ได้แก่</div><ol><li>มีการปรับปรุงแก้ไขคัมภีร์เก่าให้ชัดเจนเหมาะสมทันสมัยและสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น</li><li>มีการแต่งกวีบทสวดอ้อนวอนด้วยคำประพันธ์อันไพเราะเป็นภาษาทมิฬ และมีการเผยแผ่ลัทธิของตนแก่มหาชนอย่างกว้างขวาง</li><li>มีการกำเนิดลัทธิความเชื่อใหม่ 2 ลัทธิ ได้แก่ <br>&nbsp;3.1) <strong>ลัทธิศักติ</strong> คือ การบูชาเทพเจ้าฝ่ายหญิงที่เป็นชายาของเทพเจ้าที่นับถือสูงสุด ได้แก่ พระอุมาเทวี ชายาพระศิวะ พระลักษมี เทวีชายาพระวิษณุ และพระสุรัสวดี ชายาพระพรหม <br> 3.2) <strong>ลัทธิภักติ</strong> คือ การบูชาพระภควาน หรือพระผู้ควรบูชา ความภักดีนี้จะแสดงต่อเทพเจ้าองค์ใดที่ตนนับถือก็ได้</li><li>มีการก่อสร้างเทวสถานใหญ่โต ประดับประดาอย่างวิจิตรตามนครใหญ่ ๆ ทั่วไป รวมถึงการแห่เทวรูป</li><li>เกิดลัทธิค่านิยมยกย่องหญิงหม้ายที่ยอมเผาตัวตายพร้อมศพสามีว่าเป็นผู้กล้าหาญ และเป็นหญิงที่ประเสริฐ&nbsp;</li></ol>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/3c03626f2a9980e8c6973a46c30a23eb/Slide8.PNG" />
         <pubDate>2021-07-03 08:52:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635613217</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมัยภักติ</title>
         <author>anantrakotc</author>
         <link>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635614338</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><strong><em>พ.ศ. 1740 - พ.ศ. 2300</em></strong></blockquote><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในสมัยนี้ลัทธิภักติได้เจริญขึ้นในอินเดียภาคเหนือ อันมีพระวิษณุเป็นมหาเทพสูงสุด และแบ่งนิกายที่สำคัญออกได้เป็น 3 นิกาย ตามความแตกต่างของเทพเจ้าสูงสุดที่นิยมนับถือกัน คือ</div><ul><li>นิกายที่ 1 นับถือพระราม</li><li>นิกายที่ 2 นับถือพระกฤษณะ</li><li>นิกายที่ 3 นับถือพระราม แต่ปฏิเสธเรื่องพระรามคืออวตารของพระวิษณุ</li></ul><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลัทธิภักติ เผยแผ่ลัทธิด้วยภาษาพื้นเมือง และยกย่องอาจารย์ผู้สอนลัทธิว่าเป็นผู้ควรแก่การเคารพอย่างสูงเรียกว่า <strong>คุรุ </strong>พิธีกรรมในลัทธิมีการสวดมนต์ภาวนา เสกเป่า และกินข้าวเสก มีนักบวชและคฤหัสถ์ประจำลัทธิ อย่างไรก็ตาม แม้ทั้ง 3 นิกายจะนับถือพระเจ้าต่างองค์กัน แต่ก็มีหลักการที่ตรงกัน คือ มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว นั่นคือ <strong>พระวิษณุมหาเทพ</strong> เชื่อว่าวิญญาณมนุษย์เป็นส่วนที่แยกมาจากพระเจ้า เป็นสิ่งอมตะ ผู้ภักดีต่อพระเจ้าไม่ว่าจะอยู่ในวรรณะใด ย่อมได้รับความหลุดพ้น</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อกาลเวลาผ่านไป จำนวนของผู้ที่ปฏิเสธคำสอนในคัมภีร์พระเวทได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันหลักปรัชญาของอินเดียยังได้มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากจุดกำเนิด จนเกิดแนวความคิดหรือลัทธิที่แตกต่างกันออกไปอีกหลายลัทธิ ประกอบด้วย <strong>นยายะ ไวเศษิกะ สางขยะ โยคะ มีมางสา</strong> และ<strong>เวทานตะ</strong> ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการก่อรูปความคิดและจิตใจ ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสารของชาวอินเดีย ลัทธิครูทั้งหกนี้ต่างเป็นลัทธิปรัชญา<strong>ฝ่ายอาสติกะ</strong> คือ กลุ่มที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ในคัมภีร์พระเวท</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1223379560/5eb1297ad9c6809f7f62d5780434efcd/Slide9.PNG" />
         <pubDate>2021-07-03 08:56:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/anantrakotc/lzmghaywmf5tvjqs/wish/1635614338</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
