<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย by สุรชัย จันทร์หงษ์</title>
      <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2025-06-30 06:21:22 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-06-30 07:23:08 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>สุจิวรรณ 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505807363</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocytes)</p><p><br/></p><p>เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สำคัญในการ ป้องกันและกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ออกจากร่างกาย โดยกระบวนการที่เรียกว่า ฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis)</p><p><br/></p><p>เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ที่สำคัญ ได้แก่:</p><p><br/></p><p>-นิวโทรฟิล (Neutrophils) – ทำงานเร็ว พบมากในเลือด</p><p><br/></p><p>-มาโครฟาจ (Macrophages) – พบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำงานได้ต่อเนื่อง</p><p><br/></p><p>ขั้นตอนการทำงานของฟาโกไซต์:</p><p><br/></p><p>1. ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (Detection)</p><p>ฟาโกไซต์จะตรวจพบเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเซลล์ตาย โดยอาศัยตัวรับ (Receptors) บนเยื่อหุ้มเซลล์</p><p><br/></p><p>2. เข้าจับและกลืนกิน (Engulfment)</p><p>ฟาโกไซต์จะยื่นแขนเซลล์ (pseudopodia) อ้อมรอบเชื้อโรค แล้วดูดเข้าภายในเซลล์ เกิดเป็นถุงชื่อว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p><br/></p><p>3. ย่อยสลาย (Digestion)</p><p>ฟาโกโซมจะรวมกับไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งมีเอนไซม์ย่อย ทำให้เกิด ฟาโกลัยโซโซม (Phagolysosome) เพื่อย่อยสลายเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>4. กำจัดของเสีย (Exocytosis)</p><p>เศษของเชื้อโรคที่ย่อยแล้วจะถูกขับออกจากเซลล์</p><p><br/></p><p>บทบาทสำคัญ:</p><p><br/></p><p>กำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย</p><p><br/></p><p>กำจัดเซลล์ที่ตายหรือเสียหาย</p><p><br/></p><p>กระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยการนำเสนอแอนติเจน (ในกรณีของมาโครฟาจ)</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:31:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505807363</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จันทราทิพย์ แสวงสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808638</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocytes) มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะใน การป้องกันและกำจัดเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ โดยกระบวนการหลักคือ การฟาโกไซโตซิส (Phagocytosis) ซึ่งหมายถึงการ “กิน” หรือ “กลืน” สิ่งแปลกปลอมเข้าไปทำลาย</p><p><br/></p><p>ประเภทของฟาโกไซต์ที่สำคัญ</p><p><br/></p><p>1. นิวโทรฟิล (Neutrophil) – พบมากที่สุดในเลือด กำจัดเชื้อโรคได้รวดเร็ว</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. มาโครฟาจ (Macrophage) – พบในเนื้อเยื่อต่าง ๆ สามารถอยู่ได้นานและกำจัดเชื้อโรคได้หลากหลาย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic cells) – นอกจากจะกินเชื้อโรคแล้วยังมีบทบาทในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ขั้นตอนการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์</p><p><br/></p><p>1. การตรวจจับ (Recognition)</p><p>ฟาโกไซต์จะมีตัวรับ (receptors) ที่สามารถจับกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การกลืนกิน (Engulfment)</p><p>ฟาโกไซต์จะยื่นเยื่อหุ้มเซลล์ออกมาห่อหุ้มเชื้อโรค แล้วกลืนเข้าไปในเซลล์</p><p>→ สิ่งแปลกปลอมจะถูกกักไว้ในถุงที่เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. การย่อยสลาย (Digestion)</p><p>ฟาโกโซมจะรวมตัวกับ ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งมีเอนไซม์ย่อย ทำลายเชื้อโรคให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. การกำจัดเศษซาก (Exocytosis)</p><p>เศษที่ย่อยแล้วจะถูกขับออกจากเซลล์</p><p><br/></p><p><br/></p><p>5. การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (เฉพาะบางชนิด)</p><p>เช่น มาโครฟาจและเดนไดรติกเซลล์จะนำเศษโปรตีนของเชื้อโรคไปแสดงบนผิวเซลล์ เพื่อกระตุ้น T cells → นำไปสู่ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:33:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808638</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ไปรญา รวยรื่น 5/1 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808667</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte) เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันที่มีหน้าที่หลักในการ กำจัดเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม และเซลล์ที่ตายหรือเสื่อมสภาพ ออกจากร่างกาย โดยการ “กิน” หรือ “กลืน” สิ่งเหล่านี้ไว้ในตัวเอง ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis)</p><p><br/></p><p>ขั้นตอนการทำงานของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p>	1.	การตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (Detection)</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเซลล์ที่ตาย ผ่านตัวรับ (receptor) บนเยื่อหุ้มเซลล์</p><p>	2.	การเข้าหาและเกาะติด (Chemotaxis &amp; Adherence)</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์เคลื่อนไปยังบริเวณที่มีการอักเสบโดยอาศัยสารเคมีที่ดึงดูด (เช่น ฮีสตามีน) และเกาะติดสิ่งแปลกปลอม</p><p>	3.	การกลืน (Engulfment)</p><p>เซลล์จะยื่นเยื่อหุ้มออกมาล้อมรอบสิ่งแปลกปลอมแล้วกลืนเข้าไปในไซโตพลาสซึม กลายเป็นถุงเล็กๆ ที่เรียกว่า ฟาโกโซม (phagosome)</p><p>	4.	การย่อย (Digestion)</p><p>ฟาโกโซมจะรวมตัวกับไลโซโซม (lysosome) ซึ่งมีเอนไซม์ย่อย ทำให้เกิด ฟาโกลัยโซโซม (phagolysosome) ที่สามารถย่อยทำลายสิ่งแปลกปลอมได้</p><p>	5.	การกำจัดของเสีย (Exocytosis)</p><p>เศษซากที่ย่อยไม่ได้จะถูกขับออกจากเซลล์ด้วยกระบวนการ exocytosis</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:33:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808667</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา จาตะเสม ม.5/1 5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808751</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocytes) เป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ในการ กำจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย ไวรัส) หรือเซลล์ที่ตายแล้ว/เสียหาย ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) หรือการกลืนกินเซลล์</p><p>กลไกการทำงานของฟาโกไซต์ มีดังนี้:</p><p> * การตรวจจับ (Recognition):</p><p>   * ฟาโกไซต์มีตัวรับ (receptors) หลายชนิดบนผิวเซลล์ ซึ่งสามารถจดจำและจับกับสิ่งแปลกปลอมได้โดยตรง (เช่น รูปแบบโมเลกุลที่พบในเชื้อโรค) หรือจับกับสารที่เคลือบสิ่งแปลกปลอมไว้ (เรียกว่า ออปโซนิน - opsonins) เช่น แอนติบอดี (Antibodies) หรือโปรตีนเสริม (Complement proteins) ที่ทำหน้าที่ "ติดป้าย" สิ่งแปลกปลอมเพื่อให้ฟาโกไซต์รู้ว่าเป็นศัตรู</p><p>   * เมื่อมีการติดเชื้อหรือการอักเสบ สารเคมีบางชนิด (เช่น ไซโตไคน์ - cytokines) จะถูกหลั่งออกมาเพื่อดึงดูดฟาโกไซต์ให้มายังบริเวณนั้น (เรียกว่า chemotaxis)</p><p> * การโอบล้อมและกลืนกิน (Engulfment):</p><p>   * เมื่อฟาโกไซต์ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม มันจะยื่นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปคล้ายเท้าเทียม (pseudopods) เพื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมนั้น</p><p>   * จากนั้น เยื่อหุ้มเซลล์จะปิดล้อมสิ่งแปลกปลอมจนกลายเป็นถุงเล็กๆ ภายในเซลล์ เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p> * การย่อยทำลาย (Digestion):</p><p>   * ฟาโกโซมที่บรรจุสิ่งแปลกปลอมไว้จะเคลื่อนที่ไปรวมกับ ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่บรรจุเอนไซม์ย่อยสลายที่รุนแรง</p><p>   * การรวมกันนี้ทำให้เกิดเป็นถุงใหม่ที่เรียกว่า ฟาโกไลโซโซม (Phagolysosome)</p><p>   * เอนไซม์จากไลโซโซมจะถูกปล่อยออกมาภายในฟาโกไลโซโซม เพื่อย่อยสลายและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ถูกกลืนกินให้กลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ไม่เป็นอันตราย</p><p>ชนิดของฟาโกไซต์ที่สำคัญ:</p><p> * นิวโทรฟิล (Neutrophils): เป็นฟาโกไซต์กลุ่มแรกๆ ที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อเฉียบพลัน มีบทบาทสำคัญในการกำจัดแบคทีเรีย</p><p> * โมโนไซต์ (Monocytes) และ แมคโครฟาจ (Macrophages):</p><p>   * โมโนไซต์เป็นเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในกระแสเลือด เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อจะเปลี่ยนเป็นแมคโครฟาจ</p><p>   * แมคโครฟาจเป็นเซลล์ฟาโกไซต์ขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการกลืนกินเชื้อโรค เซลล์ที่ตายแล้ว และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นเซลล์ที่นำเสนอแอนติเจน (antigen-presenting cells) ซึ่งกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะได้ด้วย</p><p>โดยสรุปแล้ว ฟาโกไซต์ทำหน้าที่เป็น "นักกิน" ของระบบภูมิคุ้มกัน ที่คอยกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเซลล์ที่เสียหาย เพื่อปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อและรักษาสมดุลของเนื้อเยื่อ</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:33:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505808751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช พิพัฒนสุคนธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809054</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte)</p><p><br></p><p>เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์เป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ โดยการ "กิน" (phagocytosis) สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปทำลาย โดยมีขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ ดังนี้:</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>1. การรู้จำ (Recognition)</p><p><br></p><p>ฟาโกไซต์จะตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย โดยใช้ ตัวรับบนเยื่อหุ้มเซลล์ (receptors) ซึ่งสามารถจำแนกสิ่งแปลกปลอมจากเซลล์ของร่างกายเองได้</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>2. การเคลื่อนที่เข้าใกล้ (Chemotaxis)</p><p><br></p><p>เมื่อพบสิ่งแปลกปลอม ฟาโกไซต์จะเคลื่อนที่เข้าหาสิ่งนั้น โดยตอบสนองต่อ สารเคมีที่หลั่งจากเชื้อโรคหรือเนื้อเยื่ออักเสบ (เช่น cytokines หรือ chemokines)</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>3. การกลืนกิน (Engulfment)</p><p><br></p><p>ฟาโกไซต์จะใช้เยื่อหุ้มเซลล์ล้อมรอบสิ่งแปลกปลอม และดูดเข้าไปในเซลล์ กลายเป็นถุงเล็ก ๆ ที่เรียกว่า phagosome</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>4. การย่อยทำลาย (Digestion)</p><p><br></p><p>ฟาโกโซมจะรวมตัวกับ ไลโซโซม (lysosome) ซึ่งภายในมีเอนไซม์ย่อยสลายเชื้อโรค ทำให้สิ่งแปลกปลอมถูกทำลายภายในเซลล์</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>5. การกำจัดของเสีย (Exocytosis)</p><p><br></p><p>หลังจากย่อยแล้ว ฟาโกไซต์จะขับของเสียหรือชิ้นส่วนที่เหลือออกจากเซลล์ผ่านกระบวนการ exocytosis</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>ประเภทของฟาโกไซต์หลักในร่างกายมนุษย์</p><p><br></p><p>นิวโทรฟิล (Neutrophil): พบมากที่สุด ตอบสนองเร็วเมื่อมีการติดเชื้อ</p><p><br></p><p>มาโครฟาจ (Macrophage): พบในเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีขนาดใหญ่ ทำงานได้นาน</p><p><br></p><p>เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic cell): ทำหน้าที่ทั้งกลืนกินและกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive immunity)</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:33:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809054</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กนกวรรณ มีทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809735</link>
         <description><![CDATA[<p>1. ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (Recognition)</p><p><br></p><p>ฟาโกไซต์จะใช้ตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์ ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย, ไวรัส, หรือ เซลล์ที่ตายแล้ว</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>2. เคลื่อนที่เข้าหา (Chemotaxis)</p><p><br></p><p>ฟาโกไซต์เคลื่อนที่เข้าหาสิ่งแปลกปลอมตามสารเคมีที่เซลล์อักเสบหรือเชื้อโรคปล่อยออกมา</p><p>(เช่น สาร chemoattractants)</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>3. กลืนกิน (Phagocytosis)</p><p><br></p><p>ฟาโกไซต์ยื่นเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปโอบสิ่งแปลกปลอม แล้วห่อหุ้มไว้ในถุงเล็ก ๆ เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>4. ย่อยทำลาย (Digestion)</p><p><br></p><p>ฟาโกโซมรวมตัวกับถุงเอนไซม์ ไลโซโซม (Lysosome) กลายเป็น ฟาโกไลโซโซม (Phagolysosome)</p><p><br></p><p>เอนไซม์และสารเคมีในไลโซโซมจะย่อยและฆ่าเชื้อโรค</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>5. กำจัดซาก (Exocytosis)</p><p><br></p><p><br></p><p>เศษซากที่ย่อยแล้วจะถูกขับออกนอกเซลล์</p><p><br></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:34:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809735</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัมปนาท จันทร์เปลี่ยน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809921</link>
         <description><![CDATA[<p>เม็ดเลือดขาวชนิด ฟาโกไซต์ (Phagocyte) เป็นเซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่เป็น "เซลล์กลืนกิน" เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค เซลล์ที่ตายแล้ว หรือเซลล์ที่ผิดปกติออกจากร่างกาย กระบวนการนี้เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis)</p><p>กลไกการทำงานของฟาโกไซต์</p><p>การทำงานของฟาโกไซต์มีหลายขั้นตอน ดังนี้:</p><p> * การเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมาย (Chemotaxis): เมื่อมีการติดเชื้อหรือเกิดการบาดเจ็บในร่างกาย เซลล์ที่ได้รับผลกระทบหรือเชื้อโรคจะหลั่งสารเคมีบางชนิดออกมา สารเคมีเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นสัญญาณเรียกให้ฟาโกไซต์เคลื่อนที่จากกระแสเลือดไปยังบริเวณที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว</p><p> * การจดจำและจับเป้าหมาย (Recognition and Binding): ฟาโกไซต์มีตัวรับ (receptors) หลายชนิดอยู่บนผิวเซลล์ ซึ่งสามารถจดจำและจับกับโมเลกุลที่อยู่บนผิวของเชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย ไวรัส) หรือเซลล์ที่ผิดปกติ (เช่น เซลล์ที่ตายแล้ว เซลล์มะเร็ง) ได้โดยตรง นอกจากนี้ การจับจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อเชื้อโรคถูกเคลือบด้วยโปรตีนจากระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด เช่น แอนติบอดี (Antibody) หรือคอมพลีเมนต์ (Complement) ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ออปโซนิน (Opsonin)" เพื่อช่วยให้ฟาโกไซต์จดจำและจับเป้าหมายได้ง่ายขึ้น</p><p> * การกลืนกิน (Engulfment): เมื่อฟาโกไซต์จับกับเป้าหมายได้แล้ว มันจะยื่นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เรียกว่า เท้าเทียม (Pseudopodium) ออกมาโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมนั้นไว้ คล้ายกับการ "งับ" หรือ "กลืน" เข้าไปในเซลล์</p><p> * การสร้างฟาโกโซม (Phagosome Formation): เมื่อสิ่งแปลกปลอมถูกโอบล้อมไว้ทั้งหมด เยื่อหุ้มเซลล์จะปิดล้อมรอบสิ่งแปลกปลอม เกิดเป็นถุงภายในเซลล์เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p> * การรวมตัวกับไลโซโซมและการย่อยสลาย (Fusion with Lysosome and Digestion): ฟาโกโซมจะเคลื่อนที่ไปรวมตัวกับถุงเล็กๆ ภายในเซลล์ที่เรียกว่า ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งบรรจุเอนไซม์ย่อยสลายและสารเคมีที่สามารถทำลายเชื้อโรคได้ เมื่อฟาโกโซมและไลโซโซมรวมกันจะเกิดเป็น ฟาโกลัยโซโซม (Phagolysosome) เอนไซม์และสารเคมีภายในฟาโกลัยโซโซมจะเริ่มย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมให้เป็นชิ้นเล็กๆ และกำจัดทิ้งไป</p><p> * การนำเสนอแอนติเจน (Antigen Presentation - สำหรับบางชนิด): ฟาโกไซต์บางชนิด โดยเฉพาะ มาโครฟาจ (Macrophages) และ เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic Cells) หลังจากย่อยสลายเชื้อโรคแล้ว พวกมันจะนำชิ้นส่วนของเชื้อโรค (เรียกว่า แอนติเจน) ขึ้นมาแสดงบนผิวเซลล์เพื่อกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นๆ (เช่น ทีเซลล์) ในระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ให้สร้างการตอบสนองที่เจาะจงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต</p><p>ชนิดของฟาโกไซต์ที่สำคัญ</p><p>ฟาโกไซต์มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญได้แก่:</p><p> * นิวโทรฟิล (Neutrophils): เป็นฟาโกไซต์ที่พบมากที่สุดในกระแสเลือด เป็นด่านแรกในการตอบสนองต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย และเคลื่อนที่ไปถึงบริเวณที่ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็ว</p><p> * มาโครฟาจ (Macrophages): พัฒนามาจากโมโนไซต์ (Monocytes) ในกระแสเลือด เมื่อโมโนไซต์เคลื่อนเข้าสู่เนื้อเยื่อก็จะพัฒนาเป็นมาโครฟาจ มาโครฟาจมีบทบาทสำคัญในการกำจัดเชื้อโรค เซลล์ที่ตายแล้ว และยังเป็นเซลล์ที่นำเสนอแอนติเจนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ</p><p> * เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic Cells): แม้จะเน้นบทบาทในการนำเสนอแอนติเจน แต่ก็มีความสามารถในการกลืนกินสิ่งแปลกปลอมได้ดี และเป็นเซลล์ที่เชื่อมโยงระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) กับระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (adaptive immunity)</p><p>การทำงานของฟาโกไซต์จึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันร่างกายจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ และรักษาสมดุลของเนื้อเยื่อในร่างกาย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:34:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505809921</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์นิภา ตั้งสายัณห์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505810659</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocytic white blood cells) อย่างละเอียดนั้นเกี่ยวข้องกับกลไกป้องกันร่างกายแบบไม่จำเพาะ (innate immunity) โดยมีบทบาทสำคัญในการ ตรวจจับ, กิน, และ ทำลาย สิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เศษเซลล์ และสารพิษต่าง ๆ</p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่เป็นฟาโกไซต์หลัก ๆ ได้แก่:</p><p><br/></p><ol><li><p>นิวโทรฟิล (Neutrophil) – พบมากที่สุดในเลือด กินเชื้อโรคได้รวดเร็ว</p></li><li><p>มาโครฟาจ (Macrophage) – มีขนาดใหญ่ พบในเนื้อเยื่อต่าง ๆ กินเชื้อโรคและเศษเซลล์</p></li><li><p>เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic cell) – เน้นการนำเสนอแอนติเจนให้ T-cell</p></li><li><p>อีโอสิโนฟิล (Eosinophil) – ฟาโกไซต์ได้บางชนิด โดยเฉพาะพาราสิต</p><p><br/></p></li></ol><p><strong>🔁 ขั้นตอนการทำงานของฟาโกไซต์ (Phagocytosis) อย่างละเอียด</strong></p><p><strong>1.</strong></p><p><strong>การตรวจจับ (Recognition)</strong></p><p><br/></p><ul><li><p>ฟาโกไซต์มีตัวรับ (receptors) เช่น:<br></p><ul><li><p>PRRs (Pattern Recognition Receptors) เช่น Toll-like receptors (TLRs)</p></li><li><p>ตัวรับ Fc (จับแอนติบอดี)</p></li><li><p>ตัวรับ C3b (ในระบบ complement)</p></li></ul></li><li><p>ตัวรับเหล่านี้ใช้ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (pathogens) หรือสิ่งผิดปกติ</p></li></ul><p><br/></p><p><strong>2.</strong></p><p><strong>การเคลื่อนที่ (Chemotaxis)</strong></p><ul><li><p>ฟาโกไซต์เคลื่อนที่โดยการ ไหลของไซโทพลาสซึม (ameboid movement) ไปยังบริเวณที่มีการติดเชื้อ</p></li><li><p>เซลล์ใช้ สารเคมีนำทาง เช่น:</p><ul><li><p>เคโมไคน์ (chemokines)</p></li><li><p>อินเตอร์ลิวคิน</p></li><li><p>โปรตีนจากเชื้อโรค</p></li></ul><p><strong>3.</strong></p><p><strong>การจับและยึดเกาะ (Adherence)</strong></p><ul><li><p>ฟาโกไซต์จับเชื้อโรคผ่าน receptor บนผิวเซลล์</p></li><li><p>หากเชื้อโรคถูกเคลือบด้วยแอนติบอดีหรือโปรตีน C3b จะจับได้ง่ายขึ้น เรียกว่า opsonization (กระบวนการ “ปรุงรส”)</p><p><br/></p></li></ul><p><strong>4.</strong></p><p><strong>การกลืนกิน (Engulfment)</strong></p><ul><li><p>เยื่อหุ้มเซลล์ฟาโกไซต์ยื่นออกล้อมเชื้อโรค</p></li><li><p>สร้างถุงที่เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome) ซึ่งบรรจุเชื้อโรคไว้ภายในเซลล์</p><p><br/></p></li></ul><p><strong>5.</strong></p><p><strong>การย่อยสลาย (Digestion)</strong></p><ul><li><p>ฟาโกโซมรวมกับ ไลโซโซม (Lysosome) ที่มีเอนไซม์ย่อย → กลายเป็น ฟาโกไลโซโซม (Phagolysosome)</p></li><li><p>เอนไซม์ที่สำคัญ เช่น:</p><ul><li><p>ไลโซไซม์ (lysozyme)</p></li><li><p>โปรตีเอส (protease)</p></li><li><p>รีแอกทีฟออกซิเจนสปีชีส์ (ROS) เช่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์</p><p><strong>6.</strong></p></li></ul></li></ul><p><strong>การกำจัดและการนำเสนอ (Exocytosis / Antigen presentation)</strong></p><ul><li><p>เศษซากที่ย่อยไม่หมดจะถูกขับออกนอกเซลล์โดย exocytosis</p></li><li><p>มาโครฟาจและเดนไดรติกเซลล์จะนำเศษโปรตีนของเชื้อโรคมาแสดงบนผิวร่วมกับ MHC class II เพื่อกระตุ้น T-helper cell (CD4+) ในระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ</p></li></ul><p><br/></p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:35:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505810659</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ลัลธริกา ทับไกร  ม.5/1  เลขที่ 6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811168</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte)</p><p>เป็นกลไกสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่เฉพาะเจาะจง (Innate immune system) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการ กินและทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม เศษเซลล์</p><p>1. ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (Recognition)</p><p>• ฟาโกไซต์มีตัวรับ (receptor) บนเยื่อหุ้มเซลล์ ที่สามารถ รับรู้และจำแนกเชื้อโรคหรือเซลล์ผิดปกติ</p><p>• ตัวรับเหล่านี้สามารถตรวจจับลักษณะเฉพาะของเชื้อ เช่น:</p><p>• PAMPs (Pathogen-Associated Molecular Patterns) เช่น ลิโพพอลิแซ็กคาไรด์ของแบคทีเรียแกรมลบ</p><p>• DAMPs (Damage-Associated Molecular Patterns) เช่น โปรตีนจากเซลล์ที่ตาย</p><p>• เมื่อจับได้ ฟาโกไซต์จะ “รู้ว่า” สิ่งนี้คือศัตรู และเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดการ</p><p><br/></p><p>⸻</p><p><br/></p><p>2. เคลื่อนที่เข้าหา (Chemotaxis)</p><p>• ฟาโกไซต์สามารถเคลื่อนที่ผ่านเนื้อเยื่อไปยังจุดที่มีการติดเชื้อ โดยอาศัย “สัญญาณเคมี” ที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (cytokines) หรือ เคโมไคน์ (chemokines) ที่ถูกปล่อยจากเซลล์อักเสบ</p><p>• การเคลื่อนที่เป็นแบบ “คลาน” โดยเปลี่ยนรูปร่างตัวเอง → คล้ายเซลล์คืบคลานเข้าหาเชื้อ</p><p><br/></p><p>⸻</p><p><br/></p><p>3. กลืนกินสิ่งแปลกปลอม (Phagocytosis)</p><p>• ฟาโกไซต์จะใช้เยื่อหุ้มเซลล์ของตัวเองโอบล้อมสิ่งแปลกปลอม</p><p>• เกิดถุงภายในเซลล์ที่เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome) ซึ่งขังสิ่งแปลกปลอมไว้</p><p><br/></p><p>⸻</p><p><br/></p><p>4. ย่อยสลายสิ่งแปลกปลอม (Digestion)</p><p>• ฟาโกโซมจะรวมตัวกับ ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งมีเอนไซม์ย่อยที่มีฤทธิ์รุนแรง เช่น</p><p>• ไลโซไซม์ (Lysozyme)</p><p>• เอนไซม์โปรตีเอส, ไลเปส, นิวคลีเอส</p><p>• สารทำลายเชื้อ เช่น สารออกซิแดนต์, ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H₂O₂)</p><p>• เมื่อรวมตัวกันจะเกิดเป็น ฟาโกลัยโซโซม (Phagolysosome) → เชื้อโรคจะถูกทำลายย่อยสลายจนหมด</p><p><br/></p><p>⸻</p><p><br/></p><p>5. กำจัดของเสีย (Exocytosis)</p><p>• เศษของสิ่งแปลกปลอมที่ไม่สามารถย่อยได้จะถูกฟาโกไซต์ ขับออกนอกเซลล์ โดยกระบวนการเอ็กโซไซโตซิส (exocytosis)</p><p>• หากเป็น แมคโครฟาจ หรือเดนไดริติกเซลล์ จะนำบางส่วนของเชื้อโรค (แอนติเจน) มาแสดงบนผิวเซลล์ (MHC class II) เพื่อส่งต่อให้ เซลล์ T ทำงานต่อ (เป็นการเชื่อมโยงไปสู่ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:36:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811168</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.​ กมลวรรณ​ มีทอง​ ม.5/1​ เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811308</link>
         <description><![CDATA[<p>   การทำงานของเม็ดเลือดขาวฟาโกไซต์ (Phagocyte) คือกระบวนการที่เม็ดเลือดขาวกลุ่มหนึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย โดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า “ฟาโกไซโทซิส” (Phagocytosis) </p><p><br></p><p>ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้:</p><p><br></p><p>1. การตรวจจับ (Detection):</p><p>ฟาโกไซต์จะใช้ตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์ ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเซลล์ที่ตายแล้ว</p><p><br></p><p><br></p><p>2. การเคลื่อนที่เข้าไปล้อม (Engulfment):</p><p>ฟาโกไซต์จะเคลื่อนตัวเข้าไปล้อมรอบสิ่งแปลกปลอม โดยยื่นแผ่นเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปคลุมวัตถุเป้าหมาย</p><p><br></p><p><br></p><p>3. การกลืนกิน (Ingestion):</p><p>สิ่งแปลกปลอมจะถูกห่อหุ้มไว้ในถุงที่เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome) ภายในเซลล์ฟาโกไซต์</p><p><br></p><p><br></p><p>4. การย่อยสลาย (Digestion):</p><p>ฟาโกโซมจะรวมกับถุงเอนไซม์ที่เรียกว่า ไลโซโซม (Lysosome)</p><p>กลายเป็น </p><p>ฟาโกไลโซโซม(Phagolysosome)</p><p>ซึ่งภายในจะมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยและทำลายเชื้อโรค</p><p><br></p><p><br></p><p>5. การกำจัดของเสีย (Exocytosis):</p><p>เศษซากที่ย่อยไม่ได้จะถูกขับออกนอกเซลล์</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads-usc1.storage.googleapis.com/4063956563/ab38111f77662421f97522af7165ba90/inbound7318479351255966521.png" />
         <pubDate>2025-06-30 06:36:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811308</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกตกัญญา 5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811390</link>
         <description><![CDATA[<p>กระบวนการทำงานของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p><br/></p><p>1. การตรวจจับ (Detection):</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์สามารถตรวจพบสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเซลล์ที่เสื่อมสภาพ ผ่านตัวรับ (receptor) บนผิวเซลล์ที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การเคลื่อนที่เข้าใกล้ (Chemotaxis):</p><p>ฟาโกไซต์จะเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่มีสิ่งแปลกปลอม โดยได้รับสัญญาณทางเคมีจากบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. การกลืนกิน (Phagocytosis):</p><p>เมื่อเข้าถึงเป้าหมาย ฟาโกไซต์จะโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมด้วยเยื่อหุ้มเซลล์ แล้วสร้างถุงเล็กๆ เรียกว่า ฟาโกโซม (phagosome) เพื่อกักเก็บสิ่งนั้นไว้ภายใน</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. การย่อยสลาย (Digestion):</p><p>ฟาโกโซมจะหลอมรวมกับ ไลโซโซม (lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่มีเอนไซม์ย่อยสลาย ทำให้สามารถทำลายและย่อยสิ่งแปลกปลอมออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้</p><p><br/></p><p><br/></p><p>5. การกำจัดของเสีย (Exocytosis):</p><p>เศษซากของสิ่งแปลกปลอมที่ถูกย่อยแล้วจะถูกขับออกนอกเซลล์อย่างเหมาะสม เพื่อไม่</p><p>ให้เกิดการสะสมภายใน</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:36:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811390</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐวุฒิ บุญอยู่ ม.5/3 เลยที่ 3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811467</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte)</p><p><br/></p><p>📌 ความหมายของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p><br/></p><p>เซลล์ฟาโกไซต์ (Phagocyte) คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญในการ กลืนกินและทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา เซลล์ที่ตายแล้ว หรือเศษเซลล์ต่าง ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔍 ชนิดของเซลล์ฟาโกไซต์ที่สำคัญ</p><p><br/></p><p>1. นิวโทรฟิล (Neutrophil)</p><p><br/></p><p>พบมากที่สุดในเลือด</p><p><br/></p><p>ตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว</p><p><br/></p><p>อาศัยอยู่ในกระแสเลือด และเคลื่อนไปยังเนื้อเยื่อที่มีการติดเชื้อ</p><p><br/></p><p>อายุสั้น ทำงานเร็ว แล้วตายกลายเป็นหนอง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. มาโครฟาจ (Macrophage)</p><p><br/></p><p>พัฒนามาจากโมโนไซต์ (Monocyte)</p><p><br/></p><p>อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกาย เช่น ตับ (เรียก Kupffer cell), ปอด, ม้าม ฯลฯ</p><p><br/></p><p>มีอายุยืนยาว ทำงานได้หลายรอบ</p><p><br/></p><p>ไม่เพียงแต่ทำลายเชื้อโรค แต่ยังช่วยเรียกเซลล์อื่นมาช่วยต่อสู้เชื้อด้วย</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. เดนไดรติกเซลล์ (Dendritic Cell)</p><p><br/></p><p>พบมากในผิวหนังและอวัยวะที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อม</p><p><br/></p><p>กลืนกินเชื้อโรคแล้วนำข้อมูลไปกระตุ้น T-cell (การตอบสนองแบบจำเพาะ)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔄 ขั้นตอนการทำงานของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p><br/></p><p>เรียกว่า "กระบวนการฟาโกไซโทซิส" (Phagocytosis) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้:</p><p><br/></p><p>1. การตรวจจับ (Detection/Recognition)</p><p><br/></p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะมีตัวรับ (receptor) ที่สามารถจับกับสิ่งแปลกปลอม เช่น ผนังเซลล์ของแบคทีเรีย</p><p><br/></p><p>บางครั้งสิ่งแปลกปลอมจะถูกเคลือบด้วยโปรตีนจากระบบภูมิคุ้มกัน เช่น แอนติบอดี หรือ C3b เพื่อช่วยให้จับง่ายขึ้น (เรียกว่า Opsonization)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การกลืนกิน (Engulfment)</p><p><br/></p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะยื่นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ออกมาโอบล้อมเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>กลืนเข้าไปในรูปแบบของถุงที่เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. การย่อยสลาย (Digestion/Destruction)</p><p><br/></p><p>ฟาโกโซมจะรวมกับถุงเอนไซม์ที่เรียกว่า ไลโซโซม (Lysosome) กลายเป็น ฟาโกไลโซโซม (Phagolysosome)</p><p><br/></p><p>เอนไซม์ในไลโซโซม เช่น ไลโซไซม์ (Lysozyme), โปรตีเอส, รีแอคทีฟออกซิเจน ฯลฯ จะย่อยทำลายสิ่งแปลกปลอม</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. การกำจัด (Exocytosis)</p><p><br/></p><p>เศษซากของสิ่งแปลกปลอมที่ย่อยไม่ได้จะถูกขับออกจากเซลล์</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:36:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811467</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีระวัฒน์ จันทร์ภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811985</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์</p><p><br/></p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte) เป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีหน้าที่หลักคือ กำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย และเซลล์ที่ตายแล้ว โดยการ กิน (phagocytosis) สิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าไปและย่อยทำลายภายในเซลล์ของตนเอง</p><p><br/></p><p>เซลล์ฟาโกไซต์ที่สำคัญ เช่น:</p><p><br/></p><p>นิวโทรฟิล (Neutrophil): พบมากที่สุดในเลือด ช่วยตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการติดเชื้อ</p><p><br/></p><p>มาโครฟาจ (Macrophage): มีขนาดใหญ่ อยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย และสามารถอยู่ได้นานกว่านิวโทรฟิล</p><p><br/></p><p><br/></p><p>การทำงานของฟาโกไซต์มีขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่:</p><p><br/></p><p>1. การตรวจจับ สิ่งแปลกปลอม</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การกลืนกิน สิ่งแปลกปลอมนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. การย่อยทำลาย โดยใช้เอนไซม์ภายในเซลล์</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ฟาโกไซต์จึงเป็นแนวหน้าในการปกป้องร่างกายจากโรคภัยต่าง ๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถฟื้นตัวจากการติดเชื้อได้รวดเร็ว</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:37:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505811985</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา จาตะเสม 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812209</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocytes) เป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่ในการ กำจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค (เช่น แบคทีเรีย ไวรัส) หรือเซลล์ที่ตายแล้ว/เสียหาย ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) หรือการกลืนกินเซลล์</p><p>กลไกการทำงานของฟาโกไซต์ มีดังนี้:</p><p> 1.การตรวจจับ (Recognition):</p><p>   •ฟาโกไซต์มีตัวรับ (receptors) หลายชนิดบนผิวเซลล์ ซึ่งสามารถจดจำและจับกับสิ่งแปลกปลอมได้โดยตรง (เช่น รูปแบบโมเลกุลที่พบในเชื้อโรค) หรือจับกับสารที่เคลือบสิ่งแปลกปลอมไว้ (เรียกว่า ออปโซนิน - opsonins) เช่น แอนติบอดี (Antibodies) หรือโปรตีนเสริม (Complement proteins) ที่ทำหน้าที่ "ติดป้าย" สิ่งแปลกปลอมเพื่อให้ฟาโกไซต์รู้ว่าเป็นศัตรู</p><p>   * เมื่อมีการติดเชื้อหรือการอักเสบ สารเคมีบางชนิด (เช่น ไซโตไคน์ - cytokines) จะถูกหลั่งออกมาเพื่อดึงดูดฟาโกไซต์ให้มายังบริเวณนั้น (เรียกว่า chemotaxis)</p><p> 2.การโอบล้อมและกลืนกิน (Engulfment):</p><p>   •เมื่อฟาโกไซต์ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม มันจะยื่นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปคล้ายเท้าเทียม (pseudopods) เพื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมนั้น</p><p>   * จากนั้น เยื่อหุ้มเซลล์จะปิดล้อมสิ่งแปลกปลอมจนกลายเป็นถุงเล็กๆ ภายในเซลล์ เรียกว่า ฟาโกโซม (Phagosome)</p><p> 3 การย่อยทำลาย (Digestion):</p><p>   • ฟาโกโซมที่บรรจุสิ่งแปลกปลอมไว้จะเคลื่อนที่ไปรวมกับ ไลโซโซม (Lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่บรรจุเอนไซม์ย่อยสลายที่รุนแรง</p><p>   * การรวมกันนี้ทำให้เกิดเป็นถุงใหม่ที่เรียกว่า ฟาโกไลโซโซม (Phagolysosome)</p><p>   * เอนไซม์จากไลโซโซมจะถูกปล่อยออกมาภายในฟาโกไลโซโซม เพื่อย่อยสลายและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ถูกกลืนกินให้กลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ไม่เป็นอันตราย</p><p>ชนิดของฟาโกไซต์ที่สำคัญ:</p><p> * นิวโทรฟิล (Neutrophils): เป็นฟาโกไซต์กลุ่มแรกๆ ที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อเฉียบพลัน มีบทบาทสำคัญในการกำจัดแบคทีเรีย</p><p> * โมโนไซต์ (Monocytes) และ แมคโครฟาจ (Macrophages):</p><p>   * โมโนไซต์เป็นเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในกระแสเลือด เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อจะเปลี่ยนเป็นแมคโครฟาจ</p><p>   * แมคโครฟาจเป็นเซลล์ฟาโกไซต์ขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการกลืนกินเชื้อโรค เซลล์ที่ตายแล้ว และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นเซลล์ที่นำเสนอแอนติเจน (antigen-presenting cells) ซึ่งกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะได้ด้วย</p><p>โดยสรุปแล้ว ฟาโกไซต์ทำหน้าที่เป็น "นักกิน" ของระบบภูมิคุ้มกัน ที่คอยกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเซลล์ที่เสียหาย เพื่อปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อและรักษาสมดุลของเนื้อเยื่อ</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:37:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812209</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812439</link>
         <description><![CDATA[<p>นาย หรรษดี วงษ์วัฒนะพูนผล ม.5/3</p><p><br/></p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ฟาโกไซต์ (Phagocyte) มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ฟาโกไซต์สามารถพบได้ในเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย</p><p>การทำงานของฟาโกไซต์สามารถอธิบายได้ดังนี้</p><p>1. <em>การรู้จักและจับเชื้อโรค</em>: ฟาโกไซต์มีตัวรับที่สามารถรู้จักและจับกับเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย หรือไวรัส</p><p>2. <em>การกลืนกินเชื้อโรค</em>: หลังจากจับเชื้อโรคแล้ว ฟาโกไซต์จะกลืนกินเชื้อโรคเข้าไปภายในเซลล์</p><p>3. <em>การทำลายเชื้อโรค</em>: ฟาโกไซต์จะใช้ออร์แกเนลล์ต่างๆ เช่น ไลโซโซม ในการทำลายเชื้อโรคที่ถูกกลืนกินเข้าไป</p><p>4. <em>การกำจัดเศษซาก</em>: หลังจากทำลายเชื้อโรคแล้ว ฟาโกไซต์จะกำจัดเศษซากของเชื้อโรคออกจากร่างกาย</p><p>ฟาโกไซต์มีหลายชนิด เช่น นิวโทรฟิล (Neutrophil) และมาโครฟาจ (Macrophage) ซึ่งแต่ละชนิดมีบทบาทและความสามารถที่แตกต่างกันในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:37:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812439</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812535</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ (phagocytes) มีหน้าที่หลักในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือเซลล์ที่ตายแล้วออกจากร่างกาย</p><p><br/></p><p>ชนิดของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p><br/></p><ul><li><p>นิวโทรฟิล (Neutrophils): เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีจำนวนมากที่สุด ทำหน้าที่หลักในการกำจัดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา </p></li><li><p>แมคโครฟาจ (Macrophages): เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่กว่า และยังทำหน้าที่เป็นเซลล์นำเสนอแอนติเจน (antigen-presenting cell) เพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน </p></li><li><p>โมโนไซต์ (Monocytes): เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นแมคโครฟาจได้เมื่อเคลื่อนที่เข้าสู่</p><p>เนื้อเยื่อ </p></li></ul><p><br/></p><p>ทำงานของเซลล์ฟาโกไซต์</p><p>1. การตรวจจับและเคลื่อนที่</p><ul><li><p> ฟาโกไซต์จะเคลื่อนที่ไปยังบริเวณที่มีสิ่งแปลกปลอม เช่น บริเวณที่เกิดการติดเชื้อ</p></li></ul><p>2. การล้อมและกลืนกิน</p><ul><li><p> เมื่อเจอสิ่งแปลกปลอม เซลล์ฟาโกไซต์จะยื่นส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ออกมาล้อมรอบสิ่งแปลกปลอมนั้น แล้วดึงเข้าสู่ภายในเซลล์ กลายเป็นถุงที่เรียกว่าฟาโกโซม (phagosome)</p></li></ul><p>3. การย่อยสลาย</p><ul><li><p> ฟาโกโซมจะรวมกับไลโซโซม (lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่มีเอนไซม์สำหรับย่อยสลาย</p></li></ul><p>4. การกำจัด:</p><ul><li><p> สิ่งแปลกปลอมที่ถูกย่อยสลายแล้วจะถูกขับออกจากเซลล์ </p></li></ul><p>นอกจากนี้เซลล์ฟาโกไซต์มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อและโรคต่างๆ โดยเฉพาะการตอบสนองต่อการติดเชื้อเฉียบพลัน </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:37:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812535</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพัชฌากาญ ศรีผดุงม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812595</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte) มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ฟาโกไซต์ทำงานโดยการกินหรือกลืนกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าไปภายในเซลล์ จากนั้นจะทำการย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย</p><p><br/></p><p>ฟาโกไซต์มีหลายชนิด เช่น นิวโทรฟิล (Neutrophil) และมาโครฟาจ (Macrophage) นิวโทรฟิลเป็นฟาโกไซต์ที่พบมากที่สุดในเลือด และมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับแบคทีเรีย มาโครฟาจเป็นฟาโกไซต์ที่พบในเนื้อเยื่อ และมีบทบาทสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย</p><p><br/></p><p>ฟาโกไซต์ทำงานโดยการรับรู้และจับกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม จากนั้นจะทำการกินหรือกลืนกินเข้าไปภายในเซลล์ และทำการย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ฟาโกไซต์ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาก</p><p>ขึ้น</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:37:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505812595</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภัทรมน  เทียนเอี่ยม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505813682</link>
         <description><![CDATA[<p>ขั้นตอนการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวฟาโกไซต์:</p><p>1. การตรวจจับและระบุ:</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะตรวจจับและระบุสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย หรือเซลล์ที่ผิดปกติ </p><p>2. การโอบล้อม:</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะยื่นส่วนของเซลล์ที่เรียกว่า "เท้าเทียม" (pseudopodia) ออกมาเพื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมนั้น </p><p>3. การกลืนกิน:</p><p>เมื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมแล้ว เซลล์ฟาโกไซต์จะกลืนกินสิ่งแปลกปลอมนั้นเข้าไปในเซลล์ เกิดเป็นถุงที่เรียกว่า "ฟาโกโซม" (phagosome) </p><p>4. การย่อยสลาย:</p><p>ฟาโกโซมจะรวมกับไลโซโซม (lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่มีเอนไซม์สำหรับย่อยสลาย </p><p>5. การขับทิ้ง:</p><p>เอนไซม์ในไลโซโซมจะย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมให้กลายเป็นของเสีย และเซลล์ฟาโกไซต์จะขับของเสียเหล่านั้นออกมานอกเซลล์ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:39:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505813682</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพัชฌากาญ ศรีผดุง ม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505814270</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte) มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ฟาโกไซต์ทำงานโดยการกินหรือกลืนกินเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เข้าไปภายในเซลล์ จากนั้นจะทำการย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย</p><p><br/></p><p>ฟาโกไซต์มีหลายชนิด เช่น นิวโทรฟิล (Neutrophil) และมาโครฟาจ (Macrophage) นิวโทรฟิลเป็นฟาโกไซต์ที่พบมากที่สุดในเลือด และมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับแบคทีเรีย มาโครฟาจเป็นฟาโกไซต์ที่พบในเนื้อเยื่อ และมีบทบาทสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย</p><p><br/></p><p>ฟาโกไซต์ทำงานโดยการรับรู้และจับกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม จากนั้นจะทำการกินหรือกลืนกินเข้าไปภายในเซลล์ และทำการย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ฟาโกไซต์ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:39:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505814270</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปนัดดา  เนียมนาค ม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505815012</link>
         <description><![CDATA[<p>ขั้นตอนการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวฟาโกไซต์:</p><p>1. การตรวจจับและระบุ:</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะตรวจจับและระบุสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย หรือเซลล์ที่ผิดปกติ </p><p>2. การโอบล้อม:</p><p>เซลล์ฟาโกไซต์จะยื่นส่วนของเซลล์ที่เรียกว่า "เท้าเทียม" (pseudopodia) ออกมาเพื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมนั้น </p><p>3. การกลืนกิน:</p><p>เมื่อโอบล้อมสิ่งแปลกปลอมแล้ว เซลล์ฟาโกไซต์จะกลืนกินสิ่งแปลกปลอมนั้นเข้าไปในเซลล์ เกิดเป็นถุงที่เรียกว่า "ฟาโกโซม" (phagosome) </p><p>4. การย่อยสลาย:</p><p>ฟาโกโซมจะรวมกับไลโซโซม (lysosome) ซึ่งเป็นออร์แกเนลล์ที่มีเอนไซม์สำหรับย่อยสลาย </p><p>5. การขับทิ้ง:</p><p>เอนไซม์ในไลโซโซมจะย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมให้กลายเป็นของเสีย และเซลล์ฟาโกไซต์จะขับของเสียเหล่านั้นออกมานอกเซลล์ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:40:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505815012</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จันทราทิพย์ แสวงสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505817553</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่ม ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) เป็นเซลล์สำคัญของระบบภูมิคุ้มกันชนิดจำเพาะ (adaptive immunity) มีบทบาทในการจดจำและทำลายเชื้อโรคโดยเฉพาะ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย และเซลล์ผิดปกติในร่างกาย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ลิมโฟไซต์ แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก</p><p><br/></p><p>1. เซลล์ B (B cells)</p><p><br/></p><p>ผลิต แอนติบอดี (antibodies) เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคโดยตรง</p><p><br/></p><p>เมื่อตรวจพบแอนติเจน (antigen) จากเชื้อโรค → B cell จะเปลี่ยนไปเป็น:</p><p><br/></p><p>Plasma cell → ผลิตแอนติบอดีจำนวนมาก</p><p><br/></p><p>Memory B cell → เก็บความจำของเชื้อโรคไว้ เพื่อให้ตอบสนองเร็วขึ้นในครั้งถัดไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. เซลล์ T (T cells)</p><p><br/></p><p>แบ่งออกเป็นหลายชนิด:</p><p><br/></p><p>T-helper cell (CD4⁺): กระตุ้น B cell, T cell อื่น ๆ และแมคโครฟาจ</p><p><br/></p><p>Cytotoxic T cell (CD8⁺): ฆ่าเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง</p><p><br/></p><p>Memory T cell: จำเชื้อโรคไว้เพื่อตอบสนองเร็วขึ้นในการติดเชื้อครั้งถัดไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. เซลล์ NK (Natural Killer cells)</p><p><br/></p><p>ทำหน้าที่คล้าย Cytotoxic T cell แต่ไม่จำเพาะ</p><p><br/></p><p>ฆ่าเซลล์ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็งโดยไม่ต้องมีแอนติเจนเฉพาะเจาะจง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>สรุปหน้าที่ของลิมโฟไซต์</p><p><br/></p><p>ชนิดของเซลล์	หน้าที่หลัก</p><p><br/></p><p>B cell	สร้างแอนติบอดี กำจัดเชื้อโรค</p><p>T-helper cell	กระตุ้นภูมิคุ้มกัน</p><p>Cytotoxic T cell	ฆ่าเซลล์ติดเชื้อ/เซลล์ผิดปกติ</p><p>Memory cell	จดจำเชื้อโรค</p><p>NK cell	ฆ่าเซลล์ผิดปกติแบบไม่จำเพาะ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:42:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505817553</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพับฌากาญ ศรีผดุง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818022</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่</p><p><br/></p><p>1. *เซลล์ B (B cell)*: เซลล์ B มีบทบาทในการสร้างแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สามารถจับกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมได้ แอนติบอดีช่วยในการกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย</p><p>2. *เซลล์ T (T cell)*: เซลล์ T มีบทบาทในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์ที่ผิดปกติ เซลล์ T ยังช่วยกระตุ้นเซลล์อื่นๆ ในระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><p><br/></p><p>ลิมโฟไซต์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม และช่วยรักษาสุขภาพของร่างกายให้แงแรง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:43:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818022</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัมปนาท จันทร์เปลี่ยน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818188</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์มี 3 ชนิดหลัก ได้แก่</p><p> * เซลล์ T (T cells): มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (cell-mediated immunity) โดยจะเข้าทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง และยังช่วยควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ ด้วย</p><p> * เซลล์ B (B cells): มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันแบบสารน้ำ (humoral immunity) โดยจะสร้างแอนติบอดี (antibodies) เพื่อจับกับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษ และช่วยในการกำจัดสิ่งเหล่านั้น</p><p> * เซลล์ NK (Natural Killer cells): เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) ทำหน้าที่ในการตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็งได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการจดจำสิ่งแปลกปลอมมาก่อน</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:43:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818188</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีระวัฒน์ จันทร์ภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818689</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) มี 3 ชนิดหลัก ครับ ซึ่งแต่ละชนิดมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนี้:</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔬 ชนิดของลิมโฟไซต์ (Lymphocyte)</p><p><br/></p><p>1. B cell (บีเซลล์)</p><p><br/></p><p>หน้าที่: ผลิต แอนติบอดี (Antibody) เพื่อทำลายเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>ช่วยจำเชื้อโรคที่เคยเจอ (สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว)</p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบน้ำ (Humoral immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>2. T cell (ทีเซลล์)</p><p><br/></p><p>แบ่งออกเป็นชนิดย่อยหลายชนิด ได้แก่:</p><p><br/></p><p>####▪ T-helper cell (CD4+)</p><p><br/></p><p>ช่วยกระตุ้น B cell และเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นให้ทำงาน</p><p><br/></p><p><br/></p><p>####▪ T-cytotoxic cell (CD8+)</p><p><br/></p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดไวรัสหรือเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>####▪ T-regulatory cell</p><p><br/></p><p>ควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p>####▪ Memory T cell</p><p><br/></p><p>จดจำเชื้อโรคที่เคยเจอ เพื่อการตอบสนองที่เร็วขึ้นในอนาคต</p><p><br/></p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (Cell-mediated immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>3. Natural Killer cell (NK cell)</p><p><br/></p><p>ทำหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดย ไม่ต้องมีแอนติบอดีหรือการกระตุ้นล่วงหน้า</p><p><br/></p><p>เป็นการตอบสนองแบบไม่จำเพาะ (innate immunity)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:43:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505818689</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กนกวรรณ มีทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819079</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญมาก โดยมีหน้าที่ในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น ไวรัส แบคทีเรีย และเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง ลิมโฟไซต์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ดังนี้:</p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>✅ 1. ลิมโฟไซต์ชนิดที (T lymphocyte หรือ T cell)</p><p><br></p><p>หน้าที่หลัก: ควบคุมการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน และทำลายเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์ผิดปกติ</p><p><br></p><p>ชนิดย่อยของ T cell:</p><p><br></p><p>ชนิดย่อย	หน้าที่</p><p><br></p><p>T helper cell (CD4⁺)	กระตุ้น B cell ให้สร้างแอนติบอดี และกระตุ้น T cell ชนิดอื่น</p><p><br></p><p>Cytotoxic T cell (CD8⁺)	ฆ่าเซลล์ที่ติดไวรัส เซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ที่ผิดปกติ</p><p><br></p><p>Regulatory T cell (Treg)	ควบคุมการตอบสนองภูมิคุ้มกันไม่ให้รุนแรงเกินไป (ป้องกันโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง)</p><p><br></p><p>Memory T cell	เก็บความจำของเชื้อโรคที่เคยเจอไว้ เพื่อให้ตอบสนองได้เร็วในครั้งต่อไป</p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>✅ 2. ลิมโฟไซต์ชนิดบี (B lymphocyte หรือ B cell)</p><p><br></p><p>หน้าที่หลัก: ผลิตแอนติบอดี (antibody) เพื่อต่อต้านเชื้อโรคที่อยู่ภายนอกเซลล์</p><p><br></p><p>กลไก:</p><p><br></p><p>เมื่อ B cell ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม จะเปลี่ยนเป็น Plasma cell เพื่อผลิตแอนติบอดีออกมา</p><p><br></p><p>หลังจากต่อสู้กับเชื้อโรคแล้ว จะมีบางส่วนกลายเป็น Memory B cell เพื่อจดจำเชื้อโรคนั้นไว้ หากพบอีกจะตอบสนองได้เร็ว</p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>✅ 3. เซลล์เพชฌฆาตตามธรรมชาติ (Natural Killer cell หรือ NK cell)</p><p><br></p><p>หน้าที่หลัก: ตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ผิดปกติโดยไม่ต้องอาศัยแอนติบอดีหรือการกระตุ้นจาก T cell</p><p><br></p><p>ลักษณะเด่น:</p><p><br></p><p>ทำงานรวดเร็วในขั้นต้นของการติดเชื้อ</p><p><br></p><p>ตรวจจับเซลล์มะเร็งหรือเซลล์ติดไวรัสที่ไม่มีสัญญาณ "ตัวตน" (MHC I) บนผิวเซลล์</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:43:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819079</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุจีวรรณ 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819464</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เป็นหนึ่งในชนิดของเม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในการตอบสนองแบบจำเพาะ (specific immune response) ซึ่งลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก </p><p><br/></p><p>1. ลิมโฟไซต์ชนิดที (T lymphocyte หรือ T cell)</p><p><br/></p><p>มีบทบาทในการควบคุมและกำกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p>พัฒนาในต่อมไธมัส (thymus)</p><p><br/></p><p>แบ่งย่อยได้เป็น:</p><p><br/></p><p>-T helper cell (Th cell): ช่วยกระตุ้นเซลล์อื่นในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น B cell และ macrophage</p><p><br/></p><p>-T cytotoxic cell (Tc cell): ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p>-T regulatory cell (Treg): ควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป</p><p><br/></p><p>2. ลิมโฟไซต์ชนิดบี (B lymphocyte หรือ B cell)</p><p><br/></p><p>ผลิตแอนติบอดี (antibody) เพื่อต่อต้านเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>พัฒนาในไขกระดูก (bone marrow)</p><p><br/></p><p>เมื่อกระตุ้นจะเปลี่ยนเป็น พลาสมาเซลล์ (plasma cell) ซึ่งสร้างแอนติบอดีจำนวนมาก</p><p><br/></p><p>3. เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ (Natural killer cell หรือ NK cell)</p><p><br/></p><p>ไม่จำเพาะเจาะจงเท่า T และ B cell</p><p><br/></p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดไวรัสหรือเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง โดยไม่ต้องมีแอนติบอดี</p><p><br/></p><p>สรุป:</p><p><br/></p><p>ประเภทลิมโฟไซต์	หน้าที่หลัก</p><p><br/></p><p>T cell = ควบคุมและทำลายเซลล์ติดเชื้อ</p><p>B cell = สร้างแอนติบอดี</p><p>NK cell = ฆ่าเซลล์ติดเชื้อโดยไม่จำเพาะ</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:44:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819464</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ณัฐวุฒิ บุญอยู่ ม.5/3 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819662</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) มี 3 ชนิดหลัก ครับ ซึ่งแต่ละชนิดมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนี้:</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔬 ชนิดของลิมโฟไซต์ (Lymphocyte)</p><p><br/></p><p>1. B cell (บีเซลล์)</p><p><br/></p><p>หน้าที่: ผลิต แอนติบอดี (Antibody) เพื่อทำลายเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>ช่วยจำเชื้อโรคที่เคยเจอ (สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว)</p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบน้ำ (Humoral immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>2. T cell (ทีเซลล์)</p><p><br/></p><p>แบ่งออกเป็นชนิดย่อยหลายชนิด ได้แก่:</p><p><br/></p><p>▪ T-helper cell (CD4+)</p><p><br/></p><p>ช่วยกระตุ้น B cell และเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นให้ทำงาน</p><p><br/></p><p><br/></p><p>▪ T-cytotoxic cell (CD8+)</p><p><br/></p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดไวรัสหรือเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>▪ T-regulatory cell</p><p><br/></p><p>ควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p>▪ Memory T cell</p><p><br/></p><p>จดจำเชื้อโรคที่เคยเจอ เพื่อการตอบสนองที่เร็วขึ้นในอนาคต</p><p><br/></p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (Cell-mediated immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>3. Natural Killer cell (NK cell)</p><p><br/></p><p>ทำหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดย ไม่ต้องมีแอนติบอดีหรือการกระตุ้นล่วงหน้า</p><p><br/></p><p>เป็นการตอบสนองแบบไม่จำเพาะ (innate immunity)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:44:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505819662</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์นิภา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820287</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p><strong>1. 🧪</strong></p><p><strong>B Cells (บีเซลล์)</strong></p><ul><li><p>ผลิต แอนติบอดี (antibodies) เพื่อจับกับแอนติเจนของเชื้อโรค</p></li><li><p>เมื่อ B cell พบแอนติเจน จะเปลี่ยนเป็น:<br></p><ul><li><p>Plasma cell → สร้างแอนติบอดีจำนวนมาก</p></li><li><p>Memory B cell → จดจำเชื้อโรคเพื่อการตอบสนองครั้งต่อไป</p></li></ul></li></ul><p>✅ แอนติบอดี ช่วย:</p><p><br/></p><ul><li><p>จับเชื้อโรค → ให้ฟาโกไซต์มากินง่ายขึ้น (opsonization)</p></li><li><p>ทำลายเชื้อโรคโดยตรง</p></li><li><p>กระตุ้นระบบ complement</p></li></ul><p><strong>2. 🧬</strong></p><p><strong>T Cells (ทีเซลล์)</strong></p><p>แบ่งเป็นหลายชนิด:</p><p><strong>🟢</strong></p><p><strong>Helper T cells (CD4⁺)</strong></p><ul><li><p>ควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน</p></li><li><p>หลั่ง ไซโตไคน์ (cytokines) เพื่อกระตุ้น B cell, macrophage, และ cytotoxic T cell</p></li></ul><p><strong>🔴</strong></p><p><strong>Cytotoxic T cells (CD8⁺)</strong></p><ul><li><p>ฆ่าเซลล์ติดเชื้อไวรัส หรือเซลล์มะเร็งโดยตรง</p></li><li><p>ตรวจสอบแอนติเจนที่แสดงบน MHC class I</p></li></ul><p><strong>🟡</strong></p><p><strong>Memory T cells</strong></p><ul><li><p>เก็บความจำภูมิคุ้มกัน → ตอบสนองเร็วเมื่อเจอเชื้อโรคเดิม</p></li></ul><p><strong>3. ⚔️</strong></p><p><strong>NK Cells (Natural Killer cells)</strong></p><ul><li><p>ฆ่าเซลล์ผิดปกติ เช่น เซลล์ติดไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง</p></li><li><p>ไม่ต้องอาศัย MHC/แอนติเจนเฉพาะตัว (ต่างจาก T cells)</p></li><li><p>ปล่อยสาร เพอร์ฟอริน (perforin) และ แกรนไซม์ (granzyme) เพื่อทำลายเซลล์เป้าหมาย</p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:45:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกตกัญญา 5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820822</link>
         <description><![CDATA[<p>1. B‑Lymphocyte (B‑เซลล์)</p><p><br/></p><p>เป็นตัวหลักของระบบภูมิคุ้มกันทางฮิวมอรัล (ต่อต้านโรคโดยใช้แอนติบอดี)</p><p><br/></p><p>ผลิตแอนติบอดีที่จับกับเชื้อโรค ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถจัดการได้ง่ายขึ้น  </p><p><br/></p><p>เมื่อได้รับการกระตุ้น จะแบ่งตัวเป็น plasma cell ที่ผลิตแอนติบอดีมากมาย และสร้าง memory cell เก็บข้อมูลเชื้อไว้ยาว ๆ  </p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. T‑Lymphocyte (T‑เซลล์)</p><p><br/></p><p>พัฒนาในไขกระดูก → ย้ายไปที่ต่อมไทมัส (Thymus) จึงได้ชื่อ T‑cell  </p><p><br/></p><p>แบ่งได้เป็น</p><p><br/></p><p>Helper T cell (CD4⁺): คอยสั่งการระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้น B‑cell และ macrophage  </p><p><br/></p><p>Cytotoxic T cell (CD8⁺): ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง  </p><p><br/></p><p>มี Regulatory T cell คอยควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันบ้าบิ่นเกินไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. Natural Killer Cell (NK‑เซลล์)</p><p><br/></p><p>เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันแบบ Innate (ทันที ไม่ต้องรอแอนติบอดี)  </p><p><br/></p><p>จับเซลล์ที่แสดงสัญญาณผิดปกติ เช่น เซลล์ที่ไม่มี MHC‑I</p><p><br/></p><p>ปล่อยสารคัดหลั่ง cytotoxic เช่น perforin และ granzyme ทำลายเซลล์เป้าหมายโดยตรง  </p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>▫️ สรุปต่างกันยังไง</p><p><br/></p><p>ชนิดเซลล์	พัฒนาจาก	หน้าที่เด่น	ระบบภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p>B‑cell	กระดูกแดง	ผลิตแอนติบอดี, memory	Humoral (Adaptive)</p><p>T‑cell	กระดูกแดง → Thymus	ยิงเซลล์ติดเชื้อ, สั่งการ	Cell‑mediated (Adaptive)</p><p>NK‑cell	</p><p>กระดูกแดง	ยิงเซลล์ป่วยทันที	Innate (เร็ว)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:45:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820822</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820982</link>
         <description><![CDATA[<p>นาย หรรษดี วงษ์วัฒนะพูนผล ม.5/3</p><p><br/></p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลิมโฟไซต์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่</p><p>1. <em>เซลล์ B (B Cell)</em>: เซลล์ B มีบทบาทในการสร้างแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สามารถจับกับเชื้อโรคและช่วยกำจัดออกจากร่างกาย</p><p>2. <em>เซลล์ T (T Cell)</em>: เซลล์ T มีบทบาทในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์ที่ผิดปกติ เซลล์ T สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่</p><p>- <em>เซลล์ T ช่วย (T Helper Cell)</em>: ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ</p><p>- <em>เซลล์ T ทำลาย (T Cytotoxic Cell)</em>: ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์ที่ผิดปกติ</p><p>ลิมโฟไซต์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม และมีส่วนช่วยในการรักษาสุขภาพของร่างกาย</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:45:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505820982</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรภพ อุ่นชิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821043</link>
         <description><![CDATA[<p>ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่</p><p><br/></p><p>1. B cell (B lymphocyte)</p><p>2. T cell (T lymphocyte)</p><p>3. Natural Killer cell (NK cell)</p><p><br/></p><p>แต่ละชนิดมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:46:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821043</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ปนัดดา เนียมนาค ม.5/3 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821333</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที (T cell) มีหลายชนิด โดยหลักๆ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เซลล์ทีผู้ช่วย (Helper T cells) และ เซลล์ทีพิษต่อเซลล์ (Cytotoxic T cells หรือ Killer T cells) นอกจากนี้ยังมีเซลล์ทีชนิดอื่นๆ ที่มีบทบาทเฉพาะในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์ทีควบคุม (Regulatory T cells).&nbsp;</p><p><strong>เซลล์ทีผู้ช่วย (Helper T cells):</strong></p><ul><li><p>ทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น เซลล์บี (B cells) และเซลล์ทีพิษต่อเซลล์.&nbsp;</p></li><li><p>หลั่งสารเคมีที่เรียกว่าไซโตไคน์ (cytokines) เพื่อสื่อสารและประสานงานการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน.&nbsp;</p></li><li><p>แบ่งเป็นหลายชนิดย่อย เช่น Th1, Th2, และ Th17 ซึ่งแต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะในการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมต่างๆ.&nbsp;</p></li></ul><p><strong>เซลล์ทีพิษต่อเซลล์ (Cytotoxic T cells หรือ Killer T cells):</strong></p><ul><li><p>มีหน้าที่ทำลายเซลล์เป้าหมายที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง.</p></li><li><p>เมื่อตรวจพบเซลล์เป้าหมาย เซลล์ทีพิษต่อเซลล์จะหลั่งสารพิษที่ทำให้เซลล์เป้าหมายตาย.&nbsp;</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:46:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821333</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กมลวรรณ​ มีทอง​ ม.5/1​ เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821431</link>
         <description><![CDATA[<p>    เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) เป็นหนึ่งในชนิดของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในการ จำแนกสิ่งแปลกปลอม และ จดจำเชื้อโรคที่เคยพบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะ</p><p><br/></p><p>ประเภทของลิมโฟไซต์หลัก ๆ มี 3 ชนิด ได้แก่:</p><p><br/></p><p>1. B lymphocytes (B cells)</p><p>ผลิตแอนติบอดี (Antibodies) เพื่อทำลายเชื้อโรคที่อยู่ภายนอกเซลล์</p><p>มีหน้าที่ "จำ" เชื้อโรคและตอบสนองได้เร็วขึ้นเมื่อติดเชื้อซ้ำ</p><p>มีบทบาทในการสร้าง "ภูมิคุ้มกันถาวร"</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. T lymphocytes (T cells)</p><p>แบ่งเป็นหลายชนิดย่อย เช่น:</p><p>Helper T cells (CD4+): กระตุ้น B cell และ T cell อื่น ๆ</p><p><br/></p><p>Cytotoxic T cells (CD8+): ทำลายเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p>Regulatory T cells: ควบคุมไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ร่างกายเอง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. Natural Killer Cells (NK cells)</p><p><br/></p><p>ฆ่าเซลล์ติดไวรัสหรือเซลล์มะเร็งโดยไม่ต้องมีการกระตุ้นล่วงหน้า</p><p>ทำงานรวดเร็วเหมือนภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>📌หน้าที่หลักของลิมโฟไซต์:</p><p><br/></p><p>สร้าง ภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Specific immunity)</p><p>จำแนกและกำจัดเชื้อโรคหรือเซลล์ผิดปกติ</p><p>จดจำเชื้อโรคเดิม (มี ความจำทางภูมิคุ้มกัน)</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads-usc1.storage.googleapis.com/4063956563/8868c3146b550ef8e766322cef848cd0/inbound2685712468102406753.jpg" />
         <pubDate>2025-06-30 06:46:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505821431</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ภัทรมน  เทียนเอี่ยม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505822919</link>
         <description><![CDATA[<p>หน้าที่หลักของเซลล์ลิมโฟไซต์:</p><p>จดจำและตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม (Antigens):</p><p>ลิมโฟไซต์สามารถจดจำสิ่งแปลกปลอมที่เคยสัมผัสได้ และเมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมเดิมอีกครั้ง เซลล์ลิมโฟไซต์จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว </p><p>สร้างแอนติบอดี:</p><p>เซลล์ลิมโฟไซต์ชนิด B (B cells) สามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์พลาสมา (Plasma cells) และสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะ </p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง:</p><p>เซลล์ลิมโฟไซต์ชนิด T (T cells) และเซลล์เพชฌฆาตธรรมชาติ (Natural Killer cells) มีความสามารถในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส หรือเซลล์มะเร็ง </p><p>ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน:</p><p>เซลล์ลิมโฟไซต์บางชนิดมีหน้าที่ในการควบคุมและประสานการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ </p><p>ชนิดของเซลล์ลิมโฟไซต์:</p><p>เซลล์ B (B cells):</p><p>สร้างแอนติบอดีเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม </p><p>เซลล์ T (T cells):</p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง </p><p>เซลล์ NK (Natural Killer cells):</p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งเช่นกัน </p><p>แหล่งที่อยู่อาศัยของลิมโฟไซต์:</p><p>ในกระแสเลือด, ในน้ำเหลือง, ในอวัยวะน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลือง ม้าม ไทมัส และลำไส้. </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:47:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505822919</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ไปรญา รวยรื่น 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505823477</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocytes)</p><p>เป็นกลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสำคัญใน ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Specific immunity) ทำหน้าที่จดจำและตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมอย่างเฉพาะเจาะจง</p><p>ลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก</p><p>1. เซลล์ B (B lymphocytes หรือ B cells)</p><p>	•	ผลิตแอนติบอดี (antibodies) เพื่อต่อต้านเชื้อโรค</p><p>	•	เมื่อตรวจพบสิ่งแปลกปลอม จะเปลี่ยนเป็น</p><p>	•	Plasma cells: ผลิตแอนติบอดี</p><p>	•	Memory B cells: จำเชื้อโรคเพื่อการตอบสนองครั้งต่อไป</p><p>2. เซลล์ T (T lymphocytes หรือ T cells)</p><p>แบ่งเป็นหลายชนิด แต่ที่สำคัญคือ:</p><p>	•	T helper cells (เซลล์ T ชนิดช่วย)</p><p>	•	กระตุ้นเซลล์ B ให้ผลิตแอนติบอดี</p><p>	•	กระตุ้นเซลล์ T อื่น ๆ และมาโครฟาจ</p><p>	•	Cytotoxic T cells (เซลล์ T พิฆาต)</p><p>	•	ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง</p><p>	•	Memory T cells</p><p>	•	จดจำเชื้อโรคเพื่อการตอบสนองในอนาคต</p><p>3. เซลล์ NK (Natural Killer cells)</p><p>	•	ไม่จำเพาะเจาะจงเหมือน B และ T cells</p><p>	•	ฆ่าเซลล์ติดเชื้อและเซลล์มะเร็งโดยไม่ต้องมีแอนติเจนเฉพาะ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:48:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505823477</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา จาตะเสม 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505823651</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) เป็นอีกหนึ่งกลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive Immunity) ซึ่งมีความสามารถในการจดจำเชื้อโรคที่เคยพบเจอมาก่อน และสร้างการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการติดเชื้อครั้งต่อไป</p><p>ลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ ที่มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน:</p><p> 1. บีเซลล์ (B cells หรือ B lymphocytes):</p><p>   • หน้าที่หลัก: สร้าง แอนติบอดี (Antibodies)</p><p>   • กลไกการทำงาน:</p><p>     • เมื่อบีเซลล์สัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า แอนติเจน (Antigen) (เช่น โปรตีนบนผิวของแบคทีเรียหรือไวรัส) บีเซลล์จะถูกกระตุ้นให้แบ่งตัวและพัฒนาไปเป็น พลาสมาเซลล์ (Plasma cells)</p><p>     • พลาสมาเซลล์จะผลิตแอนติบอดีจำนวนมาก แอนติบอดีเหล่านี้เป็นโปรตีนรูปตัว Y ที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจงในการจับกับแอนติเจนของเชื้อโรคตัวนั้นๆ</p><p>     • เมื่อแอนติบอดีจับกับเชื้อโรค จะช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อโรคได้หลายวิธี เช่น:</p><p>       • ทำให้เชื้อโรคเป็นกลาง (Neutralization): แอนติบอดีไปปิดกั้นไม่ให้เชื้อโรคจับกับเซลล์เป้าหมาย</p><p>       •ทำให้ออปโซไนซ์ (Opsonization): แอนติบอดีไปเคลือบผิวเชื้อโรค ทำให้ฟาโกไซต์ (เซลล์กินสิ่งแปลกปลอม) สามารถจดจำและกลืนกินเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น</p><p>       •กระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์ (Complement activation): แอนติบอดีสามารถกระตุ้นระบบโปรตีนในเลือดที่เรียกว่าคอมพลีเมนต์ ให้ช่วยทำลายเชื้อโรคโดยตรง</p><p>   • ความจำภูมิคุ้มกัน: บีเซลล์บางส่วนจะกลายเป็น เซลล์ความจำบี (Memory B cells) ซึ่งจะจดจำแอนติเจนที่เคยพบ หากร่างกายได้รับเชื้อเดิมอีกครั้ง เซลล์ความจำบีจะตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้น ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคในระยะยาว</p><p> 2. ทีเซลล์ (T cells หรือ T lymphocytes):</p><p>   • หน้าที่หลัก: มีบทบาทในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนและหลากหลาย รวมถึงการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง และการควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ</p><p>   * กลไกการทำงาน: ทีเซลล์มีหลายชนิดย่อย แต่หลักๆ คือ:</p><p>     * ทีเซลล์ผู้ช่วย (Helper T cells หรือ CD4+ T cells): ทำหน้าที่เป็น "ผู้บัญชาการ" ของระบบภูมิคุ้มกัน พวกมันจะรับรู้แอนติเจนที่ถูกนำเสนอโดยเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ (เช่น แมคโครฟาจ หรือเดนไดรติกเซลล์) จากนั้นจะหลั่งสารสื่อสารเคมีที่เรียกว่า ไซโตไคน์ (Cytokines) เพื่อกระตุ้นและควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ เช่น กระตุ้นบีเซลล์ให้สร้างแอนติบอดี กระตุ้นทีเซลล์เพชฌฆาตให้ทำงาน และดึงดูดฟาโกไซต์</p><p>     •ทีเซลล์เพชฌฆาต (Cytotoxic T cells หรือ Killer T cells หรือ CD8+ T cells): เป็นเซลล์ที่ทำลายเซลล์เป้าหมายโดยตรง พวกมันจะจดจำและฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส เซลล์มะเร็ง หรือเซลล์ที่ผิดปกติอื่นๆ โดยการปล่อยสารพิษที่ทำให้เซลล์เป้าหมายตาย</p><p>   •ความจำภูมิคุ้มกัน: เช่นเดียวกับบีเซลล์ ทีเซลล์บางส่วนจะกลายเป็น เซลล์ความจำที (Memory T cells) ซึ่งช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อซ้ำได้อย่างรวดเร็ว</p><p> 3.เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ (Natural Killer cells หรือ NK cells):</p><p>   • หน้าที่หลัก: เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) ทำหน้าที่ตรวจจับและทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็งได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการจดจำแอนติเจนที่จำเพาะเจาะจงเหมือนบีเซลล์และทีเซลล์</p><p>   • กลไกการทำงาน: NK cells มีความสามารถในการแยกแยะเซลล์ที่ผิดปกติออกจากเซลล์ปกติในร่างกาย พวกมันจะมองหาสัญญาณที่บ่งบอกว่าเซลล์นั้นผิดปกติ (เช่น การขาดหายไปของโปรตีน MHC Class I บนผิวเซลล์ ซึ่งมักเกิดขึ้นในเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง) เมื่อพบเซลล์เป้าหมาย NK cells จะปล่อยสารที่ทำให้เซลล์เป้าหมายตาย</p><p>ความสำคัญของลิมโฟไซต์โดยรวม:</p><p>ลิมโฟไซต์เป็นหัวใจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ทำให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคต่างๆ และจดจำเชื้อโรคเหล่านั้นได้ในระยะยาว ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการฉีดวัคซีน การทำงานร่วมกันของลิมโฟไซต์ชนิดต่างๆ ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง</p><p>กล่าวโดยสรุป:</p><p> • บีเซลล์: สร้างแอนติบอดีเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคภายนอกเซลล์</p><p> • ทีเซลล์: ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดยตรง และควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</p><p> * NK cells: ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็งอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีการจำเพาะเจาะจง</p><p>ทั้งฟาโกไซต์และลิมโฟไซต์ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อปกป้องร่างกายจากภัยคุกคามต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอก</p><p><br></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:48:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505823651</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ลัลธริกา ทับไกร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824084</link>
         <description><![CDATA[<p>การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว (Leukocyte) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและสำคัญในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม โดยมีหลายประเภทที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ร่างกายสามารถรักษาสุขภาพและความปลอดภัยได้</p><p><br/></p><p><em>เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (Phagocyte)</em></p><p><br/></p><p>- ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (Recognition)</p><p>- เคลื่อนที่เข้าหา (Chemotaxis)</p><p>- กลืนกินสิ่งแปลกปลอม (Phagocytosis)</p><p>- ย่อยสลายสิ่งแปลกปลอม (Digestion)</p><p>- กำจัดของเสีย (Exocytosis)</p><p><br/></p><p><em>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte)</em></p><p><br/></p><p>- เซลล์ B (B Cell) สร้างแอนติบอดี (Antibody)</p><p>- เซลล์ T (T Cell) ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์ที่ผิดปกติ</p><p>- เซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติ (Natural Killer Cell) ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวมีบทบาทสำคัญในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม โดยมีหลายประเภทที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ร่างกายสามารถรักษาสุขภาพและความปลอดภัยได้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:48:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824084</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824225</link>
         <description><![CDATA[<p>ลิมโฟไซต์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ </p><p>1. เซลล์ B (B cells)</p><ul><li><p>เซลล์เหล่านี้มีหน้าที่สร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้ในการจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และสารพิษต่างๆ</p></li></ul><p>2. เซลล์ T (T cells)</p><ul><li><p>เซลล์เหล่านี้มีบทบาทในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง โดยเซลล์ T บางชนิดทำหน้าที่ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง ในขณะที่เซลล์ T บางชนิดทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่นๆ</p></li></ul><p>     นอกจากเซลล์ B และเซลล์ T แล้ว ยังมีลิมโฟไซต์อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า  เซลล์ NK (Natural Killer cells) ซึ่งมีบทบาทในการทำลายเซลล์เป้าหมายโดยไม่จำเป็นต้องมีการกระตุ้นจากแอนติเจน </p><p>   การทำงานของลิมโฟไซต์มีความสำคัญต่อการป้องกันโรคและการตอบสนองต่อการติดเชื้อต่างๆ ในร่างกาย หากจำนวนลิมโฟไซต์ผิดปกติ อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันได้ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:48:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824225</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช พิพัฒนสุคนธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824344</link>
         <description><![CDATA[<p>เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) เป็นหนึ่งในชนิดของเม็ดเลือดขาว (White Blood Cells) ที่มีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในการจำแนกและทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคหรือเซลล์ที่ผิดปกติ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔬 ประเภทของลิมโฟไซต์</p><p><br/></p><p>ลิมโฟไซต์แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้:</p><p><br/></p><p>1. B Lymphocytes (B cells)</p><p><br/></p><p>ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี (antibodies) เพื่อต่อต้านเชื้อโรค</p><p><br/></p><p>เมื่อพบสิ่งแปลกปลอม จะผลิตแอนติบอดีจำเพาะไปจับและทำลายสิ่งนั้น</p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (specific immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. T Lymphocytes (T cells)</p><p><br/></p><p>มีหลายชนิด เช่น:</p><p><br/></p><p>T Helper Cells (CD4+) ช่วยกระตุ้น B cells และเซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ</p><p><br/></p><p>Cytotoxic T Cells (CD8+) ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสหรือเซลล์มะเร็ง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>เกี่ยวข้องกับ ภูมิคุ้มกันแบบเซลล์ (cell-mediated immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. Natural Killer Cells (NK cells)</p><p><br/></p><p>ทำหน้าที่ฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งโดยไม่ต้องอาศัยแอนติบอดี</p><p><br/></p><p>เป็นส่วนหนึ่งของ ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>📍หน้าที่หลักของลิมโฟไซต์</p><p><br/></p><p>ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม (antigens)</p><p><br/></p><p>ผลิตแอนติบอดี</p><p><br/></p><p>ทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อหรือผิดปกติ</p><p><br/></p><p>จดจำเชื้อโรคที่เคยพบ (สร้างภูมิคุ้มกันถาวร)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🧪 พบได้ที่ไหนในร่างกาย</p><p><br/></p><p>เลือด</p><p><br/></p><p>น้ำเหลือง</p><p><br/></p><p>อวัยวะในระบบน้ำเหลือง เช่น ม้าม ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง ต่อมไธมัส</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:49:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505824344</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีระวัฒน์ จันทร์ภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825322</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>🧬 ความหมายของ "ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity)"</p><p><br/></p><p>เป็น การได้รับแอนติบอดี (Antibody) จากแหล่งอื่นโดยตรง โดยร่างกาย ไม่ต้องสร้างเอง ทำให้สามารถป้องกันโรคได้ทันที แต่มีข้อจำกัดคือ อยู่ได้ชั่วคราว</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>📌 ตัวอย่างของภูมิคุ้มกันรับมา</p><p><br/></p><p>1. จากแม่สู่ลูก</p><p><br/></p><p>ทารกได้รับแอนติบอดี ผ่านทางรก ขณะอยู่ในครรภ์</p><p><br/></p><p>หรือ ผ่านน้ำนมแม่ โดยเฉพาะน้ำนมเหลือง (colostrum)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การฉีดสารภูมิคุ้มกัน (Immune Serum)</p><p><br/></p><p>เช่น การฉีด แอนติบอดีจากคนหรือสัตว์ ที่มีภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p>ตัวอย่าง: ฉีด ภูมิคุ้มกันบาดทะยัก (Tetanus immunoglobulin) หรือ ภูมิคุ้มกันพิษสุนัขบ้า</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🟢 ข้อดี:</p><p><br/></p><p>ป้องกันโรคได้ทันที</p><p><br/></p><p>ใช้ในกรณีเร่งด่วน เช่น หลังโดนงูกัดหรือสงสัยติดเชื้ออันตราย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>🔴 ข้อจำกัด:</p><p><br/></p><p>อยู่ได้แค่ชั่วคราว (ไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน)</p><p><br/></p><p>ไม่สามารถสร้างความจำในระบบภูมิคุ้มกัน (ไม่มีภูมิคุ้มกันถาวร)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:49:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825322</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัมปนาท จันทร์เปลี่ยน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825476</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับแอนติบอดี (Antibodies) ที่สร้างมาพร้อมแล้วจากแหล่งภายนอก โดยที่ร่างกายไม่ได้สร้างแอนติบอดีเหล่านั้นขึ้นมาเอง ข้อดีคือร่างกายจะมีการตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสารพิษได้ทันที แต่ข้อเสียคือภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะมีอายุสั้นและร่างกายไม่สามารถจดจำสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ ได้ในระยะยาว</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ:</p><p> * ภูมิคุ้มกันรับมาโดยธรรมชาติ (Passive Naturally Acquired Immunity):</p><p>   * การส่งผ่านจากแม่สู่ลูก: เป็นภูมิคุ้มกันที่ทารกได้รับจากแม่โดยตรง เช่น</p><p>     * ผ่านทางรก: แอนติบอดีของแม่สามารถส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันต่อโรคบางชนิดตั้งแต่แรกเกิด</p><p>     * ผ่านทางน้ำนมแม่: โดยเฉพาะน้ำนมเหลือง (colostrum) ในช่วงแรกหลังคลอด ซึ่งมีแอนติบอดีในปริมาณสูง ช่วยปกป้องทารกจากเชื้อโรคต่างๆ ในช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่</p><p> * ภูมิคุ้มกันรับมาโดยการกระตุ้น (Passive Artificially Acquired Immunity):</p><p>   * การได้รับเซรุ่มหรืออิมมูโนโกลบูลิน: เป็นการฉีดแอนติบอดีที่สกัดมาจากเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่น (เช่น สัตว์ที่ถูกกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกัน) หรือจากคนที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหรือสารพิษนั้นๆ ทันที ตัวอย่างเช่น</p><p>     * เซรุ่มแก้พิษงู: ใช้ในการรักษาผู้ที่ถูกงูกัด เพื่อให้แอนติบอดีไปจับกับพิษงู</p><p>     * เซรุ่มโรคพิษสุนัขบ้า: ใช้ฉีดให้กับผู้ที่ถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด เพื่อป้องกันการเกิดโรค</p><p>     * อิมมูโนโกลบูลินสำหรับโรคบาดทะยักหรือคอตีบ: ใช้ฉีดเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคในกรณีที่ต้องการภูมิคุ้มกันอย่างเร่งด่วน</p><p>โดยสรุปแล้ว ภูมิคุ้มกันรับมาเป็นกลไกที่ช่วยให้ร่างกายมีการป้องกันเชื้อโรคหรือสารพิษได้อย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพียงการป้องกันชั่วคราว ไม่ได้สร้างความจำภูมิคุ้มกันระยะยาวให้กับร่างกายเหมือนภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองหลังจากการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:49:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825476</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กนกวรรณ มีทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825676</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Acquired Immunity) หรือเรียกอีกชื่อว่า ภูมิคุ้มกันจำเพาะ คือ ระบบป้องกันของร่างกายที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อเหล่านั้นโดยเฉพาะ</p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>🔍 แบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ ดังนี้:</p><p><br></p><p>1. ภูมิคุ้มกันแบบแอคทีฟ (Active immunity)</p><p><br></p><p>เกิดจาก ร่างกายสร้างภูมิขึ้นเอง เมื่อได้รับเชื้อหรือวัคซีน</p><p><br></p><p>✅ เช่น เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ร่างกายจะจดจำเชื้อ และป้องกันไม่ให้เป็นอีก</p><p><br></p><p>✅ หรือได้รับวัคซีน เช่น วัคซีนโควิด-19 แล้วร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเอง</p><p><br></p><p><br></p><p>2. ภูมิคุ้มกันแบบพาสซีฟ (Passive immunity)</p><p><br></p><p>เกิดจาก การรับแอนติบอดีจากภายนอก โดยร่างกายไม่ได้สร้างเอง</p><p><br></p><p>✅ เช่น เด็กแรกเกิดได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านทางรกหรือน้ำนม</p><p><br></p><p>✅ หรือการฉีดแอนติบอดีโดยตรง เช่น เซรุ่มต้านพิษงู</p><p><br></p><p><br></p><p><br></p><p>---</p><p><br></p><p>✅ สรุปง่ายๆ:</p><p><br></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมา = เกิดภายหลัง / จำเพาะกับเชื้อ</p><p><br></p><p>แตกต่างจาก ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิด ที่มีติดตัวตั้งแต่เกิด แ</p><p>ละไม่จำเพาะกับเชื้อโรคใดโดยเฉพาะ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:50:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825676</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรภพ อุ่นชิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825990</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Acquired Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอม โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคหรือสารนั้น ๆ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่</p><p><br/></p><p>1. ภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อ (Active Immunity)</p><p>2. ภูมิคุ้มกันจากการรับภูมิคุ้มกัน (Passive Immunity) เช่น การได้รับวัคซีน หรือการรับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านน้ำนมหรือรก</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:50:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505825990</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ณัฐวุฒิ บุญอยู่ ม.5/3 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826024</link>
         <description><![CDATA[<p>🧬 ความหมายของ "ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity)"</p><p><br/></p><p>เป็น การได้รับแอนติบอดี (Antibody) จากแหล่งอื่นโดยตรง โดยร่างกาย ไม่ต้องสร้างเอง ทำให้สามารถป้องกันโรคได้ทันที แต่มีข้อจำกัดคือ อยู่ได้ชั่วคราว</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>📌 ตัวอย่างของภูมิคุ้มกันรับมา</p><p><br/></p><p>1. จากแม่สู่ลูก</p><p><br/></p><p>ทารกได้รับแอนติบอดี ผ่านทางรก ขณะอยู่ในครรภ์</p><p><br/></p><p>หรือ ผ่านน้ำนมแม่ โดยเฉพาะน้ำนมเหลือง (colostrum)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. การฉีดสารภูมิคุ้มกัน (Immune Serum)</p><p><br/></p><p>เช่น การฉีด แอนติบอดีจากคนหรือสัตว์ ที่มีภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p>ตัวอย่าง: ฉีด ภูมิคุ้มกันบาดทะยัก (Tetanus immunoglobulin) หรือ ภูมิคุ้มกันพิษสุนัขบ้า</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ข้อดี:</p><p><br/></p><p>ป้องกันโรคได้ทันที</p><p><br/></p><p>ใช้ในกรณีเร่งด่วน เช่น หลังโดนงูกัดหรือสงสัยติดเชื้ออันตราย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ข้อจำกัด:</p><p><br/></p><p>อยู่ได้แค่ชั่วคราว (ไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน)</p><p><br/></p><p>ไม่สามารถสร้างความจำในระบบภูมิคุ้มกัน (ไม่มีภูมิคุ้มกันถาวร)</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:50:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826024</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุจีวรรณ 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826025</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา หรือ ภูมิคุ้มกันชนิดรับมา (Acquired immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับมาในภายหลัง ไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกาย ตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามาในร่างกายโดยเฉพาะเจาะจง และสามารถจดจำได้หากพบเชื้อเดิมซ้ำอีก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>💡 ลักษณะสำคัญของภูมิคุ้มกันรับมา</p><p><br/></p><p>1. จำเพาะเจาะจง (Specific) – ตอบสนองต่อเชื้อหรือสารแปลกปลอมแต่ละชนิดโดยเฉพาะ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. มีความสามารถในการจดจำ (Memory) – หากเคยติดเชื้อชนิดนั้นแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองเร็วและแรงขึ้นเมื่อพบใหม่</p><p><br/></p><p><br/></p><p>🧬 ภูมิคุ้มกันรับมา แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก:</p><p><br/></p><p>1. ภูมิคุ้มกันแบบแอคทีฟ (Active immunity)</p><p><br/></p><p>ร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันเอง</p><p><br/></p><p>🔹 เกิดจากการ ติดเชื้อโดยธรรมชาติ (เช่น หายจากไข้สุกใส แล้วไม่เป็นซ้ำ)</p><p><br/></p><p>🔹 หรือ ได้รับวัคซีน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ภูมิคุ้มกันแบบพาสซีฟ (Passive immunity)</p><p><br/></p><p>ร่างกาย ได้รับภูมิคุ้มกันจากผู้อื่น</p><p><br/></p><p>🔸 เช่น ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ทางรกหรือน้ำนม</p><p><br/></p><p>🔸 หรือได้รับ แอนติบอดีจากเซรั่มหรือยาฉีด เพื่อป้องกันโรคทันที (เช่น เซรุ่มงูพิษ)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>🔍 สรุปสั้น:</p><p><br/></p><p>&gt; ภูมิคุ้มกันรับมา คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายพัฒนาในภายหลังจากการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีน มีความจำเพาะและสามารถจดจำเชื้อโรคได้</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:50:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826025</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกตกัญญา 5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826284</link>
         <description><![CDATA[<p>1. ภูมิคุ้มกันแบบแอคทีฟ (Active immunity)</p><p><br/></p><p>เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง โดยมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดีหรือลิมโฟไซต์ที่จำเพาะกับเชื้อโรคนั้น ๆ</p><p><br/></p><p>แบ่งได้เป็น:</p><p><br/></p><p>ธรรมชาติ (Natural active immunity): เกิดขึ้นหลังจากหายจากการติดเชื้อ เช่น ติดไข้สุกใสแล้วหาย จะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต</p><p><br/></p><p>เทียม (Artificial active immunity): เกิดจากการได้รับวัคซีน เช่น วัคซีนโควิด วัคซีนบาดทะยัก</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>2. ภูมิคุ้มกันแบบพาสซีฟ (Passive immunity)</p><p><br/></p><p>เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายไม่ได้สร้างเอง แต่ได้รับแอนติบอดีโดยตรงจากภายนอก ทำให้สามารถป้องกันโรคได้ในทันที แต่ไม่มีการสร้างความจำในระบบภูมิคุ้มกัน จึงอยู่ได้ไม่นาน</p><p><br/></p><p>แบ่งได้เป็น:</p><p><br/></p><p>ธรรมชาติ (Natural passive immunity): เช่น เด็กทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านรก หรือจากน้ำนม</p><p><br/></p><p>เทียม (Artificial passive immunity): เช่น การได้รับเซรุ่มหรือแอนติบอดีเฉพาะโรค เพื่อรักษาหรือป้องกันโรคเฉียบพลัน เช่น เซรุ่มต้านพิษงู</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>สรุปความแตกต่างระหว่าง Active และ Passive Immunity</p><p><br/></p><p>ประเภท	สร้างเอง / รับมา	เริ่มออกฤทธิ์	อยู่ได้นาน	สร้างความจำภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p>Active immunity	สร้างเอง	ช้ากว่า	นาน	มี</p><p>Passive immunity	รับมาจากภายนอก	เร็วทันที	สั้น	ไม่มี</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาถือเป็นระบบป้องกันขั้นสูงของร่างกาย มีความจำจำเพาะต่อเชื้อโรคแต่ละชนิด และช่วยให้การตอบสนองครั้งต่อไปเร็วขึ้นและรุนแ</p><p>รงขึ้นกว่าครั้งแรกอย่างมีประสิทธิภาพ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:50:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826284</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ลัลธริกา  ทับไกร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826406</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา คือ การได้รับภูมิคุ้มกันจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายโดยตรง</p><p>ไม่ใช่ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง แต่ได้จาก แอนติบอดีที่สร้างมาแล้ว ซึ่งเข้าสู่ร่างกายและทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคในทันที</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:51:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826406</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา จาตะเสม 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826447</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับแอนติบอดี (Antibodies) ที่สร้างมาจากภายนอกร่างกาย โดยที่ร่างกายของตัวเองไม่ได้สร้างแอนติบอดีเหล่านั้นขึ้นมาเอง การได้รับภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะทำให้เกิดการป้องกันโรคได้ ทันทีทันใด แต่มีระยะเวลาสั้น ไม่ได้ให้ภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนเหมือนภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง (Active Immunity)</p><p>ประเภทของภูมิคุ้มกันรับมา:</p><p> 1.ภูมิคุ้มกันรับมาโดยธรรมชาติ (Naturally Acquired Passive Immunity):</p><p>   * จากแม่สู่ลูกผ่านรก: ในระหว่างตั้งครรภ์ แอนติบอดี (ส่วนใหญ่คือ IgG) จากแม่สามารถส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันต่อโรคบางชนิดที่แม่เคยเป็นหรือได้รับวัคซีนมา</p><p>   * จากแม่สู่ลูกผ่านน้ำนมแม่: โดยเฉพาะน้ำนมเหลือง (Colostrum) ซึ่งเป็นน้ำนมช่วงแรกหลังคลอด จะมีแอนติบอดี (ส่วนใหญ่คือ IgA) ที่ช่วยปกป้องทารกจากเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ</p><p> 2. ภูมิคุ้มกันรับมาโดยการกระทำ (Artificially Acquired Passive Immunity):</p><p>   * การฉีดแอนติบอดีหรือเซรุ่ม (Antibody or Serum Injection): เป็นการฉีดแอนติบอดีที่สร้างขึ้นจากสัตว์ (เช่น ม้า) หรือจากคนที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เพื่อให้ภูมิคุ้มกันในทันทีทันใดในสถานการณ์ที่ต้องการการป้องกันอย่างเร่งด่วน หรือเมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ทัน</p><p>     * ตัวอย่าง:</p><p>       * การฉีดเซรุ่มแก้พิษงู (Antivenom) เพื่อลบล้างพิษงู</p><p>       * การฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (Immune Globulin) สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคบางชนิด เช่น โรคพิษสุนัขบ้า (หลังสัมผัสเชื้อ) โรคบาดทะยัก (หลังได้รับบาดแผลเสี่ยง) หรือโรคหัด</p><p>       * การให้แอนติบอดีสำเร็จรูปเพื่อรักษาหรือป้องกันโรคโควิด-19 ในบางกรณี (เช่น Monoclonal Antibodies)</p><p>กลไกการทำงาน:</p><p>แอนติบอดีที่ได้รับเข้ามาจะไปจับกับเชื้อโรคหรือสารพิษโดยตรง ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถก่ออันตรายได้ หรือทำให้ถูกกำจัดโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายไม่ได้สร้างแอนติบอดีเหล่านั้นเอง เมื่อแอนติบอดีที่ได้รับเข้ามาถูกใช้หรือเสื่อมสลายไป ภูมิคุ้มกันก็จะหมดไป ไม่มีการสร้างเซลล์ความจำ (Memory cells) เหมือนภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง</p><p>ข้อดีและข้อเสีย:</p><p> * ข้อดี:</p><p>   * ป้องกันได้ทันที: เป็นการป้องกันที่รวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเมื่อต้องการป้องกันโรคทันทีหลังจากสัมผัสเชื้อ</p><p>   * ใช้ได้ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเองได้ (เช่น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง)</p><p> * ข้อเสีย:</p><p>   * มีอายุสั้น: การป้องกันอยู่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณและชนิดของแอนติบอดีที่ได้รับ</p><p>   * ไม่มีความจำภูมิคุ้มกัน: ร่างกายไม่สามารถจดจำเชื้อโรคได้ หากได้รับเชื้อเดิมอีกครั้งในอนาคต ร่างกายก็ยังคงต้องการภูมิคุ้มกันจากภายนอกอีก</p><p>   * อาจเกิดอาการแพ้: โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแอนติบอดีนั้นมาจากสัตว์ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ (Serum Sickness)</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยปกป้องร่างกายในระยะสั้นและให้การป้องกันที่ฉับพลัน ซึ่งแตกต่างจากภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและให้การป้องกันที่ยาวนานกว่า</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:51:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826447</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จันทราทิพย์ แสวงสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826482</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกาย ไม่ได้สร้างขึ้นเอง แต่ ได้รับจากภายนอก ซึ่งจะให้การป้องกันโรคได้ทันที แต่ อยู่ได้ชั่วคราว เพราะไม่มีการสร้างเซลล์ความจำ (Memory cells)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ลักษณะสำคัญของ "ภูมิคุ้มกันรับมา"</p><p><br/></p><p>ได้รับแอนติบอดีโดยตรงจากแหล่งภายนอก</p><p><br/></p><p>ไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเอง</p><p><br/></p><p>มีผลเร็ว แต่ระยะสั้น (ไม่ถาวร)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างของภูมิคุ้มกันรับมา</p><p><br/></p><p>1. ตามธรรมชาติ (Naturally acquired passive immunity)</p><p><br/></p><p>ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่าน:</p><p><br/></p><p>รก (IgG) ขณะตั้งครรภ์</p><p><br/></p><p>น้ำนมแม่ (IgA) ขณะให้นมบุตร</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. จากการแพทย์/เทียม (Artificially acquired passive immunity)</p><p><br/></p><p>การฉีดแอนติบอดีโดยตรง เช่น:</p><p><br/></p><p>เซรุ่มต้านพิษงู (antivenom)</p><p><br/></p><p>แอนติบอดีต้านไวรัส เช่น Immunoglobulin ป้องกันโรคตับอักเสบ B หรือพิษสุนัขบ้า</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>เปรียบเทียบกับ "ภูมิคุ้มกันจำเพาะที่ร่างกายสร้างเอง (Active immunity)"</p><p><br/></p><p>คุณสมบัติ	ภูมิคุ้มกันรับมา	ภูมิคุ้มกันสร้างเอง</p><p><br/></p><p>แหล่งภูมิคุ้มกัน	ได้จากภายนอก	ร่างกายสร้างเอง</p><p>ระยะเวลาเกิดผล	เร็วทันที	ใช้เวลา (วัน/สัปดาห์)</p><p>อยู่ได้นาน	สั้น (ชั่วคราว)	นาน (บางครั้งตลอดชีวิต)</p><p>มี Memory Cell	ไม่มี	มี</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:51:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505826482</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ปนัดดา เนียมนาค ม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827089</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (passive immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับจากภายนอก แทนที่จะสร้างขึ้นเอง เป็นการรับแอนติบอดี (antibody) หรือสารภูมิคุ้มกันที่พร้อมใช้งานแล้ว ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อเชื้อโรคได้ทันที&nbsp;</p><p><strong>ลักษณะสำคัญของภูมิคุ้มกันรับมา:</strong></p><ul><li><p><strong>ได้มาจากการถ่ายทอด:</strong></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เช่น การถ่ายทอดแอนติบอดีจากแม่สู่ลูกผ่านทางรก หรือจากน้ำนมแม่ หรืออาจเกิดจากการฉีดเซรุ่ม (serum) หรือสารภูมิคุ้มกันที่สกัดจากเลือดของคนหรือสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว</p></li><li><p><strong>ออกฤทธิ์เร็ว:</strong></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาจะออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังจากได้รับ ทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อได้รวดเร็ว</p></li><li><p><strong>ระยะเวลาสั้น:</strong></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมามักมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ที่จำกัด เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแอนติบอดีเหล่านี้เองได้</p></li><li><p><strong>ตัวอย่าง:</strong></p><p>เซรุ่มแก้พิษงู, เซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้า, ภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่&nbsp;</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:51:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827089</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พัชฌากาญ ศรีผดุง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827161</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากภายนอก เช่น</p><p><br/></p><p>1. *แอนติบอดีจากแม่*: ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านทางรกหรือน้ำนมแม่</p><p>2. *การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่ม*: การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มที่มีแอนติบอดีเพื่อป้องกันโรค</p><p>3. *การให้เลือดหรือพลาสมา*: การให้เลือดหรือพลาสมาที่มีแอนติบอดีเพื่อรักษาโรค</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันในระยะสั้น แต่ไม่ได้กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเอง จึงอาจต้องมีการฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มซ้ำเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:51:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827161</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์นิภา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827297</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p><strong>🧬 ความหมายของภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunity)</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมา คือ รูปแบบหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการที่ ร่างกายได้รับแอนติบอดี (antibodies) หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกัน จากแหล่งภายนอกร่างกายโดยตรง โดยที่ ร่างกายไม่ได้สร้างแอนติบอดีเหล่านั้นขึ้นมาเอง กระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรค แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันภายในโดยตรง</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะ ออกฤทธิ์เร็ว, ให้ผลในทันที แต่มีข้อจำกัดคือ อยู่ได้ไม่นาน และ ไม่มีความจำภูมิคุ้มกัน (immune memory) หมายความว่า ถ้าในอนาคตมีการติดเชื้อเดิมอีก ร่างกายจะไม่สามารถจดจำและป้องกันได้เหมือนกับภูมิคุ้มกันที่สร้างเอง</p><p><br/></p><p><strong>🌱 ประเภทของภูมิคุ้มกันรับมา</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:</p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>1. 🔬</strong></p><p><strong>ภูมิคุ้มกันรับมาจากธรรมชาติ (Natural Passive Immunity)</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p>คือ การที่ร่างกายได้รับแอนติบอดีจากแหล่งธรรมชาติ โดยไม่ตั้งใจหรือไม่ผ่านการแพทย์ ได้แก่:</p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>✅</strong></p><p><strong>แม่ถ่ายทอดสู่ลูก</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>ผ่านรก (Placenta):<br></p><ul><li><p>แอนติบอดีชนิด IgG จากแม่จะถูกส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์</p></li><li><p>ทำให้เด็กแรกเกิดมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคต่าง ๆ ชั่วคราว เช่น หัดเยอรมัน คางทูม หรือโรคไข้หวัดใหญ่</p></li></ul></li><li><p><br/></p></li><li><p>ผ่านน้ำนม (โดยเฉพาะน้ำนมเหลืองหรือ Colostrum):<br></p><ul><li><p>มีแอนติบอดีชนิด IgA ซึ่งช่วยป้องกันเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจของทารก</p></li></ul></li><li><p><br/></p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p>👉 ภูมิคุ้มกันแบบนี้ช่วยปกป้องทารกในช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์</p><p><br/></p><p><strong>2. 💉</strong></p><p><strong>ภูมิคุ้มกันรับมาจากการแพทย์ (Artificial Passive Immunity)</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p>คือ การที่ร่างกายได้รับแอนติบอดีโดยตรงจากการแพทย์ เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคเฉพาะ เช่น:</p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>✅</strong></p><p><strong>ฉีดแอนติบอดีสำเร็จรูป (Immunoglobulin injections):</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>เช่น:<br></p><ul><li><p>แอนติบอดีต้านไวรัสตับอักเสบ B (HBIG)</p></li><li><p>แอนติบอดีต้านพิษบาดทะยัก (Tetanus immune globulin)</p></li><li><p>แอนติบอดีต้านพิษงู (Antivenom)</p></li><li><p>แอนติบอดีต้านพิษสุนัขบ้า (Rabies immune globulin)</p></li></ul></li><li><p><br/></p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>✅</strong></p><p><strong>แอนติบอดีเดี่ยว (Monoclonal Antibodies):</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>เป็นแอนติบอดีเฉพาะทางที่ถูกออกแบบให้จับกับโปรตีนหรือสารบางอย่างของเชื้อโรคหรือเซลล์เป้าหมาย เช่น:<br></p><ul><li><p>การรักษาโควิด-19 (เช่น ยา casirivimab และ imdevimab)</p></li><li><p>ยาต้านมะเร็งบางชนิด เช่น Rituximab, Trastuzumab ฯลฯ</p></li></ul></li><li><p><br/></p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:52:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827297</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ไปรญา รวยรื่น 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827579</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Acquired immunity) หรือเรียกอีกชื่อว่า ภูมิคุ้มกันจำเพาะ (Specific immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกาย “ได้รับ” หรือ “สร้างขึ้นภายหลัง” จากการสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอม</p><p>ลักษณะสำคัญของภูมิคุ้มกันรับมา</p><p>	•	จำเพาะเจาะจง (Specific)</p><p>สามารถจดจำเชื้อโรคเฉพาะตัวได้</p><p>	•	มีความทรงจำ (Memory)</p><p>เมื่อร่างกายเจอเชื้อโรคชนิดเดิมอีกครั้งจะตอบสนองได้เร็วและรุนแรงขึ้น</p><p>แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่</p><p>1. ภูมิคุ้มกันรับมาแบบแอ็กทีฟ (Active Immunity)</p><p>ร่างกาย สร้างแอนติบอดีเอง</p><p>ตัวอย่าง:</p><p>	•	เคยป่วยแล้วหาย → ร่างกายจดจำเชื้อนั้น</p><p>	•	ฉีดวัคซีน → กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน</p><p>2. ภูมิคุ้มกันรับมาแบบพาสซีฟ (Passive Immunity)</p><p>ร่างกาย รับแอนติบอดีจากภายนอก</p><p>ตัวอย่าง:</p><p>	•	ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านรกหรือทางน้ำนม</p><p>	•	ได้รับเซรุ่ม (antiserum) หรือแอนติบอดีจากการฉีด เช่น เซรุ่มงูพิษ</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:52:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505827579</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช พิพัฒนสุคนธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505828203</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (ภาษาอังกฤษ: Passive immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับ แอนติบอดี (antibodies) จากแหล่งภายนอก ไม่ใช่ร่างกายสร้างขึ้นเอง</p><p><br/></p><p>ลักษณะของภูมิคุ้มกันรับมา:</p><p><br/></p><p>ให้การป้องกันโรคได้ทันที</p><p><br/></p><p>มีผลอยู่ชั่วคราว (ไม่ถาวร) เพราะแอนติบอดีที่ได้รับมาจะสลายไปตามเวลา</p><p><br/></p><p>ไม่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ "จดจำ" โรค</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างของภูมิคุ้มกันรับมา:</p><p><br/></p><p>1. จากแม่สู่ลูก</p><p><br/></p><p>เด็กทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่ผ่านรก (IgG) และน้ำนม (IgA)</p><p>→ ช่วยป้องกันโรคในช่วงแรกเกิด</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ฉีดเซรุ่มหรือแอนติบอดี</p><p><br/></p><p>เช่น การฉีด เซรุ่มแก้พิษงู, แอนติบอดีต้านไวรัสพิษสุนัขบ้า, หรือ แอนติบอดีต้านไวรัสโควิด-19 → ใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อต้องการภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็ว</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:53:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505828203</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กมล​วรรณ​  มี​ทอง​ ม.5/1​ เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505829261</link>
         <description><![CDATA[<p>   ภูมิคุ้มกันรับมา (Acquired immunity หรือ Passive immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายไม่ได้สร้างเอง แต่ได้รับจากแหล่งภายนอกเข้ามา ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคได้ทันที แต่มี ระยะเวลาสั้น เพราะร่างกายไม่ได้สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวหรือแอนติบอดีขึ้นเอง</p><p><br/></p><p><strong>Ex</strong>.​1. ทารกได้รับแอนติบอดีจากแม่</p><p><br/></p><p>ผ่านทางรกขณะตั้งครรภ์</p><p><br/></p><p>หรือผ่านน้ำนมในช่วงให้นมลูก</p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>Ex</strong>.2.การฉีดเซรุ่ม (Serum/Immunoglobulin)</p><p><br/></p><p>เช่น ฉีดเซรุ่มป้องกันพิษงู หรือโรคพิษสุนัขบ้า</p><p><br/></p><p>เซรุ่มจะมีแอนติบอดีพร้อมใช้ทันที ไม่ต้องรอร่างกายสร้างเอง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>💡 <strong>จุดเด่น:</strong></p><p><br/></p><p>ออกฤทธิ์เร็ว</p><p><br/></p><p>ป้องกันโรคเฉียบพลันหรืออันตรายเร่งด่วนได้</p><p><br/></p><p><br/></p><p>❗ <strong>ข้อจำกัด:</strong></p><p><br/></p><p>อยู่ได้ชั่วคราว (ไม่ถาวร)</p><p><br/></p><p>ไม่ช่วยให้ร่างกายจดจำเชื้อเพื่อสร้างภูมิคุ้มกั​นระยะยาว</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:54:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505829261</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภัทรมน  เทียนเอี่ยม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505829315</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (passive immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับจากภายนอก แทนที่จะสร้างขึ้นเอง โดยอาจได้รับจากแม่สู่ลูกผ่านทางรก หรือน้ำนม หรือได้รับจากการฉีดเซรุ่ม (serum) หรือแอนติบอดีสำเร็จรูป ภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ทันที แต่จะมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ที่จำกัด </p><p>รายละเอียดเพิ่มเติม:</p><p>การถ่ายทอดทางธรรมชาติ:</p><p>ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ผ่านทางรกในระหว่างตั้งครรภ์ และได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่หลังคลอด </p><p>การถ่ายทอดโดยการแพทย์:</p><p>การฉีดเซรุ่มแก้พิษงู หรือเซรุ่มโรคพิษสุนัขบ้า เป็นตัวอย่างของการให้ภูมิคุ้มกันรับมาในทางการแพทย์ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อพิษของงูหรือสุนัขบ้าได้อย่างรวดเร็ว </p><p>ระยะเวลา:</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาจะออกฤทธิ์ได้ทันทีหลังได้รับ แต่มีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ที่จำกัด ซึ่งอาจสั้นกว่าภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง </p><p>ข้อดี:</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาช่วยให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ร่างกายยังไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง </p><p>ข้อเสีย:</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาจะออกฤทธิ์ได้เพียงชั่วคราว และร่างกายอาจเกิดการแพ้เซรุ่มหรือแอนติบอดีที่ได้รับได้ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:54:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505829315</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505830898</link>
         <description><![CDATA[<p>นาย หรรษดี วงษ์วัฒนะพูนผล ม.5/3</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมา (Acquired Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะเพื่อต่อต้านเชื้อโรคนั้นๆ</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่</p><p>1. <em>ภูมิคุ้มกันรับมาที่เกิดจากการติดเชื้อ</em> (Active Immunity) : ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากติดเชื้อหรือสัมผัสกับเชื้อโรค</p><p>2. <em>ภูมิคุ้มกันรับมาที่เกิดจากการฉีดวัคซีน</em> (Vaccine-Induced Immunity) : ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากได้รับวัคซีนที่มีเชื้อโรคที่อ่อนแอหรือตายแล้ว</p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาช่วยให้ร่างกายสามารถต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ได้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:56:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505830898</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีระวัฒน์ จันทร์ภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831199</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง คือ</p><p><br/></p><p>&gt; ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เมื่อต้องเจอกับเชื้อโรคหรือวัคซีน โดยร่างกายจะ สร้างแอนติบอดี (Antibody) และ เซลล์เม็ดเลือดขาวแบบจำเพาะ เพื่อต่อสู้กับเชื้อนั้น ๆ และ จดจำ ไว้ใช้ป้องกันในอนาคต</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔍 ตัวอย่างของ “ภูมิคุ้มกันก่อเอง”</p><p><br/></p><p>1. จากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ</p><p><br/></p><p>เมื่อเราติดโรค เช่น ไข้สุกใส แล้วหาย</p><p>→ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อเชื้อนั้น</p><p>→ ครั้งต่อไปจะไม่ป่วยซ้ำ หรือป่วยแบบอาการเบา</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. จากการได้รับวัคซีน</p><p><br/></p><p>วัคซีนมีเชื้อที่อ่อนฤทธิ์ หรือส่วนหนึ่งของเชื้อโรค</p><p>→ กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน โดยไม่ทำให้ป่วยจริง</p><p>→ เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนบาดทะยัก วัคซีนโควิด</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🟢 ข้อดี:</p><p><br/></p><p>สร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้นาน นานหลายปี หรือถาวร</p><p><br/></p><p>ระบบภูมิคุ้มกัน “จดจำ” เชื้อโรค → ตอบสนองเร็วเมื่อเจออีก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>🔴 ข้อเสีย:</p><p><br/></p><p>ต้องใช้เวลาในการสร้าง (ไม่เกิดผลทันที)</p><p><br/></p><p>อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น ไข้หลั</p><p>งฉีดวัคซีน หรือป่วยเล็กน้อยจากเชื้อจริง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:56:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831199</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กนกวรรณ มีทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831459</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง (Active immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเอง เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย</p><p><br/></p><p>🔬 แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ:</p><p><br/></p><p>1. เกิดตามธรรมชาติ</p><p><br/></p><p>ร่างกายได้รับเชื้อโรคจริง เช่น การเคยป่วยเป็นอีสุกอีใส แล้วร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง</p><p><br/></p><p>ครั้งต่อไปเมื่อเชื้อชนิดเดิมเข้าสู่ร่างกาย จะไม่ป่วยหรือป่วยน้อยลง เพราะมีภูมิแล้ว</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. เกิดจากการกระตุ้น (วัคซีน)</p><p><br/></p><p>ร่างกายได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง</p><p><br/></p><p>ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาโดยไม่ต้องป่วยจริง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>✅ ลักษณะสำคัญ:</p><p><br/></p><p>ร่างกาย "เรียนรู้" และ "จดจำ" เชื้อโรค</p><p><br/></p><p>ใช้เวลาในการสร้างภูมิ (อาจไม่ทันที)</p><p><br/></p><p>อยู่ได้นาน หรือถาวรในบางโรค</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:56:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831459</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พัชฌากาญ ศรีผดุง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831752</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองหลังจากได้รับเชื้อโรคหรือวัคซีน ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและเซลล์ภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและจดจำเชื้อโรคเพื่อตอบสนองในอนาคต</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองสามารถเกิดขึ้นได้ 2 วิธี:</p><p><br/></p><p>1. *การติดเชื้อตามธรรมชาติ*: ร่างกายติดเชื้อและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค</p><p>2. *การฉีดวัคซีน*: วัคซีนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ทำให้เกิดโรค</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น:</p><p><br/></p><p>- ให้ภูมิคุ้มกันในระยะยาว</p><p>- ช่วยป้องกันการเกิดโรคในอนาคต</p><p>- ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อน</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคและรักษาสุขภาพของร่างกาย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831752</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ลัลธริกา ทับไกร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831841</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง จากการที่ร่างกาย ได้รับเชื้อโรค (จริงหรือเลียนแบบ) แล้วตอบสนองโดยการสร้าง แอนติบอดี (Antibody) และ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเฉพาะเจาะจง เพื่อทำลายเชื้อ และ จดจำ เชื้อนั้นในครั้งต่อไ</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505831841</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ปนัดดา เนียมนาค ม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832044</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (active immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคหรือวัคซีน โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดี (antibody) หรือเซลล์พิเศษเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ในระยะยาว&nbsp;</p><p><strong>ภูมิคุ้มกันก่อเอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท:</strong></p><ul><li><p><strong>ภูมิคุ้มกันก่อเองตามธรรมชาติ (active naturally acquired immunity):</strong></p><p>เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ เช่น การเป็นโรคหัดแล้วหาย ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและมีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดไปตลอดชีวิต&nbsp;</p></li><li><p><strong>ภูมิคุ้มกันก่อเองจากการได้รับวัคซีน (active artificially acquired immunity):</strong></p><p>เกิดจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ถูกทำให้ตายหรืออ่อนกำลังลง ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนั้นๆ&nbsp;</p></li></ul><p><strong>ตัวอย่าง:</strong></p><ul><li><p>การฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เช่น วัคซีนโปลิโอ, วัคซีนหัด, วัคซีนคอตีบ&nbsp;</p></li><li><p>การเป็นโรคต่างๆ และหายจากโรค ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เอง&nbsp;</p></li></ul><p><strong>ข้อดีของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</strong></p><ul><li><p><strong>มีระยะเวลาคุ้มกันที่ยาวนาน:</strong></p><p>ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจะคงอยู่ได้นานหลายปี หรืออาจตลอดชีวิต</p></li><li><p><strong>ป้องกันโรคได้หลายชนิด:</strong></p><p>การสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ หรือจากการฉีดวัคซีน จะช่วยป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้&nbsp;</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832044</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช พิพัฒนสุคนธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832094</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นโดยการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรคหรือวัคซีน ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ ระบบภูมิคุ้มกันจะผลิตแอนติบอดี (antibodies) และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะเจาะจง เพื่อทำลายหรือควบคุมสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น</p><p><br/></p><p>แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท:</p><p><br/></p><p>1. ภูมิคุ้มกันก่อเองตามธรรมชาติ (Natural Active Immunity)</p><p>เกิดขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อจากธรรมชาติ เช่น การเป็นไข้หวัด ไข้สุกใส ฯลฯ หลังจากหาย ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะโรคนั้น ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ภูมิคุ้มกันก่อเองจากวัคซีน (Artificial Active Immunity)</p><p>เกิดจากการฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกาย เช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด บาดทะยัก โควิด-19 ฯลฯ วัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ทำให้เกิดโรครุนแรง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>คุณสมบัติของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>ต้องใช้เวลาในการสร้าง (ไม่เกิดขึ้นทันที)</p><p><br/></p><p>อยู่ได้นาน อาจตลอดชีวิตหรือหลายปี</p><p><br/></p><p>มี "หน่วยความจำ" (immune memory) ที่ทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วหากติดเชื้อซ้ำ</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832094</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกตกัญญา 5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832328</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity หรือ "ภูมิคุ้มกันแบบแอคทีฟ") คือ กระบวนการที่ ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง หลังจากได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น แอนติเจนจากเชื้อโรคหรือวัคซีน ซึ่งเป็นกระบวนการหลักของ "ภูมิคุ้มกันจำเพาะ" (Adaptive immunity)</p><p><br/></p><p>เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจน (Antigen) จากสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษ ร่างกายจะทำการเรียนรู้ วิเคราะห์ และตอบสนองโดยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (T cell และ B cell) เพื่อสร้างแอนติบอดี (Antibody) หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยตรง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔬 ลักษณะสำคัญของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>1. เกิดขึ้นภายหลัง: ต้องอาศัยเวลาหลายวันหลังจากสัมผัสแอนติเจน ร่างกายถึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้เอง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. มีความจำ (Immunological memory): เมื่อร่างกายเคยเจอแอนติเจนมาก่อนแล้ว ครั้งต่อไปที่เจอจะตอบสนองได้เร็วและรุนแรงกว่าเดิม</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. อยู่ได้นาน: ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นเองมักอยู่ได้นานหลายปี หรืออาจตลอดชีวิต</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. มีความจำเพาะสูง (Specificity): ตอบสนองเฉพาะเจาะจงกับแอนติเจนที่เคยสัมผัส</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔎 ประเภทของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p><br/></p><p>แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก:</p><p><br/></p><p>1. ภูมิคุ้มกันก่อเองตามธรรมชาติ (Natural Active Immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ → เมื่อร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคและหายดีแล้ว ร่างกายจะเก็บความทรงจำเกี่ยวกับแอนติเจนนั้นไว้</p><p><br/></p><p>ตัวอย่าง:</p><p><br/></p><p>การเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วหาย → ภูมิคุ้มกันต่อไวรัสชนิดนั้นในอนาคต</p><p><br/></p><p>เด็กเคยเป็นสุกใส → มักไม่เป็นซ้ำอีกตลอดชีวิต</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ข้อดี: สร้างภูมิคุ้มกันถาวร</p><p>ข้อเสีย: เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคจริง เช่น อาการรุนแรง หรือเสียชีวิต</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>2. ภูมิคุ้มกันก่อเองจากวัคซีน (Artificial Active Immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นสารแอนติเจนจำลอง หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว/อ่อนฤทธิ์ → กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ต้องเจ็บป่วย</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างวัคซีน:</p><p><br/></p><p>วัคซีนไข้หวัดใหญ่</p><p><br/></p><p>วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)</p><p><br/></p><p>วัคซีนโควิด-19</p><p><br/></p><p>วัคซีนบาดทะยัก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ข้อดี: ปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงติดเชื้อ</p><p>ข้อเสีย: อาจต้องฉีดซ้ำ (booster) เพื่อคงระดับภูมิคุ้มกัน</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🧪 กลไกการทำงานของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p><br/></p><p>1. รับรู้แอนติเจน (Antigen recognition)</p><p>แอนติเจนจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย → เซลล์ภูมิคุ้มกันเช่น macrophage และ dendritic cell จับแอนติเจน → นำเสนอให้กับ T-lymphocyte ผ่าน MHC (Major Histocompatibility Complex)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. กระตุ้นเซลล์ลิมโฟไซต์ (Activation)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>T‑cells แบ่งออกเป็น:</p><p><br/></p><p>T helper (CD4⁺) → หลั่ง cytokine กระตุ้น B‑cell และ T‑cell อื่นๆ</p><p><br/></p><p>Cytotoxic T cell (CD8⁺) → ฆ่าเซลล์ติดเชื้อ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>B‑cells ที่ได้รับสัญญาณ จะกลายเป็น:</p><p><br/></p><p>Plasma cell → ผลิตแอนติบอดี</p><p><br/></p><p>Memory B cell → เก็บข้อมูลไว้ใช้ในอนาคต</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ตอบสนองแอนติเจน (Immune response)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>ร่างกายสร้างแอนติบอดีจำเพาะ</p><p><br/></p><p>สร้าง T‑cells และ B‑cells ที่มีความจำ</p><p><br/></p><p>ทำลายเชื้อโรคหรือหยุดการติดเชื้อ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. เกิดความจำ (Immunological memory)</p><p>เมื่อเจอแอนติเจนเดิมอีกครั้งในอนาคต → ร่างกายตอบสนองเร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔁 เปรียบเทียบ Natural vs Artificial Active Immunity</p><p><br/></p><p>คุณสมบัติ	Natural Active Immunity	Artificial Active Immunity</p><p><br/></p><p>แหล่งที่มา	การติดเชื้อโดยธรรมชาติ	การได้รับวัคซีน</p><p>ความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง	มี	ต่ำมาก</p><p>ระยะเวลาสร้างภูมิ	หลายวันหลังติดเชื้อ	หลายวันหลังฉีดวัคซีน</p><p><br/></p><p>ระยะเวลาที่ภูมิอยู่ในร่างกาย	นานมาก (หลายปี–ตลอดชีวิต)	ปานกลาง–นาน (แล้วแต่ชนิดวัคซีน)</p><p>ความจำเพาะต่อแอนติเจน	สูง	สูง</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832328</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุจีวรรณ 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832425</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายมีมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ต้องรอให้ร่างกายเคยเจอเชื้อโรคมาก่อน และสามารถตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ทันทีอย่างรวดเร็ว</p><p><br/></p><p>✅ ลักษณะเด่นของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p><br/></p><p>1. ไม่จำเพาะเจาะจง (Non-specific) – ตอบสนองต่อเชื้อโรคทุกชนิดในลักษณะเดียวกัน</p><p><br/></p><p>2. ตอบสนองรวดเร็ว – ทำงานภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย</p><p><br/></p><p>3. ไม่มีความจำ (No memory) – ไม่สามารถจำเชื้อเดิมได้เมื่อกลับมาใหม่</p><p><br/></p><p>🔬 ตัวอย่างองค์ประกอบของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>องค์ประกอบ	หน้าที่</p><p><br/></p><p>ผิวหนัง = ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย</p><p>เยื่อเมือก = จับและดักจับสิ่งแปลกปลอม</p><p>น้ำย่อย, น้ำลาย, น้ำตา = มีเอนไซม์ทำลาจุลชีพ เช่น ไลโซไซม์ (Lysozyme)</p><p>เซลล์เม็ดเลือดขาวฟาโกไซต์ = กินและทำลายเชื้อโรค เช่น นิวโทรฟิล, มาโครฟาจ</p><p>ไข้ เพิ่มอุณหภูมิร่างกายเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อโรค</p><p><br/></p><p><br/></p><p>📌 สรุปสั้น:</p><p><br/></p><p>&gt; ภูมิคุ้มกันก่อเอง คือ ระบบป้องกันเบื้องต้นของร่างกายที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ทำงานได้ทันทีเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่จำเพาะและไม่มีความจำ</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832425</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832560</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ภูมิคุ้มกันชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้สัมผัสกับแอนติเจน (สารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน) ไม่ว่าจะโดยธรรมชาติหรือจากการได้รับวัคซีน</p><p>การเกิดภูมิคุ้มกันก่อเองมี 2 รูปแบบหลักๆ:</p><p> 1. ภูมิคุ้มกันก่อเองตามธรรมชาติ (Natural Active Immunity): เกิดขึ้นเมื่อร่างกายติดเชื้อโรคตามธรรมชาติ เช่น เป็นโรคอีสุกอีใส once ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและเซลล์หน่วยความจำ (memory cells) ขึ้นมาเพื่อจดจำเชื้อโรคนั้นๆ ทำให้เมื่อได้รับเชื้อเดิมอีกครั้ง ร่างกายจะสามารถตอบสนองและกำจัดเชื้อได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้วภูมิคุ้มกันชนิดนี้มักจะอยู่ได้นาน หรืออาจจะตลอดชีวิต</p><p> 2.ภูมิคุ้มกันก่อเองแบบได้รับ (Artificial Active Immunity): เกิดจากการฉีดวัคซีน วัคซีนคือการนำเชื้อโรคที่ถูกทำให้ "อ่อนฤทธิ์" หรือ "ตาย" แล้ว หรือเป็นเพียงส่วนประกอบของเชื้อโรค (แอนติเจน) เข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีและเซลล์หน่วยความจำขึ้นมา โดยที่ร่างกายไม่ต้องป่วยเป็นโรคนั้นจริงๆ ภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนนี้ก็จะช่วยป้องกันโรคในอนาคตได้เช่นกัน</p><p>ความสำคัญของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p> * ป้องกันโรค: เป็นกลไกหลักในการป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ ทำให้ไม่ป่วยหรือป่วยน้อยลงเมื่อได้รับเชื้อ</p><p> * สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity): เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมมีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดโรคหนึ่ง จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคในกลุ่มประชากรที่ไม่มีภูมิคุ้มกันได้ด้วย</p><p>วิธีส่งเสริมภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p>นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขภาพโดยรวมก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้ เช่น:</p><p> * รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกัน</p><p> * ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน</p><p> * นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนไม่พอจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง</p><p> * จัดการความเครียด: ความเครียดสะสมส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน</p><p> * หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และแอลกอฮอล์: สารเหล่านี้สามารถทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันได้</p><p>หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันหรือวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:57:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐวุฒิ บุญอยู่ ม.5/3 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832785</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง คือ</p><p><br/></p><p>&gt; ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เมื่อต้องเจอกับเชื้อโรคหรือวัคซีน โดยร่างกายจะ สร้างแอนติบอดี (Antibody) และ เซลล์เม็ดเลือดขาวแบบจำเพาะ เพื่อต่อสู้กับเชื้อนั้น ๆ และ จดจำ ไว้ใช้ป้องกันในอนาคต</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p> ตัวอย่างของ “ภูมิคุ้มกันก่อเอง”</p><p><br/></p><p>1. จากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ</p><p><br/></p><p>เมื่อเราติดโรค เช่น ไข้สุกใส แล้วหาย</p><p>→ ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันถาวรต่อเชื้อนั้น</p><p>→ ครั้งต่อไปจะไม่ป่วยซ้ำ หรือป่วยแบบอาการเบา</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. จากการได้รับวัคซีน</p><p><br/></p><p>วัคซีนมีเชื้อที่อ่อนฤทธิ์ หรือส่วนหนึ่งของเชื้อโรค</p><p>→ กระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน โดยไม่ทำให้ป่วยจริง</p><p>→ เช่น วัคซีนโปลิโอ วัคซีนบาดทะยัก วัคซีนโควิด</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ข้อดี:</p><p><br/></p><p>สร้างภูมิคุ้มกันที่อยู่ได้นาน นานหลายปี หรือถาวร</p><p><br/></p><p>ระบบภูมิคุ้มกัน “จดจำ” เชื้อโรค → ตอบสนองเร็วเมื่อเจออีก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>ข้อเสีย:</p><p><br/></p><p>ต้องใช้เวลาในการสร้าง (ไม่เกิดผลทันที)</p><p><br/></p><p>อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น ไข้หลังฉีดวัคซีน หรือป่วยเล็กน้อยจากเชื้อจริง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:58:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832785</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ไปรญา รวยรื่น 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832856</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active immunity) คือ</p><p>👉 ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เมื่อได้รับเชื้อโรคหรือวัคซีน ทำให้ร่างกายเรียนรู้และจดจำเชื้อโรคนั้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อในครั้งต่อไป</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>🔬 ลักษณะของภูมิคุ้มกันก่อเอง</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>ร่างกายสร้างแอนติบอดีเอง</p></li><li><p>ตอบสนองแบบจำเพาะต่อเชื้อโรค</p></li><li><p>มีความจำ → ตอบสนองเร็วและแรงขึ้นเมื่อติดเชื้อครั้งที่ 2</p></li><li><p>อยู่นาน → อาจคงอยู่ได้หลายปี หรือทั้งชีวิต</p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>📚 แบ่งเป็น 2 แบบ</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>1.</strong></p><p><strong>เกิดจากการติดเชื้อโดยธรรมชาติ</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>เมื่อร่างกาย ติดเชื้อ เช่น ไข้สุกใส ไข้หวัดใหญ่</p></li><li><p>ร่างกายจะเรียนรู้และสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อนั้น</p></li><li><p>ครั้งหน้าเจอเชื้อนั้นอีก → ไม่ป่วย หรือป่วยน้อย</p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>2.</strong></p><p><strong>เกิดจากการฉีดวัคซีน</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>วัคซีนคือ เชื้อโรคอ่อนแรงหรือบางส่วนของเชื้อโรค</p></li><li><p>กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีโดยไม่ทำให้ป่วย</p></li><li><p>เช่น วัคซีนโควิด, วัคซีนบาดทะยัก, วัคซีนหัด</p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:58:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505832856</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833076</link>
         <description><![CDATA[<p>หรรษดี วงษ์วัฒนะพูนผล ม.5/3</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและเซลล์ภูมิคุ้มกันที่จำเพาะกับเชื้อโรคนั้นๆ</p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองสามารถเกิดขึ้นได้ 2 วิธี ได้แก่</p><p>1. <em>การติดเชื้อ</em> : ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากติดเชื้อและหายจากโรค</p><p>2. <em>การฉีดวัคซีน</em> : ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากได้รับวัคซีนที่มีเชื้อโรคที่อ่อนแอหรือตายแล้ว</p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองมีข้อดีคือ สามารถให้การป้องกันโรคในระยะยาว และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำได้</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:58:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833076</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภัทรมน  เทียนเอี่ยม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833297</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (active immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม (antigen) เช่น เชื้อโรคหรือวัคซีน เมื่อร่างกายได้รับ antigen ร่างกายจะสร้างแอนติบอดี (antibody) ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ antigen นั้นๆ ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ </p><p>ลักษณะของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p>สร้างขึ้นเอง:</p><p>ร่างกายเป็นผู้สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง </p><p>ต้องใช้เวลา:</p><p>การสร้างภูมิคุ้มกันก่อเองต้องใช้เวลาในการกระตุ้น (เช่น การฉีดวัคซีน) </p><p>มีระยะเวลานาน:</p><p>ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจะคงอยู่ในร่างกายได้นาน </p><p>ตัวอย่าง:</p><p>การฉีดวัคซีน, การติดเชื้อตามธรรมชาติแล้วหาย </p><p>ตัวอย่างภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p>วัคซีน:</p><p>เป็นการนำเชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนกำลังหรือตายแล้วมาฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อโรคชนิดนั้น </p><p>การติดเชื้อตามธรรมชาติ:</p><p>เมื่อร่างกายติดเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคนั้นๆ </p><p>ความแตกต่างระหว่างภูมิคุ้มกันก่อเองและภูมิคุ้มกันรับมา:</p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p>ร่างกายสร้างเอง, ใช้เวลานาน, คงทน </p><p>ภูมิคุ้มกันรับมา:</p><p>ร่างกายได้รับแอนติบอดีจากภายนอก, เกิดขึ้นทันที, มีระยะเวลาสั้น </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:58:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833297</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัมปนาท จันทร์เปลี่ยน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833401</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมาเองเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือสารพิษต่างๆ โดยอาศัยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเอง</p><p>ประเภทของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ:</p><p> * ภูมิคุ้มกันก่อเองตามธรรมชาติ (Active Naturally Acquired Immunity):</p><p>   * เกิดขึ้นเมื่อไหร่? เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคตามธรรมชาติและมีการติดเชื้อ เช่น เป็นไข้หวัด อีสุกอีใส หรือหัด</p><p>   * กลไก: ระบบภูมิคุ้มกันจะจดจำเชื้อโรคที่เข้ามาและสร้าง แอนติบอดี (antibody) หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกัน (immune cells) ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้นๆ ขึ้นมาเพื่อต่อต้าน เมื่อหายจากโรคแล้ว ร่างกายจะมี หน่วยความจำภูมิคุ้มกัน (immunological memory) ทำให้เมื่อได้รับเชื้อโรคเดิมอีกครั้ง ร่างกายจะตอบสนองและกำจัดเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><p>   * ระยะเวลา: ภูมิคุ้มกันชนิดนี้มักจะคงอยู่ได้นาน บางครั้งอาจจะอยู่ได้ตลอดชีวิต</p><p> * ภูมิคุ้มกันก่อเองที่เกิดจากการกระตุ้น (Active Artificially Acquired Immunity):</p><p>   * เกิดขึ้นเมื่อไหร่? เกิดจากการได้รับ แอนติเจน (antigen) เข้าสู่ร่างกายโดยวิธีทางการแพทย์ เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง โดยที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโดยตรง</p><p>   * กลไก: ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การฉีดวัคซีน วัคซีนประกอบด้วยเชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์หรือตายแล้ว หรือเป็นชิ้นส่วนของเชื้อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดโรค แต่ยังคงมีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ เมื่อได้รับวัคซีน ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและเซลล์ความจำภูมิคุ้มกันขึ้นมา เหมือนกับการติดเชื้อจริงแต่ไม่มีอาการป่วย</p><p>   * ระยะเวลา: ระยะเวลาของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน บางชนิดอาจจะต้องฉีดกระตุ้นซ้ำเพื่อคงระดับภูมิคุ้มกัน</p><p>ข้อดีของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p> * คงอยู่นาน: ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นมาเองมักจะอยู่ได้นานเป็นปีหรือตลอดชีวิต ทำให้มีการป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง</p><p> * สร้างหน่วยความจำ: ร่างกายจะ "จดจำ" เชื้อโรคได้ ทำให้สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อได้รับเชื้อเดิมอีกครั้งในอนาคต</p><p>ข้อเสียของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p> * ใช้เวลาในการสร้าง: การสร้างภูมิคุ้มกันก่อเองต้องใช้เวลา ร่างกายจะไม่ได้มีภูมิคุ้มกันทันทีที่ได้รับเชื้อหรือวัคซีน โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7-14 วันกว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ</p><p> * ข้อจำกัดในบางกรณี: ในกรณีเร่งด่วนที่ต้องการภูมิคุ้มกันทันที (เช่น ถูกงูพิษกัด หรือได้รับเชื้อที่อันตรายมาก) ภูมิคุ้มกันก่อเองอาจไม่ตอบสนองได้ทันเวลา</p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของเราสามารถป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ในระยะยาว</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:58:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833401</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กมล​วรรณ​ มี​ทอง​  ม.5/1​ เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833646</link>
         <description><![CDATA[<p>    ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือ ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง (Active immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อโรค หรือวัคซีน โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีและเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิด ความจำทางภูมิคุ้มกัน และสามารถป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคตได้</p><p><br/></p><p>ประเภทของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>1. ตามธรรมชาติ (Natural active immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการติดเชื้อจริง เช่น เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วหาย ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่ออีสุกอีใสไว้</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. จากการรับวัคซีน (Artificial active immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการฉีดวัคซีนเข้าไป เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่</p><p><br/></p><p>✅ ข้อดี / จุดเด่นของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>1. อยู่ได้นานมาก – อาจอยู่ได้ตลอดชีวิต เช่น จากวัคซีนหรือการติดเชื้อบางชนิด</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. มีความจำทางภูมิคุ้มกัน – ทำให้ร่างกายตอบสนองได้เร็วมากหากติดเชื้อซ้ำ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ไม่ต้องพึ่งพาภายนอก – เพราะร่างกายสร้างขึ้นเองโดยธรรมชาติ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. สามารถป้องกันโรคในระยะยาว – เหมาะสำหรับการควบคุมโรคในระดับชุมชน (เช่น การฉีดวัคซีนในเด็ก)</p><p><br/></p><p>❌ ข้อเสีย / จุดด้อยของภูมิคุ้มกันก่อเอง:</p><p><br/></p><p>1. ใช้เวลานานกว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ – โดยเฉพาะในการติดเชื้อครั้งแรก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ต้องสัมผัสเชื้อหรือรับวัคซีนก่อน – จึงอาจมีความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้นก่อนที่ภูมิจะสร้างเสร็จ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. บางครั้งอาจเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีน – เช่น มีไข้ ปวด บวม หรือแพ้รุนแรง (ในบางราย)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. ในคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วย HIV หรือมะเร็ง อาจตอบสนองต่อวัคซีนได้ไม่ดี</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:59:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833646</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรภพ อุ่นชิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833687</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองหลังจากสัมผัสกับเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอม โดยร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคหรือสารนั้น ๆ และสามารถจดจำได้ในระยะยาว ทำให้ร่างกายสามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคนั้น ๆ ได้ในอนาคต</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างของภูมิคุ้มกันก่อเอง ได้แก่</p><p><br/></p><p>- การติดเชื้อและหายจากโรค</p><p>- การได้รับวัคซีน</p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันก่อเองนี้จะช่วยให้ร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคหรือสารแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:59:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505833687</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จันทราทิพย์ แสวงสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505834120</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า ภูมิคุ้มกันแบบสร้างเอง (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกาย สร้างขึ้นเอง เมื่อได้รับเชื้อโรค หรือวัคซีน ซึ่งกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันผลิต แอนติบอดี และ เซลล์เม็ดเลือดขาวจำเพาะ ขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ลักษณะสำคัญของ "ภูมิคุ้มกันก่อเอง"</p><p><br/></p><p>ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเองหลังจากได้รับ “แอนติเจน”</p><p><br/></p><p>สร้างได้ทั้ง แอนติบอดี และ เซลล์ความจำ (Memory cells)</p><p><br/></p><p>ใช้เวลาในการเริ่มทำงาน แต่ให้ภูมิคุ้มกัน ระยะยาว หรือ ตลอดชีวิต</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>ประเภทของภูมิคุ้มกันก่อเอง</p><p><br/></p><p>1. แบบธรรมชาติ (Naturally acquired active immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการ ติดเชื้อ แล้วร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง</p><p>เช่น: หายจากโรคหัด โรคอีสุกอีใส → จะไม่เป็นซ้ำในระยะยาว</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. แบบเทียม (Artificially acquired active immunity)</p><p><br/></p><p>เกิดจากการ ได้รับวัคซีน ซึ่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน</p><p>เช่น: วัคซีนโปลิโอ วัคซีนโควิด-19 วัคซีนบาดทะยัก</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>เปรียบเทียบกับ "ภูมิคุ้มกันรับมา"</p><p><br/></p><p>คุณสมบัติ	ภูมิคุ้มกันก่อเอง	ภูมิคุ้มกันรับมา</p><p><br/></p><p>การเกิด	ร่างกายสร้างเองหลังได้รับแอนติเจน	ได้รับแอนติบอดีจากภายนอก</p><p>การเริ่มทำงาน	ช้ากว่า (ต้องใช้เวลาในการตอบส</p><p>นอง)	เร็ว (ทำงานทันที)</p><p>ระยะเวลาคุ้ม		</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 06:59:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505834120</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์นิภา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505834753</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันก่อเอง หรือที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันแบบสร้างเอง” (Active Immunity) คือ ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง โดยเกิดจากการที่ร่างกายได้รับ เชื้อโรค หรือ แอนติเจน (antigen) แล้วกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนอง เช่น สร้าง แอนติบอดี และ เซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค และที่สำคัญคือ ร่างกายจะมี “ความจำภูมิคุ้มกัน” เพื่อใช้ในการป้องกันโรคเดิมในอนาคต</p><p><br/></p><ol><li><p>ตรวจจับเชื้อโรค<br></p><ul><li><p>เซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น มาโครฟาจ หรือ เดนไดรติกเซลล์ ตรวจพบเชื้อโรคและจับแอนติเจน</p></li></ul></li><li><p>2.กระตุ้น T และ B เซลล์</p><ul><li><p>T เซลล์ (T lymphocytes) จะช่วยประสานการตอบสนอง</p></li><li><p>B เซลล์ (B lymphocytes) สร้าง แอนติบอดี มาจับและทำลายเชื้อ</p></li></ul></li><li><p>กำจัดเชื้อโรค</p><ul><li><p>ร่วมกันฆ่าเชื้อโดยตรง หรือกระตุ้นเซลล์อื่น ๆ เช่น แมคโครฟาจ</p></li></ul></li><li><p>สร้างเซลล์ความจำ (Memory cells)</p><ul><li><p>ร่างกายจะเก็บ “ข้อมูล” ของเชื้อโรคนั้นไว้</p></li><li><p>ครั้งต่อไปที่เจอเชื้อเดิม จะตอบสนองได้เร็วและรุนแรงกว่า</p><p><br/></p></li></ul></li></ol><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:00:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505834753</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505839468</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง (active immunity)</p><p>    คือ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจน (antigen) หรือสิ่งแปลกปลอม</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง</p><ul><li><p>ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการได้รับวัคซีน: เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เช่น วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ, บาดทะยัก, โปลิโอ, หัด, คางทูม เป็นต้น ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อโรคเหล่านั้น ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคเหล่านั้น </p></li><li><p>ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ: เมื่อร่างกายติดเชื้อโรคชนิดหนึ่ง เช่น โรคหัด แล้วหายจากโรค ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อเชื้อหัด ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดไปตลอดชีวิต </p></li></ul><p><br/></p><p>ข้อดี</p><ul><li><p>ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นสามารถอยู่ได้นาน</p><p>ร่างกายสามารถจดจำแอนติเจนได้ </p></li></ul><p>ข้อเสีย</p><ul><li><p>ต้องใช้ระยะเวลานานในการสร้างภูมิคุ้มกัน</p></li></ul><p>ในบางกรณีอาจต้องมีการฉีดกระตุ้นซ้ำ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันคงอยู่ได้นาน </p><p><br/></p><p>สรุป: ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเมื่อได้รับแอนติเจน หรือสิ่งกระตุ้นจากภายนอก ซึ่งมีข้อดีคือ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจะอยู่ได้นาน และร่างกายจะจดจำสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ ได้ </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:04:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505839468</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505841552</link>
         <description><![CDATA[<p>ภูมิคุ้มกันรับมา (passive immunity) </p><p>    คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับโดยตรงจากแหล่งภายนอก ไม่ได้เกิดจากการสร้างเองของร่างกาย </p><p><br/></p><p>ภูมิคุ้มกันรับมาเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง ? </p><ul><li><p>โดยธรรมชาติ: แอนติบอดีจากแม่ถูกส่งต่อไปยังลูกผ่านทางรกในระหว่างตั้งครรภ์ และผ่านทางน้ำนมแม่หลังคลอด </p></li><li><p>โดยการกระตุ้นทางเทียม: การฉีดเซรุ่มที่มีแอนติบอดีสำเร็จรูป เช่น เซรุ่มแก้พิษงู หรือเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า </p></li></ul><p><br/></p><p>ตัวอย่าง</p><ul><li><p>การได้รับแอนติบอดี (antibodies) จากแม่สู่ลูกผ่านทางรกและน้ำนม </p></li><li><p>การฉีดเซรุ่ม (serum) ที่มีแอนติบอดีสำเร็จรูป เพื่อรักษาโรคหรือป้องกันโรคในระยะเฉียบพลัน </p></li><li><p>ทารกที่ได้รับแอนติบอดีจากแม่ </p></li><li><p>ผู้ที่ถูกงูพิษกัด ได้รับเซรุ่มแก้พิษงู </p></li></ul><ul><li><p>ผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัด ได้รับเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า </p></li><li><p>ผู้ป่วยโรคคอตีบ ได้รับเซรุ่มแก้พิษคอตีบ </p></li></ul><p><br/></p><p>ข้อดี</p><ul><li><p>ให้ภูมิคุ้มกันได้ทันทีและรวดเร็ว เหมาะสำหรับรักษาโรคที่มีอาการรุนแรงเฉียบพลัน </p></li></ul><p>ข้อเสีย</p><ul><li><p>ภูมิคุ้มกันที่ได้รับมานี้มีระยะเวลาจำกัด และไม่ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้เองในระยะยาว</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:07:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505841552</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิมพ์นิภา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843010</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองมากเกินไปต่อสารที่โดยปกติแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ อาหารบางชนิด หรือขนสัตว์ ซึ่งเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (allergen)</p><p><br/></p><p>โดยปกติระบบภูมิคุ้มกันมีหน้าที่ป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย แต่ในผู้ป่วยภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันกลับ “เข้าใจผิด” ว่าสารปกติเป็นอันตราย จึงปล่อยสารเคมีออกมา (เช่น ฮิสตามีน - histamine) ทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น น้ำมูกไหล คัน จาม หายใจลำบาก หรือแม้กระทั่งเป็นลมหมดสติในกรณีรุนแรง</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>🧬 กลไกการเกิดโรคภูมิแพ้ (โดยย่อ)</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ol><li><p>ร่างกายสัมผัสกับ สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) ครั้งแรก</p></li><li><p>ระบบภูมิคุ้มกันสร้าง แอนติบอดีชนิด IgE ต่อสารนั้น</p></li><li><p>IgE จับกับ เซลล์มาสต์ (mast cells) ในผิวหนัง ทางเดินหายใจ หรือลำไส้</p></li><li><p>เมื่อสัมผัสสารนั้นอีกครั้ง → เซลล์มาสต์ปล่อยฮิสตามีน และสารอื่นออกมา</p></li><li><p>ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ เช่น คัน หอบ หายใจลำบาก บวม แดง ฯลฯ</p></li></ol><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:08:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843010</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีระวัฒน์ จันทร์ภักดิ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843078</link>
         <description><![CDATA[<p><br/></p><p>🧬 โรคภูมิแพ้คืออะไร?</p><p><br/></p><p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ</p><p><br/></p><p>&gt; ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองต่อสารที่ไม่เป็นอันตรายมากเกินไป หรือ ตอบสนองผิดปกติ โดยเข้าใจว่าสารนั้นคือเชื้อโรค ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>สารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น:</p><p><br/></p><p>ฝุ่นละออง</p><p><br/></p><p>ขนสัตว์</p><p><br/></p><p>ละอองเกสรดอกไม้</p><p><br/></p><p>อาหารบางชนิด (เช่น นม ไข่ ถั่วลิสง)</p><p><br/></p><p>ยาบางชนิด</p><p><br/></p><p>แมลงต่อย</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔍 กลไกการเกิดโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>1. ร่างกายเจอกับสารก่อภูมิแพ้</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าเป็น “ศัตรู”</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. สร้าง แอนติบอดีชนิด IgE มาจับกับสารนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายปล่อยสาร ฮีสตามีน (Histamine) และสารอื่น ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>5. เกิดอาการต่าง ๆ เช่น คัน บวม น้ำมูกไหล หอบหืด ฯลฯ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>😷 อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ เช่น:</p><p><br/></p><p>ชนิดของภูมิแพ้	อวัยวะที่ได้รับผล	อาการ</p><p><br/></p><p>ภูมิแพ้อากาศ	จมูก / ทางเดินหายใจ	จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล</p><p>ผื่นภูมิแพ้	ผิวหนัง	คัน แดง ผื่น ลมพิษ</p><p>แพ้อาหาร	ลำไส้ / ระบบย่อยอาหาร	คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย</p><p>แพ้ยา / แมลงกัดต่อย	ทั่วร่างกาย / ระบบไหลเวียน	ช็อก (anaphylaxis) รุนแรงถึงชีวิตได้</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>💡 การรักษาและการดูแลตนเอง</p><p><br/></p><p>1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ (ดีที่สุด)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ใช้ยาแก้แพ้ เช่น ยาแก้ฮีสตามีน (Antihistamine)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. พ่นยา/ยาพ่นจมูก สำหรับคนที่แพ้อากาศ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Allergy shots) กรณีรุนแรงหรือเรื้อรัง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>5. พกยาฉีดฉุกเฉิน (Epinephrine) สำหรับคนที่มีอาการรุนแรง เช่น แพ้อาหารหรือแมลงต่อย</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:08:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843078</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ไปรญา รวยรื่น 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843266</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม (สารก่อภูมิแพ้) ที่ปกติแล้วไม่เป็นอันตราย เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรืออาหารบางชนิด</p><p><br/></p><p>เมื่อร่างกายรับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้าง แอนติบอดีชนิด IgE ขึ้นมา และกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวหลั่งสารที่เรียกว่า ฮีสตามีน (Histamine) ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>ตัวอย่างอาการของโรคภูมิแพ้</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>จมูก: น้ำมูกไหล จาม คัดจมูก (เรียกว่า “แพ้อากาศ”)</p></li><li><p>ตา: คันตา น้ำตาไหล ตาแดง</p></li><li><p>ผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้ง</p></li><li><p>ระบบทางเดินหายใจ: หอบหืด หายใจลำบาก</p></li><li><p>ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย (จากอาหารแพ้)</p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>ฝุ่นละออง / ไรฝุ่น</p></li><li><p>เกสรดอกไม้</p></li><li><p>ขนสัตว์</p></li><li><p>เชื้อรา</p></li><li><p>อาหาร เช่น กุ้ง นม ถั่ว ไข่</p></li><li><p>ยาบางชนิด</p></li><li><p>แมลง เช่น ยุงหรือแมลงสาบ</p></li></ul><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><strong>วิธีรักษา</strong></p><p><br/></p><p><br/></p><ul><li><p>หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้</p></li><li><p>ใช้ยาแก้แพ้ เช่น ยาต้านฮีสตามีน สเตียรอยด์</p></li><li><p>ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Allergy Immunotherapy) ในบางกรณี</p></li></ul><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843266</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปุญญิสา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843295</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารบางอย่างที่ปกติแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคนส่วนใหญ่ สารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น ละอองเกสร ขนสัตว์ อาหารบางชนิด หรือแม้แต่มลพิษในอากาศ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการตอบสนองที่ไวเกินปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ</p><p>สาเหตุของโรคภูมิแพ้:</p><p> * ปัจจัยทางพันธุกรรม: โรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากพ่อแม่คนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่เป็นภูมิแพ้ ลูกก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้น</p><p> * ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม: สารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น การหายใจ การรับประทานอาหาร หรือการสัมผัส</p><p>ตัวอย่างสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย:</p><p> * สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ:</p><p>   * ไรฝุ่น</p><p>   * ละอองเกสรดอกไม้และวัชพืช</p><p>   * ขนสัตว์เลี้ยง (เช่น ขนสุนัข ขนแมว)</p><p>   * เชื้อรา</p><p>   * แมลงสาบ</p><p>   * ควันบุหรี่, ควันรถ, มลพิษทางอากาศ (PM 2.5)</p><p> * อาหาร:</p><p>   * นมวัว</p><p>   * ไข่</p><p>   * แป้งสาลี</p><p>   * อาหารทะเล (เช่น กุ้ง ปู ปลาหมึก)</p><p>   * ถั่วลิสง, ถั่วเปลือกแข็ง</p><p> * อื่นๆ:</p><p>   * ยาบางชนิด</p><p>   * สารเคมีบางอย่าง (เช่น ในเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด)</p><p>   * พิษแมลงกัดต่อย (เช่น ผึ้ง ต่อ)</p><p>อาการของโรคภูมิแพ้:</p><p>อาการของโรคภูมิแพ้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ตั้งแต่รบกวนชีวิตประจำวันไปจนถึงขั้นรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต (Anaphylaxis)</p><p>อาการที่พบบ่อยได้แก่:</p><p> * ระบบทางเดินหายใจ:</p><p>   * จมูกอักเสบจากภูมิแพ้: คัดจมูก น้ำมูกไหล (น้ำมูกใส) จามบ่อยๆ คันจมูก คันตา หูอื้อ ระคายเคืองในลำคอ</p><p>   * หอบหืด: ไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ หายใจลำบาก (อาการมักแย่ลงตอนกลางคืนหรือเช้ามืด)</p><p> * ผิวหนัง:</p><p>   * ผื่นลมพิษ: ตุ่มแดง นูน คันตามผิวหนัง ขึ้นๆ หายๆ</p><p>   * ผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (ผื่นแพ้ผิวหนัง): ผิวแห้ง คัน มีผื่นแดง หรือตุ่มน้ำเหลือง มักพบตามข้อพับ แขน ขา ใบหน้า</p><p> * ตา:</p><p>   * เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้: คันตา ตาแดง น้ำตาไหล ตาบวม</p><p> * ระบบทางเดินอาหาร (มักเกิดจากภูมิแพ้อาหาร):</p><p>   * คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย</p><p>   * ปากบวม ลิ้นบวม</p><p> * อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis): เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาทันที มีอาการรุนแรงหลายระบบพร้อมกัน เช่น หายใจลำบาก ความดันโลหิตต่ำ เวียนหัว หมดสติ ผื่นลมพิษทั่วตัว</p><p>การรักษาโรคภูมิแพ้:</p><p>การรักษาโรคภูมิแพ้มักประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน:</p><p> * หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการควบคุมอาการ หากทราบว่าแพ้อะไร ควรพยายามหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ ให้มากที่สุด</p><p> * การใช้ยา: แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามอาการและความรุนแรงของโรค เช่น</p><p>   * ยาแก้แพ้ (Antihistamines) เพื่อบรรเทาอาการคัน คัดจมูก น้ำมูกไหล</p><p>   * ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบในโพรงจมูก</p><p>   * ยาขยายหลอดลม สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด</p><p>   * ยาลดน้ำมูก</p><p> * การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ: ช่วยชะล้างน้ำมูกและสารก่อภูมิแพ้ในโพรงจมูก</p><p> * การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy): เป็นการรักษาที่ค่อยๆ ฉีดสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณน้อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ วิธีนี้ใช้เวลานานแต่สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการและลดการใช้ยาได้ในระยะยาว</p><p> * การดูแลสุขภาพโดยรวม: การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการเกิดอาการภูมิแพ้ได้</p><p>หากสงสัยว่าตนเองหรือคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843295</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สุจีวรรณ 5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843505</link>
         <description><![CDATA[<p>ความหมายของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองต่อสารบางชนิดที่ปกติแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป มากเกินไปหรือผิดปกติ ซึ่งสารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ อาหารบางชนิด ยา หรือแมลงบางชนิด</p><p><br/></p><p>เมื่อร่างกายของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ได้รับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างสารที่เรียกว่า ฮิสตามีน (Histamine) และสารเคมีอื่นๆ ออกมา ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น คัน ผื่น ผิวหนังบวมแดง จาม น้ำมูกไหล หายใจไม่สะดวก หรือในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้น ช็อกจากภูมิแพ้ (anaphylaxis) ได้</p><p><br/></p><p>ตัวอย่างอาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>-ภูมิแพ้อากาศ: จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก</p><p><br/></p><p>-ภูมิแพ้อาหาร: ลมพิษ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง</p><p><br/></p><p>-ภูมิแพ้แมลงกัดต่อย: บวมแดง ปวด บางรายอาจมีอาการรุนแรง</p><p><br/></p><p>-ภูมิแพ้ยา: ผื่น คัน หายใจติดขัด</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843505</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วรภพ อุ่นชิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843602</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการตอบสนองต่อสารบางชนิดที่ปกติไม่เป็นอันตราย เช่น ละอองเกสรดอกไม้, ฝุ่น, อาหารบางชนิด หรือยาบางชนิด โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาที่มากเกินไป และทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น</p><p><br/></p><p>- คัดจมูก</p><p>- จาม</p><p>- ผื่นคัน</p><p>- หายใจลำบาก</p><p><br/></p><p>อาการแพ้อาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตในบางกรณี การรักษาและป้องกันโรคภูมิแพ้สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาหรือการรักษาอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843602</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พัชฌากาญ ศรีผดุง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843668</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ การที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารบางอย่างที่ปกติไม่เป็นอันตราย เช่น</p><p><br/></p><p>- สารก่อภูมิแพ้จากธรรมชาติ เช่น ละอองเกสรดอกไม้, ฝุ่น, หรือขนสัตว์</p><p>- อาหาร เช่น นม, ไข่, หรือถั่ว</p><p>- ยา หรือสารเคมีบางชนิด</p><p><br/></p><p>เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ จะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น</p><p><br/></p><p>- ผื่นคันหรือผิวหนังอักเสบ</p><p>- หายใจลำบากหรือหอบหืด</p><p>- คัดจมูกหรือน้ำมูกไหล</p><p>- ท้องร่วงหรืออาเจียน</p><p><br/></p><p>โรคภูมิแพ้สามารถรักษาได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และการใช้ยาหรือการรักษาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการ หากคุณมีอาการของโรคภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843668</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ปนัดดา เนียมนาค ม.5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843710</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ <strong><mark>ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) มากเกินไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติในอวัยวะต่างๆ</mark></strong> <strong><mark>ที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ</mark></strong> สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรืออาหารบางชนิด&nbsp;</p><p>โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการแพ้และระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล&nbsp;</p><p><strong>อาการของโรคภูมิแพ้:</strong></p><ul><li><p><strong>ทางเดินหายใจ:</strong> จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก หายใจมีเสียงหวีด ไอ หอบหืด</p></li><li><p><strong>ทางผิวหนัง:</strong> ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้ง</p></li><li><p><strong>ทางตา:</strong> คันตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล</p></li><li><p><strong>ทางเดินอาหาร:</strong> คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย&nbsp;</p></li></ul><p><strong>การรักษา:</strong></p><ul><li><p><strong>หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้:</strong></p><p>เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและควบคุมอาการ</p></li><li><p><strong>การใช้ยา:</strong></p><p>แพทย์อาจสั่งยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก หรือยาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการ</p></li><li><p><strong>การสร้างภูมิคุ้มกัน:</strong></p><p>การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงมลพิษต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย&nbsp;</p></li></ul><p>หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม&nbsp;</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843710</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ลัลธริกา ทับไกร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843873</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือภาวะที่ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารบางชนิดมากเกินไป ทั้งที่สารนั้นไม่ใช่อันตรายจริง ๆ สำหรับคนทั่วไป เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรืออาหารบางชนิด โดยร่างกายจะคิดว่าสารเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสร้าง แอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อสู้ ทำให้เกิดอาการต่าง</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843873</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชมพูนุช พิพัฒนสุคนธ์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843889</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองต่อสารบางชนิดที่ปกติแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป โดยสารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ อาหารบางชนิด ยา หรือแม้แต่มดหรือแมลงบางชนิด</p><p><br/></p><p>เมื่อร่างกายของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะมองว่าสารเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม และจะหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) และสารเคมีอื่น ๆ ออกมา ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันตามชนิดของภูมิแพ้ เช่น:</p><p><br/></p><p>จมูก: น้ำมูกไหล คัดจมูก จามบ่อย เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้งแดง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ทางเดินหายใจ: ไอ หอบ หายใจเสียงวี๊ด (อาจเป็นอาการของ โรคหืด)</p><p><br/></p><p>ตา: คันตา น้ำตาไหล ตาแดง (เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้)</p><p><br/></p><p>ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย (ในกรณีแพ้อาหาร)</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย</p><p><br/></p><p>ไรฝุ่น</p><p><br/></p><p>เกสรดอกไม้</p><p><br/></p><p>ขนสัตว์</p><p><br/></p><p>อาหาร (นมวัว ไข่ ถั่ว แป้งสาลี อาหารทะเล ฯลฯ)</p><p><br/></p><p>ยา (เช่น เพนิซิลลิน)</p><p><br/></p><p>แมลง เช่น มดหรือแมลงสาบ</p><p><br/></p><p>เชื้อราในอากาศ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>การรักษา</p><p><br/></p><p>1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ใช้ยา เช่น ยาแก้แพ้ (Antihistamines), ยาพ่นจมูก, ยาพ่นหลอดลม, ครีมทาผิว</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy): สำหรับรายที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อยา</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843889</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ภัทรมน  เทียนเอี่ยม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843901</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) มากเกินไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติในอวัยวะต่างๆ ที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรืออาหารบางชนิด </p><p>โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีอาการแพ้และระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล </p><p>อาการของโรคภูมิแพ้:</p><p>ทางเดินหายใจ: จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก หายใจมีเสียงหวีด ไอ หอบหืด</p><p>ทางผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้ง</p><p>ทางตา: คันตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล</p><p>ทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย </p><p>การรักษา:</p><p>หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้:</p><p>เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและควบคุมอาการ</p><p>การใช้ยา:</p><p>แพทย์อาจสั่งยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก หรือยาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการ</p><p>การสร้างภูมิคุ้มกัน:</p><p>การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงมลพิษต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย </p><p>หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม </p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843901</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กนกวรรณ มีทอง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843902</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่โดยปกติไม่เป็นอันตราย เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรืออาหารบางชนิด อย่างรุนแรงเกินความจำเป็น</p><p><br/></p><p>สาเหตุของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ร่างกายของคนที่เป็นภูมิแพ้จะมองสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ว่าเป็น "สิ่งแปลกปลอม" หรือ "อันตราย" และปล่อยสารฮีสตามีน (histamine) ออกมา ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ</p><p><br/></p><p>สิ่งที่กระตุ้นอาการภูมิแพ้ (สารก่อภูมิแพ้)</p><p><br/></p><p>ฝุ่นละออง/ไรฝุ่น</p><p><br/></p><p>เกสรดอกไม้</p><p><br/></p><p>ขนสัตว์</p><p><br/></p><p>เชื้อราในอากาศ</p><p><br/></p><p>อาหาร เช่น กุ้ง นม ถั่ว ไข่</p><p><br/></p><p>ยา เช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด</p><p><br/></p><p>แมลงกัดต่อย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิแพ้ เช่น</p><p><br/></p><p>ภูมิแพ้อากาศ: คัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย คันตา</p><p><br/></p><p>ภูมิแพ้อาหาร: ผื่นคัน อาเจียน ท้องเสีย หรือในรายรุนแรงอาจหายใจไม่ออก (Anaphylaxis)</p><p><br/></p><p>ภูมิแพ้ผิวหนัง: ผื่นแดง ลมพิษ ผิวแห้ง คัน</p><p><br/></p><p>หอบหืดจากภูมิแพ้: ไอ หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก</p><p><br/></p><p><br/></p><p>การรักษา</p><p><br/></p><p>หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น (ดีที่สุด)</p><p><br/></p><p>ยาแก้แพ้ (Antihistamines)</p><p><br/></p><p>ยาพ่นจมูก หรือยาพ่นหลอดลม</p><p><br/></p><p>วัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) สำหรับบางกรณี</p><p><br/></p><p><br/></p><p>หากต้องการรู้ว่าเป็นภูมิแพ้แบบไหน สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสารที่แพ้ได้ เช่น การทดสอบทางผิวหนัง (Skin test) หรือเจาะเลือดตรวจ IgE</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:09:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505843902</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กัมปนาท จันทร์เปลี่ยน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844124</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวเกินไป หรือตอบสนองผิดปกติ ต่อสารบางอย่างที่ตามปกติแล้วไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป สารเหล่านั้นเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen)</p><p>กลไกของโรคภูมิแพ้</p><p>โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีหน้าที่ปกป้องเราจากเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย แต่ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ระบบภูมิคุ้มกันจะเข้าใจผิดว่าสารก่อภูมิแพ้เป็นอันตราย และเริ่มสร้างปฏิกิริยาเพื่อกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกจากร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้น</p><p>เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เป็นครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างภูมิต้านทานชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E - IgE) ซึ่งจะไปจับอยู่บนเซลล์บางชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์มาสต์ (mast cells) เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดิมอีกครั้ง สารก่อภูมิแพ้จะไปจับกับ IgE ที่อยู่บนเซลล์มาสต์ ทำให้เซลล์เหล่านี้หลั่งสารเคมีต่างๆ ออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฮิสตามีน (histamine) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น คัน บวม แดง น้ำมูกไหล จาม เป็นต้น</p><p>สาเหตุของโรคภูมิแพ้</p><p>โรคภูมิแพ้เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:</p><p> * พันธุกรรม: โรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากมีคนในครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ ก็จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้น</p><p> * สิ่งแวดล้อม: การสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น:</p><p>   * สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ: ไรฝุ่น, ละอองเกสรดอกไม้, เชื้อรา, ขนสัตว์ (สุนัข แมว), แมลงสาบ</p><p>   * สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร: นมวัว, ไข่, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, แป้งสาลี, อาหารทะเล</p><p>   * สารอื่นๆ: ยาบางชนิด, สารเคมี, โลหะบางชนิด, แมลงกัดต่อย</p><p>อาการของโรคภูมิแพ้</p><p>อาการของโรคภูมิแพ้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และอวัยวะที่สัมผัสสารนั้นๆ อาการที่พบบ่อย ได้แก่:</p><p> * ระบบทางเดินหายใจ:</p><p>   * โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (ภูมิแพ้อากาศ): คัดจมูก, น้ำมูกไหล, จามบ่อย, คันจมูก, คันตา</p><p>   * โรคหืด (หอบหืด): ไอเรื้อรัง, หายใจมีเสียงหวีด, หายใจลำบาก, แน่นหน้าอก</p><p> * ผิวหนัง:</p><p>   * ลมพิษ: ผื่นนูนแดง คัน เห่อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว</p><p>   * ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (กลากน้ำนม): ผิวแห้ง คัน มีผื่นแดง โดยเฉพาะตามข้อพับ แขน ขา ใบหน้า</p><p> * ตา: คันตา, ตาแดง, น้ำตาไหล, ขยี้ตาบ่อย, ตาบวม</p><p> * ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดท้อง, ท้องเสีย (โดยเฉพาะในภูมิแพ้อาหาร)</p><p> * อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis): เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิต อาจมีอาการหลายระบบพร้อมกัน เช่น ผื่นลมพิษทั่วตัว, หน้าบวม ปากบวม, หายใจลำบากรุนแรง, ความดันโลหิตต่ำ, หมดสติ</p><p>การวินิจฉัยและรักษา</p><p>การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้มักทำโดยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจมีการทดสอบเพิ่มเติม เช่น:</p><p> * การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test): หยดสารก่อภูมิแพ้ปริมาณเล็กน้อยลงบนผิวหนังแล้วสะกิดดูปฏิกิริยา</p><p> * การตรวจเลือด (Specific IgE blood test): ตรวจหาระดับ IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ในเลือด</p><p>การรักษาโรคภูมิแพ้ประกอบด้วย:</p><p> * หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการควบคุมอาการ</p><p> * การใช้ยา: ยาแก้แพ้ (antihistamines), ยาสเตียรอยด์ (steroids) ทั้งชนิดรับประทาน พ่นจมูก หรือทาผิวหนัง เพื่อบรรเทาอาการ</p><p> * การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy หรือ การฉีดวัคซีนภูมิแพ้): เป็นการฉีดสารก่อภูมิแพ้ปริมาณน้อยๆ เข้าสู่ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานและลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ ซึ่งเป็นการรักษาระยะยาว</p><p>โรคภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมอาการได้ดี หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เหมาะสม.</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:10:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844124</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐวุฒิ บุญอยู่ ม.5/3 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844267</link>
         <description><![CDATA[<p>🧬 โรคภูมิแพ้คืออะไร?</p><p><br/></p><p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ</p><p><br/></p><p>&gt; ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ตอบสนองต่อสารที่ไม่เป็นอันตรายมากเกินไป หรือ ตอบสนองผิดปกติ โดยเข้าใจว่าสารนั้นคือเชื้อโรค ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>สารเหล่านี้เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เช่น:</p><p><br/></p><p>ฝุ่นละออง</p><p><br/></p><p>ขนสัตว์</p><p><br/></p><p>ละอองเกสรดอกไม้</p><p><br/></p><p>อาหารบางชนิด (เช่น นม ไข่ ถั่วลิสง)</p><p><br/></p><p>ยาบางชนิด</p><p><br/></p><p>แมลงต่อย</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🔍 กลไกการเกิดโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>1. ร่างกายเจอกับสารก่อภูมิแพ้</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าเป็น “ศัตรู”</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. สร้าง แอนติบอดีชนิด IgE มาจับกับสารนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. กระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายปล่อยสาร ฮีสตามีน (Histamine) และสารอื่น ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>5. เกิดอาการต่าง ๆ เช่น คัน บวม น้ำมูกไหล หอบหืด ฯลฯ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>😷 อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ เช่น:</p><p><br/></p><p>ชนิดของภูมิแพ้	อวัยวะที่ได้รับผล	อาการ</p><p><br/></p><p>ภูมิแพ้อากาศ	จมูก / ทางเดินหายใจ	จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล</p><p>ผื่นภูมิแพ้	ผิวหนัง	คัน แดง ผื่น ลมพิษ</p><p>แพ้อาหาร	ลำไส้ / ระบบย่อยอาหาร	คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย</p><p>แพ้ยา / แมลงกัดต่อย	ทั่วร่างกาย / ระบบไหลเวียน	ช็อก (anaphylaxis) รุนแรงถึงชีวิตได</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:10:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844267</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เกตกัญญา 5/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844551</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากเกินไป (เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” หรือ Allergen) เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อาหารบางชนิด ขนสัตว์ หรือแมลงสาบ</p><p><br/></p><p>🌿 อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ขึ้นอยู่กับชนิดของภูมิแพ้ที่เป็น เช่น:</p><p><br/></p><p>1. ภูมิแพ้อากาศ</p><p><br/></p><p>คัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย</p><p>คันตา คันจมูก</p><p>คัดแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย (ถ้าเป็นร่วมกับหืด)</p><p><br/></p><p>2. ภูมิแพ้ผิวหนัง</p><p><br/></p><p>ผื่นแดง คัน ลมพิษ</p><p>ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ภูมิแพ้อาหาร</p><p><br/></p><p>คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย</p><p>ผื่นขึ้นทันทีหลังทานอาหาร</p><p>อาการรุนแรงถึงขั้น "ช็อก" (Anaphylaxis)</p><p><br/></p><p>4. ภูมิแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย</p><p><br/></p><p>บวมแดงเฉพาะจุด</p><p>ถ้าแพ้รุนแรง อาจหายใจลำบาก ความดันตก หมดสติ</p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>⚙️ สาเหตุที่ทำให้เป็นภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>กรรมพันธุ์ (มีคนในครอบครัวเป็น)</p><p><br/></p><p>สภาพแวดล้อม: ฝุ่น ควัน สารเคมี</p><p><br/></p><p>ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ</p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>🩺 การวินิจฉัย</p><p><br/></p><p>ตรวจเลือดหา IgE เฉพาะเจาะจง</p><p><br/></p><p>ทดสอบผิวหนัง (Skin Prick Test)</p><p><br/></p><p>บันทึกอาหาร/สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับอาการ</p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>💊 การรักษา</p><p><br/></p><p>1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น (เช่น งดกินอาหารที่แพ้, เลี่ยงฝุ่น)</p><p><br/></p><p>2. ยารักษา</p><p><br/></p><p>ยาแก้แพ้ (Antihistamines)</p><p><br/></p><p>ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือยาทา</p><p><br/></p><p>ยาควบคุมหอบหืด</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. วัคซี</p><p>นภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) – ฉีดหรืออมใต้ลิ้นเพื่อให้ร่างกายชินกับสารก่อภูมิแพ้</p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:10:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505844551</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505845045</link>
         <description><![CDATA[<p>หรรษดี ม.5/3</p><p><br/></p><p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ โรคที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เป็นอันตราย เช่น ละอองเกสรดอกไม้, ฝุ่น, อาหารบางชนิด หรือยาบางชนิด โดยร่างกายจะสร้างแอนติบอดีที่เรียกว่า IgE ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่ทำให้เกิดอาการแพ้</p><p>อาการของโรคภูมิแพ้สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น</p><p>- <em>อาการแพ้ทางเดินหายใจ</em> : หอบหืด, ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ</p><p>- <em>อาการแพ้ทางผิวหนัง</em> : ผื่นแพ้, คัน, บวม</p><p>- <em>อาการแพ้ทางระบบย่อยอาหาร</em> : ท้องร่วง, อาเจียน, ปวดท้อง</p><p>การรักษาภูมิแพ้สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้, การใช้ยาแก้แพ้, และการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในบางกรณี</p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:11:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505845045</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กมล​วรรณ​ มี​ทอง​ ม.5/1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505845700</link>
         <description><![CDATA[<p>  โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารบางชนิดมากเกินไป ทั้งที่สารเหล่านั้นไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป เช่น ฝุ่น ละอองเกสรอาหาร หรือขนสัตว์ ร่างกายจะมองว่าสารเหล่านี้เป็น “ศัตรู” แล้วกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น คัน จาม ผื่นขึ้น หรือหอบหืด​</p><p><br/></p><p>การเกิดโรคภูมิแพ้:</p><p><br/></p><p>1. ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ (เช่น ไรฝุ่น, อาหารทะเล, ขนสัตว์)</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีชนิด IgE เพื่อต่อต้านสารนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. เมื่อติดต่อนั้นอีกครั้ง IgE จะกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดปล่อยสารฮีสตามีนออกมา</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. สารฮีสตามีนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น จาม น้ำมูกไหล คัน หรือบวมแดง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>✅ ข้อดีของโรคภูมิแพ้ (มีน้อยมาก แต่มีในแง่ชีววิทยา):</p><p><br/></p><p>แสดงให้เห็นว่าระบบภูมิคุ้มกันทำงานไวและตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม</p><p><br/></p><p>คนที่มีภูมิแพ้บางรายจะระมัดระวังสุขภาพตัวเองมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น หมั่นทำความสะอาด​</p><p><br/></p><p>❌ ข้อเสียของโรคภูมิแพ้:</p><p><br/></p><p>ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เช่น คัน จาม น้ำตาไหล หายใจไม่สะด</p><p><br/></p><p>อาจรุนแรงจนถึงขั้น ช็อกจากภูมิแพ้ (Anaphylaxis) ซึ่งอันตรายถึงชีวิ</p><p><br/></p><p>บางคนเป็นภูมิแพ้เรื้อรัง ทำให้ต้องพึ่งพายาเป็นประจำ</p><p><br/></p><p>ส่งผลต่อการเรียน/ทำงานหากอาการกำเริบ</p><p><br/></p><p>🩺 วิธีการรักษา:</p><p><br/></p><p>1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ – เช่น หากแพ้ฝุ่นควรใช้เครื่องกรองอากาศ, แพ้อาหารก็ควรงดอาหารชนิดนั้น</p><p><br/></p><p><br/></p><p>2. ใช้ยา – เช่น</p><p><br/></p><p>ยาต้านฮีสตามีน (แก้อาการคัน จาม)</p><p><br/></p><p>ยาสเตียรอยด์ (ลดการอักเสบ)</p><p><br/></p><p>ยาพ่นจมูกหรือยาหยอดตา</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>3. ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Allergy Immunotherapy) – สำหรับผู้ที่เป็นรุนแรงหรือเรื้อรัง</p><p><br/></p><p><br/></p><p>4. การดูแลตัวเอง – เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:12:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505845700</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505846942</link>
         <description><![CDATA[<p>     โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ (allergen) มากเกินไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติในอวัยวะต่างๆ ที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้นๆ สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ฝุ่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ หรืออาหารบางชนิด </p><p><br/></p><p>อาการของโรคภูมิแพ้</p><ul><li><p>ทางเดินหายใจ: จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก หายใจมีเสียงหวีด ไอ หอบหืด</p></li><li><p>ทางผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้ง</p></li><li><p>ทางตา: คันตา เคืองตา ตาแดง น้ำตาไหล</p></li><li><p>ทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย </p></li></ul><p><br/></p><p>การรักษา</p><ul><li><p>หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและควบคุมอาการ</p></li><li><p>การใช้ยา: แพทย์อาจสั่งยาแก้แพ้ ยาพ่นจมูก หรือยาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการ</p></li><li><p>การสร้างภูมิคุ้มกัน: การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงมลพิษต่างๆ จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย</p></li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:13:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505846942</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จันทราทิพย์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505856745</link>
         <description><![CDATA[<p>โรคภูมิแพ้ (Allergy) คือ ภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อสารที่ไม่เป็นอันตรายมากเกินไป หรือเรียกว่า “ไวเกินไป” (hypersensitivity) โดยเข้าใจผิดว่าสารเหล่านั้นเป็นเชื้อโรค แล้วปล่อยสารเคมีออกมา เช่น ฮิสตามีน (Histamine) ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ</p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>✅ สารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ (Allergens)</p><p><br/></p><p>สารเหล่านี้มักไม่มีอันตรายต่อคนทั่วไป แต่ก่ออาการแพ้ในผู้ที่ไวต่อสารนั้น เช่น:</p><p><br/></p><p>ไรฝุ่น, เกสรดอกไม้</p><p><br/></p><p>ขนสัตว์, แมลงสาบ</p><p><br/></p><p>อาหาร เช่น กุ้ง นม ไข่ ถั่ว</p><p><br/></p><p>ยาบางชนิด</p><p><br/></p><p>พิษแมลงกัดต่อย</p><p><br/></p><p>ละอองเชื้อรา</p><p><br/></p><p>ยางพารา</p><p><br/></p><p><br/></p><p><br/></p><p>---</p><p><br/></p><p>✅ อาการของโรคภูมิแพ้</p><p><br/></p><p>ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้และอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ เช่น:</p><p><br/></p><p>ระบบ/อวัยวะ	อาการที่พบ</p><p><br/></p><p>จมูก	คัดจมูก น้ำมูกไหล จามบ่อย (แพ้อากาศ)</p><p>ตา	คันตา น้ำตาไหล ตาแดง</p><p>ผิวหนัง	ผื่</p><p>น ลมพิษ คัน แดง</p><p>ระบบทางเดินหายใจ	</p><p><br/></p><p><br/></p>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2025-06-30 07:23:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/wichakarnlak2/ll9myypbcar0et51/wish/3505856745</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
