<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>การปฎิรูปสมัย ร.5  ม.5/4 by </title>
      <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-10-31 16:34:38 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-27 05:51:14 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองในสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364325663</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา</li></ol><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br><br><strong>น.ส.อริสรา วิเชียรศรี ม.5/4 เลขที่43</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://sites.google.com/site/socialpkru/rachkal-thi-5/s18.jpg?attredirects=0" />
         <pubDate>2022-11-01 03:40:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364325663</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ </title>
         <author>chanida10072005</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364327422</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้าง</strong></div><div>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะแรก</strong></div><div>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง</strong></div><div>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br><br>น.ส.ชนิตา ศรีสุวรรณ เลขที่18 5:4<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1830470826/2488527d4dd9241896b868d2f515cf1a/FFD04F12_3243_403C_99D7_D174617B4516.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:41:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364327422</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษา สมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364328429</link>
         <description><![CDATA[<div>การจัดตั้งโรงเรียนหลวงและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษใน พ.ศ.2414 โดยการจัดตั้งโรงเรียนหลวงใน พ.ศ. 2414 เป็นโรงเรียนแห่งนี้แตกต่างโรงเรียนแบบโบราณหรือโรงเรียนวัด เพราะมีสถานที่เล่าเรียนจัดไว้เฉพาะ มีฆราวาสเป็นครูและทำการสอนตามเวลาที่กำหนด วิชาที่สอนมีทั้งภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและวิชาอื่นๆ ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแบบโบราณและรับนักเรียนไว้เฉพาะ เพื่อจะได้ฝึกฝนเล่าเรียนให้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลขและเรียนรู้ขนบธรรมเนียมให้ชัดเจน &nbsp; หลังจากจัดตั้งโรงเรียนหลวงแล้ว ทรงสถาปนาโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษขึ้นอีก เพื่อสอนภาษาให้แก่เจ้านายสำหรับใช้ประโยชน์ในการเจรจากับชาวต่างประเทศและผู้แทนของมหาอำนาจตะวันตก<br><br>ปาณิสรา ธีรกิตติพศ เลขที่24 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1732365302/34015abb9a604cd0eab6d1b752902c8a/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:42:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364328429</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364328812</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</li></ol><div><br>นางสาว ณัฐริกา ยืนนาน ม.5/4 เลขที่ 20 🐰💙</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1595756890/3fa948ad27983663dd06c46fb6c21fde/98C1E383_4D2B_468C_9808_ECF3C6FC1192.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:43:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364328812</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การศาล</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329077</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2434 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ตุลาการขาดความยุติธรรม ทุจริตตัดสินคดีความล่าช้า เป็นต้น โดยแยกตุลาการออกจากฝ่ายธุรการ และรวมศาลที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ มาไว้ที่กระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว และใน พ.ศ.2435 ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานด้านการศาล คือ รวมศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ตั้งศาลราชทัณฑ์พิเฉทขึ้น ยกเลิกกรมรับฟ้องโดยตั้งจ่าศาลเป็นพนักงานรับฟ้องประจำศาลต่างๆ ต่อมารวมศาลราชทัณฑ์พิเฉทกับศาลอาญา รวมศาลแพ่งเกษมกับศาลแพ่งไกรศรีเป็นศาลแพ่ง ใน พ.ศ.2441 จัดแบ่งศาลออกเป็น 3 แผนก ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลกรุงเทพฯ และศาลหัวเมือง&nbsp;<br><br><br><br>น.ส.นาตาชา ไกรยนต์ เลขที่22 ม.5/4<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869633325/54eb53108b92f09c2dc71e4c59ced267/images__4_.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:43:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329077</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329113</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน<br><br>นายธนธรณ์ นพสันติ ม.5/4 เลขที่4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1708360395/2f8f23037abee6188f438b100d5f7cd3/3.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:43:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329113</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329394</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br>น.ส.กัลย์ฐิตา เอี่ยมบุญ เลขที่12 ม.5/4<br><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1595739588/7fa7c5ab576711a00665ffd7f540759b/BD75BE4E_BDA7_4B17_B7C2_ADBFED589D2A.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:43:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329394</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษาในสมัยร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329922</link>
         <description><![CDATA[<div>ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การศึกษาของคนไทยจะอาศัยวัดเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนกุลบุตรทั้งหลาย เช่น การสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้และการสอนวิชาช่างต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ชายไทยทุกคนเมื่อครบ 20 ปี ก็จะต้องเข้าสู่เพศบรรพชิต โดยขณะที่บวชเป็นพระจำพรรษาอยู่ที่วัดก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนในด้านการเขียนการอ่านและวิชาช่างต่างๆ ส่วนสตรีไทยก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับกิริยามารยาท การเย็บปักถักร้อย และงานประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับดอกไม้จากครอบครัวของตนเอง เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดีต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ทำการติดต่อกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง อันเป็นผลมาจากการทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ.2398 และทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนใช้การได้ดี และนำประโยชน์จากการเรียนภาษาอังกฤษไปใช้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายาการบริหารบ้านเมืองของพระองค์อีกด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.2404 รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้จ้างนางแอนนาเลียวโนเวนส์ สตรีชาวอังกฤษมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในพระราชโอรสและพระราชธิดา โดยตั้งโรงเรียนขึ้นพระบรมมหาราชวัง ให้บรรดาพระเจ้าลูกยาเธอที่พระชันษาพอจะเล่าเรียนได้เข้าเรียนทุกพระองค์ นางแอนนาสอนอยู่ได้ประมาณ 3 ปีก็กลับไป ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างนายเชนต์เลอร์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ทำหน้าที่เป็นครูสอนแทน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตก<br><br>นายปรเมศร์ ม่วงศรีจันทร์ เลขที่ 8 ม.5/4<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1832500046/28bfd944f1616d6f51c143c13782ea31/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:44:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329922</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329980</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การเลิกทาส</strong> เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่งของ<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7">พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</a> (รัชกาลที่ 5) เป็นการยกเลิกระบบที่คนชั้นสูงตั้งขึ้น เพื่อกดขี่ราษฎรให้ทำงานรับใช้หรือส่งทรัพย์สินให้โดยไม่มีกำหนดว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด<br>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก<br>ในรัชสมัย<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7">พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว</a>นั้น ประมาณว่าไทยมี<a href="https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%AA">ทาส</a>เป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศเพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่<br>เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไปนอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว<br>น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1775580965/89c11403ede3aece8a452a86371fe71d/8FC72D33_5903_4FF2_881F_D7642CDBBEBB.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:44:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364329980</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูประบบกฎหมายและการศาล</title>
         <author>ggzaz2517</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364330624</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นระยะเวลาที่ชาวยุโรปเริ่มแสวงหาอาณานิคมและแผ่อิทธิพลเข้ามาในเมืองไทย พระองค์จึงได้ทรงตรากฎหมายและประกาศต่างๆ ขึ้นใช้บังคับมากมาย เพื่อให้ทันสมัยเหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองในขณะนั้น เช่น พระราชบัญญัติมรดกสินเดิมและสินสมรส ใน พ.ศ. 2394 พระราชบัญญัติพระสงฆ์สามเณร และศิษย์วัด พ.ศ. 2402&nbsp;<br><br>ในการติดต่อกับต่างประเทศ ทำให้ไทยเสีย “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” โดยต่างชาติอ้างว่ากฎหมายไทยป่าเถื่อนและรังเกียจวิธีการพิจารณาคดีแบบจารีตนครบาล (คือวิธีการไต่สวนคดีของตุลาการอย่างทารุณ เช่น การตอกเล็บ บีบขมับ รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯยกเลิก เมื่อ พ.ศ.2439) จึงไม่ยอมให้ใช้บังคับคนต่างชาติหรือคนในบังคับบัญชา ทำให้ไทยต้องทำการปฏิรูปกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5&nbsp;<br><br>การปฏิรูปกฎหมายไทย การปฏิรูปกฎหมายไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มเมื่อ พ.ศ.2440 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชุรีดิเรกฤทธิ์ พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาตลับ ได้ทรงศึกษาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและได้รับยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายและการศาลไทย” ทรงตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมายขึ้น โดยดำเนินการสอนเอง โรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ต่อมาได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจชำระและร่างกฎหมาย ได้แก่ กฎหมายลักษณะอาญา ประกาศใช้ใน พ.ศ.2451 จัดเป็นกฎหมายฉบับใหม่และทันสมัยที่สุดฉบับแรกของไทย ต่อมาได้ประกาศใช้กฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 พระราชบัญญัติสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.120 กฎหมายว่าด้วยการเลิกทาส พ.ศ2448 ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปภาษากฎหมายไทยให้รัดกุม ชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น&nbsp;<br><br>สมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯให้ดำเนินงานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อจากที่ทำไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ พ.ศ.2466 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมร่างกฎหมายขึ้น&nbsp;<br><br>การศาล ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2434 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ตุลาการขาดความยุติธรรม ทุจริตตัดสินคดีความล่าช้า เป็นต้น โดยแยกตุลาการออกจากฝ่ายธุรการ และรวมศาลที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ มาไว้ที่กระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว และใน พ.ศ.2435 ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานด้านการศาล คือ รวมศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ตั้งศาลราชทัณฑ์พิเฉทขึ้น ยกเลิกกรมรับฟ้องโดยตั้งจ่าศาลเป็นพนักงานรับฟ้องประจำศาลต่างๆ ต่อมารวมศาลราชทัณฑ์พิเฉทกับศาลอาญา รวมศาลแพ่งเกษมกับศาลแพ่งไกรศรีเป็นศาลแพ่ง ใน พ.ศ.2441 จัดแบ่งศาลออกเป็น 3 แผนก ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลกรุงเทพฯ และศาลหัวเมือง&nbsp;<br><br>ความสำเร็จในการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลของไทยนั้น นอกจากจะเป็นผลงานของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการไทยที่มีความรู้ความสามารถ เช่นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฐ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม องค์แรก และขุนหลวงพระยาไกรสี ผู้พิพากษาไทยคนแรกที่เรียนวิชากฎหมายสำเร็จได้เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษแล้ว ไทยยังได้จ้างนักกฎหมายชาวต่างประเทศที่มีความรู้มาเป็นที่ปรึกษากฎหมายอีกด้วย บุคคลสำคัญ ได้แก่ นายโรลัง ยัคมินส์ ขาวเบลเยี่ยม นายโตกิจิ มาซาโอะ ชาวญี่ปุ่น นายวิลเลียม อัลเฟรด ติลเลเก ชาวลังกา และนายยอร์ช ปาดู ชาวฝรั่งเศส<br><br>นาย คงสินธุ์ ปัทธิมัง เลขที่2 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1708361644/28154d719ec212c82ea008d0778eb6db/___.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:44:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364330624</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการเมืองการปกครอง สมัยรัชกาลที่ ๕การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕ แบ่งเป็นกี่ระยะอะไรบ้างแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลังการปฏิรูปประเทศระยะแรกการปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย  รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้าการปฏิรูปประเทศระยะหลังรัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435  และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10  กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการการปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ  มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364330631</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869635818/b0c4e3f94a2461675b8f62ed83ea5dfe/maxresdefault_678x381.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:44:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364330631</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปกฎหมายไทย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331168</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปกฎหมายไทย การปฏิรูปกฎหมายไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มเมื่อ พ.ศ.2440 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชุรีดิเรกฤทธิ์ พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาตลับ ได้ทรงศึกษาวิชากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมและได้รับยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายและการศาลไทย” ทรงตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมายขึ้น โดยดำเนินการสอนเอง โรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ต่อมาได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจชำระและร่างกฎหมาย ได้แก่ กฎหมายลักษณะอาญา ประกาศใช้ใน พ.ศ.2451 จัดเป็นกฎหมายฉบับใหม่และทันสมัยที่สุดฉบับแรกของไทย ต่อมาได้ประกาศใช้กฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ.116 พระราชบัญญัติสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.120 กฎหมายว่าด้วยการเลิกทาส พ.ศ2448 ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปภาษากฎหมายไทยให้รัดกุม ชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น&nbsp;<br><br>สมัยรัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯให้ดำเนินงานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อจากที่ทำไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ พ.ศ.2466 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมร่างกฎหมายขึ้น&nbsp;<br><br>การศาล ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2434 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ตุลาการขาดความยุติธรรม ทุจริตตัดสินคดีความล่าช้า เป็นต้น โดยแยกตุลาการออกจากฝ่ายธุรการ และรวมศาลที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่างๆ มาไว้ที่กระทรวงยุติธรรมเพียงแห่งเดียว และใน พ.ศ.2435 ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานด้านการศาล คือ รวมศาลอุทธรณ์คดีราษฎร์ ตั้งศาลราชทัณฑ์พิเฉทขึ้น ยกเลิกกรมรับฟ้องโดยตั้งจ่าศาลเป็นพนักงานรับฟ้องประจำศาลต่างๆ ต่อมารวมศาลราชทัณฑ์พิเฉทกับศาลอาญา รวมศาลแพ่งเกษมกับศาลแพ่งไกรศรีเป็นศาลแพ่ง ใน พ.ศ.2441 จัดแบ่งศาลออกเป็น 3 แผนก ได้แก่ ศาลฎีกา ศาลกรุงเทพฯ และศาลหัวเมือง&nbsp;<br><br>ความสำเร็จในการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลของไทยนั้น นอกจากจะเป็นผลงานของพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการไทยที่มีความรู้ความสามารถ เช่นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฐ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม องค์แรก และขุนหลวงพระยาไกรสี ผู้พิพากษาไทยคนแรกที่เรียนวิชากฎหมายสำเร็จได้เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษแล้ว ไทยยังได้จ้างนักกฎหมายชาวต่างประเทศที่มีความรู้มาเป็นที่ปรึกษากฎหมายอีกด้วย บุคคลสำคัญ ได้แก่ นายโรลัง ยัคมินส์ ขาวเบลเยี่ยม นายโตกิจิ มาซาโอะ ชาวญี่ปุ่น นายวิลเลียม อัลเฟรด ติลเลเก ชาวลังกา และนายยอร์ช ปาดู ชาวฝรั่งเศส<br><br><br>น.ส.รพีวรรณ พรมเทพ เลขที่33 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-11-01 03:45:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331168</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331204</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;&nbsp;</strong>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำสาบาน<br>น.ส.กัลยารัตน์ อ้นสอาด ม.5/4 เลขที่13</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869634422/7e55deaacd184051fe3f52cbd4fac4c4/15.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:45:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331204</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปในรัชกาลที่5 สร้างทางรถไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331401</link>
         <description><![CDATA[<div>เมื่อ 119 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เปิดเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ซึ่งเป็นการเดินรถไฟสายแรกของเมืองไทย สืบเนื่องจากพระองค์ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ ทั้งจะเป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้นดังนั้น ในปี พ.ศ. 2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และ บริษัท ปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟในวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2430 เมื่อได้สำรวจแนวทางต่างๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่า จุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทยก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ส. 2433 พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก (K.Bethge) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ พร้อมกันนั้นได้มีการเปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นสายแรก ณ ที่ทำการรถไฟกรุงเทพฯ ปรากฏว่า มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบล แห่งอังกฤษ เป็นผู้ค้ำประกันประมูลได้ในราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงิน 9,956,164 บาท<br><br><strong>น.ส.อรอุมา เล่าเรือง เลขที่42</strong><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://static.trueplookpanya.com/tppy/member/m_547500_550000/549882/cms/images/%E0%B8%A3.5%20%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:45:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331401</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331468</link>
         <description><![CDATA[<div>วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้ออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไท ส่วนทาสสยามประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันไม่ให้คนที่เป็นไทแล้วกลับมาเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ก็ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว เราจึงมักเรียกวันนี้เป็น “วันเลิกทาส”<br><br>เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ทรงออก “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย” โดยมีการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ โดยจะมีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก<br>นายเจนณรงค์ แจ่มศรี ม.5/4 เลขที่3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869633942/b6da967bab233ddd68537f831abd7460/2510_________________5_______pdf.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:45:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364331468</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ยกเลิกการธรรมเนียมการหมอบคลาน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332186</link>
         <description><![CDATA[<div>รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานทั้งหมด&nbsp; โดยมีพระราชดำรัสเมื่อมีพระชนมายุครบ 20 พรรษาว่า “ธรรมเนียมที่หมอบคลานนั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นยืนเป็นเดิน ธรรมเนียมที่ถวายบังคมและกราบไหว้นั้น ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นก้มศีรษะ” เป็นการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีครั้งใหญ่ เป็นการเปลี่ยนจากการหมอบคลานเข้าเฝ้า เป็นการโค้งศีรษะตามอารยประเทศ<br>ธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของชาวตะวันตกอันเนื่องมาจากแนวคิดที่ต่างกัน ทำให้ชาวตะวันตกวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่กดขี่เหยียบย่ำมนุษย์ด้วยกัน นั่นคือธรรมเนียมการหมอบคลานของบรรดาข้าทาสบริวารที่ปฏิบัติต่อบรรดาเจ้านายของตน ดังปรากฏในคำวิจารณ์ของชาวตะวันตกที่มีโอกาสเข้ามาติดต่อกับชาวสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น<br>&nbsp;มิสเตอร์ฟินเลสัน (Mr. Finlayson) หนึ่งในคณะทูตของจอห์น ครอว์เฟิร์ด บันทึกวิจารณ์ไว้ว่า “:วิธีที่บรรดาคนรับใช้ปฏิบัติต่อเสนาบดีดุจทาสนั้น เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งเป็นการเหยียบย่ำมนุษยชาติด้วยกันเอง ตลอดระยะเวลาการเข้าพบเสนาบดีนั้น พวกเขาทั้งหมอบราบกับพื้นเบื้องหน้าเสนาบดีในระยะห่าง ในขณะที่พูดกับเสนาบดีนั้น พวกเขาไม่กล้ามองสบตาเสนาบดี:”<br><br>นาย กรภัทร์ แก้วน้อย ม.5/4 เลขที่ 1</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869633384/71157aeb06a55b8a196e25d86ab3b2a0/IMG_20221101_104449.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:46:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332186</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332253</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;</li></ol><div>น.ส.กำไร เงินงาม เลขที่14 ม.5/4</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869636744/e7bffea8c2159409ae88cfd12dfb3b1f/802EDFEF_8117_43E0_A1E0_D35CF8CAE7AD.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:46:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332253</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332678</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>น.ส.พริมรตา ทิพพะรักษ์ เลขที่25 ม.5/4<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869637042/5e091bbeb063bb2374c91f0a8896bc5f/Screenshot_2022_11_01_10_46_28_00.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:46:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332678</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332806</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br>น.ส.ชุติกาญจน์ เสียงใส ม5/4เลขที่19🌷</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1599776638/de493f6f86106d4828fbd0dd77e3efa7/06A3A223_7DCF_4DCE_8890_70D10D32FFCA.png" />
         <pubDate>2022-11-01 03:47:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332806</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษาใน รัชกาลที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332956</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>พ.ศ. 2414</strong> ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เรียบเรียงแบบเรียนหลวงขึ้น 1 เล่ม ชุดมูลบรรพกิจ เพื่อใช้เป็นบทหลักสูตรวิชาชั้นต้นปี เริ่มมีการจัดแบบเรียนหลักสูตรและการสอบไล่ จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดันทางการเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจากับมหาอำนาจตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูที่ประเทศอังกฤษ<br> <br><strong>พ.ศ. 2423</strong> จัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนสตรี<br> <br><strong>พ.ศ. 2424</strong> ปรับปรุงโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบให้เป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน<br> <br><strong>พ.ศ. 2427 </strong>กำหนดหลักสูตรชั้นประโยคหนึ่ง โดยอนุโลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกที่จัดให้มีการสอบไล่วิชาสามัญ และมีการกำหนดหลักสูตรชั้นประโยคสอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาสามัญศึกษา หมายถึง ความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้สำหรับเสมียนในราชการพลเรือนตามกระทรวงต่าง ๆ จัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง และแห่งแรก คือ โรงเรียนมหรรณพาราม<br>&nbsp;<br><strong>พ.ศ. 2430</strong> ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาทั้งหมด ให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการอีกตำแหน่งหนึ่ง<br> <br><strong>พ.ศ. 2432 </strong>รวมกรมศึกษาธิการเข้าไปอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ ตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้น เรียกว่า โรงเรียนแพทยากร ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลศิริราช ใช้เป็นที่สอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน<br>&nbsp;<br><strong>พ.ศ. 2435</strong> ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา การพยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา จัดตั้งโรงเรียนมูลศึกษาขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นแห่งแรกที่ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส<br> <br><strong>พ.ศ. 2459</strong> จัดตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br>&nbsp; &nbsp;<br>นส.ทิพสุคนธ์ อร่ามศรี เลขที่21 5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1824077349/827df3ecc7c663afc581e948d6519f82/88195856_1E26_4DC9_B37A_17084DB73B31.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:47:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364332956</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author>chanida10072005</author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334146</link>
         <description><![CDATA[<div><br>การทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในปี พ.ศ. 2398 ที่ทำให้สยามเปิดการค้าเสรีกับประเทศตะวันตก ส่งผลให้เศรษฐกิจและสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปจากการทำเกษตรเพื่อยังชีพมาเป็นผลิตเพื่อขาย ประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูปที่ดิน และต้องการแรงงานเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตเพื่อค้าขายกับต่างชาติ แต่ด้วยความที่สยามมีทาสมากอีกทั้งทาสก็เป็นกันยาวนานไม่สิ้นสุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระราชดำริให้ชำระกฎหมาย เปลี่ยนแปลงแก้ไขความเป็นทาสในรุ่นลูกเสียใหม่<br><br>ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ 5 จึงได้ทรงโปรดให้ออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย มีเนื้อหาใจความว่าด้วยการแก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยสั่งให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่อทาสผู้ใดก็ตามมีอายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ โดยมีผลบังคับใช้กับทาสทุกคนที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และนอกจากนี้ยังห้ามมิให้ซื้อ-ขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีกลับมาเป็นทาสต่อไปอีก<br><br>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงออกพระราชบัญญัติเลิกทาสมีชื่อว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ. 124 ในปี พ.ศ. 2448 มีใจความสำคัญว่า วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ให้บุคคลผู้เป็นลูกทาสในเรือนเบี้ยทุกคนเป็นไท ส่วนทาสประเภทอื่นทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ก็ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว<br><br>นับว่าการเลิกทาสเป็นผลสำเร็จ และเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้การเลิกทาสยังนำไปสู่การพัฒนามากมายหลายสิ่ง การผลิตเพื่อส่งออกก่อตัวขึ้นเนื่องจากมีแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบ ทำให้ไทยสามารถเร่งปลูกข้าว จัดการค้าไม้ ทำเหมืองแร่ ส่งออกไปยังต่างประเทศ อีกทั้งยังทำให้เกิดการปรับปรุงภาษี เงินตราหมุนเวียนมากขึ้น จนเกิดธนาคารแห่งชาติขึ้นหลายแห่งอีกด้วย<br><br>น.ส.จิราวดี ทุ่มชุม เลขที่17 ม5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1830470826/775e4aebe29dffd7157c2d1d6a861ae0/08019546_B46D_48E7_A4C3_347B6DA17687.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:48:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334146</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334459</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิรูปการศึกษาในรัชกาลที่ 5 นับได้ว่าเป็นการปฏิรูปที่สำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของตะวันตก ซึ่งมีความเจริญก้าวห้าไปมากแล้ว<br><br>1.ความเป็นมาของการศึกษาไทยในอดีต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การศึกษาของคนไทยจะอาศัยวัดเป็นสถานที่อบรมสั่งสอนกุลบุตรทั้งหลาย เช่น การสอนหนังสือให้อ่านออกเขียนได้และการสอนวิชาช่างต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ชายไทยทุกคนเมื่อครบ 20 ปี ก็จะต้องเข้าสู่เพศบรรพชิต โดยขณะที่บวชเป็นพระจำพรรษาอยู่ที่วัดก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนในด้านการเขียนการอ่านและวิชาช่างต่างๆ ส่วนสตรีไทยก็จะได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับกิริยามารยาท การเย็บปักถักร้อย และงานประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับดอกไม้จากครอบครัวของตนเอง เพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านที่ดีต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ทำการติดต่อกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง อันเป็นผลมาจากการทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ.2398 และทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนใช้การได้ดี และนำประโยชน์จากการเรียนภาษาอังกฤษไปใช้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายาการบริหารบ้านเมืองของพระองค์อีกด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พ.ศ.2404 รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯให้จ้างนางแอนนาเลียวโนเวนส์ สตรีชาวอังกฤษมาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในพระราชโอรสและพระราชธิดา โดยตั้งโรงเรียนขึ้นพระบรมมหาราชวัง ให้บรรดาพระเจ้าลูกยาเธอที่พระชันษาพอจะเล่าเรียนได้เข้าเรียนทุกพระองค์ นางแอนนาสอนอยู่ได้ประมาณ 3 ปีก็กลับไป ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้จ้างนายเชนต์เลอร์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน ทำหน้าที่เป็นครูสอนแทน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาสมัยใหม่แบบตะวันตก<br><br>2.สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน<br><br>3.จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดมุ่งหมายในการปฏิรูปการศึกษา ที่สำคัญมี 3 ประการ คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.เพื่อผลิตคนเข้ารับราชการ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.เพื่อให้ราษฎรมีความรู้สูงขึ้น จะได้เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและเป็นรากฐานที่สำคัญในการปรับปรุงประเทศ&nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.เพื่อประโยชน์ทางด้านศาสนาให้เด็กได้ใกล้ชิดพระศาสนามากขึ้น และเป็นรากฐานในการศึกษาพระศาสนาต่อไป<br>น.ส.เมย์ บุญทอง เลขที่ 32</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1706646366/e08e349111aaa4c154881fa795d18fcc/IMG_20221101_104552.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:48:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334459</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษาสมัยร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334497</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยรัชกาลที่ 4 ไทยได้ทำการติดต่อกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง อันเป็นผลมาจากการทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ.2398 และทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก จึงทรงศึกษาภาษาอังกฤษจนใช้การได้ดี และนำประโยชน์จากการเรียนภาษาอังกฤษไปใช้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายาการบริหารบ้านเมืองของพระองค์อีกด้วย<br><strong>สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน<br>&nbsp;<br>ธนพัฒน์ แก่นเฟื่อง เลขที่ 5 ม.5/4 :)<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1732371063/4e4cccfb7acb8a4af470ae1042f30fb1/F333127B_E5D2_4DB7_AB93_0D7B95D205A6.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:48:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334497</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษา</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334946</link>
         <description><![CDATA[<div>รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ซึ่งจะมีส่วนในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของตะวันตก ซึ่งมีความเจริญก้าวห้าไปมากแล้ว<br><br>สาเหตุที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน<br><br>การดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา<br>1.การจัดตั้งโรงเรียนหลวงและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษใน พ.ศ.2414<br>2.การสถาปนาโรงเรียนทหารมหาดเล็กใน พ.ศ.2424<br>3.การสถาปนาโรงเรียนสำหรับทวยราษฎร์แห่งแรกใน พ.ศ. 2427<br>4.การจัดตั้งโรงเรียนในมณฑลต่างๆใน พ.ศ. 2428&nbsp;<br>5.การจัดตั้งกรมศึกษาธิการใน พ.ศ. 2430<br>6.การจัดตั้งกระทรวงธรรมการใน พ.ศ.2435<br>7.การประกาศใช้โครงการศึกษาของชาติใน พ.ศ. 2441&nbsp;<br>8.การประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2445&nbsp;<br>9.การปรับปรุงการจัดการศึกษาใน พ.ศ.2450&nbsp;<br>10.การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาระหว่างกระทรวงธรรมการและกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2452&nbsp;<br><br><br> น.ส ภัทรวดี พิลาแดง ม.5/4 เลขที่29</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869632838/508b591feede01c91b833589bb0f9f72/16a48f12a35d2732bd47d1f9fd941b1be10fae93aef275305cdb8e116bfa2892_0.JPG" />
         <pubDate>2022-11-01 03:49:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364334946</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364335047</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้&nbsp;<br><br><br><br>น.ส.กิตติยากร เย็นลับ ม.5\4 เลขที่15</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869640105/470b493d629fe1e84737beaac86a39cc/7C6E3C65_0A59_466A_A4DA_326C92879247.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:49:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364335047</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาสเเละเลิกไพร่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364335575</link>
         <description><![CDATA[<div><br>การปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระแก่ตนเองนั้นจำเป็นจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะสังคมไทยมีทาสมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ การยกเลิกทาสโดยฉับพลันย่อมจะกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของกลุ่มมูลนายที่มีทาสในครอบครอง ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จึงทรงเตรียมแผนการในการเลิกทาสอย่างมีขั้นตอนดังต่อไปนี้<br>1.&nbsp; การออกประกาศให้ทำการสำรวจจำนวนทาสใน พ.ศ.2417 คือ ได้มีการประกาศให้ผู้ที่มีทาสในครอบครองได้ทำการสำรวจตรวจสอบจำนวนทาสในครอบครองของตนว่ามีอยู่เท่าไร รวมทั้งระยะเวลาที่ทาสจะต้องเป็นทาสจนกว่าจะพ้นค่าตัว ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสะดวกในการวางแผนขั้นต่อไป โดยเฉพาะให้มีการสำรวจและจดทะเบียนทาสที่เกิดตั้งแต่ปีมะโรง พ.ศ.2411 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นมา ทั้งนี้เพื่อเตรียมการเอาไว้สำหรับการวางแผนเลิกทาสต่อไป<br>น.ส.วรรณวิสา เจือจันทร์ เลขที่36 ม.5/4<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869641763/8b3d5c0c398f11657ba2babad2cec286/cn21_aaa2.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:50:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364335575</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การประกาศเลิกทาสสมัยร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364337226</link>
         <description><![CDATA[<div>1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี &nbsp;<br><br>ภาณุวัฒ ศรีดาวเดือน เลขที่ 9 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869635233/ccc844a7fa2d7f5f174d535810a27438/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:51:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364337226</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครองสมัย ร.5 ด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364337774</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>1. มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>2. มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br><br>     น.ส พุธิตา ชวนากรสกุล ม.5/4 เลขที่27</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869640518/fddb49b70a87e33c5c737cb63dbe6c4b/road.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:52:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364337774</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการปกครองสมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364338471</link>
         <description><![CDATA[<div>1.การคุกคามของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศไทยในขณะนั้นเป็นกระแสกดดันให้ไทยต้องปรับปรุงประเทศในทุกๆด้าน และการเปลี่ยนแปลงนี้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความเห็นว่า การปรับปรุงการศึกษาตามแบบสมัยใหม่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การได้รับอิทธิพลทางด้านสติปัญญาและความคิดตามแบบตะวันตกจากชาวยุโรปและอเมริกันที่มาเมืองไทยเพื่อการค้า เผยแผ่ศาสนาและเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่ให้กับสังคมไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในเอเชียและยุโรป ได้ทำให้พระองค์ทรงได้แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่มาใช้กับประเทศไทยด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.สืบเนื่องมาจากการเลิกทาสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะให้ผู้ที่พ้นจากการเป็นทาสนำไปใช้ในการยังชีพ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับมาเป็นทาสอีก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5.สืบเนื่องมาจากความต้องการบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยบุคคลที่ได้รับการศึกษาตามแบบใหม่เข้าทำงาน<br>น.ส.อริสา เศษรักษา เลขที่44</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-11-01 03:53:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364338471</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปการศึกษาไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364339725</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://reformvoice.com/2020/12/30/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94/"><strong><br>การปฏิรูปการศึกษาไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต</strong></a></div><div>วิวัฒนาการการศึกษาไทย การศึกษาในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ต่างมีวิวัฒนาการเพื่อปรับให้เข้ากับยุคและสมัยของผู้คนในแต่ละยุค ปัจจัยที่ทำให้การศึกษามีวิวัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงนั้นมีทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างเช่น ปัจจัยภายในเกิดจากความต้องการพัฒนาสังคมให้มีความเจริญและทันสมัย ปัจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในด้านต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งประเทศเองก็มีวิวัฒนาการทางการศึกษาด้วยเช่นกัน การศึกษาในอดีต นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินตอนต้นการศึกษาได้ถูกจัดแบ่งตามเพศ โดยการศึกษาสำหรับผู้ชายจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การศึกษาของฝ่ายอาณาจักร และพุทธจักร การศึกษาของฝ่ายอาณาจักรเป็นการศึกษาสำหรับผู้ชายที่เป็นทหาร โดยจะเล่าเรียนเกี่ยวกับมวย กระบี่กระบอง อาวุธ ตำราพิชัยยุทธ์ต่าง ๆ ส่วนการศึกษาของพุทธจักรเป็นการศึกษาสำหรับพลเรือนชาย เป็นการเล่าเรียนเกี่ยวกับคัมภีร์ไตรเวท โหราศาสตร์เวชกรรม และการศึกษาสำหรับเพศหญิงจะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับงานบ้านงานเรือน กิริยามารยาท กาทำอาหาร เป็นต้น&nbsp;<br><br>น.ส.สุชาดา กุหลาบแก้ว เลขที่ 38 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1732362471/c5973b245ec49326af9762143bdd0fed/images.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:54:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364339725</guid>
      </item>
      <item>
         <title>~การปฎิรูปด้านคมนาคมและการสื่อสาร ร.5~</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364341232</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;&nbsp;&nbsp;   ~ การปฎิรูปด้านคมนาคมและการสื่อสาร ~<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มต้นจากการพัฒนาทางรถไฟก่อนต่อมาจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทางหรือถนนควบคู่ไปกับการพัฒนาทางรถไฟเพื่อให้ถนนหรือทางเกวียนเหล่านั้นนำสินค้ามาป้อนทางรถไฟ การพัฒนาการคมนาคมทางบก เป็นผลให้พาหนะทางบกเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นทั้งสัตว์ พาหนะ เกวียน รถลาก รถม้า รถยนต์ รถราง และรถไฟ ทำให้ความเจริญของการพัฒนาได้กระจายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับควาวต้องการทางการเมืองและเศรษฐกิจ<br><br>• การรถไฟ<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp; - พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ระหว่างกรุงเทพฯ และนครราชสีมา และได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา นับว่าเป็นการสร้างทางรถไฟครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเริ่มสร้างในปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ เปิดเดินรถไปได้ช่วงแรกระหว่างกรุงเทพฯ และอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๓๙ และสร้างเสร็จตลอดสายในปีพุทธศักราช ๒๔๔๔ และทรงโปรดเกล้าฯ ให้ทางรถไฟสายนี้เป็น "รถไฟหลวง" แห่งแรกของไทยด้วย หลังจากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้เปิดรถไฟสายใต้ ระหว่างกรุงเทพฯและเพชรบุรี ๒๔๔๖&nbsp; รถไฟสายตะวันออก กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา ๒๔๕๐&nbsp; ส่วนเอกชนและชาวต่างชาติได้รับพระราชทานสัมปทานสร้างทางรถไฟสายอื่นๆ อีก ทำให้เกิดความสะดวกในการสัญจรและการทำมาหากินของประชาชนมากขึ้น<br><br>&nbsp; • การสร้างถนน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ในปีพุทธศักราช ๒๔๓๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตัดถนนราชดำเนิน และถนนเยาวราช ส่วนถนนสายอื่นๆ ที่โปรดให้สร้างและบูรณะเพื่อความสะดวกในการสัญจรของราษฎร ได้แก่ ถนนบำรุงเมือง ถนนเจริญกรุง ถนนวังบูรพา ถนนอุณากรรณ ถนนดินสอ ถนนจักรพงษ์ ถนนพระอาทิตย์ ถนนพระสุเมรุ ถนนจักรเพชร ถนนมหาชัย ถนนสี่พระยา เป็นต้น<br><br>• การสร้างสะพาน<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานเชื่อมถนนข้ามคลอง เช่น สะพานผ่านฝ้าลีลาศ สะพานมัฆวานรังสรรค์ ฯลฯ และยังได้พระราชทานทรัพย์จากเงินพระคลังข้างที่อันเป็นเงินส่วนพระองค์ ให้จัดสร้างสะพานขึ้นเพื่อสาธารณประโยชน์เป็นประจำทุกปีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาจนถึงปีสวรรคต รวม ๑๗ สะพาน โดยพระราชทานนามสะพานสะพานขึ้นด้วยคำว่า "เฉลิม" และ ตัวเลขต่อท้ายระบุพระชนมพรรษา เช่น สะพานเฉลิมศรี ๔๒ สร้างเมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๘ ขณะเจริญพระชนมพรรษา ๔๒ พรรษา นับเป็นสะพานแรก และสะพานสุดท้ายคือ สะพานเฉลิมสวรรค์ ๕๘ เป็นต้น<br><br>• การขุดคลอง<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - โปรดให้ขุดคลองเพื่อความสะดวกในการเดินทางคมนาคมทางน้ำ และการทำมาหากินของราษฎร โดยโปรดให้ขุดคลองเก่าและทำประตูระบายน้ำ เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๓๕ โปรดเกล้าฯ ให้ว่าจ้างบริษัทขุดคลองและคูสนามดำเนินการขุดคลองในบริเวณทุ่งนาระหว่างลุ่มน้ำเจ้าพระยากับจังหวัดนครนายก คลองนี้ใช้ประโยชน์ทั้งทางคมนาคม และการชลประทานเพื่อการเกษตร พระราชทานนามว่า "คลองรังสิตประยูรศักดิ์" ปัจจุบันคือคลองรังสิต เป็นต้น<br><br>• การไปรษณีย์ โทรเลข<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp; - ตั้งแต่โบราณกาลการติดต่อระหว่างพระนครกับหัวเมืองยังต้องใช้คนเดินสาร ใช้เรือหรือใช้ม้าเป็นพาหนะ ซึ่งการไปรษณีย์เป็นไปอย่างล้าช้า ประกอบกับหนทางยังไม่สะดวกสบายเท่าใดนัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรเห็นความสำคัญของการสื่อสารทางไปรษณีย์&nbsp; จึงได้ใช้จังหวัดนครปฐมเป็นที่เริ่มต้นการไปรษณีย์เป็นครั้งแรกของเมืองไทย ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๒ หลังจากการไปรษณีย์เปิดดำเนินการแล้ว แต่การทำงานยังไม่สามารถทำได้เต็มที่ เนื่องจากในขณะนั้นยังมีป่าไม้อยู่เป็นจำนวนมาก การสื่อสารทางโทรเลขจึงไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมากระทรวงกลาโหมได้รับงานนี้มาทำเองเมื่อพุทธศักราช ๒๔๑๘ โทรเลขสายแรกจึงสำฤทธิผลเริ่มเปิดดำเนินการได้ โดยส่งสายระหว่างกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ รวมระยะทาง ๔๕ กิโลเมตรและยังมีการวางสายใต้น้ำต่อไปจนถึงประภาคารที่ปากน้ำเจ้าพระยา สำหรับบอกร่องน้ำเมื่อเรือเข้าออก ส่วนสายที่ ๒ จากกรุงเทพฯ-บางปะอิน สร้างเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๔๒๖ และยังขยายเส้นทางออกไปอีกหลายสาย ส่วนการไปรษณีย์ไปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมไปรษณีย์เป็นครั้งแรกเมื่อพุทธศักราช ๒๔๒๖ ที่ตึกริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือปากคลองโอ่งอ่าง ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๔๑ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้รวมการไปรษณีย์และการโทรเลขเข้าด้วยกันเรียกว่า "กรมไปรษณีย์โทรเลข"<br><br>• การโทรศัพท์<br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - กระทรวงกลาโหมได้นำวิทยาการสมัยใหม่ที่เรียกว่าโทรศัพท์มาทดลองใช้ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๔ ติดตั้งทดลองใช้ครั้งแรก ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงเมืองสุมทรปราการ การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคเกี่ยวกับโทรศัพท์ สร้างมาเป็นเวลานานกว่า ๓ ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ครั้งแรกในปีพุทธศักราช ๒๔๒๙ แล้วกรมโทรเลขก็ได้รับโอนเข้ามาตั้งโทรศัพท์กลางขึ้นในกรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไป บริษัทห้างร้างเอกชนและส่วนราชการได้มีโอกาสเช่าโทรศัพท์เพื่อเป็นธุรกิจติดต่อสื่อสารกัน จนกระทั่งทุกวันนี้<br><br>นาย อันดา เนตระกูล&nbsp; เลขที่11 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1869635145/6159bec12a742c853823dc8176fbdfc0/IMG_20221101_205828_080.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 03:56:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364341232</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364348029</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>&nbsp;&nbsp;</strong></div><div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br><br>น.ส สมจิตรฤดี ทับทิม ม.5/4 เลขที่37<br><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1732366270/00ded4fea791a5aefad221a50df85cb6/E20D63F6_8394_432C_8908_4AE8D6CA7FA0.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 04:03:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364348029</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรสมัยร.5 ด้านสังคม</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364445166</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน<br>น.ส มนปริยา เสียงเพราะ ม.5/4 เลขที่ 31</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1595738565/ed7ab631b442e1f5f34e7b2e5c3d5f9a/0FE2BC86_412A_498A_84EF_89BDAF8EC429.jpeg" />
         <pubDate>2022-11-01 05:43:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364445166</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364699890</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br></div><ol><li>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;</li><li>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา.&nbsp;</li></ol><div>น.ส.สุพรรษา ด้วงนาม ม.5/4 เลขที่39</div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="http://www.thaigoodview.com/library/contest2553/type2/social03/28/03con02_files/03i02_files/k4.jpg" />
         <pubDate>2022-11-01 10:28:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2364699890</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การเลิกทาส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2409045827</link>
         <description><![CDATA[<div>รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ[2] เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่<br><br>ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ[1] มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก<br>น.ส ภัทรานิษฐ์ หมึงประเสริฐ ม.5/4 เลขที่ 30</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1907085879/60a3eb912384fbd35c335b93af8468c8/received_851590486027100.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-05 12:41:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2409045827</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส พาสุข ไวยกูล เลขที่26 ม.5/4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2418671881</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองใน สมัยรัชกาลที่๕<br>แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะแรก<br>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง<br>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br><br>🔴การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ<br>&nbsp;&nbsp;<br>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br><br>🔴การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านสังคม &nbsp;<br><br>เนื่องในสมัยรัชกาลที่&nbsp; ๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้านต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคมด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดยแผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของการเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออกประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในการยกเลิกทาส เช่น การมีธงประจำชาติครั้งแรก การออกประกาศพระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและสาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหากษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน&nbsp;<br> น.ส พาสุข ไวยกูล เลขที่26<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1596304435/844982bb3929b204e3bf796b928a5da6/____________________2475_____________________________________01.jpg" />
         <pubDate>2022-12-13 03:37:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2418671881</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2418677654</link>
         <description><![CDATA[<div>เนื่องในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการ เปลี่ยนแปลงและปฏิรูปทางด้าน ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงผล ๆ ให้เกิดการปฏิรูปทางด้านสังคม ด้วยเช่นกันคือการยกเลิกทาส โดย แผนการปฏิรูปสังคมในเรื่องของ การเลิกทาสนั้นก็ได้มีการออก ประกาศพระราชบัญญัติต่าง ๆ ใน การยกเลิกทาส เช่น การมีธง ประจำชาติครั้งแรก งแรก การออก ประกาศพระราชบัญญัติพิกัด กระเษียรอายุลูกทาสไทย นอกจาก นี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ขนบประเพณีในบางเรื่องอีกด้วย เช่น ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเดิมพระบรมวงศานุวงศ์และ ข้าราชการจะเป็นผู้ถือน้ำและ สาบานตน เปลี่ยนเป็นพระมหา กษัตริย์เป็นผู้เสวยน้ำและสาบาน<br>นพกร วิเศษธาร เลขที่7 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1824008224/7cf5e05928aa2dd8ffe936f67b678fc7/images__12_.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-13 03:46:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2418677654</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฎิรูปสมัย ร.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2419332707</link>
         <description><![CDATA[<div>ไทยไร้ทาสครบ 116 ปี 1 เมษายน วันเลิกทาส 1 เมษายน 2564. 1 เมษายน พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” และ “พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124” . เนื่องจากในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น (ร.3) เมืองไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เนื่องจากพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสต่อไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ (ทาสในเรือนเบี้ย) . ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงประกาศ “พระราชบัญญัติพิกัดกระเษียรลูกทาสลูกไทย” เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นทาสอีก . ประเทศ ไทยมีการใช้ทาสมาเป็นเวลานานเพื่อใช้ทำกิจการต่างๆ ในบ้านเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่สูงศักดิ์ พระองค์ทรงใช้ความวิริยะอุตสาหะที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้หมดไป ด้วยทรงพระราชดำริกับเสนาบดีและข้าราชการเกี่ยวกับเรื่องทาส พระองค์ทรงคิดหาวิธีปลดปล่อยทาสให้ได้รับความเป็นไท ด้วยวิธีการละมุนละม่อม ทำตามลำดับขั้นตอน ข้าทาสและไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบอาชีพหลากหลาย . เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ทรงออก “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทยในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทยแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว . ทาส มี 7 ประเภท (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา) 1. ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง . 2. ทาสในเรือนเบี้ย เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้ . 3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป . 4. ทาสท่านให้ ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น . 5. ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ . 6. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส . 7. ทาสเชลย ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้ . การพ้นจากความเป็นทาส • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส . ปี 2448 ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448) วันเลิกทาส ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของคนไทยอย่างล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงให้มีการเลิกทาสนับแต่นั้นมา ไทยจึงเป็น ‘ไท’ จนถึงทุกวันนี้<br>นาย ธนวิชญ์&nbsp; สิทธิเชียงพิณม. 5/4 เลขที่6</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1774927665/e251b238b1454b809c2d9af03932fdf9/Screenshot_2022_1213_221000.jpg" />
         <pubDate>2022-12-13 15:11:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2419332707</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2451850313</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.๕ ด้านเศรษฐกิจ &nbsp;<br>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>1.มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>2.มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br><br>น.ส.โสภิตา แสงศรี เลขที่41</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1734220561/15e2458af5019d33a8a6ebe86b70ba17/3__1_.png" />
         <pubDate>2023-01-21 13:14:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2451850313</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.แพรวา รักพยัค เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2471136465</link>
         <description><![CDATA[<div>การปฏิรูปบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ 5 แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ การปฏิรูประยะแรก และการปฏิรูประยะหลัง<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะแรก</strong></div><div>การปฏิรูปประเทศในระยะแรก รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงแต่งตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและสภาที่ปรึกษาในพระองค์ ซึ่งศภาทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย&nbsp; รวมไปถึงยกเลิกประเพณีโบราณต่าง ๆ ไม่เห็นว่าไม่เหมาะกับสังคมสังคมในสมัยนั้น แต่สภาทั้ง 2 ปฏิบัติงานได้ไม่นานก็ต้องยุติหน้าที่ลงเนื่องจากวิกฤติการณ์วังหน้า<br><br></div><div><strong>การปฏิรูปประเทศระยะหลัง</strong></div><div>รัชกาลที่ 5 ได้ทรงตระหนักถึงภยันอันตรายของจากล่าอาณานิคมของประเทศโลกตะวันตก และทรงเห็นว่าการปกครองในแบบเดิมของไทยนั้นมีความล้าสมัยไม่สอดคล้องกับความเจริญของบ้านเมือง จึงส่งผลให้เกิดการปฏิรูปการปกครอง 2435 โดยใน พ.ศ. 2430 ได้มีการเริ่มแผนการปฏิรูปการปกครองขึ้นตามแบบแผนของตะวันตก ในส่วนกลางมีการจัดแบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ต่อได้เปลี่ยนมาใช้คำว่ากระทรวงแทนโดยสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 เมษายน 2435&nbsp; และยังได้มีการประกาศแต่งตั้งเสนาบดีเจ้ากระทรวงแต่ละกระทรวงขึ้น และยุบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภ์ทุกตำแหน่งต่อจากนั้นก็ได้มีการยุบกระทรวงเหลือเพียง 10&nbsp; กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระกรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัง กระทรวงเมือง(นครบาล) กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงธรรมการ กระทรวงโยธาธิการ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.vacationistmag.com/wp-content/uploads/2020/05/Season-Rama5-2.jpg" />
         <pubDate>2023-02-07 03:56:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2471136465</guid>
      </item>
      <item>
         <title>การปฏิรูปบ้านเมืองสมัย ร.5 ด้านเศรษฐกิจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2495863916</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง จนส่งผลให้เกิดการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้<br><br>มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก เพื่อให้หลุดพ้นจากการคุกคามจากประเทศตะวันตกด้วยเหตุผลว่าเป็นประเทศที่มีความล้าหลัง ดังนั้นในการปฏิรูปบ้านเมืองให้มีความทันสมัยนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้เงินทุนอย่างมาก&nbsp;<br>มีการปฏิรูปการคลัง เนื่องด้วยปัญหาทางด้านการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปทางด้านอื่น ๆ และปัญหาในเรื่องความล้าสมัยไม่สามารถตรวจสอบได้ของการคลัง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ซึ่งเป็นที่เก็บรวบรวมพระราชทรัพย์ เป็นที่รวมงานการเก็บภาษีอากรและแจกจ่ายภาษีนั้นไปยังกรมกองต่าง ๆ&nbsp; มีการจัดทำงบประมาณ มีการแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และส่วนของแผ่นดิน และมีการปฏิรูประบบเงินตรา&nbsp;<br>น.ส.ลาภิศรา พงศ์จิราเดชโชติ เลขที่34 ม.5/4</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1975276944/bfed793019b101f7c840de6d35e5ec04/B4458220_237F_48A8_A1A4_BE6440C2AAD7.jpeg" />
         <pubDate>2023-02-27 05:51:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/waruneelokaew/l95ye1of8z93yt1h/wish/2495863916</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
