<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ยุคของดนตรีไทย by </title>
      <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294</link>
      <description>ณัฏฐณิชา จันทร์พิทักษ์</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-01-04 03:03:46 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-01-04 04:23:46 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f3b5.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>เหตุการสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวงดนตรีในสมัยสุโขทัย</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433099794</link>
         <description><![CDATA[<div>ชาวเมืองมีเครื่องเล่นสร้างความรื่นเริงบันเทิงใจ และมีอิสระเสรีที่จะแสดงออกในเรื่องราวของบทเพลงและดนตรี และมีเรื่องราวของดนตรีบางส่วนที่ปรากฏอยู่บนศิลาจารึกของพ่อขุนรามว่า ‘เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ’ แสดงให้เห็นว่าในสมัยสุโขทัย มีการนำดนตรีมาใช้ ในกิจกรรมต่างๆทั้งในราชสำนัก และประเพณีของราษฎร<br><br>ดนตรีไทย มีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ เครื่องดนตรีไทย ในสมัยนี้ ปรากฎหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือวรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ, ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ปี่ไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วงดนตรี ก็ปรากฎหลักฐานทั้งในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ซึ่งจากหลักฐานที่กล่าวนี้ สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ คือ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 03:42:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433099794</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะวงดนตรี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433101080</link>
         <description><![CDATA[<div>1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย เป็นลักษณะของการขับลำนำ<br><br>2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 1 คน และ คนไกว บัณเฑาะว์ ให้จังหวะ 1 คน<br><br>3. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เครื่อง 5 มี 2 ชนิด คือ<br>วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างเบา ประกอบด้วยเครื่องดนตรีชนิดเล็ก ๆ จำนวน 5 ชิ้น คือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ปี่ &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. กลองชาตรี&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ทับ (โทน)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ฆ้องคู่ และ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน 5 ชิ้น คือ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ปี่ใน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ฆ้องวง (ใหญ่)&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ตะโพน&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. กลองทัด&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การแสดงมหรสพ ต่าง ๆ จะเห็นว่า วงปี่พาทย์เครื่องห้า ใน&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยนี้ยังไม่มีระนาดเอก<br><br>4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหนึ่ง ที่นำเอา วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ มาผสมกัน เป็นลักษณะของ วงมโหรีเครื่องสี่ เพราะประกอบด้วยผู้บรรเลง 4 คน คือ 1. คนขับลำนำและตี กรับพวง ให้จังหวะ 2. คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง 3. คนดีดพิณ และ 4. คนตีทับ (โทน) ควบคุมจังหวะ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 03:44:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433101080</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทเพลงที่สำคัญ</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433105534</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยกรุงสุโขทัย เกี่ยวกับเพลงไทยพบว่ามีปรากฏน้อยมากเมื่อเทียบกับเครื่องดนตรี บทเพลงส่วนใหญ่สันนิษฐานกันว่าเป็นเพลงพื้นเมืองที่ร้องเล่นเพื่อขับกล่อม หรือพักผ่อนหลังจากการทำงาน ไม่มีการแสดงประกอบ เป็นเพลงที่มีจังหวะ ทำนองรวดเร็วและกระฉับกระเฉง เทียบได้กับอัตราจังหวะชั้นเดียว โดยเพลงที่มีชื่อว่า เทพทอง ถือเป็นบทเพลงที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุกว่า 700 ปี ต่อมาเมื่อนำเพลงนี้มาใช้ขับร้องเพื่อประกอบการแสดงละคร มีวงดนตรีรับ-ส่ง จึงได้ชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เพลงสุโขทัย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 03:51:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433105534</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คีตกวี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433107751</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสุโขทัยมีเพียงการร้องและเล่นภายในวังและเป็นประเพณีเท่านั้น จึงไม่มีคีตกวีที่สำคัญชัดเจน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 03:54:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433107751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เหตุการสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวงดนตรีในสมัยสุโขทัย</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433109713</link>
         <description><![CDATA[<div>การดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยานี้เจริญขึ้นกว่าสมัยกรุงสุโขทัยมาก ชาวพระนครศรีอยุธยาสมัยนั้นมีความสนใจในศิลปะการดนตรีเป็นอย่างมากและนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย เครื่องดนตรีสมัยอยุธยา ก็คือ เครื่องดนตรีที่เล่นกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยนั้นเอง แต่ได้วิวัฒนาการให้ดีขึ้นทั้งด้านรูปทรงและการประสมวง ตลอดจนการบรรเลงก็ประณีตขึ้น และเพิ่มเครื่องดนตรีบางชนิด ซึ่งสรุปได้ดังนี้<br>เครื่องดีด มีกระจับปี่ จะเข้ พิณเพี้ยะ พิณน้ำเต้า&nbsp;<br>เครื่องสี มี ซอสามสาย ซออู้ ซอด้วง&nbsp;<br>เครื่องตี มีกรับพวง กรับคู่ กรับเสภา ระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่ ฆ้องคู่ ฆ้องชัย ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ฉาบ มโหระทึก ตะโพน กลองทัด กลองตุ๊ก บัณเฑาะว์ กลองมลายู กลองชนะ<br>เครื่องเป่า มี ปี่ใน ปี่กลาง ขลุ่ย แตรงอน แตรสังข์<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 03:58:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433109713</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะวงดนตรี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433111258</link>
         <description><![CDATA[<div>เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ดนตรีไทยไม่เจริญก้าวหน้ามากนัก วงดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ได้แก่ วงมโหรี ที่บรรเลงโดยผู้หญิง เพื่อขับกล่อมถวายแด่พระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยเครื่องดนตรี กระจับปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรับ รำมะนา ขลุ่ยและฉิ่ง แต่ต่อมาได้นำจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาประสมแทนกระจับปี่ เพื่อให้ทำนองได้ละเอียดลออและไพเราะกว่า และวงเครื่องสาย ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ซอด้วง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และฉิ่ง<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:01:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433111258</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทเพลงที่สำคัญ</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433111556</link>
         <description><![CDATA[<div>1. เพลงร้องมโหรี ใช้สำหรับขับร้องและบรรเลงวงมโหรี เพื่อขับกล่อม ได้แก่<br><br>เพลงตับ เช่น เพลงตับเรื่องพระนคร เพลงตับเรื่องนางร้องไห้ เพลงตับเรื่องเกสรมาลา เพลงตับเรื่องยิกิน เป็นต้น<br>เพลงเกร็ด เช่น นางตานีร้องไห้ ศรีประเสริฐ ระส่ำระสาย มดน้อยล่องเรือละคร เป็นต้น<br>2. เพลงปี่พาทย์ ใช้สำหรับขับร้องและบรรเลงวงปี่พาทย์ เพื่อประกอบโขน ละคร และพิธีการต่างๆ มีดังนี้<br><br>เพลงหน้าพาทย์ เช่น สาธุการ ตระรัว ช้าปี่ โอ้ร่าย ชมตลาด ช้าครวญ เป็นต้น<br>เพลงเรื่อง เช่น เพลงเรื่องทำขวัญ เพลงเรื่องพระนเรศวร เป็นต้น<br>3. เพลงภาษา เนื่องจากในสมัยนี้มีการติดต่อกับต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมด้านต่างๆ จึงเกิดขึ้น ด้านดนตรีได้มีการประพันธ์บทเพลงโดยเลียนสำเนียงชาติต่างๆ เพื่อบรรเลงประกอบตัวละครตามชาตินั้น เช่น เพลงมอญ ได้แก่ เพลงหงส์ลีลา หงส์ร่อนเหราเล่นน้ำ ลูกติดแม่ สามภาษา เป็นต้น เพลงจีน ได้แก่ จีนเก็บดอกไม้ จีนหลวงนางกลับเข้าที่ เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:01:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433111556</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เหตุการสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวงดนตรีในสมัยสุโขทัย</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433114576</link>
         <description><![CDATA[<div>สมัยธนบุรี (พ.ศ. 2310 – 2325)<br>– เมื่อคราวสมโภชพระแก้วมรกตซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทร์ มีการบันทึกว่ามีการบรรเลงวงดนตรีต่างๆ ได้แก่ พิณพาทย์ ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย มโหรีแขก มโหรีฝรั่ง มโหรีญวน และมโหรีเขมร สลับผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวลาถึง 2 เดือน กับ 12 วัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:07:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433114576</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะวงดนตรี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433115187</link>
         <description><![CDATA[<div>มีวงดนตรี 3 ประเภท เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา คือ วงปี่พาทย์ วงมโหรี และวงเครื่องสาย แต่มีเครื่องดนตรีของชาติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกำหนดการของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นว่า “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิณพาทย์ไทย พิณพาทย์รามัญ มโหรีไทย ฝรั่ง มโหรีญวน เขมร ผลัดเปลี่ยนกันสมโภช 2 เดือนกับ 12 วัน” ในงานสมโภชพระแก้วมรกตเป็นต้น<br><br>เนื่องจากในสมัยนี้เป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นเพียงแค่ 15 ปี และประกอบกับเป็นสมัยแห่งการก่อร่างสร้างเมือง และการป้องกันประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยในสมัยนี้จึงไม่ปรากฏหลักฐานไว้ว่า ได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้น สันนิษฐานว่า ยังคงเป็นลักษณะและรูปแบบของ ดนตรีไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:08:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433115187</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทเพลงที่สำคัญ</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433118599</link>
         <description><![CDATA[<div>เพลงมโหรี-เพลงตับเรื่องพระนคร,เพลงล่องเรือละคร<br>เพลงหน้าพาทย์-เพลงสาธุการ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:13:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433118599</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คีตกวี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433118968</link>
         <description><![CDATA[<div>ในสมัยอยุธยายังคงไม่มีชื่อคีตกวีปรากฏแน่ชัด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:14:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433118968</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เหตุการสำคัญเกี่ยวกับวิวัฒนาการของวงดนตรีในสมัยสุโขทัย</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433121515</link>
         <description><![CDATA[<div>การพัฒนาเปลี่ยนแปลงของดนตรีไทยในสมัยนี้ก็คือ ได้มีการนำเอาวงปี่พาทย์มาบรรเลงประกอบการขับเสภาเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีกลองชนิดหนึ่งเกิดขึ้น โดยดัดแปลงจาก "เปิงมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดนี้ว่า "สองหน้า" ใช้ตีกำกับจังหวะแทนเสียงตะโพนในวงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภา&nbsp; เนื่องจากเห็นว่าตะโพนดังเกินไป&nbsp; จนกระทั่งกลบเสียงขับ กลองสองหน้านี้ปัจจุบันนิยมใช้ตีกำกับจังหวะหน้าทับ ในวงปี่พาทย์ไม้แข็ง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:18:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433121515</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลักษณะวงดนตรี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433122883</link>
         <description><![CDATA[<div>คณะละครและวงปี่พาทย์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์<br>มีความก้าวหน้าทางดนตรีมาก เริ่มจากสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เพิ่มกลองทัดขึ้นในวงปี่พาทย์เป็น 2 ลูก และเพิ่มระนาดในวงมโหรีปี่พาทย์อีก 1 ราง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 เริ่มมีปี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา จึงได้นำเปิงมางมาติดข้างสุกถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภา และได้เพิ่มฆ้องวงในวงมโหรีด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีผู้สร้างระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กขึ้นมา ทำให้เกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้นในสมัยนั้น ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีระนาดทีเปลี่ยนชื่อเป็นระนาดเอก เพื่อให้เข้าคู่กับระนาดแบบใหม่ ที่เพิ่มราง 1 ราง และสร้างขนาดใหญ่เรียกว่า ระนาดทุ้ม และฆ้องวงใหญ่ เพื่อให้เข้าคู่กับฆ้องวงเล็กที่สร้าง ขนาดเล็กลงเรียกว่า ฆ้องวงเล็ก นอกจากนี่ยังมีการนำปี่นอกเข้ามาผสมเข้าคู่กับปี่ใน และเครื่องดนตรีเดิม คือ ตะโพน กลองทัดและฉิ่งเช่นเดิม รวมทั้งมีวงมโหรีเครื่องคู่เกิดขึ้น โดยมีการนำระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก และขลุ่ยหลีบ ให้เข้าคู่กับเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิม ในสมัยรัชกาลที่ 4 วงปี่พาทย์มีความเจริญมาก โดยเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ ต่างก็มีวงปี่พาทย์ประจำบ้านกัน และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชดำริให้นำลวดเหล็กเล็ก ๆ ที่ทอดพระเนตรจากนาฬิกาตั้งโต๊ะที่กลไกข้างในมีลวดเส้น เล็ก ๆ สั้นบ้างยาวบ้าง ปักเรียงกันถี่ ๆ เป็นวงกลมคล้ายหวีตรงกลางมีแกนหมุนและเหล็กเขี่ยเส้นลวดเหล็กเหล่านั้นผ่านไปโดยรอบที่พระองค์ทรงเรียกว่า นาฬิกาเขี่ยหวี ซึ่งมีเสียงดังกังวานมาสร้าง เป็นระนาดทุ้มเหล็ก และระนาดเหล็กที่เล็กกว่าและมีเสียงสูงกว่า มาเพิ่มเข้าในวงปี่พาทย์ และเรียกวงปี่พาทย์นี้ว่า วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องดนตรี ระนาดทุ้มเหล็กและระนาดเอกเหล็กที่ทำด้วยทองเหลืองเรียกว่า ระนาดทอง และนำซอด้วงและซออู้มาผสมในวงมโหรีด้วยเรียกว่า มโหรีเครื่องใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เกิดวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ทรงปรับปรุงขึ้นเพื่อบรรเลงประกอบละครวงปี่พาทย์นี้มีชื่อเสียงไพเราะนุ่มนวลกว่า เพราะได้ดัดเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังมาก เสียงสูงและเสียงเล็กแหลมออกจนหมด และระนาดเอกก็ตีด้วยไม้นวม รวมทั้งยังนำฆ้องชัยหรือฆ้องหุ่ยมา 7 ลูก เทียบเสียงเรียงลำดับตีห่างๆ คล้ายกับ เบสของฝรั่ง เพิ่มเข้ามา ในสมัยรัชกาลที่ 6 การดนตรีมีความเจริญขึ้นมาก โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งกรมมหรสพ กรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทย์หลวงกลองเครื่องสายฝรั่งหลวง และกรมช่างมหาดเล็ก สำหรับสร้างและซ่อมสิ่งที่เป็นศิลปะต่าง ๆ และพระองค์ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องปี่พาทย์ประดับมุกและประดับงาขึ้น 2 ชุด ประดับเป็นลวดลายวิจิตร มีอักษรพระปรมาภิไธย ม.ว. ซึ่งงดงามมีค่ายิ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งวงเครื่องสาย ส่วนพระองค์ขึ้น โดยพระองค์ทรงซอด้วง และพระบรมราชินีทรงซออู้ พร้อมทั้งเจ้านายอีกหลายพระองค์ อยู่ในวงนั้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:20:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433122883</guid>
      </item>
      <item>
         <title>บทเพลงที่สำคัญ</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433122923</link>
         <description><![CDATA[<div>รัชกาลที่7 พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์ เพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรละออองค์ เถา และเพลงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น ต่อมาเมื่อหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 การดนตรีไทยได้ค่อย ๆ เสื่อมลง จนมาถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว จึงได้มีการฟื้นฟูดนตรีไทยขึ้นใหม่ จนมาถึงปัจจุบันนี้ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระปรีชาสามารถทางดนตรีสากล และพระราชนิพนธ์เพลงขึ้นหลายเพลงด้วย แต่พระองค์ยังทรงสนพระทัยการดนตรีไทย โดยพระราชทานทุน ให้พิมพ์เพลงไทยเป็นโน้ตสากลออกจำหน่ายจนเป็นที่นิยมของวงการดนตรีทั่วไป</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:20:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433122923</guid>
      </item>
      <item>
         <title>คีตกวี</title>
         <author>j2cs8v824x</author>
         <link>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433124826</link>
         <description><![CDATA[<div>พระประดิษฐ์ไพเราะ(ครูมีแขก)(ร.3-ร.5)<br>พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลกประสานศัพท์)<br>หลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ร.5-ร.7)</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-01-04 04:23:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/j2cs8v824x/kum7ozszrgyhz294/wish/2433124826</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
