<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>อภิปราย อ.อารีลักษณ์ by BAS PANYAKORN HNOONUAL</title>
      <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61</link>
      <description></description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2023-09-14 14:52:51 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-10-10 04:26:42 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title></title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704455557</link>
         <description><![CDATA[<div>1.<strong>สภาวะธรรมชาติและธรรมชาติของมนุษย์ในปรัชญาการเมืองของจอห์นล็อค</strong>&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในสภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มนุษย์มีเสรีภาพและความเสมอภาค มนุษย์มีสิทธิตามธรรมชาติในการปกป้องชีวิตตนเองและผู้อื่นตามขอบเขตของกฎธรรมชาติ ที่ปกครองมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ&nbsp; สภาวะธรรมชาติของล็อคยังเป็นสภาวะที่สามารถเกิดสภาวะสงคราม&nbsp;<br>&nbsp;โดยประเด็นด้านเสรีภาพและความเสมอภาคของมนุษย์ในสภาวะธรรมชาตินั้น ล็อคได้บรรยายไว้ว่า&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ในสภาวะธรรมชาติ เป็นสภาวะแห่งเสรีภาพ สมบูรณ์ที่คนจะที่จะกระทำการใด ๆ ต่อสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของและต่อตัวของเขาเองตามที่เขาเห็นว่าสมควร ภายในขอบเขตของกฎธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้อง&nbsp;</div><div>ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของคนผู้ใด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;สภาวะนี้เป็นสภาวะแห่งความเสมอภาคที่ซึ่งอำนาจและการตัดสิน&nbsp;</div><div>ความยุติธรรมต่างก็เป็นของแต่ละคนโดยไม่มีใครมีมากกว่าใคร และไม่มีอะไรที่ จะเป็นหลักฐานชัดเจนยิ่งไปกว่าการที่สิ่งมีชีวิต ชนิดเดียวกันและ&nbsp;</div><div>ชั้นเดียวกันซึ่งเกิดมาพร้อมกันสามารถแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติและจาก การใช้ความสามารถเหมือน ๆ กันนั้นควรจะมีเสมอภาคกันโดยไม่ต้องเป็นรอง หรือขึ้นอยู่กับผู้ใด<strong>&nbsp;</strong></div><div>&nbsp; &nbsp; ในสภาวะธรรมชาตินั้นมีกฎแห่งธรรมชาติปกครองอยู่ ซึ่งผูกพันทุกคน&nbsp;</div><div>ไว้ และเหตุผลซึ่งก็คือกฎนั้นได้สอนให้มนุษยชาติทั้งปวงซึ่งพิจารณาถึงเหตุผล นั้นว่า การที่มนุษย์มีความเท่าเทียมกันและไม่ขึ้นกับใครนั้น จึงไม่มีใครควรจะ ทำอันตรายผู้อื่นในเรื่องของชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือสิ่งที่เขาครอบครองได้ เนื่องจากมนุษย์ทุกคนเป็นผลผลิตของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนมีพันธะที่จะต้อง ปกปักรักษาตนเอง และด้วยเหตุผลเดียวกัน หากไม่ขัดต่อการรักษาตนเอง เขาจึงควรปกปักรักษามนุษยชาติเท่าที่เขาจะทำได้ด้วย และไม่ยกเว้นการ กระทำที่เป็นการยุติธรรมต่อผู้ที่ฝ่าฝืนกฎนี้ ไม่มีใครสามารถที่จะทำลายหรือทำ อันตรายต่อสิ่งใดก็ตามที่จะส่งผลต่อการปกปักรักษาตนเองของผู้ใดได้เลย ไม่ว่า จะเป็นชีวิต เสรีภาพ ร่างกาย หรือ สิ่งของใด ๆ<br>&nbsp; &nbsp; จะเห็นได้ว่า ในประเด็นเรื่องของกฎธรรมชาติของล็อคนั้นเป็นสิ่งเดียวกันกับเหตุผล ซึ่งจากการที่ มนุษย์ใช้เหตุผลนั้นทำให้มนุษย์ได้ค้นพบกฎธรรมชาติที่เป็นเจตจำนงของพระเจ้า มนุษย์จึงทราบว่ามนุษย์นั้นเป็นผลผลิตของพระเจ้าที่ทรงสร้างมนุษย์มาให้มีความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ไม่มีใครต้องขึ้นอยู่กับใครหรือเป็นเบี้ยล่างใคร มนุษย์จึงต้องไม่ทำลายชีวิตของตนเองและผู้อื่น และมนุษย์ก็มีสิทธิตามธรรมชาติหรือพันธะในการที่จะต้องปกปักรักษาตนเองและรักษาผู้อื่นหรือรักษามนุษยชาติทั้งปวงด้วย ในกรณีเช่นนี้ การทำร้ายหรือทำอันตรายผู้อื่นจึงเท่ากับเป็นการทำให้ผู้อื่นนั้นตกเป็นเบี้ยล่างหรือขึ้นอยู่กับอำเภอใจของตนซึ่งเป็นการละเมิดกฎธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยร่วมกันของมวลมนุษย์ และเนื่องจากกฎธรรมชาตินั้นมีไว้เพื่อปกป้องมนุษย์จากอันตรายและความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์ การกระทำเช่นนี้จึงเท่ากับเป็นการทำอันตรายต่อมนุษยชาติทั้งปวง16 และด้วยในสภาวะธรรมชาติที่ “อำนาจและการตัดสิน เกี่ยวกับความยุติธรรมเป็นของแต่ละคน”&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทำให้มนุษย์ทุกคนนั้นต่างก็มีสิทธิในการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ หรือที่ล็อคเรียกว่า การกระทำที่เป็นการยุติธรรมต่อผู้ที่ฝ่าฝืน</div><div>แต่เรื่องสิทธิในการลงโทษนั้นไม่ได้หมายความว่า จะสามารถลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎธรรมชาติได้อย่าง เด็ดขาดหรือตามอำเภอใจ หากการลงโทษนั้นล็อคอธิบายว่าจะต้องทำโดยเหตุผลอย่างสงบ ด้วยการกำกับของสติสัมปชัญญะ อย่างเหมาะสมต่อการฝ่าฝืนกฎนั้น กล่าวคือ การ ลงโทษนั้นต้องมีจุดมุ่งหมายตามหลักแห่งการชดใช้ และหลักแห่งการป้องปราม เท่านั้น17 กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลงโทษบุคคลที่ขโมยของเพียงเล็กน้อยอาจลงโทษด้วยการปรับเงินตามที่เจ้า ทุกข์เห็นสมควรหรือคุมขังพอแต่ฐานานุโทษที่ได้กระทำเท่านั้น การลงโทษที่รุนแรง เช่น ปรับเงินจำนวนมากหรือประหารชีวิตต่อกระกระทำที่เล็กน้อยถือเป็นการละเมิดหลักการดังกล่าว&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 15:47:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704455557</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704472632</link>
         <description><![CDATA[<div>กำหนดส่ง 19 กันยายน 2566<br>ลักษณะงาน : อาจารย์จะกำหนดโจทย์คำถามให้นักศึกษาไปค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง&nbsp; จากนั้นให้นักศึกษาประชุมระดมความคิดเห็นจากเพื่อนๆ ในกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม&nbsp; โดยต้องวิเคราะห์ตอบคำถามบนหลักการของเหตุผลและ/หรือองค์ความรู้แนวคิดพื้นฐานทางรัฐศาสตร์&nbsp; ชิ้นงานที่ส่งต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลความรู้ที่สมาชิกในกลุ่มไปค้นคว้ามาตอบคำถามด้วย</div><div><strong>ประเด็นในการอภิปรายครั้งที่ 1</strong>&nbsp; (15 คะแนน)&nbsp; กำหนดส่ง&nbsp; 19 กันยายน 2566</div><div><strong>โจทย์</strong>&nbsp; นักศึกษาจงศึกษาทำความเข้าใจความคิดทางการเมืองของนักคิดในกลุ่มทฤษฎีสัญญาประชาคม คือ โทมัส ฮอบส์&nbsp; จอห์น ล็อค และ รุสโซโดยละเอียด&nbsp; และจงอภิปรายเปรียบเทียบ ในประเด็นดังต่อไปนี้</div><div>ก)&nbsp; &nbsp; &nbsp;ธรรมชาติมนุษย์กับสภาวะธรรมชาติ&nbsp; และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ</div><div>ข)&nbsp; &nbsp; &nbsp;การกำเนิดสังคมการเมืองและรัฐ&nbsp; ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐ</div><div>ค)&nbsp; &nbsp; &nbsp;ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน&nbsp; และความคิดทางการเมืองแต่ละความคิดสนับสนุนระบอบการเมืองการปกครองแบบใด</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 15:57:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704472632</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704475421</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โจทย์</strong>&nbsp; นักศึกษาจงศึกษากระบวนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารในสภาผู้แทนราษฎร&nbsp; และอธิบายการทำงานของทั้ง 2 ฝ่ายในประเด็นต่อไปนี้&nbsp;</div><div>ก) &nbsp; ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจหรือสิทธิในการเสนอร่างกฎหมาย&nbsp; และเสนอกฎหมายในระดับชั้นใด</div><div>ข) &nbsp; จงอธิบายถึงขั้นตอนและกระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมายในวาระต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบการะบวนการออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้</div><div>ค) &nbsp; พระราชอำนาจในการเห็นชอบหรือยับยั้งกฎหมายของพระมหากษัตริย์&nbsp; และข้อบังคับในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย&nbsp; หากพระมหากษัตริย์และสภาผู้แทนราษฎรมีพระราชวินิจฉัยและความคิดเห็นแตกต่างกัน</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 15:59:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704475421</guid>
      </item>
      <item>
         <title>2.การกำเนิดสังคมการเมืองเเละรัฐความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐ</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704480486</link>
         <description><![CDATA[<div>ปรัชญา ชาวอังกฤษ ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ความสนใจหลักของเขาคือสังคมและทฤษฎีของความรู้</div><div>แนวคิดของล็อกที่เกี่ยวกับ "ผู้ปกครองที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใต้ปกครอง" และสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ ที่เขาอธิบายว่าประกอบไปด้วย ชีวิต, เสรีภาพ, และทรัพย์สิน นั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อพัฒนาการทางปรัชญาการเมือง แนวคิดของเขาเป็นพื้นฐานของกฎหมายและรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งผู้บุกเบิกได้ใช้มันเป็นเหตุผลของการปฏิวัติ</div><div>แนวคิดด้านญาณวิทยาของล็อกนั้นมีอิทธิพลสำคัญไปจนถึงช่วงของยุคแสงสว่าง. เขามีทัศนะเกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ว่า ความรู้จะต้องเกิดหลังประสบการณ์ และความรู้จะเกิดขึ้นโดยอาศัยการสัมผัส เมื่อมนุษย์ได้สัมผัสก็จะมีความรู้สึก และความรู้สึกจะทำให้มนุษย์นั้นคิด และความคิดนี้คือแหล่งกำเนิดแห่งความรู้ หากปราศจากการสัมผัสมนุษย์ก็จะไม่คิด เพราะจิตโดยธรรมชาติจะมีสภาพอยู่เฉย. เขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับนักประสบการณ์นิยมชาวบริติช ซึ่งประกอบไปด้วยเดวิด ฮูม และจอร์จ บาร์กลีย์ ล็อกมักถูกนำไปเปรียบเทียบกับโทมัส ฮอบบส์ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ &gt;&gt;</div><div><strong>ผลงานที่สำคัญ ได้แก่</strong></div><div>&nbsp; &nbsp;1.An Eassy Concerning Human Understanding</div><div>&nbsp; &nbsp;2.Two Treatises of Civil Government</div><div><strong>พื้นฐานทางความคิด</strong></div><div>จอห์น ล็อค เป็นนักปรัชญาที่มีความคิดเห็นเป็นกลางๆ หลักการหาความรู้ไม่ได้เคร่งครัดอยู่กับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหรือเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาเป็นนักประจักษ์นิยมหรือประสบการณ์นิยม เขาคิดว่าเนื้อหาของความรู้ได้มาโดยอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส และการไตร่ตรองด้วยเหตุผล เขาไม่ใช่นักประจักษ์นิยมแบบเคร่งครัด ส่วนหนึ่งเขาคล้อยตามพวกเหตุผลนิยม คือ ความเห็นหรือความเชื่อต่างๆ ต้องนำมาวิเคราะห์ไตร่ตรองด้วยเหตุผลเสียก่อน และคิดว่าไม่ควรใช้อารมณ์และความรู้สึกมาเป็นพื้นฐานในการตัดสินด้วยเหตุผล ล็อคไม่ได้ปฏิเสธความจริงทางจิตหรือวิญญาณ กฏเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติตลอดจนการเปิดเผยของพระเจ้า</div><div>ล็อคได้รับแรงกระตุ้นอย่างมากจากการอ่านงานของเดส์การ์ตส์ โดยเฉพาะเรื่องการใช้เหตุผล ล็อคพยายามวิเคราะห์ว่าเหตุผลนั้นเชื่อถือได้เพียงใด ทำอย่างไรจึงเรียกว่ามีเหตุผล เขาศึกษาเรื่องนี้อยู่นานจึงได้เขียนหนังสือเรื่อง An Essay Conerning Human Understanding ซึ่งได้วิจารณ์เรื่องความคิดติดตัวมาแต่กำเนิด</div><div><strong>ญาณวิทยาหรือทฤษฎีความรู้</strong></div><div>ล็อคสรุปว่า ความรู้นั้นอยู่ที่ความคิด คำว่าความคิด หมายถึงความคิดที่เกิดขึ้นจากวัตถุที่เรามีประสบการณ์ และต้นกำเนิดของความคิดคือประสบการณ์ ล็อคอธิบายว่าประสบการณ์ได้มาสองทางคือ ทางผัสสะ กับการไตร่ตรอง หมายความว่า ความคิดทุกความคิดเกิดจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เรามีต่อโลก และเกิดจากการไตร่ตรองเกี่ยวกับความคิดอันเกิดจากผัสสะ การไตร่ตรองถือเป็นประสบการณ์ภายใน สิ่งที่ล็อคเน้นก็คือ เราไม่สามารถมีประสบการณ์เกี่ยวกับการไตร่ตรอง จนกว่าเราจะได้มีประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ล็อคปฏิเสธทฤษฎีความคิดติดตัว เราเกิดมาในโลกพร้อมกับความคิดติดมากับจิตของเราแล้ว</div><div><strong>ปฏิเสธความคิดติดตัว</strong></div><div>ความคิดทุกชนิดมาจากประสบการณ์ ทฤษฎีที่ว่าความคิดหรือหลักการบางอย่างที่มนุษย์เข้าใจ ติดตัวมนุษย์มาแล้วแต่แรกเกิดนั้น เป็นเพียง ความเห็นที่กำหนดขึ้นระหว่างคนบางคน ล็อคคืดว่าความเห็นเช่นนี้เป็นอันตรายถ้ามีผู้นำไปใช้ในทางที่ผิด ล็อคพยายามชี้ให้เห็นคำสอนเรื่องความคิดติดตัวมาแต่เกิดนี้เป็นความเชื่อที่ไร้พื้นฐานที่น่าเชื่อถือเป็นอคติหรือความเห็น ไม่ใช่ความรู้ ล็อคเห็นว่า ความคิดติดตัว เป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น ล็อคเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรที่เขาสามารถอธิบายได้ในรูปที่ว่าต้นกำเนิดของความรู้นั้นมาจากประสบการณ์</div><div><strong>ความคิดเชิงเดี่ยวและความคิดเชิงซ้อน</strong></div><div>ความรู้คือการค้นพบวัตถุที่ทำให้เกิดความรู้จิตเปรียบเหมือนกระดาษขาว ไม่มีความคิดใดๆ อยู่ก่อนเลย ความคิดเหตุผล และความรู้ได้มาจากประสบการณ์เท่านั้น ประสบการณ์แบ่งเป็นสองอย่างคือ ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหรือผัสสะ และประสบการณ์จากการไตร่ตรอง</div><div>ผัสสะคือ แหล่งกำเนิดทางความคิดที่ใหญ่ที่สุดที่เรามี ประสบการณ์คือ การไตร่ตรองซึ่งเป็นกิจกรรมของจิต ที่ทำให้เกิดความคิด โดยการให้ความสนใจต่อความคิดที่ได้มาโดยประสาทสัมผัส ความคิดของมนุษย์ทั้งหมดสามารถสืบสาวได้ว่า ไม่มาจากผัสสะก็ต้องมาจากการไตร่ตรอง และความคิดเหล่านี้ ถ้าไม่เป็นความคิดเชิงเดี่ยวก็ต้องเป็นความคิดเชิงซ้อน</div><div>ความคิดเชิงเดี่ยว เกิดจากวัตถุที่เป็นต้นกำเนิดของความรู้ ประสาทสัมผัสรับมาและผ่านเข้าไปในจิตในลักษณะที่เป็นหน่วยเดียวเกิดความคิดเกี่ยวกับวัตถุหรือภาพของวัตถุนั้นขึ้นในจิตของเรา เช่น ดอกมะลิสีขาวกลิ่นหอม แต่ความคิดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงความคิดเดียวคือ ความคิดเกี่ยวกับดอกมะลิ ไม่ใช่ความคิดที่แยกเป็นความขาวและความหอม</div><div>ความคิดเชิงซ้อน ไม่ใช่สิ่งที่จิตรับมาโดยตรงจากวัตถุภายนอกแต่เป็นความคิดเชิงเดี่ยวที่จิตนำมารวมกันเข้า คือ การเชื่อมโยงความคิด การนำความรู้มาอยู่ด้วยกัน และการทำความคิดให้เป็นสากล เช่น จิตรวมเอาความคิดเกี่ยวกับความขาว ความแข็ง และความหวาน มาสร้างเป็นความคิดเชิงซ้อนขึ้นเป็นก้อนน้ำตาล จิตนำเอาความคิดต่างๆ มาอยู่ด้วยกัน</div><div><strong>คุณสมบัติปฐมภูมิและทุติยภูมิ</strong></div><div>ล็อคแยกคุณสมบัติออกเป็นสองชนิดคือคุณสมบัติปฐมภูมิกับคุณสมบัติ คุณสมบัติปฐมภูมิคือ คุณสมบัติที่มีอยู่จริงๆ ในวัตถุ ความคิดที่เกิดจากปฐมภูมิจะเหมือนกับคุณสมบัตินั้นๆ ในวัตถุ ก้อนหิมะที่เราดูว่ากลมมันก็กลมจริงๆ กำลังเคลื่อนไหว ก็เคลื่อนไหวจริง คุณสมบัติทุติยภูมิเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นในจิตของเรา แต่ไม่มีอยู่ในตัววัตถุ เรามีความคิดเกี่ยวกับเย็น เมื่อเราสัมผัสสะหิมะ และความคิดเกี่ยวกับขาว เมื่อเราเห็นหิมะ แต่ไม่มีความขาวความเย็นในก้อนหิมะ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คุณสมบัติปฐมภูมิหรือคุณสมบัติที่เป็นของวัตถุ ได้แก่ ความแข็ง การกินที่ รูปทรง การเคลื่อนไหว&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หรือการอยู่นิ่ง และจำนวน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คุณสมบัติทุติยภูมิ ได้แก่ สี เสียง รส กลิ่น ไม่ได้เป็นของวัตถุหรือส่วนประกอบของวัตถุ เป็นเพียงอำนาจที่ทำให้เกิดความคิดในตัวเรา</div><div><strong>สาร</strong></div><div>ล็อคถือว่าสารประกอบขึ้นเป็นวัตถุที่เราสามารถรับรู้ได้ทางประสาทสัมผัส สารมีสองชนิด คือ วัตถุ กับจิต</div><div><strong>ความแน่นอนของความรู้</strong></div><div>ความรู้ได้มาจากความคิด ความรู้เกิดได้ 3 ระดับคือ</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.ความรู้จากอัชฌัตติกญาณ เป็นความรู้ที่เห็นแจ้งได้ทันที แน่นอน ไม่เป็นที่สงสัย ไม่ต้องพิสูจน์ เช่น วงกลมไม่ใช่สี่เหลี่ยม หรือ 6 ไม่ใช่ 9 เป็นต้น</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.ความรู้จากเหตุผล เกิดจากการพยายามค้นหาความเข้ากันได้หรือไม่ได้ของความคิด ความคิด 2 เรื่อง เข้ากันได้โดยมีการคิดเรื่องที่ 3 เป็นตัวกลางสำหรับเปรียบเทียบความคิดที่ 3 นี้ เป็นสิ่งที่เห็นจริงแล้ว อาจได้จากประสบการณ์โดยตรงหรือเป็นสิ่งที่พิสูจน์มาแล้วจนเชื่อถือได้ ความรู้ที่ต้องอาศัยความรู้อื่นเป็นตัวกลางหรือเป็นสื่อ เรียกว่า ความรู้จากการอ้างเหตุผล</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.ความรู้จากประสาทสัมผัส เป็นความรู้ที่มีความแน่นอนน้อยที่สุด โลกภายนอกเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่ความรู้เกี่ยวกับโลกภายนอกเป็นสิ่งไม่แน่นอน และหาขอบเขตจำกัดได้ยาก</div><div>ความรู้จากอัชฌัตติกญาณทำให้เรารู้ว่าตัวเรามีอยู่อย่างแน่นอน ความรู้จากเหตุผลแสดงให้เห็นว่าพระเจ้ามีอยู่และความรู้จากประสาทสัมผัส ทำให้เรามั่นใจว่า ตัวตน และสิ่งอื่นๆ มีอยู่ แต่มีอยู่เท่าที่มันปรากฏแก่เราขณะเรามีประสบการณ์ต่อมัน</div><div><strong>จริยศาสตร์</strong></div><div>ล็อคไม่เห็นด้วยที่ว่า กฎทางศีลธรรมเป็นกฎสากลและฝังลึกอยู่ในมโนธรรมตั้งแต่เกิด เราได้รับกฎเกณฑ์เหล่านี้จาก การศึกษา สิ่งแวดล้อม และขนบธรรมเนียมประเพณี</div><div>มนุษย์โดยธรรมชาติจะแสวงหาความสุขหรือความพอใจและหลีกเลี่ยงความทุกข์หรือความเจ็บปวด ล็อคกล่าวว่าสิ่งที่เราเรียกว่าดี คือสิ่งที่ทำให้เกิดหรือเพิ่มความพอใจ สิ่งที่ชั่วคือ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด เป็นเครื่องวัดเป็นความคิดที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า รตินิยม (Hedonism)</div><div>ล็อคคิดว่า มนุษย์มีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ค้นพบแบบอย่างของการประพฤติปฏิบัติตน เพื่อก่อให้เกิดความสุขความพอใจต่อส่วนรวม แบบอย่างอันนี้ก็คือกฎที่มนุษย์จะต้องกระทำตาม ล็อคแบ่งกฎออกเป็น 3 ชนิดคือ กฎแห่งความเห็น กฎของประชาชน และกฎของพระเจ้า กฎทั้ง 3 นี้ มีความสัมพันธ์กัน</div><div>กฎแห่งความเห็น เป็นการกำหนดขึ้นของสังคม ว่ามนุษย์ต้องประพฤติอย่างไรจึงจะมีความสุข คือเป็นความเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคม การปฏิบัติตามกฎนี้ได้ถือว่ามีคุณธรรมและคุณธรรมของแต่ละสังคมจะแตกต่างกันไปตามกฎที่สังคมนั้นๆ กำหนดขึ้น</div><div><strong>กฎของประชาชน เป็นกฎที่กำหนดขึ้นโดยรัฐและบังคับใช้โดยศาลและกฎอันนี้มีแนวโน้มที่จะเดินตามกฎข้อแรก</strong></div><div>กฎของเทพเจ้า เป็นกฎที่มนุษย์จะรู้ได้ก็โดยเหตุผลของตนเองหรือโดยการเปิดเผยของพระเจ้า เป็นกฎที่เป็นจริงเพื่อเป็นจริงเพื่อเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ กฎของประชาชนควรจะต้องกำหนดให้คล้อยตามกฎของพระเจ้า</div><div><strong>ปรัชญาการเมือง</strong></div><div>ล็อคเริ่มต้นทฤษฎีการเมืองของเขาเหมือนกับฮอบส์ คือเริ่มจากการกล่าวถึง ธรรมชาติของมนุษย์และสภาวะธรรมชาติ สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่ทุกคนมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์คนสามารถกระทำตามที่ตนเลือกภายในขอบเขตที่กฎธรรมชาติกำหนดไว้ สภาวะธรรมชาติเป็นสภาวะที่ทุกคนมีความเสมอภาคมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่มีผู้ใดมีสิทธิและอำนาจมากกว่าผู้ใดนี่เป็นสิทธิตามธรรมชาติ เป็นสิทธิที่มีอยู่ก่อนการเกิดของสังคมการเมือง คนเสมอภาคกันในแง่ของสิทธิ ไม่ใช่เสมอกันในความสามารถ</div><div><strong>มนุษย์มีความจำเป็นต้องเข้ามารวมกันเป็นสังคมการเมืองและจัดตั้งรัฐบาลขึ้น โดยการรวมกันในลักษณะเป็นสัญญาประชาคม</strong></div><div>สัญญาประชาคมของล็อคมีสองลักษณะคือ เป็นสัญญาระหว่างปัจเจกชนที่มารวมกันเป็นสังคม สัญญานี้ไม่มีการบังคับเป็นการยินยอมพร้อมใจของบุคคลยอมสละสิทธิและเสรีภาพในสภาวะธรรมชาติบางประการ เพื่อให้เกิดประชาคมโดยหวังจะทำให้การดำรงชีวิตสะดวกสบาย ปลอดภัย และสงบสุขยิ่งขึ้น</div><div><strong>การปกครองสังคมนั้นจะต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก เพราะเสียงข้างมากนั้นสะท้อนให้เห็นเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ในสังคม</strong></div><div>ล็อคเห็นว่า รัฐบาลจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่โอนให้ใครไม่ได้ และปกป้องสิทธิเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากอำนาจทางการเมือง นั่นคือรัฐบาลจะเข้าไปก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเกินกว่าที่ประชาชนได้ยอมสละให้แล้วไม่ได้ความคิดทางการเมืองของล็อค มีอิทธิพลในทาปฏิบัติไม่น้อย ความคิดเรื่องสิทธิในทรัพย์สินส่วนอิทธิพลต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศสและอเมริกา<br><br><a href="https://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/08.html">https://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/08.html</a><br><br></div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 16:02:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704480486</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.ธรรมชาติมนุษย์กับสภาวะธรรมชาติ  และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704504277</link>
         <description><![CDATA[<pre>ธรรมชาติมนุษย์ (Human Nature) หมายถึงลักษณะและคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงของมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม การเรียนรู้ และประสบการณ์ที่มนุษย์ได้รับ ธรรมชาติมนุษย์มีความหลากหลายและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลาและสภาวะที่พบเห็น

สภาวะธรรมชาติ (State of Nature) คือสภาวะที่มนุษย์อาจพบเจอในการดำรงชีวิตก่อนที่จะมีการกำหนดระบบสังคม หรือกฎเกณฑ์ทางสังคม สภาวะธรรมชาติมีลักษณะเป็นสภาวะที่เป็นอิสระและไม่มีการจำกัด มนุษย์อาจมีความเสี่ยงและการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในสภาวะนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของโทมัส ฮอบ (Thomas Hobbes) อยู่ในแนวคิดของภาวะธรรมชาติและสัญญาสังคม โทมัส ฮอบเชื่อว่าในสภาวะธรรมชาติ มนุษย์จะอยู่ในสภาวะเรือนจำและการต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด ธรรมชาติมนุษย์จะเป็นธรรมชาติที่เหยียดหยามและต่อต้านกัน แต่เมื่อมนุษย์ตกลงสร้างสัญญาสังคม (Social Contract) กันเอง โดยตกลงที่จะมอบอำนาจให้กับรัฐ มนุษย์จะมีการควบคุมและการกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคมเพื่อสร้างความสงบและความปลอดภัย

<br></pre><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/07.html" />
         <pubDate>2023-09-14 16:19:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704504277</guid>
      </item>
      <item>
         <title>2.การกำเนิดสังคมการเมืองและรัฐ  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐ</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704504922</link>
         <description><![CDATA[<pre>โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) เป็นนักปรัชญาสังคมศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์เรื่องการกำเนิดสังคมการเมืองและรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐ

โทมัส ฮอบส์เชื่อว่าในสภาวะธรรมชาติ (State of Nature) มนุษย์จะอยู่ในสภาวะของความขัดแย้งและการต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอด ธรรมชาติมนุษย์จะเป็นธรรมชาติที่เหยียดหยามและต่อต้านกัน โดยไม่มีอำนาจหรือกฎเกณฑ์ที่ควบคุม

เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะความขัดแย้งและความกลัว โทมัส ฮอบส์เสนอให้มนุษย์ตกลงสร้างสัญญาสังคม (Social Contract) กันเอง โดยตกลงที่จะมอบอำนาจให้กับรัฐ ซึ่งรัฐจะมีหน้าที่ควบคุมและปกป้องสมาชิกในสังคม และกำหนดกฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสงบและความปลอดภัยให้กับสมาชิกในสังคม

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐของโทมัส ฮอบส์ คือการเกิดระบบสังคมการเมืองและรัฐจากการสร้างสัญญาสังคม โดยมีเป้าหมายในการสร้างความสงบและความปลอดภัยให้กับสมาชิกในสังคม 
<br></pre><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/07.html" />
         <pubDate>2023-09-14 16:19:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704504922</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน  และความคิดทางการเมืองแต่ละความคิดสนับสนุนระบอบการเมืองการปกครองแบบใด</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704505346</link>
         <description><![CDATA[<div>โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) เป็นนักปรัชญาชายที่มีภาวะคิดเชิงสิ่งแวดล้อมและมีผลต่อรัฐบาลและสังคมในงาน "Leviathan" ของเขา ในงานนี้ เขามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง (รัฐบาล) กับประชาชนเป็นแนวคิดของ "สัญญาสังคม" หรือ "สัญญาสังคมทางด้านการปกครอง" ที่เป็นส่วนสำคัญในการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิและความรับผิดชอบในสังคม<br><br>ฮอบส์เชื่อว่าในสถานะธรรมดา (สถานะก่อนสัญญาสังคม) ชีวิตมนุษย์มีความรุนแรงและโหดร้าย มีสงครามและความไม่มั่นคง ด้วยเหตุนี้ เขาเสนอแนวคิดของ "สัญญาสังคม" ที่ผู้ปกครองและประชาชนเข้าร่วมกัน โดยประชาชนจะยอมรับการควบคุมและอำนวยความปลอดภัยจากรัฐบาลในสละเสียสิทธิบางอย่าง เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและความปลอดภัยทั่วไป นี่เป็นแนวคิดของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนในมุมมองของฮอบส์ โดยรัฐบาลมีบทบาทในการรักษาความสันติสุขและความปลอดภัยในสังคมผ่านการควบคุมและกำหนดกฎระเบียบในสังคมเพื่อป้องกันความรุนแรงและความแตกแยกทางสังคมไว้<br><br>โทมัส ฮอบส์สนับสนุนการปกครองแบบมีพลังอำนวยความปลอดภัยอย่างรัฐบาลหรือกฎหมาย ในมุมมองของฮอบส์ รัฐบาลควรมอบความปลอดภัยและความสันติสุขให้กับประชาชน และเพื่อทำได้นั้น รัฐบาลควรมีการปกครองที่แข็งแกร่งและไม่มีข้อจำกัดมากนักในการควบคุมสังคม รัฐบาลควรมีความสำคัญในการบังคับกฎระเบียบและรักษาความสันติสุข แม้ว่านี่จะเสี่ยงต่อความเสรีภาพและสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน แต่ฮอบส์เชื่อว่าความเสรีภาพเหล่านี้ควรถูกสละเสียเมื่อมีการขัดแย้งและความไม่มั่นคงในสังคม เพื่อประโยชน์ของความสันติสุขและความปลอดภัยทั่วไปของประชาชนในสถานะสัญญาสังคม<br><br>ที่มา<br>https://www.sarakadee.com/2017/10/14/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5-%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%AA-%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%8C/<br><br>https://www.baanjomyut.com/library_2/philosopher/07.html</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 16:19:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704505346</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.ธรรมชาติมนุษย์กับสภาวะธรรมชาติ  และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507116</link>
         <description><![CDATA[<div>การตีความสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ รุสโซ จินตนาการสภาวะธรรมชาติ หรือสภาวะแรกเริ่มของมนุษย์ว่า มนุษย์อยู่กันอย่างอิสระจากกันและกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆระหว่างกัน มิได้ต้องพึ่งพากันและกันไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นใดๆที่มนุษย์จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อการอยู่รอด มนุษย์สามารถดำเนินชีวิตของตัวเอง ไปได้ สาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตได้ดดยลำพังก็เพราะมนุษย์สามารถตอบสนองความ ต้องการของตัวเองได้ และสาเหตุที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตโดยลำพังก็เพราะความต้องการของมนุษย์ใน สภาวะแรกเริ่มนั้น มีไม่มากนักและไม่สลับซับซ้อน เพราะรุสโซเชื่อว่า ความต้องการของมนุษย์ในสภาวะแรกเริ่มจะจำกัดอยู่เพียงความต้องการทางชีวภาพเท่านั้น นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่า มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยดูจากลักษณะของฟันและอวัยวะร่างกายของมนุษย์ที่ไม่เอื้อในการล่าสัตว์ และไม่กินเนื้อสัตว์ ด้วยเหตุที่สภาพธรรมชาติของโลก ในระยะแรกเริ่ม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร ทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้โดยไม่ต้องมีปฏิ สัมพันธ์กัน เพราะรุสโซ เชื่อว่า เมื่อมนุษย์แต่ละคนสามารถตอบสนองความต้องการของตัว เองอย่างพอเพียงแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น<br><br>อย่างไรก็ตาม รุสโซ เชื่อว่าในสภาวะแรกเริ่ม หรือสภาวะธรรมชาติ ความต้องการทางเพศของมนุษย์ เกิดจากแรงขับทางชีวภาพ และมีระยะเวลาที่แน่นอน จำกัด ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อมนุษย์ต่างเพศมาพบเจอ กันต่างก็จำต้องสนองตอบความต้องการทางเพศของกันและกัน เพียงพอแล้ว ต่างก็แยกย้ายจากกันไป ดำเนินชีวิตอย่างอิสระตามปกติเหมือนเดิมในสภาวะธรรมชาติต่อไป มิต้องอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์ไม่จำเป็นต้องสะสมอาหาร หรือของบริโภคใดๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเป็นเจ้าข้าวเจ้าของของ คู่นอนที่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องหวงแหน ริษยา หรือมุ่งมั่นที่จะได้หรือรักษาคู่นอนของเขา หรือแย่งชิงคู่นอนของคนอื่นมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึงเรียบง่าย ไม่มีความขัดแย้งต่อกัน แต่กระนั้น มนุษย์ก็ยังดำเนินชีวิตอันดิบเถื่อน ไร้อารยธรรมไม่แตกต่างจากสัตว์ รุสโซ ขนานนามว่า เป็น “ คนป่าผู้ทรงเกียรติ “ [noble savage] คือ เขาเป็นคนป่าเถื่อน ก็เนื่องจากเขาดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ นอนกับดิน กินกับทราย เขาเป็นผู้ทรงเกียรติ ก็เนื่องด้วยเขามีจิตใจดีบริสุทธ์ มิได้มีกิเลสตัณหา ไม่มีความต้องการอันไม่เคยพอ ไม่มีความอิจฉา ริษยา มุ่งร้ายต่อกัน ดังนั้น มนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึง ดำเนินชีวิตเยี่ยง คนป่าผู้ทรงเกียรติ และเป็น เสรีชน ที่มีอิสรภาพและความเสมอภาคอย่างเต็มที่ในเงื่อนไข ที่เขาแต่ละคนมิได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆต่อกันและกัน<br>อิสรเสรีของมนุษย์ผู้หญิงในสภาวะธรรมชาติ<br><br>รุสโซ อธิบายไว้ว่าธรรมชาติได้สร้างมนุษย์เพศหญิงให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ ต้องไปอาศัยมนุษย์ผู้ชาย อีกทั้งยังตั้งครรภ์ และคลอดบุตรได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชายอีกด้วย ดังนั้น ผู้หญิงในสภาวะธรรมชาติมีความอดทนและมีความสามารถดูแลตัวเองได้โดยลำพัง หลังจากนั้นนางจะเลี้ยงดูบุตรไปอีกระยะหนึ่ง และจะดูแลเด็กอีกไม่นานเพราะเด็กสามารถดูแลตัวเองได้เร็วกว่าเด็กที่เติบโต มาจากสังคมที่เจริญแล้ว ในที่สุดเด็กก็จะจากแม่ไปเองมีชีวิตอิสระตามลำพังด้วยตัวเอง และแม้ว่าถ้ามีโอกาสได้พบเจอลูกผู้ให้กำเนิด นางก็ไม่สามารถจำกันแลกันได้ เป็นเหมือนคนแปลกหน้า<br>อารมณ์ความรู้สึกกับการกำเนิดชีวิตครอบครัว<br><br>รุสโซ เชื่อว่า การเกิดขึ้นของครอบครัวมนุษย์นั้น เป็นเรื่องของความบังเอิญ และอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลสำคัญอื่นใดแฝงไว้ โดยบรรยายไว้ว่า ในช่วงฤดูสืบพันธ์ของมนุษย์ อาจมีบางครั้งบางคราวที่มนุษย์ เพศชายและหญิงจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันนานกว่าปกติ ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่หวานชื่นที่สุดต่อ กันและกัน ทำให้ทั้งสองมีความรู้สึกว่า การอยู่ร่วมกันนั้น ให้ความอบอุ่นและความรู้สึกที่ดีที่ผูกพันกว่าการ ที่แยกจากกันไปเฉยๆ ดังนั้น เขาทั้งสองจึงเลือกที่จะอยู่ด้วยกันต่อไป จะเห็นได้ว่า ครอบครัวของมนุษย์<br><br>ในความคิดของรุสโซ นั้นเกิดจากความบังเอิญและเสรีภาพในการที่จะเลือกทำเช่นนั้น อันเป็นการกระทำที่เสรี ซึ่งได้เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติของมนุษย์ตามที่ได้เกิดมา คือ เขาทั้งสองนั้นมิได้มีอิสรเสรีสมบูรณ์เหมือนดังเดิม กลับมีความรู้สึกผูกพัน ต่อกันและกัน ซึ่งถือว่า เป็นบ่อเกิดแห่งพันธนาการของมนุษย์ซึ่งความผูกพัน ดังกล่าว ทำให้มนุษย์อ่อนแอลง เพราะมนุษย์มีห่วงใยกังวล ไม่สามารถตัดสินใจดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระโดยลำพัง เหมือนเช่นเดิม เมื่ออิสรเสรีภาพของมนุษย์สุญหายลดทอนลง แต่เขาได้มาซึ่งความสุข ความอบอุ่น และความผูกพันทางอารมณ์และจิตใจ จากเริ่มต้นที่เป็น “มนุษย์เกิดมาเสรี”แต่บัดนี้ เขาเริ่มเข้าสู่ “พันธนาการ” จากการตัดสินใจโดยเสรีที่เลือกมาอยู่ร่วมกัน จึงได้เกิดการแบ่งงานกันทำอันเป็นผลมาจากพันธนาการ ของกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาความเป็นอยู่ของตนมีเวลาคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ นับว่าเป็นก้าวแรกของการพัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาติ จากสภาพคนป่าที่ดำเนินชีวิตเยี่ยงสัตว์ พัฒนาเป้นการอยู่กินเป็นครอบครัว แต่กระนั้น เค้าลางของการสูญเสียการเป็น “ผู้ทรงเกียรติ” ก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเกิดจากความหวงแหนคู่ของตน และอารมณ์ความรู้สึกทางจิตใจอื่นๆที่ตามมาเขาไม่ สามารถรู้สึกผูกพันคู่นอนเพียงเท่าที่เขาผูกพันกับผลไม้ที่เขากินได้อีกต่อ ไปได้แล้ว และอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวนี้ ที่รุสโซ เรียกว่า “ Sweetest Sentiment”<br><br>http://phatrsa.blogspot.com/2010/03/jean-jacques-rousseau.html?m=1</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 16:21:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507116</guid>
      </item>
      <item>
         <title>2.การกำเนิดสังคมการเมืองและรัฐ  ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคมและรัฐ</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507419</link>
         <description><![CDATA[<div>ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) เป็นทั้งนักปรัชญา นักเขียน และผู้ผลิตความคิดอันเป็นอิทธิพลทางปัญญาสำคัญในการปฏิวัติครั้งใหญ่ของฝรั่งเศส (French Revolution)ค.ศ.1789 ด้วยแนวคิดสำคัญที่มุ่งเน้นว่าการที่มนุษย์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นประชาชนในสังคมอย่างยินยอมจนมีสัญญาและผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประชาชนกับสังคมจึงเกิดการกำหนดสิทธิและหน้าที่ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า สัญญาประชาคม (Social Contract)โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ที่ประชาชนไว้วางใจให้ใช้อำนาจปกครองและมีบทบาทตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ โดยประชาชนเองสามารถเรียกคืนอำนาจหรือถอนสัญญาได้หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง<br><br>ด้วยอิทธิพลทางความคิดเรื่อง สัญญาประชาคม ที่ให้ความสำคัญในการมองเห็นว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน ทำให้ชื่อของ รุสโซ เป็นอีกหนึ่งนักเขียนเชิงปรัชญาสังคมที่ผู้คนในทุกยุคสมัยยังคงกล่าวถึง แม้ว่างานของรุสโซจะถูกเขียนขึ้นมาหลายศตวรรษแล้วก็ตาม แต่หากเมื่อใดที่ประชาชนเผลอคิดไปว่าอำนาจเป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความคิดของรุสโซก็คงยังไม่ล้าสมัยแต่อย่างใดสำหรับสังคมนั้น<br><strong>กำเนิดสังคม</strong></div><div><br>รุสโซ อธิบายการกำเนิดสังคมว่า มีสาเหตุมาจากการเกิดและการขยายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวก็บังเกิดขึ้น รุสโซ ชี้ถึงปัจจัยสำคัญคือ พัฒนาการทางเศรษฐกิจ และความ รักแบบโรแมนติก เขาเน้นถึงบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจที่มีต่อการก่อตัวของสังคมเมือง [civil –Society] ดังที่กล่าวไว้ว่า “คน แรกที่กั้นรั้วแผ่นดินคือผู้เริ่มสังคมเมืองที่แท้จริง” การคิดค้นการเกษตรกรรมที่นำไปสู่การสร้าง กฎ กติกา เพื่อความยุติธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก และในที่สุดแล้ว ด้วยการแนะนำของผู้มั่งคั่ง[the rich] ก็จะนำไปสู่ การสถาปนาการเมืองการปกครองขึ้นมา หมายความว่า การเกิดการปกครองขึ้นมานั้นจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าปราศจาก เงื่อนไขของการเกิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนตัวในที่ดิน มาก่อนหน้า และแท้ที่จริงแล้ว พัฒนาการการเกษตรที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลพวงมาจากการเกิดครอบครัวก่อนหน้านี้ แต่กระนั้น ก็เสนอด้วยว่า “เศรษฐกิจการเกษตรในตัวของมันเอง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองพัฒนาการของความ ต้องการทางเพศ [erotic developments] เรื่อง เพศ [sexuality] คือสะพานนำไปสู่การเมือง โดยมีนัยของการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศของมนุษย์เป็นปัจจัย เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกำเนิดสังคมการเมือง รุสโซ อธิบาย ความขัดแย้ง ความไร้ระเบียบ [disorder] ที่อุบัติ ขึ้นเมื่อสังคมได้ถือกำเนิดไว้ดังนี้คือความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อสภาวะของมนุษย์ในสังคมไม่เอื้ออำนวย หรือไม่เหมาะสมกับพวกเขา ความขัดแย้ง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันว่า เป็นศัตรูที่แข่งขันกับพวกเขา เพื่อความโดดเด่นหรือเพื่อความเหนือกว่า หรือเพื่อสิ่งที่พึงปรารถนา และสุดท้าย ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ภายในปัจเจก-บุคคล เมื่อจิตใจของเขาตกอยู่ภายใต้พันธนาการของกิเลส ตัณหา อันไม่มีขีดจำกัด อารยธรรมหรือความเจริญก้าวหน้าของศิลปะวิทยาการนี้ ทำให้ศีลธรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์เสื่อมทรามลง เสียมากกว่าที่จะทำให้ดีขึ้น เมื่อมนุษย์ตกเป็นทาสของศิลปะวิทยาการ เสรีภาพที่เคยมีและเป็นแก่นแท้ ของความเป็นมนุษย์ก็ได้สูญหายไป<br><br></div><div><br></div><div>ด้วยเหตุนี้เองที่ รุสโซ ได้กล่าวขึ้นต้นใน The Social Contract ไว้ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งเขาอยู่ในพันธนาการ ใครที่คิดว่าตนเป็นนายคนอื่น ย่อมไม่วายจะกลับเป็นเสียทาสยิ่งกว่า" ความผันแปรเช่นนี้เกิด ขึ้นได้อย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ อะไรเล่าที่จะพึงทำให้ความผันแปรนั้นกลายเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฏหมาย ข้อนี้ข้าพเจ้าคิดว่าจะตอบปัญหาได้เพราะในสภาวะสังคมมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิด ระเบียบเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่โดยไม่เหยียบหัว แย่งชิง หลอกลวง ทรยศ และทำลายซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ มนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมเขาเสนอให้มีการสร้าง หรือการจัดระเบียบสังคมใหม่ขึ้นมา นั่นคือเราจะทำอย่างไรที่จะหารูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่ สามารถปกป้องบุคคล และสิ่งที่พึงปรารถนาของสมาชิกแต่ละคนในสังคม โดยการร่วมพลังของทุกคน และเป็นรูปแบบการอยู่ร่วมกันที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคน แม้ว่าจะรวมตัวเข้ากันกับคนอื่น แต่ก็มิได้ต้อง เชื่อฟังใคร นอกจากตัวเขาเอง และยังคงมีอิสรเสรีเหมือนแต่ก่อน คำตอบนั้นคือ “ สัญญาประชาคม “ [Social Contract ] คือ คำตอบสำหรับการหลุดจากสภาวะอันไม่อำนวยต่อการดำรงชีวิต ความเป็นมนุษย์ มาทำสัญญาร่วมกัน หมายถึง การยอมเสียเสรีภาพตามธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของ เขาเพื่อแลกกับเสรีภาพทางสังคมการเมือง รุสโซ กล่าวว่า แก่นของสัญญาประชาคม คือ การที่พวกเราแต่ละคนยอมสละตัวเอง และอำนาจหน้าที่ ที่เขามีอยู่ทั้งหมดให้กับส่วนรวม ภายใต้การนำสูงสุดของ“ เจตจำนงร่วม “ และในฐานะองค์รวม เราได้รวมสมาชิกทุกคนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่แบ่งแยกไม่ได้ อันประกอบด้วยจำนวนสมาชิกที่มีจำนวนเท่ากับผู้ออกเสียงในที่ประชุมซึ่งทำให้ องค์รวม ดังกล่าวมีชีวิต มีเจตจำนง มีตัวตน และมีเอกภาพ ของตัวเองขึ้นมา องค์รวมทางการเมืองหรือ บุคคลสาธารณะที่ก่อตัวขึ้นนี้ คือสังคมเมือง หรือสาธารณรัฐ และในสถานะที่เป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งเรียกว่า รัฐ แต่ถ้าอยู่ในสถานะ ผู้ถูกกระทำ เรียกว่า องค์อธิปัตย์ [the sovereign] และเมื่อมีการเปรียบเทียบระหว่างองค์อธิปัต ย์ด้วยกัน เราเรียกว่า อำนาจ [power] และสำหรับผู้ ที่เข้าร่วมอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐ เรียกว่า“ ประชาชน “ และเรียกว่า “ พลเมือง “ ตราบเท่าที่พวกเขามีส่วนร่วมในอำนาจอธิปไตย และเรียกพวกเขาว่า“ ราษฎร “ ตราบ เท่าที่พวกเขาอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐ</div><div><br><br>https://www.sarakadeelite.com/faces/jean-jacques-rousseau/</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 16:21:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507419</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน  และความคิดทางการเมืองแต่ละความคิดสนับสนุนระบอบการเมืองการปกครองแบบใด</title>
         <author>asdflove065</author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507919</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ 3<br>รัฐบาลเป็นลูกจ้าง หาใช่เจ้านาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;รุสโซให้ความเห็นถึงอำนาจบริหาร หรือที่เขาใช้คำว่า ‘รัฐบาล’ ไว้ว่า เป็นอำนาจที่ประชาชนในรัฐมอบหมายให้แก่บุคคลหรือคณะใดคณะหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาตอบสนองผลประโยชน์ของเจตจำนงร่วม&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;และเมื่อแต่ละคนมาอยู่ในรัฐด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่เพราะเป็นแต่เกิด ถูกบังคับ หรือความเมตตา ทุกคนจึงมีสิทธิชอบธรรมในการมอบและริบคืนอำนาจอยู่เสมอ&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หรือกล่าวได้ว่า เมื่อรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ หรือตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตนมากเกินกว่าส่วนรวม ประชาชนย่อมมีความชอบธรรมที่จะริบอำนาจคืนมา เหมือนที่รุสโซเขียนเอาไว้ว่า&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;“ผู้ที่ยืนยันว่าลักษณะที่ประชาชนศิโรราบต่อเหล่าผู้นำนั้นไม่ใช่สัญญา พูดถูกอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเพียงการมอบหน้าที่ เป็นแค่การจ้างงานเท่านั้น ผู้ปกครองเป็นแค่เจ้าหน้าที่ที่บริหารอำนาจของรัฏฐาธิปัตย์ เป็นอำนาจที่รัฏฐาธิปัตย์ฝากไว้ ซึ่งสามารถถูกกำจัด ปรับเปลี่ยน หรือเอาคืนเมื่อไรก็ได้ที่รัฏฐาธิปัตย์ไม่พอใจ”<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หรือถ้าพูดให้ร่วมสมัยอาจกล่าวได้ว่า ประชาชนคือเจ้าของประเทศ หาใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างที่พูดกัน<br><br><br>https://cont-reading.com/context/jean-jacques-rousseau-readvolution/</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-14 16:21:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2704507919</guid>
      </item>
      <item>
         <title>3.ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน  และความคิดทางการเมืองแต่ละความคิดสนับสนุนระบอบการเมืองการปกครองแบบใด</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2706062280</link>
         <description><![CDATA[<div>โดยธรรมชาติอย่างถ่องแท้ การยินยอมให้ผู้ปกครองอย่างฮิตเลอร์มีอำนาจโดยไม่จำกัด ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าเป็นความยินยอมในความหมายนี้ เพราะฉะนั้น หลักการเรื่องความเสมอภาคกันของมนุษย์ จึงเป็นทั้งตัวกำหนดที่มาของอำนาจอันยุติธรรมของรัฐบาล ว่าต้องมาจากความยินยอม และเป็นทั้งตัวกำหนดว่ารัฐบาลที่ชอบธรรม จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด&nbsp;<br><br>ในทางทฤษฎี การตกลงกันในหมู่มนุษย์ ให้เกิดสังคมการเมือง (เมื่อมนุษย์ออกจากสภาพธรรมชาติ) ย่อมเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจัดตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรม โดยความยินยอมของพลเมือง แต่ในขณะที่การก่อเกิดสังคมการเมืองโดยสัญญาประชาคม ต้องเป็นไปโดยเอกฉันท์ การก่อตั้งรัฐบาล การดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ย่อมไม่อาจอาศัยความเป็นเอกฉันท์ได้ เสียงข้างมากในสังคมจึงเป็นผู้ปกครองที่ชอบธรรม ล็อคแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างอำนาจทางการเมืองที่ต้องถือว่ามีอำนาจสูงสุด คือฝ่ายนิติบัญญัติ กับรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารที่เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย<br><br><a href="https://mgronline.com/daily/detail/9480000176606">https://mgronline.com/daily/detail/9480000176606</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-15 15:00:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2706062280</guid>
      </item>
      <item>
         <title>สมาชิก</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2706621942</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย ปัญญากร หนูนวล 6620710078 การปกครองท้องถิ่น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2023-09-16 06:50:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/asdflove065/kedzb4qdvekd8a61/wish/2706621942</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
