<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ช่องสำหรับ &quot;คำตอบ&quot; by </title>
      <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg</link>
      <description>ช่องสำหรับ &quot;คำตอบ&quot; แบบฝึกหัดก่อนเรียนระบบย่อยอาหาร เรื่องความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี
</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-08-20 02:11:37 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-12-05 23:57:06 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-assets.s3.amazonaws.com/icons/Dartstarget.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>นาย ธนัชชา นาคเชียร เลขที่47</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275371501</link>
         <description><![CDATA[<div>1.1 อาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง<br>1.2ดีซ่านเกิดจากความผิดปกติของปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือด ทำให้เห็นผิวหนังและเยื่อตาขาวเป็นสีเหลือง โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสลายตัวและเกิดเซลล์ใหม่มาแทนที่ สารบิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยสารนี้จะถูกขับออกไปตามท่อน้ำดีและกระแสเลือด ลำเลียงไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึงอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย คือ ลำไส้ จึงสามารถพบความผิดปกติของสีของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายอย่างปัสสาวะและอุจจาระด้วย<br>2.ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานทั้งหมด การเกิดน้ำในช่องท้องเป็นผลจากความดันเลือดในตับเพิ่มสูงขึ้นมาก ร่วมกับระดับแอลบูมินในเลือดลดต่ำลง แอลบูมินเป็นโปรตีนในเลือดทำหน้าที่สำคัญในการดึงสารน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อระดับลดต่ำลง ความดันที่แตกต่างกันระหว่างภายในกับภายนอกหลอดเลือดทำให้น้ำรั่วออกไปนอกหลอดเลือด โดยเข้าไปอยู่ในช่องท้องเกิดเป็นภาวะท้องมานขึ้น</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-26 14:18:58 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275371501</guid>
      </item>
      <item>
         <title>1.1	อาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง1.2ดีซ่านเกิดจากความผิดปกติของปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือด ทำให้เห็นผิวหนังและเยื่อตาขาวเป็นสีเหลือง โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสลายตัวและเกิดเซลล์ใหม่มาแทนที่ สารบิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยสารนี้จะถูกขับออกไปตามท่อน้ำดีและกระแสเลือด ลำเลียงไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึงอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย คือ ลำไส้ จึงสามารถพบความผิดปกติของสีของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายอย่างปัสสาวะและอุจจาระด้วย2.ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานทั้งหมด การเกิดน้ำในช่องท้องเป็นผลจากความดันเลือดในตับเพิ่มสูงขึ้นมาก ร่วมกับระดับแอลบูมินในเลือดลดต่ำลง แอลบูมินเป็นโปรตีนในเลือดทำหน้าที่สำคัญในการดึงสารน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อระดับลดต่ำลง ความดันที่แตกต่างกันระหว่างภายในกับภายนอกหลอดเลือดทำให้น้ำรั่วออกไปนอกหลอดเลือด โดยเข้าไปอยู่ในช่องท้องเกิดเป็นภาวะท้องมานขึ้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275375151</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-26 15:23:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275375151</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนพดล เสถียร เลขที่ 56</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275407912</link>
         <description><![CDATA[<div>1.1ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div>1.2&nbsp;<br><br></div><ul><li>ดีซ่านที่เกิดก่อนเข้าสู่ตับ: เกิดภาวะดีซ่านก่อนสารบิลิรูบินจะถูกลำเลียงตามกระแสเลือดไปที่ตับ เช่น เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างโรคไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย โรคโลหิตจางชนิดต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง<a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ธาลัสซีเมีย</a> โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงแตกง่าย</li><li>ดีซ่านที่เกิดภายในตับ: เกิดภาวะดีซ่านภายในตับ เกิดจากความผิดปกติหรือความเสียหายภายในตับ เช่น โรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือป่วยเป็น Gilbert’s Syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ตับไม่สามารถสังเคราะห์บิลิรูบินแล้วขับออกไปได้ตามปกติ</li><li>ดีซ่านที่เกิดหลังออกจากตับ: เกิดภาวะดีซ่านเนื่องจากไม่สามารถลำเลียงสารบิลิรูบินไปสู่ลำไส้ได้ เช่น เกิดจากการมีนิ่วหรือเนื้องอกในอวัยวะลำเลียงที่เกี่ยวข้อง มะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบ</li></ul>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-26 23:51:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275407912</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนพดล เส</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275407933</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-26 23:52:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275407933</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุทธิดา สิทธิมนต์ เลขที่ 102</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275610402</link>
         <description><![CDATA[<div>ข้อ 1 ดีซ่าน</div><div>1.1 &nbsp; ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย <a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</div><div>1.2 &nbsp; ผู้ป่วยโรคตับ และทางเดินน้ำดี</div><div>ข้อ 2 เนื้อเยื่อตับได้รับการบาดเจ็บและถูกทำลายจะกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะคล้ายแผลไปแทรกและเบียดเนื้อตับที่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับได้น้อยลง เกิดภาวะความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น ทำให้ท้องมานหรือมีน้ำคั่งในช่องท้อง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-27 16:59:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275610402</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.จุฑาทิพย์ จันทวงค์ เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275626138</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.</strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ดีซ่าน</strong></div><div><strong>1.1</strong>&nbsp; &nbsp; <strong>ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong></div><div><a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>ของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99">โรคดีซ่าน</a> คือ <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>จากการมีสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>สูง และ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>จากสาเหตุ เช่น มีไข้ <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89/">คลื่นไส้</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/">อาเจียน</a> <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ท้องเสีย</a>เมื่อเกิดจาก<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD">ติดเชื้อ</a><a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A"> ไวรัสตับอักเสบ</a> หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99">โรคไข้จับสั่น</a> หรือ <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9">โรคฉี่หนู</a> หรือ จาก<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%87"> ภาวะซีด</a> เมื่อเกิดจากโรคเลือด</div><div><a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>จากสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>สูง คือ <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>ตัวและ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/">ตาเหลือง</a> และ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99/">คัน</a> จากสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ก่อการระคายเคืองต่อ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87/">ผิวหนัง</a>แต่ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81">เด็กทารก</a> เมื่อมีบิลิรูบินใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>สูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97">สมอง</a> ก่อให้เกิด<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A"> โรคสมองอักเสบ</a> ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้น</div><div><a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a>ของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81">ทารก</a> จากมีสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>เข้าไปจับใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97">สมอง</a> เช่น <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%81/">ชัก</a> ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%81">กล้ามเนื้อ</a>แข็งเกร็ง <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%81">หูหนวก</a>ถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์</div><div>&nbsp;</div><div><strong>1.2</strong>&nbsp; &nbsp; <strong>ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>พยาธิสภาพที่พบบ่อยใน</strong><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/"><strong>เด็ก</strong></a> ได้แก่</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/">เด็ก</a>ปกติแรกเกิด โดยเฉพาะ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/">เด็ก</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94/">คลอดก่อนกำหนด</a> ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A/">ตับ</a>ของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>มาก เพราะ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A/">ตับ</a>กำจัดออกไม่ทัน ซึ่ง<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">อาการ</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99">ดีซ่าน</a>มักเกิดประมาณวันที่ 2-4 <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94/">หลังคลอด</a> และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">โรค</a>ทางเดิน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%9A">ฝ่อ</a>ตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a>ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A/">ตับ</a> เพราะ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a>ไม่สามารถไหลลงสู่<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">ลำไส้</a>ได้จาก<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">ท่อน้ำดี</a>ตีบตัน สาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>จาก<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a> จึงท้นเข้าสู่<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%84%E0%B8%9D-%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7/">กระ</a>แสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มารดา และ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81">ทารก</a>มีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81">ทารก</a>จึงมี<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99/">สารภูมิต้านทาน</a>ที่ทำลาย<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/">เม็ดเลือดแดง</a>ของตนเอง <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/">เม็ดเลือดแดง</a>ของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81">ทารก</a>จึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>จึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้</div><div><strong>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ </strong>ได้แก่</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD/">โรคติดเชื้อ</a>ของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A/">ตับ</a> เช่น <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A">โรคไวรัสตับอักเสบ</a> และ<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%89%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9"> โรคฉี่หนู</a></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD/">โรคติดเชื้อ</a>บางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลาย<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/">เม็ดเลือดแดง</a> เช่น <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99">โรคไข้จับสั่น</a> (มาลาเรีย)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A/">โรคตับอักเสบ</a>จาก<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87">ผลข้างเคียง</a>ของ<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/">ยา</a>บางชนิด เช่น จาก<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/">ยา</a>บางชนิดในการรักษา<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84"> วัณโรค</a> หรือ <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2/article/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B0">ยาปฏิชีวนะ</a> บางชนิด</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A/">โรคตับอักเสบ</a>จาก<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/article/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87"> โรคภูมิแพ้ตนเอง</a> (ภูมิต้านตนเอง)</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">โรค</a>จากมีการอุดตันทางเดิน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a> <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a>และสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5/">น้ำดี</a>จึงไม่สามารถไหลลงสู่<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">ลำไส้</a>ได้ สาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>จึงท้นเข้าสู่<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%84%E0%B8%9D-%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B8%9D%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7/">กระ</a>แส<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a> เช่น <a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%94%E0%B8%B5">โรคนิ่วในถุงน้ำดี</a> <a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/article/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A">โรคมะเร็งตับ</a> ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรค<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84/article/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99/">มะเร็งตับอ่อน</a></div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94/">โรคเลือด</a>บางชนิด ที่ส่งผลให้<a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/">เม็ดเลือดแดง</a>มีอายุสั้น เช่น <a href="http://haamor.com/th/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">โรค</a><a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5">จีซิกพีดี</a> (<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5">G6PD</a>) และ<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81/article/%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2"> โรคธาลัสซีเมีย</a> (Thalassemia)</div><div>&nbsp;</div><div>2.&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br><br></div><div><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ท้องมาน (ascites)</strong> หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง<br></strong><br></div><div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-27 17:36:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275626138</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว วทันยา รอดคุ้ม เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275648899</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>1.1ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong></div><div><strong>ดีซ่าน (Jaundice) </strong>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง<br><br></div><div>ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น</div><div>-  อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</div><div>- <a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</div><div>- ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</div><div>- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</div><div>-  ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</div><div>-  มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</div><div> </div><div><strong>1.2ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิอาการดีซ่าน</strong></div><div>ดีซ่านเกิดจากความผิดปกติของปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือด ทำให้เห็นผิวหนังและเยื่อตาขาวเป็นสีเหลือง โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสลายตัวและเกิดเซลล์ใหม่มาแทนที่ สารบิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยสารนี้จะถูกขับออกไปตามท่อน้ำดีและกระแสเลือด ลำเลียงไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึงอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย คือ ลำไส้ จึงสามารถพบความผิดปกติของสีของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายอย่างปัสสาวะและอุจจาระด้วย</div><div>บางกรณีที่พบภาวะดีซ่านในเด็กแรกเกิด อาจเกิดจากการพัฒนาระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายและอวัยวะที่ยังไม่เติบโตแข็งแรงเต็มที่ อาการควรจะหายไปภายในสองสัปดาห์ในทารกที่คลอดครบกำหนด หากพบว่ามีอาการนานเกินไปหรือหากมีอาการที่น่าสงสัยของโรคอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที</div><div>ภาวะดีซ่าน แบ่งตามตำแหน่งของการเกิด ดังนี้</div><div>-  <strong>ดีซ่านที่เกิดก่อนเข้าสู่ตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านก่อนสารบิลิรูบินจะถูกลำเลียงตามกระแสเลือดไปที่ตับ เช่น เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างโรคไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย โรคโลหิตจางชนิดต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง<a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ธาลัสซีเมีย</a> โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงแตกง่าย</div><div>-  <strong>ดีซ่านที่เกิดภายในตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านภายในตับ เกิดจากความผิดปกติหรือความเสียหายภายในตับ เช่น โรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือป่วยเป็น Gilbert’s Syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ตับไม่สามารถสังเคราะห์บิลิรูบินแล้วขับออกไปได้ตามปกติ</div><div>-  <strong>ดีซ่านที่เกิดหลังออกจากตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านเนื่องจากไม่สามารถลำเลียงสารบิลิรูบินไปสู่ลำไส้ได้ เช่น เกิดจากการมีนิ่วหรือเนื้องอกในอวัยวะลำเลียงที่เกี่ยวข้อง มะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบ</div><div><strong> </strong></div><div><strong>2.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธุ์กับโรคตับแข็ง</strong></div><div><strong>ท้องมาน </strong>เป็นภาวะที่มีของเหลวสะสมอยู่ในช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มช่องท้องและอวัยวะภายในช่องท้อง ส่งผลให้ท้องมีขนาดใหญ่ขึ้น มีสาเหตุมาจากตับทำงานผิดปกติเนื่องจากเกิดโรคเกี่ยวกับตับหรือโรคตับแข็ง หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น ไตวาย ภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็ง ตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น การรักษาภาวะท้องมานจึงขึ้นอยู่กับโรคที่เป็นต้นเหตุ</div><div>ท้องมานเกิดจากความดันในหลอดเลือดภายในตับเพิ่มขึ้นสูงและการทำงานที่ผิดปกติของตับจนขัดขวางการไหลเวียนเลือดภายในตับ ส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติในการกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย หรืออาจเกิดสาเหตุอื่น ๆ ได้เช่นกัน โรคหรือภาวะที่ทำให้เกิดท้องมานได้ มีดังนี้</div><div>-โรคตับ โดยเฉพาะ<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/cirrhosis.htm">โรคตับแข็ง</a>จากสาเหตุใดก็ตาม พบได้ประมาณร้อยละ75 ของผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานทั้งหมด การเกิดน้ำในช่องท้องเป็นผลจากความดันเลือดในตับเพิ่มสูงขึ้นมาก ร่วมกับระดับแอลบูมินในเลือดลดต่ำลง แอลบูมินเป็นโปรตีนในเลือดทำหน้าที่สำคัญในการดึงสารน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อระดับลดต่ำลง ความดันที่แตกต่างกันระหว่างภายในกับภายนอกหลอดเลือดทำให้น้ำรั่วออกไปนอกหลอดเลือด โดยเข้าไปอยู่ในช่องท้องเกิดเป็นภาวะท้องมานขึ้น<br><br></div><div>-<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/cirrhosis.htm?searchterm=CIRRHOSIS+OF+THE+LIVER">Cirrhosis</a>:ผู้ป่วยตับแข็งจะมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องท้องมานซึ่งเป็นอาการบ่อยที่สุด และเมื่อเกิดท้องมานแล้วจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มร้อยละ75ของผู้ป่วยท้องมานเป็นตับแข็ง ร้อยละ50ของ-ผู้ป่วยตับแข็งจะมีท้องมานในระยะเวลา 10 ปี<br><br></div><div>-การท้องมาน บวมที่เท้า หรือมีน้ำในช่องอกจะเป็นอาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคตับในระยะสุดท้ายและมีอัตราการเสียชีวิตสูง<br><br></div><div>-ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งมานาน และต่อมาเกิดท้องมานให้ระวังโรคมะเร็งตับแทรก<br><br></div><div>-มะเร็งในช่องท้อง เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งที่กระจายมาที่ช่องท้อง เป็นต้น<br><br></div><div>-โรคมะเร็งจะเป็นสาเหตุของท้องมานร้อยละ 15 มะเร็งที่ทำให้เกิดน้ำในช่องท้องได้แก่ มะเร็งของโรคทางเดินอาหารได้แก่ มะเร็งกระเพาะอาหาร  <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/coloncancer.htm">มะเร็งลำไส้ใหญ่</a>  มะเร็งตับอ่อน <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/liver_cancer.htm">มะเร็งตับ</a> <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/ca_ovary.html">มะเร็งรังไข่</a> มะเร็งต่อมน้ำเหลือง <br><br></div><div>-มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากมะเร็งที่อื่น เช่นมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม<br><br></div><div>-<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/chf/heart_failure.htm">ภาวะหัวใจล้มเหลว<br></a><br></div><div>-<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/renal/crf.htm">โรคไต<br></a><br></div><div>-ภาวะขาดแอลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว)ซึ่งอาจจะเกิดจากการขาดสารอาหาร ท้องร่วงเรื้อรัง หรือ<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Health/Lab_interprete/proteinuria.html">โรคไตรั่ว<br></a><br></div><div>-ภาวะช่องท้องอักเสบจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/Tuberculosis/tbc.html"> การติดเชื้อเช่นเชื้อวัณโรค </a>ภูมิแพ้<br><br></div><div>-สาเหตุจาก<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/pancreatitis.html">โรคตับอ่อนอักเสบ</a> ส่วนใหญ่เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากพิษสุราเรื้อรัง บางรายอาจเกิดจากโรคตับอ่อนอักเสบชนิดเฉียบพลัน หรืออุบัติเหตุที่ตับอ่อน<br><br></div><div>-เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดใหญ่ของตับ ซึ่งพบได้น้อยมาก<br><br></div><div> <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-27 18:29:07 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275648899</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.อุทุมพร มีหมื่นพล เลขที่ 120 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275686011</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>1 ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>1.1 อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; ตอบ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น&nbsp;<br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div><strong>1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ตอบ&nbsp;<br><br></div><div>ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่านพยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>2. จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;ตอบ ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-27 20:17:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275686011</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.สุกานดา งามสวน เลขที่ 98 รหัสนักศึกษา 602601099</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275689076</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>1 ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>1.1 อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>&nbsp; ตอบ<br><br></div><div>&nbsp;ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div><strong>1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพดีซ่าน<br></strong><br></div><div>ตอบ<br><br></div><div>ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่านพยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>2. จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>&nbsp;ตอบ ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-27 20:30:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275689076</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณิชากร   อินทร์เอียด  เลขที่41</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275760395</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>1.ดีซ่าน<br>&nbsp; &nbsp;1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว &nbsp;<br>ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul></li></ul><div>&nbsp; &nbsp;1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความผิดปกติจากการที่ใน<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7/">เลือด</a>มีสาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>สูงมากกว่าปกติมาก สาร<a href="http://haamor.com/th/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99/">บิลิรูบิน</a>ที่มีปริมาณมากผิดปกตินี้ จะเข้าไปจับใน<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/article/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">เนื้อเยื่อ</a>ต่างๆ ก่อให้<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/article/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">เนื้อเยื่อ</a>เหล่านั้นเกิดมีสีเหลืองขึ้น เหลืองมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณบิลิรูบินในเลือด ซึ่งการมีสีเหลืองผิดปกติของ<a href="http://haamor.com/knowledge/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/article/%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B0">เนื้อเยื่อ</a>ต่างๆพร้อมกันทั่วร่างกาย เรียกว่า โรค/อาการดีซ่าน แต่ที่เราเห็นได้ชัด คือ บริเวณผิวหนังทั่วตัว และในส่วนตาขาว จึงเรียกอาการนี้ว่า อาการตัวและตาเหลือง หรือ ดีซ่าน เพราะเกิดจากสารบิลิรูบินในน้ำดี ซ่าน หรือกระจายไปทั่วร่างกาย&nbsp;<br><br>2.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานทั้งหมด การเกิดน้ำในช่องท้องเป็นผลจากความดันเลือดในตับเพิ่มสูงขึ้นมาก ร่วมกับระดับแอลบูมินในเลือดลดต่ำลง แอลบูมินเป็นโปรตีนในเลือดทำหน้าที่สำคัญในการดึงสารน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อระดับลดต่ำลง ความดันที่แตกต่างกันระหว่างภายในกับภายนอกหลอดเลือดทำให้น้ำรั่วออกไปนอกหลอดเลือด โดยเข้าไปอยู่ในช่องท้องเกิดเป็นภาวะท้องมานขึ้น</div><div><a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/cirrhosis.htm?searchterm=CIRRHOSIS+OF+THE+LIVER">Cirrhosis</a>:</div><ul><li>ผู้ป่วยตับแข็งจะมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องท้องมานซึ่งเป็นอาการบ่อยที่สุด และเมื่อเกิดท้องมานแล้วจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่ม</li><li>ร้อยละ75ของผู้ป่วยท้องมานเป็นตับแข็ง ร้อยละ50ของผู้ป่วยตับแข็งจะมีท้องมานในระยะเวลา 10 ปี</li><li>การท้องมาน บวมที่เท้า หรือมีน้ำในช่องอกจะเป็นอาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคตับในระยะสุดท้ายและมีอัตราการเสียชีวิตสูง</li><li>ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งมานาน และต่อมาเกิดท้องมานให้ระวังโรคมะเร็งตับแทรก&nbsp;</li></ul><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 03:55:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275760395</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวทอฝัน ไชโย เลขที่43  1.ดีซ่าน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275761511</link>
         <description><![CDATA[<div>1.1  อาการของดีซ่าน<br>             ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น <br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li>เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:03:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275761511</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว รัตนะวดี สวัสดิมงคล เลขที่ 84</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275762916</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>ดีซ่าน (Jaundice) </strong>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง&nbsp;<br><br></div><div>1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; อาการ&nbsp;</div><div>นอกจากอาการตาเหลือง ตัวเหลืองแล้ว อาการของโรคดีซ่านอาจอิงกับโรคต้นเหตุที่เป็นอยู่ด้วย ดังนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - มีไข้หนาวสั่น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ปัสสาวะสีเหลืองเข้มเหมือนสีขมิ้น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - คันตามตัว&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ท้องบวม ขาบวม&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - น้ำหนักลดฮวบฮาบ&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ดี อาการดีซ่านในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันไป หรือมีอาการหลาย ๆ อย่างร่วมกับอาการเจ็บป่วยของโรคที่เป็นอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้หลายคนตีความอาการของโรคผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติกับตัวเอง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดอีกครั้ง&nbsp;<br><br></div><div>1.2&nbsp; &nbsp; &nbsp; พยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>โรคดีซ่านมีสาเหตุจากอะไร?&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง</strong>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:15:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275762916</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเพ็ญนภา  จันทร์แจ้ง  เลขที่73 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275763837</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:21:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275763837</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวยุพารัตน์  คงสมบูรณ์  เลขที่ 80</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275766146</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ดีซ่าน (Jaundice) </strong>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง<br><br></div><div>1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; อาการ</div><div>นอกจากอาการตาเหลือง ตัวเหลืองแล้ว อาการของโรคดีซ่านอาจอิงกับโรคต้นเหตุที่เป็นอยู่ด้วย ดังนี้&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</div><div>&nbsp; &nbsp;- มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน</div><div>&nbsp; &nbsp;- อ่อนเพลีย&nbsp; เหนื่อยง่าย</div><div>&nbsp; &nbsp;- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - มีไข้หนาวสั่น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ปัสสาวะสีเหลืองเข้มเหมือนสีขมิ้น&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - คันตามตัว<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - ท้องบวม ขาบวม<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; - น้ำหนักลดฮวบฮาบ<br><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ดี อาการดีซ่านในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันไป หรือมีอาการหลาย ๆ อย่างร่วมกับอาการเจ็บป่วยของโรคที่เป็นอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้หลายคนตีความอาการของโรคผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติกับตัวเอง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดอีกครั้ง<br><br></div><div>1.2&nbsp; &nbsp; &nbsp; พยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br><br></div><div>โรคดีซ่านมีสาเหตุจากอะไร?<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>&nbsp;<br></strong><br></div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง<br></strong><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:35:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275766146</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวภัทรวดี  อุ้ยเซ่ง  เลขที่ 75</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275767113</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ดีซ่าน (Jaundice) </strong>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง<br><br></div><div>1.1      อาการ</div><div>นอกจากอาการตาเหลือง ตัวเหลืองแล้ว อาการของโรคดีซ่านอาจอิงกับโรคต้นเหตุที่เป็นอยู่ด้วย ดังนี้           - มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย <br><br></div><div>          - ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา <br><br></div><div>          - มีไข้หนาวสั่น <br><br></div><div>          - ปัสสาวะสีเหลืองเข้มเหมือนสีขมิ้น <br><br></div><div>          - คันตามตัว<br><br></div><div>          - ท้องบวม ขาบวม<br><br></div><div>          - น้ำหนักลดฮวบฮาบ<br><br></div><div>              อย่างไรก็ดี อาการดีซ่านในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกันไป หรือมีอาการหลาย ๆ อย่างร่วมกับอาการเจ็บป่วยของโรคที่เป็นอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้หลายคนตีความอาการของโรคผิดเพี้ยนไปได้ ดังนั้นเมื่อเกิดความผิดปกติกับตัวเอง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอย่างละเอียดอีกครั้ง<br><br></div><div>1.2      พยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br><br></div><div>โรคดีซ่านมีสาเหตุจากอะไร?<br><br></div><div> <br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>•              ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>•              โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>•              มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>•              โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>•              โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>•              โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>•              โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>•              โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>•              โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div> <br><br></div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง<br></strong><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:42:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275767113</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธนัญญา จรจรัส เลขที่48</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275767160</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดี<br>ซ่าน&nbsp;<br>ตอบ...</div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li>เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div><br>1.2&nbsp;<br>ตอบ...ดีซ่านเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะและเซลล์เม็ดเลือดแดง โรคที่มักพบกับภาวะดีซ่าน คือ โรคโลหิตจาง การติดเชื้อในตับระบบทางเดินน้ำดี ตับอักเสบ ตับแข็ง ซึ่งโรคพวกนี้ทำให้เกิดการปวดท้องท้องร่วง พบภาวะเลือดออกที่ผิดปกติ</div><div><br><br></div><div><br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:42:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275767160</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวมณีรัตน์  หาญณรงค์  เลขที่ 77</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275768019</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>ดีซ่าน เกิดจากอะไร ทำไมถึงเป็นดีซ่าน?</strong><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อาการดีซ่าน เกิดจากสารสีเหลืองที่ชื่อว่า สารบิลิรูบิน (Bilirubin) โดยสารบิลิรูบินจะหลุดออกมาจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งโดยปกติแล้วเม็ดเลือดแดงจะมีอายุได้เพียง 120 วัน ทว่าหากเม็ดเลือดแดงที่มีอายุแก่กว่า 120 วันหลุดเข้าไปในเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อก็จะทำลายเม็ดเลือดแดงตัวแก่เหล่านี้ และดึงเอาเหล็กไปเก็บไว้ในไขกระดูก เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ ส่วนสารบิลิรูบินก็จะถูกกรองออกจากกระแสเลือด แล้วถูกส่งต่อไปยังตับ ตับก็จะเริ่มกระบวนการขับถ่ายของเสีย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยเมื่อตับได้รับสารบิลิรูบินเข้ามาแล้ว ตับจะขับสารนี้ออกมาพร้อมกับน้ำดี แล้วขับออกไปทางท่อน้ำดี ซึ่งมีทั้งท่อน้ำดีในตับ และท่อน้ำดีนอกตับ จากนั้นน้ำดีที่มีหน้าที่ช่วยย่อยอาหาร ก็จะนำเอาสารบิลิรูบินสีเหลืองปะปนมาในระบบย่อยอาหาร และลำไส้ก็จะขับสารบิลิรูบินออกจากร่างกายไปทางอุจจาระ ดังนั้นเมื่อร่างกายมีสารบิลิรูบินในเลือดค่อนข้างสูง ปัสสาวะและอุจจาระจึงมีสีเหลืองเข้มนั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยที่มีการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ จนทำให้มีปริมาณสารบิลิรูบินสูงเกินพอดี หรือมีการอุดตันของท่อน้ำดี เป็นโรคตับอักเสบ เป็นฝีในตับ หรือถุงน้ำดีอักเสบ สารบิลิรูบินก็อาจจะคั่งอยู่ในเลือด และมีโอกาสเข้าไปจับตัวกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ พาให้เนื้อเยื่อทั่วร่างกายมีสีเหลือง ซึ่งจะแสดงอาการชัดเจนผ่านอาการตาขาวเหลือง ตัวเหลือง ซึ่งแปลได้ว่าสารบิลิรูบินกระจายไปทั่วร่างกายแล้ว&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div><strong>&nbsp;สาเหตุของอาการดีซ่าน</strong><br> <br> <strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาการดีซ่านมีสาเหตุมาจากหลายโรค แต่จะพบบ่อยในโรคดังต่อไปนี้</strong><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ตับติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ หรือโรคฉี่หนู<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย อย่างโรคมาลาเรีย เป็นต้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- ตับอับอักเสบจากผลข้างเคียงของยา เช่น ยาบางตัวที่ใช้รักษาวัณโรค หรือการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- โรคภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งอาจนำมาซึ่งอาการตับอักเสบได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- โรคนิ่วในถุงน้ำดีและมะเร็งตับ ซึ่งจะก่อให้เกิดการอุดตันของท่อน้ำดี ทำให้สารบิลิรูบินคั่งอยู่ในกระแสเลือด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;- โรคเลือดบางชนิด เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งส่งผลให้เม็ดเลือดแดงเกิดการสลายตัวง่ายกว่าปกติ&nbsp;<br><br><br>&nbsp;</div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง</strong>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:48:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275768019</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวรัตชณีพร  นวลแป้น  เลขที่ 82</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769141</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>โรค<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99.html">ดีซ่าน</a>เป็นคำที่ใช้เรียกคนที่มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง อาการตาเหลืองตัวเหลืองนี้เป็นเพียงอาการของโรค แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดจากอะไร ดีซ่านมีกลไกเกิดจาก มีปริมาณสาร บิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งมีสีเหลือง ในเลือดสูงเกินปกติมาก สารบิลิรูบินในเลือด จะเป็นสารบิลิรูบินชนิดไม่ละลายน้ำ (Unconjugated bilirubin) แต่เมื่อผ่านเข้าไปในตับ ตับจะสังเคราะห์ให้บิลิรูบินชนิดไม่ละลายน้ำนี้ เปลี่ยนเป็นบิลิรูบินที่ละลายน้ำ(Conjugated bilirubin) และตับขับสารนี้ออกจากร่างกายโดยปนมากับน้ำดี (Bile) ที่ขับออกทางท่อน้ำดี และผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ และถูกขับออกโดยปนมากับอุจจาระ สีเหลืองของอุจจาระจึงเป็นสีที่ได้จาก บิลิรูบิน เมื่อเลือดมีสารบิลิรูบินสูงมากกว่าปกติมาก สารบิลิรูบินจะเข้าไปจับในเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อเกิดมีสีเหลืองขึ้นตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย จะเหลืองมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณบิลิรูบินในเลือด ซึ่งการมีสีเหลืองผิดปกติทั่วร่างกาย เรียกว่า โรคหรืออาการดีซ่าน บริเวณที่เราพบได้บ่อยได้แก่ บริเวณผิวหนังทั่วตัว ตาขาว&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>สาเหตุของดีซ่าน&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคติดเชื้อของตับ เช่น <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/hepatitis/hepaindex.htm">โรคไวรัสตับอักเสบ</a>ทุกชนิดทั้งเอ บี และซี <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/lestospirosis.htm">โรคฉี่หนู</a>&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคติดเชื้อ เช่น<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/malaria/intro.htm"> ไข้มาลาเรีย </a>(โรคไข้จับสั่น) ซึ่งเกิดจากเม็ดเลือดแดงแตก&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคตับอักเสบจากยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา<a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/infectious/Tuberculosis/index.htm"> วัณโรค</a> ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีเช่น <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/GI/gallstone.htm">โรคนิ่วในถุงน้ำดี</a> <a href="https://www.siamhealth.net/public_html/Disease/cancer/liver_cancer.htm">โรคมะเร็งตับ</a> โรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;</div><div>·&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โรคเลือดบางชนิด เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br><br>&nbsp;</div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง</strong>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:55:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกาญจนาพร สุระพงษ์ เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769164</link>
         <description><![CDATA[<div><br></div><div><strong>1.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>2.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:56:00 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769164</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวบุษยา   เพ็ชรหีด  เลขที่  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769427</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 04:57:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769427</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวมธุรส  ไกรนรา  เลขที่ 78</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769950</link>
         <description><![CDATA[<div><br>&nbsp;</div><div><strong>ดีซ่าน (Jaundice)&nbsp;</strong></div><div><br></div><div>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง</div><div>&nbsp;</div><div><strong>อาการของดีซ่าน<br></strong><br></div><div>ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br></div><div>§&nbsp; อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</div><div>§&nbsp; <a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</div><div>§&nbsp; ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</div><div>§&nbsp; ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</div><div>§&nbsp; ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</div><div>§&nbsp; มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</div><div>&nbsp;</div><div><strong>สาเหตุของดีซ่าน<br></strong><br></div><div>ดีซ่านเกิดจากความผิดปกติของปริมาณสารบิลิรูบินในกระแสเลือด ทำให้เห็นผิวหนังและเยื่อตาขาวเป็นสีเหลือง โดยปกติ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีการสลายตัวและเกิดเซลล์ใหม่มาแทนที่ สารบิลิรูบินเป็นสารที่เกิดจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแดงเก่าสลายตัว โดยสารนี้จะถูกขับออกไปตามท่อน้ำดีและกระแสเลือด ลำเลียงไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปจนถึงอวัยวะที่มีหน้าที่กำจัดของเสียออกจากร่างกาย คือ ลำไส้ จึงสามารถพบความผิดปกติของสีของเสียที่ถูกขับออกจากร่างกายอย่างปัสสาวะและอุจจาระด้วย<br><br></div><div>บางกรณีที่พบภาวะดีซ่านในเด็กแรกเกิด อาจเกิดจากการพัฒนาระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายและอวัยวะที่ยังไม่เติบโตแข็งแรงเต็มที่ อาการควรจะหายไปภายในสองสัปดาห์ในทารกที่คลอดครบกำหนด หากพบว่ามีอาการนานเกินไปหรือหากมีอาการที่น่าสงสัยของโรคอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที</div><div>ภาวะดีซ่าน แบ่งตามตำแหน่งของการเกิด ดังนี้</div><div>§&nbsp; <strong>ดีซ่านที่เกิดก่อนเข้าสู่ตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านก่อนสารบิลิรูบินจะถูกลำเลียงตามกระแสเลือดไปที่ตับ เช่น เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างโรคไข้จับสั่นหรือมาลาเรีย โรคโลหิตจางชนิดต่าง ๆ เช่น โรคโลหิตจาง<a href="https://www.pobpad.com/%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%A2">ธาลัสซีเมีย</a> โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงแตกง่าย</div><div>§&nbsp; <strong>ดีซ่านที่เกิดภายในตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านภายในตับ เกิดจากความผิดปกติหรือความเสียหายภายในตับ เช่น โรคตับแข็ง มะเร็งตับ หรือป่วยเป็น Gilbert’s Syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้ตับไม่สามารถสังเคราะห์บิลิรูบินแล้วขับออกไปได้ตามปกติ</div><div>§&nbsp; <strong>ดีซ่านที่เกิดหลังออกจากตับ</strong>: เกิดภาวะดีซ่านเนื่องจากไม่สามารถลำเลียงสารบิลิรูบินไปสู่ลำไส้ได้ เช่น เกิดจากการมีนิ่วหรือเนื้องอกในอวัยวะลำเลียงที่เกี่ยวข้อง มะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบ<br><br><br>&nbsp;</div><div><strong>2. พยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับกับโรคตับแข็ง</strong>&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่ทำให้ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงขึ้น อาจสูงขึ้นเฉพาะชนิดไม่ละลายน้ำ หรือเฉพาะชนิดละลายน้ำ หรือ ทั้งสองชนิด ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ โดยสาเหตุของโรค/อาการดีซ่านที่พบบ่อย คือ&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>สาเหตุที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:02:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275769950</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.ปิโญรส  เทพแก้ว  เลขที่ 64</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770251</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:05:29 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770251</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเกสรินทร์ นวลนิ่ม เลขที่ 7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770643</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:09:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770643</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฏฐนิช สมเชื้อ เลขที่ 31๑.ดีซ่าน๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่านอาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขปท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770860</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:10:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275770860</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวชลิดา โต๊ะเส็น เลขที่ 25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772108</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:21:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772108</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชุดที่ 3นางสาวณัฐวรา  จันทร์มณี  เลขที่39๑.ดีซ่าน๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่านอาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขปท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772307</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:23:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772307</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772594</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:26:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772594</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวศิริวรรณ สาดนอก เลขที่ 95</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772648</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:27:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772648</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวศิริวรรณ สาดนอก เลขที่ 95</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772785</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:28:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275772785</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุพัชญา หึงษาชู เลขที่ 105</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275773005</link>
         <description><![CDATA[<div>1.<strong>ดีซ่าน</strong><br>1.1 ร<strong>ะบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong><br>ตอบ. ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน โดยอาจมีอาการร่วมเพียงอย่างเดียวหรือหลายอย่าง เช่น<br><br></div><ul><li>อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย</li><li><a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน</li><li>ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา</li><li>ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ</li><li>ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด</li><li>มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว</li></ul><div>1.2 <strong>ระบุผู่ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการของดีซ่าน<br>ตอบ&nbsp; &nbsp; </strong>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br>2.<strong>จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป ท้องมาน (ascites) <br></strong>ตอบ ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง&nbsp;<br>1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น&nbsp;<br>2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง&nbsp;<br>3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ&nbsp;<br>4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:30:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275773005</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธิดาวดี รอดทองแก้ว เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275775095</link>
         <description><![CDATA[<div>1<strong>.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>2.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 05:50:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275775095</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275788544</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวณัฐพร ชูสุข เลขที่ 38</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/307300433/b394c9fa6b54fa4f915f705c47c3e8cd/_________________________38.pdf" />
         <pubDate>2018-08-28 07:20:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275788544</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275789757</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/307300433/2dfa534a3d4125f25d42e60aa97f8f3f/_________________________38.pdf" />
         <pubDate>2018-08-28 07:28:01 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275789757</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275794247</link>
         <description><![CDATA[<div>นางสาวณัฐพร ชูสุข เลขที่ 38</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/307300433/32effa60e37fe4d09499465f8b82c1a4/_________________________38.pdf" />
         <pubDate>2018-08-28 07:56:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275794247</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฐพร ลูสุข</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275796350</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน.&nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br>  <br><br><br><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 08:13:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275796350</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275797504</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ดวงตาผิวหนังสีเหลือง<br>1.2ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่า<br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 08:21:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275797504</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวณัฐพร ชูสุข เลขที่ 38</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275798127</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br>ตาเหลืองตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ดวงตาผิวหนังสีเหลือง<br>1.2ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br>เกิดความผิดปกติจากเลือดมีสารบ้ลรูบินสูงกว่าปกติ เข้าไปจับกับเนื้อเยื่อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 08:25:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275798127</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุภาวดี เอี่ยมสุด เลขที่107</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275799474</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่ &nbsp;<br>3 นาที<br><br>favorite_border<br>remake<br>share_arrow<br>open_in_new<br><br>ช่องสำหรับ "คำตอบ"<br>ช่องสำหรับ "คำตอบ" แบบฝึกหัดก่อนเรียนระบบย่อยอาหาร เรื่องความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี<br>ลักษณะอาการแสดงหลักของภาวะดีซ่านที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม นอกจากภาวะตัวเหลืองตาเหลืองที่ปรากฏเด่นชัด อาจพบอาการป่วยที่เกิดขึ้นร่วมกัน<br>นางสาวสุภาวดี เอี่ยมสุด เลขที่107<br>นางสาวสุภาวดี เอี่ยมสุด เลขที่107<br>1.ดีซ่าน<br>1.1<br>กำลังรอการอนุmore_ver<br>ad เสkethrghligh<br>Subscrip<br>Quot<br>Cod<br>Mat<br>Bullet<br>Number<br>Decrease Leve<br>Incl<br>นางสาวสุภาวดี เอี่ยมสุด เลขที่107<br><br>1.ดีซ่าน<br>1.1<br>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 08:34:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275799474</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจารุวรรณ พรหมทอง เลขที่ 14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275803000</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1 ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br>- ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง<br>- อุจจาระอาจมีสีซีดลง<br>- ปัสสาวะมีสีเข้ม<br>- อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย<br>- เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน<br>- ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา<br>- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ<br>- ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด<br>- มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว<br>1.2 ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br>- โรคไวรัสตับอักเสบ<br>- โรคมะเร็งตับอ่อน<br>- โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี<br>2.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็ง พอสังเขป<br>-&nbsp;ท้องมานเกิดจากความดันในหลอดเลือดภายในดันเพิ่มขึ้นสูงและการทำงานที่ผิดปกติของตับ จนขัดขวางการไหลเวียนเลือดภายในตับ ส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติในการจำกัดเกลือและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 08:59:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275803000</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.หฤทัย พัฒภูมิ เลขที่111</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275835864</link>
         <description><![CDATA[<div>1)ดีซ่าน<br>1.1ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br>-ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระมีสีซีด ปัสสาวะมีสีเข้ม มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย อาจจะรู้สึกเบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการบบม ท้องบวม อาจจะมีไข้ร่วมมี</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:30:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275835864</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปิยะมาศ อนุรักษ์ 602601065</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275839216</link>
         <description><![CDATA[<div> </div><div>1.ดีซ่าน<br>1.1 อาการของโรคดีซ่าน คือ อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือด <br><br></div><div>อาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้น <br><br></div><div>อาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์ <br>1.2 ความผิดปกติจากการที่ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงมากกว่าปกติมาก สารบิลิรูบินที่มีปริมาณมากผิดปกตินี้ จะเข้าไปจับในเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นเกิดมีสีเหลืองขึ้น เหลืองมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณบิลิรูบินในเลือด ซึ่งการมีสีเหลืองผิดปกติของเนื้อเยื่อต่างๆพร้อมกันทั่วร่างกาย เรียกว่า โรค/อาการดีซ่าน แต่ที่เราเห็นได้ชัด คือ บริเวณผิวหนังทั่วตัว และในส่วนตาขาว จึงเรียกอาการนี้ว่า อาการตัวและตาเหลือง หรือ ดีซ่าน เพราะเกิดจากสารบิลิรูบินในน้ำดี ซ่าน หรือกระจายไปทั่วร่างกาย <br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:41:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275839216</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจิราภรณ์  ก้าหรีมการ เลขที่18 1.ดีซ่าน 1.1ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน คือ อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่ายเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนปวดบริเวณชายโครงด้านขวาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลดมีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว    </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275842014</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:50:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275842014</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเกสร หวังสป เลขที่ 6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843138</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:53:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843138</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนารี ละสอ เลขที่ 125</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843186</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div>คำถาม&nbsp; ดีซ่าน&nbsp;</div><div>1.1&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตอบ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระอาจมีสีซีดลง และปัสสาวะมีสีเข้ม อ่อนเพลีย หมดแรง เหนื่อยง่าย <a href="https://www.pobpad.com/%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3">เบื่ออาหาร</a> คลื่นไส้อาเจียน ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องบวม ขาบวม น้ำหนักลด มีไข้ หนาวสั่น คันตามตัว&nbsp;</div><div>1.2&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตอบ ผู้ป่วยโรคตับ และทางเดินน้ำดี&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>คำถาม&nbsp; เนื้อเยื่อตับได้รับการบาดเจ็บและถูกทำลายจะกลายเป็นพังผืดที่มีลักษณะคล้ายแผลไปแทรกและเบียดเนื้อตับที่ดี ทำให้เลือดไปเลี้ยงตับได้น้อยลง เกิดภาวะความดันในหลอดเลือดดำของตับสูงขึ้น ทำให้ท้องมานหรือมีน้ำคั่งในช่องท้อง&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:53:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843186</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจันทราทิพย์ แก้วไข่ เลขที่ 13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843540</link>
         <description><![CDATA[<div>1. ดีซ่าน<br>1.1 <strong>ดีซ่าน (Jaundice) </strong>เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “ภาวะตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง&nbsp;<br><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:54:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843540</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจณิสตา เพชรรัตน์ เลขที่ 9 รหัสนักศึกษา 602</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843676</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>นางสาวจณิสตา เพชรรัตน์ เลขที่ 9 รหัสนักศึกษา 602601009<br></strong><br></div><div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และมีสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน&nbsp;<br></strong><br></div><div><strong>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br></strong><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>•&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div><div><strong>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br></strong><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง<br><br></div><div>&nbsp;1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น&nbsp;<br><br></div><div>2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง<br><br></div><div>&nbsp;3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ<br><br></div><div>&nbsp;4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:55:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275843676</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวผกากานต์ หีตฤทธิ์ เลขที่66</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845024</link>
         <description><![CDATA[<div>1.1 อาการดีซ่าน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวเหลือง ตาเหลือง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:59:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845024</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวฐิติรัตน์ พรพิศ เลขที่29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845047</link>
         <description><![CDATA[<div>1.ดีซ่าน<br>1.1 อาการโรคดีซ่าน<br>-อ่อนเพลีย หมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา ท้องบวม ขาบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:59:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845047</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวทิพย์เกสร รวมพงศ์ เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845141</link>
         <description><![CDATA[<div>1.อาการของดีซ่าน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระสีซีด&nbsp;ปัสสาวะสีเข้ม</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 12:59:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275845141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกัญญาณัฐ  หงษ์ทอง เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846092</link>
         <description><![CDATA[<div>คำถาม ดีซ่าน<br>1.อาการของผู้ป่วยดีซ่าน คือ ดวงตาและผิวหนังมีสีเหลือง อุจจาระมีสีซีดลง และมีปัสสาวะสีเข้ม อาจมีอาการป่วยร่วมด้วย</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:01:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846092</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธมลวรรณ สุขนิตย์ รหัส602601051 เลขที่51 ๑.ดีซ่าน๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่านอาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขปท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846212</link>
         <description><![CDATA[<div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:02:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846212</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอุษาวดี คุ้มไพรันต์ เลขที่ 121</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846666</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div><div>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:03:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846666</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุนนทาทิพย์ สามารถ เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846904</link>
         <description><![CDATA[<div>ระบบย่อยอาหาร เรื่อง ความผิดปกติของตับและทางเดินน้ำดี<br>1.ดีซาน<br>	1.1ระบุอาการ<br>อาการของโรคดีซ่าน คือ อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย เมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือด<br>อาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้น<br>อาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br>1.2ระบุพยาธิสภาพ<br>ดีซ่านมีกลไกเกิดจาก มีปริมาณสารให้สีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ในเลือดสูงเกินปกติมาก ซึ่งสารบิลิรูบิน เป็นสารปลายทางจากการที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย โดยในภาวะปกติ เม็ดเลือดแดงที่ถูกทำลาย คือ เม็ดเลือดแดงที่แก่แล้ว ทั้งนี้เม็ดเลือดแดงปกติจะมีอายุประมาณ 120 วัน เมื่อเม็ดเลือดแดงที่อายุเกิน 120 วัน ผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อซึ่งทำหน้าที่ทำลายตัวแก่เม็ดเลือดแดงเหล่านี้ ซึ่งโดยทั่วไป คือ ม้าม แต่พบในตับ และในไขกระดูกได้ เนื้อเยื่อนี้จะทำลายเม็ดเลือดแดง และให้เป็น สารบิลิรูบิน และ เหล็ก โดยร่างกายจะนำเหล็กกลับไปใช้ในไขกระดูกเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ แต่จะกำจัดสารบิลิรูบินออกจากร่างกายผ่านทางตับ<br>ในภาวะปกติ ในระยะแรก สารบิลิรูบินในกระแสโลหิต (เลือด) จะเป็นสารบิลิรูบินชนิดไม่ละลายน้ำ (Unconjugated bilirubin) แต่เมื่อผ่านเข้าไปในตับ ตับจะสังเคราะห์ให้บิลิรูบินชนิดไม่ละลายน้ำนี้ เปลี่ยนเป็นบิลิรูบินที่ละลายน้ำ (Conjugated bilirubin) และตับขับสารนี้ออกจากร่างกายโดยปนมากับน้ำดี (Bile) ที่ขับออกทางท่อน้ำดี ซึ่งมีทั้งท่อน้ำดีภายในตับ และท่อน้ำดีภายนอกตับ และนำ มาเก็บไว้ในถุงน้ำดี ซึ่งน้ำดี เป็นน้ำย่อยอาหารชนิดหนึ่งสร้างจากตับ เพื่อการย่อยอาหารในลำไส้เล็กโดยเฉพาะไขมัน สารบิลิรูบินจึงปะปนในกากอาหาร และผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ และถูกขับออกโดยปนมากับอุจจาระ สีเหลืองของอุจจาระจึงเป็นสีที่ได้จาก บิลิรูบิน<br>แต่เมื่อเกิดความผิดปกติจากการที่ในเลือดมีสารบิลิรูบินสูงมากกว่าปกติมาก สารบิลิรูบินที่มีปริมาณมากผิดปกตินี้ จะเข้าไปจับในเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อให้เนื้อเยื่อเหล่านั้นเกิดมีสีเหลืองขึ้น เหลืองมากหรือน้อย ขึ้นกับปริมาณบิลิรูบินในเลือด ซึ่งการมีสีเหลืองผิดปกติของเนื้อเยื่อต่างๆพร้อมกันทั่วร่างกาย เรียกว่า โรค/อาการดีซ่าน แต่ที่เราเห็นได้ชัด คือ บริเวณผิวหนังทั่วตัว และในส่วนตาขาว จึงเรียกอาการนี้ว่า อาการตัวและตาเหลือง หรือ ดีซ่าน เพราะเกิดจากสารบิลิรูบินในน้ำดี ซ่าน หรือกระจายไปทั่วร่างกายนั่นเอง<br>2.อธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับ<br>ตับแข็งเป็นสภาวะตับที่เกิดแผลเป็นขึ้นหลังจากมีการอักเสบหรือภยันตรายต่อเนื้อตับ เมื่อเนื้อตับที่ดีถูกทำลายลงจากการอักเสบหรือสาเหตุอื่นๆ เนื้อตับที่เหลือจะล้อมรอบและทดแทนด้วยเนื้อเยื่อประเภทพังผืด เป็นผลให้เลือดที่ไหลผ่านตับถูกอุดกั้น ไหลไม่สะดวก และการทำงานของตับลดลงเนื่องจากเนื้อตับดีที่เหลืออยู่ลดน้อยลง เคยมีผู้ประเมินไว้ว่าโรคตับแข็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของประชากรโลก 25,000 คน ทุกปี จัดได้ว่า เป็นสาเหตุการตายที่เกิดจากโรคเป็นอันดับที่ 8 นอกจากนี้โรคตับแข็งยังเป็นสาเหตุของการสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากผู้ป่วยขาดงานรวมทั้งค่าใช้จ่ายรักษาใน โรงพยาบาล และยังก่อให้เกิดทุกขเวทนาในผู้ป่วยที่เป็น เช่น ภาวะท้องมานน้ำ<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:03:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275846904</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275847150</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>นางสาวจริยา หนูสุวรรณ เลขที่ 11</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>ชุดที่ 3</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:04:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275847150</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววทันยา รอดคุ้ม เลขที่89</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275848141</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ชุดที่ 3<br></strong><br></div><div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ4.ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว<br><br></div><div>&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:06:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275848141</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวจรรย์อมล ยกย่องเลขที่ 10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275849282</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:09:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275849282</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ณิชกานต์ จันทร์ส่งแสง</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275849338</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;</div><div><strong>น.ส.ณิชกานต์ จันทร์ส่งแสง รหัสนักศึกษา 602601040</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>ชุดที่ 3</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.ดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน</strong>&nbsp;<br><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์&nbsp;<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน </strong><br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์&nbsp;<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน&nbsp;<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้&nbsp;<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู&nbsp;<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด&nbsp;<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)&nbsp;<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน&nbsp;<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)&nbsp;<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป</strong>&nbsp;<br><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง 1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น 2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง 3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ 4. ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้ ส่วนใหญ่มักจะเกิดน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาข้างเดียว&nbsp;<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 13:09:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275849338</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวพรกมล ไฝนุ้ย เลขที่ 67</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275908693</link>
         <description><![CDATA[<div>1.1<strong>ดีซ่าน</strong> (Jaundice) เป็นอาการป่วยที่เยื่อบุตาขาว เนื้อเยื่อและผิวหนังของผู้ป่วยกลายเป็นสีเหลือง เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ “<strong>ภาวะ</strong>ตัวเหลืองตาเหลือง” เกิดจากการมีปริมาณสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากเกินไป มาจากหลายสาเหตุหรือจากการเจ็บป่วยอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับ ระบบน้ำดี และเซลล์เม็ดเลือดแดง<br>1.2</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 15:17:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275908693</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวเตชินี สิทธิอำนวย เลขที่42</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275979190</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>๑.ดีซ่าน<br></strong><br></div><div><strong>๑.๑ ระบุอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะดีซ่าน<br></strong><br></div><div>อาการจากการมีสารบิลิรูบินในเลือดสูง และอาการจากสาเหตุ เช่น มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสียเมื่อเกิดจากติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ หรือ มีไข้สูงหนาวสั่นเมื่อเกิดจากติดเชื้อ โรคไข้จับสั่น หรือ โรคฉี่หนู หรือ จาก ภาวะซีด เมื่อเกิดจากโรคเลือดอาการจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง คือ อาการตัวและตาเหลือง และอาการคัน จากสารบิลิรูบินก่อการระคายเคืองต่อผิวหนังแต่ในเด็กทารก เมื่อมีบิลิรูบินในเลือดสูงมาก สารนี้จะซึมเข้าสู่สมอง ก่อให้เกิด โรคสมองอักเสบ ชนิดไม่ใช่เกิดจากติดเชื้อได้ ทั้งนี้เพราะในทารก สมองยังเจริญได้ไม่ดีพอ สารบิลิรูบินจึงซึมเข้าสู่สมองได้ แต่ในเด็กวัยอื่นๆและในผู้ใหญ่ สมองสามารถป้องกันไม่ให้สารนี้เข้าสู่สมองได้ ดังนั้นสารบิลิรูบินจึงก่ออาการทางสมองเฉพาะในทารกเท่านั้นอาการของทารก จากมีสารบิลิรูบินเข้าไปจับในสมอง เช่น ชัก ร้องไห้เสียงสูงผิดปกติ ซึม นอนทั้งวัน ไม่ดูดนม กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง หูหนวกถาวร และเมื่อโตขึ้น อาจมีสติปัญญาด้อยกว่าเกณฑ์<br><br></div><div><strong>๑.๒ ระบุผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพอาการดีซ่าน<br></strong><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่<br><br></div><div>• ในเด็กปกติแรกเกิด โดยเฉพาะเด็กคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะเหลืองไม่มาก ทั้งนี้เกิดเพราะตับของเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงยังมีสารบิลีรูบินคั่งในเลือดมาก เพราะตับกำจัดออกไม่ทัน ซึ่งอาการดีซ่านมักเกิดประมาณวันที่ 2-4 หลังคลอด และจะค่อยๆหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์<br><br></div><div>• โรคทางเดินน้ำดีฝ่อตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) จึงเกิดการคั่งของน้ำดีในตับ เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้จากท่อน้ำดีตีบตัน สารบิลิรูบินจากน้ำดี จึงท้นเข้าสู่กระแสโลหิต จึงก่ออาการดีซ่าน<br><br></div><div>• มารดา และทารกมีเลือดคนละชนิด และเป็นชนิดที่เข้ากันไม่ได้ ในเลือดทารกจึงมีสารภูมิต้านทานที่ทำลายเม็ดเลือดแดงของตนเอง เม็ดเลือดแดงของทารกจึงถูกทำลายเพิ่มขึ้น สารบิลิรูบินในเลือดจึงสูงขึ้น จึงก่ออาการดีซ่านได้<br><br></div><div>พยาธิสภาพที่พบบ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อของตับ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ และ โรคฉี่หนู<br><br></div><div>• โรคติดเชื้อบางชนิดที่ทำให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดง เช่น โรคไข้จับสั่น (มาลาเรีย)<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น จากยาบางชนิดในการรักษา วัณโรค หรือ ยาปฏิชีวนะ บางชนิด<br><br></div><div>• โรคตับอักเสบจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง)<br><br></div><div>• โรคจากมีการอุดตันทางเดินน้ำดี น้ำดีและสารบิลิรูบินในน้ำดีจึงไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ สารบิลิรูบินจึงท้นเข้าสู่กระแสเลือด เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคมะเร็งตับ ชนิดเกิดจากท่อน้ำดีในตับ และโรคมะเร็งตับอ่อน<br><br></div><div>• โรคเลือดบางชนิด ที่ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เช่น โรคจีซิกพีดี (G6PD) และ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)<br><br></div><div><strong>๒.จงอธิบายพยาธิสภาพของผู้ป่วยที่มีท้องมานที่สัมพันธ์กับโรคตับแข็งพอสังเขป<br></strong><br></div><div>ท้องมาน (ascites) หมายถึง ภาวะที่มีน้ำขังอยู่ในช่องท้องจำนวนมาก ลักษณะเป็นสารน้ำใสสีหลืองอ่อนหรือไม่มีสี สารน้ำดังกล่าวอยู่ภายในเยื่อบุช่องท้อง โดยปกติช่องท้องจะอยู่ใต้ช่องอก แยกจากกันด้วยกล้ามเนื้อกระบังลม สารน้ำในช่องท้องมีแหล่งที่มาได้ต่างๆ กัน โดยเกิดได้จากสาเหตุหลายอย่าง เช่น โรคตับ มะเร็ง หัวใจล้มเหลว และโรคไต ผู้ป่วยที่มีอาการท้องมานจะมีอาการแน่นท้อง ท้องโตขึ้น ร่วมกับอาการอื่นๆของโรคที่เป็นสาเหตุ ถ้าน้ำขังอยู่ในท้องมากๆ อาจจะทำให้หนังท้องปริแล้วมีน้ำซึมออกมาได้ แต่ไม่ได้เป็นเหตุให้ถึงกับเสียชีวิต ผู้ป่วยมักเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ เช่น สาเหตุเดิมที่ทำให้เกิดท้องมาน ภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หัวใจล้มเหลว ไตวาย เป็นต้น ในกรณีที่น้ำในท้องมีน้อยกว่า 100 – 400 มิลลิลิตร ผู้ป่วยมักไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด เมื่อปริมาณเพิ่มมากขึ้น ท้องจะเริ่มโต และเริ่มสังเกตเห็นได้ชัด บางรายพบว่ามีสารน้ำในเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย ผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจติดขัด ลักษณะบางประการของผู้ป่วยโรคตับแข็ง1. ผู้ป่วยโรคตับแข็งจะมีท้องโตขึ้น เนื่องจากมีน้ำคั่งอยู่ภายในช่องท้อง และมักมีอาการขาบวมทั้ง 2 ข้างด้วย เกิดขึ้นเนื่องจากตับสร้างโปรตีนที่เรียกว่าแอลบูมินได้น้อยกว่าปกติ แอลบูมินในเลือดมีหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำไว้ในกระแสเลือด เมื่อปริมาณแอลบูมินในเลือดลดลง ร่วมกับการที่หลอดเลือดดำในตับมีความดันสูงขึ้น ทำให้สารน้ำและเกลือแร่รั่วเข้ามาอยู่ในช่องท้องและในเนื้อเยื่อของผู้ป่วย เกิดเป็นภาวะท้องมานและขาบวมขึ้น2. ในรายที่ท้องมานอาจเกิดการติดเชื้อของน้ำในช่องท้องได้ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักมีภูมิคุ้มกันต่ำลง เนื่องจากโปรตีนหลายๆชนิดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นจากตับ เมื่อร่วมกับภาวะที่มีน้ำท้องมาน ซึ่งน้ำในช่องท้องนี้มีธาตุอาหารสมบูรณ์สามารถเลี้ยงเชื้อได้เป็นอย่างดี ก็อาจเกิดภาวะการติดเชื้อของน้ำภายในช่องท้องได้ ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีไข้ต่ำๆไปจนถึงไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้อง หน้าท้องกดเจ็บ ไปจนถึงภาวะโลหิตเป็นพิษ ถึงกับเสียชีวิตได้ จำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาลให้ยาปฏิชีวนะโดยเร็ว แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้ได้โดยทำการเจาะท้องมาตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวของ น้ำในช่องท้อง3. ภาวะไส้เลื่อนที่สะดืออาจพบได้ในผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง ผู้ป่วยจะมีท้องมานโต และน้ำดันรูรั่วที่สะดือนูนออกมาจนเป็นสะดือจุ่นขนาดโต โรคแทรกซ้อนที่พบได้คือผิวหนังบริเวณสะดือจุ่นนี้เป็นแผล และเกิดการติดเชื้อ ถ้าผิวหนังบริเวณนี้บางมากอาจโป่งและแตกออกมีน้ำท้องมานไหลรั่วออก เกิดการติดเชื้อของน้ำท้องมานได้ง่าย ในกรณีนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมาก บางรายอาจมีลำไส้ยื่นเข้ามาอยู่ในสะดือจุ่นนี้ และขอบรูรั่วของผนังหน้าท้องกดรัดจนไม่มีเลือดเข้ามาเลี้ยงลำไส้ส่วนยื่น เข้ามา จนในที่สุดลำไส้ส่วนที่ยื่นนี้อักเสบเน่าตายจนต้องรักษาโดยการผ่าตัด พยายามควบคุมลดน้ำท้องมาน หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเย็บปิดรูรั่วที่สะดือ4.ผู้ป่วยท้องมานจากตับแข็ง อาจเกิดภาวะน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย การมีน้ำท่วมอยู่ในช่องปอดทำให้ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเหนื่อยได้&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-08-28 17:42:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/somrudee/jwh5trd8zbvg/wish/275979190</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
