<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>วัฒนธรรมพื้นบ้าน ประเภทผสมผสาน (ประเพณีและพิธีกรรมพื้นบ้าน) by 5717 นางสาวดากานดา สถาพร</title>
      <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v</link>
      <description>ดากานดา17
เพชรลดา22
ปรีญารัตน์26
นภาวรรณ35</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-06-28 03:33:04 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2022-07-05 03:22:14 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f525.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>บทนำ</title>
         <author>g18895</author>
         <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236173582</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2022-07-04 04:17:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236173582</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาคเหนือ</title>
         <author>g18895</author>
         <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236173634</link>
         <description><![CDATA[<div>งานประเพณีการสืบชะตาหรือการต่ออายุ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พิธีสืบชะตาเป็นประเพณีสำคัญของชาวล้านนา ซึ่งเป็นประเพณีที่เชื่อกันกันว่าเป็นการต่ออายุหรือทำให้ชีวิตยืนยาว ผู้ที่เข้าพิธีสืบชะตา ชีวิตจะมีความสุข ความเจริญ และช่วยขจัดภัยอันตรายต่างๆ ที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย พิธีสืบชะตาดังกล่าว ประชาชนที่อยู่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของไทย ต่างยึดมั่นและถือปฏิบัติกันอยู่ เพราะเชื่อว่าทุกข์ภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง และญาติพี่น้องจะหมดหายไป อีกทั้งเชื่อว่าก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การงานพร้อมที่จะสู้กับชะตาชีวิตต่อไป ซึ่งการทำพิธีสืบชะตา สามารถทำได้ทั้ง<br><br>การสืบชะตาคน นิยมทำเมื่อขึ้นบ้านใหม่ ย้ายที่อยู่ใหม่ ได้รับยศหรือตำแหน่งสูงขึ้น วันเกิดที่ครบรอบ เช่น 24 ปี 36 ปี 48 ปี 60 ปี 72 ปี เป็นต้น หรือทำพิธีฟื้นจากป่วยหนัก หรือมีเคราะห์ร้าย การสืบชะตาจึงไม่มีช่วงเวลาที่อิงกับเทศกาล หรือฤดูกาลใดๆ<br><br>สืบชะตาบ้าน นิยมทำเมื่อคนในหมู่บ้านประสบความเดือดร้อน หรือเกิดการเจ็บป่วยกันทั่วในหมู่บ้าน หรือเสียชีวิตติดต่อกันเกิน 3 คน ขึ้นไป ถือเป็นเสนียดของหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านอาจพร้อมใจกันจัดในวันปากปี ปากเดือน หรือปากวัน คือวันที่หนึ่ง สอง หรือสามวันหลังวันเถลิงศก เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล<br><br>สืบชะตาเมือง จัดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดวงดาวตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ เพราะเชื่อ่าจะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย จึงจัดพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อให้อายุของเมืองได้ดำเนินต่อเนื่องสืบไป<br><br>การประกอบพิธี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การทำพิธีสืบชะตามักทำในห้องกว้าง หรือหากจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีมีจำนวนมาก ก็มักจะใช้สถานที่กว้างขึ้น เช่น วิหารวัด หรือสร้างปะรำพิธีขึ้นเป็นพิเศษ โดยจะมีซุ้มที่ทำจากไม้ยาวสามท่อนผูกปลายบนรวมกันเป็นรูปกระโจม บนท่อนไม้มีกล้วยอ้อยผูกติดไว้บนยอดกระโจมมีดอกไม้ธูปเทียน และอื่นๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างตามท้องถิ่นและตามตำราของผู้ประกอบพิธี โดยผู้ทำพิธีจะกล่าวคาถาหลายบท และบางครั้งให้ผู้เข้าพิธีทำตามคำสั่งด้วย เช่น นำด้ายสายสิญจน์ที่แขวนลงมาจากกระโจมเคียนรอบศีรษะ เป็นต้น ถ้าทำกับคนจำนวนมาก จะมีด้ายสายสิญจน์โยงไปทั่วบริเวณและแขวนด้ายลงให้ผู้เข้าพิธีนำไปวนรอบ ศีรษะของตน ทั้งนี้ ผู้ประกอบพิธีจะมีทั้งพระภิกษุสงฆ์ และคฤหัสถ์ที่เคยบวชเรียนมาแล้ว<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1741614917/794270bde731a55457d4dfc2d9f3c26a/48439984_E67A_4C26_A0B2_1FD0E9812023.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-04 04:17:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236173634</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาคใต้</title>
         <author>g18895</author>
         <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236902331</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเพณีกินผักหรือที่ชาวบ้านและชาวจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า&nbsp; “เจี๊ยฉ่าย”<br>        เป็นประเพณีที่คนจีนนับถือมาช้านาน&nbsp; โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยนวันประกอบพิธีจะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ถึงวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกๆ ปี<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ประเพณีกินผักได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่หมู่บ้านไล่ทู (ไนทู)&nbsp; ซึ่งปัจจุบัน คือ หมู่บ้านกะทู้&nbsp; ตำบลกะทู้<br>จังหวัดภูเก็ต&nbsp; ในสมัยนั้นคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ในประเทศไทยต่อมาได้มีคณะงิ้วจากประเทศจีนเดินทางมาเปิดการแสดงในหมู่บ้าน&nbsp; แต่เมื่อทำการแสดงไปได้ระยะหนึ่งก็เกิดโรคระบาดขึ้นในหมู่บ้าน&nbsp; ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยฉ่าย&nbsp; (กินผัก)<br>ที่เคยปฏิบัติกันมาทุกปีขณะอยู่ที่เมืองจีนเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย&nbsp; คณะงิ้วและชาวบ้านจึงได้ตกลงใจกันประกอบพิธีเจี๊ยฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้ว&nbsp; ต่อมาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในหมู่บ้านก็หายไปหมดสิ้น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันพิธีกินผัก (เจี๊ยฉ่าย) ของชาวภูเก็ตได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาทุกปี&nbsp; ถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของชาวจังหวัดภูเก็ต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;อนึ่ง&nbsp; การใช้ประโยชน์จากพืชผักพื้นบ้านภาคใต้ในมิติวัฒนธรรมพบว่า&nbsp; พืชผักจำนวน 103 ชนิด&nbsp; ในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น&nbsp; มีจำนวน 47 ชนิดที่สามารถนำมาจำแนกตามคุณประโยชน์&nbsp; ดังนี้<br>1.พืชผักที่มีสรรพคุณทางสมุนไพร&nbsp; 22 ชนิด&nbsp; เช่น&nbsp; กำลังความถึก ชะเมา ชะเลือด เดือยบิด ตาก ตีเมียเบื่อย่าง เถาคัน เป็นต้น<br>2.พืชผักที่มีสรรพคุณสมุนไพร&nbsp; และใช้ประโยชน์ในบ้านหรือทางสถาปัตยกรรม 13 ชนิด เช่น ก้างปลาแดง<br>ขลู่จิกง่วงนอน จิกนา ชะมวงควาย นนทรี ผักหนาม เป็นต้น<br>3.พืชผักพื้นบ้านที่ใช้ประโยชน์ในบ้านหรือทางสถาปัตยกรรม 12 ชนิด&nbsp; เช่น กะสัง&nbsp; ชีเงาะ ตุมพระ น้ำนอง<br>ผักกูดทะเล หงอนไก่ เป็นต้น<br>&nbsp; &nbsp; นอกจากนี้&nbsp; พืชผักพื้นบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 103 ชนิด ที่ชาวบ้านใช้บริโภคเป็นประจำในครัวเรือน&nbsp; พบว่า&nbsp; มีการนำไปใช้ประโยชน์เป็นอาหารได้ 3 กลุ่ม&nbsp; คือใช้ปรุงอาหาร&nbsp; ใช้รับประทานสด ลวก ดอง (ผักเหนาะ)&nbsp; และใช้ได้ทั้งปรุงอาหารและรับประทานสดก็ได้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;พืชผักพื้นบ้านต่าง ๆ นั้น&nbsp; เมื่อบริโภคแล้วจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายช่วยควบคุมภาวะธาตุในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล&nbsp; ทำให้ร่างกายแข็งแรง&nbsp; ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยข้อมูลดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตแห่งการพึ่งตนเองตามแนวทางการดูแลสุขภาพโดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภค<br>2.ด้านศาสนาและลัทธิความเชื่อ เช่น ประเพณีลากพระ ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1741614917/9e19914a3fd7b2e1e2848e69d75750f0/BE78B310_0827_455A_94F2_F13C64E6308C.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-05 03:14:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236902331</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาคอีสาน</title>
         <author>g18895</author>
         <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236906168</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเพณีบุญบั้งไฟ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซึ่งนิยมทำกันในเดือน 6&nbsp; จุดประสงค์เพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล และเป็นการบวงสรวงบูชาเทวดารักษา<br>บ้านรักษาเมือง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตำนานบุญบั้งไฟ &nbsp; เล่นสืบต่อกันมาว่า ในสมัยก่อนพุทธกาล มีผู้มีบุญชื่อว่า พญาคันคาก เป็นที่นับถือของชาวบ้านชาวเมืองมาก จนทำให้ พญาแถน ซึ่งเป็น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เทพเจ้าแห่งฝน เกิดความอิจฉาไม่ชอบใจ&nbsp; จึงได้บันดาลให้ฝนไม่ตกเป็นเวลา 8ปี8เดือน&nbsp; พญาคันคาก ได้สู้รบกับ พญาแถน และสามารถรบชนะพญาแถน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พญาแถนที่พ่ายแพ้ต้องทำสัญญาต่อ พญาคันคาก ว่า เมื่อถึงเดือนหก ถ้ามนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นเป็นสัญญาณ พญาแถนต้องปล่อยน้ำฝนลงมา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>การทำบั้งไฟ &nbsp;<br>1.&nbsp; เริ่มจากทำดินปืนโดยนำถ่านและดินประสิวมาผสมให้เข้ากันแล้วเติมน้ำลงไปเล็กน้อย<br>2.&nbsp; นำดินปืนอัดลงในท่อที่เป็นตัวบั้งไฟให้แน่นพอสมควร&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<br>3.&nbsp; นำหางบั้งไฟ(ทำด้วยไม้ไผ่)ไปต้มในน้ำจนเดือดเพื่อให้หางเบาไม่ถ่วงตัวบั้งไฟเวลาจุด<br>4.&nbsp; นำตัวบั้งไฟและส่วนหางมาผูกติดกันไว้ แล้วตกแต่งให้สวยงาม</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1741614917/637fe935a1523e9dd46107c915fbff4f/1E949EE9_9490_4C16_B6B5_0CFEB52E23B8.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-05 03:19:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236906168</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภาคกลาง</title>
         <author>g18895</author>
         <link>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236907596</link>
         <description><![CDATA[<div>ประเพณีตรุษจีน&nbsp;<br>        การแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นประเพณีที่กล่าวเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดนครสวรรค์ซึ่งปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ได้รับอิทธิพลมากจากคนจีนที่อพยพมาประเทศไทย หรือคนไทยเชื้อสายจีน นั่นเอง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คนจีน นั้นอยู่ร่วมในสังคมไทยมาแล้วช้านาน นับแต่อดีตคนไทยเรา มีคำเรียก คนจีน ที่เข้ามาอยู่ร่วมสังคมไทยสำคัญอยู่สองคำ คำหนึ่งคือคำว่า ฮ่อ หมายถึง ชาวจีนที่เข้ามาอยู่ร่วมในสังคมไทยที่มาทางบก มาตามเส้นทางการค้าแบบคาราวานม้าต่าง ลาต่าง มากับมัสยิดในศาสนาอิสลาม ที่ทอดยาวจากคุนหมิงผ่านมาจนถึงเมืองที่นำหน้าด้วยคำ เชียงทั้งห้า หรือเมืองห้าเชียง เข้ามาถึงล้านนา ที่เชียงใหม่ เชียงราย หรือมากับกองทัพจีนที่พ่ายแพ้แตกแถวกลายเป็น โจรฮ่อ เข้ามาปล้นเมือง ทั้งเมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองหลวงพระบาง&nbsp; ทำให้เกิดเป็นศาลเจ้าที่คนจีนนับถือในวันนี้ ศาลเจ้าในเมืองนครสวรรค์มีอยู่ครบทั้ง ๕ เผ่าพันธุ์ ของคนจีนที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โดยมีศาลเจ้าซึ่งถือเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ประจำเมืองสำคัญที่สุด ๒ ศาล คือ ศาลเหนือ และศาลใต้ ศาลใต้ คือ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจ้าแม่สวรรค์ เจ้าแม่ทับทิม ที่ตั้งอยู่ตรงจุดที่พบกันของแม่น้ำปิง–วัง และแม่น้ำ ยม–น่าน และศาลเหนือ คือ ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่หน้าผา ซึ่งมีเทพเจ้าสูงสุดเป็นประธานของศาลเจ้า คือ เจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจ้าแม่สวรรค์ เช่นเดียวกัน การนับถือ เจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจ้าแม่สวรรค์นี้ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งเข้ามาตั้งหลักปักฐานในดินแดนต่างถิ่น<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“งานประเพณีแห่ เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ ปากน้ำโพ” ในสมัยเริ่มแรกนั้นมีวัตถุประสงค์ในการที่จะนำองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ แห่ไปในเส้นทางต่างๆ ในเมือง เพื่อให้ประชาชนได้จัดตั้งโต๊ะสักการะบูชาที่หน้าบ้าน เป็นการปัดเป่าทุกข์ภัย เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่เมือง และชาวเมืองปากน้ำโพ แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มเติมการแสดงขบวนต่างๆ เข้าไปในขบวนแห่ เช่น สิงโต ล่อโก้ว เอ็งกอ และมังกร&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และในวันนี้ ประเพณีตรุษจีนปากน้ำโพ แห่เจ้าพ่อเจ้าแม่นครสวรรค์ ได้พร้อมใจกันจัดงานติดต่อกันมาแล้วอย่างยาวนานถึง ๑๐๓ ปี จุดเด่นที่สุดของขบวนแห่แหนในวันนี้ได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จากขบวนแห่องค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ มาเป็นรถแห่องค์เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน โดยพฤตินัย นอกจากนี้ขบวนแห่ต่างๆ ที่เคยมีก็ยังมีอยู่อย่างครบครัน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1741614917/3e832920f26a55e4f6f0f4c4a0c03095/785109C3_881B_4072_9DD1_4AC24670F2A0.jpeg" />
         <pubDate>2022-07-05 03:21:38 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/g18895/jdshshc7mhqon86v/wish/2236907596</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
