<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>หลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยหริภุญชัย by ห้องเรียน ครูกล้วย</title>
      <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz</link>
      <description>ให้นักเรียนยกตัวอย่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยหริภุญชัย ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยให้ยกตัวอย่างมา 1 ตัวอย่าง มีรูป ชื่อหลักฐาน พร้อมทั้งคำอธิบายถึงหลักฐานนั้นๆ</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2022-12-22 02:13:06 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2026-03-18 17:40:30 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url></url>
      </image>
      <item>
         <title>นายปฏิภาณ พุทธิ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427269467</link>
         <description><![CDATA[<div>พระกรุเนื้อดิน &nbsp;<br><br>พุทธศิลปสวยงามมาก พระกรรณยาวถึงบ่าทั้งสองข้าง สวมมงกุฏ สร้อยสังวาลย์ สวมสนับต้นแขนทั้งสองข้าง ห่มผ้าอาภรณ์ มีสใบที่ไหล่ซ้าย รัดปะคต นั่งขัดสมาธิเพชรบนบัลลังก์ฐานบัวตุ่ม มือขวาพาดบนเข่าเห็นนิ้วแยกเป็นระเบียบ องค์พระสมบูรณ์ สภาพเดิมจากกรุ &nbsp;<br>ที่มา:&nbsp;<a href="http://www.prasomdej-jaosua.com/detail.php?id_detail=38">http://www.prasomdej-jaosua.com/detail.php?id_detail=38</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920953878/e42892978f47f9cf05282bd0a0d2e971/169267A0_4412_475C_B3DC_CDFF35DDB53A.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:00:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427269467</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ.รุ้งลาวัลย์ บุตรขัด ม.3 ลท.16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427269502</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ศิลาจารึก ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย<br><br>&nbsp; &nbsp;จารึกของอาณาจักรหริภุญไชย กำหนดอายุจากรูปอักษรมอญโบราณ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวอักษรที่ปรากฏบนศิลาจารึก “มรเจดีย์” (Mayazedi) ของพระเจ้าจันสิตถา (Kyanzittha) กษัตริย์แห่งอาณาจักรพุกาม (พม่า) ซึ่งจารึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๑๖๒๘ และ ๑๖๓๐ อันได้รับอิทธิพลด้านตัวอักษรไปจากมอญ แต่ครั้งเมื่อพระเจ้าอนิรุทธ (อโนรธามังฉ่อ) ได้ทรงยกทัพไปตีเมืองสะเทิม (ถะทนหรือสุธรรมวดี) ซึ่งเป็นราชธานีของหัวเมืองมอญฝ่ายใต้สำเร็จ มีการกวาดต้อนผู้คน ช่างฝีมือ ตลอดจนภิกษุสงฆ์และคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่มีอยู่ในเมืองสะเทิมไปสู่พุกามทำให้วัฒนธรรมมอญแพร่หลายในพุกาม รวมไปถึงการใช้ตัวอักษรด้วย<br><br>ที่มา<br>https://www.finearts.go.th/hariphunchaimuseum/view/13950-</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952744/7ed8263c7d9dad80fc9ea18fe1c29ab7/0A182734_F90A_48FE_8C38_505AF4552112.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:00:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427269502</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชื้อผู้จัดทำ ธีรภัทร์ อุปานันท์ม.3เลขที่8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427271096</link>
         <description><![CDATA[<div>เจดีย์กู่กุดในวัดจามเทวี<br>วัดจามเทวี เดิมชื่อวัดสังฆาราม แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดกู่กุด หลังรัชสมัยของพระเจ้ามหันตยศ วัดกู่กุดได้ร้างลงจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาภาคเหนือ ได้สำรวจวัดกู่กุดและสืบถามความเป็นมาของผู้สร้างจนทราบนาม จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า วัดจามเทวีวงศ์ ต่อมาคำว่าวงศ์ได้หายไปกลายเป็นวัดจามเทวี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐<br><br>จากhttps://www.finearts.go.th/ratchaburimuseum/view/33575-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920954102/2e65acd00a1c8eee1096410b9448d329/1671692353186.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:03:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427271096</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ศิรดา กันทะใจ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427272852</link>
         <description><![CDATA[<div>ศิลปะหริภุญชัย บ้างเขียน ศิลปะหริภุญไชย เป็นศิลปะในอาณาจักรหริภุญชัย มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองหริภุญชัย (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) งานช่างของเมืองนี้ เกี่ยวข้องกับงานช่างที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนของราชธานีพุกาม ประเทศพม่า มีวิวัฒนาการงานศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอื่น ๆ จนเกิดการผสมผสานเข้าด้วยกัน และคลี่คลายเป็นศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952266/0bcf9bb63e4ff60ac0713c3c45b4817a/inbound7709128982318797045.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:06:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427272852</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณิชาพัชร์ จันต๊ะไพสน ม.3 ลท.3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427272998</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดพระธาตุหริภุญไชย<br>วัดพระธาตุหริภุญไชยวรมหาวิหาร เป็นปูชนียสถานสำคัญในภาคเหนือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองลำพูนมาอย่างยาวนานตั้งอดีตนับเวลามากกว่าพันปีวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร เดิมทีเป็นพระราชวังของพระเจ้าอทิตยราชกษัตริย์ผู้ครอง นครหริภุญชัย องค์ที่ ๓๓ ต่อจาก พระนางจามเทวีวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลำพูนมีถนนล้อมรอบสี่ด้าน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ซุ้มประตูซึ่ง ก่อนที่จะเข้าไปในบริเวณวัด ต้องผ่านซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนประดับลวดลายวิจิตรพิสดาร เป็นฝีมือโบราณสมัยศรีวิชัย<br><br><br>ที่มา :&nbsp;https://www.lamphun.go.th/th/attractions/8/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952365/207251d642337e50701712028b51b500/inbound2178189559568133577.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:06:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427272998</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ญ บุณย์ชิตา สุริยะ ม.3 ลท.9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427273177</link>
         <description><![CDATA[<div>เครื่องปั้นแบบหริภุญชัย<br><br>เป็นเครื่องปั้นเนื้อดิน ส่วนใหญ่มีเนื้อหยาบ สีค่อนข้างขาว ไปจนถึงสีส้ม ส่วนใหญ่มีภาชนะรูปหม้อมีเชิง กุณโฑ จาน ก้นลึก พาน ตะคัน การตกแต่งตัวภาชนะ ประเภทที่เป็นกุณโฑ และหม้อมีเชิง มักเขียนลายเส้นสีแดง วนรอบบริเวณที่เป็นคอ บ่า และเชิงภาชนะ ประกอบกับลายขุดเป็นร่องคล้ายรูป สามเหลี่ยม และลายคล้ายคมมีดสับบนสันของ ตัวภาชนะ<br><br>ที่มา : https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=21&amp;chap=5&amp;page=t21-5-infodetail05.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952976/8f7523f06f4c5e47d97083ac85ae3b59/inbound1807300215294139118.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:06:53 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427273177</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายทิวากร ลุงออ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427273740</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดพระธาตุหริภุญชัย<br>พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นโบราณสถานอันสำคัญของนครหริภุญชัยที่ พระเจ้าอาทิตยราช เป็นผู้สถาปนาขึ้นในราว พุทธศตวรรษที่ 17 เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันมี ธาตุกระหม่อม ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้วมือ และธาตุย่อยอีกเต็มบาตรหนึ่ง ตามพุทธทำนายลักษณะทางสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุหริภุญชัย ตามที่ปรากฏในหนังสือตำนานพระธาตุหริภุญชัย กล่าวว่า มีลักษณะ เป็นสถูปสี่เหลี่ยมทรงปราสาท ที่มีซุ้มทวาร เข้า- ออกทะลุกันได้ทั้งสี่ด้าน มีปราสาทสี่เหลี่ยมอยู่ตรงมุมละองค์ก่อด้วยศิลาแลงซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากอยู่ในเมืองนี้ ภายในเป็นแท่น สำหรับประดิษฐาน พระโกศที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โปรดให้ปฏิสังขรณ์เจดีย์เดิมที่พญาอาทิตยราชทรงสร้างไว้และได้ขุดร่องทวารประตูเข้า-ออก ทั้งสี่เพื่อความปลอดภัย รูปทรงสัณฐานขององค์พระบรมธาตุยังคงเป็นลักษณะเดิม คือ เป็นทรงปราสาทสี่เหลี่ยมที่กว้างใหญ่และสูง เมื่อ พญามังราย ตีเมืองหริภุญชัยได้ โปรดให้ซ่อมแซมดัดแปลงองค์พระธาตุขึ้นใหม่ การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงทรวดทรง ขององค์พระธาตุฯ จากทรงปราสาทกลายเป็นทรงเจดีย์ฐานกลมแบบทรงลังกา<br><br>ในสมัยของพระเจ้าแสนเมืองมาประมาณปี พ.ศ. 1951 โปรดให้มีการปิดทององค์พระธาตุ พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราชกษัตริย์องค์สำคัญแห่งเมืองเชียงใหม่ ทรงร่วมกับพระมหาเมธังกรเถระ ก่อพระมหาเจดีย์ให้สูงขึ้นเป็น 92 ศอก กว้างยาวขึ้น 52 ศอก เป็นรูปร่างที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน<br>ที่มาhttps://lamphuncity.go.th/travel/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2/</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952485/1b3d6356e49b4e1933932fd105d0897f/images__7_.jpeg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:08:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427273740</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ศุภานิช  อมรใฝ่ชล ม.3 ลท.5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427275982</link>
         <description><![CDATA[<div>เจดีย์กู่กุดในวัดจามเทวี<br>วัดจามเทวี เดิมชื่อวัดสังฆาราม แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่าวัดกู่กุด หลังรัชสมัยของพระเจ้ามหันตยศ วัดกู่กุดได้ร้างลงจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาภาคเหนือ ได้สำรวจวัดกู่กุดและสืบถามความเป็นมาของผู้สร้างจนทราบนาม จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่ว่า วัดจามเทวีวงศ์ ต่อมาคำว่าวงศ์ได้หายไปกลายเป็นวัดจามเทวี ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐<br>ที่มา:https://www.finearts.go.th/ratchaburimuseum/view/33575-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952711/70a733389b49438fa5cc3ed7b17ad6a6/inbound4473826070353238182.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:12:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427275982</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธนภรณ์ อินทร์ต๊ะ ม.3 เลยที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427277154</link>
         <description><![CDATA[<div>เศียรพระพุทธรูปในศิลปะหริภุญไชย<br><br>โดย ชนิตา รอยประโคน<br><br>“หริภุญไชย” เป็นชื่อของแคว้น หรือ อาณาจักรโบราณ ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองลำพูน เป็นแคว้นที่มีอารยธรรม มีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ และมีวิวัฒนาการงานศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอื่นๆ จนเกิดการผสมผสานเข้าด้วยกัน และคลี่คลายเป็นศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง &nbsp; จนกลายเป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง &nbsp; ดังจะปรากฏในงานศิลปกรรมประเภทประติมากรรม&nbsp; งานประติมากรรมสมัยหริภุญไชยที่น่าสนใจ&nbsp; และผู้เขียนใคร่จะขอนำเสนอ&nbsp; คืองานประติมากรรมพระเศียรพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริงระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘<br><br>งานประติมากรรมในศิลปะหริภุญไชย โดยเฉพาะพระพุทธรูปส่วนใหญ่นิยมสร้างขึ้นจากดินเผา ศิลา สำริด และปูนปั้น (สงวน รอดบุญ, ๒๕๒๙ : ๖๙) ดังนั้นจึงไม่ใช่ประติมากรรมลอยตัว แต่เป็นประติมากรรมที่สร้างขึ้นประดับศาสนสถาน และงานส่วนใหญ่สร้างขึ้น เนื่องในพุทธศาสนาแบบเถรวาท (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๕๖ : ๑๔๖)<br><br>พระพุทธรูปสมัยหริภุญไชยแบ่งตามช่วงระยะเวลา โดยใช้ลักษณะความแตกต่างทางด้านอิทธิพลศิลปะที่ปรากฏตามช่วงระยะเวลา เป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ อิทธิพลศิลปะทวารวดีจากภาคกลางของประเทศไทย ระยะที่ ๒ พุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ อิทธิพลศิลปะเขมร และ ระยะที่ ๓ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ อิทธิพลศิลปะพุกาม และมีลักษณะที่เป็นศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ๒๕๕๖:๑๔๖)<br><br>ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอพระเศียรพระพุทธรูปศิลปะหริภุญไชยอย่างแท้จริง ลักษณะเฉพาะที่ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปสมัยหริภุญไชยอย่างแท้จริง คือ พระพุทธรูปที่สร้างจากดินเผาและ ปูนปั้น และถึงแม้ว่าพระพุทธรูปในศิลปะหริภุญไชยจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมร และศิลปะพุกาม แต่มีลักษณะสำคัญหลายประการที่พัฒนาการให้มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ประติมากรรมพระเศียรพระพุทธรูปดินเผา (รูปที่ ๑) ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน และพระเศียรพระพุทธรูปดินเผา (รูปที่ ๒) ที่จัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ พระเศียรพระพุทธรูปนี้มีลักษณะค่อนข้างแบน พระพักตร์สี่เหลี่ยม สีพระพักตร์เคร่งขรึม พระนลาฏกว้าง พระขนงเป็นสันนูนต่อกัน และมีเส้นขีดซ้อนกันขนานอยู่เบื้องใต้ พระเนตรโปน ถือได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะอย่างแท้จริง ที่มีความแตกต่างจากงานประติกรรมพระพุทธรูปหริภุญไชย ในช่วงก่อนพุทธศตวรรษ ๑๗-๑๘ และลักษณะของ พระนาสิกแบนใหญ่ พระโอษฐ์แบะกว้างแบบทวารวดี และมีขอบพระโอษฐ์หนา พระมัสสุเป็นเส้นขีดอยู่เหนือพระโอษฐ์<br><br>ศักดิ์ชัย สายสิงห์ (๒๕๕๖ : ๑๕๘-๑๕๙) อธิบายไว้ว่า ลักษณะพระพักตร์คล้ายกับกลุ่มที่รับอิทธิพลศิลปะเขมร และที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบเฉพาะอย่างแท้จริงของพระพุทธรูปสมัยหริภุญไชย คือ ขมวดพระเกศาที่เป็นเกลียวยกขึ้นสูงขึ้นมาอย่างมาก และมีอุษณีษะทรงกรวยขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ขมวดพระเกศามักทำจากดินเผา นำไปเผาก่อนแล้วนำมาติดกับพระเศียรในภายหลัง พบทั้งในพระพุทธรูปปูนปั้นและดินเผา อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตประการสำคัญ คือ พระพุทธรูปหริภุญไชยนิยมทำขอบพระพักตร์เป็นสันแนวตั้งขึ้นมาระหว่างพระนลาฏกับขมวดพระเกศา คล้ายกับที่เรียกว่า “ไรพระศก” ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะทำขึ้นเป็นกรอบพระพักตร์ เพื่อสะดวกในการนำขมวดพระเกศามาติดในภายหลัง เพราะประติกรรมพระพุทธรูปหริภุญไชยมีเทคนิคการทำขมวดพระเกศาด้วยดินเผา ที่เผาเป็นชิ้นๆ และนำมาติดกับพระเศียรหลังจากเผาแล้ว หลังจากนั้นคงมีการลงรักปิดทองหรือบางครั้งลงสีน้ำดิน เช่น พระเศียรพระพุทธรูป (รูปที่ ๓) จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่<br><br>งานประติมากรรม พระเศียรพระพุทธรูปสมัยหริภุญไชยอย่างแท้จริง (พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘) ที่ได้นำเสนอนั้น เป็นงานประติมากรรมที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากงานศิลปะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะ เขมร ศิลปะทวารวดี และศิลปะพุกาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการงานประติมากรรมที่มีรูปแบบเฉพาะของตัวเองอย่างแท้จริง เป็นรูปแบบเฉพาะที่มีความเป็นหริภุญไชยอย่างแท้จริง เช่น ลักษณะของพระพักตร์ในงานประติมากรรม ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมดินเผาและปูนปั้นอย่างแท้จริง ประติมากรรมที่มีพระพักตร์ค่อนข้างเคร่งครึม พระเนตรโปน มีพระมัสสุ ขมวดพระเกศาที่เป็นเกลียวทรงสูง มีเทคนิคการทำที่ปั้นขมวดพระเกศามาติดในภายหลังหรือทำจากแม่พิมพ์ฯลฯ อีกทั้งงานประติมากรรมพระเศียรพระพุทธรูปยังสะท้อนให้เห็นว่า อาณาจักรหริภุญไชยมีการนับถือพระพุทธศาสนาและได้รับวัฒนธรรมทางศาสนาที่ดีงามก่อให้ เกิดการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาที่มีความงดงาม และมีเอกลักษณ์เฉพาะตนอย่างแท้จริง<br><br>อ้างอิง<br><br>ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๕๖). พระพุทธรูปในประเทศไทย : รูปแบบ พัฒนาการ และความเชื่อของคนไทย.&nbsp; กรุงทพฯ: ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร<br><br>สงวน รอดบุญ. (๒๕๒๘). ศิลปกรรมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา<br><br>เศียรพระพุทธรูป. สืบค้นเมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๗, จาก http://www.nationalmuseums.finearts.go.th/hariphunchai/hilight.htm</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920955505/1b5d6afb6de90a1e89df8554bd27e965/inbound6900247173309471045.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:14:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427277154</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อนุวัต ชลเทพ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427282099</link>
         <description><![CDATA[<div>วัดพระธาตุหริภุญชัย ซุ้มประตูโขงท่สิงห์<br><br>ซุ้มประตูโขงท่สิงห์เป็นซุ้มประตูทางเข้าสู่เขตพุทธาวาสของวัดพระธาตุหริภุญชัยวราขวรวิหาร มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบฐานปัทม์ลูกแก้วอกไก่ มีหลังคาเป็นแบบ "ซุ้มโขง" คือก่อผนังเสาทั้ง ๒ ด้านโค้งข้าหากัน ยอดหลังคาสร้างเป็นทรงปราสาทซ้อนกันหลายชั้น ซุ้มประตูนี้เชื่อว่า สร้างขี้นพร้อมการปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุหริภุญชัยในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ด้านหน้าซุ้ม ประตูมีประติมากรรมสิงห์ปูนปั้นซึ่งสร้างชึ้น ในช่าวงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ประดับอยู่ทั้ง ๒ ข้าง เดิมถัดจากซุ้มประตูนี้ไปทางตะวันออก มีสะพานไม้ทอดข้ามแม่น้ำกวงไปยังวัดพระยืนจึงเรียกซุ้มประตูนี้ว่าซุ้มประตูโขท่าสิงห์<br>ที่มา<br>https://images.app.goo.gl/bDDQgQmnAmgDy54Q8<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920952266/d52581dc9945277c4998a35a614cf078/inbound7258952877541590537.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:24:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427282099</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ทอง ธรรมเจริญ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427290819</link>
         <description><![CDATA[<div>___ลักษณะของพระพุทธรูปในศิลปะหริภุญไชยที่แสดงอิทธิพลจากศิลปพุกามอย่างเห็นได้ชัด คือการประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ที่พบในพระพุทธรูปศิลปะพุกามที่รับมาจากศิลปะปาละของอินเดีย แตกต่างจากอิทธิพลพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีที่นั่งขัดสมาธิราบแบบหลวม ในศิลปะพุกามจะนั่งขัดสมาธิเพชรแสดงฝ่าพระบาททั้งสองข้างอย่างชัดเจน ส่วนลักษณะของชายผ้าที่แผ่ออกมานั้นก็มีความคล้ายคลึงกับศิลปะพุกาม ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำชายผ้าสองแฉกในศิลปะล้านนาต่อไป&nbsp;<br>___หลักฐานทางศิลปกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับการพบจารึกอักษรมอญโบราณในจังหวัดลำพูน จำนวน ๘ หลัก กำหนดอายุในพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ นอกจากนี้ตำนานทางพระพุทธศาสนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ยังกล่าวถึงการอพยพของชาวหริภุญไชยที่ได้หนีโรคระบาดไปอาศัยยังเมืองสุธรรมวดีและหงสาวดี เมื่อโรคระบาดหายไปแล้วจึงย้ายกับมาที่เดิม การอพยพเคลื่อนย้ายผู้คนนี้ย่อมมีการรับอิทธิพลทางด้านศิลปวัฒนธรรมจากพื้นที่ทั้งสองแห่งนี้จนมาผสมผสานจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบศิลปของหริภุญไชยอันเป็นรากฐานของล้านนาในเวลาต่อมา&nbsp;<br>อ้างอิง<br>ที่มา<br>https://support.google.com/legal/answer/3463239?hl=th</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1920975603/51243a70788ee6df5675f80a8bf0c286/inbound5864374520420263912.jpg" />
         <pubDate>2022-12-22 07:41:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2427290819</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ด.ชพงศกร  ใจอ้าย</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2500684200</link>
         <description><![CDATA[<div>พอเอ่ยถึงชื่อ จังหวัดลำพูน คนทั่วไปมักเข้าใจว่าลำพูนเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆอยู่ใกล้กับจังหวัดเชียงใหม่ มีพระธาตุหริภุญชัยเป็นของคู่บ้านคู่เมือง และมีชื่อเสียงในการผลิตสินค้าหัตถกรรมที่ต้องใช้ฝีมือ เช่น ผ้าไหมทอยกดอก ผ้าฝ้ายทอมือ การถักและปักผ้าเท่านั้น น้อยคนนักจะทราบว่าเมืองลำพูนเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดภาคเหนือ ที่มีร่องรอยและหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ณ บ้านวังไฮ อายุประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปี และครั้งหนึ่งเคยเป็นนครที่สำคัญที่สุดในกลุ่มเมืองเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง อันตั้งอยู่ ณ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำวังแห่งอาณาจักรสมันตประเทศ หรือพิงครัฐ มาแล้ว<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตามตำนานจาม เทวีวงศ์กล่าวว่า พระฤาษีวาสุเทพ ได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้น ณ บริเวณพื้นที่ระหว่างแม่น้ำ ๒ สาย คือ แม่น้ำกวงและแม่น้ำปิง จากนั้น ได้อัญเชิญพระนางจามเทวี พระธิดา พระยาจักรัตติแห่งกรุงละโว้ขึ้นมาครอบครองนครแห่งนี้ พระนางได้นำนักปราชญ์ราชบัณฑิต และพระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมจากเมืองละโว้ขึ้นมาด้วย เมืองหริภุญไชยในยุคนั้นจึงเป็นเมืองใหญ่ มั่นคง เป็นปึกแผ่น มีความเจริญทางด้านสังคม ศาสนา และศิลปะวิทยาการ สาขาต่าง ๆ ที่ได้พัฒนารูปแบบจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองงดงามลงตัวที่สุด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลักฐานที่เป็นพยานยืนยันในเรื่องนี้ ก็คือ หลักศิลาจารึก และโบราณสถานหลายแห่งในตัวเมืองและบริเวณใกล้เคียง เช่น พระสุวรรณเจดีย์ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหารสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ วัดจามเทวี และพระสุวรรณเจดีย์ วัดเชียงยืน รวมทั้งโบราณวัตถุเป็นจำนวนมากที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โบราณวัตถุที่พบในจังหวัดลำพูนโดยทั่วไปจะมีทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหริภุญไชย และสมัยล้านนา<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้พบจากการขุดคนทางโบราณคดีที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองฯ ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญจากการขุดบ่อเลี้ยงปลาของชาวบ้านเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ และนำมาซึ่งการขุดค้นทางวิชาการ ระหว่างนักโบราณคดีไทยและฝรั่งเศสในเวลาต่อมา สิ่งที่พบอยู่ร่วมกับโครงกระดุก ได้แก่ ภาชนะดินเผาเนื้อหยาบลายเชือกทาบขนาดใหญ่ ลูกปัดแก้วแบบทวารวดี เศษภาชนะดินเผาหริภุญไชย กำไลสำริด ต่างหูแก้ว กำไลแก้ว เครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็ก อายุระหว่าง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว สำหรับโบราณวัตถุสมัยหริภุญไชยที่ได้พบส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างหริ ภุญไชย เป็นพระพุทธรูปร่วมสมัยกับศิลปะศรีวิชัยทางภาคใต้ อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ แต่ได้พัฒนามาเป็นศิลปะของตนเองได้งดงามที่สุด แบ่งออกได้เป็น ๒ สมัย คือ ประติมากรรมที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ มีลักษณะพระพักตร์เป็นสี่เหลี่ยม พระขนงเหยียดตรงจดกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกโต พระโอษฐ์แบะ ในระยะหลังพระพักตร์จะเรียวยาว พระขนงตวัดปลายเป็นรูปวงโค้ง และสมัยที่สองคือ ประติมากรรมที่สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๙ ได้แก่ เศียรพระพุทธขนาดใหญ่ทำด้วยศิลาแลง พระพุทธรูปทำด้วยดินเผาจากแม่พิมพ์ และเศียรพระพุทธรูปดินเผาทำจากแม่พิมพ์ ลักษณะที่เด่นชัดของสมัยนี้ก็คือพระพักตร์สั้น พระศกเป็นเม็ดเล็ก ๆ พระขนงเป็นรูปปีกกาติดต่อกัน พระเนตรเหลือบลงต่ำ พระนาสิกเล็ก พระโอษฐ์บาง ไม่มีไรพระมัสสุ ส่วนประกอบของใบหน้าไม่หนาเทอะทะทำให้พระพักตร์ดูอ่อนนุ่ม พระเกตุมาลาเป็นกรวยแหลมเรียบ ๆ นอกจากนี้ยังได้พบเครื่องปั้นดินเผาที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองฯ และบ้านศรีย้อย ตำบลคันธง อำเภอเมืองฯ ด้วย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากที่พระยายีบาเสียอำนาจการปกครองให้ แก่พ่อขุนมังรายมหาราช เมืองหริภุญไชยจึงได้รวมอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทยตั้งแต่นั้นมา และได้เป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาระหว่างพุทธศตวรรษ ที่ ๑๖-๑๘ สถาปัตยกรรมศิลปะล้านนาที่เด่นที่สุดคือหอไตร ทั้งที่เป็นเครื่องไม้ทั้งหลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้และเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหลัง เช่น หอไตรวัดสันกำแพง อำเภอป่าซาง หอไตรวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อำเภอเมือง ฯ และหอไตรวัดหนองเงือก อำเภอป่าซาง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนประติมากรรมซึ่งเป็นสิลปะล้านนานั้น มีศูนย์กลางของวัฒนธรรมและศาสนาอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยฯ ซึ่งพระมหากษัตริย์ล้านนาเกือบทุกพระองค์ทรงให้ความอุปถัมภ์โบราณวัตถุส่วน ใหญ่จะเป็นพระพุทธรูป สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ แบบ คือ แบบระยะเริ่มแรกของศิลปะล้านนาที่ยังคงลักษณะศิลปะหริภุญไชยไว้ เช่น พระขนงเป็นรูปปีกกา พระพักตร์เหลี่ยม มีขอบไรพระเกศา เม็ดพระศกเล็กแหลม การแสดงกล้ามเนื้อและรูปทรงใบหน้าเป็นแบบธรรมชาติของมนุษย์ แบบแสดงถึงความสมบูรณ์ของศิลปะล้านนาที่มีการเลือกลักษณะที่ต้องตามรสนิยม ของตนในศิลปะร่วมจากภายนอก คือศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา ผสมผสานกับสุนทรียภาพของล้านนาเอง แบบแสดงลักษณะประจำท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลพระพุทธรูปล้านนาและสุโขทัย มีพระรัศมีเป็นเปลวสูง พระนาสิกแหลมโค้ง พระกรรณโค้งออก เม็ดพระศกแหลม และนิ้วพระหัตถ์เสมอกัน และแบบล้านนาฟื้นฟูศิลปกรรม สร้างขึ้นร่วมสมัยกับศิลปะรัตนโกสินทร์ แสดงถึงการผสมผสานกันของศิลปะไทยแบบต่าง ๆ มีการสร้างพระพุทธรูปและสิ่งของถวายพระ ซึ่งทำจากวัสดุที่มีค่าและฝีมือประนีต เช่น ช้างจำลอง ม้าจำลอง และเครื่องไม้แกะสลักต่าง ๆ ผู้สนใจสามารถหาชมได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูนตั้งอยู่ที่ถนนอินทยงยศ ตำบลในเมือง จังหวัดลำพูน ตรงข้ามกับวัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๒<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงห้องศิลาจารึก ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๒๓ หลัก มีทั้งศิลาจารึกสมัยหริภุญไชยและศิลาจารึกสมัยล้านนา ห้องจัดแสดงใหญ่ ประกอบด้วยโบราณวัตถุสมัยก่อนหริภุญไชย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมัยหริภุญไชย และสมัยล้านนา ห้องจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านและเครื่องไม้จำหลัก ซึ่งมีทั้งสมัยล้านนาและสมัยรัตนโกสินทร์ เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและเครื่องไม้จำหลักที่เป็นส่วนประกอบ หรือส่วนประดับของอาคาร เช่น ทวย หำยนต์ เป็นต้น</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1979118746/246ee598b696460e34968233a2c4ade9/inbound6003788115812667869.jpg" />
         <pubDate>2023-03-02 07:17:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2500684200</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ญาณโรจน์ เสนเสาร์                        ศิลปะหริภุญชัย บ้างเขียน ศิลปะหริภุญไชย เป็นศิลปะในอาณาจักรหริภุญชัย มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่เมืองหริภุญชัย (จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน) งานช่างของเมืองนี้ เกี่ยวข้องกับงานช่างที่มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนของราชธานีพุกาม ประเทศพม่า มีวิวัฒนาการงานศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอื่น ๆ จนเกิดการผสมผสานเข้าด้วยกัน และคลี่คลายเป็นศิลปะที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตัวเอง        </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2500686503</link>
         <description><![CDATA[<div>https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1979117553/c9812bb5dba79df9380b8d0449ebbd3c/___________________1_.JPG" />
         <pubDate>2023-03-02 07:19:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2500686503</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐนนท์ โปธาศรี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2518860854</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2"><br>ตำนานมูลศาสนา</a>และตำนานพระธาตุเจ้าหริภุญชัย กล่าวว่า ครั้นพุทธกาล <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2">พระพุทธเจ้า</a>ได้เสด็จมาบิณฑบาตในหมู่บ้านของเหล่าเม็งคบุตร แล้วเสด็จเลียบลำน้ำแม่ระมิงค์ (<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%87">แม่น้ำปิง</a>) พวกเม็งตามเสด็จมาถึงที่สถานที่หนึ่งทางทิศตะวันตกของแม่น้ำ พระพุทธเจ้าปรารถจะนั่ง ก็มีแท่นหินก้อนหนึ่งผุดขึ้นมาจากพื้นดิน พระพุทธเจ้าจึงทรงวางบาตรและประทับเหนือแท่นหินนั้น ชมพูนาคราชและพญากาเผือกออกมาอุปัฏฐากพระองค์ ลัวะผู้หนึ่งได้ถวายหมากสมอ เมื่อพระพุทธเจ้าฉันเสร็จได้ซัดเมล็ดสมอลงเหนือพื้นดิน เมล็ดสมอหมุนเวียน 3 รอบ แล้วจึงได้ฝังพระเกศาแล้วเอาผลสมอทับไว้ มีพุทธพยากรณ์ว่า ในภายภาคหน้าเมื่อพระเจ้าอาทิตยราชเสวยราชย์ สถานที่นี้จะเป็นที่ตั้งของมหานครใหญ่ชื่อ "หริภุญชัย" เพราะพระพุทธเจ้าได้มาฉันหมากสมอที่นี้ ที่พระพุทธเจ้านั่งจะเป็นที่ตั้งของเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีธาตุกระดูกพระเศียร ธาตุกระดูกอก ธาตุกระดูกนิ้ว และธาตุย่อย รวม 1 บาตรเต็ม ณ มหานครแห่งนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปแล้ว พญากาเผือกเมื่อได้ยินพุทธพยากรณ์ก็จำได้สิ้น เมื่อบินกลับถึงป่าหิมพานต์จึงเรียกกาดำผู้เป็นหลานมาเล่าพุทธพยากรณ์ พร้อมให้กาดำอยู่เฝ้ารักษาสถานที่ เหล่าเทวดา อสูร ฤๅษี พากันมาบูชาแท่นหินนั้นเป็นนิตย์ ตำนานพระธาตุเจ้าหริภุญชัยว่าแท่นหินนั้นจมลงไปในดินตามเดิม ภายหลังพระยาศรีธรรมาโศกราชได้นำพระธาตุใส่ในกระบอกไม้รวก แล้วใส่ในโกศแก้วลูกใหญ่ 3 กำ บรรจุใต้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งฉันหมากสมอ<br><br></div><div><br>เมื่อพระเจ้าอาทิตยราชแห่ง<a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2">อาณาจักรหริภุญชัย</a>เสวยราชสมบัติ (ตำนานแต่ละเล่มกล่าวไม่ตรงกัน ตำนานมูลศาสนาว่าตรงกับปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว 1,008 ปี ตำนานพระธาตุเจ้าหริภุญชัยว่า พ.ศ. 1420 <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C">จามเทวีวงศ์</a>ว่า พ.ศ. 1586 <a href="https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C">ชินกาลมาลีปกรณ์</a>ว่า พ.ศ. 1590) พระเจ้าอาทิตยราชเป็นกษัตริย์ที่มีพระบรมเดชานุภาพ พระสติปัญญาเป็นเลิศ ทรงทำนุบำรุงพระศาสนา บ้านเมืองรุ่งเรือง คราวหนึ่ง พระเจ้าอาทิตยราชโปรดฯ ให้สร้างพระราชเรือนหลวงเป็นที่ประทับ พร้อมสร้างหอจัณฑาคารที่ลงพระบังคน แต่บังเอิญหอนั้นไปสร้างตรงกับที่พระพุทธเจ้าเคยประทับและพยากรณ์ เมื่อพระองค์จะเสด็จไปสู่วลัญชนฐาน (ห้องน้ำ) คราวใด กาที่เฝ้ารักษาก็จะบินผ่านมาแล้วปล่อยอาจมให้ต้องพระองค์ทุกครั้ง พระองค์จึงเสด็จไปเข้าวลัญชนฐานแห่งอื่น แต่กาก็ยังคงบินร่อนข้างบนและโฉบลงเหนือเศียรพระองค์ เป็นเช่นนี้ 2-3 ครั้ง จนพระเจ้าอาทิตยราชกริ้วและสั่งให้พวกอำมาตย์ไล่จับกา เทวดาบันดาลให้กาติดบ่วง พระเจ้าอาทิตยราชจะให้ฆ่ากาเสีย อำมาตย์ได้ทูลทัดทานไว้และให้หาโหรมาทำนาย โหรทำนายว่าประโยชน์อันยิ่งใหญ่จะบังเกิดแก่พระเจ้าอาทิตยราช ตกกลางคืนเทวดาผู้รักษาพระบรมสารีริกธาตุก็มาทูลพระเจ้าอาทิตยราชในฝัน แนะให้นำกุมารเกิดได้ 7 วันมาอยู่กับกา 7 วัน สลับกับอยู่กับคน 7 วัน จนครบ 7 ปี กุมารจะสามารถผู้ภาษากาได้ พระองค์ก็จะแจ้งมูลเหตุแห่งการกระทำของกา พระเจ้าอาทิตยราชก็ทรงทำตาม พอครบ 7 ปี พระเจ้าอาทิตยราชให้พากุมารและกามาสอบถาม กาจึงเล่าเรื่องผ่านกุมารถึงพุทธพยากรณ์และอาสาไปตามพญากาเผือกมายืนยัน เมื่อพญากาเผือกพร้อมด้วยบริวารมาถึงก็ทูลเล่าเรื่องพุทธพยากรณ์อีกครั้ง<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1994110153/5811365b6cef91ff8a1f2a9ce7186376/Wat_Phra_That_Hariphunchai__III_.jpg" />
         <pubDate>2023-03-16 05:31:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2518860854</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พระนางจามเทวี</title>
         <author>trithipmonday8</author>
         <link>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2570781380</link>
         <description><![CDATA[<div>พระนางจามเทวี เชื่อกันว่าเป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญชัย ทรงเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิราช แห่งกรุงละโว้(ลพบุรี)<br>ปีประสูติ ระยะเวลาครองราชย์ และปีสวรรคตของพระนางจามเทวี มีผู้บันทึกหรือวิเคราะห์ไว้ต่างกัน เช่น<br>ชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าครองราชย์ พ.ศ. ๑๒๐๕ ครองราชย์อยู่ ๗ ปี<br>นายมานิต วัลลิโภดม สอบค้นว่าประสูติ เมื่อพ.ศ. ๑๑๖๖ ครองราชย์ พ.ศ. ๑๒๐๕ ครองราชย์อยู่ ๑๗ ปี สิ้นพระชนม์ พ.ศ. ๑๒๕๘<br>พระชันษาได้ ๙๒ ปี<br>ตำนานฉบับที่นายสุทธวารี สุวรรณภาชน์ แปลและเรียบเรียง คือ ประสูติ พ.ศ. ๑๑๗๖ ครองราชย์ พ.ศ. ๑๒๐๒ สละราชสมบัติ<br>พ.ศ. ๑๒๓๑ และสวรรคต พ.ศ. ๑๒๗๔ เป็นต้น<br>พระนางจามเทวีเป็นผู้มีพระรูปโฉมงดงาม เป็นเบญจกัลยานี มีศีล และมีความสามารถ ทรงอยู่ในฐานะหม้าย เนื่องจากพระสวามี ซึ่งอยู่ในพงศาวดารเมืองหริภุญชัย ว่าเป็นเจ้าประเทศราชในเมืองรามัญ ตรงกับตำนานมูลศาสนาว่า คือเมืองรา หรือ เมืองราม<br>ได้มีศรัทธาบรรพชาเป็นเพศบรรพชิต พระเจ้าจักรพรรดิราชพระราชบิดา ทรงมีราชานุญาตให้พระนางจามเทวีซึ่งมีครรภ์ได้ ๓ เดือน<br>เดินทางไปครองเมืองหริภุญชัย ตามคำเชิญของสุกกทันตฤาษี และวาสุเทพฤาษี ผู้ส่งนายคะวะยะเป็นทูตมาเชิญ<br>พระนางจามเทวีได้นำพระสงฆ์ สมณะชีพราหมณ์ พ่อค้าวาณิช ช่างต่างๆ อย่างละ ๕๐๐ ประมาณกว่า ๗,๐๐๐ คน เดินทาง<br>โดยทางน้ำปิง (พิงค์) อย่างช้าๆ ตั้งเมืองเผยแผ่พระพุทธศาสนาตลอดเส้นทาง ใช้เวลาเดินทาง ๗ เดือน จึงเดินทางมาถึงเมืองหริภุญชัย<br>เมื่อเสด็จมาถึงได้ ๗ วัน ก็ประสูติพระโอรสฝาแฝดชื่อ มหันตยศ และ อนันตยศ ต่อมาทรงได้เศวตไอยราเป็น คู่บารมีสีกายเผือกดั่งเงินยวงเรียกว่า<br>ผู้ก่ำงาเขียว (ช้างเผือกงาเนียมหรือช้างเผือกงาดำ) จากเชิงดอยอ่างสลง (อ่างสรง) ในเขาลวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพระโอรสมี<br>พระชนม์ ๗ พรรษา พระนางจามเทวีได้สละราชสมบัติอภิเษกให้มหันตยศ ครองเมืองหริภุญชัย ส่วนอนันตยศ พระนางจามเทวีได้ให้นำ<br>ผู้คนพลเมืองไปตั้งเมืองเขลางค์นครหรือลำปางในปัจจุบัน นับเป็นการขยายอาณาจักร และพุทธจักร ให้กว้างไกลออกไป ส่วนพระนาง<br>ได้นุ่งขาวห่มขาว สมาทานเบญจศีล จนถึงวันสิ้นพระชนม์ ดังตำนานมูลศาสนาได้กล่าวว่าพระนางทรงสมาทานเบญจศีลอยู่เสมอทุกวันมิได้ขาด<br>ในอุดมการณ์ทางด้านศาสนา ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ในการปฏิบัติธรรมให้เสนาอำมาตย์ราชมนตรี และประชาชนถือปฏิบัติเป็นอย่างดี<br>ที่สำคัญยิ่งทรงเป็นผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้รุ่งเรืองวัฒนาสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ และได้ทรงสร้างจตุรพุทธปราการเป็นพระอาราม<br>ประจำจตุรทิศแห่งพระนคร เพื่อเป็นพุทธปราการปกป้องคุ้มครองพระนครให้พัฒนาสถาพรปราศจากภัยภิบัติต่างๆ ประชาชนทั่วไปเรียกว่า<br>วัดสี่มุมเมือง ดังนี้<br>อาพัทธาราม ปัจจุบันคือ วัดพระคง เป็นพุทธปราการอารักขาประจำทางฝ่ายทิศเหนือ<br>อรัญญิกรัมมการาม ปัจจุบันเป็น วัดร้างดอนแก้ว ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนชุมชนบ้านเวียงยองเป็นพุทธปราการอารักขาประจำทางฝ่ายทิศตะวันออก<br>มหาสัตตาราม ปัจจุบันคือ วัดสังฆาราม (ประตูลี้) เป็นพุทธปราการอารักขาประจำทางฝ่ายทิศใต้<br>มหาวนาราม ปัจจุบันคือ วัดมหาวัน เป็นพุทธปราการอารักขาประจำทางฝ่ายทิศตะวันตก<br>พระนางจามเทวีได้ทรงใช้กุศโลบายที่หลากหลายรูปแบบในการต่อสู้และชักจูงพวกละว้าให้หันมานับถือศาสนาพุทธโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้กับ<br>หัวหน้าเผ่าละว้า ขุนหลวงวิลังคะ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของช้างผู้ก่ำงาเขียว ได้ขับไล่ข้าศึกละว้าหนีกระจัดกระจายไปอยู่ตามป่าเขา นอกจากนี้ทรงใช้กุศโลบาย<br>ในการผสมกลมกลืนชาติพันธุ์กับท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม โดยการให้พระราชโอรสทั้งสองพระองค์อภิเษกสมรสกับธิดาสองคนของพญามิลักขะ<br>และได้สู่ขอธิดาสองคนของนายคะวะยะ ให้กับพระราชโอรสด้วย ถือได้ว่าทำให้ชนชาวละโว้และชนพื้นเมืองอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน<br>และสามารถเผยแพร่อุดมการณ์ทางศาสนาเข้าสู่ชนพื่นเมืองได้อย่างรวดเร็ว และได้ใช้กุศโลบายทางสันติธรรมและเมตตาธรรมเข้าต่อสู้จนชนะที่สุด<br>โดยมีบางส่วนได้เข้ามา สวามิภักดิ์หันมาเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาทำให้มีการผสมกลมกลืนทางชาติพันธุ์ สังคมเกิดความสงบสุขและ<br>พุทธศาสนาเจริญอย่างมั่นคงในอาณาจักรหริภุญชัยตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา<br><br></div><div><a href="http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~cturdsak/aboutlamphun.htm">กลับ</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1324353279/e9d9b5b4d4931ce862172dd43af82299/inbound516781946609637355.jpg" />
         <pubDate>2023-04-27 18:19:17 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/classroomkruba/j65zopdembt2kzz/wish/2570781380</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
