<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title> โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ (4/5) by ผกามาศ คำพร</title>
      <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e</link>
      <description>ให้นักเรียนค้นคว้าโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ มาคนละ 1 อาชีพ </description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2021-09-07 06:04:32 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2023-02-22 22:36:09 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet.net/icons/png/1f60d.png</url>
      </image>
      <item>
         <title>นางสาวขวัญพิชชา​ หมอยา​ เลขที่​7​</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1733363382</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคกล้ามเนื้อและกระดูก</strong><br><strong>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้​ : </strong>พ่อค้าแม่ค้า<br><strong>สาเหตุ​ :</strong> เกิดจากการทำงานอะไรซํ้าๆ​ หรือ​ การออกกำลังเกินกว่าร่างกายจะรับได้​ รวมถึงท่าทางฝืนธรรมชาติและปัจจัยจากการทำงานยังเป็นสาเหตุ​อีกสาเหตุหนึ่งด้วย<br>โรคกล้ามเนื้อและกระดูกอันตรายอย่างไร? : จะทำ​ให้<br>ปวดหลัง​ ปวดหลังส่วนล่าง​ เยื่อหุ้มข้อและปลอกเอ็นอักเสบ​ นิ้วล็อค นิ้วไกปืน นิ้วลั่น ความผิดปกติของเนื้อเยื่ออ่อน เนื่องจากการใช้งานมากเกินและแรงกดทับ เอ็นยึดกระดูกอักเสบ<br><strong>วิธีป้องกัน​ : </strong>ปรับท่าทางในการทำงาน​ ไม่ควรยกของเกินกำลัง​ ออกกำลังกาย​สมํ่าเสมอ​ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์​ต่อกระดูกและข้ออย่างสมํ่าเสมอ​</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286999945/52e6124f2d13e8452af1d9f012877d94/________________.jpg" />
         <pubDate>2021-09-12 08:04:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1733363382</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส​ ลลิตสินี​ ณรงค์​อินทร์​ เลขที่​ 29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1736698995</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคความดันโลหิตสูง<br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้​ : พนักงานออฟฟิศ​<br>สาเหตุ​ : ประมาณ 95% ของคนที่เป็นความดันโลหิตสูง เกิดโดยไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด ประมาณ 5% เท่านั้น ที่ทราบสาเหตุ เช่น เป็นโรคไตวาย หรือมีความผิดปกติของต่อมหมวกไต หรือมีความผิดปกติของเส้นเลือดแดงบางเส้น ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ ความอ้วน มีโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัว การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม และการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากเกินควร<br>วิธี​ป้องกัน​ : 1.ควรควบคุมน้ำหนัก<br>                  2.ลดอาหารเค็ม หรือเกลือแกงกินอาหารจำพวกผักและผลไม้มากขึ้น &nbsp;                &nbsp;3.ออกกำลังกาย โดยออกนานกว่า 30 นาที และออกเกือบทุกวัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;          &nbsp;4.ลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;         5.พักผ่อนให้เพียงพอ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;          &nbsp;6.รักษาสุขภาพจิต และอารมณ์<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;          &nbsp;7.ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้​                     ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี หลังจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์และพยาบาลแนะนำ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287004647/f7022342a00b37924bc0d16f7143389f/__Taurine_1.jpg" />
         <pubDate>2021-09-13 16:27:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1736698995</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. ปิยมาภรณ์ สุวรรณเกษม ม.4/5 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1737114252</link>
         <description><![CDATA[<div>วัณโรคปอด (Tuberculosis)<br>ลักษณะที่สำคัญคือ โรคติดเชื้อแบคทีเรีย มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) โดยมักทำให้เกิดโรคความผิดปกติที่ปอด<br><br>ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง<br>ผู้ที่ทำงานในสถานประกอบกิจการที่อยู่อย่างแออัด เช่น บ้านพักคนงาน เรือนจำ หรือกลุ่มบุคลากรด้านการแพทย์ที่มีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยเช่น แพทย์ พยาบาล พนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย คนงานที่ทำงานในสถานประกอบกิจการโม่ บด ย่อยหิน<br><br>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย<br>การเกิดโรคติดต่อนี้เข้าสู่ร่างกายเกิดจากการสูดหายใจเอาละอองเสมหะจากลำคอและปอดที่เกิดจากการไอหรือจามของผู้ที่กำลังเป็นโรค หรือจากการสัมผัสอากาศที่มีฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเชื้อโรคมีระยะเป็นเวลานานเป็นปีหรือสิบปี เมื่อร่ายกายอ่อนแอลงเชื้อโรคที่หลบอยู่ในร่างกายจะแสดงอาการของโรคออกมา<br>อาการและอาการแสดงของโรค ได้แก่มีไข้ต่ำ ๆ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ไอเรื้อรัง&nbsp; บางครั้งมีเสมหะ<br><br>การป้องกันโรค<br>1ดูแลสุขภาพออกกำลังกายให้แข็งแรง<br>2รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่<br>3ตรวจการทำงานของปอด<br>4ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองโรค โดยเฉพาะผู้สัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิด บุคลากรทางการแพทย์<br>5เลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค<br>หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ควรรีบไปพบแพทย์<br>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1343738494/1736c4b0de9a612ef8a63a679375672c/images.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-13 18:48:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1737114252</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอินทิรา นุชนารถ เลขที่21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1739330130</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช</strong><br><strong>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้: </strong>เกษตรกร<br><strong>สาเหตู:</strong><br>1.พิษเข้าสู่ผิงหนังโดยตรง หรือวักเสื้อผ้าที่ปนเปื้นกับสารเคมี</div><div>2.พิษเข้าสู่ร่างกายด้วยการหายใจ และจะเป็นการนำสารเคมีเข้าไปในปอด</div><div>3.พิษเข้าสู่ร่างกายโดยการกลืน<br><strong>ผลกระทบด้านสุขภาพ:</strong></div><div>1.ผลกระทบที่เป็นพิษเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการในทันทีหลังจากสัมผัสสารเคมี เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่า เป็นต้น</div><div>2.ผลกระทบที่เป็นพิษเรื้อรัง เกิดจากพิษสะสมที่ก่อให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคผิวหนังต่างๆ การเป็นหมัน การพิการของทารกแรกเกิด หรือการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น<br><strong>การป้องกัน:</strong></div><div>1.ก่อนที่จะใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ควรอ่านฉลากให้เข้าใจเกี่ยวกับวิธีใช้ การป้องกันอันตรายและวิธีแก้พิษ</div><div>2.ผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้องตามอัตราส่วนที่ระบุในฉลากและเตรียมน้ำสะอาดไว้เพียงพอสำหรับการชำระล้างในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน</div><div>3.ขณะผสมสารเคมี ไม่ควรใช้มือเปล่ากวน ควรใช้ไม้หรือวัสดุอื่นแทนและควรสวมถุงมือทุกครั้งในขณะตวงหรือรินสาร</div><div>4.สารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดควรบรรจุในภาชนะที่บรรจุมาแต่เดิม ถ้าจะถ่ายใส่ภาชนะใหม่ ต้องปิดป้ายบอกให้ชัดเจนว่าเป็นสารเคมีอะไร ป้องกันการหยิบผิดและต้องแน่ใจว่าปิดฝาสนิทไม่มีการรั่วซึมออกนอกภาชนะภายนอก</div><div>5.สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ผสมให้พอดีหมดในครั้งเดียว หากใช้ไม่หมดควรจัดเก็บให้มิดชิดห่างไกลจากเด็ก สัตว์เลี้ยงและไม่ปนเปื้อนแหล่งน้ำหรืออาหาร</div><div>6.ตรวจเช็คอุปกรณ์การฉีดพ่นให้อยู่ในสภาพที่ดีไม่ชำรุดก่อนจะนำไปใช้</div><div>7.สวมเสื้อผ้ามิดชิด เช่น กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น หน้ากากที่มีไส้กรองอากาศ ถุงมือ หมวก กระบังครอบหน้าหรือแว่นตา เป็นต้น</div><div>ห้ามกินอาหาร น้ำ หรือสูบบุหรี่ในขณะทำการผสมสารเคมี</div><div>8.ในกรณีที่เกษตรกรมีการสัมผัสสารเคมีทางผิวหนังให้ทำการชำระล้างด้วยน้ำสะอาดนาน ๆ อย่างน้อย 15 นาที รีบอาบน้ำฟอกสบู่ เปลี่ยนเสื้อผ้า</div><div>9.ไม่ควรฉีดพ่นในขณะที่ลมแรง หรือฝนตก และควรยืนอยู่เหนือลมเสมอ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286998755/ff95cc46ec997a190687ad2809b88b9b/unnamed.png" />
         <pubDate>2021-09-14 12:58:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1739330130</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชลิตา ฟุ้งฟู ม.4/5 เลขที่ 8</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744904176</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคปวดเรื้อรัง&nbsp;<br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้ : วิศวกร<br>สาเหตุ :&nbsp;<br>-มีพฤติกรรมก้มๆ เงยๆ และใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการปวดกล้ามเนื้อบริเวณบ่า สะบัก ต้นคอ หัวไหล่ รวมไปถึงข้อมือ<br>วิธีป้องกัน :&nbsp;</div><ul><li>ออกกำลังกายสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 30 นาที ทุก ๆ 4 – 5 วันต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ</li><li>คนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนาน ๆ ควรพักและเปลี่ยนอิริยาบถในทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและล้าได้ผ่อนคลาย ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น บิดขี้เกียจ หรือที่เรียกว่า การ Streching คือการเหยียดกล้ามเนื้อให้ตึงและทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและลดอาการเกร็งตัว ตลอดจนอาการปวดกล้ามเนื้อได้มาก</li></ul>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1289388645/94d0c9222d6e48d8e2bfcaa08a6521ad/64fb1a19_7926_4d74_af87_3981765bd9f5_____________1580.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 04:52:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744904176</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กชพร  ซ้ายหุย  ม.4/5 เลขที่ 22</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744938991</link>
         <description><![CDATA[<div>กลุ่มโรคที่เกิดขึ้นจากสาเหตุทางชีวภาพ&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัณโรคปอด (Tuberculosis)<br>ลักษณะที่สำคัญคือ โรคติดเชื้อแบคทีเรีย มัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) โดยมักทำให้เกิดโรคความผิดปกติที่ปอด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง<br>ผู้ที่ทำงานในสถานประกอบกิจการที่อยู่อย่างแออัด เช่น บ้านพักคนงาน เรือนจำ หรือกลุ่มบุคลากรด้านการแพทย์ที่มีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยเช่น แพทย์ พยาบาล พนักงานช่วยเหลือผู้ป่วย คนงานที่ทำงานในสถานประกอบกิจการโม่ บด ย่อยหิน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย<br>การเกิดโรคติดต่อนี้เข้าสู่ร่างกายเกิดจากการสูดหายใจเอาละอองเสมหะจากลำคอและปอดที่เกิดจากการไอหรือจามของผู้ที่กำลังเป็นโรค หรือจากการสัมผัสอากาศที่มีฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเชื้อโรคมีระยะเป็นเวลานานเป็นปีหรือสิบปี เมื่อร่ายกายอ่อนแอลงเชื้อโรคที่หลบอยู่ในร่างกายจะแสดงอาการของโรคออกมา&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อาการที่สำคัญของวัณโรคปอด คือ ไอเรื้อรังนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป<br>อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย มีไข้ (มักจะเป็นตอนบ่าย เย็น หรือตอนกลางคืน) ไอมีเลือดปน เจ็บหน้าอก หายใจขัด&nbsp;<br>ถ้ามีอาการอย่างน้อย 2 อาการขึ้นไป รีบตรวจหาวัณโรคที่สาถานพยาบาลใกล้บ้าน<br>การป้องกันโรค<br>&nbsp; &nbsp; วิธีป้องกัน<br>ดูแลสุขภาพออกกำลังกายให้แข็งแรง<br>รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่<br>ตรวจการทำงานของปอด<br>ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองโรค โดยเฉพาะผู้สัมผัสผู้ป่วยใกล้ชิด บุคลากรทางการแพทย์<br>เลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค<br>หากมีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นวัณโรค ควรรีบไปพบแพทย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349505332/c1f6d5e896fd2a47ddd6b4d90c2c8bf2/pulmonary_tuberculosis.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:09:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744938991</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวลสิตา สมเงิน เลขที่17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744945331</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคออฟฟิศซินโดรม<br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้ : พนักงานธนาคาร<br><mark>สาเหตุ</mark> : การใช้งานกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ผิดไปจากภาวะปกติ เกิดจากการทำงานในพื้นที่จำกัดและขาดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ การนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ การเพ่งจอคอมพิวเตอร์ซึ่งอาชีพพนักงานธนาคารมีโอกาสเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมทั้งในเรื่องของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ต้องนั่งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือพฤติกรรมของตัวผู้ทำงานที่อาจจะเครียดกับงานและมีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย<br>“<mark>อาการ</mark>” : 1. ปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืดจะเริ่มจากการปวดกล้ามเนื้อบริเวณ คอ บ่าไหล่ ส่วนหลัง สะโพก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. เส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดมีพังผืดบริเวณข้อมือ (ด้านฝ่ามือ) ทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นถูกกดทับ เกิดอาการปวดและชาที่นิ้วมือ ฝ่ามือ หรือแขน <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. นิ้วล็อค เกิดจากการออกแรงที่นิวมือมากๆและบ่อยครั้ง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบเกิดการบวมหรือเจ็บที่บริเวณเอ็นกล้ามเนื้อ <br><mark>“การรักษา”</mark> : 1.การยืดกล้ามเนื้อในขณะทำงานเป็นระยะๆ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.เมื่อรู้สึกเมื่อยล้าควรหยุดพักการทำงานชั่วคราวให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน เลือกใช้โต๊ะ เก้าอี้ให้เหมาะสมกับรูปร่าง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.ออกกำลังกายเป็นประจำ<br>สำหรับคนที่มีอาการมากๆหรือพยายามเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้วแต่อาการปวดกล้ามเนื้อยังไม่ดีขึ้น มีอาการปวดเรื้อรัง ปวดจนนอนไม่หลับ มีภาวะแขนขาอ่อนแรง อาจจะมีสาเหตุหรือภาวะซ้อนเร้นอื่นๆ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจให้แน่ชัด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1343695941/cd61a9af9adfd1697ea9714bb3cfc0b6/C968AF10_58EC_42AA_86B9_B330F6F3A78B.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:13:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744945331</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว โชติรส จันทรโอทาน ม.4/5 เลขที่ 9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744950343</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคประสาทหูเสื่อมจากการทำงาน (Hearing impairment caused by noise)<br></strong><br></div><div>เสียง ( Sound or Noise) คือพลังงานที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของตัวกลาง ที่เสียงเคลื่อนที่ผ่าน&nbsp; เป็นเหตุให้เกิดการอัดและขยายตัวของอากาศสลับกันไป&nbsp; มีผลทำให้ความดันบรรยากาศเปลี่ยนเป็นสูงต่ำสลับกันเป็นคลื่น&nbsp; เช่นเดียวกับการอัดขยายของอากาศ คลื่นที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า คลื่นเสียง<br>การทำงานหรือการประกอบอาชีพอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินได้ โดยมักมีความผิดปกติของหูทั้ง 2 ข้าง มากกว่าข้างเดียว ประเภทของการสูญเสียอาจเป็นการสูญเสียของการนำเสียง (Conductive ) หรือประสาทการได้ยิน ( sensorineural) หรือแบบผสม&nbsp; (mixed ) เลยก็ได้&nbsp; สำหรับการสูญเสียการได้ยินแบบการนำเสียง ( Conductive) หมายถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นที่หูชั้นนอก&nbsp; หรือหูชั้นกลาง&nbsp; ซึ่งเป็นการส่งผ่านของเสียงก่อนที่จะไปถึงหูชั้นใน<br><br></div><div>ในลักษณะของการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถที่จะเกิดได้หลายสาเหตุ เช่นจากการเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู&nbsp; การสัมผัสกับสารเคมีที่มีพิษต่อหู แต่ส่วนใหญ่สาเหตุของการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุดคือ&nbsp; การสูญเสียการได้ยินแบบ sensory hearing loss โดยเกิดจากการได้รับสัมผัสกับเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมการทำงานเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ( Noise – induced hearing loss, NIHL )<br><br></div><div><strong>ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง</strong><br>งานที่สัมผัสกับเสียงดัง ได้แก่ งานอุตสาหกรรมโลหะ งานตัดไม้ เลื่อยไม้ &nbsp; อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมยางและพลาสติก อาชีพขับรถรับจ้าง เป็นต้น<br><br></div><div><strong>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย</strong><br>ผู้ที่มีภาวะหูเสื่อมจากเสียงดัง&nbsp; จะรู้สึกว่าการได้ยินของตนเองลดลง&nbsp; หรือมีปัญหาในการได้ยิน อาการที่พบบ่อยทีสุดคือ ฟังคนอื่นพูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจเมื่อมีคนมาพูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ยินลำบากมากขึ้นถ้าในบริเวณนั้นมีเสียงดังด้วย เพราะเสียงดังที่ดังรบกวนมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำ ทำให้มาบดบังหรือรบกวนการได้ยินคลื่นเสียงความถี่ต่ำจากคำพูด &nbsp; ซึ่งผู้ป่วยมักจะได้ยินกว่าเสียงความถี่สูง&nbsp; (ที่มีการสูญเสียการได้ยินไปแล้ว)&nbsp; และด้วยสาเหตุที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติที่การได้รับเสียงความถี่สูง&nbsp; ดังนั้นผู้ป่วยมักจะได้ยินคำพูดผิดปกติไป&nbsp; เมื่อเป็นคำที่มีเสียงสูง&nbsp; หรือผู้พูดมีโทนเสียงสูง เช่น&nbsp; ผู้หญิง หรือเด็ก เป็นต้น<br><br></div><div>นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการได้ยินแล้ว&nbsp; ผู้ที่มีภาวะสูญเสียการได้ยินมักมีอาการได้ยินเสียงดังในหูเช่น เสียงหึ่ง ๆ หรือเสียงกระดิ่ง &nbsp; ความผิดปกติดังกล่าวอาจจะเป็นพักๆ หรือเป็นตลอดเวลา&nbsp; และอาการจะ เป็นมากขี้น&nbsp; เวลาสัมผัสกับเสียงดังมาก ๆ&nbsp; นอกจากนี้อาการได้ยินเสียงดังผิดปกติในหูจะนี้จะรู้ทำให้รู้สึก รำคาญ ดังนั้นผู้ป่วยมักจะบ่นเรื่องการนอนไม่ค่อยหลับหรือไม่มีสมาธิในการทำงานในห้องที่เงียบ<br><br></div><div>เมื่อทำการทดสอบด้วยส้อมเสียง จะพบว่าการได้ยินแบบการนำเสียงทางอากาศดีกว่าการนำเสียงโดย กระดูก&nbsp; ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง&nbsp; มักพบความผิดปกติจากการตรวจการได้ยินที่ช่วงความถี่สูง&nbsp; โดยความผิดปกติของระดับการได้ยินการจะลดลงมากที่สุดที่ช่วงความถี่ 4000 Hz.&nbsp; ในกรณีที่ผู้ป่วยยังคงสัมผัสกับเสียงดังต่อไป&nbsp; การสูญเสียการได้ยินจะเป็นมากขึ้นและขยายมาเป็นการสูญเสียการได้ยินท่าช่วงความถี่ต่ำที่เป็นช่วงของคำพูดหรือสื่อภาษาต่าง ๆ (500- 2000 Hz)&nbsp; ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการติดต่อสื่อสาร<br><br></div><div><strong>การวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน</strong><br>1. มีอาการและอาการแสดงของสูญเสียการได้ยิน<br>2. มีประวัติการทำงาน&nbsp; แลระยะเวลาการทำงานที่สัมผัสกับเสียงดัง<br>3. ผลการตรวจการได้ยิน (Audiogram) มีลักษณะเป็นรูปอักษร วี คือมีจุดตก (notch) ที่บริเวณ<br>4000 Hz ( 3000 – 6000 Hz โดยพิจารณาเทียบกับ 2000 และ 8000 Hz ซึ่งมักเป็นกับหูทั้งสอง<br>ข้างพอ ๆกัน<br><br></div><div><strong>การตรวจทางห้องปฏิบัติการ</strong><br>การตรวจการได้ยินด้วยเครื่อง Audiometer ก่อนตรวจให้ผู้รับการตรวจพักหูโดยการหยุดการสัมผัสเสียงดังก่อนเป็นเวลา อย่างน้อยที่สุด 12 ชั่วโมงเพื่อลดภาวะหูตึงชั่วคราว<br><br></div><div><strong>การอ่านและแปลผลการตรวจการได้ยิน<br></strong><br></div><div>ระดับการได้ยินปกติ&nbsp; หมายถึง&nbsp; ระดับได้ยินเสียงเสียงของหู (Hearing threshold) เมื่อทำการวัดการได้ยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500- 6000 Hz. มีค่าไม่เกิน 25 เดซิเบล<br><br></div><div>ระดับการได้ยินที่ต้องเฝ้าระวัง&nbsp; หมายถึง&nbsp; ระดับเริ่มการได้ยินเสียงของหู (Hearing threshold) เมื่อทำการตรวจวัดการได้ยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500- 6000 Hz. แล้วมีการได้ยินระดับเสียงมากกว่า 25 เดซิเบล ในความถี่ใดความถี่หนึ่งที่ 500 – 6000 Hz.<br><br></div><div>ระดับการได้ยินที่ผิดปกติสำหรับ NIHL&nbsp; หมายถึง&nbsp; ระดับได้ยินของลูกจ้างที่มีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินที่ 500&nbsp; 1000&nbsp; 2000&nbsp; และ 3000&nbsp; Hz. มากกว่า 25 เดซิเบล&nbsp; หรือมีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินที่ 4000 และ 6000 Hz. เท่ากับ 45 เดซิเบล&nbsp; หรือมากกว่า<br><br></div><div><strong>การตรวจการได้ยินเพื่อการเฝ้าระวัง</strong><br>กิจกรรมที่สำคัญในการเฝ้าระวังด้านสุขภาพ คือการตรวจการได้ยินให้แก่ลูกจ้างด้วยเครื่อง<br>Audiometer การซักประวัติผู้ปฏิบัติงาน&nbsp; ซึ่งรวมถึงประวัติการทำงานสัมผัสเสียงดัง&nbsp; การใช้ยา โรคประจำตัว การเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน&nbsp; ลูกจ้างทุกคนที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการที่มีระดับเสียงดัง ≥85 – 140 dB (A) ต้องได้รับการตรวจการได้ยิน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังสุขภาพป้องกันการสูญเสียการได้ยิน<br><br></div><div>ช่วยระยะเวลาการตรวจการได้ยินมี 3 ลักษณะคือ&nbsp;<br><br></div><div>- การตรวจการได้ยินก่อนเข้างานเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline audiogram) หมายถึงการตรวจการได้ยินแก่ลูกจ้างที่เข้าทำงานใหม่ หรือลูกจ้างที่บรรจุใหม่ของสถานประกอบการที่จะเข้าทำงานในแผนกที่มีระดับเสียงดัง ≥85 dB (A) &nbsp; เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน<br><br></div><div>- การตรวจเฝ้าระวังการได้ยิน หรือการตรวจติดตาม หรือตรวจประจำปี ( Annual audiogram) หมายถึงการการตรวจการได้ยินให้กับลูกจ้างเพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมไม่ให้เกิดการสูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง โดยนำผลการตรวจการได้ยินที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับผลการตรวจการได้ยินที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ( Baseline audiogram)ทุกครั้ง&nbsp; ถ้าพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินเท่ากับ 15&nbsp; เดซิเบล หรือมากกว่าที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งที่ 500 1000 2000 3000 4000 หรือ 6000 Hz. ในหูข้างใดข้างหนึ่ง&nbsp; ผู้ทำการตรวจการได้ยินต้องอธิบายวิธีการตรวจการได้ยินอีกครั้ง&nbsp; และดำเนินการตรวจการได้ยินใหม่ หากผลการได้ยินพบว่ามีการสูยเสียการได้ยินเท่ากับ 15 เดซิเบลหรือมากกว่าที่ความถี่ใดความถี่หนึ่งให้นัดตรวจซ้ำ ( Confirmation audiogram) ภายใน 30 วันนับจากวันที่ทำการตรวจ หากผลการตรวจพบว่าระดับการได้ยินดีกว่าข้อมูลพื้นฐานให้ใช้ค่าที่ตรวจได้ใหม่นี้เป็นค่า New baseline audiogram<br><br></div><div>- การตรวจการได้ยินก่อนลาออกหรือเปลี่ยนงาน ( Exit audiogram) หมายถึงการตรวจการได้ยินให้แก่ลูกจ้างที่ลาออกจากงาน หรือเปลี่ยนไปทำงานในแผนกอื่นที่สัมผัสเสียงดัง&nbsp; น้อยกว่า85 dB (A) &nbsp; บันทึกผลการได้ยินไว้ในสมุดบันทึกสุขภาพของลูกจ้าง เพื่อเก็บเป็นข้อมูลอ้างอิงทางด้านสุขภาพ<br><br></div><div><strong>มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน</strong><br>ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อมหมวด 3 เรื่องเสียง&nbsp; อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 ( 7) แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 26 มีนาคม 2525 กำหนดไว้ดังนี้ ข้อ 13 ภายในสถานประกอบการที่ให้ลูกจ้างคนใดคนหนึ่งทำงานดังต่อไปนี้<br><br></div><ol><li>ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง ต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน&nbsp; 91 dB ( A)</li><li>เกินกว่าวันละ 7 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงจะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 90 dB ( A)</li><li>เกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง จะต้องมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับติดต่อกันไม่เกิน 80 dB ( A) ข้อ 14 นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในที่มีระดับเสียงเกินกว่า 140 dB ( A) มิได้</li></ol><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349519350/bf81b697f7988e768352142b4a8ca30b/_______________.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:15:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744950343</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. กรฎชกร พุกประเสริฐ ม.4/5 เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744950745</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรค</strong> ผัวหนังจากสารเคมี<br><strong>อาชีพที่อาจเกิดโรคนี้</strong>:คนงานก่อสร้างที่ผสมปูนซีเมนต์<br><strong>สาเหตุ</strong>:โรคผิวหนังที่เกิดจากสารเคมี เป็นโรคที่พบบ่อยมากในกลุ่มผู้ที่ทำงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้วัสดุและสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังอย่างแพร่หลาย มีการใช้งานที่ไม่เหมาะสม หรือหากสัมผัสถูกผิวหนังโดยตรงโดยไม่มีเครื่องป้องกัน จะทำให้เกิดการระคายเคืองเกิดผื่นคันภูมิแพ้ที่ผิวหนัง และอาจเป็นโรคผิวหนังได้<br><strong>วิธีแก้</strong>:ผู้ที่ประกอบอาชีพดังกล่าวข้างต้นควรดูแล<a href="https://www.sanook.com/health/">สุขภาพ</a>ของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้ควรระวังเป็นพิเศษ โดยสวมอุปกรณ์ป้องกันสารเคมีก่อนเริ่มปฏิบัติงาน เช่น สวมถุงมือที่ทำจากวัสดุพีวีซีหรือยาง ใช้ผ้ากันเปื้อน หรือสวมชุดป้องกัน เป็นต้นโดยเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับงาน หากมีอาการแพ้หรือมีผื่นคันขึ้นตามผิวหนังให้รีบพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาต่อไป<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286998749/66e060bc4c15c3559d05ca3ff05a8300/covid___________01_1024x1024.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:16:09 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744950745</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐฌาพร นาคอ่อน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744954006</link>
         <description><![CDATA[<div><br>ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( Disease caused sulphur dioxide or sulphuric acid )<br>SO2 เป็นก๊าซไม่มีสี&nbsp; มีกลิ่นฉุน ระคายเคือง สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อละลายน้ำมีฤทธิ์เป็นกรด ไอของสารมีฤทธิ์กัดกร่อนอย่างรุนแรง เป็นสารที่ใช้ดับไฟได้&nbsp; เมื่อผสมกับน้ำหรือไอน้ำในอากาศจะเกิดกรดซัลฟุรัส<br><br>ลักษณะงานและอาชีพทีเสี่ยง<br>ผู้ที่ประกอบอาชีพในโรงงานที่มาก๊าซชัลเฟอร์ไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต&nbsp; &nbsp; โรงงานผลิตเกลือ ด่าง โรงงานถลุงตะกั่ว ปรอท โรงงานทำยางดิบ การผลิตกรดกำมะถัน ทำกระดาษ&nbsp; การทำไวน์&nbsp; การทำโปรตีน การทำแก้ว การทำสารกำจัดเชื้อ การทำตู้เย็น การทำกรดซัลฟุริก&nbsp; ช่างซ่อมหรือผู้ที่ทำงานกับเครื่องยนต์ดีเซล&nbsp;<br><br>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย<br>การเข้าสู่ร่างกายของก๊าซสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยการสูดดมก๊าซ&nbsp; ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีคุณสมบัติสามารถละลายน้ำได้ดี เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอยู่ในรูปสารซัลไฟด์ (sulfite ion) ไปซัลไฟท์ (bisulfite)&nbsp; และไฮโครเจน ( hydrogen) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ&nbsp; เกิดสภาะวะเป็นกรดในเลือด<br><br>อาการแบบเฉียบพลัน&nbsp; การสัมผัสผิวหนังทำให้เกิดระคายเคือง&nbsp; กัดกร่อนผิวหนัง &nbsp; ผิวหนังไหม้ การสัมผัสตา ทำให้เกิดระคายเคืองตา อาจกัดกร่อนเยื่อบุตาจนทำให้เกิดแผลและเป็นผลให้การมองเห็นผิดปกติได้&nbsp; การหายใจ เนื่องจากก๊าซละลายน้ำได้ดี จะทำให้ถูกดูดซึมที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน&nbsp; ส่งผลให้เกิดกระตุ้นให้หลอดลมหดตัวและมีการหลั่งน้ำเมือก เกิดการระคายเคืองต่อจมูกและคอ&nbsp; ไอ&nbsp; หายใจลำบาก หลอดลมตีบแคบ ระดับของออกซิเจนในเลือดต่ำจนเกิดการขาดออกซิเจนในเลือด อาจเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจได้<br><br>อาการแบบเรื้อรัง&nbsp; การสัมผัสเป็นระยะเวลานานทำให้การดมกลิ่นเสียไป&nbsp; เกิดการทำลายเกิดการทำลายหลอดลมและเนื้อเยื่อปอด&nbsp; เกิดอาการหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบอย่างเรื้อรัง<br><br>การวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน<br>1. อาการและอาการแสดงของโรคจากซัลฟุริกแอซิค ได้แก่อาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ส่วนบน อาการผิวหนังอักเสบ<br>2. ประวัติการทำงานในอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัส<br>3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการยืนยันว่าเป็นโรคจริงโดยการตรวจภาพรังสีปอดซึ่งอาจพบเป็นปอดอักเสบ หรือสมรรถภาพปอดผิดปกติ<br>4. การตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สนับสนุนการวินิจฉัยมีค่ากรดซัลฟุริกในบรรยากาศการทำงานเกินค่ามาตรฐาน<br><br>การตรวจทางห้องปฏิบัติการ<br>1. การตรวจปัสสาวะดูเกลือกำมะถัน ปัสสาวะเป็นกรด<br>2. การตรวจสมรรถภาพปอด<br>3. การตรวจรังสีทรวงอก<br><br>มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน<br>ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515&nbsp; กำหนดให้ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานปกติ ของซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์เท่ากับ 1 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1291509260/793f88982062075045e7d95693ec3ea8/CrXArdwUAAAKk7m.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:17:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744954006</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกุลนัดดา คมคาย เลขที่6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744958477</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคปวดหลังเรื้อรัง<br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้:</strong>สถาปนิก<br><strong>สาเหตุ:</strong>มีพฤติกรรมขีดๆ เขียนๆ ออกแบบ เขียนแบบเป็นเวลานานๆ เสี่ยงต่อการปวดกล้ามเนื้อบริเวณบ่า สะบัก ต้นคอ หัวไหล่ ข้อมือ มีอาการนิ้วล็อกและชาแขนร่วมด้วย<br><strong>วิธีป้องกัน:<br></strong>1.ปรับลักษณะโต๊ะ เก้าอี้ที่ทำงานให้เหมาะสม เวลานั่งให้หลังพิงพอดี เท้าทั้งสองข้างวางบนพื้น<br>2.เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ<br>3.ออกกำลังกายมากขึ้นและสม่ำเสมอ<br>4.คนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนาน ๆ ควรพักและเปลี่ยนอิริยาบถในทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและล้าได้ผ่อนคลาย ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น บิดขี้เกียจ หรือที่เรียกว่า การ Streching คือการเหยียดกล้ามเนื้อให้ตึงและทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและลดอาการเกร็งตัว ตลอดจนอาการปวดกล้ามเนื้อได้มาก</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287003983/81a542799dd8b697ea4574e171d9713a/___.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:20:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744958477</guid>
      </item>
      <item>
         <title> น.ส.ชิชญา สุทจิตรธิผล เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744971751</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคเลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis)โรคเล็ปโตสไปโรซิส เกิดจากสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว ที่มีชื่อว่า เล็บโตสไปร่าอินเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans) เชื้อโรคที่มีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญ เชื้อโรคมีมากกว่า 200 ซีโรวาร์ (serovars) สัตว์อื่นที่เป็นพาหะนำโรค ได้แก่ สุกร โค กระบือ สุนัข โดยเชื้อนี้สามารถมีชีวิตได้นานหลายเดือนหลังจากถูกขับออกทางปัสสาวะจากสัตว์ที่มีเชื้อดังกล่าวลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยงผู้ที่ประกอบอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งขับออกทางร่างกายหนูหรือผู้ที่มีอาชีพเกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ ชาวนา คนงานโรงฆ่าสัตว์ สัตวแพทย์ การสันทนาการและกีฬาทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ&nbsp; สกีน้ำ ไตรกีฬาอันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกายโรคนี้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยสัตว์ที่เป็นโรคนี้จะขับถ่ายเชื้อโรคออกมากับปัสสาวะ เชื้อจะอาศัยอยู่ในดินที่ชื้นแฉะ หรือมีน้ำขัง โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผลหรือรอยขีดข่วน หรือผิวหนังที่เปี่อย เยื่อบุต่าง ๆ&nbsp; การหายใจเอาไอละอองของปัสสาวะ หรือ ของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป อาการที่สำคัญมี 2 ระยะระยะแรก (leptospiremic phase) เป็นระยะ 4-7 วันแรกของการดำเนินโรค ระยะนี้มีอาการ ไข้สูงหนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งในโรคเล็ปโตสไปโรซิสจะมีลักษณะเฉพาะคือ ปวดบริเวณน่อง หลัง และหน้าท้อง&nbsp; อาการอื่นๆที่อาจพบได้ ได้แก่ เจ็บคอ ไอ เจ็บหน้าอก ผื่นแดง&nbsp; ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโตระยะที่สอง (Immune phase) ระยะนี้เป็นผลมาจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาการและอาการแสดงมีความจำเพาะ พบอาการไข้ประมาณ 1สัปดาห์และช่วงไข้ลงและกลับมีไข้ขึ้น พบอาการปวดศีรษะ ไข้ต่ำ ๆ จะมีอาการและอาการแสดงของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ พบภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ตัวเหลือ ตาเหลือง หรืออาการทางสมองและระบบประสาทการวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน1. มีประวัติหรือประวัติการสัมผัสกับโรคปศุสัตว์ ประวัติการย่ำน้ำ แซ่น้ำเป็นเวลานาน2. การตรวจร่างกายและอาการและอาการแสดง3. การตรวจเพาะเชื้อ และการตรวจทาง Serologyการตรวจทางห้องปฏิบัติการ1. การตรวจเลือดและอวัยวะสร้างเลือด2. การเพาะเชื้อ Leptospira จากสิ่งส่งตรวจ3. การตรวจทาง Serology</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286998772/60f086af8bb7bfd4f0ba7f37967ca9fb/________________.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:27:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744971751</guid>
      </item>
      <item>
         <title>จุฑามาศ เลิศสมพงษ์ ม.4/5 เลขที่25</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744972660</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคซิลิโคสิส (Silicosis )</strong><br>โรคปอดจากฝุ่นหิน&nbsp; หรือซิลิโคสิส เป็นโรคปอดจากการทำงานที่มีสาเหตุจากการสูดหายใจเอาฝุ่นซิลิกอนไดออกไซด์หรือเรียกว่าผลึกซิลิก้าซึ่งส่วนมากจะพบในหินทรายเข้าไป</div><div><strong>ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง</strong><br>อาชีพที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคคือ ผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ งานที่เกี่ยวข้องกับการตัดหิน สกัดหิน&nbsp; โรงงานโม่บดย่อยหิน&nbsp; อุตสาหกรรมทำแก้ว เซรามิก&nbsp; ครก อุตสาหกรรมทำอิฐ กระเบื้องทนไฟ&nbsp; วัตถุทนความร้อน เครื่องสุขภัณฑ์ </div><div><strong>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย</strong><br>ผลึกที่เป็นสาเหตุของโรคซิลิโคสิสมี 3 ชนิดคือ ควอทซ์ (Quarts) คริสโตแบไลท์ ( Cristobalite ) และทริไดไมท์ (Tridimite) ขนาดของฝุ่นซิลิคอนไดออกไซด์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคซิลิโคสิส&nbsp; โดยเฉพาะฝุ่นที่ม็ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05 – 5 µ ซึ่งสามารถเข้าไป&nbsp; อยู่ในถุงลมปอดได้&nbsp; โดยจะถูกเม็ดเลือดขาวในปอดจับกินและมีผลทำให้เกิดปฏิกริยาต่อเนื้อปอด&nbsp; ซึ่งต่อมาจะก่อให้เกิดพังผืดที่เนื้อปอด&nbsp; เมื่อยังคงหายใจเอาฝุ่ที่มีซิลิกอนไดออกไซด์ เข้าไปในปอดอย่างต่อเนื่องมากขึ้นและการป้องกัน&nbsp; การควบคุมไม่เหมาะสม ในที่สุดจะทำให้เนื้อปอดเสียเป็นวงกว้างจนทำให้ปอดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ผู้ที่สัมผัสฝุ่นที่ซิลิกอนไดออกไซด์เป็นจำนวนสูงโดยไม่มีการป้องกัน</div><div>อาการแบบเรื้อรัง เป็นลักษณะของโรคที่กล่วถึงโดยทั่วไป เกิดจากการรับฝุ่นปริมาณไม่มากเป็นระยะเวลานาน&nbsp; อาจมากกว่า 15 ปีขึ้นไป&nbsp; บางรายพบอาการไม่ชัดเจนหรือพบอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกแรง&nbsp; ไอแห้งๆ แบบเรื้อรัง บางครั้งมีไอเป็นเลือดร่างกายทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากจนเห็นได้ชัด&nbsp; นอกจากในรายที่เป็นวัณโรคปอดแทรกซ้อนอยู่ด้วย ในรายเช่นนี้ จะทำให้มีอาการ เป็นไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หอบเหนื่อย น้ำหนักตัวลด ตรวจพบเชื้อวัณโรคในเสมหะ พยาธิสภาพของวัณโรคปอดที่เกิดร่วมกับซิลิโคสิส มักจะเป็นแบบเรื้อรัง สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้ต่อเมื่อตรวจพบเชื้อวัณโรคสำหรับโรคมะเร็งปอด</div><div>อาการแบบเร่ง มีอาการแบบเรื้อรังหลังจากได้รับฝุ่นในระยะเวลา 5- 15 ปี</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349530027/e040db8ba9e2ace2349a9adb6342425b/cef09c4dc3d0d8d265ab7ea9482b510d_XL.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:27:27 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744972660</guid>
      </item>
      <item>
         <title>กมลวรรณ ศรีสวัสดิ์ เลขที่5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744975885</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>คลอรีน( Disease caused by chlorine)</strong><br>สูตรเคมี Cl&nbsp; เป็นก๊าซที่มีกลิ่นฉุน มีสีเหลืองออกเขียว&nbsp; ละลายได้เล็กน้อยในน้ำ&nbsp; ละลายได้ดีในด่าง<br><br></div><div><strong>ลักษณะงานและอาชีพทีเสี่ยง&nbsp; &nbsp;</strong><br>การทำพลาสติก การทำสารกำจัดเชื้อ คนงานซักรีด การสารกำจัดศัตรูพืช การทำสีย้อม การฟอก กระดาษขาว การทำสารทำละลายที่มีคลอรีนประอบกบกอบ การทำเรยอง<br><br></div><div><strong>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย</strong><br>คลอรีนเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ&nbsp; ไม่มีการดูดซึมผ่านผิวหนัง&nbsp; มีคุณสมบัติละลายน้ำได้เพียง เล็กน้อย&nbsp; แต่เมื่อสัมผัสกับบริเวณที่มีความชื้น จะทำปฏิกิริยากับความชื้นของร่างกายกลายเป็นกรดไฮโปคลอรัส (hypochlorous acid) และกรดไฮโดรคลอริก มีฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งจะระคายเคือง อย่างรุนแรงต่อผิวหนัง&nbsp; เยื่อเมือก ตา จมูก คอ<br><br></div><div>อาการแบบเฉียบพลัน คลอรีนที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้ทางเดินหายใจเกิดแผลไหม้ ร่างกายขาดซิเจน&nbsp; กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อกล่องเสียง หดเกร็ง เยื่อเมือกบวม คลื่นไส้ อาเจียน ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก<br><br></div><div>อาการแบบเรื้อรัง การสัมผัสคลอรีนเป็นเวลานานทำให้ปอดถูกทำลายได้<br><br></div><div><strong>การวินิจฉัยโรคเพื่อการรายงาน</strong><br>1. อาการและอาการแสดงที่เข้าได้กับพยาธิสภาพจากการรับสัมผัสสารคลอรีน&nbsp;<br>2. ประวัติการทำงานและอาชีพที่สัมผัสแอมโมเนีย&nbsp;<br>3. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เข้าได้กับพยาธิสภาพ<br><br></div><div><strong>การตรวจทางห้องปฏิบัติการ</strong><br>1. การตรวจภาพรังสีทรวงอก&nbsp;<br>2. การตรวจสมรรถภาพปอด&nbsp;<br>3. การวิเคราะห์ก๊าซในเลือด<br><br></div><div><strong>มาตรฐานทางด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน</strong><br>ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515&nbsp; กำหนดให้ความเข้มข้นเฉลี่ย ตลอดระยะเวลาการทำงานปกติของคลอรีนในบรรยากาศการทำงานไม่เกิน 1 ส่วนในล้านส่วนโดยปริมาตร หรือ 3 มิลลิกรัม/ต่อ อากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตร ไม่ว่าระยะเวลาใดของการทำงานปกติ<br><br></div><div>ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515&nbsp; กำหนดให้ความเข้มข้นเฉลี่ย ตลอดระยะเวลาการทำงานปกติของคลอรีนไดออกไซด์ในบรรยากาศการทำงานไม่เกิน 0.1 ส่วนในล้านส่วน หรือ 0.3 มิลลิกรัม/ต่อ อากาศหนึ่งลูกบาศก์เมตร ไม่ว่าระยะเวลาใดของการทำงานปกติ<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/978422538/59ea02499e1d9087a61e3dfb22ad6018/D386B0D7_F688_4BDF_850B_B0CC95CF321F.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:29:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744975885</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.พรปวีณ์ สินธพสุทร ม.4/5 เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744979214</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคปอดจากฝ่นหินทราย<br>อาชีพ:พนังงานโรงงานโม่หิน<br>สาเหตุ:เกิดจากการสูดหายใจเอาฝุ่นละอองเล็กๆของผลึกซิลิก้าหรือฝุ่นหินทรายอื่นๆ เข้าไปในปอด แล้วทำให้เกิดเนื้อเยื่อพังผืดเป็นจุดเล็กๆในปอด2ข้าง<br>อาการ:ทำให้มีอาการหายใจหอบเหนี่อย&nbsp; ทำงานเหนี่อยง่าย<br>วิธีป้องกัน:การใช้อุปกรณ์ปิดเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย ใช้หน้ากากกรองฝุ่นหินได้</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286999997/3c78b2471e7e90a449169df5269a3e3c/download.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:31:10 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744979214</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วริศรา ดิลกกาญจนมาลย์ ม.4/5 เลขที่ 4</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744980722</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคความดันโลหิตสูง&nbsp;</div><div>อาชีพที่อาจเกิดโรคนี้ : พนักงานออฟฟิศ</div><div><br></div><div>สาเหตุ : พนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่ต้องเจอกับความกดดันอยู่บ่อยครั้ง โรคนี้ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ไตวายอีกด้วย อาการนี้มักจะไม่แสดงอาการ บางคนอาจจะพบพวกปวดหัว เวียนหัว มึนงง เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นและรูเล็กลงทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลงส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นทำงานไม่เป็นปกติและหากถูกทำลายอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้&nbsp;</div><div><br></div><div>การป้องกัน : ลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน , หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม , งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 1 แก้ว , งดสูบบุหรี่ , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349532232/fb7307fa76b746c131be18213df4ea8e/22163D0B_6402_4EDB_9A54_F2D51F392EC1.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:31:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744980722</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ภิรฎาภา สาทำโล ม.4/5 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744992119</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคไมเกรน (Migraine)&nbsp;<br>คือโรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัวของหลอดเลือดแดงในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย<br><br>มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โรคไมเกรน<br>-ภาวะเครียด<br>-การอดนอน<br>-การขาดการพักผ่อน หรือทำงานมากเกินไป<br>-ขณะมีระดู หรือรับประทานยาคุมกำเนิด<br>-เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์<br>-อาหารบางชนิดเช่น กล้วยหอม เนยแข็ง และช็อกโกแลต<br><br>ป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรน(MIGRAINE) ได้อย่างไร ?<br>-ในผู้ป่วยโรคไมเกรน (MIGRAINE) ที่นานๆเป็นครั้ง เช่น ปีละ 2-3 หน ไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกัน แต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ป่วยโรคไมเกรน ที่เกิดอาการปวดศีรษะบ่อยๆ เช่น เกือบทุกสัปดาห์หรือทุกวัน จำเป็นต้องได้รับการป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยส่งเสริมให้เกิดดังกล่าวแล้ว ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยส่งเสริมดังกล่าวอาจจำเป็นต้องให้ยาป้องกัน<br><br>โรคไมเกรน(MIGRAINE) รักษาอย่างไร ?<br>-การปวดศีรษะจากโรคไมเกรน (MIGRAINE) นี้ มักรักษาไม่หายด้วยยาแก้ปวดพาราเซตามอลธรรมดา ยาที่ได้ผลดีคือ ยาแก้ปวดแอสไพริน ขนาด 2 เม็ด ในขณะปวด แต่ข้อระวัง ห้ามรับประทานแอสไพรินในขณะท้องว่าง และผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารห้ามรับประทานแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเลือดออกในกระเพาะได้มากๆ และอาจทำให้ถึงแก่กรรมได้ ในผู้ป่วยที่ไม่แน่ใจว่าจะมีโรคกระเพาะหรือไม่ ให้รับประทานยาเคลือบกระเพาะ อาหารหรือนมร่วมด้วย ก็จะป้องกันการระคายเคืองของแอสไพรินต่อเยื่อบุกระเพาะอาหารได้<br><br>อาชีพที่พบนักเรียน แต่ก็สามารถพบบ่อยได้ในวัยททำงาน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/668470851/b394fe69131902298f9d508cd660ac55/1631770236864.jpg" />
         <pubDate>2021-09-16 05:37:45 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1744992119</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุจิตรา เรืองจันทร์ เลขที่30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1745563962</link>
         <description><![CDATA[<div>โรค<strong>นิวโมโคนิโอสิส<br></strong><strong><mark>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้:</mark></strong>อาชีพที่ทำงานเกี่ยวกับการระเบิดการแต่งหิน<br><mark>สาเหตุ:</mark>เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่ออนุภาคของสารเคมีที่เข้าไปในร่างกายที่ถุงลมปอด ทำให้เกิดพังผืดภายในปอด โรคที่รู้จักกันดีได้แก่ ซิลิโคสิสซึ่งเกิดจากผลึกซิลิกา อาการจะค่อยเป็นค่อยไป ตามแต่มลพิษของฝุ่นหินในสภาแวดล้อมการทำงาน อาการ ได้แก่ อาการของโรคปอดชนิดขยายตัวจำกัด มีอาการเหนื่อยหอบเวลาออกแรง บางรายเป็นวัณโรคปอด การวินิจฉัยโดยใช้ภาพรังสีปอดพบลักษณะเปรียบเทียบกับภาพรังสีปอดมาตรฐานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ โรคนี้รักษาไม่หาย ส่วนใหญ่อาการจะเป็นต่อไปจนหอบเหนื่อยมาก การควบคุมป้องกันโดยการจัดการด้านวิศวกรรม การระบายอากาศและการใช้เครื่องป้องกันส่วนบุคคลโรคปอดฝุ่นหินแบ่งเป็น 3 ชนิดได้แก่แบบเฉียบพลัน แบบเร่ง และแบบเรื้อรัง โดยอาการแสดงจะเป็นอาการของโรคปอดขยายตัวแบบจำกัด (Restrictive lung) มีอาการเหนื่อยหอบเมื่อออกแรงไอ อาจมีวัณโรคปอดร่วมด้วย&nbsp;<br><mark>วิธีป้องกัน:</mark>วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามไม่ให้มีฝุ่นหิน ถ้าจัดการไม่ได้ก็ต้องมีอาการระบายอากาศทีดี หรือมีเครื่องป้องกันส่วนบุคคลที่ดี มีสุขภาพที่ดี โรคปอดฝุ่นหินรักษาไม่หาย การป้องกันไม่ให้มีการสัมผัส เป็นวิธีที่ดีที่สุด</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1349575039/ef02d2f189601d593e002b35d6e2985d/A793645A_95F6_4244_874D_8AC7FD6B7819.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-16 10:22:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1745563962</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวธนารีย์ อิ่มน้อย เลขที่ 13</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1748405899</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>โรคจากแอมโมเนีย</mark></strong><br><strong>อาชีพที่อาจเกิดโรคนี้</strong>: การทำกาว การทำกระดาษ คนงานฟอกหนัง คนงานทำปุ๋ย คนงานทำตู้เย็น การชุบสังกะสี การทำสี ย้อมการทำเรยอง การสกัดโลหะ คนงานชุบโลหะด้วยไฟฟ้า การทำกระดาษลูกฟูก คนงานทำกำมะถัน<br><strong>สาเหตุ</strong>: แอมโมเนียเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ เป็นก๊าซที่ละลายในน้ำได้ให้สารละลายแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ สารละลายแอมโมเนียระคายเคืองอย่างมากต่อเยื่อบุเมือกตาและผิวหนังอาการทางตา <br>อาการแบบเฉียบพลัน&nbsp; เมื่อสัมผัสสารไอระเหยของแอมโมเนียทำให้เกิดระคายเคืองที่เยื่อบุตา มีอาการน้ำตาไหล หนังตากระตุก ผิวหนังอาจไหม้ แอมโมเนียจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ น้ำลายออกมาก ปวดแสบปวดร้อนบริเวณทรวงอก ประสาทดมกลิ่นเสียไป, เหงื่อออก, คลื่นไส้,อาเจียนและเจ็บใต้กระดูกสันอกการสัมผัสเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระคาย<br>อาการแบบเรื้อรัง&nbsp; อาจมีตามมาจากอาการพิษแบบเฉียบพลัน แต่ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่มักเกิดอาการระคายเคืองที่ทางเดินหายใจส่วนบน<br><strong>วิธีป้องกัน</strong>: ภาชนะบรรจุหรือระบบท่อส่งก๊าซแอมโมเนียต้องมีการออกแบบวิธีการสร้างวัสดุที่ใช้และอุปกรณ์ที่ติดตั้งมาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเช่น CGA (Compressed Gas Association) หรือ DIN ซึ่งเพียงพอที่จะใช้งานได้อย่างสะดวกและปลอดภัย<br>- การเลือกสถานที่จัดเก็บแอมโมเนียที่เหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงและความเสียหายเนื่องจากการรั่วไหลหรือระเบิดได้ต้องพิจารณาติดตั้งไว้นอกอาคารบริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดและความชื้นอากาศถ่ายเทได้ดีไม่มีแหล่งกำเนิดความร้อนหรือประกายไฟและเก็บให้ห่างจากสารที่อาจทำปฏิกิริยากับแอมโมเนียมีป้ายเตือนอันตรายและที่สำคัญจะต้องมีอุปกรณ์ดับเพลิงชนิดที่เหมาะสมติดตั้งไว้บริเวณใกล้เคียง<br>- อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้กับแอมโมเนียเช่นวาล์วข้อต่อและวาล์วสกัดต่างๆต้องทำด้วยโลหะที่เหมาะสมกับแอมโมเนียเท่านั้นเช่นเหล็กเหล็กเหนียวหรือสเตนเลสห้ามใช้ทองแดงหรือทองเหลืองกับแอมโมเนียโดยเด็ดขาด<br>- ตรวจสอบภาชนะบรรจุระบบท่อและวาล์วของระบบแอมโมเนียเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอและซ่อมบำรุงให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามปกติ<br> - ในการปฏิบัติงานที่มีการใช้แอมโมเนียจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยโดยเคร่งครัดในทุกขั้นตอน<br>- ผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับแอมโมเนียต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมเช่นชุดป้องกันอันตรายจากสารเคมีพร้อมทั้งอุปกรณ์ได้แก่ถุงมือหน้ากากอุปกรณ์ช่วยหายใจแล้วแต่ความจำเป็นทั้งในการระงับเหตุฉุกเฉินและในกรณีปฏิบัติงานตามปกติ<br>- จัดให้มีการฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากแอมโมเนียการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยรวมทั้งการระงับเหตุฉุกเฉินที่เกิดจากแอมโมเนียทั้งนี้ให้มีการฝึกอบรมเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการย้ำเตือนให้พนักงานตระหนักถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับแอมโมเนีย<br>- จัดเตรียมอุปกรณ์ระงับภัยในกรณีหกรั่วไหลหรือเกิดเพลิงไหม้เช่นระบบน้ำดับเพลิงและถังดับเพลิงรวมทั้งการจัดการน้ำเสียจากการระงับเหตุเป็นต้น<br>- จัดทำแผนระงับเหตุฉุกเฉินแอมโมเนียรั่วไหล / เพลิงไหม้และฝึกซ้อมแผนเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง<br><br></div><div><br><br></div><div><br>รคจากแอมโมเนีย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1352026116/d701a84b49c048ea8f4ca8bcf0095a85/3.jpg" />
         <pubDate>2021-09-17 11:09:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1748405899</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พาทินธิดา คงขาว เลขที่15</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1751233494</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)<br>อาชีพ:เลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม<br>สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัสแอนทราซิส (Bacillus anthracis) แกรมบวก รูปร่างเป็นแท่งสีเหลี่ยม หัวท้ายตัด สามารถแยกเชื้อนี้ได้จากเลือด เนื้อเยื่อ อวัยวะ และสิ่งขับถ่ายของสัตว์ที่เป็นโรค เชื้อนี้เมื่ออยู่ในร่างกายจะมีแคปซูลห่อหุ้ม แต่เมื่อสัมผัสกับอากาศภายนอกจะสร้างสปอร์ ทำให้มีความทนทานต่อ สิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ในดินได้นานเป็นสิบๆ ปี โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการติดต่อโดยการสัมผัสกับอวัยวะของ สัตว์ป่วยที่พบเชื้อโรคดังกล่าว ได้แก่ โค กระบือ ม้า แพะ แกะ และสัตว์ป่า เช่น ช้าง แรด อูฐ&nbsp; กวาง เลียงผา เนื่องจากทุก เนื่องจากเชื้อโรคทนต่อสภาพแวดล้อม&nbsp; การสัมผัสหนังสัตว์หรือขนสัตว์ที่ตากแห้ง หรือผ่านขั้นตอนการผลิตในโรงงานแล้ว ก็ยังอาจพบสปอร์อยู่ที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้นานหลายปี<br><br>การป้องกัน<br>โรคแอนแทรกซ์ไม่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้ จึงไม่จำเป็นต้องแยกผู้ป่วย ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อนั้นก็มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกัน แต่ไม่ใช่วัคซีนที่สามารถฉีดได้โดยทั่วไป เนื่องจากการติดเชื้อในคนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อแอนแทรกซ์นั้นมีความเสี่ยงน้อย</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/983044844/41fbc9c53a5397035b0842d2df639327/_____________pobpad.jpg" />
         <pubDate>2021-09-19 06:02:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1751233494</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ญานิกา พิมพ์แก้ว ม.4/5 เลขที่10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770361911</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>2.2 โรคจากความร้อน (Disease caused by heat radiation)<br></strong><br></div><div>สาเหตุการเกิดโรค เป็นภาวะผิดปกติในการตอบสนองของร่างกายต่อการสัมผัสความร้อนสูงกว่าปกติ และไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับปกติได้<br><br></div><div><strong>ลักษณะงานและอาชีพที่เสี่ยง</strong><br>การทำงานในอุตสาหกรรมที่มีความร้อนสูงเช่น การหลอมโลหะ&nbsp;</div><div><strong>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย</strong><br>ในภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้ระบบการทำงานของศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานผิดปกติ ระบบการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกายไม่ได้ผล อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น<br>อาการสัมผัสความร้อนสูงมีหลายระดับดังนี้&nbsp;<br>1. ตะคริวจากความร้อน ( Heat cramp)<br>2. อาการเหนื่อยล้าจากความร้อน ( Heat exhaustion ) ได้แก่เหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย ชีพจรเต้น เร็วปวดศีรษะ วิงเวียน ผิวหนังเปียกชื้น อาจหมดสติ&nbsp;<br>3. เป็นลมจากความร้อน ( Heat stroke)&nbsp; มีอาการเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาท ชักหมดสติ และ อาจเสียชีวิต&nbsp; วัดอุณหภูมิทางทวารหนักได้มากกว่า 40.2 ºc<br><br></div><div><strong>การวินิจฉัยเพื่อการรายงาน</strong><br>1.ประวัติการสัมผัสกับความร้อนสูง&nbsp;<br>2. อาการและอาการแสดงจำเพาะกับโรคจากความร้อน&nbsp;<br>3. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ<br><br></div><div><strong>การตรวจทางห้องปฏิบัติการ</strong><br>โดยเก็บปัสสาวะตรวจหลังออกจากกะหรือหลังเลิกงาน&nbsp;<br>- อาการ Heat cramp : ตรวจพบว่าค่า Creatinine phosphokinase ( CPK) ในเลือดสูงขึ้น&nbsp; มีสาร Creatin&nbsp; รั่วในปัสสาวะ&nbsp;<br>- อาการ Heat exhaustion มีปัสสาวะออกน้อย&nbsp;<br>- อาการ Heat stroke&nbsp; มีกรดยูริคสูงในเลือด&nbsp; มีระดับ CPK ในเลือดสูงขึ้น<br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370667223/d4141d5539bffd261c28ba48d9865fb9/2C4023DD_03D6_4C93_8027_324FDA003606.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-27 07:45:54 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770361911</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ปัณณธร สิงห์โท 2 4/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770480350</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคแอนแทรกซ์ (ANTHRAX)</strong></div><div>
<strong><br>1. ลักษณะโรค : </strong>เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียแบบเฉียบพลันเกิดจากเชื้อ Bacillus anthracis พบได้ 3 ชนิด คือ เป็นแผลที่ปอด เป็นแผลที่ผิวหนัง หรือ เป็นแผลที่ทางเดินอาหาร ขึ้นกับช่องทางการติดเชื้อ โรคแอนแทรกซ์มีความเกี่ยวข้องกับโปรแกรมการใช้เป็นอาวุธชีวภาพ ผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 95 เป็นชนิดแผลที่ผิวหนัง (Cutaneous anthrax)</div><div>
<strong><br>2. ระบาดวิทยา : </strong>สถานการณ์ทั่วโลก : ในปี พ.ศ. 2551 มีรายงานโรคแอนแทรกซ์ทั้งในคนและในสัตว์ในประเทศจีนอินเดีย มองโกเลีย อัฟกานิสถาน คาซัคสถาน และคีร์กิซสถาน ในประเทศเวียดนามพบผู้ป่วยสงสัยทางภาคเหนือของประเทศ และในประเทศลาวพบการระบาดของโรคในโคและแพะที่แขวงจำปาสักสถานการณ์โรคในประเทศไทย : จากรายงานการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา พบว่า ไม่มีผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ไม่พบการติดเชื้อในสัตว์ในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังโรคในสัตว์ที่ค้าขายผ่านทางชายแดนเนื่องจากยังมีการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในเกษตรผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศลาวระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2553</div><div>
<strong><br>3. อาการของโรค :<br></strong>1. โรคแอนแทรกซ์ผิวหนัง (Cutaneous anthrax)จะเริ่มด้วยอาการคันบริเวณที่สัมผัสเชื้อ ตามมาด้วยตุ่มแดง (popule) แล้วกลายเป็นตุ่มพองมีนํ้าใส(vesicle) ภายใน 2 - 6 วัน จะเริ่มยุบตรงกลางเป็นเนื้อตายสีดำคล้ายแผลบุหรี่จี้ (eschar) รอบๆ อาการบวมนํ้าปานกลางถึงรุนแรงและขยายออกไปรอบเนื้อตายสีดำคล้ายแผลบุหรี่จี้ (eschar) อย่างสมํ่าเสมอบางครั้งเป็นตุ่มพองมีนํ้าใส (vesicle) ขนาดเล็กแผลบวมนํ้า มักไม่ปวดแผล ถ้าปวดมักเนื่องจากการบวมนํ้าที่แผลหรือติดเชื้อแทรกซ้อน แผลมักพบบริเวณศีรษะ คอ ต้นแขน และมือ(พื้นที่สัมผัสโรคบนร่างกาย)<br>2. โรคแอนแทรกซ์ทางเดินหายใจ (Inhalational anthrax) เริ่มด้วยอาการคล้ายการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบนที่ไม่รุนแรง เช่น ไข้ ปวดเมื่อยไอเล็กน้อย หรือเจ็บหน้าอก ซึ่งไม่มีลักษณะจำเพาะต่อมาจะเกิดการหายใจขัดอย่างเฉียบพลัน รวมถึงการหายใจมีเสียงดัง (stridor), อาการหายใจลำบากอย่างรุนแรง เกิดภาวะออกซิเจนลดตํ่าลง(hypoxemia), เหงื่อออกมาก (diaphoresis)ช็อก และตัวเขียว ภาพรังสีพบส่วนกลางช่องอก(mediastinum) ขยายกว้างตามด้วยภายใน 3 - 4 วัน ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ตรวจพบนํ้าท่วมเยื่อหุ้มปอด และบางครั้งพบ infi ltrate จากฟิล์มภาพรังสี<br>3. โรคแอนแทรกซ์ทางเดินอาหาร (Gastrointestinal anthrax) อาจเกิดในจุดใดจุดหนึ่งของลำไส้ และเกิดการอักเสบและบวมนํ้ามาก นำไปสู่การมีเลือดออก อุดตัน เป็นรู และมีนํ้าในช่องท้องมาก โรคแอนแทรกซ์ทางเดินอาหารไม่พบการเสียชีวิตที่แน่นอน แต่ด้วยการรักษา การเสียชีวิตสามารถเพิ่มสูงได้ ด้วยเกิดอาการเลือดเป็นพิษ ช็อก อาการโคม่าและเสียชีวิต<br><strong>4. ระยะฟักตัวของโรค : </strong>1 - 5 วัน แต่อาจนานได้ถึง 60 วัน</div><div>
<strong><br>5. การวินิจฉัยโรค : </strong>ทำได้โดยการตรวจหาเชื้อในเลือด แผลหรือสิ่งขับถ่ายของผู้ป่วย (discharge) โดยการป้ายและย้อมสีด้วยวิธี direct polychrome methylene blue (M’Fadyean) stained smear หรือโดยการเพาะเชื้อบนอาหาร sheep blood agar บางครั้งอาจต้องฉีดหนูmice หรือหนู guinea pigs หรือกระต่าย การตรวจหาเชื้อที่รวดเร็วทำโดยการวินิจฉัยทางอิมมิวโนวิทยา ทั้งวิธีPCR, Direct Fluorescence Antibody test (DFA), Immunohistochemistry (IHC), Time-Resolve Fluorescence assay (TRF) และ ELISA อาจทำได้ในห้องปฏิบัติการอ้างอิงบางแห่ง</div><div>
<br><strong>6. การรักษา :</strong> ยาเพนิซิลลิน (Penicillin) ให้ผลในการรักษาดีที่สุดสำหรับแอนแทรกซ์ผิวหนัง โดยให้นาน 5-7 วันส่วนเตตราซัยคลิน (Tetracycline), อีริโทรมัยซิน(Erythromycin) และคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) ก็ให้ผลดีเช่นกัน ในเหตุการณ์แอนแทรกซ์ปี พ.ศ. 2544 กองทัพสหรัฐอเมริกา ได้ริเริ่มใช้ยาซิโปรฟล็อกซาซิน (Ciprofl oxacin) หรือด๊อกซีซัยคลิน (Doxycycline) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผู้ป่วยแอนแทรกซ์ทางเดินหายใจแต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพการรักษาที่ชัดเจน</div><div>
<br><strong>7. การแพร่ติดต่อโรค :</strong> คนติดโรคจากการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือสัมผัสกับผลิตภัณฑ์สัตว์ที่มาจากสัตว์ป่วย หรืออาจติดโรคโดยการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อเข้าไป โดยสปอร์ติดอยู่ตามฝุ่นละออง ขนสัตว์ หนังสัตว์</div><div>
<br><strong>8. มาตรการป้องกันโรค :</strong>
</div><div>1. ให้ศึกษาแก่เกษตรกร โดยเน้นว่า ถ้าสัตว์โดยเฉพาะโค กระบือตายกะทันหัน ไม่ทราบสาเหตุ ให้สงสัยว่าเป็นโรคแอนแทรกซ์และห้ามผ่าซากโดยเด็ดขาดและให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ทันที เพื่อเก็บตัวอย่างเลือดไปส่งตรวจชันสูตรโรค ควรทำลายซากสัตว์โดยการเผาตรงจุดที่สัตว์ตายไม่ควรเคลื่อนย้ายซาก</div><div>2. ป้องกันโรคโดยการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ โดยเฉพาะโค กระบือ ทุกปี โดยดำเนินการในบริเวณที่เคยเกิดโรคระบาดหรือบริเวณติดต่อกับพื้นที่เสี่ยง หากมีการระบาดเกิดขึ้นต้องรีบรักษา</div><div>3. ดำเนินการในโรงงานขนสัตว์ หนังสัตว์ อาหารสัตว์ดังนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.1 ให้สุขศึกษาแก่คนงาน ให้ทราบการป้องกันการติดต่อของโรคนี้<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.2 จัดระบบการถ่ายเทอากาศและควบคุมฝุ่นละอองภายในโรงงาน ให้เหมาะสม<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.3 ให้บริการด้านคำปรึกษาและบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.4 จัดเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนเวลาทำงาน อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือและรองเท้าบู๊ต มีบริเวณชำระล้างและทำความสะอาดร่างกายภายหลังการปฏิบัติงาน และจัดที่รับประทานอาหารแยกจากบริเวณทำงาน โรงงานที่ปนเปื้อนเชื้อต้องรมควันฆ่าสปอร์ด้วยฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.5 ล้างและทำลายสปอร์ที่อาจปนเปื้อนมากับวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;3.6 จัดระบบการจำกัดขยะและของเสีย โดยต้องมีการทำลายเชื้อก่อนนำไปทิ้ง</div><div>
<br><br>
</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1370846041/f1d6b2ba06870b9659b61f3fbaf50409/9C0083D4_CA10_4D9B_9B61_DD0D21E22F07.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-27 08:46:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770480350</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชนกณภา เปี่ยมอัฑฒ์โชติ เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770493196</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โรคซิลิโคสิส <br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้ : </strong>งานก่อสร้าง งานแกะสลักหินหรือแกะสลักพระพุทธรูป<br><strong>สาเหตุ </strong>: การสูดหายใจเอาฝุ่นซิลิกอนไดออกไซด์หรือเรียกว่าผลึกซิลิก้าซึ่งส่วนมากจะพบในหินทรายเข้าไป<br><strong>ผลกระทบด้านสุขภาพ </strong>: มีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง อาการไอแห้ง ๆ และบางครั้งอาจมีอาการไอเป็นโลหิตบางรายจะมีวัณโรคปอดแทรกซ้อนด้วยและบางรายจะพัฒนากลายเป็นโรคมะเร็งปอด<br><strong>การป้องกัน </strong>: การหลีกเลี่ยงการสูดหายใจเอาฝุ่นทรายเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จำเป็นต้องใช้เทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ในการป้องกันหรือลดปริมาณฝุ่น<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1291510272/82c0f2c679564c10946fae0cc231c883/AFB4D7F3_33B2_4875_89B3_C2302883648F.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-27 08:52:43 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770493196</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อรุชา​ สร้างนอก​ เลขที่​ 20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770840436</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>โรคซึมเศร้า</mark><br>เกิดมากในอาชีพ<mark>พยาบาลและผู้ดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุตามบ้าน<br><br></mark><br><mark>สาเหตุ​</mark>&nbsp; คริสโตเฟอร์ วิลลาร์ด นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยทัฟต์ส กล่าวว่า ผู้ที่ต้องทำหน้าที่ในการดูแลผู้อื่นเป็นการส่วนตัว อย่างเช่น พยาบาลตามบ้านและผู้ดูแลเด็ก มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคซึมเศร้าสูงมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องคอยดูผู้อื่นอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการป้อนอาหาร หรืออาบน้ำ แต่กลับไม่ได้รับคำแสดงความขอบคุณ หรือแสดงความซาบซึ้งใจกลับมา เพราะคนผู้ที่ถูกดูแลมักจะป่วยหรือเด็กเกินไป หรือไม่ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเขาทำเป็นหน้าที่ เป็นการทำงานแลกกับเงินอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอบคุณแต่อย่างใด<br><mark>อาการของโรคซึมเศร้า​</mark></div><ul><li>มีความรู้สึกเศร้าเบื่อหรือหงุดหงิดตลอด</li><li>สนใจในสิ่งรอบตัวหรือกิจกรรมที่เคยชอบน้อยลง</li><li>พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป น้ำหนักเพิ่มหรือลดลงอย่างมาก</li><li>นอนไม่หลับหรือหลับมากผิดปกติ</li><li>กระวนกระวายหรือเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด</li><li>อ่อนแรง ไร้เรี่ยวแรง ไม่อยากทำอะไรเลย</li><li>รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โทษตัวเองในทุกเรื่อง</li><li>สมาธิลดลง ใจลอย มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจ</li></ul><div>คิดเรื่องความตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่บ่อย<br><mark>วิธีรักษาโรคซึมเศร้า<br></mark>ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรับแนวคิดและพฤติกรรมให้สมดุล หนึ่งในสาเหตุของโรคซึมเศร้ามาจาก ความคิดในเชิงลบเกินกว่าความเป็นจริง ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำการปรับวิธีคิดและพฤติกรรม เป็นอีกวิธีที่ช่วยรักษาโรคซึมเศร้าให้มีอาการดีขึ้น<mark><br></mark><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287001962/18628a3bf1cb155f4e0e704e5c033fbd/Untitled_3ww_01.png" />
         <pubDate>2021-09-27 12:00:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1770840436</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว สุภัสสร ผดุงศักดิ์ ม.4/5 เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1775301497</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>โรคแอสเบสโตลิส&nbsp; (โรคปอดจากแร่ใยหิน, Asbestosis ) </mark></strong><strong><br></strong>โรคปอดอักเสบเรื้อรังและเป็นพังพืดที่เนื้อปอด &nbsp; จากการรับสัมผัสเอาฝุ่นแร่ใยหินไปสะสมอยู่ ในปอดเป็นระยะเวลานาน&nbsp; &nbsp; จนเกิดพยาธิสภาพที่เยื่อหุ้มปอด &nbsp; โดยมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับฝุ่นแร่ใยหินใน ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 7- 10 ปี ขึ้นไป<br><br><strong>ลักษณะงานและอาชีพ<br></strong>อุตสาหกรรมผ้าเบรกรถยนต์ อุตสาหกรรม ผ้าคลัทชรถยนต์ อุตสาหกรรมกระเบื้องมุงหลังคา ท่อซีเมนต์&nbsp; การรื้อถอนอาคาร สิ่งก่อสร้าง<br><br><strong>อันตรายต่อระบบอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย<br></strong>ฝุ่นแร่ใยหินที่อยู่ฟุ้งกระจายในสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางการหายใจ ทางการ รับประทาน ทางผิวหนัง เมื่อร่างกายได้สัมผัสฝุ่นแร่ใยหิน เส้นใยแร่ใยหินมีความแหลมคมทำให้แทงไช ผิวหนัง เกิดอาการระคายเคือง เกิดตุ่มและบาดแผลที่ผิวหนัง ( Asbestos corns ) เมื่อสูดหายใจเอาฝุ่นแร่ใยหิน ร่างกายจะมีกลไกในการป้องกันอันตรายจากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆเพื่อให้พ้นอันตราย มีปฏิกริยาอักเสบเกิดขึ้นที่บริเวณหลอดลมฝอยส่วนปลาย มีแมโครเฟจ (alveolar macrophage)เข้ามาจับกินอนุภาคเส้นใยแร่ใยหิน&nbsp;โดยขบวนการย่อยสลายเซล (phagocytosis) และเกิดการอักเสบเรียกว่า macrophagic alveolitis มี การกระตุ้นเซลล์ ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ให้เข้ามาสร้างคอลลาเจน(collagen)และไฟบริน&nbsp; จนเกิดการซ่อมแซมเนื้อเยื่อปอดแบบผิดปกติ&nbsp; ทำให้เกิดพังพืด อย่างมากในปอด เกิดเป็นโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบเรื้อรัง &nbsp; ซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณปอดกลีบล่างก่อนโดยเฉพาะกับบริเวณใกล้เยื่อหุ้มปอด&nbsp; &nbsp;<strong><br></strong><br><strong>อาการแสดงของโรค<br></strong>มีอาการไอและหายใจหอบเหนื่อย อ่อนเพลีย&nbsp; เจ็บหน้าอก มีช่วงการหายใจ ออกสั้น จากการตรวจร่างกายอาจสังเกตเห็นริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บเป็นสีน้ำเงินคล้ำ เนื่องจากร่างกายขาด ออกซิเจน&nbsp; เมื่อฟังปอดจะได้ยินเสียงได้ยินผิดปกติที่ฐานปอด<strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1374300071/03c9987b5fa17eb65c19723e28e7dcf6/018C8B91_E445_486D_8F7B_E9CFA26B4390.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-28 16:39:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1775301497</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกนกกร สุขนุ่ม เลขที่ 23</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1779176561</link>
         <description><![CDATA[<div><mark>โรคปอดฝุ่นฝ้าย หรือโรคบิสสิโนสิส (Byssinosis) </mark><br>&nbsp; เป็นโรคปอดเรื้อรังที่มักเกิดในกลุ่มผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตฝ้าย ปอ ป่าน<br><mark>สาเหตุ : </mark>โรคปอดฝุ่นฝ้ายเกิดจากการหายใจเอาฝุ่นฝ้าย ปอ ป่าน เข้าไปในปอด ซึ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีน ทำให้หลอดลมตีบ สมรรถภาพปอดลดลง ทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดี<br><mark>อาการ :</mark> 1.หายใจไม่อิ่ม หอบ เหนื่อย หลังจากเริ่มปฎิบัติงาน (สัมผัสกับฝุ่นฝ้าย) ไปแล้ว 6 ชั่วโมง และอาการจะดีขึ้นเมื่อเลิกงาน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.หากมีอาการขั้นรุนแรง จะทำให้เกิดอาการหอบถาวร แต่ไม่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต<br><mark>การป้องกัน : </mark>เนื่องจากโรคปอดฝุ่นฝ้ายจะรักษาตามอาการ เช่น การได้รับยาร่วมกับยาขยายหลอดลม ดังนั้น จึงต้องป้องกันด้วยการควบคุมสิ่งเเวดล้อมในการทำงาน ลดปริมาณฝุ่นฝ้าย ปอ ป่านในที่ทำงานจัดระบบระบายอากาศให้ดี และสวมหน้ากากที่ป้องกันฝุ่นฝ้ายในขณะทำงาน</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1287164331/b483a73cd04ec3e2246a557d39ed187a/Screenshot_25640930_014947.png" />
         <pubDate>2021-09-29 19:29:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1779176561</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1781167738</link>
         <description><![CDATA[<div>นส.อัญชิสา ทัพวงษ์ เลขที่31<br><mark>โรคเครียด</mark><br>&nbsp;โรคเครียด&nbsp;คือ ภาวะที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญแรงกดดัน จากเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ซึ่งสภาวะดังกล่าวส่งผลให้ร่างกายและภาวะด้านจิตใจ เกิดความเครียด ซึ่ง&nbsp; ความเครียดนั้นสามารถเกิดได้กับทุกคน ในคนปกติทั่วไปจะสามารถคลายความเครียดได้แต่ในทางตรงกันข้าม&nbsp; บุคคลที่มีแนวโน้มจะป่วยด้วยโรคเครียดไม่สามารถทำให้อาการเครียดลดน้อยลงได้และอาจมากขึ้นได้<br>สาเหตุ 1.ความเครียดจากภายในร่างกาย<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.ความเครียดจากนอกร่างกาย เช่นสภาพเเวดล้อม ความรู้สึกในเเง่ลบ<br><mark>อาการที่บ่งบอกของความเครียด</mark><br>1.สีหน้าหน้าบึ้งตึงไม่แจ่มใส<br>2.ไม่สนใจตนเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัว<br>3.อาการรุ่นแรงอาจมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย และทำร้ายตัวเอง<br>4.ปวดศีรษะเป็นประจำ&nbsp;&nbsp;กินยาไม่หาย<br>5.รู้สึกใจสั่นง่ายและ เหงื่อออกตามตัว&nbsp; และฝ่ามือฝ่าเท้า<br>6.รู้สึกขาดกำลังใจไม่มีแรงรู้สึกอ่อนล้า และไม่อยากทำอะไร<br>7.ระบบขับถ่ายมีปัญหา&nbsp;&nbsp;<br>8.อารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย<br>9.สมาธิสั้นลง&nbsp; ไม่สามารถทำในสิ่งเดิม ๆได้<br>10.รู้สึกหมดหวัง ซึมเศร้า<br>11.รู้สึกหวาดกลัวและวิตกกังวล<br>12.ชอบเก็บตัว&nbsp; อยากอยู่แบบคนเดียวเงียบ ๆ<br>13.นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายหรือนอนนาน นอนมากกว่าปกติ<br><mark>วิธีป้องกัน</mark><br>1.เมื่อเจอสถานการณ์ร้ายแรงที่ไม่อาจควบคุมได้ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ เพื่อไม่ให้อาการเครียดเป็นมากขึ้น<br>2.หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอหรือทำกิจกรรมที่ได้พบปะผู้คน&nbsp; และเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ<br>3ฝึกสมาธิ หรือเล่นโยคะ&nbsp;<br>4.ฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก<br>5.ไปนวดหรือทำสปา เพื่อให้รางวัลกับร่างกายและเป็นการผ่อนคลายที่ดี&nbsp;<br>6.หางานอดิเรกที่ชอบทำในยามที่ว่าง เช่น การเล่นกีฬา&nbsp; ดูหนัง ฟังเพลงหรืออ่านหนังสือ&nbsp;<br>7.ออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆหรือหมู่ญาติ&nbsp;เพื่อจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1378398074/2b419183ea22c884231eb07489b541bb/4FDD1F8E_B30A_4BBA_B9C4_704D97B4E762.jpeg" />
         <pubDate>2021-09-30 12:34:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1781167738</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณัฐชนก จิตรย้อย ม.4/5 เลขที่ 11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1784073537</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em><mark>โรคเครียดลงกระเพาะ<br>อาชีพที่อาจเกิดโรค-พนังงานออฟฟิต<br></mark></em></strong>&nbsp;มักจะเกิดกับผู้ที่มีอายุ 18-35 ปี เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่อาจจะมีความเครียดมาก ความเครียดที่สะสมในแต่ละวันเป็นตัวการที่ไปกระตุ้นให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะกำเริบ และส่งผลให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติไปด้วย</div><div><strong><em><mark>ทำไมเครียดแล้วลงกระเพาะ?</mark></em></strong><strong><br>1.</strong>ระบบประสาทอัตโนมัติไปกระตุ้นต่อมหมวกไต ให้หลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน<br>2.ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งปฏิกิริยาการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้นอนไม่หลับและหิว<br>3.ความเครียดทำให้การทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้หยุดชะงักลง</div><div><strong><em><mark>อาการ</mark></em></strong></div><ol><li>ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ตอนท้องว่าง</li><li>เสียดหน้าอก อาหารไม่ย่อย</li><li>รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน</li><li>แน่นท้อง ท้องอืด เรอเหม็นเปรี้ยว</li><li>นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท</li></ol><div><strong><em><mark>วิธีป้องกันโรคเครียดลงกระเพาะ</mark></em></strong></div><div>-ทานอาหารให้ตรงเวลา</div><div>-ไม่ทานอาหารรสจัด</div><div>-เลี่ยงของมัน ของทอด</div><div>-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ</div><div>-งดแอลกอฮอล์</div><div>-ไม่เครียด</div><div><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.google.com/imgres?imgurl=https%3A%2F%2Fimg.kapook.com%2Fu%2F2017%2Fsuphansa%2Fhealth%2F091160_2_Hea_600x400.jpg&amp;imgrefurl=https%3A%2F%2Fwww.bloggang.com%2Fm%2Fviewdiary.php%3Fid%3Dthewho%26month%3D11-2017%26date%3D17%26group%3D16%26gblog%3D134&amp;tbnid=qx3sGkru0Rfd_M&amp;vet=12ahUKEwjXip6hn6nzAhXqnUsFHbWZD5wQMygWegUIARDaAQ..i&amp;docid=Tejwy5ZOF5A9_M&amp;w=600&amp;h=400&amp;q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0&amp;client=avast-a-1&amp;ved=2ahUKEwjXip6hn6nzAhXqnUsFHbWZD5wQMygWegUIARDaAQ" />
         <pubDate>2021-10-01 12:48:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1784073537</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนุชนาฏ สินธุฉาย เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1784666358</link>
         <description><![CDATA[<div>ตำรวจจราจรเสี่ยงโรคมะเร็ง<br>สาเหตุ&nbsp;<br>เพราะตำรวจจราจรมีการสูดดมควันท่อไอเสียเยอะกว่าคนที่ขับหรือคนที่เดินผ่าน เนื่องจากต้องอยู่บนถนนตลอดและเลี่ยงไม่ได้ที่จะสูดดมควัน<br>วิธีป้องกัน<br>1.ใส่แมสที่สามารถกรองควันจากท่อไอเสียให้ดี&nbsp;<br>2.มีกฎหมายที่เคร่งครัดเรื่องการยึดรถที่มีควันดำ</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1286998763/faa7f907996e2cff9db568386c1e89d2/dFQROr7oWzulq5FZYSX1X0oWOFQq7F2dkxLNUikvxUIr15y2F3rep61PKZtMfQ8SWbJ.jpg" />
         <pubDate>2021-10-01 16:34:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1784666358</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิรัญญา ใจจำนงค์ 18</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1785813963</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคกระดูกสันหลังคด<br>อาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้:นักเรียน<br>สาเหตุ:กระดูกสันหลังคด เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ กระดูกสันหลังคดโดยไม่ทราบสาเหตุ กระดูกสันหลังคดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง กระดูกสันหลังคดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลัง โรคกระดูกสันหลังคดจากท่าทางที่ผิด โรคกระดูกสันหลังคดจากความเสื่อม โรคกระดูกสันหลังคดตั้งแต่แรกเกิด หรือเกิดร่วมกับโรคพันธุกรรมอื่นๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ที่พบนั้นเป็นชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ&nbsp;<br>อาการ:</div><ul><li>ระดับของแนวหัวไหล่ไม่เท่ากัน</li><li>แผ่นหลังหรือหน้าอกนูนไม่เท่ากัน</li><li>กระดูกสะบัก โก่งนูนมากขึ้น</li><li>ร่องเอวทั้งสองข้างไม่เท่ากัน</li><li>ระดับสะโพกสองข้างสูงต่ำไม่เท่ากัน</li><li>ก้มแล้วแนวกระดูกสันหลังไม่ตรง</li><li>ลำตัวเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง</li><li>มองเห็นกระดูกสันหลังคดงออย่างชัดเจน</li></ul><div>วิธีการป้องกัน:ไม่นั่งท่าที่ไม่ปกติ</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1291514183/e51f4da454ffea3d5bf7f201a3272148/Search_Results_th_20_01_1024x934.jpg" />
         <pubDate>2021-10-02 12:20:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1785813963</guid>
      </item>
      <item>
         <title>พิชญา นามเมือง เลขที่16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1799056398</link>
         <description><![CDATA[<div>โรคปวดหลังเรื้อรังอาชีพที่อาจจะเกิดโรคนี้<br>: สถาปนิก<br>สาเหตุ: มีพฤติกรรมขีดๆ เขียนๆ ออกแบบเขียนแบบเป็นระยะเวลานาน ๆ เสี่ยงต่อการปวดบริเวณกล้ามเนื้อบ่าสะบักต้นคอหัวไหล่และข้อมือมีอาการนิ้วล็อกและชาแขนร่วมด้วย<br><br>วิธีป้องกัน:&nbsp;<br>1. ปรับลักษณะโต๊ะเก้าอี้ที่ทำงานให้เหมาะสมเวลานั่งให้หลังพิงพอดีเท้าทั้งสองข้างวางบนพื้น&nbsp;<br>2. เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ<br>3. ออกกำลังกายมากขึ้นและสม่ำเสมอ&nbsp;<br>4. คนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งนาน ๆ ควรพักและเปลี่ยนอิริยาบถในทุก ๆ 1 – 2 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและล้าได้ผ่อนคลายด้วยวิธีง่าย ๆ เช่นบิดขี้เกียจหรือที่เรียกว่าการ Streching คือการเหยียดกล้ามเนื้อให้ตึงและทิ้งไว้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและลดอาการเกร็งตัวตลอดจนอาการปวดกล้ามเนื้อได้มาก</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/1391421596/814f84512b019653318da8bd61ad4701/E5A29F44_38E9_41CF_953D_AF8F9B00E325.jpeg" />
         <pubDate>2021-10-07 07:58:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/ae_pagamas/j2434jbzibgti11e/wish/1799056398</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
