<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ข่าวอาเซียน 6/3 by Kru Numchai</title>
      <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv</link>
      <description>โรงรียนแม่จันวิทยาคม</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-25 14:40:54 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-01-21 20:05:18 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/239072943/767340a44ed19e5a6f24b9d3fe069e65/logo.gif</url>
      </image>
      <item>
         <title>Testing </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224705005</link>
         <description><![CDATA[<div>123</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/239072943/b90bb202e0453361bae3569e743e54ac/538588934_709925.mp4" />
         <pubDate>2018-01-25 15:41:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224705005</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. กรกนก จี้สม เลขที่ 9 ชั้น ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224912245</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong><mark>หัวข้อข่าว : </mark></strong>&nbsp;<strong>สุดอลังการ เวียดนามเปิดตัวรถไฟสุดหรูระดับ 5 ดาว เส้นทางภายในประเทศ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง&nbsp;</strong></div><div><br></div><div><strong><mark>สรุปเนื้อหาข่าว : </mark></strong>&nbsp; วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 เว็บไซต์<a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">วอยซ์ออฟเวียดนาม</a>&nbsp; ได้เผยภาพขบวนรถไฟเวียดนามรูปแบบใหม่ที่มีความหรูหราและทันสมัยในระดับ 5 ดาว พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากมาย ซึ่งได้เปิดเส้นทางวิ่งขึ้นและล่องภายในประเทศ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม (28 มกราคม 2558) ที่ผ่านมา&nbsp;</div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนรายละเอียดการปรับแต่งรถไฟสู่ความพรีเมียมครั้งนี้ <strong>ประกอบด้วยการตกแต่งภายในใหม่หมด ด้วยพื้นอะลูมิเนียมและพรมนำเข้าจากญี่ปุ่น เพื่อลดเสียงรบกวน ในส่วนของห้องผู้โดยสารมีประตูอัตโนมัติ เตียงนอนใหม่ และพนักงานที่ใส่ชุดประจำชาติของเวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายสีน้ำเงิน ที่ถูกฝึกมาในระดับเดียวกับพนักงานโรงแรม 5 ดาว เลยทีเดียว</strong></div><div><br></div><div>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ทางการรถไฟของเวียดนาม ต้องการที่จะพัฒนาการบริการและทักษะต่าง ๆ ของพนักงาน เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี&nbsp; ซึ่งจะมีแผนที่จะเปิดเส้นทางระหว่างประเทศในอนาคตอีกด้วย<br><br><strong><mark>ภาพจาก : </mark></strong>&nbsp;<a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">english.vov.vn</a> <br><strong><mark>แหล่งที่มา : </mark></strong>&nbsp;<a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">https://aec.kapook.com/view111839.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/256923833/9b0a1f8e2c2572850b245cf46cf068d6/IMG_4454.png" />
         <pubDate>2018-01-26 01:19:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224912245</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปภาวี จับใจนาย เลขที่12 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224913863</link>
         <description><![CDATA[<h1><a href="https://news.mthai.com/economy-news/314547.html"><mark>หัวข้อข่าว </mark>: <strong>สินค้าเกษตรไทยได้ดุลการค้าอาเซียน 1.7 แสนล.</strong></a></h1><div><a href="https://news.mthai.com/economy-news/314547.html"><mark>สรุปหัวข้อข่าว</mark> : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียนของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยอ้างอิงจากข้อมูลการส่งออก–นำเข้า จากกรมศุลกากร พบว่า การค้าในภาพรวมของอาเซียนกับไทยในปี 2556 ที่ผ่านมา ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 172,640 ล้านบาท การส่งออกสินค้าเกษตร มีมูลค่าเท่ากับ 242,181 ล้านบาท และการนำเข้าสินค้าเกษตรมีมูลค่าเท่ากับ 69,541 ล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำตาล ยางพารา ข้าว และกาแฟสำเร็จรูป <br><mark>แหล่งที มาของข่าว : </mark>ht</a>ps://news.mthai.com/economy-news/314547.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257079862/6458f5b4e099fc098efc05645cd782e1/Agri1021.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:29:05 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224913863</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.พิชญาธร แปงวัน เลขที่6 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224913943</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>หัวข้อข่าว</strong> : ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาร<br><strong>สรุปหัวข้อข่าว</strong> : <br>นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ร่วมกับประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2561 คิดเป็นจำนวนรวมประมาณ 350,000 ตัน เป็นการลดปริมาณยางพาราในตลาดโลกลงอย่างเฉียบพลันโดยทั้งสามประเทศจะใช้กฎหมายในการดำเนินการของแต่ละประเทศสมาชิกอย่างจริงจัง อย่างกรณีประเทศไทย ได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 และประเทศมาเลเซียจะดำเนินการภายใต้ Malaysia Rubber Board ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการส่งออกเช่นเดียวกับประเทศไทย ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีสัดส่วนในการควบคุมการส่งออก ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่ปลูกและผลิตของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยจะลดสัดส่วนการส่งออกยางอยู่ที่ประมาณ 2.3 แสนตัน ทั้งสามประเทศจะดำเนินการอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายในการควบคุมที่ใช้มาตรการดังกล่าวของแต่ละประเทศ<br><a href="http://www.aseanthai.net/images/article/news7912/n20180124143912_145001.jpg"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.aseanthai.net/images/article/news7912/t20180124143921_145001.jpg" width="250" height="141"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a>ทั้งนี้ ระหว่างการจำกัดลดส่งออกยาง ใน 3 เดือนนั้น (มกราคม-มีนาคม 2561) มีมาตรการออกมาผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการในมาตรการต่าง ๆ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน</div><div>โดย<br><strong>แหล่งที่มา</strong> : <a href="http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7912&amp;filename=index">http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7912&amp;filename=index</a><br><br></div><div> </div><div><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 01:29:36 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224913943</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวกฤษณา ลังกาพิน เลขที่ 10 ชั้นม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224914976</link>
         <description><![CDATA[<div><br><strong><mark>หัวข้อข่าว</mark></strong><strong>: พาณิชย์ เร่งดันแผนยกเลิกภาษีทั้งอาเซียนให้เสร็จก่อนเปิด AEC<br>&nbsp; &nbsp;<br></strong><strong><mark>สรุปเนื้อหาข่าว</mark></strong><strong>: </strong>นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;จะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการประสานงานการดำเนินการภายความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน ครั้งที่ 15 จะเป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ของอาเซียน เพื่อร่วมกันพิจารณาผลักดันการดำเนินการภายใต้ความตกลงการค้าสินค้า โดยเฉพาะกรณีการยกเลิกภาษีที่เหลือของกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ที่จะต้องยกเลิกภาษีให้แล้วเสร็จในปี 2558 และต้องขจัดมาตรการที่เป็นอุปสรรคระหว่างการค้าระหว่างกันในอาเซียนอีกด้วย</div><div>&nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า อาเซียนต้องเร่งรัดด้านอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีภายในกลุ่มอาเซียน ภายในปี 2558 และจัดการคลังข้อมูลการค้าของอาเซียน เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลของทุกประเทศ</div><div>&nbsp;</div><div><mark>แหล่งที่มา</mark>: <a href="https://aec.kapook.com/view90454.html">https://aec.kapook.com/view90454.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243632964/377cfb9ccc0bcaf40cfa8b0564688cfc/93ADEC94_6225_4A1E_81FB_E8CEA6458F12.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:36:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224914976</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส วรางคณา สุตะวงค์ เลขที่13 ม.6/3 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915037</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536845"><strong>หัวข้อข่าว</strong> </a></div><h1><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536845">ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวปี'61แตะ1.3ล้านตัน</a></h1><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536845"><strong>เนื้อหาข่าว<br>"พาณิชย์" คาดฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวปี 2561 ประมาณ 1.3 ล้านตัน ชี้เป็นโอกาสส่งออกข้าวไทย<br></strong>รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ (สคต.) ที่รับผิดชอบพื้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้คาดการณ์ตลาดข้าวฟิลิปปินส์ โดยพบว่าในปี 2561 ตลาดข้าวฟิลิปปินส์ยังเป็นโอกาสของผู้ส่งออกข้าวไทยที่จะส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น เพราะแม้ผลผลิตข้าวของประเทศฟิลิปปินส์ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ความต้องการบริโภคก็เพิ่มสูงเช่นเดียวกัน อีกทั้งฟิลิปปินส์ที่ตั้งอยู่ในเขตพายุไต้ฝุ่นอาจได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตเสียหาย<br>ทั้งนี้ ได้มีการคาดการณ์ผลผลิตข้าวของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะสามารถผลิตได้สูงถึง 12 ล้านตัน ในปี 2561 โดยกระทรวงเกษตรของสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) ได้คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวของฟิลิปปินส์จะสูงขึ้น 2.69% เทียบจากผลผลิตในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 11.69 พันล้านตัน<br>ยูเอสดีเอได้ประมาณการผลผลิต ข้าวของฟิลิปปินส์ ปี 2560/2561 อยู่ที่ 12 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8 แสนตัน หรือ เพิ่ม 7% เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 2560 และเพิ่มขึ้น 2% จากเฉลี่ยทั้งปี 2559 ซึ่งเป็นผลจากการจำกัดปริมาณนำเข้าข้าวส่งผลต่อแรงจูงใจของเกษตรกรให้ยังคงปลูกข้าวเพิ่มขึ้น<br>นอกจากนี้ ยูเอสดีเอ ระบุว่า การ ใช้พันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและสภาพ อากาศที่เอื้ออำนวยจะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวสารในปีนี้ ประกอบกับพายุที่จะ เข้ามาสร้างความเสียหายน้อยกว่าปี ที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2561 มีถึง 4.8 ล้านเฮกเตอร์ เพิ่มขึ้น 1.69%<br>อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวจาก 1.7 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน แต่ตัวเลขการนำเข้าข้าวยังคงสูงกว่าการนำเข้าในปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 18.18% ที่มีการนำเข้าข้าว 1.1 ล้านตัน เพราะคาดว่าสต๊อกข้าวเริ่มต้นของฟิลิปปินส์ในปี 2561 อยู่ที่ 1.99 ล้านตัน แต่มีความต้องการข้าวทั้งหมดอยู่ที่ 12.9 ล้านตัน หรืออาจจะมีความต้องการสูงถึง 15.27 ล้านตัน<br><br><strong>แหล่งที่มา</strong> https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536845</a><br><br><br><br></div><div><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637747/7e936ebebc95f068b0376280fe4cfb3b/07412953_1785_4751_AE5E_718336A1803F.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:36:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915037</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ชิงเค้กขนส่งอาเซียน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915238</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536006">กรมเจ้าท่ากางแผนเพิ่มกองเรืออาเซียน ชิงเค้กตลาดขนส่งทางน้ำในภูมิภาค เร่งคลอดกฎหมาย-สิทธิพิเศษการลงทุนหนุนผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการศึกษายุทธศาสตร์จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวและประกาศบังคับใช้ต่อไป<br><br>แหล่งที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์<br>https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536006</a><br><br>นายณัฐวุฒิ ปาลี เลขที่ 23 ม.6/3</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257080621/d108f18ec744be09d32d68dd46496bf2/8DE6F391_D596_4C4A_B31C_911B57E63B39.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:38:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915238</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.สุธัมวรดี ใจยะ เลขที่8 ชั้น ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915349</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>การตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษสมาร์ทวีซ่า (SMART Visa)<br></strong>&nbsp;วันนี้ (25 ม.ค.61) กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ และกรมการกงสุล พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงาน ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษสมาร์ทวีซ่า (SMART Visa) ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ</div><div>&nbsp;รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้มีการตรวจลงตราประเภท SMART Visa เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงและนักลงทุนจากต่างประเทศที่สนใจเข้ามาทำงานหรือลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในไทยซึ่งจะมีส่วนช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถของไทยในการแข่งขันในเวทีโลก โดยมีกำหนดเริ่มกระบวนการยื่นขอรับการตรวจลงตราได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561</div><div>&nbsp;<strong>SMART Visa </strong>เป็นวีซ่าประเภทพิเศษสำหรับชาวต่างชาติ 4 กลุ่มประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ผู้บริหารระดับสูง ผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น ที่มีคุณสมบัติพิเศษตามหลักเกณฑ์ และผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐที่กำหนด โดยจะต้องเข้ามาทำงาน ลงทุน หรือดำเนินกิจกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 ประเภท ได้แก่</div><div>(1) อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่</div><div>(2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ</div><div>(3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ</div><div>(4) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ</div><div>(5) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร</div><div>(6) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์</div><div>(7) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์</div><div>(8) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ</div><div>(9) อุตสาหกรรมดิจิตอล และ</div><div>(10) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร</div><div><strong>คุณสมบัติ</strong>ผู้ที่ประสงค์จะยื่นขอรับการตรวจลงตราประเภท SMART Visa มีดังนี้</div><div>(1) ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง</div><div>(2) นักลงทุน</div><div>(3) ผู้บริหารระดับสูง</div><div>(4) Start-ups</div><div><strong>สิทธิประโยชน์ที่ผู้ที่ได้รับ</strong>การตรวจลงตราประเภท SMART Visa จะแตกต่างจากวีซ่าชนิดทั่วไป ดังนี้</div><div>(1) อายุวีซ่าสูงสุด 4 ปี</div><div>(2) ไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน</div><div>(3) ขยายเวลารายงานตัวจากเดิมทุก 90 วันเป็นทุก 1 ปี</div><div>(4) สามารถเดินทางเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องขออนุญาตกลับเข้ามาใหม่</div><div>(5) คู่สมรสและบุตรได้รับสิทธิพำนักเท่ากับผู้ได้รับสิทธิหลัก และสามารถทำงานที่ประเทศไทยได้ ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการทำงานต้องห้ามในบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522</div><div><br><strong>ที่มา</strong> : กระทรวงการต่างประเทศ<br><a href="www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7915&amp;filename=index">www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7915&amp;filename=index</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243644940/69d61ea59bc2ae4d2748fe473a2ef3d1/IMG_20180126_084452.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:39:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915349</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส สไบทิพย์ ใจปินตา เลขที่ 38 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915499</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7907&amp;filename=index"><strong><mark>การประชุมท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 37 เตรียมหารือ 3 ประเด็นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน<br></mark></strong>นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงการประชุมการท่องเที่ยวอาเซียนครั้งที่ 37 หรือ The 37th ASEAN Tourism Forum (ATF 2018) ว่า ในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 24-26 มกราคม 2561 โดยการประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีหารือด้านการท่องเที่ยวสำคัญของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยการหารือครั้งนี้จะให้ความสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน / การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน และวัฒนธรรมด้านอาหาร ส่วนการสนับสนุนต่างชาติเข้ามาลงทุนด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่ผ่านมาสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ได้ให้การส่งเสริมการสร้างศูนย์จัดประชุม และการสร้างสวนน้ำ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยในปีที่ผ่านมาสูงถึง 35 ล้านคน ขณะที่การเดินทางเที่ยวในประเทศเฉลี่ยนอยู่ที่ 120 ล้านคน/ครั้ง นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวและการลงทุนในเมืองรองเห็นได้จากสถิตินักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นทั้งยุโรป และอาเซียน&nbsp; สำหรับยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในอนาคตนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จะเน้นการท่องเที่ยวโดยชุมชนและท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม และลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย ส่วนการกำหนดเป้าหมายตัวเลขการท่องเที่ยวในประเทศจะไม่มีการกำหนดเป้าหมาย แต่จะให้ความสำคัญเรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดี โดยการสร้างรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย และการสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว&nbsp;<br><br><mark>แหล่งที่มา :&nbsp;</mark>สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์<br><br><br><br>http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=7907&amp;filename=index</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637578/ae205d9d2d4d5998d9b9e31f82380210/9D5007E6_9DC0_443D_9596_39FC6B5EE058.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:41:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915499</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ชลธิชา ไวยพงษ์ศรี เลขที่31 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915562</link>
         <description><![CDATA[<div>ดว่าน เหงียน ดึ๊ก เต้าสัวเวียดนาม<br>สรุปเนื้อหา<br>ดว่าน เฟงียน ดึ๊ก เขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เขาเรียนไม่จบการศึกษาพื้อฐานเขาตัดสินใจไม่เรียนต่อในระดับมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งมั่นตามหาความฝันการเป็นเจ้าของกิจการ ในปี 1990 เขาได้ก่อตั้งโรงงานผลิตและแปรรูปไม้แห่งเล็กๆ ภายใต้ชื่อ ฮว่างแอง รับงานผลิตโต๊ะไม้และเก้าอี้ไม้ส่งมอบตามโรงเรียน จากนั้นใช้เวลาล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางพ่อค้าก่อนที่ชีวิตของเขาจะขึ้นถึงยอดเขาเมื่อได้ก่อตั้งบริษัท<br>ฮว่างแองซาลาย กรุ๊ป (Hoang Anh Gia Lai Group : HAGL) รู้จักกันในนามบิ๊กอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนาม อีกทั้งยังต่อยอดไปอุตสาหกรรมการผลิตที่ดำเนินธุรกิจมากมายหลายประเทศในอาเซียน<br><br>ที่มา<br>https://www.posttoday.com/biz/aec/trade/520437</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/256936351/ac99e30222a38bad7b50b9b4f2be7855/79064CD30B6A4C31B16AAA06B739B324.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:41:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915562</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ลุยสะพานชายแดนใหม่กรมทางหลวงเตรียม แผนสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 และ 6 หวังเพิ่มความคล่องตัวการค้า ชายแดนนายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ตามแนวพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนของประเทศไทยว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงมีแผนลงทุนก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 วงเงินลงทุนรวมมากกว่า 5,600 ล้านบาท ประกอบด้วย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ช่วงบึงกาฬ-ปากซัน วงเงินลงทุน 3,600 ล้านบาท แนว เส้นทางจะสร้างอยู่บนพื้นที่ ต.วิศิษฐ์ ต.ไคสี และ ต.บึงกาฬ ตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว โดย รูปแบบการก่อสร้างจะมีสะพานข้าม แม่น้ำโขง 1 แห่ง ความยาว 1.35 กิโลเมตร ขนาด 2 ช่องจราจร เชื่อมโยงระหว่างฝั่งไทยกับลาว รวมถึงยังมีงบประมาณลงทุนด้านการก่อสร้างถนนและอาคารสำนักงานอีกด้วยทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการศึกษาออกแบบรายละเอียดรวมถึงดำเนินการเวนคืนพื้นที่ครบทั้งหมดแล้ว มีความพร้อมในการก่อสร้าง ขณะที่ทางฝั่งลาวอยู่ระหว่างของบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (เนด้า) เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดและเวนคืนพื้นที่ ส่วนโครงการสะพานไทย-ลาว แห่งที่ 6 ใน จ.อุบลราชธานี เพื่อเชื่อมอุบลราชธานีกับแขวงสาละวันวงเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ชาวบ้านเลือกแนวเส้นทางและจุดในการก่อสร้างโครงการคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ เพื่อดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต่อไปสำหรับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ช่วงเชียงของ-ห้วยทรายนั้นหลังจากเปิดให้บริการแล้วพบว่าเป็นสะพานที่มีรายได้น้อยที่สุดในจำนวนทั้งหมด โดยปัจจุบันต้องประสบปัญหาขาดทุนกว่าปีละ 18 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนมากกว่ารายจ่ายจนไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการซ่อมบำรุง ขณะที่สะพานซึ่งมีรายได้มากที่สุดนั้นเป็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-เวียงจันทน์รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 นั้นมีวงเงินลงทุน ทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างถนน 890 ล้านบาท ค่างานสะพาน 1,510 ล้านบาท งานอาคารสำนักงานด่าน 1,000 ล้านบาท และค่าเวนคืน 240 ล้านบาทhttps://www.posttoday.com/biz/aec/news/537020</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915582</link>
         <description><![CDATA[<div>นาย พิระดล วงค์ปัญญา เลขที่ 18 ม.6</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637517/ce604c2cafd8ecdc71b58e412702b9a4/5A3A1A7669CC42E9AB5E3B921185D059.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:42:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915582</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว จันทมณี ผดุงเกียรติยศ เลขที่ 29 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915949</link>
         <description><![CDATA[<pre><strong><mark>ศึกค่าแรงอาเซียนป่วนส่งออกเมียนมา-ไทยเทหมดหน้าตักดึงแรงงาน</mark></strong></pre><div><br>  โดยปัจจุบันโรงงานเสื้อผ้าในไทยเป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศสัดส่วน 50% คิดเป็นมูลค่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนอีก 50% เป็นการผลิตเพื่อส่งออก<br><br></div><div>“กลุ่มโรงงานส่งออกจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงมากกว่ากลุ่มในประเทศ เพราะรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า 8-9 เดือน แต่รัฐแจ้งการปรับขึ้นค่าแรงงานล่าช้า เทียบกับประเทศอาเซียนอื่นต่างปรับขึ้นค่าแรงเหมือนกัน แต่จะประกาศล่วงหน้าหลายเดือน หรือบางประเทศ เช่น กัมพูชา ปรับทุกปีเฉลี่ยปีละ 10 เหรียญสหรัฐ ทำให้ผู้ผลิตวางแผนการผลิตได้ แต่ในกรณีนี้ผู้ผลิตเพื่อการส่งออกไม่สามารถปรับราคากับผู้ซื้อได้ ต้องส่งมอบสินค้าตามคำสั่งซื้อที่รับไว้ จึงประเมินว่ายอดส่งออกปีนี้ขยายตัว 0-2% จากปี 2560 ที่ติดลบ 2%”<br><br></div><div>ปีนี้ผู้ส่งออกถือว่ากระทบมาก เพราะยังมีปัจจัยจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่า ที่แข็งขึ้นไปถึง 31.9 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงไปอีกด้านหนึ่งว่าอาจมีการนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาแข่งขันกับผู้ผลิตที่ขายในประเทศมากขึ้นด้วย<br><br></div><div>ล่าสุดสมาคมศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบอัตราค่าจ้างแรงงาน และสวัสดิการในกลุ่มประเทศผู้ผลิตเสื้อผ้าในอาเซียน5 ประเทศ (ตามตาราง) พบว่า ทุกประเทศในอาเซียนต่างมีการปรับขึ้นค่าแรงงาน แต่เมื่อเทียบรวมกับสวัสดิการแล้วค่าแรงงานของไทยสูงสุดในกลุ่มนี้<br><br></div><div>“มองว่าอนาคตอาจจะมีการแข่งขันแย่งแรงงาน เพราะอย่างล่าสุดรัฐบาลเมียนมาปรับขึ้นค่าแรงงาน ถึง 33% ทำให้ค่าแรงงานในเมียนมาจะอยู่ที่วันละ 115 บาท จากเดิมที่ไม่ถึง 100 บาทต่อคน ถือว่าเป็นการปรับขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากเดิมรัฐบาลทหารเดิมปรับแค่ 5-10% เท่านั้น การปรับขนาดนี้คาดว่ารัฐบาลนี้อาจจะต้องการจูงใจให้แรงงานกลับประเทศ เพื่อจะได้มีแรงงานไว้รองรับภาคอุตสาหกรรมของเมียนมาที่กำลังขยายตัว ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนเมษายน 2561 พร้อม ๆ กัน กับประเทศไทย ต้องดูว่าจะจูงใจแรงงานได้สำเร็จหรือไม่”<br><br></div><div>ข้อมูลของกรมการจัดหางาน ระบุว่า ปัจจุบันมีแรงงานเมียนมาจดทะเบียนบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ในไทยทั้งหมด 788,007 คน<br><br></div><div><br> แหล่งที่มาของข่าว : <a href="https://www.prachachat.net/economy/news-106775">https://www.prachachat.net/economy/news-106775</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637593/3db2673d114bd999717271968e5a7bfb/________2_1024x683.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:45:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915949</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915950</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 01:45:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224915950</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นส.นัฐวรรณ แซ่ลี้ เลขที่33 ม.6</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916027</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>หัวข้อข่าว : </strong>แนวทางลงทุนกัมพูชา หลังเลิกภาษีซ้ำซ้อน<br><strong>สรุปเนื้อหาข่าว : </strong>ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลบังคับใช้สมบูรณ์แล้วเมื่อวันที่ 1  ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับอานิสงส์จากความตกลงดังกล่าวแล้ว การที่ประชาชนชาวกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าจากประเทศไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น<br>ยิ่งปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศกัมพูชาจะมีการขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยอัตราการเติบโตที่ประมาณ 7.1% ขณะที่ภาพรวมจีดีพีของภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่าเติบโตสูงกว่าจีดีพีที่คาดการณ์กันว่าจะเติบโต อยู่ที่ประมาณ 4-4.2% จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งหันไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา</div><div><br></div><div>จีรนันท์ วงษ์มงคล ผู้แทนการค้า สำนักงานตัวแทนส่งเสริมการค้า ณ จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) กล่าวว่า ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสัดส่วนของประชากรประมาณ 65% ยังเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับวัฒนธรรมและสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้าไปทำตลาด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา<br><br></div><div>จากโอกาสธุรกิจที่ดีดังกล่าว จีรนันท์ จึงได้มีการตั้งบริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) ขึ้นมา เพื่อจับมือร่วมกับผู้ประกอบการไทยนำธุรกิจไทยเข้าไปขยายในประเทศกัมพูชา โดยธุรกิจแรกที่จะนำเข้าไปทำตลาดภายใต้การดูแลของบริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) คือ การรับสิทธิมาสเตอร์ แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิล จากบริษัท บางจาก รีเทล เข้าไปเปิดให้บริการสาขาแรกที่เมืองเสียมราฐ ตามด้วยสาขาที่กรุงพนมเปญ ซึ่งจะเป็นสาขาแฟล็กชิปสโตร์ คาดว่าภายในไตรมาส แรกนี้จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ โดยภายใน 5-10 ปีคาดการณ์ว่าการขยายธุรกิจของร้านอินทนิลในประเทศกัมพูชาต้องมีมากกว่า 100 สาขาอย่างแน่นอน<br><br></div><div>จีรนันท์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของร้านกาแฟอินทนิลในประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์ ประกอบกับชื่อเสียงของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจขอรับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิลไปขยายเครือข่ายในกัมพูชา<br><br></div><div>ก่อนหน้าที่ร้านอินทนิลจะเข้าไปขยายธุรกิจร้านกาแฟในประเทศกัมพูชา ร้านแบล็คแคนยอน ก็ได้ล่วงหน้าเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาแล้ว โดยปัจจุบันร้านแบล็คแคนยอนมีสาขาเปิดให้บริการที่ประเทศกัมพูชาแล้วประมาณ 5 สาขา และภายใน 5 ปีนับจาก ประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) คาดว่าจะเปิดร้านแบล็คแคนยอนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30 สาขา<br><br></div><div>เช่นเดียวกับธุรกิจร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ที่หันมาเปิดเกมรุกขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น ภายหลังจากมอบสิทธิการขายแฟรนไชส์ให้กับบริษัท ปตท. (กัมพูชา) หรือพีทีวีซีแอล เป็นตัวแทนขยายธุรกิจอย่างเป็นทางการ จากแนวทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ปัจจุบันร้านคาเฟ่อเมซอนมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการในประเทศกัมพูชามากกว่า 70 สาขา โดยปัจจัยที่ทำให้ ปตท.หันมาลุยขยายสาขาในประเทศกัมพูชาเป็นพิเศษ เนื่องจากกัมพูชาถือเป็นประเทศที่สร้างสถิติยอดขายให้สูงสุด เห็นได้จากยอดขายต่อวันที่ทำได้เฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 1,300-1,400 แก้ว ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยเฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 700-800 แก้ว<br><br></div><div>นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจอาหารอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ก็ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาเช่นกัน ด้วยการวางแผนซื้อที่ดินเพิ่มอีกประมาณ 4 ไร่ เพื่อขยายพื้นที่โรงงานแห่งเดิมในกรุงพนมเปญให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก<br><br></div><div>พิพัฒ พะเนียงเวทย์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า กล่าวว่า มาม่าที่ขายในประเทศกัมพูชาได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากคนกัมพูชามีความชื่นชอบในสินค้าไทย จึงทำให้ยอดขายมาม่าในประเทศกัมพูชามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมาม่าในประเทศกัมพูชามียอดขายเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 80%<br><br></div><div>ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก ห้างแม็คโคร ก็ได้เข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา ด้วยการเปิดสาขาที่กรุงพนมเปญ หลังจากเปิดให้บริการวันแรกไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี<br><br></div><div>ด้านธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่างบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็เตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา ปี 2561 นี้เตรียมลุยเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา เพื่อเอาใจคอหนังกัมพูชาให้ได้ชมหนังดีเหมือนคนไทย<br><br></div><div>การเปิดประเทศของกัมพูชา หากศึกษาช่องว่างและโอกาสธุรกิจให้ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าเข้าไปลงทุน ต่อยอดจากเมืองไทย<br><strong>แหล่งที่มาของข่าว : </strong>โพสต์ทูเดย์</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257081726/156062dd54b6fdfd9f962f4de14c58fe/1DE768507D03474E842794D8EE9F7CAC.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:46:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916027</guid>
      </item>
      <item>
         <title>หัวข้อข่าว: ฉลองอาเซียน-อิเดีย 25ปี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916580</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 01:52:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916580</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ศิริลักษณ์ คำภา เลขที่41 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916631</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง</strong> นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีภารกิจจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และรับเชิญเป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำอาเซียน ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2561 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย</div><div>&nbsp;</div><div>ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดียนั้น เป็นข้อริเริ่มของอินเดียที่มุ่งประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและอาเซียน โดยอินเดียได้เสนอแนวคิดอินโด-แปซิฟิก เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอาเซียนที่ต้องการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและอินเดีย ในโอกาสนี้ อินเดียยังได้เชิญผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ชาติ เป็นแขกเกียรติยศ ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในวันที่ 26 มกราคม นี้</div><div>&nbsp;</div><div>ขณะเดียวกันการประชุม ฯ ครั้งนี้จะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญ คือ ปฏิญญาเดลี ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอินเดียในทุกมิติ ทั้งนี้ ไทยได้สนับสนุนให้หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและอินเดียพัฒนาให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า นโยบายรุกตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดียสามารถดำเนินคู่ขนานไปกับแนวทางของไทยที่มีนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy)</div><div>&nbsp;</div><div><strong>สรุป : </strong>สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี นั้น ประกอบด้วย การหารือทวิภาคีกับนายนเรนทร โมที (Mr. Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย และกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) และการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย เต็มคณะ (Plenary) รวมทั้ง เป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำชาติอาเซียนในวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย <br><br><strong>แหล่งข้อมูล :</strong> สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์</div><div><br></div><div><strong>รูปภาพ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257082799/bd1cab2482ab3c2afd7516405068ddc0/E5B6017B_1116_48B0_93A7_30F8A9CC0E71.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:52:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916631</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ณัฐนิชา ก้างออนตา ม6/3 เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916809</link>
         <description><![CDATA[<div>ชื่อข่าว ศักยภาพแรงงานไทยร่วง<br>สถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ(ไอเอ็มดี) ซึ่งศึกษาขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศ เปิดเผยการจัดอันดับเวิลด์ทาเลนต์แรงกิ้ง 2017 ซึ่งวัดความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงาน โดยประเมินจากการลงทุนและพัฒนาแรงงาน การดึงดูดแรงงานให้ทำงานในประเทศนั้นๆ และความพร้อมของแรงงาน ซึ่งพบว่าปีนี้ประเทศไทยร่วงลงถึง 5 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 42 จากทั้งหมด 63 ประเทศ<br><br></div><div>ไทยเป็นอันดับ 3 ในหมู่ชาติอาเซียน 5 ประเทศ โดยสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 13 ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2 อันดับ ขณะที่มาเลเซียลดลงมา 7 อันดับ อยู่ที่ 28 ส่วนฟิลิปปินส์กระโดดขึ้นมา 10 อันดับ อยู่ที่ 45 และอินโดนีเซียยังคงรั้งอยู่ที่อันดับ 47<br>อ้างอิงโพสทูเดย<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243632923/e9b17b39196207ae71eb507fed81961e/IMG_0486.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:54:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916809</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กิตติยา มูลแจ่ม เลขที่28</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916810</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.thairath.co.th/media/CiHZjUdJ5HPNXJ92GQAf5Ggd1GSXDldKxS.jpg"><strong>หัวข้อข่าว: </strong>ฉลองอาเซียน-อินเดีย 25ปี<br><strong>สรุปเนื้อหาข่าว<br>&nbsp; </strong>เหล่าผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ รวมทั้งไทย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และนางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา ทยอยเดินทางถึงกรุงนิวเดลี เมื่อ 24 ม.ค. เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย ครบรอบ 25 ปี ใน 25 ม.ค. ท่ามกลางความสับสนเรื่องการส่งผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาในบังกลาเทศกว่า 655,000 คน กลับเมียนมา หลังมีการเลื่อนการเริ่มส่งกลับจาก 23 ม.ค.<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) และกลุ่มสิทธิมนุษยชนอื่นๆเรียกร้องให้ทบทวนแผนส่งกลับชาวโรฮีนจาใหม่ เพราะหวั่นว่าจะถูกบังคับให้กลับโดยไม่สมัครใจ ส่วนองค์กรบรรเทาทุกข์ต่างๆ ก็ยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาได้.<br>&nbsp;<br><strong>แหล่งที่มาของข่าว: </strong></a><strong><br></strong>https://www.thairath.co.th/content/1186270<br><br><strong><br>&nbsp;</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243632955/6f8290a17beedb06ce6e8edf1ca5da33/7B32C195_48CA_4B4A_9775_2E4F2B9703A4.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 01:54:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224916810</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายณัฐพล  วงค์ใจศักดิ์ เลขที่ 22 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224917587</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ข่าวสารอาเซียน <br></strong><br><strong>เรื่อง</strong>...นายกรัฐมนตรี ร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย<br><br><br>พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีภารกิจจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และรับเชิญเป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำอาเซียน ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ครั้งที่ 69 ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2561 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย<br><br> <br><br>ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย ในโอกาสครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดียนั้น เป็นข้อริเริ่มของอินเดียที่มุ่งประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอินเดียและอาเซียน โดยอินเดียได้เสนอแนวคิดอินโด-แปซิฟิก เพื่อกระชับความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกันให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอาเซียนที่ต้องการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและอินเดีย ในโอกาสนี้ อินเดียยังได้เชิญผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ชาติ เป็นแขกเกียรติยศ ในงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียในวันที่ 26 มกราคม นี้<br><br> <br><br>ขณะเดียวกันการประชุม ฯ ครั้งนี้จะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญ คือ ปฏิญญาเดลี ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับภาพรวมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนและอินเดียในทุกมิติ ทั้งนี้ ไทยได้สนับสนุนให้หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและอินเดียพัฒนาให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า นโยบายรุกตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดียสามารถดำเนินคู่ขนานไปกับแนวทางของไทยที่มีนโยบายมุ่งตะวันตก (Look West Policy)<br><br> <br><br>สำหรับภารกิจของนายกรัฐมนตรี นั้น ประกอบด้วย การหารือทวิภาคีกับนายนเรนทร โมที (Mr. Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐอินเดีย และกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย อย่างไม่เป็นทางการ (Retreat) และการประชุมสุดยอดอาเซียน - อินเดีย เต็มคณะ (Plenary) รวมทั้ง เป็นแขกเกียรติยศร่วมกับผู้นำชาติอาเซียนในวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243754396/697a30873e6f7ad45b8035c2a3aadffd/t20180123100304_144766.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:00:50 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224917587</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วีรภัทร  ท้าวซาว  เลขที่37</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918093</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>กรมทางหลวงเตรียม แผนสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 และ 6 หวังเพิ่มความคล่องตัวการค้า ชายแดน<br></strong><br></div><div><br></div><div>นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ตามแนวพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนของประเทศไทยว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงมีแผนลงทุนก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 6 วงเงินลงทุนรวมมากกว่า 5,600 ล้านบาท ประกอบด้วย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ช่วงบึงกาฬ-ปากซัน วงเงินลงทุน 3,600 ล้านบาท แนว เส้นทางจะสร้างอยู่บนพื้นที่ ต.วิศิษฐ์ ต.ไคสี และ ต.บึงกาฬ ตรงข้ามกับเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว โดย รูปแบบการก่อสร้างจะมีสะพานข้าม แม่น้ำโขง 1 แห่ง ความยาว 1.35 กิโลเมตร ขนาด 2 ช่องจราจร เชื่อมโยงระหว่างฝั่งไทยกับลาว รวมถึงยังมีงบประมาณลงทุนด้านการก่อสร้างถนนและอาคารสำนักงานอีกด้วย<br><br></div><div>ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการศึกษาออกแบบรายละเอียดรวมถึงดำเนินการเวนคืนพื้นที่ครบทั้งหมดแล้ว มีความพร้อมในการก่อสร้าง ขณะที่ทางฝั่งลาวอยู่ระหว่างของบประมาณจากสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (เนด้า) เพื่อดำเนินการออกแบบรายละเอียดและเวนคืนพื้นที่ ส่วนโครงการสะพานไทย-ลาว แห่งที่ 6 ใน จ.อุบลราชธานี เพื่อเชื่อมอุบลราชธานีกับแขวงสาละวันวงเงิน 2,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างให้ชาวบ้านเลือกแนวเส้นทางและจุดในการก่อสร้างโครงการคาดว่าจะสามารถได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ เพื่อดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ต่อไป<br><br></div><div>สำหรับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 4 ช่วงเชียงของ-ห้วยทรายนั้นหลังจากเปิดให้บริการแล้วพบว่าเป็นสะพานที่มีรายได้น้อยที่สุดในจำนวนทั้งหมด โดยปัจจุบันต้องประสบปัญหาขาดทุนกว่าปีละ 18 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนมากกว่ารายจ่ายจนไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการซ่อมบำรุง ขณะที่สะพานซึ่งมีรายได้มากที่สุดนั้นเป็นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว หนองคาย-เวียงจันทน์<br><br></div><div>รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับโครงการสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 นั้นมีวงเงินลงทุน ทั้งสิ้น 3,600 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้างถนน 890 ล้านบาท ค่างานสะพาน 1,510 ล้านบาท งานอาคารสำนักงานด่าน 1,000 ล้านบาท และค่าเวนคืน 240 ล้านบาท<br><br></div><div>*** วีรภัทร ท้าวซาว 6/3. เลขที่****<br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537020">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537020</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243639919/09cfb65ab499d1e68458e34de6665193/5A3A1A7669CC42E9AB5E3B921185D059__1_.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:06:13 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918093</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ชีวาพร ศรีจันต๊ะ เลขที่15 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918206</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง</strong> ไทยมุ่งหวังเชื่อมอาเซียน - รัสเซีย เพิ่มมูลค่าการลงทุนเป็น 5 เท่า ใน 5 ปี</div><div><br>        พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน - รัสเซีย สมัยพิเศษ วันที่ 19 - 20 พฤษภาคม 2559 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย ว่ามีโอกาสพบกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งได้พูดคุยหลายเรื่อง โดยเฉพาะความร่วมมือไทย - รัสเซีย และยูเรเซีย ในหลายมิติ ซึ่งไทยมีโอกาสหลายเรื่อง ทั้งด้านอาหาร พลังงาน ความมั่นคงเศรษฐกิจ รวมถึงการศึกษา และการลงทุนร่วมกัน โดยมุ่งหวังเชื่อมโยงภูมิภาคยูเรเซียกับอาเซียน แต่หลายเรื่องยังเป็นอุปสรรค ดังนั้น ต้องกำจัดอุปสรรคให้ได้ ในส่วนของประเทศไทย จะดูว่าทำอย่างไรจะเชื่อมโยงทั้งสองภูมิภาคนี้ให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลกัน จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง สิ่งที่ควรเริ่มต้นโดยเร็ว คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน แต่ลำพังประเทศไทยประเทศเดียว คงไม่สามารถทำได้มาก จะต้องร่วมมือกันด้วย โดยเฉพาะความคาดหวังที่จะเพิ่มปริมาณการค้าเป็น 5 เท่า ภายใน 5 ปี สำหรับสาขาการท่องเที่ยวและด้านอาหาร ที่ไทยมีศักยภาพ ต้องใช้ความสัมพันธ์พหุภาคี ระหว่างไทยกับอาเซียน และรัสเซียกับยูเรเซีย เพิ่มปริมาณการค้าให้เร็วขึ้น แต่ต้องกำจัดอุปสรรคด้านการเงิน การธนาคาร ซึ่งเสนอให้ใช้ระบบบัญชีในการซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยจะมีการหารือในอนาคต</div><div> </div><div>นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าประเด็นที่ต้องการให้ที่ประชุมรับทราบ คือ การแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู อย่างจริงจัง ซึ่งไทยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และเรื่องที่ไทยร่วมกับรัสเซียแล้ว คือ การปราบปรามการทุจริต การฟอกเงิน และปัญหาอาชญากรรม</div><div> </div><div>สำหรับการหารือทวิภาคี กับรัสเซีย และเมียนมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเศรษฐกิจการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว ซึ่งไทยและอาเซียน มุ่งหวังให้รัสเซียเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ ในเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาอาเซียน การลงทุน การวิจัยพัฒนา ที่จะทำให้แต่ละประเทศมีรายได้สูงขึ้น เพื่อนำเงินมาพัฒนาประเทศ ส่วนการหารือกับประธานาธิบดีเมียนมา ต่างเห็นพ้องจะร่วมมือกันมากขึ้น เดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย การเปิดจุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่านแดนพิเศษ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าขายระหว่างกันให้สูงขึ้น หากสามารถรวมตลาดกันได้ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) จะทำให้การพัฒนาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น</div><div> </div><div>นายกรัฐมนตรี ยังมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งทั้งสองฝ่าย เห็นด้วยที่จะสานต่องานของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงการแก้ปัญหาด้านการเกษตร และการขายข้าว โดยหวังว่าข้าวไทยและเวียดนาม จะสามารถขายได้โดยไม่แย่งตลาดกัน ซึ่งได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ไปหารือกับเวียดนามแก้ไขปัญหา รวมทั้งการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศที่ทำประมงเช่นเดียวกับไทย<br><br><strong>สรุป</strong> นายกรัฐมนตรี ยังมีโอกาสได้พบกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งทั้งสองฝ่าย เห็นด้วยที่จะสานต่องานของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงการแก้ปัญหาด้านการเกษตร และการขายข้าว โดยหวังว่าข้าวไทยและเวียดนาม จะสามารถขายได้โดยไม่แย่งตลาดกัน ซึ่งได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ไปหารือกับเวียดนามแก้ไขปัญหา รวมทั้งการแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศที่ทำประมงเช่นเดียวกับไทย</div><div> </div><div> <strong>แหล่งข้อมูล</strong>  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์<br><br><strong>รูปภาพ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257082799/027b3debaac65ddc4e4ab4fb2c7a7d8d/D5C9EB3C_5980_441A_8449_B37DA916250C.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:07:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918206</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เรื่อง </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918287</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 02:08:34 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918287</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวนัตนาภรณ์ พุทธสาร เลขที่2 </title>
         <author>b_kwan_z</author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918551</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">หัวข้อข่าว:&nbsp;<strong>อาเซียนจัดทำคู่มือการลงทุนรายประเทศ หวังดึงดูดการ ลงทุนท่องเที่ยวจากประเทศเป้าหมาย<br></strong></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านการท่องเที่ยวอาเซียนภายใต้งานอาเซียน ทัวริซึ่ม ฟอรั่ม 2018 มีประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ประเด็นการจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียนเป็นรายประเทศ 2.ความสำเร็จของแคมเปญ "Visit ASEAN @50" 3.ปฏิญญาการเดินเรือสำราญอาเซียน 4.ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอาเซียน (ASEAN Gastronomy Tourism) และ 5.การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for all) โดยผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสภาคการท่องเที่ยวอาเซียน ได้เสนอต่อที่ ประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียน และ มีมติเห็นชอบแล้ว<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">สำหรับประเด็นการจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียน มีจุดประสงค์หลักเพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศผู้ลงทุนเป้าหมาย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ผ่านมาพบว่าภาคส่วนการท่องเที่ยวของประเทศในอาเซียนเติบโตสูง แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีต่ำ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว สนามบิน และท่าเรือ อาทิ เมียนมา กัมพูชา และลาว จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน ขณะที่ไทยและสิงคโปร์ เน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้การจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียนจะแยกเป็นรายประเทศ แบ่งเป็นหมวดหมู่ อาทิ การลงทุนกลุ่มโรงแรม การลงทุนกลุ่มร้านอาหาร เป็นต้น โดยเน้นรูปแบบการลงทุนที่เอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">นอกจากนี้ ที่ประชุมได้กล่าวถึงความสำเร็จของแคมเปญ "Visit ASEAN @50" ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียน ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวยังภูมิภาค ในวาระครบรอบ 50 ปีอาเซียนในปีที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2560 เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2559 เป็น 126 ล้านคน จาก 115 ล้านคน การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งความสำเร็จมาจากความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนและความร่วมมือจากภาคเอกชน<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังกล่าวถึงการเดินเรือสำราญในอาเซียน โดยจะกำหนดปฏิญญาการเดินเรือสำราญร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมนโยบายการเดินเรือ และกฎเกณฑ์ในการเดินเรือ อีกทั้งยังได้หารือถึงประเด็นความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอาเซียน มุ่งเสนอแผนงานให้ความรู้ด้านอาหารที่สำคัญของแต่ละประเทศในอาเซียนแก่นักท่องเที่ยว ประเด็นสุดท้ายเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for all) ที่ประชุมเน้นย้ำว่า เป็นกลุ่มตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึง<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440">"การหารือในที่ประชุมด้านการท่องเที่ยว อาเซียนภายใต้งานอาเซียน ทัวริซึ่มฟอรั่ม มีข้อตกลงที่เป็นความร่วมมือการท่องเที่ยวหลายประเด็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมการท่องเที่ยวของอาเซียน" นายพงษ์ภาณุ กล่าว<br><br>แหล่งที่มา:      https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243632650/263fee4bae8974fd7093677e2d70d1f4/BCC98607_91AD_43C8_BAB1_89D633424757.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:11:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918551</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายพงษ์พันธ์ เบก่า ชั้นม.6/3 เลขที่25 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918943</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp;<strong>&nbsp;รฟท. ทำพิธีเปิดเดินขบวนรถไฟ </strong><a href="https://hilight.kapook.com/view/79214"><strong>หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ </strong></a><strong>เชื่อมโยงเส้นทางไทย-มาเลเซีย และสามารถต่อรถไฟไปสิงคโปร์ได้ ต้อนรับประชาคมอาเซียน<br></strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 21 ธันวาคม 2558 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ โดยจะมีการเดินขบวนแรกในวันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และเพื่อต้อนรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&nbsp;<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟร่วม 2 ประเทศ คือ สถานีปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซีย และที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย&nbsp; รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ โดยหลังจากที่มาเลเซียเปิดรถไฟฟ้าสถานีรางคู่มาถึงปาดังเบซาร์แล้ว จะทำให้การเดินทางจากปาดังเบซาร์สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังรัฐยะโฮร์บารู และเชื่อมรถไฟต่อไปยังสิงคโปร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น<br>แหล่งที่มา : สำนักงานข่าวINN</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243648533/dfeecd29863cef1c98ab7b8b8c73ecf5/ACECA998_B64A_4B4C_AF90_A45EEE73AACE.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:14:51 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224918943</guid>
      </item>
      <item>
         <title>วิริยะ  แก้วนาติ๊บ  6/3. เลขที่26</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919003</link>
         <description><![CDATA[<h1>การทำตลาดสินค้า ที่แตกต่าง</h1><div><br><strong>หลายวันก่อนได้มีโอกาสไปทานข้าวกับพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง คำถามที่ท่านถามมาว่า สินค้าอะไรที่ผ่านมา คุณกริชคิดว่าการทำตลาดในเมียนมายากที่สุดหินที่สุด</strong> ผมตอบโดยไม่ลังเลเลยครับว่า "ยาสีฟันดอกบัวคู่" ครับ ต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกจากใจเลยครับว่าหินมาก แต่ก็เกิดความภาคภูมิใจที่ได้เอาสินค้าที่คนไทยคิด คนไทยทำ ไปเกิดที่ต่างแดนอีกครั้งครับ ที่ผ่านๆ มา หลากหลายสินค้าที่ผมได้เอาสินค้าของคนไทยไปขายต่างแดนนั้น แต่ละแบรนด์มีความยากง่ายต่างกัน แต่ผมโชคดีที่สินค้าที่ผมเลือกนำไปขายต่างประเทศ ที่เป็นยี่ห้อของคนไทยแท้ๆ เช่น เครื่องดื่มกระทิงแดง ปลากระป๋องตราสามแม่ครัว เครื่องสำอางซาเล่ย์ ผักกาดดองซ่งเฮง ฯลฯ ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างสูง ที่ได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของสินค้านั้นๆ แต่ที่ผมมีความรู้สึกว่าเหนื่อยมากๆ ก็จะมียาสีฟันตราดอกบัวคู่นี่แหละครับ ที่หนักจริงๆ<br><br></div><div>ช่วงแรกทางกลุ่มผมนำยาสีฟันตราดอกบัวคู่ไปขายที่เวียดนาม ทำให้เราได้เห็นความพยายามของเจ้าของสินค้า คุณปิติ ลีเลิศพันธ์ (กรรมการ ผู้จัดการในขณะนั้น) อีกทั้งส่งพนักงานมือดี คุณสาธิต มาอยู่กับเราที่เวียดนาม จนกระทั่งดอกบัวคู่ขายได้เป็นที่รู้จักของชาวเวียดนาม ต่อมาทางคุณปิติได้ขอให้ผมช่วยเอายาสีฟันดอกบัวคู่ไปขายที่ เมียนมาอีกครั้ง ผมเองตอนแรกก็ค่อนข้างจะหนักใจ เพราะซาบซึ้งดีถึงความยากในการทำตลาด แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความเมตตาของเพื่อนได้ จึงต้องรับมาทำต่อที่เมียนมาครับ<br><br></div><div>ยาสีฟันทั่วไปนั้น สีเนื้อยาสีฟันสีขาว ส่วนยาสีฟันดอกบัวคู่นั้นสียาจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งแน่นอนว่าส่วนผสมของยาจะมีสมุนไพรไทยเราล้วนๆ 100% แต่ความเคยชินหรือพฤติกรรม ผู้บริโภคจะเข้าใจว่า ยาสีฟันที่จะเอาเข้าปากต้องขาวสะอาดเท่านั้น จึงเป็นการยากมากๆ ที่จะไปเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือพฤติกรรมเขาได้ อีกอย่างคือราคายาสีฟัน<br><br></div><div>ดอกบัวคู่เมื่อเทียบราคากับยาสีฟันสีขาวๆ ทั่วไป จะแพงกว่าประมาณ 20% ดังนั้นการที่จะขายให้กับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ และรายได้น้อย ต้องใช้ความพยายามอย่างสูง หรือออกแรงมากกว่าผมขายสินค้าตัวอื่นๆ อีกมากมาย เพราะที่เมียนมารายได้ประชากรต่อหัวไม่สามารถเทียบได้กับประเทศไทย หรืออาจจะน้อยที่สุดในกลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวีทั้งหมดก็ว่าได้ ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของผมคือ ต้องทำอย่างไรก็ได้ที่จะนำยาสีฟันดอกบัวคู่เข้าไปครองใจชาวเมียนมาให้ได้<br><br></div><div>หลังจากที่ได้ทดสอบและวิเคราะห์ตลาดเมียนมาอยู่เกือบปี ผมก็กลับไปพบคุณบัณฑิต ลีเลิศพันธ์ (กรรมการผู้จัดการคนปัจจุบัน) ซึ่งคุณบัณฑิต ก็ยังยืนยันมั่นใจในตัวผมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ผมจึงรับปากเพื่อนไปว่า "ยาสีฟันดอกบัวคู่ต้องขายได้ในเมียนมา" ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของผมคือทำอย่างไรที่จะทำให้ยาสีฟันสอดแทรกเข้าสู่ใจของคนเมียนมาให้ได้ งานนี้สู้ตายถวายหัว ต้องสำเร็จแน่นอนครับ<br><br><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536635">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536635</a></div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243639919/3940e18cab935ca4086be86630729ec4/00000E02201801220616184AAAAAAAAA.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:15:26 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919003</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวปวีณวัสสา ขันธนานันท์ เลขที่34</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919093</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://aec.kapook.com/view137257.html">         <mark>เรื่อง เปิดขบวนรถไฟ ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ เชื่อมรถไฟ 2 ประเทศรับ AEC</mark><br>     <strong> รฟท. ทำพิธีเปิดเดินขบวนรถไฟ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เชื่อมโยงเส้นทางไทย-มาเลเซีย และสามารถต่อรถไฟไปสิงคโปร์ได้ ต้อนรับประชาคมอาเซียน<br></strong><br>           วันที่ 21 ธันวาคม 2558 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ โดยจะมีการเดินขบวนแรกในวันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และเพื่อต้อนรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน <br><br>           ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟร่วม 2 ประเทศ คือ สถานีปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซีย และที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย  รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ โดยหลังจากที่มาเลเซียเปิดรถไฟฟ้าสถานีรางคู่มาถึงปาดังเบซาร์แล้ว จะทำให้การเดินทางจากปาดังเบซาร์สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังรัฐยะโฮร์บารู และเชื่อมรถไฟต่อไปยังสิงคโปร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น<br>   <strong>แหล่งที่มา : </strong></a>https://aec.kapook.com/view137257.html</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243638182/7ea352c8ec5afa727f46690fb17484d4/IMG_7221.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:16:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919093</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว อาริณี พิมลรักษาเกียรติ เลขที่39 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919378</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง</strong> องค์การอนามัยโลกชื่นชม ไทยจัดการเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้ดีที่สุดในเอเชีย</div><div><br></div><div>          ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อภายใต้บริบทของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศจัดขึ้น โดยมีผู้แทนจาก 11 ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกเข้าร่วม</div><div> </div><div>เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างเสริมสุขภาพและการลดปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่ปัญหาโรคไม่ติดต่อและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของเครือข่ายด้านการจัดการ NCDs ระหว่างประเทศในภูมิภาค</div><div> </div><div>โดย ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นับเป็นวิกฤตที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนทั้งระดับประเทศและนานาชาติ ในแต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึง 16 ล้านคนจากโรคหัวใจ ปอด โรคหลอดเลือดในสมอง โรคมะเร็งและโรคเบาหวาน ร้อยละ 80 มาจากประชากรในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางอย่างประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก</div><div> </div><div>จึงเป็นที่มาของการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2573 การป้องกันและควบคุม NCDs ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน โดยเฉพาะหน่วยงานท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด เพื่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพ</div><div> </div><div>ทั้งนี้ ประเทศไทยมีการรณรงค์มีการเก็บภาษีบาป มีกฎหมายเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีรสหวานและเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ช่วยกันในการรณรงค์โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศประเทศไทยมีการจัดการเรื่อง NCD ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จาก 8 คะแนนในปี 2015 เป็น 12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 19 คะแนน ในปี 2017 ซึ่งเทียบเท่ากับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์และดีที่สุดในเอเชีย</div><div> </div><div>ก็ตามต้องร่วมมือกันทำให้ประชาชนรับรู้ถึงความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งไม่มีใครเป็นหมอได้ดีที่สุดเท่ากับตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเอง แต่ละคนต้องเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเริ่มเดี๋ยวนี้</div><div> </div><div><strong>สรุป</strong> ประเทศไทยมีการรณรงค์มีการเก็บภาษีบาป มีกฎหมายเพิ่มภาษีเครื่องดื่มที่มีรสหวานและเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ช่วยกันในการรณรงค์โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศประเทศไทยมีการจัดการเรื่อง NCD ได้คะแนนเพิ่มขึ้น จาก 8 คะแนนในปี 2015 เป็น 12 คะแนน จากคะแนนเต็ม 19 คะแนน ในปี 2017 ซึ่งเทียบเท่ากับประเทศฟินแลนด์และนอร์เวย์และดีที่สุดในเอเชีย</div><div><br><strong>แหล่งข้อมูล</strong>  สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์</div><div><br></div><div><strong>รูปภาพ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257082799/d79ca5a58e0b005afb351c5ef24290cc/67C7F290_3E15_422C_9CC0_EAEEF6D131AB.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:19:06 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919378</guid>
      </item>
      <item>
         <title>เมธา จำปาศรี. เลขที่40</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919870</link>
         <description><![CDATA[<h1><strong>แนวทางลงทุนกัมพูชา หลังเลิกภาษีซ้ำซ้อน</strong></h1><div><br><br><br>ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลบังคับใช้สมบูรณ์แล้วเมื่อวันที่ 1  ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับอานิสงส์จากความตกลงดังกล่าวแล้ว การที่ประชาชนชาวกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าจากประเทศไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น<br><br></div><div>ยิ่งปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศกัมพูชาจะมีการขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยอัตราการเติบโตที่ประมาณ 7.1% ขณะที่ภาพรวมจีดีพีของภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่าเติบโตสูงกว่าจีดีพีที่คาดการณ์กันว่าจะเติบโต อยู่ที่ประมาณ 4-4.2% จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งหันไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา<br><br></div><div>จีรนันท์ วงษ์มงคล ผู้แทนการค้า สำนักงานตัวแทนส่งเสริมการค้า ณ จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) กล่าวว่า ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสัดส่วนของประชากรประมาณ 65% ยังเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับวัฒนธรรมและสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้าไปทำตลาด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา<br><br></div><div>จากโอกาสธุรกิจที่ดีดังกล่าว จีรนันท์ จึงได้มีการตั้งบริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) ขึ้นมา เพื่อจับมือร่วมกับผู้ประกอบการไทยนำธุรกิจไทยเข้าไปขยายในประเทศกัมพูชา โดยธุรกิจแรกที่จะนำเข้าไปทำตลาดภายใต้การดูแลของบริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) คือ การรับสิทธิมาสเตอร์ แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิล จากบริษัท บางจาก รีเทล เข้าไปเปิดให้บริการสาขาแรกที่เมืองเสียมราฐ ตามด้วยสาขาที่กรุงพนมเปญ ซึ่งจะเป็นสาขาแฟล็กชิปสโตร์ คาดว่าภายในไตรมาส แรกนี้จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ โดยภายใน 5-10 ปีคาดการณ์ว่าการขยายธุรกิจของร้านอินทนิลในประเทศกัมพูชาต้องมีมากกว่า 100 สาขาอย่างแน่นอน<br><br></div><div>จีรนันท์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของร้านกาแฟอินทนิลในประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์ ประกอบกับชื่อเสียงของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจขอรับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิลไปขยายเครือข่ายในกัมพูชา<br><br></div><div>ก่อนหน้าที่ร้านอินทนิลจะเข้าไปขยายธุรกิจร้านกาแฟในประเทศกัมพูชา ร้านแบล็คแคนยอน ก็ได้ล่วงหน้าเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาแล้ว โดยปัจจุบันร้านแบล็คแคนยอนมีสาขาเปิดให้บริการที่ประเทศกัมพูชาแล้วประมาณ 5 สาขา และภายใน 5 ปีนับจาก ประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) คาดว่าจะเปิดร้านแบล็คแคนยอนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30 สาขา<br><br></div><div>เช่นเดียวกับธุรกิจร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ที่หันมาเปิดเกมรุกขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น ภายหลังจากมอบสิทธิการขายแฟรนไชส์ให้กับบริษัท ปตท. (กัมพูชา) หรือพีทีวีซีแอล เป็นตัวแทนขยายธุรกิจอย่างเป็นทางการ จากแนวทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ปัจจุบันร้านคาเฟ่อเมซอนมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการในประเทศกัมพูชามากกว่า 70 สาขา โดยปัจจัยที่ทำให้ ปตท.หันมาลุยขยายสาขาในประเทศกัมพูชาเป็นพิเศษ เนื่องจากกัมพูชาถือเป็นประเทศที่สร้างสถิติยอดขายให้สูงสุด เห็นได้จากยอดขายต่อวันที่ทำได้เฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 1,300-1,400 แก้ว ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยเฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 700-800 แก้ว<br><br></div><div>นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจอาหารอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ก็ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาเช่นกัน ด้วยการวางแผนซื้อที่ดินเพิ่มอีกประมาณ 4 ไร่ เพื่อขยายพื้นที่โรงงานแห่งเดิมในกรุงพนมเปญให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก<br><br></div><div>พิพัฒ พะเนียงเวทย์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า กล่าวว่า มาม่าที่ขายในประเทศกัมพูชาได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากคนกัมพูชามีความชื่นชอบในสินค้าไทย จึงทำให้ยอดขายมาม่าในประเทศกัมพูชามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมาม่าในประเทศกัมพูชามียอดขายเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 80%<br><br></div><div>ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก ห้างแม็คโคร ก็ได้เข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา ด้วยการเปิดสาขาที่กรุงพนมเปญ หลังจากเปิดให้บริการวันแรกไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี<br><br></div><div>ด้านธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่างบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็เตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา ปี 2561 นี้เตรียมลุยเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา เพื่อเอาใจคอหนังกัมพูชาให้ได้ชมหนังดีเหมือนคนไทย<br><br></div><div>การเปิดประเทศของกัมพูชา หากศึกษาช่องว่างและโอกาสธุรกิจให้ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าเข้าไปลงทุน ต่อยอดจากเมืองไทย<br><br></div><div><br><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536116">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536116</a><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243639919/05202936d085f612dcae5e3a26dcec5f/1DE768507D03474E842794D8EE9F7CAC__1_.jpg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:24:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224919870</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.บ.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224920549</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 02:31:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224920549</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.พัชนี  ปอแฉ่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224920561</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 02:31:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224920561</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว พัชณี ปอแฉ่  เลขที่35  ชั้นม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224922033</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง</strong> ประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ นัดแรก</div><div><br></div><div>        พลเรือเอกณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรก โดยกล่าวว่าที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศของคณะกรรมการที่กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการที่ถูกกล่าวหา หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ ต้องรายงานให้คณะกรรมการรับทราบ โดยมีจุดประสงค์ต้องการเร่งรัดการดำเนินการตรวจสอบ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสนใจและสอดส่องดูแลพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ หากมีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการตรวจสอบ ติดตาม และรายงานให้กับคณะกรรมการทราบในทุกระยะ หากผู้บังคับบัญชาเพิกเฉยจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย</div><div> </div><div>ทั้งนี้ ในการประชุมได้พิจารณาถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตรวจสอบจากสถิติที่รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2556 - 2558 ซึ่งมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ทั้งหมด 1,271 คดี และเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง 8 คดี มีผู้ต้องหา 35 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน โดยในที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของการทำงาน รวมถึงเร่งรัดในบางเรื่องที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาธุรการและการประสานงาน</div><div> </div><div><strong>สรุป</strong> การประชุมได้พิจารณาถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตรวจสอบจากสถิติที่รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2556 - 2558 ซึ่งมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ทั้งหมด 1,271 คดี และเป็นคดีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง 8 คดี มีผู้ต้องหา 35 คน ประกอบด้วย ข้าราชการทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน โดยในที่ประชุมได้หารือถึงการดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของการทำงาน รวมถึงเร่งรัดในบางเรื่องที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะปัญหาธุรการและการประสานงาน</div><div> </div><div> <strong>แหล่งข้อมูล</strong> สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์</div><div><br></div><div><strong>รูปภาพ</strong></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/257082799/e20ce07bb1eb1bc7080d480a4831f0d6/300530B5_E45E_45EA_8894_F9CF35310F64.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-26 02:43:48 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224922033</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.วิญาดา ธรรมนูญ เลขที่36 ชั้นม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224947896</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><mark>หัวข้อข่าว</mark></strong> ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา<a href="http://www.aseanthai.net/images/article/news7912/n20180124143746_144997.jpg"><figure class="attachment attachment--preview"><img src="http://www.aseanthai.net/images/article/news7912/t20180124143751_144997.jpg" width="250" height="142"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></a> | นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ร่วมกับประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ในการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพาราในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2561 คิดเป็นจำนวนรวมประมาณ 350,000 ตัน เป็นการลดปริมาณยางพาราในตลาดโลกลงอย่างเฉียบพลัน  </div><div> | โดยทั้งสามประเทศจะใช้กฎหมายในการดำเนินการของแต่ละประเทศสมาชิกอย่างจริงจัง อย่างกรณีประเทศไทย ได้ออกประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดปริมาณจัดสรรเนื้อยางสำหรับการส่งออก พ.ศ.2561 โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 และประเทศมาเลเซียจะดำเนินการภายใต้ Malaysia Rubber Board ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการส่งออกเช่นเดียวกับประเทศไทย ทั้งนี้ แต่ละประเทศจะมีสัดส่วนในการควบคุมการส่งออก ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณพื้นที่ปลูกและผลิตของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยจะลดสัดส่วนการส่งออกยางอยู่ที่ประมาณ 2.3 แสนตัน ทั้งสามประเทศจะดำเนินการอย่างจริงจังภายใต้กฎหมายในการควบคุมที่ใช้มาตรการดังกล่าวของแต่ละประเทศ</div><div> | ทั้งนี้ ระหว่างการจำกัดลดส่งออกยาง ใน 3 เดือนนั้น (มกราคม-มีนาคม 2561) มีมาตรการออกมาผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบเพื่อบรรเทาผลกระทบผู้ประกอบการในมาตรการต่าง ๆ อาทิ โครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ เป้าหมาย 2 แสนตัน โดยมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกระทรวงพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อก พร้อมทั้งหาราคาต้นทุนที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ร้องเรียนขอความเป็นธรรมที่รับผลกระทบจากนโยบายลดการส่งออกด้วยทุกราย <br><strong><mark>แหล่งที่มาของข้อมูล :  </mark></strong>สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-26 07:29:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/224947896</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ภัณฑิลา เลาะปู เลขที่ 42 ม.6/3 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/225262016</link>
         <description><![CDATA[<pre><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><strong><mark>หัวข้อข่าว&nbsp;</mark></strong></a><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><mark>อาเซียนเร่งทำคู่มือดึงดูดลงทุนรายประเทศ</mark></a><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><strong><mark>สรุปเนื้อหาข่าว</mark></strong><mark>&nbsp;<br></mark><strong><mark>อาเซียนเดินหน้าจัดทำคู่มือการลงทุนรายประเทศ หวังดึงดูดการ ลงทุนท่องเที่ยวจากประเทศเป้าหมาย<br></mark></strong><mark>นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านการท่องเที่ยวอาเซียนภายใต้งานอาเซียน ทัวริซึ่ม ฟอรั่ม 2018 มีประเด็นสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.ประเด็นการจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียนเป็นรายประเทศ 2.ความสำเร็จของแคมเปญ "Visit ASEAN @50" 3.ปฏิญญาการเดินเรือสำราญอาเซียน 4.ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอาเซียน (ASEAN Gastronomy Tourism) และ 5.การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for all) โดยผลการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสภาคการท่องเที่ยวอาเซียน ได้เสนอต่อที่ ประชุมรัฐมนตรีการท่องเที่ยวอาเซียน และ มีมติเห็นชอบแล้ว<br></mark></a><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><mark>สำหรับประเด็นการจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียน มีจุดประสงค์หลักเพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศผู้ลงทุนเป้าหมาย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยที่ผ่านมาพบว่าภาคส่วนการท่องเที่ยวของประเทศในอาเซียนเติบโตสูง แต่การลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังมีต่ำ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว สนามบิน และท่าเรือ อาทิ เมียนมา กัมพูชา และลาว จำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน ขณะที่ไทยและสิงคโปร์ เน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้งนี้การจัดทำคู่มือการลงทุนในอาเซียนจะแยกเป็นรายประเทศ แบ่งเป็นหมวดหมู่ อาทิ การลงทุนกลุ่มโรงแรม การลงทุนกลุ่มร้านอาหาร เป็นต้น โดยเน้นรูปแบบการลงทุนที่เอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐ<br></mark></a><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><mark>นอกจากนี้ ที่ประชุมได้กล่าวถึงความสำเร็จของแคมเปญ "Visit ASEAN @50" ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศอาเซียน ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวยังภูมิภาค ในวาระครบรอบ 50 ปีอาเซียนในปีที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 2560 เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2559 เป็น 126 ล้านคน จาก 115 ล้านคน การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งความสำเร็จมาจากความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียนและความร่วมมือจากภาคเอกชน<br></mark></a><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><mark>อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังกล่าวถึงการเดินเรือสำราญในอาเซียน โดยจะกำหนดปฏิญญาการเดินเรือสำราญร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมนโยบายการเดินเรือ และกฎเกณฑ์ในการเดินเรือ อีกทั้งยังได้หารือถึงประเด็นความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอาเซียน มุ่งเสนอแผนงานให้ความรู้ด้านอาหารที่สำคัญของแต่ละประเทศในอาเซียนแก่นักท่องเที่ยว ประเด็นสุดท้ายเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for all) ที่ประชุมเน้นย้ำว่า เป็นกลุ่มตลาดสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึง<br></mark></a><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440"><mark>"การหารือในที่ประชุมด้านการท่องเที่ยว อาเซียนภายใต้งานอาเซียน ทัวริซึ่มฟอรั่ม มีข้อตกลงที่เป็นความร่วมมือการท่องเที่ยวหลายประเด็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมการท่องเที่ยวของอาเซียน" นายพงษ์ภาณุ กล่าว<br><br></mark><strong><mark>แหล่งที่มา<br></mark></strong><mark>https://www.posttoday.com/biz/aec/news/537440</mark></a><strong><mark><br></mark></strong><br></pre><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637747/c5ba24cb05aa86970e19bb5ea2434e59/3CC6A774_A4DF_4511_BB2F_0DAD43AC8829.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-27 03:58:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/225262016</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ผู้นำอาเซียนประกาศเลื่อนเปิด AEC เป็น 31 ธ.ค. 58</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/226480306</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ประกาศเลื่อนเปิด AEC เป็น 31 ธันวาคม 2558 เหตุยังตกลงกันเรื่องข้อตกลงและขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ได้</strong><br><br>            เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้นำอาเซียนประกาศเลื่อนเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ออกไปอีก 12 เดือน เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2558 เพราะยังมีขั้นตอนและข้อตกลงอีกหลายอย่างที่ไม่สามารถตกลงกันได้<br><br>            รายงานระบุว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้น ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ผู้นำชาติอาเซียนได้ลงความเห็นว่าจำเป็นต้องเลื่อนกำหนดการเปิด<strong>ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) </strong>หรือ <strong>AEC </strong>ออกไปอีก จากเดิมที่มีกำหนดเปิดวันที่ 1 มกราคม 2558 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แทน ส่วนสาเหตุที่ต้องเลื่อนกำหนดการออกไปนั้น ก็เพราะตอนนี้ยังมีข้อตกลงและขั้นตอนอีกหลายขั้นตอนที่ยังไม่อาจตกลงกันได้ อาทิ เรื่องภาษีอากรสินค้า กฎการลงทุน และการตรวจลงตรา เป็นต้น ขณะที่ผู้นำของบางประเทศก็ยังมีความกังวลว่า ถ้าหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว อาจส่งผลให้ประเทศได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องขยายเวลาออกไปก่อนดังกล่าว<br><a href="https://aec.kapook.com/view107028.html">https://aec.kapook.com/view107028.html</a><br><br>น.ส.ปาริฉัตร ภูริจารุยางกุล เลขที่ <br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243983309/3e4fe2e30cb0ab6c04a3e981eeefe80c/received_144034756401913.png" />
         <pubDate>2018-01-31 10:14:39 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/226480306</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายนที นิวงษา ชั้นม.6/3 เลขที่ 24</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234105936</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง </strong>เปิดขบวนรถไฟ ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ เชื่อมรถไฟ 2 ประเทศรับ AEC<br>รฟท. ทำพิธีเปิดเดินขบวนรถไฟ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์เชื่อมโยงเส้นทางไทย-มาเลเซีย และสามารถต่อรถไฟไปสิงคโปร์ได้ ต้อนรับประชาคมอาเซียน<br>           วันที่ 21 ธันวาคม 2558 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ โดยจะมีการเดินขบวนแรกในวันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และเพื่อต้อนรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน <br>           ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟร่วม 2 ประเทศ คือ สถานีปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซีย และที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย  รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ โดยหลังจากที่มาเลเซียเปิดรถไฟฟ้าสถานีรางคู่มาถึงปาดังเบซาร์แล้ว จะทำให้การเดินทางจากปาดังเบซาร์สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังรัฐยะโฮร์บารู และเชื่อมรถไฟต่อไปยังสิงคโปร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเส้นทางดังกล่าวจะใช้การทั้งด้านเดินรถสินค้า และด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนการโดยสารรถไฟในเขตประเทศไทยก่อนผ่านแดนไปยังสถานีปาดังเบซาร์นั้น จะใช้งานที่จุดหยุดรถ สทล.973.31 เป็นเพียงที่หยุดรถก่อนเข้าเขตแดนมาเลเซีย แต่ไม่สามารถจำหน่ายตั๋ว หรือขนส่งสินค้าชนิดหีบห่อได้อย่างสะดวก เนื่องจากการรถไฟฯ มาเลเซีย (KTMB) มีการเปิดเดินขบวนรถด่วนไฟฟ้า (ETS) จากสถานีสำคัญ ๆ มาปลายทางยังสถานีปาดังเบซาร์ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย การรถไฟฯ จึงอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะใช้บริการรถไฟฟ้าด่วน ETS ที่สถานีปาดังเบซาร์เท่านั้น<br>           สำหรับรถไฟขบวนพิเศษนี้ มีทั้งสิ้น 4 ขบวน ไป-กลับ 2 คัน 128 ที่นั่ง ราคาค่าโดยสาร 80 บาทต่อคน โดยจุดขายตั๋วและจุดจอดของรถไฟจะมี 3 สถานีคือ ชุมทางหาดใหญ่ สถานีรถไฟคลองแงะ และสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ 2 ฝั่งไทย ซึ่งผู้ที่ต้องการเดินทางไปสถานีปาดังเบซาร์ ฝั่งมาเลเซีย ต้องผ่านด่านศุลกากรก่อน แล้วจึงต่อขบวนรถไฟไปได้ทันที<br><strong>แหล่งที่มา<br></strong><a href="https://aec.kapook.com/view137257.html"><strong>https://aec.kapook.com/view137257.html</strong></a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/266255207/87da508e445bda0be341e28e104a530a/train2.jpg" />
         <pubDate>2018-02-22 08:02:52 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234105936</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณัฐกานต์ บุญเพิ่ม ม.6/3 เลขที่32</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234107215</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 08:10:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234107215</guid>
      </item>
      <item>
         <title> เรื่อง วัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านจุดขายท่องเที่ยวอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 04.00 น.</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234107880</link>
         <description><![CDATA[<div>การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC เมืองที่อยู่ติดชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีข้อได้เปรียบได้หลายอย่างที่เป็นจุดแข็งในด้านการค้าการท่องเที่ยวเพราะเป็นเมืองหน้าด่านเมืองแรกที่ทั้งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองชายแดนไทยกับมาเลเซีย หากมองในภาพรวมของมูลค่าการนำส่งออกในแต่ละปีสูงที่สุดของประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังมีจุดเล็ก ๆ ที่เป็นการค้าในระดับท้องถิ่นหรือแม้แต่ธุรกิจในครัวเรือนที่ปรับตัวและพัฒนารูปแบบสินค้าหรือนำเอาเอกลักษณ์ประจำถิ่นมาเป็นจุดขายจนประสบความสำเร็จได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเวลาอันรวดเร็ว<br>ที่มา: https://www.dailynews.co.th/article/625182</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 08:14:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234107880</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ฤทัย มูลกาศ เลขที่7 ชั้น ม.6/</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234111996</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไทย – สปป.ลาว มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตร่วมกันต่อไป<br></strong>วันนี้ (22 ก.พ.61) พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำ ดร. บุนทอง จิดมะนี รองนายกรัฐมนตรีและประธานองค์การตรวจตรารัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (SIAA) เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเดินทางเยือนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต<br><br>นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ไทย – สปป.ลาว มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดตลอดมา ซึ่งช่วยให้การทำงานระหว่างสองประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะที่รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ยืนยันถึงความสัมพันธ์อันเข้มแข็งตลอดระยะเวลา 67 ปี ที่มีพัฒนาการอย่างเป็นระบบเรื่อยมา โดยหวังว่าทั้งสองประเทศจะสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่มีอยู่นี้ต่อไป <br><br>ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างรอบด้าน และมี ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานหลักฝ่ายไทยที่ร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในด้านนี้กับ SIAA อย่างแข็งขันเสมอมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองหน่วยงานจะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันทุกระดับ ทั้งทวิภาคี พหุภาคี และอาเซียน เพื่อต่อยอดไปสู่การดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองหน่วยงานเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ <br><br>โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายแสดงความประทับใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะความใกล้ชิดและความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีประสงค์ให้ไทยและ สปป.ลาว เติบโตอย่างเข้มแข็งไปด้วยกัน (Stronger Together) และจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Left No One Behind) ซึ่งเป็นหลักคิดสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน<br><strong> แหล่งที่มา<br></strong><a href="http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=8011&amp;filename=index"><strong>http://www.aseanthai.net/</strong></a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/266261332/adf56689d39aca6c1987f8e29db52182/t20180222121328_147076.jpg" />
         <pubDate>2018-02-22 08:32:40 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234111996</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ทองศิริ ชุ่มเมืองเย็น ม.6/3 เลขที่ 16</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234114088</link>
         <description><![CDATA[<h1><strong><mark>ไทยขับเคี่ยวอี-คอมเมิร์ซ แข่งประเทศเพื่อนบ้าน</mark></strong></h1><div>&nbsp; บริษัท iPrice ซึ่งเป็นบริษัทอี-คอมเมิร์ซใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล็งเห็นถึงการแข่งขันที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของทั้งสามประเทศในตลาดอี-คอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จึงได้จัดทำการศึกษาตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม และได้พบผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้<br>จากผลการศึกษาพบว่า ประเทศมาเลเซียมีจำนวนผู้แข่งขันจากต่างประเทศกว่า 24% โดยประเทศไทยมีเพียง 18% และเวียดนาม 14% แสดงให้เห็นว่ามาเลเซียค่อนข้างเปิดรับ การลงทุนจากต่างชาติและมาเลเซีย ถือเป็นฮับในการทำตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากมาเลเซียมีนโยบาย MSC หรือ Multimedia Super Corridor ที่จะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ<br>จากการสำรวจพบว่าร้านค้าประเภทแฟชั่นในประเทศไทยนั้นนิยมใช้โซเชียลมีเดียในการสื่อสารกับผู้บริโภคมากกว่าการใช้เว็บไซต์ เนื่องจากโซเชียลมีเดียสามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างรวดเร็วและสามารถปิดการขายได้ด้วยการติดต่อผ่างทางเมสเซจ หรือไลน์ ค่อนข้างสะดวกและไม่ซับซ้อนเหมือนการใช้เว็บไซต์<br>บริษัท Google และ Temasek ได้จัดทำการศึกษาตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าในปี 2558 ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยถือเป็นตลาดที่เล็กที่สุดเมื่อเทียบกับมาเลเซียและเวียดนาม จากการคาดการณ์ในอีก 8 ปีนับจากนี้ (พ.ศ. 2568) ตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยอัตราเติบโต 29% ต่อปี จนมีขนาดใหญ่กว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซของประเทศมาเลเซียและเวียดนาม โดยจะขึ้นเป็นที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งประเทศไทยจะมีขนาดอยู่ที่ 11.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 8,200 ล้านดอลลาร์ และเวียดนาม 7,500 ล้านดอลลาร์<br>&nbsp; จากการคาดการณ์นี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับนักช็อปออนไลน์ใน 3 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ตัวเลขการเติบโตนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเข้าถึงตัวเลือกที่มีมากขึ้นและคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีขึ้นด้วยนั่นเอง เนื่องจากร้านค้าในตลาดอี-คอมเมิร์ซจะต้องแข่งขันกันมากขึ้นเพื่อขึ้นเป็นหนึ่งในใจของผู้บริโภค<br><br></div><div><mark>ขั้นตอนการศึกษาเพิ่มเติม : iPrice Insights</mark><br>แหล่งที่มา <a href="https://www.posttoday.com/aec/scoop/524688">https://www.posttoday.com/aec/scoop/524688</a></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 08:42:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234114088</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย อภิสิทธิ์  ทองแฉล้ม. ชั้นม.6/3. เลขที่19</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234121353</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไทยจับมือจีน<br><br></strong>โดย ปิยนุช ผิวเหลือง<br>ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้สินค้าและบริการที่ออกมาจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ใส่เข้าไปเพื่อสร้างความต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แข่งขันได้ ดังนั้นไทยกับจีนจึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรม สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนแห่งแรกในไทย หวังปั้นบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมระหว่างประเทศ<br><br>สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่า การร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (ซีเอเอส) ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในการขยายสาขาของซีเอเอสในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างจีนกับไทย ซึ่งต้องการผลักดันให้ไทยเป็นกลางด้านการพัฒนานวัตกรรมในอาเซียน<br><br>ทั้งนี้ สาเหตุที่กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนนั้น เนื่องจากไทยมีพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลาง ในภูมิภาคอาเซียน และจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาพัฒนา อีกทั้งไทยมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับจีนมายาวนาน ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู)ความร่วมมือด้านแหล่งทุนเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้ามชาติ ระหว่างซีเอเอสกับบริษัท ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ (CCB) และเอ็มโอยูความร่วมมือด้านแหล่งทุนและการลงทุนเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้ามชาติ ระหว่างซีเอเอสกับกองทุนซิลค์ โรด (เซี่ยงไฮ้) เป็นต้น<br><br>ด้าน เจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพฯ) สนับสนุนว่า การที่สถาบันฯ เลือกมาตั้งในกรุงเทพฯ เพราะไทยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี ซึ่งจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของซีเอเอส โดยไทยเป็นประเทศแรกที่ซีเอเอสเข้ามาจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและความร่วมมือในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้าที่ซีเอเอสขยายสาขาในต่างประเทศแล้ว 8 แห่ง แต่เป็นการตั้งสถาบันการวิจัยเท่านั้น<br><br>นอกจากนี้ ในปีนี้ไทยกับจีนยังมีการลงนามเอ็มโอยูเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกันอีกหลายฉบับ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ได้แก่ ความร่วมมืองานเทคโนโลยีชีวภาพระหว่างสถาบันวิจัยเชื้อจุลินทรีย์ภายใต้ซีเอเอสร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติและสถาบันวิจัยแห่งชาติ ความร่วมมือด้านเกษตรกรรมเชิงหน้าที่ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนกับสถาบันวิจัยแห่งชาติไทย<br><br>สำหรับด้านการแพทย์มีความร่วมมือวิจัยเครื่องตรวจวิเคราะห์โรค เบาหวานระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาการฟิสิกส์นครเหอเฝย ภายใต้ซีเอเอส ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเผยแพร่การประยุกต์ใช้และสาธิตการใช้อุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์โรคเบาหวานแบบไร้แผล<br><br>ขณะที่ความร่วมมือของภาครัฐจีนกับภาคเอกชน ได้แก่ ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่โพแทสเซียม เพื่อใช้ประโยชน์เหมือนแร่โพแทสเซียมในประเทศไทย และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภาคเศรษฐกิจ<br><br>ด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างไทยกับจีน เป็นเหตุผลที่ทำให้จีนเล็งเห็นศักยภาพ และไว้วางใจจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ณ กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกนั้นเอง<br><strong>แหล่งที่มา</strong><a href="https://www.posttoday.com/aec/scoop/530606">https://www.posttoday.com/aec/scoop/530606</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 09:15:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234121353</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส. สุกัญญารัตน์ พ่วงทับทิม ชั้นม.6/3 เลขที่ 21</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234131182</link>
         <description><![CDATA[<div>  <strong>เรื่อง รฟท. ทำพิธีเปิดเดินขบวนรถไฟ </strong><a href="https://hilight.kapook.com/view/79214">หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ </a><strong>เชื่อมโยงเส้นทางไทย-มาเลเซีย และสามารถต่อรถไฟไปสิงคโปร์ได้ ต้อนรับประชาคมอาเซียน<br><br></strong> วันที่ 21 ธันวาคม 2558 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นประธานเปิดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์-หาดใหญ่ โดยจะมีการเดินขบวนแรกในวันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) ซึ่งเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และเพื่อต้อนรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน <br><br>           ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางรถไฟสายดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดสถานีรถไฟร่วม 2 ประเทศ คือ สถานีปาดังเบซาร์ ตั้งอยู่ในเขตของสหพันธรัฐมาเลเซีย และที่ตั้งอยู่ในฝั่งไทย  รวมทั้งเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูงจากมาเลเซีย-สิงคโปร์ โดยหลังจากที่มาเลเซียเปิดรถไฟฟ้าสถานีรางคู่มาถึงปาดังเบซาร์แล้ว จะทำให้การเดินทางจากปาดังเบซาร์สู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังรัฐยะโฮร์บารู และเชื่อมรถไฟต่อไปยังสิงคโปร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น</div><div><figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://img.kapook.com/u/2015/klangjai/December/train1.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br>      โดยเส้นทางดังกล่าวจะใช้การทั้งด้านเดินรถสินค้า และด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนการโดยสารรถไฟในเขตประเทศไทยก่อนผ่านแดนไปยังสถานีปาดังเบซาร์นั้น จะใช้งานที่จุดหยุดรถ สทล.973.31 เป็นเพียงที่หยุดรถก่อนเข้าเขตแดนมาเลเซีย แต่ไม่สามารถจำหน่ายตั๋ว หรือขนส่งสินค้าชนิดหีบห่อได้อย่างสะดวก เนื่องจากการรถไฟฯ มาเลเซีย (KTMB) มีการเปิดเดินขบวนรถด่วนไฟฟ้า (ETS) จากสถานีสำคัญ ๆ มาปลายทางยังสถานีปาดังเบซาร์ เพื่อเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย การรถไฟฯ จึงอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะใช้บริการรถไฟฟ้าด่วน ETS ที่สถานีปาดังเบซาร์เท่านั้น<br><br>           สำหรับรถไฟขบวนพิเศษนี้ มีทั้งสิ้น 4 ขบวน ไป-กลับ 2 คัน 128 ที่นั่ง ราคาค่าโดยสาร 80 บาทต่อคน โดยจุดขายตั๋วและจุดจอดของรถไฟจะมี 3 สถานีคือ ชุมทางหาดใหญ่ สถานีรถไฟคลองแงะ และสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ 2 ฝั่งไทย ซึ่งผู้ที่ต้องการเดินทางไปสถานีปาดังเบซาร์ ฝั่งมาเลเซีย ต้องผ่านด่านศุลกากรก่อน แล้วจึงต่อขบวนรถไฟไปได้ทันที<figure class="attachment attachment--preview"><img src="https://img.kapook.com/u/2015/klangjai/December/train2.jpg" width="500" height="360"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><strong>ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป กำหนดให้มีขบวนรถหยุดเพื่อการโดยสาร ดังนี้<br>แหล่งที่มา: </strong><a href="https://aec.kapook.com/view137257.html"><strong>https://aec.kapook.com/view137257.html</strong></a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 09:50:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234131182</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาววรดา วงค์อำนาจ ชั้น ม.6/3 เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234134962</link>
         <description><![CDATA[<div>นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๕ – ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ที่สิงคโปร์ โดยที่ประชุมฯ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่อาเซียนจะให้ความสำคัญในปี ๒๕๖๑ และแนวทางในการเสริมสร้างและขับเคลื่อนประชาคมอาเซียน ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างประเทศ นโยบายในการดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมสถาปัตยกรรมในภูมิภาคที่เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสำหรับการเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความเข้าใจอันดี และความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม</div><div>&nbsp;</div><pre>ในการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้เห็นชอบแนวคิดริเริ่มของสิงคโปร์ในการสนับสนุนความแข็งแกร่งของอาเซียนโดยมีนวัตกรรมนำ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดในการจัดทำเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับข้อริเริ่มของสิงคโปร์ในการเป็นประธานอาเซียนในเรื่องอื่น ๆ ได้แก่ การจัดทำวิสัยทัศน์ผู้นำอาเซียนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนโดยมีนวัตกรรมนำ และแถลงการณ์ผู้นำอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีเจตนารมย์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอาเซียนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประชาคมอาเซียน </pre><div><br>แหล่งที่มา<br><a href="http://www.mfa.go.th/asean/th/news">http://www.mfa.go.th/asean/th/news</a></div><div>&nbsp;</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/266271613/5d17ae0313d7c16f942ebb7b044b8290/E6C7CA55_5E94_40AA_80E5_40B55D49DBD0.jpeg" />
         <pubDate>2018-02-22 10:03:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234134962</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชมพูนุช ภิระบรรณ เลขที่ 3 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234136806</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>กระทรวงแรงงาน จัดตั้ง กองอาเซียน ขึ้นเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ และเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (AEC) ลุยงานแรก มิ.ย.นี้ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่างด้าว</strong><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้จัดตั้งกองอาเซียนขึ้น ภายใต้การดูแลของสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยกองอาเซียนจะมีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ นโยบาย ข้อเสนอแนะ แนวทางการดำเนินงานด้านแรงงานในกรอบอาเซียน รวมทั้งดำเนินการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ขณะเดียวกันทำหน้าที่ประสานความร่วมมือด้านแรงงาน และความร่วมมือในกรอบพหุภาคีอื่น ๆ รวมถึงงานพิธีการต่าง ๆ ในกรอบความร่วมมืออาเซียน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานในคณะกรรมการด้านความร่วมมือในกรอบอาเซียนและกรอบความร่วมมือพหุภาคีอื่น ๆ และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ปลัดกระทรวงแรงงานมอบหมาย<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมยกร่างตราสารอาเซียน เพื่อร่วมกันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่างด้าว ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นงานแรกของกองอาเซียน ที่จะช่วยให้ทั้งแรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในประเทศไทยได้รับการคุ้มครองและแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศก็จะได้รับการคุ้มครองเช่นกัน<br>แหล่งที่มา <a href="https://aec.kapook.com/view86444.html">https://aec.kapook.com/view86444.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 10:10:37 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234136806</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายปวริศร ทรงถาวรทวี เลขที่ 17 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234166106</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news/541304"><strong>"พงษ์ภาณุ" เผยตัวเลขจีนเที่ยวไทยช่วงตรุษจีน ปี 2561 พุ่ง 3.13 แสนคน สะพัด 1.7 หมื่นล้าน เตรียมหารือคมนาคมขยายสนามบิน<br><br></strong>นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ยอดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 15-21 ก.พ. 2561 อยู่ที่ 3.13 แสนคน เพิ่มขึ้น 24.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สร้างรายได้รวม 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.3%<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news/541304">ทั้งนี้ คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการขยายสนามบิน แหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยจะนำการจองล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ (Online Booking) มาใช้มากขึ้น เพื่อลดความแออัด<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news/541304">"ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มสูงขึ้นมาจากเที่ยวบินที่มีมากถึง 2.06 หมื่นเที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% และนักท่องเที่ยวจีนจากเมืองรอง ในจีนมาเที่ยวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนก็บินตรงสู่เมืองรองของไทยมากขึ้น" นายพงษ์ภาณุ กล่าว<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news/541304">สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงเดือน ม.ค. 2561 พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 3.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 10.87% ก่อให้เกิดรายได้ 1.88 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.59% โดยนักท่องเที่ยวจากจีนยังเป็น กลุ่มที่เดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุด รองลงมาคือนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้ และยังพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและอินเดียเดินทางมาท่องเที่ยวไทยเพิ่มสูงขึ้น<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news/541304">ขณะที่ภาพรวมตัวเลขคนไทยออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศในปี 2560 พบว่า มีจำนวน 8.79 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.23% มีการใช้จ่ายรวม 2.76 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% โดยคนไทยเดินทางไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด 7.39 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.59% จำนวนนี้เป็นการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนรวมกัน 4.54 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.27% มีค่าใช้จ่ายรวม 9.06 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.97% เช่น ไปกัมพูชา 1.22 แสนคน เพิ่มขึ้น 57.53% สปป.ลาว 1.58 ล้านคน เพิ่มขึ้น 28.76% เมียนมา 2.27 แสนคน เพิ่มขึ้น 63.34% เวียดนาม 3.22 แสนคน เพิ่มขึ้น 23.99<br><strong>แหล่งที่มา </strong><br></a>https://www.posttoday.com/aec/news/541304</div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://www.posttoday.com/aec/news/541304" />
         <pubDate>2018-02-22 12:03:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234166106</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ศิริชนก ใจยะวงศ์ เลขที่14</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234171034</link>
         <description><![CDATA[<div><strong><em><mark>ไทยบรรลุข้อตกลงเปิดเส้นทางเดินรถไปลาวเพิ่ม รับอาเซียน</mark></em></strong><br><strong>กรมขนส่งทางบก บรรลุข้อตกลงธุรกิจเดินรถข้ามประเทศไปลาว รับอาเซียน ส่วนบริษัทรถเอกชน เล็งผุดเส้นทางเพิ่มจากทางน่าน ชี้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน&nbsp; </strong><br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 28 กรกฎาคม 2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการขนส่งทางบก ได้ทำข้อตกลงเรื่องการขนส่งทางถนน ระหว่างประเทศไทยและประเทศลาวแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องการเดินรถระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งในตอนนี้นั้นกำลังสำรวจเส้นทางการเดินรถเพิ่มเติม หลังจากที่ปัจจุบันมีอยู่แล้ว 14 เส้นทาง มีเส้นทางหลัก 10 เส้นทาง ดังนี้<br>&nbsp;<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. หนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. อุดรธานี-นครหลวงเวียงจันทน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ขอนแก่น-นครหลวงเวียงจันทน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. กรุงเทพฯ-นครหลวงเวียงจันทน์<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. อุบลราชธานี-ปากเซ<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6. มุกดาหาร-สะหวันนะเขต<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;7. นครพนม-ท่าแขก<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;8. เชียงใหม่-เชียงราย-บ่อแก้ว-หลวงน้ำทา-อุดมไชย-หลวงพระบาง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;9. อุดรธานี-หนองคาย-วังเวียง<br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;10. กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-ปากเซ<br>แหล่งที่มา<br><a href="https://aec.kapook.com/view94278.html">https://aec.kapook.com/view94278.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 12:21:49 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234171034</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.จินตนา ราวิชัย เลขที่30 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234177587</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>หัวข้อข่าว:การประชุมเชิงปฏิบัติการ “ASEAN-Australia Workshop: Future of Digital Transformation among ASEAN MSMEs”<br><br></strong>มื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ณโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร โดยมีนาย Paul Robilliard เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย นายสุริยา จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียน และนายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. ร่วมเปิดการประชุม และมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ากประเทศสมาชิกอาเซียนและออสเตรเลีย รวมถึงผู้แทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน จำนวน ๑๓๐ คน เข้าร่วมการประชุม<br>ผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองต่อการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของ MSMEs และเห็นพ้องกันว่า ปัจจุบัน MSMEs ยังคงเผชิญกับประเด็นท้าทายต่าง ๆ ในการเข้าสู่ยุคดิจิทัล เช่น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี การเข้าถึงเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในภาคธุรกิจจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและโอกาสทางธุรกิจให้มากยิ่งขึ้นด้มีการจัดทำข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของ MSMEs ในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย (๑) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม (๒) การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (๓) การส่งเสริมการเข้าถึงตลาดผ่านช่องทางต่าง ๆ (๔) การผลักดันนโยบายและกฎระเบียบที่เหมาะสม และ (๕) ส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการและทุนมนุษย์&nbsp; ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ จะถูกนำไปรายงานต่อที่ประชุม Business Summit ซึ่งเป็นการประชุมคู่ขนานของการประชุมสุดยอดอาเซียน – ออสเตรเลีย สมัยพิเศษ ระหว่างวันที่ 17 – 18 มีนาคม ๒๕๖๑ ณ นครซิดนีย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเข้าร่วมด้วย<br><strong>แหล่งที่มา:</strong><a href="http://www.mfa.go.th/asean/th/news/5702/86820-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E2%80%9CASEAN-Australia-Workshop:.html"><strong>http://www.mfa.go.th/asean/th/news/5702/86820-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E2%80%9CASEAN-Australia-Workshop:.html</strong></a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243661765/60ca60c5ebf1a06453b3c3d8d9ea90f0/20_00_46_news_other_20180221_100813_0.jpg" />
         <pubDate>2018-02-22 12:45:15 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234177587</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ชุลีกร ปิมปา เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234205977</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อข่าว อาเซียนรับซีโอซีทะเลจีนใต้กับจีนจบยาก<br><br>หลังการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่สิงคโปร์ เจ้าภาพหมุนเวียนของอาเซียนปี 2561 เมื่อ 7 ก.พ. นายอึ้ง เอ็ง เฮน รมว.กลาโหมสิงคโปร์ แถลงว่า อาเซียนหวังจะเร่งการเจรจากับจีนว่าด้วยเรื่อง “ระเบียบปฏิบัติ” (ซีโอซี) ในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนและหลายชาติอาเซียนคือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน ไปจนถึงไต้หวัน ชิงกันอ้างกรรมสิทธิ์ แต่การคาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงเรื่องซีโอซีได้ภายใน 1 ปี ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะเป็นกรณีพิพาทมาเก่าแก่นับ 100 ปีและสลับซับซ้อนมาก จีนและสมาชิกอาเซียน 10 ชาติรับกรอบการเจรจาเรื่องซีโอซีตั้งแต่เดือนส.ค.2560 และเริ่มต้นเจรจากันเองบ้างแล้วแต่ไม่ค่อยคืบหน้า เพราะจีนซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ที่ครอบคลุมเส้นทางเดินเรือสำคัญและมีทรัพยากรน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เกือบทั้งหมด ยืนยันไม่ให้ข้อตกลงซีโอซีมีผลผูกมัดทางกฎหมายตามความต้องการของอาเซียน ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าข้อตกลงซีโอซีที่อาจมีขึ้นจะมีประสิทธิผลใดหรือไม่นอกจากนี้ สหรัฐฯและสมาชิกอาเซียนหลายชาติยังแสดงความวิตกกังวลที่จีนเข้าไปถมสร้างเกาะเทียม สร้างลานบินและที่มั่นทางทหารในทะเลจีนใต้ ปิดกั้นการประมงและสำรวจน้ำมัน โดยไม่คำนึงถึงสิทธิในอธิปไตยของชาติอื่นๆ.</div><div><br>แหล่งที่มา: https://www.thairath.co.th/content/1198462</div><div><br><br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 13:49:33 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234205977</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ณิชณากร สัแก้ว เลขที่ 11 ม.6/3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234264317</link>
         <description><![CDATA[<h1>ไทยไม่ได้ร้อนที่สุด ! เผยสถิติประเทศที่อากาศร้อนที่สุดในอาเซียน ?</h1><div>ทั้งนี้ประเทศไทยโดยสถิติแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่ร้อนที่สุด เพราะเว็บไซต์ <strong>www.livingasean.com</strong>ได้เผยแพร่สถิติประเทศในอาเซียนที่มีอากาศร้อนที่สุด ซึ่งพบว่าตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเมียนมา<br><br></div><div>ทั้งนี้ประเทศในอาเซียนที่อากาศร้อนที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาอันดับ 1ได้แก่&nbsp; ได้แก่ เมียนมา อุณหภูมิสูงถึง 47.2 องศาเซลเซียส ในปี 2010 ขณะที่ประเทศไทยมาเป็นอันดับ 2 อุณหภูมิ 44.6 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2016 วัดได้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติเดิมของไทย ที่อุณหภูมิ 44.5 องศาเซลเซียส เมื่อปี 1960 วัดได้ที่ อุตรดิตถ์ และอันดับ 3 เวียดนาม อุณหภูมิ 42.7 องศาเซลเซียส ในปี 2015<br><br></div><div>อย่างไรก็ตามประเทศประเทศบรูไน วัดอุณหภูมิสูงสุดได้ที่ 35 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นประเทศที่ถือว่าอุณหภูมิสูงสุดในรอบหลายสิบปี รั้งท้ายมาเป็นอันดับสุดท้ายในภูมิภาคอาเซียน<br><br></div><div>ที่มา <a href="http://www.livingasean.com/explore/highest-recorded-temperatures-asean/">www.livingasean.com<br></a><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/266387038/09a3890c001704d84d5de425beccbe75/feature_hot.jpg" />
         <pubDate>2018-02-22 15:13:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234264317</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นายวีรเดช แลเชอ ม.6/3  เลขที่ 27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234945594</link>
         <description><![CDATA[<var>
<strong>ข่าวอาเเรื่อง รถไฟเร็วสูงมาเลย์ ดันเศรษฐกิจ "หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์" คึกคัก เร่งโครงการฝั่งไทยเชื่อม </strong>นายซับบรี มะสมัน ผู้จัดการ บริษัท หาดใหญ่เรนโบว์แทรเวล แอนด์ ทัวร์ ผู้แทนจำหน่าย ตั๋วรถไฟฟ้าความเร็วสูง (อีทีเอส) มาเลเซีย เปิดเผยว่า บริษัทได้รับลิขสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายออกตั๋วรถไฟฟ้าความเร็วสูงของประเทศมาเลเซีย ขณะนี้ได้รับการตอบรับดีมาก สำหรับรถไฟความเร็วสูงมาเลเซีย ต้นทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มาสุดปลายทางที่ปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส มาเลเซีย รอยต่อแนวพรมแดนไทย ที่เขตเทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยให้บริการโดยสาร รวม 12 เที่ยว/วัน "รถไฟฟ้าความเร็วสูงมาเลเซีย ได้ส่งผลทำให้ธุรกิจแนวพรมแดนไทย จ.สงขลา กระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.เติบโตดีมาก เพราะประเทศมาเลเซียปิดเทอมใหญ่ รวม 2 เดือน จึงพาครอบครัวมาพักผ่อนท่องเที่ยว โดยเดินทางมากับรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ขณะนี้ได้รับนิยมมาก" นายซับบรี กล่าว ทั้งนี้ การที่รัฐบาลไทยมีโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว ในช่วงนี้หากเร่งดำเนินโครงการเชื่อมต่อจะมาก เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ธุรกิจการท่องเที่ยวได้ดี "การท่องเที่ยวดีขึ้นมีผู้ประกอบการ ก็จะทำรายได้ให้กับประเทศมากขึ้น แต่มีบางประเด็นที่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามา จะสะดุดเรื่องอยู่ที่แนวชายแดน เพราะความล่าช้า ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดเบื่อหน่าย ตรงนี้ต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และเราพร้อมชี้แจงกับข้างบนอีกที" นายซับบรี กล่าว นายประดิษฐ์ กาญจโนทัย ผู้ประกอบการรถตู้นำเที่ยว เทศบาลตำบลปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เปิดเผยว่า ตลาดปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา รอยต่อปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส ประเทศมาเลเซีย ภาวะทางเศรษฐกิจได้เริ่มกระเตื้องขึ้นตามลำดับมาตั้งแต่ต้นปี 2560 จากการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง จากกรุงกัวลาลัมเปอร์ รัฐทางภาคเหนือ-ปาดังเบซาร์ รัฐปะลิส รอยต่อปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา มีชาวมาเลเซียเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก นอกจากนี้ ทำให้ธุรกิจการค้าวันปกติที่มียอดค้าขายอยู่ต่ำกว่า 50% พอเป็นช่วงสุดสัปดาห์ วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 60-80% โดยเฉพาะปาดัง เบซาร์ ฝั่งมาเลเซีย เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาก ส่วนฝั่งไทย ธุรกิจร้านอาหารมียอดขายเพิ่ม 2 เท่าตัว แต่เฉพาะทุกช่วงต้นเดือนจะสูงมาก เพราะคนไทยที่ไปทำงานในประเทศมาเลเซีย จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา บางอำเภอ เดินทางมาประทับตราพาสปอร์ตและกลับบ้านก่อนเดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซียต่อ 
<a href="https://www.posttoday.com/aec/news/534783">https://www.posttoday.com/aec/news/534783</a></var>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/243637621/88e1982e2a71a2b604045c6a53dd65d5/59B07EE96F93444AB0BA15CE3CF90B72.jpg" />
         <pubDate>2018-02-24 03:30:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/ix0rs1dp2psv/wish/234945594</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
