<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
   <channel>
      <title>ข่าวอาเซียน 6/5 by Kru Numchai</title>
      <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l</link>
      <description>โรงเรียนแม่จันวิทยาคม</description>
      <language>en-us</language>
      <pubDate>2018-01-21 14:25:30 UTC</pubDate>
      <lastBuildDate>2025-12-08 12:34:28 UTC</lastBuildDate>
      <webMaster>hello@padlet.com</webMaster>
      <image>
         <url>https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/239072943/63aa7a95432474595987cb8f26277bcc/logo.gif</url>
      </image>
      <item>
         <title>ไทยเสนอกัมพูชาเชื่อม6เส้นทางรถไฟ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191788</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ไทยเสนอกัมพูชาเชื่อม 6 เส้นทางรถไฟ มูลค่าการลงทุน 1.3 แสนล้าน ปลดล็อกการค้าการลงทุน<br></strong><br></div><div><br></div><div>นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ในปี 2566-2570 ไทยวางโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมโดยรถไฟ ไทย-กัมพูชา 6 โครงการ คาดมูลค่าการลงทุน 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.32 แสนล้านบาท โดยไทยจะลงทุนในเขตพื้นที่ของไทย และเสนอให้กัมพูชาลงทุนในพื้นที่ของตัวเอง<br><br></div><div>“กัมพูชามีโครงการลงทุนเส้นทางรถไฟในแผนดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ภาครัฐของไทยเสนอให้กัมพูชาพัฒนาเส้นทางรถไฟที่สามารถเชื่อมพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกก่อน” นายคณิศ กล่าว<br><br></div><div>ทั้งนี้ มองว่ากระบวนการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะเป็นประตูเชื่อมโยง ลาว จีน และกัมพูชา เบื้องต้นได้พัฒนาเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-พนมเปญ แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ แต่ยังห่างใจกลางเมืองพนมเปญราว 300 กิโลเมตร หากลงทุนเพิ่มเติมจะสามารถยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศได้มากขึ้น โดยไทยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563<br><br></div><div>สำหรับความท้าทายในการค้าและการลงทุนของสองประเทศ คือการพัฒนาด้านคมนาคมและกฎระเบียบด่านชายแดนของทั้งสองประเทศต้องเชื่อมโยงกัน<br>แหล่งที่มา:posttoday.com<br><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:06:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191788</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวศรสวรรค์ มาเยอ เลขที่26 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191818</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163"><strong>ดันไทยฮับส่งออกนม<br></strong></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163"><strong>"สนธิรัตน์" หนุนไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้านมในภูมิภาคอาเซียนและจีน หวังเพิ่มช่องทางขยายตลาดนมไทย<br></strong></a><br></div><div><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163">นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยและคณะ เข้าพบว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การผลิตและส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมในภูมิภาคอาเซียนและจีน เนื่องจากอุตสาหกรรมโคนมไทยได้พัฒนาและปรับตัว เน้นการผลิตนมที่มีคุณภาพและมาตรฐานเข้าสู่ตลาด รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น โยเกิร์ต เนย เป็นต้น<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163">ทั้งนี้ การขยายการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ จะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการน้ำนมโคดิบจากเกษตรกรในประเทศ จากการผลิตเพื่อป้อนโครงการนมโรงเรียนของภาครัฐ โดยมีแผนที่จะนำผู้ประกอบการนมและผลิตภัณฑ์ของไทยที่มีความพร้อมและสนใจไปโรดโชว์เปิดตลาดในงานแสดงสินค้าท็อปส์ ไทย แบรนด์ 2018 ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจัดในภูมิภาคอาเซียนและจีนตลอด ปีนี้ เพื่อหาช่องทางการทำตลาดให้นมไทยได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย</a></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163">นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดตลาดให้กับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยยกเลิกมาตรการกำหนดปริมาณนำเข้าและลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ในปี 2564 และปี 2568 หรืออีกแค่ 3 ปีข้างหน้า ได้มอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ดังกล่าว<br></a><br></div><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163">"กลุ่มโคนมโคเนื้อต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส รุกตลาดอาเซียนโดยเฉพาะซีแอลเอ็มวีและจีน โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน และเอฟทีเออาเซียน-จีน ที่ได้เปิดตลาดให้กับไทยโดยการยกเลิกภาษีนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมเหลือ 0%" นาย สนธิรัตน์&nbsp; กล่าว<br>ที่มา: https://www.posttoday.com/biz/aec/news/535163</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242188511/e1e969ab479c5ee86dd63791fe199889/920AAA4E_DAC7_42AE_8415_D61DECC84379.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:07:03 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191818</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสมฤทัย ลาเชกู่ ม.6/5 เลขที่27</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191953</link>
         <description><![CDATA[<div><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สุดอลังการ เวียดนามเปิดตัวรถไฟสุดหรูระดับ 5 ดาว เส้นทางภายในประเทศ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 เว็บไซต์<a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">วอยซ์ออฟเวียดนาม</a>&nbsp; ได้เผยภาพขบวนรถไฟเวียดนามรูปแบบใหม่ที่มีความหรูหราและทันสมัยในระดับ 5 ดาว พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากมาย ซึ่งได้เปิดเส้นทางวิ่งขึ้นและล่องภายในประเทศ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม (28 มกราคม 2558) ที่ผ่านมา <br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนรายละเอียดการปรับแต่งรถไฟสู่ความพรีเมียมครั้งนี้ ประกอบด้วยการตกแต่งภายในใหม่หมด ด้วยพื้นอะลูมิเนียมและพรมนำเข้าจากญี่ปุ่น เพื่อลดเสียงรบกวน ในส่วนของห้องผู้โดยสารมีประตูอัตโนมัติ เตียงนอนใหม่ และพนักงานที่ใส่ชุดประจำชาติของเวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายสีน้ำเงิน ที่ถูกฝึกมาในระดับเดียวกับพนักงานโรงแรม 5 ดาว เลยทีเดียว<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-1_265.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-1_265.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ทางการรถไฟของเวียดนาม ต้องการที่จะพัฒนาการบริการและทักษะต่าง ๆ ของพนักงาน เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งจะมีแผนที่จะเปิดเส้นทางระหว่างประเทศในอนาคตอีกด้วย&nbsp;<br><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-4_95.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-4_95.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-5_84.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-5_84.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-7_62.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-7_62.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-8_56.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-8_56.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:486,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-9_45.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-9_45.jpg" width="500" height="486"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br><br><br>ภาพจาก : <a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">english.vov.vn<br></a><br><br></div><div><br><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:08:55 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223191953</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวสุรีย์ ปาระกา เลขที่31 ม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192089</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>ข่าวประชาคมอาเซียน</strong><br>แนวทางลงทุนกัมพูชา หลังเลิกภาษีซ้ำซ้อน</div><div>   ความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา มีผลบังคับใช้สมบูรณ์แล้วเมื่อวันที่ 1  ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเริ่มมองเห็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้น เพราะนอกจากจะได้รับอานิสงส์จากความตกลงดังกล่าวแล้ว การที่ประชาชนชาวกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าจากประเทศไทยก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเล็งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น<br><br></div><div>ยิ่งปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีของประเทศกัมพูชาจะมีการขยายตัวสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ด้วยอัตราการเติบโตที่ประมาณ 7.1% ขณะที่ภาพรวมจีดีพีของภูมิภาคอาเซียนคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่าเติบโตสูงกว่าจีดีพีที่คาดการณ์กันว่าจะเติบโต อยู่ที่ประมาณ 4-4.2% จึงทำให้ผู้ประกอบการไทยส่วนหนึ่งหันไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา<br><br></div><div>จีรนันท์ วงษ์มงคล ผู้แทนการค้า สำนักงานตัวแทนส่งเสริมการค้า ณ จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) กล่าวว่า ประเทศกัมพูชาถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเป็นประเทศกำลังพัฒนา มีสัดส่วนของประชากรประมาณ 65% ยังเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับวัฒนธรรมและสินค้าใหม่ๆ ที่จะเข้าไปทำตลาด จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักธุรกิจไทยจะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา<br><br></div><div> โดยธุรกิจแรกที่จะนำเข้าไปทำตลาดภายใต้การดูแลของบริษัท อาร์ซีจี รีเทล (กัมพูชา) คือ การรับสิทธิมาสเตอร์ แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิล จากบริษัท บางจาก รีเทล เข้าไปเปิดให้บริการสาขาแรกที่เมืองเสียมราฐ ตามด้วยสาขาที่กรุงพนมเปญ ซึ่งจะเป็นสาขาแฟล็กชิปสโตร์ คาดว่าภายในไตรมาส แรกนี้จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการ โดยภายใน 5-10 ปีคาดการณ์ว่าการขยายธุรกิจของร้านอินทนิลในประเทศกัมพูชาต้องมีมากกว่า 100 สาขาอย่างแน่นอน<br><br></div><div>จีรนันท์ กล่าวต่อไปว่า บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของร้านกาแฟอินทนิลในประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์ ประกอบกับชื่อเสียงของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจขอรับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านกาแฟอินทนิลไปขยายเครือข่ายในกัมพูชา<br><br></div><div>ก่อนหน้าที่ร้านอินทนิลจะเข้าไปขยายธุรกิจร้านกาแฟในประเทศกัมพูชา ร้านแบล็คแคนยอน ก็ได้ล่วงหน้าเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาแล้ว โดยปัจจุบันร้านแบล็คแคนยอนมีสาขาเปิดให้บริการที่ประเทศกัมพูชาแล้วประมาณ 5 สาขา และภายใน 5 ปีนับจาก ประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) คาดว่าจะเปิดร้านแบล็คแคนยอนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 30 สาขา<br><br></div><div>เช่นเดียวกับธุรกิจร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ที่หันมาเปิดเกมรุกขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชามากขึ้น ภายหลังจากมอบสิทธิการขายแฟรนไชส์ให้กับบริษัท ปตท. (กัมพูชา) หรือพีทีวีซีแอล เป็นตัวแทนขยายธุรกิจอย่างเป็นทางการ จากแนวทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ปัจจุบันร้านคาเฟ่อเมซอนมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการในประเทศกัมพูชามากกว่า 70 สาขา โดยปัจจัยที่ทำให้ ปตท.หันมาลุยขยายสาขาในประเทศกัมพูชาเป็นพิเศษ เนื่องจากกัมพูชาถือเป็นประเทศที่สร้างสถิติยอดขายให้สูงสุด เห็นได้จากยอดขายต่อวันที่ทำได้เฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 1,300-1,400 แก้ว ขณะที่ยอดขายในประเทศไทยเฉลี่ยสูงสุดที่ประมาณ 700-800 แก้ว<br><br></div><div>นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจอาหารอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ก็ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาเช่นกัน ด้วยการวางแผนซื้อที่ดินเพิ่มอีกประมาณ 4 ไร่ เพื่อขยายพื้นที่โรงงานแห่งเดิมในกรุงพนมเปญให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศกัมพูชามีความชื่นชอบสินค้าไทยเป็นอย่างมาก<br><br></div><div>พิพัฒ พะเนียงเวทย์ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา มาม่า กล่าวว่า มาม่าที่ขายในประเทศกัมพูชาได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากคนกัมพูชามีความชื่นชอบในสินค้าไทย จึงทำให้ยอดขายมาม่าในประเทศกัมพูชามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมาม่าในประเทศกัมพูชามียอดขายเป็นอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ประมาณ 80%<br><br></div><div>ในส่วนของธุรกิจค้าปลีก ห้างแม็คโคร ก็ได้เข้าไปขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา ด้วยการเปิดสาขาที่กรุงพนมเปญ หลังจากเปิดให้บริการวันแรกไปเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ลูกค้าให้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี<br><br></div><div>ด้านธุรกิจโรงภาพยนตร์อย่างบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ก็เตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จากปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา ปี 2561 นี้เตรียมลุยเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา เพื่อเอาใจคอหนังกัมพูชาให้ได้ชมหนังดีเหมือนคนไทย<br><br></div><div>การเปิดประเทศของกัมพูชา หากศึกษาช่องว่างและโอกาสธุรกิจให้ดีก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าเข้าไปลงทุน ต่อยอดจากเมืองไทย<br><br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536116">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536116</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255519343/8781cb1acdf1f9d580c6043ec45f44c9/1DE768507D03474E842794D8EE9F7CAC.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:10:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192089</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว อาทิตยา ภูวนาถวิจิตร</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192099</link>
         <description><![CDATA[<blockquote><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/531866"><strong><mark>&nbsp;ส่องอสังหามาเลย์<br></mark></strong><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;</strong>นับตั้งแต่ที่รัฐบาลมาเลเซียเปิดตัวโครงการ “Malaysia My Second Home” (MM2H) เพื่อจูงใจให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนและดึงดูดกลุ่มคนต่างชาติวัยเกษียณมาซื้อเพื่อใช้พักอาศัยยามเกษียณนั้น ทำให้เกิดการก่อสร้างมากมาย โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์มาเลเซียประสบภาวะโอเวอร์ซัพพลายในปัจจุบัน<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; เรื่องนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้รายงานข้อมูลว่า จากโครงการมาเลเซียบ้านหลังที่สอง หรือ MM2H ที่รัฐบาลมาเลเซียออกมาเพื่อจูงใจการลงทุน โดยการอนุญาตให้ต่างชาติซื้อบ้านแบบสิทธิขาด หรือได้กรรมสิทธิ์ได้ในราคาที่รัฐบาลกำหนด ทั้งยังได้สิทธิวีซ่าเข้าเมืองอย่างถูกต้อง โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวประเภท “Social visit pass” ยาวนานถึง 10 ปี และต่ออายุได้เรื่อยๆ จูงใจให้ทั้งบริษัทในประเทศและต่างประเทศจับจองพื้นที่ในทำเลดีหรือที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการกันอย่างคึกคัก<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ การที่บริษัทพัฒนาที่ดินยักษ์ใหญ่ของจีนหันมาขยายตัวในมาเลเซีย เนื่องจากธุรกิจในประเทศจีนกำลังชะลอตัว ทำให้บริษัทพวกนี้ต้องหาทางไปโตนอกประเทศ และเมื่อบริษัทพวกนี้เจอเขตเศรษฐกิจพิเศษอินกันดาร์ ในมาเลเซีย ที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าสิงคโปร์ 3 เท่า และอยู่ใกล้ๆ กับสิงคโปร์ ทำให้นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากจีนวาดฝันที่จะทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นเสินเจิ้น 2 ในอนาคต<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เหตุนี้เอง จึงทำให้มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมาเลเซีย โดยเฉพาะปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะผลการศึกษาล่าสุด พบว่า “ยะโฮร์” กลายเป็นรัฐที่มีพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่และล้นตลาดมากที่สุด โดยมีจำนวนถึง 27% ของจำนวนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด รองลงมา คือ รัฐสลังงอร์ 21% กัวลาลัมเปอร์ 14% และปีนัง 8%<br><br>ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้ออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างทุกประเภท โดยโครงการทั้งหมดที่ถูกพับชั่วคราวนั้น คาดว่ามีมูลค่าสูงมากกว่า 1 ล้านริงกิต หรือประมาณ 2.42 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ <br><br>“ภาวะอสังหาริมทรัพย์ล้นตลาดในมาเลเซียส่อแววรุนแรงมากขึ้น เพราะช่วง 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียเปิดกว้างให้กับโครงการพัฒนาอสังหาฯ มากเกินไป และอาจยืดเยื้อจนกระทบต่อคุณภาพของสินเชื่อที่อยู่อาศัย จนเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล)” นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ ระบุ<br><br>อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกัวลาลัมเปอร์ยังถือเป็นตลาดที่น่าสนใจของนักลงทุน เพราะราคาเริ่มต้นยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เช่น ในปี 2559 ราคาขายพื้นที่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ อยู่ที่ 4,608 ดอลลาร์/ตร.ม. ขณะที่กรุงเทพฯ อยู่ที่ 9,708 ดอลลาร์/ตร.ม. และสิงคโปร์ 23,255 ดอลลาร์/ตร.ม.<br><br>อีกทั้งกัวลาลัมเปอร์ยังเป็นเมืองหลวงที่มีค่าครองชีพต่ำ แต่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีโครงการก่อสร้างเครือข่ายการขนส่งเพิ่ม เช่น โครงการรถไฟฟ้ามหานครคลังวัลเลย์ (MRT), โครงการขยายรางรถไฟ และโปรเจ็กต์รถไฟความเร็วสูงระหว่างกัวลาลัมเปอร์-สิงคโปร์ (HSR) เป็นต้น<br><br>ทั้งนี้ รายได้ต่อหัวของชาวมาเลเซียที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จะช่วยให้อุตสาหกรรมค้าปลีกมีโอกาสเติบโตขึ้นอีก โดยผลการศึกษาของหลายสำนักชี้ว่าการขยายตัวของดีมานด์ค้าปลีกในอาเซียน อาจสูงกว่าฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมาเลเซียเป็นท็อป 5 ของดินแดนแห่งโอกาสนี้<br>แหล่งที่มา :</a>https://www.posttoday.com/biz/aec/news/531866<br><br></blockquote><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242189036/9a87dd2f94e8d31c72adb7c710464341/IMG_5632.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:10:19 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192099</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปริยฉัตร ไร่รุ่ง ม.6/5 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192262</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อข่าว : เวียดนามเปิดตัวรถไฟสุดหรูระดับ 5 ดาว&nbsp;<br>สรุปเนื้อหาข่าว : การปรับแต่งรถไฟสู่ความพรีเมียมครั้งนี้ ประกอบด้วยการตกแต่งภายในใหม่หมด ด้วยพื้นอะลูมิเนียมและพรมนำเข้าจากญี่ปุ่น เพื่อลดเสียงรบกวน ในส่วนของห้องผู้โดยสารมีประตูอัตโนมัติ เตียงนอนใหม่ และพนักงานที่ใส่ชุดประจำชาติของเวียดนาม ในชุดอ๋าวหย่ายสีน้ำเงิน ที่ถูกฝึกมาในระดับเดียวกับพนักงานโรงแรม 5 ดาว <br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ทางการรถไฟของเวียดนาม ต้องการที่จะพัฒนาการบริการและทักษะต่าง ๆ ของพนักงาน เพื่อตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งจะมีแผนที่จะเปิดเส้นทางระหว่างประเทศในอนาคตอีกด้วย&nbsp;</div><div><br><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-4_95.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-4_95.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-5_84.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-5_84.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-7_62.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-7_62.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:376,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-8_56.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-8_56.jpg" width="500" height="376"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:486,&quot;url&quot;:&quot;https://img.kapook.com/u/settawoot/z-9_45.jpg&quot;,&quot;width&quot;:500}" data-trix-content-type="image"><img src="https://img.kapook.com/u/settawoot/z-9_45.jpg" width="500" height="486"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure><br><br><br>แหล่งที่มา : <a href="http://english.vov.vn/Travel/First-5star-express-train-in-Vietnam/287553.vov">english.vov.vn<br></a><br><br><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:12:21 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192262</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ทัศนีย์ กุ่ยยื่อ เลขที่18 ม.6/</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192269</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; ครม.เห็นชอบต่อร่างความตกลงระหว่างกัมพูชากับศูนย์ทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียน<strong><em><sub><br></sub></em></strong>&nbsp;<br>&nbsp;( 16ม.ค.61) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างความข้อมูล <a href="http://www.thaigov.go.th/">www.thaigov.go.th</a>ตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับศูนย์ทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยการเป็นเจ้าบ้าน และการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่ศูนย์ทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียน [Agreement between the Government of The Kingdom of Cambodia and The ASEAN Regional Mine Action Center (ARMAC) on Hosting and Granting Privileges and Immunities to the ARMAC] และแผนงานของศูนย์ทุ่นระเบิดภูมิภาคอาเซียนปี ค.ศ. 2017-2018 (ASEAN Regional Mine Action Centre Work Plan 2017-2018)</div><div>&nbsp;</div><div>สาระสำคัญของร่างความตกลงฯ และร่างแผนงานฯ</div><div>1. ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชากับ ARMAC ว่าด้วยการเป็นเจ้าบ้าน และการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่ ARMAC จะกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ARMAC และกัมพูชาในฐานะประเทศเจ้าบ้าน ดังนี้</div><div>(1) สถานะทางกฎหมายของ ARMAC</div><div>(2) สถานที่และหน้าที่ความรับผิดชอบของภาคี</div><div>(3) ความรับผิดชอบของ ARMAC</div><div>(4) การเข้า-ออก การเดินทางผ่านและพักอาศัย</div><div>(5) การติดต่อสื่อสาร</div><div>(6) ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ARMAC</div><div>(7) ความละเมิดมิได้ของสถานที่และเอกสาร</div><div>(8) การยกเว้นภาษีของ ARMAC และทรัพย์สินของ ARMAC</div><div>&nbsp;(9) การใช้งบประมาณอย่างเป็นอิสระ</div><div>(10) คณะกรรมการบริหาร ผู้อำนวยการบริหาร เจ้าหน้าที่ของ ARMAC และผู้เชี่ยวชาญ</div><div>(11) การระงับความคุ้มกัน</div><div>(12) การเคารพกฎหมายและข้อบังคับของฝ่ายกัมพูชา</div><div>(13) การระงับข้อพิพาท</div><div>(14) การมีผลบังคับใช้และการสิ้นสุดของความตกลง</div><div>&nbsp;</div><div>2. ร่างแผนงานของ ARMAC ประจำปี ค.ศ. 2017-2018 ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินกิจกรรมของศูนย์ฯ ซึ่งประกอบด้วย การร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงครามผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การฝึกอบรมทักษะที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในเรื่องนี้ ดังนี้</div><div>(1) การเสริมสร้างความตระหนักรู้ถึงความอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงครามในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ</div><div>&nbsp;(2) การอำนวยความสะดวกอย่างเหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และการฟื้นฟูสภาพแก่ผู้ประสบภัยจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงครามตามที่ได้รับการร้องขอจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่ได้รับผลกระทบ</div><div>(3) การช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความสนใจในการวิจัยและการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างจากสงคราม รวมถึงการยกร่างข้อเสนอโครงการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคและการระดมทุนตามคำร้องขอเฉพาะและคำร้องขอส่วนบุคคล<br><br>ข้อมูล <a href="http://www.thaigov.go.th/">www.thaigov.go.th</a></div><div>&nbsp;</div><div><strong><br></strong><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255519416/ac2edaddd293e7fd6ab72dd1563e7a35/t20180117134000_144524.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:12:25 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192269</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ธนพร เยหลงกู่ เลขที่20</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192304</link>
         <description><![CDATA[<h1>หัวข้อข่าว:<strong>เวียดนามเน้นร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับจีนรับอาเซียน</strong></h1><div><br></div><h1>เรื่อง : สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันนี้ (16 ม.ค.) นายฝ่าม กวาง วิงห์ (Mr.Pham Quang Vinh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ได้กล่าวยืนยันเกี่ยวกับความสำคัญของยุทธศาสตร์ ในการขยาย<br>การเติบโตของอาเซียน ว่า เวียดนามเริ่มให้ความสำคัญในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ความสัมพันธ์กับประเทศจีน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดยชี้ชัดถึงการเติบโตอันรวดเร็ว และการเจริญรุ่งเรือง</h1><div>นายฝ่าม กวาง วิงห์ กล่าวถึงการดำเน้นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีน เพื่อต้อนรับเข้าสู่สมาคมอาเซียนเร็วๆ นี้ โดยเวียดนาม เริ่มเตรียมตัวในการปรับเปลี่ยนและเพิ่มศักยภาพในชนชาติของตนมากขึ้นอย่างเคร่งครัด</div><h1>สรุปข่าว:อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่อาวุโสเวียดนาม กล่าวการเน้นความสำคัญระดับสูงของความสงบ และความมั่นคงในการรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะด้านทางทะเล รวมถึงความปลอดภัยน่านน้ำทางตะวันออก ที่มีต่อสถานการณ์ในภูมิภาคที่สำคัญอีกด้วย<br>ข่าว:<a href="http://news.sanook.com/1395461/">http://news.sanook.com/1395461/</a><br><br></h1>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255398595/e73a6c0ffc97b2e6e169785baadc4d72/images.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:12:47 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192304</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว อภัสรา ชนะชัย เลขที่ 6 ม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192466</link>
         <description><![CDATA[<div><br>หัวข้อข่าว : ชิงเค้กขนส่งอาเซียน<br>สรุปเนื้อหาข่าว : <strong>กรมเจ้าท่ากางแผนเพิ่มกองเรืออาเซียน ชิงเค้กตลาดขนส่งทางน้ำในภูมิภาค เร่งคลอดกฎหมาย-สิทธิพิเศษการลงทุนหนุนผู้ประกอบการ</strong>อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการศึกษายุทธศาสตร์จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมและที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวและประกาศบังคับใช้ต่อไป<br>แหล่งที่มา : <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536006">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/536006</a><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242187938/2c8ba94ee9f01fb0effddee23b1c3729/IMG_20180122_112042.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:14:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192466</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว รุ่งนภา มาเยอะ เลขที่ 4 ม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192532</link>
         <description><![CDATA[<h1>&nbsp; <mark>นวัตกรรมจัดหา เงินทุนอาเซียน&nbsp;</mark></h1><h1><strong>&nbsp; โดย...สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) &amp; www.itd.or.th<br></strong>จากรายงานวิจัย ITD "การศึกษาวิเคราะห์บทบาทภาคการเงินเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียน" ระบุว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมในการจัดหาเงินทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดหาแหล่งเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ นวัตกรรมการจัดหาเงินทุนของภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการขยายฐานของนักลงทุน การลดภาระหนี้สาธารณะ และการใช้มาตรการทางด้านการเงิน การคลัง และอื่นๆ ในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุน และเนื่องจากเงินทุนของภาคเอกชนมีจำนวนมากกว่าเงินทุนของภาครัฐ ดังนั้นนวัตกรรมการจัดหาเงินทุนของอาเซียนจะให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนจัดสรรเงินทุน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น<br><br>ภาครัฐควรขยายฐานนักลงทุน อาทิ ออกพันธบัตรเพื่อประชาชนที่ทำงานในต่างประเทศ (Diaspora Bond) หรือพันธบัตรเพื่อการศึกษา (Education Bond) สำหรับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการออมเงินเป็นทุนการศึกษาของบุตรหลาน เนื่องจากภาครัฐต้องลดภาระหนี้สาธารณะ ภาครัฐสามารถเลือกที่จะระดมทุน โดยใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ซึ่งจะใช้รายได้ในอนาคตที่เกิดจากโครงการลงทุนจ่ายคืนให้กับนักลงทุน และสร้างกองทุนเพื่อสร้างเสถียรภาพทางด้านราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Stabilization Fund) โดยการสะสมเงินตอนสินค้าราคาแพง และให้เงินอุดหนุน ตอนสินค้าราคาต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถใช้มาตรการทางภาษี อาทิ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br><br>สำหรับภาคเอกชน การสร้างแรงจูงใจสำหรับการลงทุนสำหรับภาคเอกชนทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1.สร้างภาพลักษณ์ให้แก่ภาคเอกชน ให้เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน อาทิ การเข้าร่วมโครงการสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นสีแดงเป็นหลัก หรือ PRODUCT RED โดยรายได้จะใช้เพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ 2.ลดต้นทุนของการผลิตและการให้บริการของภาคเอกชน อาทิ การระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) ในโครงการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 3.ลดความเสี่ยงและความมั่นใจให้กับนักลงทุนภาคเอกชน อาทิ การทำพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Impact Bond) ที่มีตัวกลางในการดำเนินการที่น่าเชื่อถือในการดูแลและบริหารจัดการให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันและมีความเชื่อใจระหว่างกันมากขึ้น<br><br>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างกัน ตามระดับรายได้และระดับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น แต่ละประเทศควรจัดหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมกับพื้นฐานของประเทศตนเอง โดยประเทศกำลังพัฒนาน้อยต้องอาศัยแหล่งเงินทุนจากภาครัฐมากกว่า และควรให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา นอกจากนั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนควรส่งเสริมการให้ความรู้ทางด้านการเงินแก่ประชาชนในเรื่องการออมและการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นฐานในการพึ่งพาตนเองในระยะยาว&nbsp;</h1><div><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/column/531075">https://www.posttoday.com/biz/aec/column/531075</a></div><h1><br></h1><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255519939/cacd8c45b90d82212910ace86a803b7c/00000E022017121906161971AAAAAAAA.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:15:41 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192532</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย ธีรวุฒิ  วงสายะ เลขที่ 16 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192560</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>อันดับคุณภาพระบบการศึกษาของประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยWorld Economic Forum</strong></div><div>อันดับที่ 1 ประเทศสิงคโปร์</div><div>อันดับที่ 2 ประเทศมาเลเซีย</div><div>อันดับที่ 3 ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม</div><div>อันดับที่ 4 ประเทศฟิลิปปินส์</div><div>อันดับที่ 5 ประเทศอินโดนีเซีย</div><div>อันดับที่ 6 ประเทศลาว</div><div>อันดับที่ 7 ประเทศกัมพูชา</div><div>อันดับที่ 8 ประเทศไทย</div><div>อันดับที่ 9 ประเทศเวียดนาม</div><div>อันดับที่ 10 ประเทศพม่า<br><br></div><div><br>อันดับที่ 1 ประเทศสิงคโปร์</div><div>ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศอยู่ในจุดยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ (เอื้อต่อการขนส่ง) เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานที่มีทักษะ มีการศึกษาและภาษาดี และการเมืองที่มีเสถียรภาพสูงมา<br>อันดับที่ 2 ประเทศมาเลเซีย<br>มีนโยบายการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจริงจัง นอกจากนี้ข้อเด่นของมาเลเซียคือ ความได้เปรียบเรื่องพลังงาน จำนวนปริมาณน้ำมันสำรองและก๊าซธรรมชาติ<br>อันดับที่ 3 ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม<br>เป็นผู้ผลิต-ส่งออกน้ำมันและมีปริมาณน้ำมันสำรองรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน บรูไนมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีมาก<br>อันดับที่ 4 ประเทศฟิลิปปินส์<br>สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ ที่เป็นภาษากลางของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน<br>อันดับที่ 5 ประเทศอินโดนีเซีย<br>มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก และมีระบบธนาคารที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง<br>อันดับที่ 6 ประเทศลาว<br>พลังงานน้ำ และเหมืองแร่ เพราะที่ประเทศนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะ น้ำ และ แร่ธาตุค่ะ<br>อันดับที่ 7 ประเทศกัมพูชา<br>อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์<br>อันดับที่ 8 ประเทศไทย<br>ระดับความรู้และการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในขั้นแย่ บริหารประเทศด้วยทหาร<br>อันดับที่ 9 ประเทศเวียดนาม<br>การเติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วในแทบทุกด้าน<br>อันดับที่ 10 ประเทศพม่า<br>การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าพูดเรื่องค่าแรง พม่ายังจัดอยู่ในประเทศที่มีค่าแรงต่อหัวค่อนข้างต่ำมาก <br><a href="http://www.8ducationway.com/คุณภาพระบบการศึกษา-asean/">http://www.8ducationway.com/คุณภาพระบบการศึกษา-asean/</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:15:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192560</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ภัคจิรา เลเสาะ เลขที่25 ม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192575</link>
         <description><![CDATA[<h1><strong><em>วิกฤตการลาออกของ พนักงานใหม่ในมาเลเซีย</em></strong></h1><div><strong>อัตราการลาออกของพนักงานที่จบใหม่และเข้าทำงานปีแรกในประเทศมาเลเซีย</strong> มองเห็นการทำงานในช่วงที่จบการศึกษาใหม่และเริ่มต้นการทำงานที่แรก ผลสำรวจ ระบุว่า 38% ของพนักงานที่จบใหม่จะลาออกในการทำงานปีแรก ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน เป็นต้นว่า เพื่อโอกาสที่ดีกว่า เพื่อได้เงินเดือนดีขึ้น โดยในกลุ่มคนที่ลาออก 74% บอกเหตุผลที่ลาออกว่า ขาดความก้าวหน้าในงาน 43% บอกว่าอยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น<br><br>นอกจากนี้ ผลสำรวจจากเด็กจบใหม่ยังพบอีกว่า เด็กจบใหม่ 58% จะมองงานแรกเป็นเพียงสถานที่ที่จะต่อยอดไปในเส้นทางอาชีพที่ตัวเองสนใจ เด็กจบใหม่ 24% บอกว่า เขาไม่มีคนช่วยชี้แนะ หรือคอยให้ข้อแนะนำเด็กจบใหม่ 22% มองตัวองค์กร หรือตัวนายจ้างเองเป็นตัวปัญหา เด็กจบใหม่ 21% มองว่า เขาควรจะได้เงินเดือนมากกว่านี้ เด็กจบใหม่ 20% บอกว่า พวกเขาไม่ได้ถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับโลกการทำงาน<br><br>ซึ่งสวนทางกับผลสำรวจนายจ้างกว่า 80% ของนายจ้าง มองตัวเองว่า ได้เตรียมการไว้อย่างพร้อมเพรียงและเพียงพอให้พนักงานที่จบใหม่สามารถพัฒนาและประสบความสำเร็จในงานได้ โดยเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมาก เป็นเรื่องที่ทั้งรัฐและเอกชนของมาเลเซีย ได้พยายามหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน เพราะจากข้อมูลเทียบกับเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อัตราการลาออกของพนักงานใหม่อยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปี<br><br>มุมมองของภาคเอกชนโดยสมาพันธ์นายจ้างมาเลเซีย หรือ Malaysia Employers' Federation โดย แชมซุดดิน บาร์ดาน กรรมการบริหารท่านหนึ่งของสมาพันธ์ให้มุมมองเกี่ยวกับเด็กจบใหม่ว่า คนเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่และพยายามที่จะไปให้รอดกับงาน เพราะหลายคนไม่ได้ทำงานตรงตามที่เรียนมา ทำให้นายจ้างต้องลงทุนในการพัฒนา ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและการลงทุนที่สุดท้าย เด็กจบใหม่เหล่านี้ก็ยังลาออกอยู่ดี<br><br></div><div>สำหรับข้อแนะนำที่ แชมซุดดิน ให้ต่อนายจ้างคือ นายจ้างจะ ต้องสื่อสารให้ชัดตั้งแต่ต้นถึงสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัทและ แนวโน้มการเติบโตในอนาคตของบริษัท รวมทั้งควรบอกไปเลยว่า พนักงานใหม่ที่จบใหม่อย่างเขาจะมีโอกาสได้รับการเลื่อนระดับ เลื่อนตำแหน่ง ในช่วงเวลาประมาณกี่ปี เพื่อจูงใจให้เขาเห็นอนาคตว่า โอกาสเติบโต ที่นี่แน่ๆ<br><br></div><div>นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาจะต้องเข้าใจถึงแนวโน้มตลาด แรงงานแล้วควรมีการปรับตัวเพื่อเตรียมนักศึกษาให้พร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ถึงแม้ว่าข้อแนะนำนี้จะดูเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ก็ตรงประเด็น และน่าสนใจติดตามนะครับว่า แนวทางที่ว่านี้ จะช่วยทำให้สถานการณ์การลาออกปีแรกของพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ในประเทศมาเลเซียดีขึ้นได้หรือไม่<br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/column/527965">https://www.posttoday.com/biz/aec/column/527965</a><br><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255520006/e44f65cceaeffefb5c3a57ee8aad906c/IMG_20180122_112631.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:16:08 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192575</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว นิพร มาเยอะ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192592</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:16:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192592</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาวอรนุช ต้องสู้คีรี ม.6/5 เลขที่14                                                                 ไทยเสนอกัมพูชาเชื่อม6เส้นทางรถไฟ                                  </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192598</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="https://www.posttoday.com/aec/news"><strong>ไทยเสนอกัมพูชาเชื่อม 6 เส้นทางรถไฟ มูลค่าการลงทุน 1.3 แสนล้าน ปลดล็อกการค้าการลงทุน<br>        </strong>นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เปิดเผยว่า ในปี 2566-2570 ไทยวางโครงการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมโดยรถไฟ ไทย-กัมพูชา 6 โครงการ คาดมูลค่าการลงทุน 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.32 แสนล้านบาท โดยไทยจะลงทุนในเขตพื้นที่ของไทย และเสนอให้กัมพูชาลงทุนในพื้นที่ของตัวเอง<br>           “กัมพูชามีโครงการลงทุนเส้นทางรถไฟในแผนดังกล่าวอยู่แล้ว แต่ภาครัฐของไทยเสนอให้กัมพูชาพัฒนาเส้นทางรถไฟที่สามารถเชื่อมพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกก่อน” นายคณิศ กล่าว ทั้งนี้ มองว่ากระบวนการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะเป็นประตูเชื่อมโยง ลาว จีน และกัมพูชา เบื้องต้นได้พัฒนาเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-พนมเปญ แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ แต่ยังห่างใจกลางเมืองพนมเปญราว 300 กิโลเมตร หากลงทุนเพิ่มเติมจะสามารถยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศได้มากขึ้น โดยไทยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2563<br>         สำหรับความท้าทายในการค้าและการลงทุนของสองประเทศ คือการพัฒนาด้านคมนาคมและกฎระเบียบด่านชายแดนของทั้งสองประเทศต้องเชื่อมโยงกัน<br>        https://www.posttoday.com/aec/news</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255518940/deff61d9e82ef8b3da2c50ae695666db/11A4BBAB_E969_4D1A_9F3C_BA89788CFB62.jpeg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:16:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192598</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส นิภาดา สุทธิรส เลขที่10</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192709</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>เรื่อง:ไทยครองแชมป์ตลาดผัก-ผลไม้ในเวียดนาม หลังปลดล็อกห้ามนำเข้า เร่งนโยบายลงทุนอาเซียน<br></strong>สรุปข่าว:นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกผักและ ผลไม้ของไทยไปยังตลาดเวียดนาม มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้รายงานตัวเลขการนำเข้า 7 เดือนของปี 2560 พบว่า การนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 3.2% โดยผักผลไม้ไทยมีสัดส่วนการนำเข้ามากที่สุด 61.8% ของการนำเข้าผักและผลไม้ทั้งหมดจากต่างประเทศของเวียดนาม รองลงมา คือ จีน มีสัดส่วน 16% อินเดียและนิวซีแลนด์<br>ทั้งนี้ การที่ไทยส่งออกผักผลไม้ไปเวียดนามได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันให้เวียดนามยกเลิกการระงับการนำเข้าผลไม้จากไทย 4 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ และเงาะ ทำให้ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกผักและผลไม้ทุกชนิดไปยังเวียดนามได้ โดยผ่านการรับรองสุขอนามัยพืช ภายใต้กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามทำให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น<br>ปัจจุบันไทยได้มีการลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโครงการลงทุน  470 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่เวียดนามมีโครงการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านการควบรวมกิจการ (M&amp;A) ซึ่งธุรกิจที่มีโอกาสมีทั้งด้านพลังงาน การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การกระจายสินค้า ผลิตภัณฑ์จากฟาร์ม และสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น<br>ข่าว:<a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/524722">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/524722</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242187974/c6b2c814a2a0e24cc78c3b0d0cc034c0/Screenshot_2018_01_22_11_24_04_1.png" />
         <pubDate>2018-01-22 04:17:42 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223192709</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ธนัจฉรีย์ ไชยวงค์ญาติ ชั้นม.6/5 เลขที่ 21 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193059</link>
         <description><![CDATA[<div>เรื่อง ไทยจับมือจีน ปั้นฮับนวัตกรรม<br><br><strong>โดย ปิยนุช ผิวเหลือง</strong>&nbsp;<br>ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้สินค้าและบริการที่ออกมาจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ใส่เข้าไปเพื่อสร้างความต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แข่งขันได้ ดังนั้นไทยกับจีนจึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรม สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนแห่งแรกในไทย หวังปั้นบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนนวัตกรรมระหว่างประเทศ<br><br></div><div>สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่า การร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (ซีเอเอส) ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในการขยายสาขาของซีเอเอสในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างจีนกับไทย ซึ่งต้องการผลักดันให้ไทยเป็นกลางด้านการพัฒนานวัตกรรมในอาเซียน<br><br></div><div>ทั้งนี้ สาเหตุที่กรุงเทพมหานครได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งของสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีนนั้น เนื่องจากไทยมีพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะเป็นศูนย์กลาง ในภูมิภาคอาเซียน และจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมขั้นสูงเข้ามาพัฒนา อีกทั้งไทยมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับจีนมายาวนาน ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู)ความร่วมมือด้านแหล่งทุนเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้ามชาติ ระหว่างซีเอเอสกับบริษัท ไชน่า คอนสตรัคชั่น แบงก์ (CCB) และเอ็มโอยูความร่วมมือด้านแหล่งทุนและการลงทุนเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีข้ามชาติ ระหว่างซีเอเอสกับกองทุนซิลค์ โรด (เซี่ยงไฮ้) เป็นต้น<br><br></div><div>ด้าน เจียง เปียว ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (กรุงเทพฯ) สนับสนุนว่า การที่สถาบันฯ เลือกมาตั้งในกรุงเทพฯ เพราะไทยมีแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ 20 ปี ซึ่งจำเป็นต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของซีเอเอส โดยไทยเป็นประเทศแรกที่ซีเอเอสเข้ามาจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและความร่วมมือในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้าที่ซีเอเอสขยายสาขาในต่างประเทศแล้ว 8 แห่ง แต่เป็นการตั้งสถาบันการวิจัยเท่านั้น<br><br></div><div>นอกจากนี้ ในปีนี้ไทยกับจีนยังมีการลงนามเอ็มโอยูเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกันอีกหลายฉบับ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ได้แก่ ความร่วมมืองานเทคโนโลยีชีวภาพระหว่างสถาบันวิจัยเชื้อจุลินทรีย์ภายใต้ซีเอเอสร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติและสถาบันวิจัยแห่งชาติ ความร่วมมือด้านเกษตรกรรมเชิงหน้าที่ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนกับสถาบันวิจัยแห่งชาติไทย<br><br></div><div>สำหรับด้านการแพทย์มีความร่วมมือวิจัยเครื่องตรวจวิเคราะห์โรค เบาหวานระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาการฟิสิกส์นครเหอเฝย ภายใต้ซีเอเอส ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเผยแพร่การประยุกต์ใช้และสาธิตการใช้อุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์โรคเบาหวานแบบไร้แผล<br><br></div><div>ขณะที่ความร่วมมือของภาครัฐจีนกับภาคเอกชน ได้แก่ ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่โพแทสเซียม เพื่อใช้ประโยชน์เหมือนแร่โพแทสเซียมในประเทศไทย และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภาคเศรษฐกิจ<br><br></div><div>ด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่นด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างไทยกับจีน เป็นเหตุผลที่ทำให้จีนเล็งเห็นศักยภาพ และไว้วางใจจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ณ กรุงเทพฯ เป็นแห่งแรกนั้นเอง <br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/530606">https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/530606</a><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2017/12/16/00000E022017121606161383AAAAAAAA.jpg&quot;,&quot;width&quot;:620}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2017/12/16/00000E022017121606161383AAAAAAAA.jpg" width="620" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:21:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193059</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ธัญญารัตน์ แซ่ลี้ ม.6/5 เลขที่9</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193083</link>
         <description><![CDATA[<div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:493,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2016/12/01/3427354A34FE4B63B1EA240E577AA7A0.jpg&quot;,&quot;width&quot;:740}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2016/12/01/3427354A34FE4B63B1EA240E577AA7A0.jpg" width="740" height="493"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1,&quot;url&quot;:&quot;https://ads3.bangkokpost.co.th/www/delivery/lg.php?bannerid=8269&amp;campaignid=4314&amp;zoneid=2045&amp;loc=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Fnews%2F468078&amp;referer=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Ftag%2F%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%2Fpage-2%2F%3F&amp;cb=ea567d3b4b&quot;,&quot;width&quot;:1}" data-trix-content-type="image"><img src="https://ads3.bangkokpost.co.th/www/delivery/lg.php?bannerid=8269&amp;campaignid=4314&amp;zoneid=2045&amp;loc=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Fnews%2F468078&amp;referer=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Ftag%2F%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%2Fpage-2%2F%3F&amp;cb=ea567d3b4b" width="1" height="1"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div><div>เนื้อหาข่าว : สิงโปร์ว่างงานพุ่ง</div><div>เนื้อหา : <strong>สิงคโปร์ ลุ้นปีหน้า ปัญหาว่างงานลดลงจากปีนี้ อยู่ที่ 3% ชี้ 2 อุตฯ ด้าน "สุขภาพ-วิศวกรรมการบิน" ต้องการสูง</strong></div><div>รายงานข่าวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก สิงคโปร์ เปิดเผยว่า สิงคโปร์เร่งแก้ไขปัญหาการว่างงานของคนในประเทศ ด้วยการศึกษาตลาดแรงงาน และพัฒนาทักษะของบุคลากรให้ตรงกับความต้องการปัจจุบัน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ปีนี้ชะลอตัวตามกระแสเศรษฐกิจโลก</div><div>นายออง เย กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรองรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม สิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์คาดสถานการณ์การว่างงานในปี 2560 จะไม่เลวร้ายขึ้น จากปัจจุบันสิงคโปร์มีอัตราการว่างงานของ ผู้ที่อาศัยในประเทศราว 3% ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมด้านวิศวกรรมและการบิน ยังมีความต้องการจ้างงานในตลาด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการจ้างงานในสิงคโปร์ยังไม่เลวร้ายมากนัก</div><div>ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะมีความต้องการจ้างงานเพิ่มขึ้นทำให้สัดส่วนอัตราว่างงานลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคืออัตราการ ว่างงานในระยะยาว ที่ต้องแก้ไขให้มีอัตราต่ำที่สุด และพัฒนาบุคลากรวัยทำงานให้มีทักษะใหม่ๆ ที่เหมาะสมต่อตลาดแรงงาน ด้วยการส่งออกเป็นสิ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสิงคโปร์ ที่เผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้อุตสาหกรรมบริการต่างๆ รวมถึงการค้าขายด้านเชื้อเพลิง ได้รับผลกระทบทำให้เกิดการว่างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง</div><div>ทั้งนี้ ในปี 2558 มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียง 2% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2552 และรัฐบาลเองได้คาดคะเนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ว่าเติบโตขึ้นเพียง 1-1.5% เท่านั้น</div><div>แหล่งที่มา : <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/468078">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/468078</a><br><br></div><div><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:21:20 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193083</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว สุพรรษา เหมอโป๊ะเลขที่28ชั้นม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193330</link>
         <description><![CDATA[<div><a href="www.posttoday.com/biz/aec/column/527418">เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เล่าถึงการย้ายบรรพบุรุษจีนที่สุสานชาจีนในย่างกุ้ง เพื่อสร้างตลาดแม่งกะล่าเซ โดยผมได้รับการไหว้วานจากหุ้นส่วนที่เป็นชาวจีนเมียนมาในสหรัฐ ทำให้ผมมีส่วนร่วมในการย้ายสุสานไปบ้างแล้ว ขอเล่าต่อเลยนะครับ การย้ายสุสานครั้งนั้นผมได้เรียนเชิญซินแสจากไทยไปช่วยทำพิธีให้ จึงประสบผลสำเร็จด้วยดีครับ เพียงแต่สุสานใหม่ที่ทางการจัดสรรที่ดินให้นั้นเล็กมากๆ ด้านหน้าสุสานไม่มีพื้นที่ให้ลูกหลานได้วางเครื่องไหว้ มีพื้นที่เพียงแค่วางจานได้สามสี่จานก็เต็มแล้ว ผมเคยเป็นตัวแทนเพื่อนไปร่วมงานเชงเม้งเพื่อช่วยเพื่อนไหว้บรรพบุรุษ ปรากฏว่าต้องยืนไหว้ ไม่สามารถนั่งลงไหว้ได้เลย</a><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2017/11/27/00000E022017112706160511AAAAAAAA.jpg&quot;,&quot;width&quot;:620}" data-trix-content-type="image" data-trix-attributes="{&quot;caption&quot;:&quot;www.posttoday.com/biz/aec/column/527418&quot;}"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2017/11/27/00000E022017112706160511AAAAAAAA.jpg" width="620" height="413"><figcaption class="attachment__caption attachment__caption--edited">www.posttoday.com/biz/aec/column/527418</figcaption></figure></div><div><figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:1,&quot;url&quot;:&quot;https://ads3.bangkokpost.co.th/www/delivery/lg.php?bannerid=8269&amp;campaignid=4314&amp;zoneid=2045&amp;loc=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Fcolumn%2F527418&amp;referer=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Faec%2Fnews&amp;cb=7e7b0af7cd&quot;,&quot;width&quot;:1}" data-trix-content-type="image"><img src="https://ads3.bangkokpost.co.th/www/delivery/lg.php?bannerid=8269&amp;campaignid=4314&amp;zoneid=2045&amp;loc=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fbiz%2Faec%2Fcolumn%2F527418&amp;referer=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Faec%2Fnews&amp;cb=7e7b0af7cd" width="1" height="1"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:23:31 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193330</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ทิพวรรณ์ หลู่ยือ ชั้นม. 6/5 เลขที่ </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193448</link>
         <description><![CDATA[<div> หัวข้อ:โอกาสน้ำมะพร้าวไทยในสิงคโปร์<br>สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็ก มีพื้นที่ทำการเกษตรเพียง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด จึงทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทั้งการนำเข้าเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรม เหตุนี้จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่จะขยายตลาดเข้าไป<br><br></div><div>ฐิตินันทนา ตันศรีสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) ณ กรุงสิงคโปร์ ให้ ข้อมูลว่า ในปีที่ผ่านมา สิงคโปร์นำเข้าสินค้าประเภทอาหารมูลค่าประมาณ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งออกเป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่ม 3,000 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าขนาดของตลาดสินค้าเครื่องดื่มในสิงคโปร์จะมีขนาดเล็ก แต่ในสิงคโปร์ไม่มีโรงงานผลิตเครื่องดื่มมากนัก ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศ 90% จึงมาจากการนำเข้าเป็นหลัก โดยเป็นทั้งการนำเข้าเพื่อใช้จำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออกต่อ (Re-export) ไปยังตลาดอื่นๆ  ในภูมิภาค เช่น เวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซีย เป็นต้น</div><div>นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังมี นโยบายสนับสนุนการรักษาสุขภาพของประชาชนจากเครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ ร้านขายน้ำผลไม้สดในสิงคโปร์จึงมีการเปิดตัวขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่งรวมถึงการนำเข้าน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มสำเร็จรูปจากประเทศไทยเข้าไปจำหน่าย<br><br></div><div>"คนสิงคโปร์ชอบไปเที่ยวที่ประเทศไทยเพื่อไปรับประทานอาหาร น้ำมะพร้าวเป็นหนึ่งเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยมของคนสิงคโปร์และยอมรับในคุณภาพน้ำมะพร้าวของไทย และปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ข่าวสาร ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้และรับรู้ถึงคุณประโยชน์ และสรรพคุณของ น้ำมะพร้าว ยิ่งเป็นโอกาสของน้ำมะพร้าวในไทย"<br>แหล่งที่มองข่าว<br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/523469">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/523469</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242188878/619d9e401a519681ca05e977a44f988d/Screenshot_2018_01_22_11_36_30.png" />
         <pubDate>2018-01-22 04:24:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193448</guid>
      </item>
      <item>
         <title>ธุรกิจน้ำดื่มในสิงคโปร์</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193647</link>
         <description><![CDATA[<div>&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/20/00000E022017092006162364AAAAAAAA.jpg&quot;,&quot;width&quot;:620}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/20/00000E022017092006162364AAAAAAAA.jpg" width="620" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp;</div><div>สิงคโปร์แม้จะตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญในอาเซียน ทำให้เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การค้า การเงินและการขนส่ง แต่ด้วยความที่มีพื้นที่ขนาดเล็ก มีพื้นที่เกษตรกรรมจำกัด ทำให้สิงคโปร์ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ทั้งสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม รวมถึงน้ำดื่มบรรจุขวดจากต่างประเทศ<br><br></div><div>ทั้งนี้ พบว่าประชากรชาวสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ 200 ดอลลาร์สิงคโปร์/เดือน ในปริมาณอย่างต่ำ 60 ลิตร/เดือน แหล่งนำเข้าหลักมาจากรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้ความตกลงทวิภาคี และนำมาปรับปรุงสภาพ (Newater) ใหม่ ด้วยระบบเทคโนโลยี Advanced Membrane and Ultra-Violet Disinfection ทำให้น้ำสะอาดบริสุทธิ์ ใช้เป็นน้ำดื่มได้ ซึ่งในปี 2553 โรงงาน Newater ทั้งหมด 4 แห่ง สามารถผลิตน้ำได้ 30% ของความต้องการบริโภคภายในประเทศ และคาดว่า ภายในปี 2603 จะสามารถผลิตน้ำได้มากถึง 55% ของความต้องการบริโภคภายในประเทศทั้งหมด<br><br></div><div>การขยายตัวของตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในสิงคโปร์ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญรู้สึกแปลกใจที่คนสิงคโปร์พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อน้ำดื่มในราคาที่สูงกว่า น้ำประปาหลายเท่า ทั้งที่น้ำประปาซึ่งมีราคาถูกกว่ามากและมีคุณภาพดื่มได้จากก๊อก โดยราคาน้ำขวดขนาด 600 มิลลิลิตร ขายในราคา 0.50-1.00 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 12.50- 25 บาท) ขณะที่น้ำประปาในปริมาณเท่ากันมีราคาเพียง 0.10 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 25 สตางค์) เท่านั้น<br><br></div><div>เมื่อดูข้อมูลการนำเข้าน้ำดื่มของสิงคโปร์ในปี 2559 น่าตกใจมาก เพราะมีมูลค่าสูงถึง 44.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นน้ำแร่และ น้ำอัดลม 22.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอื่นๆ อีก 21.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br><br></div><div>สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมผู้บริใภคในสิงคโปร์ที่ยังมีความกังวลกับเรื่องระดับสารคลอรีนในน้ำประปา จึงหันไปดื่มน้ำบรรจุขวดแทน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นความสะดวกและเพื่อรักษาสุขภาพร่างกาย เนื่องจากดื่มน้ำหมดก็ทิ้งขวดได้เลย ไม่ต้อง พกขวดหรือกระบอกน้ำติดตัว และคาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ย 2-3% ต่อปี ไปจนถึงปี 2562<br><br></div><div>อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปถึงกลุ่มผู้บริโภคหลักแล้ว จะเห็นว่ากลุ่มผู้บริโภครายได้สูงจะเป็นกลุ่มที่นิยมน้ำบรรจุขวด เนื่องจากกระแสนิยมทางด้านสุขภาพและมีกำลังการซื้อสินค้าสูง โดยจะเลือกบริโภคน้ำที่ให้คุณประโยชน์มากกว่าน้ำดื่มทั่วไป ดังนั้นจึงมีช่องว่างที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเจาะตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดในสิงคโปร์ เพราะมองว่าน้ำเป็นสินค้าซื้อขายประจำวัน แต่ผู้ประกอบการไทยจะต้องคำนึงถึงในด้านคุณภาพการรับรองสินค้า และคุณประโยชน์ด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกสู่ตลาดสิงคโปร์ให้สามารถแข่งขันได้ <br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/column/515747">https://www.posttoday.com/biz/aec/column/515747</a><br>นางสาว เกตวรินทร์ สายพูนคำ<br>ชั้น ม.6/5 เลขที่ 15</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:26:30 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193647</guid>
      </item>
      <item>
         <title></title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193651</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:26:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193651</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว สุภาพร หน่อคำ ชั้น ม.6/5 เลขที่ 29</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193708</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>หัวข้อ</strong> ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน... โอกาสของประเทศไทย<br>  การตั้ง "ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" มีผลกระทบกับประเทศไทยโดยตรงทั้งทางบวกและทางลบ ที่เห็นได้ชัดคือการค้าขายระหว่างประเทศอาเซียนมีความเป็นเสรีมาก เพราะมีการยกเลิกภาษีนำเข้าของประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่อาจจะมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทที่เรียกกันว่าสินค้าอ่อนไหวเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ<br> การค้าเสรีนั้นทำให้ตลาดส่งออกของไทยขยายขึ้นในชั่วพริบตากลายเป็นตลาดของคน 590 ล้านคน และทำให้การจัดหาแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติของไทยทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในประเทศได้<br> การคมนาคมซึ่งรวมถึงการท่องเที่ยวนั้นจะหนาแน่นขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศไทยอยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียนพอดี ซึ่งจะทำให้การท่องเที่ยวเติบโตขึ้นและการขนส่งสินค้าไปมาต้องผ่านประเทศไทยเป็นหลัก<br>แหล่งที่มา <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/519905">https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/519905</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242192328/319b32a8a9be8428b77eaf712f9afcae/IMG_20180122_113802.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:27:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193708</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส เสาวภา ด้วงกันทา ชั้น ม6/5 เลขที่</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193946</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อข่าว ไทย-จีน ยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยว กระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรอง<br><br>นายพงษ์ภานุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2561 เข้าพบหารือ นายหวัง เสี่ยวเฟิง รองประธานสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ CNTA ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสรุปผลการหารือร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง การอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว และการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยการกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง ได้ตั้งเป้าหมายภายในระยะ 3 ปี ซึ่งจะเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 15 ล้านคน พร้อมเสนอ 6 เมืองรองที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานีและนครศรีธรรมราช ซึ่งฝ่ายจีนยินดีให้ความร่วมมือ ส่งนักท่องเที่ยวจีนสู่เมืองรองของไทยอย่างเต็มที่ หากมีระบบคมนาคมขนส่งที่ปลอดภัย บริการได้มาตรฐานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม</div><div>&nbsp;</div><div>ในส่วนของการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวและการเพิ่มจำนวนของนักท่องเที่ยว ยังมีข้อจำกัดซึ่งเป็นคอขวดอยู่หลายจุด โดยเฉพาะในกระบวนการเข้าประเทศ ซึ่งภายหลังจากการหารือกับนายพิริยะ เข็มพล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่า ปัจจุบันสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้ง 10 แห่ง ได้ตรวจลงตราให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนเฉลี่ยวันละ 35,000 ราย จึงควรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแบ่งเบาในขั้นตอนการกลั่นกรองและอนุมัติการเข้า- ออกประเทศของนักท่องเที่ยว โดยเสนอแนวทางการใช้ระบบ QR Code มาช่วยยกระดับการให้บริการและการบริหารจัดการ ตลอดจนการคัดกรองนักท่องเที่ยวจีนจากประเทศต้นทางอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาทัวร์ผิดกฎหมาย (ทัวร์ ศูนย์เหรียญ) ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการปรับปรุงระเบียบขั้นตอนที่เกี่ยวข้องให้เกิดความคล่องตัวในกระบวนการตรวจลงตรา ซึ่งจะได้มีการศึกษาในรายละเอียด และแนวทางการดำเนินการต่อไป</div><div><br>ด้านการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ฝ่ายจีนพอใจที่ไทยได้มีมาตรการดูแลรักษาสิทธิและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายมีความเห็นร่วมกันว่าจำเป็นต้องยกระดับขีดความสามารถในการสื่อสาร การพัฒนาทักษะภาษาจีนให้กับตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ให้สามารถประสานงานดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งฝ่ายจีนยินดีให้การสนับสนุนการฝึกอบรมภาษาจีนโดยพร้อมให้ตำรวจท่องเที่ยวของไทยเข้ารับการอบรมในเดือนมีนาคมนี้ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องกันว่าควรจัดให้มีระบบประกันภัยภาคบังคับให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะรับไปดำเนินการต่อไป&nbsp;</div><div>&nbsp;</div><div>ในส่วนของความร่วมมือในการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย จะได้มีแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทาง Hotline ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของทัวร์ผิดกฎหมาย และเรื่องร้องเรียนระหว่างกรมการท่องเที่ยวของจีนและกรมการท่องเที่ยวของไทยอย่างต่อเนื่อง</div><div>&nbsp;</div><div>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเดินหน้าบูรณาการภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป</div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:29:35 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223193946</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ปรารถนา มาเยอ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194320</link>
         <description><![CDATA[<div>ชั้นม.6/5 เลขที่ 23&nbsp;</div><div><br></div><h1><strong>เมืองอัจฉริยะ&nbsp;</strong></h1><div><br>เมื่อนึกถึงเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City ในอาเซียน หลายคนจะเห็นภาพของสิงคโปร์เป็นประเทศแรก ด้วยพื้นที่และจำนวนประชากรที่น้อยกว่าเมืองหลวงอื่นๆ ในอาเซียน เทคโนโลยีสารสนเทศที่เชื่อมโยงกันทุกส่วน และมีสัดส่วนประชากรเมืองถึง 100% อย่างไรก็ดีเมืองอื่นๆ ในอาเซียนก็มีการตื่นตัวในการสร้างเมืองอัจฉริยะไม่แพ้กัน<br><br></div><div>แม้ว่าแนวคิดของเมืองอัจฉริยะจะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ประเด็นที่เหมือนกันทุกเมืองทั่วโลกคือ การมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการดำรงชีวิตของประชาชน<br><br></div><div>มาเลเซีย เป็นประเทศหนึ่งที่มีการประกาศโครงการเมืองอัจฉริยะและมีการตั้งหน่วยงานในการรองรับการเติบโตของเมือง รวมทั้งการศึกษาวิจัยเพื่อคาดการณ์เทคโนโลยีแห่งอนาคต รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าปั้นเมืองไซเบอร์จายาให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ภายในปี 2563 โดยประกาศโครงการสำคัญถึง 11 โครงการ เพื่อให้เมืองไซเบอร์จายาเป็นเมืองต้นแบบในการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะของมาเลเซีย และเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก<br><br></div><div>มาเลเซียทุ่มงบประมาณราว 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างและบ่มเพาะนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมือง โดยเปิดโอกาสให้กับสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เอกชนทั้งในและต่างประเทศที่มีไอเดียและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br><br></div><div>นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาอนาคต หรือ Cyberjaya Futurise Centre ที่ Malaysian Global Innovation and Creativity Centre (MaGIC) ซึ่งจะเป็นศูนย์รวมในการเฟ้นหาเทคโนโลยีเพื่อเมืองในอนาคตต่อไป<br><br></div><div>อินโดนีเซีย สำหรับอินโดนีเซีย แม้ว่าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจะมีมาอย่างยาวนาน แต่ที่ผ่านมาขาดความต่อเนื่องและปัญหาความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ในช่วงปีที่ผ่านมา กรุงจาการ์ตาได้ริเริ่มโครงการต่างๆ โดยมีหน่วยงาน Jakarta Smart City ดูแลโดยตรง มุ่งเน้นในการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางและการดำรงชีวิต มีการเปิดตัว Jakarta One Card ที่สามารถใช้แทนที่บัตรประชาชน ใช้จ่ายค่าเดินทางสาธารณะ รวมถึงการประกันสุขภาพ โดยตั้งเป้าว่า ภายในปี 2562 ประชาชนทุกคนในจาการ์ตาจะใช้บัตรนี้ได้อย่างทั่วถึง<br><br></div><div>มีการคาดการณ์ว่า ในอาเซียนจะมีการพัฒนาสู่เมืองอัจริยะได้เร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ด้วยเหตุว่าเมืองต่างๆ แม้ในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนามจะมีการขยายตัวออกไป รวมทั้งมีเมืองเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งเมืองที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะถูกออกแบบบนพื้นฐานเทคโนโลยีปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนเทคโนโลยีนั้น ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ หรือแทบจะไม่มีเลย <br>&nbsp;<figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/06/00000E02201709060615577AAAAAAAAA.jpg&quot;,&quot;width&quot;:620}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/06/00000E02201709060615577AAAAAAAAA.jpg" width="620" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure> <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/column/513117">https://www.posttoday.com/biz/aec/column/513117</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:32:46 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194320</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว นิพร มาเยอะ เลขที่22  เรื่อง  ...ความยั่งยืน ของอุตสาหกรรมกัมพูชา      โดย...สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) www.itd.or.thกัมพูชาเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกัมพูชาเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GreaterMekong Subregion หรือ GMS) ที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วมาก การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนี้ขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคเกษตรกรรม จึงทำให้กัมพูชาใกล้ที่จะเปลี่ยนจากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางทั้งนี้ กัมพูชาสามารถลดปัญหาความยากจนได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีจำนวนคนยากจนอยู่เกือบ 50% ของประชากรทั้งหมด เมื่อปี 2550 เหลือเพียง 19% ในปี 2555 หากพิจารณาถึงภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งสามารถดูดซับแรงงานในภาคการผลิตได้สูงถึงประมาณ 3 แสนคน หรือคิดเป็น 53% ของแรงงานในภาคการผลิตทั้งหมด รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมยังสร้างรายได้จากการส่งออกถึง 80% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และยังเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกัมพูชามากที่สุดด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปสู่การใช้ภาคบริการเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น และยกระดับการใช้เทคโนโลยีในการผลิตสินค้า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการผลิตที่ต้องควบคุมต้นทุนแล้ว ยังจะช่วยสร้างโอกาสในการใช้เทคโนโลยีและการผลิตในสาขาอื่นๆ ที่มีคุณค่าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชาให้มากยิ่งขึ้น</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194387</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242189327/ef2528717240d11168b10ef6cb642371/FD25E726F8AE49B58B9CA5C8ECE2D4CB.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:33:22 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194387</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว ปุญชรัศมิ์ ปันติคำ เลขที่32 ม.6/5</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194533</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อข่าว: จับตามาตรการ BEPS<br>เนื้อหา : โครงการป้องกันการถูกกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไรไปต่างประเทศ (Base Erosion and Profit Shifting : BEPS) ที่นำเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายกำไร เพื่อเสียภาษีในประเทศที่ภาระภาษีต่ำกว่า OECD ได้เผยแพร่แผนปฏิบัติการ BEPS ออกมา เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ทำให้ประเทศในกลุ่ม OECD รวมทั้งในกลุ่ม จี20 ที่ร่วมพันธกรณีนี้ต้องปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการที่ตกลงกัน<br>แหล่งที่มา: <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/trade/527963">https://www.posttoday.com/biz/aec/trade/527963</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242187938/8a6a06c029c2f49b2a9163fccfd95562/IMG_20180122_113841.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 04:34:18 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194533</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.นัดชา เทียนละ เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194906</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:38:02 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194906</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.นัดชา เทียนละ เลขที่1</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194907</link>
         <description><![CDATA[<h1><a href="https://news.mthai.com/world-news/612451.html"><strong>มีเงินก็ซื้อไม่ได้ ! สิงคโปร์ผุดนโยบายจำกัดจำนวนรถยนต์</strong></a></h1><div><a href="https://news.mthai.com/world-news/612451.html"><strong>รัฐบาลสิงคโปร์ออกข้อบังคับใหม่ให้ผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคล จะต้องได้รับใบรับรองพิเศษจากรัฐบาลก่อน จึงจะมีสิทธิ์นำไปวิ่งบนถนน เพื่อจำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน สำนักงานขนส่งทางบกของสิงคโปร์ หรือ LTE ออกข้อบังคับใหม่ ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการยื่นขอใบอนุญาตพิเศษที่เรียกว่า “Certificate of Entitlement” หรือ COE เสียก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์นำรถยนต์ไปวิ่งบนท้องถนนได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อจำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัด<br>ที่มา :</strong></a><strong>https://news.mthai.com/world-news/612451.html<br></strong><br></div><div><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:38:04 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223194907</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปาลิณี ใจด้วง ชั้นม.6/5 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195310</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:42:56 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195310</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปูริดา  กมลเพชร  เลขที่ 30 </title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195365</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:43:28 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195365</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นางสาว จันทร์เพ็ญ มหาวงศ์เงิน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195434</link>
         <description><![CDATA[<div>ชั้นม.6/5 เลขที่ 21<br>&nbsp;</div><h1>การค้าระหว่างประเทศกับ การพัฒนาที่ยั่งยืนของเวียดนาม&nbsp;</h1><div>&nbsp; <figure class="attachment attachment--preview" data-trix-attachment="{&quot;contentType&quot;:&quot;image&quot;,&quot;height&quot;:413,&quot;url&quot;:&quot;https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/26/00000E022017092606162267AAAAAAAA.jpg&quot;,&quot;width&quot;:620}" data-trix-content-type="image"><img src="https://www.posttoday.com/media/content/2017/09/26/00000E022017092606162267AAAAAAAA.jpg" width="620" height="413"><figcaption class="attachment__caption"></figcaption></figure>&nbsp;</div><div>การปฏิรูปเศรษฐกิจหลายมิติอย่างต่อเนื่องของประเทศเวียดนาม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1986 ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 7-8 ต่อปี ช่วงปี ค.ศ.1990-2000 และยังคงสามารถรักษาการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี<br><br></div><div>หลังจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นโยบายการปฏิรูปยังสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศให้หลั่งไหลสู่เวียดนามได้อย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของเวียดนามยังคงขยายตัวประมาณร้อยละ 9 ต่อปี ระหว่างปี ค.ศ.1993-1997 แม้ว่าจะมีการปรับตัวลดลงบ้างหลังวิกฤตเศรษฐกิจ แต่โดยรวมถือว่า นโยบายการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของเวียดนามประสบความสำเร็จอย่างสูงในการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ<br><br></div><div>ทั้งนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามเปลี่ยนจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมการผลิต โดยอัตราส่วนภาคเกษตรกรรมลดลงจากร้อยละ 40.56 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเมื่อปี ค.ศ.1986 เหลือร้อยละ 18 ในปี ค.ศ.2013 ขณะที่อัตราส่วนภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28.36 เป็นร้อยละ 38 ช่วงระหว่างปี ค.ศ.1986-2013<br><br></div><div>อย่างไรก็ดี การค้าระหว่างประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม โดยอัตราส่วนการส่งออกต่อกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 52 เป็นร้อยละ 71 ในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1993-1998 สินค้าส่งออกหลักได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการผลิตที่พึ่งพาการใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ซึ่งกลายมาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกมากกว่าสินค้าเกษตรกรรม<br><br></div><div>ขณะที่อัตราความยากจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนประชากรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนลดลงจากจากร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 3 ในช่วงปี ค.ศ.1986-2012 สะท้อนให้เห็นว่า การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจสามารถช่วยลดความยากจนโดยช่วงปี ค.ศ.1993-1998 ค่าจ้างแรงงานภาคอุตสาหกรรมของเวียดนามขยายเฉลี่ยร้อยละ 10.5 ต่อปี ขณะที่การจ้างงานประมาณขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 2-3 ต่อปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่โดยพบเมืองใหญ่อย่างฮานอยและโฮจิมินห์ ซึ่งค่าจ้างเพิ่มขึ้นสูงกว่าเมืองอื่นๆ<br><br></div><div>การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจส่งผลเสียต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม โดยส่งผลกระทบต่อการจัดการน้ำและสุขาภิบาล การใช้พลังงาน การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเล และผลกระทบต่อระบบนิเวศทางบก เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามได้ปรับเปลี่ยนนโยบายมาให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าการค้าระหว่างประเทศจะสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน<br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/column/516821">https://www.posttoday.com/biz/aec/column/516821</a><br><br></div><div><br></div><div><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:44:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195434</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปาลิณี ใจด้วง ชั้นม.6/5 เลขที่12</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195603</link>
         <description><![CDATA[<div><strong>โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียนโพสต์ทูเดย์<br></strong><br></div><div><br></div><div>แม้จะมีจำนวนประชากรและขนาดพื้นที่เล็กที่สุดในอาเซียน แต่เมื่อพูดถึงรายได้ต่อหัวของประชากรของ <strong>“บรูไน”</strong> แล้วเป็นรองแค่ <strong>“สิงคโปร์”</strong> เท่านั้น ข้อมูลล่าสุดในปี 2552 อยู่ที่ 49,790 เหรียญสหรัฐ<br><br></div><div>โดยความมั่งคั่งของบรูไนมาจากอุตสาหกรรมหลักคือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันการส่งออกสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และอุตสาหกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนกว่า 50% ของจีดีพีประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยอดการผลิตน้ำมันของบรูไนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือนับตั้งแต่ปี 2549 การผลิตลดลงแล้วประมาณ 40% และมีแนวโน้มลดลงอีกในอนาคต ดังนั้น รัฐบาลบรูไนจึงได้พยายามผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้กลายมาเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน<br><br></div><div>ทั้งนี้ ภายใต้แผนการพัฒนา<strong> “Vision Brunei 2035”</strong> บรูไนจะเน้นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6% โดยการเพิ่มผลิตภาพ และจะต้องลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมพลังงานให้น้อยลง ขณะเดียวกัน รัฐบาลบรูไนได้พยายามดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มากขึ้นซึ่งอุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลสนับสนุนมีหลายคลัสเตอร์ ได้แก่ อาหาร เภสัชภัณฑ์และเครื่องสำอาง พลังงานทดแทน ดาต้า เซ็นเตอร์ และศูนย์ฟื้นฟูภัยพิบัติ<br><br></div><div><strong>เชิดชู รักตะบุตร</strong> เอกอัครราชทูต ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการไทย ว่า <strong>ธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนคือธุรกิจที่รัฐบาลบรูไนให้ความสำคัญและส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติลงทุน ได้แก่ ธุรกิจฮาลาล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภาคบริการและโลจิสติกส์ การพัฒนาเคมีภัณฑ์จากอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมัน อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก และอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ เช่น เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา และอาหารเสริม<br></strong><br></div><div>อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมพลังงาน มีความพยายามปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ แต่ก็ยอมรับว่าการทำการค้าการลงทุนในบรูไนยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ผู้ประกอบการต้องนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจ<br><br></div><div>เอกอัครราชทูตไทยประจำบรูไน ขยายความถึงข้อจำกัดดังกล่าวว่า บรูไนมีประชากรประมาณ 4 แสนคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดขนาดเล็กผู้เข้ามาลงทุนจะต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการเปิดตลาด ขณะเดียวกัน ชาวต่างชาติที่ลงทุนในบรูไนจะต้องร่วมทุนกับชาวบรูไนเท่านั้น ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของบรูไน เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ถนน และท่าเรือ ยังต้องได้รับการพัฒนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนและการดำเนินธุรกิจต่างๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน<br><br></div><div><strong>“ผู้ประกอบการไทยที่สนใจจะทำการค้าหรือเข้ามาลงทุนในบรูไน ควรจะเข้ามาศึกษาตลาดและข้อมูลกฎระเบียบการค้าและการลงทุนต่างๆ ของบรูไนให้เข้าใจ และตอนนี้ยังไม่เปิดเสรีด้านการลงทุนสำหรับต่างชาติ นักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนในบรูไนจึงต้องร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาอุปนิสัยใจคอและวัฒนธรรมในการทำงาน ต้องหาหุ้นส่วนที่สามารถเชื่อถือได้ เพื่อจะได้ประกอบธุรกิจร่วมกันได้”<br></strong><br></div><div>ขณะที่ด้านการค้า ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค. 2558 ไทยส่งออกสินค้าไปบรูไนมูลค่ารวม 89.35 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 25% และนำเข้าสินค้าจากบรูไนรวม 524.98 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 2.4%<br><br></div><div>สำหรับสินค้าส่งออกหลักของไทยไปตลาดบรูไนช่วงปี 2557-2558 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว ปูนซีเมนต์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ น้ำตาล เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เซรามิก<br><br></div><div>ขณะที่สินค้านำเข้าหลักที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุดคือ น้ำมันดิบ มูลค่าประมาณ 514 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดือน ม.ค.-ต.ค.ที่ผ่านมา รองลงมาคือ เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ<br><br></div><div>กระทรวงพาณิชย์ยังได้ระบุถึงความท้าทายในการทำการค้ากับบรูไน ว่า ในส่วนของอาหาร บรูไนจะนำเข้าเฉพาะอาหารฮาลาลเท่านั้น ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานของบรูไน และ<br>ขั้นตอนเหล่านี้ทำให้เกิดความล่าช้า ไม่คล่องตัวในการส่งสินค้า อีกทั้งยังมีปัญหาด้านการขนส่งทางเรือที่มีสินค้าเฉพาะเที่ยวไป ไม่มีสินค้าเที่ยวกลับ และยังใช้ประเภทเรือในการนำเข้าส่งออกต่างกันด้วย<br><br></div><div>และนี่คือโอกาสและความท้าทายในตลาด “บรูไน” ที่ผู้ประกอบการไทยต้องชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนตัดสินใจว่าไปต่อหรือไม่<br><a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/news/405214">https://www.posttoday.com/biz/aec/news/405214</a></div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-01-22 04:46:11 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195603</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.กัญญารัตน์  ปัญญาไหว ม.6/5 เลขที่7</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195836</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อข่าว : ไทยเบอร์1พลังงานทดแทนอาเซียน<br>ผลรางวัลอาเซียน เอเนอร์จี อวอร์ด 2017 (ASEAN Energy Awards 2017) ปีล่าสุด ที่จัดขึ้น ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ไทยคว้ารางวัลด้านพลังงาน 19 รางวัล สูงที่สุดในภูมิภาค ครองแชมป์ผู้นำด้านพลังงานทดแทนในอาเซียนพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ในฐานะเจ้ากระทรวง ที่นำคณะไปครั้งนี้ บอกว่า อาเซียน เอเนอร์จี อวอร์ด 2017 เป็นเวทีการประกวดด้านพลังงานสำหรับภาครัฐและเอกชนในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปีนี้ไทยคว้าไปทั้งหมด 19 รางวัล<br>ทั้งนี้ งานอาเซียน เอเนอร์จี อวอร์ด จะจัดขึ้นควบคู่กับการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (ASEAN Ministers on Energy Meetings - AMEM) ซึ่งมักจัดการประชุมหารือใน ช่วงเช้า และประกาศผลรางวัลอาเซียน เอเนอร์จี อวอร์ด ในช่วงค่ำ โดยการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 36 ในปี 2561 จะส่งไม้ต่อให้สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียนครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของไทย ในแผนปฏิบัติการพลังงานอาเซียนที่ขณะนี้ประเทศไทยถือเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนในอาเซียน มุ่งสู่การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานระยะ 20 ปี (ปี 2558-2579 ) โดยเฉพาะแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558-2579 (EEP 2015) และแผนพัฒนาพลังงาน ทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2015) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่ง ในการตอบโจทย์นโยบายพลังงาน 4.0 สำหรับแผนพัฒนาพลังงานของไทย มีเป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ 1.ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามข้อผูกพันของการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ 2.ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล 3.สร้างกลไกการแข่งขันไปสู่เสรีเพื่อราคาเป็นธรรม และ 4.การพัฒนาพลังงานชุมชนเพื่อสร้างรายได้แก่ชุมชน<br>แหล่งที่มา : <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/518868">https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/518868</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255523132/24e12acdc23489b0f4d9c84f91c9ac61/Screenshot_2018_01_22_11_33_40_1.png" />
         <pubDate>2018-01-22 04:48:23 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223195836</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส.ปูริดา  กมลเพชร  ม.6/5 เลขที่ 30</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223197849</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อ บรูไนดารุสซาลาม<br>บรูไนหนึ่งในอาเซียน ผู้ส่งออกหลักน้ำมัน<br><br>โดย...กลุ่มงานยุทธศาสตร์ภูมิภาคอาเซียนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ<br><br>บรูไนเป็นประเทศเล็ก ระบบเศรษฐกิจค่อนข้างมีเสถียรภาพ และมีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ปรับนโยบายเน้นสร้างความหลากหลาย<br><br>โดยเฉพาะทางเกษตรกรรม ไม่เน้นการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ไม่มีตลาดหลักทรัพย์ฯ เงินลงทุนจากต่างประเทศมีปริมาณไม่มากนัก<br><br>บรูไนจะกำหนดมาตรการทางการเงินการคลังที่ค่อนข้างเข้มงวด เน้นระบบเศรษฐกิจที่ปลอดภัยและมั่นคงเป็นปึกแผ่น แต่ก็พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้บรูไนยืนยันพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามข้อมติต่างๆ ของอาเซียน<br><br>ทั้งการพัฒนาตลาดเงินทุนและระบบการเงินให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนด้านเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community) ในปี 2015<br><br>หน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายการเงินการคลังของบรูไน คือ Brunei Currency and Monetary Board (BCMB)<br><br>BCMB เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการคลังของบรูไน ก่อตั้งขึ้นในปี 2510 ซึ่งเป็นช่วงที่บรูไนยังมีสถานะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของประเทศอังกฤษ (British Protectorate) และในปีดังกล่าว รัฐบาลบรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงแลกเปลี่ยนอัตราค่าเงิน (Currency Interchangeability Agreement-CIA)<br><br>ต่อมาในปี 2514 มาเลเซียได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงดังกล่าวไป จึงเหลือเพียงสิงคโปร์และบรูไน โดยทั้งสองประเทศได้กำหนดให้อัตราค่าเงินเหรียญบรูไน (BND) และเหรียญสิงคโปร์ (SGD) มีค่าเท่ากันที่ 1 ต่อ 1 ซึ่งเป็นไปในแนวทางที่คล้ายคลึงกับการกำหนดค่าเงินเหรียญฮ่องกง (HKD) กับเหรียญสหรัฐ (USD) ไว้ประมาณ 1.7-1.8 ต่อ 1<br><br>ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจของบรูไนจึงผูกอยู่กับเศรษฐกิจของสิงคโปร์อย่างแนบแน่น ตราบใดที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ยังมั่นคง บรูไนก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างราบรื่น<br><br>หน้าที่หลักของ BCMB คือการรักษาเสถียรภาพค่าเงินเหรียญบรูไน โดยกำหนดว่าหากมีการผลิตเงิน 1 เหรียญบรูไน เพื่อหมุนเวียนในตลาด บรูไนจะต้องนำเงินไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศในมูลค่าที่เท่ากัน เพื่อเป็นการค้ำประกัน<br><br>ที่ผ่านมาบรูไนสามารถรักษาอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้อยู่ในช่วง 1-1.5% ได้มาโดยตลอด<br><br>นอกจากนี้ BCMB มีมาตรการที่เข้มแข็งในการดูแลสถาบันการเงินการธนาคารในบรูไน ซึ่งประกอบด้วยธนาคารท้องถิ่น 2 แห่ง คือ Baiduri Bank และ TAIB ธนาคารต่างชาติ 6 แห่ง คือ HSBC, Standard Chartered, UOB, Citibank, MAYBANK (มาเลเซีย) และ RHB (มาเลเซีย)<br><br>ในด้านการลงทุน BCMB จะมีบทบาทเสริมการทำงานของ Brunei Financial Center ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลด้านการลงทุนหลัก โดย BCMB จะช่วยพิจารณาการลงทุนที่สำคัญๆ รวมทั้งการนำเข้าสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีพ ได้แก่ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งวัตถุดิบ การบริการ ฯลฯ<br><br>แหล่งที่มาของข่าว https://www.posttoday.com/biz/aec/column/452772<br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255523132/689324c56471cde117f752e7b0c972a1/___________________________________20______Springn.mp4" />
         <pubDate>2018-01-22 05:10:16 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223197849</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส ปภัสสร จุลศรี ชั้นม.6/5 เลขที่11</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223258774</link>
         <description><![CDATA[<div>หัวข้อ. เปิดอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา<br><br><strong>โดย เบญจมาศ กุลกัตติมาส กรรมการบริหาร เคพีเอ็มจี ประเทศไทย<br></strong><br></div><div><br></div><div>ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน (อนุสัญญาภาษีซ้อน) ซึ่งเป็นไปตามพันธะภายใต้เออีซีบลูพรินต์ กัมพูชาเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่ได้ทำอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศใด จนกระทั่งเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ได้เซ็นอนุสัญญาภาษีซ้อนกับสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในอาเซียนและในโลก<br><br></div><div>ปัจจุบันอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของกัมพูชาอยู่ที่ร้อยละ 20 และภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรณีที่มีการจ่ายเงินได้จากกัมพูชาไปต่างประเทศคือร้อยละ 14 สำหรับเงินได้เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ค่าสิทธิ และค่าบริการบางประเภทอนุสัญญาภาษีซ้อนจะช่วยให้ภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดลงหรือไม่มีเลย ภายใต้ร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา มีการกำหนดอัตราภาษี หัก ณ ที่จ่ายกรณีจ่ายค่าสิทธิ ไว้ที่อัตราไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของไทยคือร้อยละ 15 และของกัมพูชาคือร้อยละ 14 จะช่วยบรรเทาภาระภาษีให้แก่กิจการไทยที่มีรายได้ค่าสิทธิจากกัมพูชา<br><br></div><div>แม้ว่าภาษีที่ถูกหักในกัมพูชาจะนำมาเป็นเครดิตภาษีไทยได้กล่าวคือเอามาหักจากภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยที่กิจการไทยต้องเสียจากเงินได้ก้อนเดียวกันในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ แต่ในทางปฏิบัติบางครั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจเป็นต้นทุนของกิจการอันเนื่องมาจากกิจการไทยมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายมากกว่าภาษีที่ต้องชำระ หรือขาดทุนไม่มีภาษีที่ต้องเสีย หรือไม่มีเอกสารมาใช้เป็นหลักฐานในการขอเครดิต เป็นต้น<br><br></div><div>ทั้งนี้ ถ้าเทียบกับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่ไทยทำกับประเทศอื่นๆ ก็มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดีกว่า เนื่องจากบางอนุสัญญาภาษีซ้อนมีการกำหนดเพดานอัตราไว้ระหว่างร้อยละ 5-15 ตามประเภทของค่าสิทธิ อนุสัญญาฉบับนี้ได้ให้นิยามค่าสิทธิ รวมถึงสิทธิในการใช้อุปกรณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึงค่าตอบแทนในการได้ใช้อุปกรณ์ หรือค่าเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้กรณีที่บริษัทไทยจ่ายค่าเช่าอุปกรณ์ไปให้บริษัทกัมพูชา บริษัทผู้จ่ายในไทยควรหักภาษีในอัตราร้อยละ 10 แทนร้อยละ 15 ตามประมวลรัษฎากร<br><br></div><div>ในเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย แตกต่างจากอนุสัญญาภาษีซ้อนฉบับที่ไทยทำกับประเทศอื่นๆ ภายใต้ร่างอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา ได้มีการแยกบทที่เกี่ยวกับรายได้ที่เข้านิยาม “Technical Services” ออกมาเป็นบทเฉพาะ ซึ่งไม่เคยมีในสัญญาฉบับใดเลย อนุสัญญาภาษีซ้อนได้ให้นิยาม Technical Services รวมถึงการบริการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ (Managerial Services) โดยทั่วไปแล้วค่าบริหารจัดการเป็นได้ทั้งค่าสิทธิซึ่งจะมีภาระหัก ณ ที่จ่าย หรือกำไรจากธุรกิจ ซึ่งจะไม่มีภาระหัก ณ ที่จ่ายหากผู้ให้บริการไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญา ส่วนจะถือเป็นประเภทใดนั้นต้องพิจารณาลักษณะของงานบริการเป็นกรณีๆ<br><br></div><div>ส่วนทางปฏิบัติมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่ารายได้จากการให้บริหารจัดการหรือรายได้ในทำนองเดียวกัน ควรเป็นรายได้ภายใต้บท Technical Services หรือกำไรจากธุรกิจ เพราะจะมีผลต่อการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยเกี่ยวกับรายได้ เงินปันผล ดอกเบี้ย ไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กล่าวคือ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินปันผลจะไม่เกินร้อยละ 10 และจากดอกเบี้ยจะไม่เกินร้อยละ 10 กรณีผู้รับเป็นสถาบันการเงิน และร้อยละ 15 กรณีผู้รับประเภทอื่นๆ<br><br></div><div>ในส่วนของผลได้จากทุนและรายได้ที่เป็นกำไรจากการขายหุ้น อนุสัญญาภาษีซ้อนกำหนดให้คู่สัญญามีสิทธิเก็บภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นได้ภายใต้กฎหมายภายในของตน ดังนั้นหากเป็นเรื่องการซื้อขายหุ้น ภาระภาษียังคงเดิมตามกฎหมายภายในอนุสัญญาภาษีซ้อนไม่ได้บรรเทาในส่วนนี้ ขณะที่การกำหนดนิยามของสถานประกอบการถาวร ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับที่ตั้งอาคาร โครงการก่อสร้าง โครงการประกอบ หรือโครงการติดตั้งหรือกิจกรรมตรวจควบคุมเกี่ยวกับโครงการนั้น<br><br></div><div>หากโครงการหรือกิจกรรมในประเทศคู่สัญญามีระยะเกินกว่า 6 เดือน ก็จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญานั้น หรือหากเป็นกิจกรรมการสำรวจหรือขุดค้นธรรมชาติ จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรหากดำเนินกิจกรรมระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันแล้วเกินกว่า 90 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน<br><br></div><div>ด้านสถานประกอบการถาวรกรณีที่มีการให้การบริการ รวมทั้งการบริการให้คำปรึกษาผ่านลูกจ้าง โดยที่กิจกรรมในลักษณะนั้นดำเนินติดต่อกัน (สำหรับโครงการเดียวกันหรือโครงการต่อเนื่อง) ภายในประเทศคู่สัญญา เป็นระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะเวลารวมกันเกินกว่า 183 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญานั้น ผลของการมีสถานประกอบการถาวรในประเทศคู่สัญญา เช่น บริษัทไทยส่งพนักงานคนไทยเข้าไปให้บริการคำปรึกษาในกัมพูชามีระยะเวลาเกินกว่า 183 วัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ก็จะถือว่ามีสถานประกอบการถาวรในกัมพูชา มีผลให้ต้องเสียภาษีเหมือนมีการตั้งสาขาในกัมพูชา ดังนั้นการศึกษากฎหมายภาษีภายในประเทศ หากเป็นกิจการควรศึกษาอนุสัญญาภาษีซ้อนด้วยว่าจะสามารถผ่อนคลายภาระภาษีได้หรือไม่<br>แหล่งที่มาของข่าว: <a href="https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/521991">https://www.posttoday.com/biz/aec/scoop/521991</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/255592656/c5ccb1df491b4ef3ababafe45449d177/Screenshot_2018_01_22_17_28_16_1.png" />
         <pubDate>2018-01-22 10:30:24 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223258774</guid>
      </item>
      <item>
         <title>โดย...กริช อึ้งวิทูรสถิตย์สำรวจมหานครย่างกุ้งมานานหลายเดือน เพราะระยะหลังๆ มานี้ ทุกครั้งที่ไปย่างกุ้งก็จะเข้าไปบริษัทแล้วก็กลับบ้านนอน โดยไม่ค่อยได้ออกไปสำรวจพื้นที่ห่างไกลจากใจกลางเมืองเท่าไร ครั้งนี้จึงมีโอกาสไปดูพื้นที่รอบนอกๆ เมือง ไม่คิดเหมือนกันว่าความเจริญจะขยายออกไปมากมายขนาดนั้นครับ นับว่าผิดหูผิดตาเลยครับวันแรกที่ผมไปรับเพื่อนชาวสิงคโปร์ที่สนามบิน ผมได้ติดต่อนายหน้าค้าที่ดินให้ไปพร้อมกับผม ผมถามว่าเราจะไปดูที่ไหนบ้าง เขาบอกว่าแพลนไว้ 3 วัน จะพาไปดู 7-8 ที่ ล้วนแล้วแต่เป็นนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมด พอรับเพื่อนเสร็จเราจึงออกไปดูที่นิคมอุตสาหกรรมชเวหลินปันก่อนเลย ที่นี่เมื่อก่อนผมเคยไปดูโรงงานผลิตข้าวมาก่อน ในอดีตทางไปต้องผ่านไปทางสะพานข้ามนิคมลันตายา แล้วอยู่ทางด้านขวามือของนิคมลันตายา แต่ปัจจุบันนี้ทางการเมียนมาได้สร้างสะพานใหม่อีกแห่ง โดยสามารถเดินทางไปทางด้านแมงกะลาดอง แล้วออกไปทางมอบิน จะมีทางไปสะพานแห่งใหม่ได้ โดยข้ามไปฝั่งตรงข้าม แล้วนิคมจะอยู่ทางด้านซ้ายมือของสะพาน พอเข้าไปปรากฏว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ในอดีตเมื่อ 4-5 ปีก่อน โรงงานอุตสาหกรรมมีน้อยมาก แต่ปัจจุบันนี้ในนิคมมีโรงงานก่อสร้างขึ้นมาเยอะมากเลยครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนไปคือถนนหนทางในนิคมครับ ถนนยังคงเละเทะเหมือนเดิม และโรงงานว่างเปล่ายังคงเยอะเหมือนเดิมครับ โรงงานที่ปิดประกาศขายหรือให้เช่ายังคงมีมากกว่าโรงงานที่เปิดดำเนินกิจการครับผมได้สอบถามนายหน้าว่าราคาโรงงานระยะนี้เป็นอย่างไร เขาบอกว่าราคาได้อ่อนตัวลงมากว่าเมื่อ 2 ปีก่อนเยอะมาก ประมาณ 30-40% เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลเมียนมาไม่ค่อยจะเอื้อให้มีการลงทุนมากนัก อีกทั้งชาวต่างประเทศที่จะไปลงทุนที่เมียนมามาดูแล้วก็ถอยกลับเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะว่าราคาที่ดินที่นี่ค่อนข้างแพงมาก และถ้าหากใช้วิธีการเช่าที่ดินก็ไม่สามารถที่จะคุ้มค่าแก่การลงทุนเช่นกัน อีกประการหนึ่ง แม้นว่าที่เมียนมาได้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงติดต่อกันหลายปี แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนกังวลใจยังมีอยู่เยอะเช่นกัน ผมคงไม่วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของเมียนมานะครับ เพราะคอลัมน์นี้เราน่าจะพูดแต่เรื่องที่ดีงามและศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม รวมถึงความเข้าใจอันดีงามระหว่างสองชาติในเชิงสร้างสรรค์จะดีกว่านะครับ</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223267071</link>
         <description><![CDATA[<div><br>นางสาว&nbsp; กาญจนา&nbsp; เลขที่8</div>]]></description>
         <enclosure url="https://padletuploads.blob.core.windows.net/prod/242189327/3b9db088e8ca342781eb6274233d76bd/00000E022017122506155950AAAAAAAA.jpg" />
         <pubDate>2018-01-22 11:04:44 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/223267071</guid>
      </item>
      <item>
         <title>นาย อิทธิพล จี่เรือน</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234102351</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 07:45:14 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234102351</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส นันทิกานต์ อายี</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234103506</link>
         <description><![CDATA[<div>ชั้น ม.6/5 เลขที่2<br>หัวข้อ ไทยและสิงคโปร์พร้อมร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในอาเซียน<br><br>เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๖ นายสุรพงษ์ โต ไทยและสิงคโปร์พร้อมร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในอาเซียนวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้พบหารือกับนางฉั่ว ซิว ซาน (Chua Siew San) เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ซึ่งเข้าเยี่ยมคารวะ โดยในโอกาสดังกล่าว สองฝ่ายได้หารือถึงภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-สิงคโปร์ โดยเฉพาะการเตรียมการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระหว่างวันที่ ๒๓-๒๔ กุมภาพันธ์ ศกนี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมเปิดการประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย-สิงคโปร์ ครั้งที่ ๑๑ (11th Civil Service Exchange Program – CSEP) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือประจำปีระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ที่สิงคโปร์<br><a href="http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/28/31606-ไทยและสิงคโปร์พร้อมร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความเข.html">http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/28/31606-ไทยและสิงคโปร์พร้อมร่วมมือกันเพื่อเสริมสร้างความเข.html</a></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/266252941/6e858353cfe60fde9da40e09e9e2dd81/20180222_150831.png" />
         <pubDate>2018-02-22 07:50:57 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234103506</guid>
      </item>
      <item>
         <title>อิทธิพล จี่เรือน ชั้น6/5  เลขที่ 17</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234104608</link>
         <description><![CDATA[<div>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ หรือ Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 61 ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด "Heritage &amp; Craftsmanship” หัตถศิลป์มรดกทางวัฒนธรรม อวดงานสร้างสรรค์ของช่างฝีมือไทย พร้อมเปิดโอกาสผู้ประกอบการทั่วโลกเจรจาธุรกิจ มั่นใจช่วยกระตุ้นยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยเติบโตต่อเนื่อง</div><div>นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัญมณีและเครื่องประดับเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเข้มแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานแรงงานกว่า 1.2 ล้านคน รัฐบาลตระหนักถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย จึงดำเนินนโยบายสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลก” (Jewelry Hub)</div><div><em>"กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ และการหาช่องทางการตลาด ตามเทรนด์สินค้าใหม่ ๆ ให้ ซึ่งงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ถือเป็นเวทีการค้าสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับตั้งแต่ขนาดใหญ่ไปจนถึงระดับ SMEs ได้พบปะเจรจาการค้ากับนักธุรกิจ ผู้ซื้อศักยภาพจากทั่วทุกมุมโลก ได้เรียนรู้เข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ได้ขยายเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าอีกด้วย”</em></div><div>สำหรับงาน Bangkok Gems &amp; Jewelry ครั้งที่ 61 จัดภายในแนวคิด "Heritage &amp; Craftsmanship” หัตถศิลป์มรดกทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมงานศิลป์ไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นงานฝีมือที่ประณีตแล้ว ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย "ไทยแลนด์ 4.0” และ "เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ของรัฐบาล</div><div>งานบางกอกเจมส์ฯ ครั้งนี้ ได้นำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ในโซนนิทรรศการ อาทิ The New Faces แสดงสินค้าเครื่องประดับจากผู้ประกอบการ SMEs ไทยชั้นยอดจากทั่วประเทศ ซึ่งครั้งนี้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าร่วมมากกว่า 120 ราย Innovation and Design Zone (IDZ) นำเสนอสินค้านวัตกรรมจากสตาร์ทอัพ และเครื่องประดับสุดพิเศษที่ใช้เทคนิคใหม่ ๆ มาช่วยสร้างสรรค์ชิ้นงาน The Niche Showcase เครื่องประดับตามเทรนด์มาแรงในตลาดโลก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสัมมนาให้ความรู้และคำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงบริการตรวจสอบอัญมณีเคลื่อนที่ภายในงาน โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT และสถาบันชั้นนำของโลกด้วย อัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับที่ 3 ของไทยรองจากยานยนต์และคอมพิวเตอร์ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกและเครื่องประดับมูลค่ารวมเกือบ 13,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อหักทองคำยังไม่ขึ้นรูป สินค้าดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.25% จากปี 2559 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี</div><div>อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าจะผู้เยี่ยมชมงาน 20,000 คน จาก 130 ประเทศทั่วโลก เกิดคำสั่งสั่งซื้อภายในงานไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ส่งออกชั้นนำของไทยและต่างชาติมากกว่า 900 ราย มาจัดแสดงสินค้ารวมกว่า 2,000 คูหา</div><div>Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair ครั้งที่ 61 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี</div><div>วันเจรจาธุรกิจ วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 - 18.00 น.</div><div>วันจำหน่ายปลีก 24 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 - 18.00 น. และวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00 - 17.00 น.</div><div>สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่</div><div><a href="http://www.bkkgems.com/">www.bkkgems.com</a> หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169</div><div>ที่มา : www.thaigov.go.th</div>]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-22 07:55:59 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/234104608</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส  เมธินี มาเยอะ  ม.6/ เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/235399006</link>
         <description><![CDATA[]]></description>
         <enclosure url="" />
         <pubDate>2018-02-26 15:15:12 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/235399006</guid>
      </item>
      <item>
         <title>น.ส เมธินี มาเยอะ ม.6/5 เลขที่3</title>
         <author></author>
         <link>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/235419674</link>
         <description><![CDATA[<div>ขไทย – สหภาพยุโรป พร้อมร่วมกันทำงานอย่างสร้างสรรค์ต่อไป<br><br></div><div>วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2561) เวลา 10.30 น. นายปีร์กะ ตาปีโอละ (H.E. Mr. Pirkka Tapiola) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในโอกาสรับหน้าที่ ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้<br>&nbsp;<br>รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยเข้ามาดำรงตำแหน่งในไทยอีกครั้ง หลังจากเคยประจำการที่สถานเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทยมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์การทำงานในไทยที่ผ่านมาจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ไทย – สหภาพยุโรป (EU) แน่นแฟ้นมากขึ้นได้ และด้านเอกอัครราชทูตฯ แสดงความยินดีที่ทั้งสองฝ่ายมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้น หลังจากการปรับข้อมติเกี่ยวกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2560 จึงเป็นโอกาสอันดีที่ไทย – EU จะกระชับความร่วมมือในมิติต่าง ๆ ให้มากขึ้นเป็นลำดับ<br>&nbsp;<br>ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการหารือกันในหลายประเด็น อาทิ ด้านสิทธิมนุษยชน โดยเอกอัครราชทูตฯ กล่าวว่า ได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และเห็นถึงพัฒนาการที่ดีของไทยเรื่อยมา โดยเฉพาะการประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และการยกเลิกการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร แสดงถึงการให้ความสำคัญของรัฐบาลในเรื่องนี้อย่างยิ่ง และในด้านการเมือง ทางสหภาพยุโรปแสดงความเข้าใจในสถานการณ์ภายในประเทศและเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการตาม Roadmap ที่วางไว้ เพื่อนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง<br><a href="http://www.thaigov.go.th">www.thaigov.go.th</a><br><br></div>]]></description>
         <enclosure url="https://padlet-uploads.storage.googleapis.com/242187974/0969c14e0307326bf9bd7683eb757bd4/Screenshot_2018_02_26_22_47_59_1.png" />
         <pubDate>2018-02-26 15:41:32 UTC</pubDate>
         <guid>https://padlet.com/takati_1234/huxo256kdm6l/wish/235419674</guid>
      </item>
   </channel>
</rss>
